แสดงกระทู้
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 [1 ] 2 3 ... 67
1
นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / วีรบุรุษและปีศาจ ชัยชนะของการอยู่รอด
เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2569 13:35:34
วีรบุรุษและปีศาจ ชัยชนะของการอยู่รอด น้ำเสียงของทหารเยอรมันนั้นเกือบจะอ่อนโยน นั่นยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก เขาเพิ่ง "ตรวจร่างกาย" พวกเรา หญิงสาวแปดคน อดอยาก ตัวสั่นเทา ผอมแห้งราวกับเงา เขาแตะใบหน้า ยกคาง กดซี่โครง ราวกับกำลังทดสอบว่าพวกเราใกล้จะแตกสลายแค่ไหน แล้วเขาก็กระซิบว่า "มากับฉัน" ฉันชื่อแอดิเลด อายุ 92 ปี ถ้าคุณเห็นฉันตอนนี้ ห่มผ้าห่มถือถ้วยชาที่สั่นเทาอยู่ในมือ คุณคงเห็นเพียงหญิงชราคนหนึ่ง คุณคงไม่คิดว่าครั้งหนึ่งฉันเคยอายุ 20 ปี เต็มไปด้วยพละกำลังและความหวาดกลัว ติดอยู่ในโลกที่บ้าคลั่ง คุณคงเดาไม่ออกว่าครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นเพียงแค่ตัวเลข ถูกเย็บติดกับผืนผ้าลายทาง ถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไป เหลือไว้เพียงความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอด ฉันเก็บเงียบมาเกือบเจ็ดสิบปีแล้ว ฉันไม่เคยบอกสามีผู้ล่วงลับหรือลูกๆ ของฉันเลย ฉันฝังความทรงจำเหล่านั้นไว้ลึกมาก จนบางครั้งแม้แต่หัวใจของฉันเองก็ลืมมันไป แต่ตอนนี้ฉันเหนื่อยแล้ว เหนื่อยกับการแบกรับเงาเหล่านั้นไว้เพียงลำพัง เหนื่อยกับการปล่อยให้โลกแสร้งทำเป็นว่าเราไม่เคยมีอยู่จริง หากฉันตายไปโดยไม่พูดอะไร มันก็จะเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เหมือนกับว่าเฟเดริโกไม่เคยมีอยู่จริง และฉันไม่อาจยอมให้เป็นเช่นนั้นได้ ผู้คนเล่าเรื่องราวในยุคนั้นด้วยถ้อยคำที่ยิ่งใหญ่: วีรบุรุษและปีศาจ แต่ในความมืดมิด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสีเทา ความหิวโหยเป็นสีเทา ความกลัวเป็นสีเทา การเอาชีวิตรอดเป็นสีเทา ไม่มีสิ่งใดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดเรียบง่าย มีเพียงการดิ้นรนอย่างสิ้นหวังเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป บางครั้ง การเอาชีวิตรอดคือชัยชนะเดียวที่สำคัญ พวกเราเป็นผู้หญิงแปดคนติดตามทหารคนหนึ่ง ทุกย่างก้าวคือความหวาดกลัว ทุกจังหวะหัวใจคือคำถาม: เราจะรอดหรือไม่? และถึงกระนั้น ในเงามืดแห่งความตาย เราก็ยังยึดมั่นในชีวิตในกันและกัน ในเศษเสี้ยวของความเป็นมนุษย์ของเรา เราหัวเราะเบาๆ เมื่อทำได้ แบ่งปันเศษอาหาร กระซิบชื่อของกันและกันเพื่อไม่ให้หายไป ในโลกที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำลายเรา เราพยายาม ไม่ว่าด้วยวิธีใดที่จะปกป้องส่วนเล็กๆ ที่สุดของตัวตนของเรา และนี่คือสิ่งที่ฉันอยากให้คุณจำไว้: ในสถานที่ที่มืดมิดที่สุด แม้เมื่อโลกกำลังบ้าคลั่ง มนุษยชาติก็ยังสามารถอยู่รอดได้ด้วยท่าทางเล็กๆ น้อยๆ การจับมือ การแบ่งปันความลับ การกระซิบแห่งความหวัง นั่นคือความจริง นั่นคือเรื่องราวของเรา
2
วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ปราสาทซวิงเกนเบิร์ก (Zwingenberg Castle)
เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2569 13:23:27
ปราสาทซวิงเกนเบิร์ก (Zwingenberg Castle) ปราสาทซวิงเกนเบิร์ก (Zwingenberg Castle) ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำเนคาร์ซึ่งไหลผ่านเนินเขาโอเดนวัลด์ ในภาคกลางของเยอรมนี ปราสาทตั้งอยู่ในเขตเทศบาลซวิงเกนเบิร์ก ในรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทมแบร์ก ปราสาทถูกสร้างขึ้นบนเนินเขาเหนือจุดบรรจบกันของช่องเขา Wolfschlucht และหุบเขา Neckar ซึ่งอยู่สูงจากแม่น้ำประมาณ 50 เมตร ปราสาทแห่งนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 โดย วิลเลียมแห่ง วิมป์ เฟน รัฐมนตรีแห่งราชวงศ์โฮเฮนสเตาเฟน เอกสารอ้างอิงที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ทราบมีอายุย้อนไปถึงปี 1326 หลานชายของวิลเลียมแห่งวิมป์เฟน ต่อมาได้ใช้ชื่อฟอน ซวิงเกนเบิร์ก เนื่องจากกิจกรรมของพวกเขาในฐานะอัศวินโจรตระกูลซวิงเกนเบิร์กจึงถูกขับไล่ออกไปในปี 1363 และปราสาทก็ถูกทำลายตามคำสั่งของจักรพรรดิในเวลาต่อมา ในปี ค.ศ. 1403 เจ้าผู้ครองเมืองฮิร์ชฮอร์นได้รับปราสาทเป็นที่ดินศักดินาและสร้างขึ้นใหม่ หลังจากราชวงศ์ฮิร์ชฮอร์นสิ้นสุดลง กรรมสิทธิ์ก็ตกไปอยู่ในมือของราชวงศ์ไมนซ์ ราชวงศ์พาลาทิเนตและแกรนด์ดัชชีแห่งบาเดน ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้เป็นของหลุยส์ (ลุดวิก) เจ้าชายแห่งบาเดน เหนือปราสาทซวิงเกนเบิร์กเป็นที่ตั้งของซากปราสาทเฟือร์สเตนสไตน์
3
วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / NGC 1097
เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2569 13:12:23
NGC 1097 NGC 1097 (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Caldwell 67) เป็นกาแล็กซีเกลียวมีแถบที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 45 ล้าน ปีแสงในกลุ่มดาว Fornax ค้นพบโดย William Herschel เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1790 เป็นกาแล็กซีที่มีปฏิสัมพันธ์อย่างรุนแรง มีเศษซากและสิ่งบิดเบี้ยวจากแรงดึงดูดที่เห็นได้ชัดซึ่งเกิดจากปฏิสัมพันธ์กับกาแล็กซีคู่หู NGC 1097A NGC 1097 ก็เป็นกาแล็กซีเซย์เฟิร์ต เช่นกัน ภาพถ่ายความละเอียดสูงเผยให้เห็นลำแสง แคบๆ สี่ลำ ที่ดูเหมือนจะพุ่งออกมาจากนิวเคลียส สิ่งเหล่านี้ถูกตีความว่าเป็นปรากฏการณ์ของนิวเคลียสที่กำลังทำงานอยู่ (ซึ่งปัจจุบันอ่อนกำลังลง) การวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระจายพลังงานสเปกตรัมจากคลื่นวิทยุถึงรังสีเอ็กซ์ของลำแสงที่สว่างที่สุด สามารถตัดความเป็นไปได้ของการปล่อยรังสีซินโครตรอนและรังสีฟรีฟรีจากความร้อนออกไปได้ แท้จริงแล้วลำแสงเหล่านั้นประกอบด้วยดาวฤกษ์ การที่ไม่สามารถตรวจพบก๊าซไฮโดรเจนอะตอมในลำแสง (ภายใต้สมมติฐานว่าพวกมันเป็นตัวอย่างของหางไทดัล) โดยใช้การถ่ายภาพ HI ที่ความละเอียด 21 ซม. ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ Very Large Array และการจำลองเชิงตัวเลข นำไปสู่การตีความในปัจจุบันว่าลำแสงเหล่านั้นแท้จริงแล้วคือเศษซากที่แตกกระจายของกาแล็กซีแคระที่ถูกกลืนกิน NGC 1097 มีหลุมดำมวลมหาศาลอยู่ที่ใจกลาง ซึ่งมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 140 ล้านเท่า รอบหลุมดำใจกลางมีวงแหวนเรืองแสงของบริเวณก่อกำเนิดดาวฤกษ์พร้อมด้วยเครือข่ายของก๊าซและฝุ่นที่หมุนวนจากวงแหวนไปยังหลุมดำ การไหลเข้าของสสารไปยังแกนกลางของกาแล็กซีทำให้เกิดดาวฤกษ์ดวงใหม่ในวงแหวน วงแหวนมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5,000 ปีแสง แขนก้นหอยของกาแล็กซีขยายออกไปหลายหมื่นปีแสงนอกวงแหวน กาแล็กซี NGC 1097 มีกาแล็กซีบริวารสองแห่ง คือ NGC 1097A และ NGC 1097B กาแล็กซีแคระรูปทรงรี NGC 1097A มีขนาดใหญ่กว่า เป็นกาแล็กซีรูปทรงรีที่แปลกประหลาด ซึ่งโคจรอยู่ห่างจากศูนย์กลางของ NGC 1097 เป็นระยะ 42,000 ปีแสง กาแล็กซีแคระ NGC 1097B (มวล 5 ล้านเท่าของมวลของดวงอาทิตย์) ซึ่งอยู่ไกลที่สุด ถูกค้นพบจากการปล่อยก๊าซไฮโดรเจนไอโอดีน (HI) และดูเหมือนจะเป็นกาแล็กซีแคระไร้รูปร่างทั่วไป ข้อมูลเกี่ยวกับกาแล็กซีนี้ยังมีน้อยมาก
5
วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / เนบิวลาเมดูซา
เมื่อ: 04 กุมภาพันธ์ 2569 15:15:20
เนบิวลาเมดูซา เนบิวลาเมดูซาเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ในกลุ่มดาวคนคู่ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าAbell 21 และ Sharpless 2-274 เนบิวลานี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1955 โดยนักดาราศาสตร์ George O. Abell จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิสซึ่งจัดประเภทให้เป็นเนบิวลาดาวเคราะห์เก่า จากการคำนวณความเร็วการขยายตัวและลักษณะความร้อนของการปล่อยคลื่นวิทยุ นักดาราศาสตร์โซเวียตในปี 1971 สรุปว่ามันน่าจะเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ เนื่องจากเนบิวลามีขนาดใหญ่มาก ความสว่างพื้นผิวจึงต่ำมาก โดยมีค่าความสว่างพื้นผิวอยู่ระหว่าง +15.99 ถึง +25 ดาวฤกษ์ใจกลางของเนบิวลาดาวเคราะห์คือดาว PG 1159
6
สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / เกิดมาเพื่อทำใจให้หลุดพ้นจากความทุกข์ - พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
เมื่อ: 04 กุมภาพันธ์ 2569 15:08:45
เกิดมาเพื่อทำใจให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ใจของพระพุทธเจ้า ใจของพระอรหันต์ ท่านไม่หาที่เกิดแล้ว ท่านหยุดแล้ว เพราะท่านไม่หิวไม่อยากแล้ว ดวงจิตแต่ละดวงไม่มีวันดับ มีแต่แสวงหาร่างกายใหม่ไปเรื่อยๆ พอร่างกายนี้ดับไปก็ไปหาร่างกายใหม่ ถ้าเข้าท้องมนุษย์ไม่ได้ ก็เข้าท้องสัตว์เดรัจฉานไปก่อน เข้าท้องสัตว์เดรัจฉานง่ายกว่า เป็นหนอนเป็นไส้เดือนเป็นแมลงนี้เป็นง่าย เป็นมนุษย์นี้เป็นยาก ต้องมีบารมีมากกว่าผู้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องมีศีลถึงจะเกิดเป็นมนุษย์ได้ ถ้าไม่มีศีลก็ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉานก่อน เหมือนกับมีเงิน ถ้ามีเงินมากก็ซื้อรถเบนซ์ได้ มีเงินน้อยก็ซื้อไม่ได้ ต้องซื้อจักรยานซื้อรถเข็น อยู่ที่กำลังทรัพย์ของเรา กำลังทรัพย์ก็คือบุญ ศีลสมาธิปัญญานี้ก็คือกำลังทรัพย์ จิตของพวกเราไม่เคยตาย อายุของจิตนี้นับไม่ถ้วนแล้ว เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติไปเรื่อยๆ เปลี่ยนร่างกายไปเรื่อยๆ พอร่างกายนี้หมดก็หาร่างกายใหม่ ช่วงที่หาที่รออยู่นี้ก็ไปใช้บุญใช้กรรมก่อน ถ้ามีบุญก็เป็นเทพเป็นพรหม ถ้ามีบาปก็เป็นเปรตเป็นนรกเป็นเดรัจฉาน จนกว่าจะหมดบาปหมดบุญ ก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ กลับมาทำบุญทำบาปใหม่ เวียนว่ายตายเกิด ขึ้นๆลงๆ จนกว่าจะพบกับพระพุทธเจ้า ถ้าปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนได้ ก็ยุติการเวียนว่ายตายเกิดได้ ไม่เติมน้ำมันให้กับจิต จิตเป็นเหมือนรถยนต์ น้ำมันที่ทำให้จิตวิ่งไปวิ่งมา ก็คือกิเลสตัณหาความโลภความอยาก พอตัดกิเลสตัณหาได้หมด ก็เท่ากับน้ำมันหมด รถยนต์ก็วิ่งไม่ได้ จิตที่ไม่มีความอยากก็จะไม่ไปไหน อิ่มแล้ว ไม่ต้องไปหาร่างกายใหม่ ไม่ต้องไปใช้บาปใช้บุญอีกต่อไป เป็นนิพพาน นิพพานก็เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีความโลภความอยาก ไม่มีความโกรธความหลง ปรมัง สุญญัง ว่างจากความโลภความโกรธความหลง ที่ทำให้เราผลิตภพชาติต่างๆขึ้นมา เวลาคิดปรุงแต่งไปทางกิเลสตัณหา จิตก็จะไม่ว่าง พอหยุดได้จิตก็ว่าง ความว่างนี้มีหลายระดับ ว่างในระดับสมาธิ ก็ว่างประเดี๋ยวเดียว ออกจากสมาธิมาก็เริ่มคิดใหม่ ถ้าว่างระดับปัญญาก็มีหลายขั้น มีขั้นของโสดาบัน ของสกิทาคามี ของอนาคามี ของอรหันต์ ขั้นโสดาบันก็ว่างในระดับหนึ่ง ขั้นสกิทาคามีก็ว่างอีกระดับหนึ่ง อนาคามีก็ว่างอีกระดับหนึ่ง ขั้นพระอรหันต์ถึงจะว่างเต็มที่ ใจจะว่าง จะไม่คิดปรุงแต่งไปทางกิเลสตัณหา เห็นอะไรก็สักแต่ว่าเห็นเฉยๆ รู้เฉยๆ รู้สมมุติ ไม่หลงสมมุติ รู้ว่าเป็นพ่อเป็นแม่ รู้ว่าร่างกายของเขาเป็นดินน้ำลมไฟ ตัวพ่อตัวแม่ไม่ใช่ร่างกาย เป็นใจที่มาครอบครองร่างกาย ตัวพ่อตัวแม่ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย เวลาพ่อแม่ตายก็จะไม่ร้องห่มร้องไห้ เพราะรู้ว่าเขาไม่ได้ตาย สิ่งที่ตายก็เป็นเหมือนเสื้อผ้าของเขา เวลาเสื้อผ้าของเขาขาดเราไปร้องห่มร้องไห้ทำไม เขาก็ไปหาเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ ใจก็ว่าง ไม่ปรุงแต่ง ไม่ผลิตเรื่องกิเลสตัณหามาให้ปวดหัว ให้เกิดความอยาก เกิดความโลภ ใจเฉย ใจสบาย ใจว่าง ไม่คิดปรุงแต่งไปทางกิเลสตัณหา รู้เฉยๆ ถ้าคิดก็จะคิดด้วยปัญญา ไม่คิดด้วยความหลง พวกเราตอนนี้คิดด้วยความหลง หลงว่าเป็นของเราไปหมด เห็นอะไรก็เป็นของเราไปหมด เป็นพ่อเป็นแม่ของเรา เป็นพี่เป็นน้องของเรา เป็นลูกของเรา เป็นสามีเป็นภรรยาของเรา เป็นบ้านของเรา เป็นของเราไปหมด พอเกิดอะไรกับเขาขึ้นมาก็วุ่นวายไปหมด เพราะคิดไปตามความหลง ต้องคิดไปตามความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเรา เป็นสมมุติ สมมุติว่าเป็นของเราชั่วคราว แต่ต้องจากเราไปสักวันหนึ่ง หรือเราต้องจากเขาไปสักวันหนึ่ง ห้ามเขาไม่ได้ สั่งให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ไม่ได้ เขาจะเป็นอย่างไรเราไปห้ามเขาไม่ได้ บางครั้งเราก็อาจจะทำได้ แต่ไม่ได้เสมอไปทุกครั้ง ต้องรู้ขอบเขตว่าอะไรที่เราทำได้ อะไรที่เราทำไม่ได้ ส่วนไหนที่ยังทำได้ก็ทำไป เช่นตอนนี้ร่างกายยังดูแลได้ก็ดูแลไป ยังรักษาได้ก็รักษาไป แต่เมื่อถึงเวลาที่รักษาไม่ได้ ก็ต้องยอมรับความจริง ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องเฉย ทำให้ดีที่สุด ทำเท่าที่จะทำได้ เมื่อถึงเวลาทำอะไรไม่ได้ก็ทำใจให้เฉย ปล่อยให้เป็นไปตามความจริง ใจก็จะไม่วุ่นวาย ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อน ใจจะสงบ นี่คือหน้าที่ของพวกเรา ถ้าถามว่าเกิดมาเพื่ออะไร ก็เกิดมาเพื่อทำใจให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ด้วยการทำใจให้สงบ ด้วยการปฏิบัติตามเยี่ยงอย่างของพระพุทธเจ้า สละสมบัติข้าวของเงินทอง ไม่หาความสุขจากสิ่งต่างๆในโลกนี้ แต่หาความสุขจากการทำใจให้สงบ การจะทำใจให้สงบก็ต้องอยู่ที่สงบวิเวก ไม่มีเรื่องราวต่างๆมากวนใจ ไปอยู่ในป่า ห่างไกลจากแสงสีเสียงต่างๆ แล้วก็คอยควบคุมความคิด ไม่ให้คิดถึงเรื่องแสงสีเสียง ถ้าคิดก็อยากจะกลับไปหา พอคิดถึงแฟน คิดถึงเพื่อน คิดถึงคนนั้น คิดถึงคนนี้ ก็อยากจะกลับไปหา ที่ไปอยู่ในป่าแล้วต้องกลับออกมา ก็เพราะสู้ความคิดของตนไม่ได้ ควบคุมความคิดของตนไม่ได้ ทำใจให้สงบไม่ได้ ถ้าใจไม่สงบใจจะหิว หิวรูปเสียงกลิ่นรส อยู่ไปสักระยะหนึ่งก็จะเบื่อ ไปอยู่ใหม่ๆก็ชอบ พออยู่ไปนานๆเข้า ถ้าไม่มีความสงบ ความหิวในรูปเสียงกลิ่นรส จะมีเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว ก็ต้องกลับไปหารูปเสียงกลิ่นรส ลืมไปว่าที่มาปลีกวิเวกนี้ ก็เพื่อหนีความทุกข์ของรูปเสียงกลิ่นรส แต่ความหลงสามารถหลอกให้คิดว่า ความทุกข์ที่หนีมานี้เป็นความสุข อยู่ห่างกันนานๆก็อยากจะเจอกัน พออยู่ใกล้กันก็ทะเลาะกัน พอไม่ได้เห็นหน้ากันสักระยะหนึ่งก็คิดถึงกัน ลืมความทุกข์ที่มีต่อกัน อยากจะเจอหน้ากัน เพราะความหิว ทำให้ลืมความทุกข์ในอดีตไปได้หมด ถ้าได้ทิ้งสิ่งต่างๆไปหมดแล้ว ก็ต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจควบคุมความคิดให้ได้ ด้วยการเจริญสติ ควบคุมความคิดไม่ให้คิดเรื่องที่ไม่จำเป็น คิดเท่าที่จำเป็น เช่นให้คิดอยู่กับการกระทำของร่างกาย ร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ก็ให้คิดอยู่กับเรื่องนั้น กำลังแปรงฟันก็ให้คิดว่ากำลังแปรงฟัน กำลังล้างหน้าก็ให้คิดว่ากำลังล้างหน้า กำลังหวีผม กำลังแต่งเนื้อแต่งตัว หรือกำลังกวาดบ้านถูบ้าน ทำกับข้าวรับประทานอาหาร ก็ให้คิดอยู่กับเรื่องนั้นอย่างเดียว อย่าไปคิดเรื่องอื่น พอมีเวลาว่างก็นั่งหลับตาทำใจให้สงบ ถ้าใจสงบแล้วจะไม่หิว จะอยู่คนเดียวได้ จะชอบอยู่คนเดียว เพราะอยู่คนเดียวมีความสุขมากกว่าอยู่หลายคน พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติอยู่ในป่า ๖ ปี หลังจากเสด็จออกจากวัง จนสามารถทำใจให้สงบได้อย่างถาวร กำจัดความอยากที่มีอยู่ในใจให้หมดไปได้ หลังจากนั้นก็ทรงช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยการสั่งสอนผู้อื่นให้พบกับความสุขที่แท้จริง ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่ได้ทำประโยชน์ของพระองค์เอง เพราะได้ประโยชน์เต็มที่แล้วจากการปฏิบัติ เวลาที่เหลือ ตั้งแต่อายุ ๓๕ ถึงอายุ ๘๐ ปี เป็นเวลา ๔๕ ปี ทรงทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างเดียว สั่งสอนให้ผู้อื่นได้หลุดพ้นจากความทุกข์เป็นจำนวนมาก มีมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก่อนที่พระองค์จะจากไปทรงตรัสว่า พวกเธอไม่ได้อยู่ปราศจากเรา เรายังอยู่กับพวกเธอในรูปแบบของคำสอนของเรา ธรรมวินัยที่ตถาคตตรัสไว้ชอบแล้วนี้แล จะเป็นศาสดาของพวกเธอต่อไปพวกเธอไม่ได้อยู่โดยปราศจากศาสดา ตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้อยู่โดยปราศจากพระพุทธเจ้า ยังมีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสอนเราอยู่ มีพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย เป็นผู้นำเอามาถ่ายทอดอีกต่อหนึ่ง พวกเราได้พบของวิเศษแล้ว จะทำอะไรกับของวิเศษนี้ก็อยู่กับตัวเรา จะเขี่ยทิ้งไป เหมือนไก่ได้พลอยก็ช่วยไม่ได้ หรือจะรีบเอามาเก็บไว้เป็นสมบัติของเรา จะเอาธรรมได้ก็ต้องสละอย่างอื่นไป เพราะจะเอาทั้งธรรมเอาทั้งโลกไม่ได้ ความสุขทางธรรมกับความสุขทางโลกไปด้วยกันไม่ได้ ถ้าอยากจะได้น้ำชาใหม่ก็ต้องเทน้ำชาเก่าทิ้งไปก่อน ถ้ายังเสียดายน้ำชาเก่าอยู่ ก็จะไม่มีที่สำหรับใส่น้ำชาใหม่ ถ้ายังรักความสุขแบบเดิมอยู่ ยังรักความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะอยู่ ก็จะไม่มีวันได้ความสุขจากความสงบ ถ้าอยากจะได้ความสุขที่เกิดจากความสงบ ก็ต้องทิ้งความสุขที่ได้จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไป ต้องถือศีล ๘ ไม่ใช้เงินทองซื้อความสุข จะใช้เงินทองเพื่อดูแลรักษาร่างกายเท่านั้น ทุกครั้งที่จะเอาเงินไปซื้อความสุขก็เอาไปทำบุญแทน แล้วก็มาถือศีล ๘ มาควบคุมจิตใจ ควบคุมความคิด ทำใจให้สงบ สอนใจให้ฉลาด ให้เกิดปัญญา ให้เห็นว่าไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นสุข ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นทุกข์ เพื่อจะได้ตัดความอยาก ถ้ายังเห็นว่าเป็นสุขอยู่ก็ยังอยากได้อยู่ ถ้ารู้ว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ก็จะไม่อยากได้ ทุกข์เพราะอะไร เพราะไม่เที่ยง มีเกิดมีดับ ทุกข์เพราะสั่งให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ไม่ได้ นี้คือปัญญาทางศาสนา ให้เห็นอย่างนี้ ให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นทุกข์ เพราะไม่เที่ยง ทุกข์เพราะสั่งเขาไม่ได้ ควบคุมบังคับเขาไม่ได้ ถ้าเห็นอย่างนี้ก็จะไม่อยากกับอะไร เมื่อไม่อยากก็จะสงบ ถ้าอยากก็จะวุ่น เวลาอยากได้อะไรใจจะกระวนกระวายกระสับกระส่าย จะได้หรือไม่ได้หนอ ได้แล้วก็จะกระวนกระวายกระสับกระส่าย ว่าจะอยู่ไปนานสักเท่าไหร่ พอจากไปก็เศร้าโศกเสียใจ เป็นทุกข์ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ทุกข์ตั้งแต่ยังไม่ได้ ทุกข์ในขณะที่ได้แล้ว แล้วก็มาทุกข์ตอนที่เสียไป ทุกข์ตลอดเวลา ให้เห็นความทุกข์อย่างนี้ จะได้ไม่อยากได้อะไร ไม่อยากมีอะไร ไม่อยากเป็นอะไร จะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างไปตามความจริง เขาจะเป็นอะไรก็ปล่อยเขาเป็นไป เขาจะวิเศษขนาดไหนก็ปล่อยให้เขาวิเศษไป มีเงินร้อยล้านพันล้านแสนล้าน ก็ปล่อยให้เขามีไป ไม่ได้อยากจะมีกับเขา ใครจะเป็นอะไรก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างมีขึ้นมีลง มีเกิดมีดับ ไม่ไปดีใจไม่ไปเสียใจกับอะไรทั้งนั้น เพราะไม่มีความอยากให้เป็นอย่างอื่น อยู่ที่ตัวเราว่าจะเอาพระพุทธเจ้ามาเป็นแบบฉบับได้หรือเปล่า เป็นสรณังคัจฉามิได้หรือเปล่า เอาพระธรรมคำสอนมาเป็นแบบฉบับได้หรือเปล่า เป็นแสงสว่างนำทางได้หรือเปล่า เอาพระอริยสงฆ์สาวกมาเป็นแบบฉบับได้หรือเปล่า ถ้าทำได้ก็จะสบายใจไปตลอด ถ้าทำไม่ได้ก็จะทุกข์ไปตลอด อยู่ที่ตัวเราว่าจะทำอย่างไร ไม่มีใครตัดสินใจให้เราได้ จุลธรรมนำใจ ๓๑ กัณฑ์ที่ ๔๔๘ วันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
7
สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / Re: ถาม-ตอบปัญหาธรรม กับพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
เมื่อ: 04 กุมภาพันธ์ 2569 15:04:39
ทำบุญแบบสร้างภาพ ถาม : คนที่จิตใจดี ขึ้นอยู่กับการทำบุญ ใช่ไหมคะ พระอาจารย์ : คนทำบุญจิตใจก็จะดี ถ้าทำด้วยใจจริง ไม่ทำเพื่อเอาหน้าเอาตา ทำเพื่อสร้างภาพ ถาม : ถ้าทำบุญแบบสร้างภาพ ไม่ได้บุญเท่าไรหรือคะ พระอาจารย์ : ใช่ เพราะสร้างภาพ ไม่ได้สร้างบุญเป็นเหมือนกัน ไม่ช้าก็เร็ว ถาม : ทุกคนมีกรรมเป็นของตน เรามีบุตรที่มีโรคประจำตัว เป็นกรรมของลูก พ่อแม่ก็ทุกข์ไปด้วย ควรจะยึดหลักอย่างไรในการเลี้ยงดู พระอาจารย์ : ต้องแยกแยะว่าบุตรกับตัวเราเป็นคนละส่วนกัน เวลาบุตรเจ็บไข้ได้ป่วยเรามีหน้าที่ดูแลรักษาหายาหาหมอก็ทำไป แต่ไม่ต้องไปทุกข์กับเขา ไม่ได้ทำให้โรคภัยไข้เจ็บของเขาหาย แต่กลับจะทำให้เราทุกข์ เป็นการทำร้ายตัวเอง เป็นอกุศลทางจิตใจ ที่เราจะต้องระงับ ลูกเป็นอะไรเราก็ดูแลอย่างเต็มที่ แต่ต้องยอมรับว่าเขามีกรรมของเขา ชาติก่อนเขาเคยไปทำบาปทำกรรมมา จึงทำให้เขาต้องประสบเคราะห์กรรม แต่ก็เป็นบุญของเขาที่ได้มาเกิดเป็นลูกของเรา ที่มีความเมตตาต่อเขา เราก็ทำได้เท่านี้ อย่าไปเสียใจ ทุกคนต้องเป็นเหมือนกัน ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็เป็น เราก็ต้องเป็น ทุกคนที่อยู่ในศาลานี้ก็ต้องเป็นกันหมด เพราะเป็นเรื่องธรรมดาของการมาเกิด ถ้าคิดอย่างนี้แล้วก็จะหักห้ามความเศร้าโศกเสียใจได้ เพราะเห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครดีหรือเลวกว่ากันในเรื่องเกิดแก่เจ็บตายการไปเกิดใหม่นี้ไม่แน่นอน ถาม : ชาตินี้เป็นชาวพุทธ มีโอกาสไปเกิดเป็นชาติที่ไม่ใช่ชาวพุทธไหม พระอาจารย์ : เป็นได้ เพราะการไปเกิดใหม่นี้ไม่แน่นอน ว่าจะไปเกิดในครอบครัวไหน อาจจะไปเป็นอิสลาม เป็นยิว เป็นคริสต์ก็ได้ ถ้ามีพลังพุทธมาก ก็จะดิ้นออกมาเอง เหมือนชาวต่างประเทศที่มาศึกษามาบวชในประเทศไทย เป็นคริสต์ เป็นยิว เป็นอิสลาม หลังจากที่ได้ยินได้ฟังธรรมะ จิตใจก็ใฝ่หาธรรมที่ได้ยิน พอรู้แหล่งของธรรมะว่าอยู่ตรงไหน ก็จะมุ่งไปตรงนั้น อย่างเมืองไทย ตอนนี้มีชาวต่างชาติมาบวชเป็นพระกันมาก มาจากหลายชาติหลายศาสนาด้วยกันดับผัสสะที่มันเข้ามาในใจ ถาม : ถ้าเราไปเจอผัสสะที่มากระทบ จะทำอย่างไรให้ดับให้เร็ว พระอาจารย์ : ผัสสะ เราไปบังคับให้มันดับไม่ได้หรอก นอกจากเราปิดทวารทั้ง ๕ เท่านั้นเอง ถ้าได้ยินเสียงไม่ดีอยากจะดับมัน ก็ปิดหูซะ เอาอะไรมาอุดหู แต่ที่มันเข้าไปในใจมันไม่ดับละสิ เพราะใจเรายังไปคิดถึงมันอยู่ เขาด่าเราตั้งแต่เมื่อเช้า ตอนนี้ยังนั่งคิดอยู่นั่นแหละ งั้นวิธีที่จะดับไอ้ผัสสะที่มันเข้ามาในใจ ก็ต้องใช้สติเท่านั้นแหละ พอไปคิดถึงผัสสะที่ทำให้เราเสียใจ เราก็พุทโธๆ ไป สวดมนต์ไปกลบมัน ไม่ให้มันไปคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว เขาด่าเราตั้งแต่เมื่อเช้านี้แล้ว ใจตอนบ่ายนี้ยังคิดถึงมันอยู่ ยังวุ่นอยู่ทุกครั้งที่คิดถึงเขา ก็ทำให้ไม่สบายใจขึ้นมา พอเกิดผัสสะแบบนี้เกิดขึ้นภายในใจ ก็ต้องใช้สติ สติเป็นเหมือนยางลบที่เราใช้ลบกระดานดำ เวลาที่เขียนหนังสือ อาจารย์ครูสอนหนังสือเขียนอะไรบนกระดานดำ เขามีที่ลบกระดานใช่ไหม ไอ้เราก็ลบความคิดออกไป ใช้พุทโธๆ ไป ไอ้ความคิดที่เกี่ยวกับผัสสะที่ทำให้เราไม่สบายใจ มันก็ถูกลบออกไป ดังนั้นสตินี้มีคุณประโยชน์มาก ลบสิ่งต่างๆ เลวร้ายทั้งหลายที่มีอยู่ในใจให้หายไปได้ พอรู้สึกทุกข์ขึ้นมา พุทโธๆ ไป สวดอิติปิโสไป เดี๋ยวเดียวมันก็ลืมแล้ว พอลืมแล้ว ความทุกข์ก็หายไปอะไรคือคนดี ถาม : อะไรคือคนดีครับหลวงพ่อ พระอาจารย์ : อ้าว คนดีก็คนที่ปฏิบัติ ๓ ข้อที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติไง ไม่ทำบาป ทำแต่บุญ แล้วก็ตัดกิเลส ชำระกิเลส คือนี่แหละคือคนดี ของพระพุทธเจ้านี่ ดีอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าก็ดีอย่างนี้ พระพุทธเจ้าดีก็ดีด้วยการกระทำ ๓ ประการนี้ พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ถึงสอน ๓ ประการนี้ วิธีทำตนให้เป็นคนดีอย่าเสียเวลาไปหาความรู้ที่ไม่เกิดประโยชน์ คำถาม : ต้นกำเนิดตัวเราอยู่ที่ไหนคะ พระอาจารย์ : ไม่มีต้นหรอก พระพุทธเจ้าเคยไล่ลงไปแล้ว ไม่มีต้นหรอก มันเป็นอย่างนี้มาเป็นเวลายาวนาน แล้วก็เป็นสิ่งที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ สิ่งที่เราต้องรู้ ก็ให้รู้ว่าต้นกำเนิดของความทุกข์เกิดจากอะไรก็พอ ต้นกำเนิดของความทุกข์ของพวกเราเกิดจากความอยาก เกิดจากกิเลสตัณหา ความอยากมีอยากเป็น ความอยากได้นู่น อยากมีนี่ หรือความอยากไม่ต้องการสิ่งนั้น ไม่ต้องการสิ่งนี้ มีความอยากเสพรูปเสียงกลิ่นรส ไอ้ตัวนี้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ ถ้าเราตัดมันได้แล้ว เราก็จะไม่มีทุกข์ แต่ไม่ต้องไปรู้หรอกว่าต้นกำเนิดของเรามันอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าเคยอยากจะรู้ แล้วก็ย้อนชาติไป พระพุทธเจ้าระลึกชาติได้ ย้อนไปกี่ร้อยกี่พันชาติ มันก็ยังไม่เจอต้นกำเนิดสักที มันอาจจะเป็นวงกลมก็ได้ วงกลมมีจุดเริ่มต้นหรือเปล่า อย่าไปเสียเวลากับการไปหาความรู้ที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรการนับถือเครื่องราง คำถาม : การนับถือเครื่องรางของขลังและคุณไสย เหตุใดจึงมีส่วนทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมขอรับ พระอาจารย์ : อ๋อ ก็เพราะว่ามันไม่ได้เป็นของจริงไง มันเป็นของปลอม มันไม่เป็นประโยชน์ เหมือนกับกินยาปลอม พอกินยาปลอมมันไม่หาย คนก็เลยเสื่อม ไม่อยากจะกินยายี่ห้อนี้ อันนี้ก็เหมือนกัน คนเราคิดว่าของพวกวัตถุมงคลนี้เป็นเครื่องป้องกันภัยได้ ก็เลยไปสนใจกับวัตถุมงคล ไม่ไปสนใจกับธรรมะ คือการศึกษา การปฏิบัติธรรม ก็เลยไม่ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆ ก็เลยเห็นศาสนาว่าเป็นศาสนาที่ไม่มีประสิทธิภาพอะไร มีวัตถุมงคลก็ช่วยอะไรไม่ได้ คนก็เลยเสื่อม ไม่เข้าหาศาสนา เข้าเฉพาะพวกที่งมงายเท่านั้น ต่อไปศาสนาก็จะหมดไป เพราะว่าไม่ได้เข้าหาของจริงของศาสนา คือ ธรรมะของพระพุทธเจ้า ถ้าเข้าหาธรรมะคำสอนแล้วปฏิบัติ จะเห็นคุณค่าของธรรมะว่าเป็นสิ่งที่วิเศษกว่าสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ แล้วก็จะทำให้นำเอาไปเผยแผ่บอกคนอื่นต่อได้ ทำให้คนอื่นที่ไม่รู้มาเข้าหาความจริงได้ เข้าหาของจริงได้ แล้วก็จะทำให้มีคนเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาเพิ่มมากขึ้นไปต่อไปอยู่คนเดียวควรหมั่นเจริญสติ คำถาม : ช่วงนี้อยู่คนเดียวรู้สึกถึงความพลัดพรากก็เป็นทุกข์ขึ้นมาบ่อยๆ เรานำความพลัดพรากมาพิจารณาธรรมได้ไหมคะ แต่บางทีการอยู่คนเดียวก็ทำให้รู้สึกสงบมีความสุขขึ้นมาเหมือนกัน ทำให้นึกถึงอนิจจังขึ้นมาด้วยค่ะ พิจารณาแบบนี้ถูกต้องไหมคะ พระอาจารย์ : ก็เวลาเราอยู่คนเดียว ถ้าเราไม่มีสติเราก็จะรู้สึกเหงารู้สึกเศร้า เพราะเราอยากจะอยู่กับคนนั้นอยู่กับคนนี้ อยากจะทำอย่างนั้นอยากจะทำอย่างนี้ พอเราไม่ได้ทำเราก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา แต่ถ้าเวลาเรามีสติเราก็หยุดความคิดเหล่านี้ได้ พอเราไม่คิดถึงคนนั้นคนนี้หรือไม่อยากให้เขาอยู่กับเราหรือทำอะไรกับเรา เราอยู่คนเดียวเราก็มีความสุขได้ งั้นขึ้นอยู่กับสติ ถ้าเราอยู่คนเดียวควรหมั่นเจริญสติอยู่เรื่อยๆ ให้ใจหยุดคิดให้ได้ ไม่ให้คิดถึงเรื่องราวต่างๆ แล้วใจก็จะไม่เศร้าไม่เหงา แต่ถ้าเราปล่อยให้ใจคิดถึงคนนั้นคนนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้ เดี๋ยวใจก็จะเกิดความเศร้าความเหงาขึ้นมาไม่ตามนิมิต ถาม : กราบนมัสการถามหลวงปู่ครับ พระท่านฝากถามมาว่า เวลาภาวนาบางครั้งนิมิตเห็นพระพุทธรูป บางครั้งนิมิตเห็นเทวดา บางครั้งนิมิตเห็นพระสงฆ์ มาถามว่า “ท่านปรารถนาพุทธภูมิหรือนิพพาน” ท่านถามอยู่หลายครั้ง อยากถามหลวงปู่ว่าถ้าเกิดอีกควรตอบหรือภาวนาต่อครับ พระอาจารย์ : อ๋อ อย่าไปสนใจ ให้อยู่กับการภาวนา ไม่มีความสำคัญอะไร ให้อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจหรืออยู่กับพุทโธไป อย่าหยุด ถ้าหยุดแล้วเดี๋ยวมันจะมีสิ่งเหล่านี้ปรากฏขึ้นมา
9
วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / กุมภัลการ์ (กำแพงเมืองอินเดีย )หนึ่งในกำแพงที่ยาวที่สุดในโลก มรดกโลกของยูเนสโก
เมื่อ: 30 มกราคม 2569 13:36:13
กุมภัลการ์ (กำแพงเมืองอินเดีย) กุมภัลการ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อกำแพงเมืองอินเดีย เป็นป้อมปราการที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาอราวาลี ทางทิศตะวันตก ในกุมภัลการ์ อำเภอราชสมันด์ รัฐราช สถานประเทศอินเดีย ป้อมแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากราชสมันด์ ประมาณ 48 กิโลเมตร (30 ไมล์) และห่างจากอุทัยปุระ 84 กิโลเมตร (52 ไมล์) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 โดยราณากุมภะ กำแพงของกุมภัลการ์เป็นหนึ่งในกำแพงที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาว 36 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่เกิดของมหาราชาประตาป กษัตริย์และผู้นำทางทหารผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมวาร์ ในปี 2013 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 37 ที่จัดขึ้นในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ป้อมกุมบัลการ์ห์พร้อมกับป้อมปราการอีก 5 แห่งในรัฐราชสถาน ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโกภายใต้กลุ่มป้อมปราการบนเนินเขาของรัฐราชสถาน ชื่อกุมภัลการ์มาจากราณากุมภะ (ครองราชย์ ค.ศ. 1433–1468) ผู้ปกครองเมวาร์ผู้สั่งให้สร้างป้อมในศตวรรษที่ 15 คำต่อท้าย "garh" เป็นคำอินโด-อารยันทั่วไปที่มีความหมายว่า "ป้อม" (จากภาษาสันสกฤต gṛha หรือ durga) ดังนั้น "กุมภัลการ์" จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า "ป้อมของกุมภะ" ภูมิภาคโดยรอบป้อมค่อยๆ ใช้ชื่อเดียวกันเนื่องจากความโดดเด่นของโครงสร้างและผู้ก่อตั้งประวัติศาสตร์ รานา ลาคายึดครองพื้นที่และที่ราบโกดวาร์ทั้งหมดนี้จากราชปุตชาวเชาฮานแห่งนาโดลในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 ป้อมกุมภัลการ์ห์สร้างโดยมันดัน ซึ่งเป็นหัวหน้าสถาปนิกของอาณาจักรเมวาร์ รานากุมภะสั่งให้สร้างป้อมนี้ในปี ค.ศ. 1448 ตามจารึกกุมภัลการ์ห์ ป้อมนี้ทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงที่รานากุมภะโปรดปรานเป็นอันดับสอง อาณาจักรเมวาร์ของรานากุมภะทอดยาวจากรันธัมโบร์ถึงกวาลิออร์และรวมถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ของสิ่งที่ปัจจุบันคือรัฐมัธยประเทศและรัฐราชสถานจากป้อมปราการ 84 แห่งในอาณาเขตของเขา กล่าวกันว่ารานากุมภะสร้าง 32 แห่ง โดยกุมภัลการ์ห์เป็นป้อมที่ใหญ่ที่สุดและวิจิตรบรรจงที่สุด อะห์มัด ชาห์ที่ 2แห่งคุชราตโจมตีป้อมนี้ในปี 1457 แต่ก็ไม่สำเร็จ ในเวลานั้นมีความเชื่อในท้องถิ่นว่าเทพเจ้าบันมาตาในป้อมปกป้องป้อมอยู่ ดังนั้นเขาจึงทำลายวิหาร มีการพยายามโจมตีเพิ่มเติมในปี 1458–59 และ 1467 โดยมาห์มุด คาลจี แต่ก็ไม่สำเร็จเช่นกัน ชาห์บาซ ข่าน แม่ทัพของอักบาร์โจมตีป้อมนี้ในเดือนตุลาคม 1577 และหลังจากปิดล้อมนาน 6 เดือน เขาก็สามารถยึดป้อมได้ในเดือนเมษายน 1578 แต่ถูกมหาราณาประตาป ยึดคืนในปี 1583 ในปี 1818 กลุ่มนักบวชติดอาวุธได้ตั้งกองกำลังรักษาการณ์เพื่อปกป้องป้อม แต่ถูกเจมส์ ทอด ชักจูงให้ยอมแพ้และป้อมก็ถูกอังกฤษยึดครอง ก่อนจะคืนให้กับรัฐอุทัยปุระในภายหลัง มีการต่อเติมโดยมหาราชาแห่งเมวาร์ แต่โครงสร้างดั้งเดิมที่สร้างโดยมหาราชากุมภะยังคงอยู่ อาคารที่พักอาศัยและวัดต่างๆ ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ป้อมแห่งนี้ยังเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นสถานที่เกิดของมหาราชาประตาปอีกด้วยสถาปัตยกรรม หัวหน้าสถาปนิกผู้สร้างป้อมนี้คือ Mandan ซึ่งได้บันทึกรูปแบบการทำงานของเขาไว้ในตำรา Rajvallabh ป้อม Kumbhalgarh ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง 1,100 เมตร (3,600 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเลบนเทือกเขา Aravalli มีกำแพงล้อมรอบยาว 36 กิโลเมตร (22 ไมล์) ทำให้เป็นหนึ่งในกำแพงที่ยาวที่สุดในโลก กำแพงด้านหน้าสูง 4.5 เมตร (15 ฟุต) Kumbhalgarh มีประตูที่มีป้อมปราการ 7 แห่ง ภายในป้อมมีวัดมากกว่า 360 แห่ง ทั้งวัดเชนและวัดฮินดู จากยอดพระราชวัง สามารถมองเห็นเทือกเขา Aravalli ได้ไกลหลายกิโลเมตรสิ่งก่อสร้างสำคัญภายในป้อม Aaret Pol เป็นประตูทางเข้าแรกของป้อม Halla Pol อยู่บนทางลาดลงจากทางเข้า ถัดจาก Halla Pol คือ Badshahi Bavdi ซึ่งเป็นสระน้ำแบบขั้นบันได สร้างขึ้นหลังจากการรุกรานของ Shahbaz Khan ในปี 1578 ซึ่งเป็นแม่ทัพของจักรพรรดิAkbar แห่งราชวงศ์โมกุล เพื่อจัดหาน้ำให้แก่กองทัพ ประตูหนุมานโพล ซึ่งเป็นประตูถัดไป อยู่ห่างจากฮัลลาโพลไปครึ่งกิโลเมตร ประตูหนุมานโพลเป็นประตูสองชั้นที่มีป้อมปราการแปดเหลี่ยม ชื่อของประตูนี้มาจากรูปปั้นหินของหนุมานที่ตั้งอยู่หน้าประตู ซึ่งมหาราณากุมภะได้นำมา รามโพลเป็นทางเข้าหลักของป้อม มีทางเข้าอีกทางหนึ่งทางทิศตะวันออก เรียกว่า วิชัยโพล มีประตูอีกห้าบานระหว่างรามโพลกับบาดัลมาฮาล ซึ่งเป็นพระราชวังที่สร้างอยู่บนจุดสูงสุดของป้อม ชื่อของประตูเหล่านี้คือ ไภรอนโพล นิมบูโพล เชากันโพล ปากดาโพล และกาเนศโพลวัดฮินดู • วัดพระพิฆเนศ - ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของรามโพล วัดนี้สร้างโดยมหาราณากุมภะ และประดิษฐานรูปพระพิฆเนศไว้ในห้องศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่บนแท่นสูง เข้าทางบันไดจากทางทิศใต้ ห้องศักดิ์สิทธิ์มีสิกขรอิฐโค้งประดับตกแต่ง ในขณะที่มณฑปและมุขมณฑปมีเพดานทรงโดม • วัดชาร์บูจา - วัดแห่งนี้อุทิศให้กับเทพีสี่กร ตั้งอยู่บนเนินเขาทางด้านขวาของวัดพระพิฆเนศ ตั้งอยู่บนแท่นสูงและล้อมรอบด้วยกำแพง มีทางเข้าจากทางทิศตะวันออก • วัดนีลกันธ์มหาเทวะตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของป้อมที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1458 ศาลเจ้าหลักของพระศิวะสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางลานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและผ่านโครงสร้างที่รองรับด้วยเสาขนาดใหญ่ 24 ต้น รูปปั้นพระศิวะทำจากหินสีดำและมีลักษณะเป็น 12 มือ จารึกระบุว่าวัดได้รับการบูรณะโดยราณาสังวัฒนธรรม กรมการท่องเที่ยวรัฐราชสถานจัดงานเทศกาลประจำปี 3 วันในป้อม เพื่อรำลึกถึงความหลงใหลในศิลปะและสถาปัตยกรรมของมหาราณากุมภะ มีการจัดแสดงแสงสีเสียงโดยมีป้อมเป็นฉากหลัง นอกจากนี้ยังมีการจัดคอนเสิร์ตและการแสดงเต้นรำต่างๆ เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ กิจกรรมอื่นๆ ในเทศกาลนี้ ได้แก่ การเดินชมป้อมมรดก การผูกผ้าโพกศีรษะ การชักเย่อ และการวาดลวดลายเฮนน่าเป็นต้น ป้อมปราการ 6 แห่งในรัฐราชสถาน ได้แก่ป้อมแอมเบอร์ ป้อมจิตตอร์ป้อมกาครอน ป้อมไจซัลเมอร์ ป้อมกุมบัลการ์ และป้อมรันธัมโบร์ได้รับการบรรจุอยู่ใน ราย ชื่อมรดกโลกของยูเนสโกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 37 ที่พนมเปญในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2556 โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมต่อเนื่องและเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมเนินเขาทางทหารของราชปุต ป้อมนี้ (กุมบัลการ์ห) เคยถูกอธิบายว่าเป็นป้อมปราการแห่งโบว์รี ในราชปุตนะตามที่วิลเลียม เวสตอ ลวาดไว้ พร้อมกับภาพแกะสลักในสมุดภาพห้องวาดรูปของฟิชเชอร์ ปี 1836
10
วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / เมสซิเยร์ 56
เมื่อ: 26 มกราคม 2569 09:29:23
เมสซิเยร์ 56 กระจุกดาวเม สซิเยร์ 56 (หรือที่รู้จักกันในชื่อ M56 หรือ NGC 6779 ) เป็นกระจุกดาวทรงกลมในกลุ่มดาวพิณ ค้นพบโดยชาร์ลส์ เมสซิเยร์ในปี 1779 ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างดาวอัลบิเรโอ (เบตา (β) ไซก์นี) และดาวซูลาฟัต (แกมมา (γ) ไลเร) ในท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ดีการค้นหากระจุกดาวนี้ด้วยกล้องส่องทางไกลขนาดใหญ่ (50–80 มม.) นั้นค่อนข้างยาก เนื่องจากปรากฏเป็นดาวที่ค่อนข้างพร่ามัว สามารถมองเห็นกระจุกดาวนี้ได้โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดรูรับแสง 8 นิ้ว (20 ซม.) หรือใหญ่กว่า M56 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 32,900 ปีแสง และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 84 ปีแสง โดยมีมวล 230,000 เท่าของมวลของดวงอาทิตย์ (M ☉) อยู่ห่างจากศูนย์กลางกาแล็กซี ประมาณ 31–32 กิโลปีแสง (9.5–9.8 กิโลพาร์เซก) และอยู่เหนือ ระนาบกาแล็กซี 4.8 กิโลปีแสง (1.5 กิโลพาร์เซก) กระจุกดาวนี้มีอายุโดยประมาณ 13.70 พันล้านปี และโคจรย้อนกลับผ่านทางช้างเผือก คุณสมบัติของกระจุกดาวนี้บ่งชี้ว่าอาจเกิดขึ้นระหว่างการรวมตัวของกาแล็กซีแคระซึ่ง Omega Centauriเป็นแกนกลางที่เหลืออยู่ สำหรับเม สซิเยร์ 56 ความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอื่นที่ไม่ใช่ไฮโดรเจนและฮีเลียม ซึ่งนักดาราศาสตร์เรียกว่าความเป็นโลหะมีค่าต่ำมากที่ [Fe/H] = –2.00 dex ซึ่งเท่ากับ1/100ของความอุดมสมบูรณ์ในดวงอาทิตย์ ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดใน M56 มีความสว่างระดับ 13 ในขณะที่มี ดาวแปรแสงที่รู้จักเพียงประมาณ 12 ดวงเช่น V6 (ดาว RV Tauri ; คาบ: 90 วัน) หรือ V1 (ดาว แปรแสงเซเฟอิด : 1,510 วัน); ดาวแปรแสงอื่นๆ ได้แก่ V2 (ไม่สม่ำเสมอ) และ V3 (กึ่งสม่ำเสมอ) ในปี 2000 มีการระบุการปล่อยรังสีเอกซ์แบบกระจายเบื้องต้นที่มาจากบริเวณใกล้เคียงกระจุกดาว ซึ่งน่าจะเป็นตัวกลางระหว่างดาวฤกษ์ที่ได้รับความร้อนจากการเคลื่อนที่ของกระจุกดาวผ่านรัศมีกาแล็กซี ความเร็วสัมพัทธ์ของกระจุกดาวอยู่ที่ประมาณ 177 กม./ วินาทีซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ตัวกลางที่ตามมามีอุณหภูมิถึง 940,000 เคลวิน M56 เป็นส่วนหนึ่งของ Gaia Sausage ซึ่งเป็นซากที่สันนิษฐานว่าเกิดจากกาแล็กซีแคระที่รวมตัวกัน
12
วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ปราสาทรอนเนบูร์ก ประเทศเยอรมนี
เมื่อ: 21 มกราคม 2569 14:13:55
ปราสาทรอนเนบูร์ก (Ronneburg Castle) ปราสาทรอนเนบูร์ก (Ronneburg Castle) เป็นปราสาทในเมืองรอนเนบูร์กในเขตไมน์-คินซิก รัฐเฮสเซ ประเทศเยอรมนี เป็นปราสาทบนยอดเขาใกล้กับหมู่บ้านอัลท์วีเดอร์มุส บนเนินหินบะซอลต์สูงชัน ด้วยตำแหน่งที่ตั้งทำให้สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล และเป็นที่มาของชื่อภูมิประเทศเนินเขารอนเนบูร์ก ปราสาทรอนเนบูร์กก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 13 ในฐานะปราสาทของเมืองไมนซ์เพื่อรักษาอาณาเขต ต่อมาตกอยู่ภายใต้การครอบครองของราชวงศ์อีสบูร์กในปี 1476 ความสำคัญสูงสุดของปราสาทอยู่ที่ศตวรรษที่ 16 เมื่อปราสาทแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นที่พำนักของราชวงศ์อีสบูร์ก-บูดิงเงน-รอนเนบูร์ก ปราสาทแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมเรเนสซองส์ รวมถึงโดมทรงหมวกเหล็กอันโดดเด่นของหอคอยหลัก อาคารซินเซนดอร์ฟ และศาลาใหม่ ในช่วงสงครามสามสิบปีปราสาทหลักได้รับความเสียหายอย่างหนักจากไฟไหม้ และอีกไม่กี่ปีต่อมาก็ถูกปล้นสะดม ต่อมาปราสาทรอนเนบูร์กสูญเสียบทบาทในฐานะป้อมปราการและที่พำนักของขุนนาง กลายเป็นที่หลบภัยของกลุ่มคนชายขอบทางสังคม เช่น กลุ่มพี่น้องโมราเวีย สถานะอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ได้รับการยอมรับประมาณปี 1900 อาคารปราสาทในยุคกลางและยุคต้นสมัยใหม่ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ทำให้ปราสาทแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในภูมิภาค ปราสาทรอนเนบูร์กตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของรอนเนบูร์ก ฮูเกลลันด์ ซึ่งเป็นภูมิประเทศทางธรรมชาติที่โดดเด่นและตั้งชื่อตามปราสาท บริเวณนี้มีลักษณะเป็นภูมิประเทศราบเรียบ ตั้งอยู่ระหว่างเวทเทอเราและป่าบูดิงเกอร์ ค่อยๆ สูงขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในทิศทางของโวเกลส์เบิร์ก กลุ่มปราสาทตั้งอยู่บนยอดกรวยหินบะซอลต์ที่โดดเด่น สูงประมาณ 237 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มองเห็นหุบเขาฟอลล์บัค ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 160 เมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาท หุบเขาเปิดออกสู่พื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ ในขณะที่ลาดเขาด้านตะวันออก ซึ่งรู้จักกันในชื่อ อัม สไตน์คอปฟ์ สูงถึง 269 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลและปกคลุมไปด้วยป่า ในอดีต เส้นทางการค้าที่สำคัญ เช่นโฮเฮอ สตราสเซอ หรือเรฟเฟนสตราสเซอ เคยตัดผ่านหุบเขา โดยมีปราสาทเป็นจุดเฝ้าระวัง
13
วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ปราสาทเรสตอร์เมล ประเทศอังกฤษ
เมื่อ: 20 มกราคม 2569 14:23:17
ปราสาทเรสตอร์เมลเป็นหนึ่งในปราสาทที่งดงามที่สุดในคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ สร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่ 13 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Fowey ใกล้เมือง Lostwithiel ปราสาทแห่งนี้โดดเด่นด้วยการออกแบบที่เป็นวงกลมอย่างสมบูรณ์แบบ ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักผ่อนอันหรูหราของเจ้าของในยุคกลาง และพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายดำ เคยเสด็จเยือนที่นี่ถึงสองครั้ง ปราสาทแห่งนี้เกือบจะพังทลายลงในช่วงศตวรรษที่ 16 มีการกลับมาครอบครองและต่อสู้กันในช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษ แต่ต่อมาก็ถูกทิ้งร้าง ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของ English Heritage และเปิดให้ประชาชนเข้าชม
14
สุขใจในธรรม / ห้องประชาสัมพันธ์ ทั้งทางโลก และทางธรรม / อุทยานแห่งชาติหาดวนกร รับมอบนกสกัวหางช้อน นกอพยพหายาก
เมื่อ: 20 มกราคม 2569 14:08:18
อุทยานแห่งชาติหาดวนกร รับมอบนกสกัวหางช้อน นกอพยพหายาก อุทยานแห่งชาติหาดวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับมอบนกสกัวหางช้อนจากชาวบ้านบ้านกรูด อ.บางสะพาน หลังพบนกตัวดังกล่าวเดินโซเซบริเวณริมชายหาด จึงได้นำส่งมอบให้อุทยานฯ เพื่อดูแลและเตรียมปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป นกสกัวหางช้อน (Pomarine Jaeger : Stercorarius pomarinus) เป็นนกทะเลขนาดกลางถึงใหญ่ ตัวยาวประมาณ 48–66 ซม. ปีกกว้าง 110–138 ซม. ลักษณะเด่น : มีหางยาว พร้อมขนกลางหางที่ยาวและบิดเป็นเกลียวในฤดูผสมพันธุ์ สีสันมีหลายระยะสี (morph) ได้แก่ สีเข้ม สีอ่อน และแบบผสม นกชนิดนี้เป็นนกสกัวขนาดใหญ่ที่สุดในน่านน้ำไทย ถิ่นอาศัยหลักอยู่ตามทะเลเปิดห่างจากฝั่ง มีพฤติกรรมพิเศษคือการไล่ล่าและแย่งอาหารจากนกทะเลชนิดอื่น โดยเฉพาะนกนางนวลแกลบ จนได้รับฉายาว่า "นกโจรสลัดแห่งท้องทะเล" นกสกัวหางช้อนเป็นนักบินที่แข็งแกร่ง บินคล่องแคล่ว สามารถไล่ตามเหยื่อได้อย่างรวดเร็วจนนกที่ถูกไล่ต้องคายอาหารออกมา สำหรับการพบนกสกัวหางช้อนในประเทศไทยถือว่าหายาก เนื่องจากเป็นนกอพยพที่เดินทางผ่านน่านน้ำไทยเป็นครั้งคราว โดยปกติจะอพยพจากแถบอาร์กติกลงมาหากินในซีกโลกใต้ช่วงฤดูหนาว การพบบริเวณชายฝั่งมักเกิดจากนกอ่อนเพลีย ป่วย หรือถูกพายุพัดเข้ามา ซึ่งถือเป็นโอกาสที่นักสังเกตนกจะได้เห็นนกชนิดนี้อย่างใกล้ชิด อุทยานแห่งชาติหาดวนกร ขอขอบคุณประชาชนที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งขอความร่วมมือหากพบสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ ป่วย หรือมีพฤติกรรมผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือได้ทันท่วงที และไม่ควรจับต้องหรือให้อาหารเองโดยไม่มีความรู้ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อทั้งสัตว์และผู้พบเจอได้
15
วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ปราสาทคอร์นเบิร์ก (Kornberg Castle , Austria)
เมื่อ: 16 มกราคม 2569 13:40:38
ปราสาทคอร์นเบิร์ก ปราสาทคอร์นเบิร์ก ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในเอกสารเมื่อปี ค.ศ. 1284 เดิมทีไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัย แต่เป็นป้อมปราการของเหล่าขุนนางแห่งคอร์นเบิร์กที่ชายแดนฮังการี ในปี ค.ศ. 1308 เหล่าขุนนางแห่งคอร์นเบิร์กได้ขายที่ดินและปราสาทให้กับเหล่าขุนนางแห่งวาลซีด้วยเหตุผลทางการเงิน ในปี ค.ศ. 1328 วาลซีได้มอบคอร์นเบิร์กให้เป็นอาฟเตอร์เลเฮนแก่เหล่าขุนนางฟอน กราเบน ด้วยเหตุนี้ตระกูลใหม่จึงเปลี่ยนตราประจำตระกูล จากแถบสีน้ำเงินเฉียงซ้ายบนพื้นสีเงิน เป็นตราที่มีพลั่วสีเงินบนพื้นสีแดง ต่อมาคอร์นเบิร์กตกเป็นของพวกเขาในฐานะอัลลอดและทำหน้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ด้านการบริหารของสาขาตระกูลในสไตเรีย หลังจากการเสียชีวิตของ Andrä von Graben ในปี 1556 และการสิ้นสุดของสายตระกูลนี้ ปราสาทตกเป็นของบุตรชายของ Anna von Graben น้องสาวของ Andrä ซึ่งก็คือเหล่าขุนนางและเคานต์แห่ง Stadl zu Kornberg ในฐานะ Fideicommiss หลังจากข้อพิพาทเรื่องการสืบทอดมรดกหลายปี ลูกหลานของพวกเขาเป็นเจ้าของปราสาทจนถึงปี 1825 หลังจากนั้นพวกเขาก็ขายให้กับราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ และในปี 1871 ครอบครัวของ Charles Francois Bardeau ก็กลายเป็นเจ้าของใหม่
16
สุขใจในธรรม / นิทาน - ชาดก / ชาดกพระเจ้า 547 พระชาติ ๔๐. ขทิรังคารชาดก ว่าด้วยผู้มีจิตมั่นคง
เมื่อ: 16 มกราคม 2569 13:22:04
ขุททกนิกายภาค ๑ เอกนิบาต ๔.กุลาวกวรรค ๔๐. ขทิรังคารชาดก ว่าด้วยผู้มีจิตมั่นคง พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภทานของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้. ความพิสดารว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ปรารภเฉพาะวิหารเท่านั้น เรี่ยรายทรัพย์ ๕๔ โกฏิ ไว้ในพระพุทธศาสนา มิได้ทำความสำคัญในสิ่งอื่นว่าเป็นรัตนะนอกจากรัตนะทั้ง ๓ ให้เกิดเลย เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ย่อมไปยังที่บำรุงใหญ่ ๓ ครั้ง ทุกวัน ตอนเช้าตรู่ไปครั้งหนึ่ง รับประทานอาหารเช้าแล้วไปครั้งหนึ่ง เวลาเย็นไปครั้งหนึ่ง ที่บำรุงในระหว่างแห่งอื่นก็มีเหมือนกัน ก็เมื่อจะไปไม่เคยมีมือเปล่าไป ด้วยคิดว่า สามเณรหรือภิกษุหนุ่มทั้งหลายจะพึงแลดูแม้มือของเราด้วยคิดว่า ท่านเศรษฐีถืออะไรมาหนอ เมื่อไปตอนเช้า ให้คนถือข้าวยาคูไป รับประทานอาหารเช้าแล้วเมื่อจะไป ให้คนถือเอาเนยใส เนยข้น น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้นไป เมื่อจะไปเวลาเย็น ถือของหอม ดอกไม้ และผ้าไป เมื่อท่านเศรษฐีนั้นบริจาคอยู่อย่างนี้ทุกวัน ๆ ประมาณในการบริจาคย่อมไม่มี ฝ่ายคนผู้อาศัยการค้าขายเลี้ยงชีพเป็นอันมาก ทำหนังสือให้ไว้กับมือของท่านเศรษฐี กู้เอาทรัพย์ไปนับได้ ๑๘ โกฏิ ท่านเศรษฐีให้ทวงเอาทรัพย์ของคนเหล่านั้นมา อนึ่ง ทรัพย์ ๑๘ โกฏิอีกก้อนหนึ่งซึ่งเป็นของประจำตระกูลของท่านเศรษฐีนั้น ได้ฝังไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ เมื่อฝั่งแม่น้ำถูกน้ำในแม่น้ำอจิรวดีเซาะพังทลายก็เคลื่อนลงมหาสมุทรไป ตุ่มโลหะที่บรรจุทรัพย์ ตามที่ปิดไว้และประทับตราไว้นั้นก็กลิ้งไปในท้องทะเล เรือนของท่านเศรษฐีนั้น ยังคงมีนิตยภัตเป็นประจำสำหรับ ภิกษุ ๕๐๐ รูป จริงอยู่ เรือนของท่านเศรษฐีเป็นเช่นกับสระโบกขรณีที่ขุดไว้ ในหนทาง ๔ แพร่งสำหรับภิกษุสงฆ์ ตั้งอยู่ในฐานะบิดามารดาของภิกษุทั้งปวง ด้วยเหตุนั้น แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จไปเรือนของท่านเศรษฐีนั้น ฝ่ายพระมหาเถระทั้ง ๘๐ องค์ก็ไปเหมือนกัน ส่วนภิกษุทั้งหลายที่เหลือต่างมา ๆ ไป ๆ หาประมาณมิได้. ก็เรือนนั้นมี ๗ ชั้น ประดับด้วยซุ้มประตู ๗ ซุ้ม มีเทวดาผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิองค์หนึ่งสิงอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔ ของเรือนนั้น เทวดานั้นเมื่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าเรือนและเสด็จออกไป ไม่อาจดำรงอยู่ในวิมานของตน ต้องลงมายืนอยู่เฉพาะบนพื้น แม้เมื่อพระมหาเถระทั้ง ๘๐ องค์ เข้าไปและออกมา ก็กระทำเหมือนอย่างนั้น เทวดานั้นคิดว่า ถ้าพระสมณโคดมและเหล่าสาวกของพระสมณโคดมนั้น ยังคงเข้าออกเรือนนี้อยู่ ชื่อว่าความสุขของเราย่อมไม่มี เราคงไม่อาจลงมายืนอยู่บนภาคพื้นตลอดกาลเป็นนิตย์ได้ เราจะกระทำเพื่อให้พระสมณะเหล่านี้เข้ามายังเรือนนี้ไม่ได้ จึงจะควร อยู่มาวันหนึ่ง เทวดานั้นไปยังสำนักของผู้เป็นมหากัมมันติกะ (พ่อบ้าน) ผู้กำลังเข้านอนแล้วได้ยืนแผ่โอภาสสว่างไสว และเมื่อท่านผู้เป็น มหากัมมันติกะกล่าวว่า ใครอยู่ที่นั่น จึงกล่าวว่า เราเป็นเทวดาผู้บังเกิดอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔ มหากัมมันติกะกล่าวว่า ท่านมาเพราะเหตุอะไร เทวดากล่าวว่า ท่านไม่เห็นการกระทำของท่านเศรษฐีหรือ ท่านเศรษฐีไม่มองดูกาลอันจะมีมาภายหลังของตน นำทรัพย์ออกถมเฉพาะพระสมณโคดมเท่านั้นให้เต็มบริบูรณ์ ไม่ประกอบการค้าขาย ไม่ริเริ่มการงาน ท่านจงโอวาทท่านเศรษฐี ท่านจงกระทำโดยประการที่ท่านเศรษฐีจะทำการงานของตนและพระสมณโคดม พร้อมทั้งสาวกจะไม่เข้ามายังเรือนนี้ ลำดับนั้น ท่านมหากัมมันติกะนั้นได้กล่าวกะเทวดานั้นว่า ดูก่อนเทวดาพาล ท่านเศรษฐีเมื่อสละทรัพย์ ก็สละในพระพุทธศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ท่านเศรษฐีนั้น ถ้าจักจับเราที่มวยผม เอาไปขาย เราจักไม่กล่าวอะไร ๆ เลย ท่านจงไปเสียเถิด อีกวันหนึ่ง เทวดานั้นเข้าไปหาบุตรชายคนใหญ่ของท่านเศรษฐี แล้วกล่าวสอนเหมือนอย่างนั้น ฝ่ายบุตรชายท่านเศรษฐีก็คุกคามเทวดานั้น โดยนัยอันมีในก่อนนั่นแหละ แต่เทวดานั้นไม่อาจกล่าวกับท่านเศรษฐีได้เลย ฝ่ายท่านเศรษฐีให้ทานอยู่ไม่ขาดสาย ไม่กระทำการค้าขาย เมื่อทรัพย์สมบัติมีน้อย ทรัพย์ก็ได้ถึงการหมดสิ้น ไป ครั้นเมื่อท่านเศรษฐีนั้นถึงความยากจนเข้าโดยลำดับ ผ้าสาฎก ที่นอน และภาชนะอันเป็นเครื่องบริโภคใช้สอยไม่ได้เป็นเหมือนดังแต่ก่อน ท่านเศรษฐีแม้จะเป็นอย่างนี้ ก็ยังคงให้ทานแก่ภิกษุสงฆ์ แต่ไม่อาจทำให้ประณีต แล้วถวาย ครั้นวันหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามเศรษฐีนั้นผู้ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ว่า ดูก่อนคฤหบดี ก็ทานในตระกูล ท่านยังให้อยู่หรือ ? เศรษฐีนั้นกราบทูลว่า ยังให้อยู่พระเจ้าข้า แต่ว่าทานนั้นเศร้าหมอง เป็นข้าวปลายเกรียนมีน้ำ ผักดองเป็นที่สอง ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเศรษฐีนั้นว่า คฤหบดี ท่านอย่าทำจิตให้ยุ่งยากว่า เราให้ทานเศร้าหมองเลย เพราะว่าเมื่อจิตประณีต ทานที่ถวายให้แก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลาย ย่อมไม่ชื่อว่าเศร้าหมอง เพราะเหตุไร เพราะมีผลมาก แม้อีกข้อหนึ่ง พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ก่อนอื่นท่านเมื่อให้ทานเศร้าหมอง ยังได้ให้แก่พระอริยบุคคล ๘ จำพวก เราครั้งเป็นเวลามพราหมณ์ ให้รัตนะทั้ง ๗ กระทำชมพูทวีปทั้งสิ้น ให้ไม่ต้องทำไร่ไถนา ยัง มหาทานให้เป็นไปดุจทำแม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ สาย ให้เต็มเป็นห้วงเดียวกัน ก็ไม่ได้ ใคร ๆ ผู้ถึงสรณะ ๓ หรือผู้รักษาศีล ๕ ชื่อว่าบุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา หาได้ ยากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ท่านอย่าได้ทำจิตให้ยุ่งยากว่าทานของเราเศร้าหมอง ก็แหละครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงตรัสเวลามสูตร. ครั้งนั้นแล เทวดานั้นไม่อาจกล่าวกับเศรษฐีในกาลที่ท่านเศรษฐียังเป็นใหญ่ สำคัญว่า บัดนี้ เศรษฐีนี้จักเชื่อถือคำของเรา เพราะเป็นผู้ตกยาก ในเวลาเที่ยงคืนจึงเข้าไปยังห้องอันเป็นสิริ ได้แผ่แสงสว่างยืนอยู่ในอากาศ เศรษฐีเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า นั้นใคร เทวดานั้นกล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี ข้าพเจ้าเป็นเทวดาผู้สิงอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔ เศรษฐีกล่าวว่า ท่านมาเพื่ออะไร เทวดากล่าวว่า ข้าพเจ้าประสงค์จะกล่าวโอวาทท่านจึงได้มา เศรษฐีกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงกล่าว เทวดากล่าวว่า มหาเศรษฐี ท่านไม่คิดถึงเวลาหลัง ไม่เห็นแก่บุตรธิดา เรี่ยรายทรัพย์เป็นอันมากลงในศาสนาของพระสมณโคดม ท่านนั้นเกิดเป็นคนยากไร้ เพราะอาศัยพระสมณโคดม โดยสละทรัพย์ เกินขอบเขต หรือโดยไม่ทำการค้าขายและการงาน ท่านถึงแม้จะเป็นอย่างนี้ก็ยังไม่ปล่อยพระสมณโคดม แม้ทุกวันนี้ สมณะเหล่านั้นก็ยังเข้าเรือนอยู่นั่นแหละ ทรัพย์ที่พวกสมณะเหล่านั้นนำออกไปแล้ว ใคร ๆ ไม่อาจให้นำกลับมาได้ ย่อม เป็นอันถือเอาเลย ก็ตั้งแต่นี้ไป ตัวท่านเองก็อย่าได้ไปสำนักของพระสมณโคดม ทั้งอย่าได้ให้สาวกทั้งหลายของพระโคดมนั้นเข้ามายังเรือนนี้ ท่านแม้ให้พระสมณโคดมกลับไปแล้ว ก็อย่าได้เหลียวแล จงกระทำคดีฟ้องร้องและการค้าขายของตน รวบรวมทรัพย์สมบัติ เศรษฐีนั้นจึงกล่าวกะเทวดานั้นอย่างนี้ว่า นี้เป็นโอวาทที่ท่านให้เราหรือ เทวดากล่าวว่า จ้ะ นี้เป็นโอวาท ท่านเศรษฐี กล่าวว่า เราอันพระทศพลทรงกระทำให้เป็นผู้อันพวกเทวดาเช่นท่านตั้งร้อยก็ดี พันก็ดี แสนก็ก็ดี ให้หวั่นไหวไม่ได้และศรัทธาของเราไม่คลอนแคลน ตั้งมั่นดีแล้วดุจภูเขาสิเนรุ เราสละทรัพย์ในรัตนศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ท่านพูดคำอันไม่ควร ท่านผู้ไม่มีอาจาระ ทุศีล เป็นกาลกิณีเห็นปานนี้ ให้การประหารพระพุทธศาสนา เราไม่มีกิจคือการอยู่ในเรือนเดียวกันกับท่าน ท่านจงรีบออกจากเรือนของเราไปอยู่ที่อื่น เทวดานั้นได้ฟังคำของพระอริยสาวก ผู้โสดาบัน ไม่อาจดำรงอยู่ได้ จึงไปยังที่อยู่ของตนแล้วเอามือจับทารกออกไป ก็แหละครั้นออกไปแล้วไม่ได้ที่อยู่ในที่อื่น คิดว่า จักให้เศรษฐียกโทษแล้วขออยู่ที่ซุ้มประตูนั้นนั่นแหละ จึงไปยังสำนักของเทวบุตรผู้รักษาพระนคร ไหว้เทวบุตรนั้นแล้วยืนอยู่ และอันเทวบุตรผู้รักษาพระนครกล่าวว่า ท่านมาเพราะ ต้องการอะไร จึงกล่าวว่า นาย ข้าพเจ้าไม่ได้ใคร่ครวญ พูดกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้นโกรธเรา ฉุดคร่าเราออกจากที่อยู่ ท่านจงนำข้าพเจ้าไปยังสำนักของท่านเศรษฐี ให้ท่านอดโทษแล้วให้ที่อยู่แก่ ข้าพเจ้า เทวบุตรผู้รักษาพระนครถามว่า ก็ท่านพูดกะท่านเศรษฐีอย่างไร ? เทวดานั้นกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้ากล่าวกะท่านเศรษฐีอย่างนี้ว่า นาย ตั้งแต่นี้ท่านอย่ากระทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ท่านอย่าให้พระสมณโคดมเข้าไปในเรือน เทวบุตรผู้รักษาพระนครกล่าวว่า ท่านกล่าวคำอันไม่สมควร ท่านให้การประหารในพระศาสนา เราไม่อาจพาท่านไปยังสำนักของท่านเศรษฐี เทวดานั้นไม่ได้การช่วยเหลือจากสำนักของเทวบุตรนั้น จึง ได้ไปยังสำนักของท้าวมหาราชทั้ง ๔ แม้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้นก็ปฏิเสธเหมือนอย่างนั้น จึงเข้าไปเฝ้าท้าวสักกเทวราชกราบทูลเรื่องราวนั้น แล้วอ้อนวอน อย่างดีว่า ข้าแต่เทวราช ข้าพระองค์ไม่ได้ที่อยู่ จูงทารกเป็นคนอนาถาเที่ยว ไป ขอพระองค์จงยังเศรษฐีให้ให้ที่อยู่แก่ข้าพระองค์ ด้วยสิริของพระองค์ แม้ท้าวสักกะนั้นก็ตรัสกะเทวดานั้นว่า ท่านกระทำกรรมอันไม่สมควร ท่านให้การประหารในศาสนาของพระชินเจ้า แม้เราก็ไม่อาจกล่าวกับเศรษฐี เหตุอาศัยท่าน แต่เราจะบอกอุบายให้ท่านเศรษฐีนั้นอดโทษแก่ท่านสักอย่างหนึ่ง เทวดานั้นกราบทูลว่า สาธุ ข้าแต่เทวะ ขอพระองค์จงตรัสบอก ท้าวสักกะ ตรัสว่า คนทั้งหลายทำหนังสือไว้กับมือของท่านเศรษฐี ถือเอาทรัพย์ไปนับได้ ๑๘ โกฏิ มีอยู่ ท่านจงแปลงเพศเป็นคนเก็บส่วยของท่านเศรษฐีนั้น อย่าให้ใคร ๆ รู้จัก ถือเอาหนังสือเหล่านั้น อันพวกยักษ์หนุ่ม ๆ ๒๓ คน ห้อมล้อม มือหนึ่งถือหนังสือสัญญา มือหนึ่งถือเครื่องเขียน ไปเรือนของคนเหล่านั้น ยืนอยู่ในท่ามกลางเรือน ทำคนเหล่านั้นให้สะดุ้งกลัวด้วยอานุภาพแห่งยักษ์ของตน แล้วชำระเงิน ๑๘ โกฏิ ทำคลังเปล่าของเศรษฐีให้เต็ม ทรัพย์ที่ฝังไว้ริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดีอีกแห่งหนึ่ง เมื่อฝั่งแม่น้ำพังจึงเลื่อนลงสู่สมุทรมีอยู่ จงนำเอาทรัพย์นั้นมาด้วยอานุภาพของตนแล้วทำคลังให้เต็ม ทรัพย์อีกแห่งหนึ่งมีประมาณ ๑๘ โกฏิ ไม่มีเจ้าของหวงแหนมีอยู่ในที่แห่งหนึง จงนำเอาทรัพย์แม้นั้นมา ทำคลังเปล่าให้เต็ม ท่านจงทำคลังเปล่าอันเต็มด้วยทรัพย์ ๕๔ โกฏินี้ให้เป็นทัณฑกรรม แล้วให้มหาเศรษฐีอดโทษ. เทวดานั้นรับคำของท้าวสักกะนั้นว่า ดีละ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ แล้วนำทรัพย์ทั้งหมดมาโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ ในเวลาเที่ยงคืน จึงเข้าไปห้องอันประกอบด้วยสิริของเศรษฐี ได้แผ่แสงสว่างยืนอยู่ในอากาศ เมื่อเศรษฐี กล่าวว่า นั่นใคร จึงกล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี ข้าพเจ้าเป็นเทวดาซึ่งสิงสถิต อยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔ ของท่าน ข้าพเจ้าผู้หลงเพราะโมหะใหญ่ ไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้กล่าวคำอะไร ๆ กับท่านในวันก่อน ๆ มีอยู่ ท่านจงอด โทษนั้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้านำทรัพย์ ๕๔ โกฏิมาตามพระดำรัสของท้าวสักกะเทวราช คือ ทรัพย์ ๑๘ โกฏิโดยชำระสะสางหนี้ของท่าน (และ) ทรัพย์๑๘ โกฏิของคนผู้ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ ในที่นั้น ๆ กระทำทัณฑกรรมโดยทำคลังว่างเปล่าให้เต็ม ทรัพย์ที่ถึงความสิ้นไป เพราะการสร้างพระวิหารเชตวัน ข้าพเจ้าได้รวบรวมมาทั้งหมด ข้าพเจ้าเมื่อไม่ได้ที่อยู่ย่อมลำบาก ข้าแต่ท่านมหาเศรษฐี ท่านอย่าใส่ใจคำที่ข้าพเจ้ากล่าวเพราะความไม่รู้ จงอดโทษด้วยเถิด. ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ฟังคำของเทวดานั้นแล้วคิดว่า เทวดานี้ กล่าวว่า ก็ข้าพเจ้าได้ทำทัณฑกรรมแล้ว และปฏิญญายอมรับรู้โทษของตน พระศาสดาจักทรงแนะนำเทวดานี้แล้วให้รู้จักคุณของตน ก็เราจักแสดง เทวดานี้แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลำดับนั้น ท่านมหาเศรษฐีจึงกล่าวกะเทวดานั้นว่า ดูก่อนเทวดาผู้สหาย ถึงแม้ท่านจักให้เราอดโทษ จงให้อดโทษในสำนักของพระศาสดา เทวดานั้นกล่าวว่า ดีละ ข้าพเจ้าจักกระทำอย่างนั้น อนึ่ง ท่านจงพาเราไปยังสำนักของพระศาสดาเถิด มหาเศรษฐีนั้นกล่าวว่า ดีละ เมื่อราตรีสว่างแล้ว จึงพาเทวดานั้นไปยังสำนักของพระศาสดาแต่เช้าตรู่ แล้ว กราบทูลกรรมที่เทวดานั้นกระทำทั้งหมดแก่พระตถาคต. พระศาสดาได้ทรงสดับคำของท่านมหาเศรษฐีนั้นแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อน คฤหบดี แม้บุคคลผู้ลามกในโลกนี้ ย่อมเห็นกรรมอันเจริญ ตราบเท่าที่บาป ยังไม่ให้ผล ก็เมื่อใด บาปย่อมให้ผลแก่บุคคลผู้ลามกนั้น เมื่อนั้นบุคคลผู้ลามกนั้นย่อมเห็นแต่บาปเท่านั้น ฝ่ายบุคคลผู้เจริญ ย่อมเห็นบาปทั้งหลาย ตราบเท่าที่กรรมอันเจริญยังไม่ให้ผล ก็ในกาลใด กรรมอันเจริญย่อมให้ผลแก่ บุคคลผู้เจริญนั้นในกาลนั้น บุคคลผู้เจริญนั้นย่อมเห็นแต่กรรมอันเจริญเท่านั้น ก็แหละในเวลาจบคาถาเหล่านี้ เทวดานั้นตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล เทวดานั้นหมอบลงที่พระบาททั้งสองของพระศาสดาอันเรี่ยรายด้วยจักรให้พระศาสดาทรงอดโทษว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อันราคะย้อมแล้ว อันโทสะประทุษร้ายแล้ว หลงแล้วด้วยโมหะ มืดมนเพราะอวิชชาไม่รู้คุณทั้งหลายของพระองค์ ได้กล่าวคำอันลามก ขอพระองค์จงอดโทษคำนั้นแก่ข้าพระองค์ แล้วยังมหาเศรษฐีให้อดโทษ สมัยนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกล่าวคุณของตนเบื้องพระพักตร์ของพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทวดานี้แม้จะห้ามอยู่ว่า จงอย่ากระทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าเป็นต้น ก็ไม่อาจห้ามข้าพระองค์ได้ ข้าพระองค์แม้ถูกเทวดานี้ห้ามอยู่ว่า ไม่ควรให้ทาน ก็ได้ให้อยู่ นั่นแหละ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คุณของข้าพระองค์มิใช่หรือ พระศาสดา ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ท่านแลเป็นพระอริยสาวกผู้โสดาบัน มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีทัสสนะอันหมดจด ความที่ท่านถูกเทวดาผู้มีศักดิ์น้อยนี้ห้ามอยู่ก็ห้ามไม่ได้ ไม่น่าอัศจรรย์ ก็ข้อที่บัณฑิตทั้งหลายในปางก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายัง ไม่อุบัติขึ้น ดำรงอยู่ในญาณอันยังไม่แก่กล้า ถูกมารผู้เป็นใหญ่ในกามาวจรภพ ยืนอยู่ในอากาศ แสดงหลุมถ่านเพลิงลึก ๘๐ ศอก โดยกล่าวว่า ถ้าท่านจักให้ทานไซร้ ท่านจักไหม้ในนรกนี้ แล้วห้ามว่า ท่านอย่าได้ให้ทาน ก็ได้ยืนอยู่ในท่ามกลางฝักดอกปทุมให้ทาน นี้น่าอัศจรรย์ อันท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทูลอ้อนวอน จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไป ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐีในนครพาราณสี อันญาติทั้งหลายให้เจริญพร้อมด้วยเครื่องอุปกรณ์ทั้งปวงมีประการต่าง ๆ ดุจเทพกุมาร ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาโดยลำดับ ในเวลามีอายุ ๑๖ ปีเท่านั้น ก็ถึงความสำเร็จในศิลปะทั้งปวง เมื่อบิดาล่วงไป พระโพธิสัตว์นั้นดำรงอยู่ในตำแหน่งเศรษฐี ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือ ที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ประตู ๔ โรงทาน ท่ามกลางพระนคร ๑ โรงทาน ที่ประตูนิเวศน์ของตน ๑ โรงทาน แล้วให้มหาทาน รักษาศีล รักษาอุโบสถกรรม อยู่มาวันหนึ่ง ในเวลาอาหารเช้า เมื่อคนใช้นำเอาโภชนะอันเป็นที่ชอบใจมีรสเลิศต่าง ๆ เข้าไปให้พระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเมื่อล่วงไป ๗ วัน ได้ออกจากนิโรธสมาบัติ กำหนดเวลาภิกขาจารแล้วคิดว่า วันนี้เราไปยังประตูเรือนของพาราณสีเศรษฐีจึงควร จึงเคี้ยวไม้ชำระฟันชื่ออนาคลดา ล้างหน้าที่สระอโนดาต ยืนที่พื้นมโนศิลา นุ่ง แล้วผูกรัดประคด ห่มจีวร ถือบาตรดินอันสำเร็จด้วยฤทธิ์มาทางอากาศ พอคนใช้นำภัตเข้าไปให้พระโพธิสัตว์ก็ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือน พระโพธิสัตว์พอเห็นดังนั้นก็ลุกจากอาสนะ แสดงอาการนอบน้อมแล้วแลดูบุรุษผู้ทำการงาน เมื่อ บุรุษผู้ทำการงานกล่าวว่า กระผมจะทำอะไร ขอรับนาย จึงกล่าวว่า ท่านจงนำบาตรของพระผู้เป็นเจ้ามา. ทันใดนั้น มารผู้มีบาปสั่นสะท้านลุกขึ้นแล้วคิดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านี้ ไม่ได้อาหารมา ๗ วันแล้วจากวันนี้ไป วันนี้ เมื่อไม่ได้จักฉิบหาย เราจักทำพระปักเจกพุทธเจ้านี้ให้พินาศ และจักทำอันตรายแก่ทานของเศรษฐี จึงมาในขณะนั้นทันที แล้วเนรมิตหลุมถ่านเพลิงไม้ตะเคียน ๘๐ ศอก ในระหว่างทาง หลุมถ่านเพลิงนั้นเต็มด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียน ไฟลุกโพลงมีแสงโชติช่วงปรากฏเหมือนอเวจีมหานรก ก็ครั้นเนรมิตหลุมถ่านเพลิงนั้นแล้ว ตนเองได้ยืนอยู่ในอากาศ บุรุษผู้มาเพื่อจะรับบาตรเห็นดังนั้นได้รับความกลัวอย่างใหญ่หลวงจึงกลับไป พระโพธิสัตว์ถามว่า พ่อ เธอกลับมาแล้วหรือ ? บุรุษนั้นกล่าวว่า นาย หลุมถ่านเพลิงใหญ่นี้ไฟติดโพลงมีแสงโชติช่วงมีอยู่ในระหว่างทาง เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงให้คนอื่น ๆ ไปบ้าง รวมความว่า คนผู้มาแล้ว ๆ แม้ทั้งหมด ก็ถึงซึ่งความกลัวรีบหนีไปโดยเร็ว. พระโพธิสัตว์คิดว่า วันนี้วสวัตดีมารผู้ประสงค์จะทำอันตรายแก่ทานของเรา คงเป็นผู้บันดาลขึ้น แต่วสวัตดีมารนั้นย่อมไม่รู้ว่าเราเป็นผู้อันร้อยมาร พันมาร แม้แสนมารให้หวั่นไหวไม่ได้ วันนี้ เราจักรู้ว่าเราหรือมารมี กำลังมาก มีอานุภาพมาก ครั้นคิดแล้ว ตนเองจึงถือเอาถาดภัตตามที่เขาตระเตรียมไว้นั้นนั่นแหละออกไปจากเรือน ยืนอยู่ฝั่งของหลุมถ่านเพลิงแล้วแลดูอากาศ เห็นมาร จึงกล่าวว่า ท่านเป็นใคร มารกล่าวว่า เราเป็นมาร พระโพธิสัตว์ถามว่า หลุมถ่านเพลิงนี้ท่านเนรมิตไว้หรือ ? มารกล่าวว่า เออ เรา เนรมิต พระโพธิสัตว์ถามว่า เพื่อต้องการอะไร ? มารกล่าวว่า เพื่อต้องการทำอันตรายแก่ทานของท่าน และเพื่อต้องการให้ชีวิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าพินาศ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เราจักไม่ให้ท่านทำอันตรายทานของตน และจักไม่ให้ท่านทำอันตรายแก่ชีวิตของพระปัจเจกพุทธเจ้า วันนี้ เราจักรู้ว่าเราหรือท่าน มีกำลังมาก มีอานุภาพมาก จึงยืนที่ฝั่งหลุมถ่านเพลิงแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าแม้จะมีหัวลง ตกไปในหลุมถ่านเพลิงแม้นี้ ก็จักไม่หวนกลับหลัง ขอท่านจงรับโภชนะที่ข้าพเจ้าถวายอย่างเดียว พระโพธิสัตว์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มีการสมาทานอย่างมั่นคง ถือถาดภัตแล่นไปทางเบื้องบนหลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้นเอง มหาปทุมดอกหนึ่ง บานเต็มที่เกิดขึ้นเป็นชั้น ๆ จากพื้นหลุมถ่านเพลิงอันลึก ๘๐ ศอก ผุดขึ้นรับ เท้าทั้งสองของพระโพธิสัตว์ แต่นั้น เกสรมีขนาดเท่าทะนานใหญ่ผุดขึ้นตั้งอยู่ เหนือศีรษะของพระมหาสัตว์แล้วร่วงลงมาได้กระทำร่างกายทั้งสิ้นให้เป็นเสมือนโปรยด้วยละอองทอง พระโพธิสัตว์นั้นยืนอยู่ที่ฝักดอกปทุมยังโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ให้ประดิษฐานลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นรับโภชนะนั้นแล้วกระทำอนุโมทนา โยนบาตรขึ้นในอากาศ เมื่อมหาชนเห็นอยู่นั่นแล แม้ตนเองก็เหาะขึ้นสู่เวหาส ตรงไปป่าหิมพานต์ เหมือนเหยียบยํ่ากลีบเมฆฝนมีประการต่าง ๆ ไปฉะนั้น ฝ่ายมารแพ้แล้วก็ถึง ความโทมนัสไปยังสถานที่อยู่ของตนนั่นเอง ส่วนพระโพธิสัตว์ยืนอยู่บนฝักดอกปทุม แสดงธรรมแก่มหาชน โดยพรรณนาถึงทานและศีล อันมหาชนแวดล้อมเข้าไปยังนิเวศน์ของตน กระทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ตลอดชีวิตแล้วไปตามยถากรรม. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ข้อที่ท่านผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะอย่างนี้ อันเทวดาให้หวั่นไหวไม่ได้ในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ สิ่งที่บัณฑิตทั้งหลายได้กระทำไว้แม้ในกาลก่อนเท่านั้น น่าอัศจรรย์ ครั้นทรงนำพระธรรม เทศนานี้มาแล้วจึงทรงประชุมชาดกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าในกาลนั้น ได้ปรินิพพานแล้ว ณ ที่นั้นเอง ส่วนพาราณสีเศรษฐีผู้ทำมารให้พ่ายแพ้ ยืนอยู่บนฝักดอกปทุมแล้วถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า คือเราเอง แลที่มา วัดโพรงจระเข้ จ.ตรัง
18
วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / เซอร์โรนัลด์ รอสส์ เจ้าของรางวัลโนเบล ผู้ค้นพบปรสิตโรคมาลาเรีย
เมื่อ: 14 มกราคม 2569 12:57:01
เซอร์โรนัลด์ รอสส์ รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ เซอร์โรนัลด์ รอสส์ KCB (Sir Ronald Ross; 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1857 – 16 กันยายน ค.ศ. 1932) เป็นแพทย์ชาวอังกฤษ-อินเดีย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์เมื่อปี ค.ศ. 1902 เนื่องจากการค้นพบวงจรชีวิตของปรสิตโรคมาลาเรีย พลาสโมเดียม (Plasmodium) โรนัลด์ รอสส์ เกิดที่อัลมอรา อินเดีย เขาเป็นบุตรชายคนโตของพลเอก เซอร์แคมป์เบลล์ เคลย์ แกรนท์ รอสส์ (General Sir Campbell Claye Grant Ross) แห่งกองทัพบริติชอินเดีย และมาธิลดา ชาร์ล็อตต์ เอลเดอร์ตัน (Matilda Charlotte Elderton) ปู่ของรอสส์คือพันโทฮิวจ์ รอสส์ (Lieutenant Colonel Hugh Ross) เมื่อรอสส์อายุได้ 8 ปี เขาถูกส่งไปศึกษาที่อังกฤษ หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนเล็กๆ 2 แห่งในเมืองไรด์ เขาถูกส่งไปยังโรงเรียนประจำที่สปริงฮิลล์ ใกล้กับเมืองเซาท์แธมป์ตันในปี ค.ศ. 1869 รอสส์สำเร็จการศึกษาด้านแพทยศาสตร์จากโรงพยาบาลเซนต์บาร์โธโลมิวในลอนดอนเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1875 เขาผ่านการสอบไล่ใน ค.ศ. 1880 และได้เป็นสมาชิกราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ (MRCS) และ Worshipful Society of Apothecaries (LSA) เขาได้เข้าร่วมหน่วย Indian Medical Service ซึ่งเป็นหน่วยในหน่วยแพทย์ทหารของบริติชอินเดียใน ค.ศ. 1881 โดยรับตำแหน่งแรกที่มัทราส รอสส์ศึกษาเกี่ยวกับมาลาเรียระหว่าง ค.ศ. 1881 และ 1899 เขาทำงานด้านมาลาเรียในกัลกัตตาที่โรงพยาบาล Presidency General Hospital ที่ซึ่งเขามีผู้ช่วยเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดียชื่อ Kishori Mohan Bandyopadhyay ในปี ค.ศ. 1883 รอสส์รับตำแหน่งเป็นศัลยแพทย์กองทหารรักษาการณ์ (Acting Garrison Surgeon) ที่เบงคลูรูที่ซึ่งเขาค้นพบการควบคุมยุงโดยการป้องกันไม่ให้ยุงเข้าถึงแหล่งน้ำ ใน ค.ศ. 1897 รอสส์ได้รับตำแหน่งที่ Ootacamund และป่วยด้วยโรคมาลาเรีย หลังจากนั้นเขาถูกย้ายไปโรงพยาบาลทหารที่ Secunderabad เขาได้ค้นพบเชื้อมาลาเรียภายในยุงก้นปล่อง เขาเรียกชื่อเชื้อในตอนแรกว่า ปีกเป็นจุดด่าง (dapple-wings) และจากสมมติฐานของเซอร์แพทริก แมนสัน (Sir Patrick Manson) ที่ว่าสารก่อโรคมาลาเรียนั่นมีในยุงซึ่งเป็นพาหะ เขาจึงสามารถพบเชื้อมาลาเรียได้จากยุงที่กัดผู้ป่วยมาลาเรียชื่อว่า ฮุสเซน ข่าน (Hussain Khan) หลังจากนั้นเขาได้ศึกษานกที่ป่วยด้วยมาลาเรีย และสามารถสรุปวงชีวิตของเชื้อพลาสโมเดียม ปรสิตโรคมาลาเรียได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งค้นพบเชื้อในต่อมน้ำลายยุง เขาได้แสดงให้เห็นว่าโรคมาลาเรียสามารถติดต่อจากนกที่ป่วยไปยังนกปกติอีกตัวโดยยุงเป็นพาหะ การค้นพบนี้ทำให้สามารถสรุปกลไกการเกิดโรคในมนุษย์ได้ ในปี ค.ศ. 1902 รอสส์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์สำหรับการศึกษาด้านมาลาเรีย ส่วนผู้ช่วยชาวอินเดียของเขา Kishori Mohan Bandyopadhyay ได้รับเหรียญทองจากกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1899 รอสส์ได้กลับไปยังอังกฤษและทำงานที่โรงเรียนเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งลิเวอร์พูล (Liverpool School of Tropical Medicine) ในตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์เขตร้อน ค.ศ. 1901 รอสส์ได้รับเลือกเป็นสมาชิกราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งอังกฤษ และยังเป็นสมาชิกราชสมาคมซึ่งเขาดำรงตำแหน่งรองประธานตั้งแต่ ค.ศ. 1911 ถึง 1913 รอสส์ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Most Honourable Order of Bath จากสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในปี ค.ศ. 1902 และได้รับบรรดาศักดิ์เป็น Knight Commander of Order of Bath ในปี ค.ศ. 1911 รอสส์ได้อุทิศตนทำงานเพื่อป้องกันโรคมาลาเรียในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกาตะวันตก, บริเวณคลองสุเอซ, กรีซ, มอริเชียส, ไซปรัส และบริเวณรับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาได้ตั้งองค์กรเพื่อป้องกันโรคมาลาเรียภายในโรงงานอุตสาหกรรมในอินเดียและศรีลังกา เขาได้อุทิศตนเพื่อศึกษาระบาดวิทยาของมาลาเรียและวิธีการสำรวจและประเมิน แต่ผลงานสำคัญของเขาคือการพัฒนาตัวแบบทางคณิตศาสตร์เพื่อใช้ศึกษาระบาดวิทยา โดยรายงานครั้งแรกที่มอริเชียสในปี ค.ศ. 1908 ซึ่งตัวแบบนี้ช่วยป้องกันโรคมาลาเรียที่มอริเชียสในปี ค.ศ. 1911 และต่อมาได้นำไปใช้ทั่วไปในรายงานซึ่งตีพิมพ์โดยราชสมาคมในปี ค.ศ. 1915 และ 1916
19
สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: สำรวมจิต พิชิตกิเลส โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม
เมื่อ: 10 มกราคม 2569 10:39:42
สำรวมจิต พิชิตกิเลส โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) บางคนบางท่านดับด้วยอำนาจของพระอนัตตาคือ อาการพองยุบมันแผ่วเบาเข้าๆๆ เมื่อเบาลงเต็มที่เท่ากับเส้นด้ายแล้วก็ปอยด้ายแล้วก็ขาดพับดับลงไปในขณะนั้น มันดับกายของเราก็ไม่รู้มันหายไปไหน ความรู้สึกก็ไม่รู้ว่ามันดับไปไหน คำบริกรรมก็ไม่รู้ว่ามันดับไปไหน กายของเราเหมือนว่ามันดับไป จิตของเราเหมือนว่ามันดับไป นี่เรียกว่ามันดับไปด้วยอำนาจของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน รู้สึกตัวขึ้นมาก็พิจารณาว่า “เอ เราเป็นอะไรไป เมื่อสักครู่มันดับไปนานเท่าไร” บางคนก็ดับไป ๑ วินาที ๑ นาที ๒ นาที ๓ วินาที ๕ วินาทีก็มี บางคนก็ดับไป ๕ นาที ๑๐ นาที บางคนก็ดับไป ๒ ชั่วโมง บางคนก็ดับไป ๓ ชั่วโมง บางคนนั่งตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม ๖ ทุ่ม ดับไปสว่างรู้สึกตัวตอน ๖ โมงเช้าก็มี นี้ในลักษณะอย่างนั้น บางคนประพฤติปฏิบัติธรรมนั่งภาวนาไปตั้งแต่ ๔ ทุ่มก็รู้สึกตัวขึ้นมา ๖ โมงเช้าก็มี บางคนประพฤติปฏิบัติธรรมจิตมันเป็นสมาธิมีบุญวาสนาบารมีในสมาธิมันก็ดับได้นาน ทรงอยู่ในอารมณ์นั้นได้นาน เพราะฉะนั้นเวลาเราประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เราต้องพยายามกำหนดให้เห็นความเกิดขึ้นของรูปของนาม เห็นความตั้งอยู่ของรูปของนาม เห็นความดับไปของรูปของนามนี้แหละเป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง แล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิ เกิดวิปัสสนาญาณ เกิดมรรค เกิดผล เกิดพระนิพพานได้ไว แล้วก็การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเราต้องสำรวม สำรวมตา สำรวมหู สำรวมจมูก สำรวมลิ้น สำรวมกาย สำรวมใจ ผู้ใดอยากจะพ้นไปจากความทุกข์ก็ให้สำรวมตา สำรวมหู สำรวมลิ้น สำรวมกาย สำรวมใจ สำรวมวาจาของเรานี้แหละ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นช่องของบาป ที่เกิดของบาป เป็นที่นำอารมณ์เข้ามาสู่จิตสู่ใจของเรา เพราะฉะนั้นท่านให้เราสำรวม ท่านอุปมาอุปไมยเหมือนกับเต่า เต่านั้นมันมีอวัยวะอยู่ ๖ อย่าง คือหัว ๑ แล้วก็หาง ๑ แล้วก็ขา ๔ ขา เวลาศัตรูทั้งหลายทั้งปวงจะมามันก็หด หดหัวเข้าไปในกระดอง หดหางเข้ามาในกระดอง หดขาเข้าไปในกระดอง ศัตรูคือหมามันก็กัดอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็เดินวนไปเวียนมาไม่ช้าไม่นานมันก็หนีไป อารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงก็เหมือนกัน ถ้าเราหดตา หดหู หดจมูก หดลิ้น หดกาย หดใจของเรา หรือว่าอุดตา อุดหู อุดจมูก อุดลิ้น อุดกาย อุดใจของเราด้วยอำนาจของสติ บาปกรรมทั้งหลายทั้งปวง กิเลสทั้งหลายทั้งปวงไม่มาเกิดมันมาวนเฉยๆ เหมือนกับสุนัขมาวนเต่าทำอะไรไม่ได้มันก็หนีไป ความโกรธมันเกิดขึ้นมาในใจเราก็กำหนด “โกรธหนอๆ” มันมาวนเฉยๆ เรากำหนดว่า “โกรธหนอๆ” มันทำใจให้เราโกรธไม่ได้มันก็หนีไป หรือว่าราคะจะมาเกิดในจิตในใจมันมาวนเรากำหนด “ราคะหนอๆ” มันก็หายไป เราจะเกิดความโลภขึ้นมาก็กำหนด “โลภหนอๆ” “ไม่พอใจหนอๆ” อารมณ์โลภอารมณ์ไม่พอใจมันก็หายไปได้ มันมาวนเฉยๆ เราเห็นรูปเราก็กำหนดว่า “เห็นหนอๆ” มันทำอะไรเราไม่ได้จิตใจเรามันก็สะอาดขึ้นมา เพราะฉะนั้นท่านจึงให้เราสำรวม บุคคลผู้จะบรรลุมรรคผลนิพพานก็สำรวม แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็สำรวม เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมผู้ใดอยากจะพ้นไปจากความทุกข์ อย่างต่ำ อย่างกลาง อย่างสูงนั้นต้องสำรวม ถ้าผู้ใดสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ ด้วยการระมัดระวัง เห็นก็กำหนดว่า “เห็นหนอๆ” ได้ยินก็กำหนดว่า “ได้ยินหนอ” ได้กลิ่นก็กำหนดว่า “กลิ่นหนอ” เวลาฉันอาหารก็กำหนดว่า “รสหนอๆ” เวลาเย็นร้อนอ่อนแข็งก็กำหนด เย็น ร้อน อ่อน แข็ง “รู้หนอๆ” ถ้าผู้ใดกำหนดได้อย่างนี้ความทุกข์อย่างต่ำ ความยินดีในอารมณ์ต่างๆ ความไม่ชอบใจในอารมณ์ต่างๆ ไม่เกิดขึ้นมามีความสุขอย่างต่ำแล้ว แต่ถ้าผู้ใดสำรวมด้วยการระงับนิวรณ์ธรรม คือระงับกามฉันทะ ความปรุงแต่งในกามคุณในจิตใจของเรา ระงับความพยาบาทในจิตในใจของเราได้ ระงับถีนมิทธะ ความหดหู่ ความง่วงเหงาหาวนอน ระงับ อุทธัจจะ กุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญได้ หรือระงับวิจิกิจฉา ความสงสัยลงได้ จิตใจของบุคคลนั้นสงบเป็นสมาธินี้ก็เรียกว่า เกิดความสงบอย่างกลางแล้ว เกิดความสุขอย่างกลางแล้ว แต่ถ้าผู้ใดสงบด้วยอำนาจของวิปัสสนา ด้วยอำนาจของมรรคของผล บุคคลนั้นก็มีความสุขอย่างสูงสุดแล้ว การประพฤติปฏิบัตินั้นต้องสำรวม แล้วก็การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นต้องขยัน ต้องขยันหามรุ่งหามค่ำเหน็ดเหนื่อยไม่ว่าขอให้ข้าพเจ้าได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าไม่หวังอะไรขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ลำบากเมื่อหนุ่มดีกว่ากลุ้มใจตอนแก่ วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร เราลำบากในตอนนี้ดีกว่าเราไปเสียใจตอนแก่เมื่อร่างกายมันหมดสภาพ นี่การประพฤติปฏิบัติธรรมต้องมีความเพียร แล้วความเพียรนั้นต้องเป็นความเพียรแบบด้ายสนเข็ม เรียกว่าไม่ขาดสายเราจะไปไหนก็มีด้ายนั้นติดตามเข็มไปอยู่เป็นประจำ สติก็ดี สัมปชัญญะก็ดีติดตามเราไปเหมือนเงาติดตามตัว จะคู้ จะเหยียด จะก้ม จะเงย จะดื่มทำพูดคิดเราก็กำหนดอยู่ตลอดเวลา ถ้าผู้ใดกำหนดอย่างนั้นจะเกิดมหัศจรรย์เป็นอย่างมาก จะเกิดความเข้าใจ จะเกิดปัญญาเฉียบแหลม จะเกิดภูมิธรรมขึ้นมาหลายอย่างมากมาย ถ้าผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทำได้ ทั้งความสงบ ทั้งความสุข ทั้งปัญญาที่เรายังไม่เคยคิด เราก็คิดถึง สิ่งที่เราไม่เคยเห็นเราก็เห็น สิ่งที่เราไม่เคยรู้เราก็รู้มากมาย นี้ถ้าผู้ใดมีสติ มีความเพียรกำหนดติดต่อกันไปไม่ขาดสายไปอย่างนั้น เรียกว่าทั้งมีความเพียร แล้วก็การสำรวม อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่คณะญาติโยมทั้งหลายได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้มีความเพียร มีความสำรวม ประการสุดท้ายก็ขอให้มีสติกับสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นตัวปัญญา ถ้าผู้ใดมีสติ มีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา บุคคลนั้นชื่อว่าเจริญวิปัสสนาแล้ว จะรู้ว่าตนเองเจริญวิปัสสนาหรือไม่รู้ก็ตาม บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นอันเจริญวิปัสสนาแล้ว บุคคลนั้นจะรู้ว่าวิปัสสนาญาณเจริญแก่ตนเอง เกิดขึ้นแก่ตนเอง หรือไม่รู้ก็ตาม ชื่อว่าวิปัสสนาได้เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นแล้ว หนทางของบุคคลนั้นคือมีเส้นชัยคือการบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นที่สุด เพราะฉะนั้นก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลายที่มาร่วมประพฤติปฏิบัติธรรม จงตั้งอยู่ในความไม่ประมาท มีความเพียร มีการสำรวม แล้วก็มีสติ มีสัมปชัญญะในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ คณะญาติโยมตลอดคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็จะได้สมาธิสมาบัติ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานสมความมุ่งมาดปรารถนา วันนี้อาตมภาพได้กล่าวธรรมะมาก็เห็นว่าพอสมควร ในท้ายที่สุดนี้ด้วยอำนาจคุณงามความดีที่คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมได้บำเพ็ญมาดีแล้ว ก็ขอให้คุณงามความดีทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นจงได้มารวมกันเป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัยส่งเสริมให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายจงเป็นผู้มีศรัทธาสมบูรณ์ มีความเพียรสมบูรณ์ มีสติสมบูรณ์ มีสมาธิสมบูรณ์ มีปัญญาสมบูรณ์ เป็นผู้ได้บรรลุวิชชา ๓ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญา ๖ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลอันไม่ช้าไม่นาน จงทุกท่านทุกคนเทอญ
20
สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / สำรวมจิต พิชิตกิเลส โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม
เมื่อ: 10 มกราคม 2569 10:38:19
สำรวมจิต พิชิตกิเลส โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไกลจากกิเลสตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองแม้ปรินิพพานไปนานแล้ว พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า ขอความสุขความสวัสดีความเป็นมงคลจงบังเกิดขึ้นแก่ญาติโยมสาธุชนผู้สนใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมจงทุกท่านทุกคน ณ โอกาสบัดนี้ ต่อไปก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลายตลอดถึงคณะครูบาอาจารย์ผู้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมได้นั่งสมาธิฟัง ถึงสภาพแวดล้อมเขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม หน้าที่ของชาวประมงก็หาปลา หน้าที่ของชาวนาก็ต้องทำไร่ไถนา หน้าที่ของชาวสวนก็ต้องดูแลสวนของตนเองให้ดี หน้าที่ของครู หน้าที่ของทหาร หน้าที่ของตำรวจ ก็ต้องทำหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานนั้นให้ดี หน้าที่ของเราซึ่งเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ก็ต้องพยายามประพฤติปฏิบัติธรรมไปต่อเนื่องไม่ให้ขาดสาย ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ฉะนั้นก็ขอให้พวกเราทั้งหลายได้นั่งสมาธิฟัง ตั้งจิตของเราให้มั่นคง อย่าหวั่นไหวไปด้วยรูป ด้วยเสียง ด้วยกลิ่น ด้วยรส ด้วยสัมผัส ด้วยอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบ ถ้าเรายังหวาดหวั่นต่อรูป ยังหวาดหวั่นต่อเสียง ยังหวาดหวั่นต่ออารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายแล้ว การประพฤติปฏิบัติธรรมของเราก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นชาวโลกจะเป็นอย่างไร หน้าที่ของเราก็ต้องประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างนั้น เรากำหนดว่า “ได้ยินหนอๆ” หรือว่า “เสียงหนอๆ” จนกว่าความรู้สึกของเรามันจะขาดไป แต่ขอให้เราจำให้ได้ว่าความรู้สึกของเรามันจะขาดไปตอนไหน ตอนที่เราบริกรรมว่า “พองหนอ” “ยุบหนอ” หรือตอนผู้เทศน์ เทศน์ไปถึงเรื่องอะไรแล้วมันจึงขาดดับไป อันนี้ก็ขอให้คณะผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจงจำให้ได้ การประพฤติปฏิบัติธรรมของเรานั้นล่วงเลยมาก็เป็นเวลา ๕ วัน ก็ถือว่าเป็นเวลานานพอสมควร เราเดินจงกรมก็เดินชั่วโมง นั่งชั่วโมง ฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมของเราก็ถือว่าเข้ามาสู่โค้งกลางๆ เตรียมที่จะเข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้ว พวกเราทั้งหลายผู้ที่ยังไม่ได้เร่งความเพียร ก็ขอให้เร่งความเพียร ผู้ใดยังไม่สำรวมตา สำรวมหู สำรวมลิ้น สำรวมจมูก สำรวมกาย สำรวมใจ เราก็ต้องสำรวมให้ดี ถ้าผู้ใดยังไม่ได้สมาธิก็พยายามขะมักเขม้นในการประพฤติปฏิบัติธรรมให้มากขึ้น ผู้ใดยังกำหนดอารมณ์ไม่อยู่ จิตยังฟุ้ง ยังปรุง ยังแต่งอยู่ ก็พยายามกำหนดจิตว่า “คิดหนอๆ” พยายามกำหนดจิตของตนเองให้ได้ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นสำคัญอยู่ที่จิต ถ้าเราไม่กำหนดจิต จิตของเรานั้นจะไปเอาอารมณ์ต่างๆ นั้นมาปรุง มาแต่ง แล้วก็เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญ เกิดความโกรธ เกิดความโลภ ความหลงก็เพราะอาศัยจิตของเรานั้นปรุงแต่ง เหมือนกับเสียงที่ได้ยิน เสียงนั้นไม่ได้รบกวนเรา แต่ถ้าจิตใจของเราเอาเสียงนั้นมาปรุงแต่งว่าเขามารบกวนเรา มันก็จะเกิดความปรุง ความฟุ้ง เกิดความไม่พอใจขึ้นมา ทั้งๆ ที่เสียงนั้นไม่สามารถที่จะทำให้เราเกิดความโกรธ ความโลภ ความหลงได้ แต่จิตใจของเราที่ไปชอบเสียง หรือว่าไม่ชอบเสียงนั้นแหละ ทำให้เกิดความโกรธ ทำให้เกิดความโลภ ทำให้เกิดความหลง เพราะฉะนั้นรูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี ธรรมารมย์ก็ดีท่านกล่าวว่าเป็น อัพยากตธรรม แต่สิ่งที่เราไปชอบไปชังนี้แหละ ทำให้เกิดความชอบใจหรือเสียใจขึ้นมา เกิดกิเลสปรุงแต่งขึ้นมา เพราะฉะนั้นรูปก็คงเป็นรูป แต่ความดีใจ เสียใจนั้นเป็นจิตของเรา จิตของเรานั้นเป็นผู้ที่ดีใจ เสียใจ เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจึงอยู่ที่จิต ถ้าเราสำรวมจิตของเราได้ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นสมบูรณ์ แล้วก็ได้ผลได้ง่าย เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทำไมเราจึงไม่สงบ ทำไมจิตใจของเราไม่เข้าถึงสมาธิ ไม่เข้าถึงทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ไม่เข้าถึงผลสมาบัติ นิโรธสมาบัติ เพราะอะไร เพราะว่าจิตใจของเรานั้นยังปรุงแต่งอยู่ จิตใจของเรายังไม่สงบ จิตใจของเรายังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็ไม่สามารถจะได้ผลได้ฌาน นิโรธสมาบัติได้ เพราะอะไรจิตใจของเราจึงไม่สงบ เพราะว่าจิตใจของเรานั้นไม่สำรวม คือไม่กำหนดจิต เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมเบื้องต้นนั้น ญาติโยมต้องสำรวมจิตของตนเองให้ดี เดินจงกรมนั่งภาวนาแล้วทันอาการขวาย่าง ซ้ายย่าง ทันอาการยก อาการเหยียบ ทันอาการพอง อาการยุบ เราคิดอะไรเราก็กำหนดรู้ว่า “คิดหนอๆ” หรือว่าเราคู้ เราเหยียด เราก้ม เราเงย เรากระทำสิ่งใดๆ เราก็มีสติกำหนดรู้สิ่งนั้นๆ แล้วก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สติมันเกิดขึ้นมา เมื่อสติมันเกิดขึ้นมาในจิตในใจของเราแล้วก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สตินั้นมันขุดลึกลงไปในห้วงภวังคจิตของเรา ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นคิดถึงบาป คิดถึงอกุศลที่เราเคยสร้างสมอบรมมา ตั้งแต่ก่อนเราบวช เราเคยฆ่าเป็ดก็ดี ฆ่าไก่ก็ดี เราเคยฆ่าหมู ฆ่าวัว ฆ่าควาย บาปกรรมเหล่านั้นก็ปรากฏขึ้นมาทำให้เราเดือดร้อน เราเคยฆ่าปู ฆ่าปลา เราเคยเถียงพ่อเถียงแม่ บาปกรรมที่เราเคยทำมาแต่ก่อนโน้นมันก็ปรากฏขึ้นมา เพราะอะไร เพราะว่าจิตใจของเรามันขุดลึกลงไป ด้วยอำนาจของสติที่ปรากฏชัด เราเคยทำให้คนอื่นเสียใจ ข่มเหงชำเราบุคคลอื่น ลักเล็กขโมยน้อย กินเหล้าเมาสุรา บาปกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เราทำไว้แต่ก่อนนั้นแหละ ด้วยอำนาจของสติที่ปรากฏชัดก็ขุดลึกลงไป ทำให้เรานึกถึงบาปแล้วก็จิตใจเศร้าหมองขึ้นมา ถ้าในลักษณะอย่างนี้เราต้องกำหนดว่า “คิดหนอๆ” อันนี้ไม่ถือว่าผิดปกติ ถือว่าเป็นธรรมดาของอารมณ์กรรมฐาน เรากำหนดว่า “คิดหนอๆ” บาปกรรมเหล่าใดที่เราทำด้วยอกุศลจิตที่ไม่แรง คือเราไม่มีเจตนามากเรากำหนดว่า “คิดหนอๆ” มันก็หายไป แต่ว่าบาปกรรมเหล่าใดที่เราทำด้วยเจตนาที่รุนแรง อย่างเช่นเราฆ่าสัตว์ด้วยอานุภาพของความโกรธ มีจิตใจรุนแรงในการอาฆาต ในการพยาบาทภาพเหล่านั้นมันก็หายช้า บาปเหล่านั้นมันก็ลบเลือนจากจิตจากใจของเราช้า บางครั้งเราต้องกำหนด ๓ วัน บางครั้งเราต้องกำหนด ๕ วัน “คิดหนอๆ” อยู่อย่างนั้น บาปมันก็ยังปรากฏอยู่อย่างนั้นบางครั้งเราต้องกำหนด ๗ วันก็มี บาปนั้นจึงหายไป หรือบุคคลใด เคยทำให้พ่อให้แม่เสียใจ เคยเถียงพ่อเถียงแม่ เคยด่าพ่อด่าแม่ ทำให้พ่อแม่ร้องไห้ ทำให้น้ำตาอาบหน้าถ้าผู้ใดมาประพฤติปฏิบัติธรรม เวลาจิตมันจะสงบ “พองหนอ ยุบหนอ” มันดิ่งเข้าไปๆ มือของเรามันแน่นเข้า ตัวของเรามันเบาเข้า แทนที่จิตใจมันจะสงบ เวลานั่งก็ดิ่งเข้าๆๆ เต็มที่แล้ว มันกลับคลายออกไป อารมณ์ความรู้สึก อารมณ์นั้นมันก็คลายออกเป็นเพราะอะไร เพราะบาปกรรมที่เราทำนั้นมาปรากฏชัดในขณะนั้น คือเรารวมเข้าๆๆ บาปกรรมที่เราทำให้พ่อแม่เสียใจนั้นมาปรากฏก็ทำให้สมาธิมันคลายตัว เราต้องกำหนด “เห็นหนอๆ” หรือ “คิดหนอๆ” กำหนดอยู่อย่างนั้นตั้งสติให้ดี ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บาปเหล่านั้นมันค่อยหมดไปๆ บางคนก็ ๒ อาทิตย์ บางคนก็ ๑ เดือนก็มี แล้วแต่อานุภาพของบาปว่าเราจะทำบาปนั้นมากน้อยขนาดไหน นี่ถ้ามาประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วเราต้องแข็งใจในการกำหนด แข็งใจในการภาวนา แข็งใจในการกระทำความเพียร โดยเฉพาะการกำหนด เมื่อจิตมันฟุ้ง เมื่อจิตมันปรุง เมื่อจิตมันคิดถึงบาป เมื่อจิตมันเกิดราคะ โทสะ โมหะ เราก็อย่าถอย ให้เรากำหนดว่า “ราคะหนอๆ” ถ้ามันโกรธก็ “โกรธหนอๆ” ถ้ามันหงุดหงิดก็ “หงุดหงิดหนอๆ” อันนี้เป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมเบื้องต้น ถ้าเรากำหนดได้อย่างนี้ก็จะเป็นเหตุให้ใจของเราสะอาดขึ้น เมื่อใจของเรามันสะอาดขึ้นบาปที่เราคิดทั้งหลายทั้งปวงมันจางหายไป จิตใจของเราเป็นบุญเป็นกุศล จิตของเรามันเริ่มใสๆ ใสขึ้นๆ สะอาดขึ้นก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปีติขึ้นมา เกิดน้ำตาไหล เกิดขนพองขึ้นมา คิดว่าเราทำไมไม่มาบวชตั้งแต่โน้น ตั้งแต่เราออกโรงเรียนใหม่ๆ แต่ทำไมเราแก่แล้วเราถึงมาบวชเสียเวลาไม่มีประโยชน์เลย เราไปเที่ยวเราไปเล่นเราไปทำการงานทางโลก ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารตายไปแล้วก็เอาไปไม่ได้ นี้จิตใจมันเกิดศรัทธา เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาสู้เรามาบวชไม่ได้ เรามาบวชแล้วเราประพฤติศีล ประพฤติสมาธิ เจริญวิปัสสนากรรมฐานได้บรรลุมรรคผลนิพพานมันปรากฏขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ จิตมันเริ่มใส ใจมันก็เริ่มเป็นบุญเป็นกุศลขึ้นมา ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปีติ เกิดปัสสัทธิขึ้นมา เกิดความสงบกาย สงบจิต แต่ก่อนโน้นเราปรุงไปคิดถึงอารมณ์โน้นบ้าง ปรุงไปคิดถึงอารมณ์นี้บ้างอยู่ไม่เป็นสุขคล้ายๆ กับลิง ๕๐๐ ตัว เดี๋ยวก็เกาตรงโน้น เดี๋ยวก็เกาตรงนี้ เดี๋ยวก็กระโดดโลดเต้นไปกิ่งไม้น้อยกิ่งไม้ใหญ่อันนี้เป็นลักษณะของลิง จิตใจของเรามันก็ไม่ต่างอะไรจากลิง คิดถึงอารมณ์โน้นแล้วยังไม่จบ คิดถึงอารมณ์ใหม่อีก ยังไม่พอยังคิดถึงอารมณ์ต่อไปอีกเรื่อยๆ นี้ลักษณะจิตของเราโดดไปสู่อารมณ์โน้นบ้าง อารมณ์นี้บ้าง ไขว่คว้าเอาอดีตบ้าง อนาคตบ้าง เป็นบาป เป็นราคะ เป็นโทสะต่างๆ เข้ามาให้จิตใจของเราเดือดร้อน นี้ลักษณะอารมณ์ จิตของเราเป็นปกติอย่างนั้น แต่ถ้าเราเกิดอารมณ์ปัสสัทธิแล้ว เกิดสมาธิแล้ว อารมณ์ที่เกิดปัสสัทธินั้นแหละก็จะทำให้กายของเรามันสงบ แต่ก่อนนั้นกายของเราเป็นครุกาย กายหนัก เวลาจะเดินมันก็หนัก จะยกแข้งยกขาจะก้าวจะเหยียด มันก็คล้ายๆ กับเหน็ดๆ เหนื่อยๆ เมื่อยๆ ล้าๆ ไม่กระปรี้กระเปร่า แต่เมื่อเราเกิดปัสสัทธิ เรียกว่ากายปัสสัทธิ กายของเรามันเบาเหมือนกับนุ่น เบาเหมือนกับไม่มีน้ำหนัก มีความชำนิชำนาญ มีความคล่องแคล่ว เวลาเดินจงกรมเป็นชั่วโมงก็ไม่เหน็ดไม่เหนื่อย เวลามานั่งก็ไม่เจ็บแข้งปวดขา เรียกว่ากายมันสงบในลักษณะอย่างนั้น มีอาการเคลื่อนไหวกายช้าๆ มีการเคลื่อนไหวกายโดยมีสติไม่อยากจะเคลื่อนไหวกาย อยากจะอยู่นิ่งๆ เฉยๆ นี้ในลักษณะของกายปัสสัทธิมันปรากฏขึ้นมา บางครั้งจิตของบุคคลนั้นเป็นจิตตปัสสัทธิคือมีจิตใจสงบ แต่ก่อนโน้นเราบริกรรมอย่างไรๆ จิตใจของเราก็ไม่สงบต้องคอยกำหนด “คิดหนอๆ” บางครั้งเรากำหนดเป็นชั่วโมง “คิดหนอๆ” มาเดินจงกรมก็ไม่ทำอะไรก็กำหนด “คิดหนอๆ” อยู่อย่างนั้น บางครั้งยืนเป็นชั่วโมงก็ไม่ได้เดินขวาย่าง ซ้ายย่างเอาแต่กำหนด “คิดหนอๆ” อยู่อย่างนั้น เวลานั่งภาวนาแทนที่จะเห็นอาการพองอาการยุบกลับ “คิดหนอๆ” เพราะอะไร เพราะอารมณ์มันมากเหลือเกิน ความคิดมันมาก อันนี้เรียกว่าจิตที่ยังไม่สงบเป็นอย่างนั้น แต่เมื่อจิตเกิดอาการของปัสสัทธิเรียกว่าจิตตปัสสัทธิปรากฏขึ้นมา เราภาวนา “พองหนอ” “ยุบหนอ” ธรรมดานี้แหละจิตมันก็รวมเข้าๆๆๆ สงบฟับลงไป เราอยากจะให้มันคิดมันก็ไม่คิด เราอยากจะให้มันปรุงมันก็ไม่ปรุง เราอยากจะให้มันแต่งมันก็ไม่แต่ง เราคิดไปถึงราคะมันก็ไม่เกิด คิดไปถึงโทสะอารมณ์ที่เราเคยไม่ชอบใจมันก็ไม่เกิด เพราะอะไร เพราะช่วงนั้นอารมณ์ของปัสสัทธิ อารมณ์ของจิตตปัสสัทธิมันปรากฏขึ้นมา มันเป็นอารมณ์ที่เหนือคำบรรยาย แต่ก่อนโน้นเราเคยปรุง เคยฟุ้ง แต่วันนี้ทำไมจิตมันสงบเหลือเกิน เราจะให้มันปรุงมันก็ไม่ปรุง จะให้มันแต่งมันก็ไม่แต่ง บางคนก็คิดว่าตนเองได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน บางครั้งก็คิดว่าตนเองได้เป็นพระสกทาคามี บางครั้งความโกรธมันไม่เกิด ความโลภมันไม่เกิด ความหลงไม่เกิด ก็คิดว่าตนเองได้บรรลุเป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์แล้วก็มี เพราะอะไร เพราะกายปัสสัทธิ จิตปัสสัทธิมันปรากฏขึ้นมา ความโกรธ ความโลภ ไม่เห็น ไม่เกิดไม่มีแล้วมันจะต้องเป็นอะไร ก็เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ อะไรทำนองนี้ ถ้าบุคคลเกิดขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้แล้วจะขยันหมั่นเพียร เดินจงกรมนั่งภาวนา ประพฤติปฏิบัติเอาเป็นเอาตาย ประพฤติปฏิบัติจริงจัง หวังเอามรรคผลนิพพานเป็นที่พึ่ง เป็นหลักชัยจริงๆ บุคคลผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรม เมื่อจิตมันคลายจากบาป จิตมันใสขึ้นมันจะเป็นไปในลักษณะอย่างนี้ เกิดปัสสัทธิ เกิดปีติขึ้นมา บางคนก็ตัวโยกตัวโคลงตัวเบา บางคนก็เกิดตัวเย็นซาบซ่านทั่วสรรพางค์กาย ซึ่งแต่ก่อนโน้นเราไม่เคยเจอ เราไม่เคยพบ เราไม่เคยปรากฏขึ้นที่กายที่ใจของเรา แต่เมื่อเรามาประพฤติปฏิบัติ เมื่อเกิดปีติขึ้นมาแล้วทำให้กายของเรามันเย็นยะเยือก จะว่าเย็นพัดลมก็ไม่ใช่ เย็นแอร์ก็ไม่ใช่ เย็นอาบน้ำก็ไม่ใช่ เย็นน้ำแข็งก็ไม่ใช่ มันเย็นเข้าไปในกระดูก เย็นไปทั่วขุมขน เย็นไปในห้วงแห่งจิตของเรา ในก้นบึ้งในจิตของเรา เป็นอารมณ์ที่ซาบซ่านเป็นอารมณ์ที่สบายเป็นอารมณ์ที่เหนือคำที่เราจะจำนรรจา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความเพียร เกิดความอดทน เกิดความมุมานะ เกิดความบากบั่นขึ้นมา ถ้าเราได้บรรลุมรรคผลนิพพาน มันจะมีความสุขขนาดไหน แม้แต่เราเกิดปีติเล็กๆ น้อยๆ มันก็ยังประมาณนี้ แต่ก่อนนี้เราคิดว่ารูปมันเป็นของที่ทำให้เกิดความสุข เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี บ้านก็ดี อำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ก็ดี หรือว่าทรัพย์สินเงินทองจะให้เกิดความสุขก็ดี แต่ก่อนโน้นเราคิดอย่างนั้น แต่เมื่อเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วเราเกิดปีติแล้ว เราเข้าใจว่าสิ่งที่ให้เราเกิดความสุขจริงๆ นั้นเป็นความสุขภายใน ความสุขที่ละเอียด ความสุขที่สุขุม ความสุขที่ลุ่มลึก ความสุขที่คัมภีรภาพ ความสุขที่ประณีต ความสุขที่นุ่มนวลจริงๆ แล้วเป็นความสุขภายใน ไม่ใช่ความสุขภายนอก ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากตาเห็นรูป ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากหูได้ยินเสียง ไม่ใช่เกิดความสุขที่จมูกได้กลิ่นลิ้นได้รสกายถูกต้องสัมผัสต่างๆ แต่เป็นความสุขที่เกิดจากความวิเวก ความสุขที่เกิดปีติ ความสุขที่เกิดจากปัสสัทธิ เกิดเป็นความสุขขึ้นมา นี้เราก็จะเกิดศรัทธา เกิดความเลื่อมใส สัมมาทิฏฐิปรากฏในจิตในใจของเรา เห็นแสงสว่าง เห็นแสงเงินแสงทอง สาดส่องขึ้นมาแล้ว รู้ว่าพระศาสนานั้นมีความหมาย รู้ว่าคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหนทางหลีกออกจากความทุกข์แล้ว เกิดความขยันขันแข็งในการประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว แต่ถ้าเราประพฤติปฏิบัติธรรมไป บางคนมีบุญวาสนาบารมีทางฌานจิตใจของบุคคลผู้นั้นจะไม่ขึ้นไปสู่วิปัสสนาญาณโดยทีเดียว จิตของบุคคลนั้นก็จะเข้าสู่อารมณ์ของฌานก่อน คือเข้าอารมณ์ของปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ถ้าผู้ใดเข้าถึงอารมณ์เหล่านี้แล้วจิตมันจะดิ่งลงไปๆๆ แต่เมื่อเวลามันถอยมาแล้ว มันก็ถอยจากจตุตถฌานมาตติยฌาน จากตติยฌานมาทุติยฌาน ถอยออกจากทุติยฌานมาปฐมฌาน ถอยออกมาอุปจารสมาธิ ถ้าผู้ใดทรงอยู่ในอุปจารสมาธิได้ บางคนก็เห็นพ่อเห็นแม่ที่ตายไปแล้วตั้งแต่นานๆ มาขออาหาร มาขอส่วนบุญบ้าง บางคนก็ต้องร้องห่มร้องไห้ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ได้ บางคนตั้งแต่สามีตายไม่เคยเห็นหน้า ฝันไม่เคยฝันถึง แต่เมื่อมาประพฤติปฏิบัติ สามีตายไปแล้วตั้ง ๕ ปี ๖ ปี ๑๐ ปี มานั่งภาวนาแล้วเห็นสามีมาขอส่วนบุญส่วนกุศล เห็นสามีมายืนอยู่ข้างๆ อย่างนี้ก็มี เกิดปีติขึ้นมาร้องห่มร้องไห้อย่างนี้ก็มี หรือว่าบางคนบางท่านมานั่งภาวนาแล้วก็เวลาจิตมันถอยออกจากปฐมฌานมาสู่อุปจารแล้วก็เห็นเปรตก็มี เห็นเปรตอสุรกายมาปรากฏก็มี พอถึงวันธรรมดาก็อาจจะเป็นเปรตตัวน้อยๆ แต่วัน ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็เป็นเปรตตัวใหญ่ๆ อสุรกายตัวใหญ่ๆ มาปรากฏ ทำให้เกิดความกลัวก็มี ทำให้เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาปก็มี บางรูปบางท่านเมื่อจิตเข้าสู่ฌานธรรมในขณะที่ยืนจิตมันถอยออกมาอุปจารในขณะนั้นก็เกิดเห็นพวกผีหัวขาด ยืนอยู่ข้างทางเดินจงกรมเต็มไปหมดก็มี ในลักษณะของบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมเมื่อจิตใจสงบแล้วมันจะเป็นอย่างนั้น เมื่อเราเห็นอย่างนั้นแล้วก็เกิดความกลัว เกิดความสะดุ้ง เกิดคิดว่าผลบุญมันมีจริง ผลบาปมันมีจริง ภูตผีวิญญาณ ภพนี้ภพหน้าอะไรมีจริง ไม่ได้เชื่อใคร เชื่อด้วยตนเอง เชื่อด้วยสภาวะของตนเองในลักษณะอย่างนั้นก็มี อันนี้เรียกว่าบุคคลผู้มีบุญบารมีทางฌาน แต่เมื่อปัญญาเกิด คือบุคคลนั้นมากำหนดอารมณ์ปัจจุบันให้ทัน เห็นอาการพอง อาการยุบ อาการก้าว อาการเหยียด จะคู้ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน มีสติกำหนดรู้อาการนั้นๆ คู้ก็รู้ว่าคู้ เหยียดก็รู้ว่าเหยียด ก้มก็รู้ว่าก้ม เงยก็รู้ว่าเงย มีสติรู้อารมณ์นั้นวิปัสสนาญาณมันก็จะเกิดขึ้นมา เมื่ออารมณ์ของวิปัสสนาญาณมันเกิดขึ้นมา ก็ขึ้นสู่อารมณ์ของวิปัสสนาญาณอันนี้เรียกว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมจะเป็นไปในลักษณะอย่างนี้ บางคนก็เกิดศรัทธามากก็อยากจะขายที่ไร่ที่นามาอุปถัมภ์อุปฐากพระศาสนา บางคนก็เกิดความรู้มากก็เทศน์ทั้งวันทั้งคืนก็มี บางคนเกิดศรัทธามาก เกิดอดอาหาร เกิดอดหลับอดนอน เดินจงกรมนานๆ เกิดยืนขาเดียวอะไรทำนองนี้ทรมานตนเองก็มี อันนี้เป็นลักษณะของการประพฤติปฏิบัติธรรม สิ่งเหล่านี้ทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาจากจิตของเรา จิตของเราเป็นตัวสร้าง จิตของเราเป็นตัวสั่ง จิตของเราเป็นตัวทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาทั้งนั้น จะศรัทธาก็เกิดขึ้นมาจากจิต จะทรมานตนก็เกิดขึ้นมาจากจิต จะเข้าฌานก็เกิดขึ้นมาจากจิต จะเห็นอะไรต่างๆ ก็เห็นที่จิตของเรา ไม่ได้เห็นด้วยตาเนื้อ แต่เห็นด้วยอำนาจจิตของเรา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นมาด้วยผลของการประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าพวกเราทั้งหลายตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมจริงๆ แล้วบางคนก็เกิดผลช้า บางคนก็เกิดผลเร็ว ความเพียรอาจจะมากอาจจะน้อยต่างกัน ไม่ใช่ว่าคนที่มีความเพียรมากจะบรรลุมรรคผลนิพพานเร็วโดยส่วนเดียวนั้นก็ไม่ใช่ บางคนปฏิบัติธรรมไม่มากแต่บรรลุมรรคผลนิพพานเร็วก็มี อันนี้มันแล้วแต่ปฏิปทา ท่านกล่าวไว้ว่า บางคนบางท่านก็เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา คือเวลาประพฤติปฏิบัติธรรมอาจจะปฏิบัติลำบากแล้วก็รู้ได้ช้าเรียกว่าเป็นประเภทมันทบุคคล บุคคลมีปัญญาน้อย กำหนดรูปไม่ค่อยทัน กำหนดนามไม่ค่อยทัน กำหนดจิต กำหนดใจก็ไม่ค่อยทันในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นประเภทมันทบุคคลมีชวนจิตช้า เวลาบริกรรมก็ “พองหนอ” “ยุบหนอ” กว่าที่จิตมันจะเป็นอุปจารสมาธินั้นก็นาน เมื่อจิตเป็นอุปจารสมาธิแล้วเป็นอัปปนาสมาธิก็นาน อันนี้เรียกว่ามันช้า เพราะว่าวิถีจิตของผู้เป็นมันทบุคคลนั้นเกิดอยู่ คือบริกรรมเสียก่อนจึงมีอุปจารสมาธิ แล้วจึงมีอัปปนาสมาธิ แต่บางคนบางท่านก็เป็นประเภท ติกขบุคคล คือมีปัญญามาก ผู้มีปัญญามากนี้จะไม่มีบริกรรม “พองหนอ” “ยุบหนอ” บุคคลผู้เป็นติกขบุคคลจะไม่มีบริกรรม เวลาเราจะบริกรรมแล้วมือของเรามันจะแน่นเข้าๆๆๆๆ แล้วมันก็ดับลงไปเอง ถ้าผู้ใดมีปัญญาน้อย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีปัญญาน้อย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีปัญญามาก ท่านให้เราสังเกตดูสภาวธรรมไม่ต้องเชื่อครูบาอาจารย์ เราต้องเอาสภาวธรรมนั้นเป็นครูคอยดูว่าเราเป็นผู้มีปัญญามากหรือปัญญาน้อย ถ้าผู้ใดมีปัญญาน้อยท่านกล่าวว่าเวลาบริกรรม “พองหนอ” “ยุบหนอ” กว่าที่มันจะสงบมันก็นานแล้วมือของเรามันก็เริ่มแน่นเข้าๆๆๆๆ กว่าที่มันดับมันก็นาน เมื่อมันดับพึบลงไปแล้ว เวลารู้สึกตัวมาเราต้องบริกรรมอีกเสียก่อน เพื่อให้แน่นเข้าๆๆ แล้วก็ดับลงไปอีก เวลามันถอยออกมาอีกเราก็ต้องบริกรรมนานก่อนแล้วมันค่อยแน่นเข้าๆๆๆ แล้วก็ดับลงไปอีก อันนี้เรียกว่าวิถีของมันทบุคคล แต่ว่าวิถีของติกขบุคคลเราจะบริกรรม “พองหนอ” “ยุบหนอ” พองหนอยังไม่ยุบเลยก็แน่นเข้าๆๆ ดับฟึบลงไปเลย พอดับฟึบลงไปรู้สึกตัวขึ้นมาเรายังไม่บริกรรม เราเพียงแต่สำเหนียกว่าจะบริกรรมพองนี้มันดับลงไปอีก พอดับลงไปอีกรู้สึกตัวขึ้นมา เราว่าจะบริกรรม “พอง” มันก็ดับลงไปอีก เพียงแต่เราเพ่งสติจะบริกรรมมันก็ดับฟึบลงไป อันนี้เรียกว่าเป็นติกขบุคคล ดับลงไปก็อยู่ในระหว่างโคตรภูญาณ ขณะที่ดับลงไปก็เป็นมรรค ขณะที่มันจะดับเราบริกรรมมันอยู่ในระหว่างโคตรภูญาณขณะมันดับลงไปขณะจิตแรกก็เป็นมรรคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณไป ถ้าเราดับด้วยอำนาจของการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจะเป็นอย่างนั้น อันนี้การประพฤติปฏิบัติธรรมก็แล้วแต่ปฏิปทาของแต่ละคนแต่ละท่าน ไม่ใช่ว่ามาประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วจะบรรลุมรรคผลนิพพานเร็วเหมือนกันหมด ไม่ใช่ ต้องอาศัยบุญเก่า อานิสงส์เก่า เรียกว่าปุพเพกตปุญญตาที่เราได้สั่งสมอบรมมาแต่ภพก่อนชาติก่อน ว่าเราเป็นประเภทมันทบุคคลหรือว่าติกขบุคคล ผู้มีปัญญาน้อยหรือมีปัญญามาก เพราะฉะนั้นเวลาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้เรานั้นทำเต็มที่ เราเดินจงกรมตั้งใจให้ดี นั่งภาวนาตั้งใจให้ดี ครูบาอาจารย์แนะนำพร่ำสอนให้เรามีสติทันปัจจุบันธรรมอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น โดยที่เราวางใจเฉยๆ แต่เราทำเต็มที่นั้นแหละเป็นหนทางที่ให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ไวที่สุด เพราะว่าฐานของการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นท่านกล่าวว่า ต้องทำใจของเราให้เป็นกลาง คือเวลาเราประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเราประคองที่จิตของเรา ให้ใจของเรามันเป็นกลางๆ ให้มีสติกำหนดรูปนามให้ทันปัจจุบันธรรม เมื่อเรามีใจเป็นกลางกำหนดรูปนามให้ทันปัจจุบันธรรมนั้นแหละ วิปัสสนาญาณจะเกิดขึ้น อารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นมาเราก็ไม่ไปปรุงแต่งกำหนดว่า “เห็นหนอๆ” ถ้ามันเห็นรูปก็ “เห็นหนอๆ” ถ้าร่างกายของเรามันแข็งก็ “แข็งหนอๆ” ถ้ามันปวดมันทุกข์ก็ “ปวดหนอๆ” “ทุกข์หนอๆ” ถ้ามันคิดก็ “คิดหนอๆ” เราไม่ต้องไปกังวลเรื่องสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นมา ไม่ต้องไปกังวลว่ามันจะสงบหรือไม่สงบ มันจะฟุ้งหรือมันไม่ฟุ้ง หน้าที่ของเราก็คือกำหนด ถ้ามันฟุ้งรำคาญเราก็กำหนดว่า “ฟุ้งหนอๆ” แต่เมื่อวิปัสสนาญาณมันแก่กล้าด้วยอำนาจที่เรากำหนดทันปัจจุบันธรรมมาก วิปัสสนาญาณมันก็จะเกิดขึ้นแก่กล้าขึ้นมาแล้วมันจะสงบเอง แต่สงบด้วยอำนาจของวิปัสสนาญาณ บางคนบางท่านมาประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดพิชโสภาราม ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรมตลอด ๗๕ วัน เข้ากรรมฐาน ๗๕ วันเดินจงกรมตั้งแต่เช้าไปหาค่ำ ปฏิบัติธรรม เดินนั่งๆๆ อยู่อย่างนั้นไม่พูดไม่คุย เดือนหนึ่งผ่านไปไม่สงบก็มี ก็คิดว่าตนเองนั้นไม่มีบุญวาสนาบารมีหรืออย่างไร มาบอกครูบาอาจารย์ว่าประพฤติปฏิบัติธรรมไม่เคยย่อท้อ หนักก็เอาเบาก็สู้ เดินนั่งๆๆ ตามครูบาอาจารย์ทุกอย่าง เขาให้นอน ๔ ทุ่ม ไปนอน ๖ ทุ่ม เขาให้ตื่นตี ๓ ครึ่งไปตื่นตี ๒ ตื่นตี ๓ ครึ่ง ไปตื่น ตี ๓ ทำความเพียรอยู่เป็นประจำในลักษณะอย่างนี้ แต่ความสงบไม่เกิดมีเลยก็มี บางคนตลอดพรรษาทั้งพรรษาไม่เคยสงบเลยก็มี เพราะอะไร เพราะบุคคลผู้มีบุญวาสนาทางวิปัสสนาญาณนั้น เพียงแต่สงบครั้งเดียวก็เป็นการบรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว เป็นการบรรลุเป็นพระโสดาบัน สกิทา อนาคา เป็นพระอรหันต์ไปแล้ว เพราะอะไร เพราะบารมีของบุคคลนั้นหนักไปในทางวิปัสสนาญาณ แต่เมื่อบุคคลใดเคยผ่านการประพฤติปฏิบัติธรรมครั้งใดครั้งหนึ่ง บางครั้งมันก็สงบเป็นผลสมาบัติบ้าง เป็นผลจิตบ้าง อันนี้ก็เป็นธรรมดาของบุคคลผู้มีบุญวาสนาบารมีในลักษณะอย่างนั้น แต่ถ้าบุคคลยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพานแปลว่าบุญบารมีเขาได้ฌาน บางครั้งสมถะกับวิปัสสนามันเท่าเทียมกัน บางครั้งจิตใจของเรามันก็สงบเป็นฌานได้บ้าง แต่ถ้าบางครั้งวิปัสสนาญาณมันแก่กล้ามาก เราอยากจะเข้าสู่ความสงบอยากอย่างไรๆ มันก็ไม่เข้า จะเคยกำหนดแบบเดิมที่มันเคยเข้ามันก็ไม่เข้า เพราะอะไร เพราะวิปัสสนาญาณในช่วงนั้นมันแก่กล้า นี้การประพฤติปฏิบัติธรรมเราต้องรู้อารมณ์ ไม่ใช่ว่าเราเคยสงบแล้วก็บังคับให้มันสงบ มันเคยนิ่งก็บังคับให้มันนิ่ง บางครั้งมันก็ไม่สงบ บางครั้งมันก็ไม่นิ่ง เป็นไปตามอำนาจของอารมณ์วิปัสสนา มันเป็นไปตามอำนาจของอารมณ์ของกรรมฐาน เพราะฉะนั้นหน้าที่ของผู้ประพฤติปฏิบัติก็มี ๑. ปฏิบัติ ๒. กำหนด หน้าที่ของเรา หนาวปฏิบัติ ร้อนปฏิบัติ ขี้เกียจปฏิบัติ เช้าปฏิบัติ บ่ายปฏิบัติ เย็นปฏิบัติ หน้าที่ของเราก็คือปฏิบัติกับกำหนด มีอะไรเกิดขึ้นมากำหนด มีอะไรเกิดขึ้นมาไม่ต้องปรุงไม่ต้องแต่ง กำหนด “คิดหนอๆ” “เห็นหนอๆ” “ได้ยินหนอๆ” “สงสัยหนอๆ” กำหนดตามอารมณ์ต่างๆ นี่เรียกว่าหัวใจของการประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเราต้องพยายามทำให้เห็นต้นเกิดของรูปของนาม พยายามเห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่ของรูปของนาม ต้นเกิดของรูปของนามก็คือ ต้นพอง กลางพอง สุดพอง ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ นี้เราต้องพยายามให้เห็น ถ้าเราพยายามให้เห็นอย่างนี้แหละ สติมันจะเกิดขึ้นมาไว สมาธิมันจะเกิดขึ้นมาไว การประพฤติปฏิบัติธรรมจะได้ผลไว เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเราประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะเห็นความเกิดความดับของรูปของนาม ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมเห็นความเกิดดับของรูปของนาม ศีลก็อยู่ตรงนั้น สมาธิก็อยู่ตรงนั้น วิปัสสนาญาณก็อยู่ตรงนั้น การบรรลุมรรคผลนิพพานก็อยู่ตรงนั้น คืออาการที่เราจะดับกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด ดับความโกรธก็ดี ดับความโลภก็ดี ดับความหลงก็ดี มันดับอยู่ตรงไหน ดับตรงที่รูปมันดับ ดับตรงที่จิตมันดับ คือนามมันดับ เราบริกรรม “พองหนอ” “ยุบหนอ” ไปเห็นอาการพองมันเร็วขึ้นๆๆๆ มันดับพึบลงไป เราจำได้ว่ามันดับลงไปตอนท้องพองหรือท้องยุบ ขณะที่มันดับลงไปกายของเรามันก็ดับไป ใจของเราก็ไม่รู้ หูของเราก็ไม่ได้ยิน คำบริกรรมมันก็ดับ จิตมันก็ดับ ความรู้สึกมันก็ดับ ดับลงไปในขณะนั้น นี้เรียกว่าดับด้วยอำนาจของวิปัสสนาญาณ กิเลสมันก็ดับไปด้วยตามอำนาจของมรรคที่มันเกิดขึ้นมา บางคนบางท่านบริกรรม “พองหนอ” “ยุบหนอ” อาการพองยุบมันแน่นเข้าๆๆ เมื่อแน่นเข้าเต็มที่มันดับลงไป ขณะที่มันดับลงไปกายมันก็ดับ คำบริกรรมมันก็ดับ จิตมันก็ดับ ความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงมันก็ดับลงไปในขณะนั้น เราก็จำได้ว่ามันดับลงไปตอนไหนตอนท้องพองหรือตอนท้องยุบเราสามารถที่จะรู้ได้ ในลักษณะอย่างนี้ก็ถือว่ามันดับด้วยอำนาจของวิปัสสนา
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 [1 ] 2 3 ... 67