[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
01 มีนาคม 2567 11:40:23 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 49
1  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม เมื่อ: วานนี้

พระบรมฉายาลักษณ์ : จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย และจักรพรรดินีนาม เฟือง (ตัดต่อภาพ)

จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม

การเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1939 ซึ่งตรงกับวันครบรอบที่ฝรั่งเศสยึดครองดานัง ในปี ค.ศ.1858 ฝ่ายอักษะของญี่ปุ่นรุกรานเวียดนามในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1940 อันเป็นความพยายามที่จะสร้างฐานทหารเพื่อต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปี ค.ศ.1941 – ค.ศ.1945 กลุ่มขบวนการต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่เรียกกันว่า เวียดมินห์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ จาก ค.ศ.1944 ถึง ค.ศ.1945 ทางภาคเหนือของเวียดนามเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงที่ประชากรกว่าหนึ่งล้านคนประสบปัญหาและอดอาหารจนตาย ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1945 ด้วยความตะหนักถึงชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร ญี่ปุ่นจึงได้กวาดล้างกลุ่มเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสไปจำคุก และได้ให้การรับรองให้เวียดนามมี "เอกราช" ภายใต้ "การคุ้มครอง" ของญี่ปุ่นโดยมีจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงเป็นพระจักรพรรดิแห่งเวียดนาม

ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม และได้เกิดการลุกฮือโดยกลุ่มเวียดมินห์ หลังจากได้รับการร้องขอให้สละราชสมบัติ จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ได้ทรงสละราชสมบัติในวันที่ 30 สิงหาคม และได้มอบอำนาจให้กับเวียดมินห์ ทรงได้รับตำแหน่ง "ที่ปรึกษาสูงสุด" ให้กับรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากนั้นทรงหนีออกไปจากเวียดนามไม่นานเพราะทรงไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเวียดมินห์และได้ทรงลี้ภัยไปยังฮ่องกง ตามมาด้วยการกลับมาของฝรั่งเศสในเดือนตุลาคม สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ.1946 – ค.ศ.1954) จึงเป็นการปะทะกันระหว่างฝรั่งเศสและเวียดมินห์

ในปี ค.ศ.1948 ฝรั่งเศสได้เชิญชวนจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ให้ทรงกลับมาในฐานะของ "ประมุขรัฐ" (Quốc Trưởng, โกว๊กเจื๋อง) ของรัฐเวียดนาม (Quốc Gia Việt Nam, โกว๊กซาเหวียตนาม) ที่ตั้งขึ้นโดยฝรั่งเศสในบริเวณพื้นที่ควบคุมของฝรั่งเศส ขณะที่สงครามเลือดกับกลุ่มเวียดมินห์ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ยังดำเนินต่อไป จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ใช้เวลาส่วนใหญ่ของพระองค์ในช่วงความขัดแย้งทรงเกษมสำราญกับการมีดำรงพระชนม์ชีพในพระตำหนักหรูหราที่ด่าหลัต (ในเขตสูงของเวียดนาม) หรือในปารีส จนกระทั่งฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้ต่อเวียดมินห์ที่ เดียนเบียนฟู ในปี ค.ศ.1954

ฝรั่งเศสได้เจรจาต่อรองกับสหรัฐอเมริกา เพื่อแบ่งเวียดนาม โดยได้มีการแบ่งเวียดนามเหนือให้กับกลุ่มเวียดมินห์ และเวียดนามใต้ ให้กับรัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีของรัฐเวียดนาม โง ดิ่ญ เสี่ยม ได้โค่นล้มจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ในการลงประชามติในปี 1955 ซึ่งผู้มีสิทธิลงเลือกตั้งส่วนใหญ่กลับเพิ่มขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้ง ไม่เพียงแต่มีผู้ลงมติให้เวียดนามใต้กลายเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งมีอยู่ถึงร้อยละ 98 เท่านั้น แต่จำนวนผู้ลงมติให้เป็นสาธารณรัฐกลับมามากกว่าผู้มีสิทธิลงมติ เสี่ยมจึงได้เป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเวียดนาม (Việt Nam Cộng Hòa, เหวียตนามก่งฮหว่า) ซึ่งทำให้จักรพรรดิบ๋าวดั่ยทรงสิ้นสุดเรื่องราวทางการเมืองอีกครั้งและเป็นการถาวร

จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงลี้ภัยไปยังฝรั่งเศสและเสด็สวรรคตในปี ค.ศ.1997 และได้ฝังพระบรมศพที่สุสานปาซี มกุฎราชกุมารบ๋าว ล็อง จึงได้สืบทอดตำแหน่งพระประมุขแห่งราชวงศ์เหงียนหลังการเสด็จสวรรคตของพระบิดาในวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ.1997 จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.2007 หลังจากนั้นเจ้าชายบ๋าว ทั้ง ได้ทรงสืบทอดตำแหน่งพระประมุขราชวงศ์เหงียนจนถึงปัจจุบัน


ที่มา : บรรณาลัย https://bit.ly/3ssjkdU
2  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / Re: ถาม-ตอบปัญหาธรรม กับพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี เมื่อ: วานนี้



พิจารณา
ถาม : กลางคืนหลังจากสวดมนต์ทำวัตรแล้วก็นั่งภาวนาพุทโธๆ พอตื่นขึ้นมาตอนตีสองตีสาม จะพิจารณาได้ไหมคะ

พระอาจารย์ : ได้ พิจารณาว่าเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องตายเป็นธรรมดา ต้องพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา พิจารณาทั้งตัวเราเองและคนอื่น ไม่ใช่ร่างกายของเราเท่านั้น คนที่เรารักที่เรารู้จักก็เป็นเช่นเดียวกัน คนที่เราไม่รักเราไม่รู้จักก็เป็นเช่นเดียวกัน ต้องให้เห็นว่าทุกคนเป็นเหมือนกันหมด เกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ควรเจริญสติและพิจารณาทางปัญญาในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่เจริญสติ ก็ควรพิจารณาทางปัญญา เห็นอะไรก็คิดว่าไม่เที่ยง อย่าไปอยากได้ ถ้าอยากได้ก็จะทุกข์ ก็จะตัดกิเลสได้.


ควรทำอย่างไร
ถาม : กราบเรียนถามพระอาจารย์ ปฏิบัติต่อเนื่องมา ๑๐ ปี ไม่มีความคืบหน้า ลองมาหลายวิธีจนงงไปหมด วิธีไหนก็ไม่ได้ผล ควรทำอย่างไรต่อไปครับ

พระอาจารย์ : ก็ต้องใช้สติแหละ วิธีไหนก็ต้องเป็นวิธีสติทั้งนั้น วิธีสติก็มี ๔๐ วิธี ลองไปลองให้หมดดูซิ แต่ส่วนใหญ่สำหรับผู้เริ่มต้นนี้ ท่านก็สอนแค่ ๑๐ วิธี อนุสสติ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ อานาปานสติ มรณานุสสติ กายคตาสติ นี่เป็นวิธีเจริญสติ เราก็เลือกเอา จะเอาอันไหน พุทโธก็ได้ ธ้มโมก็ได้ สังโฆก็ได้ หรือจะสวดอิติปิโสก็ได้ แล้วแต่ว่าเราถนัดเราชอบอย่างไหน ปัญหาอาจจะไม่ใช่วิธีมั้ง ปัญหาอาจจะอยู่ที่ว่าเราทำแบบนกกระจอกกินน้ำหรือเปล่า ทำแบบทำปุ๊บ ซักวินาทีสองวินาทีหยุดทำแล้ว แล้วก็มาบอกว่าปฏิบัติ ๑๐ ปีไม่ได้ผล
ปฏิบัติอย่างนี้ ๑,๐๐๐ ปี ก็ไม่ได้ผล ถ้าปฏิบัติแบบนกกระจอกกินน้ำ มันต้องปฏิบัติแบบเป็นเวลายาวๆ มากๆ เดินจงกรมที ๒-๓ ชั่วโมงอย่างนี้ พุทโธ นั่งนานๆ อะไรอย่างนี้ หรือเวลาไม่ได้นั่งไม่ได้เดินก็ต้องมีสติอยู่กับการกระทำของเราเรียกว่า “กายคตาสติ” หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมีพุทโธคอยกำกับใจ อาบน้ำก็พุทโธ ล้างหน้าก็พุทโธ แปรงฟันก็พุทโธ ถ้าทำอย่างนี้อย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่มีผลขึ้นมา มาเตะเราได้ เพราะใช้มาแล้วมันได้ผล ขอให้มันทำแบบจริงๆ จังๆ อย่าทำแบบลูบหน้าปะจมูก ทำแบบพอหอมปากหอมคอ ทำสักแป๊บหนึ่ง ไม่ได้ผล เลิกแล้ว เปลี่ยนวิธีอีกแล้ว วิธีนี้ก็ไม่ถูก วิธีนั้นก็ไม่ถูก มันไม่ใช่ที่วิธีหรอกที่ไม่ถูก มันอยู่ที่การกระทำของเรามันไม่ถูก ทำน้อยไป ทำไม่มากพอ มันก็เลยไม่เกิดผลขึ้นมา.


การทำตาชั่งให้อยู่ตรงศูนย์
ถาม : การทำสมาธิสลับกับการพิจารณา ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาธิที่จิตรวมเป็นหนึ่งก่อนใช่หรือไม่ คือพิจารณาสลับไปสลับมาได้เลย ถึงแม้จิตยังไม่รวมก็ตาม

พระอาจารย์ : ถ้าไม่รวมจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร การรวมของจิตนี้ เป็นเหมือนการทำตาชั่งให้อยู่ตรงศูนย์ ตรงอุเบกขา เวลาพิจารณาจะเที่ยงตรงเหมือนกับตาชั่ง ถ้าเอียงไปทางบวกหรือทางลบ เวลาเอาของไปชั่งน้ำหนัก จะไม่ได้น้ำหนักที่แท้จริง ถ้าของหนัก ๑๐ กิโลฯ แต่ตาชั่งเอียงไปทางบวก ๑ กิโลฯ เวลาชั่งจะหนัก ๑๑ กิโลฯ จะไม่ได้ ๑๐ กิโลฯ ถ้าลบ ๑ กิโลฯ เวลาชั่งจะได้ ๙ กิโลฯ ใจก็เหมือนกัน ถ้าไม่รวมเป็นอุเบกขา จะมีอคติทั้ง ๔ คือรักชังกลัวหลงอยู่ เวลาพิจารณาจะถูกอคติทั้ง ๔ นี้หลอกล่อ ทำให้ไม่สามารถตัดได้.


ผลพลอยได้
ถาม : ถ้ารักษาใจ ปล่อยวางร่างกาย อายุจะยืนขึ้นหรือไม่

พระอาจารย์ : ผลพลอยได้มักจะเป็นอย่างนั้น คนที่รักษาใจได้ดีอายุจะยืน หลวงตาตอนนี้ก็ ๙๖ ปีแล้ว เพราะใจของท่านไม่ไปกระทบกระเทือนกับการทำงานของร่างกาย


ต้องมีสติ
ถาม : การฝึกสตินี้ ควรฝึกให้ทำอะไรช้าๆหรือเปล่าคะ

พระอาจารย์ : ทำภารกิจตามปกติ เดินไปไหนมาไหนก็เดินตามปกติ สติไวกว่าร่างกายหลาย ๑๐๐ เท่า ให้มีสติรู้อยู่กับร่างกาย ให้รู้ว่ากำลังอยู่กับร่างกายหรือเปล่า หรือกำลังคิดเรื่องอื่นแล้ว ถ้าคิดเรื่องอื่นก็ดึงกลับมาที่ร่างกาย ดึงกลับมาเรื่อยๆ ส่วนการทำงานของร่างกายก็ทำอย่างปกติ ไม่ต้องช้า ไม่เหมือนกับที่สอนกัน ให้ยกหนอ ก้าวหนอ วางหนอ ไม่จำเป็นต้องทำช้าขนาดนั้น

ถาม : เวลาทำงานมีความรู้สึกว่า ทางโลกกับทางธรรมจะสวนกัน ทางธรรมให้ปล่อยวาง จะเสร็จหรือไม่เสร็จไม่เป็นไร แต่ทางโลกให้มีความรับผิดชอบ ต้องทำให้เสร็จ

พระอาจารย์ : ทำด้วยสติ จะสำเร็จอย่างรวดเร็ว ไม่ผิดพลาด ที่ผิดพลาดเพราะไม่ได้อยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ มัวไปกังวลกับเป้าหมาย ก็เลยไม่ได้อยู่กับงาน ทำแบบผิดๆถูกๆ ยิ่งรีบก็ยิ่งผิด ไม่ได้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ขัดกันหรอกทางธรรมกับทางโลก ต้องมีสติทั้งงานทางโลกและงานทางธรรม ถึงจะสำเร็จลุล่วงได้ ถ้าไม่มีสติก็จะผิดพลาด จะพลั้งเผลอ ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็เลยไม่รู้ว่าทำถูกหรือไม่ ทางธรรมกับทางโลกถ้าเกี่ยวกับสตินี้ ไม่ขัดกัน พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า สติมีความจำเป็นในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการงานทางโลกหรือการงานทางธรรม ต้องมีสติเสมอ ถึงจะทำได้อย่างไม่ผิดพลาด ถ้าไม่มีสติก็ทำไม่ได้ เวลาเมาเหล้าแล้วเย็บผ้าได้ไหม เย็บไม่ได้หรอก ต้องมีสติ.


คุมกิเลส สู้กิเลส
ถาม : เวลานั่งสมาธิจะติดฟังเทศน์ค่ะ นั่งเองจะไม่สงบ จะฟุ้งซ่านค่ะ

พระอาจารย์ : นั่งสมาธิแล้วฟังเทศน์ไปก็ทำได้ เป็นเหมือนการทำการบ้าน สร้างพลังจิตขึ้นมาก่อน สร้างสมาธิขึ้นมาก่อน พอมีสมาธิแล้วค่อยนั่งต่อสู้กับกิเลสตัณหา ตอนนั่งฟังเทศน์เป็นการทำการบ้าน ยังไม่ได้เข้าห้องสอบ พอได้สมาธิแล้ว ก็เข้าห้องสอบสู้กับความอยากที่จะไปตรงนั้นมาตรงนี้ วันนี้ไม่ต้องไปไหน ให้อยู่เฉยๆ อยู่จุดเดียว ดูว่าจะอยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ได้ก็แสดงว่ากิเลสตัณหาไม่ค่อยแรงไม่ค่อยมาก พอควบคุมกิเลสได้ ถ้านั่งไม่ได้ก็แสดงว่ายังสู้กิเลสไม่ได้ เพียงแต่คิดก็กลัวกิเลสแล้วใช่ไหม

ถาม : เวลานั่งเฉยๆนี่ ถ้าจิตจะคิดโน่นคิดนี่ก็ปล่อยให้คิด

พระอาจารย์ : ถ้าปล่อยให้คิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านใหญ่เลย

ถาม : ต้องไม่คิด

พระอาจารย์ : ถ้าไม่คิดก็จะสบายเหมือนเปิดแอร์ ถ้าร้อนเราก็เปิดแอร์ เราก็พุทโธๆไป เหมือนกับเปิดแอร์ จะช่วยสกัดความคิดที่อยากจะลุกไปไหนมาไหน ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องใช้ความอดทน จะยากมาก ถ้าพุทโธได้จะง่าย ความจริงไม่ได้พุทโธไปทั้ง ๖ ชั่วโมงหรอก พุทโธไปสักระยะหนึ่ง พอรู้สึกสบายก็หยุดได้ พอกลับมาคิดใหม่ อยากจะลุกขึ้น ก็พุทโธใหม่ ก่อนจะเข้าห้องสอบควรจะมีสติสมาธิและปัญญาบ้าง ถ้าไม่มีก็จะไม่อยากเข้าห้องสอบ.


อย่าให้เลยเถิด
ถาม : ช่วงนี้ปฏิบัติไม่ดี หมกมุ่นกับเรื่องงานมากไป ไม่อยู่กับพุทโธ ชอบอยู่กับอนาคต พรุ่งนี้จะทำอะไร ไม่อยู่ในปัจจุบัน

ตอบ : ถ้าจำเป็นต้องคิดก็คิดไป แต่ควรมีขอบเขต มีเวลา ไม่ควรปล่อยให้คิดเลยเถิด ถ้าหมดความจำเป็นแล้ว ก็ควรกลับมาอยู่ที่ปัจจุบัน มาสร้างความสงบใจให้ได้ ถ้าไม่กลับมาสร้างความสงบ ทำให้จิตรวมลงได้ ก็จะวนอยู่ในอ่างอย่างนี้ จะไปไม่ถึงไหน พอร่างกายแก่ลงไปเรื่อยๆ ก็จะอ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ ต่อไปก็จะปฏิบัติไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องหมกมุ่นกับการงาน ก็ให้เป็นชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น อย่าให้เลยเถิด พอเสร็จแล้ว ก็ต้องดึงจิตกลับมาภาวนาอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่คืบหน้า จะไม่สำเร็จลุล่วงเพราะเถลไถล ไม่เห็นความสำคัญของการปฏิบัติเท่ากับงานอื่น ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ต้องทำไปก่อน แต่ไม่มีอะไรที่จำเป็นตลอดเวลา ถ้าต้องทำงานเพื่อเก็บเงินเก็บทองไว้ใช้กับการปฏิบัติ ก็ต้องทำไปก่อน พอบรรลุเป้าหมายแล้ว ก็ควรจะหยุดหรือทำให้น้อยลงไป มาทำงานทางจิตให้มากขึ้น.


อยู่ที่สติตัวเดียว
ถาม : ฟังดูง้ายง่าย แต่ทำย๊ากยาก

พระอาจารย์ : อยู่ที่สติตัวเดียว สติอยู่กับงานที่ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ไปคิดเรื่องอื่น.


ไม่มีภาชนะรองรับธรรม
ถาม : อยากจะเอาลูกมากราบท่าน แต่ไม่รู้จะเอามายังไง

พระอาจารย์ : ปล่อยเขาไปเถิด เป็นวิบากของเขา ไม่มีภาชนะที่จะรองรับธรรมะ ชอบกันคนละอย่าง ได้มาเจอกัน มาอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน แต่ความรู้สึกนึกคิดต่างกัน เหมือนฟ้ากับดิน ช่วยไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น เข้าใจว่าแม่ของพระสารีบุตรหรือแม่ของพระโมคคัลลาน์ ก็ไม่ได้มีศรัทธา   ช่วยไม่ได้ เป็นเรื่องของการสะสมบุญบารมี สะสมมามากน้อยเพียงไรก็จะส่งผลให้เป็นไปดังที่เห็นกัน ตัดใจดีกว่า จะได้ไม่ทุกข์ใจ แต่ไม่ปล่อยปละละเลย ดูแลกันไป ถ้าจะดิ้นรนเข้ากองไฟก็ห้ามเขาไม่ได้ ไม่ได้เฝ้าตลอด ๒๔ ชั่วโมง ถ้าใจเขารักอะไรก็ต้องไปหาสิ่งนั้น.


ทำไมจิตที่บรรลุธรรมแล้วไม่กลับมาเป็นปุถุชน
คำถาม : ทำไมจิตที่บรรลุธรรมแล้วไม่สามารถกลับมาเป็นปุถุชนได้ครับ การปิดอบายภูมิหมายถึงอย่างไรครับ และสามารถทดสอบได้ไหมครับ

พระอาจารย์ : อ๋อ ไม่ใช่ไม่สามารถหรอก ไม่อยากมากกว่า เหมือนคนที่ออกจากกองไฟแล้วไม่อยากจะกลับเข้าไปในกองไฟใหม่ เหมือนคนที่เข้าไปอยู่ห้องแอร์แล้ว ไม่อยากจะออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว เพราะคนที่บรรลุธรรมนี้จะเข้าสู่สภาพที่สุขที่เย็น จิตที่มีความสุขมีความเย็น จะไม่อยากกลับไปสู่สภาพของจิตที่ร้อนที่วุ่นวาย


วุ่นวายกับเรื่องภายนอก
ถาม : ช่วงนี้ภาวนาไม่ดี

พระอาจารย์ : เพราะไปวุ่นวายกับเรื่องภายนอก ต้องพิจารณาว่ามันเป็นธรรมดา อย่าไปกังวลกับมันมากเกินไป เราแก้มันไม่ได้ แก้ส่วนของเราดีกว่า ทำใจเราไม่ให้กระเพื่อม พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขึ้นก็พอใจ ลงก็พอใจ อย่าเอาแต่ขึ้นอย่างเดียว พอลงก็จะไม่พอใจ.
3  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / บทสวด โคตะมะกะเจติยะธัมมะปะริยาโย เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2567 12:29:02


โคตะมะกะเจติยะธัมมะปะริยาโย

อะภิญญายะ  โข โส  ภะคะวา ธัมมัง  เทเสติ  โน อะนะภิญญายะ

สะนิทานัง  ธัมมัง เทเสติ  โน  อะนิทานัง สัปปาฏิหาริยัง  ธัมมัง  เทเสติ

โน  อัปปาฏิหาริยัง  ตัสสะ โข  ปะนะ  ภะคะวะโต  อะภิญญายะ  ธัมมัง

เทสะยะโต  โน   อะนะภิญญายะ  สะนิทานัง  ธัมมัง  เทสะยะโต  โน

อะนิทานัง สัปปาฏิหาริยัง  ธัมมัง  เทสะยะโต โน  อัปปาฏิหาริยัง  กะระ-

ณีโย  โอวาโท  กะระณียา  อะนุสาสะนี  อะลัญจะ  ปะนะ  โน ตุฏฐิยา

อะลัง  อัตตะมะนะตายะ  อะลัง  โสมะนัสสายะ สัมมาสัมพุทโธ

ภะคะวา  สวากขาโต  ภะคะวะตา   ธัมโม  สุปะฏิปันโน  สังโฆติ ฯ


        มะหาการุณิโก  นาโถ                อัตถายะ  สัพพะปาณินัง

        ปูเรตวา  ปาระมี  สัพพา               ปัตโต  สัมโพธิมุตตะมัง

        เอเตนะ  สัจจะวัชเชนะ                  มา โหนตุ  สัพพุปัททะวา

        มะหาการุณิโก  นาโถ                   หิตายะ  สัพพะปาณินัง

        ปูเรตวา  ปาระมี  สัพพา                ปัตโต  สัมโพธิมุตตะมัง

        เอเตนะ  สัจจะวัชเชนะ                  มา โหนตุ  สัพพุปัททะวา

        มะหาการุณิโก นาโถ                    สุขายะ  สัพพะปาณินัง

        ปูเรตวา  ปาระมี  สัพพา                ปัตโต  สัมโพธิมุตตะมัง

        เอเตนะ  สัจจะวัชเชนะ                  มา โหนตุ สัพพุปัททะวา ฯ


ที่มา วัดโพรงจระเข้ ตรัง
4  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2567 12:20:44


พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ อ.อุบลราชธานี


            ถ้าบุคคลใดมีความเพียร บางครั้งเรายังมองไม่เห็นความสำเร็จ ขณะที่เรายังประพฤติปฏิบัติธรรม เหมือนว่าสมาธินั้นมันไกลเหลือเกิน เหมือนว่าการบรรลุมรรคผลมันไกลเหลือเกิน แต่เมื่อเราทำสมาธิได้ เราสามารถเข้าสมาธิได้ สมาธินั้นมันก็ถือว่าใกล้ ก่อนที่เรายังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็เหมือนกับว่าโลกิยะกับโลกุตตระนั้นมันไกลกันเหลือเกิน มันไม่สามารถที่จะไปถึงกันได้ แต่ถ้าบุคคลใดมีความเพียรเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้วมันก็เหมือนกับใกล้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม วันนี้ก็ถือว่าเป็นราตรีที่ ๘ แล้ว ก็ขอให้ตั้งอกตั้งใจ พรุ่งนี้ก็จะได้ฟังการบรรยายแว่นธรรม ก็ถือว่าเป็นวันสรุปวันสุดท้าย ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
5  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2567 12:19:45



พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ อ.อุบลราชธานี

            ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้ว พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยเศียรเกล้า ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูลผลจงบังเกิดมีแก่คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกันทุกท่านทุกคน

            ก่อนที่จะได้กล่าวธรรมะในวันนี้ก็ขอทำความเข้าใจกับคณะครูบาอาจารย์ ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้นั่งสมาธิฟัง ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายจงยังจิตให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง คิดว่าเราทั้งหลายเกิดมาล้วนก็มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่โอกาสที่เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์นั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยากนักยากหนา โอกาสที่เราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา หรือว่าเราเกิดมาแล้วเราทั้งหลายจะได้พบครูบาอาจารย์ผู้แนะนำพร่ำสอนหนทาง หลักการ หรือว่าวิธีการที่เราทั้งหลายจะได้บรรเทาทุกข์หรือว่าพ้นไปจากความทุกข์นั้น ถือว่าเป็นสิ่งยากนักยากหนา

            ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้นั่งสมาธิฟัง ตั้งใจฟังแล้วก็ทำความเชื่อมั่นในตนเอง คิดว่าเราจะทำความพยายามที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เรามีตามีหูมีจมูกมีลิ้นมีกายเท่ากัน เราควรที่จะทำสมาธิให้เกิดขึ้นมา เราควรที่จะทำวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้นมา เราควรที่จะทำปัญญาหรือว่าการบรรลุมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นมา เมื่อเราทำจิตให้เกิดความอุตสาหะในลักษณะเช่นนี้ ความเพียรก็จะเกิดขึ้น ความอุตสาหะก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้ตั้งใจฟัง ก่อนอื่นก็ขออภัยที่ได้นำคณะครูบาอาจารย์ได้ไปสักการะพระเดชพระคุณหลวงพ่อ

            แล้วก็ขออภัยที่กระผมไม่สามารถที่จะมาบรรยายธรรมให้คณะครูบาอาจารย์ได้ฟังประจำทุกวัน ก็เพราะว่าได้เป็นพระของสังคม ได้เป็นรองเจ้าอาวาส ต้องรับหน้าที่ดูแลอะไรต่าง ๆ มากมาย เมื่อเจ้าอาวาสท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์ เราผู้เป็นรองเจ้าอาวาสหรือเป็นลูกศิษย์ลูกหาก็ต้องขวนขวายสุดความสามารถเท่าที่เราจะทำได้ เพราะฉะนั้น ได้นำคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายไปสักการะพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศล ครูบาอาจารย์บางรูปอาจจะคิดว่าเสียกรรมฐานหรือว่าเสียรูปแบบการปฏิบัติ ในลักษณะเช่นนี้ไม่เคยมีมาตั้งแต่เริ่มประพฤติปฏิบัติธรรม เรียกว่าตั้งแต่กระผมนำออกเผยแผ่ ไม่เคยมีว่านำคณะครูบาอาจารย์ไปสักการะรูปโน้นรูปนี้ แต่นี่ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ

            พระเดชพระคุณหลวงพ่อถือว่าเป็นบิดาทางธรรมที่ชี้แนะหลักการต่าง ๆ ให้กระผมและคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้เข้าใจในหลักการประพฤติปฏิบัติ ฉะนั้นก็ถือว่าเป็นบุญของพวกเราทั้งหลายที่ได้ไปสักการะท่าน เพราะฉะนั้นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ได้ดีอกดีใจ แล้วก็ขอประชาสัมพันธ์ให้คณะครูบาอาจารย์แล้วก็ทำความเข้าใจกับคณะครูบาอาจารย์ว่า พวกเราทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมรวมกันอยู่ในที่นี้ ทำไมเราทั้งหลายจึงมาประพฤติปฏิบัติธรรม ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ เจริญภาวนารวมกัน ก็เพราะว่าพวกเราทั้งหลายนั้นมีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น เป็นพระ เป็นเณร เป็นญาติเป็นโยม ก็มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่พวกเราทั้งหลาย บางรูปบางท่านอาจจะมีความทุกข์มาก บางท่านอาจจะมีความทุกข์น้อย บางท่านอาจจะมีความทุกข์กาย บางรูปบางท่านก็อาจจะมีความทุกข์ใจ ล้วนแต่มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีความทุกข์ เราทั้งหลายก็มาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์

            หลักการและวิธีการที่จะหาทางแห่งความพ้นทุกข์นั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสให้เรานั้นเข้าหาบัณฑิต ใครเป็นบัณฑิต ? บัณฑิตนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า พระพุทธเจ้าเป็นบัณฑิต พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นบัณฑิต พระอรหันต์และอริยสาวกทั้งหลายเป็นบัณฑิต หรือบุคคลผู้เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้านั้นถือว่าเป็นบัณฑิต

            พวกเราทั้งหลายได้มาสู่หนทางแห่งการประพฤติปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ถือว่าเป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าเราไม่รู้หลักการที่แท้จริง เวลาประพฤติปฏิบัติธรรม การที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน การที่จะพ้นไปจากความทุกข์นั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ในประเทศไทยของเราก็มีมากมายหลายสำนัก เรียกว่ามีมากเหลือกว่าที่เราจะมาพรรณนา บางสำนักก็คิดว่าตนเองปฏิบัติดีที่สุด แต่ถ้าเราไปอยู่ในสำนักใด

            เมื่อเราประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วจิตใจของเรายังไม่สงบ จิตใจของเรายังไม่สามารถที่จะพ้นไปจากความทุกข์ได้ เราก็ควรที่จะเปลี่ยนกรรมฐาน อย่างเช่นกรรมฐานที่ท่านภาวนาว่า พุทโธ แต่ว่าจิตไม่สงบก็สามารถที่จะเปลี่ยนเป็นยุบหนอ พองหนอ ได้ แต่ถ้าเราบริกรรมยุบหนอ พองหนอ ไม่สงบ เราก็อาจจะเปลี่ยนเป็น นะมะพะธะ สัมมา อรหัง อย่างนี้ก็ได้ อันนี้เรียกว่าหลักการยังไม่แน่นอน

            แต่ที่นำมาแนะนำคณะครูบาอาจารย์นี้ถือว่าเป็นหลักการที่แน่นอน เรียกว่าเป็นสติปัฏฐาน ๔ คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นไม่เลือกจริต ไม่เลือกว่าเป็นโทสจริต ไม่เลือกว่าเป็นโมหจริต ไม่ว่าเป็นจริตอะไรก็สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ เพราะฉะนั้น คณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ก็ถือว่ามาประพฤติปฏิบัติตามหลักการที่คณะครูบาอาจารย์กลั่นกรองดีแล้ว คณะครูบาอาจารย์แนะนำมาดีแล้วได้พิสูจน์ดีแล้ว โดยเฉพาะการเดินจงกรม ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ก็ดี หรือว่าการบริกรรมในลักษณะที่คณะครูบาอาจารย์บริกรรมพองหนอ ยุบหนอ ก็ดี ถือว่าได้พิสูจน์มาแล้วเป็นเวลาตั้งหลายปี

            ตั้งแต่เจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนีจนถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่สอนมาแล้วสามสิบกว่าปี การประพฤติปฏิบัติธรรมก็ปรากฏผลอย่างที่พวกเราทั้งหลายได้รู้ได้เห็นกัน เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติ สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องเข้าไปหาสำนักที่มีครูบาอาจารย์ผู้รู้แจ้งเห็นจริง นี่เป็นประการที่หนึ่ง อย่างเช่นพระเดชพระคุณหลวงพ่อเราที่ได้แนะนำพร่ำสอนก็ถือว่าเป็นบุคคลผู้ที่เคยประพฤติปฏิบัติมาก่อน

            ขอให้คณะครูบาอาจารย์ได้ดีอกดีใจที่เราทั้งหลายได้มาประพฤติปฏิบัติตามหลักของพระเดชพระคุณหลวงพ่อหรือตามหลักของครูบาอาจารย์ที่ท่านเคยเจริญมาแล้ว แล้วอีกประการหนึ่ง เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเราต้องมีหลัก หลักของการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นท่านกล่าวไว้ ๔ ประการ คือหนึ่ง เราต้องยึดกาย ต้องมีสติเห็นกายของเราอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

            เราจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน เราก็ต้องมีสติกำหนดพิจารณากายอยู่ตลอดเวลา เราจะคู้จะเหยียดจะก้มจะเงย ต้องพิจารณาอาการคู้ อาการเหยียด อาการก้ม อาการเงยนั้นอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ในลักษณะอย่างนี้ เรากำหนดอาการพองอาการยุบ เรากำหนดเพื่ออะไร เรากำหนดเพื่อที่จะทำจิตทำใจของเราให้เป็นสมาธิ เมื่อจิตใจของเราเป็นสมาธิแล้ว เราจะได้เห็นรูปนามนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันนี้เป็นจุดมุ่งหมายของการประพฤติปฏิบัติธรรม

            เพราะฉะนั้นเวลาประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านจึงให้เรามีสติอยู่ที่กายตลอดเวลา ประการที่สอง ท่านให้เรามีสติพิจารณาเห็นเวทนาอยู่ตลอดเวลา ขณะที่จิตใจของเราเกิดความไม่ชอบใจเกิดความทุกข์ขึ้นมา เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นมาก็ถือว่าเป็นทุกขเวทนา เช่น เกิดความโกรธขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นทุกขเวทนาแล้ว เกิดราคะขึ้นมา ถูกไฟราคะมันแผดเผาก็เป็นทุกข์แล้ว กระวนกระวายกระสับกระส่าย

            เราต้องกำหนดที่เวทนานั้น กำหนดว่า โกรธหนอ ๆ หรือว่า ราคะหนอ ๆ พิจารณาเห็นความโกรธที่มันเกิดขึ้นมาในใจของเรา เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมันตั้งอยู่อย่างไร เมื่อตั้งอยู่แล้วมันดับไปอย่างไร หรือเราเกิดราคะขึ้นมาเราต้องพิจารณาที่ใจของเราว่าราคะมันเกิดขึ้นมาอย่างไรแล้วมันดับลงไปอย่างไร เวลาเราเกิดมานะ ทิฏฐิ ตัณหา อะไรต่าง ๆ ก็เหมือนกัน ท่านให้พิจารณาดูที่จิตใจของเราว่า ทิฏฐิมันเกิดขึ้นมาเพราะเรานึกอย่างไร เราคิดอย่างไร เราเห็นอย่างไร เราได้ฟังอย่างไร ทิฏฐิมันเกิดขึ้นมา เมื่อทิฏฐิมันเกิดขึ้นมามันตั้งอยู่ด้วยอำนาจอย่างไร แล้วมันดับลงไปอย่างไร นี่ท่านให้พิจารณาดูที่จิตใจของเรา

            เราจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เมื่อเราเห็นสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราจะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแต่เวทนา เป็นเพียงแต่ความนึกคิด เป็นเพียงแต่จิตของเราปรากฏขึ้นตั้งอยู่ดับไป นี่ในลักษณะของการประพฤติปฏิบัติธรรม เมื่อเวทนาปรากฏชัดเราก็กำหนดเวทนา แต่เมื่อจิตของเราปรากฏชัดเราก็กำหนดจิตของเรา เรียกว่าเห็นความเกิดขึ้นของเวทนา เห็นความตั้งอยู่ของเวทนา เห็นความดับไปของเวทนา เห็นความเกิดขึ้นของจิต เห็นความตั้งอยู่ของจิต แล้วก็เห็นความดับไปของจิต นี่ในลักษณะอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนาตามหลักของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

            หรือว่าเราพิจารณาธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เราพิจารณาขันธ์ ๕ พิจารณารูป พิจารณาเวทนา พิจารณาสัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนกับพยับแดด ปรากฏขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่จีรังยั่งยืน นี่ถ้าเราพิจารณาเท่านี้ก็เพียงพอต่อการที่จะเบื่อหน่าย ต่อการที่จะคลายกำหนัด ว่าไม่มีอะไรเป็นของจีรังยั่งยืน นี่ถ้าเราพิจารณาเพียงเท่านี้จิตใจของเราก็จะสลดสังเวช

            แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจพิจารณา ปล่อยจิตปล่อยใจไปตามอารมณ์ตามธรรมชาติ ความรู้แจ้งเห็นจริง ความเข้าใจในสัจจธรรมมันก็ไม่ปรากฏขึ้นมา เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันถูกปกปิดถูกซ่อนเร้นด้วยความชอบใจด้วยความพอใจ ถ้าเราชอบใจสิ่งใดพอใจสิ่งใด เราจะหลงไหลหมกมุ่นกับสิ่งนั้น แล้วเราจะไม่เห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริง

            เพราะฉะนั้นท่านจึงให้เราพิจารณาเพิกความพอใจเพิกความเสียใจนั้นออก เราจึงจะเห็นตามความเป็นจริง แล้วก็การประพฤติปฏิบัติธรรม นอกจากเราจะพิจารณาเห็นกายก็ดี เห็นเวทนาก็ดี เห็นจิตก็ดี เห็นธรรมก็ดี เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปแล้ว ท่านให้เรานั้นพิจารณาอายตนะ เรียกว่าพิจารณาอายตนะคือตา คือหู คือจมูก คือลิ้น คือกาย ของเรานั้นว่าเป็นที่เกิดของบุญและบาป แล้วก็เป็นที่เชื่อมโยงของบุญและบาป บุญบาปมันก็เกิดขึ้นที่ตรงนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เกิดที่ตรงนี้

            ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี จะว่าอยู่ใกล้ก็ใกล้ จะว่าอยู่ไกลก็ไกล แต่ว่าไม่เกินเอื้อม ไม่เกินความไขว่คว้าของเรา เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสธรรมคือมรรคมีองค์ ๘ อริยสัจ ๔ นั้น ตรัสไว้ในโลกมนุษย์ของเรา ให้พวกเราทั้งหลายนี่แหละเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตามให้รู้แจ้งเห็นจริง

            หลักที่พระองค์ทรงตรัสไว้นั้นเหมาะพอดี สมควรพอดีแก่อุปนิสัยที่พวกเราทั้งหลายจะทำการรู้แจ้ง เพราะฉะนั้น ตาก็ดี หูก็ดี จมูกก็ดี ลิ้นก็ดี กายก็ดี ใจก็ดี อันนี้แหละถือว่าเป็นก้อนอริยสัจ เรียกว่าอริยสัจ ๔ เกิดที่ตรงนี้ มรรคมีองค์ ๘ เกิดอยู่ที่ตรงนี้ การบรรลุมรรคผลนิพพานต่าง ๆ ก็เกิดอยู่ที่ตรงนี้

            ขอให้คณะครูบาอาจารย์คิดว่าเรานั้นมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย อันเป็นหลักแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพานด้วยกันทั้งนั้น ก็ขอให้เราทั้งหลายอย่าได้ประมาท อย่าประมาทในการดู อย่าประมาทในการฟัง อย่าประมาทในการลิ้มรส อย่าประมาทในการสัมผัสทางกาย อย่าประมาทในการสัมผัสทางใจ นี้แหละเป็นหนทางแห่งนรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน หรือว่าเป็นหนทางแห่งมนุษย์ แห่งสวรรค์ แห่งพรหมโลก แล้วก็พระนิพพาน อยู่ตรงนี้เอง

            พวกเราทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าพวกเราทั้งหลายไม่ประมาทในอายตนะดังกล่าวแล้ว ก็สามารถที่จะทำที่พึ่งของตนเองได้ ธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์เกิดขึ้นมาที่อายตนะทั้งหกนี้ ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของกิเลส ก็เกิดขึ้นที่อายตนะทั้งหกนี้ ความดับไปของกิเลสก็เกิดขึ้นที่อายตนะทั้งหกนี้ เรียกว่าธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็เกิดขึ้นที่อายตนะทั้งหกนี้

            สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราทั้งหลายควรคิดควรพิจารณา ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงบรรลุธรรมที่ไหน ก็ที่อายตนะนี้ พระปัจเจกพุทธเจ้าบรรลุธรรมที่ไหน ก็บรรลุที่อายตนะนี้ หรือพระอริยสาวกทั้งหลายก็บรรลุที่อายตนะนี้ จะเป็นเด็ก เป็นหญิง เป็นชาย เป็นพระ เป็นเณร ก็บรรลุที่อายตนะนี้ สิ่งที่พวกเราทั้งหลายมีถ้วนหน้ากัน มีพื้นฐานของวิปัสสนากรรมฐาน มีพื้นฐานของกรรมฐานด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าเราจะสามารถทำอายตนะของเรานั้นให้เป็นอายตนะที่เป็นสะพานเชื่อมโยงไปสู่สวรรค์ มรรคผลพระนิพพานได้หรือไม่ เราสามารถที่จะทำอายตนะที่เป็นโลกิยะให้เป็นอายตนะที่เป็นโลกุตตระได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงมีอายตนะเหมือนกัน

            พระอรหันต์ก็มีอายตนะเหมือนกัน แต่เป็นโลกุตตระอายตนะ คืออายตนะที่เหนือโลกแล้ว เป็นอายตนะที่ถอนอุปาทาน เป็นอายตนะที่ถอนกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดแล้ว เรียกว่าเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน เป็นอายตนะเย็น ไม่ใช่เป็นอายตนะร้อน เป็นอายตนะที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่เป็นอายตนะที่ยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้น อายตนะของท่านผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรมคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเหล่าสาวกทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น จึงเป็นอายตนะเพื่อที่จะทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่สังคม เป็นอายตนะเพื่อเกื้อกูลสรรพสัตว์ทั้งหลายให้เกิดความสุขเกิดความร่มเย็น เกิดความเจริญก้าวหน้าในทางศีลในทางธรรม ไม่ใช่เป็นอายตนะเพื่อเบียดเบียนบุคคลอื่น ไม่ใช่เป็นอายตนะเพื่อยังสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงให้เร่าร้อนด้วยอายตนะการกระทำของตนเอง เพราะฉะนั้น อายตนะของผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ท่านให้เป็นอายตนะเย็น คือดับเสียซึ่งความร้อนทั้งหลายทั้งปวง

            ความร้อนในโลกของเรานั้น พระองค์ทรงตรัสว่าความร้อนด้วยอำนาจของไฟคือราคัคคิ เรียกว่าไฟคือราคะนั้นร้อน ไม่ปรากฏเถ้า ไม่ปรากฏถ่าน ไม่ปรากฏควัน แต่เผาบุคคลผู้ถูกราคะเผานั้น เผาทั้งกลางวัน เผาทั้งกลางคืน เผาทั้งขณะที่ยืน ทั้งขณะที่เดิน ทั้งขณะที่นั่ง เผาทั้งในขณะที่นอน เรียกว่าโอกาสที่จะว่างเว้นจากการเผาของราคะนั้นหายาก เพราะฉะนั้นไฟคือดวงอาทิตย์ ร้อนเฉพาะกลางวัน กลางคืนก็ดับ เปลวเพลิงที่เกิดขึ้นมาจากถ่านจากเชื้อ ก็ร้อนเฉพาะในเวลาที่มีถ่านมีเชื้อ

            แต่ราคะนั้นเผาอยู่ตลอดเวลา ไฟคือโทสะเผาจิตเผาใจของบุคคลนั้นอยู่ตลอดเวลาไม่เหมือนกับไฟที่อยู่ข้างนอก เพราะฉะนั้นไฟคือกิเลสนี่แหละองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงทรงตรัสว่าเป็นไฟที่น่ากลัว เรียกว่าเป็นภัยร้ายในวัฏฏสงสาร เพราะฉะนั้น พวกเราทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม

            ก็ขอให้พวกเราทั้งหลายจงพยายามเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ มีความทุกข์เป็นต้นที่เกิดขึ้นมากับเรา ไม่ใช่เกิดขึ้นมาจากอย่างอื่น เกิดขึ้นมาจากจิตใจภายในของเรานี้เอง เพราะฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายได้ตื่นตัว ถ้าเราอยากจะพ้นไปจากความทุกข์จริง ๆ ก็ต้องตื่นตัว หนทางแห่งความพ้นทุกข์นั้นมีจริง แต่พวกเราทั้งหลายจะประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้มากน้อยขนาดไหน อันนี้เป็นเรื่องที่คณะครูบาอาจารย์จะต้องพินิจพิจารณาต่อสู้ไป เรียกว่า วิริเยน ทุกขมจฺเจติ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ไม่มีอะไรที่เราทั้งหลายจะไม่สามารถที่จะทำได้ถ้าเรามีความเพียร

            ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ถ้าบุคคลใดมีความเพียร บุคคลนั้นก็ต้องประสบกับความสำเร็จ เหมือนกับบุรุษคนหนึ่ง ในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์นั้นเป็นพ่อค้าเกวียน เป็นหัวหน้านำเกวียน ๕๐๐ เล่มเดินผ่านทะเลทราย ขี่เกวียนผ่านทะเลทราย แต่ในขณะเวลากลางวันนั้นไม่สามารถที่จะผ่านทะเลทรายได้ เพราะทะเลทรายนั้นร้อนเหลือเกิน ต้องจอดเกวียนแล้วก็พักผ่อนในเวลากลางวัน ถึงเวลากลางคืนก็เดินทาง แต่เมื่อพิจารณาว่าทะเลทรายนั้นมันเดินยากเหลือเกิน

            พระโพธิสัตว์คำนวณว่าเดินตลอดทั้งกลางคืนนี้ก็สามารถที่จะผ่านพ้นทะเลทรายได้ จึงได้เอาเสบียงมีน้ำมีอาหารเป็นต้นทิ้ง เพราะว่าเกวียนนั้นจะสามารถผ่านพ้นไปได้ จะไม่หนักจนเกินไป เมื่อทิ้งเสบียงทั้งหลายทั้งปวงแล้วก็ปล่อยโคเดินไป ขณะที่โคเดินไปนั้นพระโพธิสัตว์เกิดม่อยหลับไป เกวียนนั้นก็หมุนมาทางเดิม หลงทาง ก็ไม่สามารถที่จะผ่านพ้นไปได้ ในที่สุดก็อยู่ที่ทะเลทราย ไม่มีน้ำที่จะกิน

            พระโพธิสัตว์ก็สำรวจตรวจตราดู เห็นหย่อมหญ้าขึ้นมาหย่อมหนึ่ง คิดว่าที่นี่คงจะมีความชื้น เมื่อมีความชื้นข้างล่างน่าจะมีกระแสของน้ำ ลำธารของน้ำ ก็ขุดทะเลทรายลงไป โดยมีลูกจ้างคนหนึ่งอาสาขุด ขุดลงไปก็ไปเจอแผ่นหิน เมื่อเจอแผ่นหินคนทั้งหลายทั้งปวงก็ทอดอาลัย คิดว่าเราทั้งหลายทั้งปวงคงจะต้องตายอยู่ที่ทะเลทรายแล้ว แต่ทาสคนนั้นก็หาย่อท้อไม่ ก็เอาหูแนบลงที่แผ่นหิน รู้ว่ามีเสียงของน้ำ ก็ทำลายแผ่นหินนั้นด้วยกำลังของตน ทำให้น้ำนั้นพุ่งขึ้นมา ทำให้พ่อค้าทั้ง ๕๐๐ นั้นรอดพ้นจากความตายเพราะความเพียร

            ถ้าบุคคลใดมีความเพียร บางครั้งเรายังมองไม่เห็นความสำเร็จ ขณะที่เรายังประพฤติปฏิบัติธรรม เหมือนว่าสมาธินั้นมันไกลเหลือเกิน เหมือนว่าการบรรลุมรรคผลมันไกลเหลือเกิน แต่เมื่อเราทำสมาธิได้ เราสามารถเข้าสมาธิได้ สมาธินั้นมันก็ถือว่าใกล้ ก่อนที่เรายังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็เหมือนกับว่าโลกิยะกับโลกุตตระนั้นมันไกลกันเหลือเกิน มันไม่สามารถที่จะไปถึงกันได้ แต่ถ้าบุคคลใดมีความเพียรเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้วมันก็เหมือนกับใกล้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม วันนี้ก็ถือว่าเป็นราตรีที่ ๘ แล้ว ก็ขอให้ตั้งอกตั้งใจ พรุ่งนี้ก็จะได้ฟังการบรรยายแว่นธรรม ก็ถือว่าเป็นวันสรุปวันสุดท้าย ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
6  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / บทสวด เมตตานิสังสะสุตตะปาโฐ เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2567 18:24:43


เมตตานิสังสะสุตตะปาโฐ

               เอวัมเม  สุตัง ฯ  เอกัง  สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง

        วิหะระติ  เชตะวะเน  อะนาถะปิณฑิกัสสะ  อาราเม ฯ  ตัตระ  โข

        ภะคะวา ภิกขู  อามันเตสิ  ภิกขะโวติ ฯ  ภะทันเตติ  เต  ภิกขู

        ภะคะวะโต  ปัจจัสโสสุง  ภะคะวา  เอตะทะโวจะ

                เมตตายะ  ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา  อาเสวิตายะ  ภาวิตายะ

        พะหุลีกะตายะ  ยานีกะตายะ  วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ  ปะริจิตายะ

        สุสะมารัทธายะ  เอกาทะสานิสังสา  ปาฏิกังขาฯ  กะตะเม  เอกาทะสะ ฯ

        สุขัง  สุปะติ  สุขัง  ปะฏิพุชฌะติ ฯ นะ  ปาปะกัง  สุปินัง  สุปินัง ปัสสะติ ฯ

        มะนุสสานัง  ปิโย โหติ,  อะมะนุสสานัง  ปิโย  โหติ ฯ  เทวะตา

        รักขันติ ฯ  นาสสะ  อัคคิ  วา วิสัง  วา สัตถัง วา  กะมะติ ฯ ตุวะฏัง

        จิตตัง  สะมาธิยะติ ฯ  มุขะวัณโณ  วิปปะสีทะติ ฯ  อะสัมมุฬโห  กาลัง

        กะโรติ ฯ  อุตตะริง  อัปปะฏิวิชฌันโต  พรัมหะโลกูปะโค  โหติ ฯ

                เมตตายะ  ภิกขะเว  เจโตวิมุตติยา  อาเสวิตายะ ภาวิตายะ

        พะหุลีกะตายะ  ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ  อะนุฏฐิตายะ  ปะริจิตายะ

        สุสะมารัทธายะ  อิเม  เอกาทะสานิสังสา  ปาฏิกังขาติ ฯ  อิทะมะโวจะ

        ภะคะวา  ฯ  อัตตะมะนา  เต ภิกขู  ภะคะวะโต  ภาสิตัง อะภินันทุนติ ฯ


ที่มา วัดโพรงจระเข้ จ.ตรัง
7  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / ถ้าร่างกายเป็นอะไรไป ก็ขอให้คิดถึงเทศน์กัณฑ์นี้ โดย พอจ.สุชาติ อภิชาโต เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2567 18:17:34


ถ้าร่างกายเป็นอะไรไป ก็ขอให้คิดถึงเทศน์กัณฑ์นี้
พระธรรมคำสอน พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อ.บางละมุง จ.ขลบุรี


ความเจริญหรือเสื่อม อยู่ที่กรรมคือการกระทำ ดีหรือชั่ว ดีก็เจริญ เหตุที่ทำดีแล้วยังไม่เจริญ เพราะกำลังรับผลของบาปกรรมเก่าที่ทำมาในอดีต ที่มาส่งผลในตอนนี้ ส่วนกรรมดีที่ทำในวันนี้ยังไม่ออกดอกออกผล ก็เลยคิดว่าทำดีไม่ได้ดี เห็นคนทำชั่วแล้วได้ดีก็เลยสับสน ถ้าเป็นพระโสดาบันจะไม่สงสัยหลักกรรม ทำดีได้ดี เพียงแต่ว่าผลจะปรากฏเมื่อไหร่เท่านั้นเอง ทำดีทำชั่ววันนี้ผลยังไม่ปรากฏ ผลที่ปรากฏในวันนี้เป็นผลของกรรมในอดีต ก็เลยคิดว่าทำชั่วแล้วได้ดี ทำดีแล้วได้ชั่ว ก็เลยคิดว่าทำดีไปทำไมให้เหนื่อยเปล่าๆ นี่เป็นเพราะยังไม่เข้าใจกฎแห่งกรรมอย่างแท้จริง แต่พระโสดาบันเข้าใจแล้ว จะไม่ไปสะเดาะเคราะห์ด้วยพิธีกรรมต่างๆ ถ้าตอนนี้ตกระกำลำบากก็รับมันไป เดี๋ยวก็หมดไปเอง แต่จะรักษาความดีไว้ต่อไป เวลาตกทุกข์ได้ยากขาดเงินขาดทอง ก็จะไม่ไปฉ้อโกง ไม่ไปลักขโมย ไม่ไปทำผิดศีล เพื่อจะได้เงินทองมา อดอยากขาดแคลนไม่มีอาหารรับประทาน ก็จะไม่ไปยิงนกตกปลามาเป็นอาหาร เก็บผักกินไป มีอะไรกินได้ก็กินไป กินไม่ได้ก็อดไป นี่คือเรื่องสีลัพพตปรามาส ยังยึดติดอยู่กับพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ต่างๆ ที่จะแก้ความตกต่ำได้ แก้ไม่ได้ มีแต่จะทำบาปมากขึ้น เช่นเอาแกะเอาแพะมาฆ่า
 
ส่วนความสุขละเอียดที่อยู่ในจิต เป็นความสุขที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตสงบ เป็นความสุขของรูปฌานหรืออรูปฌาน แต่ก็เป็นความสุขที่ไม่เที่ยงเช่นเดียวกัน เพราะสมาธิยังเสื่อมได้ ถ้าติดความสุขที่ละเอียดนี้ ก็จะอยากให้สุขไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเกิดความทุกข์ที่ละเอียดขึ้นมาในจิต ก็ต้องเข้าใจว่ามันเปลี่ยนได้ อย่าไปยึดไปติด ถ้าสุขก็ให้รู้ว่าสุข ไม่สุขก็ให้รู้ว่าไม่สุข อย่าไปรักษาความสุขที่ละเอียดนี้ เพราะยิ่งพยายามรักษาก็จะยิ่งทุกข์ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ พอปล่อยแล้วก็จะหายไปเอง เหลือความสุขที่ไม่เปลี่ยนแปลง ที่ถูกความสุขที่ละเอียดปิดบัง พอปล่อยความสุขนี้ไป ก็จะเหลือแต่ความสุขที่เป็นปรมังสุึขัง เป็นความสุขที่แท้จริง ที่ไม่มีวันเสื่อม ความสุขของจิตนี้ไม่ขึ้นกับกาลและสถานที่ สามารถสร้างความสุขนี้ได้ทุกแห่งทุกหน ถ้าจิตมีกำลังพอที่จะแหวกว่ายฟันฝ่านิวรณ์ต่างๆ ที่ขวางกั้นความสงบของจิต เช่นกามฉันทะ ความอยากในกามรส ถ้าอยากไปเที่ยวจะนั่งสมาธิไม่ได้ อยากจะดูหนังฟังเพลง อยากจะกินนั่นกินนี่ อย่าไปคิดถึงเรื่องนั่งสมาธิให้เสียเวลา ทำไม่ได้ ต้องตัดกามฉันทะก่อน ถ้าจิตมีพลังมากแล้ว พอผลักเบาๆเท่านั้น นิวรณ์ต่างๆก็จะล้มระเนระนาดไปหมดเลย แต่ถ้าจิตยังไม่มีกำลัง ผลักอย่างไรก็ไม่ล้ม มีแต่จะผลักกลับหรือลากเราไป

ผู้ที่ต้องการพบกับความสุขภายในจิตจะต้องข้ามนิวรณ์ทั้ง ๕ ไปให้ได้  ถ้าเป็นวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ในความสามารถของตนว่าจะปฏิบัติได้หรือไม่ ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ต้องเปรียบเทียบตัวเรากับพระพุทธเจ้าและพระสาวก ท่านก็เป็นคนธรรมดามีอาการ ๓๒ เหมือนเรา ท่านทำได้เราก็ต้องทำได้ ท่านมีใจเราก็มีใจ ท่านมีกายเราก็มีกาย ต้องหาอุบายคิดขึ้นมา เราสบายกว่าท่านเสียอีก เพราะท่านไม่มีใครสอน พระพุทธเจ้าต้องหาทางเอง เรามีคนคอยบอกคอยสอนคอยลากคอยจูง เราเพียงทำตามเท่านั้นเอง ความลังเลสงสัยก็จะหายไป ถ้าเป็นกามฉันทะ ก็ต้องสำรวมตาหูจมูกลิ้นกาย อย่าไปดูอย่าไปฟังในสิ่งที่อยากดูอยากฟัง เหมือนกับคนที่จะอดเหล้าอดบุหรี่ อย่าไปอยู่ใกล้เหล้าใกล้บุหรี่ อยากจะอดบุหรี่ก็ไปอยู่ในป่า ไปอยู่วัดที่ไม่มีบุหรี่ เวลาอยากสูบก็ข่มใจเอาไว้  ไม่ได้สูบบุหรี่ไม่ตายหรอก ไม่หายใจต่างหากที่ทำให้ตาย คนอื่นเขาอยู่ได้ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้ ไปอยู่กับกลุ่มที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่มีบุหรี่ให้สูบเดี๋ยวก็เลิกได้ ต้องไปปลีกวิเวก อยู่ห่างไกลจากรูปเสียงกลิ่นรส ที่ยั่วยวนกวนใจ ที่ต้องไปอยู่ที่วัดกัน เพราะอยู่บ้านปฏิบัติไม่ได้ เพราะใจไม่มีกำลังพอที่จะฝืนความยั่วยวน ของรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ แต่ถ้ามีกำลังพอไม่ต้องไปวัดก็ได้ ไม่กินไม่ฟังไม่ดูเสียอย่าง ก็หมดปัญหาไปเอง

ถ้าเป็นถีนมิทธะ ง่วงเหงาหาวนอน ก็อย่ากินมาก กินพอประมาณ ถ้ายังง่วงอยู่ก็ไปอยู่ที่น่ากลัวๆ อยู่ในป่าช้า อยู่ในป่าเปลี่ยว ถ้าเป็นอุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน ก็ต้องใช้ปัญญาระงับ พิจารณาความตาย ความพลัดพรากจากกันว่าเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปตลอด ไม่เสียวันนี้ก็ต้องเสียวันหน้า ถ้าไม่สามารถรักษามันได้ มันก็ต้องจากเราไป อะไรที่จะอยู่กับเรามันก็จะอยู่ อะไรที่จะไม่อยู่มันก็จะไม่อยู่ คิดอย่างนี้ความฟุ้งซ่านก็จะหายไป ถ้าอยากได้นั่นได้นี่ก็ทำให้ดีที่สุด ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ ยอมรับความจริง ความฟุ้งซ่านก็จะหายไป  ถ้าเป็นพยาบาท  ไม่พอใจ เวลาเห็นคนทำนั่นทำนี่ เช่นจะนั่งสมาธิคนอื่นเปิดโทรทัศน์เปิดวิทยุเสียงลั่น ก็อย่าไปโกรธ อย่าไปถือสา เป็นปกติของเขา ไปบังคับไปห้ามเขาไม่ได้ ให้คิดอย่างนี้

พยายามทำตัวเป็นแจ๋วไว้ ถ้าเป็นแจ๋วแล้วอยู่ที่ไหนก็จะไม่มีปัญหา ถ้าทำตัวใหญ่ พอใครทำอะไรไม่ถูกใจก็จะเกิดอารมณ์ขึ้นมาได้ ต้องยอมรับกับสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น ฝนจะตกแดดจะออกก็อย่าไปโกรธ ใครจะเปิดวิทยุ ใครจะส่งเสียงดัง ก็อย่าไปโกรธ ถ้านั่งตรงนี้ไม่ได้ก็ไปนั่งที่อื่นก็ได้ ถ้าผ่านนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้ได้ จิตก็จะเข้าสู่ความสงบได้ ต้องมีสติคอยดึงจิตไว้ด้วย ไม่ให้ไปคิดเรื่องต่างๆ นิวรณ์เกิดจากการไม่มีสติ ทำให้คิดเรื่องกามฉันทะ ทำให้คิดลังเลสงสัยในความสามารถของตน ให้โกรธคนนั้นโกรธคนนี้ เกิดจากการขาดสติเป็นหลัก ถ้ามีสติดีๆแล้วก็จะดึงอยู่ บริกรรมพุทโธๆๆอย่างเดียวทุกอย่างก็จบ ถ้าเกาะอยู่กับกรรมฐานได้ อยู่ที่ไหนก็ภาวนาได้ อยู่ในโรงหนังในโรงละครในผับก็ภาวนาได้ 

นี่คือเรื่องของการเข้าสู่ความสงบของใจ เข้าสู่ความสุขที่ไม่ได้เกิดจากตัณหาความอยากต่างๆ ความสุขทางตัณหามีเงื่อนไขมาก ไหนจะต้องมีร่างกายที่สมบรูณ์ สิ่งต่างๆที่ต้องการก็ต้องได้ดังใจ ถ้าตาบอดก็จะดูอะไรไม่ได้ อยากจะดูหนังก็ดูไม่ได้ ส่วนความสุขใจนี้ ตาบอดก็ยังมีได้ หูหนวกก็ยังมีได้ ไม่มีร่างกายก็ยังมีได้ นิพพานัง ปรมัง สุญญัง นิพพานัง ปรมัง สุขัง พระพุทธเจ้าเวลาปรินิพพานไปแล้ว ไม่มีร่างกาย แต่จิตของท่านก็ยังเป็นปรมังสุขังอยู่ จิตไม่ได้ตายไปกับร่างกาย จิตไม่ต้องอาศัยร่างกายเป็นเครื่องมือ จิตมีความสุขอยู่ในตัว ด้วยการแหวกว่ายนิวรณ์ ๕ ด้วยการดับตัณหาดับกิเลสต่างๆ

ถ้าร่างกายเป็นอะไรไปก็ขอให้คิดถึงเทศน์กัณฑ์นี้ อย่าไปกระเสือกกระสนหากามสุข รีบภาวนา รีบทำจิตให้สงบ ไม่ต้องออกไปข้างนอก ใครจะไปไหนมาไหนก็เรื่องของเขา ถ้าฉลาดจะรู้ว่าอยู่บ้านดีกว่าออกไป ออกไปแล้วเหนื่อย ต้องอาบน้ำอาบท่าแต่งเนื้อแต่งตัว ต้องเดินทางไป ไม่เหมือนกับความสุขที่ได้จากการทำจิตให้สงบ ไม่ต้องอาบน้ำอาบท่า ไม่มีเงิน ไม่มีรถ เจ็บไข้ได้ป่วยก็ทำได้ ถ้าหาความสุขทางโลก ก็ต้องมีหลายปัจจัยด้วยกัน เงินทองต้องพร้อม ร่างกายต้องพร้อม รถต้องพร้อม สิ่งที่ต้องการก็ต้องพร้อม ต้องมีหนังดีๆให้ดู มีละครเด็ดๆให้ดู ถึงจะมีความสุข มีอาหารรสอร่อยให้รับประทาน แสนจะเหนื่อยยาก สู้ต่อสู้กับกิเลสตัณหาที่มีอยู่ภายในใจดีกว่า พอชนะมันแล้วมันก็จะแพ้เราไปตลอด อย่าไปยึดติดกับร่างกาย อย่าไปอาศัยร่างกายหาความสุข อย่าไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ให้หาความสุขจากการทำจิตให้สงบ ด้วยการขัดเกลากิเลสให้หมดไปจากใจ จะได้ความสุขที่เลิศที่ประเสริฐ ที่ทรงตรัสไว้ว่า นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง สุขที่เหนือกว่าความสงบของจิตนี้ไม่มี.
8  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / ปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน (พระจันทร์ยิ้่ม) เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2567 17:57:19


ปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน (พระจันทร์ยิ้่ม)

ปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน หรือ ปรากฏการณ์พระจันทร์ยิ้ม เป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะคล้ายใบหน้าคนกำลังยิ้ม โดยดาวคู่ดังกล่าว ได้แก่ ดาวศุกร์ และดาวพฤหัสบดี เมื่อมองจากโลก จะอยู่ห่างกัน 2 องศา ในระยะท้องฟ้า และจะมีดวงจันทร์เสี้ยว ขึ้น 3 ค่ำ อยู่ด้านล่างระหว่างดาวทั้งสองดวง และห่างกัน 2 องศา ซึ่งสามารถสังเกตได้ในประเทศไทยครั้งล่าสุดเมื่อ 28 พฤศจิกายน​ พ.ศ.2562

ปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือนจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 10 เดือน ทุก ๆ 2 ปีครึ่ง มีลักษณะเป็นดวงดาว 3 ดวง ซึ่งได้แก่ ดาวศุกร์ (ดาวประจำเมือง) ดาวพฤหัสบดี และ ดวงจันทร์ โคจรเข้ามาใกล้กัน โดยดวงจันทร์หงายอยู่ด้านล่างของดาวอีก 2 ดวง และอยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ปรากฏการณ์นี้จะมองเห็นได้ไม่นานนัก ส่วนใหญ่เกิดขึ้นช่วงเวลาหัวค่ำ เพราะดาวจะตกเร็วลับจากขอบฟ้าจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา
9  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงพระประชวร เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2567 19:00:01


เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงพระประชวร

เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงสังเกตเห็นอาการที่ทรงพระประชวรมีแต่ทรงอยู่กับทรุดลงเป็นลำดับมา จนพระสิริรูป ซูบผอมทุพลภาพ ทรงรำคาญด้วยทุกขเวทนาที่มีในอาการพระโรค วันหนึ่งจึงทรงอธิษฐานเสี่ยงทายพระสุธารสว่า ถ้าหากพระโรคที่ประชวรจะหายไซร้ ขอให้เสวยพระสุธารสนั้นให้ได้โดยสะดวก พอเสวยพระสุธารสเข้าไปก็มีอาการทรงพระอาเจียน พระสุธารสไหลกลับออกมาหมด แต่นั้นกรมพระราชวังบวรฯ ก็ปลงพระราชหฤทัยว่าคงจะสวรรคต มิได้เอาพระหฤทัยใส่ที่จะเสวยพระโอสถรักษาพระองค์ และทรงสั่งเสียพระราชโอรสธิดาข้าราชการในวังหน้าตามพระอัธยาศัยให้เข้าใจทั่วกันว่า พระองค์คงจะเสด็จสวรรคตในไม่ช้าแล้ว

อยู่มาวันหนึ่ง ทรงระลึกถึงวัดพระศรีสรรเพ็ชญ ซึ่งไฟไหม้เมื่อปีระกา พ.ศ.๒๓๔๔ แล้วทรงสถาปนาใหม่ การยังค้างอยู่ จึงดำรัสสั่งให้เชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลี่ยง เสด็จออกมายังวัดพระศรีสรรเพ็ชญ ว่าจะทรงนมัสการลาพระพุทธรูป ครั้นเสด็จถึงหน้าพระประธานในพระอุโบสถ ดำรัสเรียกพระแสงว่า จะจบพระหัตถ์อุทิศถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อให้ทำราวเทียน ครั้นพนักงานถวายพระแสงเข้าไป ทรงเรียกเทียนมาจุดเรียบเรียงติดเข้าที่พระแสงทำเป็นพุทธบูชาอยู่ครู่หนึ่ง ขณะนั้นพออาการพระโรคเกิดทุกขเวทนาเสียดแทงขึ้นเป็นสาหัส ก็ทรงหุนหันจะเอาพระแสงแทงพระองค์ถวายพระชนม์ชีพเป็นพุทธบูชา พระองค์เจ้าชายลำดวนลูกเธอองค์ใหญ่ที่ตามเสด็จไปด้วยเข้าแย่งพระแสงไปเสียจากพระหัตถ์ กรมพระราชวังบวรฯ ทรงโทมนัสทอดพระองค์ลงทรงพระกันแสงแช่งด่าพระองค์เจ้าลำดวนต่างๆ ในที่สุดเจ้านายและข้าราชการที่ไปตามเสด็จต้องช่วยกันปล้ำปลุกเชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลี่ยงกลับคืนเข้าพระราชวังบวรฯ


ประชุมพงศาวดารภาค ๑๓
เพจ บรรณาลัย
10  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: พระสัทธรรมกำลังจะเลือนหาย โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) เมื่อ: 31 มกราคม 2567 14:08:03

พระสัทธรรมกำลังจะเลือนหาย
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ อ.อุบลราชธานี


            ประการที่ ๙ อุเบกขาอาวัชชนะ คือความวางเฉย ความวางเฉยนี้ทำไมจึงถือว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูป เป็นของปลอม เพราะว่ามันเกิดอยู่ในขั้นของอุปกิเลสเฉย ๆ มันไม่ได้เกิดด้วยอำนาจของมรรคของผล ถ้ามันเกิดด้วยอำนาจการบรรลุมรรคผลจนหมดกิเลสแล้ว เป็นการวางเฉยของพระอรหันต์นั้นก็ถือว่าเป็นของแท้ แต่เมื่อเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งภาวนา ขวาย่าง ซ้ายย่าง พองหนอ ยุบหนอ จนวิปัสสนาญาณที่ ๑ คือนามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นมา

            เมื่อวิปัสสนาญาณที่ ๑ นามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นมาแก่กล้า มันก็ส่งต่อให้ปัจจยปริคคหญาณ ญาณที่ ๒ เกิดขึ้นมา เมื่อวิปัสสนาญาณที่ ๒ คือปัจจยปริคคหญาณแก่กล้าขึ้นมา ก็ส่งต่อให้สัมมสนญาณ คือญาณที่ ๓ เมื่อญาณที่ ๓ เกิดขึ้นมาแล้วนี่แหละ มันจะเกิดอุเบกขาที่อยู่ในอุปกิเลส มันจะเกิดขึ้นมา มันจะมีความวางเฉยมาก ความวางเฉยนี่ มันวางเฉยมาก จนไม่รู้ว่าราคะก็ดี โทสะก็ดี มันเป็นยังไง ถ้ามีคนมาถามในขณะที่เราวางเฉยนั้น ถ้ามีคนมาถามว่าเรามีความโกรธไหม เราก็บอกว่าไม่มี เรามีความโลภไหม ? ไม่มี เรามีโทสะไหม ? ไม่มี

            ไม่ใช่เราอวดอุตตริมนุสสธรรม แต่เราเอาภาวะของจิตใจในขณะนั้น มันไม่มีจริง ๆ แต่มันไม่ใช่ด้วยอำนาจของมรรคของผล แต่มันเป็นด้วยอำนาจของอุปกิเลส เราก็ตอบตามความเป็นจริงในขณะนั้นว่ามันไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ บุคคลผู้ที่เป็นผู้สอบอารมณ์ ไม่รู้ว่ามันเป็นสภาวะของอุปกิเลส ก็อาจจะว่าบุคคลนี้คงจะบรรลุธรรมแล้วแหละ ก็เลยพยากรณ์ลูกศิษย์ลูกหาตัวเองว่าลูกศิษย์ลูกหาตัวเองบรรลุธรรมแล้ว ความโกรธไม่มี ความโลภไม่มี ความหลงไม่มี มันจะเป็นอะไร มันก็ต้องบรรลุธรรมแน่นอน ก็พยากรณ์ ผลสุดท้ายอาจจะตกนรกทั้งลูกศิษย์ทั้งครูบาอาจารย์ก็ได้ อาจจะพากันไปตกนรกก็ได้ เพราะอะไร ? เพราะว่าพยากรณ์ผิด

            บุคคลผู้ถูกพยากรณ์ก็หลงตัวเอง โฆษณาไปว่าตัวเองได้บรรลุมรรคผลนิพพาน สุดท้ายก็ไม่ทำความเพียรต่อ คิดว่าตัวเองนั้นหมดความโกรธ ความโลภ ความหลงไปแล้ว เพราะอะไร ? เพราะว่าอุเบกขานั้นมันอุเบกขาจริง ๆ มันวางเฉยจริง ๆ เราเดินจงกรมอยู่ มีคนมายืนอยู่ที่หัวที่จงกรมกับท้ายที่จงกรม พูดกันไปพูดกันมา เราก็เดินจงกรมอยู่ในระหว่างนั้นแหละ ไม่ให้เกียจเราถึงขนาดนั้น จิตใจของเราก็วางเฉย เฉยเลย ไม่มีความโกรธ ไม่มีความโลภ ไม่มีความคิดที่จะพยาบาทอาฆาตบุคคลที่เขามาคุยกัน

            เราคิดดูสิว่า เราเดินจงกรมเนี่ย เราเดินจงกรมขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ตั้งใจทำความเพียรที่จะบรรลุมรรคผลจริง ๆ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน แล้วมีคนมายืนอยู่ท้ายที่จงกรมและหัวที่จรงกรมคุยกันข้ามหัวเรา แล้วเราไปเดินใกล้ ๆ ไปหยุด กลับหนอ ๆ เขาก็คุยกันกลับไปกลับมา ไม่ยอมหนี มันจะเป็นเพราะเทวดามิจฉาทิฏฐิดลจิตดลใจ หรือว่าเป็นมารดลจิตดลใจเขาก็ไม่รู้ แต่มันเป็นอย่างนั้นมา บุคคลผู้ปฏิบัติถึงนี้แหละ มันก็วางเฉยได้ เฉย ไม่โกรธ ไม่ผูกพยาบาท ไม่อาฆาต เพราะอะไร ? เพราะว่าในขณะนั้นอุเบกขาในอุปกิเลสมันเกิดขึ้นมา

            บุคคลผู้ที่ปฏิบัติถึงนี้ เพียงแต่เป็นอุปกิเลสเฉย ๆ อย่าไปหลง อย่าหลงคิดว่าตนเองนั้นหมดกิเลสไปจริง ๆ แล้ว อย่าไปคิด ในเมื่อสมาธิมันเสื่อมลง สมาธิมันคลายลง อุเบกขาตัวที่เราเป็นอยู่ปรากฏอยู่นั้นมันก็หายไปด้วย เมื่อหายไปจิตใจของเรามันก็เต็มไปด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลง เต็มไปด้วยมานะ ทิฏฐิ ตัณหา อวิชชา อุปาทาน เหมือนเดิม ในลักษณะอย่างนี้แสดงว่าเป็นของปลอม

            ประการที่ ๑๐ ก็คือ นิกันติ ความใคร่ ความพอใจ ในสิ่งที่ตนเองเกิด จะเป็นโอภาสแสงสว่างก็ดี จะเป็นญาณความรู้ก็ดี จะเป็นปีติ ความอิ่มเอิบจิตใจก็ดี จะเป็นปัสสัทธิ ความสงบนิ่งของกายของเจตสิกก็ดี จะเป็นความสุขคือสุขกายสุขใจก็ดี จะเป็นศรัทธา น้อมใจเชื่อก็ดี เป็นความเพียรก็ดี เป็นสติก็ดี เป็นความวางเฉยก็ดี ถ้าเราเข้าไปชอบในสิ่งเหล่านี้ ผูกพันยึดมั่นเป็นอุปาทานขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นนิกันติ เป็นสัทธรรมปฏิรูปข้อที่ ๑๐

            เมื่อสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นมาแล้วนั่นแหละ คล้าย ๆ กับว่าของปลอมมันเกิดขึ้นมามาก คนยินดีมาก คนไม่สนใจในการที่จะปฏิบัติเพื่อยังวิปัสสนาญาณให้เกิด ไม่สนใจที่จะยังวิปัสสนาญาณให้แจ่มแจ้ง ก็หลงอยู่แค่อุปกิเลส ๑๐ ข้อ อย่างที่อาตมภาพได้กล่าวไว้เบื้องต้น เมื่อคนหลงอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ถึงธรรมะที่แท้จริง ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ไม่สามารถที่จะบรรลุเป็นพระสกทาคามี ไม่สามารถที่จะบรรลุเป็นพระอนาคามี ไม่สามารถที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลสขาดจากขันธสันดานได้ ในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะยกตนพ้นไปจากอบายภูมิ ไม่สามารถที่จะปิดประตูอบายภูมิได้

            เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลหลงใหล เมื่อหลงใหลแล้วก็ไม่ยินดีในของแท้ เปรียบเสมือนกับคนหลงใหลในทองปลอมไม่ยินดีในทองแท้ เพราะฉะนั้น การหลงใหลในสัทธรรมปฏิรูป จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระสัทธรรมของเรานั้นมันเสื่อมไปจากจิตจากใจของพุทธบริษัท ถ้าพุทธบริษัทมีจิตใจหมกมุ่นหลงอยู่กับของปลอมเหล่านี้ จิตใจไม่ถึงธรรม เมื่อจิตใจไม่ถึงธรรม ศรัทธามันก็ไม่บริบูรณ์ เมื่อศรัทธาไม่บริบูรณ์ การที่เราจะปกครองหรือว่าบริหารพระศาสนามันก็เป็นไปไม่ได้ เวลาเกิดข่าวคราวมาในพุทธศาสนา พระรูปนั้นไปเสียศีลกับสีกา หรือว่าไปยักยอกเอาเงินของสงฆ์ ไปกินเหล้าเมาสุรา ดื่มเบียร์ เป็นต้น เราก็ไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไม่อยากจะใส่บาตร ไม่อยากจะไปฟังเทศน์ฟังธรรม ไม่อยากจะไปเข้าวัดเข้าวา เดินจงกรม นั่งภาวนา นี่เรียกว่าศรัทธาของเรามันตกแล้ว

            แต่ถ้าบุคคลใดได้บรรลุธรรมจริง ๆ นับตั้งแต่พระโสดาบัน ถึงธรรมจริง ๆ แล้ว ในเมื่อข่าวคราวอย่างนี้เกิดขึ้นมาเขาก็ไม่หวั่นไหว เรียกว่าเป็นอจลศรัทธา ศรัทธาที่ไม่หวั่นไหวแล้ว ทำไมจึงไม่หวั่นไหว เพราะว่าการบรรลุธรรมนั้นแหละ มันปรากฏชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่ในจิตในใจของบุคคลนั้น แล้วก็ทำให้บุคคลนั้นเข้าใจว่าธรรมะหรือว่าพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ขึ้นอยู่กับบุคคล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสมอบพระพุทธศาสนาให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่มอบให้พระสารีบุตร ไม่มอบให้พระโมคคัลลานะ ไม่มอบให้พระมหากัสสปะ

            แต่พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ พระศาสนาคือพระธรรมวินัยของตถาคตนี้ บุคคลใดปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย บุคคลนั้นย่อมรู้แจ้งเห็นจริงในพระธรรมวินัย” เรียกว่าบุคคลใดปฏิบัติตามพระธรรมวินัยตามเหตุตามปัจจัยสมบูรณ์แล้ว บุคคลนั้นก็สามารถที่จะรู้ธรรมได้ เป็นผู้ทรงธรรมได้ เป็นผู้ทรงพระวินัยได้ เรียกว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมได้

            เพราะฉะนั้น ความผิดของบุคคลจึงเป็นส่วนของบุคคล ไม่เกี่ยวกับพระศาสนา สมมติว่าพระสองรูปสามรูป บุคคลหนึ่งไปต้องอาบัติเป็นปาราชิก บุคคลหนึ่งไปเดินจงกรมนั่งภาวนา บุคคลผู้ต้องอาบัติปาราชิกก็ตกนรกไป แต่บุคคลผู้ที่ปฏิบัติตามธรรมอยู่ก็สามารถที่จะได้บรรลุสมาบัติ วิปัสสนาญาณ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะว่ามันเป็นส่วนของบุคคล

            เหมือนกับกฎหมายของบ้านเมือง กฎหมายของบ้านเมืองนั้น คนอยู่ในบ้าน อยู่ในประเทศ อยู่ในตำบลอำเภอ บางคนทำผิดกฎหมาย ไปลักเล็กขโมยน้อยก็ถูกเขาจับไป แต่บุคคลผู้ไม่ลักเล็กขโมยน้อยเขาก็องอาจกล้าหาญ เพราะอะไร ? เพราะว่าไม่มีความผิด พระที่มีความผิด ก็ย่อมเศร้าหมองไป ย่อมตกนรกไป ย่อมสึกขาลาเพศออกไปจากพระศาสนาไป แต่พระที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลายจงเข้าใจพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาของเราทุกวันนี้ มีสิ่งที่มากัดกร่อน มีสิ่งที่มาทำลาย มีสิ่งที่จะมาทำให้ศาสนาของเรานั้นเสื่อมหายไปนั้นมีมากมายหลายประการ

            พระพุทธศาสนาของเรานั้นตกอยู่ในวงล้อมของสิ่งอันตรายทั้งหลายทั้งปวง ศาสนาอื่น ๆ เขาก็เผยแผ่เพื่อที่จะเอาญาติโยมนั้นไปเป็นสาวกของเขา ถ้าเราไม่มาสนใจในภาคประพฤติปฏิบัติธรรมจริง ๆ  แล้ว เราไม่มีจิตใจหนักแน่นจริง ๆ แล้ว ในที่สุดศาสนาของเราอันเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้จิตใจของเรามีความสุข มีความเย็นกายเย็นใจจริง ๆ ก็จะเสื่อมไป ลูกหลานของเราที่เกิดมาก็จะไปนับถือศาสนาอื่นหมด ในที่สุดโลกของเราก็จะไม่มีพุทธศาสนา ศาสนาที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้คนรู้แจ้งเห็นจริง ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน มีจิตใจประกอบด้วยเมตตาอารีย์เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นำสันติสุขมาสู่โลกจริง ๆ นั้นก็จะอันตรธานไป เพราะอะไร ? เพราะว่าเราไม่สนใจในภาคปฏิบัติธรรม

            วันนี้อาตมภาพ ได้น้อมนำเอาธรรมะในเรื่องพระสัทธรรมกำลังจะเลือนหาย มาแสดง ก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลายนั้นตื่นตัว ตื่นตัวในการนับถือพุทธศาสนา เราอย่านับถือพุทธศาสนาแต่ในสำมะโนครัว หรือว่านับถือแต่ปากเฉย ๆ เราต้องน้อมกาย น้อมวาจา น้อมใจของเราเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาด้วย เพราะพระพุทธศานานั้น ไม่สำเร็จเฉพาะการฟังเฉย ๆ ไม่สำเร็จเฉพาะการศึกษาตามตำรับตำรา แต่พระพุทธศาสนานั้นสำเร็จด้วยการปฏิบัติธรรม เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั่นแหละ พระองค์ทรงศึกษาจบ ๑๘ ปริญญา ได้ปริญญาถึง ๑๘ สาขา แต่ยังไม่สามารถที่จะบรรลุเป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้

            แต่เมื่อพระองค์ทรงนั่งคู้บัลลังก์ เดินจงกรม นั่งภาวนา ที่ใต้ต้นโพธิ์นั่นแหละ จึงสามารถได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สามารถสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้บรรลุธรรมตามพระองค์ได้ เพราะฉะนั้น การที่จะดำรงพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่เพียงแต่การฟังอย่างเดียว การอ่านตำรับตำราอย่างเดียว ต้องประพฤติปฏิบัติด้วย เพราะฉะนั้น อาตมภาพก็เป็นห่วงเป็นใย อยากให้พระศาสนานั้นดำรงอยู่ไปนาน ๆ จึงขอบอกข่าวในธรรมะก่อนนอนในวันนี้ ให้ญาติโยมผู้ที่เป็นพุทธบริษัททั้งหลาย ที่นับถือแล้วก็ดี ที่ยังไม่นับถือก็มาศึกษาประพฤติปฏิบัติเพื่อที่จะทำศาสนาของเราให้มั่นคง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นสิ่งที่จะทำให้โลกของเราร่มเย็นต่อไปชั่วกาลนาน.
11  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / พระสัทธรรมกำลังจะเลือนหาย โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) เมื่อ: 31 มกราคม 2567 14:06:40



พระสัทธรรมกำลังจะเลือนหาย
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ อ.อุบลราชธานี

           เจริญพรสาธุชนผู้ใคร่ในการสดับรับฟังพระธรรมเทศนาในธรรมะก่อนนอน วันนี้อาตมภาพก็ได้มีโอกาสมาบรรยายธรรมะให้ญาติโยมผู้ที่สนใจในการรับฟังธรรมะในภาคปฏิบัติได้เอาไปพินิจพิจารณาในหัวข้อเรื่องว่าด้วยพระสัทธรรมกำลังจะเลือนหาย

            ญาติโยมทั้งหลาย พระสัทธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกวันนี้กำลังจะเลือนหายไปจากโลกของเรา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? ก็เพราะว่า มนุษย์เรา ชาวโลกของเราทั้งหลายทุกวันนี้พากันนิยมวัตถุ นิยมสิ่งที่มันเป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม เห็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมนั้นเป็นของมีค่า เป็นสิ่งที่จะดลบันดาลให้ความสุขเกิดขึ้นมาให้ได้ แต่ลืมคิดถึงนามธรรมคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาในจิตในใจของเรา เพราะฉะนั้น ธรรมะหรือพระสัทธรรมนั้น จึงค่อย ๆ เลือนหาย หรือว่าค่อย ๆ จางไปจากจิตใจของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

            ในสมัยหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่พระเชตวัน ซึ่งเป็นอารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี อยู่ที่เมืองสาวัตถี ในครั้งนั้น พระมหาเถระเจ้าองค์หนึ่ง ชื่อว่าพระมหากัสสปะ เข้าไปกราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัย เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย แต่ภิกษุตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้นมีมาก และในบัดนี้ สิกขาบทมีมาก แต่ภิกษุที่ตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้นมีน้อย” องค์สมเด็จพระประทีปแก้วซึ่งเป็นศาสดาเอกของโลกนั้น พระองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อนกัสสปะ หมู่สัตว์ทั้งหลายนั้นเลวลง พระสัทธรรมกำลังจะเลือนหาย สิกขาบทจึงมีมาก ภิกษุที่ตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้นจึงมีน้อย ดูก่อนกัสสปะ สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมคำสั่งสอนของเราจักไม่หายไป ดูก่อนกัสสปะ สัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงจะเลือนหาย” อันนี้เป็นพระดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ตรัสแก่พระมหากัสสปะ

            พระองค์ทรงตรัสว่า หมู่สัตว์ทั้งหลายนั้นเลวลง พระสัทธรรมกำลังจะเลือนหาย หมู่สัตว์เลวลงนั้นหมายความว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นมีจิตใจหยาบลง มีจิตใจกระด้างลง เพราะในสมัยก่อนนั้น ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้บำเพ็ญบารมีมามาก จึงได้เกิดทันเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้พร้อมไปด้วยอสีติมหาปุริสลักษณะ เป็นผู้ที่เห็นลักษณะอันงดงามขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เห็นฤทธิ์ เห็นความอัศจรรย์ใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกได้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญบารมีมาร่วมกับพระองค์ แต่ในสมัยนี้บารมีของคนลดน้อยลงมาตามลำดับ ๆ

            ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ศาสนาของพระองค์นั้นจะเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ จนถึง ๕,๐๐๐ ปี ศาสนาของพระองค์ก็จะจืดจางแล้วก็หายไปจากโลก อันนี้มีหลักฐานไว้ในอรรถกถาที่ท่านกล่าวไว้ แต่คำว่าพระสัทธรรมกำลังจะเลือนหายนั้น พระสัทธรรมนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงหมายถึงพระสัทธรรม ๓ ประการ คือ ปริยัติสัทธรรม ปฏิปัตติสัทธรรม แล้วก็ปฏิเวธสัทธรรม แต่พระสัทธรรมนั้นจะเลือนหายได้ ก็เพราะว่ามีสัทธรรมปฏิรูป สัทธรรมปฏิรูปคือของปลอม คือธรรมปลอมไม่ใช่ธรรมแท้ คล้าย ๆ กับว่า ธรรมปลอมยังไม่เกิดขึ้น ธรรมแท้ก็ยังคงอยู่

            แต่เมื่อธรรมปลอมเกิดขึ้น ธรรมแท้ก็หายไปจากโลก คล้าย ๆ กับว่าทุกวันนี้คนไม่นิยมของแท้ แต่ดันไปนิยมของปลอม เพราะอะไร ? เพราะว่าของแท้มันหายาก คนที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ นั้นหายาก จะปฏิบัติได้บรรลุคุณธรรมนั้นหายาก คนก็เลยไม่สนใจ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัตินั้นมันลำบาก ต้องอดตาหลับขับตานอน ต้องเดินจงกรม ต้องนั่งภาวนา ต้องใช้ความเพียรมาก ไม่เหมือนกับของปลอม ของปลอมคือของที่ไม่จริง เป็นของเก๊ คือสิ่งที่มันเป็นอุปกิเลส ปฏิบัติเดินจงกรมนั่งภาวนามันก็เกิดขึ้นมา

            เพราะฉะนั้นของปลอมนั้นคนจึงมีความต้องการ เหมือนกับทองปลอม ทองปลอมนั้นเป็นของที่มีขายอยู่ทั่วทุกมุมตลาด เป็นของที่ไม่มีราคาแพง แต่ก็มีความสวยไม่แพ้ของจริง เมื่อทองปลอมมันมีมาก แล้วก็ราคาถูก หาได้ง่าย ประดับประดาตกแต่งร่างกายสวยเหมือนกัน คนก็เลยไม่อยากจะซื้อทองแท้ อยากจะหาทองปลอมไปประดับชั่วคราวก็สวยได้เหมือนกัน ในที่สุดคนก็เมินทองแท้ ทองคำแท้ที่เป็นทองนพคุณ ทองนพเก้า หรือว่าทองชมพูนุช อันเป็นทองบริสุทธิ์บริบูรณ์นั้นคนก็ไม่ต้องการ อันนี้ฉันใด ธรรมะในภาคปฏิบัติก็เหมือนกัน ในเมื่อการประพฤติปฏิบัติที่จะยังวิปัสสนาญาณให้เกิด ยังการบรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ นั้นมันลำบากยากเย็น ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน ต้องอาศัยบารมีจริง ๆ จึงจะสามารถยังคุณธรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาได้ เมื่อการประพฤติปฏิบัติมันลำบากอย่างนั้น คนก็เลยไม่ต้องการ คนก็เลยหันไปยึดอยู่ในอุปกิเลส เรียกว่าสัทธรรมปฏิรูป คือการบรรลุธรรมปลอม เห็นธรรมปลอม บรรลุธรรมปลอม สัทธรรมปฏิรูปนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ๑๐ ประการ คือ

            ประการที่ ๑ ท่านกล่าวไว้ว่า โอภาสคือแสงสว่าง โอภาสนี้ท่านกล่าวว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูป คือขณะที่เราเดินจงกรมไป นั่งภาวนาไป จิตใจของเราเริ่มสงบลงเป็นสมาธิ เริ่มสงบลงไป ๆ เมื่อมันสงบลงไปถึงขั้นอุปจารสมาธิ ขณะที่มันจะลงไปอุปจารสมาธินั่นแหละ มันเกิดแสงสว่างขึ้นมา แสงสว่างอาจจะเป็นแสงเดียวเท่ากับแสงไฟฉายก็ดี เท่ากับตารถยนต์ก็ดี เท่ากับตารถไฟก็ดี เป็นแสงเดียวก็ตาม บางครั้งเราภาวนายุบหนอพองหนอไป ภาวนาไปดี ๆ จิตมันเริ่มสงบลง ๆ แสงมันก็ปรากฏอยู่ที่สะดือ อยู่ที่อาการพองอาการยุบก็มี เมื่อเอาจิตไปเพ่งมัน ขณะที่เอาจิตไปเพ่งมัน แสงนั้นมันก็ลอยขึ้นมาอยู่หน้าอก แล้วก็หลุดออกไปข้างหลังก็มี หรือว่าลอยขึ้นมาแล้วก็หลุดออกไปทางกระหม่อมก็มี บางคนก็เห็นแสงอยู่ภายนอก ขณะที่เดินจงกรม เดินไปเดินมา ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พุทโธ ๆ ไปก็เกิดแสงขึ้นมา ปรากฏแสงขึ้นมา ทำให้แสงนั้นมันมากระทบตาของเรา เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การเดินจงกรมนั้นมันไม่ถนัด พอกำหนดว่าเห็นหนอ ๆ แสงนั้นมันแตกออกเป็นหลายแสงก็มี

            บุคคลผู้ที่ประพฤติปฏิบัติก็อาจจะว่าเห็นเป็นดวงธรรม คิดว่าเราบรรลุธรรมแล้ว เห็นคุณวิเศษแล้ว แสงนี้คงจะเป็นการบรรลุมรรค ก็เกิดการเห็นผิดที่ว่าการเห็นอุปกิเลสเห็นโอภาสแค่นี้เป็นการบรรลุมรรคผล ก็อยากเห็นเรื่อย ๆ อยากเห็นเนือง ๆ อยากเห็นเป็นประจำ ไม่สำเหนียกพิจารณาถึงรูปถึงนาม ว่ารูปนามมันเกิดขึ้นมายังไง มันตั้งอยู่ยังไง มันดับลงไปยังไง วิปัสสนาญาณมันก็ไม่เกิด ในที่สุดมันก็ติดแค่อุปกิเลสคือโอภาสแสงสว่างเท่านั้น อันนี้ก็ถือว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูปเป็นธรรมปลอมเหมือนกัน เหมือนอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้แหละ

            บางสำนักที่มีลูกศิษย์ลูกหา สอนลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศแล้วก็มี ดังทั่วประเทศแล้วก็มี ดังไปถึงต่างประเทศก็มี ดังไปทั่วโลกก็มี เพราะอะไร เพราะว่าหลง หลงในแสงสว่าง เห็นว่าพระนิพพานนั้นเป็นเมือง เป็นที่อยู่ เป็นที่อาศัย มีวิมาน มีปราสาท มีนางกำนัลล์ มีอาหารทิพย์ มีอะไรเต็มไปหมด เรียกว่านิพพานปลอม เห็นนิพพานเป็นอัตตา เป็นตัวเป็นตน นิพพานไม่ใช่อัตตา เรียกว่ามีความเห็นผิด เพราะว่าไปยึดถือในแสงสว่าง เห็นแสงสว่างเป็นดวงแก้ว แล้วก็อธิษฐานให้แสงสว่างนั้นมันเคลื่อนมาอยู่ตรงโน้นตรงนี้ แล้วก็สามารถที่จะอธิษฐานให้เห็นโน่นเห็นนี่ เห็นปราสาท เห็นวิมาน ก็คิดว่านั่นแหละเป็นธรรมวิเศษ นั่นแหละเป็นพระนิพพาน แต่ที่จริงไม่ใช่  พระนิพพานนั้นคือการดับกิเลส เกิดขึ้นที่ใจของเรา ตั้งอยู่ที่ใจของเรา แล้วก็ดับลงที่ใจของเรา เพราะฉะนั้นนิพพานนั้นจึงไม่ใช่โอภาสหรือแสงสว่าง โอภาสคือแสงสว่างนั้นจึงถือว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูป เป็นของปลอม

            ประการที่ ๒ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ญาณ ณาณะ คือความรู้ ความรู้นี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนเห็นผิดได้เหมือนกัน เพราะขณะที่เดินจงกรมนั่งภาวนาไป เกิดความรู้ขึ้นมา ทำไมถึงเกิดความรู้ขึ้นมา เพราะว่าขณะที่เดินจงกรม จิตใจของเรามันมุ่งอยู่กับอาการขวาย่างซ้ายย่าง ขณะที่นั่งภาวนาอยู่ มันอยู่กับอาการพองอาการยุบ มีจิตมุ่งตรงอยู่กับรูปกับนาม จิตใจไม่ซัดส่ายไปถึงอดีต ไม่ซัดส่ายไปถึงอนาคต อยู่กับปัจจุบันธรรม จิตใจมันก็เป็นอิสระ

            เมื่อจิตใจมันเป็นอิสระ มันปลอด มันโปร่ง มันว่าง มันสงบ เมื่อจิตใจมันปลอดโปร่งว่างสงบ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาขึ้นมา เกิดความรู้ขึ้นมา สามารถที่จะเทศน์ได้กว้างขวางพิศดาร อย่างเรานึกว่าจะเทศน์เรื่องความอดทน เรานึกเรื่องความอดทน ไม่รู้ว่าคำเทศน์คำสอนมันมาจากไหน เราจะเทศน์เรื่องความเพียร ไม่รู้ว่าคำเทศน์คำสอนมันมาจากไหน เรานึกทั้งวันมันก็ไม่หมด นึกเป็สองสามวันสี่วันห้าวันมันก็ไม่หมด ผลสุดท้ายจิตใจมันก็เหม่อลอยไปตามอารมณ์ต่าง ๆ ลืมพิจารณารูป ลืมพิจารณานาม วิปัสสนาญาณมันก็ไม่เกิด มันมีแต่จะคิดไปเรื่อย ๆ ๆ คิดว่าตนเองนั้นคงจะบรรลุธรรมแล้ว ถ้าไม่บรรลุธรรมมันก็คงไม่แตกฉานถึงขนาดนี้ มันคงไม่เข้าใจสภาวธรรมมากมายถึงขนาดนี้ เราคงบรรลุธรรมแล้ว เกิดความเห็นผิด เอาไปเทศน์ไปสั่งสอนญาติโยม สามารถเทศน์ได้คล่องแคล่วว่องไวดี เพราะอะไร ? เพราะว่าในขณะนั้น จิตใจมันเป็นอิสระ จิตใจมันไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ มันก็เลยสามารถที่จะเทศน์ได้กว้างขวาง สุขุม คัมภีรภาพ คล่องแคล่วว่องไว แต่นั่นมันเป็นธรรมปลอม คือมันไม่ตั้งอยู่ได้นาน ในเมื่อสมาธิมันเสื่อม การปฏิบัติลดลง ไม่เดินจงกรม ไม่นั่งภาวนา สิ่งเหล่านี้มันก็เสื่อมไป เมื่อเสื่อมไปจิตใจมันก็ตกเข้าสู่สภาวะเดิม อันนี้เรียกว่าธรรมปลอม

            ประการที่ ๓ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ปีติ ปีตินี้ก็ถือว่าเป็นธรรมปลอม เป็นของปลอม เป็นสัทธรรมปฏิรูป ที่ปลอมก็เพราะว่าเราไปยึดมั่นถือมั่น แต่ปีตินั้นก็เป็นของจริง เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความเอิบอิ่มจิตใจ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจของเรามันชุ่มชื่น เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจของเรามันกระปรี้กระเปร่า กายของเราเวลามันหิวข้าวนี่มันทุรนทุราย กระวนกระวาย อยากจะรับประทานอาหาร แต่เมื่อเรารับประทานอาหารแล้ว ได้รับประทานอาหารที่เอร็ดอร่อย  ร่างกายของเราก็มีความสุข มีความอิ่ม มีความระงับการทุรนทุรายกระวนกระวาย อันนี้ฉันใด ใจของเราก็เหมือนกัน มันทุรนทุรายไปด้วยรูป ด้วยเสียง ด้วยกลิ่น ด้วยรส ด้วยราคะ ด้วยตัณหา ด้วยมานะ ด้วยทิฏฐิ ทุรนทุรายอยู่เป็นประจำ

            แต่เมื่อปีติมันเกิดขึ้นมา ความทุรนทุรายเหล่านั้นมันระงับสงบลง เกิดความอิ่มเอิบ จิตใจมันเย็นฉ่ำแช่อยู่ในอำนาจของปีติ เมื่อมันเป็นลักษณะอย่างนี้ บุคคลผู้ไม่เคยเสพปีติก็คิดว่า โอ ธรรมวิเศษนั้นคงจะเกิดแก่เราแล้ว ตามธรรมดาจิตใจของเรามันวุ่นวายกวัดแกว่งไปอยู่ตลอดเวลา แต่วันนี้ทำไมจิตใจของเราชุ่มฉ่ำเย็น มีความสุข คนในโลกนี้จะสุขเหมือนเราหรือเปล่า หรือว่าเราสุขคนเดียว สงสัยว่าเราคงจะบรรลุธรรมแล้ว คงจะเห็นธรรมวิเศษแล้ว อาจจะคิดอย่างนั้นก็ได้ ปีตินี้ถือว่าเป็นธรรมปลอม เพราะอะไรจึงเป็นธรรมปลอม เพราะว่า มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ถ้าสมาธิของเราลดลง ปีติมันก็หายไป สมาธิของเราไม่มี ไม่ตั้งมั่น ปีติของเราก็หายไป สภาวะจิตใจของเราก็สู่ปกติ เพราะฉะนั้น เมื่อปีติเกิดขึ้นมาเราอย่าหลงว่ามันเป็นของแท้ ว่ามันเป็นการบรรลุมรรคผล อันนี้เป็นการกล่าวโดยย่อ

            ประการที่ ๔ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ปัสสัทธิ ปัสสัทธิคือความสงบกาย แล้วก็ความสงบเจตสิกคือใจของเรา สงบแน่นิ่งลงไป ร่างกายของเราแข็ง แข็งเหมือนกับท่อนไม้ แข็งเหมือนกับปลาแช่แข็ง บางคนก็แข็งครึ่งตัวมาถึงเอว บางคนก็แข็งถึงหน้าอก บางคนก็แข็งถึงไหล่ บางคนก็แข็งหมดทั้งตัว จะเหลียวซ้ายแลขวา หันซ้ายหันขวาไม่ได้ เพราะอะไร ? เพราะว่ากายมันสงบมาก ใจมันสงบมาก ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ร่างกายของเรามันแข็ง เราสามารถที่จะยกได้ เวลานั่งอยู่เราสามารถที่จะจับขายกขึ้นไปได้เลย โดยที่มันไม่หลุดออกจากกัน เวลานอนเข้าสมาธิไป ร่างกายมันเป็นปัสสัทธิมาก บุคคลหนึ่งจับเท้า อีกคนหนึ่งจับหัว ก็สามารถที่จะยกไปเหมือนกับท่อนไม้ได้ อันนี้มันเป็นอำนาจของปัสสัทธิ

            บุคคลผู้ที่มีปัสสัทธิมาก ๆ เวลาปัสสัทธิเกิดขึ้นมาแล้ว ร่างกายมันจะแข็งทื่อไปหมด จิตใจจะไม่ฟุ้งซ่าน จิตใจมันจะนิ่งอยู่กับอาการพองอาการยุบ จิตใจมันจะนิ่งอยู่กับรูปกับนาม ในลักษณะอย่างนี้กิเลสมันก็ไม่เกิด ราคะก็ไม่เกิด โทสะก็ไม่เกิด โมหะก็ไม่เกิด มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปทาน อะไรต่าง ๆ นั้นไม่เกิด เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่เกิด บุคคลผู้ที่เกิดปัสสัทธินั้นแหละก็คิดว่า ตามธรรมดาจิตใจของคนนั้นต้องแออัดยัดเยียดไปด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลง ไม่ว่างไปจากความโกรธ ความโลภ ความหลง กิเลสนั้นไม่เคยว่างไปจากจิตใจของสรรพสัตว์ทั้งหลาย แต่ขณะนี้ทำไมจิตใจของเรามันจึงละเอียด จิตใจของเรามันจึงสงบแน่นิ่งขนาดนั้น สงสัยเราคงจะบรรลุธรรมแล้วหนอ อาจจะคิดอย่างนั้นก็ได้ เพราะอะไร เพราะว่าไม่เคยรู้ว่าอาการเช่นนี้มันเป็นอำนาจของปัสสัทธิ มันเป็นอำนาจของการสงบกายสงบเจตสิกเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น ในเมื่อเราออกจากสมาธิมา สมาธิมันลด หรือว่าสมาธิมันคลาย ปัสสัทธิมันก็คลายทันที เมื่อคลายทันทีมันก็เสื่อม เรียกว่ามันไม่เป็นของจริง บางคนไม่เข้าใจการบรรลุมรรคผลก็คิดว่า แค่การสงบเป็นปัสสัทธินั้นเป็นการบรรลุมรรคผล อย่างนี้ก็มี อันนี้ก็ถือว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูปข้อที่ ๔

            ประการที่ ๕ ก็คือ สุข สุขนั้น ขณะที่บุคคลเดินจงกรมนั่งภาวนานั้น มันเป็นสุขที่ละเอียดอ่อนเหลือเกิน บุคคลผู้ที่ไม่เคยได้รับความสุขก็อาจจะหลงได้ คือเมื่อเราเดินจงกรมก็ดี นั่งภาวนาก็ดี ขณะที่เราเดินเรามีจิตใจจดจ่ออยู่กับอาการขวาย่างซ้ายย่าง ยกขึ้นก็รู้ ย่างไปก็รู้ เหวี่ยงเท้าลงก็รู้ เหยียบลงก็รู้ มีสติแนบแน่นอยู่กับอาการยก อาการย่าง อาการเหยียบ ขณะที่นั่งภาวนาเราก็มีสติกำหนดอยู่ที่อาการพองอาการยุบ ลมหายใจเข้า  ท้องมันพองขึ้นมา ต้นพองเราก็รู้ กลางพองเราก็รู้ สุดพองเราก็รู้ เวลาเราหายใจออก ขณะที่เราหายใจออกนิดหนึ่ง เริ่มหายใจออก ท้องเราก็เริ่มยุบหนึ่งเส้นขนบ้าง สองเส้นขนบ้าง ท้องเริ่มยุบลง ต้นยุบเราก็รู้ กลางยุบเราก็รู้ สุดยุบเราก็รู้ มีสติแนบแน่นอยู่กับรูปกับนามอยู่ในลักษณะนี้ จิตใจมันไม่เผลอไปอดีต ไม่เผลอไปอนาคต ไม่เหม่อลอยไปตามอารมณ์ ไม่เหม่อลอยไปตามเวทนาต่าง ๆ จิตใจแน่นิ่งอยู่กับปัจจุบันธรรม

            เมื่อจิตใจแน่นิ่งอยู่กับปัจจุบันธรรม ความสุขมันเกิดขึ้นมาคราวนี้ ความสุขที่เป็นอุปกิเลสเนี่ย เป็นธรรมปลอม มันเกิดขึ้นมา ขณะที่ความสุขมันเกิดขึ้นมานั้นมันรู้สึกว่ามันสุขมาก ยืนมันก็สุข นั่งมันก็สุข นอนอยู่ก็สุข อาบน้ำอยู่มันก็สุข ฉันอยู่มันก็สุข เราถ่ายอุจจาระปัสสาวะมันก็มีความสุข เราจะทำยังไงมันก็มีความสุข จนคิดว่า ถ้าไม่บรรลุธรรมมันคงไม่สุขอย่างนี้แน่นอน เราก็ไปเดินจงกรมตากแดด ไปนั่งตากแดด แทนที่จิตใจมันจะหงุดหงิด แทนที่จิตใจมันจะรำคาญ

            แต่ในขณะที่นั่งตากแดดนั้นจิตใจมันชุ่มฉ่ำเย็นสบาย มีความอิ่มเอิบ มีความสุขเหลือเกิน คล้าย ๆ กับว่าตนเองนั้นนั่งอยู่ในห้องแอ จิตใจมันเย็นฉ่ำ คล้าย ๆ ว่าความโกรธมันดับไปแล้ว โมหะมันดับไปแล้ว โทสะมันดับไปแล้ว กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดมันหมดไปจากจิตจากใจแล้ว คิดถึงความโกรธไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร คิดถึงราคะไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร คิดถึงความหลง ไม่รู้ว่าอะไรมันเป็นความหลงแน่นอน คือจิตใจมันมีความสุขมาก คิดถึงบุคคลผู้ที่ทำให้เราโกรธ แต่ก่อนถ้าคิดถึงบุคคลที่ทำให้เราโกรธมันต้องกำหมัดกัดฟันคิดจะแก้แค้น

            แต่เมื่อจิตใจของเรามันเป็นลักษณะนั้น คิดถึงบุคคลที่ทำให้เราโกรธแล้ว จิตใจของเรามันเย็น จิตใจของเรามันมีความสุข แทนที่จะอาฆาตพยาบาท ความอาฆาตพยาบาทไม่รู้ว่ามันหายไปไหน บุคคลผู้ที่ไม่เคยเป็น บางครั้งมันก็เป็นหนึ่งวันบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง สี่วันบ้าง ห้าวันบ้าง เป็นอาทิตย์ก็มี แล้วแต่บุญวาสนาบารมี แล้วแต่สมาธิของแต่ละรูปแต่ละท่าน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว คล้าย ๆ กับว่าหมดกิเลส มีความสุขทุกอิริยาบถ เราจะทำยังไงมีความสุขหมด ไม่มีใครที่จะสามารถพรากความสุขออกไปจากจิตจากใจของเราได้ แต่เมื่อสมาธิมันเสื่อม วิปัสสนาญาณมันเสื่อม คราวนี้ ความสุขมันหายแว็บไปเลย คล้าย ๆ กับว่าเราเทน้ำลงทะเลทราย หายแว็บไปเลย ไม่รู้ว่ามันหายไปไหน ไม่รู้ว่าความสุขที่เกิดขึ้นมาในจิตในใจของเราอยู่ดี ๆ เนี่ยมันหายแว็บไปเลย

            เหมือนกับเงาของเรา ในเมื่อเราเข้าไปสู่แสงไฟ ขณะที่เราเดินไป ขณะที่เราเดินตากแดด เงาของเรามันก็เดินตามเราไปด้วย เราเดินเร็ว เงาของเราก็เดินเร็วด้วย เดินช้า เงาของเราก็เดินช้าด้วย เราหยุด เงาของเราก็หยุดด้วย ความสุขที่มันเกิดขึ้นมาก็เหมือนกัน เราเดินเร็วมันก็สุข เรานั่งมันก็สุข เรายืนมันก็สุข เราอยู่ยังไงมันก็สุข แต่เมื่อเราเดินเข้าไปในร่ม ไม่รู้ว่าเงามันหลบไปไหน ความสุขที่มันหายไปในขณะที่มันเกิดขึ้นมานี่แหละ ไม่รู้ว่ามันหายไปไหน อันนี้ฉันใด อุปกิเลสคือธรรมะของปลอม คือความสุขที่มันปลอมเนี่ย มันไม่รู้มันหายไปไหน เรียกว่ามันเสื่อมไป มันไม่เป็นของจริง มันไม่เป็นสุขที่ถาวรเหมือนกับการบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ที่ปฏิบัติไป ๆ แล้วเกิดความสุขขึ้นมาจึงไม่ควรหลงของปลอม เพราะอาจจะเป็นความสุขที่เกิดขึ้นมาจากอุปกิเลสก็ได้ ไม่ใช่เป็นความสุขที่เกิดจากการบรรลุมรรคผล เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ผู้ฟังทั้งหลายนั้นจงพยายามให้ความละเอียดต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม อย่าหลงง่าย ๆ อันนี้เป็นอุปกิเลส หรือว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูปข้อที่ ๕

            ประการที่ ๖ ก็คือ อธิโมกข์ อธิโมกข์ คืออะไร ? อธิโมกข์ก็คือน้อมใจเชื่อเกินไป เป็นศรัทธาอธิโมกข์ น้อมใจเชื่อเกินไป คือบุคคลผู้ที่ไม่เคยประพฤติปฏิบัติธรรม จิตใจหมกมุ่นอยู่กับความโกรธ ความโลภ ความหลง หมกมุ่นอยู่กับความเห็นแก่ตัว หมกมุ่นอยู่กับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรสที่น่าชอบใจ สิ่งไหนน่าชอบใจก็ไขว่คว้าเอา ขวนขวายเอา โกงเอา แต่ว่าสิ่งไหนที่ไม่ชอบใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ไหนที่ไม่ชอบใจก็ไม่เอา ต้องการที่จะหนี ต้องการที่จะหลีก ต้องการที่จะพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ จิตใจมันหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา หมกมุ่นอยู่กับสิ่งสกปรกคือกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดอยู่ตลอดเวลา

            เมื่อจิตใจมันหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา พอเดินจงกรมนั่งภาวนา จิตใจมันเป็นไท จิตใจมันเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส มันก็เกิดศรัทธาขึ้นมา แต่มันเป็นศรัทธาที่ขาดปัญญา เป็นศรัทธาที่ไม่ประกอบไม่สัมปยุตไปด้วยความรู้คือญาณ เป็นวิปปยุต คือไม่ประกอบไปด้วยญาณ ไม่ประกอบไปด้วยความรู้ ไม่ประกอบไปด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง มันจึงหลง เมื่อศรัทธาตัวนี้เกิดขึ้นมามันก็เดินจงกรมมาก เดินจงกรมนั่งภาวนามาก เดินเป็นหนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง สามชั่วโมง สี่ชั่วโมง ห้าชั่วโมง หกชั่วโมง เดินไม่หยุด แดดออกก็เดินตากแดด ฝนตกก็เดินตากฝน ยุงมันจะมากมายขนาดไหนก็ตาม ก็เดินฝ่าดงยุงอยู่นั่นแหละ ไม่มีอะไรที่จะทำให้สะทกสะท้านในการประพฤติปฏิบัติได้ เพราะอะไร ? เพราะว่าศรัทธามันเกิดขึ้นมามาก

            เวลานั่งก็เหมือนกัน นั่งไปเป็นหนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง สามชั่วโมง แดดมันจะมารบกวนก็ตาม แดดมันจะส่องมาถึงก็ตาม ก็นั่งตากแดดอยู่นั้น ฝนตกก็ไม่หนี นั่งอยู่นั่นแหละ ยุงมากัดเต็มก็ไม่ลุกก็ไม่หนี เพราะอะไร ? เพราะว่าศรัทธามันเกิดมาก เกิดความศรัทธามาก เอาชีวิตของตนเองนี่บูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยากจะขายไร่ ขายนา ขายทรัพย์สินที่มีอยู่มาเป็นงบประมาณในการเผยแผ่ ในการเดินจงกรมนั่งภาวนา อยากจะให้คนทั้งโลกรู้ว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนี้มันประเสริฐจริง มันดีจริง มันมีความสุขจริง มันเกิดความรู้จริง อยากจะให้เขารู้ อยากจะให้คนทั้งโลกรู้ อยากจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ทรัพย์สินสมบัติทุกอย่างที่มีอยู่นั้นมาให้การปฏิบัติหมด เรียกว่าเกิดศรัทธาขึ้นมามากจนไม่สามารถที่จะระงับตัวเองไว้ได้ เรียกว่าศรัทธามากเกินไป

            บุคคลผู้เกิดศรัทธามากขึ้นมาในลักษณะนี้อาจจะคิดว่า ตามธรรมดาจิตใจของปุถุชนผู้หนาแน่นไปด้วยอำนาจของกิเลส ตามธรรมดาจิตใจของปุถุชนผู้มืดไปด้วยอวิชชาคือความไม่รู้ จะศรัทธาถึงขนาดนี้คงเป็นไปไม่ได้ จิตใจของเราคงบรรลุธรรมแล้ว ถ้าไม่บรรลุธรรมคงจะไม่ศรัทธามากถึงขนาดนี้หรอก เราเกิดมาเราไม่เคยศรัทธามากขนาดนี้ จิตใจของคนมันถูกความตระหนี่มัจฉริยะนั้นรึงรัดอยู่ การที่จะบริจาคทานไปห้าบาทสิบบาดคิดแล้วคิดอีก จะถวายทานแต่ละครั้งก็คิดแล้วคิดอีก กว่าที่จะถวายทานได้ แต่เมื่อเรามาปฏิบัติธรรมแล้วทำไมเราสามารถที่จะทำได้หมด แม้แต่ชีวิตของเราก็บูชาได้ ถ้าเราไม่บรรลุธรรมแล้ว จิตใจของเราคงจะไม่เป็นอย่างนี้ คิดว่าตนเองบรรลุธรรมแล้ว อย่างนี้ก็มี แ

            ต่เมื่อศรัทธามันลดลง ความตระหนี่มันก็ครอบงำจิตใจเหมือนเดิม ความเหนียวแน่น ความห่วงหาอาลัยไม่อยากตายมันก็เกิดขึ้นมาเหมือนเดิม ความห่วงทรัพย์สินเงินทอง ห่วงบุตร ห่วงสามี ห่วงภรรยา ห่วงเรือกสวนไร่นา มันก็เกิดขึ้นมาเหมือนเดิม ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่ามันเป็นของปลอม ยังไม่เป็นศรัทธาที่ประกอบไปด้วยญาณ เรียกว่าศรัทธาญาณสัมปยุตต์ ประกอบไปด้วยมรรค ประกอบไปด้วยผล เป็นอจลศรัทธา คือศรัทธาไม่หวั่นไหว คือศรัทธาของผู้บรรลุมรรคผล นับตั้งแต่พระโสดาบันไป ก็ถือว่าเป็นอจลศรัทธา เพราะฉะนั้น ศรัทธาที่พูดในลักษณะเบื้องต้นนั้นจึงเป็นของปลอม เป็นสัทธรรมปฏิรูป

            ประการที่ ๗ คือ ปัคคัยหะ ปัคคัยหะนั้นก็คือความเพียร ความเพียรเมื่อเกิดขึ้นมาในจิตใจของผู้ประพฤติปฏิบัติ สามารถที่จะอดนอนก็ได้ อดนอนเป็นหนึ่งวัน สองวัน สามวัน สี่วัน ห้าวัน สิบวัน สิบห้าวัน ยี่สิบวัน ยี่สิบห้าวัน เป็นต้น สามารถที่จะอดได้ อดนอนจนเดินชนต้นไม้ อดนอนเดินจงกรมจนเซซ้ายเซขวา หรือว่านั่งภาวนาจนคอพับไปพับมาก็ไม่ยอมนอน เพราะอะไร ? เพราะว่าความเพียรมันกล้า บางครั้งก็อดอาหาร หนึ่งวันบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง สี่วันบ้าง ห้าวันบ้าง

            บางครั้งก็อดอาหารฉันวันเว้นวัน ฉันวันเว้นวัน ฉันหนึ่งวันเว้นสองวัน ฉันสองวันเว้นไปสามวัน ฉันสามวันเว้นไปสี่วัน ฉันสี่วันเว้นไปห้าวันก็มี เพราะอะไร เพราะว่าศรัทธามันกล้า เพราะว่าความเพียรมันกล้า มันคิดว่าเราเดินจงกรมขนาดนี้ เราอดอาหารขนาดนี้ เราอดนอนขนาดนี้ เรายังไม่ได้บรรลุธรรมเลย บุคคลเดินจงกรมธรรมดาจะบรรลุธรรมได้อย่างไร มันคิดขึ้นมาอย่างนั้น เราอดอาหารขนาดนี้ เราอดนอนขนาดนี้ เราทำความเพียรขนาดนี้ เรายังไม่บรรลุมรรคผล นับประสาอะไรกับคนที่ฉันปกติ ปฏิบัติปกติ จะบรรลุมรรคผล คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะมรรคผลนั้นมันต้องเหนือตาย มันต้องอยู่ฟากตาย มันต้องอยู่เหนือความตาย มันคิด เพราะอะไร ? เพราะว่าความเพียรมันมาก คิดเห็นความเพียรของบุคคลอื่นเป็นของกระจอก ไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เพราะว่าตนทำมามาก ในลักษณะอย่างนั้น

            บางคนก็เข้าใจผิดเลยว่า ตามธรรมดาจิตใจของปุถุชน จิตใจของคนที่ไม่บรรลุธรรมแล้ว จะทำความเพียรถึงขนาดนี้มันเป็นไปได้หรือ เราคงจะบรรลุธรรมแล้วแหละ เราจึงจะสามารถที่จะอดอาหารได้ถึงขนาดนี้ สามารถที่จะอดหลับอดนอนได้ถึงขนาดนี้ สามารถที่จะทำความเพียรได้ถึงขนาดนี้ หรือว่าเราบรรลุธรรมไปแล้ว อาจจะคิดอย่างนั้นก็ได้ ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าเป็นของปลอม เพราะว่าความเพียรในขณะที่ศรัทธามันเกิดมันก็ทำได้ แต่เมื่อศรัทธามันลดลง มันก็ไม่สามารถที่จะทำได้ มันก็ห่วงหาอาลัย กลัวโรคภัยไข้เจ็บมันเบียดเบียน กลัวโรคภัยไข้เจ็บมันแซกซ้อน ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าเป็นของปลอม

            ประการที่ ๘ คือ อุปัฏฐานะ คือจิตของเราเข้าไปปรากฏชัด คือขณะที่เราเดินจงกรมนั้น สติของเรามันปรากฏชัดมาก เมื่อจิตของเราปรากฏชัดมากมันก็คิดมาก สติปรากฏชัดในหลักทางการประพฤติปฏิบัตินั้นมันไม่เหมือนทางโลก ทางโลกสติมันปรากฏชัดก็ถือว่าดี แต่ว่าในทางการประพฤติปฏิบัตินั้น เมื่อสติปรากฏชัดแล้วมันจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้คิดมาก เรานั่งภาวนาอยู่นี่ เราคิดเป็นร้อย ๆ เรื่อง พัน ๆ เรื่อง ไม่รู้ว่ามันคิดมายังไง เรานั่งภาวนาอยู่คิดไปเป็นร้อย ๆ เรื่อง พัน ๆ เรื่อง แค่นั่งภาวนาห้านาทีสิบนาที ไม่สามารถที่จะหยุดความคิดของตัวเองได้

            ความคิดของเรามันไหลออกมาเป็นกระแสเหมือนกับสายน้ำ มันเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ ดับไป เรื่องใหม่เกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ ดับไป เรื่องใหม่เกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ ดับไป มันสืบเนื่องไปไม่มีช่องว่าง แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะหยุดความคิดของตัวเองได้ เห็นความคิดของตัวเองไหล ๆ ๆ ออกจากสมอง ไหลออก ๆ ๆ ไม่รู้วิธีว่าจะหยุดมันยังไง ไม่มีสติบังคับความคิดของตัวเอง ก็เลยคิดว่าตัวเองนั้น คล้าย ๆ กับว่าจะเป็นบ้าไปในช่วงนั้น เพราะว่ามันบังคับไม่ได้ มันไหลออก ๆ ๆ ความคิดมันไหลออก เราคิดเรื่องใดมันก็ไหลไป บางครั้งเราไม่ได้คิด มันไหลออกไปเองของมันโดยอัตโนมัติ คิดไป ๆ ๆ บางครั้งก็ขาดสติ เพราะว่าเดินก็คิด นั่งก็คิด ฉันก็คิด เว้นแต่นอนหลับ หรือว่ามีจิตใจเหม่อลอยไปตามอำนาจของความคิด บางคนคิดในลักษณะอย่างนี้ ถ้ากำหนดไม่อยู่ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เสียผู้เสียคนได้ อันนี้ถือว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูปข้อที่ ๘

12  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / Re: ถาม-ตอบปัญหาธรรม กับพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี เมื่อ: 21 มกราคม 2567 12:37:16




ชอบฝันชอบคิด
ถาม : เมื่อ ๒ – ๓ วันขับรถไปทำงาน มีคนบ้าหกคะเมนตีลังกามาตามถนน แต่แปลกพอมาเจอศาลพระภูมิเขาก็นั่งไหว้ได้ ตรงนั้นเป็นสัญญาความจำหรือเป็นอนุสติ

พระอาจารย์ : ถ้าเห็นอะไรจำได้ก็เป็นสัญญา พอมาเจอศาลพระภูมิก็จำได้ว่าเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องแสดงความเคารพ เขามีสติอยู่ในระดับที่จะรับรู้สัญญานั้น ถ้าเขาไปเห็นในสิ่งที่เขาไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร เขาก็ปล่อยไปตามความสบายใจ อยากจะทำอะไรก็ปล่อยให้ทำไป อยากจะกระโดดโลดเต้น อยากจะร้องห่มร้องไห้ ก็ทำไป สตินี้มีอยู่ด้วยกันทุกคน จะมีมากหรือมีน้อยเท่านั้นเอง  คนที่เสียสตินี่มีสติน้อยมาก ใจลอยไปตามความคิดปรุงต่างๆ ไม่ได้อยู่กับเหตุการณ์รอบด้าน ไม่มีสัญญาความจำที่จะแยกแยะว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นใครเป็นอะไร ควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร สติเป็นตัวดึงใจไว้ ให้รู้กับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ถ้าไม่รู้กับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ก็แสดงว่าไม่มีสติ ใจเหม่อลอย เช่นนั่งอยู่ตรงนี้ แต่ไปคิดถึงเรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้ เช่นคนที่เสียอกเสียใจสูญเสียคนรักไป มักจะเหม่อลอยเพราะจะคิดถึงอดีต คิดถึงความทรงจำในอดีตต่างๆ อยู่ตรงไหนก็ต้องคิดถึง ก็เหม่อลอยไป เพราะเป็นความสุขของเขา เขายึดติดอยู่กับความสุขนั้น แต่ในปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว จึงต้องไปหาความสุขในอดีต ใจก็เลยเหม่อลอยไป คิดถึงในเรื่องอดีตที่ผ่านมา

        พอคิดแล้วก็จะเกิดความทุกข์ เพราะเป็นแค่ความฝัน อยากจะให้เป็นในปัจจุบัน มันก็ไม่เป็น ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา ทุกครั้งที่อยู่กับปัจจุบันก็จะรับไม่ได้ ก็พยายามหนีปัจจุบันอยู่เรื่อยๆ ไปเปิดดูรูปเก่าๆ เสื้อผ้าเก่าๆ แสดงว่าไม่มีสติแล้ว ถ้ามีสติต้องตัดแล้ว อดีตผ่านไปแล้ว ตายไปแล้ว จบแล้ว เหตุการณ์ต่างๆจะเกิดในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ได้เกิดในอดีต ไม่ได้เกิดในอนาคต เกิดในปัจจุบัน จึงต้องตั้งจิตให้อยู่ในปัจจุบัน แล้วใจจะไม่วุ่นวาย จะไม่ทุกข์ จะไม่สับสน ถ้าไม่มีสติก็จะมีอุปาทานยึดติดกับอดีตกับอนาคต ถ้าปัจจุบันไม่ดี ก็จะฝันถึงอนาคตฝันถึงอดีต  ถ้าอยู่ในปัจจุบันก็จะปล่อยวางกิเลสได้ จะไม่พึ่งพาสิ่งต่างๆ แต่เราไม่อยู่ในปัจจุบันกัน ชอบฝันชอบคิดถึงความสุขที่จะได้รับหรือที่เคยมีอยู่ เราเลยมองข้ามความสุขที่แท้จริง ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ไป ก็เลยไม่เคยเจอของจริงเสียที เราอยู่ในโลกของความฝันอยู่ตลอดเวลา เพราะใจเราไม่นิ่ง เราจึงต้องดึงใจให้อยู่ในปัจจุบัน เพราะไม่มีอะไรจะวิเศษเท่ากับปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ไม่มีอะไร ก็สักแต่ว่ารู้ตามความจริงเท่านั้นเอง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าใจเรานิ่ง เราจะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างขยับอยู่ตลอดเวลา


ต้องถือศีล ๘ จะได้ปิดทีวีได้
ถาม : ขอเอาแค่ศีล ๕ ให้ครบถ้วนก่อน ค่อยเป็นค่อยไป

พระอาจารย์ : ทำไมมักน้อยเหลือเกิน ทีเงินทองไม่มักน้อยเลย

ถาม : น้องไปภาวนามา ๔ วัน ยังไม่ผ่าน ติดเวทนาค่ะ

พระอาจารย์ : ไม่เป็นไร พยายามไปเรื่อยๆ เป็นนิสัยของเรา พอเจอความเจ็บจะหนีทันที เราต้องฝืนบังคับมัน ทำไปเรื่อยๆ จะได้ทีละนิดทีละหน่อย ขยับไปเรื่อยๆ อีกหน่อยก็นั่งได้นาน จะเจ็บจะปวดอย่างไรก็จะรู้สึกเฉยๆ ขอให้ทำไปเถิด อย่าท้อแท้ ใหม่ๆก็เป็นเหมือนมวยอ่อนหัด ขึ้นเวทีชกได้หมัด ๒ หมัดก็โดนนับ ๘ ต้องเอาประสบการณ์มาเป็นครูสอนเรา แล้วก็ทำต่อไป ทำได้ เพราะทุกคนเวลาเริ่มต้น ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ล้มลุกคลุกคลานกันไปก่อน.


ต้องปฏิบัติ
ถาม : แต่ละขั้นจะมีขบวนการของมันใช่ไหม

พระอาจารย์ : ในแต่ละขั้นจะมีปัญหาที่ต้องแก้ มีโจทย์ เหมือนเวลาเรียนหนังสือ เวลาสอบแต่ละชั้นจะมีข้อสอบที่ต่างกันไป ปี ๑ มีข้อสอบอย่างหนึ่ง ปี ๒ มีข้อสอบอย่างหนึ่ง ปี ๓  ปี ๔ ก็มีข้อสอบที่ต่างกันไป พอสอบปี ๑ ได้แล้วก็ไม่ต้องกลับไปสอบใหม่ เพราะเป็นข้อสอบเดิม ต้องไปสอบปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ปีที่ ๔ ตามลำดับต่อไป วัตถุของความอยากจะเป็นข้อสอบ ตอนต้นจะติดอยู่ภายนอกก่อน ติดอยู่ที่รูปเสียงกลิ่นรส ต้องตัดให้ได้ก่อน แล้วก็มาตัดที่ร่างกาย ตัดที่ขันธ์ ๕ ตัดรูปขันธ์แล้ว ก็ตัดนามขันธ์ แล้วก็ตัดความสุขที่ละเอียดที่มีอยู่ในจิต ข้อสอบเป็นขั้นๆ ต้องภาวนาต้องปฏิบัติแล้วถึงจะเห็นจริง ที่ฟังอยู่นี้เป็นเพียงสัญญา ฟังแล้วเดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ถามใหม่ ถ้าปฏิบัติจนเห็นแล้วจะไม่ถาม.


คนตายต้องกินบุญ อาหารใจ
ถาม : ตามประเพณีข้าวประดับดินที่ทางภาคอีสานคือเอาอาหารหลายๆอย่าง วางไว้ให้ญาติพี่น้องตอนกลางคืน คนตายจะได้รับหรือไม่เจ้าคะ

พระอาจารย์ : อ๋อ ไม่ได้รับหรอก คนตายกินอาหารไม่ได้ ใช่ไหม คนตายต้องกินบุญ อาหารใจ อาหารของดวงวิญญาณก็คือบุญ บุญจะเกิดก็ต่อเมื่อเราเอาของเราไปทำบุญทำทาน เอาไปให้ผู้อื่นที่เขาเดือดร้อนขาดแคลน ไม่ต้องเป็นพระก็ได้ ทำกับใครก็ได้ ทำแล้วเราจะเกิดบุญขึ้นมาในใจเรา คือความอิ่มใจสุขใจที่เราสามารถแบ่งให้กับจิตใจหรือดวงวิญญาณที่หิวโหยได้ พอดวงวิญญาณที่หิวโหยได้รับบุญคืออิ่มใจ เขาก็จะเกิดความอิ่มใจขึ้นมา เป็นเหมือนอาหารของใจ


ให้เอาบุญวิ่งหนีบาป
ถาม : ถ้าในอดีตเราได้ทำบาปฆ่าสัตว์ แต่ในปัจจุบันรู้แล้วว่าเป็นบาปเราจะทำอย่างไรคะในอดีตที่ทำผิดพลาดไป

พระอาจารย์ : อ๋อ ในอดีตก็ต้องใช้มันไปละซิ ถ้าทำบาปโดยไม่รู้ก็ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉาน งั้นมันห้ามไม่ได้ของเก่าที่ทำไปแล้วก็ต้องรับผลไป แต่เราสามารถรอให้มันลงอาญาได้ เลื่อนเวลาได้ด้วยการพยายามทำบุญให้มากๆ ไว้ ถ้าเราทำบุญไว้มากกว่าบาป เวลาที่เราตายไป บาปมันยังแสดงผลไม่ได้เพราะบุญมันมีกำลังมากกว่า บุญก็จะดึงใจไปสวรรค์ก่อน พอบุญกับบาปมีกำลังเท่ากันเราก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ เราก็มาทำบุญใหม่ พยายามให้มันมากกว่าบาปไว้เรื่อยๆ แล้วเวลาตายมันก็ยังไม่ไปอบาย แต่มันไม่หาย แต่เวลาใดที่บุญน้อยกว่าบาปแล้วเวลาที่เราตายไป ตอนนั้นแหละบาปมันก็จะดึงเราไปอบาย เราไปลบล้างมันไม่ได้ เพียงแต่เราอาจจะรอลงอาญาได้ด้วยการพยายามทำบุญให้มากกว่าบาปไว้อยู่เรื่อยๆ คือให้เอาบุญวิ่งหนีบาป ถ้าบุญวิ่งเร็วกว่าบาป บาปก็ตามไม่ทัน ถ้าบุญวิ่งช้ากว่าบาป บาปแซงหน้าเมื่อไหร่ บาปมันก็จะพาเราไปอบายเมื่อนั้น


วิธีที่ได้ผลเร็ว
ถาม : ถ้าบริกรรมพุทโธแล้วง่วงซึม ควรจะทำอย่างไร

พระอาจารย์ : ควรเปลี่ยนอิริยาบถ ถ้านั่งก็ควรลุกขึ้นมาเดินแทน ถ้าเดินไปข้างหน้ายังง่วงอยู่ก็ให้เดินถอยหลัง ในสมัยพุทธกาลเวลาง่วงพระจะเดินถอยหลัง เดินลงไปในน้ำ ถ้ายังไม่หาย ก็เอาหญ้าจุ่มน้ำมาโพกไว้บนศีรษะ การอดอาหารก็ช่วยแก้ความง่วงได้ นั่งอยู่บนปากเหว นั่งตามที่ที่มีเสือผ่าน มีงูเลื้อยผ่านไปผ่านมา นั่งในป่าช้าก็แก้ได้เหมือนกัน วิธีแก้ความง่วงมีหลายวิธีด้วยกัน ถ้ามีความกล้าหาญก็จะใช้วิธีที่ได้ผลเร็ว ถ้าไม่กล้าหาญก็จะใช้วิธีที่ได้ผลช้าหรือไม่ได้ผลเลย จะปฏิบัติแบบสบายๆไม่ต้องลำบากไม่ต้องทุกข์นี่ไม่มีทาง

เหมือนคนสมัยนี้คิดกันว่าปฏิบัติแบบสบายๆ ไม่ต้องทรมานตนให้เสียเวลาก็บรรลุได้ บรรลุแบบกิเลสหัวเราะอยู่ในใจ บรรลุด้วยสัญญา ว่าเราถึงขั้นนั้นแล้ว ถึงขั้นนี้แล้ว แต่ยังไม่เคยเข้าห้องสอบดูเลย เหมือนนักมวยแค่ชกกับกระสอบทราย ก็ว่าเป็นแชมป์แล้ว ได้เหรียญทองแล้ว แต่ยังไม่เคยขึ้นเวทีเลย ปฏิบัติแบบสบายๆจะเป็นอย่างนั้น เป็นสัญญา ไม่ได้เป็นแบบความจริง.


ทุกข์เกิดจากความอยาก
ถาม : ได้ฟังเรื่องอริยสัจ ๔ แล้วมีความรู้สึกขึ้นมาว่าทุกข์ มีทุกข์ซ้อนทุกข์ขึ้นในจิต ควรจะพิจารณาต่อใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ : พิจารณาให้เห็นว่าทุกข์เกิดจากความอยาก เกิดจากสมุทัย ถ้าละความอยากได้ ทุกข์ก็จะดับ จะดับความทุกข์ได้ก็ต้องเห็นไตรลักษณ์ ต้องใช้ไตรลักษณ์พิจารณาละความอยาก พอตัดความอยากได้ ความทุกข์ก็จะหายไป

ถาม : มันหายเป็นช่วงๆ มันเกิดดับๆ เป็นช่วงๆ

พระอาจารย์ : เพราะยังตัดไม่ขาด

ถาม : บางช่วงเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา

พระอาจารย์ : ต้องไปพิสูจน์ดูว่าเห็นจริงหรือไม่ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกาย เราทุกข์หรือเปล่า การพิจารณานี้เป็นเหมือนกับการวิเคราะห์ ยังไม่ได้เจอของจริง ต้องไปเจอของจริงดู ก็จะรู้ว่าปล่อยวางได้หรือไม่ พิจารณาร่างกายให้เห็นว่าไม่ใช่ตัวเราของเรา เพื่อจะได้ปล่อยวาง ให้เห็นว่าเป็นร่างกายของคนอื่น ร่างกายคนอื่นเวลาหมอบอกว่าเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นโรคมะเร็ง จะตายใน ๖ เดือน เราก็ไม่ได้ไปทุกข์วุ่นวายใจด้วย ถ้าหมอบอกว่าร่างกายของเราจะตายภายใน ๖ เดือน เราจะทุกข์วุ่นวายใจหรือไม่ ถ้าไม่ก็แสดงว่าเห็นว่าไม่ใช่ตัวเราของเรา ถ้ายังทุกข์วุ่นวายใจอยู่ ก็ยังไม่ผ่าน ตอนนี้เป็นเพียงการทำการบ้าน ต้องไปเข้าห้องสอบ.
13  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / ผลกรรม โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 17 มกราคม 2567 19:47:48



ผลกรรม
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ อ.อุบลราชธานี

            ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนานแล้ว พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเศียรเกล้า ขอโอกาสคณะสงฆ์ ขอโอกาสพระเถรานุเถระ ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่เพื่อนสหธรรมิกตลอดถึงญาติโยมผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทุกท่าน

            วันนี้อาตมภาพ/กระผมก็จะได้น้อมนำเอาธรรมะมาบรรยายประกอบการประพฤติปฏิบัติธรรมของท่านอีกวาระหนึ่ง ซึ่งคณะครูบาอาจารย์ก็ได้ประพฤติมานัตเป็นราตรีที่ ๕ พรุ่งนี้ก็เป็นราตรีที่ ๖ มะรืนนี้คณะครูบาอาจารย์ก็จะได้อัพภานกรรม คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็จะได้อำลาพาจากบ้านชัยชนะไปสู่เคหะสถานอาวาสที่อยู่ของตน เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ถือว่าเป็นการแสดงธรรมวันสุดท้าย พรุ่งนี้เจ้าคณะอำเภอท่านก็จะได้มาปิดการประพฤติปฏิบัติธรรม ฉะนั้น จึงขอให้คณะครูบาอาจารย์ ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้นั่งสมาธิฟังธรรม

            ที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมกันทุกวัน ๆ ตื่นตั้งแต่ตีสามมาทำวัตร เมื่อทำวัตรเสร็จแล้วก็นั่งภาวนา เจริญจิตตภาวนา หลังจากนั้นก็มาฉันภัตตาหารเช้าและมาเดินจงกรมนั่งภาวนา ๒ ชั่วโมง หลังจากนั้นก็มาฉันภัตตาหารเพล แล้วก็มาเดินจงกรมนั่งภาวนาอีก ๓ ชั่วโมง หลังจากฟังเทศน์ฟังธรรมเสร็จแล้วก็ต้องมาประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรมนั่งภาวนาอีก ๒ ชั่วโมง เราประพฤติปฏิบัติธรรมเช่นนี้เพื่ออะไร ? เราประพฤติปฏิบัติธรรมเช่นนี้เพื่อที่จะทำจิตทำใจของเราให้ขาวสะอาด เรียกว่าเป็นการฝึกสติ เมื่อเราฝึกสติคือการเดินการนั่งให้ดีแล้ว

            เมื่อสติของเราสมบูรณ์ดีแล้ว เราย่อมเห็นความคิดของเรา เราคิดดี เราคิดชั่ว เราคิดถูกต้อง เราคิดไม่ถูกต้อง ถ้าเรามีสติสมบูรณ์แล้วเราจะเห็นความคิดของเรา ว่าจิตของเราประกอบไปด้วยอกุศลธรรม ประกอบไปด้วยบาป หรือว่าประกอบไปด้วยบุญ อันนี้เราสามารถที่จะเห็นจิตของเราได้ เมื่อเราเห็นจิตของเรา เราก็เห็นกาย การกระทำของเรา เห็นวาจา การพูดของเรา ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการสั่งออกไปจากจิตใจของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะฝึกจิตของเรา เมื่อจิตใจของเราดีแล้ว กายของเราก็ดีด้วย วาจาของเราก็ดีด้วย เป็นผู้มีกายงาม เป็นผู้มีวาจางาม เป็นผู้มีจิตงาม

            การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร นอกจากประพฤติปฏิบัติเพื่อฝึกตน เราฝึกตนนั้นเราฝึกไปเพื่ออะไร ? องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา สัตว์ทั้งหลายทำบาปเพราะความเขลา คนทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้วทำบาปกรรมต่าง ๆ นั้นก็เพราะความไม่รู้ เพราะความเขลา เพราะโมหะ เพราะตนเองนั้นมีปัญญาอันไม่ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น การฝึกฝนอบรม เจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นจึงเพื่อที่จะเป็นการแก้กรรม

            เพราะบุคคลเกิดขึ้นมาแล้วมีกรรมเป็นของ ๆ ตน เรียกว่ามีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ตามที่เราได้สวดกันเป็นประจำ ว่าคนเราเกิดขึ้นมาแล้วก็ล้วนตกอยู่ภายใต้บุญกรรมและบาปกรรม กรรมคือการกระทำ เราทำกรรมไม่ดีก็เรียกว่าอกุศลกรรม ถ้าเราทำกรรมดีก็เรียกว่ากุศลกรรม เราทำกรรมดีก็ตาม เราทำกรรมชั่วก็ตาม เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น ตามอานุภาพของบุญและบาป

            ดังที่เราสวดตอนเย็นว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน คือเราทำกรรมอะไรไว้ เราก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น กรรมที่บุคคลทำแล้วแม้เพียงเล็กน้อย จะเป็นบุญก็ตาม เป็นบาปก็ตาม ที่จะไม่ให้ผลนั้นไม่มี พระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างนั้น กมฺมทายาโท เราเป็นทายาทของกรรม คือเราจะต้องได้รับมรดกของกรรม เราทำกรรมใดไว้ เราทำกรรมดี เราก็ต้องได้รับผลดี ไม่วันนี้ก็วันหน้า ไม่วันหน้าก็เดือนหน้า ปีหน้า ภพหน้า ชาติหน้า กรรมดีนั้นย่อมให้ผลแก่เรา กรรมที่เราทำดีนิดหน่อยที่จะไม่ให้ผลนั้นไม่มี

            แต่ถ้าเราทำกรรมชั่ว ถึงบาปกรรมมันจะไม่ติดตามเราให้ผลเราในปัจจุบันหรือว่าวันหน้าเดือนหน้า แต่ก็ต้องให้ผลแก่เราในภพใดภพหนึ่งแน่นอน บาปกรรมที่เราทำแม้แต่เล็กน้อยที่จะไม่ให้ผลนั้นไม่มี พระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างนั้น เราสวดกันว่า กมฺมโยนิ มีกรรมเป็นแดนเกิด คือเราได้มาเกิดในมนุษย์ก็ดี ได้ไปเกิดบนสวรรค์ก็ดี หรือว่ามาเกิดเป็นมนุษย์ บางคนเกิดมามีหน้าตาสดสวยงดงาม อันนั้นก็กรรมมาส่งให้เกิด

            บุคคลบางคนเกิดมาแล้วก็ขี้ริ้วขี้เหร่ อันนั้นเพราะมีกรรมเป็นแดนเกิด หรือว่าบุคคลที่เกิดขึ้นมาแล้วมีความเฉลียวฉลาดเปรื่องปราชญ์ชาติกวี มีไหวพริบดี ปฏิภาณดี มีโวหารดี อันนี้ก็เป็นเพราะกรรม กรรมดีที่เขาได้สั่งสมอบรมมาในภพก่อนชาติก่อน แต่บางคนเกิดขึ้นมาแล้วอาภัพน่าอนาถ เกิดขึ้นมาแล้วต้องเป็นคนมีแข้งขาพิกลพิการ เป็นคนหนวก เป็นคนบอด เป็นคนกระจอก เป็นคนง่อยเปรี้ยเสียขาต่าง ๆ อันนี้เป็นลักษณะของกรรมมันส่งให้เกิดตามบุญกรรมที่เราได้สั่งสมอบรมไว้ หรือว่า กมฺมพนฺธุ เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เราเกิดขึ้นมาแล้วเป็นคนแบบใดชนิดใด เป็นคนเจ้าโทสะ ก็เพราะกรรมที่เราทำไว้แต่ภพก่อนชาติก่อน เราเกิดมาเป็นคนเจ้าราคะ ก็เป็นเพราะเผ่าพันธุ์ที่เราทำไว้แต่ภพก่อนชาติก่อน เราเกิดมาแล้วเป็นคนหลงงมงายต่าง ๆ ก็เป็นเพราะเผ่าพันธุ์

            บางคนเกิดในประเทศไทย บางคนเกิดในประเทศลาว เกิดในยุโรป หรือว่าเกิดในตะวันออกกลางที่มีทะเลทรายร้อนระอุ เหล่านี้ก็เป็นเพราะเผ่าพันธุ์ของบาปกรรมของบุญกรรมที่ส่งให้ไปเกิดในสถานที่ต่าง ๆ เพราะฉะนั้น กรรมจึงเป็นสิ่งที่พวกเราทั้งหลายได้พยายามได้เข้าใจ ตอนสุดท้ายท่านกล่าวไว้ว่า กมฺมปฏิสรณา เราทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่ง หรือว่าคนทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่ง จะเป็นพระเป็นเณร เป็นเถรเป็นชี เป็นคนร่ำคนรวย คนจน คนโง่ คนฉลาด ก็ตาม ก็ล้วนมีกรรมเป็นที่พึ่งด้วยกันทั้งนั้น เรียกว่า เราทั้งหลายมีอยู่มีกิน มีฐานะ มีความเป็นอยู่ มีปัญญาอยู่ในขณะนี้ก็เพราะบาปกรรมบุญกรรมที่เราได้สร้างสมอบรมมาตกแต่งให้เราเป็นต่าง ๆ นา ๆ กัน เรียกว่าเรามีกรรมเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น กรรมจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ

            พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา บุคคลทำกรรมดีก็ตาม ทำกรรมชั่วก็ตาม ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสติ จักต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป นี่เรียกว่ากรรมเป็นสิ่งที่พวกเราทั้งหลายต้องทำความเข้าใจ เพราะว่า ถ้ากล่าวตามปรมัตถธรรมจริง ๆ แล้ว สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ที่ไหนไม่มีเลย มีแต่ตัวกรรมทั้งนั้น สมมติว่าเป็นชาย สมมติว่าเป็นหญิง สมมติว่าเป็นคนฉลาด เป็นคนโง่ ล้วนแต่เป็นตัวกรรม นี่ถ้าเรากล่าวตามอริยวินัย คือสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากกรรม คลอดมาจากกรรม ตั้งอยู่เพราะกรรม ดำรงอยู่เพราะกรรม สืบต่อได้เพราะกรรม ดับไปเพราะกรรม เพราะฉะนั้น กรรมจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ

            คนทั้งหลายทั้งปวงก็ถือว่าเป็นตัวกรรม เรียกว่าเป็นตัวของกรรมดีบ้าง เป็นตัวของกรรมชั่วบ้าง หยาบ เลว นี่ก็เพราะอกุศลกรรม ประณีต ละเอียด สุขุม ลุ่มลึก ก็เพราะอานุภาพของบุญกุศล เรียกว่ากุศลกรรม เพราะฉะนั้น กรรมนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะกำหนดรู้กรรมทางกาย รู้กรรมทางวาจา แล้วก็รู้กรรมทางใจ ถ้าเราสามารถละกรรมที่เป็นบาปเก่าและบาปใหม่ ไม่ให้เกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ ของเรา จิตใจของเราก็ขาวสะอาดขึ้น เมื่อจิตใจของเราขาวสะอาดขึ้นก็กระทำบุญหรือว่ากระทำสิ่งที่เป็นกุศลให้พอกพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อเราพอกพูนบุญกุศลยิ่ง ๆ ขึ้นไป จิตใจของเราก็จะพ้นจากบาปและบุญ ด้วยการบรรลุมรรคผลนิพพาน

            พวกเราทั้งหลายมาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ ก็เพราะพวกเราทั้งหลายมาสร้างสมอบรมกรรมดี ถ้าบุคคลใดทำกรรมชั่ว บาปกรรมก็จะตามราวีบุคคลนั้นไป เหมือนหมาไล่ตามเนื้อ ไล่ทันตรงไหนมันก็จะกัดตรงนั้น แม้แต่พระโมคคัลลานะเป็นผู้มีฤทธิ์ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ในที่สุดก็ต้องถูกกรรมทำให้ท่านต้องนิพพาน ต้องถูกโจรทั้งหลายประหัตประหารทุบตีท่านให้ย่อยยับไป ก็เพราะบาปกรรมที่ท่านเคยทุบตีบิดามารดาแต่ภพก่อนชาติก่อน แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา พระองค์สำเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นผู้เลิศกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง พระองค์ก็ทรงชดใช้กรรมที่พระองค์นั้นได้ทำไว้ ดังที่พระองค์ทรงตรัสเรื่องบุรพกรรมของพระองค์ คือในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่แผ่นศิลาคือแผ่นหินอยู่ข้างสระอโนดาต พระองค์ประทับแล้วก็ทรงตรัสเล่าบุรพกรรมของพระองค์

            คือในสมัยหนึ่งพระองค์เป็นมหาทุคคตบุรุษ คือเป็นคนยากจนอย่างมาก พระองค์ก็หาเก็บผักหักฟืนต่าง ๆ วันหนึ่งไปพบภิกษุผู้อยู่ป่า เป็นผู้ถือธุดงควัตร มีศีลาจารวัตรเป็นอย่างดี ก็เกิดความเลื่อมใส เกิดความศรัทธา ก็เลยน้อมผ้าเก่าผืนหนึ่งถวายแก่พระคุณเจ้าผู้ถือธุดงควัตรอยู่ในป่าแห่งนั้น แล้วก็ตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลทานที่ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าผืนนี้ ขอให้ข้าพเจ้าสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลข้างหน้าโน้นเทอญ นี่เรียกว่าอธิษฐาน พระองค์ตรัสว่า แม้เราถวายผ้าเก่าผืนหนึ่ง ผลของผ้าเก่านั้นก็ยังเราให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ นี่เรียกว่าเราถวายด้วยศรัทธา และพระองค์ตรัสว่า

            ในสมัยหนึ่ง พระองค์เป็นนายโคบาลคือคนเลี้ยงโค ต้อนฝูงโคไปสู่ที่หากินต่าง ๆ ตรงสถานที่มีหญ้าอุดมสมบูรณ์ มีใบไม้เขียวชอุ่มชุ่มชื่น ให้โคได้อิ่มหนำสำราญ วันหนึ่ง ต้อนฝูงโคกลับ พอดีเกวียนผ่านทางเส้นนั้นไป น้ำที่โคจะดื่มจึงขุ่น คนเลี้ยงโคนั้นก็เลยไปห้ามไม่ให้โคดื่มน้ำ เท่านี้ก็ถือว่าเป็นบาปเป็นกรรม ในสมัยที่พระองค์เสด็จจากเมืองปาวา เพื่อที่จะข้ามไปเมืองกุสินารา ในระหว่างเมืองปาวาและเมืองกุสินารานั้นมีแม่น้ำสายหนึ่งชื่อว่าแม่น้ำกุกกุธานที เป็นแม่น้ำที่ใสสะอาด แม้ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแม่น้ำที่ใสสะอาด อยู่ระหว่างเมืองกุสินารากับเมืองปาวา พระองค์ทรงอาพาธ มีพระประสงค์ที่จะไปปรินิพพานที่เมืองกุสินาราก็เดินทาง

            ขณะที่เดินทางมาก็ถูกอาพาธนั้นเบียดเบียนทำให้พระองค์กระหายน้ำ จึงให้พระอานนท์ลงไปตักน้ำที่แม่น้ำกุกกุธานที ไปตักครั้งแรก หมู่เกวียน ๕๐๐ เล่ม ผ่านไป น้ำยังขุ่นอยู่ พระอานนท์ก็ขึ้นมากราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าน้ำนั้นยังขุ่นอยู่ ข้าพระองค์ไม่สามารถที่จะตักน้ำนั้นมาถวายพระองค์ได้ ครั้งที่สองไปน้ำก็ยังขุ่นอยู่ ครั้งที่สามพระอานนท์ก็รู้ว่าเกวียนตั้ง ๕๐๐ เล่ม เมื่อเกวียนผ่านไปนั้นน้ำก็ไม่สามารถที่จะใสได้โดยไว แต่ด้วยความเกรงพระทัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคิดว่าความประสงค์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจะไม่เกิน ๓ ครั้ง เมื่อพระอานนท์ลงไปอีกครั้งน้ำนั้นก็ใสด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า ก็ตักน้ำนั้นมาถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ความประสงค์ในการดื่มน้ำของเราไม่สำเร็จก็เพราะการที่เราเคยห้ามไม่ให้โคดื่มน้ำขุ่น

            แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสเล่าถึงตอนที่พระองค์เป็นนักเลงชื่อว่าอุนาลิ ไปกล่าวใสร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุรภี ในสมัยนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุรภีมาอาศัยอยู่ในที่ใกล้ ๆ นักเลงนั้นก็ไปกล่าวใส่ร้ายป้ายสี ด้วยผลกรรมนั้นจึงเป็นเหตุให้พระองค์ซึ่งในสมัยนั้นเป็นนักเลงไปเกิดในนรกหลายหมื่นปี หลังจากสิ้นผลกรรมในนรกแล้วก็มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ถูกใส่ร้ายป้ายสีเรื่อยมา จนในสมัยที่พระองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมโพธิญาณ ไปประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ก็ถูกนางสุนทรีย์ใส่ร้ายป้ายสี นางสุนทรีย์นั้น ตอนเย็นก็ทำท่าทีจะไปฟังเทศน์ฟังธรรมที่พระเชตวัน

            คนทั้งหลายทั้งปวงถามว่าจะไปไหน ก็ตอบว่าจะไปนอนกับพระมหาสมณโคดม ตอนเช้าก็ทำทีกลับจากพระเชตวัน คนทั้งหลายทั้งปวงถือดอกไม้ธูปเทียนไปตอนเช้าถามว่ามาจากไหน ก็ตอบว่ามาจากนอนกับพระสมณะโคดม ทำในลักษณะอย่างนี้สองวันสามวันล่วงเลยไป พวกเดียรถีย์ก็จ้างคนไปฆ่านางสุนทรีย์คล้าย ๆ กับว่าเป็นการฆ่าปิดปาก คนทั้งหลายก็เกิดความสงสัยในความเป็นพระพุทธเจ้า อันนี้ก็เพราะบาปกรรมที่พระองค์ได้ทรงทำไว้ในภพก่อน เศษกรรมมันยังเหลืออยู่ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ถูกใส่ร้าย จนพระราชาได้ส่งราชบุรุษไปสืบสวน เมื่อสืบสวนแล้วก็ไปจับพวกนักเลงที่ฆ่านางสุนทรีย์นั้นได้ ประกาศให้ชนทั้งหลายทั้งปวงทราบ ข่าวคราวเหล่านี้จึงสงบไป

            ในสมัยหนึ่ง พระองค์ได้ไปกล่าวใส่ร้ายจาบจ้วงพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อว่านันทะ ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าชื่อว่าสัพพภิภู ไปใส่ร้ายป้ายสีต่าง ๆ นา ๆ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระองค์ตกนรกหมกไหม้อยู่ตั้งหลายหมื่นปี พ้นจากนรกมาแล้วก็ถูกคนอื่นใส่ร้ายอยู่เป็นประจำ สมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ยังถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ร้ายป้ายสีว่ามีท้องกับพระองค์ ทำท่าทำทีเหมือนกับนางสุนทรีย์

            แต่นางจิญจมาณวิกานี้ เทียวไปเทียวมาระหว่างพระเชตวันนั้นแปดเดือนเก้าเดือน แล้วเอาผ้ามัดใส่ท้อง ทำท้องโตขึ้นไปตามลำดับ ๆ จนถึงเก้าเดือน ท้องโตขึ้นมาก็เอาท่อนไม้มัดไว้ ขณะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในท่ามกลางพุทธบริษัทนั่นแหละ ก็ไปยืนชี้หน้าด่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระองค์ดีแต่เทศน์สอนคนอื่น แต่เมียตนเองท้องแท้ ๆ ไม่เห็นเอาใจใส่เลย ด่าไปต่าง ๆ นา ๆ  ในขณะที่นางแสดงท่าทีโกรธนั่นแหละ ก็กระทืบเท้าไปด้วย ก็ทำให้ท่อนไม้นั้นมันหลุดลงมา คนทั้งหลายทั้งปวงก็รู้ว่านางใส่ร้ายป้ายสีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประชาชนก็รุมประชาทัณฑ์ อีกนัยหนึ่งก็ว่านางวิ่งหนี พอวิ่งหนีพ้นคลองจักษุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แผ่นดินก็สูบนางลงไปในอเวจีมหานรก ที่ที่แผ่นดินสูบนางจิญจมาณวิกานั้น ทุกวันนี้ก็ยังเป็นหนองน้ำเป็นแอ่ง ท่านกล่าวว่า ตรงไหนที่ถูกแผ่นดินสูบ ตลอดพุทธันดรหนึ่ง ตรงนั้นจะไม่เต็ม ตรงที่สูบพระเทวทัตก็เป็นแอ่ง ไม่เต็ม แผ่นดินตรงนั้นจะยุบลงอยู่ในลักษณะอย่างนั้น หรือแผ่นดินสูบพระเจ้าสุปปพุทธะ สูบนันทมานพ หรือว่าสูบนันทยักษ์ ต่าง ๆ ก็ปรากฏในทำนองเดียวกัน อันนี้เป็นบาปกรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ได้ตรัสไว้

            แล้วก็พระองค์ได้ตรัสอีกตอนหนึ่งว่า พระองค์ทรงฆ่าน้องชายต่างมารดา คือพระองค์ทรงโลภในทรัพย์สมบัติ เมื่อโลภในทรัพย์สมบัติแล้วก็ฆ่าน้องชายต่างมารดา ผลักน้องชายต่างมารดาลงไปในเหว แล้วก็เอาก้อนหินทุ่ม น้องชายก็เลยตายไป ตนเองก็ไปเกิดในนรก พ้นจากนั้นมาก็ถูกเขาทุบตีอยู่หลายภพหลายชาติหลายกัปหลายกัลป์ เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็ถูกพระเทวทัตเอาก้อนหินกลิ้งลงมาใส่ อันนี้แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรามีความประเสริฐเลิศขนาดนั้น บาปกรรมก็ตามทัน พระเทวทัตกลิ้งหินลงมาทำให้สะเก็ดหินไปถูกหัวแม่เท้าของพระองค์เลยเกิดอาการห้อเลือดขึ้นมา พระเทวทัตนั้นก็ทำอนันตริยกรรม อันนี้เรียกว่าบาปกรรมที่พระองค์เคยทำมาแต่ภพก่อนชาติก่อน

            ในสมัยหนึ่ง พระองค์เป็นเด็กน้อย ไม่รู้บุญรู้บาป เพราะความคะนองของเด็ก เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไปบิณฑบาต รู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ามาบิณฑบาตสายนี้เป็นประจำ ก็เอาขยะมูลฝอยไปกองขวางทางท่านไว้แล้วก็จุดไฟเพื่อให้เกิดควันรบกวนท่าน ด้วยบาปกรรมนั้นก็ทำให้ตกนรก พ้นจากนรกมาก็ถูกคนอื่นกีดขวางอยู่เป็นประจำ หลังจากนั้นมา เมื่อสมัยที่พระองค์สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ยังถูกพระเทวทัตส่งคนไปฆ่า ก็เพราะบาปอกุศลอันเกิดจากการขวางทางบิณฑบาตของพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะบุคคลที่ขวางทางบิณฑบาตนั้นมีบาปมาก พระเจ้าสุปปพุทธะขวางทางบิณฑบาต ก็ถูกแผ่นดินสูบภายในเจ็ดวัน

            ในสมัยหนึ่ง พระองค์ทรงไปกล่าวจาบจ้วงสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะว่า ท่านอย่าได้เคี้ยวกินข้าวสาลีเลย ท่านจงเคี้ยวกินข้าวเหนียวเถิด ด้วยบาปกรรมที่พระองค์กล่าวตู่บุคคลที่มีศีลบริสุทธิ์ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระองค์ต้องตกนรกหมกไหม้ พ้นจากนั้นมาก็ถูกคนอื่นกล่าวส่อเสียดหรือว่ากล่าวใส่ร้ายอยู่เป็นประจำ หลังจากที่พระองค์ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ถูกพราหมณ์เมืองเวรัญชานิมนต์ไปจำพรรษาอยู่ที่เมืองเวรัญชาตลอด ๔ เดือน

            พราหมณ์ที่อยู่ที่เมืองเวรัญชาพอนิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ลืม ด้วยอานุภาพแห่งบาปกรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปดลจิตดลใจให้พราหมณ์นั้นลืม ลืมที่จะถวายอาหารบิณฑบาต ลืมที่จะใส่บาตร แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ เดินผ่านหน้าบ้านทุกวัน ๆ พราหมณ์ก็เห็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นคนธรรมดา ด้วยบาปกรรมที่ให้ผลปิดบังดวงจิตดวงใจของพราหมณ์ไว้ ไม่เห็นคุณค่าของพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวกทั้งหลายทั้งปวง นี่คิดดูสิ บาปกรรม เวลามันให้ผลนั้นแม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ได้ฉันภัตตาหาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ฉ้นข้าวแดงที่พ่อค้าม้าซึ่งไปพักแรมอยู่ที่เมืองเวรัญชาเหมือนกันถวาย ฉันข้าวแดงตลอด ๔ เดือน ก็เพราะบาปกรรมที่พระองค์กล่าวแก่สาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ อันนี้เรียกว่าบาปกรรมแม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังไม่ละเว้น

            ในสมัยหนึ่ง พระองค์เป็นแพทย์ สามารถที่จะรักษาโรคต่าง ๆ ได้ แต่พอดีรักษาโรคหายแล้ว คนไข้โกงไม่อยากจะจ่ายเงิน ก็เลยเอายาถ่ายให้บุตรของคนไข้กินจนถ่ายท้องจนตายไป ด้วยบาปกรรมนั้นก็ทำให้พระองค์ตกนรก ในสมัยที่มาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงประชวรเป็นปักขันทิกาพาธ ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด ก็เพราะบาปกรรมที่พระองค์ทรงทำไว้แต่ภพก่อนชาติก่อนนั้นยังตามราวีพระองค์ คือตามให้ผล ถึงพระองค์จะเป็นผู้บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ บาปกรรมเหล่านั้นก็ไม่ละเว้น พระองค์ทรงทำประโยชน์ให้แก่สังคมมากมายขนาดไหนก็ตาม มนุษย์เทวดาทั้งปวงกราบไหว้พระองค์ก็ตาม บาปกรรมนั้นไม่เคยละเว้น บาปกรรมนั้นเป็นสัจธรรม บุคคลใดทำ บุคคลนั้นก็ต้องชดใช้กรรม ไม่วันนี้ก็วันหน้า ไม่วันหน้าก็ภพต่อ ๆ ไป เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้ชดใช้ในวันนั้น ก็ต้องชดใช้ในวันใดวันหนึ่ง แม้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องชดใช้กรรม เพราะฉะนั้น บาปกรรมเหล่านั้นจึงทำให้พระองค์ป่วยเป็นปักขันทิกาพาธ

            ในสมัยหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา ได้กล่าวใส่ร้าย ได้กล่าวประมาทพระโพธิสัตว์ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านนั่งคู้บัลลังก์อยู่ที่ต้นไม้ ในสมัยนั้นพระพุทธเจ้าของเราเป็นพราหมณ์ชื่อว่าโชติปาละ เป็นผู้มากด้วยปัญญา ได้ไปกล่าวใส่ร้ายพระโพธิสัตว์นั้นแหละว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เป็นของหาได้ยาก การบรรลุธรรมของท่านจะมีแต่ที่ไหน การบรรลุธรรมของท่านเป็นไปไม่ได้ ท่านจงลุกจากที่นี่เสีย กล่าวประมาทความเพียรของพระโพธิสัตว์ในสมัยนั้น ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านต้องตกนรก พ้นจากนั้นมา ในสมัยที่พระองค์ทรงออกบวชแสวงหาโมกขธรรม พระองค์ต้องทำทุกรกิริยาถึง ๖ ปี หลงทางหลงผิดอยู่ตั้ง ๖ ปี คือพระองค์ทรงออกบวชตอนอายุ ๒๙ ได้ตรัสรู้ตอนอายุ ๓๕ ปี ทรงทนทุกข์ทรมานด้วยเศษกรรมที่มันตามราวีอยู่ตั้ง ๖ ปี

            บาปกรรมนิด ๆ หน่อย ๆ บุญกรรมนิด  ๆ หน่อย ๆ ที่เราทำนั้น ที่จะไม่ให้ผลนั้นไม่มี เหมือนกับถวายท่อนผ้าเก่า ๆ ให้แก่พระภิกษุรูปหนึ่ง ก็ยังเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระองค์ตรัสรูเป็นพระพุทธเจ้าได้ หรือพระองค์ทรงทำบาปกรรมนิด ๆ หน่อย ๆ ด้วยความคะนองในตอนเป็นเด็กก็ตาม หรือด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสมที่เป็นการกล่าวจาบจ้วงพระอริยะ เป็นการจาบจ้วงบุคคลผู้บริสุทธิ์ก็เป็นบาปเป็นกรรม บาปกรรมเหล่านั้นก็จะตามราวีไป บางครั้งบางคราวอาจจะพูดด้วยความคะนอง บางครั้งก็อาจจะพูดด้วยมานะทิฏฐิ

            บางครั้งก็อาศัยกิเลสที่อยู่ในใจของเรานั้นพูดไป พูดวาจาที่ผิด ทำในสิ่งที่ผิด คิดในสิ่งที่ผิด สิ่งเหล่านี้จะเป็นบาปกรรมติดตามเราไปในทุกภพทุกชาติ เพราะฉะนั้น การเว้นจากอกุศลกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ ก็เหมือนกับบุคคลผู้มีตาดีเว้นจากหลุม เว้นจากบ่อ เว้นจากหนอง เว้นจากขวากหนาม เว้นจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้น พวกเราทั้งหลายมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร ? เพื่อที่จะเว้นจากบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวง ถ้าเรามีจิตดี จิตงาม จิตขาว จิตบริสุทธิ์จริง ๆ แล้ว บาปกรรมแม้แต่น้อยหนึ่งเราก็ไม่อยากทำ สิ่งใดที่มันเป็นบาป สิ่งใดที่มันเป็นอกุศลกรรม เราก็ไม่ทำ สิ่งใดที่มันเป็นบาป เราก็ไม่ควรพูด เราควรที่จะเว้น มีสติ ระมัดระวัง สติ เตสํ นิวารณํ สติเป็นทำนบป้องกันบาป นี่เรียกว่าเรามาพยายามที่จะพ้นไปจากบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวง หนทางอื่นไม่มี

            การที่พวกเราทั้งหลายได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ จึงถือว่าเป็นผู้มีบุญล้นฟ้าล้นดินแล้ว ภพชาติของเราก็จะได้ประณีต บารมีของเราก็จะได้เพิ่มขึ้น การเกิดในภพต่อ ๆ ไปของเรา ก็จะได้พบกับความสุข วิบากกรรมที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราพบกับความลำบากมันก็จะน้อยลง ก็เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจึงถือว่าเป็นเหตุยังความสุขให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน อนาคต และในภพสืบ ๆ ต่อกันไป ประโยชน์ในภพนี้ ประโยชน์ในภพหน้า ประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน ก็เกิดขึ้นมาด้วยการประพฤติปฏิบัติ ความสุขในโลกนี้ ความสุขในโลกหน้า ความสุขอย่างยิ่งคือพระนิพพาน ก็เกิดขึ้นเพราะการประพฤติปฏิบัติธรรม

            ถ้าบุคคลใดยังไม่มาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ควรมา บุคคลใดมาแล้วยังไม่สามารถยังสมาธิให้เกิดขึ้น ยังไม่สามารถยังวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้น ยังไม่สามารถที่จะยังการบรรลุมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้น ก็ควรที่จะทำสมาธิ ทำวิปัสสนาญาณ ทำมรรคทำผลให้เกิดขึ้น บุคคลผู้ทำสมาธิให้เกิดขึ้นแล้วก็ดี ทำมรรคทำผลให้เกิดขึ้นแล้วก็ดี ก็ควรที่จะทำสมาธิให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทำมรรคทำผลให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าเราจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ดังนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์เล่าบุพพกรรมจบแล้ว พระองค์จึงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราพ้นแล้วจากบุญและบาป เราไม่มีความเดือดร้อนโดยประการทั้งปวง เราพ้นแล้วจากความเดือดร้อนทั้งปวง เราพ้นแล้วจากความเศร้าโศกทั้งปวง เราพ้นแล้วจากความคับแค้นทั้งปวง เราเป็นผู้มีอาสวะกิเลสอันละแล้ว ต่อไปเราจักปรินิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสอย่างนั้น

            เพราะฉะนั้น ก็ขอให้พวกเราทั้งหลายผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรม ได้ดีอกดีใจ ได้รักษาการประพฤติปฏิบัติธรรมนี้สืบต่อไป ถึงคราวประพฤติปฏิบัติธรรมในครั้งต่อไป ก็ขอให้เรานั้นจงพยายามปฏิบัติธรรมเรื่อยไปจนกว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพาน จึงจะถือว่าเป็นการสิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดในมหรรณพภพสงสาร. 

14  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / นั่งเฉยๆสัก ๖ หรือ ๘ ชั่วโมง โดย พอจ.สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร เมื่อ: 13 มกราคม 2567 15:24:49


นั่งเฉยๆสัก ๖ หรือ ๘ ชั่วโมง
โดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

วิธีทดสอบกำลังของเรา กับกำลังของตัณหาก็มีอยู่ง่ายๆคือ เวลาที่เราว่างจากภารกิจการงาน ก็นั่งเฉยๆสัก ๖ หรือ ๘ ชั่วโมง นั่งบนเก้าอี้ที่สบาย ไม่ลุกจากเก้าอี้จนกว่าจะครบเวลาที่กำหนดไว้ จะเป็น ๖ ชั่วโมง หรือ ๘ ชั่วโมงก็ได้ มีน้ำดื่มไว้ในกรณีที่หิวน้ำ รับประทานอาหารให้เรียบร้อยก่อน จะได้ไม่มีปัญหากับการรับประทานอาหาร รับประทานมื้อเดียว แล้วก็นั่งที่เก้าอี้ ต่อสู้กับความอยาก ที่อยากจะลุกจากเก้าอี้ ถ้าจะลุกก็เพื่อเข้าห้องน้ำ ห้ามเถลไถลไปที่อื่น เสร็จกิจแล้วก็กลับมานั่งต่อ ถ้านั่งแล้วปวดเมื่อยอยากจะลุก ก็ยืนที่ข้างเก้าอี้ ให้มีเพียง ๒ อิริยาบถ คือนั่งกับยืน สัก ๖ หรือ ๘ ชั่วโมง ดูว่าจะทำได้หรือไม่ จะเอาชนะความอยากได้หรือไม่ น่าจะเอาชนะได้ เพราะไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแต่นั่งเฉยๆหรือยืนเฉยๆเท่านั้นเอง ไม่ทำตามความอยากสัก ๖ หรือ ๘ ชั่วโมงดู ห้ามนั่งหลับ ถ้าหลับก็ถือว่าแพ้ ลองทำดู ถ้าอยากจะดูว่ากำลังของเรากับของกิเลสตัณหา ใครจะมีมากกว่ากัน

นี่เป็นวิธีง่ายๆที่จะตรวจดูว่าเรามีกำลังมากน้อย นั่งเฉยๆสัก ๖ หรือ ๘ ชั่วโมง นั่งแบบสบายๆ ไม่ต้องนั่งขัดสมาธิหลับตา นั่งบนเก้าอี้นวมก็ได้ นั่งห้อยเท้าก็ได้ แต่ไม่ให้ดูอะไร ไม่ให้ฟังอะไร ไม่ให้อ่านอะไร แม้แต่ธรรมะ ก็ไม่ให้ดูไม่ให้ฟัง ต้องการให้เอาใจมาสู้กับกิเลสตัณหา ดูว่าจะใช้สติสมาธิปัญญา ควบคุมกิเลสตัณหาได้หรือไม่ เวลาเกิดความอยากลุก ก็ควบคุมด้วยการบริกรรมพุทโธๆ ด้วยการสวดมนต์ พิจารณาอาการ ๓๒ ของร่างกาย พิจารณาเกิดแก่เจ็บตาย พิจารณาพระอริยสัจ ๔ ว่าทุกข์เกิดจากความอยากลุก ทุกข์จะดับไปหายไปถ้าไม่อยากลุก ใช้สติสมาธิปัญญาต่อสู้กับกิเลสตัณหาดู นี่คือวิธีปฏิบัติง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ขังตัวเองไว้ในห้องที่เงียบ แล้วก็นั่งสัก ๖ หรือ ๘ ชั่วโมง ถ้าทำได้จะมีกำลังใจที่จะปฏิบัติมาก จะรู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย อยู่ที่ความอยาก นั่งเฉยๆทำไมใจจึงทุกข์ ทำไมนั่งไม่เป็นสุข เพราะใจไม่สงบ ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา ที่จะดับความอยาก ที่ทำให้ใจทุกข์ ทำให้ใจเครียด

นี่คือการปฏิบัติธรรม ต้องกำหนดเวลา กำหนดสถานที่ กำหนดเงื่อนไข ต้องปลีกวิเวก อยู่ตามสถานที่สงบสงัด สำรวมอินทรีย์ สำรวมตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่คลุกคลีกัน ไม่คุยกัน อยู่ตามลำพัง ควบคุมการบริโภคอาหาร รับประทานพอประมาณ รับประทานมื้อเดียวก็พอ เจริญสติอย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้ใจคิดเรื่อยเปื่อย จะทำให้เกิดความอยาก ความฟุ้งซ่าน ความเครียด จนไม่สามารถนั่งเฉยๆได้ แต่ถ้าสามารถควบคุมความคิดได้ ใจจะสงบ จะเป็นอุเบกขา จะนั่งเฉยๆได้ จะมีความสุขกับการนั่งเฉยๆ พอได้สมาธิแล้ว ก็จะได้ความสุข ที่ดีกว่าความสุข ที่ได้จากการเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไม่ต้องไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เวลาออกจากสมาธิ ถ้ากิเลสตัณหาอยากจะไปเสพ ก็ใช้ปัญญาสอนใจ ว่าอย่าไปทำตามกิเลสตัณหา เพราะจะพาไปสู่ความทุกข์ เวลาที่ไม่ได้เสพ จะทุกข์มาก จะสุขตอนที่ได้เสพ แต่สุขเดี๋ยวเดียว เวลาไม่ได้เสพจะทุกข์ทรมานใจ เช่นเวลานั่งเฉยๆ ๖ หรือ ๘ ชั่วโมง ทุกข์เพราะอยากเสพรูปเสียงกลิ่นรส ถ้าใจจะสงบเป็นอุเบกขาแล้ว เวลานั่งเฉยๆ ๖ หรือ ๘ ชั่วโมง จะไม่ทุกข์เลย.
15  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: ปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม เมื่อ: 12 มกราคม 2567 15:57:57

ปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ อ.อุบลราชธานี


            แต่เมื่อเราอยากไปเกิดในพรหมโลก เรามาเดินจงกรมนั่งภาวนาเหมือนกับคณะครูบาอาจารย์เหมือนกับญาติโยมทั้งหลายนี่แหละ ถ้าจิตใจของบุคคลใดเข้าถึงอารมณ์ของสมาธิ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เมื่อบุคคลใดมีจิตใจเข้าถึงอารมณ์ของฌานอย่างนี้แหละ บุคคลนั้นเรียกว่ามีกายเป็นมนุษย์แต่ว่ามีใจเข้าถึงภูมิพรหมแล้ว เมื่อจิตดับลงไปก็จะไปเกิดในพรหมโลกทันทีตามอานุภาพของฌาน ถ้าเราได้ปฐมฌานอย่างหยาบ เราก็ไปเกิดในพรหมปาริสัชชา แต่ถ้าเราได้ปฐมฌานอย่างกลาง เราก็ไปเกิดในพรหมปโรหิตา แต่ถ้าเราได้ปฐมฌานอย่างละเอียด อย่างประณีต อย่างสุขุมลุ่มลึก เราก็จะไปเกิดในชั้นมหาพรหมา นี่เรียกว่าไปเกิดตามลำดับของฌาน แต่ถ้าเราได้ทุติยฌานก็ดี ตติยฌานก็ดี จตุตถฌานก็ดี ก็จะไปเกิดในพรหมชั้นที่ละเอียดลออขึ้นไปอีก

            แต่ถ้าเราได้อรูปฌาน คือได้อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เราก็จะไปเกิดในอรูปพรหมที่ละเอียด ที่ประณีต ที่สุขุมลุ่มลึก คัมภีรภาพมากขึ้นไปกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าพรหมโลกอยู่ในจิต แล้วท่านกล่าวว่านิพพานอยู่ในมโน มโนนั้นก็คือใจ ทำไมจึงกล่าวว่ามโนนั้นคือใจ เพราะมโนนั้น ท่านกล่าวว่ามโนนั้นแปลว่าม้า สำเร็จได้เร็วดังใจ เรียกว่ามโนมัย เพราะฉะนั้น มโนนั้นท่านจึงแปลว่าใจ เรียกว่ามนะ มนธาตุ เพราะฉะนั้น นิพพานก็อยู่ที่ใจของเรานี่แหละ นิพพานไม่ได้อยู่ที่ตา ไม่ได้อยู่ที่หู ไม่ได้อยู่ที่จมูก ไม่ได้อยู่ที่ลิ้น ไม่ได้อยู่ที่กาย แต่นิพพานอยู่ที่ใจ เพราะกิเลสมันเกิดขึ้นที่ใจ เมื่อกิเลสมันดับลงไป ราคะมันดับลงไป โทสะมันดับลงไป โมหะมันดับลงไป ก็ถึงซึ่งพระนิพพาน แต่ถ้ากิเลสคือราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี มันไม่ดับ นิพพานก็ยังไม่ปรากฏ เรียกว่ามรรคที่หนึ่งคือโสดาปัตติมรรคยังไม่เกิดนิพพานก็ไม่ปรากฏ มรรคที่สองไม่เกิดนิพพานก็ไม่ปรากฏ มรรคที่สามมรรคที่สี่ไม่เกิดนิพพานก็ไม่ปรากฏ

            ผู้ใดอยากเห็นพระนิพพาน ผู้นั้นก็เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เหมือนกันพวกเราทั้งหลายประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นีแหละ เดินจงกรมนั่งภาวนาอยู่นี่แหละ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นถึงซึ่งพระนิพพาน เพราะฉะนั้น นิพพานนั้นอยู่ในจิตในใจในมโนของเรานี้เอง เพราะฉะนั้น เราจะสุขก็ดี เราจะทุกข์ก็ดี เราจะไปเกิดในนรก เปรต อสุรกาย ไปเกิดบนสวรรค์ ไปเกิดในพรหมโลก หรือเราจะไปนิพพาน ก็ต้องอาศัยจิตของเรานี่แหละเป็นตัวการเป็นมูลเหตุ เพราะฉะนั้น ญาติโยมทั้งหลายที่ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม มาเดินจงกรมนั่งภาวนา ก็ถือว่าเรามีโอกาสที่จะได้ฝึกฝนอบรมจิตใจของเรานั้นให้ดีให้งามให้เลิศให้ประเสริฐ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า “ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ ในหมู่มนุษย์เป็นอันมาก บุคคลผู้ฝึกตนนั่นแหละ เป็นผู้ประเสริฐที่สุด”

            คือบุคคลจะดีกว่าคนก็ด้วยการประพฤติปฏิบัติ บุคคลจะเลิศกว่าคนก็ด้วยการประพฤติปฏิบัติ บุคคลจะวิเศษกว่าคนก็ด้วยการประพฤติปฏิบัติ บุคคลจะประเสริฐจะอุดมสมบูรณ์ก็ด้วยการประพฤติปฏิบัติ บุคคลจะรู้มรรครู้ผลเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาก็เพราะการประพฤติปฏิบัติ บุคคลจะได้เป็นพระอรหันต์ก็เพราะการประพฤติปฏิบัติ บุคคลจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เพราะการประพฤติปฏิบัติ บุคคลจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพราะการประพฤติปฏิบัติ เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัตินั้นจึงเป็นทางของอริยวงศ์ เป็นปฏิปทา เป็นการเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง

            ถ้าเราตามรอยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจริญรอยด้วยการประพฤติปฏิบัติ ก็เหมือนกับเราเดินตามรอยของพระองค์ท่าน ไม่เหมือนเราไปสังเวชนียสถานประเทศอินเดีย ไปที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่ปรินิพพาน ก็ไปเพื่อเป็นการยังบุญให้เกิดขึ้นมา เพราะพระองค์ตรัสว่า “ถ้าบุคคลใดได้ไปกราบได้ไปไหว้สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ตำบลใด ตำบลหนึ่ง บุคคลนั้นมีการกราบการไหว้มีศรัทธานั้นเป็นนิมิตเป็นอารมณ์ บุคคลนั้นก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ” พระองค์ทรงตรัสอย่างนั้น เพียงแต่ว่าเป็นบันไดไต่เต้าไปสู่สวรรค์ ป้องกันอบายภูมิ ในเมื่อเราคิดถึงสังเวชนียสถาน แต่ไม่สามารถที่จะทำให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้

            แต่การเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาทด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับเราเดินตามรอยของพระองค์ เห็นรอยของพระองค์เดินไปเมื่อตะกี้นี้เราก็เดินตามพระองค์ไปด้วยการเดินจงกรมนั่งภาวนากำหนดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กำหนดอาการพองอาการยุบ เรียกว่าเราเดินตามรอยพระองค์ไป ตามไป ๆ ในที่สุดก็สามารถที่จะได้บรรลุเป็นพระโสดาบันได้ ในที่สุดก็สามารถบรรลุเป็นพระสกทาคามีได้ ในที่สุดก็สามารถบรรลุเป็นพระอนาคามีได้ ในที่สุดก็สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม” ตัวธรรมนั้นเป็นตัวเดียวกัน ผู้ใดเห็นธรรมก็เท่ากับเห็นพระพุทธองค์ ถึงพระองค์จะทรงปรินิพพานไปแล้ว ตัวธรรมที่พระองค์ได้ค้นพบแต่ก่อนโน้น ในสมัยสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้วก็เหมือนกับตัวธรรมที่เราค้นพบในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม” นี่เรียกว่าเราเดินตามรอยของพระพุทธองค์ในลักษณะของการประพฤติปฏิบัติ เราก็จะถึงพระองค์ แล้วเราก็จะเห็นพระองค์ แล้วเราก็จะทราบชัดว่าธรรมะที่พระองค์ทรงตรัสนี้สามารถที่จะนำเราให้พ้นไปจากความทุกข์ ถึงสันติสุขกล่าวคือมรรคผลพระนิพพานได้จริง.
16  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / ปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม เมื่อ: 12 มกราคม 2567 15:57:00



ปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ อ.อุบลราชธานี

           ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้ว พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยเศียรเกล้า ขอโอกาสคณะสงฆ์ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลจงบังเกิดมีแก่คณะญาติโยมสาธุชนผู้สนใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมทุกท่านทุกคน ณ โอกาสบัดนี้

            วันนี้อาตมภาพได้มีโอกาสมาแสดงพระสัทธรรมเทศนา กล่าวธรรมะเพื่อเสริมการประพฤติปฏิบัติธรรมของญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย ตามสมควรแก่กาลเวลา ก่อนอื่นก็จะขออนุโมทนาสาธุการกับคณะอาจารย์กรรมซึ่งได้เสียสละเวลาอันมีค่า ได้นำพาญาติโยมทั้งหลาย ตลอดถึงคณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมีโอกาสได้เดินจงกรม มีโอกาสได้นั่งภาวนา เรียกว่าเป็นบุญล้นฟ้าล้นดิน

            แล้วก็ขออนุโมทนาสาธุการกับเจ้าคณะตำบล คือท่านพระครูสิริปัญญาวิกรม หรือท่านพระอาจารย์มหาสมจิต ซึ่งเคยเป็นศิษย์วัดพิชโสภาราม ในสมัยก่อนโน้นท่านได้ไปเรียนประโยค ๓ ประโยค ๔ ประโยค ๕ ที่วัดพิชโสภาราม หลังจากนั้นท่านก็ได้เข้าประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดพิชโสภารามเป็นระยะเวลา ๒ ปี ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีทั้งปริยัติ มีทั้งปฏิบัติ นอกจากนั้นก็ขออนุโมทนาสาธุการกับท่านพระอาจารย์ปลัดบุญเลิศ อคฺคปุญฺโญ ซึ่งได้นำพาญาติโยมให้ประพฤติปฏิบัติธรรม ซึ่งพระอาจารย์บุญเลิศก็มีโอกาสได้ไปจำพรรษาที่วัดพิชโสภารามหลายปี ๓ ปี ๔ ปี หรือ ๕ ปี ประมาณนั้น นี่เรียกว่าได้ไปประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดพิชโสภารามก็หลายปี

            แล้วก็ได้มาตั้งสำนักสร้างวัดสร้างวาเพื่อที่จะพัฒนาญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงนั้นให้เข้าถึงพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนี้ก็ขออนุโมทนาสาธุการ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เรียกว่ายากมากที่จะมีการประพฤติปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ก่อนอื่นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ได้นั่งสมาธิฟัง ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายให้นั่งสมาธิฟัง การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

            เพราะบุคคลผู้ที่จะมาแนะนำพร่ำสอนในทางประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นต้องเป็นคนผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างขวาง มีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา มีอุเบกขา มีความปรารถนาความสุขให้บุคคลอื่นนั้นได้รับความสุขพ้นไปจากความทุกข์ บุคคลนั้นจึงสามารถสอนกรรมฐานได้ บุคคลผู้ที่ปรารถนาให้บุคคลอื่นมีความสุขพ้นไปจากความทุกข์นั้น ต้องมีจิตใจที่มีความสุขเสียก่อน ต้องมีจิตใจที่ประกอบไปด้วยเมตตาธรรม กรุณาธรรม มุทิตาธรรม แล้วก็อุเบกขาธรรมเสียก่อน จึงสามารถที่จะแนะนำพร่ำสอนบุคคลอื่นได้ ตนเองจึงจะไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง อันนี้จึงเป็นบุคคลผู้ที่หาได้ยากมาก เรียกว่าหายากมากสำหรับในยุคปัจจุบันนี้ แต่ก็ยังพอมีให้เราได้เดินจงกรมนั่งภาวนา

            ญาติโยมครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ขอให้ได้อนุโมทนาสาธุการ คิดว่าเรามาพบของหายากแล้ว เราก็ควรที่จะทำจิตทำใจให้เกิดความเลื่อมใส ให้เกิดความเพียร ให้เกิดความมุมานะ ให้เกิดความบากบั่น เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นก็ถือว่าเป็นวิถีทางแห่งความพ้นทุกข์ เป็นวิถีทางแห่งการสลัดทุกข์ เป็นวิถีทางแห่งการออกไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เรียกว่าเป็นวิถีทางที่เราทั้งหลายนั้นจะก้าวล่วงซึ่งความทุกข์ ก้าวล่วงซึ่งวัฏฏสงสาร ก้าวล่วงซึ่งโอฆะแหล่งแก่งกันดาร ก้าวล่วงซึ่งความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไปถึงฝั่งคือพระนิพพาน ก็คือการประพฤติปฏิบัติธรรม

            เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยาก เป็นของเลิศ เป็นของประเสริฐ เป็นของวิเศษ เป็นของอุดมด้วยคุณต่าง ๆ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีมรรค มีผล เป็นปริโยสาน เพราะฉะนั้น การที่คณะญาติโยมตลอดถึงครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น จึงถือว่าเป็นวิถีทางออกจากความทุกข์อย่างแท้จริง เราเกิดขึ้นมาล้วนแล้วแต่มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น บางครั้งก็ทุกข์กาย บางครั้งก็ทุกข์ใจ บางครั้งก็ทุกข์ทั้งกายทั้งใจ บางครั้งก็ลำบากทั้งกายทั้งใจ อันนี้เรียกว่าความทุกข์

            เมื่อเราเกิดขึ้นมาแล้วความทุกข์มันก็ติดตามเราไป เรียกว่าทุกข์ประจำสังขาร คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ประจำเหมือนเงาติดตามตัว เราไปไหน ๆ ความแก่ก็ติดตามเราไป เราไปไหน ๆ ความเจ็บก็ติดตามตัวเราไป เราไปไหน ๆ ความตายก็ติดตามเราไป อันนี้เรียกว่าความทุกข์ประจำสังขาร มันเกิดมันมีอยู่กับบุคคลทุกตัวทุกตน สัตว์ทุกประเภทก็มีความแก่มีความเจ็บมีความตายด้วยกันทั้งนั้น

            ญาติโยมสาธุชนทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องมีทุกข์ประจำสังขาร แล้วก็มีทุกข์ที่จรมา ทุกข์ที่จรมาอย่างเช่น ทุกข์เพราะลม ทุกข์เพราะฝน ทุกข์เพราะแดด หรือว่าทุกข์เพราะความโกรธ ทุกข์เพราะความโลภ ทุกข์เพราะความหลง ทุกข์เพราะราคะ มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทานต่าง ๆ อันนี้มันเกิดขึ้นมา จรมา เรียกว่าเป็นอาคันตุกะ เป็นสิ่งที่จรมา เมื่อจรมาแล้วก็มาทำร้ายจิตใจของเรา ทำให้จิตใจของเราร้อนรุ่มกลุ้มใจ ทำให้จิตใจของเรากระวนกระวาย ทำให้จิตใจของเรานั้น หลงใหลมัวเมาในสิ่งที่เพลิดเพลิน แล้วก็ทำให้จิตใจหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น นี้เป็นลักษณะของความทุกข์ที่มันเกิดขึ้นมาในจิตในใจของเรา

            เราทำอย่างไรเราจึงจะพ้นไปจากความทุกข์ด้วยกัน เราจึงจะสามารถพ้นไปจากความทุกข์ได้ เพราะคณะครูบาอาจารย์ก็ดี ญาติโยมก็ดี ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมที่นี่ด้วยกัน ก็ล้วนมีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น จะทุกข์มากทุกข์น้อย ทุกข์เพราะราคะ ทุกข์เพราะโทสะ ทุกข์เพราะมานะ ทุกข์เพราะทิฏฐิอะไรต่าง ๆ ก็มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น บางคนเกิดมานานก็ทุกข์ด้วยความแก่ มีความแก่มีความชรา มีตาฟ่าฟาง มีหูตึง มีฟันหลุด มีหนังเหี่ยว ก็เกิดความลำบาก มองเห็นอะไรก็ไม่ค่อยชัด จะฟังอะไรก็ไม่ได้ยินเท่าที่ควร จะรับประทานอาหาร ลิ้นก็ไม่สามารถที่จะรับรสอะไรต่าง ๆ ได้ทั่วถึง เรียกว่าประสาทตาก็ดี ประสาทหูก็ดี ประสาทลิ้นประสาทกายเริ่มแก่เริ่มชราเริ่มคร่ำคร่าแล้ว จะทำอะไรก็งก ๆ เงิ่น ๆ

            เหมือนกับที่เราสวด “เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย” เป็นสิ่งที่เรานั้นควรพิจารณา เพราะฉะนั้น ความทุกข์เหล่านี้แหละเป็นความทุกข์ที่ตีตราสำหรับบุคคลผู้เกิดขึ้นมา เมื่อบุคคลใดเกิดขึ้นมาแล้วจะต้องมีตราทุกข์คือความแก่ ตราทุกข์คือความเจ็บ ตราทุกข์คือความตายนั้นประทับไว้ที่บุคคลนั้น จะหลีกจะหนีจะหลุดจะพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้นั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นความทุกข์เป็นภัยใหญ่ที่สรรพสัตว์ทั้งหลายจะต้องเผชิญหน้า จะต้องรบจะต้องสู้ หลีกเร้นหนีไม่ได้

            พวกเราทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เรามาเพื่อที่จะหนีออกไปจากความทุกข์ เราจะหนีออกจากความทุกข์อย่างไร ? เราจะหนีออกจากความทุกข์ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่นแหละ เราจึงจะหนีออกจากความทุกข์นั้นได้ แต่ก่อนที่เราจะหนีออกจากความทุกข์ ให้เรามาพิจารณาว่า ความทุกข์มันเกิดขึ้นมาจากสิ่งใด ความทุกข์นั้น องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงตรัสว่าเกิดขึ้นมาเพราะความโกรธ ถ้าบุคคลใดเกิดความโกรธ ก็แสดงว่าความทุกข์ย่ำยีใจของบุคคลนั้นแล้ว เพราะว่าความโกรธนั้นมีสภาพที่ร้อน มีสภาพที่วุ่นวาย มีสภาพที่เผาจิตใจของบุคคลนั้นให้ร้อนรุ่มกลุ้มใจ บุคคลผู้มีความโกรธ ท่านอุปมาอุปมัยว่าเหมือนกับนรก เพราะอะไร ?

            เพราะว่าความโกรธนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลนั้นไปสู่อบายภูมิคือนรก เรียกว่ามนุษย์สัตว์นรก คือร่างกายของบุคคลที่มีความโกรธนั้นเป็นมนุษย์อยู่ก็จริง แต่ว่าจิตใจของเขานั้นเกิดความโกรธ คล้าย ๆ กับว่าถูกไฟนรกนั้นเผาไหม้ เพราะฉะนั้นบุคคลผู้มีความโกรธนั้นท่านจึงอุปมาอุปมัยว่าบุคคลนั้นกำลังที่จะเดินทางไปสู่นรก หรือว่าเป็นบุคคลผู้กำลังแย้มประตูที่จะก้าวเข้าไปสู่นรก คือถ้าบุคคลมีความโกรธไม่พอใจกำหมดกัดฟันตีรันฟันแทงอะไรต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ ทำอย่างนี้เรื่อย ๆ คนพูดอะไรก็ไม่พอใจไปหมัด ได้ยินอะไรก็ไม่พอใจไปหมด คนอื่นทำก็มีความหงุดหงิดมีความรำคาญ ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ที่มีโทสะเป็นเจ้าเรือน

            ถ้าบุคคลใดมีโทสะเป็นเจ้าเรือนอย่างนี้แหละ เวลาโกรธขึ้นมาจิตใจร้อนรุ่มกลุ้มใจ ก็เท่ากับว่าบุคคลนั้นกำลังเดินทางไปสู่นรกแล้ว ถ้าบุคคลนั้นจิตดับลงไปคือตายลงไป ขณะที่จะตายนั้นแหละ ด้วยบาปกรรมที่ตนเองเคยโกรธบ่อย ๆ เคยโมโหบ่อย ๆ ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตนเองนั้นได้เกิดกรรมขึ้นมา คิดถึงกรรมที่ตนเองเคยประหัตประหาร กรรมที่ตนเองเคยขู่เคยฆ่าบุคคลอื่นก็ปรากฏขึ้นมา จิตมันก็ไปยึดเอา เมื่อจิตใจยึดเอาแล้วมันก็ดับลงไป และเมื่อจิตดับลงไปก็ไปสู่นรกทันที เรียกว่าไปเกิดในนรก เมื่อไปเกิดในนรกแล้วก็ถูกไฟเผาไหม้ เหมือนกับที่เราได้ศึกษาได้ฟังเทศน์ฟังธรรมนั้นแหละ

            เหมือนกับพระเทวทัตที่ถูกไฟนรกเผาไหม้ได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอนันตกาล ไม่รู้จะสิ้นสุดตรงไหน เหมือนนายจุนทสูกริกที่ฆ่าหมูอยู่ ๕๕ ปี จนไฟอเวจีมหานรกปรากฏขึ้นมาแล้วก็จิตดับลงไปก็ไปหมกไหม้อยู่ในนรกสิ้นกาลนาน อันนี้เป็นเพราะอะไร ? เป็นเพราะว่าร่างกายเป็นมนุษย์ก็จริงอยู่ แต่ว่าใจเป็นสัตว์นรกแล้ว เพราะอะไร ? เพราะว่าความโกรธเป็นหนทางไปสู่นรก เป็นการเปิดประตูเพื่อไปสู่นรก แต่เมื่อบุคคลตกไปอยู่ในนรกนั้นเป็นอนันตกาลสิ้นกาลนานสิ้นกัปป์สิ้นกัลป์ เมื่อพ้นไปจากนรกแล้ว เศษกรรมที่ทำ บาปกรรมที่ทำ ก็อาจจะทำให้ไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย หรือว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานได้ หรือว่าเรามีบุญกุศลที่สั่งสมมามันให้ผลในขณะนั้น เราก็อาจจะเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ได้

            แต่เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็ทำให้เราเป็นคนใบ้บ้าหนวกบอดพิกลพิการ อาจขาขาดแขนขาด อาจแขนเป๋ขาเป๋อะไรเป็นต้น อันนี้ก็คือตราประทับของนรกที่ประทับไว้ให้เรารู้ สิ่งที่เป็นอัปปมงคลเหล่านี้ก็คือเศษกรรมที่เกิดขึ้นมาจากบาปกรรม เรียกว่าเศษกรรมที่มาจากนรก เป็นสิ่งที่เป็นอัปปมงคล เป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดี เป็นตราประทับของนรก เป็นเศษบาปที่มันเกิดขึ้นมา อันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม

            สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ก็คือความโกรธ เพราะฉะนั้น เวลาที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรม เราก็ควรที่จะยับยั้งความโกรธ ไม่ควรโกรธคนโน้น ไม่ควรโกรธคนนี้ ชั่วชั่งชี ดีชั่งสงฆ์ นี่เรียกว่า ชั่งหัวมัน ชั่งเขาเถอะ อะไรทอนองนี้ หรือว่าเราจะกำหนดคิดหนอ ๆ โกรธหนอ ๆ ก็สามารถที่จะบรรเทาความโกรธ บรรเทาความเดือดร้อนของจิตของใจได้ นี่เราก็จะพ้นไปจากบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวง

            หรือว่าเราเกิดความทุกข์เพราะเกิดความโลภ บางคนเป็นประเภทราคจริต หรือโลภจริต เห็นอะไรก็อยากได้ อยากได้โน้นอยากได้นี้มีความอยากอยู่เป็นประจำ มีความอยากประจำสันดาน มีความอยากประจำจิตประจำใจ มีจิตใจครุ่นคิดอยู่ว่าไม่มี ๆ มีจิตใจครุ่นคิดอยู่ว่า ไม่พอ ๆ เรียกว่ามีความอยาก มีความต้องการอยู่ไม่หยุดไม่หย่อน

            ในลักษณะอย่างนี้ก็เท่ากับว่าเรานั้นเปิดประตูแย้มเพื่อที่จะเข้าไปสู่ภูมิคือเปรตอสุรกายภูมิแล้ว เราสร้างหนทางแห่งเปรตแห่งอสุรกายภูมินั้นให้ปรากฏอยู่ในจิตใจของเราแล้ว จิตใจของเรานั้นก็จะรับอารมณ์นั้นลงไปในห้วงภวังคจิต เราอยากบ่อย ๆ เรายินดีบ่อย ๆ เราโลภบ่อย ๆ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อุปนิสัยของเรานั้นกลายเป็นเปรตโดยไม่รู้ตัว เรียกว่าเปรตเดินดิน เรียกว่า มนุสฺสเปโต เรียกว่ามนุษย์เปรต เรียกว่าร่างกายนั้นเป็นมนุษย์ แต่ใจของเรานั้นเข้าสู่ภูมิเปรตแล้ว เพราะว่าภูมิของเปรตนั้นหิวอยู่เป็นประจำ กระหายอยู่เป็นประจำ มีความไม่อิ่ม มีความไม่พอ มีคำว่าไม่มี ๆ ไม่พอ ๆ อยู่ในจิตในใจตลอดเวลา นี่ลักษณะอย่างนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทั้งหลายนั้นร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ว่าใจของเรานั้นเป็นเปรตแล้ว

            แต่ถ้าจิตใจของเรามันดับลงไปก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เครื่องหมายของเปรตนั้นปรากฏขึ้นมา เรียกว่ากรรมนิมิต คตินิมิตนั้นปรากฏขึ้นมา ด้วยอาการแห่งความโลภที่เราเคยโลภ ด้วยอาการแห่งขโมยทีเราเคยขโมย บางคนก็มีความทะเยอทะยานอยาก ไม่อิ่มในรูป ไม่อิ่มในเสียง ไม่อิ่มในกามารมณ์ บางครั้งก็ไปทำชู้สู่สมอะไรต่าง ๆ นา ๆ อันนี้ก็เป็นเพราะเรามีความหิวมีความกระหายในกามคุณอยู่ตลอดเวลา มีความไม่อิ่ม มีความไม่พอ มีความไม่หยุดไม่ยั้งในการเสพกามารมณ์ต่าง ๆ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นขาดสติขาดการยับยั้งขาดการระวังจิตระวังใจ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทำผิดศีลผิดธรรม ก็ไปเกิดในภูมิของเปรตของอสุรกายได้ บางคนไม่พอในวัตถุ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดการฉ้อการโกงการปล้นการลักการขโมยต่าง ๆ เกิดขึ้นมา อันนี้เพราะอะไร ? เพราะความไม่พอ เรียกว่าไม่พอในวัตถุ เรียกว่าไม่มีสิ้นสุดในวัตถุอยากได้อยู่เป็นประจำ อันนี้ก็ทำให้เรานั้นไปเกิดเป็นเปรตได้

            หรือบางคนไม่พอในทรัพย์สมบัติก็ดี ไม่พอในรูปในเสียงในกลิ่นในรส มีความทะเยอทะยานอยากอยู่เป็นประจำ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พูดเท็จ หลอกลวง ต้มตุ๋น กอบโกย โกงเอาทรัพย์ของบุคคลอื่นมาเป็นของตัวเอง ในลักษณะอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นหนทางแห่งการไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ท่านกล่าวว่าบุคคลผู้ตายด้วยอำนาจของโลภะนี่แหละ ก็จะไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย หลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ตลอดสิ้นกัปสิ้นกัลป์ กว่าจะพ้นกรรม เป็นภูมิที่ไม่กล้าปรากฏต่อสาธารณชน หลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ในลักษณะอย่างนั้นตลอดกาลนาน จนกว่าจะสิ้นกรรม เมื่อสิ้นกรรมแล้ว เศษบาปยังมีอยู่ ท่านก็ยังกล่าวว่าไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือมีบุญพอที่จะสนับสนุนให้มาเกิดเป็นคนก็จะมาเกิดเป็นคน

            เมื่อเกิดเป็นคนแล้วก็จะเป็นคนยากจน เป็นคนถือกระเบื้องขอทานถือกะลาขอข้าว เป็นคนผู้ที่อาภพไร้ญาติขาดมิตร เป็นคนผู้ที่หากินไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เป็นคนที่ลำบากต้องขุดต้องคุ้ยเขี่ยอาหารกิน ทั้ง ๆ ที่คนอื่นนั้นเขาอุดมสมบูรณ์ แต่ตนเองเกิดขึ้นมาแล้วก็ไม่มีความสมบูรณ์ เรียกว่าเกิดขึ้นมาแล้วก็อด ๆ อยาก ๆ ไปที่ไหนก็ไม่มีคนเมตตา ไม่มีคนกรุณา ไม่มีคนสงสาร เพราะผลวิบากกรรมที่ตนเองเคยเป็นคนโลภ ไร้เมตตา ไร้ปรานี ในภพก่อนชาติก่อนโน้น ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์ เกิดความทรมาน อันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นอัปปมงคล เป็นตราบาปของบุคคลผู้ที่ถูกความโลภครอบงำแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ เรียกว่าตราบาปมันประทับไว้ ให้เรารู้ว่าคนจนทั้งหลายทั้งปวงหากินลำบากในลักษณะดังนี้ ก็ถือว่าเป็นเศษบาปที่เขาได้เคยกระทำมาในภพก่อนชาติก่อนตามที่กล่าวมา อันนี้ก็ถือว่าเป็นความทุกข์ของคนที่เกิดขึ้นมาในทุกวันนี้ เรียกว่าความทุกข์ของคนนั้นก็อาศัยความโลภความโกรธนี่แหละเป็นสมุฏฐาน

            แล้วท่านกล่าวว่าบางคนเป็นประเภทโมหจริต คือเป็นผู้ที่ชอบลุ่มหลง โมหะนั้นก็คือบุคคลผู้มืดมนอนธการ ไม่รู้หนทางแห่งความดีความงาม ไม่รู้หนทางแห่งความสุขความทุกข์ ตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน คือบุคคลผู้ที่มืดมนอนธการ ไม่รู้บุญไม่รู้ทาน ไม่รู้ศีล ไม่รู้ภาวนา ไม่รู้การประพฤติปฏิบัติ ไม่รู้หนทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน นี่เรียกว่าเป็นประเภทโมหะ ตายไปแล้วก็จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เรียกว่าผู้ที่มืดมนอนธการ เขาให้ทานก็ไม่รู้จักให้กับเขา เขารักษาศีลก็ไม่รู้จักยินดี ไม่รู้จักอนุโมทนา เขาเดินจงกรม เขานั่งภาวนา ก็ไม่เกิดปีติ ไม่เกิดความพอใจ มีจิตใจมืดมนอนธการไปด้วยราคะ ด้วยมานะ ด้วยทิฏฐิ ด้วยตัณหา อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น บุคคลนี้ ท่านกล่าวว่าร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตใจนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว เหมือนกับว่าเป็นปฏิปทา เป็นหนทาง ที่จะเดินไปสู่ภูมิแห่งดิรัจฉาน เรียกว่า มนุสฺสติรจฺฉาโน กายเป็นมนุษย์ก็จริงอยู่ แต่ว่าจิตใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน นี่เรียกว่าความมืดมนอนธการ

            เมื่อจิตดับ เมื่อถึงคราวที่จะตาย เรียกว่ามรณาสันนกาล เมื่อจิตที่ใกล้ต่อความตายมันปรากฏขึ้นมา ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลนั้นเกิดนิมิตขึ้นมา เห็นตมเห็นโคลน เห็นเครื่องมือของการประหัตประหารด้วยอำนาจของโมหะแล้วก็ตายไป ตายไปด้วยอำนาจของกรรมของนิมิตของคตินิมิตที่เกิดขึ้นมาด้วยอำนาจของโมหะอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อจิตของเราไปจับปั๊บ จิตของเราก็จะดับแล้วก็ไปเกิดในภูมิของสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานนั้นท่านกล่าวว่าเป็นสัตว์ที่ไปขวางคือไม่ตรง เรียกว่าไปขวาง คือขวางศีลขวางธรรมขวางมรรคขวางผลขวางพระนิพพาน คือจะไม่รู้ศีล ไม่รู้คุณงามความดี ไม่รู้มรรค ไม่รู้ผล ไม่รู้พระนิพพาน มีกินมีกามมีเกียจ เรียกว่ากินแล้วก็สืบพันธุ์เท่านั้นเอง แล้วก็หลับแล้วก็นอน นี่เป็นลักษณะของสัตว์เดรัจฉาน

            แม้พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมา พุทฺโธ อุปฺปนฺโน พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา สัตว์เดรัจฉานก็ไม่รู้ไม่ตื่น ไม่เกิดความพอใจ ไม่เกิดความที่อยากจะเข้าเฝ้า เหมือนกับพญานาคในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงลอยถาดเป็นพระโพธิสัตว์แสวงหาพระสัพพัญญู ไปลอยถาดอยู่ที่แม่น้ำเนรัญชรา เมื่อไปลอยถาดแล้วถาดนั้นก็ไปจมลงทับถาดของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ พญานาคก็ตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง นี่คือความมืดมนอนธการของสัตว์เดรัจฉาน ในลักษณะอย่างนั้น เมื่อตนเองไปเกิดในภูมิของสัตว์เดรัจฉานแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นก็ไม่เกิดความดีใจ พระธรรมอุบัติขึ้น พระสงฆ์อุบัติขึ้นก็ไม่เกิดความดีใจ ไม่รู้มรรครู้ผล เรียกว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานนั้นก็ปิดโอกาสที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ปิดโอกาสที่จะได้สร้างสมอบรมคุณงามความดี เรียกว่ามรรคผลนิพพานนั้นเป็นสิ่งที่สัตว์เดรัจฉานนั้นไม่สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นมาได้ เรียกว่าขวางมรรค ขวางผล ขวางพระนิพพาน

            เมื่อเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วก็ต้องเกิดความทุกข์ เกิดความลำบาก ด้วยการที่ถูกสัตว์ใหญ่นั้นเบียดเบียน บางครั้งสัตว์ใหญ่ก็เบียดเบียน บางครั้งสัตว์ที่อยู่ด้วยกันก็เบียดเบียน บางครั้งเขาก็เอาไปทำอาหาร บางครั้งเขาก็เอาไปใช้การใช้งาน เหมือนกับวัวกับควายที่เขาเอาไปใช้การใช้งาน ต้องลำบากตรากตรำต่าง ๆ ในภูมิของสัตว์เดรัจฉาน บางครั้งต้องไปเป็นอาหารของคน เขาต้องเอาไปฆ่า อย่างหมู อย่างวัว อย่างควาย เวลาเขาเลิกใช้งานแล้ว เขาเอาไปเชือด เหมือนเป็ดเหมือนไก่ เอาไปเชือด เอาไปเป็นอาหาร ต้องตายอย่างอนาถ ตายด้วยความทุกข์ทรมาน เพราะอะไร ? เพราะว่าภูมิสัตว์เดรัจฉานนั้น เป็นภูมิที่ทำบาปทำกรรมไว้เยอะ ฆ่าเขาไว้เยอะ ก็เลยถูกเขาฆ่าคืน ถูกเขาเชือดคืน ถูกเขาทุบหัวคืน อันนี้เป็นบาปกรรมของสัตว์เดรัจฉาน

            บางครั้งก็ลำบากเพราะลมเพราะฝน วัวควายเวลาเกิดความหนาวก็ไม่มีผ้าที่จะห่ม เวลาเกิดความร้อนก็ไม่รู้จักที่จะหลบที่จะซ่อน ต้องทำงานตรากตรำอยู่อย่างนั้นแหละ หรือว่าถูกเหลือบยุงลมแดดก็ต้องเป็นทุกข์ตามอาการอย่างนั้น ไม่สามารถที่จะพ้นไปจากสิ่งเหล่านั้นเหมือนมนุษย์ได้ ไม่เข้าไปอยู่ในห้อง ไม่เข้าไปอยู่ในมุ้งลวด หรือว่าเข้าไปอยู่ในบ้านในเรือนได้ นี่เป็นความทุกข์ของสัตว์เดรัจฉาน บางครั้งเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว แทนที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วก็ไปทำบาปกรรมหยาบช้าลงไปอีกในภพภูมิของตนที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน แล้วก็ไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำลงไป

            เราเคยเกิดเป็นช้างอาจจะไปเกิดเป็นม้า เคยเกิดเป็นม้าอาจจะไปเกิดเป็นควาย หรือว่าอาจจะไปเกิดเป็นวัว อาจไปเกิดเป็นหมู หรือว่าอาจจะไปเกิดเป็นหมาเป็นแมวเป็นลิงค่างบ่างชะนี เป็นเป็ดเป็นไก่ หรือว่าอาจเป็นกุ้งหอยปูปลา เป็นกิ้งกือเป็นไส้เดือน อะไรทำนองนี้ หรือว่าเป็นจุลินทรีย์ต่าง ๆ อันนี้ก็ถือว่าเป็นจิตวิญญาณดวงหนึ่ง ถ้าเราไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว บางครั้งภพภูมิของเราอาจจะต่ำลงไป ๆ ด้วยความประมาท เพราะอะไร เพราะว่า เมื่อเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วย่อมไม่รู้ดีไม่รู้ชั่ว ไม่รู้เหตุรู้ผล เราอาจเกิดเป็นกิ้งกือ ไส้เดือน หรือเป็นจุลินทรีย์ เป็นหมู่หนอนหมักหมมอยู่ในสิ่งปฏิกูลโสโครกก็ได้ อันนั้นก็ถือว่าเป็นจิตดวงหนึ่งที่ไปเกิดในภพภูมิด้วยอำนาจของบาปกรรมอกุศลกรรมที่ได้สร้างสมอบรม บางครั้งหนอนตัวหนึ่ง ไส้เดือนตัวหนึ่ง เขาก็อาจจะเกิดเป็นพระเหมือนกันกับเรานี่แหละ หรือว่าอาจจะเคยเกิดเป็นแม่ชี อาจจะเคยเกิดเป็นอุบาสกเหมือนกันกับเรา หรืออาจจะเคยเกิดเป็นพระเคยแสดงธรรมอย่างองอาจกล้าหาญก็มี เพราะว่าวิถีชีวิตของบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่การันตีไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงถือว่าเป็นความทุกข์ที่เราทั้งหลายควรพิจารณา

            เมื่อเราพ้นไปจากสัตว์เดรัจฉานขึ้นมาแล้ว ท่านยังกล่าวว่า เมื่อพ้นจากสัตว์เดรัจฉานขึ้นมาแล้ว เรามีบุญได้ทำไว้แต่ปางก่อนโน้นมันให้ผล ก็อาจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่น่าอนาถใจ เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมาแล้วก็เป็นประเภทที่เซ่อซ่าโง่เง่า เรียกว่าเป็นคนที่มีสติไม่เต็ม มีสติไม่ครบ นับสิบไม่ถ้วน หรือว่ามีสติไม่สมบูรณ์ เดินหัวเราะ เดินร้องเพลง ไม่นุ่งผ้านุ่งแพร อะไรต่าง ๆ เดินไปเดินมา คนในลักษณะอย่างนี้ไม่สามารถที่จะมีสติมีสัมปชัญญะพอที่จะหาทรัพย์สมบัติเลี้ยงตัวเอง หรือไม่สามารถที่จะยังความสุขให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและครอบครัว หรือไม่สามารถที่จะให้ความสุขแม้แก่แม่บังเกิดเกล้าได้ เพราะอะไร ?

            เพราะว่าตนเองนั้นมีร่างกายไม่ดี มีสติมีสัมปชัญญะไม่ดี อันนี้เป็นเพราะอะไร ? เป็นเพราะตราบาปที่เราเคยลุ่มหลงมัวเมาด้วยอำนาจของความมืดมนอนธการ ด้วยอำนาจของโมหะ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่เราทั้งหลายนั้นควรไตร่ตรองให้เข้าใจ ให้คิดว่าสิ่งเหล่านี้แหละเป็นความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงถูกความโกรธ ถูกความโลภ ถูกความหลงนี่แหละ ทำให้ไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ แล้วก็ได้รับความทุกข์ทรมานตลอดกาลนานก็อาศัยสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมก็เพื่อที่จะให้พ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ ให้สิ่งเหล่านี้ตายไปจากจิตจากใจของเราด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน บุคคลที่เกิดขึ้นมาแล้วมีความทุกข์ หันซ้ายแลขวาขึ้นข้างบนลงข้างล่าง ไปเกิดในนรก เปรต อสุรกาย ไปเกิดในภพนั้นภพนี้ก็เพราะอำนาจของความโกรธความโลภความหลงนี่แหละเป็นมูลเหตุเป็นสมุฏฐานแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

            พวกเราทั้งหลายมีโอกาสได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม มีโอกาสได้มาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จึงถือว่าพวกเรานั้นมีบุญล้นฟ้ามีบุญล้นแผ่นดินแล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอให้เรานั้นเกิดสติ เกิดสมาธิ เกิดปัญญา ดังที่โบราณท่านกล่าวไว้ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ พรหมโลกอยู่ในจิต นิพพานอยู่ในมโน” เรียกว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่ที่อัตภาพร่างกายอันยาววา หนาคืน กว้างศอก ของเรานี่แหละ เรามาประพฤติปฏิบัติเพื่อฝึกเพื่อฝนเพื่ออบเพื่อรมใจของเรา อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปเกิดในนรก เปรต อสุรกาย ตามที่กล่าวมา ก็คือใจของเรานี่แหละเป็นมูลเหตุ เป็นสมุฏฐาน

            ท่านจึงกล่าวว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ พรหมโลกอยู่ในจิต นิพพานอยู่ในมโน” ก็คืออยู่ที่จิตใจของเรานี่เอง หรือว่าเราจะไปสวรรค์ เราก็ต้องอาศัยจิตใจของเราที่สร้างสมอบรมคุณงามความดี บุคคลผู้จะไปสู่สวรรค์นั้นต้องมีเทวธรรม ดังที่พระท่านสวดว่า “หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา” ที่เราสวดอยู่เป็นประจำ หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา นี่แหละ ถ้าบุคคลใดถึงพร้อมด้วยหิริโอตตัปปะ บุคคลนั้นก็จะมีความละอายบาป มีความเกรงกลัวต่อบาป ไม่พยายามทำบาปให้มากขึ้น พยายามลด พยายามหลีก พยายามเว้น จากบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่กล้าทำบาป เหมือนกับบุคคลผู้รู้ว่าอันนี้มันเป็นมูตรเป็นคูถก็ไม่อยากเอามือไปแตะต้อง พยายามที่จะถอยห่าง ๆ ออกไปเรื่อย ๆ เพราะอะไร ?

            เพราะรู้ว่านั่นเป็นกองมูตรเป็นกองคูถน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็น ก็พยายามห่างออกไป ๆ บุคคลผู้มีหิริโอตตัปปะ มีความละอายมีความเกรงกลัวต่อบาปก็เหมือนกัน ย่อมถอยห่างแล้วก็ถอยห่าง ถอยห่างออกไปจากบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้บุคคลนั้นได้ไปเกิดในเทวโลกอันเป็นแดนสุขาวดี แดนแห่งความสุข มีอาหารอันเป็นทิพย์ มีอารมณ์อันเป็นทิพย์ มีเครื่องทรงอันเป็นทิพย์ มีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทิพย์ แม้แต่ร่างกาย วิมาน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทิพย์ เป็นของละเอียดอ่อน เป็นของประณีต เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าเป็นแดนสุขาวดี เป็นแดนแห่งความสุข หรือท่านกล่าวว่าเป็นแดนที่บุคคลทั้งหลายจะพึงถึงด้วยกรรมอันดีอันงาม ถึงด้วยกรรมอันชอบ ถึงด้วยกรรมอันเป็นกุศล คือบุคคลใดทำบาปแล้ว ทำอย่างไร ๆ จะไปเกิดในสวรรค์นั้นไปเกิดไม่ได้ บุคคลจะไปเกิดในสวรรค์นั้นต้องเคยให้ทาน เคยรักษาศีล เคยเจริญภาวนา จึงสามารถที่จะไปเกิดในสวรรค์ได้ เรียกว่าต้องมีคุณงามความดีอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่องพาให้ไปเกิดในสวรรค์

            ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “สัตว์บางจำพวกผู้มีกรรมอันลามกย่อมเกิดในครรภ์ สัตว์บางจำพวกมีกรรมอันลามกย่อมไปเกิดในนรก สัตว์บางจำพวกมีกรรมอันดีงามย่อมไปเกิดในสวรรค์ บุคคลผู้ไม่มีกิเลสแล้วย่อมปรินิพพาน” ท่านกล่าวไว้ในลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากจะไปเกิดบนสวรรค์เราก็สร้างสมอบรมคุณงามความดี เราไปสวรรค์ได้ก็ด้วยการอบรมจิตของเราให้สวยงาม นี่เรียกว่าสวรรค์อยู่ในอก ส่วนท่านกล่าวว่าพรหมโลกอยู่ในจิตก็หมายความว่า พรหมโลกนั้นไม่ได้อยู่ในที่อื่น พรหมโลกจะเป็นชั้นพรหมปริสัชชาก็ดี หรือว่าเป็นพรหมปโรหิตา หรือว่าเป็นมหาพรหมา ไล่ไปจนถึงอสัญญีสัตว์ หลังจากนั้นก็เป็นพรหมชั้นที่ ๑๒ คืออวิหา อตัปปา สุทัสสี สุทัสสา อกนิฏฐพรหม ไล่ไปโน้น อยู่ที่ไหน ? อยู่ที่จิตของเรา เรียกว่าพรหมโลกนั้นอยู่ในจิต ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น ? เพราะว่าบุคคลผู้จะไปเกิดในพรหมโลกนั้นต้องอาศัยการเจริญฌาน

            ถ้าบุคคลใดไม่ได้สมาธิไม่ได้ฌานเกิดขึ้นมาในจิตในใจแล้ว อยากจะไปเกิดในพรหมโลกอย่างไร ๆ ก็ไม่สามารถที่จะไปเกิดได้ ถึงบุคคลนั้นจะให้อาหารอันประณีตแก่พระขีณาสพ แก่พระอรหันต์เต็มบาตร ให้ทานอันประณีตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ให้อาหารอันประณีตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้าที่ยืนติด ๆ กันตั้งแต่มนุษย์โลกจนถึงเทวโลก ตั้งแต่เทวโลกจนถึงขอบปากจักรวาล ตั้งแต่ขอบปากจักรวาลจนถึงพรหมโลก ก็ไม่สามารถที่จะไปเกิดในพรหมได้ ถึงเราจะให้ทานมากมายขนาดไหนก็ตาม ไม่สามารถที่จะไปเกิดในพรหมโลกได้ หรือเราจะสร้างโบสถ์สร้างวิหาร สร้างกฐินร้อยกองพันกอง เราก็ไปเกิดในพรหมโลกไม่ได้

17  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / Re: ถาม-ตอบปัญหาธรรม กับพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี เมื่อ: 02 มกราคม 2567 16:01:58


ความหมายของสีลัพพตปรามาส
ถาม : สีลัพพตปรามาส ความหมายคืออะไรเจ้าคะ เพราะอ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ

พระอาจารย์ : หลวงตาท่านบอกว่าเป็นการลูบคลำศีล คือ ไม่มั่นใจว่าศีลนี้เป็นเหตุของการดับทุกข์ได้หรือเปล่า ถ้าเป็นพระโสดาบันนี้ ท่านรู้ว่าการทำบาปนี้เป็นเหตุที่ทำให้เราทุกข์กัน ถ้าเรารักษาศีลได้เราก็จะไม่ทุกข์ ดังนั้น พระโสดาบันนี่จะรักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต เวลาท่านทุกข์ท่านก็ไม่ไปแก้ทุกข์ด้วยการทำพิธีกรรมต่างๆ ไปหาหมอดู ไปทำอะไร วิธีเหล่านี้ไม่ได้เป็นการแก้ทุกข์ ทุกข์มันเกิดจากการที่เราไปทำบาป  ดังนั้น ถ้าเราไม่อยากจะทุกข์เราก็อย่าไปทำบาป แล้วเราจะไม่มีความทุกข์ใจ หรือว่าถ้าเราทุกข์เพราะความอยาก เราก็ต้องหยุดความอยาก พระโสดาบันจะรู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นจาก ๒ อย่าง ๑. เกิดจากความอยาก ๒. เกิดจากการทำบาป ดังนั้น เวลาทุกข์นี่ เช่น ทุกข์เพราะว่าไม่สบายแล้วทุกข์ ก็ไปหาหมอดูว่าจะหายไม่หาย แล้วจะทำวิธีทำให้หายได้ไหม อันนี้เป็นวิธีงมงาย มันจะไม่ได้ทำให้หายทุกข์

วิธีจะทำให้หายทุกข์ก็คือ ต้องดูว่าร่างกายนี้มันต้องตายหรือเปล่า มันต้องเจ็บหรือเปล่า มันต้องแก่หรือเปล่า แล้วมีอะไรไปเปลี่ยนมันได้หรือเปล่า ไปห้ามมันได้หรือเปล่า ถ้าห้ามไม่ได้ไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์ต่างๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร บางวิธีสมัยโบราณเขาสะเดาะเคราะห์ด้วยการบูชายันต์นี่ ด้วยการฆ่าแพะฆ่าแกะฆ่าเป็ดฆ่าไก่ นี่เขาเรียกว่าสีลัพพต พวกที่ไปสะเดาะเคราะห์เพื่อกำจัดความไม่สบายใจของตนด้วยการไปทำพิธีกรรมต่างๆ นี่เรียกว่าสีลัพพตปรามาส

วิธีที่จะทำให้ใจเราหายทุกข์ก็คือ ต้องหยุดความอยากไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย ต้องรู้ว่าความอยากไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายนี้เป็นตัวที่ทำให้เราทุกข์ แล้วการไปทำบาปก็ไม่เป็นวิธีดับทุกข์ แต่เป็นการกระทำให้เกิดทุกข์มากขึ้นไป นี่คือสีลัพพตปรามาส คนที่ไม่รู้อริยสัจ ๔ ไม่รู้ว่าทุกข์เกิดจากอะไร ก็จะไปแก้ด้วยวิธีต่างๆ ไปหาหมอดู ไปดูฮวงจุ้ย ไปทำบูชาราหู ไปลอดใต้ถุนโบสถ์ ไปถ้าสมัยก่อนก็มีการบูชายันต์ ต้องฆ่าเป็ดฆ่าไก่ฆ่าวัวฆ่าควายบูชาเจ้าที่เจ้ากรรมนายเวรอะไรต่างๆ ก็ว่าไป


ให้เอาบุญวิ่งหนีบาป
ถาม  :  ถ้าในอดีตเราได้ทำบาปฆ่าสัตว์ แต่ในปัจจุบันรู้แล้วว่าเป็นบาปเราจะทำอย่างไรคะในอดีตที่ทำผิดพลาดไป

พระอาจารย์  :  อ๋อ ในอดีตก็ต้องใช้มันไปละซิ ถ้าทำบาปโดยไม่รู้ก็ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉาน งั้นมันห้ามไม่ได้ของเก่าที่ทำไปแล้วก็ต้องรับผลไป แต่เราสามารถรอให้มันลงอาญาได้ เลื่อนเวลาได้ด้วยการพยายามทำบุญให้มากๆ ไว้ ถ้าเราทำบุญไว้มากกว่าบาป เวลาที่เราตายไป บาปมันยังแสดงผลไม่ได้เพราะบุญมันมีกำลังมากกว่า บุญก็จะดึงใจไปสวรรค์ก่อน พอบุญกับบาปมีกำลังเท่ากันเราก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ เราก็มาทำบุญใหม่ พยายามให้มันมากกว่าบาปไว้เรื่อยๆ แล้วเวลาตายมันก็ยังไม่ไปอบาย แต่มันไม่หาย

แต่เวลาใดที่บุญน้อยกว่าบาปแล้วเวลาที่เราตายไป ตอนนั้นแหละบาปมันก็จะดึงเราไปอบาย เราไปลบล้างมันไม่ได้ เพียงแต่เราอาจจะรอลงอาญาได้ด้วยการพยายามทำบุญให้มากกว่าบาปไว้อยู่เรื่อยๆ คือให้เอาบุญวิ่งหนีบาป ถ้าบุญวิ่งเร็วกว่าบาป บาปก็ตามไม่ทัน ถ้าบุญวิ่งช้ากว่าบาป บาปแซงหน้าเมื่อไหร่ บาปมันก็จะพาเราไปอบายเมื่อนั้น.


แผ่เมตตา
ถาม : มีงูเห่าตัวเล็กๆ เข้าบ้าน แล้วคุณพ่อฆ่าแต่ตัวเราเองไม่อยากให้พ่อฆ่า แต่ท่านไม่รับฟัง เราจะบาปด้วยไหมเจ้าคะ และสามารถแผ่เมตตาจะช่วยได้ไหมเจ้าคะ

พระอาจารย์ : อ๋อ เราไม่บาปหรอกถ้าเราไม่ได้เป็นคนทำและเป็นคนช่วยเขาทำ เขาทำของเขาเอง ส่วนการแผ่เมตตาก็ต้องไปช่วยเขาซิ ถึงจะเรียกว่าแผ่เมตตา คืออย่าไปทำร้ายเขา ถ้าเราแผ่เมตตาด้วยความคิดว่า เออ ขอให้เธอไปสุคติ นี่ไม่ได้แผ่แล้วละ เพราะมันตายแล้ว

งั้นถ้าเราจะแผ่เมตตาต้องแผ่ตอนที่มันยังไม่ตาย พอใครจะไปทำร้ายเขาก็ไปห้ามเขาไปหยุดเขา อันนี้เพื่อให้มันรอดพ้นจากภัยได้ ถึงจะเรียกว่าแผ่เมตตา แต่ถ้าเราอยู่เฉยๆ แล้วเราสวดบทแผ่เมตตามันไม่ได้แผ่หรอก เพราะเราไม่ได้ทำอะไร เราไม่ได้ช่วยเขา.



เรายังช่วยตัวเราเองไม่ได้เลย
ถาม : ท่านอาจารย์คะ สมมุติว่าเรารู้ว่าทางนี้เป็นทางที่ดีและเราเข้าใจ แต่ว่าคนใกล้ตัวเราเขาไม่ยอมรับ และเขาก็ไม่มาทางนี้กับเราเลย เรามีวิธีช่วยเขาอย่างไรคะ

พระอาจารย์ : ก็เรื่องของเขา ไม่ต้องไปช่วยเขา พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ช่วยใคร  ตอนออกจากวัง ก็ออกมาเพียงพระองค์เดียว

ถาม : เราก็รู้เห็นแต่เราก็ทำอะไรไม่ได้

พระอาจารย์ : ทำไม่ได้หรอก เรายังช่วยตัวเราเองไม่ได้เลย จะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร เรายังว่ายน้ำไม่เป็นเลย เราจะช่วยคนอื่นให้ว่ายได้อย่างไร เราต้องหัดว่ายให้เป็นก่อน ว่ายเป็นแล้วค่อยสอนผู้อื่น พอว่ายเป็นแล้ว ผู้อื่นก็จะเกิดศรัทธาในตัวเรา  อย่างพระพุทธเจ้าพอตรัสรู้แล้วพระราชบิดาก็มีศรัทธา ใครๆก็มีศรัทธา นิมนต์มาสอนในวังเลย ไม่นานก็ได้บรรลุกัน.


นั่งสมาธิแล้วเห็นเป็นสีขาวนวล
ถาม : กราบนมัสการค่ะหลวงพ่อ หนูอยากถามว่าการนั่งสมาธิทำจิตว่าง จะเห็นเป็นสีขาวนวลๆ หมายถึงอะไรเจ้าคะ

พระอาจารย์ : หมายถึงว่ายังใช้ไม่ได้ ต้องนั่งต่อไป อย่าไปสนใจกับสีขาวนวลๆ ถ้าพุทโธก็ต้องพุทโธต่อไป ถ้าดูลมก็ต้องดูลมต่อไป มันต้องเข้าไปจนไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ต้องว่างจริงๆ เหลือแต่สักแต่ว่ารู้ แล้วก็มีความสุขอย่างมาก เป็นความสุขที่มหัศจรรย์ใจ นั่นแหละถึงจะเรียกว่าเราได้ผลจากการนั่งสมาธิ

ถ้านั่งไปแล้วยังรู้สึกเฉยๆ เหมือนกับตอนที่ไม่ได้นั่งก็ยังถือว่ายังไม่ได้สมาธิ ถึงแม้จะรู้สึกว่างจะเบาบ้างแต่มันยังไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ต้องนั่งต่อไปต้องดูลมต่อไป หรือต้องพุทโธต่อไปอย่าหยุด. 

ไม่มีสติ
ถาม : เวลานั่งสมาธิแล้วมักจะเห็นอะไรแปลกๆ แวบขึ้นมา นั่นคือเจ้ากรรมนายเวรหรือเราไม่มีสติเจ้าคะ

พระอาจารย์ : อ๋อ ไม่มีสติ พอเผลอสติปั๊บเดี๋ยวก็มีอะไรผุดขึ้นมา ก็แสดงว่ามันเป็นเครื่องเตือนใจเราว่า “เฮ้ย เผลอสติแล้วนะ” กลับมาหาพุทโธต่อ กลับมาดูลมต่อ อย่านั่งเฉยๆ อย่าขี้เกียจ พอขี้เกียจแล้วเดี๋ยวมันก็โผล่ขึ้นมา 

18  สุขใจในธรรม / ห้องประชาสัมพันธ์ ทั้งทางโลก และทางธรรม / Re: ปฏิทินปักข์ปาฏิโมกข์ พ.ศ.2567 (ของฝ่ายธรรมยุต) เมื่อ: 02 มกราคม 2567 15:38:26

19  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / ปรากฏการณ์ "ฝนโบกขรพรรษ" เมื่อ: 21 ธันวาคม 2566 12:56:09


ปรากฏการณ์ "ฝนโบกขรพรรษ"

ครั้งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นพระอรหันต์ พระบรมวงศ์และชาวเมืองได้ออกมารับเสด็จกันมากมาย  มีพระบรมวงศ์ศานุวงศ์บางองค์ ไม่ทำความเคารพในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อและไม่น่าเชื่อ พระพุทธเจ้าได้ทรงเห็นอาการจึงได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์โดยเสด็จขึ้นเหาะสู่อากาศ  พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงกราบพระโอรสพระญาติวงศ์ก้มกราบไหว้ตามๆ กัน

ขณะนั้นได้เกิดเมฆตั้งเค้าครึ้มขึ้นแล้วเกิดฝนเรียกว่า "ฝนโบกขรพรรษ" ตกลงมา "ฝนโบกขรพรรษ" เป็นฝนมหัศจรรย์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อน ดังนี้
๑. มีเม็ดฝนแดงเรื่อคล้ายแก้วหรือทับทิม
๒. ผู้ใดปรารถนาได้เปียกก็เปียก ผู้ไม่ปรารถนาแม้ละอองก็ไม่สัมผัสกาย
๓. ไม่ขังนองเลอะเทอะ พอฝนหายพื้นดินแห้งสะอาด
๔. ตกเฉพาะในสมาคมพระญาติ ไม่มีผู้อื่นอยู่ร่วมประชุมด้วย

เมื่อฝนโบกขรพรรษตกลงแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงมหาเวสสันดรชาดก เพราะฝนโบกขรพรรษมีหยาดน้ำที่ชุ่มเย็น ทำให้พระประยูรญาติต่างชุ่มชื่นพระทัย พระองค์จึงทรงแสดงเวสสันดรชาดกขึ้นตามลำดับ และจบด้วยเหตุการณ์ตอนที่ ๖ กษัตริย์พระองค์นั้นได้กลับมาพบกันอีก คือพระเวสสันดร พระนางมัทรี พระกุมารีกัณหา พระกุมารชาลี พระราชบิดา พระราชมารดา ทั้ง ๖ พระองค์ทรงดีพระทัยจนถึงขั้นสลบไป ทรงฟื้นรู้สึกพระองค์ต่อเมื่อได้มีฝนโบกขรพรรษตกลงมาต้องพระวรกาย


ที่มา
- ภาพ จิตรกรรมฝาผนัง "ฝนโบกขรพรรษ" วัดอ่างแก้ว เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานครฯ ประเทศไทย
- เรื่อง จิตรกรรมฝาผนังในสยาม
20  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: นรก ๑๐ ขุม โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) เมื่อ: 16 ธันวาคม 2566 16:49:12


นรก ๑๐ ขุม
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)
วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ อ.อุบลราชธานี


            นรกขุมที่ ๗ ก็คือ อโยคุฬนรก นั้นก็หมายถึงว่า นรกที่มีก้อนเหล็กแดงเต็มไปหมด หมายความว่าเมื่อสัตว์นรกที่ตายไปแล้วไปเกิดในนรกขุมนี้แล้ว นายนิรยบาลก็จะเอาคีมงัดปากของสัตว์นรกเหล่านั้นแล้วก็เอาก้อนเหล็กแดงนั้นยัดลงไปในปากให้ได้รับความทุกข์ทรมานแล้วก็ตายไป ตายไปแล้วก็เกิดขึ้นมาอีก เกิดขึ้นมาแล้วก็จับปากอีกยัดเหล็กแดงลงไปอีก ได้รับความทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้จนสิ้นบาปกรรม ไม่รู้ว่ากี่กัป กี่กัลป์ แล้วแต่บุญบาปของบุคคลนั้นจะทำไว้มากน้อยขนาดไหน บาปกรรมที่ทำให้มนุษย์ไปตกนรกขุมนี้ก็คือ การที่เขาไปปล้น  ไปปล้นธนาคารก็ดี ไปลักวัวลักควายก็ดี ลักเป็ด ลักไก่ก็ดี หรือว่าไปปล้นบ้าน ปล้นแท็กซี่ ที่เราเห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็ไปเกิดในนรกขุมนี้ พวกลักวัวลักควายสมัยก่อน ลักเป็ดลักไก่หรือลักสิ่งของของบุคคลอื่น ที่เขาไม่ให้ ตายไปแล้วก็ไปตกนรกขุมนี้ชื่อว่า อโยคุฬนรก ต้องถูกนายนิรยบาลนั้นจับคีมขึ้นมาแล้วก็งัดปากเอาทองแดงนั้นยัดลงไปในปาก ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

            นรกขุมที่ ๙ ก็คือ อสินขนรก อสิก็คือ ดาบ นข ก็คือ เล็บ เมื่อสัตว์นรกตายไปแล้วไปเกิดในนรกขุมนี้แล้วนี่ เล็บมือก็จะกลายเป็นดาบ กลายเป็นหอก กลายเป็นแหลม กลายเป็นหลาว เล็บเท้าก็เช่นเดียวกัน เมื่อเล็บมือกลายเป็นดาบ เป็นหอก เป็นแหลม เป็นหลาวแล้ว สัตว์นรกแออัดกันมากมาย เหมือนกับข้าวสารที่มันอยู่ในถัง มันจะแออัดกันขนาดไหน สัตว์นรกที่แออัดกันอยู่ขนาดนั้นก็เอาดาบฟันกัน แทงกันด้วยบาปกรรมที่ทำมาได้รับความทุกข์ทรมานบางคนก็แทงกันตายแล้วก็ฟื้นขึ้นมาอีก แทงกันอีกตายแล้วก็ฟื้นขึ้นมาอีกแทงกันอีก ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสอยู่อย่างนั้น บุคคลผู้ที่ตายจากมนุษย์แล้วไปเกิดในนรกขุมนั้น ก็เพราะว่าเป็นพวกที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นผู้ที่ฉ้อโกงบุคคลอื่น คือไปเอาทรัพย์สมบัติของหลวงมาเป็นของตนเอง โกงที่นา โกงไร่ของเขา โกงที่ดินเขา ไปปลูกต้นไผ่ ไปปลูกต้นไม้ แล้วก็โกงเอาที่เขา พ่อแม่เขาตายไป ลูกหลานเขาไปกรุงเทพฯ ก็ไปโกงเอาที่ของเขา เขาย้ายเขตแดนไปในลักษณะอย่างนี้ตายไปแล้วก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปเกิดในนรกชื่อว่า อสินขนรก หรือว่าบุคคลใดที่ชอบชก ชอบต่อยกัน ชอบแทงกัน ชอบยิงกัน เวลาตายไปแล้วจะไปตกนรกขุมนี้ หรือว่าไปงานบุญแล้วก็ไปต่อยกัน ไปแทงกัน ไปยิงกัน ตายไปแล้วก็จะไปตกในนรกขุมชื่อว่า อสินขนรก ตกไปแล้วก็มีเล็บเป็นดาบ มีเล็บเป็นหอก เป็นอะไร แล้วก็แทงกันตาย ตายแล้วก็ฟื้น ฟื้นแล้วก็ตาย ตายแล้วก็ฟื้น แทงกันอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะสิ้นบาปกรรม

            นรกขุมที่ ๑๐ ท่านเรียกว่า ยันตปาสาณนรก ยัน ก็คือ ยนต์ เครื่องยนต์ ปาสาณ ก็คือก้อนหิน คือก้อนหินยนต์ คือก้อนหินที่หมุนได้ ก้อนหินนี้จะมีเปลวเพลิงลุกขึ้นมา ก้อนหินนั้นจะหมุนคล้ายๆ กับล้อรถยนต์ใหญ่ กลิ้งเข้ามาๆ ไล่กลิ้งบดสัตว์นรก สัตว์นรกก็วิ่งหนีไป บางครั้งหนีพ้นก็พ้น หนีไม่พ้นก็ถูกบดแบนแล้วก็ตายไป เรียกว่าบดไปเป็นจุน เกิดขึ้นมาด้วยแรงกรรมก็ถูกบดอีกในลักษณะอย่างนี้อยู่เป็นชั่วกัป ชั่วกัลป์เป็นแสนปี เป็นล้านปี จนกว่าจะสิ้นบาปกรรมของเรา มนุษย์ที่ตายไปแล้วไปตกนรกในขุมนี้ก็เพราะว่า เป็นคนที่ชอบยิงสัตว์ เป็นคนที่ชอบทำร้ายสัตว์บุคคลอื่น เป็นคนที่ชอบล่าสัตว์ ไปยิงหนูก็ดี ไปยิงนกก็ดี ไปยิงเป็ดยิงไก่ หรือว่าเอาฉมวกไปแทงปลาก็ดี เอาปืนไปยิงปลาก็ดี ที่เราเห็นการหาอยู่หากินตามภาคอิสานของเรา พวกนี้ตายไปแล้วก็ไปตกนรกชื่อว่า ยันตปาสาณนรก ถูกก้อนหินยนต์กลิ้งบดได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ตายแล้วก็ฟื้นขึ้นมาอีกก็ถูกบดอีกอยู่อย่างนี้เรื่อยไป

            เรื่องนี้มีเรื่องเล่าไว้ว่า มีบุคคลหนึ่งชอบฆ่าสัตว์ เขาชอบฆ่าวัว ฆ่าควาย ฆ่าอยู่เป็นประจำ ฆ่าอยู่ประมาณ ๕๕ ปี เมื่อฆ่าแล้วก็จะเอาเนื้อไว้กิน คือต้องกินเนื้ออยู่เป็นประจำ ไม่กินเนื้อไม่ได้ แล้วเนื้อที่เหลือก็เอาไปขายตลาด เมื่อขายแล้วก็เอาเงินมาให้ภรรยาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียตามประสาคนฆ่าโค วันหนึ่งเขาฆ่าวัว เมื่อฆ่าเรียบร้อยแล้วก็เอาเนื้อก้อนหนึ่งมาให้ภรรยา บอกภรรยาว่าเนื้อก้อนนี้อย่าไปขายให้ใครนะ เอาไว้ปิ้งให้เรากิน เราจะต้องรับประทานอาหารต้องกินเนื้อทุกวัน แล้วก็เอาเนื้อไปขายหมด เมื่อขายหมดแล้วก็กลับมาจากขายเนื้อแล้วเขาก็ไปอาบน้ำชำระร่างกาย ขณะที่ไปอาบน้ำเพื่อนของสามีมาถึงแล้วก็ว่ามีเนื้อขายให้ไหม พอดีมีแขกมาจากทางไกลไม่มีเนื้อที่จะทำเลย ไม่มีเนื้อที่จะเลี้ยงแขก ภรรยาของคนฆ่าเนื้อก็เลยบอกว่า มีแต่เนื้อที่เหลือไว้เพื่อสามีของตนเองเท่านั้น เนื้ออย่างอื่นไม่มี เพื่อนของสามีก็เลยบอกว่า แขกมาให้ฉันเสียก่อนฉันไม่มีอะไรที่จะทำเลี้ยงแขกเลย ภรรยาก็ว่าให้ไม่ได้ เพราะว่าไม่มีเนื้อแล้วสามีของฉันก็จะไม่ทานอาหารเลย เพราะว่าเขาขาดเนื้อไม่ได้ บุคคลผู้ที่เป็นเพื่อนนี้ก็ถือเอาเลย แล้วก็ไปประกอบอาหารเลี้ยงแขก

            สามีกลับขึ้นมาจากอาบน้ำแล้วก็ถามหาอาหาร ภรรยาก็ยกอาหารมาให้ เปิดดูแล้วมันไม่มีเนื้อ ก็เลยบอกว่า เนื้อไปไหนภรรยาก็เลยพูดให้ฟัง พอพูดให้ฟังแล้วคนที่ฆ่าเนื้อก็เลยจับมีดอันคมกริบเดินลงไปใต้ถุนบ้าน แล้วก็เอามือสอดเข้าไปในปากของโค แล้วก็จับลิ้นวัวดึงออกมาแล้วก็เอามีดอันคมนี้ตัดลิ้นของวัว แล้วเอามาโยนให้ภรรยาเอาไปปิ้ง เอาไปประกอบอาหารมาให้ทาน ภรรยาก็ไปย่างมาให้แล้วตัวเองก็นั่งรอที่จะกินลิ้นวัว ขณะที่ภรรยาเอาใส่จานมาแล้วสามีก็จับเอาลิ้นวัวที่ย่างหอมๆ นั้นมาจะกิน พอเอาลิ้นวัววางลงในปากเท่านั้นแหละ ลิ้นของตัวเองก็ขาดออกมา เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ใจขาดแล้วก็ตายไป วัวที่ถูกตัดลิ้นก็ตายไปพร้อมๆ กัน บุคคลผู้ที่ตายไปก็ไปเกิดในอเวจีมหานรก พ้นจากอเวจีมหานรกแล้วก็มาเกิดในนรกที่ชื่อว่า ยันตปสาณนรกได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก อันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้

            เพราะฉะนั้นเราผู้เป็นพุทธบริษัท เราเป็นเด็กต้องเรียนรู้เรื่องบาป เรื่องบุญ ถ้าเราไม่รู้เรื่องบาปเรื่องบุญไม่มีหิริ คือความละอายต่อบาป ไม่มีโอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป เราก็จะทำอะไรต่างๆ ได้มากมาย เถียงพ่อก็ได้ เถียงแม่ก็ได้ ลักของคนอื่นก็ได้ พูดเท็จ พูดเพ้อเจ้อ พูดเหลวไหลก็ได้ สิ่งเหล่านี้มันบาปทั้งนั้น เถียงพ่อเถียงแม่ ด่าพ่อด่าแม่ผู้มีศีลก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตกโลหกุมภีนรกตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น หรือว่าเราไปทำชู้สู่สมบุคคลอื่นก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ต้องไปตกนรกชื่อว่า สิมพลีนรกได้รับความทุกข์ทรมาน ถ้าเราไปโกหกบุคคลอื่น ชอบพูดส่อเสียดบุคคลอื่น ก็เกิดเป็นเปรตมีหางงอกออกมาที่ปากได้รับความทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้นเราผู้เป็นเด็ก เด็กในวันนี้เราควรที่จะเรียนเรื่องนรก เรื่องสวรรค์

            ทางคณะครูบาอาจารย์ก็ดี ทางญาติโยมก็ดี ทำอย่างไรเราจึงจะพ้นจากนรกเหล่านี้ได้ การที่จะพ้นจากนรกเหล่านี้ได้ก็คือ การที่พวกเราทั้งหลายได้มาเดินจงกรม นั่งภาวนานี้แหละ ทางอื่นไม่มี เราจะให้ทานมากน้อยขนาดไหนก็ตามก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากนรกได้ เราจะรักษาศีลดีขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากนรกได้ เราจะเจริญสมถกรรมฐานจนได้รูปฌานที่ ๑ รูปฌานที่ ๒ รูปฌานที่ ๓ รูปฌานที่ ๔ หรืออรูปฌานที่ ๑ เรียกว่า อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน หรือว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ก็ไม่สามารถป้องกันนรกได้

            แต่ถ้าเรามาเดินจงกรมนั่งภาวนา กำหนดอาการขวาย่างซ้ายย่าง กำหนดขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ กำหนดอาการพองอาการยุบ เราสามารถที่จะปิดประตูอบายภูมิได้ ท่านกล่าวไว้ว่าถ้าเรามาเดินจงกรมนั่งภาวนา ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอนี้ ถ้าวิปัสสนาญาณที่ ๑ เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นมา เพียงแต่เรารู้ว่าต้นยกเป็นอย่างไร กลางยกเป็นอย่างไร สุดยกเป็นอย่างไร ต้นเหยียบ กลางเหยียบ สุดเหยียบเป็นอย่างไร ต้นพอง กลางพอง สุดพอง ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ เป็นอย่างไร ท่านเรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นมาแล้ว รู้ว่าเท้าขวาของเรานี้เป็นรูป ใจที่นึกนี้เป็นนาม รู้ว่าเท้าที่เหยียบลงไปนี้เป็นรูป ใจที่นึกนี้เป็นนาม แค่นี้ก็เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นมาแล้ว แต่เราต้องรู้เอง ไม่ใช่บุคคลอื่นนั้นไปบอก เรารู้เองด้วยจิตด้วยใจของเรา เมื่อนามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นมา ท่านกล่าวไว้ในสติปัฏฐานสูตร ด้วยอานิสงส์การเจริญสติปัฏฐานสูตรนั้น เราจะไม่ไปสู่อบายภูมินั้น ๑ ชาติถ้าไม่ประมาท

            แต่ถ้าเราเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ หรือว่าพองหนอ ยุบหนอ ต่อไปจนเป็นเหตุให้ ปัจจยปริคคหญาณเกิดขึ้นมาเรียกว่ารู้ญาณที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย รู้ใจของรูปของนาม เมื่อญาณนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เรียกว่าเป็นจุลโสดาบัน เป็นผู้ที่ถึงกระแสของพระนิพพานน้อยๆ ตายไปแล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๒-๓ ชาติ ถ้าไม่ประมาท

            ถ้าเราประพฤติต่อไปอีก เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด สัมมสนญาณเกิดขึ้นมา คือเรากำหนดอาการพองอาการยุบไป อาการพองอาการยุบของเรามันเร็วขึ้นๆๆ แล้วก็หายไป หรือว่าอาการพองอาการยุบของเรามันแน่นขึ้นๆๆ แล้วก็หายไป หรือว่าอาการพองอาการยุบของเรามันแผ่วลงๆๆ แล้วก็จางหายไป คล้ายๆ กับเราเทน้ำใส่ทะเลในกองทราย น้ำมันก็หายวับไปทันที อาการของท้องพองท้องยุบนั้นมันก็เร็วขึ้นๆๆ แล้วก็หายไป อาการพองอาการยุบที่มันแน่นขึ้นๆๆ แล้วก็หายไป อาการท้องพองท้องยุบมันแผ่วลงๆๆ แล้วก็หายไป ถ้ามันเป็นในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าเรานั้นถึง สัมมสนญาณแล้ว ถ้าเราถึงญาณนี้แล้วจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยไม่ไปสู่อบายภูมิ ๓-๔ ชาติถ้าไม่ประมาท         

            หรือว่าบุคคลใดนั่งไปๆๆ แล้วเห็นนิมิต เห็นภูเขาบ้าง เห็นแม่น้ำบ้าง เห็นทะเลหลวงชลาลัยบ้าง เห็นพระปฐมเจดีย์ พระธาตุพนมนี้ก็ถือว่า ถึงวิปัสสนาญาณที่ ๓ แล้ว หรือว่านั่งไปๆ บางคนแขนใหญ่ขึ้นมา ตัวใหญ่ขึ้นมา ตัวยืดขึ้นมา บางคนก็แขนยาว บางคนก็ขายาว บางคนก็ตัวใหญ่ขึ้นสูงขึ้นฟ้าก็มี ในลักษณะอย่างนี้ก็ถือว่า เราถึงญาณที่ ๓ แล้ว หรือว่าบางคนบางท่านนั่งไปๆ แล้วแสงมันพุ่งออกมาจากหัวใจ ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วก็แตกออกมาเป็นสีเขียวบ้าง สีแดงบ้าง สีเหลืองบ้าง ก็แสดงว่าบุคคลนั้นถึงญาณที่ ๓ แล้ว หรือว่าบุคคลนั่งไปๆ แล้วมันเกิดนิมิต เห็นวิมานของเทวดา เห็นเครื่องทรงของเทวดา อะไรทำนองนี้ก็ถือว่าถึงญาณนั้นแล้ว ถ้าเราประพฤติถึงญาณนี้แล้วเราไม่ประมาทก็ถือว่า เราจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๓-๔ ชาติ

            แต่ถ้าเราไปเกิดเป็นเทวดา ก็จะเป็นเทวดาที่มีแสงสว่างในตัวเองมาก เป็นเทวดาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นเทวดาที่ไม่ประมาทในการบำเพ็ญบุญ บำเพ็ญทาน บำเพ็ญกุศล แต่ถ้าเรามาเกิดเป็นมนุษย์เราก็จะเป็นผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ถ้าเราเดินจงกรมนั่งภาวนาต่อไป ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ กำหนดการเดินจงกรม นั่งภาวนาอยู่เป็นประจำถึงจะเลิกจากการปฏิบัติแล้วเราก็มาเข้าวัด มาเดินจงกรมกับพระอาจารย์อยู่เป็นประจำ เมื่อเดินจงกรมอยู่เป็นประจำก็เป็นปัจจัยให้เกิดอาการพองยุบมันเร็วขึ้นๆๆ แล้วก็ดับฟุบลงไป หรือว่า แน่นขึ้นๆๆ แล้วก็ดับฟุปลงไป หรือว่าแน่นขึ้นๆ แล้วสัปหงกวึบลงไปขาดความรู้สึกไป ๑ ขณะจิต หรือว่าขณะที่เราบริกรรมไปท้องพองท้องยุบของเรามันชัดเจนขึ้นๆ เมื่อชัดเจนขึ้นแล้วก็เริ่มแผ่วลงๆๆ ก็เริ่มเบาลงๆๆ เมื่อเบาลงเต็มที่แล้วมันก็ดับฟึบลงไป ขาดความรู้สึกไป ๑ ขณะจิต ขณะที่ขาดความรู้สึกไป ๑ ขณะจิตนั้นเหมือนกับว่าเรากระพริบตา หรือว่าเหมือนกับเราเอาไม้ขีดลงไปในน้ำ หรือเหมือนกับฟ้าแลบ เพียงแค่นี้แหละมันดับลงไป ๑ ขณะจิต เรียกว่าจิตใจของเรามันขาดไป ๑ ขณะจิต สันตติมันขาดไป ๑ ขณะจิต ความสืบต่อแห่งรูปแห่งนามมันขาด ถ้ามันเกิดขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ก็แสดงว่าเราถึงญาณที่ ๔ แล้ว บุคคลนั้นจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๓-๔ ชาติ ถ้าไม่ประมาท ๓-๔ ชาตินี้จะไม่ไปสู่อบายภูมิเด็ดขาด

            ถ้าบุคคลนั้นไปเกิดเป็นเทวดาก็จะเป็นผู้มีศักดิ์มาก มีรัศมีมากกว่าเทวดาที่ยังไม่ได้วิปัสสนาญาณที่ ๔ เกิดขึ้นมา เรียกว่ามีเดชมีอำนาจมากกว่าเทวดาบุคคลอื่น ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็จะเป็นคนมีเดช มีอำนาจ บุคคลเกรงใจ เคารพ นับถือ ถ้าเกิดขึ้นมาแล้วก็จะเป็นบุคคลที่มีบุญวาสนาบารมี เป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไม่ไปเกิดเป็นคนหูหนวกตาบอด จะไม่ไปเกิดในที่ห่างไกลจากพุทธศาสนา ไม่ไปเกิดในประเทศที่ไม่มีพระพุทธศาสนา จะได้ไปเกิดในประเทศที่มีพระพุทธศาสนา แต่ถ้าเกิดในกัปที่ไม่มีพุทธศาสนา ถ้าบำเพ็ญบารมีมาครบ ๒๐ ทัศน์ ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เรียกว่าเป็นผู้ที่มีบุญมาก ถ้าปฏิบัติมาถึงญาณที่ ๔ แล้วถ้าเป็นพระก็ไม่ต้องอาบัติปราชิก ถ้าบุคคลใดต้องอาบัติปราชิกแล้ว วิปัสสนาญาณที่ ๔ มันจะไม่เกิด แต่ถ้าวิปัสสนาญาณที่ ๔ เกิดแล้วแสดงว่าภิกษุรูปนั้นไม่ต้องอาบัติปราชิก แล้วภิกษุรูปนั้นมีโอกาสที่จะได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน มีโอกาสที่จะได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี มีโอกาสที่จะได้บรรลุเป็นพระอนาคามี หรือว่ามีโอกาสที่จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ชั้นใดชั้นหนึ่งตามอำนาจวาสนาบารมี ตามอำนาจวาสนาความเพียรของเราที่บำเพ็ญภาวนา

            เพราะฉะนั้นบุคคลผู้ที่เจริญวิปัสสนาถึงญาณที่ ๔ นี้ ถือว่าเราปิดประตูอบายภูมิ ๓-๔ ชาติแล้ว แต่ถ้าเราไม่ประมาทเราเจริญไปเรื่อยๆ ถึงญาณที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ นับตั้งแต่ ภังคญาณ ภยตูปัฏฐานญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ แล้วก็ สังขารุเปกขาญาณ ถึงญาณที่ ๑๑ แล้วก็โอนข้ามไปสู่อนุโลมญาณ เมื่ออนุโลมญาณเกิดขึ้นแล้วก็ส่งไปสู่ โคตรภูญาณ โอนจากโคตรปุถุชน ไปสู่อริยโคตร จากนั้นก็ส่งไปให้มรรคญาณ มรรคญาณก็ส่งให้ผลญาณ ผลญาณก็ส่งให้ปัจจเวกขณญาณ บุคคลนั้นก็ถือว่าสำเร็จเป็นพระโสดาบัน เมื่อสำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิ คือจะไม่ตกนรกตามที่อาตมาได้กล่าวไว้แล้ว

            เพราะฉะนั้นหนทางที่เราจะปิดประตูอบายภูมิ คือปิดประตูนรกก็คือการเดินจงกรม นั่งภาวนาเหมือนกับที่เราทั้งหลายได้ทำไว้อยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จนถึงญาติโยมทั้งหลาย ตลอดถึงลูกๆ ทั้งหลายจงตั้งใจบำเพ็ญคุณงามความดี เพราะว่าเราเกิดขึ้นมาแล้วโอกาสที่เราจะไม่ทำบาปนั้นเป็นไปไม่ได้ เราต้องเผลอต้องพลั้งทำบาปโดยประการใดประการหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่มีวิปัสสนาญาณเป็นเครื่องการันตีแล้ว บางครั้งเราตายไปแล้วเราก็อาจจะไปตกนรกก็ได้ แล้วได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เพราะฉะนั้นทางออกของเราที่ดีที่สุดก็คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

            เพราะฉะนั้นวันนี้อาตมภาพ กระผมได้น้อมนำเอาธรรมะ ในเรื่องนรก และหนทางที่จะปิดประตูอบายภูมิ หรือว่าหนทางที่จะปิดประตูแห่งนรกนั้นก็คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ตามที่กล่าวมาแล้วก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ในท้ายที่สุดนี้ก็ขอให้ ญาติโยมทั้งหลายตลอดถึงลูกๆ ทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น จงตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วจงนำหิริคือความละอายนั้นไปไว้ที่ใจของตนเอง นำโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาปนั้นไปไว้ที่ใจตนเอง เป็นคนที่ละอายต่อบาป เป็นคนที่เกรงกลัวต่อบาป รู้จักเคารพคุณของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ รู้จักคุณของพระมหากษัตริย์ รู้จักคุณของพระพุทธศาสนา รู้จักคุณของผู้มีคุณแล้วก็ให้ลูกๆ หลานๆ นั้นจงเจริญรุ่งเรืองด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบัติ ขอให้ลูกๆ นั้นได้มีโอกาสได้มาประพฤติวัตร ปฏิบัติธรรม นำตนให้พ้นจากทุกข์ ถึงสุขอันไพบูลย์ กล่าวคือมรรคผลนิพพานด้วยกันจงทุกท่านทุกคนเทอญ.
หน้า:  [1] 2 3 ... 49
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 5.107 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page วานนี้