[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้

วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ => วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ => ข้อความที่เริ่มโดย: 自由人 ที่ 07 ตุลาคม 2558 19:28:02



หัวข้อ: นวัตกรรมใหม่...ในศตวรรษแห่งสมอง
เริ่มหัวข้อโดย: 自由人 ที่ 07 ตุลาคม 2558 19:28:02
.
นวัตกรรมใหม่...ในศตวรรษแห่งสมอง

(http://www.sookjaipic.com/images_upload/22802041595180_1.jpg)
ทุกความเคลื่อนไหวตลอดจนความนึกคิดของเรานั้น ล้วนมาจากการสั่งงานของ “สมอง” ทั้งสิ้น การค้นคว้าวิจัยเพื่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในศตวรรษที่ 21 จึงมุ่งไปสู่การขยายขีดความสามารถของสมอง ตลอดจนการรักษาโรคทางสมองและฟื้นฟูความสามารถของสมอง จนกลายเป็นที่ยอมรับกันโดยกว้างขวางว่า ศตวรรษนี้เป็น “ศตวรรษแห่งสมอง” นั่นเอง

“สมอง” เป็นหนึ่งในกลไกหลักของร่างกายที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา ด้วยจำนวนเซลล์สมองที่มีมากถึง 1-1.2 หมื่นล้านเซลล์ อัดแน่นอยู่ภายในสมองเล็กๆ ของเรา โดยแต่ละเซลล์สมองมีเส้นใยในการเชื่อมต่อคลื่นกระแสไฟฟ้าเคมีถึงกัน และสมองของมนุษย์นั้นก็มีความพิเศษกว่าสัตว์ตรงที่ว่า มีความซับซ้อนและขนาดใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับขนาดของร่างกาย

“สมอง” ทำหน้าที่หลักในการควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว จดจำพฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ นอกจากนี้ หน้าที่ของสมองยังเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ การแสดงออก จัดการกับอารมณ์ ความจำ และความรู้สึกต่างๆ อีกมากมาย

การที่เราสามารถจดจำเรื่องราวหรือสิ่งต่างๆ ได้ก็เพราะมีการเชื่อมต่อของกระแสไฟฟ้าภายในสมอง แต่เมื่อไหร่ที่สมองทำงานบกพร่อง การใช้ชีวิตประจำวันบางส่วนก็จะเริ่มผิดปกติ รวมถึงมีโรคภัยต่างๆ ตามมา การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง ควบคุมความเครียด จึงถือเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสมองให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพสูงสุด


(http://www.sookjaipic.com/images_upload/96156372378269_2.jpg)
ปัจจุบันสังคมไทยเรามีผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่า กำลังก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ โรคทางสมองจึงได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อร่างกายเริ่มเสื่อมถอย ความสามารถในการทำงานของกลไกการควบคุมในร่างกายย่อมลดลง แต่โรคทางสมองบางชนิดก็ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่มีอายุมากเท่านั้น ถึงจะเป็นหนุ่มสาวเยาว์วัย ถ้าใช้ชีวิตอย่างประมาทก็อาจเปิดประตูต้อนรับโรคเหล่านี้ได้เช่นกัน

โรคทางสมองที่พบบ่อยและถือเป็นภัยเงียบที่คุกคามอยู่ในขณะนี้ ก็มีอยู่ดังนี้ครับ
1.โรคหลอดเลือดสมอง 2.โรคหลอดเลือดสมองโป่ง 3.อัลไซเมอร์ 4.โรคพาร์กินสัน 5.ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ 6.ลมชัก ทำให้สมองถูกทำลาย สูญเสียความจำ มีผลต่อพัฒนาการทางสมองที่ช้าลงในเด็กเล็ก 7.อาการวูบหรือเบลอ อาจเป็นสัญญาณของการเป็นลมชักแอบแฝง ที่เชื่อมโยงมาจากโรคหลอดเลือดสมองที่ทำให้สมองฝ่อลง และโรคทางกายอย่างตับไตเสื่อม รวมทั้งโรคติดเชื้อ กรรมพันธุ์ และปัจจัยภายนอกจากอุบัติเหตุ 8.ปวดไมเกรนเรื้อรัง 9.เครียด โดยมีอาการปวดคอร้าวขึ้นศีรษะ ซึ่งเกิดจากความเครียด การนั่งท่าเดียวนานๆ การใช้สายตานานๆ กินอาหารผิดเวลา นอนน้อยหรือมากไป ขาดน้ำ เป็นต้น

นอกจาก 9 โรคฮิตที่คนในสังคมปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงแล้ว โรคเนื้องอกในสมอง ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงผู้สูงวัย สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเอง แต่อาจมีบางรายที่พบว่า มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยที่มีเนื้องอกในสมองจะทำให้มีญาติพี่น้องเป็นโรคทุกคน และยังมีสาเหตุอื่นที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงได้ด้วย เช่น การเป็นมะเร็งที่ส่วนอื่นของร่างกายซึ่งมีโอกาสกระจายไปที่สมอง

โดยทั่วไป เนื้องอกในสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เนื้องอกของเซลล์ที่อยู่ที่สมองเอง ซึ่งจะแบ่งออกเป็นชนิดที่เป็นเนื้อร้ายกับชนิดที่ไม่ใช่เนื้อร้าย ส่วนใหญ่แล้วจะพบชนิดที่ไม่ใช่เนื้อร้ายมากกว่า กับอีกประเภทคือเนื้องอกที่กระจายมาจากส่วนอื่นของร่างกายและลุกลามมาที่สมอง


(http://www.sookjaipic.com/images_upload/23677323344680_3.jpg)
อาการของโรคเนื้องอกในสมองมีหลายรูปแบบ ที่พบมากได้แก่ ปวดศีรษะ ซึ่งผู้ป่วยโรคทางสมองประมาณ 60-70% จะมีอาการปวดศีรษะอยู่แล้ว แต่การปวดเพราะโรคเนื้องอกในสมองจะมีอาการเฉพาะเจาะจง เช่น ปวดศีรษะติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจจะหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน มีอาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปวดศีรษะตอนกลางคืน จนอาจทำให้ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก อาการอ่อนแรงของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือมีการทำงานของเส้นประสาทบางเส้นอ่อนแรงลงไป ส่วนใหญ่อาการนี้มักค่อยเป็นค่อยไป และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลา ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการหน้าเบี้ยวหรือหูไม่ได้ยิน หรืออาการที่เกิดจากมีการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท เช่น อาการกระตุก ชัก โดยเฉพาะอาการชักเฉพาะที่ เช่น ชักเฉพาะแขน หรือชักเฉพาะขา ใบหน้ากระตุกอย่างเดียว หรืออาการชักในผู้สูงอายุที่ไม่เคยมีอาการมาก่อนก็อาจมีสาเหตุจากการมีเนื้องอกได้เช่นกัน ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนครับ

(http://www.sookjaipic.com/images_upload/82240892284446_4.jpg)
ปัจจุบันแนวทางการรักษาเนื้องอกในสมองมีอยู่ 3 วิธีใหญ่ๆ คือ การผ่าตัด การฉายรังสี และการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกแนวทางการรักษาโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น อาการของผู้ป่วย ตำแหน่งของเนื้องอก และขนาดของเนื้องอก หากผู้ป่วยมีเนื้องอกที่มีลักษณะไม่ใช่เนื้อร้าย หรือมะเร็ง เนื้องอกที่ไม่ได้เกิดอาการและมีขนาดเล็กมาก อยู่ในตำแหน่งของสมองที่ไม่ได้ทำให้เกิดการสูญเสียการทำงานของร่างกาย คุณหมอก็อาจเพียงแค่ติดตามอาการ เพื่อดูว่ามีการขยายตัวของเนื้องอกเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจึงค่อยทำการรักษา แต่ถ้าเนื้องอกมีขนาดใหญ่และทำให้เกิดอาการบางอย่าง เช่น อ่อนแรงหรือปวดศีรษะมาก ก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้องอกออกไป ในกรณีที่ผ่าตัดเนื้องอกออกไปแล้ว หากพบว่าเป็นเนื้อร้ายก็อาจต้องทำการฉายรังสีหรือให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย

ดูไปแล้วก็เหมือนการรักษาโดยทั่วไป ที่มีขั้นตอนการรักษาตามวิถีทางการแพทย์ แต่การผ่าตัดเนื้องอกในสมองไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ เพราะเนื้อสมองเมื่อถูกตัดออกไปแล้ว ไม่สามารถงอกออกมาผสานส่วนที่ถูกตัดออกไปได้ ซึ่งแน่นอนว่า ความสามารถในการใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งอาจต้องสูญเสีย หรือถูกลดทอนลง และทุกพื้นที่ในสมองก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในบางตำแหน่งก็อาจจะตัดออกได้มาก และในบางตำแหน่งอาจตัดได้น้อยเพราะเป็นส่วนที่สำคัญมาก ซึ่งบางครั้งเนื้องอกจะแทรกไปตามส่วนสำคัญของสมองทั้งหมดในการผ่าตัด บางครั้งก็ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนระหว่างเนื้องอกกับเนื้อของสมองเอง

เท่าที่ผ่านมามีเทคนิคหลายอย่างเพื่อช่วยในการผ่าตัด เช่น การใช้สารเรืองแสงบางชนิด ซึ่งสารนี้จะทำให้เนื้องอกในกลุ่มที่เป็นเนื้องอกร้ายแรงมีลักษณะเรืองแสงขึ้นมาให้เห็นเด่นชัด นอกจากนั้น ยังมีการผ่าตัดโดยการใช้ Computer based เป็นตัวไกด์ตำแหน่งของเนื้องอก รวมถึงขอบเขตของเนื้องอก ใช้คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ในการจำลองเนื้องอกและแนวทางของเส้นประสาทของสมอง และยังมีการอัลตราซาวนด์เพื่อดูขอบเขตของเนื้องอก แต่วิธีทั้งหมดนี้ก็ยังมีอุปสรรคในขั้นตอนของการผ่าตัดอยู่ เพราะเมื่อทำการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะขึ้นมา ภาพที่เราเห็นจากในคอมพิวเตอร์กับเนื้อสมองของจริงจะมีความแตกต่างกัน สมองอาจจะเลื่อนตำแหน่งจากเดิม เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก และการใช้กล้องไมโครสโคปบวกกับสารเรืองแสง แม้จะช่วยให้เห็นส่วนที่เป็นเนื้องอกดีขึ้น แต่ก็ทำได้เฉพาะในกลุ่มที่เป็นเนื้องอกร้ายแรงเท่านั้น

(http://www.sookjaipic.com/images_upload/96547722361154_5.jpg)
นวัตกรรมล่าสุดในปัจจุบันมีการคิดค้นเครื่องมือที่เรียกว่า ไทม์ รีซอลว์ เลเซอร์ (Time Resolved Laser Device) เป็นการใช้เลเซอร์ที่ไม่มีอันตรายต่อคนเรายิงเข้าไปที่เนื้องอกในสมอง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จะมีพลังงานเข้าไปในตัวเนื้อเยื่อที่กระทบถูกเลเซอร์ พลังงานที่เข้าไปนี้ในที่สุดก็จะสะท้อนกลับออกมา ช่วยให้แพทย์สามารถทราบได้ถึงลักษณะของเนื้อเยื่อที่สะท้อนพลังงานออกมา และแยกได้ว่าเป็นเนื้อเยื่อประเภทใด ขนาดเท่าไหร่ การใช้ไทม์ เลเซอร์ รีซอลว์จะทำให้สามารถตัดเนื้องอกได้มากเพิ่มขึ้น กำหนดขอบเขตได้ดีขึ้น เสียเนื้อสมองน้อยลง ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อพัฒนาให้สมบูรณ์แบบ

เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศไทยเราได้มีโอกาสอัพเดตความก้าวหน้าทางการแพทย์ในการผ่าตัดเนื้องอกสมองและมะเร็งสมองจากศัลยแพทย์สมองชื่อดังของโลก ศ.นพ.คีธ แอล. แบล็ค (Keith L. Black) ผู้อำนวยการสถาบันศัลยกรรมระบบประสาทแมกซีน ดันนิทซ์ แห่งซีดาร์-ไซไนน์ เมดิคัล เซ็นเตอร์, ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ว่า เป็น 1 ใน 20 บุคคลที่ทรงคุณค่าในศตวรรษที่ 21 และยังเคยขึ้นหน้าปกและลงตีพิมพ์เป็นบทความในนิตยสารไทม์ พ.ศ.2540 ในฐานะหนึ่งในวีรบุรุษทางการแพทย์ (Heroes of Medicine) เขามีผลงานบทความด้านวิทยาศาสตร์กว่า 260 เรื่อง ซึ่งมีคนในวงการเดียวกันคอยติดตามศึกษามาโดยตลอด ผลงานของเขายังถูกนำไปเป็นหัวข้อพูดคุยในสื่อระดับโลกต่างๆ อย่างต่อเนื่องจำนวนมาก

คุณหมอแบล็คเป็นศัลยแพทย์ที่มีความสามารถเฉพาะตัว ในการเชื่อมโยงความรู้ทางการวิจัยอันล้ำหน้าผสานกับประสบการณ์ด้านการผ่าตัดที่ผ่านมาอย่างโชกโชน นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 จนถึงปัจจุบัน คุณหมอแบล็คผ่าตัดเอาเนื้องอกออกจากสมองไปแล้วกว่า 6,000 ครั้ง ซึ่งหลายต่อหลายครั้งเป็นเนื้องอกที่ยากจะผ่าตัดเอาออกมาได้ เขายังเป็นผู้ริเริ่มแนวทางการผ่าตัดรูปแบบใหม่ในกรณีของเนื้อ งอกกะโหลกสมอง (Clival Chordoma) มะเร็งชนิดร้ายกาจที่มักเกิดขึ้นตรงฐานกะโหลก สร้างความเสียหายต่อสมองอย่างไร้ การเยียวยาให้กลับคืนมาใหม่ได้ โดยคิดค้นวิธีการเข้าถึงฐานกะโหลกผ่านทางโพรงจมูก เพื่อแยกเนื้อเยื่อมะเร็งออกมา โดยไม่กระทบกระเทือนสมองเลยแม้แต่นิดเดียว ในทุกวันนี้เขาก็ยังร่วมกับทีมงานวิจัยและพัฒนาแนวทางใหม่ๆ ในการรักษาโรคเนื้องอกในสมองและมะเร็งในสมองอยู่อย่างต่อเนื่อง

การมาเมืองไทยในครั้งนี้ ศ.นพ.แบล็คได้รับเชิญให้มาปาฐกถาในหัวข้อ “[size=8t]Advances in Brain Imaging from Alzheimer’s to Brain Tumors[/size]” ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ของไทยในงาน “Global Alliance to Excellent Health Care” งานประชุมวิชาการร่วม ประจำปี 2558 โดยบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

คุณหมอแบล็คกล่าวว่า “ปัจจุบันเทคโนโลยีในการผ่าตัดสมองได้ก้าวไปไกลมาก ทำให้การผ่าตัดสมองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ล่าสุดได้มีการวิจัยร่วมกับ BDMS ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการผ่าตัดสมองโดยสูญเสียพื้นที่สมองส่วนดีน้อยที่สุด ซึ่งนี่เป็นเพียงก้าวแรกของการยกระดับความก้าวหน้าทางการแพทย์ด้านศัลยกรรมสมอง ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยด้วยโรคเนื้องอกหรือมะเร็งสมองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ง่ายและได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ เพราะสมองมีความแตกต่างจากอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้วไม่สามารถสร้างเซลล์เพิ่มขึ้นมาได้อีก แม้ในปัจจุบันการผ่าตัดเนื้องอกในสมองจะมีวิวัฒนาการใหม่ๆเข้ามาสนับสนุนมากมาย แต่เครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อการตัดสินใจว่า จะต้องผ่าตัดในสมองออกไปกว้างเท่าใดจึงจะปลอดภัยต่อการลุกลามของโรค และรักษาพื้นที่สมองส่วนที่ดีเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อประสิทธิภาพของการทำงานเชื่อมต่อกับอวัยวะอื่นๆของร่างกายในภายหลังนั้น คือความยากในการผ่าตัด ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์และการวิจัยอย่างรอบคอบในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยในเวลาที่จำกัด แต่ด้วยความร่วมมือกับ BDMS ในครั้งนี้จะทำให้ผู้ป่วยอีกมากมายในซีกโลกตะวันออก ที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกสมอง จะมีทางเลือกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเปี่ยมประสิทธิภาพที่มีอยู่ในขณะนี้”

ในอนาคตยังจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับสมองถูกคิดค้นขึ้นมาอีกมากมาย โดยเฉพาะโรคที่กำลังเพิ่มสถิติมากขึ้นในแต่ละปีอย่างอัลไซเมอร์ ถ้าเมืองไทยเราได้เป็นศูนย์กลางการรักษาโรคเกี่ยวกับสมองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการเยียวยาโดยไม่ต้องเดินทางไปรักษายังประเทศที่ห่างไกล แต่ทั้งนี้ การรักษาสุขภาพของเราให้แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ.

โดย : รายทาง
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน