[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
12 กรกฎาคม 2563 19:48:46 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 32
1  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / Re: ถาม-ตอบปัญหาธรรม กับพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2563 15:06:28
.





พระนิพพานหมายถึงการดับของดวงจิตด้วยหรือเปล่าเจ้าคะ
ถาม: พระนิพพานคือการดับการเกิด และหมายถึงการดับของดวงจิตด้วยรึเปล่าเจ้าคะ

พระอาจารย์: ไม่หรอก เป็นการดับของกิเลสที่มีอยู่ในจิต นิพพานนี้เป็นการดับของกิเลสตัณหาโมหะอวิชชา ไม่มีหลงเหลืออยู่ภายในจิต จิตไม่ได้ดับ จิตยังอยู่เหมือนเดิม จิตเหมือนเสื้อที่ได้รับการซักฟอกแล้ว พอเสื้อสกปรกเราก็เอาไปซัก พอซักเสร็จ อะไรหายไปล่ะ คราบสกปรกหายไป แต่เสื้อไม่ได้หายไป ฉันใดใจของเราก็มีคราบสกปรกคือกิเลสตัณหาติดอยู่ในใจของเรา พอเราปฏิบัติธรรมสำเร็จปั๊บนี่ คราบกิเลสที่ติดอยู่ในใจก็หายไปหมดเลย เราก็เลยเรียกใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสตัณหานี้ว่า “นิพพาน” นี่เอง



ไม่ได้อยู่ที่การสวด
ถาม: บทสวดมหาสมัยสูตร สามารถสวดที่บ้านได้ไหมครับ

พระอาจารย์: อย่างที่บอกแหละ มันสวดที่ไหนก็ได้ มันเป็นการปฏิบัติ เป็นการเจริญสติ สวดบทไหนก็ได้ มหาสมัยหรือไม่มหาสมัย อิติปิโสหรืออะไร ได้ทั้งนั้น ขอให้สวดแบบมีสติก็แล้วกัน คืออย่าปล่อยให้ใจคิดไปควบคู่กับการสวด ให้อยู่กับการสวดเพียงอย่างเดียว เพื่อทำใจให้นิ่งให้สงบเท่านั้นเอง อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ถามว่าที่เลือกได้ไหม ถ้าเลือกได้ก็ดี ก็คือต้องหาที่มันสงบจะดีกว่าที่ไม่สงบ ที่รอบข้างมีคนวุ่นวายนี้ ส่งเสียงอึกทึกครึกโครมมันก็ลำบาก แต่ถ้าไปอยู่ตามลำพังไม่มีเสียงไม่มีอะไรมารบกวน มันก็จะง่ายกว่า มันก็จะได้ผลดีกว่า ถ้าเลือกได้ก็เลือก ถ้าเลือกไม่ได้อยู่ที่ไหนสวดได้ก็สวดไป มันไม่ได้อยู่ที่สถานที่ อยู่ที่การสวดหรือไม่สวด



นั่งสมาธินานๆ ปวดชาควรทำอย่างไร
ถาม: นั่งสมาธินานๆ เริ่มสงบและเกิดความปวดชา ควรทำอย่างไรครับ ปฏิบัติอย่างไรถึงถูกทางหรือก้าวหน้าขึ้นครับ

พระอาจารย์: เวลานั่งสมาธิแล้วมันเริ่มเกิดอาการเจ็บหรือเกิดอาการชาขึ้นมา ถ้าอยากจะก้าวหน้าก็นั่งต่อไป เหมือนขับรถแหละ พอขับรถไปแล้ว รถมันเริ่มมีปัญหา เช่น ยางอาจจะแตก อย่างนี้ เราก็ต้องซ่อมยาง เสร็จแล้วเราก็ขับรถต่อไป อันนี้ทางปฏิบัติ เรื่องของอาการเจ็บชานี้เป็นเรื่องของร่างกายไม่ใช่เรื่องของจิตใจ เราก็ไม่ต้องไปสนใจมัน เราก็ภาวนาต่อไป ดูลมหายใจต่อไปหรือพุทโธต่อไป แล้วเดี๋ยวถ้าเราเกาะติดกับลมเกาะติดกับพุทโธได้ เดี๋ยวอาการเจ็บชามันก็จะหายไปเอง แล้วจิตเราก็จะสงบเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ



บริกรรมพุทโธแล้วมีความคิดอื่นเข้ามาแทรก
ถาม: ผมบริกรรมพุทโธแล้วมีความคิดอื่นเข้ามาแทรก ควรทำอย่างไรต่อไปดีครับ บางครั้งข่มจิตจนกลายเป็นความเครียดครับ

พระอาจารย์: อย่าไปข่มมัน เราก็ท่องพุทโธของเราไป อย่าไปข่มความคิด อย่าไปสนใจความคิด มันจะแทรกเข้ามาก็ปล่อยมันแทรก เหมือนเราขับรถล่ะ เราก็ขับของเราไป คนอื่นเขาจะแทรกเข้ามาบ้าง ก็ปล่อยเขาแทรกไป เราก็ขับของเราไป อย่าไปวุ่นวายไปกังวลกับการแทรกของคนอื่น ของความคิด ให้อยู่กับพุทโธพุทโธพุทโธไป แล้วเดี๋ยวความคิดที่คอยแทรกเข้ามามันก็จะน้อยลง เบาลงไป แล้วหายไปได้ในที่สุด



มีพระพุทธเจ้าเป็นเพื่อนดีกว่ามีเพื่อนไร้สาระเป็นหมื่นเป็นแสน
ถาม: บางทีพูดน้อยเกินไปไม่ค่อยมีเพื่อนเจ้าค่ะ แต่เขาพูดกันเรื่องไร้สาระ ส่วนใหญ่ เช่น เรื่องกินเรื่องเที่ยว เรื่องความรักแฟน บางทีก็ไม่รู้จะพูดอะไร สรรหาคำพูดไม่ถูกเจ้าค่ะ จะพูดเรื่องไร้สาระก็เหมือนเพื่อเชื่อมความเป็นมิตร ก็ไม่อยากทำเจ้าค่ะ ควรมีทักษะการพูดกับคนอื่นอย่างไรเจ้าคะ ให้มีเพื่อนมากแบบไม่อยากพูดไร้สาระ เหลวไหลเจ้าค่ะ

พระอาจารย์: มีเพื่อนมากแต่เป็นเพื่อนที่ไร้สาระ ก็สู้อย่ามีดีกว่า งั้นอย่าดูจำนวน อย่าดูปริมาณ ให้ดูคุณภาพ มีเพื่อนคนเดียวที่ดีที่สุด มีพระพุทธเจ้าเป็นเพื่อนนี้ดีกว่ามีเพื่อนไร้สาระเป็นหมื่นเป็นแสน มีคนกดไล้ค์เป็นหมื่นเป็นแสน มีพระพุทธเจ้ากดไล้ค์คนเดียวพอ ท่านเคยสอนให้คบบัณฑิต อย่าไปคบคนพาล คนพาลก็คือคนโง่ คนไร้สาระ ให้คบบัณฑิตคนฉลาด คนที่มีแต่สารประโยชน์ต่างๆ


ละบาปสำคัญมากกว่าทำบุญ
ถาม: ขอคำชี้แนะคำว่าละบาปสำคัญมากกว่าทำบุญครับ

พระอาจารย์: เพราะว่าบาปนี้มันมีผลกระทบที่รุนแรงต่อจิตใจนั่นเอง สมมุติว่าตอนนี้เราเป็นมนุษย์ ถ้าเราทำบาปนี้เราจะถูกเลื่อนลงไปจากการเป็นมนุษย์ ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือไปเป็นเปรต เป็นสัตว์นรก แต่ถ้าเราไม่ทำบาปปั๊บเราก็ยังรักษาสถานภาพของมนุษย์ได้ การทำบุญนี้เป็นเพียงการยกระดับให้สูงขึ้น เท่านั้นเอง จากมนุษย์ขึ้นไปเป็นเทพ ถ้าไม่ได้ทำบุญก็เป็นแค่มนุษย์ไปก่อน แต่ถ้าทำบุญก็จะได้ยกระดับขึ้นไปเป็นเทพ เป็นพรหมต่อไป เป็นพระอริยบุคคลต่อไป แต่เบื้องต้นนี้เราต้องอย่าทำบาปก่อน เพราะทำบาปก็เหมือนไปติดคุกนั่นเอง ถ้าเราไม่ทำผิดกฎหมายเราก็ไม่ต้องไปติดคุก ถึงแม้เราไม่ได้ไปทำบุญทำประโยชน์ ไม่ได้รับรางวัลจากสถานที่นั้นสถานที่นี้ แต่เราก็อยู่อย่างอิสระต่อไปได้ งั้นอย่าไปทำบาป แล้วพอเราไม่ทำบาปได้แล้ว ต่อไปถ้าเรามีโอกาสทำบุญได้เราก็ทำไป ถ้าอยากจะทำมันก็มีโอกาสแหละ เพราะบุญมันมีหลายชนิด มันไม่ได้เกิดจากการเสียสละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองแต่เพียงอย่างเดียว การทำประโยชน์สุขให้แก่ผู้อื่นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็เป็นการทำบุญเหมือนกัน นอกจากนั้นยังมีการทำบุญที่เหนือกว่านั้นอีก คือการภาวนา การพัฒนายกระดับจิตใจให้สูงขึ้น อันนี้ก็เป็นการทำบุญเหมือนกัน



อารมณ์ของจิตเมื่อเห็นความตาย ปล่อยวาง เป็นอย่างไรครับ
ถาม: อารมณ์ของจิตเมื่อเห็นความตายแล้ว ปล่อยวางจริงๆ เป็นอย่างไรครับ เมื่อสองสามวันนี้ได้ทราบข่าวมรณภาพของท่านพระอาจารย์สุดใจ ก็เลยพยายามใช้มรณานุสสติให้เจริญขึ้นในใจ จนอยากกราบเรียนถามพ่อแม่ครูอาจารย์ให้ชัดรวบยอดอีกทีว่า อารมณ์เมื่อเห็นความตายเป็นเรื่องปกตินี้ มันเป็นอย่างไรครับ หรือเราต้องฝึกซ้อมเรื่อยๆ หากเราเจอโจทย์จริงๆ ที่ชัดกว่านั้น เช่น พ่อแม่เราเสียขึ้นมา เราถึงจะเจออารมณ์นั้นได้ที่จริงที่ละเอียด ที่นานๆ ยิ่งขึ้นไป เพราะรู้สึกว่าประโยชน์ของมรณานุสสติได้ประโยชน์สูงมากเลยครับ

พระอาจารย์: ก็คือเฉยไง เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา เราในที่นี้หมายถึงใจ เวลาร่างกายตายมันไม่ได้ไปทำให้ใจตายไปด้วย งั้นการที่เราปลงได้ ยอมรับความตายได้ ก็เท่ากับว่าเราปล่อยร่างกายได้ ถ้าปล่อยได้จริงๆ เวลาร่างกายเป็นอะไรเราจะรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าเกิดอาการกลัวขึ้นมา เกิดเครียดขึ้นมา ก็ทดสอบดูสิ ลองไปอยู่ในที่น่ากลัวดู แล้วดูว่าใจจะกลัวหรือไม่ เช่น ไปอยู่ในป่าช้า ไปหาป่าช้าที่ไหนสักแห่ง ค่ำคืนลองเข้าไปนั่งสมาธิ ไปนอนที่นั่นสักคืนหนึ่งดู ดูว่าจะรู้สึกมีความกลัวไหม หรือไม่เช่นนั้นก็ไปอยู่ในป่าที่มีสัตว์ร้าย อะไรทำนองนั้น ดูสิว่าจะมีความกลัวรึเปล่า ถ้าไปแล้วรู้สึกเหมือนกับอยู่ในบ้าน ก็แสดงว่าเราปลงได้



ทางเดินจงกรมที่ถูกต้องควรจะเดินทางไหนดีครับ
ถาม: ทางเดินจงกรมที่ถูกต้องควรจะเดินทางไหนดีครับ ตะวันออกตะวันตก หรือว่าทางเหนือทางใต้ครับ

พระอาจารย์: คือ ทางสายหลวงปู่มั่นนี้ เราให้ความเคารพกับคำสั่งคำสอนของท่าน ท่านแนะว่าควรจะเดินตามแนวตะวัน คือตะวันออกตะวันตก หรือเยื้องได้ ตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้อย่างนี้ สลับกัน แต่อย่าเดิน เขาเรียกว่าอะไร ทานตะวัน อย่าเดินทวนตะวัน คืออย่าเดินตามเหนือใต้ อันนี้ก็ไม่มีใครกล้าถามว่าทำไม ก็เลยไม่มีใครรู้ ก็เพียงแต่รับทราบไว้ แล้วก็พยายามทำตามถ้าทำได้ เวลาทำทางจงกรมก็เอาเข็มทิศมาดู หรือดูดวงอาทิตย์ว่า ทิศตะวันออกทิศตะวันตกอยู่ตรงไหน แต่ถ้าเกิดเราอยู่ในกรณีจำเป็นจริงๆ ที่ไม่สามารถกำหนดทิศได้ เช่น ไปอยู่ไปค้างคืนที่บ้านใครที่ไหนสักแห่งหนึ่งแล้วมันไม่มีที่เดิน ที่เดินที่เราจะเดินได้พอดีมันเป็นทิศเหนือทิศใต้ ก็เดินไปเถิดมันไม่เป็นไร เพียงแต่ว่าถ้าเราทำแบบถาวรทำแบบที่เรากำหนดทิศทางได้ ก็ลองเชื่อฟังครูบาอาจารย์ไป เท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญใหญ่โตอะไร ทำทางทิศตะวันตกเราก็ไม่เดิน ไม่รู้ทำไปทำไม บางคนทำทางจงกรมสวย น่าเดิน แต่ไม่ยอมเดินกันเนี่ย



อยู่กับผู้ที่เครียดมากมีวิธีรับมืออย่างไร
ถาม: ถ้าอยู่กับผู้ที่ชอบเครียดมาก บางทีเราทำอะไรนิดหน่อยเขาก็เครียด แล้วมาโวยวายใส่เรา มีวิธีรับมืออย่างไรเจ้าคะ

พระอาจารย์: ก็ปล่อยวาง คิดว่าเขาเป็นเหมือนดินฟ้าอากาศก็แล้วกัน ดินฟ้าอากาศเดี๋ยวมันก็ร้อนเดี๋ยวมันก็ฝนตก เราก็ไปห้ามมันไม่ได้ เราก็ห้ามเขาไม่ได้ เขาเครียดก็เรื่องของเขา เราอย่าไปเครียดตามเขาก็แล้วกัน ถ้าเราเริ่มเครียดเราก็ใช้พุทโธๆ ของเราหยุดไป อย่าไปพยายามเปลี่ยนเขา เพราะเปลี่ยนไม่ได้ เราก็อย่าหนี ถ้าหนีไม่ได้ก็อย่าหนีถ้ายังต้องอยู่กับเขา เพราะบางทีอาจจะต้องทำงานร่วมกันหรือมีภารกิจร่วมกัน ก็ใช้พุทโธๆ รักษาความเครียดของเรารักษาใจเราไม่ให้เครียด แล้วก็อย่าไปอยากให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เพราะยิ่งจะทำให้เราเครียดขึ้นมาใหญ่



วิธีไม่ผูกใจเจ็บทำอย่างไรคะ
ถาม: พอดีอยากให้แม่เลิกผูกใจเจ็บกับคนค่ะ เลยบอกไปว่า ถ้าผูกใจเจ็บ ชาติหน้าเกิดมาก็จะเจอคนๆนี้อีกนะ ถ้าไม่อยากเจอให้เลิกผูกใจเจ็บ จะได้ไม่ต้องเจอกันอีก การกระทำนี้เป็นการกระทำที่ถูก เหมาะสมหรือไม่คะ

พระอาจารย์: เราก็พูดไปแบบไม่รู้จริงอีกนั่นแหละว่า จะเจอหรือไม่เจอก็ไม่รู้ ต้องบอกว่านี่ เวลาเราโกรธใครนี้เรากำลังทำลายตัวเราเอง เหมือนกับเราเอามีดมาทิ่มแทงจิตใจของเรา เพราะความโกรธนี้เป็นเหมือนมีด เวลาโกรธแล้วใจเราร้อนลุกเป็นไฟขึ้นมา กินไม่ได้นอนไม่หลับ คนที่ถูกเราโกรธเขานอนหลับสบาย เขาไม่เดือดร้อน แต่ไอ้คนที่โกรธเขานี่ โอ๊ย กินไม่ได้นอนไม่หลับ งั้นเราต้องบอกให้เห็นโทษของความโกรธจะดีกว่า เพราะมันจะได้แก้ปัญหาได้ในปัจจุบันเลย พอเรารู้ว่า เอ๊ะ เรากำลังเอามีดมาทิ่มแทงจิตใจเรา เราจะได้หยุดทิ่มแทง เราก็หยุดโกรธเขา เท่านั้นเอง ให้อภัยเขาไป ถือว่าเป็นการใช้หนี้กันก็ได้ หรือว่าเป็นเรื่องสุดวิสัย บางทีมันลิ้นกับฟันมันก็ยังกัดกันได้ ขบกันได้อยู่ งั้นอาจจะมีเรื่องมีราวกัน อะไรก็อย่าไปถือสา มันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ผ่านไปแล้ว อย่ามาทุกข์ใจอีกชั้นหนึ่งให้โง่ไปเปล่าๆพูดง่ายๆ



ถ้าไม่อยากโง่กว่าหมาก็อย่าฆ่าตัวตาย
ถาม : เวลามีปัญหาชีวิตหรือต้องสูญเสียบุคคลจากชีวิตไป หนูจะเศร้ามากและหาวิธีทางออกโดยการฆ่าตัวเองตายทุกครั้ง หนูพยายามบอกจิตอย่างที่พระอาจารย์สอนว่า ตายไปก็ไม่หายทุกข์ ชาติหน้าเกิดมาก็ต้องทุกข์ แต่มันก็หยุดความคิดไม่ได้เลยเจ้าค่ะ มันเลยทำให้หนูท้อที่จะปฏิบัติต่อไป หนูควรทำอย่างไรดี

พระอาจารย์ : ก็ลองเปรียบเทียบเรากับหมาดูซิ หมามันทุกข์ยังไงมันก็ไม่ฆ่าตัวตายเลย เราที่คิดว่าฉลาดกว่าหมา แต่ไปฆ่าตัวตายนี้ก็แสดงว่าเราโง่กว่าหมาซิ ก็ถามตัวเราเอง เราอยากจะโง่กว่าหมาหรืออยากจะฉลาดกว่าหมา หมามันทุกข์ยังไงไม่เห็นมันฆ่าตัวตายเลย มีข่าวหมาฆ่าตัวตายไหม ไม่มีหรอก มีแต่คนฆ่าตัวตาย คนที่ฆ่าตัวตายก็แสดงว่าโง่กว่าหมาแล้ว ถ้าเราไม่อยากจะโง่กว่าหมาเราก็อย่าฆ่าตัวตายเท่านั้นเอง



ต้องเป็นสติที่ไม่คิดปรุงแต่ง
ถาม: เราสามารถปฏิบัติธรรมได้ทั้งวันด้วยการมีสติทำกิจการงานต่างๆ ถูกต้องไหมครับ

พระอาจารย์: ต้องเป็นสติที่ไม่คิดปรุงแต่ง คิดเท่าที่จำเป็น คิดเฉพาะกับงานที่เราทำ แต่ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่ใช่ทำงานมีสติอยู่แต่ก็ยังไปคิดว่าเดี๋ยวจะไปทำอะไรต่อ เดี๋ยวจะไปพบคนนั้นคนนี้ต่อ ให้มันอยู่ในปัจจุบัน อย่าให้มันไปอดีตไปอนาคต ถึงจะถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ถ้าไม่คิดได้ยิ่งดี ถ้ารู้เฉยๆ งานบางอย่างไม่ต้องคิดก็ทำไปโดยที่ไม่ต้องใช้ความคิด ก็หยุดความคิดให้ได้ถึงจะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม เพราะเป้าหมายของการปฏิบัติธรรมก็คือทำใจให้สงบ ใจจะสงบก็ต้องหยุดความคิดให้ได้



มีบาปในใจมีวิธีแก้ไขอย่างไรครับ
ถาม: เมื่อมีบาปในใจ เราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรไม่ให้คิดถึงมันครับ

พระอาจารย์: ก็มีสองวิธี วิธีสติ ก็พุทโธพุทโธสู้กับมันไป วิธีที่สองก็คือปัญญา ให้ดูผลของบาปที่จะตามมาเพื่อให้เกิด “หิริโอตตัปปะ” ขึ้นมาความกลัวบาปขึ้นมา ถ้ารู้ว่าทำแล้วเดี๋ยวติดคุกนี่กล้าไปทำไหม ก็จะไม่กล้าทำ



มหาสติปัฏฐาน ๔ คืออะไรครับ
ถาม: มหาสติปัฏฐาน ๔ คืออะไรครับ

พระอาจารย์: เป็นหลักสูตรวิธีปฏิบัติ “สติ สมาธิ และปัญญา” ของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนพระภิกษุในสมัยพุทธกาล ควรจะไปศึกษาดู อ่านคำแปล อย่าไปอ่านคำบาลี เพราะคำบาลีนี้เราไม่เข้าใจความหมาย แต่คนไม่เข้าใจคิดว่าอ่านบาลีแล้วศักดิ์สิทธิ์กว่าอ่านคำแปล ความจริงนั้นเป็นการเข้าใจผิดคิดว่าอ่านบาลีแล้วได้อ่านคำพูดของพระพุทธเจ้าโดยตรง เพราะอ่านคำแปลแล้วไม่เป็นคำพูดของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่ใช่นะ คำสอนของพระพุทธเจ้านี้สอนเพื่อให้คนฟังเข้าใจไม่ได้สอนให้ได้ยินคำภาษาของพระพุทธเจ้า ให้เราอ่านเพื่อให้เกิดความเข้าใจ พอเข้าใจแล้วเราจะได้รู้จักวิธีที่จะปฏิบัติอย่างถูกต้องที่เราเรียกว่า “ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ” นี่เอง พอปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ “มรรคผลนิพพาน” ก็จะปรากฏตามลำดับต่อไป




ถาม ในขณะเราครองเพศคฤหัสถ์ หากเราปฏิบัติดีสามารถเป็นโสดาบันได้หรือไม่ครับ

พระอาจารย์ คือเป็นเพศอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ เหมือนกับคนที่จะไปจบปริญญาตรีโทเอกนี่ มันไม่ได้อยู่ว่าเป็นผู้หญิงเป็นผู้ชาย เป็นคนรวยหรือเป็นคนจน มันอยู่ที่ว่าเรียนหนังสือตามที่เขากำหนดให้เรียนได้หรือเปล่า แล้วเรียนแล้วเอาไปสอบได้หรือเปล่า พอสอบได้มันก็ได้ปริญญากัน เหมือนกัน ทางธรรมก็แบบเดียวกัน ถ้าอยากจะเป็นโสดาบันนี้ ปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ได้หรือเปล่า แล้วปัญญาก็ต้องระดับที่ละสังโยชน์ ๓ ข้อได้หรือเปล่า ละสักกายทิฏฐิ ละวิจิกิจฉา ละสีลัพพตปรามาสได้หรือเปล่า นี่เป็นข้อสอบของผู้ที่ผ่านขั้นโสดาบันไป จะต้องมีศีลเพื่อสนับสนุนให้มีสติมีสมาธิ เมื่อมีสติสมาธิก็จะได้สนับสนุนให้เจริญปัญญา ให้มีดวงตาเห็นธรรมขึ้นมา เพื่อที่จะไปละสังโยชน์ทั้ง ๓ ข้อนี้ได้ ดังนั้นผู้ใดทำได้ไม่ว่าจะเป็นหญิงเป็นชาย เป็นผู้ครองเรือนหรือเป็นพระก็สามารถบรรลุเป็นพระโสดาบันได้กันทุกคน
ขอแนวคิดเพื่อเป็นกำลังใจให้มีความเพียร“


ถาม: กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ โยมสวดมนต์นั่งสมาธิมาได้ต่อเนื่องระยะหนึ่ง แต่วันหนึ่งความรู้สึกกระตือรือร้นนั้นหายไป ทำได้ไม่ต่อเนื่อง อยากจะขอคำแนะนำหรือแนวคิดเพื่อเป็นกำลังใจให้มีความเพียร ให้ปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องค่ะ

พระอาจารย์: อยากจะมีกำลังใจก็มาฟังเทศน์ฟังธรรมของพระปฏิบัติใหม่ ฟังอยู่เรื่อยๆ แล้วมันจะเป็นเหมือนการชาร์จแบต ชาร์จกำลังใจให้กับเรา เพราะเวลาฟังธรรมนี้มันเหมือนกับท่านเอาตู้พระนิพพานออกมาโชว์สมบัติ เหมือนกับเศรษฐีที่เขามีเพชรมีพลอยมีสมบัติล้ำค่าเก็บไว้ในตู้ พอเขาเอาออกมาโชว์ เราเห็นปั๊บเราก็อยากได้ขึ้นมา พออยากได้ฉันทะก็มาทันที ฉันทะ วิริยะ ก็จะตามมา ครูบาอาจารย์ท่านถึงพยายามบังคับอบรมพระอยู่เรื่อยๆ สมัยที่อยู่กับหลวงตามหาบัว ยุคแรกๆ นี้ท่านว่างท่านไม่ค่อยมีญาติโยม ท่านจะเรียกพระมาอบรมทุก ๔, ๕ วันครั้งหนึ่ง ๔, ๕ วัน ก็เรียกมาฟังธรรม ช่วงที่ไม่ได้ฟังธรรมนี้เป็นเหมือนใบไม้เหมือนดอกไม้ที่มันขาดน้ำ พอมาฟังธรรมนี้เหมือนกับได้น้ำ พอกลับไปนี้ โอ้โฮ กลับไปเดินจงกรมได้เป็นชั่วโมง นั่งสมาธิได้เป็นชั่วโมง แต่ก่อนฟังธรรมนี่ โอ้โหย มันไม่มีกำลังใจ เหมือนกับเข็นครกขึ้นภูเขา ธรรมที่มากระตุ้นให้ใจเกิดฉันทะ วิริยะ คือธรรมอันวิเศษของพระพุทธเจ้ามันหายไป แต่พอมาฟังธรรม มาฟังผลของการปฏิบัติของท่าน มาฟังวิธีการปฏิบัติของท่าน มันก็ทำให้เราเกิดมีกำลังใจอยากที่จะทำต่อ ฉะนั้นพยายามฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ



ทำบุญกุศลอะไรได้บุญมากที่สุด
ถาม: วันพระทำบุญกุศลอะไรได้บุญมากที่สุดครับ

พระอาจารย์: วันไหนมันก็เหมือนกันแหละ บุญที่มากที่สุดก็ต้อง “การภาวนา” แต่การจะภาวนาได้มันก็ต้องรักษาศีลให้ได้ก่อน การจะรักษาศีลได้ก็ต้องทำบุญทำทานให้ได้ก่อน มันเป็นเหมือนขั้นตอนของการเรียนรู้หนังสือแหละ เรียนชั้นไหนจะได้ความรู้มากกว่ากัน ก็เรียนชั้นปริญญาเอกซิ แต่การจะไปเรียนปริญญาเอกได้มันก็ต้องผ่านปริญญาโท ปริญญาตรี ผ่านชั้นมัธยม ชั้นประถมก่อน ต้องไล่ขึ้นไปจากต่ำขึ้นไปหาสูงก่อน ทำบุญทำทานให้ได้ก่อน รักษาศีล ๕ ให้ได้ก่อน แล้วก็รักษาศีล ๘ รักษาศีล ๘ ได้ก็ไปปลีกวิเวกได้ ก็ไปภาวนาได้ ไปอยู่วัดได้ ไปนั่งสมาธิได้ อันนี้ก็ต้องเป็นไปตามกำลังของตน ถ้าไปภาวนาได้ก็ไปเลย ไม่ห้าม ไม่ต้องทำทานก็ได้ แต่ต้องรักษาศีล แล้วพอภาวนานี้เขารักษาศีล ๘ กันขึ้นไป


ธรรมะหน้ากุฏิ - พ.ศ.๒๕๖๓
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
2  สุขใจในธรรม / พุทธวัจนะ - ภาษิตธรรม / Re: "คติธรรม" พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2563 14:49:37
.



ทำดีละบาป
คนที่เคยทำความชั่วมาจะทำความชั่วง่าย พูดโกหกนี้จะเร็ว สะดวก หยิบข้าวของๆคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตก่อน จะทำได้ง่าย ทำได้รวดเร็ว ถ้ามารู้ในภายหลังว่าไม่ดีไม่เจริญ อยากจะเป็นคนดี อยากจะเจริญ ก็ต้องฝึกนิสัยใหม่ เวลาพูดอะไรก็ต้องระมัดระวัง มีสติมีปัญญาคอยกลั่นกรองว่าสิ่งที่จะพูดนั้นถูกผิดอย่างไร จริงหรือเท็จ ถ้าพูดความจริงไม่ได้ ก็พูดเรื่องอื่นแทนหรือไม่พูดเลยจะได้ไม่ต้องพูดปด ข้าวของๆ คนอื่นก็เช่นเดียวกัน ไม่ถือวิสาสะ ถ้าอยากได้ก็ต้องคิดก่อนว่าของนี้มีเจ้าของ ถ้าอยากได้ก็ต้องขออนุญาตก่อน




ทำให้ถูกต้อง ฝึกทำได้ ต่อไปก็จะเป็นนิสัย ก็จะทำง่าย
ดังมีคำพูดว่า คนดีทำดีง่าย คนชั่วทำดียาก คนดีทำชั่วยาก คนชั่วทำชั่วง่าย เพราะความเคยชิน ถ้าเคยชินกับการทำชั่ว ย่อมทำชั่วง่าย ถ้าเคยชินกับการทำความดี ย่อมทำดีง่าย ชีวิตของเราก็อยู่ตรงนี้เอง อยู่ที่ทำดีละบาป กำจัดโลภโกรธหลงที่เป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย ของความทุกข์ ของความชั่วทั้งหลาย ถ้ารู้ว่ายังทำดีไม่ครบก็พยายามทำให้ครบ ถ้ารู้ว่ายังทำบาปอยู่ก็ต้องพยายามตัด ถ้ารู้ว่ายังมีโลภโกรธหลงอยู่ก็ต้องพยายามกำจัด

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี

3  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / ประโยชน์ของการฟังธรรม โดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2563 14:41:26
.





ประโยชน์ของการฟังธรรม

การฟังธรรมตามกาลตามเวลาตามวาระ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นประโยชน์สุขต่อจิตใจ เพราะการฟังธรรมนี้เหมือนกับการอัดฉีด เป็นการให้กำลังใจต่อผู้ศึกษาต่อผู้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ทางสายปฏิบัติท่านให้ความสำคัญต่อการแสดงธรรมอบรมสั่งสอนอย่างมากโดยเฉพาะหลวงตามหาบัว สมัยที่ไปอยู่กับท่าน ช่วงแรกๆ ช่วงนั้นท่านยังไม่มีญาติโยมไปรบกวนท่านมาก ท่านเลยมีเวลาอบรมสั่งสอนพระเณรอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทุก ๔ – ๕ วัน ท่านก็จะเรียกพระเณรมาอบรม มาแสดงธรรมให้ฟัง ๑ ครั้ง ทุกครั้งที่ได้ยินได้ฟังธรรม หลังจากที่ได้ยินแล้วก็จะรู้สึกมีกำลังจิตกำลังใจที่จะปฏิบัติมากขึ้น ก่อนแสดงธรรมนี้เหมือนกับคนจะตาย คนหมดเรี่ยวหมดแรง ถ้าเป็นต้นไม้ก็กำลังจะเฉากำลังจะเหี่ยว พอฟังธรรมปั๊บนี่เหมือนกับต้นไม้ได้น้ำ จิตใจได้ธรรมนี้เหมือนจิตใจได้น้ำ ความหมดเรี่ยวหมดแรงนี้หายไปหมด กำลังวังชาไม่รู้มาจากที่ไหน มีศรัทธามีวิริยะขึ้นมาอย่างมากมาย พร้อมที่จะกลับไปสู้กับกิเลสต่อไป ฟังธรรมเสร็จกลับไปก็เดินจงกรมต่อได้ นั่งสมาธิต่อได้ วันไหนที่ไม่ได้ฟังธรรมนี้ จะรู้สึกไม่ค่อยอยากจะปฏิบัติเท่าไหร่ นี่แหละคือประโยชน์ของการฟังธรรม เป็นการอัดฉีดเป็นการเพิ่มพลังให้กับจิตใจในการที่จะต่อสู้กับกิเลสตัณหาโมหะอวิชชา ผู้ที่คอยฉุดลากจิตใจให้ติดอยู่กับวัฏสงสาร วัฏฏะแห่งการเวียนว่ายตายเกิด คือ เกิดแก่เจ็บตาย ซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น

อย่างพวกเราที่มาเกิดกันในชาตินี้ เดี๋ยวก็ต้องเจอความแก่ความเจ็บความตายกัน จะเจอกันเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่เท่านั้นเอง ต่างกันตรงนี้ เพราะชาตินี้พวกเราโชคดีได้มาพบกับพระพุทธศาสนา ได้มาฟังพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่จะพาให้เราได้หลุดออกจากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้ ที่จะทำให้การแก่การเจ็บการตายของเราในชาตินี้เป็นครั้งสุดท้ายได้ ถ้าพวกเราศึกษาแล้วก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติแบบสุปฏิปันโณ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติแบบถูกต้อง ปฏิบัติแบบเต็มร้อย ปฏิบัติดีก็เต็มร้อย ปฏิบัติชอบก็ถูกต้องตามคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ ประการ การฟังธรรมจะได้ให้เรารู้ว่าการปฏิบัติของเราจะพาเราไปสู่ที่ใดบ้าง การปฏิบัตินี้เป็นเหมือนกับการเดินทาง การเดินทาง ถ้าเราเดินทางไปในทางที่เราไม่เคยไป เราก็จะต้องคอยดูแผนที่ เพราะเราจะได้รู้ว่าเราจะไปถึงที่ไหนบ้างอย่างไรนั้นเอง ถ้าไม่มีแผนที่เราก็ไม่รู้ว่า เอ๊ะไปถึงไหนกัน การศึกษาธรรมนี้จึงเป็นเหมือนกับการดูแผนที่ ดูจุดหมายปลายทางที่เราจะไปกัน ว่าจะไปอย่างไร จะต้องผ่านจุดไหนบ้าง ถึงจะไปถึงจุดหมายปลายทางที่เราต้องการไปกันได้ ธรรมะคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เป็นคำสอนที่จะพาจิตใจของพวกเราให้ก้าวไปสู่ที่สูงขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดจนถึงขั้นสูงสุด ขั้นหลุดออกจากวัฏสงสาร หลุดออกจากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด

ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงมีแบ่งไว้เป็น ๒ ระดับด้วยกัน คือ ระดับโลกิยะ และระดับโลกุตตระ ระดับโลกิยะนี้คือระดับที่ยังติดอยู่ในวัฏสงสาร ติดอยู่ในไตรภพ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ แล้วก็มีธรรมะอีกระดับหนึ่งที่เรียกว่าโลกุตตรธรรม โลกุตตรธรรมนี้เป็นธรรมที่จะพาให้ผู้ที่ปฏิบัติโลกิยธรรมที่ขั้นสูงสุดได้ก้าวออกจากโลกแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้ ออกจากวัฏสงสาร ออกจากไตรภพ นี่คือธรรม ๒ ระดับด้วยกันที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราปฏิบัติกัน ธรรมระดับโลกิยะนี้มีอะไรบ้าง ธรรมระดับโลกิยะก็มี ๑.คือการทำบุญทำทาน ๒.การรักษาศีล ๓.การฝึกสมาธิทำจิตใจให้สงบ ให้เข้าฌานในระดับต่างๆ นี่คือธรรมระดับโลกิยะที่มีอยู่ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะมาบวชมาปฏิบัติ ธรรมเหล่านี้มีผู้ศึกษามีผู้ปฏิบัติกันมาอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่เป็นธรรมที่ไม่สามารถที่จะทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ ต้องรอให้มีคนฉลาดอย่างพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ที่จะมาศึกษามาปฏิบัติแล้วก็มาค้นคว้าหาโลกุตตรธรรม มาต่อยอด ต่อยอดจากการปฏิบัติทาน ศีล สมาธิ คือขั้นที่ ๔ ขั้นโลกุตตรธรรมคือขั้นปัญญา ปัญญานี้แหละจะเป็นผู้ที่จะปลดเปลื้องจิตใจของสัตว์โลกที่ติดอยู่ในกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ให้หลุดออกจากการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างถาวรได้อย่างสมบูรณ์ ปัญญานี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ที่เราเรียกว่าวันวิสาขบูชา วันที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่โคนต้นโพธิ์ และตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะนั่งปฏิบัติเจริญภาวนาไปจนกว่าจะได้พบโลกุตตรธรรม ถ้าตราบใดยังไม่พบกับโลกุตรธรรม พระองค์จะไม่หยุดการปฏิบัติ ถ้าเลือดในร่างกายจะเหือดแห้งไปก็ยอมให้มันเหือดแห้งไป แต่จะไม่หยุดไม่ลุกจากที่นั่งอันนี้ไปเป็นอันขาด จะนั่งปฏิบัติภาวนาไปจนกว่าจะได้พบกับธรรมที่จะพาให้พระทัยของพระองค์นี้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง นี่คือธรรม โลกุตตรธรรมขั้นปัญญา ที่ไม่มีอยู่ในโลกนี้ในช่วงที่ไม่มีพระพุทธเจ้า จะมีได้ก็มีในช่วงที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เท่านั้น ช่วงที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ก็จะมีแต่ธรรมระดับ ทาน ศีล สมาธิ แต่พอมีพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติมาตรัสรู้ ก็จะมีธรรมขั้นปัญญาที่จะเป็นผู้ที่จะพาให้จิตใจของสัตว์โลกที่ติดอยู่ในวัฏสงสาร อยู่ในไตรภพนี้ได้หลุดออกจากไตรภพ ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป


ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๓
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
4  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: กำลังใจ โดย พระจุลนายก (สุชาติ อภิชาโต) วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี เมื่อ: 30 มิถุนายน 2563 09:53:42



กัณฑ์ที่ ๔๗
เบญจธรรม
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔

เวลารับประทานอาหารต้องมีภาชนะต่างๆ เช่นจาน ชาม ช้อน ส้อม ถ้วย เพื่ออํานวย ความสะดวกในการรับประทานอาหารให้เป็นไปอย่างง่ายดายและเรียบร้อย ศีลธรรมคือ อาหารของจิตใจ การจะรักษาศีล ๕ ได้อย่างสะดวกง่ายดายจําเป็นต้องมีเบญจธรรม เป็นเครื่องมือช่วย ประกอบไปด้วย ๑.เมตตา ๒.สัมมาอาชีพ ๓.สํารวมในกาม ๔.สัจจะ ๕.สติ

ศีลข้อที่ ๑ การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ต้องใช้เมตตาธรรมเป็นเครื่องมือ ความเมตตาคือการไม่เบียดเบียนกัน ดังในบทแผ่เมตตาที่ว่า สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวรกันเถิด สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกันเถิด สัพเพ สัตตา อนีฆา โหนตุ ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจเถิด สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงเป็นผู้มีความสุขรักษาตนเถิด นี่คือสิ่งที่ควรเจริญในจิตใจอยู่เสมอๆ คืออย่ามีเวรมีกรรมกัน อย่าเบียดเบียนกัน มีแต่ความปรารถนาดีให้แก่กันและกัน ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ให้มองว่าจิตใจของคนเรานั้นเหมือนกัน มีความปรารถนาความสุข ไม่ปรารถนาความทุกข์ด้วยกันทุกคน จึงไม่ควรเบียดเบียนกัน อาฆาตพยาบาทจองเวรจองกรรมกัน ควรให้อภัยกัน

อยู่ร่วมกันอาจจะล่วงเกินกันบ้างด้วยการกระทําทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ให้ถือเสียว่าเหมือนลิ้นกับฟัน อยู่ด้วยกันในสังคมเป็นธรรมดาที่ต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่จะไม่มีปัญหาถ้ามีการให้อภัยกัน เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ผ่านไปแล้ว ไม่จําเป็นจะต้องไปต่อความยาวสาวความยืดด้วยความเคียดแค้นอาฆาตพยาบาท ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้ง ๒ ฝ่าย ผู้จองเวรก็ทุกข์เพราะความร้อนที่เกิดจากความเกลียดชังอาฆาตพยาบาทเผาไหม้จิตใจ ผู้ถูกจองเวรก็ทุกข์จากการถูกทําร้ายร่างกายและจิตใจ พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เจริญเมตตาธรรมด้วยการไม่จองเวรกัน ด้วยการให้อภัยกัน ให้ชนะตนอย่าไปชนะผู้อื่น ชนะผู้อื่นกี่ร้อยกี่พันกี่แสนครั้งก็ไม่สู้ชนะตนเพียงครั้งเดียว เพราะเมื่อชนะตนแล้วปัญหาทั้งหลายก็หมดไป ยุติไป เมื่อไม่เอาเรื่องเอาราวแล้วใจก็สบาย ผู้อื่นก็สบายไปด้วย แต่ถ้ามีการจองเวรจองกรรมกัน ด่าว่ากัน ทุบตีกัน ก็ต้องตอบโต้กันไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเราชนะก็สร้างความเคียดแค้น ความอาฆาตพยาบาทให้กับเขา เราเองก็มีความหวาดระแวงว่าเขาจะต้องมาชําระแค้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงควรระงับความโกรธในตัวเองเสียด้วยการให้อภัย ไม่ถือโทษโกรธเคือง เรื่องจะได้จบ ใจจะได้เย็น ได้สงบได้สบาย การรักษาศีลข้อ ๑ คือการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จึงต้องอาศัยการเจริญเมตตาธรรมอยู่เสมอๆ ผู้มีความเมตตาย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ศีลข้อที่ ๒ การละเว้นจากการลักทรัพย์ต้องอาศัยการมีสัมมาอาชีพ เป็นเครื่องมือรักษา ด้วยการทํามาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดไม่โกง ไม่ลักไม่ขโมย ไม่ทําในสิ่งที่ผิดกฎหมาย หารายได้ด้วยลําแข้งลําขา ด้วยสติปัญญาของตน มีความมักน้อยสันโดษ ยินดีกับสิ่งที่ได้มา พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ อย่าโลภมาก อย่าอยากมีมาก ให้ใช้เท่าที่มีความจําเป็นเท่านั้น สิ่งจําเป็นต่อการดํารงชีพ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ก็ไม่จําเป็นต้องมีมากมายเกินความจําเป็น ไม่จําเป็นต้องเป็นของแพงๆ ของฟุ่มเฟือย แต่สําหรับผู้ที่มีเงินมาก มีเงินเหลือเฟือ จะกินจะใช้ของแพงๆ จะมีเสื้อผ้าอาภรณ์มากๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร สําหรับผู้ไม่มีฐานะอย่างนั้น รายได้ไม่มาก ก็ควรใช้จ่ายเงินทองตามฐานะของตนให้อยู่ในกรอบของรายได้อย่าใช้มากกว่าที่หามาได้ ปัญหาการขาดเงินขาดทองก็จะไม่เกิดขึ้น ทําให้ไม่ต้องไปหามาเพิ่มในทางทุจริต ด้วยการลักขโมยก็ดี การฉ้อโกงก็ดี การฉ้อราษฎร์บังหลวงก็ดีความสุขของคนเราอยู่ที่จิตใจ ถึงแม้จะยากจนก็มีความสุขได้ถ้ามีความเจียมเนื้อเจียมตัว มีความมักน้อยสันโดษ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ลัก ไม่ขโมย ไม่คด ไม่โกง เพราะมีความภูมิใจในความดีของตน ศีล ข้อที่ ๒ การละเว้นจากการลักทรัพย์จึงต้องอาศัยการมีสัมมาอาชีพเป็นเครื่องมือรักษา

ศีลข้อที่ ๓ การละเว้นจากการประพฤติผิดประเวณี ต้องอาศัยการสํารวมในกามเป็นเครื่องมือรักษา มีการควบคุมอารมณ์ความอยากในกามให้อยู่ในขอบเขตของความพอดี ไม่มักมาก ไม่อยากมาก เวลามีอารมณ์ก็พยายามควบคุมด้วยสติด้วยธรรมะ อย่าคิดหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเสพกามให้มากจนเกินไป ควรเจริญอสุภกรรมฐาน พิจารณาความไม่สวยไม่งาม ความเป็นปฏิกูลของร่างกาย เพื่อบั่นทอนความอยากในกามให้เบาบางลงไป ถ้าจําเป็นต้องเสพก็ให้อยู่ในกรอบของประเพณีที่ดีงาม คือกับสามีของเรา ภรรยาของเรา อย่าไปร่วมประเวณีกับสามีภรรยาของผู้อื่น เพราะจะเกิดปัญหาตามมา ควรมีรักเดียวใจเดียว มีสามีคนเดียว มีภรรยาคนเดียว มีความมักน้อยสันโดษ ไม่จําเป็นต้องมีมาก ไม่ต้องมีสามีหลายคน ภรรยาหลายคน มีคนเดียวก็พอ มีคนเดียวก็มีความสุขแล้ว มีความสุขมากกว่าคนที่มีภรรยามีสามีหลายคนเสียอีก เพราะไม่มีปัญหาบ้านน้อยบ้านใหญ่ ศีลข้อ ๓ การละเว้นจากการประพฤติผิดประเวณี จึงต้องอาศัยการสํารวมในกามเป็นเครื่องมือรักษา

ศีลข้อที่ ๔ การละเว้นจากการพูดปดมดเท็จ ต้องใช้สัจจะเป็นเครื่องมือรักษา มีความซื่อตรงต่อความสัตย์ความจริง จะพูดอะไรก็ให้พูดตามความเป็นจริง ถ้าไม่สามารถพูดความจริงได้ก็ให้นิ่งเสีย อย่าไปพูดอะไร อย่าไปคิดว่าการมีสัจจะเป็นสิ่งที่ไม่สําคัญ เพราะสัจจะเป็นเครื่องรับประกันคุณงามความดีของคน คุณค่าของคนอยู่ที่สัจจะ คงเคยได้ยินนิทานอีสปเรื่องเด็กเลี้ยงแกะมาแล้ว คงไม่ต้องขยายความว่าการมีสัจจะมีความสําคัญแค่ไหน คุณค่าของคนนั้นอยู่ที่คําพูด ถ้าคําพูดไม่น่าเชื่อถือแล้ว ต่อไปจะไม่มีใครเชื่อถือ เวลาจะพูดอะไรใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนเวลาที่ยังไม่ได้พูด เราเป็นนายของคําพูดเรา แต่หลังจากที่พูดไปแล้ว คําพูดจะเป็นนายของเรา เพราะเมื่อพูดอะไรไปแล้ว คําพูดนั้นๆ จะผูกมัดเรา จะบังคับให้เราต้องทําตามที่เราพูดไว้ เป็นเหมือนนายเรา

ต้องมีสัจจะถ้าอยากจะเป็นคนที่มีคุณค่า เป็นคนที่มีความน่าเชื่อถืออย่างพระพุทธเจ้า ถึงแม้พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปถึง ๒๕๐๐ กว่าปีแล้ว แต่พระธรรมคําสอนของพระพุทธองค์ ทุกบททุกบาทที่บรรจุอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นความจริงทั้งนั้น พระพุทธองค์จึงเป็นผู้น่าเคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธามาตลอด เพราะคําพูดของพระองค์นั้นสามารถพิสูจน์ได้ ดังในบทพระธรรมคุณที่ว่าสันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติจะรู้เห็นได้ ประจักษ์แจ้งกับตน ศีลข้อที่ ๔ การละเว้นจากการพูดปดมดเท็จ จึงต้องอาศัยสัจจะเป็นเครื่องมือรักษา

ศีลข้อที่ ๕ การละเว้นจากการเสพสุรายาเมา จะต้องรักษาด้วยสติคือต้องมีสติระลึกอยู่เสมอว่ากําลังคิดอะไรอยู่ กําลังทําอะไรอยู่ กําลังพูดอะไรอยู่ ถ้าเป็นคุณเป็นประโยชน์ ก็คิดไปได้ ทําไปได้ พูดไปได้ ถ้าเป็นโทษก็ให้ระงับความคิด การกระทํา การพูดนั้นเสีย เช่นการเสพสุรายาเมาเป็นโทษเพราะทําให้เกิดความประมาทขาดสติ ก็ควรละเว้นเสีย เพราะเมื่อดื่มสุราเข้าไปแล้วจะทําให้ไม่มีสติประคับประคองกาย วาจา ใจ เวลาไม่ดื่มสุรา กับเวลาดื่มสุราคนๆ เดียวกันจะต่างกันราวฟ้ากับดิน เวลาไม่เสพสุราจะเป็นคนเรียบร้อย สุภาพ แต่พอดื่มสุราเข้าไปแล้ว กิริยาอาการไม่น่าดู พูดจาเลอะเทอะ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ศีลข้อ ๕ จึงต้องอาศัยสติเป็นเครื่องมือรักษา

ผู้ปรารถนาจะมีศีล ๕ เป็นสมบัติประจําใจจึงควรเจริญเบญจธรรม ทั้ง ๕ ประการ คือ ๑.เมตตา ๒.สัมมาอาชีพ ๓.สํารวมในกาม ๔.สัจจะ ๕.สติเป็นเครื่องมือ แล้วอานิสงส์ของการรักษาศีล คือการไปสู่สุคติ การเป็นผู้พร้อมด้วยโภคทรัพย์ และการเป็นผู้ไม่มีความทุกข์ ย่อมเป็นของท่านอย่างแน่นอน การแสดงเห็นว่าสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้
5  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: แสงสว่างทางปฏิบัติ เมื่อ: 24 มิถุนายน 2563 16:22:34



สิ่งที่เป็นอันตรายต่อการเจริญวิปัสสนา (ตอนที่ ๑)
หลวงพ่อบุญเรือง สารโท
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

      วันนี้จะได้นำมหาภัย ๒๓ ประการซึ่งจะเกิดขึ้นขัดขวางหรือกั้นกางการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานของท่านทั้งหลาย มาบรรยายโดยสังเขปกถา

       ดำเนินความว่า อันตรายทั้ง ๒๓ ประการนั้นคือ

       ๑. วิจิกิจฉา ความสงสัย แต่ความสงสัยนี้ ถ้าพูดในแง่ปริยัติก็หมายความว่าสงสัยเรื่องพระพุทธเจ้า สงสัยในเรื่องพระธรรม สงสัยในเรื่องพระสงฆ์ สงสัยในเรื่องบุญเรื่องบาป สงสัยในเรื่องนรก เปรต อสุรกาย สงสัยในเรื่องสวรรค์ พรหมโลก มรรคผลนิพพาน ว่ามีจริงไหม เหล่านี้เป็นต้น นี้เป็นในแง่ปริยัติ

       แต่สำหรับการปฏิบัตินั้นไม่ได้หมายความอย่างนั้น เพียงแต่อะไรเกิดขึ้นมาในขณะปฏิบัติ เช่น มีนิมิตเกิดขึ้น เห็นป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร สถานที่ เห็นพระพุทธรูป เห็นเจดีย์ หรือเห็นอะไรต่างๆ เราก็เกิดความเอะใจสงสัยขึ้นมาว่า “เอ๊ะ ! นี้มันอะไรหนอ” เพียงแต่เอ๊ะ เท่านั้นแหละ ยังไม่ได้คิดว่าอันนี้มันอะไรกันหนอ ยังไม่ได้ว่าเลย  ก็เป็นวิจิกิจฉาแล้ว

       คือหมายความว่า ในขณะที่เรามีความเอะใจสงสัยว่า “เอ๊ะ ! อันนี้มันอะไรกันหนอ” เพียงเท่านี้แหละท่านทั้งหลาย สมาธิก็จะตกทันที เหมือนกันกับเราขึ้นไปบนต้นไม้ เรากำลังจะยื่นแขนของเราไปจับกิ่งไม้ เพียงเรายื่นแขนไปเท่านั้นแหละ ปรากฏว่ามีสัตว์ร้ายมีอะไรอยู่ก็เกิดความเอะใจ และเกิดความกลัวขึ้นมา แล้วก็วางมือทันที และในขณะที่เราวางมือเท่านั้นแหละ เราก็ต้องร่วงลงจากต้นไม้ลงมาสู่พื้นดิน ข้อนี้ฉันใด ในขณะที่เราเกิดความเอะใจสงสัยในเวลาประพฤติปฏิบัติ อะไรเกิดขึ้นมาแล้วก็ลืมกำหนด เราไม่ได้กำหนด เกิดความเอะใจสงสัยขึ้นมาว่า “เอ๊ะ ! นี้มันอะไรกันหนอ” เพียงเท่านี้แหละ ก็เป็นวิจิกิจฉา เมื่อเกิดความเอะใจสงสัยขึ้นมาแล้วสมาธิก็ตก เมื่อสมาธิตกปัญญาก็ไม่เกิด การปฏิบัติวิปัสสนาก็ไม่ได้ผล นี้เป็นประการที่ ๑

       ๒. อมนสิการ เมื่อปฏิบัติไป ทำใจไม่ดี ประคองใจไว้ไม่ตรง จิตฟุ้งซ่าน เดี๋ยวก็คิดเรื่องโน้น เดี๋ยวก็คิดเรื่องนี้ อะไรร้อยแปดพันประการ ไม่ได้ประคับประคองจิต ไม่ได้ข่มจิต ไม่ได้เชิดชูจิต ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ขาดโยนิโสมนสิการ เวลากำหนดอาการพองอาการยุบนี้ก็ไม่ได้เอาจิต ไม่เอาสติหยั่งลงไปจนถึงที่เกิดที่ดับของอาการพองอาการยุบ เวลาเดินจงกรมก็เหมือนกัน ไม่ได้เอาสติ ไม่ได้เอาจิตปักลงไปในขณะเดินตั้งแต่เริ่มยก กลางยก สุดยก เราก็ไม่ได้ใคร่ครวญ ไม่ได้ตริตรอง ไม่ได้เอาสติกับจิตหยั่งลงไปถึงที่เกิดที่ดับของรูปของนาม เราเดินไปตามธรรมชาติ เราฉันไปตามธรรมชาติ บริโภคไปตามธรรมชาติ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อเราไม่ได้ประคองใจเราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติอย่างนี้ การประพฤติปฏิบัติของเราก็ไม่ได้ผล เหตุนั้นเราจึงจำเป็นอย่างยิ่ง แม้จะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด คิด ทำกิจใดๆก็ตาม เราก็ต้องตั้งสติกำหนดอยู่ตลอดเวลา

       ๓. ฉัมภิตัตตะ จิตเกิดความสะดุ้ง คือหมายความว่า ในขณะที่เราปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอยู่นั้น บางครั้งจิตของเรากำลังจะสงบเป็นสมาธิ ก็ปรากฏมีนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เช่น เห็นสัตว์ร้ายที่น่ากลัว เช่น ปรากฏเห็นพวกตะขาบบ้าง พวกงูบ้าง พวกแมงป่องบ้าง เห็นยักษ์ เห็นภูตผีปิศาจบ้าง เหล่านี้เป็นต้น จิตก็เกิดความสะดุ้งขึ้นมา เกิดความกลัวขึ้นมา บางทีก็กลัวจะเป็นอันตรายแก่การประพฤติปฏิบัติ บางครั้งก็กลัว่าถ้าประพฤติปฏิบัติต่อไปเกรงว่าจะเป็นบ้า เกรงจะเสียสติอะไรทำนองนี้ เมื่อจิตเกิดความสะดุ้ง เกิดความกลัว เกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิตของตนอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นนี้แล้ว การประพฤติปฏิบัติก็ไม่ได้ผล เพราะผู้ปฏิบัติไม่กล้าตัดสินใจ

       หมายความว่าเมื่อก่อนที่เรายังไม่ได้ประพฤติปฏิบัติพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามธรรมชาติ พวกนิมิตอะไรก็ไม่เกิดขึ้น ในขณะที่เรามาปฏิบัติพระวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ บางทีนั่งไปเห็นนิมิตอะไรต่างๆ นานาประการ บางครั้งก็เห็นแสงสว่าง บางครั้งก็เห็นดวงแก้ว บางครั้งเห็นพระพุทธรูป บางครั้งเห็นเจดีย์ บางครั้งเห็นพวกเปรต พวกอสุรกาย บางครั้งเห็นพ่อเห็นแม่ที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วยังปรโลกเบื้องหน้า บางครั้งก็เห็นบรรดาญาติหรือคนที่เคยรู้จักกันซึ่งตายไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกิดความตื่นเต้นขึ้นมาว่า เออ เราเห็นอย่างนั้น เราเห็นอย่างนี้ เมื่อเกิดความตื่นเต้นขึ้นมา ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตของเราพรากจากสมาธิ เมื่อจิตพรากจากสมาธิแล้วปัญญาก็ไม่เกิด การปฏิบัติก็ไม่ได้ผล

       ๔. บางครั้งเกิดความง่วงเหงาหาวนอน คือเกิดถีนมิทธะเข้าครอบงำจิต เมื่อถีนมิทธะครอบงำจิต การกำหนดบทพระกัมมัฏฐานก็ไม่ได้ดี การกำหนดบทพระกัมมัฏฐานก็ไม่กระฉับกระเฉง กำหนดไม่ได้ดีเท่าที่ควร จิตจับอารมณ์ไม่มั่น สติไม่สามารถที่จะตัดสินอารมณ์ได้ เช่น เวลานั่งไป มันผงกไปข้างหน้าข้างหลัง และข้างซ้ายข้างขวา หรือบางทีนั่งไป บังเอิญเข้าสมาธิไปหรือหลับไปอะไรทำนองนี้ เราก็ไม่สามารถจะตัดสินใจหรือไม่สามารถที่จะจำได้ว่า มันสัปหงกหรือผงะไปตอนท้องพองหรือตอนท้องยุบ หรือตอนนั่งตอนถูก หรือว่ามันนั่งหลับไปตอนท้องพอง ท้องยุบ หรือว่าตอนเรากำหนดอาการนั่งอาการถูก หรือว่ามันหลับไปในขณะที่เราบริกรรมว่าอย่างไร หรือว่าเวลาเข้าสมาธิมันเข้าสมาธิไปตอนท้องพองท้องยุบ หรือเข้าสมาธิไปตอนเรากำหนดอารมณ์พระกัมมัฏฐานอย่างไร ไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ ไม่สามารถที่จะจำได้ ไม่สามารถที่จะจับปัจจุบันธรรมได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิบัติของเราก็ไม่ได้ผล

       ๕. ทุฏฐุลละ ความที่จิตหยาบ คือหมายความว่า การปฏิบัติพระวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ ที่จริงยิ่งประพฤติปฏิบัติเท่าไร จิตก็ยิ่งจะประณีตขึ้นไปตามลำดับๆ เพราะกิเลสตัณหามันลดลงไป แต่ตรงกันข้าม บางท่านเวลาประพฤติปฏิบัติแทนที่กิเลสหยาบทั้งหลายทั้งปวง เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันจะหมดไป หรือจะเบาบางลงไป หรือสงบระงับลงไปจากขันธสันดาน แต่ยิ่งปฏิบัติไปจิตก็ยิ่งเกิดหยาบขึ้นมา พวกความโลภก็ยิ่งเกิดขึ้นหลายเท่าตัว พวกโทสะก็เพิ่มทวีขึ้น พวกโมหะก็เพิ่มขึ้น พวกราคะแทนที่จะเบาบางลง ยิ่งกลับเพิ่มขึ้น เมื่อก่อนนั้นไม่เคยเป็นอย่างนี้ แต่เวลาประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนี้พวกราคะยิ่งเกิดขึ้นรุนแรง เหมือนกับว่าเกิดขึ้นเป็น ๓๐,  ๔๐  หรือ ๕๐  เท่าตัว อะไรทำนองนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การประพฤติปฏิบัติของเราก็ไม่ได้ผล เพราะเหตุไร ? เพราะว่าจิตของเรามันหยาบ เพราะอำนาจของ โลภะ โทสะ โมหะ ราคะเป็นต้น เข้าครอบงำจิตผลสุดท้ายการประพฤติปฏิบัติของเราก็ไม่ได้ผล

       ๖. อัจจารัทธวิริยะ กระทำความเพียรเกินพอดี ความเพียรนี้เป็นของที่ดี แต่ถ้าหากว่ามันเกินพอดีก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน ความเพียรนี้ถ้าเกินพอดีแล้วทำให้เกิดความตึงเครียด ทำให้เป็นบ้า เสียสติไปได้ เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าความเพียรของเรามันเกินพอดี เราสังเกตเอาง่ายๆ เวลาเราเดินจงกรมอยู่ก็ดี เวลาเรานั่งสมาธิอยู่ก็ดีจะคิดมาก ๕ นาทีคิดไปร้อยแปดพันประการ บางที ๑๐ นาทีนี้คิดแต่งหนังสือ คิดสร้างหนังสือจบเป็นหลายๆ สิบเล่ม หรือบางทีนั่งอยู่ ๕ นาทีนี้คิดสร้างถาวรวัตถุ คิดสร้างกุฏิวิหารเสร็จไปเป็นหลายๆ หลัง บางทีนั่งอยู่ไม่ถึง ๕ นาทีสามารถที่จะเนรมิตกุฏิวิหาร ปราสาท วิมานตลอดถึงวัดวาอารามอะไรร้อยแปดพันประการ เกิดสร้างวิมานในอากาศ อันนี้เรียกว่าสร้างสมบัติบ้าขึ้นมาแล้ว

       ถ้าว่าจิตของเราอยู่ในลักษณะดังกล่าวมาแล้วนี้ ก็ขอให้ท่านนักปฏิบัติทั้งหลายเข้าใจเถิดว่า ความเพียรของเรามันเกินพอดีเสียแล้ว มันเกิดความตึงเครียดขึ้นมาแล้วทำให้คิดมากเสียแล้ว เหตุนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านทั้งหลายต้องเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะควบคู่กันไป เพราะว่าถ้าความเพียรมากเกินไปแต่สติสัมปชัญญะหย่อน อาจจะทำให้เสียผู้เสียคนได้ จะทำให้เป็นบ้าเสียสติไปได้ เหตุนั้น เมื่อความเพียรเกิดขึ้น ท่านทั้งหลายต้องเป็นผู้ฉลาด พยายามมีสติสัมปชัญญะจับปัจจุบันธรรมให้ได้ จำอารมณ์ให้ได้

       ๘. อติลีนวิริยะ มีความเพียรหย่อนเทิบทาบ นอกจากจะมีความเพียรเกินพอดีแล้ว หากว่าความเพียรของเรามันหย่อนเทิบทาบจนเกินไป การปฏิบัติก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน เช่นว่า วันหนึ่งนี้อย่างน้อยควรที่จะประพฤติปฏิบัติได้ ๘ ชั่วโมง หรือ ๑๒ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แต่การปฏิบัติของเรามันย่อหย่อนกว่านั้น หรือบางทีเราออกจากเดินจงกรมนั่งสมาธิ เราจะเดินไปสรงน้ำ เดินไปห้องสุขา เดินไปฉันภัตตาหาร หรือว่าเราจะกวาดเอาวิหารลานพระเจดีย์ ปัดกวาดกุฏิที่อยู่เป็นต้น เราก็ไม่กำหนด ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ บางทีก็คลุกคลีด้วยหมู่คณะ คุยกัน ลืมกำหนดบทพระกัมมัฏฐานไปก็มี เมื่อเป็นเช่นนี้ การประพฤติปฏิบัติก็ไม่ได้ผล

       ๙. อภิชัปปา ความกระซิบที่จิต คือหมายความว่า กิเลสกระซิบที่จิต ข้อนี้สำคัญ เวลามาประพฤติปฏิบัติ ส่วนมากหากว่าเรากำหนดไม่ทันจะทำให้เสียผู้เสียคนไปได้ คือหมายความว่า อภิชัปปานี้พวกกิเลสกระซิบที่จิต บางทีเรานั่งพระกัมมัฏฐานไป มีเสียงมากระซิบว่า “อย่านั่งๆ เรานอนเอาดีกว่า” “การกำหนดอย่างนี้ไม่ถูก กำหนดอย่างนั้นจึงจะถูก” อะไรทำนองนี้ หรือบางทีเวลาเดินจงกรม “อย่าเดินๆ เรานั่งเอาดีกว่า” เวลานั่งก็บอกว่า “อย่านั่งๆ เรานอนเอาดีกว่า” กระซิบอยู่ตลอดเวลา

       บางทีก็กระซิบว่า “เจ้าเป็นพระโพธิสัตว์นะ” “เจ้าเป็นพระอรหันต์ประเภทพระโพธิสัตว์นะ” “ขณะนี้เจ้าบรรลุโสดาปัตติผลญาณไปแล้วนะ” “ขณะนี้เจ้าบรรลุสกิทาคามิผลญาณไปแล้วนะ” “ขณะนี้เจ้าบรรลุอนาคามิผลญาณไปแล้วนะ” “ขณะนี้เจ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วนะ” อะไรทำนองนี้

       หรือบางทีมันกระซิบว่า “เอ๊ะ ! เจ้านี้ เมื่อก่อนโน้นทำบาปทำกรรมมาก เอาเป็ดเอาไก่มาฆ่า หากว่าอยากได้ผลจากการประพฤติปฏิบัตินี้ ต้องไปเอาเป็ดเอาไก่มาฟังเทศน์ฟังธรรม” ก็ไปหาซื้อเอาเป็ดเอาไก่ หรือไปหาขอเป็ดขอไก่ชาวบ้านเขามาฟังเทศน์ฟังธรรมด้วย

       บางทีก็กระซิบว่า “เมื่อก่อนโน้นเจ้าทำบาปฆ่าหมูไว้มาก หากว่าต้องการจะประพฤติปฏิบัติให้ได้ผล ต้องไปเอาหมูมาฟังเทศน์ฟังธรรม” เวลาฟังเทศน์ฟังธรรมก็จูงหมูขึ้นมาฟังเทศน์ฟังธรรม เหมือนดั่งแม่ชีคนหนึ่งมาจากอำเภอตระการฯ บางวันก็เอาหมูขึ้นมาฟังธรรม บางครั้งก็เอาเป็ดเอาไก่มาฟังธรรม บางครั้งก็เอานกมาฟังธรรม

       นี้เขาเรียกว่าอภิชัปปา กิเลสกระซิบที่จิต มันจะกระซิบไปร้อยแปดพันประการ หากว่าเรากระทำไปตามอำนาจของอภิชัปปานี้ ก็จะทำให้เสียผู้เสียคนได้ บางทีเรานั่งสมาธิ เรานั่งขัดสมาธิดีๆ ไม่ยอม “โอ้ นั่งอย่างนี้ไม่ดี เราหาหมอนมาพิงดีกว่า” มันกระซิบขึ้นมานะ กระซิบขึ้นมาเอง

       เหมือนกันกับปู่เดชาที่สึกแล้วกลับบ้านไปวันนี้นี่ เวลาปฏิบัติ อภิชัปปากระซิบที่จิตมากที่สุด เดี๋ยวก็ให้ทำอย่างโน้น เดี๋ยวก็ให้ทำอย่างนี้ ท่านหลวงปู่เดี๋ยวก็ทำไปอย่างโน้นบ้าง ทำไปอย่างนี้บ้าง ผลสุดท้ายไปเล่าให้ฟัง เออ ไม่ได้แล้ว นี้ตกอยู่ในอำนาจของอภิชัปปา ถ้าเป็นอย่างนี้จะทำให้เสียผู้เสียคนได้ อย่าทำอะไรไปตามที่จิตสั่ง อย่าทำอะไรไปตามอำนาจของอภิชัปปามันกระซิบที่จิต ผลสุดท้ายหากว่าเรากำหนดไม่ทันมันจะทำให้เสียผู้เสียคนได้ ทำให้ทำอัตวินิบาตกรรมได้

       อันนี้แหละท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เวลาประพฤติปฏิบัตินี้ พวกอภิชัปปานี้ท่านทั้งหลายพึงสังวรให้มาก บางทีมันจะกระซิบว่า “เราหยุดการปฏิบัติเสียก่อนเถอะ ปฏิบัติในชาตินี้เพียงแค่นี้ละ เพียงขั้นสังขารุเปกขาญาณเท่านี้แหละ ไม่สามารถที่จะได้บรรลุอริยมรรคอริยผลหรอก เพราะว่าเราได้ปรารถนาพุทธภูมิมาก่อนแล้ว เราได้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ต้องออกไปบำเพ็ญบารมีให้เต็มเปี่ยมเสียก่อนจึงจะได้ตรัสรู้ ชาตินี้ก็หยุดเพียงแค่นี้แหละ การประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐานด้านวิปัสสนานี้เต็มเปี่ยมแล้ว เราทำบุญทำทานอย่างอื่น บำเพ็ญบารมีอย่างอื่น” อย่างนี้ก็มี

       บางทีประพฤติปฏิบัติไปก็กระซิบว่า “เอ๊ะ ! คุณ คุณไม่สามารถที่จะทำไปได้ดอก เพราะว่ายังขาดผู้ที่บำเพ็ญบารมีร่วมกัน ภรรยาของคุณ โน้น อยู่บ้านโน้น อยู่ตำบลโน้น อยู่อำเภอโน้น จังหวัดโน้น ที่เมื่อชาติก่อนโน้นได้เคยบำเพ็ญบารมีร่วมกัน ถ้าคุณอยากประพฤติปฏิบัติให้ได้ผล คุณก็ต้องกลับไปโปรดเขาเสียก่อน” เอาแล้ว สะพายบาตรแบกกลดเพื่อจะไปโปรดญาติโปรดโยมแล้ว

       บางทีก็กระซิบขึ้นมาว่า “ไม่ได้ดอก ต้องไปโปรดพ่อโปรดแม่เสียก่อน พ่อแม่นี้ได้บำเพ็ญบารมีร่วมกันมา ปรารถนาร่วมกันมา ต้องกลับไปโปรดโยมพ่อโยมแม่เสียก่อนจึงจะได้ผล” เราก็ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง ต้องเป็นภาระ ต้องออกจากห้องปฏิบัติ ต้องไปขอร้องโยมพ่อโยมแม่ให้มาประพฤติปฏิบัติ

       อันนี้แหละท่านทั้งหลาย ขอสรุปสั้นๆว่า พวกอภิชัปปานี้มันจะกระซิบที่จิตของเราให้ทำอย่างโน้น ให้ทำอย่างนี้อะไรร้อยแปดพันประการ ถ้าเราทำตามอำนาจของมัน บางทีก็ทำให้เสียผู้เสียคนไปได้ เหตุนั้นท่านทั้งหลายพึงสังวรให้ดี

       ๑๐. นานัตตสัญญา เมื่อปฏิบัติไป จิตมุ่งไม่แน่ คือมุ่งอารมณ์โน้นบ้าง มุ่งอารมณ์นี้บ้าง หลายอย่างสับสนกัน คือหมายความว่า จิตจับอารมณ์ไม่มั่น เช่นเรากำหนดว่า “พุทโธๆๆ” อย่างนี้ “เอ๊ะ ! มันใช้ไม่ได้หรอก สู้พองหนอยุบหนอของเราไม่ได้” กำหนด “พองหนอยุบหนอ” ไป “เอ๊ะ ! พองหนอยุบหนอนี้ก็ใช้ไม่ได้ สู้กำหนดรู้หนอๆ ไม่ได้” ก็กลับมากำหนด “รู้หนอๆ” ไป “เอ๊ะ ! รู้หนอๆ ก็ไม่ได้ สู้สัมมาอะระหังไม่ได้” มาภาวนาใหม่ “สัมมาอะระหังๆ” “เอ๊ะ ! สัมมาอะระหังก็ไม่ได้ สู้นะมะพะธะไม่ได้” อะไรทำนองนี้ เดี๋ยวก็ภาวนาบทโน้น เดี๋ยวก็ภาวนาบทนี้

       บางทีก็ “เอ๊ะ ! การภาวนาการบริกรรมนี้ใช้ไม่ได้ มันเป็นปริยัติ ไม่ใช่ปรมัตถ์ สู้มองดูความเคลื่อนไหวของรูปของนามของเวทนาไม่ได้ เพราะการตั้งสติจับอยู่หรือดูอยู่ พิจารณาอยู่ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันนี้มันเป็นปรมัตถ์แท้ เป็นทางที่จะให้พ้นทุกข์” ผลสุดท้ายก็ไม่ได้บริกรรม ไม่ได้กำหนดอะไร นั่งเฉยๆ อยู่ตลอดทั้งวันตลอดทั้งคืน นั่งเฉยๆอยู่ อันนี้เมื่อจิตมุ่งอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ มีอารมณ์หลายอย่างสับสนกัน จะบริกรรมบทไหนก็ไม่เอา เดี๋ยวก็ว่าบทโน้นเดี๋ยวก็ว่าบทนี้ อะไรร้อยแปดพันประการ เมื่อเป็นเช่นนี้ การประพฤติปฏิบัติของท่านทั้งหลายก็ไม่ได้ผล

       ๑๑. อตินิชฌายิตัตตะ เพ่งเกินไป เร่งเกินไป คือเพ่งเกินควร คือหมายความว่า เวลานั่งพระกัมมัฏฐาน ก็ตั้งในจิตในใจว่า “เอ้อ เรานั่งกัมมัฏฐานครั้งนี้ เราจะทำให้วิปัสสนาญาณมันเกิดขึ้น นั่งครั้งนี้เราจะทำให้สมาธิสมาบัติเกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดเราจะทำให้สำเร็จปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน” อะไรทำนองนี้ เมื่อเราเพ่งเกินไป หรือเร่งเกินไป หรือว่าเพ่งเกินควรเช่นนี้ ก็ทำให้จิตใจของเรากระสับกระส่ายฟุ้งซ่าน ไม่เป็นสมาธิ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ทำให้การประพฤติปฏิบัติไม่ได้ผล

       เอาละท่านทั้งหลาย หลวงพ่อคิดว่าจะบรรยายธรรมะให้ครบทั้ง ๒๓ ประการ แต่บรรยายมานี้ก็เห็นว่าเป็นเวลายาวนานพอสมควร ประกอบกับสังขารวันนี้ไม่เอื้ออำนวย ถ้าจะบรรยายไปอีกก็ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยก็ต้อง ๔๐ นาทีจึงจะจบ ก็จึงขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.
6  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / เหตุเกิดแห่งปัญญา - ภาวนาภิรัตธรรม วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 19 มิถุนายน 2563 13:32:05



เหตุเกิดแห่งปัญญา
ภาวนาภิรัตธรรม วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี

          เรามาปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร ทำไมเราต้องมาปฏิบัติธรรม

          การที่เรามาปฏิบัติธรรม ถือว่าเรามองเห็นประโยชน์ เห็นความสุข เห็นความสวัสดี หนทางแห่งความสุขความสวัสดี ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นจากการไปเที่ยวเตร่เฮฮาสนุกสนาน ไปตามอารมณ์ของโลก แต่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม เพราะว่าชีวิตของทุกคนที่เกิดขึ้นมานั้นล้วนมีแต่ความทุกข์

          เราทั้งหลายนั่งอยู่ด้วยกันนี้ ไม่มีใครเลยที่จะไม่มีความทุกข์ อย่างน้อยเราก็ทุกข์กาย ตื่นขึ้นมาแล้วก็ต้องบำรุง ต้องล้างหน้าแปรงฟัน ต้องอาบน้ำชำระร่างกาย ถ่ายหนักถ่ายเบา หนาวก็ต้องห่มผ้า ร้อนก็ต้องเปิดพัดลม เราต้องบริหารขันธ์อยู่ตลอด

          นอกจากนั้นเรายังต้องเป็นทุกข์เพราะความโกรธ ความโลภ ความหลง เป็นทุกข์เพราะความพลัดพราก ชีวิตของคนทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาแล้ว ล้วนแต่มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ร่างกายของเรานั้นเป็นก้อนแห่งความทุกข์

          คนเราเกิดขึ้นมาแล้วมีความทุกข์ติดตัวมา การที่เรามาปฏิบัติธรรมนี้ เป็นการมาทำให้ชีวิตของเราถึงความเกษม ปราศจากความทุกข์

          พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอย่างอื่น นอกจากปัญญา ความเพียร การสำรวมอินทรีย์ และการสละวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ธรรมที่กล่าวมานี้ เป็นธรรมที่ก่อให้เกิดความสวัสดียิ่งกว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวง”

          ปัญญานั้นถื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสวัสดีในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ เพราะปัญญาเป็นเหตุให้คนรู้ดีรู้ชั่ว รู้บาปบุญคุณโทษ รู้ประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน

          เหตุเกิดแห่งปัญญานั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๒ ประการ คือ

          ๑. สมถกรรมฐาน

          ๒. วิปัสสนากรรมฐาน

          สมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ ก็ถือว่าเป็นเหตุเกิดแห่งปัญญา เป็นส่วนแห่งวิชชาคือส่วนแห่งปัญญา ญาติโยมบางท่านก็อาจจะคิดว่า เรามาปฏิบัติธรรม เดินจงกรมนั่งภาวนาก็ไม่ให้คิด แล้วจะเกิดปัญญาอย่างไร บางคนอาจจะคิดว่า นั่งสมาธิมันจะมีปัญญาอย่างไร นั่งไปมีแต่ดับ นั่งไปมีแต่เงียบ แล้วมันจะเกิดปัญญาตรงไหน

          สมาธินั้นเป็นเหตุให้เกิดปัญญายิ่งกว่าปัญญา เพราะว่าสมาธิทำให้จิตสงบ เหตุให้เกิดปัญญาก็คือความสงบ ผู้ใดมีความสงบน้อย ก็เห็นตามความเป็นจริงได้น้อย ผู้ใดมีความสงบมาก ก็จะเห็นตามความเป็นจริงได้มาก

          ถ้าเราสามารถสงบจนเป็นปฐมฌาน เป็นต้น ก็เป็นเหตุให้เรายิ่งเกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น

          ความรู้ทั้งหลายที่เราเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงระดับอุดมศึกษา เป็นสุตมยปัญญา ไม่ใช่ภาวนามยปัญญา ความรู้เหล่านั้นเป็นความรู้ตามตำรา ตามทฤษฎีที่เขากล่าวไว้ แต่การที่เราเจริญสมาธินั้น ทำให้เกิดปัญญาในส่วนที่เราจะได้รู้ได้เห็นในสิ่งที่คนทั้งหลายทั้งปวงไม่รู้ไม่เห็น

          บางครั้งบางคราวเรานั่งสมาธิไป จิตใจของเราอยู่ในขณิกสมาธิอย่างแก่หรืออยู่ในอุปจารสมาธิ ตัวของเรากำลังเบา มือของเรากำลังแน่น จิตของเราจดจ่ออยู่ในอารมณ์เดียว บางครั้งก็เกิดนิมิต เห็นญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วก็มี นี่คือลักษณะของผู้มีสมาธิ

          บางคนไม่เชื่อในเรื่องบุญเรื่องบาป ไม่เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง ไม่ใช่ว่านรกสวรรค์มีจริง แต่พอมีโอกาสได้มาปฏิบัติธรรม ก็ภาวนาตามปกตินี่แหละ พองหนอ ยุบหนอ ตามปกติ แต่จิตมันดิ่งลงเป็นสมาธิ แล้วก็เห็นพวกเปรตที่มาขอส่วนบุญ ตัวเป็นคน หัวเป็นเป็ดเป็นไก่ เป็นวัวเป็นควาย ก็เกิดความสะดุ้งกลัวในบาปขึ้นมา

          อันนี้ก็เป็นลักษณะของสมาธิ มันจะทำให้เกิดปัญญา ให้รู้ดีรู้ชั่ว รู้บุญรู้บาป สมาธิจึงถือว่าเป็นส่วนแห่งปัญญา ญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมบางท่าน ก่อนทีจะมานั้นเป็นคนแข็งกระด้าง ไม่เคารพครูบาอาจารย์ บางคนก็กินเหล้าเมายา แต่เมื่อจิตใจเป็นสมาธิแล้ว จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนที่แข็งกระด้าง ก็กลายเป็นคนที่อ่อนโยน ด้วยอำนาจของสมาธิ

          พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชปริยัตยากร ท่านกล่าวว่า การให้ทานก็ดีอยู่ การรักษาศีลก็ดีอยู่ แต่กำลังของการให้ทานรักษาศีลนั้น มันมีกำลังน้อยกว่าสมาธิ อันนี้ท่านกล่าวหมายเอาตอนที่บุคคลนั้นจะละสังขารจากโลกนี้ไป ก่อนที่เราจะตายนั้น สมาธิมันเป็นมหัคคตกุศล เป็นกุศลที่มีอานุภาพมาก

          ถ้าเราเคยได้สมาธิ เวลาจะตาย อารมณ์ของสมาธินั้นมันจะมาปรากฏ จะแซงหน้าการให้ทานการรักษาศีล คือปรากฏชัด เป็นที่พึ่งของเราได้

          คนที่ได้สมาธิ จะสามารถเอาสมาธินั้นเป็นบาทแห่งวิปัสสนาได้ สมาธินั้นจะอบรมจิต ก็จะสามารถที่จะละราคะ คลายความกำหนัดได้ คนที่เข้าสมาธิได้บ่อย ๆ ความกำหนัดในเพศตรงข้ามก็จะไม่เกิดขึ้นในขณะที่จิตอยู่ในอารมณ์ของฌาน ก็จะสามารถปฏิบัติได้อย่างสบาย การปฏิบัติธรรมนั้นขาดสมาธิไม่ได้

          สมาธินั้น ผู้ใดยังไม่ทำให้เกิด ต้องทำให้เกิด ถ้าทำให้เกิดได้แล้ว ต้องประคับประคองรักษาไว้อย่างดี

          สมาธินั้นเป็นทิฏฐสุขวิหารธรรม เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขในปัจจุบัน ผู้ใดเคยถูกอารมณ์ของโลกมันเบียดเบียน ถ้าเราสามารถเข้าสมาธิได้ การที่เราจะทุกข์เพราะอารมณ์เหล่านั้นเบียดเบียนมันก็หมดไป เราสามารถที่จะมีความสุขในปัจจุบันธรรมได้

          บุคคลจะเห็นความอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา จะเห็นความอัศจรรย์ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เพราะอาศัยสมาธิ

          วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานก็ก่อให้เกิดความสุขและการบรรลุมรรคผลนิพพานเหมือนกัน

          เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เราจะบริกรรมอย่างไรจึงจะเป็นวิปัสสนากรรมฐาน เราปฏิบัติธรรมอยู่นี้เป็นวิปัสสนากรรมฐานหรือไม่

          การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ไม่สำคัญที่คำบริกรรม แต่สำคัญอยู่ที่เรามีสติสัมปชัญญะกำหนดเห็นรูปนามนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรือไม่ เราบริกรรม “พุทโธ” หรือ “พองหนอ ยุบหนอ” หรือไม่บริกรรมว่าอะไร แต่เรามีสติสัมปชัญญะเห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของรูปนาม ในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

          วิปัสสนากรรมฐานที่บุคคลอบรมทำให้เกิด ทำให้เจริญขึ้นด้วยอำนาจของสติและสัมปชัญญะ วิปัสสนานี้ก็จะอบรมปัญญาของบุคคลนั้น แล้วก็จะทำให้วิปัสสนาญาณการรู้เห็นตามความเป็นจริงเกิดขึ้น และเป็นเหตุให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้ชื่อว่าเป็นปัญญาวิมุติ คือหลุดพ้นด้วยปัญญา.
7  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: แสงสว่างทางปฏิบัติ เมื่อ: 18 มิถุนายน 2563 16:19:42



กิเลสทำให้จิตตกไปฝ่ายต่ำ
หลวงพ่อบุญเรือง สารโท
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

       สำหรับวันนี้ จะได้น้อมนำเอาธรรมะเรื่อง กิเลสทำให้จิตตกไปฝ่ายต่ำ มาบรรยายเพื่อเป็นการประกอบการปฏิบัติของท่านทั้งหลายสืบไป

       ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย การปฏิบัติธรรมะของพวกเราทั้งหลายก็เพื่อดำเนินไปสู่ปฏิปทา ความพ้นทุกข์ เพื่อบรรลุอริยมรรคอริยผล แต่บางครั้งกิเลสได้โอกาส เพราะเราขาดสติสัมปชัญญะ กิเลสอาจจะเข้าแทรกในจิตใจของเรา ผลสุดท้ายก็ทำให้จิตใจของเราหวนระลึกกลับหลัง หรือถอยหลังเข้าคลองก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิบัติธรรมะของเราก็ไม่ได้ผล เหตุนั้น จึงจะได้นำเรื่องกิเลสที่ทำให้จิตตกไปในฝ่ายต่ำมาบรรยายเพื่อท่านทั้งหลายจะได้สดับรับฟัง พอเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม

       กิเลสที่ทำให้จิตตกไปในฝ่ายต่ำนั้นมีดังนี้ คือ

       ๑. โลภะ เมื่อโลภะเกิดขึ้นแล้วก็จะทำให้หมดอาลัยหมดความหวังในการปฏิบัติ โดยคิดว่าชาตินี้หรือปีนี้เราคงได้แค่นี้แหละ คงหมดบุญวาสนาบารมีแล้ว ทำไปก็คงไม่ได้อะไรอีก เลยทำให้เกิดความท้อใจ ทำให้เกียจคร้าน ทำให้เบื่อหน่ายต่อการปฏิบัติ ทำให้กลุ้มใจ เลิกการปฏิบัติ หรือมิฉะนั้นก็ลดเวลาของการปฏิบัติลง โดยคิดว่าหมดหนทางแล้วเรา โดยลืมพุทธพจน์ที่เคยได้ท่องบ่นสาธยายจนขึ้นใจจำได้คล่องแคล่วว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร หรือว่าความเพียรมีอยู่ ณ ที่ไหน ความสำเร็จย่อมมีอยู่ ณ ที่นั้น ความเพียรแม้เทวดาก็ไม่สามารถพยากรณ์ได้ พุทธพจน์ที่ดีๆ ที่เคยท่องได้ จำได้จนขึ้นใจ ทำให้ลืมไปหมด เลยคิดแต่จะหวนกลับหรือถอยหลังเข้าคลอง อันนี้เป็นลักษณะของโลภะ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ทำให้จิตใจของเราถอยหลัง

       ๒. โทสะ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ไม่พอใจ ไม่ชอบใจในการปฏิบัติ ในเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมร่วมกัน ในญาติโยม ในที่อยู่ ในอาหาร ในครูอาจารย์เป็นต้น เลยให้คิดแส่ไปว่า ออกจากนี้เราจะไปปฏิบัติที่โน้น เราจะปฏิบัติที่นี้ คงจะดีกว่าที่นี้ ที่นี้คงหมดแค่นี้แหละอะไรทำนองนี้ อันนี้เป็นลักษณะของโทสะ

       ๓. โมหะ ก็ทำให้มืดมนอนธการ ทำให้มืดบอดเหมือนหมู่เมฆที่ปิดบังสุริยะแสง ทำให้มืดครึ้มฉะนั้น ไม่สามารถที่จะขบคิดปัญหาธรรมะอันเป็นมรรคาที่จะนำพาไปสู่การบรรลุอริยมรรคอริยผลได้ เลยทำให้เห็นดีเป็นชั่ว เห็นชั่วเป็นดี กลับกันเหมือนหน้ามือกับหลังมือ เช่น เห็นรูปนามเป็นนิจจัง คือ เที่ยง เห็นรูปนามเป็นสุขัง คือ เป็นสุข เห็นรูปนามเป็นอัตตาเป็นตัวเป็นตน เห็นรูปนามเป็นสุภะเป็นของสวยของงาม ทำให้เกิดจิตวิปลาส คือ คิดผิด ทำให้เกิดทิฏฐิวิปลาส คือ เห็นผิด ทำให้เกิดสัญญาวิปลาส คือ จำผิด ทำให้เกิดญาณวิปลาส คือ รู้ผิด เป็นต้น

       ๔. ถีนมิทธะ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีแต่ทำให้ท้อแท้ใจ ทำให้ติดอยู่กับการหลับการนอน การเอนข้างเอนหลัง ทำให้โงกงุ่น เคลิบเคลิ้ม ง่วงเหงาหาวนอน จะเดิน จะนั่ง จะกำหนดอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อยก็ไม่ได้ดี ไม่กระฉับกระเฉง ตกลงก็เลยถูกเจ้าถีนมิทธะผลักหัวลงปลงพระกัมมัฏฐานว่า นิทราดีกว่าเรา เช้านี้เราตื่นดึกๆ ก็พอ แต่เมื่อถึงคราวจะตื่นขึ้นทำความเพียร มันกลับบอกว่า เอาอีกก่อนๆ อีกหน่อยค่อยลุกไม่เป็นไร ตัวนี้เป็นตัวสำคัญที่สุดตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้จิตใจของเราถอยหลังในการประพฤติปฏิบัติ

       ๕. อหิริกะ

       ๖. อโนตตัปปะ

       สำหรับตัวอหิริกะกับตัวอโนตตัปปะ ก็เหมือนกัน เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้จิตใจของเราไม่ละอายบาป ไม่กลัวต่อบาป ไม่กลัวต่อผลของบาป กล้าทำบาปทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งๆบางทีเราก็รู้อยู่ว่า คิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ พูดอย่างนี้ มันผิด ไม่สมควรกับเพศภูมิ หรือฐานะของเรา ผิดศีลผิดธรรม ผิดกฎหมาย ผิดกฎผิดกติกา เป็นต้น แต่เจ้าอหิริกะหรืออโนตตัปปะนี้มันก็จะกระซิบขึ้นมาว่า “ไม่เป็นไรๆ ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าผิดศีลเราปลงอาบัติเอาก็ได้ หรืออยู่ปริวาสกรรมก็ได้” อะไรทำนองนี้ มันกระซิบขึ้นมา ผลสุดท้ายก็ตกอยู่ใต้อำนาจของมัน เจ้าอหิริกะและเจ้าอโนตตัปปะนี้ เมื่อเกิดขึ้นอย่างแรงกล้าแล้วมันจะพาทำบาปได้ทุกอย่าง ตั้งแต่อย่างเบาถึงอย่างหนัก สามารถที่จะต้องอาบัติได้ตั้งแต่เบาจนถึงที่สุด

       ๗. ทิฏฐิ ก็จะทำให้เราเข้าใจผิด คิดผิด เห็นผิดจากกฏของธรรมชาติ เห็นผิดต่อการปฏิบัติ เห็นผิดต่อผลของการปฏิบัติ เป็นคนเห็นผิด ขาดเหตุผล ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้คิดผิดอะไรร้อยแปดพันประการ เห็นว่าบาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี มรรคผลพระนิพพานไม่มี อะไรทำนองนี้

       เหมือนกันกับข้าราชการคนหนึ่งที่ลามาบวช เป็นตำรวจลามาบวช เดินจงกรม นั่งสมาธิ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนโน้นละ เดินจงกรมระยะ ๖ ตอนนั้นครูบาอาจารย์ก็อยู่ใกล้ชิด ก็ขอร้องว่า  เดี๋ยวนี้มันก็ใกล้จะหมดเวลาปฏิบัติแล้ว อีกไม่กี่วันเราก็จะเลิกแล้ว ก็ขอให้ท่านทั้งหลายที่ยังไม่ได้ตั้งอกตั้งใจ ได้ตั้งอกตั้งใจได้ประพฤติปฏิบัติ ก็ขอร้องเป็นพิเศษ

       พอดีคนนั้นตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ พอประพฤติปฏิบัติสภาวธรรมตัวนี้เกิดขึ้นมา ทิฏฐิมันหายไปจนถึงกับร้องห่มร้องไห้ว่า ผมนี้เสียเวลามาตั้งนาน เข้าใจผิดมาตั้งแต่นาน คิดว่าผลของการประพฤติปฏิบัตินี้ไม่มี เมื่อก่อนโน้นหลวงพ่อไม่เตือนผมเลย ทั้งๆ ที่เราเตือนทุกวันนั่นแหละ แต่เขาก็ไม่เอาใจใส่ นี่แหละท่านทั้งหลาย ตัวทิฏฐินี้เป็นตัวสำคัญ ที่ขัดขวางการประพฤติปฏิบัติของเราไม่ให้ได้ผล เป็นตัวที่ทำให้กำลังใจของเราตก ทำให้การปฏิบัตินี้ถอยหลัง

       ๘. มานะ ตัวมานะนี้เมื่อเกิดขึ้นก็จะทำให้เราสำคัญตัวว่าอยู่ในฐานะนั้น อยู่ในฐานะนี้ ทำให้สำคัญว่าเลิศกว่าเขาบ้าง เสมอเขาบ้าง เลวกว่าเขาบ้าง ถ้าขณะใดเข้าใจว่าเลิศกว่าเขา ก็ทำให้ลำพองตัว ตีค่าตัวว่าเราก็หนึ่งละ คนอื่นสู้เราไม่ได้ ถ้าขณะใดเข้าใจว่าเสมอเขา ก็ทำให้ไม่สบายใจเพราะมีคู่แข่ง ถ้าขณะใดเข้าใจว่าเลวกว่าเขาด้อยกว่าเขา ก็จะทำให้เกิดโทมนัส เกิดความทุกข์ใจ น้อยใจ แห้งผากใจ คับแค้นใจ ผลก็คือทำให้การปฏิบัติของเราไม่ได้ผล

       ๙. อุทธัจจะ ตัวอุทธัจจะนี้เมื่อเกิดขึ้นก็จะทำให้จิตใจของเราฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ทั้งอดีต อนาคต เมื่อก่อนยังไม่ได้บวช ยังไม่ได้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เจ้ากิเลสตัวนี้ก็จะทำทีประจบประแจง อยากให้มาบวชอยากให้มาปฏิบัติ แต่พอเข้ามาปฏิบัติจริงๆ เราจะพ้นจากอำนาจของมัน มันก็จะดั้นด้นเอาเรื่องนั้นมาให้คิด เอาเรื่องนี้มาให้คิด บางทีเรื่องนี้คิดยังไม่จบ มันก็เอาเรื่องใหม่มาให้เราคิดต่ออีกแล้ว

       บางทีหนักๆ เข้ามันก็ทำเหมือนเรามีหัวใจหรือว่ามีจิตใจเป็นสองดวง ดวงหนึ่งบริกรรมว่า “พุทโธๆ” หรือว่าบริกรรมว่า “พองหนอ” “ยุบหนอ”  เป็นต้น อีกดวงหนึ่งทำให้เราคิดเรื่องนั้นบ้าง ทำให้เราคิดเรื่องนี้บ้าง อะไรจิปาถะ หรืออีกดวงหนึ่งถามปัญหา อีกดวงหนึ่งวิสัชนาปัญหา อะไรร้อยแปดพันประการ หนักๆเข้าเราจะกำหนดจิตว่า “คิดหนอๆ” มันก็กระซิบว่า “ไม่ต้องกำหนดๆ ปล่อยให้มันคิดไปลองดู มันจะคิดไปถึงไหน” ผลสุดท้ายชะล่าใจก็เลยปล่อยให้จิตใจนี้ฟุ้งซ่านไปตามอำนาจของมัน เจ้าตัวอุทธัจจะนี้ร้ายกาจมาก มันทำให้เราไม่ได้สมาธิ ไม่ได้สมาบัติหรือวิปัสสนาญาณ คือวิปัสสนาญาณไม่เกิด ก็เพราะไม่มีสมาธิเป็นเครื่องรองรับ มัวแต่คิดไปตามอำนาจของตัวอุทธัจจะ

       ตัวอุทธัจจะนี้นอกจากจะทำให้เสียผลดังกล่าวมา ยังทำให้เกิดโรคความดันสูง เกิดโรคประสาท เกิดโรคกระเพาะอาหาร เกิดโรคหัวใจอ่อน เกิดโรคลมบ้าหมูเป็นต้น ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ นอกจากนี้ก็ทำให้เกิดวิปลาส ทำให้เกิดประสาทหลอน บางทีก็ทำให้เห็นนิพพานอยู่ใกล้ๆ จะไปนิพพานเดี๋ยวนี้ให้ได้ เลยเอามีดเชือดคอตัวเองตาย กินยาตาย แล้วจะไปนิพพานให้ได้เดี๋ยวนี้ ผลก็คือเป็นบาปตกอเวจีมหานรก

       สรุปความว่า ที่ทำกัมมัฏฐานไม่สำเร็จ ก็เพราะเจ้าตัวนี้เป็นตัวสำคัญเบอร์ ๑ เหตุนั้นก็ขอให้ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายพึงสังวรพึงระวัง แล้วก็ลองพิจารณาดูว่าเหมือนกับหลวงพ่อกล่าวมาหรือไม่ เพราะตัวนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วมันจะทำให้คิดอะไรร้อยแปดพันประการ เดินจงกรมอยู่ก็คิด นั่งอยู่ก็คิด คิดไปเรื่องโน้นคิดไปเรื่องนี้ เมื่อเรามัวแต่คิดๆ แล้ว จิตก็พรากจากสมาธิ ไม่มีสมาธิ เมื่อไม่มีสมาธิเป็นพื้นฐานวิปัสสนาญาณก็ไม่เกิด เมื่อวิปัสสนาญาณไม่เกิด การประพฤติปฏิบัติของเราก็ไม่ได้ผล เหตุนั้นตัวนี้จึงถือว่าเป็นตัวที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้การประพฤติปฏิบัติของเราไม่ได้ผล ทำให้จิตใจของเราตกไปในฝ่ายต่ำ

       ๑๐. วิจิกิจฉา ตัววิจิกิจฉานี้เมื่อเกิดขึ้นก็จะทำให้เราเกิดความสงสัยในปฏิปทาเครื่องดำเนินของตน เช่น สงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือ ถ้ามี ใครไปรู้มา มรรคผลนิพพานมีจริงหรือ ถ้ามี มีใครบ้างได้บรรลุ บรรลุแล้วเป็นอย่างไร นรก เปรต อสุรกาย ภูตผีปิศาจ เทวดา มาร พรหม มีจริงหรือ ถ้ามี มีใครไปเห็นมา โลกหน้ามีจริงหรือ ถ้ามี ผู้ไปแล้วไม่เห็นใครมาบอก คนตายแล้วเกิดจริงหรือ ถ้าเกิด ไม่เห็นมีใครจำชาติได้ ระลึกชาติก่อนได้ อะไรทำนองนี้ เจ้าตัววิจิกิจฉานี้มันทำให้เกิดความสงสัยทุกสิ่งทุกประการ

       สรุปความว่า ที่เราปฏิบัติพระกัมมัฏฐานไม่ได้ดี ไม่ถึงดี หรือไม่ได้ผลเท่าที่ควร ก็เพราะเจ้ากิเลสหรือเพื่อนชั่วทั้ง ๑๐ ประการนี้ ชักจูงจิตใจเราให้ตกไปฝ่ายต่ำอยู่เสมอ ทำให้ขาดความตั้งใจ ที่ตั้งใจไว้เดิม ทำให้ขาดทมะ ความข่มใจ ขาดขันติความอดทน ขาดฉันทะความพอใจ ขาดวิริยะความเพียร ขาดสติ ขาดสัมปชัญญะ ขาดสมาธิ ขาดปัญญาเป็นต้น เลยเสียทั้งทุนสูญทั้งกำไร กว่าจะรู้ตัวได้เราก็ถูกมันทำลายเสียอย่างยับเยินแล้ว

       เหตุนั้นก็ขอให้ท่านครูบาอาจารย์ ได้สำเหนียกได้พิจารณา ได้ตั้งใจใหม่ว่า ขณะนี้เวลาก็ยังมีอยู่มาก หลวงพ่อคิดว่ายังไม่สายจนเกินแก้ หากว่าเรารู้ตัวว่าเราตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสทั้ง ๑๐ ตัวนี้ หรือว่าถูกกิเลสทั้ง ๑๐ ตัวนี้ชักพาหรือนำพาจิตใจของเราให้ตกไปในฝ่ายต่ำ หากว่าเรารู้อย่างนี้เราได้สติอย่างนี้ หลวงพ่อก็คิดว่ายังไม่สายจนเกินแก้ เพราะยังอีกหลายวัน จึงจะถึงวันมหาปวารณา หากเราขะมักเขม้น ตั้งใจทำ คงมีทางผ่านการปฏิบัติไปได้ไม่มากก็น้อย

       หลวงพ่อคิดว่าเราควรจะคิดสู้มันบ้าง เพราะขณะนี้กองสนับสนุน กองเสบียงของเราก็ถวายอุปการะอยู่อย่างเต็มที่ ด้วยอำนาจเมตตาธรรมของบรรดาครูบาอาจารย์นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย สายธารศรัทธาก็ยังหลั่งไหลมาจากสารทิศอยู่มิได้ขาด เราควรจะได้ปลื้มใจดีใจในสายธารศรัทธา และปลงธรรมสังเวชว่า ถึงอย่างไรๆ เราก็จะทำให้ภัตตาหารที่มีผู้ศรัทธาถวายมานี้เป็นภัตตาหารที่ถวายแก่พระอริยบุคคลให้จงได้ ขอให้เราคิดดังนี้ จิตใจของเราจะได้เกิดอุตสาหะพยายามในการประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐานต่อไป

       ดังมีพระรูปหนึ่งซึ่งมาปฏิบัติภาคฤดูหนาว เวลาประพฤติปฏิบัติไป ญาติโยมทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น เจริญพระสังฆคุณว่า สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เป็นผู้ปฏิบัติสมควร แล้วก็พรรณนาไปถึงคุณของพระสงฆ์ว่า เมื่อพระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ก็เป็นผู้ที่บุคคลอื่นควรเคารพนับถือ กราบไหว้ สักการะ ถวายเครื่องสักการะสัมมานะ ควรรับทักษิณาทานของผู้อื่น

       พระภิกษุรูปนั้นก็พิจารณาว่า เอ๊ะ เรานี้บวชมาในพระพุทธศาสนา มาประพฤติปฏิบัติธรรมะครั้งนี้ เราก็ยังไม่อยู่ในขั้นที่เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีถึงที่ หรือปฏิบัติตรงหรือปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์เต็มที่ หรือว่ายังไม่เป็นผู้ปฏิบัติที่สมควรที่จะเคารพยกย่องสรรเสริญ การปฏิบัติของเรายังไม่ได้บรรลุสามัญผลขั้นใดเลย ถ้าคิดให้ซึ้งๆไป เรานี้ไม่สมควรที่จะรับสักการะของเขา ไม่สมควรที่จะฉันภัตตาหารของเขา ค่อนขอดตัวเองในขณะนั้น นึกว่าเรานี้ยังไม่ได้บรรลุคุณสมบัติอะไรเลย

       เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้วก็ปลีกออกจากหมู่ ปลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว พยายามตั้งอกตั้งใจเจริญพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่ช้าไม่นานก็สามารถยังความประสงค์ของตนให้สำเร็จได้ เลยเข้ามากราบหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อ บัดนี้ผมดีใจผมภูมิใจในการประพฤติปฏิบัติแล้ว” แกก็เล่าสภาวะทั้งหมดที่ประพฤติปฏิบัติมาให้ฟัง

       นี่แหละท่านทั้งหลาย ความเพียรนี้แม้เทวดาก็ไม่สามารถที่จะพยากรณ์ได้ ดังในเรื่องที่กล่าวไว้ในธัมมปทัฏฐกถา ที่พระราชาส่งราชบุรุษไปถามพระฤาษีว่า การรบกันครั้งนี้ ใครจะแพ้ ใครจะชนะ พระฤาษีก็พยากรณ์ว่าทางฝ่ายโน้นจะชนะฝ่ายนี้จะแพ้ เพราะเหตุไรพระฤาษีจึงพยากรณ์เช่นนั้น ก็เพราะว่ามีเทวดามาบอก เทวดามาบอกว่าฝ่ายนี้จะแพ้ ฝ่ายนี้จะชนะ

       ราชบุรุษทราบแล้วก็ไปกราบทูลพระราชา เมื่อพระราชาทรงทราบแล้วก็ฮึดใจสู้ว่ามันจะแพ้ก็ให้รู้แล้วรู้รอดไป ปลุกระดมบรรดากองทัพทั้งหลายทั้งปวงให้สามัคคีปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตายก็ขอให้ตายอย่างสมเกียรติผู้ชาย เราไม่ทิ้งบ้านทิ้งเมืองเป็นอันขาด รักบ้านรักเมืองรักประเทศนี้ยิ่งกว่าชีวิต ผลสุดท้ายพระราชาพร้อมด้วยราชบริวารทั้งหลายก็ฮึดสู้ เมื่อฮึดสู้ ผลสุดท้ายก็สามารถเอาชนะข้าศึกได้ ทั้งๆที่เทวดาพยากรณ์ว่า พระราชาพร้อมทั้งราชบริวารทั้งหลายจะแพ้ข้าศึก ฝ่ายข้าศึกจะเป็นผู้ชนะ แต่ผลสุดท้าย เพราะความพยายามอุตสาหะวิริยภาพอันแรงกล้า ก็สามารถเอาชนะข้าศึกได้

       อันนี้ก็เป็นเครื่องสรุปให้เห็นว่า ความเพียรนี้ แม้เทวดาก็ไม่สามารถที่จะพยากรณ์ได้ สมมุติว่าเทวดาจะมาพยากรณ์ว่าเราจะทุกข์อย่างนั้น เราจะจนอย่างนี้ เราจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เรามีความอุตสาหะ มุมานะ สร้างสมอบรมคุณงามความดี บำเพ็ญความเพียรเรื่อยไป ก็สามารถที่จะตั้งตัวได้ สามารถจะเป็นตัวของตัวได้ เหตุนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายอย่าได้น้อยใจ อย่าได้ท้อถอย ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งอยู่ในอิทธิบาทธรรมทั้ง ๑๐ ประการ

       ดังที่หลวงพ่อได้เคยบรรยายสู่ฟังว่า การประพฤติปฏิบัตินี้เราต้องมีฉันทะ คือพอใจในการปฏิบัติ ต้องมีวิริยะ แข็งใจในการประพฤติปฏิบัติ มีจิตตะ ตั้งใจในการประพฤติปฏิบัติ แล้วก็มีวิมังสา ฉลาดในการประพฤติปฏิบัติ เมื่อใดเราตั้งอยู่คุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ การประพฤติปฏิบัติของเราก็สามารถที่จะบรรลุสามัญผล สมกับที่เราตั้งใจไว้แต่เดิม

       เอาละท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เท่าที่หลวงพ่อบรรยายธรรมะมาวันนี้โดยสังเขปกถาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา
      
8  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / การปฏิบัติตนในการอยู่ศึกษากับครูบาอาจารย์ โดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต เมื่อ: 17 มิถุนายน 2563 10:26:37



การปฏิบัติตนในการอยู่ศึกษากับครูบาอาจารย์

การจะไปอยู่กับครูบาอาจารย์นั้น ต้องเป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่น มีความกล้าหาญ คือ ไม่กลัวท่าน ไม่กลัวแต่เกรง คำว่า ไม่กลัว คือ ไม่กลัวการดุด่าว่ากล่าวตักเตือนของท่าน แต่เกรงในพระคุณของท่าน เกรงในพระปัญญาของท่าน จะมีความยำเกรงจะมีความเคารพในธรรมคาสั่งสอนของท่าน เชื่อว่าคำสั่งสอนของท่านทุกคำนี้เป็นคำสอนที่ออกมาจากความเมตตา เป็นคำสอนที่จะมาแก้ไขสิ่งที่บกพร่องที่มีอยู่ในตัวเรา ถ้าเรามีความเชื่ออย่างนี้ มีความกล้าอย่างนี้ เวลาเราจะอยู่กับท่านนี้ เราจะไม่หวั่นไหวเวลาถูกท่านตำหนิติเตียน เวลาถูกท่านทดสอบจิตใจ เราจะมองไปในทางว่าเป็นความเมตตา เป็นการทดสอบจิตใจของพวกเราว่ามีความหนักแน่นมีความมั่นคงอยู่กับธรรมหรือไม่ และก็เป็นเหมือนกับการทดสอบจิตใจที่คุ้ยเขี่ยกิเลสตัณหา ที่อาจจะหลบซ่อนอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่ง ถ้าไม่ถูกท่านคุ้ยเขี่ยก็อาจจะไม่โผล่ออกมา แล้วก็อาจจะทำให้เราประมาทได้ คิดว่าเราไม่มีกิเลสแบบนั้นแล้ว แต่พอท่านคุ้ยเขี่ยออกมา พอมันโผล่ขึ้นมา เราก็จะได้รู้ว่ามันยังมีอยู่ เช่น การถือเนื้อถือตัว การโกรธ บางทีไม่มีเหตุการณ์มันก็จะไม่โผล่ขึ้นมา แต่พอมีเหตุการณ์นี้มันจะโผล่ขึ้นมา มันก็จะทำให้เรารู้ว่าเรายังมีปัญหานี้อยู่ แล้วเราก็จะได้หาวิธีกาจัดให้ มันหมดไปจากใจ

สิ่งที่ผู้ปฏิบัติควรจะมีกันคือครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ที่บรรลุแล้ว ผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติมาทุกรูปแบบในทุกขั้นตอนของธรรม ทั้งขั้นศีล ทั้งขั้นสมาธิ ทั้งขั้นปัญญา ทั้งขั้นวิมุตติหลุดพ้น ถ้ามีครูบาอาจารย์อย่างนี้แล้ว โอกาสที่จะได้บำเพ็ญให้สำเร็จนั้นมีอยู่มาก ดังนั้นควรที่จะเข้าหาครูบาอาจารย์กัน และถ้าไปอยู่ศึกษากับท่านได้ยิ่งดี เพราะจะได้อยู่ใกล้ชิด เวลาที่ท่านเห็นอะไรบกพร่อง ท่านจะได้ช่วยแก้ไขให้ หรือเวลาที่เราอยากจะไปทำอะไรตามความอยากของเราโดยคิดว่าเป็นการกระทำที่ถูกที่ดี แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วย เราก็ไม่ควรที่จะทำ ควรที่จะฟังว่าท่านมีความเห็นอย่างไร เวลาที่จะไปไหนนี้ เวลาเราไปกราบครูบาอาจารย์นี้ เราไม่ได้บอกว่าจะขอลาไปโน่นขอลาไปนี่ แต่จะไปขอปรึกษาว่ามีเหตุผล อย่างนี้อย่างนั้น จะทำอย่างนั้นหรืออย่างนี้ ท่านมีความเห็นอย่างไร ถ้าท่านมีความเห็นไม่ตรงกับความเห็นของเรา เราก็ต้องหยุดความเห็นของเรา เราต้องเห็นความเห็นของท่านนี้ดีกว่า หรือถูกต้องกว่า เพราะท่านได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาแล้วอย่างโชกโชน กิเลสมันจะคอยหลอกเราให้เราไปทำตามกิเลสโดยที่มันจะเอาธรรมต่างๆ มาอ้าง ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์นี้ เราจะรู้ไม่ทันเล่ห์กลของกิเลส แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ท่านเคยผ่านเล่ห์กลของกิเลสมาแล้ว หรือท่านก็เคยมีครูบาอาจารย์คอยช่วยแก้เล่ห์กลต่างๆ ของกิเลสมาแล้ว พอเราแสดงเล่ห์กลของกิเลสออกมา ท่านก็จะรู้ทันที แล้วท่านก็จะช่วยแก้ไขให้

ดังนั้นการอยู่กับครูบาอาจารย์นี้ต้องอยู่แบบเคารพเชื่อฟังจริงๆ ไม่คัดค้านไม่เถียง เพราะว่าท่านไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการที่มาเอาแพ้เอาชนะเรา ท่านไม่ต้องการอะไรจากเรา ท่านต้องการช่วยเหลือให้เราได้ปฏิบัติไปในทางที่ถูกต้องเท่านั้น ถ้าท่านเห็นว่าเราไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ท่านก็ต้องคัดค้านยับยั้งไม่ปล่อยให้ไป อย่างสมัยที่อยู่กับหลวงตานี้ ท่านก็มีกฎว่า พระบวชใหม่ต้องอยู่ ๕ พรรษา ไม่ให้ไปไหน ให้อยู่ในวัด ให้บำเพ็ญในวัด ยังไม่พร้อมที่จะไปเที่ยวปลีกวิเวกตามลำพังเพราะเหมือนกับยังเป็นเด็กอยู่ ยังไม่พร้อมยังไม่มีกำลังที่จะไปปลีกวิเวกตามลำพัง หากไปแล้วแทนที่จะเกิดประโยชน์กลับจะเกิดโทษขึ้นมาได้ ถ้ามีพระรูปใดท่านขัดขืนคำสั่ง คือขออนุญาตไปแล้วท่านห้ามไม่ให้ไป แต่ก็ไป ถ้าไปแล้วเวลาจะกลับมานี้ท่านไม่รับแล้ว ท่านไม่สอนแล้ว คนที่ดื้อดึง คนที่ไม่ฟังคำสอนของท่าน ท่านบอกว่ากลับมาทำไม ในเมื่อท่านว่าการตัดสินใจของท่านนั้นดีแล้ว ท่านไปแล้วก็ไปเลย ไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมา ขอให้พวกเราระมัดระวังเรื่องความดื้อรั้น เวลาครูบาอาจารย์ห้ามหรือเวลาครูบาอาจารย์สอนอะไร อย่าไปดื้อรั้น มันจะเป็นโทษกับเราเองมากกว่าเป็นคุณ นอกจากเราไปศึกษากับครูบาอาจารย์ที่ไม่รู้จริงเห็นจริงนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง อันนี้ก็อาจจะไม่เชื่อตามก็ได้ ถ้าเรามีเหตุผลมีธรรมที่ถูกต้อง แล้วท่านมีธรรมที่ไม่ถูกต้องอย่างนี้เราก็ไม่ต้องเชื่อฟัง ถ้าเชื่อฟัง ก็อาจจะทำให้เราไปผิดทางได้ ครูบาอาจารย์ที่ท่านมีธรรมนี้ ท่านจะดูคุณภาพของลูกศิษย์ ท่านจะไม่ดูปริมาณของลูกศิษย์ ไม่ได้นับจำนวนที่ปริมาณ แต่คนที่ไม่มีธรรมนี้จะดูที่ปริมาณ ครูบาอาจารย์รูปไหนมีลูกศิษย์เยอะก็คิดว่าท่านอาจจะมีบารมีมากมีธรรมมาก แต่ถ้าดูลูกศิษย์ที่เป็นลูกศิษย์ไม่มีธรรมไม่มีการบรรลุธรรมเลย มันก็จะบอกให้รู้ว่าครูบาอาจารย์นั้นเป็นอย่างไร

ชาตินี้พวกเราโชคดีเราได้มาเกิดเป็นมนุษย์ และเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา ได้พบกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้พบกับพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าที่จะคอยสอนให้พวกเราเดินไปในทางธรรม เพื่อให้ได้ไปถึงจุดหมายปลายทางของธรรมคือ พระนิพพานคือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงอยู่ที่ตัวเราว่าเราจะทำเหมือนกับพระโปฐิละได้หรือเปล่า เราพร้อมที่จะเข้าไปหาครูบาอาจารย์ พร้อมที่จะเข้าไปศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของท่านได้หรือเปล่า ถ้าเราพร้อม เราไปได้ เราก็จะได้ปฏิบัติ ถ้าเราได้ปฏิบัติแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเราก็จะต้องได้รับผลที่เกิดจากการปฏิบัติอย่างแน่นอน พระพุทธเจ้าได้ทรงรับประกันไว้แล้วว่า ถ้าปฏิบัติจริงๆ เจริญสติจริงๆ เจริญสมาธิ เจริญปัญญาจริงๆ แล้ว บางท่านก็ ๗ วัน บางท่านก็ ๗ เดือน บางท่านก็ ๗ ปี จะต้องได้รับผลจากการปฏิบัติอย่างแน่นอน


ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ผู้ไกลจากทุกข์”
ในวาระครบรอบวันอุปสมบท ๔๒ พรรษา
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
ณ จุลศาลา เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน
9  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / Re: ถาม-ตอบปัญหาธรรม กับพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี เมื่อ: 15 มิถุนายน 2563 10:16:52




อารมณ์ของจิตเมื่อเห็นความตาย ปล่อยวาง เป็นอย่างไรครับ
ถาม: อารมณ์ของจิตเมื่อเห็นความตายแล้ว ปล่อยวางจริงๆ เป็นอย่างไรครับ เมื่อสองสามวันนี้ได้ทราบข่าวมรณภาพของท่านพระอาจารย์สุดใจ ก็เลยพยายามใช้มรณานุสสติให้เจริญขึ้นในใจ จนอยากกราบเรียนถามพ่อแม่ครูอาจารย์ให้ชัดรวบยอดอีกทีว่า อารมณ์เมื่อเห็นความตายเป็นเรื่องปกตินี้ มันเป็นอย่างไรครับ หรือเราต้องฝึกซ้อมเรื่อยๆ หากเราเจอโจทย์จริงๆ ที่ชัดกว่านั้น เช่น พ่อแม่เราเสียขึ้นมา เราถึงจะเจออารมณ์นั้นได้ที่จริงที่ละเอียด ที่นานๆ ยิ่งขึ้นไป เพราะรู้สึกว่าประโยชน์ของมรณานุสสติได้ประโยชน์สูงมากเลยครับ

พระอาจารย์: ก็คือเฉยไง เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา เราในที่นี้หมายถึงใจ เวลาร่างกายตายมันไม่ได้ไปทำให้ใจตายไปด้วย งั้นการที่เราปลงได้ ยอมรับความตายได้ ก็เท่ากับว่าเราปล่อยร่างกายได้ ถ้าปล่อยได้จริงๆ เวลาร่างกายเป็นอะไรเราจะรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าเกิดอาการกลัวขึ้นมา เกิดเครียดขึ้นมา ก็ทดสอบดูสิ ลองไปอยู่ในที่น่ากลัวดู แล้วดูว่าใจจะกลัวหรือไม่ เช่น ไปอยู่ในป่าช้า ไปหาป่าช้าที่ไหนสักแห่ง ค่ำคืนลองเข้าไปนั่งสมาธิ ไปนอนที่นั่นสักคืนหนึ่งดู ดูว่าจะรู้สึกมีความกลัวไหม หรือไม่เช่นนั้นก็ไปอยู่ในป่าที่มีสัตว์ร้าย อะไรทำนองนั้น ดูสิว่าจะมีความกลัวรึเปล่า ถ้าไปแล้วรู้สึกเหมือนกับอยู่ในบ้าน ก็แสดงว่าเราปลงได้



มหาสติปัฏฐาน ๔ คืออะไรครับ
ถาม: มหาสติปัฏฐาน ๔ คืออะไรครับ พระอาจารย์

พระอาจารย์: เป็นหลักสูตร วิธีปฏิบัติ สติ สมาธิ และปัญญา ของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนพระภิกษุในสมัยพุทธกาล ควรจะไปศึกษาดู อ่านคำแปล อย่าไปอ่านคำบาลีเพราะคำบาลีนี้ เราไม่เข้าใจความหมาย แต่คนไม่เข้าใจ คิดว่าอ่านบาลีแล้วศักดิ์สิทธิ์กว่าอ่านคำแปล ความจริงนั้นเป็นการเข้าใจผิด คิดว่าอ่านบาลีแล้วได้อ่านคำพูดของพระพุทธเจ้าโดยตรง เพราะอ่านคำแปลแล้วไม่เป็นคำพูดของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่ใช่นะ คำสอนของพระพุทธเจ้านี้สอนเพื่อให้คนฟังเข้าใจ ไม่ได้สอนให้ได้ยินคำภาษาของพระพุทธเจ้า ให้เราอ่านเพื่อให้เกิดความเข้าใจ พอเข้าใจแล้วเราจะได้รู้จักวิธีที่จะปฏิบัติอย่างถูกต้อง ที่เราเรียกว่า “ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ” นี่เอง พอปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ “มรรคผลนิพพาน” ก็จะปรากฏตามลำดับต่อไป



พระอรหันต์ขณะมีชีวิตอยู่ยังต้องรับกรรมใช่ไหมเจ้าคะ
ถาม: พระอรหันต์ขณะมีชีวิตอยู่ ยังต้องรับกรรมใช่ไหมเจ้าคะ

พระอาจารย์: ท่านก็เป็นเหมือนคนทั่วไป ถ้ามีเหตุการณ์มีกรรมอะไรเข้ามากระทบ ท่านก็รับไป เพียงแต่ว่าต่างกันที่จิตใจของท่านไม่เดือดร้อนกับการรับวิบากกรรมของทางร่างกาย เช่น อาจจะโดนเขาด่า เช่น องคุลิมาลก็ถูกชาวบ้านคอยเอาก้อนหิน เขวี้ยงใส่เวลาชาวบ้านจำหน้าได้ว่า อ้อ ไอ้นี่เป็นองคุลิมาล เคยมาฆ่าคนในหมู่บ้านเขา พอเขาเห็นเข้าก็เลยไล่ ด้วยการใช้ก้อนหินเขวี้ยงใส่ ท่านก็ต้องรับกรรมไป พระโมคคัลลานะท่านก็ต้องถูกเขาฆ่าตายไป แต่ใจของท่านเฉยๆ เหมือนกับไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เพราะท่านเห็นด้วยปัญญาว่าร่างกายไม่ใช่ตัวท่าน ร่างกายเป็นเหมือนรถยนต์แหละ โยมขับรถไปใครเอาน้ำสาดใส่รถยนต์ ก็ปล่อยมันสาดไปสิ คนขับรถอยู่ในรถไม่ได้เปียกไปกับน้ำที่รถยนต์ถูกสาด ก็เป็นแบบนั้น ความทุกข์ทางกายไม่สามารถเข้าไปในใจของพระอรหันต์ได้



ตายอย่างไรไม่ให้ทุกข์ใจ
ถาม: ขอให้พระอาจารย์ช่วยชี้ความสงบให้ทุกคนที่ต้องตาย จะทำจิตอย่างไรก่อนตาย อย่างไรไม่ให้มีทุกข์ใจเมื่อจะต้องตายจากโลกนี้ค่ะ

พระอาจารย์: ก็นั่นแหละ ต้องหัดทำสมาธิให้ได้ หัดเจริญปัญญา ปลงให้ได้ ทำสมาธิก็ต้องหัด สวดมนต์ไป บริกรรมพุทโธไป หัดดูลมหายใจเข้าออกไป อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าทำได้ใจก็จะสงบ แต่จะสงบเป็นพักๆ ถ้าอยากจะให้ใจสงบอย่างถาวร ก็ต้องใช้ปัญญาสอนใจว่า ชีวิตของเรานี้มีต้นมีปลาย มีเกิดมีดับเป็นธรรมดา ตอนนี้เรากำลังถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เราจะอยากไปให้มันไม่ถึงไม่ได้แล้ว เราก็ไปกับมัน เหมือนกับนั่งรถ เมื่อรถมันจะพาเราไปสู่ป้ายสุดท้าย เราก็ต้องไปกับมัน อย่าไปทำอะไร ฝืนไม่ได้ ยิ่งฝืนยิ่งทุกข์ งั้น “ยอม หยุด เย็น” ยอมตายแล้วใจก็จะหยุดต่อต้านความตาย พอหยุดได้แล้วใจก็จะเย็นจะสงบ จะมีความสุข เหมือนท่านสุดใจ ท่านออกมานอกห้องไม่ได้ อาจารย์สุดใจท่านออกนอกห้องไม่ได้ ก็ต้องยอม นั่งสมาธิไป ท่านนั่งสมาธิได้ท่านก็นั่งสมาธิไป ใจท่านก็จะหยุดต่อสู้ หยุดหนีความตาย เห็นไหมร่างกายท่านไม่วิ่งไปเคาะ ไปอะไรต่างๆ ท่านก็นั่งไป ทำใจให้นิ่งให้สงบ พอหยุดได้ใจก็เย็นสบาย ร่างกายร้อนแต่ใจเย็น แปลกไหม


ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๓
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
10  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / จุดเริ่มต้นของความเป็นมงคลทั้งหลาย โดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ เมื่อ: 15 มิถุนายน 2563 10:08:17



จุดเริ่มต้นของความเป็นมงคลทั้งหลาย

การกระทำที่เป็นมงคลที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นมงคลทั้งหลาย เริ่มต้นอยู่ที่การรู้จักคบคน ถ้าคบคนพาล คนพาลคือคนอย่างไร คนพาลในทางศาสนาหมายถึงคนโง่ หมายถึงคนไม่ดีคนไม่ฉลาด ส่วนบัณฑิตคือคนฉลาดคนดี ถ้าเราคบกับคนโง่คนไม่ดี เขาก็จะพาให้เราโง่พาให้เราไม่ดีไปกับเขา ถ้าเราคบคนดีคบคนฉลาดเขาก็จะพาให้เราดี พาให้เราฉลาดไปกับเขานั่นเอง จึงต้องรู้จักเลือกคบคน เพราะชีวิตของเรานี้ไม่ได้อยู่คนเดียวตามลำพัง เราเป็นมนุษย์สังคมที่จำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน เขาอาศัยเรา เราอาศัยเขา เราถึงจะอยู่กันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข ถ้าเราอยู่ตามลำพังเราก็จะอยู่อย่างยากลำบากเวลาที่เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา หรือเกิดความอดอยากขาดแคลนขึ้นมา ถ้าเราอยู่คนเดียวก็จะไม่มีใครมาช่วยเหลือเรา แต่ถ้าเราอยู่ร่วมกันหลายคน เช่นในครอบครัวเรามีพ่อแม่มีพี่น้องอยู่ร่วมกัน เวลาคนใดคนหนึ่งเป็นอะไรขึ้นมา ก็ยังมีคนอื่นมาช่วยกันดูแลบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนให้กันได้ ดังนั้นเราต้องอยู่ร่วมกัน เราอยู่คนเดียวไม่ได้ เมื่อเราอยู่คนเดียวไม่ได้เราต้องอยู่กับคนอื่น เราก็ต้องรู้จักเลือกคน เลือกคนดีเลือกคนฉลาดเพราะคนดีเขาก็จะสอนให้เราดีพาให้เราดี คนฉลาดเขาก็จะพาให้เราฉลาด คนโง่ก็จะสอนให้เราโง่ คนไม่ดีก็จะสอนให้เราไม่ดีตามเขา นี่คือการคบคนเพื่อให้เกิดประโยชน์ให้เกิดความสุขความเจริญจึงต้องคบคนดี ไม่คบคนไม่ดี ทีนี้คนดีเราจะรู้ได้อย่างไรว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร เราก็มีมาตรฐานของคนดีเป็นตัวอย่างในพระพุทธศาสนา

คนดีทางพระพุทธศาสนา คนฉลาดของพระพุทธศาสนาที่ฉลาดที่สุดและดีที่สุดก็คือพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านั่นเอง เพราะการกระทำของท่านแต่ละรูปไม่มีข้อตำหนิไม่มีข้อบกพร่อง ไม่มีการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนแก่ผู้อื่น มีแต่การกระทำที่มีคุณมีประโยชน์กับผู้อื่น ผู้ใดที่ได้เข้าพบปะได้รู้จักได้เข้าใกล้พระพุทธเจ้าหรือพระอริยสงฆ์สาวก จะได้รับแต่ประโยชน์สุขเพียงอย่างเดียว จะไม่ได้รับโทษไม่ได้รับความทุกข์ นี่แหละคือบุคคลที่เรียกว่าบัณฑิต บัณฑิตที่ฉลาดที่สุดก็คือพระพุทธเจ้าตามด้วยพระอริยสงฆ์สาวกที่ได้เลือกพระพุทธเจ้าเป็นผู้คบค้าสมาคมด้วย จึงได้ดิบได้ดีจากพระพุทธเจ้า ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลจากพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าจะไม่ใครสามารถที่จะบรรลุเป็นพระอริยบุคคลได้เลย มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถสอนปุถุชนอย่างพวกเราให้เป็นพระอริยบุคคลขึ้นมา ให้เป็นพระโสดาบัน ให้เป็นพระสกิทาคามี ให้เป็นพระอนาคามี ให้เป็นพระอรหันต์ นี่แหละคือบัณฑิตที่เราควรจะเข้าหากัน ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ได้จากไปแล้ว คือสรีระร่างกายของพระพุทธเจ้าได้จากไป แต่ความรู้ของพระพุทธเจ้านี้ยังอยู่กับพวกเรา อยู่ในพระไตรปิฎก อยู่ในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาที่พวกเราสามารถที่จะศึกษาหาความรู้ความฉลาดจากพระคัมภีร์ได้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าพวกเราจะไม่ได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้า ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะได้จากพวกเราไปแต่คำสั่งคำสอนอันประเสริฐของพระพุทธเจ้ายังอยู่กับพวกเรา ถ้าเราเข้าหาคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เท่ากับเราได้เข้าหาพระพุทธเจ้าโดยตรง นี่คือเราต้องเข้าหาบัณฑิตคือพระธรรมคำสอน นอกจากพระธรรมคำสอนเรายังมีพระอริยสงฆ์สาวกที่ได้ศึกษาได้ร่ำเรียนจากคำสอนหรือจากพระพุทธเจ้า และจากพระอริยสงฆ์สาวกที่ได้ศึกษาจากพระพุทธเจ้ามาตามลำดับ มาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ การผลิตพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนายังมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เหมือนโรงงานที่ผลิตรถยนต์ มีการผลิตรถยนต์มาอย่างต่อเนื่อง มีไม่ขาดตอน มีรถรุ่นใหม่ๆ ออกมาให้ผู้ที่สนใจได้ซื้อได้เอาไปขับ

ฉันใดพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านี้ก็เช่นกัน เป็นเหมือนนักศึกษาที่ได้จบระดับปริญญาต่างๆ แล้วหลังจากที่ได้จบปริญญาแล้วก็มาทำหน้าที่เป็นครูเป็นอาจารย์กัน เผยแผ่ธรรมะคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าอันประเสริฐให้แก่ผู้ที่มีความสนใจต่อไป ผู้ที่มีความสนใจพอได้ศึกษาได้ร่ำเรียน ไม่ช้าก็เร็วก็จะได้จบปริญญาของทางศาสนา ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล เวลาที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ก็มีอยู่ตั้งแต่ ๗ วัน ๗ เดือน และ ๗ ปี ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถความฉลาดของผู้ที่ศึกษาร่ำเรียน ไม่มีเวลาตายตัวเหมือนในมหาวิทยาลัยที่กำหนดไว้ ๔ ปี แต่ทางศาสนานี้กำหนดตามความรู้ความสามารถของผู้ที่ศึกษา บางท่านก็สามารถบรรลุได้ภายใน ๗ วัน บางท่านก็บรรลุได้ภายใน ๗ เดือน บางท่านก็บรรลุได้ภายใน ๗ ปี นี่เป็นหลักประกันคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเป็นผู้รับรองด้วยพระองค์เอง ว่าถ้าใครได้ศึกษาจากพระพุทธเจ้าหรือจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือจากพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าจะสามารถบรรลุพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ได้ภายในระยะเวลา ๗ วัน ๗ เดือน หรือ ๗ ปี นี่แหละคือการเข้าหาบัณฑิต การคบกับคนฉลาดคบกับคนดี จะทำให้เราเป็นคนฉลาดเป็นคนดี คบกับพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระอริยสงฆ์จะทำให้เราได้เป็นพระอริยบุคคลกัน ถ้ายังไม่ถึงขั้นพระอริยบุคคลเราก็จะเป็นระดับพรหมหรือระดับเทวดา หรือเป็นระดับมนุษย์ที่ดี มนุษย์เราก็รู้กันว่ามีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งสุขและมีทั้งทุกข์ แต่ถ้าเราคบกับพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์แล้ว เราจะได้แต่ความสุขและความดี ความรู้ความฉลาด ขึ้นอยู่กับความพากเพียรของพวกเราเองว่า เราจะมีความพากเพียรพยายามที่จะตักตวงความรู้ตักตวงประโยชน์จากพระพุทธศาสนาได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง ไม่มีใครมาห้ามเพราะความรู้และประโยชน์ของพระศาสนานี้มีจำนวนไม่อั้น ไม่เหมือนกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่จะรับนักศึกษาได้ตามปริมาณที่มีสถานที่รองรับไว้ จะรับเกินไม่ได้ แต่ทางศาสนาพุทธนี้รับได้หมด ใครต้องการสมัครเป็นพระอริยบุคคลรับสมัครทุกคน ไม่ต้องสอบเอ็นทรานซ์ ใครต้องการขอให้เข้าหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอให้ศึกษาวิธีการดำเนินชีวิตของพระพุทธเจ้า ชีวิตของพระอริยสงฆ์สาวก ขอให้ศึกษาคำสั่งคำสอนที่เป็นวิธีดำเนินชีวิตของท่าน ถ้าเราได้ศึกษาแล้วเราได้กระทำตามที่ท่านได้สั่งได้สอนได้ปฏิบัติได้ทำกัน ไม่ช้าก็เร็วเราก็จะได้เป็นเหมือนท่าน

นี่คือเรื่องของการคบบัณฑิต ไม่คบคนพาล ถ้าคบคนพาลเราจะไปอีกทางหนึ่งเพราะคนพาลนี้เป็นคนโง่ เป็นคนไม่ดี คนพาลนี้จะชอบทำในสิ่งที่ไม่ดี ทำสิ่งที่เป็นโทษกับตนเองและกับผู้อื่น ถ้าไปอยู่กับเขาไปคบค้าสมาคมกับเขา เขาก็จะชวนให้เราไปทำตามเขา อะไรคือการกระทำของคนพาลของคนโง่ ก็คือการกระทำบาป การเสพอบายมุข นี่เป็นการกระทำของคนพาลของคนโง่ที่บัณฑิตจะไม่ทำโดยเด็ดขาด ถ้าไปคบกับคนที่ชอบเสพอบายมุขชอบทำบาป เขาก็จะดึงเราหรือชวนเราให้ไปเสพอบายมุขให้ไปทำบาป ถ้าเขาชอบดื่มสุราเขาก็จะชวนเราไปดื่มสุรา ถ้าเขาชอบเล่นการพนันเขาก็จะชวนเราไปเล่นการพนัน ถ้าเขาชอบเที่ยวเตร่เขาก็จะชวนเราไปเที่ยวเตร่ ถ้าเขาชอบความเกียจคร้านเขาก็จะชวนให้เราเกียจคร้าน นี่คืออบายมุขที่เราต้องอย่าไปเกี่ยวข้องด้วยเพราะคำว่า “อบายมุข” นี้แปลว่าทางเข้าของอบาย อบายคืออะไร คือความเสื่อมของจิตใจที่จะดึงจิตใจของมนุษย์ให้ต่ำลงไปนั่นเอง จากมนุษย์ก็จะไปเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นนรก เกิดจากการเสพอบายมุขเป็นเหตุ การเสพอบายมุขนี้เท่ากับการไปอยู่ที่ทางเข้าของอบาย ผู้ที่อยู่ปากทางเข้าของอบายกับผู้ที่อยู่ห่างไกลจากทางเข้าของอบาย ใครจะเข้าง่ายกว่ากัน คนที่อยู่ปากทางแล้วพอจะเข้าก็เข้าไปเพียงย่างก้าวเดียวก็เข้าไปแล้ว แต่ผู้ที่ไม่เสพอบายมุขนี้อยู่ไกลจากอบาย จะเข้าอบายได้ยากกว่า เพราะอะไร เพราะเวลาเสพอบายมุขนี้มีแต่รายจ่าย มีแต่การสูญเสียทรัพย์สินต่างๆ ไปนั่นเอง และถ้าใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่ช้าก็เร็วทรัพย์สินก็จะไม่พอใช้ พอไม่พอใช้ก็จะต้องไปทำบาปเพื่อหาทรัพย์สินมาใช้ต่อนั่นเอง เพราะคนที่เสพอบายมุขนี้จะไม่ไปทำงานทำการ ไปหาเงินหาทองโดยวิธีสุจริต ก็จะต้องไปหาเงินทองโดยวิธีทุจริต ก็คือการทำบาป หาเงินทองด้วยการโกหกหลอกลวง หาเงินทองด้วยการลักขโมย หรือหาเงินทองด้วยการปล้นการจี้การฆ่าผู้อื่น นี่แหละคือผลที่จะเกิดจากการที่ไปคบคนพาลคนไม่ดี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยง แล้วจะปลอดภัยจากภัยต่างๆ ที่จะมากระทบกับจิตใจ จิตใจจะไม่ถูกกระชากลงต่ำ จิตใจลงต่ำหรือขึ้นสูงนี้เกิดจากการกระทำของเราเอง เกิดจากการคบกับคนอื่น คบกับคนอื่นเขาชวนเราทำ คบกับบัณฑิตเขาก็ชวนให้เราดึงจิตใจของเราให้สูงขึ้น คบกับคนพาลเขาก็จะดึงจิตใจของเราให้ลงต่ำ นี่คือมงคลที่พระพุทธเจ้าทรงสอน


ธรรมะบนเขา
วันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๒
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
11  สุขใจในธรรม / พุทธวัจนะ - ภาษิตธรรม / Re: "คติธรรม" พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี เมื่อ: 15 มิถุนายน 2563 09:47:33


กายวิเวก จิตวิเวก

การทำสมาธินี้จิตจะสงบได้ง่ายถ้าอยู่คนเดียว กายวิเวกแล้วจิตก็จะวิเวก คำว่าวิเวกก็สงบสงัด ถ้ากายสงบสงัด อยู่ในสถานที่สงบสงัด จิตก็จะสงบสงัด ถ้าอดีตชาติเคยมีความสงบในจิตแล้ว พอกายสงบ จิตก็จะสงบทันทีเลย เช่นพระพุทธเจ้านี่ตอนที่เป็นเด็กนะ มีวันหนึ่งท่านอยู่คนเดียว อยู่ใต้ต้นไม้ พวกพี่เลี้ยงต่างๆ เขาไปยุ่งกับงานอื่น ไม่มีเวลามาคอยรับใช้มาคอยปรนนิบัติมาคอยอยู่เป็นเพื่อน ก็เลยปล่อยให้ท่านอยู่คนเดียว พอท่านอยู่คนเดียวใจของท่านเคยมีความสงบอยู่แล้ว ก็เข้าสู่ความสงบโดยอัตโนมัติ เพราะไม่มีอะไรคอยดึงไว้ ที่ใจเราไม่เข้าไปข้างใน เพราะมีเรื่องต่างๆ คอยดึงเราไว้ เรื่องแฟน เรื่องสามี เรื่องครอบครัว เรื่องลูก เรื่องเงินทอง เรื่องอะไรร้อยแปด ใจเราก็เลยเข้าสู่ความสงบไม่ได้ ถ้าเราไม่เคยมีความสงบมาก่อน เราก็ต้องใช้สติดึงใจเข้าไป ใช้สติดึง ดึงใจให้ออกจากเรื่องราวต่างๆ ออกจากเรื่องสามี เรื่องภรรยา เรื่องลูก เรื่องสมบัติ เรื่องอะไรต่างๆ ใช้พุทโธพุทโธดึงใจออกมาจากเรื่องราวต่างๆ เพราะเวลาเราพุทโธ เราจะคิดถึงคนนั้นคนนี้ไม่ได้นั่นเอง พอเราไม่คิดถึงเขาเราก็ลืมเขาไปชั่วคราว แล้วเราก็จะเข้าสู่ความสงบได้

ฉะนั้นเราต้องอยู่ห่างไกลจากคน จากเรื่องราวต่างๆ เพราะอยู่ที่บ้านเดี๋ยวก็เห็นคนนั้นเห็นคนนี้ พอเห็นปั๊บมันก็อดที่จะคิดถึงเขาไม่ได้ นอกจากคนแล้วยังมีอย่างอื่นอีก ขนมนมเนย ทีวี อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด เดี๋ยวเห็นปั๊บก็อยากจะไปยุ่งกับเขาแล้ว เห็นทีวีก็อยากจะเปิดดู เห็นมือถือก็อยากจะเปิดดู เดี๋ยวก็กดหาคนนั้นหาคนนี้ นี่มันเลยเข้าข้างในไม่ได้ จึงต้องไปอยู่ที่ไหนที่ไม่มีของเหล่านี้ อยู่คนเดียว ปลีกวิเวก กายวิเวก จิตก็วิเวก บางคนมาอยู่ที่นี่ก็ยังเอามือถือมาด้วย เดี๋ยวเปิดดูอยู่เรื่อย ไม่รู้มาทำไม อย่ามาดีกว่า มันก็เหมือนกัน มือถือมันก็ไปเชื่อมให้เรากลับไปอยู่ที่บ้านอีกอยู่ดี เดี๋ยวก็โทรไปหาคนนั้นเดี๋ยวก็โทรไปหาคนนี้ เป็นห่วงเขา เขาสบายดีหรือเปล่า แม่อยู่ที่นี่ลูกทำอะไรอยู่ อย่างนี้มันยังไม่กายวิเวก กายวิเวกแต่ใจไม่วิเวก ใจยังคิดถึงเขาอยู่

อย่างสมัยก่อนนี่ ไปอยู่วัดหลวงตานี้ท่านห้ามไม่ให้มีเรื่องราวต่างๆ วิทยุ โทรศัพท์ ทีวี โทรทัศน์ ท่านเรียกว่าเทวทัต พวกเทวทัต พวกทำลายศาสนา พวกทำลายความสงบ ท่านเรียกเทวทัต ไฟฟ้งไฟฟ้าท่านไม่ให้เอาเข้าเลย เพราะเข้าเดี๋ยวมันแอบเอาวิทยุเข้ามาเสียบฟังได้ เอาเทปเข้ามาเปิดได้ เอาอะไรเข้ามาเล่นได้ ท่านเลยก็ต้องห้าม ถ้าเราอยากจะภาวนาให้ได้ผล เราต้องหาที่ห่างไกลจากแสงสีเสียง ห่างไกลจากรูปเสียงกลิ่นรส ห่างไกลจากคนนั้นคนนี้ แล้วเวลามาอยู่ที่เดียวกัน ที่ปฏิบัติ ก็อย่ามารวมกันอย่ามาคุยกัน อย่ามาจับกลุ่มคุยกัน ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างปฏิบัติ ใจถึงจะสงบได้ ถ้าสงบแล้วใจจะมีความสุขมาก แล้วใจจะเลิกพึ่งคนนั้นคนนี้ พึ่งสิ่งนั้นพึ่งสิ่งนี้ได้ ตอนนี้เราต้องพึ่งคนนั้นคนนี้เพื่อให้ความสุขกับเรา พึ่งสิ่งนั้นสิ่งนี้มาให้ความสุขกับเรา แต่ถ้าเราทำใจให้สงบ ทำใจให้มีความสุขได้ เราไม่ต้องพึ่งใครแล้ว


สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๐
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
ณ จุลศาลา เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน
12  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: กำลังใจ โดย พระจุลนายก (สุชาติ อภิชาโต) วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี เมื่อ: 11 มิถุนายน 2563 11:12:53



กัณฑ์ที่ ๔๖
ธรรมคุณ (จบ)
๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔

๔. เอหิปัสสิโก หมายถึงพระธรรมเป็นสิ่งที่วิเศษอัศจรรย์ เป็นสิ่งที่ใครพบเห็นแล้วย่อมเกิดความชื่นชมยินดี ถ้าเป็นบุคคลก็เหมือนกับดาราภาพยนตร์ หรือนางงามจักรวาล เวลาบุคคลเหล่านี้ไปที่ไหนจะมีคนอยากจะเข้าใกล้ อยากจะดูอยากจะมองฉันใด พระธรรมคําสอนของพระพุทธองค์ก็ฉันนั้น เพราะพระธรรมคําสอนคือ รสของธรรม ชนะรสทั้งปวง ผู้ใดได้สัมผัสรสของธรรมแล้วจะติดอกติดใจชื่นชมยินดี เพราะว่าธรรมนําความสุขที่แท้จริงให้กับจิตใจ เป็นความสุขที่เกิดจากความสงบนั่นเอง ผู้ที่ไม่เคยพบกับความสุขที่เกิดจากความสงบของจิตใจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าได้พบกับความสงบของจิตใจที่เกิดจากการปฏิบัติแล้ว จะรู้ทันทีว่านี่แหละคือสิ่งที่เลิศที่สุดในโลกนี้ เป็นสิ่งที่อยากจะมีอยู่ตลอดเวลา เป็นเหมือนยาเสพติด แต่เป็นยาเสพติดที่ไม่มีโทษ มีแต่คุณอย่างเดียว นี่คือความหมายของเอหิปัสสิโก รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง ท้าทายต่อการพิสูจน์เพราะ เป็นของจริงที่ดีเลิศ

๕. โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาสู่ตัว เพราะพระธรรมเป็นสิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่ง มีคุณค่ายิ่งกว่าเพชรนิลจินดาเงินทองทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ เป็นอริยทรัพย์ที่จะนําความสุขความเจริญที่แท้จริง เป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่นําไปสู่การสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิดและความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง พึงน้อมเข้ามาด้วยการศึกษาพระธรรมคําสอน แล้วก็นํามาปฏิบัติเพื่อจะนําไปสู่ปฏิเวธคือการบรรลุธรรม เรียกว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติหมายถึงการศึกษาพระธรรมคําสอน ด้วยการฟังเทศน์ฟังธรรม เพื่อจะได้เกิดความรู้ความเข้าใจว่าจะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างไร เมื่อรู้แล้วก็นําไปประพฤติปฏิบัติ เช่นวันนี้หลังจากที่ได้รับศีลแล้ว กลับไปบ้านก็รักษาศีลกัน ด้วยการละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดประเวณี ละเว้นจากการจากการพูดปดมดเท็จ ละเว้นจากการเสพสุรายาเมา ละเว้นจากการเล่นการพนัน ละเว้นจากการเที่ยวเตร่ ละเว้นจากความเกียจคร้าน นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนให้ละ เพราะเมื่อทําไปแล้วจะนํามาซึ่งความเสื่อมเสีย ความหายนะ ละเว้นจากสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว ก็จะไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อน มีแต่ความสงบสุข เมื่อปฏิบัติแล้วจะเห็นผลขึ้นมาทันที

จึงควรน้อมเอาพระธรรมคําสอนเข้ามาสู่ตน ด้วยการศึกษาประพฤติปฏิบัติจนกระทั่งบรรลุผล ถ้าไม่ได้มาฟังเทศน์ฟังธรรมที่วัด ฟังที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้มีการเทศน์ผ่านทางวิทยุ ทางโทรทัศน์ ผ่านทางสื่อต่างๆ มากมาย สามารถเปิดฟัง เปิดดูได้ หนังสือธรรมะที่แจกเป็นธรรมทานก็มีอยู่มากมายก่ายกองเช่นกัน ขอให้มีความยินดีในธรรมเถิด เพราะการยินดีในธรรม ชนะการยินดีทั้งปวง อย่าให้เป็นในลักษณะที่เวลาหมุนคลื่นไปเจอพระกําลังเทศน์ กําลังแสดงธรรมในจอโทรทัศน์หรือในวิทยุอยู่ ก็ไปเปลี่ยนเป็นช่องอื่น ไปสถานีอื่นเสีย นั่นเป็นเพราะไม่น้อมธรรมเข้ามา กลับผลักธรรมออกไป ตัดธรรมทิ้งไปเหมือนกับตัดสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทองทิ้งไป เป็นสิ่งที่คนโง่เท่านั้นที่จะกระทํากัน ถ้าเป็นคนฉลาดแล้วย่อมรู้จักแยกแยะ ถ้าสิ่งที่ดีที่งาม ที่เป็นประโยชน์ก็จะน้อมเข้ามาเพื่อความสุขความเจริญของตนต่อไป

๖. ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญููหิ เป็นธรรมที่วิญญููชนพึงรู้เฉพาะตน ปุถุชนคนธรรมดาสามัญอย่างพวกเรานี้ยังถือได้ว่าเป็นวิญญููชนคนฉลาด ถ้าไม่ฉลาดย่อมไม่เห็นคุณค่าของการทําบุญให้ทาน การรักษาศีล การปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนา การฟังเทศน์ฟังธรรม จึงเป็นบุคคลที่คู่ควรกับพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้า สามารถรู้เห็นธรรมของพระพุทธองค์ได้ พระพุทธองค์ทรงแยกบุคคลไว้ ๔ จําพวกด้วยกัน เปรียบเหมือนบัว ๔ เหล่า คือ ๑. อุคฆฏิตัญญูู ๒. วิปจิตัญญูู ๓. เนยยะ ๔. ปทปรมะ

๑. อุคฆฏิตัญญู เป็นบุคคลที่ฉลาดมาก รู้เข้าใจอะไรได้โดยฉับพลัน เพียงได้ยินหัวข้อที่แสดงเท่านั้น พอได้ยินคําว่าบาปบุญคุณโทษ นรกสวรรค์เท่านั้น ก็จะรู้จะเข้าใจได้อย่างฉับพลัน บุคคลประเภทนี้เปรียบเหมือนดอกบัวที่อยู่พ้นนํ้า เพียงแต่รอสัมผัสแสงอาทิตย์ก็จะบานขึ้นในวันนี้

๒. วิปจิตัญญูู เป็นบุคคลที่ต้องขยายความถึงจะรู้ ถึงจะเข้าใจ คือเมื่อได้ฟังหัวข้อธรรมแล้วยังไม่เข้าใจ ต้องอธิบาย ต้องขยายความ เช่นบุญคืออะไร บาปคืออะไร นรกคืออะไร สวรรค์คืออะไร เมื่อได้ฟังคําอธิบายแล้วถึงจะรู้ ถึงจะเข้าใจ บุคคลประเภทนี้เปรียบเหมือนกับดอกบัวที่อยู่เสมอนํ้าที่จะบานในวันพรุ่งนี้

๓. เนยยะ เป็นบุคคลที่พอจะสั่งสอนได้คือต้องสั่งสอนอยู่เรื่อยๆ ต้องพูดอยู่เรื่อยๆ ต้องบอกอยู่เรื่อยๆ พูดครั้งเดียวยังไม่เข้าใจ ต้องพูด ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ถึง จะรู้ ถึงจะเข้าใจ ต้องพูดไปเรื่อยๆ สอนไปเรื่อยๆ อธิบายไปเรื่อยๆ ถึงจะรู้ถึงจะเข้าใจ บุคคลประเภทนี้เปรียบเหมือนกับดอกบัวที่ยังอยู่ในนํ้า ยังไม่โผล่พ้นนํ้า จะบานในวันต่อๆ ไป

๔. ปทปรมะ เป็นบุคคลที่ได้แต่ตัวบทคือถ้อยคําเท่านั้น ไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ เหมือนนกแก้วที่ร้อง แก้วจ๋าๆๆ แต่ไม่รู้จักตัวแก้วว่าเป็นอย่างไร พอยื่นแก้วให้กลับไม่รับ จะรับแต่กล้วยแต่พริกเท่านั้น เป็นพวกหูหนวกตาบอด พูดไปก็ไม่ได้ยิน พูดไปก็ไม่เข้าใจ พูดเรื่องนรกเรื่องสวรรค์ เรื่องบาปบุญคุณโทษ ก็คิดว่าเป็นเรื่องโกหกหลอกลวง พวกนี้มีแต่ความมืดบอด ไม่มีโอกาสจะเข้าถึงพระธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้เลย เปรียบเหมือนบัวที่จมอยู่ในนํ้า ที่กลายเป็นอาหารของปลาและเต่า ไม่มีโอกาสที่จะโผล่พ้นนํ้าขึ้นมา บุคคลทั้ง ๔ ประเภทนี้ มี ๓ ประเภทแรกที่จัดอยู่ในวิญญููชน พอจะรับประโยชน์จากพระธรรมคําสอนได้ ต่างกันที่รู้ช้ารู้เร็วเท่านั้น ถ้ามีความพยายาม มีความขยันหมั่นเพียร มีความอดทนที่จะศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติ ไม่ช้าก็เร็วก็จะบรรลุธรรมตามพระพุทธเจ้าได้แต่จะรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น ไม่สามารถรู้แทนผู้อื่นได้ทําได้แต่เพียงสั่งสอนแนะนําอธิบายให้รู้ให้เข้าใจ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงกระทํา ถ้าผู้ฟังนําไปประพฤติปฏิบัติก็จะรู้ได้เพราะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันได้ จากใจหนึ่งสู่อีกใจหนึ่ง จากพระพุทธเจ้าสู่พระอรหันตสาวก จากอาจารย์สู่ลูกศิษย์ นี่คือพระธรรมคุณ ๖ ประการ คือ ๑. สวากขาโต ภควตา ธัมโม ๒. สันทิฏฐิโก ๓. อกาลิโก ๔. เอหิปัสสิโก ๕. โอปนยิโก ๖. ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญููหิ ที่พุทธศาสนิกชน ควรเจริญอยู่เนืองๆ เพื่อปลูกฝัง ศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใส วิริยะความ ขยันหมั่นเพียร ฉันทะความยินดีในการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคําสอน ให้หยั่งลึกลงไปในจิตใจ เพื่อความสุขความเจริญรุ่งเรืองที่จะตามมาต่อไป การแสดงเห็นว่าสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้

13  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: กำลังใจ โดย พระจุลนายก (สุชาติ อภิชาโต) วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี เมื่อ: 11 มิถุนายน 2563 11:07:02



กัณฑ์ที่ ๔๖
ธรรมคุณ
๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔

ถึงแม้พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไป ๒๕๐๐ กว่าปีแล้วก็ตาม แต่พระธรรมคําสั่งสอนซึ่งพระพุทธองค์ทรงมอบไว้เป็นศาสดาแทนพระองค์ก็ยังมีอยู่ จึงเหมือนกับว่าพระพุทธเจ้ายังอยู่กับเรา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยอาการ ๓๒ มีเนื้อหนังมังสาอยู่ก็ตาม แต่พระวรกายของพระองค์ไม่ได้เป็นองค์พระที่แท้จริง พระพุทธเจ้าที่แท้จริงคือพระธรรม ดังที่พระพุทธองค์เคยแสดงไว้เสมอว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ตอนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้มีผู้ถามพระพุทธองค์ว่า จะทรงมอบให้ใคร เป็นศาสดาแทนพระพุทธองค์หลังจากที่พระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระพุทธองค์ทรงตอบไปว่า พระธรรมวินัยที่ตถาคตตรัสไว้ชอบแล้ว จะเป็นศาสดาของ พวกเธอทั้งหลาย

จึงควรมีความมั่นใจว่าพวกเราไม่ได้อยู่ไกลจากพระพุทธเจ้าเลย พระธรรมอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่นั่น ผู้จะบรรลุธรรมได้ต้องเป็นสุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คือพระอริยสงฆ์ ซึ่งมาจากผู้ที่มีศรัทธา เชื่อคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีวิริยะ ความอุตสาหะหมั่นเพียร มีสติมีสมาธิ มีปัญญา ที่จะประพฤติปฏิบัติตามคําสอนของพระพุทธองค์ ด้วยขันติความอดทน จนกระทั่งบรรลุมรรคผลขึ้นมากลายเป็นพระอริยบุคคล ถึงพระรัตนะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อเห็นธรรมแล้วย่อมเห็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่จะบรรลุเห็นธรรมได้ต้องเป็นสุปฏิปันโน คือพระอริยสงฆ์นั่นเอง พระธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นกุญแจสู่พระรัตนตรัย สรณะอันสูงสุด

พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า ตราบใดยังมีการประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอยู่ ตราบนั้นพระอรหันต์จะไม่สิ้นไปจากโลกนี้ ชาวพุทธจึงควรน้อมพระธรรมคําสอนเข้ามาปฏิบัติเพราะเป็นพระธรรมคําสอนที่มีอานุภาพมาก ดังในบทพระธรรมคุณที่แสดงไว้ว่า  

๑.สวากขาโต ภควตา ธัมโม ๒.สันทิฏฐิโก ๓.อกาลิโก ๔.เอหิปัสสิโก ๕.โอปนยิโก ๖.ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ นี่คือธรรมคุณอันประเสริฐ ๖ ประการที่พึงศึกษาทําความเข้าใจไว้ เพราะเมื่อได้ศึกษาทําความเข้าใจแล้ว เราจะได้ยึดเอาพระธรรมคําสอนมา เป็นเครื่องนําทาง พาชีวิตเราไปสู่ที่ดีงาม มีความสุข มีความเจริญอย่างแท้จริง

๑.สวากขาโต ภควตา ธัมโม พระธรรมคําสอนพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ชอบแล้ว ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง เป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสมมุติขึ้นมา แต่งขึ้นมาแต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ เช่น นรกสวรรค์บาป บุญ กรรม วิบาก การเวียนว่ายตายเกิด ตายไปแล้วต้องไปเกิดใหม่ เช่นพวกเราที่ได้ตายมาแล้วในอดีตชาติ จึงได้มาเกิดใหม่ เป็นมนุษย์บ้าง เป็นเดรัจฉานบ้าง เป็นเทวดาบ้าง สุดแท้แต่บุญแต่กรรมจะพาไป นี่คือความเป็นจริงที่มีอยู่ในโลกธาตุทั้ง ๓ นี้

พวกเราปุถุชนคนธรรมดาเป็นเหมือนคนตาบอด ส่วนพระพุทธองค์ผู้ตรัสรู้ธรรม เป็นเหมือนคนตาดีสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้เห็นในสิ่งที่คนตาบอดไม่สามารถเห็นได้ คนตาบอดที่ฉลาดก็ต้องเชื่อคนตาดีเพราะคนตาดีสามารถนําพาคนตาบอดไปสู่ที่ดีที่ ปลอดภัยได้ ดีกว่าการคลําทางไปตามลําพัง ลองคิดดูซิว่าเวลาคนตาบอดคลําทางจะลําบากขนาดไหน ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ต่างกับเวลาที่มีใครนําไปแม้จะเป็นสุนัขก็ยังดี ถ้าหาคนตาดีนําทางไม่ได้ มีสุนัขนําทางให้ก็ยังดี เพราะสุนัขมีตามองเห็นอะไรๆ ได้พระพุทธองค์ทรงรู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ เรื่องนรกสวรรค์ เรื่องการทําดีได้ดี เรื่องการทําชั่วได้ชั่ว แล้วก็นํามาสั่งสอนพวกเรา ถ้าปรารถนาความสุขความเจริญ ไม่ปรารถนาความทุกข์ความหายนะทั้งหลายก็ต้องเชื่อพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้า เพราะพระธรรมคําสอนเป็น สวากขาโต ภควตา ธัมโม เป็นของจริง

๒.สันทิฏฐิโก หมายถึงผู้ปฏิบัติตามพระธรรมคําสอนเท่านั้นที่จะรู้จะเห็นอย่างประจักษ์แจ้งกับตนเอง คือเมื่อได้ยินได้ฟังพระธรรมคําสอนแล้ว ถ้าไม่ได้นําไปปฏิบัติก็จะไม่เห็นผล จะไม่เห็นในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงรู้ทรงเห็น เหมือนกับการได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับสถานที่ที่ใดที่หนึ่งที่เรายังไม่เคยไป พอมีคนมาเล่าให้ฟังว่าสถานที่นั้นเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เราก็ได้แต่จินตนาการไป จะเหมือนของจริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้ จนกว่าไปเห็นกับตาตัวเองเท่านั้น จึงจะรู้ว่าสถานที่นั้นเป็นอย่างไร ดังสุภาษิตที่ว่า “สิบปากพูด ไม่เท่ากับหนึ่งตาเห็น” ต่อให้ได้ยินได้ฟังมากสักเท่าไรก็ไม่เหมือนกับการไปเห็นด้วยตนเอง

เรื่องต่างๆที่พระพุทธองค์ได้ทรงรู้ทรงเห็น เช่น นรกสวรรค์ก็ดีการเวียนว่ายตายเกิดก็ดี สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้ คือ ให้ละการกระทําบาปทั้งหลาย ให้ทําความดีให้ถึงพร้อม ชําระจิตใจให้สะอาดหมดจด ละความโลภ ความโกรธ ความหลง เราจะไม่สามารถรู้เห็นได้เลย แต่ถ้าได้ปฏิบัติตามแล้ว สิ่งต่างๆ ที่พระพุทธองค์ทรงรู้ทรงเห็น เช่น นรกสวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด มรรคผลนิพพาน ก็จะเป็นสิ่งที่เราจะได้รู้ได้เห็นเหมือนกัน เพราะธรรมเป็น สันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติเท่านั้นจะรู้จะเห็นได้

๓. อกาลิโก ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ขึ้นกับกาลกับเวลา คือไม่เสื่อมไปกับกาลกับเวลา ไม่เหมือนกับสิ่งของต่างๆ ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่นร่างกายของเรา หรือสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นวัตถุสิ่งของต่างๆ เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลายไปตามกาลตามเวลา แต่พระธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่เสื่อมไปกับกาลกับเวลา สมัยพุทธกาลเป็นอย่างไร สมัยนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ สมัยพุทธกาลสามารถทําให้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ บรรลุถึงพระนิพพานได้ ฉันใด สมัยนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ ยังเป็นของใหม่ถอดด้าม ยังใหม่อยู่เสมอ เป็นของไม่เก่า ที่ว่าธรรมเป็นของเก่าของโบราณเพราะเห็นว่าธรรมอยู่มากับโลกเป็นเวลายาวนาน เลยกลายเป็นของเก่าล้าสมัยไป เสื่อมประสิทธิภาพไป ถึงกับคิดไปว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว ธรรมของพระพุทธองค์ย่อมไม่สามารถที่จะยังผลได้ เหมือนกับสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงมีพระชนมชีพอยู่ ปฏิบัติไปก็จะไม่ได้ผลอะไร นี่เป็นเพราะไม่เข้าใจถึงความเป็นอกาลิโกของธรรมนั่นเอง โดยความเป็นจริงแล้วธรรมไม่ขึ้นกับกาลกับเวลา แต่สถิตอยู่กับโลกนี้อยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมที่ทันสมัย เพียงแต่ว่าจะมีใครสามารถนําธรรมนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หรือไม่เท่านั้นเอง

พระธรรมคําสอนของพระพุทธองค์นี้จะค่อยๆ เสื่อมหมดไปเพราะขาดการสืบทอด เสื่อมไปจากความสนใจของมนุษย์คนเราจะห่างจากธรรมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดจะไม่มีใครรู้จักพระธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นก็จะมีแต่ความมืดบอด ไม่รู้จักเรื่องศีลเรื่องธรรม เรื่องบาปเรื่องบุญ เรื่องคุณเรื่องโทษ เรื่องนรกเรื่องสวรรค์จนกว่าจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่มาค้นพบธรรมนี้มาตรัสรู้ธรรมนี้ แล้วเอามาสั่งสอน เอามาเผยแผ่ให้กับสัตว์โลก ธรรมไม่ได้สูญหายไปไหน ยังมีอยู่ เหมือนกับวัดที่ถูกปล่อยทิ้งให้ร้างไป ปล่อยให้ต้นไม้ต่างๆ มาปกคลุมไว้จนทําให้มองไม่เห็น แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งก็มีคนไปพบไปเจอเข้า วัดนั้นก็ไม่ได้สูญหายไปไหนฉันใด พระธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้าก็ฉันนั้น ไม่ได้สูญหายไปไหน ยังมีอยู่ เป็น อกาลิโก อยู่คู่กับโลกตลอดไป ธรรมไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นนามธรรมที่ไม่สามารถถูกทําลายไปได้นี่เป็นหลักของความจริง เพียงแต่ว่าจะมีใครรู้ธรรมหรือไม่เท่านั้นเอง ผู้ที่รู้แจ้งด้วยตนเองเรียกว่าพระพุทธเจ้า ผู้ที่ได้ยินได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วนําเอามาประพฤติปฏิบัติจนบรรลุธรรม เรียกว่าพระอรหันตสาวก จึงขอให้มีความมั่นใจว่าพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้าไม่เสื่อมไปกับกาลกับเวลา สามารถทําให้ผู้ประพฤติปฏิบัติบรรลุธรรมได้อย่างแน่นอน

14  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: แสงสว่างทางปฏิบัติ เมื่อ: 09 มิถุนายน 2563 15:39:14


สิ่งขวางกั้นการปฏิบัติธรรม (จบ)
หลวงพ่อบุญเรือง สารโท
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

       ทีนี้เมื่อผู้นี้ตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิอยู่นั้นแหละ ได้เทวดามิจฉาทิฏฐิ ๒ ตนแล้วนะ เขาก็ตั้งคนใหม่อีก ตั้งคนใหม่เป็นผู้ปฏิบัติศาลเจ้า ผู้นี้เขาตายแล้วก็มาเกิดในที่นี้อีก ตั้งคนใหม่อีก คนใหม่ตายแล้วก็ไปเกิดในที่นี้ พวกภุมมเทวดาที่อยู่ที่นี้ ผู้ใดที่หมดบาปก่อนก็ไปเกิดในภพใหม่ ผู้ใดบาปหมดก่อนเพื่อน บาปมิจฉาทิฏฐินี้หมดก่อนเพื่อนก็ไปเกิดในภพในภูมิตามกรรมของตนเอง ทีนี้พวกยังอยู่ก็เหลืออยู่นั้น เมื่อเป็นเช่นนี้คนทั้งหลายไม่เข้าใจก็ดูเหมือนว่าอายุยืน แต่ที่จริงมันต้องผลัดเปลี่ยนกัน ตนหนึ่งไปตนหนึ่งอยู่ เทวดาพวกนี้ก็เหมือนกันท่านทั้งหลาย เวลาเราประพฤติปฏิบัติธรรมก็เป็นสิ่งที่ขัดขวางกั้นกางพวกเราผู้ปฏิบัติธรรม

       เช่นว่าเราไปทำกัมมัฏฐานใกล้ดอนเจ้าปู่หรือเสาหลักเมืองที่นู้นที่นี้ก็มีเรื่องอย่างนี้มันเกิดขึ้นมา หรือไปตามป่าดงพงพี เมื่อพวกนี้รักษาอยู่ ลักษณะเช่นนี้ก็เกิดขึ้นมา เมื่อเราทำกัมมัฏฐานหากว่าลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้นมาหรือว่ามีเทวดามิจฉาทิฏฐิมันทำร้ายเรา หรือว่าทำให้การประพฤติปฏิบัติของเราดำเนินช้า หรือดำเนินไปไม่ได้ ทำให้การปฏิบัติของเรานี้ไม่ก้าวหน้า เราก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขา บางทีเขารับส่วนบุญส่วนกุศลแล้วก็เลิกจองกรรมจองเวรหรือไม่ทำลายเรา

       หรือบางทีเราอุทิศส่วนกุศลให้แล้วก็ยังไม่เลิกละ ยังหาวิธีขัดขวางกีดกันอยู่ตลอดเวลา เราก็อย่าเอาใจใส่ เอาสติปักลงที่ท้องพองท้องยุบ “พองหนอ ยุบหนอๆ” ไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายเมื่อเราไม่เอาใจใส่มันก็หลีกไปเอง นี้แหละท่านทั้งหลาย สิ่งทั้งหลายที่หลวงพ่อกล่าวมาข้างต้นนี้ถือว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางกั้นกางการประพฤติปฏิบัติพระวิปัสสนากัมมัฏฐานของพวกเราไม่ให้ก้าวไปเท่าที่ควร หรือว่าไม่ให้ได้ผลเลย

       เหตุนั้นท่านทั้งหลายพึงสังวรระวังอุปสรรคทั้ง ๑๐ ประการดังกล่าวมาแล้ว เมื่อเกิดขึ้นให้ท่านทั้งหลายมีสติสัมปชัญญะกำหนดบทพระกัมมัฏฐานอย่าเอาใจใส่ ผลสุดท้ายก็จะหมดไปเอง

       เอาละท่านทั้งหลาย หลวงพ่อได้น้อมนำมาซึ่งอุปสรรคสิ่งที่ขัดขวางกั้นกางการประพฤติปฏิบัติ ๑๐ ประการมาเล่าถวายท่านทั้งหลาย ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา.      
15  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: แสงสว่างทางปฏิบัติ เมื่อ: 09 มิถุนายน 2563 15:37:10


สิ่งขวางกั้นการปฏิบัติธรรม
หลวงพ่อบุญเรือง สารโท
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

      วันนี้จะได้น้อมนำเอาธรรมะ เรื่อง ธรรมที่เป็นส่วนอกุศลที่กั้นกางผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่ให้ดำเนินไปในทางที่ดี ที่ถูก หรือว่าไม่สามารถที่จะดำเนินไปสู่ปฏิปทาทำให้พ้นทุกข์ได้ สำหรับอุปสรรค สิ่งขัดขวางการประพฤติปฏิบัติ วันนี้หลวงพ่อจะได้น้อมนำมาเล่าโดยสังเขปกถา

       สิ่งที่เป็นสภาวะกั้นกางจิตใจ ทำให้ผู้ปฏิบัติไม่สามารถที่จะดำเนินไปในปฏิปทาที่ถูกต้อง หรือดำเนินไม่ได้เสียเลย มีดังนี้ คือ

       ๑. กามฉันทะ พอใจในกาม คือ พอใจในรูปที่สวยๆ พอใจในเสียงที่ไพเราะเสนาะโสต หรือพอใจในรสที่เอร็ดอร่อย พอใจในสัมผัสที่ดีๆ

       การที่เราพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ที่เป็นอิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่น่าใคร่ น่าพอใจ อันนี้ก็เป็นอุปสรรคขัดขวางหรือกั้นกางการประพฤติปฏิบัติไม่ให้ได้ผลเหมือนกัน ในเวลาประพฤติปฏิบัติ กามฉันทะนี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราพอใจในอารมณ์ คือ อารมณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้น ที่เป็นอิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่น่าใคร่น่าพอใจ จะมีความพอใจ รักใคร่ ติดอยู่ในอารมณ์นั้นทันที เช่น เรานั่งกัมมัฏฐานไป บางทีเกิดนิมิตมา เรามองเห็นรูปที่สวยๆ มองเห็นปราสาทที่สวยๆ หรือมองเห็นป่าไม้ที่สวยๆ ก็มีความใคร่ความพอใจขึ้นมาทันที

       หรือบางทีเกิดแสงสว่างขึ้นมา ก็เกิดความใคร่ความพอใจขึ้นมา บางทีได้ยินเสียงที่ไพเราะเสนาะโสต บางทีนั่งกัมมัฏฐานไป มีคนมาเรียกอย่างโน้นมาเรียกอย่างนี้ หลวงพี่อย่างนั้น หลวงพี่อย่างนี้ หรือบางทีได้ยินเสียงเทพบุตรเทพธิดา ก็มีความพอใจ บางทีก็มีเสียงพวกอมนุษย์ เช่น พวกเปรต พวกอสุรกาย มาขอส่วนบุญ หรือขอให้ช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เกิดความพอใจขึ้นมา บางทีเรานั่งกัมมัฏฐานไป เกิดความสงบเป็นพิเศษ จิตและเจตสิกของเราสงบเป็นพิเศษ สงบมาก จนทำให้ผู้ปฏิบัติหลงใหลเข้าใจว่าตนได้ฌาน ได้สมาบัติ ได้มรรค ได้ผล เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็มีความใคร่ความพอใจในสิ่งนั้นๆ หรือบางทีเกิดความอิ่มใจ เกิดความปลื้มใจความปราโมทย์ขึ้นมาในจิตในใจ ก็เกิดความพอใจชอบใจในสิ่งนั้นๆ ด้วยอำนาจของกามฉันทะ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การประพฤติปฏิบัติธรรมะของเราไม่ได้ผลเหมือนกัน

       หรือบางที เดินจงกรมนั่งสมาธิทำกัมมัฏฐานไป เกิดความพอใจในการสร้างสมอบรมบุญกุศล เมื่อก่อนตนได้เคยสร้างสมอบรมไว้ เมื่อนึกถึงบุญเก่ากุศลเก่าก็พอใจ ปลื้มใจ ดีใจ แล้วก็อยากทำบุญใหม่ไปเรื่อยๆ แต่เรานั่งกัมมัฏฐานเป็นวันๆ ก็นึกถึงแต่บุญเก่ากุศลเก่าที่เราทำ นึกแต่ในการที่จะทำบุญใหม่ กุศลใหม่ไปเรื่อยๆ การที่มีความใคร่ความพอใจในสิ่งที่เป็นอิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็ถือว่าเป็นกามฉันทะเหมือนกัน

       หรือบางทีทำกัมมัฏฐานไป สติของเรามันดีผิดปกติ คือมันดีเกินไป เรานึกอะไรก็ได้ดังใจหมาย นึกอย่างโน้นก็ได้ นึกอย่างนี้ก็ได้ เราจะนึกอย่างไรก็สามารถนึกถึงสิ่งต่างๆได้ตามความพอใจก็เกิดความใคร่ความพอใจขึ้นมา หรือบางทีเราเดินจงกรมนั่งสมาธิอยู่ เกิดความหมั่นความขยันขึ้นมา การเดินจงกรมก็ดี การนั่งกำหนดก็ดี มีความขยันเป็นพิเศษ แต่ว่าสติของเรามันหย่อน เมื่อมีความเพียรขึ้นมาอย่างนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พอใจในความเพียรนั้นๆ ไม่ได้กำหนดบทพระกัมมัฏฐาน เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ถือว่าเป็นกามฉันทะ พอใจในอารมณ์เหมือนกัน

       หรือบางทีทำกัมมัฏฐานไป สติมาก เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้นึกถึงแต่เรื่องอดีต นึกถึงแต่เรื่องอนาคต บางทีก็คล้ายๆ กับระลึกชาติได้ บางทีก็ระลึกได้จริง อะไรทำนองนี้ ก็มีความใคร่ความพอใจในอารมณ์นั้นๆ ก็ถือว่าเป็นกามฉันทะความพอใจในอารมณ์ได้เหมือนกัน หรือบางทีนั่งกัมมัฏฐานไป มันสบายผิดปกติ เดินอยู่ก็สบาย นั่งอยู่ก็สบาย นอนอยู่ก็สบาย เลยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พอใจติดใจ หลงใหลชอบใจอยู่ในความสบายนั้น ก็ถือว่าเป็นกามฉันทะได้เหมือนกัน สรุปสั้นๆแล้วว่า กามฉันทะนี้ หมายถึงความพอใจในอารมณ์ อารมณ์ใดๆก็ตาม ที่เกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็พอใจหลงใหลติดอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ถือว่าเป็นกามฉันทะ

       ๒. พยาบาท พยาบาทในที่นี้หมายถึงว่า ไม่พอใจในอารมณ์ อารมณ์กัมมัฏฐานใดๆ ก็ตาม เราปฏิบัติไป เราเดินจงกรมก็ดี นั่งสมาธิอยู่ก็ดี ก็ไม่พอใจในอารมณ์นั้นๆ อารมณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ไม่พอใจในอารมณ์นั้นๆ ด้วยอำนาจอนิษฐารมณ์เกิดขึ้นในขันธสันดาน

       บางทีเวลาปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอยู่นั้น เห็นเพื่อนๆเดินจงกรมก็ไม่พอใจ เพื่อนๆ พูดกันก็ไม่พอใจ เพื่อนกระแอมก็ดี ไอก็ดี ก็ไม่พอใจ เวลาสรงน้ำหรือเวลาเข้าห้องสุขาอย่างนี้ ก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา เห็นเพื่อนคลุกคลีกันเกินไปก็ไม่พอใจขึ้นมา สรุปแล้วว่า อะไรๆก็ตาม ที่เกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เกิดขึ้นมาแล้วไม่พอใจอารมณ์นั้น ทุกสิ่งทุกประการ ก็ถือว่าเป็นพยาบาท คือ ไม่พอใจในอารมณ์ นี่พูดแนวทางของการประพฤติปฏิบัติ แต่ถ้าพูดในเรื่องปริยัติก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่เวลาประพฤติปฏิบัติ คำว่า “พยาบาท” คือ ไม่พอใจในอารมณ์

       ๓. ถีนมิทธะ ความหดหู่ท้อแท้ คือ เวลาเราทำกัมมัฏฐานกำหนดบทพระกัมมัฏฐานไม่กระฉับกระเฉง ไม่กระชุ่มกระชวย ไม่กระปรี้กระเปร่า นั่งกัมมัฏฐานตาซึมๆ อยู่ตลอดเวลา กำหนดไปๆ สัปหงกวูบลงไป กำหนดไปๆ สัปหงกวูบลงไป กำหนดกัมมัฏฐานไม่กระฉับกระเฉง ไม่กระชุ่มกระชวย ไม่กระปรี้กระเปร่า ขาดสติ สติไม่พอ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานได้เหมือนกัน เมื่อใดเรามีถีนมิทธะครอบงำอยู่ เมื่อนั้นก็ไม่สามารถที่จะรู้ปัจจุบันธรรม ไม่สามารถจะเห็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหตุนั้น ถีนมิทธะนี้ก็ถือว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางการประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐานเหมือนกัน

       ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านและคิดมาก คำว่าฟุ้งซ่านและคิดมากในที่นี้ ส่วนมากจะเป็นด้วยอำนาจของอกุศลกรรมที่ตนได้สร้างสมอบรมมาแล้ว ตั้งแต่นานๆ หรือตั้งแต่ปุเรกชาติ คือเมื่อนั่งกัมมัฏฐานไป นึกถึงแต่บาปแต่กรรมที่ตนได้ทำไว้ บางทีเคยล่วงเกินพ่อ เคยล่วงเกินแม่ บางทีเคยล่วงเกินครูบาอาจารย์ เมื่อมานั่งกัมมัฏฐานก็เป็นเหตุให้คิดมาก เรานี้ทำกรรมมามากแล้ว ล่วงเกินครูบาอาจารย์พ่อแม่มากแล้ว อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เกิดความฟุ้งซ่านขึ้นมา คิดมากทันที                    

       บางทีเราล่วงเกินผู้มีพระคุณ หรือเคยล่วงเกินอะไรก็ตามมันทำให้คิดมาก บางทีเราเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เคยลัก เคยขโมย เคยล่วงเกินผัวเขา เมียเขา ลูกเขา เคยพูดโกหกพกลม หรือเคยพูดวาจาที่ไม่เพราะหู เป็นวาจาที่หยาบคาย พูดวาจาที่ไม่มีสาระประโยชน์ พูดวาจาที่ส่อเสียดให้ผู้อื่นแตกร้าวสามัคคีกัน เมื่อเรานึกถึงคำพูดเช่นนี้มาก็ทำให้คิดมาก ฟุ้งซ่าน หรือบางทีเราเคยละเมิดศีลข้อใดข้อหนึ่งมา สมมุติว่าเรารักษาศีล ๕ ก็ละเมิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง เมื่อเรามาทำกัมมัฏฐานอย่างนี้ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้นึกถึงบาปที่เราทำไว้แล้ว ก็เลยเป็นเหตุให้คิดมาก

       สรุปแล้วว่า อุทธัจจกุกกุจจะนี้คือว่าฟุ้งซ่านรำคาญเพราะนึกถึงบาปเก่า เหตุนึกถึงแต่บาปเก่าแล้วบุญไม่ได้ทำ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้คิดมาก ส่วนมากการคิดมากนั้นก็ทำให้การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานไม่ได้ผลเหมือนกัน เหตุนั้น เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะเกิดขึ้นมาคือทำให้ฟุ้งซ่านคิดมากเมื่อไร ก็ขอให้ท่านทั้งหลายกำหนดบทพระกัมมัฏฐาน “คิดหนอๆๆ” ร่ำไป จนกว่าอาการคิดนี้จะสงบไปหรือหยุดไปเสียก่อน จึงกำหนดบทพระกัมมัฏฐานใหม่ต่อไป

       ๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย คือมีความสงสัยในเรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม พระธรรมมีจริงไหม พระอริยสงฆ์มีจริงไหม สมัยนี้ยังมีพระอริยสงฆ์อยู่หรือ นรกมีจริงไหม สวรรค์มีจริงไหม พรหมโลกมีจริงไหม ชาตินี้ชาติหน้ามีจริงไหม เกิดความสงสัยอยู่ตลอดเวลา หรือบางที เมื่อเรามีความสงสัยอยู่อย่างนี้ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความท้อใจ ขี้เกียจในการทำกัมมัฏฐาน นึกว่าบุญบาปไม่มี หรือว่าอะไรๆ ก็ไม่สามารถที่จะตัดสินเอาเองได้ อะไรๆ เกิดขึ้นมาก็มีความสงสัย อารมณ์ใดๆที่เกิดขึ้นมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็มีความสงสัยขึ้นมา ความสงสัยนี้ก็เลยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทำกัมมัฏฐานไม่ได้ผล เหตุนั้น นิวรณ์ ๕ ประการ ข้อสุดท้ายคือ วิจิกิจฉา ก็ถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเหมือนกัน

       เมื่อเราทั้งหลายเจริญพระกัมมัฏฐานไปๆ จนมาถึงวิจิกิจฉาคือความสงสัย ความสงสัยพูดแนวทางของการประพฤติปฏิบัติ เช่นว่าเรามีอะไรเกิดขึ้นมาก็เอะใจสงสัย สมมติว่านั่งกัมมัฏฐานไปเห็นแสงสว่างขึ้นมา เอะใจสงสัยว่า “เอ๊ะ ! มันอะไรกัน” นี่เป็นวิจิกิจฉาแล้วนะ หรือว่าทำกัมมัฏฐานไปๆ บางทีนิมิตเกิดขึ้นมาก็เห็นพ่อแม่ที่ตายไปแล้วแต่นานๆ เห็นครูบาอาจารย์ เห็นโน้นเห็นนี้ ก็มีความเอะใจสงสัยขึ้นมาว่า “เอ๊ะ! มันอะไรกัน”

       หรือบางทีทำกัมมัฏฐานไป มันมีอาการสะบัดหน้า สะบัดมือ สะบัดเท้า หรือว่าบางทีมีการสัปหงกวูบไปข้างหน้าข้างหลังขึ้นมาอย่างนี้ ก็มีความสงสัยเอะใจว่า “เอ๊ะ ! มันเรื่องอะไรกัน นี้มันอะไรกัน” ก็ถือว่าเป็นวิจิกิจฉาแล้วนะ หรือว่าเราทำกัมมัฏฐานไปๆ บางทีความรู้สึกของเรามันสงบไป ขาดความรู้สึกไปชั่วครู่ชั่วขณะ ก็มีความสงสัยเอะใจว่า “เอ๊ะ อันนี้มันอะไรกัน” หรือว่านั่งกัมมัฏฐานอยู่ ๑๐ นาที ๒๐ นาที หรือ ๓๐ นาที นั่งไปจิตใจมันสงบเงียบไป พอดีรู้สึกตัวขึ้นมา “เอ๊ะ ! มันเรื่องอะไรกัน” คือเกิดขึ้นมาแล้วก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดไม่ รู้เพียงแต่ว่า เอ๊ะ มันเป็นเรื่องอะไรกัน นี้ก็ถือว่าเป็นตัววิจิกิจฉา

       สรุปเอาสั้นๆ ว่า อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราเอะใจสงสัยเรื่องนั้นๆ ว่า “เอ๊ะ! มันเรื่องอะไรกัน” ก็ถือว่าเป็นตัววิจิกิจฉาแล้ว เมื่อตัววิจิกิจฉาเกิดขึ้นมาแล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะเพ่งลึกลงไป เอ๊ะ อันนี้มันเรื่องอะไรกัน ก็เพ่งดู พิจารณาดู ใคร่ครวญดู ตริตรองดูว่า มันอะไรกัน มีแต่พิจารณาไปเรื่อย นี้อะไรกันหนอ อันนี้มันเป็นอะไรหนอ มันเรื่องอะไรหนอ เพราะเหตุใดหนอมันจึงเกิดอย่างนี้ เพ่งลึกลงไปๆๆ

       เมื่อเราเพ่งลึกลงไปแล้ว มันก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตของเรามีสมาธิ คือมันอยู่ในอารมณ์ที่เราเพ่งอย่างเดียวว่ามันอะไรกัน ใจของเรามันอยู่ในอารมณ์อันเดียว เมื่อใจของเรามันอยู่ในอารมณ์อย่างเดียว ถึงว่ามิจฉาสมาธิก็ตามนะ เราเพ่งอะไรๆ ก็ตาม จะเป็นเรื่องอกุศลก็ตาม เป็นกุศลก็ตาม เราเพ่งลึกลงไป ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เป็นสมาธิ เมื่อสมาธิมันสมบูรณ์แล้ว มันก่อตัวเต็มที่แล้ว จะเป็นมิจฉาสมาธิก็ตาม สัมมาสมาธิก็ตาม ถูกหรือผิดก็ตาม จิตใจของเรามันก็สงบแน่นิ่งขึ้นมา เมื่อจิตใจของเรามันสงบแน่นิ่งขึ้นไปแล้ว มันก็จะสร้างอะไรต่างๆ ขึ้นมา สร้างโน้นขึ้นมา สร้างนี้ขึ้นมา เห็นโน้นเห็นนี้อะไรร้อยแปดพันประการ แต่เมื่อสรุปแล้วก็มีอยู่ ๕ ประการคือมันจะสร้างภาพอะไรเกิดขึ้นมาในขณะนั้น

       ๑. มันจะสร้างภาพล้อขึ้นมา คำว่าภาพล้อนี้คือภาพที่ล้อเลียนเรา เราเดินจงกรมอยู่ก็ดี นั่งสมาธิก็ดี จะเป็นภาพล้อเลียนเรา สมมติว่าเราเดินจงกรมอยู่ จะเห็นภาพนั้นมันเดินจงกรมด้วย “ขวาย่างหนอ” มันก็ “ขวาย่างหนอ” ตาม เรากำหนดว่า “ซ้ายย่างหนอ” มันก็ “ซ้ายย่างหนอ” ตาม เวลาเราเดินจงกรมมันก็เดินด้วย เวลาเราหยุดมันก็หยุดด้วย เวลาเรานั่งมันก็นั่งด้วย บางทีเรานึกอยากใช้ให้มันไปเอาโน้นเอานี้มาให้ เราใช้ให้ไปเอาน้ำมาให้ดื่ม เอาดอกไม้มาให้บูชา หรือเอานั้นเอานี้ ภาพนั้นก็ลุกขึ้นไปทันทีตามเราคิด เรานึกอย่างไรมันเป็นไปตามนั้น

       มีโยมพัฒนากรคนหนึ่ง ลาราชการมาบวชอยู่นี้แหละ เวลาเดินจงกรมภาพนี้มันเดินตามไป ก็กำหนดว่า “เห็นหนอๆ” มันก็ “เห็นหนอๆ” ตาม กำหนดว่า “รู้หนอๆ” มันก็กำหนดว่า “รู้หนอๆ” ตาม ผลสุดท้ายก็กำหนด “จิตสัมผัสจิตหนอๆ” มันก็ไปตาม เมื่ออาการเช่นนี้เกิดขึ้นมาจิตใจกำหนดไม่ทันก็ทำให้เกิดอาการเหนื่อยขึ้นมา นี้ท่านทั้งหลายมันเป็นไปได้ บางทีเราเดินจงกรมด้านหน้า มันกลับเดินไปด้านหลัง เราเดินจงกรมด้านหลังมันกลับเดินไปข้างหน้า

       บางทีเราเดินจงกรมตรงๆ อยู่นี้ มันเดินผละออกจากเราไป หรือว่าเราเดินจงกรม มันเดินมาหาเรา ก็แล้วแต่มันจะเป็นไป ชื่อว่าภาพมันล้อเลียนเรา เหมือนกับคนที่เลี้ยงม้าอย่างนี้ มันเห็นเจ้าของเป็นคนขาเผลก ม้ามันก็เดินกะเผลกๆด้วย อะไรทำนองนี้ อันนี้ภาพล้อมันก็เหมือนกัน คือมันจะล้อเลียนเรา ส่วนมากพวกนี้เมื่อก่อนโน้นชอบไปล้อเลียนคนโน้นบ้าง ล้อเลียนคนนี้บ้าง เห็นเขาพูดไม่ชัดก็ล้อเลียนเขา เขาทำโน้นไม่ดีทำนี้ไม่ดีก็ล้อเลียนเขา คือชอบล้อเลียนผู้อื่น ส่วนมากก็ชอบล้อเลียนผู้อื่น เมื่อผู้ใดชอบล้อเลียนผู้อื่นอย่างนี้ เวลามาประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน ภาพที่ล้อเลียนผู้อื่นซึ่งมันบันทึกอยู่ในภวังคจิตมันก็แสดงนิมิตนี้ขึ้นมาให้เห็น

       ท่านทั้งหลายก็คิดว่าภาพล้อเลียนทั้งหลายนี้มันอยู่ภายนอก มันเกิดขึ้นจากเทวดาฟ้าดิน หรือยมยักษ์อะไรทำนองนี้ ไม่ใช่ มันเกิดอยู่ที่จิตของเรา เพราะจิตของเราเมื่อก่อนโน้นไปล้อเลียนคนอื่น ล้อเลียนคนโน้น ล้อเลียนคนนี้ เวลามาประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน จิตใจของเรามันสงบเป็นสมาธิ มันก็แสดงปฏิกิริยาขึ้นมา คือจิตดวงนี้มันแสดงขึ้นมามันก็มีอาการ เวลาเราทำกัมมัฏฐานก็เหมือนกับคนโน้นมาล้อคนนี้มาล้อเลียน

       อันนี้ก็เป็นภาพที่ ๑ ซึ่งเกิดขึ้นมา เมื่อภาพนี้เกิดขึ้นมาแล้วให้ท่านทั้งหลายกำหนดว่า “เห็นหนอๆๆ” อย่าเอาใจใส่ ผลสุดท้ายมันก็จะหายไปเอง ทีนี้ถ้ามันไม่หาย ภาพนี้ไม่หาย กำหนดอย่างไรก็ไม่หาย อย่าเอาใจใส่ในภาพนั้น ตั้งอกตั้งใจเจริญพระกัมมัฏฐาน เอาสติปักลงที่ท้องพองท้องยุบ กำหนด “พองหนอ ยุบหนอ” หรือว่า “รู้หนอๆ” ไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายมันก็จะหายไปเอง

       ๒. ภาพล่อ ภาพล่อคือเป็นภาพที่สวยงาม เรานั่งหลับตากำหนดบทพระกัมมัฏฐานไป ภาพที่เกิดขึ้นมาเป็นภาพที่สวยสดงดงาม เห็นต้นไม้ที่สวยๆ เห็นต้นข้าวที่สวยๆ เห็นผ้าผ่อนแพรพรรณที่สวยๆ เห็นปราสาทวิมานที่สวยๆ เห็นคนที่สวยๆ เห็นผู้หญิงที่สวยๆ เห็นผู้ชายที่สวยๆ อะไรๆก็มีแต่เห็นภาพที่สวยๆ หากว่าเราผู้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานไปติดใจในภาพนี้ เห็นภาพที่สวยๆ บางทีนั่งกัมมัฏฐานไป เห็นรูปผู้หญิงที่สวยๆ ๓ วันก็ยังนั่งอยู่อย่างนั้น ๔ วันก็ยังนั่งอยู่อย่างนั้น ปีหนึ่งก็ยังนั่งอยู่อย่างนั้น เพราะว่าเราไปติดในภาพนี้ ภาพนี้มันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา ยิ่งเราไปติดเท่าไรๆ มันก็แสดงอาการอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา

       แต่ว่าบางท่านก็เป็นบางท่านก็ไม่เป็นนะ บางทีภาพนี้ติดตาอยู่อย่างนี้ ๑ ปีก็มี ๒ ปีก็มี บางคนก็ ๓ ปี บางคนก็ ๕ ปี ๖ ปี ก็มี บางรูปเคยมาปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ เวลาปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน มันเกิดขึ้นมาทันที โน้น เห็นภาพคนที่ชอบพอกันเมื่อก่อน เคยเป็นแฟนกัน ผลสุดท้ายผู้หญิงคนนั้นเขาก็มีครอบมีครัว เราก็มาบวช เมื่อมาบวชภาพนี้ก็เกิดขึ้นมาในเวลาประพฤติปฏิบัติ เลยทำให้การประพฤติปฏิบัติมันดำเนินไปไม่ได้ คือไม่สามารถที่จะให้สมาธิสมาบัติมันสูงไปกว่านี้ได้ สิ่งนี้ก็สำคัญท่านทั้งหลาย

       วิธีที่จะปฏิบัติให้มันหายไปคือให้เราตั้งสติว่า “เห็นหนอๆ” หรือว่า “รู้หนอๆ” ไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายมันก็จะหายไป แต่ถ้ามันไม่หาย อย่าเอาใจใส่เลย อย่าเอาใจใส่ในนิมิตนั้นเลย นั่งกำหนดอาการพองอาการยุบ “พองหนอ” “ยุบหนอ” หรือว่า “รู้หนอๆๆ” ไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายมันก็จะหายไปเอง

       ๓. ภาพหลอก ภาพหลอกนี้คือเป็นภาพที่ทำให้ตกใจกลัว บางทีเรานั่งกัมมัฏฐานอยู่ เห็นเปรตมันยื่นมือมาจะบีบคอเรา หรือบางทีเห็นยักษ์มันยื่นมือมาจะบีบคอเรา บางทีก็เห็นหมาบ้ามันวิ่งเข้ามาจะกัดเรา บางทีเห็นช้าง เห็นเสือ เห็นราชสีห์ เห็นงูพิษมันเลื้อยมาจะกัดเรา บางทีเห็นตะขาบ เห็นแมงป่องมันไต่ขึ้นมาตามร่างกาย หรือบางทีนั่งกัมมัฏฐานไป เหมือนกับกิ้งกือมันไต่ขึ้นมาตามร่างกายของเรา สรุปแล้วว่า ภาพนี้เป็นภาพที่ทำให้ตกใจกลัว บางทีเป็นยักษ์เป็นมารมาจะมาทำร้าย

       มีพระรูปหนึ่งมาบวชอยู่ที่นี้ มาบวชแล้วก็เจริญพระกัมมัฏฐาน นั่งกัมมัฏฐาน เห็นยักษ์สูงเทียมปลายตาลมันยื่นมือมาจะบีบคอ ทำอย่างไรก็ไม่หาย กำหนดอย่างไรก็ไม่หาย นึกถึงเวทย์มนต์กลคาถาที่เคยได้ศึกษาเล่าเรียนมา กำหนดอย่างไรก็ไม่หาย มีแต่จะบีบคอให้ตาย ผลสุดท้ายไม่เอาใจใส่ในนิมิตนั้น ตั้งอกตั้งใจกำหนดบทพระกัมมัฏฐานไป “รู้หนอๆๆ” ไป ผลสุดท้ายมันก็หายไปเอง ภาพนี้เวลาประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐานมันทำให้เกิดความกลัวขึ้นมา ไม่อยากทำกัมมัฏฐาน กลัวว่าภูตผีปิศาจหรือสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นมาทำร้าย หรือมาบีบคอเราให้ตาย

       แต่ถึงอย่างไรก็ตามท่านทั้งหลาย หากว่ามันเป็นของจริง มันเป็นภูตผีปิศาจจริง เป็นยักษ์เป็นมารจริงๆ มันจะมาบีบคอเรา มันไม่มีโอกาสจะบีบได้หรอก หากว่าเรามีศีลดีอยู่ มีสมาธิอยู่ พวกนี้มันจะมาใกล้เราอย่างมาก ๑ วา ใกล้ที่สุดก็ ๑ วา ๑ วานี้มันยื่นมือมาบีบคอเราไม่ได้ เหตุนั้นเมื่อภาพอย่างนี้เกิดขึ้นมาท่านทั้งหลายอย่าตกใจ กำหนดไปเรื่อยๆ กำหนดว่า “รู้หนอๆๆ” ไปเรื่อยๆ หรือกำหนดอาการพองอาการยุบไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายมันก็จะหายไปเอง

       ๔. ภาพลวง คือภาพลวงนี้พูดอย่างหนึ่งว่าเป็นปฏิภาคนิมิต คือเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว เรานึกถึงอะไรมันจะเห็นสิ่งนั้น เรานึกถึงนรกก็จะเห็นนรก เรานึกถึงพวกเปรตก็จะเห็นพวกเปรต เรานึกถึงพวกอสุรกายก็จะเห็นอสุรกาย เรานึกถึงเมืองพญานาคก็จะเห็นพวกพญานาค เรานึกถึงเทวโลกจะเห็นเทวดา เห็นพระอินทร์ เรานึกถึงพรหมโลกก็จะเห็นพรหมโลก เรานึกถึงครูบาอาจารย์ก็จะเห็นครูบาอาจารย์ บางทีเห็นครูบาอาจารย์ท่านมานั่งอยู่ใกล้ๆ คล้ายๆ กับจะมาคุยกับเรา พูดกับเราหรือมาเทศน์ให้เราฟัง

       บางทีนั่งกัมมัฏฐานไป เห็นพ่อแม่ที่ตายไปแล้วถึงแก่กรรมไปแล้วหลายปี เรานึกถึงพ่อถึงแม่ก็เห็นพ่อเห็นแม่ที่ตายไป เรานึกถึงลูกถึงหลานที่ตายไปแล้วก็เห็นลูกเห็นหลาน เรานึกถึงโบสถ์วิหารศาลาการเปรียญที่เราเคยสร้าง เราก็เห็น นึกถึงหลวงปู่โน้น นึกถึงหลวงปู่นี้จะเห็น เรานึกถึงพระพุทธเจ้าเห็นพระพุทธเจ้า เรานึกถึงพระอรหันต์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เราก็เห็นพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า เรานึกถึงพระฤษีก็เห็นพระฤษี อันนี้เรียกว่า ภาพลวง บางทีมันเกิดขึ้นมาแล้วเห็นพระพุทธเจ้า นั่งไปเห็นพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้า นั่งไปแล้ว เอ้อ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราอยากฟังเทศน์ฟังธรรมจะไม่ฟังเทศน์ฟังธรรมครูบาอาจารย์ละ เราจะนั่งสมาธิมาฟังเทศน์พระพุทธเจ้า เราจะนั่งสมาธิมาฟังเทศน์ของพระอรหันต์ พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร พระสังกัจจายนะ มันคิดอย่างนี้นะ ทำให้เข้าใจผิดขึ้นมา

       หรือบางทีก็นั่งสมาธิจะเอาข้าวไปใส่บาตรพระพุทธเจ้า เอาภัตตาหารไปถวายพระพุทธเจ้า ถ้าว่านิมิตนี้ยังไม่หาย การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานของเราก็จะไม่ก้าวหน้า เหตุนั้น เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วท่านทั้งหลายพยายามตั้งจิตตั้งใจกำหนดว่า “เห็นหนอๆๆ” ไปเรื่อยๆ ถ้ากำหนด “เห็นหนอๆ” แล้วยังไม่หาย อย่าเอาใจใส่เลย อย่าเอาใจใส่ เอาสติมาปักลงที่ท้องพองท้องยุบ “พองหนอ ยุบหนอ รู้หนอ” ไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายมันก็หายไปเอง

       ๕. ภาพล้าง ภาพล้างนี้เป็นภาพที่ทำลายล้างวิปัสสนาให้เสื่อมไป สมมุติว่าเราประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน แทนที่มันจะก้าวหน้า แทนที่มันจะได้ผลมากกว่านี้ แต่เวลาปฏิบัติไปๆ กลับไม่ได้ มีแต่ภาพนี้ทำลายล้างสติสัมปชัญญะของเราอยู่ตลอดเวลา คือภาพที่ทำลายล้างนี้บางทีก็เกิดจากเทวดามิจฉาทิฏฐิ บางทีก็เกิดจากพวกเปรตอสุรกายมาขอส่วนบุญ แล้วแต่เหตุปัจจัย

       บางทีพวกเปรตมันมาขอส่วนบุญ เราก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ แต่เราต้องสำเหนียกดูก่อนว่ามันเป็นเปรตจริงหรือ หรือเป็นภาพที่มันล้อเลียนเรา มันทำให้เข้าใจผิด มาทำลายล้างเรา เราต้องคิดเสียก่อน เราเอาใจปักลงไปเสียก่อนเป็นเปรตจริงหรือ ถ้าเป็นเปรตจริงๆ เราจะรู้เองหรอก เป็นเปรตจริงๆ เราก็อุทิศส่วนกุศลให้มันก็หายไปเอง หรือว่าเราอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แล้วยังไม่หายก็อย่าเอาใจใส่ กำหนดบทพระกัมมัฏฐาน “พองหนอ ยุบหนอ” ไปเรื่อยๆ ก็จะหายไปเอง

       สมัยที่หลวงพ่อมาอยู่ที่นี่ พวกนี้มันเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด ไปนั่งอยู่ที่โน้น ไปนั่งอยู่ที่นี้ เห็นแต่พวกเปรตเดินไปเดินมา หลังจากมาปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ทุกวันๆ เหมือนกับพวกเราทั้งหลายอุทิศอยู่ทุกวันนี้ละ มันหายไปทีละน้อยๆ หายไปเรื่อยๆ จนทุกวันนี้เกือบจะไม่มีเสียเลย นี้พวกเปรตมันมาขอส่วนบุญ

       บางทีก็เกิดขึ้นจากเทวดามิจฉาทิฏฐิ คือมันไม่เลื่อมใสผู้ประพฤติปฏิบัติ เรามาเดินจงกรม นั่งสมาธิ หรือมาให้ทาน รักษาศีล รักษาอุโบสถศีล มันก็ไม่เลื่อมใส ก็หาวิธีขัดขวางและกีดกันการประพฤติปฏิบัติของเรานี้

       ท่านทั้งหลายอาจจะเข้าใจผิดว่า เอ๊ะ หลวงพ่อ เป็นเทวดาแล้วยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่หรือ มันเป็นได้ท่านทั้งหลาย เทวดาก็เป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิได้เหมือนกัน เกิดจากอะไร พวกเทวดามิจฉาทิฏฐิเกิดจากมิจฉาทิฏฐิของตัวเองนั้นแหละ คือมันเกิดจากจิตที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ สมมุติว่าเวลามาทำบุญทำทาน พวกเราทั้งหลายทำบุญทำทานไปตอนเช้านี้แหละ พวกที่เป็นประเภทนี้ โอ้ะ ทำไปทำไมหนอ ทำทานนี้ ทานมันก็ไม่ได้บุญ ทำไปทำไมทำทานก็ไม่ได้บุญ ไม่ได้บุญทำไมถึงทำอยู่ พอเพื่อนพาทำเราก็ทำถ้าไม่ทำก็อายเพื่อน เท่านั้นแหละท่าน เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว เวลาเราทำบุญทำทานมันก็ได้อยู่ ได้บุญอยู่ บุญนี้ได้อยู่ แต่จิตที่เป็นมิจฉาทิฏฐินั้นมันก็ติดตามบุคคลผู้นั้นไป บุญที่ทำแล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นเทวดาได้อยู่ แต่เพราะจิตที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเกิดเป็นเทวดาแล้วก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันเกิดได้อย่างนี้นะ

       หรือบางทีเห็นเพื่อนมารักษาศีลหรือมารักษาอุโบสถศีลอย่างนี้ รับทำไมหนอศีลนี้รับทำไมหนอ รักษาศีลนี้รักษาทำไม เพราะรักษาแล้วไม่ได้บุญ เอ้า ถ้าไม่ได้บุญแล้วรักษาทำไม สมาทานศีลกับท่านทำไม ถ้าไม่สมาทานก็กลัวเพื่อนจะว่าอย่างนั้น กลัวเพื่อนจะว่าอย่างนี้ ก็เลยสมาทาน แต่ที่จริงเป็นว่ามันไม่ได้บุญ เท่านั้นแหละท่านทั้งหลาย ไปเกิดเป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิได้ คือในขณะที่เราสมาทานศีลอยู่นี้ ก็เป็นบุญแล้ว บุญนี้สามารถที่จะให้ไปเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดาได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นมาเพราะอำนาจที่ตนเป็นมิจฉาทิฏฐิว่า สมาทานศีลก็ไม่ได้บุญ รับศีลก็ไม่ได้บุญ ตัวนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตของเทวดาเป็นมิจฉาทิฏฐิไป นี้มันเป็นได้อย่างนี้

       หรือเวลาเรามาปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอย่างนี้ เราเดินจงกรมนั่งสมาธิ โอย เดินจงกรมไปทำไมหนอ นั่งสมาธิไปทำไมหนอ มาปฏิบัติคงไม่ได้อะไรหรอก อ้าว ไม่ได้ทำไมถึงเดินจงกรมกับเพื่อนอยู่ ทำไมถึงปฏิบัติกับเพื่อนอยู่ ถ้าไม่ปฏิบัติเพื่อนก็จะว่า เช่นพวกเราทั้งหลายไปประชุมโน้นไปประชุมนี้ ครูบาอาจารย์ให้เดินจงกรม เดินไปทำไมหนอ เดินจงกรมนั่งสมาธินี้มันไม่ได้บุญอะไรหรอก จิตมิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้นมา ถ้าไม่ได้บุญทำไปทำไม ถ้าไม่ทำครูบาอาจารย์ก็ว่า เพื่อนจะว่าอย่างนั้นเพื่อนจะว่าอย่างนี้ ครูบาอาจารย์จะว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ญาติโยมจะว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จำเป็นต้องทำ ในเวลาเราทำมันก็เป็นบุญอยู่นะ เวลาทำบุญมันก็เป็นบุญอยู่ แต่จิตมันเป็นบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ เวลาทำบุญ มันก็ได้บุญ บุญนี้ก็สามารถที่จะนำไปเกิดเป็นมนุษย์ได้ เป็นเทพบุตรเทพธิดาได้ แต่เมื่อเกิดเป็นเทวดามาแล้ว เทวดานั้นก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะว่าในขณะที่ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอยู่นั้นจิตเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว เห็นว่าทำกัมมัฏฐานไม่ได้บุญแต่ข่มใจทำเกรงเพื่อนจะว่า เกรงครูบาอาจารย์จะว่า บุญส่วนนี้ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดาได้ แต่ว่าเกิดมาแล้วก็เป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิ เมื่อเป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิอย่างนี้แล้วท่านทั้งหลาย เมื่อเรามาปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เทวดาที่เป็นมิจฉาทิฏฐินี้ก็มาทำโน้นทำนี้ ทำให้เรากลัวอย่างนั้นกลัวอย่างนี้ ทำให้การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานของเราไม่ได้ผลเท่าที่ควร

       ขอออกนอกเรื่องไปอีกอย่างหนึ่ง เพราะว่ามีคนถามหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อ  เจ้าปู่นี้ทำไมถึงอายุยืนเหลือเกิน ปู่ทวด ตาทวด ตายไปแล้ว แต่เจ้าปู่นั้นยังไม่ตาย” หรือบ้านเราภาคอีสานเรียกว่า “ผีปู่ตา” ถ้าอยู่ในเมืองก็เรียกว่าศาลเจ้า หรือในเมืองเขาว่าอะไร ศาลเจ้าหลักเมืองอะไรทำนองนี้ เอาภาษาบ้านเราซะ พวกเจ้ากวน พวกผีปู่ตา เรียกว่าเจ้าปู่ เจ้าผีปู่ตา พวกเจ้าปู่นี้ พวกนี้ไปเกิดเป็นเจ้าปู่ได้อย่างไร พวกนี้หลวงพ่อว่าเป็นภุมมเทวดา พวกนี้เป็นภูมิต่ำๆ แต่เทวดาพวกนี้ก็เกิดจากอำนาจมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน

       สมมุติว่าเมื่อก่อนเขาตั้งให้เป็นเจ้ากวน ให้เป็นผู้รักษา เป็นกวนบ้านเป็นผู้รักษา ต้องเลี้ยงนู้นเลี้ยงนี้ เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงหมู เลี้ยงเหล้า คนมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาต้องมาหาปู่ตา จะลงดำนาก็หาปู่ตา จะทำบุญทำทานก็ไปหาเจ้ากวนนั้นแหละ เจ้ากวนก็พาไป พาไปกราบไปไหว้ ไปเซ่นไปสรวงนู้นๆ นี้ๆ ทีนี้บุคคลประเภทนี้ตายแล้วก็ไปเกิดเป็นผีปู่ตา แต่ถ้าพูดภาษาให้เพราะๆ หน่อยก็เรียกว่า ภุมมเทวดา ทีนี้เมื่อบุคคลนั้นเกิดขึ้นมาแล้วก็อยู่อย่างนั้น เป็นภุมมเทวดาอยู่นั่น

       ทีนี้เมื่อคนนั้นตายไปเขาก็ตั้งคนใหม่เป็นผู้ปฏิบัติเจ้ากวน หรือว่าเป็นผู้ทำงานเกี่ยวกับศาลเจ้า คนนี้ก็ทำงาน มีอะไรเกิดขึ้นก็ต้องไปหาคนนี้ คนนี้เขาก็เป็นหัวหน้าหัวตา พาทำอย่างโน้นพาทำอย่างนี้ ทำพิธีอย่างโน้นทำพิธีอย่างนี้ ในขณะที่ทำจิตมันเป็นมิจฉาทิฏฐินะท่านทั้งหลาย การทำอย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ
16  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: แสงสว่างทางปฏิบัติ เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2563 16:25:13



วิปัสสนาญาณ ๑๖ (ต่อ)
หลวงพ่อบุญเรือง สารโท
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

      สุปปพุทธกุฏฐิพูดว่า “เอ๊ะ! ท่านเป็นใครมาจากไหน?”

          “ฉันเป็นเทวดา ฉันเป็นพระอินทร์ ฉันมาจากเทวโลก”

          “ไปๆ เทวดาอันธพาล อย่ามาพูดกับขัาพเจ้าว่าข้าพเจ้าเป็นคนจน ข้าพเจ้าไม่จน ส่วนท่านนี้เป็นคนจน”

          พระอินทร์หายวับเข้าไปกราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า วิสัยของคนถึงธรรมนี้ ถึงจะจนแสนจน เราจะให้เงินให้ทองสักเท่าไรก็ไม่เอา พระพุทธเจ้าข้า เพียงแต่ให้ว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่าเลย พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่ของเรา เพียงแต่ให้ว่าเท่านี้ก็ไม่ว่า แม้เราจะให้เงินให้ทองสักเท่าไรก็ไม่เอา พระพุทธเจ้าข้า

          พระองค์ทรงตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ลูกของอาตมภาพไม่จน จนก็จนแต่ทรัพย์ภายนอกเท่านั้น ส่วนทรัพย์ภายในนั้นไม่จน เสร็จแล้วพระองค์จึงทรงยกอริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการมาตรัสเทศนาว่า

                           สทฺธาธนํ สีลธนํ                หิริโอตฺตปฺปิยํ ธนํ

                           สุตธนญฺจ จาโค จ             ปญฺญา เว สตฺตมํ ธนํ

          อริยทรัพย์ ๗ ประการ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา

                           ยสฺส เอตา ธนา อตฺถิ          อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา

          ผู้ใดมีอริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการนี้ จะเป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม

                           อทฬิทฺโทติ ตํ อาหุ             อโมฆํ ตสฺส ชีวิตํ

          ชีวิตของบุคคลนั้นไม่เปล่าจากประโยชน์เลย เป็นคนร่ำรวยที่สุด

          เหตุนั้น อริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการนี้ จึงถือเป็นข้อปฏิบัติมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ อย่างนี้แหละท่านทั้งหลาย เรียกว่า เคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่หวั่นไหว

       ข้อที่ ๒. ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ประกอบไปด้วยความเชื่อความเลื่อมใสในพระธรรมอย่างไม่หวั่นไหว ความเชื่อความเลื่อมใสในพระธรรมก็มีอยู่ ๒ ประการคือ

          ๑) ปกติศรัทธา เป็นความเชื่อความเลื่อมใสตามปกติธรรมดา เหมือนกันกับประชาชนคนไทยเราทั้งหลายเลื่อมใสอยู่ทุกวันนี้ บางทีก็สร้างพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์พระคาถา ฉลองกันอย่างมโหฬารก็มี แต่เป็นปกติศรัทธา อาจจะเปลี่ยนแปลงก็ได้ อาจจะหมดความเลื่อมใสในพระศาสนาก็ได้

          ๒) ภาวนาศรัทธา เป็นความเชื่อความเลื่อมใสที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนาภาวนาผ่านญาณ ๑๖ ไปแล้วรู้สึกตัวขึ้นมา สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมของพระองค์ดีจริง มีจริง ผู้ใดประพฤติจริงก็ได้บรรลุอย่างนี้ ตัวอย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกา

          วันหนึ่งไปฟังเทศน์ ไปปฏิบัติธรรมในสำนักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้บรรลุธรรมาภิสมัย กลับมาบ้าน พญามารมันแปลงร่างมาทดลอง คือพญามารนั้นมันแปลงร่างเหมือนพระพุทธเจ้าทุกสัดทุกส่วน ตีสี่ ไปเคาะประตูบ้านนางวิสาขา ปังๆๆ นางวิสาขาเปิดประตูออกมา พญามารก็บอกว่า

          แน่ะเธอ เมื่อวานนี้ เธอไปฟังเราตถาคตเทศน์ เมื่อวานนี้ เราตถาคตเทศน์ผิดไปนะ เมื่อวานนี้ เราตถาคตเทศน์ว่า รูปนามขันธ์ห้า เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกขัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นอสุภะ เป็นของไม่สวยไม่งาม ผิดแล้วนะ แก้เสียใหม่ แก้อย่างนี้ ว่ารูปนามขันธ์ห้า เป็นนิจจัง คือเที่ยง เป็นสุขัง คือเป็นสุข เป็นอัตตา คือเป็นตัวเป็นตน เป็นสุภะ คือเป็นของสวยของงาม แก้เสียใหม่นะแก้อย่างนี้

          นางวิสาขาก็บอกว่า เอ๊ะ นี่ท่านเป็นมารหรือ เท่านั้นแหละพญามารก็ว่า อย่าถามชื่อกันสิ ก็หายเตลิดไปเลย

          นี้แลท่านทั้งหลาย วิสัยของคนถึงธรรม แม้ว่าพญามารจะแปลงร่างเหมือนพระพุทธเจ้าทุกสัดทุกส่วนไปทดลองก็ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว เพราะรู้เฉพาะตนแล้ว

       ข้อที่ ๓. สงฺเฆ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ประกอบไปด้วยความเชื่อความเลื่อมใสในพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหว ความเชื่อความเลื่อมใสในพระสงฆ์ก็มีอยู่ ๒ ประการ คือ

          ๑) ปกติศรัทธา ความเชื่อความเลื่อมใสตามปกติธรรมดา เหมือนกันกับประชาชนคนไทยเราทั้งหลายเลื่อมใสอยู่ทุกวันนี้ เราเห็นพระเจ้าพระสงฆ์ เราก็เคารพ กราบไหว้ สักการะบูชา ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมตามกำลังศรัทธาของเรา แต่ถ้าว่าพระเจ้าพระสงฆ์ไปทำอะไรผิดเล็กๆน้อยๆ อาจจะหมดความเลื่อมใสก็ได้ ดังที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ “หลวงพ่อ หนูไม่อยากนับถือพระสงฆ์ หนูขอนับถือแต่พระพุทธเจ้า พระธรรม กับหลวงพ่อได้ไหม” แค่นี้เราก็รู้ทันทีว่า คนนี้ยังเป็นปกติศรัทธาอยู่

          ๒) ภาวนาศรัทธา เป็นความเชื่อความเลื่อมใสที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนาภาวนาผ่านญาณ ๑๖ ไปแล้วรู้สึกตัวขึ้นมา สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีจริง เป็นผู้ปฏิบัติตรงจริง เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์จริง ก็มีความเลื่อมใส ตัวอย่างภรรยาของภารทวาชพราหมณ์ คือมีเรื่องเล่าไว้ในพระธัมมบท ขุททกนิกายว่า

          ภรรยาของภารทวาชพราหมณ์นี้ สมัยที่ยังเป็นสาวอยู่ ไปฟังเทศน์ ไปปฏิบัติธรรมในสำนักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เมื่อเจริญวัยขึ้นมา ได้แต่งงานกับภารทวาชพราหมณ์ผู้ถือศาสนาพราหมณ์ วันหนึ่งผู้เป็นสามีจะเลี้ยงพราหมณ์ ๑๐๘ คน ก็พูดกับภรรยาว่า แม่หนู พรุ่งนี้พี่จะเลี้ยงพราหมณ์ ๑๐๘ นะ ห้ามหนูพูดเรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์นะ ถ้าหนูพูดเรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พี่จะตัดคอหนูด้วยดาบเล่มนี้ นางก็พูดว่า เอ๊ะ ฉันนับถือ ฉันเลื่อมใส ฉันพูดมันจะผิดที่ตรงไหน แต่สามีก็ไม่ว่ากระไร

          ตื่นเช้าขึ้นมา พราหมณ์ทั้ง ๑๐๘ เข้าไปสู่ตระกูลของสองสามีภรรยา ผู้เป็นสามีก็ยกสำรับกับข้าวถวายพราหมณ์คนโน้น ถวายพราหมณ์คนนี้ แต่ผู้เป็นภรรยา แม้ว่าตนจะนับถือศาสนาพุทธ ก็ต้องช่วยสามียกสำรับกับข้าวให้คนโน้นคนนี้กลับไปกลับมา เท้าไปสะดุดกับพื้นกระดาน ตกใจเปล่งอุทานขึ้นว่า ช่วยด้วยคุณพระช่วยด้วย นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส พอพราหมณ์ ๑๐๘ ได้ฟังเท่านั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กำลังเคี้ยวอาหารอยู่ก็บ้วนทิ้ง กำหลังถือคำข้าวอยู่ก็ขว้างทิ้ง ด่าปริภาสสองสามีภรรยาเป็นอเนกประการแล้วก็หลีกไป ไม่ยอมบริโภค

          ผู้เป็นสามีก็คิดว่า เอ๊ะ! เราจะทำอย่างไรดี ถ้าเราจะฆ่ามันก็ตายเปล่าๆ คิดกลับไปกลับมาๆ เราไปถามครูของมันดีกว่า ออกไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไปแล้วก็ยืนถามเลย

          พระสมณะโคดม ฆ่าอะไรได้จึงจะอยู่เป็นสุข ?

          โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ ฆ่าความโกรธได้จึงจะอยู่เป็นสุข

          พระสมณะโคดม ฆ่าอะไรได้จึงจะไม่เศร้าโศก ?

          โกธํ ฆตฺวา น โสจติ ฆ่าความโกรธได้จึงจะไม่เศร้าโศก

          เอ๊ะ! เก่งจริงๆ เราถามอะไรก็ตอบได้หมด เลื่อมใส ขอบวชในสำนักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บวชแล้วได้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน บรรลุเป็นพระอรหันต์ บวชอยู่ในพระพุทธศาสนาตลอดชีวิต

       อย่างนี้แหละท่านทั้งหลาย เรียกว่า เคารพเลื่อมใสในพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหว

       ข้อที่ ๔. อริยกนฺเตน สีเลน สมนฺนาคโต มีศีลมั่นเป็นนิตย์ ศีลนี้ถ้าผู้ใดไม่ถึงธรรม สัตว์ก็อาจจะฆ่าได้  เจ็บท้อง เขาบอกว่ากินเหล้าจึงจะหาย เราก็อาจจะกินได้ แต่วิสัยของคนถึงธรรมสัตว์ตัวเดียวไม่ยอมฆ่า เจ็บท้องเขามาว่ากินเหล้าจึงจะหาย ไม่ยอมกิน มันจะตายชั่วโมงนี้นาทีนี้ก็ไม่ยอมกิน รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต เป็นไท ไม่ถูกตัณหาแตะต้อง  เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ

       ผู้ใดเพียบพูนสมบูรณ์ด้วยองค์คุณสมบัติทั้ง ๔ ประการนี้ ผู้นั้นพึงพยากรณ์ตนเองได้เลยว่า เราได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว อย่างน้อยได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว เราเป็นผู้มีคติเที่ยง มีธรรมไม่กำเริบ สมฺโพธิปรายโน เราจะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันข้างหน้า สามารถพยากรณ์ตนเองได้เลย

       ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เมื่อกล่าวมาถึงนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายพยากรณ์ตนเองว่า เราสามารถทำได้ไหม กระจกคือพระธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ เราสามารถประพฤติปฏิบัติได้ไหม ถ้าท่านทั้งหลายสามารถประพฤติปฏิบัติได้ หรือคิดว่า ธัมมาทาสะทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นเรื่องสบายๆ สำหรับเรา เราสามารถประพฤติปฏิบัติได้ ไม่ต้องลำบากลำบนอะไร ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่า เราได้บรรลุอริยมรรคอริยผลแล้ว อย่างน้อยก็ได้เป็นพระโสดาบัน แต่ถ้าเรายังไม่อาจ คือไม่กล้าจะประพฤติปฏิบัติในธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ได้ ก็ถือว่าเรายังไม่ได้บรรลุ

       เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท พยายามเพียรปฏิบัติต่อๆไป วันหนึ่งข้างหน้าเรามีโอกาสจะได้บรรลุ เราอาจจะได้บรรลุในชาตินี้ หรือว่าชาตินี้เราไม่สามารถจะบรรลุ ถ้าเราพยายามทำอยู่อย่างนี้ วันหนึ่งข้างหน้าเราสามารถจะบรรลุได้ หรือว่าวันนี้เราไม่สามารถจะบรรลุได้ เวลาตายเราอาจจะบรรลุได้ หรือเวลาตายยังไม่บรรลุ อนาคตเราสามารถจะบรรลุได้

       ต่อไปขอเตือนสติท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายดังนี้ คือ

       ๑. ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ออกไปแล้วอย่าไปอวดกันนะ อย่าไปอวดว่าข้าพเจ้าสามารถละนิวรณ์ ๕ ประการได้ สามารถละความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทาน อย่างโน้นอย่างนี้ได้ ไปอวดกันไม่ได้นะ หรืออย่าไปอวดว่าข้าพเจ้านั่งสมาธิ เข้าฌานได้ ๕ นาที ๑๐ นาที ๖๐ นาที ก็ไม่ได้นะท่านทั้งหลาย หรือว่าจะไปอวดว่าข้าพเจ้าได้สำเร็จโสดาบัน อนาคามี สกิทาคามี อะไรทำนองนี้ อวดไม่ได้ ถ้าไปอวด หากว่าตนไม่ได้ไม่ถึงจริง ปรับอาบัติปาราชิก ขาดจากพระไปเลย แต่ถ้าว่าญาติโยมไปอวด ก็เป็นการตัดหนทางของตัวเอง ไม่สามารถจะประพฤติปฏิบัติให้บรรลุธรรมะขั้นสูงๆต่อไปได้ เหตุนั้นอย่าไปอวดกัน

       ๒. นักปฏิบัติธรรมจะถูกคนถามเป็น ๓ จำพวก คือ

          ๑) ถามเพื่อจับผิด ส่วนมากผู้ถามนั้นไม่มีศรัทธา เขาหาวิธีที่จะจับผิดเรา เช่น เราไม่เคยเรียนปริยัติ เขาก็เอาปริยัติมาถาม “เป็นอย่างไร ไปปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เห็นพระไตรลักษณ์ไหม เห็นอริยสัจ ๔ ไหม เห็นปฏิจจสมุปบาทไหม เห็นวิสุทธิ ๗ ไหม” เราก็ตอบไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ได้เรียนมา เขาก็จะว่าเอาว่า เอ๊ะ! กัมมัฏฐานบ้าๆบอๆอย่างไร แค่นี้ก็ตอบไม่ได้ เสร็จแล้วเรา เพราะฉะนั้น เราต้องเป็นผู้รู้กุศโลบายของผู้ถาม เขาถามเพื่ออะไร

          ๒) ถามเพื่อยั่วกิเลส ส่วนมากผู้ถามก็ไม่มีความเลื่อมใส เขาหาวิธีจะยุจะยั่วให้เราโกรธ โดยเฉพาะระหว่างสามีภรรยา เป็นอย่างไร ไปปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เห็นอย่างนั้นเห็นอย่างนี้อะไรไหม ไปปฏิบัติพระกัมมัฏฐานได้บรรลุมรรคผลนิพพานอย่างไร อะไรทำนองนี้ เขาหาวิธีจะยุจะยั่วให้เราโกรธ หากว่าเราโกรธนิดเดียวเท่านั้นแหละ เขาจะทักขึ้นมาว่า ไหนว่าไปปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน แค่นี้ก็โกรธแล้ว มันจะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานอย่างไร นี่เสร็จแล้วเรา เพราะฉะนั้น เราต้องรู้กุศโลบายของผู้ถาม

          ๓) ถามเพื่อเอาอย่าง ส่วนมากผู้ถามนั้นมีศรัทธาอยากปฏิบัติ แต่อยากรู้เสียก่อนว่า เวลาได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานมันเป็นอย่างไร ถ้าเราไปบอกเขาว่ามันดับ เขาจะจำได้ว่าดับ เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เกิดปีติ เกิดปัสสัทธิ เกิดอุเบกขา เกิดถีนมิทธะขึ้นมา เขาก็จะทึกทักขึ้นมาว่า เออ เราได้แล้ว เราดับได้แล้ว คือมันได้ของปลอมท่านทั้งหลาย ได้มรรคปลอม ผลปลอม นิพพานปลอม เหตุนั้นเราอย่าไปบอกกัน แต่ว่าแนะนำพร่ำสอนกันได้

       ๓. พระโสดาบันมี ๓ จำพวก คือ

          ๑) อุลลปนโสดาบัน โสดาบันขี้หลอก คือตนเองไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมาก่อน ก็ไปหลอกเขา หรือบางทีเราประพฤติปฏิบัติมาแล้ว แต่ไม่ได้บรรลุอริยมรรคอริยผล ก็ไปหลอกเขา เพื่อต้องการให้เขาเลื่อมใส จะได้ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมตามความประสงค์ของเรา นี้แหละ อุลลปนโสดาบัน โสดาบันขี้หลอก มีทั่วบ้านทั่วเมืองทุกวันนี้ โสดาบันประเภทนี้

          ๒) อธิมานิกโสดาบัน ได้แก่ พระโสดาบันผู้ยิ่งด้วยมานะ คือตนเองไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมาก่อน ก็ไปอวดเขา เห็นเขาเข้าสมาธิเข้าผลสมาบัติอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไปอวดเขาว่า ทำอย่างนี้ฉันทำให้ดูก็ได้ ก็แกล้งเกร็งตัวขึ้นมา ไม่ช้าไม่นานกิเลสหยาบก็เกิดขึ้นมาอีก แล้วก็ทำบาปทำกรรมต่อไปอีก

          ๓) มหาโสดาบัน หมายถึงท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายได้บรรลุอริยมรรคอริยผลจริงๆ อย่างนี้เรียกว่าเป็นมหาโสดาบัน เป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

       ๔. วิธีตอบผู้อื่นเวลาถูกถาม ท่านทั้งหลายออกไปแล้วจะถูกเขาถามนะ เป็นอย่างไร ไปปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เห็นอริยสัจ ๔ ไหม เห็นวิสุทธิ ๗ ไหม เขาจะถามเอา ได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานชั้นไหน เห็นนรกเห็นสวรรค์ไหม อะไรทำนองนี้ เขาจะถามนะ เหตุฉะนั้น เราต้องรู้วิธีตอบ

       เป็นอย่างไร ไปปฏิบัติกัมมัฏฐาน ดีไหม ?

       “ดี”

       ดีอย่างไร ?  

       “ทำให้ใจสบาย”

       เห็นนรกเห็นสวรรค์ไหม ?

       “เรื่องนี้ถ้าคุณอยากรู้ คุณก็ไปพิสูจน์ด้วยตนเอง”

       ได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานชั้นไหน ?

       “เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว เหมือนกับเรากินข้าว กินเองจึงจะอิ่ม กินเองจึงจะอ้วน อิ่มแทนกันอ้วนแทนกันไม่ได้”

       นี่เราตอบให้เป็น พูดแต่น้อย แต่ให้ความหมาย

       ๕. ขอให้ช่วยกันเผยแผ่สาสนธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกเราทั้งหลายได้รับความสุขอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ ก็เพราะว่าเราทั้งหลายตั้งอยู่ในร่มพุทธธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ประกอบไปด้วยกตัญญูกตเวทิตาธรรม รู้คุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วตอบแทนบุญคุณของพระองค์ด้วยการช่วยกันแนะนำคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้คนทั้งหลายได้เข้ามาประพฤติปฏิบัติ

       ๖. ขอให้ช่วยกันแนะนำบิดามารดาและญาติมิตร บิดามารดาของเรานั้นท่านเป็นผู้มีคุณูปการคุณแก่เรามาก เราจะหาวิธีตอบบุญสนองคุณพ่อแม่ด้วยวิธีอย่างไรก็ไม่สามารถจะตอบแทนบุญคุณของท่านได้

       แม้ว่าเราจะเอาเงินเอาทอง ผ้าผ่อนแพรพันธ์ รัตนะ ๗ ประการ นพรัตน์แก้ว ๙ ประการ มากองพะเนินให้เทียมปลายพร้าวปลายตาลเพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อของแม่ ก็ไม่สามารถที่จะทดแทนบุญคุณของท่านได้ แม้ว่าเราจะเอาพ่อของเรานั่งบ่าขวา เอาแม่ของเรานั่งบ่าซ้าย เวลาเราไปไหนหรือท่านไปไหน ก็ให้ท่านนั่งอยู่บนบ่าของเรานั่นแหละ เวลาท่านจะรับประทานอาหารหรือเราจะรับประทานอาหาร ก็ให้ท่านนั่งอยู่บนบ่าของเรานั่นแหละ เวลาท่านจะหลับจะนอน ก็ให้ท่านนั่งอยู่บนบ่าของเรานั่นแหละ หรือเวลาท่านจะขี้จะเยี่ยว ก็ให้ท่านขี้ท่านเยี่ยวรดตัวเราไป จนเราตายไปหรือท่านตายไป ก็ไม่สามารถทดแทนบุญคุณของท่านได้

       เว้นไว้แต่ท่านผู้ใดมาบวช หรือมาปฏิบัติเหมือนท่านทั้งหลายปฏิบัติอยู่ขณะนี้ เราปฏิบัติแล้วยังศีล ยังสมาธิ ยังปัญญา ยังบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงให้เกิดขึ้นในขันธสันดานแล้ว เราจึงอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้พ่อให้แม่ จึงจะสามารถทดแทนบุญคุณของท่านได้ หรือว่ามีโอกาสมีเวลา ขอให้พ่อให้แม่ของเรามาปฏิบัติ อย่างนี้แหละท่านทั้งหลาย จึงจะทดแทนบุญคุณของพ่อของแม่ได้

       ๗. ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เรานั่งอยู่รวมกันนี้ ถือว่าเราทั้งหลายเป็นลูกพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน เพราะฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายมีความเคารพกัน นับถือกัน รักกัน ช่วยเหลือกัน อย่าเอารัดเอาเปรียบกัน เราเคารพกัน นับถือกัน รักกัน ช่วยเหลือกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ดีกว่าเราชังกันเป็นไหนๆ เพราะอีกไม่ช้าไม่นาน ไม่ถึงร้อยปี เราก็จะจากกันไปแล้ว เพราะฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายมีความสามัคคีปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

       ๘. ทำกัมมัฏฐานแล้วขออย่าได้พูดว่าไม่ต้องทำบุญทำทานอะไร พูดอย่างนี้ผิดนะท่านทั้งหลาย เพราะการทำบุญทำทานนี้เป็นเครื่องหมายของคนดี ครั้งพุทธกาล แม้ท่านผู้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ทำบุญทำทานอยู่

       เรื่องนี้ขอให้ถือปฏิบัติตามที่พระนางมหาสุมนาไปกราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า มีคนสองคน เวลาประพฤติปฏิบัติธรรม มีศีลเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน แต่คนหนึ่งชอบทำบุญทำทาน อีกคนหนึ่งไม่ชอบทำบุญทำทาน ตายไปแล้วจะเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

       พระองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อนมหาสุมนา คนที่ไม่ชอบทำบุญทำทานนั้น ตายไปแล้วไปเกิดชาติใหม่ ก็จะเป็นคนยากจนข้นแค้นอนาถา ถือกระเบื้องขอทาน ถือกะลาขอข้าว หากินฝืดเคือง หากออกบวชเป็นพระเป็นเณร ก็จะขัดสนไปด้วยปัจจัยทั้ง ๔ สบง จีวร ต้องไปของ้อของอนญาติโยมจึงจะได้ใช้

       แต่ผู้ที่ทำบุญทำทานนั้น ตายไปแล้วไปเกิดชาติใหม่ ก็จะเป็นผู้เพียบพูนสมบูรณ์ไปด้วยสมบัติ ศฤงคาร บริวาร นานาประการ ไม่อดไม่อยาก หากออกบวชเป็นพระเป็นเณร ก็จะเพียบพูนสมบูรณ์ไปด้วยปัจจัยทั้ง ๔ สบง จีวร มีญาติมีโยมมาของ้อของอนให้ใช้

       ดูก่อนมหาสุมนา บางคนเกิดขึ้นมาในโลกนี้ เป็นคนร่ำรวย มั่งมีศรีสุข ต้องการเครื่องประดับประดา เพชรนิลจินดาอะไร ได้ทั้งหมดตามความประสงค์ แต่ว่าไม่มีปัญญา เพราะชาติปางก่อนโน้นเขาให้ทานอย่างเดียว แต่ไม่ได้รักษาศีล ไม่ได้เจริญภาวนา

       ดูก่อนมหาสุมนา บางคนเกิดขึ้นมาในโลกนี้ เป็นผู้มีรูปงาม มีทรวดทรงงาม มีผิวพรรณงาม มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย มีอายุยืน แต่ว่าไม่รวย และไม่มีปัญญา เพราะชาติปางก่อนโน้นเขารักษาศีลอย่างเดียว แต่ไม่ได้ให้ทาน ไม่ได้เจริญภาวนา

       ดูก่อนมหาสุมนา บางคนเกิดขึ้นมาในโลกนี้ เป็นคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เปรื่องปราดชาติกวี มีไหวพริบดี มีปฏิภาณดี มีความฉลาดหลักแหลมดี แต่ว่าไม่รวยและไม่สวย เพราะชาติปางก่อนโน้น เขาเจริญภาวนาอย่างเดียว แต่ว่าไม่ได้ให้ทาน ไม่รักษาศีล”

       เหตุนั้น พวกเราทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้ว อยากดี อยากรวย อยากสวย อยากมีสติปัญญาด้วยกันทั้งนั้น ก็จงพยายามทำบุญให้ครบทั้ง ๓ อย่าง คือ ทั้งให้ทาน ทั้งรักษาศีล ทั้งเจริญภาวนา

       ๙. ทำกัมมัฏฐานแล้วขออย่าได้พูดว่าไม่ได้อะไร การพูดอย่างนี้ถือว่าเป็นการด่าตนเองด้วยเป็นการด่าครูบาอาจารย์ด้วย ครูบาอาจารย์ท่านก็แนะนำพร่ำสอนทุกสิ่งทุกอย่าง เท่าที่โอกาสและเวลาจะเอื้ออำนวย เพราะฉะนั้น ทำกัมมัฏฐานแล้วอย่าได้พูดว่าไม่ได้อะไร เพราะว่าการทำงานทุกสิ่งทุกอย่าง มันได้ผลในตัว ทำงานได้งาน ทำกัมมัฏฐานได้กัมมัฏฐาน ได้ศีล ได้สมาธิ ได้ปัญญา ได้มรรค ได้ผล ได้นิพพาน มันได้ตั้งเยอะ แต่เราอาจไม่รู้ เพราะเป็นนามธรรม

       ๑๐. นักปฏิบัติออกไปแล้วอย่าเล่นการพนัน เพราะลูกหลานเขาจะว่าเอา

       ๑๑. อย่าติเตียนผู้อื่นและสำนักอื่น การติเตียนบุคคลอื่นและสำนักอื่น เหมือนกันกับยื่นดาบให้เขาตัดคอเรา เราติเตียนเขา เขาก็ติเตียนเรา เราว่าให้เขา เขาก็ว่าให้เรา เพราะฉะนั้น เห็นผู้อื่นปฏิบัติไม่ดี เราต้องพูดให้เป็นว่า “คุณ ปฏิบัติอยู่นี้ก็ดีนะ พยายามทำต่อไปสิ การประพฤติปฏิบัติจะได้ดีกว่านี้” เราต้องพูดให้ดีจะได้พวกมาก เพราะฉะนั้น เราอย่าไปติเตียนบุคคลอื่นหรือสำนักอื่นเป็นเด็ดขาด

       ๑๒. ขอให้ท่านทั้งหลายรักษาชื่อเสียงของตนเอง รักษาชื่อเสียงของครูบาอาจารย์ รักษาชื่อเสียงของสำนัก รักษาชื่อเสียงของพระศาสนา เราเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ก็ขอให้เค็มเหมือนพระพุทธเจ้า มันจะตายชั่วโมงนี้ นาทีนี้ หรือมันจะตายในเสี้ยววินาทีนี้ เราก็ยอมตาย แต่เราไม่ยอมทำความชั่วเป็นเด็ดขาด

       ๑๓. ขอให้ท่านทั้งหลายประพฤติปฏิบัติต่อๆไป เพราะว่าการปฏิบัติครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนเพียงไร เหตุนั้น เราพยายามปฏิบัติต่อๆไป วันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง เราเอาเป็นเวลาทำมาหากินสัก ๑๐ ชั่วโมง เอาเป็นเวลาพักผ่อนหลับนอนสัก ๘ ชั่วโมง ยังเหลืออีก ๖ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงที่ยังเหลืออยู่นี้ เอาเป็นเวลาอาบน้ำชำระร่างกาย รับประทานอาหาร คุยกับลูกกับหลานญาติมิตรไปหามาสู่สัก ๕ ชั่วโมง ยังเหลือ ๑ ชั่วโมง ๑ ชั่วโมงที่เหลืออยู่นี้ ให้เอาเป็นเวลาของเราให้ได้อย่างน้อย ๓๐ นาที โดยที่เรามานึกถึงบุญกุศลที่เราได้สร้างสมอบรมมา ว่าเออ เราเกิดขึ้นมานี้ เราได้ให้ทาน รักษาศีล ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ เจริญเมตตาภาวนา ได้มากน้อยแค่ไหนหนอ นึกไปๆๆ นึกให้ทั่วแล้วเราจึงไหว้พระทำวัตรสวดมนต์ นั่งเจริญภาวนาสัก ๓๐ นาที หรือ ๒๐ นาที หรือ ๕ นาที หรือ ๑ นาทีก็ยังดี

       ถ้าเราทำได้อย่างนี้ เรียกว่าเราเตรียมตัวก่อนตาย ถึงคราวตาย บุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงจะมาปรากฏเป็นกรรมบ้าง เป็นกรรมนิมิตบ้าง เป็นคตินิมิตบ้าง เช่น เวลาเรากำลังจะตายนั้น เราจะเห็นขันข้าวที่เคยไปใส่บาตร เห็นโบสถ์ เห็นวิหาร เห็นศาลาการเปรียญ เห็นเจดีย์ เห็นพระภิกษุสามเณร เห็นเทวดา เห็นที่อยู่ของเทวดา เป็นต้น จิตของเราก็ไปยึด เมื่อไปยึดจิตนี้ก็ดับลงไป คือตายลงไป เมื่อตายแล้วเราก็ไปสู่สุคติภพตามบุญญาธิการที่เราสร้างสมอบรมไว้ เหมือนกันกับเราหัดว่ายน้ำให้ชำนิชำนาญแล้ว เมื่อถึงคราวเรือล่ม ก็สามารถว่ายเข้าฝั่งได้ ไม่จมน้ำตาย แต่ถ้าเราไม่หัดระลึกให้ชำนิชำนาญอย่างนี้ ถึงคราวตายจึงจะมาระลึก มันระลึกไม่ได้นะท่านทั้งหลาย เพราะ

          ๑) ทุกขเวทนาเข้าครอบงำ

          ๒) ไม่อยากตาย

          ๓) ห่วงผู้อยู่ข้างหลัง

          ๔) ห่วงทรัพย์สมบัติ

          เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ระลึกไม่ได้ เมื่อระลึกไม่ได้ อกุศลกรรมที่เราทำไว้ก็มาปรากฏเป็นกรรมบ้าง เป็นกรรมนิมิตบ้าง เป็นคตินิมิตบ้าง เช่น เห็นสัตว์กำลังฆ่ากัน เห็นคนกำลังฆ่ากัน เห็นหนองน้ำ เห็นตมเห็นโคลน เห็นเปลวเพลิง เห็นนายนิรยบาล เห็นนรก เป็นต้น จิตของเราก็ไปยึด เมื่อไปยึดแล้วจิตนี้ก็ดับลงไป คือตายลงไป เมื่อตายแล้วเราก็ไปบังเกิดในอบายภูมิ เหมือนกันกับบุคคลที่ไม่เคยหัดว่ายน้ำให้ชำนิชำนาญ ถึงคราวเรือล่มจึงจะมาหัดว่ายน้ำ มันก็ว่ายน้ำไม่เป็น จมน้ำตายเท่านั้น เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท หมั่นสร้างสมอบรมคุณงามความดีให้ยิ่งๆขึ้นไป

       ๑๔. นักปฏิบัติธรรมะขั้นสูงเสื่อม ท่านนักปฏิบัติธรรมขั้นสูง เสื่อมได้เหมือนกันนะท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะสมาธิหรือฌานที่ท่านทั้งหลายได้อยู่นี้ ถ้าเราไม่ทำทุกวันๆ มันเสื่อมได้ เมื่อเสื่อมแล้ว สมาธิหรือฌานนั้นก็ไม่สามารถที่จะเป็นที่พึ่งของเราได้ เวลาเราตาย เราไม่ได้ตายในฌาน ก็ไม่สามารถที่จะไปบังเกิดในพรหมโลกได้

       สมาธิหรือฌานนี้มีอานิสงส์เป็นอเนกประการ ไม่สามารถจะนับจะพรรณนาได้ เราสามารถจะนำมาใช้ได้ตามเจตนารมณ์ทุกอย่าง ถ้าเรามีความฉลาดในการใช้ แต่ใช้ให้เป็นอย่าเป็นแต่ใช้ คือสมาธินี้ หากว่าจำเป็นจริงๆ เราปวดท้องอย่างหนัก จะผ่าตัดไส้ติ่ง หรือโรคไส้เลื่อนอย่างนี้ ไม่จำเป็นที่จะใส่ยาชายาสลบ เราอธิษฐานจิตเข้าสู่สมาธิ ไม่เป็นอันตรายแก่ชีวิต

       โยมคนหนึ่งมาปฏิบัติอยู่นี้ เขาได้สมาธิ สามารถเข้าสมาธิออกสมาธิได้ตามต้องการ วันหนึ่งไปผ่าตัดไส้ติ่ง ถามคุณหมอว่า คุณหมอ จะใช้เวลานานเท่าใด หมอบอกว่าใช้เวลา ๑ ชั่วโมง แกบอกว่า คุณหมอ ขอร้องอย่าใส่ยาชา ขอร้องอย่าใส่ยาสลบ แล้วก็อธิษฐานจิตเข้าสู่สมาธิ ขอให้สมาธิจิตของข้าพเจ้าดับสนิทไปเป็นเวลา ๒ ชั่วโมง พร้อมนี้ขออย่าเป็นอันตรายแก่ชีวิต ก็เข้าสมาธิไป หมอก็ทำการผ่าตัด ครบ ๒ ชั่วโมงแล้วรู้สึกตัวขึ้นมา หมอไปไหน นี่แหละท่านทั้งหลาย เหมือนกันกับไม่ได้ผ่าตัด โลหิตแม้แต่หยดเดียวก็ไม่ได้เพิ่ม

       นี่แหละท่านทั้งหลาย สมาธินี้มีประโยชน์อเนกอนันต์ เหลือที่จะนับจะพรรณนาได้ ถ้าผู้มีสมาธิดี สามารถทำสมาธิได้ โรคประสาทก็จะไม่เกิด โรคความดันสูงก็จะไม่เกิด เรานั่งสมาธิเข้าสมาธิได้ โรคความดันสูง โรคประสาทนี้ ระงับไปทันที เหตุนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายรักษาสมาธิหรือฌานนี้ไว้ อย่าได้ประมาท เวลาตายก็ขอให้ตายในสมาธิตายในฌาน

       ๑๕. ขอให้ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายดำเนินต่อๆไป จนกว่าจะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน ทำลายกิเลสให้หมดไปจากขันธสันดานแล้วนั่นแหละ จึงจะนิ่งนอนใจได้ ถ้ากิเลสตัณหายังมีอยู่ ภพชาติของเราก็ยังมีอยู่ ไม่รู้ว่าเราจะเกิดกี่ภพ กี่ชาติ กี่กัป กี่กัลป์ จึงจะถึงนิพพาน เหตุนั้นขอให้เราทั้งหลายปฏิบัติต่อๆไป

       ข้อนี้ขอให้ถือปฏิบัติตามที่พระเจ้าภัททิยะเข้าไปกราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์นั่งอยู่บนคอช้าง บางครั้งก็เห็นฝูงช้าง บางครั้งก็เห็นฝูงม้า บ้างครั้งก็เห็นไพร่ฟ้าประชาชน บางครั้งก็เผลอไป หากว่าข้าพเจ้าตายไป จะไม่ไปสู่อบายภูมิหรือ พระพุทธเจ้าข้า”

       พระองค์ทรงตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรทำไว้ให้ชำนิชำนาญแล้ว มหาบพิตรตายแล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ดูก่อนมหาบพิตร ผู้มีความประสงค์จะบรรลุมรรคผลพระนิพพานขั้นสูงๆต่อไปนั้น พึงปฏิบัติดังนี้ คือ

          ๑) ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเนืองๆ

          ๒) ระลึกถึงคุณของพระธรรมเนืองๆ

          ๓) ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เนืองๆ            

          ๔) ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคไว้เนืองๆ

          ๕) ระลึกถึงศีลที่ตนรักษาแล้วเนืองๆ

          ๖) ระลึกถึงเทวธรรม คือธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดาเนืองๆ

          ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติได้ดังนี้ ผู้นั้นมีหวังจะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันข้างหน้า

       เอาละท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เท่าที่หลวงพ่อแสดงธรรมเทศนาเรื่อง โสฬสญาณ มา ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา

       อิทํ เม ธมฺมทานํ สาธุ ด้วยอานิสงส์ธรรมทานที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาแล้วในวันนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศให้แก่บิดามารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหาย ตลอดท่านผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร มนุษย์ อมนุษย์ อบายสัตว์ เทวดา มาร พรหม พระยายมราช และนายนิรยบาลทั้งหลาย โดยเฉพาะบุรพาจารย์ที่สร้างวัดวาอารามแห่งนี้มา และทวยเทพนิกรเจ้าทั้งหลายที่รักษาวัดวาอารามแห่งนี้มา ขอท่านทั้งหลายได้รู้ได้รับอนุโมทนา เหมือนดังที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้ว ถ้าตกทุกข์ขอให้พ้นจากทุกข์ ถ้ามีความสุขขอให้มีความสุขยิ่งๆขึ้นไป สทา โสตฺถี ภวนฺตุ โน ขอคณะครูบาอาจารย์ทุกรูป นักปฏิบัติธรรมทุกท่าน ญาติโยมที่ปฏิบัติธรรมทุกคน จงเจริญสุขสวัสดี พิพัฒนมงคลในพระบวรพุทธศาสนาเป็นนิตย์ สถิตมั่นในสัจธรรม นำตนให้พ้นทุกข์ ถึงสุขอันไพบูลย์กล่าวคือมรรคผลพระนิพพาน ด้วยกันทุกท่านทุกท่านเทอญ

       รับประทานวิปัสสนามา เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้
17  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: แสงสว่างทางปฏิบัติ เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2563 16:22:54



วิปัสสนาญาณ ๑๖ (ต่อ)
หลวงพ่อบุญเรือง สารโท
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

       สรุปแล้วว่า เมื่อปฏิบัติมาถึงญาณนี้ท่านทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติจะมีอาการเบื่อมาก

       บางทีผู้อยู่ในครอบครัวจะเบื่อครอบครัวอยากออกบวช พระสงฆ์สามเณรก็เบื่อหน่ายวัดวาอาราม เบื่อหน่ายญาติโยม อยากไปอยู่ในที่สงัด อยากประพฤติปฏิบัติจริงๆ ไม่อยากให้ใครมารบกวน บางทีก็เบื่ออาหาร เบื่อเมืองมนุษย์ เบื่อเทวโลก เบื่อพรหมโลก หนักเข้าก็เบื่อการปฏิบัติ ไม่อยากประพฤติปฏิบัติ แต่ยังไม่ละการปฏิบัติ ยังพยายามปฏิบัติต่อไปอีก อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๘

       ๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนาม เกิดความเบื่อหน่ายแล้วอยากออก อยากหนี อยากหลุด อยากพ้น ไปจากรูปจากนาม มีลักษณะดังนี้ คือ

          ๑) มีอาการคันยุบๆ ที่โน้นที่นี้ เหมือนกันกับมดไต่ไรคลานตามเนื้อตามตัว คืออาการคันนี้ ถ้าอยู่ในญาณที่ ๓ จะคันเล็กๆน้อยๆ เหมือนกันกับมีตัวเรือดตัวไรมาไต่มาตอม แต่ถ้าถึงญาณที่ ๙ นี้จะคันมาก เกาก็เกาแรง บางทีเป็นตุ่มขึ้นมาทั้งตัวก็มี

          ๒) ลุกลี้ลุกลน ผุดลุกผุดนั่ง จะนั่งกำหนดก็ไม่ได้ดี นอนกำหนดก็ไม่ได้ดี

          ๓) กำหนดอิริยาบถน้อยใหญ่ก็ไม่ได้ดี

          ๔) ใจหงุดหงิด เอือมๆ เบื่อๆ อยากออก อยากหนี อยากเลิก ไม่อยากทำกัมมัฏฐาน เห็นว่าทำกัมมัฏฐานนี้ไม่มีประโยชน์อะไร

          ๕) กลุ้มใจ คิดอยากกลับบ้าน นึกว่าตนหมดบุญวาสนาบารมีแล้ว บางคนก็เก็บบริขารกลับวัดกลับบ้านก็มี บางคนก็มาลากลับบ้าน ถ้าครูบาอาจารย์ไม่ให้จะกระโดดน้ำตาย อย่างนี้ก็มี ที่เป็นเช่นนี้ท่านทั้งหลาย เป็นลักษณะของปฏิจจสมุปบาทอวิชชา ความโง่เป็นเหตุให้เกิดสังขาร แต่ผู้ปฏิบัติกำหนดไม่ทัน อาการเช่นนี้จึงเกิดขึ้น เหตุนั้น อาจารย์ต้องเป็นผู้มีจิตวิทยา รู้จักปลอบโยน รู้จักชี้แจงแสดงไขให้ผู้ปฏิบัติยินดีในการประพฤติปฏิบัติ

          ๖) บางทีมีเวทนามารบกวนมาก เช่น อาการขบเมื่อย ปวด ชา จุก เสียด คัน แต่เวลาเรากำหนดจะเห็นว่าเวทนาหายไปเป็นท่อนๆ หายไปเป็นเสี่ยงๆ หายไปเป็นซีกๆ คล้ายๆกับเราหยิบเอาเวทนาออกทิ้งไปแล้ว

          ๗) มีอาการคันยุบๆยิบๆ ที่โน้นบ้าง ที่นี้บ้าง จนเหลือที่จะอดเหลือที่จะทน เหมือนกับคนเอาหมามุ่ยหรือตำแยไปโรยบนที่นอนก็มี

          ๘) จิตใจไม่แน่นอน อยากให้ความทุกข์ ความเสื่อม และเวทนาที่เป็นสังขารทุกข์ที่มารบกวนอยู่นี้หายไป

          ๙) อยากถึงพระนิพพาน ผู้ปฏิบัติจะอยากถึงพระนิพพาน แต่การอยากถึงพระนิพพานนั้น อยากถึงเอง ไม่ได้ตั้งใจมาก่อน เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

          ๑๐) กำหนดครั้งใดก็เห็นแต่ทุกข์แต่โทษของรูปนาม จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้ปฏิบัตินั้นอยากออก อยากหนี อยากพ้นไปจากรูปนามอย่างจริงจัง

          ท่านอุปมาเหมือนกันกับปลาที่ติดอยู่ในข่ายในแห อยากออก อยากหนี อยากพ้นไปจากแหฉันใด ใจของผู้ปฏิบัติก็เหมือนกันฉันนั้น

          หรืออุปมาเหมือนกันกับกบที่อยู่ในปากของงู อยากออก อยากหนี อยากพ้นไปจากปากของงูฉันใด ใจของผู้ปฏิบัติก็เหมือนกันฉันนั้น

          หรืออุปมาเหมือนไก่ป่าที่ติดอยู่ในกรง อยากออก อยากหนี อยากพ้นไปจากกรงฉันใด ใจของผู้ปฏิบัติก็เหมือนกันฉันนั้น

          หรืออุปมาเหมือนช้างที่ติดหล่ม อยากออก อยากหนี อยากพ้นไปจากหล่มฉันใด ใจของผู้ปฏิบัติก็เหมือนกันฉันนั้น

          หรืออุปมาเหมือนกับบุรุษที่อยู่ในวงล้อมของข้าศึก อยากออก อยากหนี อยากพ้นไปจากวงล้อมของข้าศึกฉันใด ใจของผู้ปฏิบัติก็เหมือนกันฉันนั้น

       สรุปแล้วท่านทั้งหลาย เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ จิตใจของผู้ปฏิบัติไม่แน่นอน เดินจงกรมก็ไม่อยากเดิน บางทีเดินจงกรมแล้วก็ไม่ยอมกำหนด เดินก็สักแต่ว่าเดิน กำหนดบทพระกัมมัฏฐานก็ไม่ได้นาน เมื่อก่อนโน้นเคยกำหนดได้ ๑ ชั่วโมง หรือ ๒-๓ ชั่วโมงก็มี แต่เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ กำหนด ๕ นาทีก็ไม่ได้ อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๙

       ๑๐. ปฏิสังขาญาณ มีลักษณะดังนี้ คือ

          ๑) จะปรากฏเหมือนกันกับคนเอาเข็มแหลมๆ ไม้แหลมๆ เอาเหล็กแหลมๆ มาแทงที่ร่างกายของเรา ปรากฏเสียวแปลบๆขึ้นมาก็มี

          ๒) บางครั้งปรากฏเหมือนกับคนเอาเลื่อยมาตัดตามร่างกายของเรา เสียวแปลบๆขึ้นมา

          ๓) บางทีมีเวทนามาก ปวดที่โน้น เจ็บที่นี้ แต่หายเร็ว กำหนดเพียง ๒-๓ ครั้งก็หาย บางทีมีอาการซึมๆ ไม่อยากลืมตา

          ๔) บางทีมือแข็ง แขนแข็ง ตัวแข็ง เหมือนกันกับเข้าผลสมาบัติ แต่ใจยังรู้อยู่ หูยังได้ยินเสียงอยู่ บางทีมีอาการตึงๆ หนักๆ เหมือนกับคนเอาท่อนเหล็กหนักๆ ท่อนไม้หนักๆ หรือก้อนดินหนักๆ มาทับบนร่างกายของเรา

          ๕) บางทีมีอาการอึดอัด แน่นๆ คล้ายกับใจจะขาด

          ๖) บางทีร้อนทั่วสรรพางค์กาย

          ๗) บางทีทั้งร้อน ทั้งเย็น ทั้งเจ็บท้อง ทั้งอาเจียน

       อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๑๐

       ๑๑. สังขารุเปกขาญาณ มีลักษณะดังนี้ คือ

          ๑) ไม่กลัว ไม่ยินดี ใจเฉยๆอยู่กับรูปกับนาม บางครั้งอาการพองอาการยุบก็ปรากฏชัด

          ๒) ไม่ยินดี ไม่เสียใจ มีสติสัมปชัญญะดี ไม่เผลอจากรูปนาม

          ๓) จำง่าย กำหนดได้สะดวกสบายดี

          ๔) ผู้มีสมาธิดีจะกำหนดบทพระกัมมัฏฐานได้นานๆ เหมือนกันกับคนขี่รถบนถนนลาดยางที่เรียบๆ ทำให้เพลิดเพลินจนลืมเวลาไปก็มี

          ๕) ยิ่งนานยิ่งละเอียด เหมือนกับคนร่อนแป้ง ยิ่งร่อนยิ่งละเอียด

          ๖) ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ ไม่หงุดหงิด รูป เสียง กลิ่น รส ไม่ปรากฏมารบกวนได้เลย เมื่อก่อนโน้น เรานั่งกัมมัฏฐานก็หงุดหงิดอย่างโน้นบ้าง หงุดหงิดอย่างนี้บ้าง เขามาแสดงดนตรีใกล้บ้านใกล้ที่อยู่ของเราก็หงุดหงิดขึ้นมา แต่เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ ท่านทั้งหลาย อาการดังกล่าวมาแล้วข้างต้นก็ไม่มีเลย บางทีเขามาเล่นภาพยนตร์อยู่ใกล้วัดของเราใกล้บ้านของเรา สามารถนั่งกัมมัฏฐานได้สบายๆ

          มีพระภิกษุรูปหนึ่ง มาปฏิบัติอยู่ที่นี่ วันนั้นเขาก็มีมหรสพอยู่นี้แหละ เขามาแสดงหมอลำเรื่อง หมอลำหมู่ ขณะนั้นครูบาอาจารย์หลายๆรูปมาอยู่ด้วยกัน มาอยู่ในห้องหลวงพ่อ พอดีพอเขาแสดงหมอลำเรื่อง ก็พูดกันว่า “วันนี้เรามาแข่งสมาธิกัน ถ้าใครแพ้ก็ลุกไป ถ้าใครไม่แพ้ก็นั่งไป” คือนั่งสมาธิแข่งกัน ว่าผู้ใดจะทำสมาธิได้ ก็พากันกำหนดบทพระกัมมัฏฐาน “ได้ยินหนอๆๆ” ผู้ที่ทำไม่ได้ก็หายไปทีละรูปสองรูป ผลสุดท้ายเหลือแต่หลวงตาสังข์รูปเดียว นั่งสมาธิขาดความรู้สึกอยู่นั้นจนหมอลำเรื่องเขากลับ เมื่อแกรู้สึกตัวขึ้นมา ถามว่า หมอลำเรื่องไปไหน หมอลำหมู่ไปไหน เขากลับบ้านแล้ว นี้แหละท่านทั้งหลาย ถ้าอุเบกขานี้มากๆแล้ว ผู้ปฏิบัติจะไม่หงุดหงิด ไม่รำคาญกับรูป เสียง กลิ่น รส ธรรมารมณ์ใดๆทั้งสิ้น

          ๗) บางที โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น โรคลมบ้าหมู โรคกระเพาะอาหาร โรคความดันสูง เป็นต้น เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ บางท่านก็หายเด็ดขาดไปเลยก็มี บางท่านก็หายไปชั่วครั้งชั่วคราว มีหลายๆคนหายในลักษณะดังนี้

          มีโยมคนหนึ่ง เมื่อก่อนเขาเป็นกุมภัณฑยักษ์ เวลาเกิดขึ้นมาแล้วต้องเอาน้ำมารด บางครั้งตั้งแต่หัวค่ำจนย่ำรุ่งจึงรู้สึกตัวขึ้นมา คนทั้งหลายว่าเป็นกุมภัณฑยักษ์ สำหรับสามีของแกนั้นบอกว่า ภูตผีปีศาจมาหลอกมาหลอน สามีของแกไปเรียนแพทย์แผนโบราณบ้าง ไปเรียนแพทย์แผนปัจจุบันบ้าง มารักษาก็ไม่หาย ไปเรียนมนต์กลคาถา ไปเรียนธรรมมาปราบก็ไม่หาย

          ปีนั้นหลวงพ่อไปสอนกัมมัฏฐานที่บ้านเหมือดแอ่ แกมาปฏิบัติ ลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้นมา หลวงพ่อก็บอกว่า คุณโยม อันนี้ไม่ใช่ภูตผีปีศาจ ไม่มีอะไรหรอก แต่ว่าเรากำหนดบทพระกัมมัฏฐานไม่ทัน อาการอย่างนี้จึงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ต่อไปเมื่อลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้น ให้กำหนดว่า “หยุดหนอๆ หยุด!” หรือว่าอย่างนี้มันยังไม่หาย เวลามันเกิดขึ้นมาเรากำหนด “หยุด!” มันจะได้หายไป แล้วแกเอาไปปฏิบัติ ไปปฏิบัติดังนั้นก็หายมาจนถึงบัดนี้ คือลักษณะดังกล่าวนั้นไม่เกิดขึ้นเลย คนทั้งหลายก็หาว่าหลวงพ่อมีเวทมนต์กลคาถาศักดิ์สิทธิ์ คนโน้นก็มาปฏิบัติ คนนี้ก็มาปฏิบัติ แต่ที่จริงไม่ใช่นะท่านทั้งหลาย เรามีสติ เพียงเท่านั้นก็พอ

       ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ท่านทั้งหลาย เป็นลักษณะของอุเปกขา คือเมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ โรคภัยไข้เจ็บนั้นสามารถจะหายไปได้ แล้วก็สามารถนั่งกัมมัฏฐานได้นานๆ สมมติว่าเราจะนั่งกัมมัฏฐานเพียง ๓๐ นาที ทำให้เพลิดเพลิน เลยเวลาไป ๑ ชั่วโมงบ้าง ๓ ชั่วโมงบ้าง ๖ ชั่วโมงบ้างก็มี อันนี้เป็นลักษณะของอุเปกขา

       ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผู้ใดเป็นบ้าง ถ้าผู้ใดเป็นก็โปรดทายเถิดว่า เราถึงญาณที่ ๑๑ แล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ไม่ถึง ก็อย่าประมาท พยายามทำต่อไป ญาณที่ ๑๑ จบ

       ๑๒. สัจจานุโลมิกญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นอริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เตรียมตัวเข้าสู่พระนิพพานโดยอาการ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง

       ญาณนี้เป็นญาณขั้นตัดสินนะท่านทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดเทียบให้ดี ว่าเรามาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ เราได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานขั้นไหนอย่างไรนั้น ให้ผู้ปฏิบัติตัดสินเอา หรือว่านับตั้งแต่เราได้เกิดมา ได้ให้ทาน รักษาศีล ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ เจริญเมตตาภาวนามาจนถึงบัดนี้ เราได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานแล้วหรือยัง ญาณนี้เป็นญาณขั้นตัดสิน เหตุนั้นขอให้ท่านทั้งหลายโปรดเทียบให้ดี ญาณนี้มีลักษณะดังนี้ คือ

          ๑) อนิจจัง ผู้ใดเคยให้ทานรักษาศีลมาก่อนแล้ว จะผ่านทางอนิจจัง คือจะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานเพราะเห็นอนิจจังชัด มีลักษณะดังนี้ คือ

          ในขณะที่เรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น อาการพองอาการยุบของเราเร็วขึ้นๆๆ แล้วก็สัปหงกลงไป คือมันดับลงไป บางทีก็ไปข้างซ้าย บางทีก็ไปข้างขวา บางทีก็ขึ้นข้างบน บางทีก็ลงข้างล่าง เสร็จแล้วผู้ปฏิบัติก็จะจำได้ จำได้ว่ามันดับลงไปตอนไหน มันดับลงไปตอนพองหรือตอนยุบก็รู้ การที่รู้อย่างนี้ เป็นลักษณะของญาณที่ ๑๒

          หลังจากขาดความรู้สึกลงไปแล้ว ทรงอยู่อีก ๑ ขณะจิต เงียบ ไม่รู้สึกอะไร เป็นญาณที่ ๑๓ โคตรภูญาณ

          หลังจากนั้นทรงอยู่อีก ๑ ขณะจิต เงียบ ไม่รู้สึกอะไร เป็นญาณที่ ๑๔ มรรคญาณ กิเลสขาดตรงญาณนี้ กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดที่ติดตามเรามาแต่หลายชาติหลายภพ หลายกัปหลายกัลป์ เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้จะดับไป สิ้นไป สูญไปจากขันธสันดาน ตามกำลังของมรรค

          หลังจากขาดความรู้สึกลงไปแล้ว ทรงอยู่อีก ๒ ขณะจิตบ้าง ๓ ขณะจิตบ้าง เงียบ ไม่รู้สึกอะไร เป็นญาณที่ ๑๕ ผลญาณ

          พอรู้สึกตัวขึ้นมาพิจารณาว่า เอ๊ะ! เราเป็นอะไรไป มันง่วงนอนหรืออย่างไร หรือมันตายไปเมื่อตะกี้นี้ บางทีก็ปวดหัว บางทีก็งง บางทีไม่ยอมปฏิบัติพระกัมมัฏฐานเลย

          ถ้าผ่านโดยวิธีนี้ นิพพานของท่านผู้นั้น ชื่อว่า อนิมิตตนิพพาน หรือ อนิมิตตวิโมกข์ แปลว่า ดับโดยหาอะไรเป็นนิมิตไม่ได้ คือหาราคะ โทสะ โมหะ เป็นนิมิตไม่ได้

          ๒) ทุกขัง ถ้าผู้ใดเคยเจริญสมถะกัมมัฏฐานมาก่อน หรือตั้งแต่ภพก่อนชาติก่อนโน้น เคยเจริญสมถะกัมมัฏฐานมาก่อนแล้ว จะผ่านทางทุกขัง คือ จะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานเพราะเห็นทุกขังชัด ผู้ปฏิบัติจะพึงสังเกตได้โดยลักษณะดังนี้

          ในขณะที่เรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น อาการพองอาการยุบของเราฝืดๆ อึดอัด แน่นๆ คล้ายกับใจจะขาด บางท่านก็แน่นมากจริงๆ จนถึงขั้นกำหนดว่า “แน่นหนอๆๆ” แล้วก็ดับวูบลงไป สัปหงกวูบลงไป คือมันดับลงไป บางทีก็ไปข้างหน้า บางทีก็ผงะไปข้างหลัง บางทีก็ไปข้างซ้าย บางทีก็ไปข้างขวา บางทีก็ขึ้นข้างบน บางทีก็ทรุดวูบลงไปข้างล่าง เหมือนกันกับกระดูกสันหลังของเราไม่ต่อกัน เสร็จแล้วผู้ปฏิบัติก็จะจำได้ จำได้ว่ามันดับลงไปตอนไหน มันดับลงไปตอนพองหรือตอนยุบ ตอนนั่งหรือตอนถูกก็รู้ การที่รู้อย่างนี้ เป็นลักษณะของญาณที่ ๑๒

          หลังจากขาดความรู้สึกลงไปแล้ว ทรงอยู่อีก ๑ ขณะจิต เงียบ ไม่รู้สึกอะไร เป็นญาณที่ ๑๓ โคตรภูญาณ

          หลังจากขาดความรู้สึกลงไปแล้ว ทรงอยู่อีก ๑ ขณะจิต เงียบ ไม่รู้สึกอะไร เป็นญาณที่ ๑๔ มรรคญาณ กิเลสขาดตรงญาณนี้

          หลังจากขาดความรู้สึกลงไปแล้ว ทรงอยู่อีก ๒ ขณะจิตบ้าง ๓ ขณะจิตบ้าง เงียบ ไม่รู้สึกอะไร เป็นญาณที่ ๑๕ ผลญาณ

          พอรู้สึกตัวขึ้นมาพิจารณาว่า เอ๊ะ! เราเป็นอะไรไป มันง่วงนอนหรืออย่างไร หรือมันตายไปเมื่อตะกี้นี้ บางทีก็ปวดหัว บางทีก็งง บางทีก็เลิก ไม่ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานต่อไป

          ถ้าผ่านโดยวิธีนี้ นิพพานของท่านผู้นั้น ชื่อว่า อัปปณิหิตนิพพาน หรือ อัปปณิหิตวิโมกข์ แปลว่า ดับโดยหาอะไรเป็นที่ตั้งมิได้ คือหาราคะ โทสะ โมหะ เป็นที่ตั้งมิได้

          ๓) อนัตตา ถ้าผู้ใดเคยเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานมาก่อน หรือตั้งแต่ปุเรกชาติโน้น เคยเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานมา จะผ่านทางอนัตตา คือจะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานเพราะเห็นอนัตตาชัด ผู้ปฏิบัติจะพึงสังเกตได้ด้วยลักษณะดังนี้

          ในขณะที่เรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น อาการพองยุบของเราสม่ำเสมอดี บางทีก็แผ่วเบาเข้าๆๆ แล้วดับวูบลงไป ขาดความรู้สึกลงไป ผู้ปฏิบัติก็จะจำได้ จำได้ว่ามันดับลงไปตอนไหน มันดับลงไปตอนพองหรือตอนยุบเราก็รู้ การที่รู้อย่างนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๑๒

          หลังจากขาดความรู้สึกลงไปแล้ว ทรงอยู่อีก ๑ ขณะจิต เงียบ ไม่รู้สึกอะไร เป็นญาณที่ ๑๓ โคตรภูญาณ 

          หลังจากขาดความรู้สึกลงไปแล้ว ทรงอยู่อีก ๑ ขณะจิต เงียบ ไม่รู้สึกอะไร เป็นญาณที่ ๑๔ มรรคญาณ กิเลสขาดตรงญาณนี้

            หลังจากขาดความรู้สึกลงไปแล้ว ทรงอยู่อีก ๒ ขณะจิตบ้าง ๓ ขณะจิตบ้าง เงียบ ไม่รู้สึกอะไร เป็นญาณที่ ๑๕ ผลญาณ

          พอรู้สึกตัวขึ้นมาพิจารณาว่า เอ๊ะ! เราเป็นอะไรไป มันง่วงนอนหรืออย่างไร หรือมันตายไปเมื่อตะกี้นี้ บางทีก็งง บางทีก็ปวดศีรษะ

          ถ้าผ่านโดยวิธีนี้ นิพพานของท่านผู้นั้น ชื่อว่า สุญญตนิพพาน หรือ สุญญตวิโมกข์ แปลว่า ดับโดยอาการว่างเปล่า คือว่างจากราคะ โทสะ โมหะ

       ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เวลาบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นมีเท่านี้นะ ในแนวทางของการปฏิบัติรู้เท่านี้ แต่ถ้าปริยัติไม่รู้อย่างนี้ สมมติว่าเราเอาปริยัติมาจับ

       วิถีจิตของมันทบุคคล คือคนที่มีปัญญาน้อย ชวนจิตดวงที่ ๑ จะมีบริกรรม แต่ผลจิตจะมี ๒ ขณะ

       วิถีจิตเวลาจะบรรลุมรรคผลพระนิพพาน อตีตังภวังค์ ภวังค์อดีต ภวังคจลนะ ภวังค์สะเทือน ภวังคุปัจเฉทะ ตัดกระแสภวังค์ มโนทวาราวัชชนะ ลงทางมโนทวาร คือมันลงหัวใจไปเสียก่อน ขึ้นจากมโนทวารมาจึงจะได้กำหนด ชวนจิตดวงที่ ๑ บริกรรม ชวนจิตดวงที่ ๒ อุปจาระ ชวนจิตดวงที่ ๓ อนุโลม ชวนจิตดวงที่ ๔ โคตรภู ชวนจิตดวงที่ ๕ มรรค ชวนจิตดวงที่ ๖ ที่ ๗  สองขณะนี้ ผล เสร็จแล้วจึงจะลงภวังค์

       แต่ถ้าเป็นวิถีจิตของติกขบุคคล คือคนที่มีปัญญามาก มีบุญมาก ชวนจิตดวงที่ ๑ จะไม่มีบริกรรม แต่ผลจิตจะมี ๓ ขณะ คือในขณะที่จะบรรลุมรรคผลพระนิพพาน อตีตังภวังค์ ภวังค์อดีต ภวังคจลนะ ภวังค์สะเทือน ภวังคุปัจเฉทะ ตัดกระแสภวังค์ มโนทวาราวัชชนะ ลงทางมโนทวาร ขึ้นจากมโนทวารมา การกำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” นี้ไม่ได้ว่าเลย มันเฉียดมรรคไปแล้ว ใกล้มรรคไปแล้ว

       ชวนจิตดวงที่ ๑ อุปจาระ ชวนจิตดวงที่ ๒ อนุโลม ชวนจิตดวงที่ ๓ โคตรภู ชวนจิตดวงที่ ๔ มรรค ชวนจิตดวงที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ สามขณะนี้ ผล เสร็จแล้วจึงจะลงภวังค์ ขึ้นจากภวังค์มาจึงจะได้พิจารณา

       ผู้เป็นติกขบุคคลนี้หายาก ร้อยคนจึงจะมีสักคนหนึ่ง ติกขบุคคลนี้ บางทีวันเดียวผ่านการปฏิบัติไปแล้ว แล้วก็สามารถเข้าผลสมาบัติไปได้นานๆ

       เมื่อกล่าวมาถึงนี้ ท่านทั้งหลายอาจจะคิดว่า เอ๊ะ! ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่า ผม หรือ ฉัน ได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานแล้วละสิ อาจจะคิดอย่างนี้นะท่านทั้งหลาย เหตุนั้น ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งคิดอย่างนี้ เพราะว่าการดับเหมือนมรรคผลพระนิพพานนั้นมีมาก เช่น

       ๑. ปีติในญาณสาม เวลากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” เกิดปีติขึ้นมา สัปหงกวูบลงไป นี้มันดับไปด้วยอำนาจของปีติในญาณสาม

       ๒. ปัสสัทธิในญาณสาม เมื่อกำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” จิตและเจตสิกสงบมาก กำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” สงบเงียบ ขาดความรู้สึกลงไป นี้มันดับด้วยอำนาจของปัสสัทธิในญาณสาม

       ๓. สมาธิในญาณสาม เวลากำหนดพระกัมมัฏฐาน “พองหนอ” “ยุบหนอ” เรากำหนดได้ดี ไม่เผลอ ไม่ลืม กำหนดไปๆ สัปหงกวูบลงไป ทั้งๆสติของเรามันดีอยู่ มันสงบวูบลงไป นี้มันดับด้วยอำนาจของสมาธิในญาณสาม

       ๔. อุเบกขาในญาณสาม เวลากำหนดพระกัมมัฏฐาน ใจลอยๆเลือนๆ ใจของเรามันเพลินไปตามรูป ตามเสียง ตามกลิ่น ตามรส ตามสัมผัส เพลินไปๆ สัปหงกวูบลงไป นี้มันดับด้วยอำนาจของอุเบกขาในญาณ ๓

       ๕. ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน ชอบจะเป็นตอนดึกๆ หรือตอนที่เรารับประทานอาหารอิ่มๆ กำหนดบทพระกัมมัฏฐานไม่ได้ดี เวลากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” ตาซึมๆอยู่ตลอดเวลา กำหนดไปๆ สัปหงกวูบลงไป ตาใสขึ้นมาแล้ว กำหนดไปๆ สัปหงกวูบลงไป ตาใสขึ้นมาแล้ว เพราะในขณะที่สัปหงกวูบลงไปนั้น จิตของเรามันลงภวังค์ เมื่อลงภวังค์ก็หายง่วง     

        ท่านทั้งหลายจะเอาอาการเพียงเท่านี้มาตัดสินว่าเราได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานนั้นไม่ได้นะ เพราะว่าการบรรลุมรรคผลพระนิพพานนั้นต้องจำได้จริงๆ ไม่ใช่เดาเอา คือมันจำได้จริงๆ ว่ามันดับลงไปตอนไหน มันดับลงไปตอนพองหรือตอนยุบ ตอนนั่งหรือตอนถูก ต้องรู้จริงๆ ไม่ใช่เดาเอา ไม่ใช่คาดคะเนเอา จึงจะใช้ได้ คือหมายความว่า ตอนจะบรรลุมรรคผลพระนิพพาน ต้องเห็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงจะใช้ได้ พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้จะปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติ ๓ ครั้ง

       คือในขณะที่เรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น อาการพองอาการยุบของเราเร็วขึ้นๆๆ แล้วสัปหงกวูบลงไป นี้เป็นลักษณะของอนิจจัง

       อาการพองยุบฝืดๆ อึดอัด แน่นๆ คล้ายกับใจจะขาด แน่นขึ้นๆๆ แล้วสัปหงกวูบลงไป นี้เป็นลักษณะของทุกขัง

       อาการพองยุบสม่ำเสมอดี บางทีก็แผ่วเบาเข้าๆ แล้วดับวูบลงไป สัปหงกวูบลงไป นี้เป็นลักษณะของอนัตตา

       สรุปอีกครั้งหนึ่ง เวลาจะบรรลุมรรคผลพระนิพพาน กำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้นอาการพองอาการยุบของเรามีอาการเร็วขึ้นๆๆ สัปหงกวูบลงไป อาการพองยุบฝืดๆ อึดอัด แน่นๆ แน่นขึ้นๆๆ แล้วสัปหงกวูบลงไป อาการพองยุบสม่ำเสมอดี บางทีก็แผ่วเบาเข้าๆๆ แล้วก็ดับวูบลงไป ผู้ปฏิบัติก็จะจำได้เฉพาะญาณที่ ๑๒ กับญาณที่ ๑๖ เท่านั้น ญาณที่ ๑๔, ๑๕ จำไม่ได้ เพราะว่ามันดับไปแล้ว

       บางคนถามหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อ เวลาอยู่ในญาณที่ ๑๕, ๑๖ นั้นรู้ไหม ?” ตอบว่า “รู้” ก็ได้ “ไม่รู้” ก็ได้ ที่ตอบว่า “รู้” คือมันรู้เหนือโลก แต่คนทั้งหลายในโลกจะเห็นว่าไม่รู้ แต่วิถีจิตของเขา เขาบอกว่ารู้ ที่ตอบว่า “ไม่รู้” คือไม่รู้โลกีย์ ไม่รู้อย่างคนธรรมดา ถ้ารู้อย่างคนธรรมดาก็เป็นพระนิพพานไม่ได้ เพราะพระนิพพานนั้นเป็นขันธวิมุตติ ถ้ามีขันธ์ ๕ อยู่เพียงขันธ์เดียวก็เป็นพระนิพพานไม่ได้

       ต่อไป อริยสัจ ๔ ผู้ปฏิบัติต้องเห็นอริยสัจ ๔ จึงจะใช้ได้ อริยสัจ ๔ เห็นตรงญาณไหน ?  อริยสัจ ๔ เห็นตรงญาณที่ ๑๒ ญาณอื่นไม่เห็น

       อริยสัจ ๔ เวลาจะบรรลุมรรคผลพระนิพพาน อาการพองยุบของเรามันเร็วขึ้นๆๆ เป็นลักษณะของอนิจจัง เรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น อาการพองอาการยุบของเรามันพองขึ้น เส้นขนหนึ่ง สองเส้นขน สามเส้นขน นี้เป็นลักษณะของสมุทัย คือตัวเหตุ เมื่อมีเหตุก็มีผล อาการพองสูงขึ้นๆ นั้นเป็นตัวทุกขสัจ คือมันทนอยู่ไม่ได้ อาการพองยุบกับความรู้สึกของเราดับไป เป็นตัวนิโรธสัจ ปัญญาที่ทราบชัดตั้งแต่เริ่มพอง กลางพอง สุดพอง จนถึงอาการพองอาการยุบดับลงไป เป็นตัวมัคคสัจ นี่อริยสัจ ๔ เวลาปฏิบัติรู้เท่านี้ท่านทั้งหลาย แต่ถ้าเอาปริยัติมาจับ ไม่รู้อย่างนี้

       สมมติว่าเราเอาปริยัติมาจับ เวลาจะบรรลุมรรคผลพระนิพพาน ในอริยสัจ ๔ ทุ แปลว่า ชั่วหยาบ ทุ แปลว่า ปราศจากของสวยของงามคือตัวตน ขะ แปลว่า ทน คือมันทนอยู่ไม่ได้ อะไรทนอยู่ไม่ได้

       รูป ๒๘ เจตสิก ๕๒ โลกิยจิต ๘๑ รวมเป็น ๑๖๑ นี้เป็นตัวทุกขสัจ

       รูป ๒๘ คือ มหาภูตรูป ๔ อุปาทายรูป ๒๔ นี้เป็นตัวทุกขสัจ

       เจตสิก ๕๒ คือ อัญญสมานเจตสิก ๑๓ อกุศลเจตสิก ๑๔ โสภณเจตสิก ๒๕ นี้เป็นตัวทุกขสัจ

       โลกิยจิต ๘๑ ดวง คือ อกุศลจิต ๑๒ ดวง อเหตุกจิต ๑๘ ดวง กามาวจรจิต ๒๔ ดวง รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง อรูปาวจรจิต ๑๒ ดวง รวมเป็น ๘๑ นี้เป็นตัวทุกขสัจ

       ย่อให้สั้น ได้แก่ ขันธ์ ๕ คือ รูป ๒๘ เป็นรูปขันธ์ เวทนาเจตสิก เป็นเวทนาขันธ์ สัญญาเจตสิก เป็นสัญญาขันธ์ เจตสิกที่เหลือ เป็นสังขารขันธ์ จิตทั้งหมด เป็นวิญญาณขันธ์

       ย่อให้สั้น ได้แก่ รูปกับนาม คือ รูปทั้งหมด เป็นรูปขันธ์ นามจิตกับนามเจตสิก เป็นนามขันธ์

       กว่าเราจะเรียนให้รู้ให้เข้าใจ ทั้งปีก็ยังไม่จบท่านทั้งหลาย แต่เวลามาประพฤติปฏิบัติ เพียงแป๊บเดียวเท่านั้นก็ผ่านไปแล้ว

       ต่อไป กิเลสที่ละแล้วและยังเหลืออยู่ กิเลสถ้าดื้อ มี ๑๒ ตัว คือ โลภะ ๘ โทสะ ๒ โมหะ ๒

       ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ครั้งที่ ๑ เห็นอริยสัจ ๔ ครั้งที่ ๑ ถึงนิพพานครั้งที่ ๑ โลภะ ละได้ ๔ ตัว โทสะ ละไม่ได้ โมหะ ละได้ ๑ ตัว คือ วิจิกิจฉา

       ผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ครั้งที่ ๒ เห็นอริยสัจ ๔ ครั้งที่ ๒ ถึงนิพพานครั้งที่ ๒ โลภะ ละได้ ๔ ตัวเท่าเดิม แต่โทสะละไม่ได้ แต่อ่อนกำลังลง โมหะ ก็ยังละได้ ๑ ตัวเท่าเดิม คือ วิจิกิจฉา

       ผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ครั้งที่ ๓ เห็นอริยสัจ ๔ ครั้งที่ ๓ ถึงนิพพานครั้งที่ ๓ โลภะ ก็ยังละได้ ๔ ตัวเท่าเดิม โทสะ ละได้เกลี้ยงไม่มีเหลือ นี้แหละท่านทั้งหลาย ความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ ความโกรธนั้นดับไป สิ้นไป สูญไปจากขันธสันดาน

       สำหรับกามราคะ คิดอยากมีครอบมีครัว มีลูกมีเมีย มีลูกมีผัว อยากสร้างครอบสร้างครัว เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ กามราคะนั้นก็ดับไป สิ้นไป สูญไป จากขันธสันดาน สำหรับโมหะก็ยังละได้ ๑ ตัวเท่าเดิม คือ วิจิกิจฉา

       ผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ครั้งที่ ๔ เห็นอริยสัจ ๔ ครั้งที่ ๔ ถึงนิพพานครั้งที่ ๔ โลภะจึงจะละได้ครบทั้ง ๘ ตัว โมหะ ละได้เกลี้ยงไม่มีเหลือ

       นี่แหละท่านทั้งหลาย คนเราจะดื้อหรือไม่ดื้ออยู่ที่ตรงนี้ ถ้าปฏิบัติถึงนี้ รับรองว่าหายดื้อ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ถึงนี้ รับรองว่าไม่หายดื้อ ดังที่เราทั้งหลายเห็นลูกๆหลานๆของเราทำไม่ดี พ่อกำนันบ้าง พ่อสารวัตบ้าง กรรมการวัดบ้าง จับมาปฏิญาณตน สาบานตน ต่อหน้าพระประธาน ต่อหน้าครูบาอาจารย์ ว่าตั้งแต่บัดนี้ข้าพเจ้าจะไม่ก่อกรรมทำเข็ญอีกต่อไปแล้ว จะตั้งอกตั้งใจรักษาศีล ประพฤติดีปฏิบัติชอบ แล้วก็ปล่อยไป ยังไม่ถึงอาทิตย์ ไปขโมยไก่เขามาต้มกินแล้ว ไปตีหัวเขาแล้ว เพราะเหตุไรจึงเป็นอย่างนี้ เพราะเวลามันว่ามันว่าแต่ปาก ใจมันไม่ว่า เพราะเหตุไรจึงไม่ว่า เพราะใจยังมีกิเลส เพราะเหตุไรจึงไม่เขี่ยออก เราจะเอาอะไรไปเขี่ย เราจะเอาไม้หรือก้านไม้ขีดไฟไปเขี่ยมันเขี่ยไม่ออก ต้องเอาธรรมะไปเขี่ยจึงจะออก แต่ถ้าปฏิบัติมาถึงนี้รับรองว่าหายดื้อ

       มีบุรุษคนหนึ่งตีกันกับตำรวจ เขาจับไปไว้ในคุกบางขวาง ยังอีก ๒ เดือน หมายหัวไว้แล้วว่า ข้าพเจ้าออกไปนี้จะไปฆ่าล้างแค้น ๕ ศพ ฆ่าเลย คุกตะรางเป็นของเล็กน้อย ดี! เขามีข้าวให้กิน มันคิดอย่างนี้นะ แต่ใจหนึ่งก็คิดว่า เอ๊ะ! เขามีกัมมัฏฐานให้ปฏิบัติ อยากทดลองปฏิบัติพระกัมมัฏฐานดู ไปจับสลากถูก ๒ เดือน ให้ปฏิบัติเดือนเดียว เมื่อปฏิบัติผ่านไปแล้วลุกขึ้นยืนสารภาพต่อหน้านักโทษสามพันคนเศษว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อก่อนโน้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่าบุญบาปไม่มี ข้าพเจ้าพ้นโทษไปนี้ข้าพเจ้าจะไปฆ่าล้างแค้นห้าศพ ฆ่าเลย คุกตะรางเป็นของเล็กน้อย แต่บัดนี้ข้าพเจ้าขอยกให้เป็นอโหสิกรรม ไม่ก่อกรรมทำเข็ญต่อผู้ใดอีกต่อไปแล้ว หากข้าพเจ้าพ้นโทษไป ข้าพเจ้าขอบวชในพระพุทธศาสนา จะช่วยครูบาอาจารย์เผยแผ่สาสนธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้รับรองว่าหายดื้อ

       ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น บางท่านอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ! หลวงพ่อ ในขณะที่เรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” มันดับลงไปตอนพองหรือตอนยุบ ถ้าจะว่าเราจำได้ก็คล้ายๆกับจำไม่ได้ แต่ถ้าจะว่าจำไม่ได้ก็คล้ายๆกับว่าจำได้ มันห้าสิบห้าสิบ ไม่กล้าตัดสิน

       ถ้าว่าลักษณะดังนี้ยังมีอยู่ หลวงพ่อขอน้อมเอาธรรมะ คือ ธัมมาทาสะ กระจกคือพระธรรม มาให้ท่านทั้งหลายเปรียบเทียบอีกครั้งหนึ่ง ดังที่พระองค์ทรงตรัสแก่พระอานนท์ว่า ตสฺมาติหานนฺท ธมฺมาทาสํ ธมฺมปริยายํ เป็นอาทิ ดูก่อนอานนท์ ผู้ปฏิบัติธรรมผู้ใดได้บรรลุหรือไม่ได้บรรลุ มีเครื่องตัดสิน นิยมเรียกว่า ธัมมาทาสะ กระจกคือพระธรรม มี ๔ ประการ คือ

       ๑. พุทเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ประกอบไปด้วยความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่หวั่นไหว

       ๒. ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ประกอบไปด้วยความเชื่อความเลื่อมใสในพระธรรมอย่างไม่หวั่นไหว

       ๓. สงฺเฆ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ประกอบไปด้วยความเชื่อความเลื่อมใสในพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหว

       ๔. อริยกนฺเตน สีเลน สมนฺนาคโต ประกอบไปด้วยศีลอันเป็นที่รักของพระอริยบุคคล

       ผู้ใดประพฤติปฏิบัติได้ดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่าได้บรรลุอริยมรรคอริยผลแล้ว

       ข้อที่ ๑. พุทเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ประกอบไปด้วยความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่หวั่นไหว ความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามี ๒ ประการ คือ

          ๑) ปกติศรัทธา เป็นความเชื่อความเลื่อมใสอย่างปกติธรรมดา เหมือนกันกับประชาชนคนไทยทั้งหลายเลื่อมใสอยู่ทุกวันนี้ เราเห็นพระพุทธรูป เห็นเจดีย์ เราก็กราบก็ไหว้ แต่ถ้าว่ามีผู้ใดใครผู้หนึ่งมาประกาศมาโฆษณาว่า ศาสนานั้นเขาดีอย่างนี้นะ ศาสนานี้เขาดีอย่างนี้นะ ลัทธินั้นเขาดีอย่างนั้นนะ เราอาจจะผละจากศาสนาของเราไปถือศาสนาอื่นก็ได้ เพราะยังเป็นปกติศรัทธาอยู่

          ๒) ภาวนาศรัทธา เป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นจากการเจริญวิปัสสนาภาวนาผ่านญาณ ๑๖ ไปแล้วรู้สึกตัวขึ้นมา อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง ดีจริง อย่างนี้ ตัวอย่าง เช่น สุปปพุทธกุฏฐิ

          สุปปพุทธกุฏฐินี้เป็นคนจนด้วย เป็นโรคเรื้อนด้วย วันหนึ่งไปฟังเทศน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับเหล่าประชาชนทั้งหลาย นั่งอยู่ไกลๆโน้น ไม่กล้าเข้ามาใกล้ เกรงคนอื่นเขาจะรังเกียจ เมื่อฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ส่งจิตส่งใจไปตามกระแสธรรมะที่พระองค์ทรงแสดง ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่อได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วก็คิดอยากจะเข้าไปกราบทูลคุณสมบัติเฉพาะพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่กล้าเข้าไป เกรงคนอื่นเขาจะรังเกียจ

          ในขณะนั้นพระอินทร์ทรงทราบแล้วแปลงร่างเป็นคนแก่ๆ มาทดลอง “ดูก่อนสุปปพุทธกุฏฐิ จนๆอย่างเธอนี้ ว่าซิ ว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์ อย่าเลย พระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเรา พระธรรมไม่ใช่ของเรา พระสงฆ์ไม่ใช่ของเรา ถ้าเธอพูดได้ ฉันจะให้เงินให้ทอง เธอจะเอาเท่าไรฉันจะหาให้”

       
18  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: แสงสว่างทางปฏิบัติ เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2563 16:20:34



วิปัสสนาญาณ ๑๖ (ต่อ)
หลวงพ่อบุญเรือง สารโท
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

(๕) ผรณาปีติ มีลักษณะดังนี้ คือ

                 ๑. จะปรากฏในจักษุทวารเหมือนกับสีคราม สีเขียวใบตองอ่อน สีเขียวมรกต มาปรากฏเฉพาะหน้า

                 ๒. มีอาการแผ่ซ่านเยือกเย็นไปทั่วสรรพางค์กาย

                 ๓. สงบเป็นพักๆ

                 ๔. ซึมๆ ไม่อยากลืมตา

                 ๕. ไม่อยากเคลื่อนไหวร่างกาย

                 ๖. บางครั้งมีอาการซู่ซ่าจากเท้าถึงศีรษะ บางครั้งมีอาการซู่ซ่าจากศีรษะถึงเท้า คล้ายๆกับมีภูตผีปีศาจมันวิ่งมาตามร่างกายของเรา

                 ๗. ทำให้เพลิดเพลิน สนุกสนาน อยากปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอยู่ได้นานๆ

                 ๘. บางที เปลือกตาที่ปิดอยู่ก็ไม่อยากเปิดขึ้นเลย บางครั้งเมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ ผู้ปฏิบัติเข้าใจว่าตนได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุอริยมรรคอริยผลแล้ว แต่ที่จริงไม่ใช่นะท่านทั้งหลาย เป็นลักษณะของปีติ

          ปีติ ๕ ประการนี้ บางท่านก็เป็นครบหมดทุกอย่าง บางท่านก็เป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างไรก็ใช้ได้ ถ้าท่านผู้ใดเป็น ก็ขอได้โปรดทายเถิดว่า เราถึงญาณที่ ๓ แล้ว

          ๓) ปัสสัทธิ จิตและเจตสิกสงบมาก มีลักษณะดังนี้ คือ

              (๑) มีอาการสงบเงียบเหมือนกันกับเข้าผลสมาบัติ แต่ใจยังรู้อยู่ หูยังได้ยินเสียงอยู่

             (๒) ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ ไม่หงุดหงิด

              (๓) พอใจในการกำหนด และกำหนดได้ดี

              (๔) เยือกเย็น สบายๆ ไม่กระวนกระวายใจ

              (๕) ความรู้สึกเงียบไป คล้ายๆกับหลับไป

              (๖) บางทีมีอาการคล่องแคล่วดีมาก คล้ายๆกับร่างกายของเราไม่มีน้ำหนัก

              (๗) สมาธิดี ไม่เผลอ ไม่ลืม

              (๘) ความคิดปลอดโปร่งดีมาก คือเรานั่งกัมมัฏฐานอยู่ก็ดี เดินจงกรมอยู่ก็ดี จิตใจของเราปลอดโปร่งผิดปกติ

              (๙) บางที คนที่เคยเป็นคนดุร้ายทารุณ เคยฆ่าเคยประหารมาแล้ว ก็จะพิจารณาเห็นว่า ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ละเอียดมาก ส่วนเรายังไกลมาก ต่อไปเราจะละความชั่วกระทำแต่ความดี บางคนที่เคยเป็นพาลเกเร เคยติดเหล้าติดสุรา เคยติดฝิ่นติดกัญชามาแล้ว ก็จะเลิกละนิสัยเดิมได้ เลิกสูบบุหรี่ได้ เลิกกินหมากได้ นิสัยจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เหมือนกับหน้ามือเป็นหลังมือ

          ๔) สุข ความสบายกายสบายใจ มีลักษณะดังนี้ คือ

              (๑) มีความสุขความสบายใจดีมาก อยากปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอยู่นานๆ ไม่อยากออกง่าย

              (๒) มีความยินดี เพลิดเพลิน สนุกสนานในการประพฤติปฏิบัติ

              (๓) อยากพูดอยากคุยเรื่องที่ตนปฏิบัติมานั้นให้ผู้อื่นรู้ บางทีก็ภูมิใจ ดีใจ อยากพูดอยากคุย อยากพูดกับคนโน้นคนนี้ว่า “คุณ ฉันปฏิบัติไป ฉันเห็นนู้น ฉันเห็นนี้” ชอบเอาสภาวะที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติมาเล่าสู่ผู้อื่นฟัง

              (๔) บางครั้งก็นึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์ที่ได้แนะนำพร่ำสอน

              (๕) บางทีเห็นหน้าของครูบาอาจารย์มาอยู่ใกล้ๆ คล้ายๆกับท่านจะมาช่วยเรา

              (๖) บางทีนั่งกัมมัฏฐานไป เห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระอรหันต์ ดังที่เราทั้งหลายได้ฟังทางวิทยุบ้าง ทางทีวีบ้าง จากหนังสือพิมพ์บ้างว่า นั่งกัมมัฏฐานไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้า นั่งกัมมัฏฐานไปใส่บาตรพระพุทธเจ้า อะไรทำนองนี้ ที่จริงไม่ใช่นะท่านทั้งหลาย เป็นเรื่องของสุขอุปกิเลสต่างหาก คือเมื่อสภาวะนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เราคิดอยากเห็นอะไรก็เห็นสิ่งนั้น เราคิดถึงสวรรค์ก็เห็นสวรรค์ คิดถึงพรหมโลกก็เห็นพรหมโลก คิดถึงครูบาอาจารย์ก็เห็นครูบาอาจารย์ คิดถึงพระอรหันต์เห็นพระอรหันต์ นึกถึงพระพุทธเจ้าเห็นพระพุทธเจ้า เหตุนั้นท่านทั้งหลาย เมื่อสภาวะอย่างนี้เกิดขึ้น ให้ท่านทั้งหลายพึงสังวรระวัง อย่าวิ่งไปตามอำนาจสุขอุปกิเลสดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

              เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ท่านทั้งหลาย สีหน้าของผู้ปฏิบัติจะอิ่มเอิบ ร่าเริง เบิกบานเป็นอย่างมาก บางครั้งก็เข้าใจว่าตนได้บรรลุวิชชา ปฏิสัมภิทา ได้บรรลุอริยมรรคอริยผลแล้ว

          ๕) ศรัทธา ความเชื่อ มีลักษณะดังนี้ คือ

              (๑) เชื่อและเลื่อมใสมากเกินไป อยากให้คนทั้งหลายได้เข้ามาประพฤติปฏิบัติ

              (๒) อยากให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ได้เข้ามาประพฤติปฏิบัติ

              (๓) อยากให้ทุกคนได้เข้ามาประพฤติปฏิบัติ

              (๔) อยากทำบุญทำทาน อยากสร้าง อยากปฏิสังขรณ์ ถาวรวัตถุต่างๆ

              (๕) อยากให้การปฏิบัตินั้นก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

              (๖) บางทีนึกอยากไปชวนคนโน้นคนนี้มาปฏิบัติ

              (๗) อยากนำของไปถวายครูบาอาจารย์

              (๘) อยากออกบวช อยากอยู่ที่สงัด อยากประพฤติปฏิบัติจริงๆ อยากอยู่นานๆ ไม่อยากออกง่าย

              (๙) บางทีก็อยากไปประกาศไปโฆษณาให้คนทั้งหลายได้รู้ว่า สมัยนี้มรรคผลพระนิพพานยังมีอยู่ พระอริยบุคคลยังมีอยู่ อยากให้คนทั้งหลายได้เข้ามาประพฤติปฏิบัติ

              (๑๐) บางทีก็เกิดความเชื่อมั่นขึ้นว่า ธรรมะที่เราปฏิบัติอยู่นี้ เป็นธรรมะที่วิเศษที่สุด ไม่มีธรรมะอื่นใดจะเสมอเหมือนได้ และเป็นธรรมะที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติได้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน

              (๑๑) บางครั้งก็นึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์ ที่ได้อุตส่าห์พยายามแนะนำพร่ำสอนให้ตนได้รู้ได้เข้าใจ โดยที่ไม่คำนึงถึงความลำบากเหนื่อยยากของตนเองเลย อันนี้เป็นลักษณะของศรัทธา

          ๖) ปัคคัยหะ ความเพียร มีลักษณะดังนี้ คือ

              (๑) ขยันมากเกินไป ครูบาอาจารย์จะยุไม่ได้ เพราะจะทำให้ลูกศิษย์ลูกหาเป็นบ้าได้ ความเพียรในภาคปริยัติกับความเพียรในภาคปฏิบัตินั้นไม่เหมือนกันท่านทั้งหลาย ความเพียรในด้านปริยัตินี้ เราต้องคิดเอาว่า วันนี้จะเดินจงกรมเท่านั้นชั่วโมงเท่านี้ชั่วโมง วันนี้จะนั่งเท่านั้นชั่วโมงเท่านี้ชั่วโมง ต้องคิดเอา แต่ความเพียรด้านปฏิบัตินี้ไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะทำให้คิดมาก นั่งอยู่ ๕ นาที คิดไปร้อยเรื่องพันเรื่อง อย่างนี้แสดงว่า ปัคคัยหะคือความเพียรนั้นมันเกิดขึ้นมาแล้ว เหตุนั้น เมื่อความเพียรเกิดขึ้นมาแล้ว ท่านทั้งหลายต้องมีสติ ถ้าขาดสติอาจจะเป็นบ้าไปก็ได้

              (๒) ตั้งใจจริง ปฏิบัติจริง ยอมสู้ตาย มุ่งหวังจะเอาบรรลุมรรคผลพระนิพพานให้ได้ บางทีเมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ ผู้ปฏิบัติจะมีจิตใจแกล้วกล้าในการประพฤติปฏิบัติ ขยันลุกขึ้นปฏิบัติ ทั้งอาจหาญ อดทน ไม่เกียจคร้าน ไม่ถอยหลัง ไม่มีใครบอก ไม่มีใครเตือน ขยันเองตามธรรมชาติ บางทีก็มีความพยายามดี ประคองใจไว้มั่นคง บางทีก็อยากประพฤติปฏิบัติจริงๆ ไม่อยากเสียเวลา ไม่อยากพูดจากับใครๆ อันนี้เป็นลักษณะของความเพียร

          ๗) อุปัฏฐาน สติเข้าไปปรากฏชัด มีลักษณะดังนี้ คือ

              (๑) มีสติมากเกินไป ทำให้ผู้ปฏิบัตินึกถึงแต่เรื่องอดีต อนาคต ทิ้งอารมณ์ปัจจุบันเสียเป็นส่วนมาก

              (๒) บางครั้งนึกถึงแต่อดีตที่ผ่านมาแล้วตั้งแต่นานๆโน้น เช่น ผู้ปฏิบัติจะพิจารณาเห็นว่า เมื่อก่อนโน้นเราเป็นเด็กเป็นเล็ก เคยทำอย่างนั้นพูดอย่างนี้ เป็นต้น

              (๓) บางครั้งคล้ายๆกับจะระลึกชาติหนหลังได้ บางท่านระลึกได้จริงๆ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้างก็มี

              (๔) นึกถึงแต่ข้างหน้า คือ ผู้ปฏิบัติจะพิจารณาเห็นว่า เมื่อเราออกจากห้องกัมมัฏฐานนี้ไป เราจะไปสร้างห้องกัมมัฏฐาน เราจะสอนกัมมัฏฐาน เราจะเทศน์ให้ดีสอนให้ดี เป็นต้น บางทีก็คิดอยากจะส่งเสริมการประพฤติปฏิบัติให้ได้ผลมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

          ๘) ญาณ ความรู้ มีลักษณะดังนี้ คือ

              (๑) ความรู้ด้านปริยัติกับปฏิบัติเข้าผสมกัน ทำให้ผู้ปฏิบัติอวดดีสู้ครู เหตุนั้น เวลามาประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่สอนยากเบอร์หนึ่งก็คือพระ เบอร์สองก็คือโยมผู้ชาย ผู้สอนง่ายก็คือโยมผู้หญิง เพราะเหตุไรพระเราจึงสอนยาก เพราะว่า พระเรานี้เคยศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว จบนักธรรมชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก มหาเปรียญ พระอภิธรรม เวลาประพฤติปฏิบัติก็จะเอาปริยัติมาจับ พิจารณาทบทวนว่าตรงกันไหม หรือขัดแย้งกันตรงไหน เป็นต้น

              (๒) ชอบวิพากษ์วิจารณ์อารมณ์ต่างๆ เช่น พองเป็นเกิด ยุบเป็นดับ เป็นต้น

              (๓) ผู้ปฏิบัติจะนึกถึงหลักฐานที่ตนเคยศึกษาเล่าเรียนมาจากสำนักครูบาอาจารย์ มาเปรียบเทียบกันว่าจะตรงกันไหม หรือจะขัดแย้งที่ตรงไหน

              (๔) ไม่ได้ปัจจุบัน ส่วนมากเป็นวิปัสสนึก คือนึกเอาเอง ไม่ใช่วิปัสสนา แต่ตนเองเข้าใจว่าเป็นวิปัสสนา

          ๙) อุเปกขา มีลักษณะดังนี้ คือ

              ใจเฉยๆ ไม่ดีใจไม่เสียใจ บางทีก็หลงๆลืมๆ พองยุบก็ปรากฏมัวๆ ลางๆ บางครั้งไม่เห็นอาการพองอาการยุบ บางครั้งใจลอยๆเลือนๆ คล้ายๆกับไม่ได้คิดอะไร บางทีพองยุบนี้ ประเดี๋ยวเห็นประเดี๋ยวหาย บางทีไม่มีอาการกระวนกระวายใจ ใจสงบดี บางครั้งไม่อยากได้ดิบได้ดีอะไรทั้งนั้น เมื่อก่อนโน้นเราอยากเป็นโน้นอยากเป็นนี้ เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ ผู้ปฏิบัติไม่อยากได้ดิบได้ดีอะไรทั้งนั้น บางครั้งคล้ายๆกับว่าเราได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ขณะนั้นคล้ายๆว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทาน มันหมดไปสิ้นไปจากขันธสันดานแล้ว คือกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายไม่มารบกวน เลยทำให้เข้าใจว่าตนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว

          ๑๐) นิกันติ ความใคร่ มีลักษณะดังนี้ คือ

              (๑) พอใจในอารมณ์ต่างๆ เช่น แสงสว่าง ปีติ ปัสสัทธิ สุข ศรัทธา สติ ความเพียร ญาณ อุเปกขา เป็นต้น

              (๒) พอใจในนิมิต เช่นว่า เรานั่งกัมมัฏฐานไป เห็นพ่อแม่ที่ตายไปแล้วก็อยากเห็นอีก บางทีนั่งกัมมัฏฐานไป เห็นเจดีย์ เห็นพระพุทธรูปที่หุ้มด้วยทองคำอร่ามเรือง ก็อยากเห็นอีก หายไปแล้วก็อยากเห็นอีก บางทีนั่งกัมมัฏฐานไป เห็นเทวดา เห็นที่อยู่ของเทวดา ก็อยากเห็นอีก สมกับเป็นอุปกิเลสแท้

       ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย อุปกิเลสทั้ง ๑๐ ประการนี้ บางท่านก็เป็นครบหมดทุกอย่าง แต่บางท่านก็เป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ใช้ได้ ท่านผู้ใดเป็นก็โปรดทายเถิดว่า เราถึงญาณที่ ๓ แล้ว

       ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เมื่ออุปกิเลสทั้ง ๑๐ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ให้ผู้ปฏิบัติรีบกำหนด ถ้ากำหนด ๒-๓ ครั้งไม่หาย ให้เข้าใจเถิดว่า สติ สมาธิ ปัญญา ของเรายังหย่อน รีบไปเดินกำหนดเพิ่มอีกสัก ๕ นาที ๑๐ นาที หรือ ๒๐ นาที จึงมานั่งต่อไป แต่ถ้ากำหนดครั้งเดียวหายไปเลย ตนเองก็ผงะไปข้างหลัง ตกใจบ้างเล็กน้อย อย่างนี้ดี เข้าเขตญาณที่ ๔ อย่างแก่ๆ

       ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สมถะกัมมัฏฐานกับวิปัสสนากัมมัฏฐานแยกกันนะ แยกกันที่ตรงนี้ คือญาณที่ ๑ ก็ยังอยู่ในเขตสมถะ ญาณที่ ๒ ก็ยังอยู่ในเขตสมถะ ญาณที่ ๓ ก็ยังอยู่ในเขตสมถะ เป็นวิปัสสนาเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่นับตั้งแต่ญาณที่ ๔ ไป เป็นวิปัสสนาญาณล้วน ได้ปรมัตถ์เป็นอารมณ์

       ๔. อุทยัพพยญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและดับไปของรูปนาม มีลักษณะดังนี้ คือ

          ๑) ถ้าผู้ดูพองดูยุบ จะเห็นอาการพองอาการยุบ ๒, ๓, ๔, ๕, ๖ ระยะ เช่น เรากำหนด “ยุบหนอ” อย่างนี้ จะเห็นอาการยุบของเรามันยุบลงไปเป็นหยักๆ เป็นห้วงๆลงไป เหมือนเราหายใจไม่พอ คล้ายๆกับเราหายใจเป็นสองจังหวะ ผู้มีปัญญามากจะมีลักษณะดังนี้

          ๒) เวลาเดินจงกรมก็เหมือนกัน เวลาเรากำหนด ยกขึ้นกับเหยียบลงนั้นปรากฏชัด แต่ท่ามกลางไม่ชัด

          ๓) เวทนาหายเร็ว เช่น เรานั่งกัมมัฏฐานไป ปวดที่โน้น เจ็บที่นี้ แต่เวลากำหนด “ปวดหนอๆ” ๒-๓ ครั้งก็หาย

          ๔) มีนิมิตมาก นั่งกัมมัฏฐานไป เห็นป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร สถานที่ เห็นพระพุทธรูป เห็นเจดีย์ เป็นต้น แต่เวลากำหนดมันหายเร็ว กำหนดเพียง ๒-๓ ครั้งก็หาย

          ๕) มีแสงสว่างคล้ายไฟฟ้า คล้ายไฟนีออน แสงสว่างนี้ ถ้าอยู่ในญาณที่ ๓ จะสว่างเล็กๆน้อยๆ เท่าเทียนไข เท่าไฟฉาย แต่เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้จะสว่างมาก บางครั้งเรานั่งไป เห็นไฟฟ้า เห็นไฟนีออน เห็นตะเกียงเจ้าพายุ เห็นดวงดาว เห็นดวงอาทิตย์ เป็นต้น

          ๖) ผู้มีสมาธิดีจะดับวูบลงไปบ่อยๆ เหมือนกันกับตกหลุมอากาศหรือเหยียบบันไดข้ามขั้น

          ๗) ผู้ปฏิบัติจะกำหนดติดต่อไปเป็นสายไม่ขาดระยะ เหมือนกับด้ายสนเข็ม

          ๘) อาการเกิดดับที่เรากำหนดอยู่นั้นปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น

          ๙) เวลาเรากำหนด “คู้หนอ” จะเห็นอาการคู้หายวับไปทันที ไม่สืบเนื่องกันเลย เวลาเรากำหนด “เหยียดหนอ” จะเห็นอาการเหยียดหายวับไปเลย ไม่สืบเนื่องกันเลย เพราะเหตุไรจึงเป็นอย่างนี้ เพราะว่า รูปปรมัตถ์เกิดที่ไหนดับที่นั้น

          ๑๐) อารมณ์ที่เรากำหนดและอาการเกิดดับนั้นปรากฏชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น และกำหนดได้สะดวกสบายดี และมีจิตใจผ่องแผ้วขึ้นอีกเป็นอันมาก

          ให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นว่า ดีชั่วไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราก็คือ (๑) ปฏิบัติ (๒) กำหนด การปฏิบัติจึงจะได้ดีขึ้น

          ๑๑) มีอาการสัปหงกไปมา ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง แรงบ้าง เบาบ้าง แล้วแต่อำนาจของสมาธิ ถ้าสมาธิดีก็ปรากฏแรง ถ้าสมาธิไม่ดีก็ปรากฏเบาๆ ท่านเรียกว่า สันตติขาด พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปรากฏชัด ผู้ปฏิบัติจะพึงสังเกตได้ด้วยลักษณะดังนี้ คือ

              (๑) ในขณะที่เรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น อาการพองอาการยุบของเรามันเร็วขึ้นๆๆ แล้วก็สัปหงกลงไป บางทีก็ไปข้างหน้า บางทีก็ผงะไปข้างหลัง บางทีก็ไปข้างซ้าย บางทีก็ไปข้างขวา บางครั้งเรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น อาการพองอาการยุบของเราฝืดๆ อึดอัด แน่นๆ คล้ายกับใจจะขาด บางทีก็แน่นมากจริงๆ จนผู้ปฏิบัติกำหนดว่า “แน่นหนอๆ” มันแน่นขึ้นๆๆๆ แล้วสัปหงกลงไป บางทีก็ไปข้างหน้า บางทีก็ไปข้างหลัง บางทีก็ไปข้างซ้าย บางทีก็ไปข้างขวา บางทีก็ขึ้นข้างบน บางทีก็ทรุดวูบลงไปข้างล่าง เหมือนกันกับกระดูกสันหลังของเราไม่ต่อกัน

                   (๒) บางครั้งเรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น อาการพองอาการยุบของเราสม่ำเสมอดี บางทีก็แผ่วเบาเข้าๆๆ แล้วก็ดับวูบลงไป อย่างนี้เรียกว่า อนัตตาปรากฏชัด แต่ผู้ปฏิบัติจะไม่รู้ ไม่รู้ว่าอันนี้เป็นอนิจจัง อันนี้เป็นทุกขัง อันนี้เป็นอนัตตา

          สรุปแล้วท่านทั้งหลาย

          อาการพองยุบของเรามันเร็วขึ้นๆๆ เป็นลักษณะของอนิจจัง

          อาการพองยุบของเราฝืดๆอึดอัด แน่นๆ คล้ายกับใจจะขาด เป็นลักษณะของทุกขัง

          อาการพองยุบสม่ำเสมอดี บางทีก็แผ่วเบาเข้าๆ เป็นลักษณะของอนัตตา

          แต่ผู้ปฏิบัติจะไม่ทราบ ทราบแต่เพียงว่า อันนี้มันเร็ว อันนี้มันใจจะขาด อันนี้สม่ำเสมอ ถึงจะรู้หรือไม่รู้ก็เป็นพระไตรลักษณ์

       อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ ผู้ใดมีบุญจึงจะเกิด ผู้ใดไม่มีบุญไม่เกิด ผู้ใดไปฆ่าพ่อฆ่าแม่มาก่อนแล้ว ญาณนี้ก็ไม่เกิด พระเราถ้าไปต้องอาบัติปาราชิกมาแล้ว ญาณนี้ก็ไม่เกิด ผู้ใดทำบุญไว้ในชาติปางก่อนไม่ได้ไตรเหตุ คือไม่ได้ปรารถนามรรคผลพระนิพพานไว้ ญาณนี้ก็ไม่เกิด แต่ถ้าญาณนี้เกิด ผู้นั้นมีหวังจะได้มรรคผลพระนิพพานในชาตินี้

       ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ท่านผู้ใดเป็นบ้าง ถ้าเป็นก็ขอได้โปรดทายเถิดว่า เราได้ถึงญาณที่ ๔ แล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ไม่ถึง ก็ขออย่าได้ประมาท พยายามทำต่อไป

       ๕. ภังคญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นเฉพาะความดับไปของรูปนาม มีลักษณะดังนี้ คือ

          ๑) ในขณะที่เรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น สุดพอง สุดยุบ ปรากฏชัดดี แต่ท่ามกลางไม่ชัด เวลาเดินจงกรมก็เหมือนกัน เวลายกขึ้นและก้าวไปไม่ปรากฏชัด แต่เวลาเราเหยียบลงปรากฏชัดเจนดี บางทีเหมือนกันกับมีอะไรมาสูบเอาเท้าของเราไปติดแน่นอยู่กับพื้นก็มี บางทีเรากำหนด “เหยียบหนอ” อยู่นี้ เท้าของเรามันค้างอยู่ ต้องเหวี่ยงอย่างแรง หัวคะมำไปก็ดี

          ๒) อารมณ์ที่กำหนดไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง

          ๓) พองยุบหายไป ผู้ปฏิบัติกำหนดว่า “รู้หนอๆ” เสร็จแล้วความรู้ก็หายไป

          ๔) คล้ายๆกับไม่ได้กำหนดอะไร คล้ายๆกับนั่งอยู่เฉยๆ บางท่านพิจารณาเห็นว่า เอ๊ะ! เรามานั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ภาวนาว่ากระไร มันจะได้บุญที่ตรงไหน อย่างนี้ก็มี

          ๕) พองยุบกับจิตผู้รู้หายไปๆ ผู้ปฏิบัติก็กำหนดว่า “รู้หนอๆ” ผลสุดท้ายความรู้ก็หายไป

          ๖) พองยุบห่างๆ จางๆ ไม่ชัดเจนดี

          ๗) ไม่เห็นสัณฐานหน้าท้อง มีแต่อาการตึงๆ อยู่ตลอดเวลา

          ๘) บางครั้งไม่เห็นพองไม่เห็นยุบ เรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” นี้ ไม่เห็นพองไม่เห็นยุบ

          ๙) บางครั้งอาการพองอาการยุบหายไปตั้งหลายวันจนเกิดความเบื่อหน่าย ถ้าลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้น ให้ท่านทั้งหลายพยายามลุกขึ้นไปเดินจงกรมเพิ่มอีกสัก ๕ นาที ๑๐ นาที หรือ ๒๐ นาที จึงมานั่งต่อไป สติ สมาธิ หรือญาณ จะได้ดีขึ้น

          ๑๐) บางครั้งมีอาการวูบวาบไปตามร่างกาย บางทีก็มีอาการชาๆ ไปตามร่างกาย คล้ายๆกับคนเอาร่างแหมาครอบ

          ๑๑) บางทีอารมณ์กับจิตหายไปพร้อมๆกัน ครั้งแรก รูปหายไปก่อน ใจยังรู้อยู่ ครั้งต่อมาอารมณ์ที่กำหนดกับจิตที่กำหนดก็หายไปพร้อมกัน

          ๑๒) บางครั้ง อุปปาทะ ฐิติ ภังคะ คือ ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของรูปนามมีอยู่ แต่ผู้ปฏิบัติไม่สนใจดู ไปสนใจดูเฉพาะความดับไปของรูปนามเท่านั้น บางครั้งเรากำหนดอะไรๆไม่ปรากฏชัดเจนแจ่มแจ้ง คล้ายๆกับเราอยู่ในสนามหญ้ากว้างๆหรือโล่งๆ ปรากฏเห็นแต่หมอกสลัวๆ มัวๆ ไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง เรามองดูต้นไม้ก็ปรากฏสั่นๆ เรามองดูกุฏิวิหารก็ปรากฏสั่นๆ เรากำหนดอาการพองอาการยุบก็มัวๆ ลางๆ ไม่เห็นอาการพองอาการยุบก็มี บางทีเรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อาการพองอาการยุบประเดี๋ยวเห็นประเดี๋ยวหาย บางทีรูปนามที่เรากำหนดอยู่นั้นปรากฏเร็ว คล้ายๆกับรูปนามเหล่านั้นจะมารอคอยให้เรากำหนดอยู่ก่อนแล้ว

       ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ สภาวะของญาณนี้ชัดเจนแล้ว เราเดินจงกรมอยู่ก็ปรากฏง่วงๆ เดินไปหลับไปๆ เรานั่งสมาธิก็เหมือนกัน คล้ายๆกับนั่งหลับ นั่งไปหลับไปๆ เหมือนกับเราง่วงนอนมาแต่หลายๆวัน แต่ไม่เป็นอาการหลับนะ คือรูปนามขันธ์ห้ามันดับไป มีแต่อาการดับปรากฏชัด ถ้าลักษณะดังนี้เกิดขึ้น ก็ขอให้ท่านเข้าใจเถิดว่า เราถึงญาณที่ ๕ แล้ว

       ๖. ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามปรากฏเป็นของน่ากลัว มีลักษณะดังนี้ คือ

          ๑) อารมณ์ที่กำหนดกับจิตที่รู้ทันกัน หายไปพร้อมกัน จึงปรากฏเป็นของน่ากลัว

          ๒) มีความกลัว แต่ไม่ใช่กลัวเปรต กลัวผี กลัวศัตรู

          ๓) เห็นรูปนามหายไป ดับไป สิ้นไป สูญไป จึงปรากฏเป็นของน่ากลัว

          ๔) รู้สึกเสียวๆ ตามร่างกาย เราลูบตามแขนของเราก็ปรากฏเสียวๆ เราลูบบนศีรษะของเราก็ปรากฏเสียวๆ คล้ายกับเป็นไข้ คล้ายกับเป็นโรคประสาท

          ๕) นึกถึงพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และญาติมิตร ที่จากมาแต่นานๆโน้น ก็ร้องห่มร้องไห้ขึ้นมา เหมือนกับคนจะเป็นบ้า

          ๖) บางครั้งกลัวมากจริงๆ ชั้นที่สุด เห็นตุ่มน้ำ เห็นเสาเตียง เห็นกบ เห็นเขียด เห็นวัว เห็นควาย ก็กลัว ร้องห่มร้องไห้ขึ้นมา เหมือนกับคนเป็นบ้า

          ๗) บางคนเพียงแต่ว่า เอ๊ะ ทำไมมันน่ากลัวอย่างนี้ แต่ไม่กลัวจริงๆ ก็มี

          ๘) เกิดอาการกลัวต่อความเป็นไปของรูปนามอย่างแปลกประหลาด เหมือนกับเราไปในป่าชัฏ บังเอิญไปพบกับสิงโต หรือเสือ หรืองูพิษ โดยบังเอิญ ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความสะดุ้งตกใจกลัวขึ้นมา

          ๙) บางทีรูปนามแสดงลักษณะอันน่ากลัวขึ้นมา เช่น นั่งกัมมัฏฐานไป สั่นระรัวๆ เหมือนกับเป็นไข้จับสั่น เหมือนกับเขาลงธรรม บางทีเหมือนกับภูตผีปีศาจมาสิงอยู่ในร่างกายของเรา บางครั้งคล้ายๆกับร่างกายของเรานี้แบ่งเป็นสองซีก ซีกหนึ่งเย็นสบาย ซีกหนึ่งร้อนจนเหงื่อออกก็มี อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๖

          ๑๐) ผู้ปฏิบัติเห็นอยู่ว่ารูปนามที่เป็นปัจจุบันกำลังดับอยู่ แม้รูปนามที่เป็นอนาคตก็จักดับเหมือนกัน อุปมาเหมือนกันกับผู้หญิงคนหนึ่ง มีบุตรสามคน ตายไปแล้วคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งกำลังตายอยู่คามือ ก็เป็นเหตุให้ทอดอาลัยว่า ผู้อยู่ในท้องก็จะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน

          การที่เห็นลูกคนที่หนึ่งตายไปแล้ว เท่ากับผู้ปฏิบัติเห็นรูปนามที่ดับไปแล้ว

          การที่เห็นลูกคนที่สองกำลังตายคามืออยู่ เท่ากับผู้ปฏิบัติเห็นรูปนามที่กำลังดับอยู่ในปัจจุบัน

          การที่หมดอาลัยในลูกที่อยู่ในท้อง คล้ายกับผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นความดับของรูปนามในอนาคต

       สรุปแล้วว่า เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ ท่านทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติจะมีจิตใจหวิวๆ หวามๆ ตกใจง่าย เหมือนกับคนเป็นโรคประสาท บางทีเราเคยนั่งกัมมัฏฐานได้ตั้ง ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ นั่งเพียง ๕ นาทีก็ไม่ได้ อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๖

       ๗. อาทีนวญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนาม มีลักษณะดังนี้ คือ

          ๑) ผู้ดูพองดูยุบ จะเห็นอาการพองอาการยุบหายไปทีละนิดๆ

          ๒) พองยุบปรากฏมัวๆ ไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง

          ๓) เห็นรูปนามไม่ดี น่าเบื่อหน่าย เป็นของปฏิกูล เป็นรังของโรคนานาชนิด

          ๔) เห็นรูปนามปรากฏเร็ว แต่ยังกำหนดได้ดีอยู่

          ๕) เห็นรูปนามเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์โทษ ไม่จีรังยั่งยืน บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา

          ๖) จะกำหนดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ไม่ดี เพราะล่วงปริยัติ มีแต่ปฏิบัติ

          ๗) บางทีผู้ปฏิบัติจะพิจารณาเห็นว่าการปฏิบัติวันนี้สู้วันก่อนๆไม่ได้

          ๘) มีอาการหงุดหงิดหวาดผวา ซ้ำแลเห็นว่าร่างกายนี้เป็นเสมือนเต็มไปด้วยเลือดด้วยหนอง ขึ้นอืด เน่าเฟอะ

          ๙) ผู้ปฏิบัติเห็นว่ารูปนามเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด น่าเบื่อหน่าย ไม่น่ายินดี เป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็นรังของโรคนานาชนิด

          ๑๐) ผู้ปฏิบัติจะตั้งสติกำหนดลงไป ณ ที่ใด ก็เห็นแต่เป็นของไม่ดีไม่งามไม่สวยทั้งนั้น

          ๑๑) ผู้ปฏิบัติจะพิจารณาเห็นว่า เมื่อก่อนโน้น เราเห็นว่ารูปนามเป็นของดี เคยชอบใจติดใจหลงใหลมานานแล้ว แต่บัดนี้เห็นว่ารูปนามเป็นของไม่ดี เป็นของปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก ทั้งร่างกายตน ทั้งร่างกายผู้อื่น

       ท่านนักปฏิบัติทั้งหลาย เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ หากว่าสภาวะนี้เกิดชัดเจนแจ่มแจ้งดีแล้ว บางทีเรานั่งกัมมัฏฐานอยู่ บางทีคันคอ บางทีจาม บางทีไอ บางทีน้ำลายไหล บางทีหิว บางทีกระหาย อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๗

       ๘. นิพพิทาญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนามแล้วเกิดความเบื่อหน่าย มีลักษณะดังนี้ คือ

          ๑) เกิดความเบื่อหน่ายในอารมณ์ที่กำหนดอยู่นั้นยิ่งนัก จะหาความรื่นเริงสักนิดก็ไม่มี

          ๒) รู้สึกแห้งแล้ง คล้ายกับขี้เกียจ แต่ยังกำหนดได้ดีอยู่

          ๓) ไม่เบิกบานแจ่มใส เอือมๆ เบื่อๆ เหมือนกันกับพลัดพรากจากของรักของชอบใจ

          ๔) เมื่อก่อนได้ยินเขาพูดกันว่าเบื่อ แต่ไม่รู้ว่าเบื่ออย่างไร บัดนี้รู้แล้วว่าเบื่อจริงๆ

          ๕) เมื่อก่อนเห็นว่าอบายภูมิเท่านั้นไม่ดี ส่วนมนุษย์ สวรรค์ พรหมโลก ยังดีอยู่ บัดนี้เห็นว่า แม้มนุษย์ แม้สวรรค์ แม้พรหมโลก ก็ไม่มีอะไรดีเลย เกิดขึ้นมาแล้วก็ตายไปด้วยกันทั้งนั้น

          ๖) กำหนดรูปนามไม่เพลิดเพลินเลย ทุกสิ่งทุกอย่างเห็นว่าเป็นของไม่ดีไม่สวยไปทั้งนั้น

          ๗) ไม่อยากพูดจากับใครๆ อยากอยู่ในห้องเงียบๆ แต่เพียงคนเดียวเท่านั้น แม้ครูบาอาจารย์ก็ไม่อยากเห็น แม้ครูบาอาจารย์ก็ไม่อยากให้มาสอบอารมณ์ อยากให้หยุดเสียก่อน

          ๘) รู้สึกแห้งแล้ง คล้ายกับอยู่ในสนามหญ้ากว้างๆ โล่งๆ ในฤดูร้อน ซึ่งไม่มีต้นไม้ ไม่มีเงาไม้มาบัง มีแต่แดดมาแผดเผาให้หญ้าเหี่ยวแห้งไปฉะนั้น

          ๙) รู้สึกหงอยเหงา ไม่เบิกบาน ไม่รื่นเริง ไม่อยากแต่งเนื้อแต่งตัว หน้าตาหม่นหมอง เศร้าๆโศกๆ เหมือนกันกับลูกตาย ผัวตาย เมียตาย ของหาย ฉะนั้น

          ๑๐) เบื่ออาหาร ไม่อยากรับประทานอาหาร บางทีรับประทานอาหารไปแล้วอาเจียนอยู่ทั้งวันก็มี คือเบื่ออาหาร นอนก็น้อย พูดก็น้อย

          ๑๑) บางคนพิจารณาเห็นว่า ลาภยศที่ตนต้องการเมื่อก่อนโน้น ไม่เห็นมีอะไรดีเลย ที่ได้ลาภได้ยศ เป็นเจ้านาย เป็นเศรษฐี เป็นคุณหญิงคุณนายมีสายสะพายโตๆ ไม่เห็นแปลกอะไร เกิดขึ้นมาแล้วก็ตายไปด้วยกันทั้งนั้น

          ๑๒) กำหนดอารมณ์ครั้งใดก็มีแต่ความเอือมระอา หมดความรู้สึกเพลิดเพลินยินดี ไม่เบิกบานใจ แต่ยังไม่ละการกำหนด ยังพยายามกำหนดต่อไปอีก

       ญาณนี้สำคัญนะท่านทั้งหลาย เบื่อแล้วก็ยังไม่เลิก ยังพยายามกำหนดต่อไปอีก
 

19  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: แสงสว่างทางปฏิบัติ เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2563 16:14:51



วิปัสสนาญาณ ๑๖
หลวงพ่อบุญเรือง สารโท
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

       นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

       นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

       นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส.

       จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ   ยถาภูตํ อทสฺสนา

       สํสริตํ สงฺขมทฺธานํ   ตาสุ ตาเสฺวว ชาติสูติ.

       ณ โอกาสบัดนี้ จักได้แสดงพระสัทธรรมเทศนา เรื่อง วิปัสสนาญาณ ๑๖ พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาแด่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายสืบไป

       ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย การเทศน์หรือการฟังธรรมะเรื่องวิปัสสนาญาณนี้ เป็นของเทศน์ยาก เป็นของฟังยาก คือยากทั้งผู้ที่เทศน์ ยากทั้งผู้ที่จะฟัง คือหมายความว่า ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะได้ฟังธรรมะเรื่องวิปัสสนาญาณนั้น ต้องใช้ความเพียร อดตาหลับขับตานอนมาเป็นหลายๆวันจึงได้ฟัง ถ้าว่าตนเองไม่ได้ปฏิบัติมาก่อนก็ไม่ได้ฟัง ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ฟังก็เบื่อ แต่ถ้าตนเองได้ปฏิบัติมาก่อนแล้ว และได้ผลพอสมควร ฟังก็เข้าใจ ฟังก็เพลิน ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะได้ฟังธรรมะเรื่องวิปัสสนาญาณนั้น ก็ขอเตือนสติท่านทั้งหลายดังนี้ คือ

       ๑. ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งอกตั้งใจฟัง ถ้าไม่จำเป็น อย่าพูดอย่าคุยกัน

       ๒. ถ้าเหนื่อย เอามือลงเสีย ไม่ต้องประนมมือ เพราะเทศน์นาน

       ๓. ผู้ที่ได้สมาธิ เข้าสมาธิได้ พยายามยกจิตไว้ อย่าให้เข้าสมาธิไป เพราะตอนนี้เราฟังเอาความรู้ เพื่อเป็นแนวทางของการประพฤติปฏิบัติ

       อีกอย่างหนึ่ง ความมุ่งหมายของการเทศน์มีหลายประการคือ

          ๑) พระอาจารย์ผู้เทศน์ เหมือนกับเอากระจกมาวางไว้ให้ผู้ปฏิบัติส่องดู คือพระอาจารย์จะได้น้อมนำเอาพระธรรมแต่ละหมวดๆ มาวางไว้ แล้วก็ว่าให้ฟังไปตามนั้น

          ๒) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเรียกชื่อญาณถูก เช่น เวลาปฏิบัติ พองกับยุบอันเดียวกันหรือคนละอัน ผู้ตอบก็ตอบได้ว่าอันเดียวกันหรือคนละอัน แต่ไม่ทราบว่าเป็นญาณอะไร เหตุนั้น พระอาจารย์ก็จะได้บอกให้รู้

          ๓) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติจำสภาวะที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติมาเปรียบเทียบกับพระธรรมที่พระอาจารย์เทศน์ ว่าจะตรงกันไหม หรือจะขัดแย้งที่ตรงไหน

       ๔. ฟังธรรมะเรื่องวิปัสสนาญาณจบแล้ว ขออย่าได้เข้าใจว่าตนได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามีแล้ว เพราะว่า การฟังธรรมะเรื่องวิปัสสนาญาณนี้ เราฟังเพื่อเป็นความรู้ พอที่จะได้เป็นแนวทางของการประพฤติปฏิบัติสืบไป

       ๕. ให้ผู้ปฏิบัติตัดสินเอาเอง ว่าเรามาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ เราได้ผลมากน้อยแค่ไหนเพียงไรนั้น ให้ผู้ปฏิบัติตัดสินเอาเอง ไม่ใช่พระอาจารย์ตัดสินให้

       อันนี้เป็นความมุ่งหมายของการฟังธรรมะเรื่องวิปัสสนาญาณ

       ต่อไปก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้ฟังธรรมะเรื่องวิปัสสนาญาณ

       คำว่า ญาณ แปลว่า ปัญญา แต่ถ้าคำว่า ปัญญา หมายรวมหมด ทั้งปริยัติ ทั้งปฏิบัติ แต่ถ้าคำว่า ญาณ หมายเอาความรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเท่านั้น แต่ที่จริงก็เป็นอันเดียวกันนั่นแหละ แต่เป็นปัญญาคนละขั้น

       ญาณนั้นมีอยู่ ๑๖ ประการ คือ

       ๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาพิจารณาแยกรูปแยกนามออกจากกันได้

       ๒. ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นเหตุเห็นปัจจัยของรูปนาม

       ๓. สัมมสนญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามขันธ์ห้าเป็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

       ๔. อุทยัพพยญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและดับไปของรูปนาม

       ๕. ภังคญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นเฉพาะความดับของรูปนาม

       ๖. ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามปรากฏเป็นของน่ากลัว

       ๗. อาทีนวญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนาม

       ๘. นิพพิทาญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษแล้วเบื่อหน่ายในรูปในนาม

       ๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนาม เกิดความเบื่อหน่ายแล้วอยากออก อยากหนี อยากหลุด อยากพ้น ไปจากรูปจากนาม

       ๑๐. ปฏิสังขาญาณ ปัญญาที่เข้มแข็ง ตั้งใจจริงปฏิบัติจริง ยอมสู้ตาย มุ่งหวังจะบรรลุมรรคผลพระนิพพานให้ได้

       ๑๑. สังขารุเปกขาญาณ ปัญญาที่วางเฉยต่อรูปนาม

       ๑๒. สัจจานุโลมิกญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เตรียมตัวเข้าสู่มรรคผลพระนิพพาน โดยอาการ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง

       ๑๓. โคตรภูญาณ ปัญญาที่ตัดขาดจากปุถุชนเข้าสู่โคตรของพระอริยเจ้าคือพระโสดาบัน

       ๑๔. มัคคญาณ ปัญญาที่ตัดกิเลสให้หมดไปจากขันธสันดานตามกำลังของมรรค

       ๑๕. ผลญาณ ปัญญาที่สืบเนื่องมาจากมรรค เสวยผลกำไรที่มรรคประหารกิเลสไว้แล้ว

       ๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาพิจารณามรรคผลพระนิพพาน กิเลสที่ละแล้วและยังเหลืออยู่

       อันนี้เป็นเนื้อความโดยย่อในเรื่องวิปัสสนาญาณ ๑๖ ประการ

       ต่อไปก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้โปรดฟังอธิบาย

       ๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาพิจารณาแยกรูปแยกนามออกจากกันได้

       ญาณนี้ถือว่าเป็นญาณขั้นต้นในพระพุทธศาสนา ผู้มาปฏิบัติ จะเป็นพระภิกษุสามเณร ปะขาวแม่ชี เด็กหรือผู้ใหญ่ ชาติไหนภาษาใดก็ตาม ต้องเกิดญาณนี้เสียก่อนจึงจะใช้ได้ ถ้าญาณนี้ไม่เกิด ใช้ไม่ได้

       ลักษณะของนามรูปปริจเฉทญาณ มีดังนี้ คือ

          ๑) ในขณะที่เรากำหนดอาการพองอาการยุบ อาการพองกับอาการยุบ อันเดียวกันหรือคนละอัน คนละอัน ถ้าญาณเกิดแล้วจะเห็นเป็นคนละอันนะ แต่ไม่ได้ถามหนังท้องนะ ถ้าหนังท้อง เป็นอันเดียวกัน นี้เราถามอาการว่า อาการพองกับอาการยุบ อันเดียวกันหรือคนละอัน คนละอัน

          ๒) ในขณะที่เรากำหนดทางตา เห็นหนอๆๆๆ ตาของเราก็ดี สีต่างๆที่เราเห็นก็ดี อันเดียวกันหรือคนละอัน คนละอัน

          เวลาหูได้ยินเสียง เสียงกับหู อันเดียวกันหรือคนละอัน คนละอัน

          เวลาจมูกได้กลิ่น จมูกก็ดี กลิ่นก็ดี อันเดียวกันหรือคนละอัน คนละอัน

          เวลาลิ้นได้รส รสก็ดี ลิ้นก็ดี อันเดียวกันหรือคนละอัน คนละอัน

          ในขณะที่เราถูกต้องอาการเย็น ร้อน อ่อน แข็ง อาการเย็นร้อนอ่อนแข็งกับร่างกายของเรา อันเดียวกันหรือคนละอัน คนละอัน

          ถ้าตอบได้อย่างนี้ หรือเข้าใจอย่างนี้ เรียกว่าเข้าใจในรูปปริจเฉทญาณถูกต้อง แต่ก็ยังไม่พอนะ ต่อไปถ้าหากว่ามีการสอบอารมณ์ พระอาจารย์ก็จะสอบอารมณ์ ท่านก็จะถามเรื่องนาม ว่าท่าน เวลากำหนดอาการพองอาการยุบ พองหนอง ยุบหนอ เอาอะไรกำหนด เอาปากกำหนด

       คนตายมีปากไหม “มี”

       ว่าเป็นไหม “ไม่เป็น”

       เพราะอะไร “เพราะไม่มีใจ”

       ท่านเอาอะไรว่า “เอาใจว่า”

       ใจที่รู้ท้องพองกับใจที่รู้ท้องยุบ ใจเดียวกันหรือคนละใจ “ใจเดียวกัน”

       เอ๊ะ ท่าน ใจบุญกับใจบาป ใจเดียวกันหรือคนละใจ

       ใจที่มาเข้าวัดถือศีลกินเพลนี้ เป็นใจบุญหรือใจบาป “ใจบุญ”

       ใจบุญกับใจบาป ใจเดียวกันหรือคนละใจ “คนละใจ เกิดคนละขณะ”

          ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ตอบได้แจ๋วๆอย่างนี้ โดยที่ไม่ได้จำตำรามาว่า หรือไม่ได้ฟังใครมา เรียกว่าเข้าใจในนามปริจเฉทญาณถูกต้อง ตกลงก็ไม่มีอะไรดีเลย ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด คิด ทำกิจใดๆก็ตาม วันยังค่ำ ก็มีแต่รูปแต่นาม เกิดดับๆอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา

       ถ้าเข้าใจอย่างนี้ เรียกว่า เราปฏิบัติพระวิปัสสนากรรมฐานถึงนามรูปปริจเฉทญาณ คือญาณที่ ๑ แล้ว ญาณที่ ๑ จบ เอาเพียงหยาบๆเท่านี้ก่อน

       ๒. ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นเหตุเห็นปัจจัยของรูปนาม

       ภาษาบาลีเรียกว่าเหตุกับผล บางครั้ง รูปเป็นเหตุ นามเป็นผล คือท้องของเราพองขึ้นมาก่อนแล้วใจก็จึงวิ่งมากำหนดรู้ อย่างนี้เรียกว่า รูปเห็นเหตุ นามเป็นผล แต่บางครั้ง นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล เช่นว่า ใจของเราวิ่งมารอกำหนดอยู่ก่อนแล้ว ท้องของเราก็จึงพองขึ้นมาทีหลัง อย่างนี้เรียกว่า นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล แต่ผู้ปฏิบัติไม่รู้ ไม่รู้ว่าอันนี้เป็นเหตุอันนี้เป็นผล เพราะนี่ปฏิบัติ แต่ถ้าปริยัตินั้นไม่รู้อย่างนี้ สมมติว่าเราเอาปริยัติมาจับ อะไรเป็นเหตุ เป็นเหตุของอะไร

       ชาติก่อนโน้น อวิชชาคือความโง่ เป็นเหตุให้อยากเกิดขึ้นมาเป็นคน เมื่ออยากเกิดขึ้นมาเป็นคนแล้วก็ลงมือสร้างบุญสร้างกรรม เป็นกรรมแล้ว กรรมก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดมาเป็นคน เมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วก็มีอาหารกิน เมื่อมีอาหารกินแล้วก็โตวันโตคืนขึ้นมาเรื่อยๆ

       รูปนี้มันเกิดขึ้นมาจากเหตุ ๕ อย่าง คือ อวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร และความเกิดขึ้นของรูปอย่างเดียว

       เวทนาเกิดขึ้นมาจากอะไร เวทนาเกิดขึ้นมาจากอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของเวทนาอย่างเดียว

       สัญญาเกิดขึ้นมาจากอะไร สัญญาเกิดขึ้นมาจากอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของสัญญาอย่างเดียว

       สังขารเกิดขึ้นมาจากอะไร สังขารเกิดขึ้นมาจากอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของสังขารอย่างเดียว

       วิญญาณเกิดขึ้นมาจากอะไร วิญญาณเกิดขึ้นมาจากอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของวิญญาณอย่างเดียว

       เรียกว่า นิพพัตติลักษณะ คืออาการเกิดของคนเรา มีถึง ๒๕ อย่าง นี่ ปริยัติต้องว่าอย่างนี้ จึงจะเข้าใจ แต่สำหรับปฏิบัติแล้วไม่ใช่อย่างนั้น อันนั้นเป็นปริยัติ จำตำรามาว่า เอาแต่เพียงว่า ท่านทั้งหลายนั่งกรรมฐานนานๆไปก็ปวดแข้งปวดขา แล้วก็กำหนดว่า “ปวดหนอๆ” แล้วก็กำหนด “อยากพลิกหนอๆ” แล้วก็ “พลิกหนอๆ” ใจที่อยากพลิกนั้นมันเกิดก่อน ใจที่อยากพลิกนั้น อันนี้แหละเป็นตัวเหตุ แล้วพลิกหนอๆๆ นั้นเป็นตัวผล คือมันเกิดทีหลัง

       แต่ถ้าผู้ที่จะดูสภาวะของญาณนี้ มีลักษณะดังนี้ คือ

       บางครั้ง เรากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น อาการพองอาการยุบของเราหายไป ผู้ปฏิบัติเอามือไปคลำดูก็มี กำหนดพองหนอยุบหนอนี่ อาการพองยุบหายเงียบไปเลย ไม่มี ผู้ปฏิบัติก็เอามือไปคลำดูว่า เอ๊ะ! มันเป็นอะไร พองยุบมันเป็นอะไรถึงเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ก็มี เช่นนี้ก็เรียกว่าเหตุผลของรูปนามเหมือนกัน

       แต่บางครั้ง เรากำหนดพองหนอยุบหนอนั้น อาการพองของเรามันพองมาถึงที่สุดแล้วไม่ยุบลงไป แต่บางครั้งเรากำหนดว่า “ยุบหนอ” อาการยุบของเรามันยุบไปถึงที่แล้วค้างอยู่ ไม่พองขึ้นมาก็มี บางทีมีเวทนามากบ้างน้อยบ้าง ผู้ปฏิบัติจะเข้าใจว่าเคราะห์ร้าย คือหมายความว่า เราเคยเจ็บไข้ได้ป่วยมาแล้ว แล้วก็หายไปหลายวัน หลายเดือน หลายปี ไม่แสดงอาการ แต่เวลามาปฏิบัติพระกรรมฐาน ยังไม่ถึงห้านาทีหรือสิบนาที โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายนั้นก็เกิดขึ้นมาแล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะพิจารณาว่า เรานี้คงเคราะห์ร้ายเสียแล้ว คงไม่มีบุญวาสนาบารมีที่จะปฏิบัติพระกรรมฐานต่อไปได้แล้ว คิดอย่างนี้นะ

       บางครั้ง เรากำหนดบทพระกรรมฐาน “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่ จะมีอาการสะดุ้งไปข้างหน้าบ้าง ไปข้างหลังบ้าง บางทีผู้ปฏิบัติจะมีความเห็นว่า ภพนี้ก็ดี ภพหน้าก็ดี ไม่มีอะไรเลย มีแต่เหตุแต่ผล มีแต่รูปแต่นาม เกิดดับๆอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา

       ถึงญาณขั้นนี้ ไม่ใช่เลวนะท่านทั้งหลาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เป็นจุลลโสดาบัน ดังพระบาลีกล่าวไว้ว่า

       อิมินา ปน ญาเณน สมนฺนาคโต วิปสฺสโก พุทฺธสาสเน ลทฺธสฺสาโส ลทฺธปติฏฺโฐ นิยตคติโก จุลฺลโสตาปนฺโน นาม โหติ

       ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานถึงญาณที่สองนี้แล้ว ชื่อว่าได้ที่พึ่งอย่างดี ได้ความเบาใจในพระศาสนา ตายแล้วจะไม่ไปอบายภูมิ ๒-๓ ชาติ ถ้าไม่ประมาท ผู้นั้นชื่อว่า เป็นจุลลโสดาบัน

       จุลละ แปลว่า น้อย โสตะ แปลว่า กระแส อาปันนะ แปลว่า ถึง หมายความว่า เป็นผู้ถึงกระแสพระนิพพานน้อยๆ ถ้าพยายามประพฤติปฏิบัติต่อไปก็จะได้บรรลุเป็นมหาโสดาบัน

       ครั้งพุทธกาลโน้นมีสตรีนางหนึ่งไปฟังเทศน์ ไปปฏิบัติธรรมในสำนักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางก็เอาลูกน้อยไปด้วย ลูกน้อยมันก็ร้องงอแงกวนแม่อยากกินนม นางก็เจริญพระกัมมัฏฐานต่อไปไม่ได้ กลับไปเจริญอยู่บ้าน ถึงญาณที่ ๒ นี้แล้ว องค์พระประทีปแก้วทรงตรัสว่า เป็นจุลลโสดาบัน ได้ที่พึ่งอย่างดี ได้ความเบาใจในพระศาสนา ตายแล้วจะไม่ไปอบายภูมิ ๒-๓ ชาติ ถ้าไม่ประมาท ผู้นั้นชื่อว่า เป็นจุลลโสดาบัน ญาณที่ ๒ จบ

       ๓. สัมมสนญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามทางทวารทั้ง ๕ เป็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยแยกเป็น ๔ กลาป คือ

          ๑) กลาปสัมมสนนัย คือ พิจารณารวมกันทั้งก้อน และทั้ง ๕ ขันธ์เลย เช่น ผู้ปฏิบัติจะพิจารณาเห็นว่า รูปนามในอดีตก็ดี รูปนามในปัจจุบันก็ดี รูปนามในอนาคตก็ดี รูปนามที่หยาบก็ดี รูปนามที่ละเอียดก็ดี รูปนามที่ประณีตก็ดี ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น ผู้ปฏิบัติจะพิจารณาอย่างนี้

          ครั้งพุทธกาลโน้น มีท่านมหาปาละเคยพิจารณามาก่อนแล้ว คือวันหนึ่ง เขาเอาศพผู้หญิงมาเผาในป่าช้า ไปนิมนต์ท่านมาปลงพระกัมมัฏฐาน เมื่อท่านมาถึงแล้วท่านบอกว่า ยังไม่เอา มันยังสวยอยู่ ให้ไฟไหม้ไปกว่านี้เสียก่อนนะ จึงไปเตือนฉันใหม่ เมื่อไฟไหม้มือเท้างอหงิกดำปานตอตะโกไปแล้ว เขาจึงไปเตือนท่านใหม่ เพื่อมาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อท่านมาถึงแล้วท่านก็จ้องดูศพ เจริญวิปัสสนา

                    อนิจฺจา วต สงฺขารา                  อุปฺปาทวยธมฺมิโน

                    อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺชนฺติ               เตสํ วูปสโม สุโข.

          รูปนามขันธ์ห้า ไม่เที่ยงหนอ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไปอย่างนี้ ถ้าดับไปหมดทั้งรูปทั้งนาม ทั้งกิเลส เป็นสุขที่สุดในโลก ดังนี้

          เสร็จแล้วท่านก็เข้าไปในกุฏิ เจริญพระกัมมัฏฐานต่อ คือท่านเอาทั้งก้อนมาปราบจิตดื้อ เสียก่อนแล้วจึงจะเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน แล้วก็ได้บรรลุอริยมรรคอริยผลในวันนั้น อย่างนี้แหละท่านทั้งหลาย เรียกว่า พิจารณาในแง่กลาปสัมมสนนัย

          ๒) อัทธานสัมมสนนัย ได้แก่ การพิจารณารูปนามที่ล่วงมาแล้วแต่นานๆโน้น เช่น ผู้ปฏิบัติจะพิจารณาเห็นว่า รูปนามในอดีตไม่เกิดเป็นรูปนามในปัจจุบัน รูปนามในปัจจุบันไม่เกิดเป็นรูปนามในอนาคต แต่มีเหตุมีผลสืบเนื่องกันอยู่ ถ้าเหตุดีผลก็ดี ถ้าเหตุชั่วผลก็ชั่ว เหมือนกันกับเราเอาดวงตราประทับลงบนแผ่นกระดาษ รูปดวงตราย่อมติดอยู่ที่แผ่นกระดาษ แต่ดวงตราหาได้ติดอยู่ที่แผ่นกระดาษไม่ ข้อนี้ฉันใด รูปนามขันธ์ห้าก็เหมือนกันฉันนั้น นี้เรียกว่า พิจารณาในแง่อัทธานสัมมสนนัย

          ๓) สันตติสัมมสนนัย ได้แก่ การพิจารณาเห็นความสืบต่อของรูปนามชั่วขณะหนึ่งๆ เช่นผู้ปฏิบัติจะพิจารณาเห็นว่า เอ๊ะ! เมื่อตอนเช้านี้ แสงสว่างมันก็ดี อากาศมันก็ดี ฝนก็ไม่ตก แต่ตอนสายมาฝนกลับตกแล้ว เอ๊ะ! อาการสว่างมันหายไป อาการฝนตกมันเกิดขึ้นมา หรือเมื่อก่อนโน้นเรายังเป็นเด็กอยู่ เดี๋ยวนี้เราเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นคนเฒ่าคนแก่แล้ว เอ๊ะ! รูปนามขันธ์ ๕ ที่ท่านว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นอย่างนี้ เกิดขึ้นมาในจิตในใจของผู้ประพฤติปฏิบัติ หรือบางทีผู้ปฏิบัติจะพิจารณาเห็นว่า เมื่อก่อนโน้นเราอยู่ในครรภ์ของมารดา เสร็จแล้วก็คลอดออกมาเป็นเด็กแบเบาะ เสร็จแล้วความเป็นเด็กแบเบาะมันหายไป ความเป็นคนหนุ่มคนสาวมันเกิดขึ้นมา ความเป็นคนหนุ่มคนสาวมันดับไป ความเป็นคนเฒ่าคนแก่มันเกิดขึ้นมา เอ๊ะ! ที่ท่านว่ารูปนาม ขันธ์ ๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นอย่างนี้ๆ เกิดขึ้นมาในจิตในใจของผู้ปฏิบัติ อย่างนี้เรียกว่า พิจารณาในแง่สันตติสัมมสนนัย

          ๔) ขณสัมมสนนัย ได้แก่ การพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นดับไปของรูปนามชั่วขณะหนึ่งๆซึ่งนิยมเรียกว่า อุปปาทะ ฐิติ ภังคะ คือ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็มีแต่รูปแต่นามเกิดดับๆตลอดเวลา บางครั้งผู้ปฏิบัติจะพิจารณาเห็นว่า เอ๊ะ! เท้าของเรานี้ ไม่ให้ยกมันก็ยก ยกขึ้นมาแล้ว ไม่ให้ย่างมันก็ย่าง เมื่อย่างไปแล้ว ไม่ให้เหยียบมันก็เหยียบ ท้องของเราก็เหมือนกัน ไม่ให้พองมันก็พอง เมื่อพองขึ้นมาแล้ว ไม่ให้ยุบมันก็ยุบ เมื่อยุบแล้ว ไม่ให้พองมันก็พอง เอ๊ะ! ที่ท่านว่ารูปนามขันธ์ห้ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นอย่างนี้ๆ เกิดขึ้นมาในจิตในใจของผู้ปฏิบัติ อย่างนี้เรียกว่า พิจารณาในแง่ขณสัมมสนนัย การเห็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในลักษณะทั้ง ๔ ประการดังกล่าวมาแล้วนี้ เรียกว่าเห็นพระไตรลักษณ์เหมือนกัน เป็นวิปัสสนา แต่ยังไม่เป็นวิปัสสนาญาณแท้ คะแนนเต็มร้อยได้เพียง ๑๕ เท่านั้น แต่ก็ยังดี เป็นมหากุศล หาได้ยากอยู่

       ถ้าผู้ที่จะดูสภาวะของญาณนี้ มีลักษณะดังนี้ คือ

       ๑. ถ้าผู้ดูพองจะเห็นเป็น ๓ ระยะ คือ ต้นพอง กลางพอง สุดพอง ผู้ดูยุบก็จะเห็นเป็น ๓ ระยะ คือ ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ

       ๒. มีเวทนามาก เช่น นั่งกัมมัฏฐานไป เจ็บที่โน้น เจ็บที่นี้ เรากำหนดตั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง หรือ ๘ ครั้งจึงหาย บางทีเรากำหนดเต็ม ๓๐ นาทีก็ยังไม่หาย บางทีเรากำหนดทั้งชั่วโมงก็ยังไม่หาย คือเวทนามันเกิดขึ้นมาแล้วมันหายยาก

       ๓. มีนิมิตมาก เรานั่งกำหนดบทพระกัมมัฏฐานไป เห็นป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำลำธาร สถานที่ เห็นพระพุทธรูป เห็นเจดีย์ เป็นต้น แต่หายช้า เรากำหนดตั้ง ๗-๘ ครั้งจึงหาย บางทีก็ไม่หายเสียเลย

       ๔. เรากำหนดพองหนอยุบหนออยู่ บางทีอาการพองอาการยุบของเรามันเร็วขึ้นๆๆๆ แล้วก็หายไป บางทีอาการพองยุบที่เรากำหนดอยู่นั้นมันฝืดๆ อึดอัด แน่นๆ คล้ายกับใจจะขาด มันแน่นขึ้นๆๆ แล้วก็หายไป บางทีอาการพองยุบสม่ำเสมอดี บางทีก็แผ่วเบาเข้าๆๆ แล้วก็หายไป อันนี้เรียกว่า เป็นพระไตรลักษณ์  คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

       ๕. จิตใจฟุ้งซ่านมาก นั่งอยู่ ๕ นาที คิดไปแล้วร้อยเรื่องพันเรื่อง อย่างนี้ก็แสดงว่า จิตใจของเราเป็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกัน

       ๖. บางครั้งมีอาการสะบัดหน้า สะบัดมือ สะบัดเท้า เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้จะเกิดอุปกิเลส ๑๐ ข้อ ข้อใดข้อหนึ่งขึ้นในญาณนี้

       อุปกิเลสนั้นมี ๑๐ ประการ คือ

          ๑) โอภาส แสงสว่าง เรานั่งกัมมัฏฐาน บางทีเห็นแสงสว่างเท่าแสงหิ่งห้อย เท่าแสงเทียนไข เท่าตารถยนต์ เท่าตารถไฟ

          บางครั้งมีแสงสว่างทั้งห้อง จนสามารถมองเห็นตัวเอง

          บางทีสว่างคล้ายๆกับไม่มีฝากั้น เรานั่งอยู่ในห้องกัมมัฏฐานหรือกลดกัมมัฏฐาน เห็นสถานที่ต่างๆ มาปรากฏอยู่ในที่ใกล้ๆ

          บางทีผู้ที่นั่งอยู่กุฏิ เห็นประตูเปิดออกๆ บางทีลืมตาดูก็มี ยกมือไปปิดก็มี เดินไปปิดก็มี

          บางทีเห็นดอกไม้ มีสี มีกลิ่น สวยสดงดงาม อยู่หน้าพระเจดีย์ก็มี

          บางทีเห็นแสงสว่างพุ่งออกจากหัวใจของเรา

          บางทีเห็นแสงสว่างพุ่งออกจากลูกตาทั้งสอง

          บางทีเห็นแสงสว่างพุ่งออกจากศีรษะของเรา แล้วก็ลอยไปสู่ข้างนอก

          บางทีเห็นแสงสว่างเกิดอยู่ข้างนอก พุ่งเข้ามาสู่ตัวของเราก็มี

          อันนี้ถ้าผู้ใดเกิดก็ขอให้ทายเถิดว่า เราถึงญาณที่ ๓ แล้ว

          ๒) ปีติ ความอิ่มใจ ความเอิบอิ่ม มีลักษณะดังนี้ คือ

             (๑) ขุททกาปีติ ปีติเล็กๆน้อยๆ

                 (๒) ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะ

              (๓) โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นพักๆ

              (๔) อุพเพงคาปีติ ปีติโลดโผน

              (๕) ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน

              อธิบาย

              (๑) ขุททกาปีติ ปีติเล็กๆน้อยๆ จะมีลักษณะดังนี้ คือ

                 ๑. ในขณะที่เรานั่งหลับตากำหนดบทพระกัมมัฏฐาน พองหนอ ยุบหนอ อยู่นั้น จะเห็นสีขาวๆ เหมือนปุยฝ้ายหรือสำลีปรากฏ ในขณะนั้นคล้ายๆจะมองเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ แต่ยังไม่เห็น

                 ๒. มีอาการเยือกเย็น น้ำตาไหล หนังหัวพองสยองเกล้า

                 เวลาประพฤติปฏิบัติ ลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้นมา บางคนเคยมาพูดกับหลวงพ่อว่า หลวงพ่อ ผมนี้มีจิตใจเข้มแข็งพอสมควร พ่อตาย ผมก็ไม่เคยร้องไห้ แม่ตาย ผมก็ไม่เคยร้องไห้ แต่ทำไมเวลามาปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน นั่งอยู่เฉยๆ น้ำตามันก็ไหลออกมาแล้ว นี่เป็นลักษณะของปีตินี้

                 ๓. บางครั้งมีตัวชา ตัวพองขึ้น

             ๔. บางทีปรากฏตัวของเรามันใหญ่ออกๆๆ จนเต็มห้องกัมมัฏฐานก็มี บางทีปรากฏตัวของเรามันเล็กลงไปๆๆ เท่าเด็กน้อย เท่ากบ เท่าเขียด ก็มี

             ๕. บางครั้งปรากฏขายาว แขนยาว ฟันยาว อันนี้เป็นลักษณะของขุททกาปีติ

              (๒) ขณิกาปีติ มีลักษณะดังนี้ คือ

                 ในขณะที่เรากำหนดบทพระกัมมัฏฐาน “พองหนอ” “ยุบหนอ” อยู่นั้น จะปรากฏเห็นสีแดงๆด่างๆ เหมือนกันกับพระอาทิตย์แรกอุทัย หรือเหมือนกันกับจีวรของพระภิกษุสามเณร

                 บางครั้งปรากฏในจักขุทวารเหมือนกับสายฟ้าแลบ

                 บางทีปรากฏในจักขุทวารเหมือนกับตีเหล็กไฟ

                 บางทีแสบทั่วกาย

                 บางครั้งเหมือนกับมีแมลงเม่ามาจับหรือไต่ตามตัว

                 บางทีร้อนตามตัว

                 บางครั้งหัวใจสั่นๆไหวๆ เหมือนกันกับจะเป็นโรคหัวใจอ่อน

                 บางทีขนลุกขนชันบ่อยๆ แต่ไม่มากนัก

                 บางทีคันยุบๆ ที่โน้นบ้าง คันยิบๆ ที่นี้บ้าง เหมือนกันกับมดไต่ไรคลานตามเนื้อตามตัว

                 บางครั้งปรากฏเหมือนมีปลามาตอด บางทีคล้ายๆกับน้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่านเกิดขึ้นมา

              (๓) โอกกันติกาปีติ มีลักษณะดังนี้ คือ

                 ๑. ในขณะที่เรานั่งหลับตากำหนดบทพระกัมมัฏฐานอยู่ ปรากฏเห็นแสงเหลืองๆเหมือนกันกับดอกผักตบ

                 ๒. ตัวไหว ตัวเอน โยกโคลง

                 ๓. มีอาการสะบัดหน้า สะบัดมือ สะบัดเท้า

                 ๔. บางทีมีอาการสั่นๆ บางทีมีอาการสูงๆต่ำๆ เรานั่งอยู่บนเตียงบนตั่ง คล้ายกับเตียงกับตั่งจะคว่ำ

                 ๕. คลื่นไส้ดุจจะอาเจียน บางครั้งอาเจียนออกมาจริงๆก็มี

                 ๖. เป็นดุจระรอกซัด

                 ๗. บางทีสั่นระรัวๆ เหมือนกับไม้ปักไว้ในน้ำไหล

                 ๘. กายโยกไปโยกมา นั่งไม่ตรง

                 ๙. มีอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว คล้ายๆกับจะเป็นไข้

                 ๑๐. มีอาการวูบวาบไปตามร่างกาย

                 ๑๑. บางครั้งเหมือนกับแล่นโต้คลื่นอยู่ในน้ำไหล

                 ๑๒. ปรากฏว่าร่างกายของเราผิดปกติ

                 ๑๓. บางทีมีเสียงคล้ายๆกับพรายกระซิบ ตีสี่ คล้ายกับมีคนมาปลุกว่า “ลุกๆ ลุกขึ้นเดินจงกรม ลุกขึ้นปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน” เสียงนี้ ถ้าผู้ใดสนใจในเสียงอะไรก็จะได้ยินเสียงนั้น

                    ผู้สนใจในเสียงแคน ก็จะได้ยินเสียงแคน

                    ผู้สนใจในเสียงพิณ ก็จะได้ยินเสียงพิณ

                    ผู้สนใจในเสียงดนตรี ก็จะได้ยินเสียงดนตรี

                    ผู้สนใจในเสียงทิพย์ ก็จะได้ยินเสียงสัตว์นรก เสียงเทพบุตรเทพธิดา

                    ผู้สนใจในเสียงไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ ก็จะได้ยินเสียงไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์

                    ผู้สนใจในเสียงเทศน์ ก็จะได้ยินเสียงเทศน์

                    บางคน เมื่อลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้นมา นึกว่าภูตผีปิศาจมาหลอกมาหลอน เกิดอาการกลัวขึ้นมาก็มี แต่ที่จริงไม่ใช่นะท่านทั้งหลาย เป็นลักษณะของปีติต่างหาก

              (๔) อุพเพงคาปีติ มีลักษณะดังนี้ คือ

                 ๑. ในขณะที่เรานั่งหลับตากำหนดบทพระกัมมัฏฐานอยู่ ปรากฏเหมือนกันกับมีสีไข่มุก สีขี้รม สีนุ่น มาปรากฏเฉพาะหน้า

                 ๒. บางครั้งปรากฏกายของเรามันสูงขึ้นๆ จนเสียดฟ้าก็มี

                 ๓. บางครั้งลงท้อง ท้องเดิน เป็นบิด ทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจว่าตนเจ็บท้อง แต่ว่าเวลาประพฤติปฏิบัติไป อาการเหล่านี้หายไป คือแทนที่มันจะปวดอย่างนี้ตลอดเวลา เรากำหนด “ปวดหนอๆ” หายวับไป บางทีมันเกิดขึ้นมาอีก เรากำหนดว่า “ปวดหนอๆ” หายวับไป บางทีปวดอย่างหนักจนถ่ายออกมาเป็นเลือดก็มี ตกอกตกใจจนให้ลูกให้หลานเอาล้อ (รถเข็น) เข็นไปไว้ที่บ้านก็มี แต่เมื่อไปถึงบ้านแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แทนที่มันจะกำเริบก็ไม่กำเริบ แล้วก็กลับมาปฏิบัติอีกก็มี

                 ๔. มีอาการสัปหงกไปมาข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง

                 ๕. บางครั้งคล้ายๆกับมีคนมาจับศีรษะของเราหมุนไปหมุนมา คล้ายๆกับคอของเราไม่มีกระดูก

                 ๖. บางครั้งคล้ายกับคนมาผลักข้างหน้า ผงะไปข้างหลัง บางครั้งคล้ายกับคนมาผลักข้างหลัง คะมำไปข้างหน้า

                 ๗. บางครั้งปรากฏปากงับๆบ้าง อ้าปากบ้าง หุบปากบ้าง เคี้ยวปากบ้าง

                 ๘. ตัวไหว ตัวเอน โยกโคลง

                 ๙. กายหกคะเมน ถลำไป คือเดินจงกรมไม่ตรง

                 ๑๐. บางครั้งกายกระโดดขึ้นปลิวไป คล้ายๆว่าจะเหาะได้ในขณะนั้น

                 ๑๑. กายกระดุกกระดิก ยกแขนยกเท้า

                 ๑๒. กายเงื้อมไปมาข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง ข้างซ้ายข้างขวาบ้าง

                 ถ้าลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้น หากว่าเราเป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้สอนเขา หรือเราปฏิบัติธรรมร่วมกัน ก็ขอให้ช่วยกัน พยายามไปผลักไว้ ไปดันไว้เสียก่อน ให้ตัวมันตรงเสียก่อนแล้วจึงค่อยปล่อย ลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้น โอกาสที่จะได้สมาธิสมาบัติหรือมรรคผลนั้น ไม่ได้ เหตุนั้นต้องช่วยกัน

                 ๑๓. บางครั้งมือของเราวางอยู่ในท่าหงาย คล้ายกับมีคนมาจับคว่ำลง บางครั้งมือของเราวางอยู่ในท่าคว่ำ คล้ายกับมีคนมาหงายขึ้น บางทีเรานั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก คล้ายกับนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เรานั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ คล้ายๆกับนั่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ

                 ๑๔. เรานั่งตัวตรงๆอยู่ คล้ายๆกับร่างกายของเรามันโอนไปเอนมา เหมือนกันกับต้นอ้อที่ลู่ไปตามลมฉะนั้น

20  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / เป้าหมายของการปฏิบัติธรรม พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี เมื่อ: 26 พฤษภาคม 2563 12:40:42



เป้าหมายของการปฏิบัติธรรม

ประชุมเพลิงพระสรีระร่างกายของท่านพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เป็นวันที่เราได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อมาฟังเทศน์ฟังธรรม วันนี้ก็เป็นวันที่จะมีการประชุมเพลิงพระสรีระร่างกายของพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน พระอาจารย์สุดใจนี้ ท่านกับเราเป็นเหมือนนักศึกษารุ่นเดียวกัน คือได้เข้าไปศึกษาและปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านตาดในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้รับอนุญาตจากหลวงตาให้อยู่จำพรรษาศึกษากับท่าน ในพรรษานั้นก็มีพระที่พอจะจำได้ดังนี้ คือ หลวงตา ท่านเป็นหัวหน้า เป็นอาจารย์ใหญ่ แล้วรองลงมาก็หลวงปู่บุญมี ถัดนั้นก็เป็นหลวงปู่ลี แล้วก็พระอาจารย์อินทร์ถวาย พระอาจารย์ปัญญา พระอาจารย์เชอรี่ แล้วก็มีพระบางรูปที่ท่านอยู่ไม่นาน จำไม่ได้ ต่อจากนั้นก็มีพระอาจารย์เยื้อน ตอนนี้ท่านก็อยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ แล้วก็พระอาจารย์สุดใจ แล้วก็เรา แล้วก็มีพระที่น้อยกว่าพรรษา บวชอยู่ชั่วคราว ก็ไม่ได้บวชไปนาน ลาสิกขาไป จึงจำชื่อหน้าตาท่านไม่ได้

นี่คือจำนวนพระที่ท่านทั้งหลายอาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมา ซึ่งก็เสียไปเกือบจะหมดแล้ว เหลือก็มีพระอาจารย์อินทร์ถวาย พระอาจารย์เชอรี่ ท่านเป็นชาวแคนาดา มีพรรษาเท่ากับพระอาจารย์อินทร์ถวาย มีพระอาจารย์เยื้อนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ พระอาจารย์สุดใจท่านก็สิ้นไปแล้ว ก็เรายังอยู่ ยังมีลมหายใจอยู่ แต่จะหมดเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้เหมือนกัน พระอาจารย์สุดใจ ท่านกับเราพรรษาห่างกัน ๒ พรรษา ท่านแก่กว่า ๒ พรรษา ท่านเป็นชาวสมุทรปราการ ท่านจึงบวชที่วัดอโศการาม หลังจากนั้นท่านก็ขึ้นอีสาน ไปอยู่กับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ที่จังหวัดอุดรธานี เห็นว่าอยู่ ๒ พรรษาด้วยกัน พอพรรษาที่ ๓ ท่านก็มาขออยู่กับหลวงตามหาบัว ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงได้พบท่านในปีนั้น และรู้จักมักคุ้นกันดี เพราะว่ามักจะนั่งติดกันเวลาที่ฉันจังหัน เพราะพรรษาท่านกับเราก็ห่างกันเพียง ๒ พรรษา แล้วพอดีกุฏิท่านกับเราก็อยู่ตรงกันข้ามกัน ก็มีโอกาสได้คุยกันบ้าง เพราะที่นั่นเวลาสรงน้ำนี้เราจะไปสรงที่บ่อน้ำ มีบ่อน้ำให้เราอาบกันที่บ่อน้ำ ก็จะเป็นช่วงที่มีโอกาสได้ทักทายได้คุยกันบ้าง

ตามประวัติท่านก็จบปริญญาตรีจากธรรมศาสตร์ แล้วจบโทจากนิด้า ท่านก็มีความรู้ทางโลกมากพอสมควร ทางภาษา ท่านจึงเป็นผู้ถอดเทปต่างๆของหลวงตามหาบัว ถอดมาแล้วก็ตรวจทาน ช่วงแรกๆก็ส่งไปให้หลวงตาท่านตรวจ แต่ต่อมาหลวงตาท่านก็ไม่ว่างไม่ค่อยมีเวลาตรวจ ท่านก็มีความไว้วางใจในพระอาจารย์สุดใจ ให้ท่านเป็นผู้ตรวจเอาเอง แล้วท่านก็คัดออกมาพิมพ์หนังสือเป็นเล่มๆ ส่วนเราก็มีหน้าที่จัดส่งหนังสือเวลามีผู้ที่สนใจอยากจะได้หนังสือ เขียนจดหมายมาขอกับหลวงตา หลังจากที่หลวงตาอ่านเสร็จ ท่านก็จะเขียนข้อความสั้นๆว่า ให้หนังสือเล่มนั้นเล่มนี้อย่างละกี่เล่ม เราก็จัดการห่อแล้วก็ส่งไปทางไปรษณีย์ หนังสือทุกเล่มที่ท่านแจกก็ไม่เก็บสตางค์ แม้แต่ค่าส่งท่านก็ไม่รับ บางคนขอหนังสือแล้วก็เกรงใจ ก็ส่งเงินค่าส่งมาด้วย ท่านก็ส่งกลับไป เพราะท่านต้องการแจกธรรมทาน เพราะเห็นคุณค่าของธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่มีคุณค่าเหนือกว่าราคาทั้งปวง แล้วจะได้ไม่เป็นการปิดกั้นสำหรับผู้ที่ไม่มีฐานะเงินทองที่จะซื้อหนังสือธรรมะมาอ่านได้

ธรรมของพระพุทธเจ้านี้เป็นธรรมทานตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์แรก พระพุทธเจ้าแสดงธรรมนี้จะไม่มีบาตรไปรับกัณฑ์เทศน์ ไม่มีไปรอรับกัณฑ์เทศน์เหมือนกับค่าจ้างเทศน์ ท่านเทศน์ด้วยความกรุณาด้วยความเมตตา ด้วยความสงสารสัตว์โลกที่ยังติดข้องอยู่กับวัฏสงสาร โลกของการเวียนว่ายตายเกิด โลกของการเกิดแก่เจ็บตาย ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วน้อมนำเอาไปปฏิบัติจะไม่มีวันที่จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เลย

พวกเราทุกคนตอนนี้ก็ยังติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ภพนี้เราได้มาเกิดแล้ว เดี๋ยวต่อไปเราก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ แล้วก็ต้องตายไป แต่คำที่ว่าเรานี้คือร่างกายนี้ ความจริงมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นตุ๊กตาตัวหนึ่งที่เราได้รับจากพ่อแม่ ตามอำนาจความอยากของเรา ใจของพวกเรามีตัณหาคือความอยากที่จะเสพความสุขต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ เราจึงต้องมีร่างกาย เราจึงมารอรับร่างกายช่วงที่เราไม่มีร่างกาย ช่วงที่เราเป็นดวงวิญญาณ ช่วงที่เราตายจากร่างกายอันก่อน เราก็มารอรับร่างกายอันใหม่ พอได้พบกับพ่อแม่คนใหม่ได้จับจองร่างกายที่พ่อแม่สร้างขึ้นมา เราก็ติดยึดติดเป็นตัวเราของเราเลย พอออกมาจากท้องแม่เราก็คิดว่าเราเป็นร่างกาย เพราะตัวเรานี้ไม่มีรูปร่างหน้าตาที่เราจะสามารถเห็นตัวเราเองได้ เราเห็นเพียงแต่ร่างกายที่เรามาเกาะมายึดมาติด มาใช้ให้พาเราไปหาความสุขต่างๆผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกาย เรากับร่างกายก็เลยกลายเป็นคนเดียวกันขึ้นมา การที่ไปเห็นว่าร่างกายเป็นคนเดียวกันนี้ เป็นต้นเหตุของความเครียดของความทุกข์ต่างๆ เพราะว่าร่างกายนี้มันเป็นธรรมชาติที่มีเจริญแล้วมันก็ต้องมีวันเสื่อม ในช่วงแรกๆของชีวิตก็จะมีแต่ความเจริญ ร่างกายก็จะโตวันโตคืน ตอนเป็นเด็กก็ดีอกดีใจ ตอนต้นก็คลาน เดี๋ยวก็ได้ยืน เดี๋ยวก็ได้เดิน เดี๋ยวก็ได้ไปทำอะไรต่างๆตามที่อยากจะทำ ช่วงแรกๆจึงหลงใหลไปกับร่างกาย เพราะว่าไม่มีส่วนที่เป็นความทุกข์มาแสดง นอกจากโรคภัยไข้เจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นบางครั้งบางเวลาเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วร่างกายจะไม่มีอาการเจ็บปวดต่างๆ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเหมือนกับคนแก่คนชรา เราก็เลยหลงใหลไปกับร่างกาย แล้วก็ไม่เคยไปสนใจว่าอนาคตของร่างกายเราจะเป็นอย่างไรต่อไป ถึงแม้เราจะเห็นคนแก่เห็นคนตาย เห็นปู่ย่าตายายที่เป็นคนแก่แล้วก็เป็นคนตาย เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะเป็นเหมือนท่าน เราก็จะคิดว่าเรานี้จะเป็นหนุ่มเป็นสาวไปเรื่อยๆ เราก็เลยหมกมุ่นกับการใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือหาความสุขชนิดต่างๆ ไปจนกว่าจะได้ไปเจอกับความทุกข์ของร่างกาย อาจจะเจอโรคภัยไข้เจ็บ อย่างตอนนี้ทุกคนก็เจอโรคภัยไข้เจ็บของร่างกาย ก็เริ่มมีความรู้สึกทุกข์รู้สึกกังวลหวาดกลัวกับภัยที่จะมากระทบกับร่างกายขึ้นมา แต่ถ้าไม่ได้มาศึกษาธรรมะคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะไม่รู้วิธีที่จะปฏิบัติกับร่างกายอย่างไรดี เมื่อไม่รู้ใจก็จะเครียด ใจก็จะทุกข์วิตกกังวลหวาดกลัว ไม่มีความสุข

แต่ถ้าได้มีโอกาสได้มาศึกษาพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้เรียนรู้ว่าร่างกายกับเรานี้เป็นคนละคนกัน เราไม่ได้แก่ไม่ได้เจ็บไม่ได้ตายไปกับร่างกาย เราเป็นผู้รู้ผู้คิด ผู้สั่งให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ แล้วก็ไปยึดไปติดไปอยากให้ร่างกายอยู่ไปนานๆ อยู่แบบแข็งแรง อยู่แบบไม่เจ็บไข้ได้ป่วย อยู่แบบไม่ตาย แต่พอเวลาที่เราไปพบกับความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือพบกับความตาย มันก็จะทำให้ใจเราหวาดกลัวขึ้นมา แต่ถ้าเราได้มาศึกษาได้มาเรียนรู้ความจริงว่า ร่างกายกับเรานี้เป็นคนละส่วนกัน เป็นคนละคนกัน เราเป็นนาย ร่างกายเป็นบ่าว เราเป็นผู้สั่งให้ร่างกายพาเราไปไหนมาไหน พาเราไปทำอะไรต่างๆ เราไม่ได้เป็นอะไรไปกับร่างกาย แต่การที่เราจะเอาความรู้นี้มาใช้ประโยชน์ มาสอนใจได้ จำเป็นที่จะต้องมีการปฏิบัติธรรม มีการแยกใจออกจากร่างกาย ด้วยการบำเพ็ญจิตตภาวนา และการจะบำเพ็ญจิตตภาวนาได้ก็ต้องมีศีลเป็นผู้สนับสนุน มีสถานที่สงบวิเวก ถึงจะสามารถที่จะบำเพ็ญจิตตภาวนา เพื่อทำจิตใจให้สงบได้ พอจิตใจสงบแล้วก็จะเห็นว่าร่างกายกับจิตใจนี้เป็นคนละส่วนกัน แต่จะเห็นเพียงชั่วคราว เพราะจะไม่ได้อยู่ในสมาธินานนั่นเอง เดี๋ยวก็ต้องออกมารวมกับร่างกายใหม่ พอเวลากลับมารวมกับร่างกายก็ไปคิดว่าร่างกายเป็นเราใหม่

ดังนั้นเวลาที่ออกมาจากสมาธิมารวมกับร่างกายแล้ว สิ่งที่เราต้องคอยเตือนใจอยู่เรื่อยๆ ก็คือเตือนว่าเราไม่ได้เป็นร่างกาย ร่างกายต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ไม่มีใครไปห้ามได้ สิ่งที่เราต้องสอนใจก็คือ เราต้องปล่อยวาง อย่าไปอยากให้ร่างกายไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย เพราะความอยากไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายนี้เอง ที่เป็นเหตุทำให้เกิดความเครียดขึ้นมาในใจ ไม่ใช่ความแก่ความเจ็บความตาย พระพุทธเจ้าพระอรหันตสาวกนี้ท่านก็อยู่กับความแก่ความเจ็บความตายในช่วงที่ร่างกายของท่านมีชีวิตอยู่ แต่ใจท่านไม่เครียดกับความแก่ความเจ็บความตายของร่างกาย เพราะท่านมีปัญญาแยกแยะ คอยเตือนใจสอนใจให้ปล่อยวาง ไม่ให้ไปยึดไปติด ไม่ให้ไปอยากให้ร่างกายไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย สอนใจให้รับกับความแก่รับกับความเจ็บรับกับความตาย ถ้าใจรับได้ ใจก็จะสงบ ความเครียดก็จะหายไป ความอยากไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายก็จะไม่มีในใจ ใจก็อยู่ไปอย่างสบาย อยู่กับร่างกายไปจนถึงวาระสุดท้าย ร่างกายจะตายแบบไหนก็ไม่เป็นปัญหา

พระอรหันต์นี่ท่านมีท่านิพพานต่างๆ บางท่านก็นิพพานในท่ายืน บางท่านก็นิพพานในท่านั่ง บางท่านก็นิพพานในท่านอน คือใจของท่านไม่ได้เป็นอะไรไปกับร่างกาย ท่านก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามความเหมาะสม ท่าจะนั่งตายก็ได้ยืนตายก็ได้ ตายในปากเสือก็มี ใจท่านปล่อยวางร่างกายได้ จะไม่ยึดไม่ติด เห็นด้วยปัญญาว่าร่างกายเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง มีเกิดมีแก่มีเจ็บมีตาย ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวรู้ตัวคิด ตัวรู้ตัวคิดไม่ได้เป็นร่างกาย สั่งไม่ได้ห้ามไม่ได้ เรื่องของร่างกาย ดูแลได้ในกรอบเท่าที่จะดูแลได้ แต่พอถึงเวลาที่มันจะเป็นอะไรขึ้นมา ก็ห้ามมันไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวก็คือทำใจ ทำใจปล่อยวาง ทำใจให้นิ่ง ทำใจให้เป็นอุเบกขา เพราะเวลาใจเป็นอุเบกขา ใจจะไม่ทุกข์ ใจจะไม่ยึดไม่ติด ใจจะไม่มีความอยาก ไม่มีความรักชังกลัวหลง นี่แหละคือเป้าหมายของการปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะทำให้ใจนี้ไม่ทุกข์กับความเป็นความตายของร่างกาย


ธรรมหน้ากุฏิ
 วันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
 พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
 ณ จุลศาลา เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน







หน้า:  [1] 2 3 ... 32
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.77 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 08 กรกฎาคม 2563 21:44:40