|
หัวข้อ: [ข่าวมาแรง] - รู้จัก MOU 44 แบบง่าย-ครอบคลุม กางเหตุผล ยกเลิก vs ไม่ยกเลิก เริ่มหัวข้อโดย: สุขใจ ข่าวสด ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 21:41:28 รู้จัก MOU 44 แบบง่าย-ครอบคลุม กางเหตุผล ยกเลิก vs ไม่ยกเลิก
<span>รู้จัก MOU 44 แบบง่าย-ครอบคลุม กางเหตุผล ยกเลิก vs ไม่ยกเลิก</span> <div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"><p>รายงาน: ทีมข่าวการเมืองประชาไท</p></div> <span><span>XmasUser</span></span> <span><time datetime="2026-02-18T12:41:31+07:00" title="Wednesday, February 18, 2026 - 12:41">Wed, 2026-02-18 - 12:41</time> </span> <div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"><p>เมื่อ 10 ก.พ. 2569 <strong>อนุทิน ชาญวีรกูล</strong> (https://www.thaipbs.or.th/news/content/502049)<strong> </strong>นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ เผยว่าได้ให้กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม ตั้งคณะทำงานศึกษาการยกเลิกบันทึกความเข้าใจร่วมกัน ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน เมื่อปี 2544 (MOU44) สมัยของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยคาดว่าจะเดินหน้าได้ทันทีหลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่ </p><p><strong>อนุทิน</strong> ย้ำว่าการคงบันทึกความเข้าใจนี้ไว้ ไม่ได้นำไปสู่ความคืบหน้าในประเด็นใดๆ จึงไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่การยกเลิกต้องทำอย่างถูกต้องตามกระบวนการกฎหมาย โดยสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม ศึกษาทางออกและแนวทางที่เหมาะสม โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ </p><p>หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่า MOU44 คืออะไร และทำไมอนุทินถึงต้องการยกเลิกข้อตกลงร่วมกับกัมพูชาฉบับนี้ ประชาไทชวนย้อนรอยปมพิพาทกัมพูชาและไทย MOU44 คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และทำไมบางส่วนถึงอยากยกเลิก และบางส่วนถึงอยากให้มีการเก็บเอาไว้ ดราม่าเรื่อง “เกาะกูด” และยกเลิก MOU44 ทำให้ไทยต้องขึ้นศาลโลกหรือไม่</p><h2>ย้อนรอยข้อพิพาท MOU44 </h2><p>ย้อนรอยข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา เริ่มหลังจากเมื่อปี 2501 เมื่อรัฐบาลไทย นำโดย จอมพลถนอม กิตติขจร (https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2512/A/044/450.PDF) ได้ลงนามรับสัตยาบันในอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล พ.ศ. 2501 (Geneva Conventions on the Law of the Sea) หรือบางคนจะเรียนอนุสัญญาฉบับนี้ว่า "UNCLOS 1958" มีจำนวน 4 ฉบับ ประกอบด้วย </p><ol><li>อนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง</li><li>อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวง</li><li>อนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป</li><li>อนุสัญญาว่าด้วยการประมงและการอนุรักษ์ทรัพยากรมีชีวิตในทะเลหลวง</li></ol><p>การเกิดขึ้นของอนุสัญญา "UNCLOS 1958" เพื่อจัดระบบระเบียบการใช้ประโยชน์ในทะเล และเป็นกฎหมายแรกที่วางกรอบอาณาเขตทางทะเล ทั้งในส่วนของทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ทะเลหลวง และไหล่ทวีป </p><p>อย่างไรก็ดี ตัวอนุสัญญาของกรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลฉบับนี้ ภายหลังจะอนุวัฒน์ไปเป็นอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (หรือ พ.ศ. 2525) หรือที่เราเรียกว่า “UNCLOS 1982” ซึ่งจะมีการเพิ่มเรื่องแนวคิดเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) และมีการกำหนดความกว้างของไหล่ทวีปใหม่อีกครั้ง ซึ่งผู้อ่านจะได้ทำความรู้จักอาณาเขตทางทะเลรูปแบบต่างๆ ในหัวข้อถัดไป </p><p>กลับมาที่บริบทของไทยและกัมพูชา ประเทศไทยประกาศรับสัตยาบันในอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ในปี 2511 (https://www.mkh.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=270&lang=th) และในระหว่างปี 2511-2514 ประเทศไทยมีการประกาศเส้นฐาน และทะเลอาณาเขต </p><p>ในเรื่องข้อพิพาท ไทยและกัมพูชาเคยมีการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลครั้งแรกในปี 2513 (https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/104916) จนกระทั่งในปี 2515 และ 2516 เกิดปัญหาการอ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล โดยกัมพูชาได้ประกาศเส้นฐานตรง ทะเลอาณาเขต และไหล่ทวีปในอ่าวไทย (ชายฝั่งตะวันออกของกัมพูชาติดอ่าวไทย)</p><p>ต่อมา ประเทศไทยที่ไม่ยอมรับเส้นไหล่ทวีปของประเทศกัมพูชา และในปี 2516 ก็ได้ประกาศอ้างสิทธิไหล่ทวีปเช่นเดียวกัน ทำให้เกิดการอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area - OCA) เนื้อที่ประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) และทั้ง 2 ประเทศต้องมาหารือหาร่วมกันว่าจะแบ่งเขตทางทะเลร่วมกันอย่างไร </p><p>ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดสภาพพื้นที่ของอ่าวไทยที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก โดยขนาดของอ่าวไทยความกว้างตั้งแต่ชายฝั่งไทย จนถึงกัมพูชา/เวียดนาม ไม่เกิน 400 ไมล์ทะเล (หรือเท่ากับ 470.8 กิโลเมตร) เมื่อพื้นที่อ่าวไทยไม่ได้มีความกว้างมากนัก และทั้ง 2 ประเทศใช้สิทธิอ้างอาณาเขตทางทะเล หรือไหล่ทวีปตามหลักกฎหมายสากล (อย่างเต็มที่) จึงทำให้เกิดการทับซ้อนกันของพื้นที่ทางทะเล และต้องมาเจรจาร่วมกันเพื่อหาจุดลงตัว </p><div class="note-box"><p><strong>หมายเหตุ : 1 ไมล์ทะเล เท่ากับ 1.852 กิโลเมตร </strong></p></div><p>สำหรับพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทอ้างสิทธิพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา มีเนื้อที่ประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ </p><ol><li aria-level="1">พื้นที่พิพาทที่ต้องแบ่งเขตทางทะเลอาณาเขต (Area to be delimited) เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ เนื้อที่ 10,000 ตารางกิโลเมตร</li><li aria-level="1">พื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีป-เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ เกี่ยวข้องกับแสวงหาประโยชน์ในทรัพยากรใต้ทะเล เนื้อที่ 16,000 ตารางกิโลเมตร โดยเราจะเรียกส่วนนี้ว่าเขตพัฒนาเศษฐกิจร่วมกัน หรือ Joint Development Area - JDA</li></ol><p class="picture-with-caption"><img src="https://live.staticflickr.com/65535/55102530353_7a2c23442e_b.jpg" width="1024" height="576" loading="lazy">รูปที่ 1 ภาพพื้นที่พิพาทในทะเลอ่าวไทย (ที่มา ช่องยูทูบ TPTV (https://www.youtube.com/live/PEQ98zJd1_4?si=JA1t71BDJpE9OMUq&t=846)) โดยเส้นที่ระบุในแผนที่ 11 องศา E (ตามหลักต้องเขียนว่า N ที่แปลว่าเหนือ) คือละติจูด 11 องศาเหนือ</p><h2>คำศัพท์ว่าด้วย ทะเลอาณาเขต-เขตเศรษฐกิจจำเพาะ-ไหล่ทวีปคืออะไร</h2><p>ชวนมาทำความเข้าใจเรื่องประเภทเขตทางทะเลตามกฎหมายระหว่างประเทศกันสักนิด เพื่อให้เข้าใจข้อพิพาทมากขึ้น </p><p>ปัจจุบัน อาณาเขตทางทะเลจะถูกกำหนดภายใต้อนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี พ.ศ. 2525 (UNCLOS 1982) ซึ่งเป็นเสมือนกติการะดับสากลในการให้รัฐชายฝั่งมีสิทธิใช้ประโยชน์จากพื้นที่ท้องทะเลอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการจัดการปัญหาประเด็นข้อพิพาท </p><p>โดยอนุสัญญา "UNCLOS 1982" กำหนดให้อาณาเขตทางทะเล (Maritime zone) มีองค์ประกอบด้วยกัน ดังนี้ </p><ol><li aria-level="1"><strong>เส้นฐาน (Baseline</strong>) - สามารถแบ่งออกมาเป็น 2 รูปแบบ คือ "<strong>เส้นฐานปกติ"</strong> และ "<strong>เส้นฐานตรง"</strong><ol><li><strong>เส้นฐานปกติ (Normal Baseline)</strong> คือเส้นที่วัดตามชายฝั่งทะเล โดยดูตอนน้ำลดลงต่ำสุด</li><li><strong>เส้นฐานตรง (Strait Baseline)</strong> คือ เส้นที่เชื่อมต่อกันระหว่างเกาะ โดยจะลากเส้นตามความเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งในไทยจะมีด้วยกัน 4 แห่ง ได้แก่</li></ol></li></ol><ul><li aria-level="1">แหลมลิงถึงพรมแดนไทย-กัมพูชา</li><li aria-level="1">แหลมใหญ่ถึงแหลมหน้าถ้ำ</li><li aria-level="1">เกาะภูเก็ต ถึงพรมแดนไทย-มาเลเซีย</li><li aria-level="1">เกาะกงออก พรมแดนไทย-มาเลเซีย</li></ul><p>ทั้งนี้ การวัดทะเลอาณาเขต ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) จะต้องเริ่มจาก<strong>เส้นฐาน</strong>ก่อน เป็นลำดับแรก</p><ol start="2"><li><strong>น่านน้ำภายใน</strong> คือ พื้นที่ที่อยู่ภายในเส้นฐานตรง </li></ol><p class="picture-with-caption"><img src="https://live.staticflickr.com/65535/55102697850_d7a2fbec01_z.jpg" width="393" height="577" loading="lazy"></p><p class="picture-with-caption">รูปที่ 2: ดูภาพประกอบเพื่อความเข้าใจ เส้นฐานปกติคือ “เส้นทึบ” ขณะที่เส้นฐานตรง คือ “เส้นประ”</p><ol start="3"><li aria-level="1"><p>จาก<strong>เส้นฐานตรง</strong> ยาวออกไป 12 ไมล์ทะเล (22 กม.) เรียกว่า "<strong>ทะเลอาณาเขต"</strong> </p><p><strong>พื้นที่น่านน้ำภายใน จนถึง ทะเลอาณาเขต</strong> ถือเป็นพื้นที่ที่ไทยมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ คล้ายกับเขตแดนทางบก </p></li><li aria-level="1">จาก "<strong>ทะเลอาณาเขต</strong>” ลากออกไปอีก 12 ไมล์ทะเล (22 กม.) พื้นที่ดังกล่าวจะเรียกว่า "<strong>เขตต่อเนื่อง"</strong> (Contiguous Zone) - รัฐชายฝั่งจะไม่มีอำนาจโดยสมบูรณ์ แต่ยังมีสิทธิและอำนาจบางประการ เช่น การเก็บภาษีศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง การดูแลด้านสาธารณสุข การดูแลอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ หรือโบราณสถานและโบราณวัตถุที่อยู่ในเขตดังกล่าว</li><li aria-level="1"><p>เส้นต่อมา คือ <strong>เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ)</strong> (https://www.mkh.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=270&lang=th) คือเขตที่ลากออกจาก<strong>เส้นฐานตรง หรือเส้นฐานปกติ</strong> ออกไปอีกไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล ซึ่งรัฐชายฝั่งสามารถใช้ทรัพยากรทั้งในน้ำ (มวลน้ำ) พื้นท้องทะเล (Seabed) และพื้นดินใต้ท้องทะเล (Subsoil) เช่น การเดินเรือ การสร้างสิ่งปลูกสร้างกลางทะเล การทำประมง หรือทำงานอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เป็นต้น</p><p>เขตเศรษฐกิจจำเพาะเป็นสิทธิของรัฐชายฝั่งในการสร้างหรืออนุญาตให้มีการก่อสร้าง ควบคุมการสร้างเกาะเทียม รวมถึงการสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อใช้ประโยชน์จากเขตเศรษฐกิจจำเพาะได้ </p><p>อย่างไรก็ดี รัฐอื่นๆ ยังคงมีเสรีภาพที่จะเดินเรือ บินผ่าน หรือวางสายเคเบิลหรือท่อใต้ทะเลได้ </p></li><li aria-level="1"><p><strong>เส้นไหล่ทวีป</strong> (https://www4.fisheries.go.th/dof/news_local/1370/128502)(Continental Shelf) - เส้นไหล่ทวีปจะลากจาก ‘<strong>เส้นฐาน</strong>’ ออกไปได้ไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล (370.4 กม.) หรือบางกรณีสามารถลากเส้นไหล่ทวีปได้สูงสุด 350 ไมล์ทะเล (648.2 กม.) หากพิสูจน์ได้ว่าผืนดินใต้ทะเล เป็น "ส่วนต่อธรรมชาติ" มาจากผืนดินของรัฐชายฝั่ง </p><p>การใช้ประโยชน์จากไหล่ทวีปจะเกี่ยวข้องกับทรัพยากรใต้ดินของพื้นทะเล โดยรัฐชายฝั่งมีสิทธิแสวงหาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติภายในไหล่ทวีป โดยเฉพาะการสำรวจและขุดแร่ทรัพยากรต่างๆ ที่อยู่ใต้ดินของพื้นทะเล </p><p>นอกจากนี้ อาณาเขตไหล่ทวีป เป็นสิทธิของรัฐชายฝั่งเจ้าของเพียงผู้เดียว รัฐอื่นจะมาใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากรัฐเจ้าของไม่ได้</p></li></ol><div class="note-box"><p class="picture-with-caption"><img src="https://live.staticflickr.com/65535/55102590139_5a931fe8a8_c.jpg" width="800" height="606" loading="lazy">ภาพประกอบอาณาเขตทางทะเลแนวตั้ง (ที่มา: ความแตกต่างระหว่างไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ จากวารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม-ธันวาคม 2566))</p></div><p class="picture-with-caption"><img src="https://live.staticflickr.com/65535/55101443447_6305989323_b.jpg" width="1024" height="704" loading="lazy">ภาพจากเว็บไซต์กรมอุทกศาสตร์ https://www.hydro.navy.mi.th/webkm62/pdf/km_hydro_62_r.pdf (https://www.hydro.navy.mi.th/webkm62/pdf/km_hydro_62_r.pdf)</p><p class="picture-with-caption"> </p><ol start="7"><li><strong>ทะเลหลวง</strong> คือพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในทะเลอาณาเขต และน่านน้ำภายใน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อยู่นอกอำนาจรัฐชายฝั่ง</li></ol><p>โดยสรุปหากพิจารณาจากหลักเกณฑ์การอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ไหล่ทวีป ประกอบกับขนาดความยาวชายฝั่งจากฝั่งไทย-กัมพูชา จะเห็นได้ว่าหากประเทศไทย-กัมพูชาประกาศใช้สิทธิอ้างเขตไหล่ทวีปกันและเขตเศรษฐกิจจำเพาะแบบเต็มพิกัด ไม่พ้นจะต้องกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนจากการที่ต่างฝ่ายต่างลากเส้นเข้ามา</p><h2>MOU44 คืออะไร</h2><p>แม้มีการเจรจาเรื่องข้อพิพาทหลายครั้งโดยเฉพาะหลังยุคสงครามเย็น แต่ปัญหายังคงคาราคาซังจนกระทั่งมีความคืบหน้าในสมัยนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2544 โดยทั้งไทย-กัมพูชา ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือเรียกชื่อเล่นว่า "MOU44"</p><p>MOU44 เป็นเสมือนกรอบและกลไกการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล และการจัดสรรและพัฒนาระบบอุตสาหกรรมทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกัน โดยสถานะของ MOU44 (https://youtu.be/3oBHhNJsjKY?si=QwyHJ-0OG_Paw_6i&t=124) (รวมถึง MOU43 ว่าด้วยกรอบการเจรจาเขตแดนทางบกกับกัมพูชาด้วย) เป็น “สนธิสัญญา” ตามอนุสัญญากรุงเวียนนา มีผลให้ทั้ง 2 ประเทศต้องปฏิบัติตามร่วมกันโดยสุจริต </p><p>MOU44 กำหนดว่า ทั้ง 2 ประเทศจะต้องตั้งเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็น “คณะกรรมการเทคนิคร่วม” (Joint Technical Committee - JTC) เพื่อมาเจรจาหาจุดลงร่วมกันใน 2 เรื่องหลักก็คือ </p><ol><li aria-level="1">ต้องมาหารือร่วมกันในการแบ่งอาณาเขตทางทะเล ไม่ว่าจะเป็น ทะเลอาณาเขต ไหล่ทวีป และเขต EEZ ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิกัน บนหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งก็คือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เหนือเส้น 11 องศาเหนือ</li><li aria-level="1">การหารือการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ร่วมกัน ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ</li></ol><div class="note-box"><p>หมายเหตุ : ภายในเอกสาร MOU44 มีทั้งหมด 5 ข้อด้วยกัน ประกอบด้วย</p><ol><li aria-level="1">แสดงเจตนารมณ์ในการทำ “ข้อตกลงชั่วคราว” ในเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน</li><li aria-level="1">แสดงเจตนารมณ์เร่งเจรจาในการทำความตกลง 2 เรื่องพร้อมกัน “<strong>โดยไม่อาจแยกจากกันได้</strong>” คือ</li></ol><p>2.1 ความตกลงเเรื่องการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกัน</p><p>2.2 ความตกลงเรื่องการแบ่งเขต "<strong>ทะเลอาณาเขต</strong>" ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจำเพาะ</p><ol start="3"><li aria-level="1">ตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (JTC) เพื่อเจรจายกร่างข้อตกลงตามข้อ 2</li><li aria-level="1">กำหนดให้คณะกรรมการร่วมฯ ต้องประชุมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว</li><li aria-level="1">ยืนยันว่าการทำ MOU44 และการดำเนินการภายใต้ MOU ฉบับนี้จะไม่กระทบต่อสิทธิทางทะเลของไทยและกัมพูชา จนกว่าความตกลงเพื่อแบ่งเขตเริ่มมีผลบังคับใช้ </li></ol></div><p>ในหนังสือเรื่อง "กฎหมายและผลประโยชน์ของไทยในอ่าวไทย: กรณีศึกษาบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชาเรื่องการเจรจาสิทธิในอ่าวไทย (https://www.bbc.com/thai/articles/c86484ppe7vo)" เขียนโดย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย และเป็นผู้ลงนามใน MOU44 ระบุว่าการให้เจรจาเรื่องการอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อน และการเจรจาเรื่องผลประโยชน์การพัฒนาปิโตรเลียม ต้องทำพร้อมกัน เนื่องจากต้องการใช้ประโยชน์จากความต้องการปิโตรเลียมของกัมพูชา ผลักดันให้เกิดการแบ่งอาณาเขตทางทะเลโดยเร็ว </p><p>นอกจากนี้ ส่วนของเอกสารแนบท้าย MOU44 จะมี ‘แผนผัง’ เพื่อระบุพื้นที่ที่ต้องแบ่งเขตร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งจากการคุยกับแหล่งข่าวนักวิชาการแล้ว เขาระบุว่า “แผนผัง” ดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะเป็น “แผนที่” และไม่ได้เป็นการรับรองเส้นเขตแดนทางทะเลที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิกัน </p><p class="picture-with-caption"><img src="https://live.staticflickr.com/65535/55100962545_27b2ede48d_b.jpg" width="766" height="1023" loading="lazy">แผงผังแนบท้ายเอกสาร MOU44 (ที่มา: หนังสือ “ควรบอกเลิกบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 (MOU 2544) เกี่ยวกับเขตทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาหรือไม่ (https://www.senate.go.th/ebook/flipbook/2893/1/185#%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88%20%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.%202544%20(MOU%202544)%20%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%20/%20%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B9%8C%20%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C/5)”) โดยที่ประชาไทมีการเน้นเส้นเพิ่มเติม</p><h2>ดรามาเสียดินแดน "เกาะกูด" ? </h2><p>ย้อนไปในปี 2567 หลังแพทองธาร ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 รัฐบาลได้มีแนวนโยบายสำคัญที่จะไปเจรจากับประเทศกัมพูชาตามข้อตกลง MOU44 เพื่อนำทรัพยากรธรรมชาติ และก๊าซปิโตรเลียม ขึ้นมาใช้ประโยชน์ และเพื่อเอามาลดราคาพลังงานภายในประเทศ</p><p>อย่างไรก็ดี ความพยายามนี้ก็ถูกต่อต้านโดย <strong>ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล</strong> (https://www.bbc.com/thai/articles/cx2nxjw9pjqo) ประธานด้านวิชาการพรรค พปชร. ซึ่งออกมาแถลงต่อสื่อมวลชนที่รัฐสภา เมื่อ 27 ต.ค. 2567 ประกาศปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย และเปิดให้ สส.ลงชื่อระงับการเจรจาภายใต้กรอบ MOU44 เพราะแผนผังแนบท้ายของ MOU44 ที่ลากเส้นผ่านเกาะกูด ถือว่าขัดกับสนธิสัญญาที่สยามทำไว้กับอินโดจีน (ฝรั่งเศส) ที่ให้เกาะกูดกับไทย เมื่อปี 2450 จึงมองว่า MOU44 ทั้งฉบับมีสถานะผิดกฎหมาย และอาจทำให้ไทยเสียดินแดน </p><p>อย่างไรก็ตาม <strong>นพดล อินนา</strong> (https://www.youtube.com/watch?v=PEQ98zJd1_4&t=2s) สมาชิกวุฒิสภา และฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา ยืนยันว่า เกาะกูดเป็นของไทยแน่นอน โดยยกหลักฐานหนังสือสัญญาระหว่างสยาม-อินโดจีน (ฝรั่งเศส) ซึ่งในหนังสือสัญญาฉบับดังกล่าวที่ไทยทำไว้กับฝรั่งเศสเมื่อปี 2450 ระบุว่า<strong> สยามได้แลกดินแดนกับฝรั่งเศส โดยมอบดินแดนเมืองศรีโสภณ เสียมราฐ และพระตะบอง</strong> ขณะที่ฝรั่งเศส ได้มอบ<strong>ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และเมืองตราดกับเกาะทั้งหลาย ตั้งแต่แหลมสิงห์ลงไปจนถึงเกาะกูด</strong> <strong>ให้กับสยาม</strong> หากพิจารณาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ข้างต้น หมายความว่าเกาะกูดเป็นของไทยตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี 2450 เป็นต้นมา </p><p>เช่นเดียวกับ <strong>สุรเกียรติ์ เสถียรไทย</strong> (https://www.youtube.com/watch?v=WpkcGdVE3SM&t=127s) อดีต รมว.กระทรวงการต่างประเทศ และเป็นคนลงนามใน MOU44 ยืนยันว่าการอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) ไม่เกี่ยวกับเกาะกูด เนื่องจากเรามีสัญญาสยาม-อินโดจีน (ฝรั่งเศส) เมื่อปี 2450 ยืนยันอยู่แล้วว่าเกาะกูดเป็นของไทย </p><p>นอกจากประเด็นดังกล่าว <strong>อัครพงษ์ ค่ำคูณ</strong> (https://www.youtube.com/watch?v=7B6WjpIJdUg&t=476s) อาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ให้ความเห็นว่า พื้นที่เกาะกูดเป็นของไทย ตามหลักการครอบครองอย่างสมบูรณ์ หรือ Effective Occupation กล่าวคือนับตั้งแต่ปี 2450 จนถึงปัจจุบัน (17 ก.พ.) รวมระยะเวลา 119 ปี ได้มีคนไทยเข้าไปอาศัยเป็นจำนวนมาก และในระหว่างนี้ทางกัมพูชาไม่เคยมีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์เหนือเกาะกูดแต่อย่างใด </p><h2>ฝ่ายที่เก็บและฝ่ายที่ฉีก มอง MOU44 อย่างไร </h2><h2>ฝ่ายที่มองว่าควรฉีก MOU44</h2><p>เบื้องต้น หากพินิจพิเคราะห์จาก MOU44 จะพบว่าสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นเสมือนกรอบกลไกให้ทั้งไทย-กัมพูชา มาเจรจาแบ่งเส้นเขตแดนทางทะเล และไหล่ทวีป รวมถึงพัฒนาอุตสาหกรรมการใช้ปิโตรเลียม ในพื้นที่ทับซ้อนร่วมกัน แต่ทำไมปัจจุบัน ยังมีคนอยากจะให้ยกเลิก MOU ฉบับดังกล่าว </p><p>ตัวตั้งตัวตีกลุ่มคนที่อยากจะยกเลิก MOU44 คือ นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา และนั่งเก้าอี้ ปธ.กมธ. พิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา ของวุฒิสภา เบื้องต้น เขามองว่า อยากให้มีการยกเลิก MOU44 ด้วยเหตุผลโดยคร่าว 3 ประการคือ </p><ol><li aria-level="1">กัมพูชาที่มีการละเมิดสัญญาอย่างร้ายแรง และชัดเจน เนื่องมีการลากเส้นอ้างสิทธิเขตแดนทางทะเลไม่เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายสากล </li></ol><p>อ้างอิงจากหนังสือ “ควรบอกเลิกบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 (MOU 2544) เกี่ยวกับเขตทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาหรือไม่” เขียนโดย อดีต สว.ประจิตต์ ระบุว่า การลากเส้นอ้างสิทธิพื้นที่ทางทะเลของกัมพูชา มีปัญหา 2 ประเด็น คือ </p><ul><li>กัมพูชา ลากเส้น “ทะเลอาณาเขต” จากหมุดเขตแดนทางบก หมายเลข 73 ไปถึงจุดสูงสุดของเกาะกูด</li><li>กัมพูชา ลากเส้น “ไหล่ทวีป” ผ่าเกาะกูด ประมาณครึ่งหนึ่ง ออกไปในอ่าวไทย</li></ul><p>ทางนพดล มองว่า การลากเส้นของกัมพูชาที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักกฎหมายทางทะเลระดับสากล เพราะ “เกาะกูด” เป็นของไทย และมีอาณาเขตทางทะเลของไทย กัมพูชาจะไม่สามารถลากเส้นทะเลอาณาเขต และไหล่ทวีป ผ่านพื้นที่อธิปไตยของประเทศอื่นได้ </p><p>กลุ่มที่ต่อต้าน MOU44 จะมีมุมมองด้วยว่า ถ้าเราไปเจรจาร่วมกับกัมพูชา ภายใต้กรอบ MOU44 จะถือว่าเป็นการยอมรับเส้นทะเลอาณาเขต และไหล่ทวีป ที่ลากอย่างไม่ถูกต้อง และจะทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชา </p><ol start="2"><li aria-level="1">เขาอยากให้ยกเลิก MOU44 เพราะการเจรจาการอ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ซึ่งผ่านมาเกือบ 25 ปีแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า</li><li>ไทยจะเสียเปรียบ เนื่องจากการเจรจาจัดสรรแบ่งผลประโยชน์ระหว่างไทยและกัมพูชาไม่เท่าเทียมกัน นพดล ระบุว่า ทางกัมพูชาอยากเจรจาเขตพัฒนาร่วม หรือ JDA โดยการแบ่งทรัพยากรปิโตรเลียม ระหว่างไทย-กัมพูชา 50 ต่อ 50 ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะเท่าเทียมกัน หรือแฟร์สำหรับทั้งสองประเทศ แต่เขาบอกว่าเมื่อทาง กมธ.ไปให้นักวิชาการที่เป็นกลางจากต่างประเทศมาลากเส้นเขตแดนทางทะเล หรือเส้นไหล่ทวีป โดยอ้างอิงตามกฎหมายสากล พบว่าพื้นที่ทับซ้อนจะน้อยลงและทรัพยากรทางทะเลจะอยู่กับฝั่งไทยปริมาณมากกว่ากัมพูชา ดังนั้นหากเราเจรจาบนหลักการแบ่งทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ 50 ต่อ 50 โดยอ้างอิงตามแผนผังแนบท้าย MOU44 อาจจะทำให้ไทยเสียเปรียบในเรื่องนี้</li></ol><p>"ในหลายปีที่ผ่านมา Us geological survey ของอเมริกา เป็นหน่วยงานที่สำรวจในเรื่องพวกนี้ แหล่งก๊าซธรรมชาติหรือว่าปิโตรเลียมของอ่าวไทย ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้ฝั่งอ่าวไทย ถ้าลากเส้น (ไหล่ทวีป) พอลากลงมา สมมติว่ามี 4-5 บ่อ สมมติถ้าลากไปลากมา เหลือที่มันทับซ้อน เลือกครึ่งบ่อหรือบ่อเดียว ทางกัมพูชาเขาเลยรีบเสนอ" <strong>นพดล</strong> กล่าวถึงความกังวลใจเรื่องการคงกรอบเจรจา MOU44 เอาไว้ </p><h2>ฝ่ายที่รู้สึกว่าควรเก็บ MOU44 </h2><p><strong>นพดล ปัทมะ</strong> (https://www.youtube.com/watch?v=3oBHhNJsjKY) สส.พรรคเพื่อไทย มองว่า เรื่องของการอ้างสิทธิเขตแดน และการอ้างสิทธิทับซ้อนกันมีมาโดยตลอดและเกิดขึ้นในหลายประเทศ จึงต้องมีกลไกระหว่างประเทศที่ทำให้คู่กรณีได้มาตกลงคุยกัน และในอีกทางหนึ่งก็เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายยกระดับเอาเรื่องเขตแดนขึ้นไปบนศาลโลก</p><p>“มันเป็นการบีบกัมพูชาให้ต้องมาคุยกับเรา 2 ฝ่าย ทีนี้การแก้ไขปัญหาเขตแดนทำไมต้องคุย 2 ฝ่าย เพราะ 2 ฝ่ายรู้เรื่องดีที่สุด” สส.พรรคเพื่อไทย กล่าว </p><p>ด้าน<strong>สุรเกียรติ์</strong> (https://www.youtube.com/watch?v=WpkcGdVE3SM&t=127s) อดีต รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า ข้อดีของ MOU44 มีข้อดีอย่างน้อย 3 ข้อด้วยกัน </p><ul><li aria-level="1">เป็นครั้งแรกที่มีการตั้งคณะกรรมการ 2 ฝ่าย ไม่มีการเสียพื้นที่อาณาเขตทางทะเล เพราะว่ายังไม่มีการเจรจา</li><li aria-level="1">MOU44 จะบังคับให้ 2 ฝ่ายเจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือการแสวงหาและใช้ทรัพยากรปิโตรเลียมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมาเจรจาเส้นเขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อนกันด้วย ไม่สามารถแยกจากกันได้</li><li aria-level="1">MOU จะไม่กระทบพื้นที่อ้าง OCA ทั้ง 2 ฝ่าย แม้ว่าการเจรจา MOU44 จะล้มเหลวก็ตาม</li></ul><p><strong>สุรเกียรติ์ </strong>ยังใช้ข้อสังเกตด้วยว่า การยกเลิก MOU44 จะทำให้เข้าทางกัมพูชามากกว่า เพราะในความเป็นจริง MOU44 เป็นความตกลงที่เราค่อนข้างได้เปรียบ </p><p><strong>สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี</strong> (https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/105763) นักวิชาการความมั่นคง มองว่าการยกเลิก MOU44 โดยขาดการพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน อาจส่งผลกระทบต่อไทยหลายด้าน</p><ul><li aria-level="1">กระทบต่อความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ หากไทยไม่มีเหตุผลอันสมควรในการยกเลิกมากเพียงพอ</li><li aria-level="1">ตอนนี้ไทยยังไม่มีเครื่องมือ หรือกลไกระหว่างประเทศที่ดีกว่า MOU 43 และ MOU 44 ซึ่งหากมีการยกเลิกจริง MOU ทั้ง 2 ฉบับจริง จะทำให้กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม ขาดกลไกในการเจรจากับคู่ขัดแย้ง อาจจะต้องดึงกลไกประเทศที่ 3 เข้ามาตัดสินชี้ขาดเรื่องเขตแดน เพื่อยุติความขัดแย้ง</li><li aria-level="1">สูญเสียความมั่นคงทางด้านพลังงาน และผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ เพราะว่านับตั้งแต่เกิดประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ไทย-กัมพูชายังคงไม่สามารถลงไปสำรวจเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ ในเขตไหล่ทวีปได้ จนกว่าการเจรจาจะบรรลุผล</li><li aria-level="1">ความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกบริษัทน้ำมันที่ได้รับสัมปทาน ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านพลังงานจากต่างประเทศ อาจใช้สิทธิฟ้องร้องทางกฎหมายเพื่อให้มีการบังคับใช้สัมปทาน หรือเรียกร้องค่าชดเชยเนื่องจากขาดโอกาสทางธุรกิจ เพราะไทยไม่ได้ปฏิบัติตามที่ให้สัญญาไว้</li><li aria-level="1">เนื่องจาก MOU44 ตามกฎหมายระหว่างประเทศถือเป็นมาตรการชั่วคราวที่ไทย-กัมพูชาตกลงกันไว้ เพื่อจัดการข้อพิพาทและแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกัน จึงสามารถใช้เป็นเหตุผลทางกฎหมายไม่ให้เอกชนฟ้องร้องได้ ดังนั้น ถ้ามีการยกเลิก MOU44 การปกป้องคุ้มครองของรัฐไทยในเรื่องนี้ก็จะจบลง</li><li aria-level="1">การยกเลิกอาจเปิดช่องทางให้ยกระดับความขัดแย้ง บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาค</li></ul><p>นอกจากนี้ ฝั่งสนับสนุน MOU44 บางคนมองด้วยว่า การเจรจาในกรอบ MOU44 ไม่ได้เป็นการยอมรับเส้นอาณาเขตทางทะเลของกัมพูชา แต่การมี MOU44 ถือว่าเป็นการมาเจรจา เพื่อลากเส้นให้ถูกต้องตามหลักการสากล </p><h2>เลิก MOU44 เปิดช่องให้กัมพูชา ชงเรื่องให้ศาลโลกพิจารณาได้หรือไม่ ?</h2><p>คำถามสุดท้าย เนื่องจากปัจจุบัน ไทย-กัมพูชา ให้สัตยาบันอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เรียบร้อยแล้ว หากมีการยกเลิก MOU44 ขึ้นมาจริง กัมพูชาจะเอาประเด็นข้อพิพาทอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลขึ้นสู่ศาลโลกได้หรือไม่ เพราะว่าฝั่งไทยก็กลัวเหลือเกินว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยประเด็นเขาปราสาทพระวิหาร</p><p>บริบททางการเมืองที่ผ่านมาจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะเมื่อ 16 ม.ค. 2569 กัมพูชา ประกาศให้สัตยาบันอนุสัญญา UNCLOS ส่งผลให้หากมีการยกเลิก MOU44 กลไกการจัดการข้อพิพาทจะต้องใช้กลไกภายใต้ UNCLOS ซึ่งกลไกการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทของ UNCLOS มีด้วยกัน 3 รูปแบบหลักคือ </p><ol><li aria-level="1">ฟ้องอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ</li><li aria-level="1">ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ</li><li aria-level="1">ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก </li></ol><p><strong>ภัทรพงษ์ แสงไกร</strong> (https://www.facebook.com/phil.sang/posts/pfbid035KG9caVTftqkLonZkYrTHPQXTsBZs75yAcnJ8Y4NhUxNAVsXEwBDUGWVnqC4aaJXl) อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า หลังจากที่กัมพูชา รับสัตยาบันใน UNCLOS (เมื่อ 16 ม.ค. 2569) การเจรจาจะเปลี่ยนไปทันที เพราะเมื่อยกเลิก MOU44 แล้ว การเจรจาจะไม่ได้เป็นระดับทวิภาคีอีกต่อไป แต่จะเป็นการเจรจา "ภายใต้ร่มเงา" ของศาล/อนุญาโตตุลาการ </p><p><strong>ภัทรพงษ์</strong> ระบุต่อว่า เนื่องจาก UNCLOS ให้อำนาจแก่รัฐคู่พิพาทในการฟ้องคดีในกลไกอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ (เช่น คดีทะเลจีนใต้ที่ฟิลิปปินส์ฟ้องจีน) หรือหากไม่อยากไปอนุญาโตตุลาการ ก็อาจทำความตกลงไปศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี แต่ที่แน่ๆ ข้อพิพาทต้องไปจบที่หนึ่งในกลไกภาคบังคับเหล่านี้</p><p><strong>ภัทรพงษ์</strong> ระบุว่า แม้ว่าประเทศไทยได้ให้ข้อสงวน มาตรา 298 ของ UNCLOS (https://www.itlos.org/en/main/jurisdiction/declarations-of-states-parties/declarations-made-by-states-parties-under-article-298/) ไม่ยอมรับการแบ่งเขตทางทะเลตามกลไกภายใต้ UNCLOS ก็ตาม แต่ในอนุสัญญาฉบับดังกล่าวก็มีข้อบังคับรัฐภาคีให้ใช้วิธีอื่นๆ ในการจัดการข้อพิพาท อย่างการให้คู่พิพาทตั้งคณะกรรมการระหว่างประเทศขึ้นมา เพื่อไกล่เกลี่ยและเสนอแนวทางระงับข้อพิพาทอย่างในกรณีของติมอร์เลสเต และออสเตรเลีย</p><p>หรือกรณีที่กัมพูชาอยากใช้อนุญาโตตุลาการเข้ามาตัดสินข้อพิพาท ก็อ้างได้ว่าข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชานั้นไม่ได้มีเพียงการแบ่งเขตทางทะเล แต่ยังมีมิติอื่นๆ ซึ่งมิติเหล่านั้นอาจไปใช้อนุญาโตตุลาการได้ เช่นเดียวกับกรณีของฟิลิปปินส์กับจีนในเขตทะเลจีนใต้ เมื่อปี 2559</p><p><strong>ภัทรพงษ์</strong> เสริมว่า การเตรียมตัวหลังจากยกเลิก MOU44 ของไทย จึงไม่ใช่เพียงเนื้อหาสาระของหลักการแบ่งเขตแดนทางทะเลอีกต่อไป แต่ยังต้องวิเคราะห์กฎหมายวิธีสบัญญัติ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของกลไกการระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS และต้องวิเคราะห์ด้วยว่า ศาลโลก และศาลกฎหมายทะเล ณ ปัจจุบันมีแนวคำพิพากษากรณีต่างๆ อย่างไร ประเมินให้ดีว่าเป็นคุณกับไทยมากเพียงใด หรือหากเรื่องนี้ต้องไปอนุญาโตตุลาการ หรือคณะกรรมการไกล่เกลี่ยควรแต่งตั้งใครเข้ามาดำรงตำแหน่ง </p></div> <div class="node-taxonomy-container"> <ul class="taxonomy-terms"> <li class="taxonomy-term"><a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th">รายงานพิเศษ[/url]</li> </ul> </div> <!--/.node-taxonomy-container --> <div class="node-taxonomy-container"> <ul class="taxonomy-terms"> <li class="taxonomy-term"><a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th">การเมือง[/url]</li> <li class="taxonomy-term"><a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88" hreflang="th">เศรษฐกิจ[/url]</li> <li class="taxonomy-term"><a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th">ต่างประเทศ[/url]</li> <li class="taxonomy-term"><a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%87" hreflang="th">ความมั่นคง[/url]</li> </ul> </div> <!--/.node-taxonomy-container --> <div class="node-taxonomy-containe |