[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้

สุขใจในธรรม => ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก => ข้อความที่เริ่มโดย: เงาฝัน ที่ 21 เมษายน 2555 12:32:47



หัวข้อ: การอธิษฐานด้วยปัญญา
เริ่มหัวข้อโดย: เงาฝัน ที่ 21 เมษายน 2555 12:32:47


  (http://t1.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSPQNDOswejNiOSCDPp6rBt40MtYCK5NeKEeV6al-sEpgbaD1SUTwN8RatZBg)  การอธิษฐานที่ดีเลิศที่สุด
ทุกครั้งที่เราทำบุญ ส่วนใหญ๋มักจะอธิษฐานกัน เพื่อหวังอยากได้ในสิ่งที่เราพึงปารถนา การทำบุญแล้วอธิษฐานจึงเป็นสิ่งที่เราชาวพุทธมักทำคู่กันเป็นประจำ

มีคำถามว่า การอธิษฐานนั้น จะให้ผลจริงตามแรงอธิษฐานหรือไม่
คำตอบคือ ให้ผลได้จริง
เพราะคำว่า อธิษฐาน แปลว่า การจดจ่อแน่วแน่ของจิต จิตของคนเรามีพลังอานุภาพมาก เมื่อจิตจดจ่อและตั้งมั่นอยู่ในเรื่องใดนานเข้า จิตจะสามารถน้อมนำสิ่งนั้นมาสู่เราได้

แต่สิ่งที่น้อมนำมานั้นเป็นวิบากคือผล ดังนั้นต้องสร้างเหตุก่อน แล้วจึงจะได้ผล
ก่อนที่จะอธิษฐานจิต จึงต้องมีการทำบุญสร้างเหตุให้ดีเสียก่อน แล้วผลที่ดีจะตามมา โดยอาศัยการอธิษฐานจิตเป็นเครื่องชี้นำความต้องการของเรา

บางคนชาตินี้เกิดมามีฐานะยากจน มีชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวองอย่างยากลำบาก เมื่อได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมจึงเข้าใจเหตุและผลของกรรมและวิบากกรรม
จึงทำบุญเพื่อให้พบชาติต่อไป ได้เกิดมารวย มีอันจะกิน ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องความเป็นอยู่อีกต่อไป

หรือบางคนเกิดมารูปร่างหน้าตาไม่งาม จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิตขอให้ชาติหน้าเกิดมาหน้าตาดี มีเสน่ห์
บางคนชีวิตนี้ต้องพบกับปัญหาด้านความรัก ต้องทุกข์เพราะคนรัก หรือไม่สมหวังในความรัก จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิต ขอให้ชาติหน้าได้พบคู่ครอที่ดี หรือสมหวังในความรัก
บางคนเกิดมาร่างกายไม่สมประกอบ ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำเค็ญ จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิต ขอให้ชาติหน้าได้เกิดมามีร่างกายที่สมประกอบครบ 32
บางคนชาตินี้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย ทำให้รำคาญใจ และไม่มีความสุข จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิต ขอให้ชาติหน้าเกิดมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

การอธิษฐานจิตดังกล้าวนี้ แทบจะเห็นกันอยู่เสมอๆ ทุกครั้งที่ปุถุชนคนส่วนใหญ่มักอธิษฐานกัน แต่ขอให้รู้ว่า การอธิษฐานเช่นนี้ เรียกว่า

"การอธิษฐานด้วยตัณหา"
ไม่ใช่เป็นการอธิษฐานที่ดีที่สุด เพราะคนที่ตั้งจิตอธิษฐานดังกล่าวนี้ เป็นอธิษฐานที่เจือด้วยกิเลส อยากได้ใคร่มี
เพราะเป็นอำนาจของความโลภ เพื่อหวังในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพื่อสนองอัตตาของกิเลสของตนเองจึงไม่ได้ชื่อว่าเป็นการอธิษฐานที่ดีเลิศ เพราะขึ้นชื่อว่ากิเลส ย่อมมีความมัวหมองในจิต

แต่การอธิษฐานอย่างไรจึงชื่อว่าเป็นการอธิษฐานที่ดีที่สุด การอธิษฐานที่ดีเลิศคือ

"การอธิษฐานด้วยปัญญา"
ปัญญาคือการรู้แจ้งแทงตลอดในกลไกลของเหตุผลของสรรพสิ่งนั้นๆ
ผู้ที่เข้าใจชีวิตตามแนวทางคำสอนของพระพุทธองค์จะเห็นความจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย ว่าทุกอย่างล้วนเป็นมายา เพราะชีวิตและธรรมชาติทั้งหลายอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์
ทุกสิ่งล้วนไม่ยั่งยืน (อนิจจัง)
ทุกสิ่งล้วนเป็นทุกข์ (ทุกขัง)
และทุกสิ่งไช่ตัวตน (อนัตตา)

แต่ผู้มีปัญญาน้อย หรือ ปัญญาทุรพล คือผู้ที่ไม่ได้เข้าใจหลักความจริงสากลของธรรมชาติ
จึงเกิดความไม่รู้ หรือ อวิชชา และ ปรุงแต่งไปทางบุญบ้าง บาปบ้าง และต้องวนเวียนเกิดเวียนตาย เสพทุกข์ สุขไปตามแรงกรรม

ผู้ที่เห็นภัยในวัฎฎะ ผู้นั้นจึงขึ้นชื่อว่า ผู้มีปํญญาได้เห็นความจริงของมายาการ
จึงไม่ปารถนาต้องมาพบกับความแปรปรวนของทุกข์และสุขในสังสารวัฎฎ์อีกต่อไป จึงได้หมั่นทำบุญแล้ว อธิษฐานจิตเพื่อจะไม่มาเกิดอีก จึงเรียกว่า การอธิษฐานด้วยปัญญา

ส่วนการอธิษฐานด้วยตัณหา เพราะเกิดจากความไม่เข้าใจในความจริงของสรรพสิ่งของผู้นั้น จึงยึดติดในกิลเส และอุปทาน
จึงทำไปด้วยอำนาจของกิเลสที่หวังในลาภ ยศ สรรเสริญ สุขในทางโลก
แม้จะได้สิ่งที่ต้องการมา แต่ก็ไม่อาจอยู่กับผู้นั้นได้นาน
เพราะความแปรปรวนของสรรพสิ่ง และยิ่งเป็นการเพิ่มภพชาติให้มากขึ้น และทุกข์ก็ตามมามากขึ้นตามภพชาติที่เกิด
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า " การเกิดบ่อยๆเป็นทุกข์ "
เราลองมาสำรวจตัวเราเองกันเถิด ว่าที่ผ่านมาเราทำบุญ แล้วอธิษฐานด้วยอำนาจแห่งตัณหา เพื่อให้สร้างภพสร้างชาติต่อไป
หรือ อธิษฐานด้วยปัญญา

หากผู้ใดเข้าใจในการความเป็นไปของชีวิตและเบื่อหน่ายในความแปรปรวนของสรรพสิ่ง และการหลอกลวงด้วยภาพมายาชีวิตที่ไม่มีอยู่จริง
และพึงหวังสิ่งที่เลิศกว่า คือการไม่มาเกิดอีก
(http://www.lordsrecoveryinthailand.org/images/awb_image11112553143317.jpg)
ขอให้ท่านนั้นจงตั้งจิตอธิษฐานดังนี้ทุกครั้งภายหลังจากทำบุญแล้ว

"ด้วยผลแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในครั้งนี้ ( นึกถึงบุญที่เราทำ )
ขอให้เป็นเหตุปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้เถิด

แต่หากข้าพเจ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิด
ทุกภพชาติที่จะต้องเกิด ขอให้ให้เกิดในครอบครัวผู้มีสัมมาทิฎฐิ
ขอให้ได้พบพระพุทธศาสานา ได้ฟังพระธรรมที่ถูกต้อง
ได้พบกัลยามิตรชี้ทางสว่างให้แก่ข้าพเจ้า
และได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมชั้นสูงอันเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้เถิด"

นี่คือการอธิษฐานที่ดีเลิศที่สุด ไม่มีส่วนใดเจือด้วยกิเลสเลย ลองมาวิเคราะห์คำอธิษฐานนี้ดู

ขอให้เป็นเหตุปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้
การเดินทางของชีวิต มีจุดหมายคือการพ้นทุกข์ เป้าหมายของเราคือการเข้าถึงพระนิพพาน และ ในอนาคตกาลอันใกล้
เพื่อระบุให้ภพชาตินั้นไม่ยืดยาว เพื่อความทุกข์ต่างๆจากภพชาติจะได้สั้นเข้าไปอีก

แต่หากข้าพเจ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิด ทุกภพชาติที่จะต้องเกิด ขอให้ให้เกิดในครอบครัวผู้มีสัมมาทิฎฐิ
หากเรายังไม่บรรลุธรรมชั้นสูง แน่นอนว่ายังต้องกลับมาเกิดอีก
แต่การเกิดนั้น หากไปเกิดในครอบครัวของผู้ที่ไม่เลื่อมใส ศรัทธาในพระพุทธศาสนา อาจทำให้เราเดินทางผิดได้
เพราะครอบครัวนั้นอาจไม่เชื่อเรื่องเวร เรื่องกรรม ไม่ทำบุญ
หรือซ้ำร้ายอาจทำทุจริตเห็นผิดเป็นชอบ เราอาจถูกสอนให่ทำไปตามนั้น ซึ่งนำมาซึ่งโทษภัยได้

ดังนั้นการอธิษฐานเพื่อให้เกิดในครอบครัวผู้มีสัมมาทิฎฐิ เป็นเครื่องช่วยให้เราดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง
เพราะสัมมาทิฎฐิหรือความเห็นที่ถูกต้อง หรือความเข้าใจธรรมที่ถูกต้อง เป็นประตูด่านแรกแห่งการเดินทางสู่ทางพ้นทุกข์
สัมมาทิฎฐิจึงเป็นประธานของ มรรค 8 นั่นเอง เมื่อมีสัมมาทิฎฐิ แล้วสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา และอื่นๆจะตามมา

ขอให้ได้พบพระพุทธศาสานา ได้ฟังพระธรรมที่ถูกต้อง
การอธิษฐานเพื่อให้ได้พบพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก
คำสอนของพระพุทธองค์ เป็นเครื่องชี้ทางให้เราพ้นทุกข์ได้

การได้ฟังธรรมที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของการเดินทางสู่การพ้นทุกข์
เพราะ แม้ว่าเราจะได้พบพระพุทธศาสนา แต่หากได้ฟังธรรมมาผิดๆ จะทำให้เราเดินผิดทางได้

ได้พบกัลยามิตรชี้ทางสว่างให้แก่ข้าพเจ้า
การได้พบกัลยาณมิตรหรือผู้รู้ธรรม
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต
เพราะกัลยาณมิตรจะคอยแนะนำทางที่ถูกที่ควรให้เรา

ในมงคล 38 ประการ ข้อที่สำคัญที่สุดคือ มงคลข้อที่ 1
"อเสวนา จะพาลานัง ปัณฑิตา ณัญจะ เสวะนา”"
อย่าคบมิตรชั่ว ให้คบแต่กัลยานมิตร หรือคบผู้รู้

และได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมชั้นสูงอันเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้เถิด
การได้ฟังธรรมที่ต้องแล้วยังไม่พอ ต้องฎิบัติธรรมจนบรรลุด้วย
จึงจะขึ้นชื่อว่าได้เข้าถึงปํญญาในการรู้แจ้งแทงตลอดอย่างสมบูรณ์

-http.//board.palungjit.com/f8/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94-160052.html
-http.//www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=41626&sid=7341b8d2c1b686da1d503d5f6ce1d58b



หัวข้อ: Re: ดร.สนอง วรอุไร - อธิษฐานบารมี.wmv
เริ่มหัวข้อโดย: เงาฝัน ที่ 21 เมษายน 2555 15:23:04


ดร.สนอง วรอุไร - อธิษฐานบารมี.wmv (http://www.youtube.com/watch?v=kpQRspUc0nc&feature=player_embedded#ws)