|
หัวข้อ: อำนาจกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ร.3) ปลายแผ่นดิน ร.2 ในบันทึกทูตอังกฤษ เริ่มหัวข้อโดย: ใบบุญ ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2569 15:11:51 (http://www.sookjaipic.com/images_upload_2/75841530784964_Cover_photo_2_Copy_.jpg) (https://www.silpa-mag.com/wp-content/uploads/2026/02/Cover-photo-2.jpg) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) และกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3) จิตรกรรมฝาผนังศาลาทรงยุโรป หลังพระสมุทรเจดีย์ สมุทปราการ (ภาพจาก : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2555 อำนาจกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ร.3) ปลายแผ่นดิน ร.2 ในบันทึกทูตอังกฤษ ผู้เขียน - กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่ - วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 อำนาจกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กับบรรยากาศภายในวังท่าพระ จากบันทึกของ “จอร์จ ฟินเลย์สัน” ผู้ติดตามคณะทูตอังกฤษที่เข้ามาติดต่อกับสยามในสมัยรัชกาลที่ 2 จอร์จ ฟินเลย์สัน (Geoge Finlayson) ศัลยแพทย์และนักธรรมชาติวิทยาประจำกองทัพของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ติดตามคณะทูตของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งมี จอห์น ควอร์เฟิร์ด (John Crawfurd) ผู้แทนผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำอินเดียเป็นหัวหน้าทูต วัตถุประสงค์คือการมาเจริญทางพระราชไมตรีและพาณิชย์กับสยามและโคชินจีน (ญวน) คณะทูตเข้ามายังสยามเมื่อ พ.ศ. 2364-2365 ตรงกับปลายแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ระหว่างนั้น ฟินเลย์สันรับมอบหมายให้ศึกษา และเก็บข้อมูลทางธรรมชาติวิทยา ภูมิศาสตร์ ตลอดจนชาติพันธุ์ในสยาม ฟินเลย์สันยังบันทึกประสบการณ์ที่จอห์น ครอร์เฟิร์ด ไปเข้าเฝ้า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นธรรมเนียมก่อนเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินของสยาม โดยบรรยายเหตุการณ์ว่า “นายครอว์เฟิร์ดพร้อมด้วยร้อยโทรัทเทอร์ฟอร์ด (Lieutenant Rutherfurs) ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระโอรสของพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบันที่มิได้ประสูติแต่พระราชินี กำหนดเวลาเข้าเฝ้าคือ ๒ ทุ่ม พระเจ้าลูกยาเธอฯ ประทับอยู่ ณ กลางห้องโถงกว้างใหญ่ที่ประดับตกแต่งแบบจีนเป็นหลัก กระจกเงาธรรมดา เครื่องแก้วดัตช์ โป๊ะโคม ตะเกียง และโคมไฟจีนประดับตกแต่งอยู่ตามผนังห้องและห้อยลงมาจากเพดาน พระองค์ทรงต้อนรับคณะทูตโดยประทับนิ่งอยู่ และเมื่อคณะทูตเดินเข้ามา ก็ทรงชี้ไปที่พรมที่ปูอยู่ห่างออกไปสำหรับให้แขกนั่ง เช่นเดียวกับชายชาวสยามส่วนใหญ่ที่มีสถานะและตำแหน่ง พระเจ้าลูกยาเธอฯ ทรงมีพระวรกายหนาล่ำเป็นพิเศษ…พระอากัปกิริยาเคร่งขรึมจริงจังและไม่ประนีประนอม ทรงมีลักษณะรูปโฉมที่ดูอาวุโสกว่าพระชันษาจริงอยู่มาก” บทสนทนาระหว่างกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กับคณะทูตในวันนั้น คณะทูตได้รายงานเกี่ยวกับเรื่องทั่ว ๆ ไป เช่น การเดินทางเยือนราชสำนักของประเทศแถบเอเชีย ระยะทาง อายุ และหน้าที่การงานของคณะทูต รวมถึงสุขภาพของผู้สำเร็จราชการแห่งอินเดีย และสถานการณ์บ้านเมืองของอังกฤษ ที่สำคัญ ฟินเลย์สันได้เล่าถึงอิทธิพลต่อกิจการบ้านเมืองของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ว่า “เกือบทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับราชการแผ่นดินไม่ว่าจะเป็นกรมกองใดก็ตามล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของเจ้านายพระองค์นี้ ซึ่งทรงเป็นที่เชื่อถือว่าได้ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถทัดเทียมกับภาระหน้าที่ใหญ่หลวงที่พระองค์ทรงได้รับมอบหมาย ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพหรือสงคราม การติดต่อกับต่างประเทศ หรือการบริหารกิจการภายในประเทศ การศาสนา นโยบาย หรือการศาล ล้วนอยู่ภายใต้พระวินิจฉัยของพระองค์อย่างเท่าเทียมกัน นาน ๆ ครั้งจึงจะนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดินเพื่อทรงพระราชวินิจฉัยชี้ขาด ขุนนางทุกคนที่มีบรรดาศักดิ์ต่ำกว่าล้วนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระเจ้าลูกยาเธอฯ พระองค์นี้” นอกจากนี้ หลังจากที่คณะทูตได้เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฟินเลย์สันยังบันทึกถึงการนัดหมายพูดคุยกับคณะทูต “เป็นการเฉพาะ” จากคำขอของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ณ วังท่าพระ ซึ่งเขาก็ได้บรรยายสภาพของวังในขณะนั้นอย่างตรงไปตรงมาว่า “วังของพระองค์ซึ่งเป็นอาคารที่ดูสกปรกและซอมซ่อ แต่ภายในมีพื้นที่กว้างขวางและตกแต่งเครื่องเรือนเครื่องใช้ได้ดีพอควร” รวมไปถึงบรรยากาศภายในพระตำหนักระหว่างรอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสด็จออกรับคณะทูต ซึ่งบ่าวไพร่ชาวสยามก็ดูจะ “ไม่เป็นมิตร” กับชาวต่างชาตินัก ดังว่า “ณ เวลาที่นัดหมาย พวกเราถูกเชิญมายังลานเปิด ณ ปลายสุดด้านหนึ่งของวังซึ่งใช้เป็นห้องพักรอ ที่แห่งนี้ไม่ได้มีความเหมาะสมหรือเป็นที่ยอมรับได้เลย กลุ่มทาสหรือบ่าวรับใช้ที่ส่งเสียงดัง สกปรก และไร้มารยาท จับกลุ่มกันอยู่โดยรอบลานแห่งนี้ หรือไม่ก็นั่งนอนเอกเขนกอยู่พื้นที่โดยไม่ให้ความสนใจพวกเราแม้แต่น้อย และหากจะให้ความสนใจก็เพื่อแสดงความโอหังอย่างจงใจเท่านั้น… ในสถานที่แห่งนี้ผู้แทนของผู้สำเร็จราชการต้องรอคอยอยู่นานเกินกว่า ๒ ชั่วโมง และแล้วเสนาบดีพระยาสุริยวงศ์โกษาก็เข้ามาและบอกว่า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงสวดมนต์อยู่จึงเป็นเหตุให้ล่าช้า…ในที่สุดก็มีการบอกเป็นนัยว่าพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงพร้อมที่จะให้การรับรองผู้แทนของผู้สำเร็จราชการตามธรรมเนียมปกติของชาวสยามแล้ว…” สำหรับการสนทนาที่ดำเนินไปกว่า 2 ชั่วโมงนั้น ฟินเลย์สันเล่าว่า ทรงถามเกี่ยวข้องกับเรื่องการปกครองอาณานิคมอินเดียเป็นหลัก โดยเฉพาะศรีลังกา ดินแดนที่ชาวสยามให้ความเคารพนับถืออย่างสูง เพราะถือว่าเป็นดินแดนที่สยามรับเอาพุทธศาสนาเข้ามา เมื่อทรงได้ทราบว่า ฟินเลย์สันเคยไปศรีลังกามาแล้ว ก็ตรัสถามเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับลังกามากมาย รวมถึงวิทยาการความรู้ทางการแพทย์ของชาวยุโรป เหล่านี้จึงเป็นอีกตัวอย่างของบรรยากาศ และการบ้านการเมืองในราชสำนักยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่คณะทูตต่างชาติซึ่งเข้ามาติดต่อได้ประสบพบเจอ (https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/4c/Florists%27_review_%28microform%29_%2816471254157%29.jpg/250px-Florists%27_review_%28microform%29_%2816471254157%29.jpg) จอร์จ ฟินเลย์สัน (Geoge Finlayson) ... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_161619 (https://www.silpa-mag.com/history/article_161619) |