[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
25 มกราคม 2565 15:14:54 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 41
1  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / Re: ถาม-ตอบปัญหาธรรม กับพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี เมื่อ: 18 มกราคม 2565 10:50:21



พ่อแม่แช่งลูกจะเป็นจริงไหมคะ
คำถาม: ถ้าพ่อแม่แช่งลูกจะเป็นจริงไหมคะ แต่เราไม่ได้ทำผิดอย่างที่พ่อแม่คิดค่ะ

พระอาจารย์: อ๋อ คำสาปแช่งมันไม่เป็นจริงหรอก การจะเป็นจริงเกิดจากการกระทำทางกาย วาจา ใจ ของแต่ละคน ทำบาปไม่ต้องให้ใครเขาสาปแช่ง มันก็เหมือนถูกสาป ทำบุญไม่ต้องให้ใครเขาให้พรมันก็ได้พรของมันอยู่ในตัว มันอยู่ที่การกระทำของเรา พระพุทธเจ้าทรงบอก เรามีกรรมเป็นของของเรา จะทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมเหล่านั้น ไม่ใช่อยู่ที่คำสาปแช่ง เราเป็นคนอยู่ดีๆ ก็บอกเป็นควายอย่างนี้ เราเป็นควายขึ้นมาหรือเปล่า มันไม่เป็นควายหรอก


ฆ่าปลาเพื่อการศึกษาจะบรรเทาบาปได้อย่างไร
คำถาม: นมัสการและกราบเรียนถามพระอาจารย์ค่ะ ด้วยหน้าที่การงานทำให้บางครั้งต้องทำบาป ฆ่าปลาเพื่อการศึกษา จะมีวิธีบรรเทาเบาบางบาปได้อย่างไรบ้างคะ

พระอาจารย์: ก็ทำบุญไง ทำบุญเยอะๆ ทำบุญให้มันมากกว่าบาป แต่ไม่ได้ไปลบล้างบาปที่ทำไว้ เพียงแต่ว่าถ้าบุญมันมากกว่าบาป บุญมันจะส่ง มันจะส่งผลให้กับจิตก่อน มันเป็นเหมือนกับไปบล็อกบาปไว้ไม่ให้แสดงผล แต่มันยังมีอยู่ในใจ จนกว่าช่วงไหนที่บุญมันน้อยกว่าบาป ช่วงนั้นบาปก็จะเริ่มแสดงผล

ต้องยอมแพ้มัน
คำถาม : ท่านพระอาจารย์เคยบอกว่า การเจ็บปวดเวลานั่งนี่อย่าไปคิดต่อสู้กับมัน

พระอาจารย์ :  ต้องเข้าใจมัน การต่อสู้นี่หมายความว่าเราอยากจะให้มันหาย เราต้องยอมแพ้มัน อย่าไปสู้มัน คือยอมให้มันปรากฏอยู่ มันจะอยู่ก็ให้มันอยู่ไป เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งไล่ยิ่งอยู่นาน ถ้าเราไม่สนใจมัน บางทีมันก็หายไปเอง เช่นเวลาเรานั่งเล่นไพ่นั่งดูหนังทั้งคืน เราไม่ไปยุ่งกับมัน มันก็ไม่มายุ่งกับเรา.


กิเลส
คำถาม : วันนี้ท่านพระอาจารย์เทศน์ว่า คนเรามันเบื่อง่าย ทานอาหารอร่อยๆซ้ำกัน ๒-๓ ครั้งก็เบื่อแล้ว เป็นเพราะอะไร สัตว์บางชนิดทานอาหารอย่างเดียวตลอดชีวิตได้ แต่เราเป็นเพราะกิเลสหรืออย่างไร ที่ทำให้ต้องเป็นอย่างนี้

พระอาจารย์ : เป็นกิเลส จิตจะแกว่งไปแกว่งมาอยู่เรื่อย จากความอยากมีอยากเป็น ก็จะแกว่งไปหาความเบื่อหน่าย ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น พอมีอะไรจำเจก็จะเบื่อ อยากจะได้ใหม่ เป็นเหรียญด้านเดียวกันแล้วแต่จะมอง อยากได้ของใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ เบื่อของเก่าๆ ซื้อเสื้อผ้ามาใส่ได้ไม่กี่วัน พอไปเห็นชุดใหม่ก็อยากจะได้อีก

คำถาม : ส่วนใหญ่เป็นกันอย่างนั้นใช่ไหมค่ะ

พระอาจารย์ :  กิเลสตัณหาเป็นอย่างนี้ ถ้ายังมีโลภโกรธหลง มีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาอยู่ ก็จะเป็นอย่างนี้ สิ่งต่างๆที่เราได้มาก็ไม่ได้ให้ความพอ ไม่มีคำว่าพอสำหรับของที่เราได้มา.


จะพ้นทุกข์ไม่ได้เกิดจากการขอ
คำถาม : การอธิษฐานขอให้พ้นทุกข์พ้นภัยในวัฏสงสาร จะพ้นได้ง่ายกว่าอธิษฐานอย่างอื่นหรือเปล่าคะในชาติต่อๆ ไป

พระอาจารย์: อ๋อ มันไม่พ้นหรอกเพราะมันจะพ้นทุกข์ไม่ได้เกิดจากการขอ การพ้นทุกข์ต้องเกิดจากการปฏิบัติทำให้ต้นเหตุของความทุกข์หายไป ทุกข์มันก็หายไป การอธิษฐานนี้ไม่ได้แปลว่าขอ แต่เรามักจะมาใช้แทนคำว่าขอกัน คำอธิษฐานของศาสนานี้เป็นการตั้งเป้า แสดงเจตนารมณ์ว่าเราต้องการจะทำอะไร เราต้องการพ้นทุกข์ เราก็ต้องปฏิบัติธรรม ต้องชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ เราก็ต้องตั้งเป้าไปที่การชำระจิตใจ อธิษฐานว่าต่อไปนี้จะซักฟอกจิตใจทุกวันๆ ถ้าเราซักฟอกทุกวันเดี๋ยวจิตใจก็สะอาดขึ้นมา ความทุกข์ก็หายหมดไป ขอไม่ได้ อธิษฐานนี่ ถ้าอธิษฐานเพื่อขอ อย่าไปอธิษฐานให้เสียเวลา ถ้าอธิษฐานเพื่อปฏิบัตินี่ อธิษฐานได้ เช่น จะขอปฏิบัติชำระใจทุกวัน นั่งสมาธิทุกวัน ฆ่ากิเลสทุกวัน อย่างน้อยก็ขอฆ่าวันละตัวสองตัวก็ยังดี ฆ่ามันไปเรื่อยๆ อยากดื่มอยากกินอะไรที่ไม่จำเป็น เอ้า ตัดมันไปวันนี้ ไม่ดื่มมัน ไม่กินมัน
2  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: การฟังธรรม โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 17 มกราคม 2565 14:23:45

การฟังธรรม
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี

          ในขณะนั้นนางยักษิณีที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของพาหิยะ ก็แปลงเป็นแม่วัวลูกอ่อนมาดักอยู่ที่ข้างทาง ขณะที่พาหิยะเดินไปตามทางนั้นแหละ ด้วยความอิ่มใจในการบรรลุมรรคผลนิพพาน แม่วัวที่อยู่ในคราบของนางยักษิณีก็ขวิดเอาพาหิยะนั้นตายไป เมื่อตายไปแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จกลับจากบิณฑบาต เสด็จไปเห็นศพของนายพาหิยทารุจิริยะก็ทรงตรัสให้ภิกษุทั้งหลายนั้นเอาศพไปทำฌาปณกิจ เมื่อฌาปณกิจศพแล้วก็เอากระดูกไปสร้างเป็นเจดีย์ไว้ในทางสี่แพร่งให้คนได้กราบได้ไหว้ ได้อานิสงส์

          พอตอนเย็นพระสงฆ์ก็ประชุมกันที่ธรรมสภาศาลา สนทนากันว่า พาหิยทารุจิริยะนั้นเป็นอเจลกะมาจากท่าชื่อว่า สุปารกะ แล้วก็มาฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตายไปแล้วจะไปเกิดในที่ไหนหนอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาพอดี ก็เลยถามภิกษุว่า พวกเธอสนทนาธรรมกันเรื่องอะไร ภิกษุก็บอกว่า สนทนาธรรมกันเรื่องพาหิยะ แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยตรัสว่า “บุตรของเรานั้นปรินิพพานแล้ว” ภิกษุทั้งหลายก็เลยตรัสถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่ากระไร”

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยตรัสว่า “บุตรของเราปรินิพพานแล้ว” ภิกษุทั้งหลายก็เกิดความฉงนสนเท่ห์ว่า บรรลุธรรมตอนไหน “พระองค์ทรงแสดงธรรมนิดเดียว เพียงแต่ว่า เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน แล้วพาหิยะจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตอนไหนพระเจ้าข้า”

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าสำคัญว่าธรรมที่เราตถาคตแสดงนี้ น้อยหรือมาก บุคคลใดที่ฟังธรรมแม้นิดหน่อย ประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมได้บรรลุมรรคผลนิพพานสมกับตนเองปรารถนา แต่บุคคลใดฟังธรรมมาก ฟังแล้วฟังอีกๆ แต่ไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้”

          เมื่อพระองค์ทรงตรัสอย่างนี้แหละ ภิกษุทั้งหลายเจริญวิปัสสนาตาม บางรูปก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน บางรูปก็ได้บรรลุเป็นพระสกิทาคามี บางรูปก็ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี บางรูปก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ อันนี้ก็ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ให้เราทราบว่าการฟังธรรมนั้น เราฟังไปด้วยปฏิบัติธรรมไปด้วย ก็สามารถที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพานเหมือนกับอย่างญาติโยมทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัตินี้แหละ ฟังธรรมไปด้วยปฏิบัติไปด้วย ถ้าเราฟังตั้งแต่วันแรกตั้งใจฟัง “ได้ยินหนอๆ” พระจะเทศน์ดีหรือเทศน์ไม่ดีก็ตาม เราตั้งใจฟัง ท่านกล่าวว่าพระจะเทศน์ดีหรือเทศน์ไม่ดี เทศน์แต่ภาษาบาลี เราฟังไม่เข้าใจก็ดี ท่านสวดมนต์นับตั้งแต่ อะเสวะนา จะ พาลานัง ไปนี้ถ้าเราตั้งใจฟังก็ถือว่าเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          ถ้าเราตั้งใจฟังแล้วท่านกล่าวไว้ในอภิธรรมพิสดารว่า “บุคคลใดตั้งใจฟังธรรมแล้ว ตายแล้ว จะไม่ไปสู่ทุคติแสนกัลป์” อันนี้ท่านกล่าวไว้ในอภิธรรมพิสดาร “ชาติสุดท้ายของบุคคลนั้น ถ้าบุคคลนั้นได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วจะได้บรรลุปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔” คือ ไม่เป็นพระโสดาบันประเภท สุขวิปัสกะ ไม่เป็นพระโสดาบันประเภทที่วิชชา ๓ หรือ อภิญญา ๖ แต่เป็นพระอรหันต์ที่เป็นประเภท ปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ เรียกว่าแตกฉานในอรรถ ในธรรม ในภาษา

          เพราะฉะนั้นญาติโยมทั้งหลาย การฟังธรรมนั้นถ้าเราฟังให้ดีเราย่อมได้ปัญญา ดังที่อาตมาได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นว่า สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา เพราะการฟังธรรมนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ดังที่ท่านกล่าวไว้ในธรรมบท ขุททกนิกายว่า กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ การฟังธรรมนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยาก เพราะว่ามีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ มีพระสาวกแสดงธรรมแล้วก็มีผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมจนเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เข้าใจในธรรมจริง จึงสามารถแสดงธรรมได้

          เพราะฉะนั้นการที่เราจะได้ฟังธรรมนั้นถือว่าเป็นของยาก แล้วญาติโยมทั้งหลายก็มาเจอของหายากแล้ว แล้วก็ได้ประพฤติปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นของยากแล้ว ขอให้ญาติโยมทั้งหลายจงตั้งใจรักษาการฟังธรรม มีการประพฤติปฏิบัติธรรมเราก็มาเนืองๆ มาบ่อยๆ เพื่อที่จะเพิ่มพูนปัญญาบารมีของเราให้ยิ่งๆ ขึ้นไปจนกว่าเราจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน

          วันนี้กระผมหรือว่าอาตมภาพได้น้อมนำเอาธรรมะ เรื่องการฟังธรรมมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ในท้ายที่สุดนี้ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายที่ได้มารวมกันประพฤติปฏิบัติธรรม จงเป็นผู้เพียบพูน สมบูรณ์ไปด้วย โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปทาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ขอให้ท่านทั้งหลายจงเพียบพูนสมบูรณ์ไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบัติ ขอให้โชคลาภร่ำรวยมั่งมีศรีสุข ขอให้ปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความมุ่งมาตรปรารถนา ขอให้มีโอกาสมาประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม นำตนให้พ้นจากทุกข์ ถึงสุขอันไพบูลย์ กล่าวคือ มรรคผลนิพพานด้วยกันจงทุกท่านทุกคนเทอญ.
3  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: การฟังธรรม โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 17 มกราคม 2565 14:22:31
การฟังธรรม
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี

         เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นท่านจึงถือว่าเป็นบุญมาก เป็นบุญใหญ่ใครจัดให้มีการแสดงธรรมบุคคลนั้นก็ได้บุญมาก ประสบกับอานิสงส์ใหญ่ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นถือว่าเป็นมหาบุญ มีอุทาหรณ์ คือ มีนิทานที่ท่านกล่าวไว้เหมือนกับเรื่องของ กบฟังธรรม

          คือในสมัยหนึ่งเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงประทับอยู่ที่พระเชตวัน ในขณะนั้นพระองค์ก็ทรงแสดงธรรมแก่พุทธบริษัททั้งหลาย มีภิกษุเป็นต้น เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมไปๆ กบตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่ริมสระโบกขรณี ขณะนั้นก็ศรัทธาในเสียงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เงี่ยหูฟังธรรมไปๆ ขณะนั้นมีเด็กเลี้ยงควายต้อนฝูงโคฝูงควายผ่านมาพอดี

          ขณะนั้นก็ถือไม้เท้าไล่โคไปด้วยไล่ควายไปด้วยไม่ทันระวังไม้เท้านั้นก็ถูกกบตัวนั้นตาย กบตัวนั้นตายในขณะที่ยินดีในเสียงเทศน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตายไปในขณะนั้นก็เหมือนกับหลับแล้วตื่น ฟื้นขึ้นมาก็ไปเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเทพบุตรชื่อว่า มันฑูกเทพบุตร แปลว่าเทพบุตรกบ

          เมื่อเกิดเป็นเทพบุตรแล้วก็พิจารณาว่า ชาติก่อนนั้นเราทำบุญอะไรหนอ เราจึงได้มาเกิดเป็นเทพบุตรมีวิมานอันเป็นทิพย์ มีเครื่องทรงอันเป็นทิพย์ มีอาหารอันเป็นทิพย์ มีอารมณ์อันเป็นทิพย์ เป็นเพราะเหตุอะไรหนอ พิจารณาไปพิจารณามาก็รู้ว่าชาติเมื่อสักครู่นี้เกิดเป็นกบ ไม่ได้ทำบุญทำทานอะไรเลยเพียงแต่ยินดีในการฟังเทศน์ฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตายแล้วก็ได้รับอานิสงส์มากถึงเพียงนี้ ก็เลยคิดว่าจะไปกราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทราบ ก็ลงมาที่พระเชตวันยังพระเชตวันให้สว่างไสว แล้วก็หมอบเข้าไปกราบเท้าขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีสีเหมือนกับทองคำ กราบแล้วกราบอีก

          แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า  โก เม ปาทํ วนฺทติ ใครหนอมาไหว้เท้าของเราอยู่ มัณฑูกเทพบุตรก็กล่าวทูลว่า “ข้าพระองค์เองพระเจ้าข้า เมื่อสักครู่เป็นกบอาศัยอยู่ในสระโบกขรณี พอดีถูกไม้เท้าของคนเลี้ยงโคตายไป ยินดีในการฟังธรรมของพระองค์ ก็เลยไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ข้าพระองค์มานี้ เพื่อที่จะมาฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อ ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงแสดงธรรมโปรดข้าพระองค์เถิด”

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรมโปรดมัณฑูกเทพบุตร ก็ฟังไปๆ พิจารณาไปเหมือนกับเราฟังอยู่นี้แหละ เจริญวิปัสสนากรรมฐานไปด้วยฟังไปด้วย ในที่สุดมัณฑูกเทพบุตรก็ได้บรรลุดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน แล้วก็กลับไปสู่วิมานชั้นดาวดึงส์ ได้สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่เป็นเอนกกัปเอนกกัลป์ ด้วยอำนาจของการบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระโสดาบัน เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นจึงถือว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้บุญ ดังเรื่องที่กล่าวมาแล้ว แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของแม่ไก่ฟังธรรม

          คือในสมัยนั้น เป็นสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราชื่อว่า กกุสันโธ คือพระพุทธเจ้าชื่อว่า พระกกุสันโธ ในสมัยนั้นมีภิกษุอาศัยอยู่ในหอฉัน เรียกว่าศาลาโรงฉัน ในขณะนั้นท่านก็แสดงธรรมโปรดญาติโปรดโยม ขณะที่ท่านแสดงธรรมโปรดญาติโยมนั้นแหละ ก็มีแม่ไก่ตัวหนึ่งกำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหาร กินอยู่ข้างหอฉัน ข้างศาลาแล้วก็คุ้ยเขี่ยกินไปด้วยก็ฟังธรรมไปด้วย

          ในขณะนั้นมีเหยี่ยวใหญ่ตัวหนึ่งบินโฉบมาคาบเอาคอของแม่ไก่ตัวนั้นไป แม่ไก่ตัวนั้นขณะที่ฟังธรรมก็เกิดความดีใจ เกิดความปีตินั้นแหละ ก็ตายไปในขณะนั้น ขณะก่อนที่จะตายนั้นแหละแม่ไก่ตัวนั้นก็เหลือบไปเห็นธิดาของกษัตริย์กำลังเสด็จเลียบพระนคร ก็เอาธิดาของกษัตริย์นั้นเป็นอารมณ์ ตายไปแล้วไปเกิดเป็นธิดาของกษัตริย์ คิดดูซิแม่ไก่แท้ๆ สัตว์เดรัจฉานแท้ๆ ได้ไปเกิดเป็นธิดาของกษัตริย์แล้วก็เจริญวัยขึ้นมา ก็เข้าไปเวจกุฎี คือเข้าไปในห้องน้ำ แล้วก็เห็นหมู่หนอนเป็นจำนวนมาก ก็พิจารณาเกิดความสลดสังเวชใจเอาหมู่หนอนนั้นเป็นอารมณ์ ก็พิจารณาไปพิจารณามาๆ จิตใจเป็นเอกัคคตา เกิดปฐมฌานขึ้นมา ฌานไม่เสื่อมตายไปแล้วก็ไปเกิดในพรหมโลก

          เมื่อตายจากพรหมโลกแล้วก็มาเกิดเป็นลูกของเศรษฐี ตายจากลูกของเศรษฐีแล้วก็มาเกิดเป็นลูกสุกรบ้าน ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรามีพระชนม์ชีพอยู่ในสมัยนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตพร้อมกับพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ ลูกสุกรบ้านนั้นก็เหลือบเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เปี่ยมล้นด้วยมหาปุริสลักษณะ เปล่งพระฉัพพรรณรังษีอยู่ก็ดีใจ ค่าที่เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วดีใจนั้นแหละ ตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นธิดาของกษัตริย์อีก

          เมื่อตายจากธิดาของกษัตริย์แล้วก็มาเกิดเป็นธิดาของวัณณทาสีตายจากธิดาของวัณณทาสีแล้วก็ไปเกิดเป็นธิดาของกษัตริย์อีก ตายจากธิดาของกษัตริย์แล้วก็มาเกิดอยู่ในหมู่บ้านคามวาสี เมื่อตายจากธิดาของหมู่บ้านคามวาสีแล้วก็ไปเกิดเป็นธิดาของพ่อค้าม้า ตายจากธิดาของพ่อค้าม้าก็ไปเกิดเป็นธิดาของพ่อค้าสำเภา ตายจากธิดาของพ่อค้าสำเภาก็มาเกิดที่เมืองอนุราธบุรี เป็นธิดาของกุฎุมภีชื่อว่ามหาสุมนาเจริญเติบโตขึ้นมามารดาบิดาก็ยกไปให้อำมาตย์ อยู่ในเมืองอนุราธบุรี นางก็เป็นคนใจบุญสุนทาน นางทำบุญใส่บาตรทุกเช้า

          วันหนึ่งพระอัตตคุตเถระ ไปบิณฑบาต พระอัตตคุตเถระนั้นเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ เมื่อพระเถระไปบิณฑบาต ก็พิจารณาเห็นอุปนิสัยของนางกำลังใส่บาตรอยู่ พระเถระก็พิจารณาว่า เราพูดอย่างไรหนอ ธิดาคนนี้จึงจะได้ประโยชน์มาก พระอัตตคุตเถระก็เลยกล่าวกับภิกษุผู้เดินไปด้วยว่า “ท่านเห็นลูกสุกรบ้านไหม ท่านเห็นนางลูกสุกรบ้านไหม” พอนางได้ฟังคำว่า “ลูกสุกรบ้าน” เท่านั้นแหละก็เกิดระลึกชาติหนหลังได้เกิดความสลดใจ เกิดระลึกอตีตังสญาณเกิดความระลึกชาติขึ้นมา เห็นชาติที่ตนเองเกิดเป็นลูกสุกรแล้วก็ไล่มาๆ จนถึงปัจจุบันนี้ก็เกิดความสลดสังเวช ก็ไปอ้อนวอนสามี อ้อนวอนแล้วอ้อนวอนเล่าสามีก็ใจอ่อน

          เมื่อสามีใจอ่อนแล้วก็ออกบวชไปบวชอยู่ในสำนักของภิกษุณี ออกบวชด้วยศรัทธาด้วยความเลื่อมใสตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เดินจงกรมนั่งภาวนาในไม่ช้าไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ตัดกิเลสขาดจากขันธสันดาน อันนี้ก็เพราะอานิสงส์ของการฟังธรรม เรียกว่าฟังเพื่อเอาบุญ

          ต่อไปท่านกล่าวว่า ฟังเพื่อเป็นอุปนิสัย คือขณะที่เรามาฟังนี้ถึงว่าเราจะไม่เข้าใจในวันนี้ ไม่เข้าใจในวันหน้า ไม่เข้าใจในเดือนหน้า ไม่เข้าใจในปีหน้า ไม่เข้าใจในชาติหน้า แต่เราก็ต้องได้เข้าใจในวันใดวันหนึ่งแน่นอน เหมือนกับอุปนิสัยของแม่ไก่ หรือว่าอุปนิสัยที่กล่าวไว้ในอานิสงส์เบื้องต้นแน่นอน

          เพราะว่าบุคคลผู้ที่ได้ฟังธรรมนั้นจะมีอุปนิสัยนั้นติดตามไปในภพน้อยภพใหญ่ ทำให้เราเข้าใจง่าย เมื่อเราฟังซ้ำอีกเราจะเข้าใจได้ไว เพราะฉะนั้นอานิสงส์ของการฟังธรรม ถ้าใครได้ฟังธรรมเป็นอุปนิสัยแล้ว เวลาพระองค์นั้นขึ้นเทศน์องค์นี้ขึ้นเทศน์ เราก็จะเข้าใจไว แต่ถ้าบุคคลไหนไม่เคยมีอุปนิสัยในการฟังธรรมมาก่อน เวลาท่านพูดก็ไม่อยากฟัง อยากเคี้ยวหมาก อยากเหยียดแข้งเหยียดขา อยากคุยกัน เพราะตนเองไม่อยากฟังไม่มีอุปนิสัยในการฟังธรรม

          บางครั้งก็เอามือขีดดินแหงนมองดูดวงดาว เหมือนกับที่ท่านกล่าวไว้ในธรรมบทนั้นแหละ ก็เพราะอะไร ก็เพราะว่าเราไม่มีอุปนิสัยในการฟังธรรม เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นถือว่าเป็นอุปนิสัยที่เราควรสั่งสม เพราะว่าจะเป็นอุปนิสัยทำให้เราพ้นไปจากความทุกข์ พ้นไปจากชาติกันดาร พยาธิกันดาร มรณะกันดาร พ้นไปจากวัฏฏสงสารได้ก็เพราะอุปนิสัยของการฟังธรรมนี้แหละ มีเรื่องของค้างคาว ๕๐๐ ตัว

          คือ ค้างคาว ๕๐๐ ตัวนั้นอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ในสมัยนั้นมีพระเถระรูปหนึ่งที่ทรงธุดงค์ออกไปพักอยู่ถ้ำต่างๆ เมื่อท่านเดินธุดงค์ท่านไปเห็นถ้ำแห่งนั้น ท่านเห็นเป็นสัปปายะแก่ท่าน ท่านก็ทำความสะอา กวาดที่ กวาดอะไรต่างๆ เรียบร้อยแล้วก็เดินจงกรม นั่งภาวนา แล้วท่านก็ทำวัตรสวดมนต์สาธยายอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เหมือนกับหลวงพ่อพระครูสาธยายเมื่อวานนี้แหละว่า กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา กะตะเม ธัมมา เป็นต้น จนไปถึง เหตุปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย จนจบ

          ค้างคาวที่ฟังธรรม ก็ฟังไปๆ เงี่ยหูฟังไป เกิดศรัทธา ค้างคาว ๕๐๐ ตัวฟังธรรมแล้วเกิดความยินดี ด้วยความยินดีในการฟังธรรมนั้นแหละ ตายไปก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สังสรันโต ท่องเที่ยวไปใน มนุษย์บ้างเทวดาบ้าง จนสิ้นพุทธันดรหนึ่ง

          ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็มาเกิดอยู่ที่เมืองสาวัตถี เป็นสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตร เมื่อได้ฟังธรรมที่พระสารีบุตรแสดงแก่ พวกเขาทั้งหลาย ทั้ง ๕๐๐ รูปนั้นแหละก็มีความเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจแล้วก็ประพฤติปฏิบัติตาม ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลสขาดจากขันธสันดาร เพราะอะไร ก็เพราะอานิสงส์ของการฟังธรรมที่มีอุปนิสัยติดตามไปให้บุคคลผู้ที่เคยฟังตั้งแต่เป็นค้างคาวนั้นแหละ ฟังไม่เข้าใจแต่มีความดีใจ ขณะที่ฟังไม่เข้าใจนั้นยังเป็นอุปนิสัยให้เข้าใจพระอภิธรรมอันลึกซึ้งพิสดาร ที่กล่าวถึงเรื่องรูป เรื่องเจตสิก เรื่องจิต เรื่องพระนิพพานเป็นของละเอียดอ่อน ก็ยังสามารถที่จะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานในชาติถัดมาได้

          หรือมีเรื่องของโสณาชีวก ในสมัยนั้นท่านกล่าวไว้ว่า โสณาชีวกนั้นเป็นงูเหลือม คือในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ มีงูเหลือมตัวใหญ่ ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่โพรงไม้ข้างโรงธรรมสภาศาลา ในขณะนั้นพระท่านก็แสดงธรรมในเรื่องอายตนคาถา พรรณนาเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าควรสำรวมตาอย่างไร สำรวมหู จมูก ลิ้น กาย ใจอย่างไร ก็พรรณนาไปๆ ตาเป็นของร้อน หูเป็นของร้อน จมูกเป็นของร้อน ตาเป็นของเย็น หูเป็นของเย็น ท่านก็ภาวนาไป งูเหลือมก็ฟังไปๆ

          ค่าที่งูเหลือมฟังไปด้วยความดีใจนั้นแหละ ตายไปแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ จากสวรรค์ก็มาเกิดเป็นมนุษย์ อยู่สิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา ก็มาเกิดในตระกูลของพราหมณ์ ในเมืองปาฏลีบุตร ก็เจริญเติบโตขึ้นมา แล้วก็ออกบวชเป็นอเจลกะ เป็นนักบวชชีเปลือย นุ่งลมห่มฟ้า เรียกว่าไม่นุ่งอะไร แต่เจริญฌานจนเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้ฌานโลกีย์ มีพระเจ้าแผ่นดินเลื่อมใส คือพระเจ้าแผ่นดินที่ปกครองเมืองปาฏลีบุตรในสมัยนั้นก็คือ พระเจ้าพินทุสาร เกิดความเลื่อมใสถวายตนเป็นอุปถัมภ์อุปฐาก เอามาไว้อยู่ในอุทยานบำรุงเช้าบำรุงเย็น

          เมื่อบำรุงอยู่อย่างนั้น ในวันหนึ่งมเหสีของพระเจ้าพินทุสารนั้นเกิดอาการแพ้ท้องขึ้นมา เกิดอาการแพ้ท้องอย่างประหลาด คือพระนางนั้นอยากจะเหยียดเท้าข้างหนึ่ง อยากจะเอาเท้าข้างหนึ่งเหยียบพระจันทร์ อยากจะเอาเท้าข้างหนึ่งเหยียบดวงอาทิตย์ อยากจะเสวยหมู่ดาวนักขัตฤกษ์ อยากจะเสวยง้วนดิน อยากจะเสวยป่าไม้ใหญ่ๆ เกิดอาการแพ้ท้องอย่างประหลาด

          มหาดเล็ก แม่ครัวทั้งหลายก็ไปกราบทูลพระเจ้าพินทุสาร เมื่อพระเจ้าพินทุสารได้ทราบแล้วก็เกิดความดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ก็เลยสั่งให้ทหารนั้นจัดการทำอุบายเพื่อที่จะระงับอาการแพ้ท้อง ก็เลยสั่งให้มหาดเล็กและแม่ครัวทั้งหลายนั้นทำขนมเบื้อง ๒ แผ่น แผ่นใหญ่ๆ แผ่นหนึ่งสมมุติว่าเป็นดวงอาทิตย์ แผ่นหนึ่งสมมุติว่าเป็นดวงจันทร์ แล้วก็ให้แม่ครัวนั้นทำขนมต้มที่มีสีเหมือนกับดวงดาวนักขัตฤกษ์ทั้งหลาย แล้วก็ทำขนมให้เหมือนกับง้วนดินและแมกไม้ใหญ่ๆ

          จากนั้นก็ให้ทหารนั้นทำความสะอาดพระลานหลวง เอาเสื่อลำแพนมาวงล้อมแล้วก็เจาะเป็นรูๆ หมด ช่องเหมือนกับดวงดาวแล้วก็เอาขนมต้มยัดเข้าไป แล้วก็เอาไปให้พระนางเสวยว่าอันนี้เป็นดวงเดือนนะ อันนี้เป็นดวงอาทิตย์นะ อันนี้เป็นดวงดาวนะ อันนี้เป็นง้วนดิน อันนี้เป็นแมกไม้ป่าไม้ ไม้ใหญ่ นางก็เสวยขนมเหล่านั้นอาการแพ้ท้องก็สงบระงับ พระเจ้าพินทุสารเกิดความสงสัยในอาการแพ้ท้องว่า อาการแพ้ท้องของพระอัครมเหสีนี้เป็นเพราะอะไรหนอ ถึงแพ้ท้องแปลกประหลาดอย่างนี้ ก็เลยไปเชิญโสณาชีวกมา แล้วก็ตรัสถามโสณาชีวก โสณาชีวกก็กราบทูลว่าพระโอรสที่อยู่ในท้องนั้นจะเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก เมื่อเติบโตขึ้นมาแล้วก็จะได้ครอบงำพระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๑๐๑ พระองค์ มีอำนาจแผ่ไปในเบื้องบน ๑ โยชน์ มีอำนาจแผ่ไปในทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ตะวันออกนั้น อย่างละ ๑ โยชน์ เป็นผู้มีบารมีมาก

          เมื่อโสณาชีวกพยากรณ์อย่างนั้นแล้ว โสณาชีวกก็ออกไปให้พ้นจากอำนาจของพระราชกุมาร ออกไปให้พ้นรัศมี ๑ โยชน์ เมื่อโสณาชีวกไปอยู่ที่นั้นแหละ อัครมเหสีของพระเจ้าพินทุสารเมื่อครบ ๑๐ เดือนแล้วก็คลอดลูกออกมา ตั้งพระนามว่าอโศกราชกุมารเจริญวัยขึ้นมาแล้วก็ได้ครองพระราชบัลลังก์แทนพระเจ้าพินทุสาร

          เมื่อครองพระราชบัลลังก์อยู่นั้นแหละ วันหนึ่งพระมารดาก็เล่าเรื่องทั้งหมดของโสณาชีวกให้ฟัง ก็เกิดความศรัทธาในโสณาชีวก อยากทำบุญทำทานกับโสณาชีวก ก็ให้ทหารทั้งหลายแต่งคานทองไปเชิญโสณาชีวก โสณาชีวกก็ขึ้นคานทองทหารก็หามตามมรรคา ตามหนทางมาเรื่อยๆ ขณะที่เดินทางตามถนนหนทางนั้นแหละ ก็ผ่านวัดของพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่า อุตระ

          คือพระอุตระนี้เป็นพระอรหันต์ผู้ที่เต็มเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม เป็นพระอรหันต์ผู้เพียบพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ มีเมตตาธรรมมาก เสือก็ดี สัตว์ก็ดี สุนัขจิ้งจอกก็ดี ราชสีห์ก็ดี เสือโคร่งก็ดี เสือเหลืองก็ดี พวกวัว พวกกวางก็ดี พวกเก้งก็ดี อาศัยรวมกันเป็นมิตรกัน ถ้าเข้ามาในวัดแล้วไม่กัดกัน โสณาชีวกถูกทหารหามผ่านมาก็เหลือบไปมองเห็นพวกสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น ก็เกิดความฉงนสนเท่ห์ ว่าสัตว์เหล่านี้อยู่ด้วยกันได้อย่างไร ก็บอกให้ทหารนั้นวางคานทองลง ก็เดินเข้าไปในวิหารของพระอุตรเถระ

          เมื่อเดินเข้าไป ไปพบพระเถระแล้วก็ถามว่า “ท่านขอรับ สัตว์เหล่านี้มีชื่อว่ากระไรหนอ จึงได้มาอยู่ด้วยกัน ตามธรรมดามันเป็นศัตรูกัน แต่มาเป็นมิตรกันได้อย่างไร สัตว์เหล่านี้ชื่อว่าอย่างไรหนอ มาจากที่ไหนถึงได้มารวมกันอยู่ตรงนี้” พระเถระผู้เป็นพระอรหันต์ก็พิจารณาว่าอุปนิสัยของอเจลกะคนนี้ เคยฟังเทศน์ฟังธรรมเรื่องอะไรไว้หรือเปล่าหนอ เคยทำบุญทำทานอะไรไว้หรือเปล่าหนอ พระเถระก็พิจารณาว่าเราจะแสดงธรรมอย่างไรหนอ เราจะพูดอย่างไรหนอ อเจลกะ คนนี้จึงจะเกิดอานิสงส์อันยิ่งใหญ่กว่า ก็ใช้อตีตังสญาณระลึกชาติหนหลังระลึกไปๆ พอระลึกไปก็เห็นชาติของ อเจลกะคนนี้เป็นงูเหลือมตั้งแต่สมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เคยฟังธรรมเรื่องอายตนคาถา คิดดูซิ เคยฟังธรรมมาเป็นงูเหลือมมาสมัยโน้น พระเถระก็ยังสามารถระลึกถึงได้ เมื่อพระเถระระลึกถึงอย่างนั้นแล้วก็เลยกล่าวว่า “สัตว์เหล่านี้ชื่อว่า อายตนะ” แทนที่ท่านจะว่า อันนี้เป็นเสือนะ อันนี้เป็นกวางนะ แทนที่ท่านจะกล่าวอย่างนี้ท่านไม่กล่าว ท่านกล่าวว่า “สัตว์เหล่านี้ชื่อว่า อายตนะ”

          พอโสณาชีวกได้ฟังคำว่า “อายตนะ” เท่านั้นแหละ เกิดปีติ เกิดโอตตัปปะ คิดถึงบาป คิดถึงบุญ รู้บาป รู้บุญ เพราะว่าตนเองได้ระลึกถึงบทธรรมที่ตนเองได้ฟังมาตั้งแต่สมัยโน้น ตั้งแต่สมัยเป็นงูเหลือม อยู่ที่โพรงไม้ข้างธรรมศาลา สมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ก็เกิด หิริ โอตตัปปะขึ้นมา ก็นั่งยองย่อลง พระเถระก็โยนผ้าอาบน้ำให้ โสณาชีวกก็นุ่งห่มผ้าอาบน้ำ แล้วก็ขอบวชในสำนักของพระเถระ

          เมื่อบวชแล้วก็ตั้งใจเดินจงกรม นั่งภาวนาเหมือนกับเราตั้งใจอยู่นี้แหละ ในไม่ช้าก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ตัดกิเลสขาดจากขันธสันดารไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในมหรรณพภพสงสารอีกต่อไป อันนี้ก็เพราะอะไร เพราะว่าอุปนิสัยที่ได้สั่งสมอบรมมา

          เพราะฉะนั้นเราฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวันๆ ถ้าเราตั้งจิตตั้งใจฟังให้ดี อุปนิสัยนี้แหละจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราสิ้นภพสิ้นชาติ จากการเวียนว่ายตายเกิด เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้น ที่ครูบาอาจารย์แต่ละรูปแต่ละท่านกล่าวไว้ว่า ก่อนที่ท่านจะขึ้นธรรมาสน์ ท่านจะมีว่า สักกัจจัง ธัมโม โสตัพโพติ เรียกว่าฟังธรรมโดยความเคารพ พระท่านจะกล่าวเป็นประจำ คืออยากให้เรานั้นได้อานิสงส์ เหมือนกับกบเคารพในการฟังธรรม เหมือนกับแม่ไก่เคารพในการฟังธรรม เหมือนกับงูเหลือมเคารพในการฟังธรรม เหมือนกับค้างคาวเคารพในการฟังธรรม จะเป็นอุปนิสัยติดตามเราไปให้เรานั้นได้รับความสุข ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อันนี้เป็นอุปนิสัยในการฟังธรรม

          ประการที่ ๔ ท่านกล่าวว่า ฟังไปด้วยปฏิบัติธรรมไปด้วย คือในขณะที่เราฟังธรรมนั้นมี ๒ ประการ คือ เราฟังแล้วเราจำเอาไว้ เมื่อเราจำได้แล้วเราก็น้อมไปปฏิบัติในวันหลัง เดือนหลัง ปีหลัง หรืออีกอย่างหนึ่งเราฟังในขณะนี้เราก็ปฏิบัติไปในขณะนี้ เหมือนกับเราทั้งหลายกำลังทำอยู่นี้แหละ ฟังไปด้วยกำหนดไปด้วย “ได้ยินหนอๆ” คือขณะที่เราฟังธรรมนี้ถ้าจิตของเราเป็นสมาธิขึ้นมา เมื่อเป็นสมาธิขึ้นมามันดับฟึบลงไป ถ้ามันดับลงไปด้วยอำนาจของฌานชวนวิถี ก็ถือว่าเป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานไป แต่ถ้ามันเป็นมรรควิถี ดับฟึบลงไปด้วยอำนาจของมรรควิถี ก็เป็นการบรรลุเป็นพระโสดาบัน บรรลุเป็นพระสกทาคามี บรรลุเป็นพระอนาคามี หรือว่าถ้ามันดับลงไปถึงครั้งที่ ๔ ก็ถือว่าบรรลุเป็นพระอรหันต์ อันนี้การบรรลุธรรมในการฟังเทศน์ฟังธรรม

          เราจะเห็นการบรรลุธรรมของพระสารีบุตรก็ฟังธรรม พระโมคคัลลานะก็ฟังธรรม หรือพระอานนท์บรรลุเป็นพระโสดาบันก็ฟังธรรม หรือว่าปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ บรรลุธรรมก็เพราะการฟังธรรม พระยสกุลบุตรพร้อมด้วยมารดา บิดาของท่าน พร้อมกับภรรยาของท่านบรรลุธรรมก็เพราะการฟังธรรม ชฎิลทั้ง ๓ คนก็บรรลุธรรมเพราะการฟังธรรม บริวารของพระเจ้าพิมพิสาร ๑๑ หมื่นก็บรรลุมีดวงตาเห็นธรรมก็เพราะการฟังธรรม เพราะอะไร การฟังธรรมนี้ได้บุญมาก ได้อานิสงส์มาก ถ้าเราฟังเป็นเราก็สามารถที่จะได้บรรลุดวงตาเห็นธรรม หรือว่าได้บรรลุมรรคผลนิพพานในขณะที่ฟังได้

          หรือขณะที่ฟังธรรมในปัจจุบันนี้ตามที่ไปเผยแผ่ในสถานที่ต่างๆ ขณะที่แสดงธรรมลงแต่ละครั้งแต่ละวัน ถ้าเราแสดงธรรมดีๆ ผู้มาปฏิบัติตั้งใจปฏิบัติธรรม เวลาเราแสดงธรรมลงไปก็จะมีคนนั่งสมาธิเข้าสมาธิตลอด ในบางครั้งก็เป็น ๓๐ นาที บางครั้งก็เป็น ๑ ชั่วโมง บางครั้งก็เป็น ๒ ชั่วโมง ก็แล้วแต่ว่าสมาธิของแต่ละท่านจะดับไปนานหรือไม่นาน มันก็เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้แล้วแต่ว่าบุคคลใดจะดับด้วยอำนาจของฌานชวนวิถีก็ถือว่าเป็นฌานไป แต่ถ้ามันดับด้วยอำนาจของมรรควิถี ก็ถือว่าเป็นการบรรลุมรรคผลนิพพานไป เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นยังมีอานิสงส์ ให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพานในปัจจุบันนี้ได้

          เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นเราต้องตั้งใจฟังจริงๆ ถ้าเราตั้งใจฟังธรรมจริงๆ แล้วอานิสงส์นั้นประมาณไม่ได้ เรียกว่ามีมากมายเป็นอเนกสหัสสานิ  มากมายหลายประการเหลือเกิน ดังที่เรื่องของพาหิยทารุจิริยะ

          คือในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงอุบัติขึ้น พระองค์ทรงประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี จะมีตระกูลหนึ่งมีพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกัน พอดีพ่อก็ตายไปก็เหลือแม่กับลูกอยู่ด้วยกัน ๒ คน แม่ลูก อยู่ด้วยกันแม่กับลูกคุยกันไป แต่พอวันหนึ่งลูกเห็นความยากจนของแม่ ไม่อยากเห็นความยากจนของแม่ ไม่อยากจะให้แม่ได้รับความลำบากตอนแก่ ตนเองมีกำลังเรี่ยวแรงก็อยากจะหาเงินหาทอง ไม่อยากงอมืองอเท้า ก็เลยขอแม่ว่า “แม่ ผมอยากจะไปค้าขายทางเรือกับเขา เผื่อที่จะร่ำรวยมาเลี้ยงแม่ในยามแก่เฒ่าได้”

          แม่ก็ว่า “อย่าไปเลย ลูกไปแล้วแม่จะอยู่กับใคร มีกันอยู่สองแม่ลูก ถ้าลูกไปแล้วแม่อยู่คนเดียวมันก็ลำบาก อย่าไปเลยลูก เพราะว่าการไปค้าขายทางเรือมันอันตราย เกิดคลื่นเรือแตกขึ้นมา ลูกจะทำอย่างไร เมื่อลูกตายไปแล้วแม่จะอยู่ยังไง” แม่ก็ไม่อยากจะให้ลูกไป แต่ลูกนั้นอดทนไม่ได้ที่จะเห็นแม่ยากจน ไม่อยากเห็นแม่ลำบาก ก็เลยไปค้าขายทางเรือ

          ขณะที่เรือนั้นวิ่งไปได้ประมาณ ๗ วัน ออกไปล่องกลางทะเลได้ ๗ วันเรือก็ถูกพายุซัดเรือก็แตก เมื่อเรือแตกเรือก็จมลง คนทั้งหลายก็เป็นอาหารของเต่า ของปลาร้ายในทะเล ด้วยบุญกุศลของพาหิยทารุจิริยะนั้นแหละก็คว้าได้แผ่นกระดานแผ่นหนึ่งก็แหวกว่ายตามสายธารมา กว่าที่จะมาถึงอีกฝั่งชื่อว่า สุปารกะ

          เสื้อผ้าที่นุ่งไปก็หลุดลุ่ยออกหมด เหลือแต่ชุดวันเกิด เมื่อมาถึงตนเองก็อดอาหารได้หลายวันก็ทิ้งแผ่นกระดานแล้วก็เดินโซซัดโซเซขึ้นมา เสื้อผ้าก็ไม่นุ่งไม่ห่มก็ไม่มีความอายเพราะมันเกิดความหิวก็เดินมา

          แต่ชาวบ้านในละแวกนั้นถือบุคคลผู้นุ่งลมห่มฟ้า บุคคลผู้ชีเปลือยนั้นว่าเป็นพระอรหันต์ ชาวบ้านนั้นเห็นก็ว่า พระอรหันต์ของเรามาแล้ว ผู้วิเศษของเรามาแล้ว ก็วิ่งมาเอาอาหาร เอานม เอาเนย มาให้พาหิยทารุจิริยะนั้นรับอาหารมากิน พาหิยะที่หิวก็กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ก็คิดว่าเราไม่มีคุณวิเศษอะไร เขามายกเราเป็นพระอรหันต์แล้วก็เอาอาหารดีๆ มากราบมาไหว้ เราจะประพฤติตัวเป็นอย่างนี้แหละ ปลอมตัวเป็นพระอรหันต์เลย เรียกว่าประพฤติอย่างนี้เพื่อที่จะได้รับลาภสักการะ

          ร้อนถึงพระพรหม ในสมัยที่ประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกันตั้งแต่สมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ไปเกิดบนพรหมโลกก็มายืนอยู่บนอากาศมาพูดว่า “ดูก่อน พาหิยะ เพศที่เธอถืออยู่นี้ไม่ใช่เพศของพระอรหันต์ แต่เป็นเพศอเจลกะ เป็นเพศชีเปลือย โน่น พุทโธ อุปปันโน พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว อยู่ที่เมืองสาวัตถี ธัมโม อุปปันโน พระธรรมอุบัติขึ้นแล้ว ที่เมืองสาวัตถี สังโฆ อุปปันโน พระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้ว ที่เมืองสาวัตถี” พอพาหิยทาจุจิริยะด ได้ฟังคำว่า “พุทโธ อุปปันโน ธัมโม อุปปันโน สังโฆ อุปปันโน” เท่านั้นแหละ เกิดปีติขึ้นมาอย่างล้นพ้น เกิดหิริโอตตัปปะ เกิดขนพองสยองเกล้า เกิดน้ำตาไหล เกิดใจฟู คิดว่าเราจะไปเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเราไม่ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะไม่หยุด นอน เราจะมีแต่วิ่ง กับเดินเท่านั้น เราจะไม่หยุดพักผ่อน ก็ออกวิ่งจากท่าชื่อว่าสุปารกะ ไปถึงเมืองสาวัตถี สิ้นระยะทาง ๑๒๐ โยชน์ บางอาจารย์ก็บอกว่าไปด้วยอำนาจของเทวดาหรือพรหม บางอาจารย์ก็บอกว่าไปด้วยอำนาจของปาฏิหารย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปถึงเมืองสาวัตถีนั้นตอนเช้าพอดี ขณะที่ไปถึงเมืองสาวัตถีก็ไปสู่พระเชตวัน ขณะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถีแล้ว ก็ไปเห็นภิกษุรูปหนึ่งกำลังเดินจงกรมอยู่

          ภิกษุรูปนั้นเมื่อเห็นพาหิยะมาแล้วก็ไปถามว่าท่านมาจากไหน

          “กระผมมาจากท่าชื่อว่าสุปารกะ”

          “ท่านมาไกลสิ้นระยะทางตั้ง ๑๒๐ โยชน์ ท่านคงเหน็ดเหนื่อยเดินทางมาทั้งคืน อาบน้ำชำระร่างกายพักผ่อนเถิด นั่นน้ำมันทาเท้า น้ำมันทามืออยู่ตรงนั้น เนยใสเนยข้นอยู่ตรงนั้น ท่านบริโภคเสียก่อน”

          แต่พาหิยทารุจิริยะนั้นไม่ยอม ว่าถ้าข้าพเจ้าไม่เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่ได้ฟังธรรมจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ยอมทำอะไร ข้าพเจ้าจะไม่ยอมรับประทานอะไร ข้าพเจ้าต้องการที่จะพบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอท่านจงบอกว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน

          ภิกษุรูปนั้นก็บอกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปบิณฑบาตในเมือง แล้วพาหิยะก็ไปตามตรอกตามซอยที่ภิกษุรูปนั้นบอก ก็เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังเดินอยู่ในตรอก กำลังเปล่งพระฉัพพรรณรังสีออกมา พาหิยะเห็นแล้วก็เกิดศรัทธาขึ้นมา พอเห็นฉัพพรรณรังสี เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สง่างามดุจพรหม เป็นผู้มีฉัพพรรณรังสีแผ่ออกไปกระทบพาหิยะ แล้วก็เข้าไปในรัศมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ไปกราบตรงหลังพระบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดปีติ เกิดขนพอง เกิดน้ำตาไหลขึ้นมา ปีติเกิดขึ้นมาอย่างมาก กราบลงไป ๓ ครั้งแล้วก็เงยหน้ามองดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บอกว่า นานเหลือเกินที่ข้าพเจ้าจะได้เจอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพระองค์ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า “ดูก่อน พาหิยะ ขณะนี้ตถาคตกำลังบิณฑบาตอยู่” พาหิยะก็ไม่ฟัง ก็อ้อนวอนเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ขอพระองค์ จงแสดงธรรมโปรดข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์มาไกลเหลือเกิน”

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า “ดูก่อน พาหิยะ ขณะนี้เราตถาคตกำลังบิณฑบาตอยู่ ต่อให้เราตถาคต ไปถึงพระเชตวันเสียก่อน เธอจึงฟังธรรม”

          ขณะนั้นปีติของพาหิยะก็ลดลงไปๆ คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงรู้ว่า ปีติของพาหิยะนั้นมากเกินไป เมื่อปีติมากเกินไปย่อมไม่พิจารณาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ พระองค์จึงบอกไม่แสดงธรรม ทำให้ปีติของพาหิยะนั้นลดลง เป็นปีติที่สมควรที่จะพิจารณาธรรมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

          พอพาหิยะอ้อนวอนเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ขอพระองค์จงเมตตาแสดงธรรมโปรดข้าพระองค์เถิด ถ้าข้าพระองค์จะรอให้พระองค์เสด็จไปถึงพระเชตวัน เกิดข้าพระองค์ตายก่อน จะว่าอย่างไร หรือเกิดพระองค์ปรินิพพานก่อน ข้าพระองค์ก็จะไม่ได้รับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่จากการฟังธรรม ขอพระองค์จงแสดงธรรมโปรดหม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า” พระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ตรัสว่า “ดูก่อน พาหิยะ ถ้าอย่างนั้นเธอจงตั้งใจฟัง เราตถาคตจะแสดงธรรมให้ฟัง ดูก่อนพาหิยะ เธอจงสำเหนียกในพระศาสนานี้ว่า ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ได้เห็นสักแต่ว่าได้เห็น”

          พาหิยทารุจีริยะก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลสขาดจากขันธสันดาน เรียกว่าเป็นประเภท ขิปปาภิญญา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายกย่องให้เป็นเอตทัคค ในด้านการบรรลุมรรคผลนิพพานเร็ว เป็นขิปปาภิญญา

          เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลสขาดจากขันธสันดานนั้นแหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พิจารณาว่า พาหิยะ นี้ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ไม่เคยทำทานมาก่อน ไม่เคยถวายผ้ามาก่อน ไม่สามารถที่จะบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาได้ ผ้าอันเป็นทิพย์ไม่สามารถที่จะเกิดมาได้ พาหิยะก็อ้อนวอนบวช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า ให้ไปแสวงหาจีวร แสวงหาบาตรเสียก่อน ตถาคตจะบวชให้ พาหิยะก็ไปแสวงหาผ้า

4  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / การฟังธรรม โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 17 มกราคม 2565 14:20:08



การฟังธรรม
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปนานแล้ว พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า ขอโอกาสหลวงพ่อพระครูภาวนาปัญญาสาร ขอโอกาสคณะสงฆ์ ขอเจริญพรไปยังญาติโยมสาธุชนผู้ใฝ่ในการประพฤติปฏิบัติธรรมทุกท่าน

          วันนี้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเราก็ล่วงมาถึงราตรีที่ ๗ แล้ว ก็เหลืออีก ๒ ราตรี เราก็จะได้อำลาจากกันไป คณะครูบาอาจารย์ที่มาบรรยายแต่ละรูปแต่ละท่าน ก็บรรยายในหัวข้อการประพฤติปฏิบัติ เน้นเรื่องการประพฤติปฏิบัติเป็นจำนวนหลายท่าน ส่วนวันนี้กระผมก็จะนำเอาธรรมะอันเบาๆ มาบรรยายประกอบการประพฤติปฏิบัติธรรมของท่าน ตามสมควรแก่สติปัญญา

          วันนี้ก็จะได้น้อมนำเอาธรรมะในเรื่องการฟังธรรมมาบรรยายประกอบการประพฤติปฏิบัติของท่านทั้งหลาย ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟัง เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น เอาสติไว้อยู่ที่หูคือตรงที่แก้วหูของเรา ตรงที่เสียงมันกระทบกับโสตประสาทของเรากำหนดว่า ”ได้ยินหนอๆ” หรือกำหนดว่า “เสียงหนอๆ” อย่างนี้ร่ำไป จนกว่าจิตใจของเราจะเป็นสมาธิ ถ้าจิตใจของเราเป็นสมาธิก็พยายามจำให้ได้ว่ามันเข้าสมาธิตอนผู้เทศน์ เทศน์ไปถึงตอนไหน มันดับไปตอนไหนพยายามจำให้ได้ เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจฟัง

          การฟังธรรมนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสอานิสงส์ไว้ ๕ ประการ แบ่งออกเป็นอานิสงส์ในปัจจุบัน แล้วก็อานิสงส์ในสัมปรายภพ คืออานิสงส์ของการฟังธรรมนั้นมีอยู่ ๒ ประการ คือประการแรกให้อานิสงส์ในปัจจุบันธรรม ประการที่ ๒ นั้นให้ผลในสัมปรายภพ ผลที่ให้ในปัจจุบันนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ ๕ ประการคือ

          ๑. ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

          ๒. สิ่งที่เคยฟังแล้วไม่เข้าใจชัดย่อมเข้าใจชัด

          ๓. บรรเทาความสงสัยลงได้

          ๔. ทำความเห็นให้ตรง      

          ๕. ทำจิตของตนให้ผ่องใส

          อันนี้เป็นอานิสงส์ที่เราจะพึงได้ คือเราย่อมได้รับฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟังมาก่อน อย่างเช่นญาติโยมทั้งหลายที่ไม่เคยมาฟังเทศน์ฟังธรรม เมื่อมาฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วย่อมเข้าใจ คณะครูบาอาจารย์ท่านเทศน์หลายเรื่องหลายอย่าง ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เราก็ได้ฟังเทศน์หลายเรื่องหลายราวหลายทัศนะหลายคติ หรือว่าเราจะได้เข้าใจสิ่งที่เรายังไม่เคยเข้าใจ เช่นเรื่องที่เรายังไม่เคยฟัง

          เช่นว่าการที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ เราจะเดินทางไปอย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทางเดินของเราไว้กี่สาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสทางเดินไว้ ๗ สาย คือ ถ้าบุคคลใดเป็นผู้ประกอบไปด้วยความโกรธ คนชอบโกรธ คนอื่นว่านิดว่าหน่อยก็ไม่ได้เกิดความโกรธ เกิดความหงุดหงิด เกิดความรำคาญ พวกนี้เรียกว่าโทสะเป็นเจ้าเรือน เมื่อตายแล้วก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปเกิดในนรก

          หรือว่าบุคคลผู้ที่เป็นคนชอบโลภ โลภมาก ชอบกอบชอบโกย โกงกินเอาเพื่อนบ้าน หรือว่าโกงกินญาติพี่น้องของตนเอง โกงกินเงินของรัฐบาล หรือว่าโกงกินของบุคคลอื่นเอามาเป็นของตนเองโดยที่ไม่ชอบธรรม พวกนี้ตายไปแล้วก็จะไปเกิดเป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง

          หรือท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าบุคคลใดเป็นผู้ประกอบไปด้วยโมหะ คือประกอบไปด้วยความหลง หลงในรูป หลงในเสียง หลงในกลิ่น หลงในรส หลงในสัมผัส หลงในธรรมารมณ์ หลงในอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ เช่น หลงในกามราคะก็ดี หลงกินเหล้าเมายาก็ดี หลงสูบฝิ่นกินกัญชาก็ดี พวกนี้ตายไปแล้วก็จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

          หรือท่านกล่าวไว้ว่าบุคคลที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นต้องบำเพ็ญศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ รักษากรรมบถทั้ง ๑๐ ประการนั้นให้บริบูรณ์ ก็จะมาเกิดเป็นมนุษย์

          หรือว่าบุคคลใดอยากจะไปเกิดเป็นเทวดา ก็ต้องทำบุญทำทาน รักษาศีลของตนเองให้บริสุทธิ์ หรือว่ารักษาศีลอุโบสถ ๘ ข้อ อย่างที่เรารักษาอยู่นี้แหละ หรือว่าเราจะมาให้ทาน ไหว้พระ เจริญสมถกรรมฐาน แต่ยังไม่ได้ฌาน เจริญวิปัสสนากรรมฐานยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ตายแล้วเราก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง นับตั้งแต่ชั้นจาตุม ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี หรือว่าชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ชั้นใดชั้นหนึ่ง

          หรือว่าถ้าเราอยากจะไปเกิดในพรหมโลก เราก็มาเดินจงกรมนั่งภาวนาเหมือนกับเรามาเดินอยู่นี้แหละ เราเดินจงกรมนั่งภาวนา ถ้าอุปนิสัยของเรามีในการสั่งสมในด้านสมถะมาแต่ภพก่อนชาติก่อน เวลาเราเดินจงกรมนั่งภาวนาไปจิตใจของเราจะน้อมไปในสมถะ คือจิตใจเรามันจะเกิดปีติ เกิดปัสสัทธิ แล้วจะสงบเป็นฌานไป เป็นอุปนิสัยของแต่ละรูปแต่ละท่าน เมื่อเราได้รูปฌานแล้วนั้นฌานของเราไม่เสื่อมตายไปแล้วเราก็ไปเกิดในพรหมโลก เกิดรูปฌานตามอำนาจวาสนาบารมี ตามฌานของเรา

          หรือว่าเราอยากจะไปเกิดในอรูปพรหม เราก็เจริญจนกว่าได้อรูปฌาน คือจนทำให้อรูปฌานทั้ง ๔ คือ อากาสานัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ให้เกิดขึ้นมาเราก็จะได้ไปเกิดในอรูปพรหมตามกำลังของฌานของเรา

          หรือว่าเราอยากจะไปพระนิพพาน เราก็มาเจริญวิปัสสนากรรมฐานเหมือนกับคณะครูบาอาจารย์ เหมือนกับญาติโยมกำลังเจริญอยู่นี้แหละ เรียกว่าเรามาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าบารมีของเราเคยสั่งสมอบรมมาตั้งแต่อดีตชาติก่อนโน้นมาก เราก็มาเดินจงกรมนั่งภาวนาก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อุปนิสัยของเรานั้นน้อมไปในวิปัสสนาญาณ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเห็นรูปเห็นนาม เกิดวิปัสสนาญาณที่ ๑ ที่ ๒ ไล่ไปจนถึงวิปัสสนาญาณที่ ๑๖ ผ่านวิปัสสนาญาณไปแล้วก็ถือว่าเราได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน อันนี้เป็นหนทางที่เราจะไปสู่พระนิพพาน

          เพราะฉะนั้น แต่ก่อนเมื่อเรายังไม่เคยฟังธรรม เมื่อเรามาฟังธรรมแล้วเราย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง สิ่งที่ฟังแล้วถ้าเราไม่เข้าใจชัดเราย่อมเข้าใจชัด คือการฟังบ่อยๆ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราซาบซึ้ง เพราะอะไรก็ตามถ้าเราทำบ่อยๆ แล้วจะเกิดความชำนิชำนาญ เกิดความคล่องแคล่ว เกิดความช่ำชองขึ้นมา เหมือนกับมนต์ถ้าเราไม่ท่องมันก็ลืมได้ เหมือนพระปาติโมกข์ ถึงเราท่องคล่องแคล่วว่องไวช่ำชองขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าเราไม่ท่องไม่ทวนไม่ฟังบ่อยๆ มันก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มนต์ของเรานั้นมันเสื่อม หรือว่ามันเศร้าหมองไป

          ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “มนต์มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา” นี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัส

          เพราะฉะนั้นการที่เราฟังบ่อยๆ สิ่งใดที่เรายังไม่เข้าใจชัดเราย่อมเข้าใจชัด เหมือนกับเราฝนมีด เราฝนบ่อยๆ มีดมันก็คม เหมือนกับเราวางตุ่มน้ำไว้กลางแจ้ง เมื่อฝนตกลงมาตกทีละนิดทีละหน่อยน้ำฝนมันก็มากขึ้นไปตามลำดับ ข้อนี้ฉันใด ถ้าเราฟังบ่อยๆ เราสะสมความรู้ เราฟังให้ดีเราก็ได้ปัญญาดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา

          เพราะฉะนั้นการฟังบ่อยๆ สิ่งไหนที่เราไม่เข้าใจชัดเราก็เข้าใจชัด แล้วก็บรรเทาความสงสัยลงได้ การฟังธรรมนั้นสามารถที่จะบรรเทาความสงสัยลงได้ แต่ก่อนเราเคยนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่สำมะโนครัวพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เคยรักษาพุทธศาสนามาเราก็นับถือพุทธศาสนาตามท่าน เพราะอะไร เพราะว่าเราเป็นลูกเป็นหลานท่าน เรานับถือตามท่าน แต่เราไม่เคยเข้าใจพระพุทธศาสนาเลยว่า พุทธศาสนานั้นพระองค์สอนอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงประสูติที่ไหน ตรัสรู้ที่ไหน แต่เมื่อเรามาฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วเราก็เข้าใจว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสูติอยู่ที่สวนลุมพินีวัน ครองราชย์อยู่ได้ ๒๙ พรรษา ออกบวช ๖ ปี บำเพ็ญภาวนาอยู่ ๖ ปี ได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลพุทธคยา เราก็เกิดความเข้าใจในพุทธศาสนา ในส่วนที่เป็นปริยัติ เราคลายความสงสัยในเรื่องของพระพุทธเจ้าแล้ว

          หรือเราสงสัยในเรื่องพระธรรม ว่าพระธรรมนี้สามารถที่จะนำบุคคลผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามให้พ้นไปจากทุกข์จริงหรือ เกิดความสงสัยขึ้นมา แต่เมื่อเรามาฟังบ่อยๆ ว่าพระธรรมนั้นถ้าบุคคลใดประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วสามารถได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน สกิทา เป็นอนาคา เป็นพระอรหันต์ พระท่านยกธรรมบทมาแล้วเราก็ฟังไปๆ การประพฤติปฏิบัติธรรมนี้สามารถที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพานจริง เหมือนกับพระสารีบุตร เหมือนกับพระโมคคัลลานะ เหมือนกับอนาถบิณฑิกเศรษฐี เหมือนกับนางวิสาขา เป็นต้น สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เราก็คลายความสงสัยในเรื่องของพระธรรม หรือเราสงสัยในเรื่องพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์นี้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์จริงไหม ปฏิบัติสมควรไหม นับเรียงคู่นับเรียงตัวได้ ๘ บุรุษจริงไหม มีพระโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล พระสกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผลนั้นจริงไหม เกิดความสงสัยขึ้นมา

          เมื่อเราเกิดความสงสัยขึ้นมาเรามาฟัง พอมาฟังแล้วท่านเทศน์ลำดับญาณเหมือนกับเรามาฟังอยู่นี้แหละ หลวงพ่อพระครูภาวนาปัญญาภรณ์  ก็ดี คณะครูบาอาจารย์หลายรูปท่านก็เทศน์เรื่องการบรรลุมรรคผลนิพพาน เรื่องวิปัสสนาญาณเราก็ฟังไปๆ พิจารณาไป เราก็จะเข้าใจว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนี้สามารถได้บรรลุมรรคผลนิพพานจริง แล้วเราก็คลายความสงสัยในเรื่องพระสงฆ์ที่จะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน

          หรือว่าเราสงสัยในเรื่องบุญเรื่องบาปก็ดี เมื่อเรามาฟังแล้วท่านก็จะพูดเรื่องนรกให้ฟังว่า นรกทั้งหมดนั้นมีอยู่ ๔๕๖ ขุม ขุมใหญ่ๆ มีอยู่ ๘ ขุม นับตั้งแต่สัญชีวนรก กาฬสุตตนรก สังฆาฏนรก โรรุวนรก มหาโรรุวนรก ตาปนรก มหาตาปนรก หรือว่าอเวจีมหานรก นี้ท่านก็จะกล่าวเรื่องนรกทั้งหมด จากนั้นก็มีนรกขุมเล็กๆ ขุมน้อยๆ มาแวดล้อมขุมใหญ่ รวมได้ทั้งหมด ๔๕๖ ขุม โดยเฉพาะขุมแรกคือ สัญชีวนรกนั้นเป็นนรกที่ สัตว์นรกนั้นตายไปแล้ว เมื่อตายไปแล้วก็ถูกนายนิรยบาล หอกบ้าง แทงบ้าง เอามีดแถเนื้อออกบ้าง ตายแล้วก็เกิดขึ้นมาเอง เรียกว่าสัญชีวนรก ทรมานอยู่อย่างนี้ ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายในนรกอยู่อย่างนั้น ๕๐๐ ปีในนรกเมื่อเทียบกับปีในมนุษย์ ก็เท่ากับ ๙ ล้านปีของมนุษย์ ต้องเกิดต้องตายอยู่ในนรกนั้นจนกว่าจะพ้นกรรมของตัวเอง

          เมื่อเรามาฟังพระท่านเทศน์เรื่องนรกเหล่านี้เป็นต้นก็เกิดความเข้าใจว่านรกมันมีจริง เราก็เชื่อตามที่เราเคยฟังมา นี้ก็จะบรรเทาความสงสัยของเราลงได้มากพอสมควร หรือว่าเราสงสัยในเรื่องสวรรค์ก็ดี พอเอามาเทศน์พระท่านก็เทศน์อุปมาอุปไมยเหมือนกับธรรมิกอุบาสก ขณะที่ท่านจะตายท่านก็ฟังสติปัฏฐานสูตร พอท่านฟังสติปัฏฐานสูตรก็มีเทวดาทั้ง ๖ ชั้น เอาราชรถมาแล้วก็เรียกร้องเชิญชวนท่านให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นของตน เราก็ฟังไปก็พิจารณาไปว่ามันก็มีจริง

          หรือว่าเราฟังเรื่องเทพบุตรชื่อว่า มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ซึ่งไม่ได้ทำบุญทำทานเกิดในตระกูลที่พ่อแม่เป็นคนตระหนี่ เป็นเศรษฐีแต่ตระหนี่ ไม่ให้ทำบุญทำทาน พอป่วยจะตายก็ไม่กล้ารักษาโรค ลูกป่วยไม่กล้าซื้อยารักษาลูก จนลูกนอนป่วยพอดีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาบิณฑบาต พระองค์ก็ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีให้เห็น มานพนั้นก็เกิดความดีใจ เห็นฉัพพรรณรังสีตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดา อันนี้แสดงว่าสวรรค์มีจริงหรือเปล่าหนอ หรือว่าเราฟังเรื่องธรรมบทต่างๆ เราก็จะได้เห็นว่าเทวดานั้นมีจริงตามสูตร ทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้เห็นด้วยตาหรือว่าได้เห็นด้วยนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็จะเชื่อว่าผลของกรรมดีมันมี ผลของกรรมชั่วมันมี ก็จะเกิดความบรรเทาการสงสัยได้ระดับหนึ่ง

          หรือเราสงสัยในเรื่องการบรรลุมรรคผลนิพพาน เราก็มาเดินจงกรม นั่งภาวนาอยู่ในขณะนี้ บางรูปบางท่านก็ได้สมาธิ บางรูปบางท่านก็เกิดวิปัสสนาญาณขึ้นมา บางรูปบางท่านอาจจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระโสดาบัน สกิทา อนาคา อย่างนี้เป็นต้น ก็หายความสงสัยไปเป็นชั้นๆ ตามระดับภูมิธรรมของตนเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาฟังธรรมเราก็บรรเทาความสงสัยลงได้

          หรือเราทำความเห็นของเราให้ตรง เมื่อเราฟังธรรมไปๆ จิตใจของเราก็จะเกิดความผ่องใสขึ้นมา เราปฏิบัติธรรมไปด้วยฟังธรรมไปด้วย จิตใจของเราก็จะผ่องใสขึ้นมาเป็นระยะ เป็นขณะลงไป เมื่อจิตใจของเราผ่องใสขึ้นมา จิตใจของเราก็จะลดมานะทิฏฐิ สามารถที่จะรับฟังคำสั่งสอนของบุคคลอื่น จะเป็นพระหนุ่ม เณรน้อย เทศน์ดีไม่ดีเราก็ตั้งใจฟัง เพราะเราคำนึงถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเราตั้งใจฟังธรรมะนั้นแหละก็เหมือนกับเราหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด

          แต่ก่อนเราไม่เคยฟังธรรมะ เราปิดจิตปิดใจของเรา คว่ำจิตคว่ำใจของเราอยู่ เรามองโลกในแง่แคบ ไม่สามารถที่จะนำเอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปพิจารณาให้เข้าใจได้ ก็เหมือนกับว่าเราคว่ำจิตคว่ำใจของเราไว้ ปิดจิตปิดใจไว้ย่อมไม่สามารถที่จะพิจารณาเห็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจลึกซึ้งได้ เพราะฉะนั้นเราเปิดออก เราจะได้เข้าใจธรรมเหมือนกับที่เราเคยฟังมาแล้วนั้นแหละ ตั้งแต่วันแรกจนถึงทุกวันนี้เราก็เข้าใจมากกว่าที่เราไม่ได้มา

          หรือท่านกล่าวว่าการฟังธรรมนั้นก็เหมือนกับการบอกทางแก่ผู้หลงทาง ใครเป็นผู้หลงทาง ก็ใจของเรานี้แหละเป็นผู้หลงทาง เหมือนกับคนที่เดินทางไปพบทางสามแพร่งไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ยืนรำพึงอยู่ว่าทางไหนหนอ ทางไหนหนอเป็นทางที่ต้องการที่เราจะไป รำพึงอยู่นั้นแหละ แต่ไม่รู้ว่าทางไหนเป็นทางที่แท้จริง เหมือนกับคนที่เกิดขึ้นมานั้นแหละ หลงอยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่รู้ว่าทางไหนเป็นทางที่จะพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง หลงเกิดอยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ วนเวียนไปอย่างนี้ตลอดไป ไม่รู้ว่าทางไหนจะตัดกงกรรมกงเกวียนแห่งสังสารวัฏให้หมดสิ้นไปไม่รู้ เพราะอะไร เพราะว่าเราไม่ได้ฟังธรรม

          เมื่อไม่ได้ฟังธรรมเราก็หลง เมื่อหลงเราก็ไม่ประพฤติปฏิบัติ ชั่วบ้าง ดีบ้าง สลับกันไป บางคนก็ปฏิบัติชั่วบ้าง ทำความไม่ดี ทำบาป ทำกรรม ตามอำนาจของจิตที่มันคิดชั่ว เมื่อจิตมันคิดชั่ว มันก็ทำชั่ว พูดชั่ว ในที่สุดร่างกาย วาจา ใจของเราก็เป็นคนชั่ว แต่ถ้าเราได้ฟังธรรมเราก็มีการยับยั้งชั่งใจขึ้นมา เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ความเห็นของเรามันตรง เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเห็นความตรง จิตใจของเรามันตรง คือ ตรงต่อทาน ตรงต่อศีล ตรงต่อสมาธิ ตรงต่อปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นก็ขอให้เรามาฟังธรรมบ่อยๆ ฟังธรรมเนืองๆ ฟังธรรมอยู่เป็นนิจก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจของเราตรง ตรงต่อธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          แล้วท่านก็กล่าวอีกว่า การฟังธรรมนั้นเหมือนกับเราจุดแสงสว่างในที่มืด ตามธรรมดาบุคคลผู้อยู่ในที่มืดนั้นย่อมไม่สามารถที่จะมองเห็นอะไรได้ แต่เมื่อเราเปิดไฟก็ดี เราเปิดไฟฉายก็ดี เราเปิดสวิตช์ไฟขึ้นมาก็ดีเราสามารถที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ข้อนี้ฉันใด ถ้าจิตใจเรามืดมนอนธการ ด้วยความโลภ ด้วยความโกรธ ด้วยความหลง เราก็ไม่เห็นความดี ไม่เห็นความชั่ว ไม่เห็นสิ่งที่ควรบำเพ็ญคือทาน คือศีล คือสมาธิ คือปัญญานี้ เป็นที่บำเพ็ญได้ เราก็ไปทำบาป ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดเพ้อเจ้อ พูดเหลวไหล หรือว่าดื่มสุราเมรัยเป็นต้น อันนี้เพราะว่าอะไร เพราะว่าจิตใจของเราถูกปกคลุมไปด้วยความมืด คืออวิชชา คือความโลภ ความโกรธ ความหลง กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด เพราะฉะนั้นเรามาฟังเทศน์ ฟังธรรมนี้ จึงถือว่าเรามาทำแสงสว่างให้เกิดขึ้นในจิตในใจ ดังคำโบราณที่ท่านกล่าวไว้ว่า “สว่างตาด้วยแสงไฟ สว่างใจด้วยแสงธรรม”

          หรือประการสุดท้ายท่านกล่าวว่า บุคคลผู้ที่มาฟังธรรมนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจผ่องใส คือบุคคลผู้ที่มาฟังธรรมนั้นจิตใจจะเริ่มใสขึ้นๆ ประณีตขึ้นๆ ละเอียดขึ้นๆ เมื่อเราเข้าใจธรรมมากเท่าไรนั้นแหละ จิตใจของเราก็จะละเอียดมากขึ้น ถ้าเราเข้าใจธรรมมากขึ้น คือถ้าเรายังไม่ได้สมาธิจิตใจของเราจะละเอียดระดับหนึ่ง แต่ถ้าจิตใจของเราได้สมาธิแล้วหิริและโอตตัปปะมันก็จะละเอียดเข้าไปอีกระดับหนึ่ง

          แต่ถ้าเรายังวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้นมาเป็นวิปัสสนาญาณขั้นต่ำ คือ วิปัสสนาญาณที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ จิตใจของเราก็จะละเอียดระดับหนึ่ง ถ้าเกิดวิปัสสนาญาณที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่๘ ที่ ๙ ที่ ๑๐ ที่ ๑๑ จิตใจของเราก็จะละเอียดระดับหนึ่ง ถ้าเกิดวิปัสสนาญาณที่ ๑๒, ๑๓, ๑๔, ๑๕, ๑๖ จิตใจของเราก็จะละเอียดมีหิริและโอตตัปปะมากขึ้นไปตามลำดับๆ เห็นบาปนั้นเป็นบาปจริง เห็นบุญนั้นเป็นบุญจริง เพราะอะไร เพราะว่าจิตใจของเราเมื่อฟังธรรมแล้ว เราเข้าใจธรรมแล้วมันก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจของเราเริ่มละเอียดเข้าไปตามลำดับๆ อันนี้เป็นอานิสงส์ในปัจจุบันที่เราจะพึงได้

          อานิสงส์เมื่อเราตายไปแล้วท่านกล่าวไว้ในอภิธรรมพิสดารว่า เมื่อเราตายไปแล้วถ้าไปเกิดบนสวรรค์ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นสามารถที่จะแสดงธรรมแก่เทวดาเหล่าอื่นได้ แต่ถ้าเราจำไม่ได้ว่าเราไปเกิดบนสวรรค์แล้วเราจำไม่ได้ เมื่อมีเทพบุตรคนอื่นๆ เทวดาองค์อื่นมาตักเตือน เราก็สามารถที่จะระลึกถึงบทธรรมได้ แล้วเราก็สามารถที่จะแสดงธรรมแก่บุคคลเหล่าอื่นได้

          เหมือนกับภิกษุรูปหนึ่งประพฤติปฏิบัติธรรมไป ก็ยังไม่ได้บรรลุมรรคผล ยังไม่ได้ฌาน ตายไปแล้วมีศีลบริสุทธิ์ก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขณะที่ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็เปลี่ยนจากที่เป็นภิกษุก็เป็นเทพบุตรที่มีผิวงาม มีรัศมีสว่างไสว เทวดาเทพธิดาทั้งหลายทั้งปวงก็มาแวดล้อม พอสะดุ้งขึ้นมาตกใจขึ้นมาก็เพราะว่าตนเองเป็นพระ แล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมามีเทพธิดาแวดล้อมหมดก็ตกใจก็เลยถาม พอสำรวจดูตัวเองนั้นก็ไม่ใช่ภิกษุ แต่เป็นเทพบุตรแล้ว เรียกว่าตายจากความเป็นภิกษุมาเป็นเทพบุตรแล้ว เหมือนกับนอนหลับแล้วตื่น

          เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็ถามเทพธิดาเหล่านั้นว่า “มาอะไร” เขาก็บอกว่า “มาฟังธรรม” นานๆ จะมีภิกษุที่ตายแล้วมาเกิดบนสวรรค์ จะได้ฟังธรรมจากภิกษุรูปนั้นก็ขอฟังธรรม เทพบุตรองค์นั้นก็นึกไปนึกมาแล้วก็เลยคิดว่า เราได้ฟังธรรมจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระเชตวัน พระองค์ทรงแสดงอย่างนั้นๆ ก็สามารถที่จะแสดงธรรมแก่เทพธิดาเหล่านั้นได้ เทพธิดาเหล่านั้นก็นำไปประพฤติปฏิบัติก็ตั้งอยู่ในคุณธรรม เรียกว่าเป็นผู้มีบุญที่มั่นคงมากไปกว่านั้นอีก

          ประการที่ ๓ ท่านว่าถ้ายังระลึกไม่ได้อยู่ เมื่อเห็นพระเถระที่มีฤทธิ์อย่างพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร หรือว่าพระมาลัยนี้ขึ้นไปบนสวรรค์ก็สามารถที่จะเอาพระเถระนั้นเป็นอารมณ์ แล้วก็นึกถึงคำเทศน์ คำสอนที่ตนเองได้เคยฟังมาแล้วสามารถที่จะแสดงธรรมแก่หมู่เทพทั้งหลายทั้งปวงได้

          หรือไม่อย่างนั้นเมื่อเห็นพระเถระแสดงธรรมก็ดี หรือเทพบุตรมีท้าวสักกะเป็นต้น แสดงธรรมก็ดี เราฟังแล้วเราก็จะระลึกได้แล้วก็สามารถที่จะแสดงธรรมแก่บุคคลอื่นแล้วก็สามารถที่จะได้บรรลุดวงตาเห็นธรรมได้ไว ชาติสุดท้ายถ้าเรารับรู้แล้วก็จะแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ ก็แตกฉานในอรรถในธรรมในภาษา อันนี้เป็นอานิสงส์ของการฟังธรรมในสัมปรายภพข้างหน้า แต่เมื่อเราสรุปลงมาโดยย่อแล้วนี้ท่านกล่าวว่า การฟังธรรมนั้นมีอยู่ ๔ ประการ คือ

          ๑. เราฟังธรรมเพื่อเอาความรู้

          ๒. เราฟังธรรมเพื่อเอาบุญ

          ๓. เราฟังธรรมเพื่อเป็นอุปนิสัย

          ๔. เราฟังธรรมไปด้วยปฏิบัติธรรมไปด้วย เหมือนอย่างคณะครูบาอาจารย์กำลังทำอยู่นี้

          การที่ท่านกล่าวว่าฟังธรรมเพื่อเอาความรู้นั้น หมายความว่าอย่างไร คือความรู้ในพุทธศาสนาของเรานั้น ท่านแบ่งไว้เป็น ๓ ประการ คือ

          ๑. สุตมยปัญญา คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นมาจากการเล่าเรียนเขียนอ่าน

          ๒. จินตามยปัญญา คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นมาจากกาคิดพิจารณา

          ๓. ภาวนามยปัญญา คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นมาจากการเจริญ

              สุตมยปัญญา คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นมาจากการเล่าเรียนเขียนอ่าน ใช้ตาเป็นครูใช้หูเป็นอาจารย์ ศึกษาเล่าเรียน ที่เป็นนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เปรียญธรรมประโยค ๑,๒,๓,๔,๕,๖,๗,๘,๙ หรือว่าอภิธรรมนับตั้งแต่ จุลตรี จุลโท ถึงมหาอภิธรรมบัณฑิต หรือว่าทางโลกนับตั้งแต่มัธยมต้นไปจนถึง ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก อันนี้ก็ถือว่าเป็นสุตมยปัญญา

          ส่วนจินตมยปัญญานั้นก็คือ การที่เราศึกษาวิชาความรู้ต่างๆ แล้วเอาออกมาคิด เมื่อมาคิดแล้วเราก็มาสร้างประโยชน์อย่างเช่น เราคิดสร้างถนนหนทางนี้ก็ถือว่าเกิดขึ้นมาด้วยจินตมยปัญญา หรือว่าเราสร้างรถขึ้นมาขี่ คิดค้นรถขึ้นมาขี่ เราคิดสร้างทีวีขึ้นมาดู สร้างโทรศัพท์ขึ้นมาใช้ สร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมา หรือว่าเราสร้างเครื่องบินขึ้นมาขี่ไปทวีปโน้นทวีปนี้ประเทศโน้นประเทศนี้ หรือว่าสร้างยานอวกาศออกไปสำรวจดวงจันทร์ดวงดาวดาวอังคารอะไรต่างๆ หรืออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่พิจารณามวลอะตอม เอาพลังงานจากมวลอะตอมจากสสารเหล่านั้นมาแปรสภาพเป็นพลังงานปรมาณู สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นจินตมยปัญญา

          เพราะฉะนั้นจินตมยปัญญานั้น จะถือว่าเป็นบุญนั้นก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นบาปก็ไม่ใช่ อันนี้แล้วแต่บุคคลว่าจะนำไปใช้เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เราจะการันตีว่าจินตมยปัญญานั้นจะพาเรามาเกิดเป็นมนุษย์ พาเราไปเกิดบนสวรรค์ พรหมโลกไม่ได้ ถ้าเราคิดผิด ทำผิดเราก็ไปเกิดในอบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานได้ อันนี้ถือว่าเป็นจินตมยปัญญา

          ส่วนภาวนามยปัญญา ก็คือ ญาติโยมทั้งหลายกำลังเดินจงกรม นั่งภาวนา มีรูปมีนามเป็นอารมณ์ เราจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด คิด ทำกิจอะไรก็ตามเรามีรูปมีนามรู้มัน ว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป คู้ เหยียด ก้ม เงย รู้ จะนุ่งสบง ห่มจีวร เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ ทำทุกอย่าง เรากำหนด เราจะกำหนดว่า “รู้หนอๆ” “คู้หนอ” “เหยียดหนอ” หรือไม่กำหนดแต่เราสำเหนียกอาการของรูปนามที่มันเกิดดับ อันนี้ก็ถือว่าเรามาเจริญภาวนามยปัญญา เราจะรู้ว่าเป็นภาวนามยปัญญา หรือไม่รู้ก็ตาม มันก็เป็นภาวนามยปัญญา เราจะรู้ว่าเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาญาณหรือไม่รู้ มันก็เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาญาณ

          เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาเจริญ รูป นาม เหมือนกับที่เราทำอยู่นี้แหละ มันก็จะเกิดวิปัสสนาญาณตั้งแต่ขั้นที่ ๑ นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคคหญาณ สัมมสนญาณ อุทยัพพยญาณ ภังคญาณ ภยตูปัฏฐานญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ สังขารุเปกขาญาณ สัจจานุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ เกิดขึ้นมา อันนี้เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญาจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียว การเจริญสมถกรรมฐาน จะเหาะเหินเดินอากาศอย่างพระเทวทัตก็ไม่สามารถยังภาวนามยปัญญานี้ให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นเราฟังความรู้นี้ถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ถ้าเราฟังไม่เป็นมันก็ไม่เกิดความรู้ ทั้งด้านที่เป็นความรู้โลกีย์ และโลกุตตระ ความรู้นี้เป็นทั้ง โลกิยะ และโลกุตตระ เหมือนกับพระสารีบุตรไปฟังกับสัญชัย นาฏบุตร ฟังมาจนจบลัทธิของสัญชัย แต่ก็ไม่ได้บรรลุดวงตาเห็นธรรม แต่เมื่อพระสารีบุตรมาฟังธรรมของพระอัสสชิเถระว่า

                   เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา       เตสํ เหตํ ตถาคโต

                   เตสญฺจ โย นิโรโธ จ        เอวํ วาที มหาสมโณ

          “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับไปแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปรกติตรัสอย่างนี้”

          ฟังเท่านี้ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ทำลายสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสนั้นหมดสิ้นไปจากจิตจากใจ โดยที่ไม่มีเหลือในจิตในใจเลย อันนี้เรียกว่าฟังเพื่อเอาความรู้

          ๒. เราฟังเพื่อเอาบุญ ฟังเพื่อเอาบุญนั้นเราฟังอย่างไร คือ ขณะที่เราฟังนั้นอาตมภาพก็ให้ญาติโยม ครูบาอาจารย์ทั้งหลายเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น มีสติกำหนด “ได้ยินหนอๆ” เรื่อยไป ขณะที่เราฟังธรรมอยู่นี้เราฟังเพื่อเอาบุญก็คือ

          กายของเราไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ทำบาป ไม่ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม วาจาของเราก็ไม่พูดเท็จ พูดเพ้อเจ้อ พูดเหลวไหล พูดส่อเสียด ยุยงให้คนแตกร้าวสามัคคีกัน ไม่ได้ไปดื่มสุราเมรัยอะไร หรือใจของเราก็ไม่คิดพยาบาท ไม่คิดโลภอยากได้ของบุคคลอื่น มีจิตใจมุ่งตรงต่อคุณงามความดี กายของเราก็เป็นบุญ วาจาของเราก็เป็นบุญ ใจของเราก็เป็นบุญ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมก็ถือว่าเป็นบุญ

          จิตใจขณะที่เราฟังธรรม เราฟังไปด้วย ละวิตกวิจารณ์ ตั้งใจฟังธรรมไปด้วยมันก็เป็นบุญในขณะที่เราฟัง ถ้าเราฟังไปๆๆ จิตใจของเรามันสะอาดขึ้นเป็นสมาธิก็เป็นบุญอีกระดับหนึ่ง เกิดวิปัสสนาญาณขึ้นมาก็เป็นบุญอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นการฟังธรรมก็ถือว่าเป็นบุญ

          ท่านกล่าวว่าการฟังธรรมนั้นไม่ใช่เป็นบุญธรรมดา เป็นบุญมาก ใครที่ได้ฟังธรรมแล้วได้บุญมากกว่าการให้ทาน รักษาศีลอีก ดังที่เราได้ศึกษาในเรื่องของท้าวสักกะ ท้าวสักกะกับเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ผูกปัญหากันขึ้นมาไม่มีใครแก้ปัญหาได้ ปัญหา ๔ ข้อ

          คือเทวดาทั้งหลายสงสัยว่า ทานอะไรหนอ เป็นทานที่เลิศกว่าทานทั้งปวง รสอะไรหนอเป็นรสที่เลิศกว่ารสทั้งปวง ความยินดีอะไรหนอ เป็นความยินดีที่เลิศกว่าความยินดีทั้งปวง การทำลายอะไรหนอจึงจะไม่เกิดความทุกข์

          แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมทานนั้นย่อมชนะซึ่งการให้ทั้งปวง สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ รสของพระธรรมย่อมชนะซึ่งรสทั้งปวง สพฺพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ ความยินดีในธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ ความสิ้นไปแห่งตัณหาย่อมชนะซึ่งทุกข์ทั้งปวง

          อันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ เพราะฉะนั้นบุคคลผู้ที่ได้ฟังธรรมในสำนักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือฟังธรรมะต่อหน้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอานิสงส์กว่าบุคคลผู้ที่ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งแต่พื้นมนุษย์ของเราจนถึงขอบปากจักรวาล ตั้งแต่ขอบปากจักรวาลจนไปถึงพรหมโลก เราบรรจุด้วยข้าวก็ดี เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยก็ดี ถวายแก่ท่านอานิสงส์นั้นก็ยังไม่เท่ากับเราฟังธรรมต่อหน้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะอะไร เพราะว่าการถวายทานมากขนาดไหนก็ตาม รักษาศีลมากขนาดไหนก็ตามก็ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ แต่เมื่อเราฟังธรรมเราสามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้
5  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: การปฏิบัติไม่ผิด ๓ ประการ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม เมื่อ: 13 มกราคม 2565 20:36:59



การปฏิบัติไม่ผิด ๓ ประการ
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
(เทศน์ที่วัดพิชโสภาราม)

          หรือว่าเราเป็นคนโมหจริต หรือชอบลุ่มชอบหลง ไม่เห็นอาการพอง ไม่เห็นอาการยุบ ไม่เห็นอาการขวาย่างซ้ายย่าง พิจารณาธรรมไม่ออก ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา พิจารณาไม่ได้ อันนี้จัดเป็นประเภทโมหจริต เราก็ควรที่จะรู้ว่าอาหารที่มันหวานจัด อย่างเช่นบัวลอยไข่หวาน หรือว่าพวกขนมหม้อแกง หรือว่าข้าวเหนียวสังขยาอะไรอย่างนี้เป็นต้น ที่มันหวานๆ เราควรเว้น อันนี้ถือว่าเรารู้จักประมาณในการฉัน

          แล้วเราก็ควรที่จะรู้จักประมาณในการนอน ถ้าเรานอนน้อยเกินไปก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สติของเรานั้นไม่พอไม่สมบูรณ์โงกง่วงไปมา จับอารมณ์ไม่มั่น จับอาการพองอาการยุบไม่มั่นคง จับอาการขวาย่างซ้ายย่างไม่มั่นคง ถ้าเรานอนน้อยสติของเรามันก็เบาไม่มีกำลัง ไม่มีสมรรถภาพอานุภาพ

          แต่ถ้าเรานอนพอดีเรากำหนดอาการพองอาการยุบ เหมือนกับว่าอาการพองอาการยุบมันแน่น พองหนอ เห็น ยุบหนอ แน่น สมาธิมันก็รวมเข้ามามือของเรามันก็ตึง ตัวของเรามันก็เบา อาการพองอาการยุบปรากฏชัดเจนขึ้นมาในไม่ช้าไม่นาน แล้วก็เป็นสมาธิ วิปัสสนาญาณมันก็เกิดขึ้นมาได้บรรลุมรรคผลนิพพาน

          เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์นั้นต้องพยายามรู้การบริโภค การฉัน รู้จักการนอน ถ้าเรานอนน้อยเกินไปก็โงกง่วงไป นอนมากเกินไปก็ลดลงมา ถ้ารู้จักพอดีอย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติด้วยปัญญา อันนี้เป็นลักษณะของการรู้จักการฉันใน โภชเนมัตตัญญุตา

          ข้อที่ ๓ ท่านกล่าวไว้ว่า ชาคริยานุโยค คือเป็นผู้ตามประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ คือให้เราตามพิจารณาธรรมเป็นเครื่องตื่นอยู่ คือต้องประกอบความเพียรอยู่ตลอดเวลา เราจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะกิน จะดื่ม จะพูด จะคิด จะทำกิจใดๆ ก็ตามเราต้องกำหนดให้ทันปัจจุบันธรรม

          คณะครูบาอาจารย์อาจจะคิดว่าอาจารย์พูดไปมากไปหรือเปล่า พูดง่ายไปหรือเปล่า จะยืน จะเดิน จะนอน จะกิน จะดื่ม จะพูด จะคิด อะไรเราต้องมีสติทันปัจจุบันธรรมนั้น มันจะเป็นไปได้หรือ คณะครูบาอาจารย์อาจจะคิดอย่างนั้น แต่เมื่อเราต้องการที่จะพ้นทุกข์จริงๆ เราต้องประพฤติปฏิบัติให้ได้อย่างนั้น

          เพราะบุคคลผู้จะพ้นไปจากความทุกข์จริงๆ นั้น ต้องมีสติแก่กล้าถึงขนาดนั้น คิดดูซิว่าบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติถึงอุทยัพยญาณ ญาณที่ ๔ นั่งภาวนาไปๆ พองหนอ ยุบหนอ พอมันเร็วขึ้นๆๆ เผลอแวบไปนึดหนึ่ง ชั่วขณะจิตหนึ่งมันขาดวับไป แล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมา อาการพองอาการยุบเป็นปกติ แล้วก็อาการพองยุบก็เร็วขึ้นๆๆ แล้วก็ขาดแวบไปหนึ่งขณะจิต ชั่วเราว่าฟ้ามันแล่บมันก็ยังช้ากว่า หรือว่าเราฉีดน้ำลงไปในน้ำ เอาดาบฟันลงไปในน้ำ น้ำมันกลับเข้าหากันเร็วมันก็ยังช้ากว่าความรู้สึกที่เรายังมีอยู่ เพราะอะไร เพราะว่าสติที่มันตัดลงไปนั้นมันแวบเดียวเท่านั้นเอง อันนี้เรียกว่ามันดับลงไป ๑ ขณะจิตมันเร็วถึงขนาดนั้น

          แต่ว่าอุทยัพยญาณที่เรามีสติทันถึงขนาดนั้นมันก็ยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นวิปัสสนาญาณแค่ ๙๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยังดับกิเลสไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าเผลอไป ๑ ขณะจิต แต่ว่าอนุโลมญาณ โคตรภูญาณ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้มันเกิดในอนุโลมญาณ โคตรภูญาณนี้แหละมันเกิดขึ้นมา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราต้องมีสติให้ชัดเจนถึงขนาดนั้น

          เพราะฉะนั้นเรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เราเผลอไปด้วย คิดถึงเรื่องนั้นไปด้วย คิดถึงเรื่องนี้ไปด้วย ก็ถือว่าเรายังห่างไกลต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้นเราต้องสปีดตัวเอง ต้องบังคับตัวเอง ต้องพยายามที่จะทำให้ตัวเองนั้นมีไฟขึ้นมา มีการสำรวมเพิ่มขึ้นมา แต่ถ้าเราเผลอไปก็ไม่รู้ว่าเราจะได้บรรลุมรรคผลนิพพานหรือไม่

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเราจะต้องเอาใจใส่จริงๆ ต้องมีความเพียรจริงๆ ต้องมีความมุมานะจริงๆ ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า วิริเยน ทุกฺขมจิเจติ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร คือต้องมีความเพียรทุกอิริยาบถนั้นแหละ เราจึงสามารถที่จะพ้นจากความทุกข์ได้

          เรื่องนี้มีเรื่องของพระมหาสีละ ประกอบความเพียรอยู่ ๖๐ ปีจึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ หรือเรื่องของพระเรวตะที่ปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวเดินจงกรมนั่งภาวนา แม้แต่ดอกไม้ที่อยู่หน้าถ้ำของท่าน ท่านก็ไม่เคยเงยหน้ามองสักที จะรู้ว่ามันเป็นดอกฤดูไหนท่านก็ดูเวลามันบาน เวลามันร่วงลงมาหน้าถ้ำ ท่านจึงรู้ว่าดอกไม้ที่มันบานเป็นฤดูนั้นฤดูนี้ ท่านก็ดูดอกไม้ที่มันร่วงลงมา

          ฝาผนังของถ้ำที่ท่านอยู่นั้นเป็นภาพวาดที่วิจิตรงดงามท่านก็ไม่เคยมองขึ้นดู ท่านมีแต่สำรวมแล้วก็เดินจงกรม นั่งภาวนาจนท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลสขาดจากขันธสันดาร มีความเพียรอยู่ตลอดเวลา พระมหาสิวะนั้นมีความเพียรอยู่ตั้ง ๖๐ ปี ไม่มีการนอนมีแต่ยืนกับนั่ง ไม่ล้างเท้าตลอด ๖๐ ปี จึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

          เพราะฉะนั้นการทำความเพียรนี้เราต้องทำความเพียรให้ต่อเนื่อง ทำความเพียรให้ติดต่อ ทำความเพียรให้เป็นเหมือนกับกระแสน้ำไม่ให้ขาดสาย เพราะกำลังของวิปัสสนาญาณที่แก่กล้า ที่จะประหารกิเลสให้หมดไปจากจิตจากใจ ให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นต้องเป็นวิปัสสนาที่เป็นกระแสเหมือนกับกระแสน้ำ มันติดต่อกันไป มันมีพลังไม่เผลอ ถ้าเผลอแพบนึงมันก็มีสติขึ้นมากลับมาทันที รู้ว่าตนเองเผลอแป๊ปเดียวเท่านั้นแหละมีสติกลับมาทันที จนเรามีสติติดต่อกันไปๆ เราจะก้าวไปเปิดประตูห้องน้ำเราก็มีสติ เราจะอาบน้ำเราก็มีสติ เราจะเทน้ำ อาบน้ำ น้ำมันไหลชำระร่างกายของเราเย็นอย่างไรก็มีสติ เราจะนุ่งสบงคาดผ้าปะคดเอวก็ตาม นุ่งผ้าอังสะก็ดี สบงจีวรก็ดี เรามีสติ เราก็สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานในขณะที่อาบน้ำก็มี

          อย่างที่เราเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเทศน์ว่า ในสมัยนั้นสามเณรประมาณ ๑๐ รูปอาบน้ำ ขณะนั้นพระอาจารย์เกรียงศักดิ์ซึ่งอยู่ถ้ำผาพิรุณ เป็นคนสอนสามเณร หลังจากฝึกสมาธิแล้วก็ไปอาบน้ำร่วมกันประมาณ ๑๐ รูปได้ ขณะที่อาบน้ำขณะนั้นก็แปรงฟัน ตกลงกันว่าให้เรากำหนดแข่งกัน พอกำหนดไปๆๆ เข้าสมาธิในขณะที่แปรงฟัน คิดดูซิน่าอัศจรรย์ใจหรือเปล่าสามเณรเกือบ ๑๐ รูปเข้าสมาธิในขณะที่แปรงฟัน อันนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ประจำ ถ้าเรามาพิจารณาว่าถ้าสามเณรนั้นดับไปคือ สงบไปด้วยอำนาจของฌานชวนวิถีก็ถือว่าเป็นฌาน แต่ว่าถ้าสามเณรดับไปด้วยอำนาจของวิปัสสนาญาณ ดับไปด้วยอำนาจของมรรควิถีก็คือบรรลุมรรคผลนิพพานในขณะที่แปรงฟัน คิดดูซิ

          เพราะฉะนั้นถ้าเรามีสติทันปัจจุบันธรรมเราสามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานอยู่ตลอดเวลา ขอให้เรามีสติอย่าประมาท ถึงเราจะประสบกับความทุกข์หรือว่าเราประสบกับความสุขเราก็อย่าประมาท ให้เรามีสติทันปัจจุบันธรรมเราก็สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เหมือนกับพระปีติมัลละเถระ

          พระปีติมัลละเถระนั้นเป็นบุคคลผู้มากไปด้วยปีติ ท่านเป็นเศรษฐีมาออกบวช แล้วน้องชายก็ได้ภรรยา ภรรยาของน้องชายก็เกิดความโลภอยากได้ทรัพย์สมบัติของพี่ชาย ถ้าพี่ชายออกบวชไปถ้าท่านตายไปสมบัติทั้งหมดก็ตกเป็นของน้องชาย ก็เป็นของเรา อย่ากระนั้นเลยเราจ้างพวกโจรไปฆ่าท่านดีกว่า ท่านก็ไปเดินจงกรม

          ขณะที่เดินจงกรมทำความเพียรนั้นแหละ เดินจงกรมกลับไปกลับมาๆ ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ จนเหนื่อยจนเท้าแตกแล้วท่านก็คลานเดินจงกรมเอา คลานกลับไปคลานกลับมา ขณะที่คลานอยู่นั้นนายพรานคนหนึ่งคิดว่าท่านเป็นเนื้อก็เอาหอกนั้นซัดไปถูกกลางหลังของท่าน แล้วก็ทะลุออกไปหน้าท้องของท่าน ทำให้ไส้ของท่านนั้นทะลักออกมา ท่านก็ต้องจับไส้ของท่านยัดเข้าไปแล้วก็เอาหญ้าแห้งนั้นยัดไว้ ก็ถามว่าใครหนอเอาหอกพุ่งมาแทงเรา ภิกษุทั้งหลายก็วิ่งมา

          เมื่อภิกษุวิ่งมาแล้วท่านก็ให้ภิกษุทั้งหลายนั้นประคองให้นั่ง แล้วก็ขอให้ภิกษุทั้งหลายนั้นออกไป ท่านขอว่าขอเวลาเจริญสมณธรรมเจริญกรรมฐาน ท่านบริกรรม “เจ็บหนอ” “ปวดหนอ” ในไม่ช้าไม่นานท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ อันนี้ก็เป็นเพราะว่าท่านมีความเพียรอยู่ตลอดเวลา

          หรือในเรื่องที่ท่านกล่าวไว้ในธรรมบท ขุททกนิกาย เรื่องของพระโพธิกะ พระโพธิกะนี้เป็นผู้ที่ทำบาปไว้แต่ชาติปางก่อน คือยุให้ภิกษุในพระศาสนาให้เขาสึก เมื่อเขาจะสึกแล้วก็อยากได้บริขารของเขา พอท่านมาบวชในชาตินี้แล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ฌานของท่านที่ได้นั้นแหละเสื่อม เสื่อมแล้วก็กลับได้ ได้แล้วก็กลับเสื่อม ท่านก็เบื่อหน่ายขณะที่ท่านได้ฌานแล้วท่านก็คิดว่าขอฌานของเราอย่าได้เสื่อมเลย ก็เอามีดโกนนั้นแหละปาดคอตัวเอง ขณะที่เชือดคอตนเองนั้นยังไม่ตายมีสติกำหนดทันก็กำหนด “ปวดหนอๆ” “เจ็บหนอๆ” ไปในที่สุดก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลสขาดจากขันธสันดาน แต่ถ้าท่านไม่มีสติท่านก็อาจจะไปเกิดในอเวจีมหานรก ฆ่าคนอื่นก็เหมือนฆ่าตนเองนั้นก็เท่ากัน แต่ว่าท่านกลับเป็นสัมมาทิฏฐินึกถึงกรรมฐานที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ กำหนด “เจ็บหนอๆ” “ปวดหนอๆ” ก็เหมือนกับว่าท่านกลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิยังเวทนานุปัสสนากรรมฐานให้เกิดขึ้นมาก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้

          เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมนั้นต้องประกอบไปด้วยความเพียร เราจะหนาวให้เราคิดว่าประพฤติปฏิบัติ หนาวเพียงแค่นี้ถ้าเราไปหนาวในโลกันตมหานรกไม่มีแสงสว่างเราจะหนาวขนาดไหน หนาวแค่นี้ยังพอทนเราควรที่จะปฏิบัติไปในขณะนี้ ถ้ามันร้อนก็คิดว่าถ้าเราตกนรกไป ถ้าเราคิดว่าตามฝั่งมหานรกเต็มไปด้วยเปลวเพลิงทั้งหลายทั้งปวงลุกขึ้นมา เปลวเพลิงทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นกำแพงล้อมรอบสรรพสัตว์ทั้งหลาย มีก้อนเพลิง มีภูเขาเพลิงไหลบดกลิ้งทับสรรพสัตว์ทั้งหลายในมหาตาปนนรก เราจะได้รับความทุกข์ทรมานขนาดไหน เพราะฉะนั้นเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว ร้อนแค่นี้เราจะทนไม่ได้เชียวหรือ เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน เพื่อเราจะพ้นไปจากความเวียนว่ายตายเกิด สิ้นไปจากความโกรธความโลภความหลงให้ถึงสันติสุขคือพระนิพพานเราจะทนไม่ได้เชียวหรือ

          เมื่อเราคิดอย่างนั้นเราก็ควรที่จะเดินจงกรมนั่งภาวนาในขณะนี้ เราถูกยุงกัดก็ดี ถูกอะไรกัดก็ดี เราต้องอดทน คิดว่าถ้าเราถูกนายนิรยบาลเอาหอกแหลมแทง ถูกนายนิรยบาลเอาคีมดึงลิ้นออกมาแล้วก็ตัด ถูกนายนิรยบาลเอาค้อนใหญ่ทุบในทำนองนี้ มันจะได้รับความทุกข์ทรมานขนาดไหน ถ้าเราพิจารณาอย่างนี้ก็เกิดความอุตสาหะความพยายามขึ้นมา ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมให้เราพิจารณาถึง นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ว่าเราไม่เคยทำบุญอย่างเดียว เราทำบาปทางกายบ้าง ทำบาปทางวาจาบ้าง ทำบาปทางใจไว้บ้าง เมื่อเราทำบาปต่างๆ นาๆ แล้วเรายังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน คติของบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นย่อมไม่เที่ยง ถ้าจิตใจของเราเผลอแป๊ปเดียวเราก็อาจจะไปสู่อบายภูมิได้ จิตดวงสุดท้ายของเราก็อาจไปสู่อบายภูมิได้

          เพราะฉะนั้นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายเกิดความเพียร เกิดความอุตสาหะอย่าท้อแท้ ถ้าเราจะเดินทางในวันพรุ่งนี้ เราจะประพฤติปฏิบัติในวันนี้เสียดีกว่า ถ้าเราจะอัพภานในพรุ่งนี้ก็ให้เราคิดว่าพรุ่งนี้เราจะอัพภานแล้ว พรุ่งนี้เราจะไม่มีโอกาสปฏิบัติ เราจะปฏิบัติวันนี้มากๆ ถ้าเราเดินทางอยู่เราก็คิดเสียว่าขณะที่เราเดินทางแล้วมันเหนื่อย หรือว่าเรากลับไปถึงที่แล้วเราไปคุยกับญาติกับโยมทำการงานอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่มีเวลาเราปฏิบัติในขณะที่เดินทางนี้ดีกว่า เมื่อเราเดินทางถึงแล้ว ก็ให้คิดว่าขณะนี้เราเดินทางถึงแล้วมีห้อง มีที่อยู่อาศัยดี เราควรจะรีบประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะทำที่สุดให้ถึงโดยเร็ว อันนี้เรียกว่าเราพิจารณาให้เกิดความเพียรในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราบรรลุมรรคผลนิพพาน หรือว่าทำให้แจ้งในธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เร็ว

          ฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมันจะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่ที่คณะครูบาอาจารย์ แต่ถ้าคณะครูบาอาจารย์รูปไหนมัวแต่คุย ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมคนไหนมัวแต่เล่นมัวแต่ส่งจิตส่งใจไปอย่างโน้นอย่างนี้ เดี๋ยวก็ไปประพฤติปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์รูปนั้น อาจารย์รูปนี้ อาจารย์รูปนี้เทศน์ดี อาจารย์รูปนี้เทศน์ไม่ดี มัวแต่ไปพิจารณาปัจจัยภายนอก ไม่พิจารณาปัจจัยภายใน การบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นมันก็ยากดังอุปมาอุปไมยเหมือนกับเรื่องภิกษุ ๒ สหาย

          คือในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี ในสมัยนั้นมีภิกษุ ๒ รูปมาเรียนกรรมฐานในสำนักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนเพียงพอต่อการบรรลุเป็นพระอรหันต์ เมื่อเรียนแล้วก็ชวนกัน ชวนเพื่อนชวนฝูงไปอยู่ในราวป่าเพื่อประพฤติปฏิบัติธรรม แต่ว่าภิกษุรูปหนึ่งนั้นเป็นผู้ประมาทเมื่อไปถึงป่าแล้วก็ไปเก็บฟืน แล้วเอาฟืนมากองรวมกันไว้แล้วอาบน้ำ หาน้ำปานะอะไรมาดื่มมาชงกันแล้วก็ก่อไฟขึ้น คุยกับภิกษุ สามเณรน้อยสรวลเสเฮฮากันเพลิดเพลินไป

          ส่วนภิกษุรูปหนึ่งไม่ประมาท ภิกษุรูปที่ประมาทนั้นก็คุยกันพอถึงมัชฌิมยามแล้วก็ไปนอน แต่ภิกษุผู้ไม่ประมาทก็ไปกล่าวตักเตือนว่า “ท่าน ท่านอย่าทำอย่างนี้สิ อบายภูมิคือนรกเปรตอสุรกายสัตว์เดรัจฉาน ย่อมเป็นเรือนนอนของบุคคลผู้ประมาท บุคคลผู้โอ้อวดย่อมไม่ยังพระพุทธเจ้าให้ยินดีได้ ขอท่านอย่าได้ประมาทเลย” ภิกษุผู้ประมาทก็ว่า “ท่านอย่ามาตักเตือนผมเลย” ภิกษุรูปนั้นก็ไม่ฟัง ประมาทคุยกันดื่มน้ำปานะคุยกันเฉยไม่ประพฤติปฏิบัติ ภิกษุผู้ไม่ประมาทก็บอกว่า “ท่านไม่เชื่อคำผม ต่อไปผมก็จะไม่ตักเตือนท่านแล้ว” ภิกษุผู้ประมาทก็ประพฤติปฏิบัติอย่างนั้นเรื่อยไป

          ส่วนภิกษุผู้ไม่ประมาทนั้นก็รีบประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งภาวนา กำหนดให้ทันปัจจุบันธรรม กำหนดอยู่ตลอดเวลา ประพฤติปฏิบัติไปๆ พอถึงตอนมัชฌิมยามท่านก็ไปนอน ส่วนภิกษุผู้ที่ประมาทหลังจากผิงไฟไปแล้วก็เดินเข้าไปในห้องหาภิกษุผู้ไม่ประมาท ไปปลุกว่า “ท่านๆ ท่านจะมานอนอยู่ที่นี่ทำไม ท่านเรียนกรรมฐานจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านจะมานอนหรือ ท่านเข้าป่ามาเพื่อหลับนอนอย่างเดียวหรือ” ก็ไปปลุก ไปดึง ไปกระชากภิกษุรูปนั้นให้ลุกขึ้นมา แล้วตนเองก็เดินเข้าห้องแล้วก็นอนหลับเฉยเลย ในลักษณะอย่างนั้นเป็นลักษณะของคนประมาท

          ส่วนภิกษุผู้ไม่ประมาทก็ตื่นขึ้นมาในปัจฉิมยามแล้วก็เดินจงกรม นั่งภาวนา กระทำความเพียรกำหนดติดต่ออยู่ตลอดเวลา ในไม่ช้าไม่นานท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ พอออกพรรษาแล้วภิกษุสองสหายที่เป็นเพื่อนกัน ภิกษุรูปหนึ่งเป็นพระอรหันต์ ภิกษุรูปหนึ่งเป็นปุถุชนก็ชวนกันมากราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอมาถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทำปฏิสันฐาน “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออยู่ที่นั่นอาหารพอได้ฉันอยู่หรือ พอมีญาติมีโยมมาถวายมาอุปถัมภ์อุปฐากอยู่หรือ พวกเธอเป็นผู้ไม่ประมาทกระทำสมณธรรมแล้วหรือ กิจในบรรพชิตของเธอทั้งหลายทั้งสอง ถึงที่สุดแลหรือ” ภิกษุผู้ประมาทนั้นก็กล่าวว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ความไม่ประมาทจะมีกับภิกษุนี้แต่ที่ไหน ภิกษุนี้ไปในป่าแล้วมีแต่จะหลับจะนอน ปล่อยกาลเวลาให้ล่วงไปเปล่า”

          แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็หันพระพักตร์มาถามภิกษุรูปนี้ว่า “แล้วเธอล่ะภิกษุ เธอเป็นอย่างไรเล่า” “กระผมไม่ประมาท กระผมไปถึงป่าแล้วก็เก็บไม้เก็บฟืนมากองรวมกันแล้วก็ก่อไฟขึ้น แล้วก็คุยกันกับพระภิกษุสงฆ์สามเณรน้อย ปล่อยให้กาลเวลาล่วงไป โดยวิเศษ” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอเป็นผู้ประมาทแล้ว ปล่อยกาลเวลาให้ล่วงไปเปล่าประโยชน์ เธอยังจะมากล่าวว่าเธอเป็นผู้ไม่ประมาท แล้วยังจะมาทำบุคคลผู้ไม่ประมาทให้ประมาท เธอเปรียบเสมือนกับม้าที่มีฝีเท้าเลว อยู่ในสำนักของบุตรของเรา บุตรของเราเปรียบเสมือนกับม้าที่มีผีเท้าดี อยู่ในสำนักของเธอ”

          แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า “อปฺปมตฺโต ปมตฺเตสุ สุตฺเตสุ พหุชาคโร” เป็นต้น ซึ่งแปลเป็นใจความว่า บุคคลผู้มีปัญญาดีเมื่อบุคคลอื่นประมาทแล้วไม่ประมาท เมื่อบุคคลอื่นหลับแล้วตื่นอยู่โดยมากย่อมละบุคคลผู้มีปัญญาทรามไป เหมือนกับม้าตัวมีฝีเท้าเร็ว ย่อมละม้าตัวมีฝีเท้ากระจอกไปฉะนั้น

          อันนี้ก็แสดงว่าบุคคลผู้ที่มีความเพียรนั้นสามารถที่จะละบุคคลคือ ทิ้งบุคคลที่มีความเพียรเร็วนั้นไว้ในภพนี้ ไว้ในโลกนี้ ไว้ให้เวียนว่ายตายเกิด ส่วนบุคคลผู้มีปัญญาดี ไม่มีความประมาทนั้นย่อมไปสู่พระมหาอมตนฤพาน สิ้นจากความทุกข์ สิ้นจากราคะ สิ้นจากโมหะ พ้นไปจากชาติกันดาร พยาธิกันดาร มรณกันดาร ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

          เพราะฉะนั้นธรรมะ ๓ ข้อที่กระผมได้นำมาเรียนถวายคณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายก็ขอให้น้อมนำไปพินิจพิจารณาพอกับการประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์

          กระผมได้กล่าวธรรมะมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ในท้ายที่สุดนี้ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมที่นี้ก็ขอให้เป็นผู้สมบูรณ์ไปด้วยสติ สมบูรณ์ไปด้วยสมาธิ สมบูรณ์ไปด้วยปัญญา ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายจงมีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบัติ ขอให้คณะครูบาอาจารย์จงหายจากทุกข์ หายจากโศก หายจากโรค หายจากภัย ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายจงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของญาติโยมทั้งหลาย ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีกุศลจิตสถิตมั่นในพระสัทธรรมนำตนให้พ้นจากทุกข์ ถึงสุขอันไพบูลย์กล่าวคือมรรคผลนิพพานด้วยกันจงทุกท่านทุกคนเทอญ.
6  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / การปฏิบัติไม่ผิด ๓ ประการ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม เมื่อ: 13 มกราคม 2565 20:35:03



การปฏิบัติไม่ผิด ๓ ประการ
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
(เทศน์ที่วัดพิชโสภาราม)

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปนานแล้ว พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า ขอโอกาสคณะสงฆ์และก็ขอเจริญพรสาธุชนทุกท่าน

          วันนี้ก็มีโอกาสได้มาบรรยายธรรมประกอบการประพฤติปฏิบัติ ให้แก่คณะครูบาอาจารย์เป็นครั้งที่ ๒ แต่การบรรยายธรรมก็อาจไม่ได้เต็มที่ก็ขออภัยด้วย วันนี้จะได้น้อมนำเอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่อง การปฏิบัติไม่ผิด ๓ ประการ มาบรรยายประกอบการประพฤติปฏิบัติของคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั้นได้ตั้งใจฟัง เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น เอาสติไว้ที่หูของเรา กำหนดว่า “ได้ยินหนอๆ” เพราะว่าการฟังนั้นมีอยู่หลายระดับ ฟังเพื่อเอาบุญประการหนึ่ง ฟังเพื่อเอาเป็นอุปนิสัยประการหนึ่ง ฟังเพื่อน้อมเอาไปประพฤติปฏิบัติประการหนึ่ง แล้วฟังในขณะนี้ก็ปฏิบัติในขณะนี้ประการหนึ่ง

          เพราะฉะนั้นเราเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม เราฟังธรรมไปด้วยปฏิบัติธรรมไปด้วยได้ศีล ได้สมาธิ ได้วิปัสสนาญาณ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานในขณะฟังธรรมนั้นก็มีเยอะ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในวิมุตตายตนสูตร บรรลุธรรมด้วยการสาธยายธรรมบ้าง ด้วยการแสดงธรรมบ้าง ด้วยการฟังธรรมบ้าง ด้วยการพิจารณาธรรมบ้าง อันนี้ที่ท่านกล่าวไว้ในวิมุตตายตนสูตร เพราะฉะนั้นเราผู้เป็นนักปฏิบัติก็ขอให้ตั้งใจฟัง ปฏิบัติในขณะที่เราฟังธรรมด้วย

          คำว่าอปัณณกปฏิปทา คือ หลักของการปฏิบัติไม่ผิด ๓ ประการนั้น คือ

          ข้อที่ ๑ ท่านกล่าวไว้ว่า อินทรีย์สังวร สังวรก็คือความสำรวม อินทรีย์ก็คือความเป็นใหญ่ คือตาเป็นใหญ่ในการดู หูเป็นใหญ่ในการฟัง จมูกเป็นใหญ่ในการสูดกลิ่น ลิ้นเป็นใหญ่ในการลิ้มรส กายเป็นใหญ่ในการถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจเป็นใหญ่ในการรับรู้อารมณ์ต่างๆ นี้เรียกว่าอินทรีย์ คำว่าอินทรีย์นั้นท่านถือว่าเป็นใหญ่

          อินทรีย์นั้นมีความหมาย คือเป็นที่เกิดของบุญและบาป คณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นอาศัยอินทรีย์นั้นเป็นบ่อเกิดของบุญและบาป อย่างเช่นอินทรีย์คือ ตา ตานั้นเมื่อมองไปเห็นสิ่งที่ดี ชอบใจจิตใจไม่เกิดความโลภขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศล แต่ว่าถ้าชอบใจแล้วเกิดความโลภขึ้นมาก็ถือว่าเป็นอกุศลธรรม

          เพราะฉะนั้น สัตว์โลกทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดในมหรรณพภพสงสารนี้ ก็เพราะการไม่สำรวมตา ไม่สำรวมจมูก ไม่สำรวมลิ้น ไม่สำรวมกาย แล้วก็ไม่สำรวมใจ เราทั้งกลายได้รับทุกข์ทรมานอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเหตุ เป็นบ่อเกิดของบุญและบาป บาปทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อวิชชา ตัณหา อุปาทานต่างๆ ก็อาศัยตานี้เป็นบ่อเกิด บุญคือศีล บุญคือสมาธิ บุญคือปัญญา บุญคือการเจริญวิปัสสนาญาณ บุญคือการบรรลุมรรคผลนิพพาน ก็อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้แหละ เป็นบ่อเกิดของบุญทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้น บ่อเกิดของบุญก็อยู่กับเรา คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ บ่อเกิดของบาป ก็อยู่ที่เราคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ฉะนั้นท่านจึงให้เรามาประพฤติปฏิบัติ สำรวม เหมือนกับว่าเราปิดตา ปิดหู ปิดจมูก ปิดลิ้น ปิดกาย เหลือแต่ใจของเรา ในขณะนี้เรากำลังนิ่ง กายของเราก็นิ่ง วาจา หู อะไรทุกอย่างของเรานิ่งหมด เหลือแต่ใจของเราที่กำหนดรู้อาการพองอาการยุบ อันนี้เรียกว่าเราปิตา ปิดหู ปิดจมูก ปิดลิ้น ปิดกาย เหลือแต่ใจอันเดียว

          บาปธรรมทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นความชอบใจ ความไม่ชอบใจทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันจรเข้ามา เราก็สามารถที่จะกำหนดรู้ทันได้ เมื่อเรากำหนดรู้ทันบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นได้ บาปนั้นมันไม่เข้าไปในจิตในใจของเรา จิตใจของเราก็จะเริ่มขาวขึ้นๆ บริสุทธิ์ขึ้น ผ่องใสขึ้น ในที่สุดก็เกิดปัญญา อันนี้เป็นหลักของพระพุทธศาสนา

          ธรรมะที่แท้จริงในพุทธศาสนานั้นไม่ใช่อยู่ที่อื่น ธรรมะนั้นอยู่ที่ความบริสุทธิ์ ถ้าเราบริสุทธิ์น้อยเราก็เข้าถึงธรรมะในพุทธศาสนาได้น้อย แต่ถ้าเราบริสุทธิ์มากเราก็เข้าถึงพระพุทธศาสนาได้มาก เพราะพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นคือความบริสุทธิ์ จุดจบของการปฏิบัติธรรมก็คือการบรรลุเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลสขาดจากขันธสันดาน คือไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง พูดตรงๆ ก็คือจิตใจบริสุทธิ์ บริบูรณ์นั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราทำจิตทำใจของเราให้บริสุทธิ์ก็ถือว่าเรานั้นเข้าถึงพุทธศาสนามาก

          ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมนั้นเราจึงมีความกระตือรือร้น มีการสังวร สำรวม ระวัง ไม่ให้บาปนั้นเข้าไปสู่จิตสู่ใจของเรา ดังที่องค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า สติ เตสํ นิวารณํ สติเป็นเครื่องป้องกันบาป คือเรามีสติกำหนดทางตา มีสติกำหนดทางหู มีสติกำหนดทางกลิ่น การลิ้มรส การถูกต้องสัมผัส เราจะยืนก็ดี จะเดินก็ดี จะนั่งก็ดี จะนอนก็ดี เราอย่าปล่อยกาย ปล่อยวาจา ปล่อยใจของเรานั้นให้เป็นอิสระ ให้เรามีสตินั้นควบคุมอยู่ตลอดเวลา

          เราไม่ต้องเดินช้าๆ เราเพียงแต่เดินไปเป็นปกติ ถ้าเราเดินช้าๆ คนอื่นอาจจะว่าเรานั้นเดินผิดปกติ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้คนที่เขาไม่ศรัทธาเขาโจมตีได้ ศาสนาอื่นเขาก็จะกล่าวหาได้ว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ต้องยกช้าๆ เดินช้าๆ กินช้าๆ ฉันช้าๆ ดื่มช้าๆ ต้องไม่พูดไม่จากับใครหรืออย่างไร เขาก็จะหาว่าเรานั้นผิดปกติไป ถ้าอย่างนั้นพวกอเจลกะก็ดี พวกอาชีวกก็ดี ก็ย่อมติเตียนพระพุทธเจ้า

          ท่านกล่าวไว้ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นพระองค์ทรงมีร่างกายเหมือนพรหม มีร่างกายตรงสง่างาม และพระองค์นั้นจะไม่เดินเร็วเกินไป ไม่เดินช้าเกินไป พระองค์จะไม่ฉันช้า แล้วก็จะไม่ฉันเร็ว พระองค์จะไม่ลุกช้า จะไม่ลุกเร็ว อิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะหาการตำหนิติเตียนพระองค์ไม่ได้ พระองค์จะลุกก็ดี เดินก็ดี นั่งสำรวมก็ดี การเหลียวซ้ายเหลียวขวาก็ดี การวางพระเนตรของพระองค์จะไม่ทอดพระเนตรเกินก็ดี อันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นพระองค์ทรงประพฤติปฏิบัติให้เป็นตัวอย่าง

          เพราะฉะนั้นเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้เรานั้นเดินพอดี นั่งพอดี คุยพอดี ให้มีสติกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา อันนี้เรียกว่าการสำรวม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า กายสังวโร สาธุ การสำรวมกายเป็นความดี การสำรวมวาจาเป็นการดี แล้วก็การสำรวมใจเป็นการดี บุคคลใดสำรวมได้ทุกทางบุคคลนั้นจะพ้นจากบ่วงแห่งมาร อันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรม คณะครูบาอาจารย์ต้องสำรวม เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมในกาลที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ตาม หรือการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานก็ตาม หรือในขณะนี้ปัจจุบันนี้ก็ตาม เราต้องสำรวม ถ้าเราอยากจะเข้าถึงธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีมายา ไม่มีการโอ้อวด ไม่มีการเสแสร้ง ไม่มีการทำผักชีโรยหน้า การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเป็นสัจธรรม ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยความมุ่งหวัง ด้วยความตั้งใจจริง ด้วยความเด็ดเดี่ยว ด้วยการที่จะพ้นไปจากความทุกข์ อยากได้ถึงสันติสุขคือการบรรลุมรรคผลนิพพานจริงๆ แล้วบุคคลนั้นไม่เกินความปรารถนาได้ บุคคลนั้นแหละจะเข้าถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไว

          ในครั้งหนึ่งกระผมมาอยู่ที่วัดพิชโสภาราม อยากจะบรรลุมรรคผลนิพพาน คิดว่าการบรรลุมรรคผลนิพพานมันยากหนักหนาคงจะเกินความสามารถของเรา ฟ้ากับดินคิดว่ามันไกลกันมาก มันก็ยังมองเห็นกันอยู่ แต่โลกีย กับโลกุตตร นี้ไกลกันเหลือเกิน เรายังไม่สามารถที่จะจินตนาการนึกถึงได้ อีกสิบชาติอีกร้อยชาตินี้เราจะบรรลุพระโสดาบันหรือไม่ คิดแล้วคิดอีกๆ ก็เกิดความฟุ้งซ่าน เดินจงกรมอยู่ในโบสถ์ เดินทั้งวัน เดินแล้วก็นั่ง นั่งแล้วก็เดิน แต่มันก็ไม่สงบ แต่ก็เดินอยู่อย่างนั้นแหละ ทำความเพียรอยู่อย่างนั้นแหละ

          วันนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อออกมา แล้วก็มานั่งอยู่ข้างนอกก็เลยเข้าไปกราบเรียนพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อครับ ทำอย่างไรจึงจะได้บรรลุมรรคผลนิพพานไวๆ จะได้บรรลุเป็นพระโสดา สกิทา อนาคาไวๆ” พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านว่า “ต้องปฏิบัติธรรมด้วยจิตแรงใจแรง” ตอบคำเดียวเท่านี้แหละ ก็เลยปฏิบัติธรรมด้วยความมุ่งมั่น ปฏิบัติด้วยความจริงจัง ปฏิบัติด้วยความไม่มีมายา โอ้อวด สาไถยต่างๆ

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นต้องปฏิบัติด้วยความจริงใจ ปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่นจริงๆ เราจึงจะสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ถ้าเราตั้งใจจริงประพฤติปฏิบัติจริงแล้วสภาวธรรมต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นมาตามลำดับ ครูบาอาจารย์อาจจะคิดว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมันยาก มันลำบาก มันเหน็ด มันเหนื่อย มีอุปสรรคมากมายหลายประการ แต่เมื่อเราตั้งใจจริงๆ แล้วนั้น เมื่อเราประพฤติปฏิบัติไป เมื่อจิตใจของเราสงบ วิปัสสนาญาณมันแก่กล้าขึ้นมา เรานั่งไปมันสงบ นั่งไปรู้สึกตัวขึ้นมาบริกรรมต่อ สงบวับไปรู้สึกตัวบริกรรมต่อ สภาวธรรมต่างๆ นาๆ นั้นมันเกิดขึ้นมาในจิตในใจของเรา เราก็เกิดโอภาสแสงสว่างเกิดขึ้นมา เราไม่เคยเห็นโอภาสแสงสว่างมันก็เกิดขึ้นมา

          บางคนก็เห็นโอภาสแสงสว่างเกิดขึ้นมา บางคนนั่งไปๆ บริกรรมไปๆ โอภาสแสงสว่างนั้นมันพุ่งออกจากหน้าอก แล้วก็ลอยขึ้นไปบนขื่อแล้วก็แตกออกเป็นหลายๆ สีก็มี บางคนนั่งไปแสงสว่างมันก็อยู่ที่อาการพองอาการยุบ บริกรรมไปแสงสว่างมันปรากฏชัดเจนเหมือนกับดวงแก้ว บางครั้งมันก็เลื่อนขึ้นมาที่แผ่นหลังก็มี บางครั้งมันก็เลื่อนมาที่คอก็มี บางครั้งก็เลื่อนมาที่จมูกก็มี บางครั้งก็เลื่อนลงมาที่อาการพองอาการยุบกำหนด “พองหนอ ยุบหนอ” มันดับฟึบลงไปก็มี แสงสว่างแล้วแต่มันจะเกิดขึ้นมา

          บางคนเดินจงกรมไปเดินจงกรมมาแสงสว่างมันปรากฏชัดเจนขึ้นมา จนไม่สามารถที่จะเดินจงกรมในที่มืดได้ เพราะแสงสว่างนั้นมันสะท้อนกลับมาหาตา ต้องเข้าไปเดินจงกรมในห้องเปิดไฟให้สว่าง เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้เกิดโอภาสนั้นมีกำลังใจในการเดินจงกรมนั่งภาวนา หรือว่าขณะที่เราปฏิบัติไปๆ ปีติยังไม่เกิด มันก็เกิดความเหน็ดเหนื่อย เกิดความเมื่อยล้า เกิดความใจอ่อนต่างๆ นาๆ

          แต่เมื่อเรานั่งไปๆ เกิดปีติขึ้นมา ปีตินั้นมันมีอยู่หลายอย่าง มีขุททกาปีติ ปีติเล็กน้อย ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะ โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นพักๆ อุพเพงคาปีติ ปีติโลดโผน ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน ถ้าปีติมันเกิดขึ้นมาในลักษณะนิดหน่อย เราก็จัดเข้าเป็นขุทฺทกาปีติ อย่างเช่นเรานั่งไปๆ มันมีแสงสว่างแวบมาเหมือนกับแสงหิ่งห้อย หรือว่ามันซู่ขึ้นมาแล้วก็หายไป หรือว่าเรานั่งไปๆ มันเย็นยะเยือกแล้วก็หายไป ถ้ามันมีนิดๆ หน่อยๆ อย่างนี้ ถือว่าเป็นขุททกาปีติ ปีตินิดหน่อย แต่ถ้ามันตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่งก็ถือว่าเป็นขณิกาปีติ

          แต่ถ้าเรานั่งไปปีติมันเป็นพักๆ มีความสุขเป็นพักๆ เย็นยะเยือกไปเป็นพักๆ ไป หรือว่าตัวของเรานั่งโอนเอน โยกเยกไปมา หรือว่าเราภาวนาไปพองหนอยุบหนอของเรามันเป็นพักๆ เวลาเรายุบลงเป็นพัก สองพัก สามพัก เวลาเราพองออกเป็นพัก สองพัก สามพัก หรือว่าร่างกายของเราโยกไป เอนมา หรือว่าร่างกายของเราหมุน เรานั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ลืมตาขึ้นหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เวลาหันไปทางซ้ายลืมตาขึ้นมาหันไปทางขวา หรือว่าเรานั่งไปๆ เรือนของเรามันหมุนไปหมุนมา หมุนไปโดยอัตโนมัติด้วยกำลังของสมาธิ ด้วยอำนาจของปีติ อันนี้เรียกว่าโอกกันติกาปีติ

          หรือว่าเรานั่งไปๆ จนมันโลดโผน ตัวของเราเหมือนจะลอยออกไปจากพื้น เหมือนกับก้นของเรานี้ไม่ติดอยู่กับพื้น บางครั้งค่อยๆ ลืมตามองดูแต่เราก็นั่งอยู่กับพื้นอยู่ บางคนมีปีติสูงมาก นั่งไปๆ เหมือนตัวของเรามันลอยขึ้นๆ พอลอยขึ้นมาแล้วก็เกิดความสงสัยว่ามันลอยจริงหรือเปล่าลืมตา แต่ตัวของเราก็นั่งอยู่กับพื้น มันเป็นเพียงแต่อาการของอุพเพงคาปีติเฉยๆ บางคนก็นั่งไปๆ มันลอยขึ้นมา ลืมตาขึ้นมาดูว่ามันลอยจริงหรือเปล่า แต่ลืมตามันก็นั่งอยู่ที่เดิมเหมือนเดิม แต่คิดว่าอยากจะให้มันลอยไปทางโน้นมันก็ลอยไป ลอยมาดูซิว่าอาจารย์มหาชอบทำอะไรอยู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทำอะไรอยู่ ญาติโยมกำลังจัดข้าวปลาอาหารกันอยู่ก็ลอยมา มันก็ลอยมาจริงๆ เพราะเห็นญาติโยมกำลังสาละวนวุ่นวายกับการจัดอาหาร แต่พอลืมตาตนเองก็นั่งอยู่ที่เดิม ก็เกิดความฉงนสนเท่ห์ว่าอันนี้มันเป็นอะไรหนอ มันเป็นปีติอะไร มันเป็นญาณอะไร มันเป็นสภาวะอะไร ในลักษณะอย่างนี้

          ถ้าบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติ ปฏิบัติไปๆ เกิดสภาวะอย่างนี้ขึ้นมา ก็เกิดความอุตสาหะ เกิดความพยายาม ว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นดีจริง ปฏิบัติแล้วเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความอัศจรรย์ใจต่างๆ นาๆ ก็จะเกิดความอุตสาหะพยายาม ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ไม่เห็นแก่ความเมื่อยล้า ไม่เห็นแก่ยุง ไม่เห็นแก่ร้อน ไม่เห็นแก่หิว แก่ความกระหาย ปฏิบัติได้ตลอดเวลา มีความเพียร มีแต่ครูบาอาจารย์จะข่มปรามไว้ให้อยู่ในความพอดี ให้อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา หรือคณะครูบาอาจารย์ปฏิบัติไปๆ เกิดผรณาปีติ เกิดปีติซาบซ่าน มันจะเกิดขึ้นมาหลายลักษณะ บางครั้งมันก็เกิดที่หัวใจของเราก็แผ่ซ่านไปทุกขุมขน เหมือนกับเส้นเอ็นของเรานี้มีปีติแผ่ไปทุกขณะ ขนหัวของเรา ขนตัวของเราลุก ซู่ซ่าไปหมด บางครั้งก็พุ่งออกจากหัวใจของเราแล้วก็พุ่งออกไปทางเท้า บางคนเกิดขึ้นที่หัวใจแล้วก็พุ่งออกไปทางหู ทางหลังก็มี อันนี้เป็นในลักษณะของผรณาปีติ

          พระเดชพระคุณหลวงพ่อว่าในครั้งหนึ่งมันเกิดผรณาปีติ ด้วยอำนาจบุญที่ท่านปล่อยปลาไหล คือกำลังขุดบ่อน้ำขุดไปๆ ลึกได้ประมาณเมตรกว่าๆ เห็นปลาไหลตัวใหญ่ชาวบ้านกำลังจะเอาไปฆ่ากิน พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ไปป้องกันไว้ ไปขอไว้ปล่อยลงไปในน้ำ ขณะที่มันเกิดซู่ขึ้นมานั้น เกิดปีติซู่ขึ้นมาใจก็นึกถึงปลาไหลที่ตนเองปล่อยลงไปในน้ำ ท่านว่าบุญกุศลที่บุคคลผู้มีบุญวาสนาบารมีทำอย่างไรมันจะให้ผลเร็ว บาปก็ตามที่บุคคลผู้มีบารมีไปทำแล้วมันจะให้ผลเร็ว เหมือนกับพระสงฆ์สามเณรเรา ที่อยู่ในศีลในธรรมดีๆ ไม่เคยทำบาปทำกรรมสักที แต่วันใดวันหนึ่งหลงไปทำบาปทำกรรม อันนี้มันจะให้ผลเร็ว

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าเราตั้งใจจริงประพฤติปฏิบัติจริงเมื่อวิปัสสนาญาณมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันจะปวัตติไปตามอารมณ์ของมันเอง มันจะเกิดความเพียร เกิดศีล เกิดสมาธิ เกิดปัญญาขึ้นมา ผลักดันจิตใจของเราให้เข้มแข็งขึ้นมาเอง ขอให้คณะครูบาอาจารย์จงตั้งใจจริง ประพฤติปฏิบัติจริง

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติจะให้เกิดสภาวะเหล่านี้ขึ้นมาได้นั้น ต้องมีการสำรวม คือต้องสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปิดไม่ให้บาปธรรมทั้งหลายทั้งปวงมันเกิดขึ้นมา ไม่ให้เรานั้นคิดถึงบาป ไม่ให้เราคิดถึงบุญ ให้จิตใจของเรามีสติอยู่กับปัจจุบันธรรม ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นได้เกิดความรู้ในทางพุทธศาสนาขึ้นมา ก็จะเข้าใจรู้แจ้งแทงตลอดเฉพาะตัวของเราเอง

          เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสว่า เรานักประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ให้เราติดอยู่ที่ฝั่งนี้ ไม่ให้เราติดอยู่ที่ฝั่งโน้น ไม่ให้เราจมอยู่ในท่ามกลาง ไม่ให้เราเกยอยู่บนบก ไม่ให้เรานั้นถูกมนุษย์ดึงไป ไม่ให้เราถูกอมนุษย์ดึงไป ไม่ให้เรานั้นถูกดูดจมลงในท่ามกลาง หรือไม่ให้เรานั้นเป็นผู้เน่าใน พระองค์จึงตรัสเปรียบเหมือนกับขอนไม้ที่ไหลไปตามแม่น้ำคงคา

          คือในสมัยนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงประทับยืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา พระองค์ก็ทรงตรัสชี้ให้ภิกษุทั้งหลายดูท่อนไม้ที่ไหลไปตามแม่น้ำคงคา ว่า ท่อนไม้ที่ไหลไปตามแม่น้ำคงคานี้ ถ้าไม่ติดอยู่ที่ฝั่งนี้ ไม่ติดอยู่ที่ฝั่งโน้น ไม่จมลงในท่ามกลาง ไม่เกยอยู่บนบก ไม่ถูกอมนุษย์ลากขึ้นฝั่ง ไม่ถูกน้ำวนดูดลงไป ไม่เน่าในเสียก่อน ขอนไม้นี้ย่อมไหลเรื่อยไหลเอื่อยลงไปถึงทะเลแน่นอน

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสอย่างนั้นแล้วภิกษุทั้งหลาย ก็ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฝั่งนี้คืออะไร ฝั่งโน้นคืออะไร” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงอธิบายไปตามลำดับ ว่าฝั่งนี้ก็คือ อายตนภายใน คือตา คือหู คือจมูก คือลิ้น คือกาย คือใจ ถ้าภิกษุไม่ติดอยู่ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพานได้

          แล้วฝั่งโน้นคืออะไร ฝั่งโน้นก็คือ อายตนภายนอก คือรูป คือเสียง คือกลิ่น คือรส คือสัมผัส คืออารมณ์ที่มากระทบใจของเรา ถ้าภิกษุไม่ติดอยู่กับอารมณ์ภายนอก ย่อมไปถึงพระนิพพาน

          แล้วจมอยู่ในท่ามกลางคืออะไร จมอยู่ในท่ามกลางก็คือ เมื่อตาเห็นรูป ไม่เกิดความยินดีขึ้น ไม่เกิดความเสียใจขึ้น ไม่เกิดความโลภ ความโกรธ มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อวิชชาขึ้น ถ้าบุคคลใดเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นมานี้เรียกว่าจมอยู่ในท่ามกลาง จมไปตามอำนาจความโกรธ ความหลง

          เกยอยู่บนบกก็คือ ประพฤติปฏิบัติธรรมไปแล้วเกิดมานะทิฏฐิ คือ มานะทั้ง ๙ ตัว ตนเองเป็นคนเลวกว่าเขาก็จริงสำคัญว่าตนเสมอกับเขา ตนเลวกว่าเขาก็คิดว่าตนนั้นเลิศกว่าเขา ตนเสมอเขาก็คิดว่าตนเลวกว่าเขา ตนเสมอเขาก็คิดว่าตนนั้นเลิศกว่าเขา ตนดีกว่าเขาก็คิดว่าตนเสมอเขา ตนดีกว่าเขาก็คิดว่าตนเลวกว่าเขา มานะทั้ง ๙ ตัวนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเรานั้นไม่ได้ผล

          แล้วก็ถูกมนุษย์นั้นลากขึ้นฝั่งก็หมายความว่า เราประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ประพฤติปฏิบัติไปๆ สำรวมไป เมื่อเดินจงกรม นั่งภาวนา อินทรีย์มันก็ผ่องใสขึ้นมา จริยาวัตรก็น่าศรัทธา น่าเลื่อมใส ก็มีโยมมาศรัทธา มาเลื่อมใส มากราบมาไหว้ เมื่อโยมมากราบ มาไหว้ มาถวายสักการะต่างๆ เอาเงินเอาทองมาถวาย มาปวารณากุฏิให้อยู่ ปวารณาทุกอย่าง ก็เกิดความลุ่มหลง เกิดความเอนเอียงไปตามลาภ ตามสักการะ ตามสรรเสริญ ตามความเยินยอที่ญาติโยมทั้งหลายประเคนให้ ในที่สุดก็ถูกมนุษย์นั้นลากขึ้นฝั่ง ศีลก็เสื่อม สมาธิก็เสื่อม วิปัสสนาญาณก็เสื่อม ในที่สุดก็ไปสู่พระนิพพานไม่ได้ หรือว่าข้อที่ท่านกล่าวไว้ว่า

          ถูกอมนุษย์ลากขึ้นฝั่ง ก็หมายความว่า บุคคลที่มาประพฤติปฏิบัติไปๆ แล้วก็เกิดนิมิตขึ้นมา ก็ไปเห็นวิมานของเทวดา เห็นเครื่องทรงของเทวดา เห็นสวนดอกไม้ของเทวดา เห็นอาหารอันเป็นทิพย์ เห็นอารมณ์อันเป็นทิพย์ ได้ยินเสียงทิพย์ เมื่อได้ยินเสียงทิพย์อะไรต่างๆ นาๆ แล้วก็เกิดความผูกพัน เกิดความอยากจะไปเกิดในวิมานแดนสวรรค์ เหมือนภิกษุรูปหนึ่ง

          มีภิกษุไปธุดงค์ไปพบอยู่ที่ภูกระดึง ท่านรูปนี้อยู่ในถ้ำ จะทานอาหารก็ทานอยู่ในถ้ำ ไม่ยอมออกไปไหนเดินจงกรมนั่งภาวนาอยู่ในถ้ำ หันหน้าเข้าฝาแล้วก็ภาวนาอยู่ตลอดเวลา ท่านนั่งไปๆ จะเห็นวิมานของเทวดา สามารถคุยกับเทวดา อยู่ชมวิมานของเทวดา ใครจะไปตักเตือนว่าท่าน มันเป็นอุปกิเลส มันไม่ใช่ของจริง มันเป็นธรรมปลอม มันเป็นสัทธรรมปฏิรูป มันไม่ใช่ของจริง มันเป็นของเก๊ ไม่ใช่ของจริง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือการบรรลุมรรคผลนิพพาน นิพพานนั้นไม่มีขันธ์ ๕ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งไม่มี รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ นั้นไม่มี จึงจะชื่อว่านิพพาน อันนั้นมันไม่ใช่ บอกอย่างไรท่านก็ไม่เชื่อ ท่านเถียงกับผมหรือ ถ้าท่านไม่เห็นท่านอย่ามาบอกผมเลย ท่านรู้ไหมว่าสรรค์นั้นมันดีอย่างไร มีกลิ่นหอมอย่างไร มีรสอย่างไร มีสภาวะ รูปที่ละเอียดลอออย่างไร ใครๆ ไปตักเตือนก็ไม่ฟัง อันนี้เรียกว่าเป็นผู้ถูกอมนุษย์ดึงเข้าไปแล้ว ปรารถนาที่จะไปเกิดในเทวดาชั้นใดชั้นหนึ่ง ปรารถนาที่ไปอยู่บนพรหมชั้นใดชั้นหนึ่งเรียกว่า เป็นเมถุนสังโยชน์ คือประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะไปเกิดเป็นเทวดา อมนุษย์ลากขึ้นฝั่ง

          หรือว่าบุคคลที่ประพฤติปฏิบัติธรรมไปถูกความยินดีในกามคุณ ๕ คือรูป คือเสียง คือกลิ่น คือรส คือสัมผัสนั้นมันปรากฏชัดเจนขึ้นมา เมื่อกามคุณ ๕ คือรูป คือเสียง คือกลิ่น คือรส ปรากฏชัดเจนขึ้นมา จิตใจของภิกษุก็จะเกิดราคะขึ้นมา จิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมก็เกิดโทสะขึ้นมา ก็เกิดความลุ่มหลงขึ้นมา เมื่อเกิดความลุ่มหลงปรากฏชัดเจนขึ้นมาก็ถูกน้ำวนคือกามคุณนี้ดูดลงไป

          เพราะว่าบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เมื่อประพฤติปฏิบัติไปๆ แล้วไม่มีอะไรก็มีแต่ความโลภ มีแต่ความโกรธ มีแต่ความหลง มีแต่ราคะเท่านั้นแหละ ที่ปรากฏอยู่ในจิตในใจของเราไม่มีอะไรเลย มีแต่ราคะ มีแต่โทสะ มีแต่โมหะนี้ปรากฏ ๓ ตัวใหญ่ๆ นี้แหละ สิ่งอื่นไม่ปรากฏเลย ถ้าเราประพฤติปฏิบัติธรรมสูงขึ้นไปๆ ไม่มีอะไร เพราะอย่างอื่นเราผ่านมาหมดแล้ว เราพ้นมาหมดแล้ว เหลือแต่การที่เราจะละราคะนี้แหละ เราจะละได้ไหม เหลือแต่การที่เราจะละโทสะนี้แหละเราจะละได้ไหม ถ้าเราละเราก็ได้ แต่ถ้าเราละไม่ได้เราก็กรรมฐานแตก เรียกว่าแพ้

          คือเราประพฤติปฏิบัติไป ราคะมันจะปรากฏชัดเจนมาก บางคนก็เดินจงกรมไม่ได้ บางคนน้ำสุกกะไหลออกมา บางคนต้องนุ่งผ้า ๒ ชั้น ๓ ชั้น บางคนก็เกิดความโกรธ มองอะไรก็โกรธไปหมด มองเห็นตาตุ่มเพื่อนก็ยังโกรธ มองเห็นรองเท้าเพื่อนที่จอดไว้หน้ากุฏิก็ยังโกรธ มองเห็นสบงเพื่อนตากไว้ก็ยังโกรธ ได้ยินเสียงเพื่อนพูดก็ยังโกรธเลย ได้ยินเขาพูดถึงคนโน้นคนนี้ก็ยังโกรธเลยขณะที่เรายังไม่เห็น คิดดูสิว่าความโกรธมันปรากฏชัดเจนมากขนาดไหน

          มันปรากฏขึ้นมานั้นมันดี คือปรากฏขึ้นมาให้เราละ ให้เราเกิดปัญญา ถ้ามันไม่ปรากฏชัดขึ้นมาอย่างนั้นเราจะพิจารณาเห็นโทษมันได้อย่างไรในที่สุดก็โกรธไปหมด ในที่สุดก็ไม่อยากจะออกไปไหน อยากจะนั่งอยู่คนเดียว อยากพิจารณาธรรม อยากจะเดินจงกรม นั่งภาวนา ไม่เห็นเพื่อน ไม่เห็นฝูง ไม่เห็นอะไรที่จะดีเลย มีแต่อยากจะเดินจงกรมนั่งภาวนา ในที่สุดเราก็สามารถที่จะชนะมันได้ แต่ถ้าเราชนะมันไม่ได้เราก็แพ้มัน

          เพราะฉะนั้นบุคคลผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรมไปเมื่อถูกความโกรธ ความโลภ ความหลง ถูกราคะอะไรมันครอบงำแล้วสู้มันไม่ได้ เราก็ถูกน้ำวนนั้นดูดลงไป เหมือนกับบุคคลผู้ว่ายน้ำข้ามฝั่ง ไม่รู้ว่าที่นั่นเป็นน้ำวนก็ถูกน้ำวนมันดูดลงไปจมตายไป ภายใต้น้ำวนก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในมหรรณพภพสงสารต่อไป

          แต่ถ้าบุคคลใดเป็นผู้เน่าใน คือผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นผู้เน่าในนี้หมายถึงว่าบุคคลผู้ต้องอาบัติปาราชิก ไม่สามารถที่จะบรรลุคุณธรรมชั้นสูงได้ เปรียบเสมือนกับตาล เปรียบเสมือนกับต้นมะพร้าวยอดอ้วน ตาลยอดอ้วน ไม่สามารถที่จะงอกเงยต่อยอดออกมาได้ เหมือนกับต้นไม้ที่ตายแล้ว เราจะรดน้ำพรวนดินขนาดไหนมันก็ไม่เจริญเติบโตขึ้นมา เปรียบเสมือนแผ่นศิลาที่มันแตก แก้วที่มันแตก เพชรนิลจินดาอะไรที่มันแตก เราไม่สามารถที่จะเอามาต่อให้มันเป็นเนื้อเดียวกันได้

          บุคคลผู้ต้องอาบัติปาราชิกเป็นผู้แพ้ในพระศาสนานี้เหมือนกัน ไม่สามารถที่จะเกิดในพระศาสนาได้ ไม่สามารถที่จะยังสมาธิ สมาบัติ ไม่สามารถยังวิปัสสนาญาณ ไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานชั้นใดชั้นหนึ่งได้ เป็นมัคคาวรณ์ สัคคาวรณ์ กั้นทั้งมรรค กั้นทั้งพระนิพพาน กั้นทั้งสวรรค์ เพราะฉะนั้นท่านจึงเปรียบเสมือนกับผู้เน่าใน ย่อมมีแต่ที่จะจมลงไปสู่ก้นของแม่น้ำ ไม่สามารถที่จะไหลไปสู่ทะเลคือ อมตมหานฤพานได้

          เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอไม่ติดอยู่ที่ฝั่งนี้ ไม่ติดอยู่ที่ฝั่งโน้น ไม่จมอยู่ในท่ามกลาง ไม่เกยอยู่บนบก ไม่ถูกอมนุษย์ดึงขึ้นฝั่ง ไม่ถูกน้ำวนดูดไป หรือว่าไม่เป็นผู้เน่าใน เธอย่อมไหลเรื่อย ไหลเอื่อยลงไปสู่ทะเล ไม่ช้าก็เร็ว เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนั้น ย่อมเอียงลงไปตามลำดับ ย่อมลาดลงไปตามลำดับ ย่อมละเอียดลงไปตามลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนกับภูเขาขาด เพราะฉะนั้นขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายจงอย่าท้อ ให้เพียรพยายามประพฤติปฏิบัติธรรมเรื่อยไป อันนี้เป็นประการที่ ๑ ในอินทรีย์สังวร

          ประการที่ ๒ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปัณณกปฏิปทาก็คือ การรู้จักรับประทานอาหาร เรียกว่า โภชเนมัตตัญญุตา คือรู้จักประมาณในการรับประทานอาหาร เราอย่ารับประทานมาก ถ้าเรารับประทานมากหนังท้องตึงมันก็ดึงหนังตา ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นเข้าสู่นิทราฌาน คือนอนหลับไป แต่ถ้าเราฉันน้อยมันก็เกิดความหิว เมื่อเกิดความหิวแล้วก็เกิดความฟุ้งซ่านก็มี บางคนเกิดความหิวแล้วก็เกิดความอ่อนอกอ่อนใจ บางคนเกิดความหิวแล้วก็เกิดความท้อแท้ ใจน้อยก็มี แล้วแต่สภาวะของแต่ละคน

          เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติธรรมนั้นต้องรู้ประมาณของตนเอง อย่าไปดูคนอื่น บางคนก็ฉันมาก บางคนก็ฉันน้อย บางคนตัวอ้วนๆ แต่ฉันนิดเดียวก็มี บางคนตัวผอมๆ ฉันเท่าไหร่ก็ไม่เต็มก็มี แล้วแต่ความพอดีของแต่ละคน เราดูเรา เราฉันขนาดนี้พอดีไหม พอถึงเวลา ๔ โมง ๕ โมง เราฉันขนาดนี้มันหิวไหม ถ้ามันหิวแล้ว เราไปดื่มน้ำปานะแก้วหรือ ๒ แก้วพอดีมันหายหิว อย่างนี้เรียกว่าเราฉันพอดี

          แต่ว่าถ้าถึง ๔ โมง ๕ โมงแล้วมันไม่หิวเลย อิ่มอยู่เหมือนเดิมแสดงว่าเราทานมากเราลดลงหน่อยหนึ่ง เพื่อที่จะให้กายของเราเบาก็เป็นเหตุให้จิตใจของเราเบากายของเราเบา เราเดินจงกรมนั่งภาวนาก็มีสติกำหนดทันปัจจุบันธรรม จะก้าว จะเดิน จะคู้ จะเหยียดอะไร เราสามารถกำหนด คู้หนอ เหยียดหนอ ก้มหนอ เงยหนอ ทัน

          แต่ถ้าเราฉันมากเกินไปเรากำหนดผิดกำหนดถูก บางครั้งก็กำหนดขวาไปเป็นซ้าย กำหนดซ้ายไปเป็นขวา เดินจงกรมฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเราบริหารกายบริหารใจ เรากำหนดถูก ทันปัจจุบันธรรมอย่างนี้ก็มี สมมุติว่าบางคนบริหารกาย บริหารใจ ได้เบาคล่องแคล่วแล้วเบาแล้วก็เกิดปีติ เกิดสมาธิ เกิดปัญญาได้ไว

          แต่บางคนฉันมาก นั่งไปแล้วก็โงกง่วง ไม่เห็นอาการพอง ไม่เห็นอาการยุบ นั่งไปก็ทุกขเวทนาครอบงำปวดตรงโน้น เจ็บตรงนี้ รู้สึกตัวขึ้นมาก็จะหมดชั่วโมงพอดีอย่างนี้ก็มี

          เพราะฉะนั้นการฉันนั้นเราต้องรู้จักประมาณของตัวเอง ฉันประมาณ ๔-๕ คำ จะอิ่มเราก็พอ ดื่มน้ำตาม อันนี้ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่าเหลืออีก ๔-๕ คำอิ่มเราก็พอ ท่านกล่าวไว้ว่าควรจะเว้นอาหารที่แสลงต่อโรค บางคนฉันไปแล้วร้อนในอย่างเช่น ฉันทุเรียนอย่างนี้นั่งภาวนาฟุ้งซ่านเราก็อย่าฉัน ฉันแล้วเป็นเหตุให้เกิดราคะ เช่น ฉันกระเทียมก็ดี ฉันไข่ดาวก็ดี ฉันของหวานๆ ก็ดี พวกนี้ ฉันพวกนม พวกเนย ฉันแล้วเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดราคะ สำหรับบุคคลผู้เป็นราคะจริต ฉันพวกนี้ไม่ได้ เราต้องรู้ว่าเราเป็นราคจริตหรือโทสจริต หรือเป็นโมหจริต พุทธิจริต หรือว่าเป็นศรัทธาจริต วิกลจริต เราต้องรู้

          เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นราคะจริต ฉันนิดฉันหน่อยแล้วเกิดราคะขึ้นมาเราต้องเบรคไว้ เราต้องห้ามไว้ ต้องหยุดไว้ อย่าเลยเถิด หรือว่าเรารู้ว่าเราเป็นโทสจริต ฉันพวกอาหารเผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด พวกนี้ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ธาตุของเรานั้นทำงานหนักก็เกิดโกรธ เราก็ควรที่จะเว้นจากอาหารเหล่านี้

7  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: การกำหนดอิริยาบถ - พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 07 มกราคม 2565 16:08:57


การกำหนดอิริยาบถ

            เพราะฉะนั้นเราต้องกำหนดจิตให้มันทัน ถ้าเรากำหนดจิตไม่ทัน การปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้ผลเลย เพราะฉะนั้น ขณะที่จิตมันเกิดความโกรธเราก็ต้องกำหนดว่า “โกรธหนอ ๆ” ขณะที่กำหนดว่า “โกรธหนอ” นี่ ให้เราพิจารณาดูอาการของจิต ขณะที่ว่า “โกรธหนอ” นี่ จิตของเรามันร้อนขึ้นหรือว่ามันเย็นลงหรือว่ามันเฉย ๆ เราต้องสำเหนียกดูอาการของจิตด้วยนะถึงจะถูกต้อง กำหนดว่า “โกรธหนอ” แต่ปากนี่ไม่ถูก ถือว่ากำหนดอาการของรูปนามไม่ถูกต้อง อาการของกายก็คือความเคลื่อนไหวของกาย อาการของจิตก็คือตัวความคิดนี่แหละเป็นอาการของจิต ขณะที่เรากำหนดเราก็ต้องพิจารณาดูอาการของจิตด้วยว่าความโกรธมันร้อนขึ้นหรือว่ามันเย็นลง “โกรธหนอ” นี่ มันเป็นยังไง เราพิจารณาดูจิตของเรา ถ้ามันร้อนขึ้นเราก็พิจารณาดูความร้อน พร้อมกับกำหนดว่า “โกรธหนอ” ด้วย

            แต่ถ้ามันร้อนมากเราจะเปลี่ยนจาก “โกรธหนอ” มากำหนดว่า “ร้อนหนอ” จี้ลงไปที่ใจของเราก็ได้ เพราะว่าความโกรธมันเป็นไฟ ราคะก็เป็นไฟ โมหะก็เป็นไฟ เรียกว่า โทสัคคิ ไฟคือโทสะ โมหัคคิ ไฟคือโมหะ ราคัคคิ ไฟคือราคะ นี่มันจะเผา แต่ความร้อนของโทสะก็แบบหนึ่ง ความร้อนของราคะก็อีกแบบหนึ่ง ความร้อนของโมหะก็อีกแบบหนึ่ง อันนี้ถ้าจิตใจของเราละเอียดแล้วเราสามารถที่จะสัมผัสได้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์กำหนดจิต อันนี้เป็นกรรมฐานข้อที่ ๕

            กรรมฐานข้อที่ ๖ ก็คือการนอน ขณะที่นอนนั้นเราก็นอนหงายบ้าง นอนตะแคงบ้าง ถ้านอนหงายเราก็เอามือของเรานั้นวางไว้ที่ข้างกายทั้งสองข้างก็ได้ หรือว่าเอามาวางไว้ที่ใต้สะดือก็ได้ แล้วเราก็เอาเท้าของเรานั้นชิดกันเคียงกัน แล้วก็กำหนดนอน เวลากำหนดดูอาการพองอาการยุบ เวลาเรานอนเราก็กำหนด “พองหนอ ยุบหนอ” “พองหนอ ยุบหนอ” กำหนดอาการพองอาการยุบอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าเราจะหลับไป ถ้าบุคคลใดเป็นคนชอบคิดมาก เป็นโรคประสาท ลูกไม่มาดูแล เป็นคนปรุงแต่งมาก ๆ เวลาเรานอนเราก็กำหนดอาการพองอาการยุบ “พองหนอ ยุบหนอ” ไม่นานมันก็หลับไป ไม่ต้องกินยาระงับประสาท ไม่ต้องกินยานอนหลับ การที่จะทำให้เรานอนหลับง่ายก็คือเราทำใจให้เป็นกลาง เรื่องจะดีจะชั่วก็ตาม ปล่อยไว้ ไม่ต้องคิด ปล่อยให้จิตเป็นกลาง แล้วก็กำหนด “พองหนอ ยุบหนอ” ถ้าเราทำได้อย่างนี้มันหลับพรึบไปเลย ไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไรมาก เพราะฉะนั้นให้เราวางจิตให้เป็นกลาง แล้วสุขภาพจิตของเรามันจะดี ถ้าเรานอนโดยที่เราไม่คิดนี่เราหลับไปเวลาตื่นขึ้นมามันจะสดชื่น จะกระปรี้กระเปร่าร่าเริงเบิกบาน แต่ถ้าวันไหนมันคิด ตื่นขึ้นมาแล้วสมองมันไม่โปร่ง ไม่รู้จะคิดยังไงสับสนวุ่นวาย พูดอะไรก็พูดไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้พวกเรานั้นได้พยายามกำหนดให้มันทันนะ

            หลังจากเรากำหนดการนอนแล้วเราก็กำหนดการออกจากสมาธิ การออกนั้นเราจะนอนตะแคงก็ดี นอนตะแคงนั้นเรานอนสีหไสยาสน์ นอนตะแคงขวานะไม่ใช่นอนตะแคงซ้าย ถ้าเรานอนตะแคงขวาเราก็ไม่ต้องเอามือขวาของเราไปหนุนหัวนะ เอาวางไว้ข้างหน้า ถ้าเราเอาหนุนหัวนี่มันจะเกิดอาการชา เกิดชามือขึ้นมาแล้วก็เป็นตะคริว เป็นตะคริวแล้วผู้ปฏิบัติก็ทนไม่ไหวอยากออกก่อน เพราะฉะนั้นเราต้องเอาวางไว้ข้างหน้า แล้วก็มือซ้ายของเรานี่ก็วางราบที่ลำตัว แล้วก็ขาซ้ายของเราก็ทับขาขวา จากนั้นเราก็เอาสติมากำหนด “พองหนอ ยุบหนอ” ต่อไป จนกว่ามันจะหลับ อันนี้เป็นการนอน

            ต่อไปเป็นการออกจากสมาธิคือการภาวนา การนั่งก็มีระเบียบมีกฎเกณฑ์มีแบบแผน การออกก็ต้องมีระเบียบมีกฎเกณฑ์มีแบบแผนเหมือนกัน เรียกว่าเข้าตามตรอกออกตามประตู เข้าตามร่องตามรอยเราก็ออกตามร่องตามรอย เพราะว่าการออกจากสมาธินี้ คือขณะที่เรานั่งภาวนานี่เรานั่งเพื่ออะไร เพื่อที่จะทำให้จิตใจของเราสงบเป็นอุปจารสมาธิ เป็นอัปปนาสมาธิ ถ้ามันเข้าสมาธิแล้วเราจะออกยังไง เราก็ค่อย ๆ ถอนอารมณ์ออกมา คือมันเข้ายังไงมันก็ถอนขึ้นมายังงั้น เหมือนกับเราสูบลม เราเคยสูบลมรถจักรยานไหม เวลาเราสูบลมรถจักรยานนี่เราจะดันสูบลงไป ๆ ขณะที่เราดันสูบลงไปเนี่ย อารมณ์ของเรามันจะลึกลงไป ๆ ๆ เมื่อลึกลงไปมาก ๆ มันจะเข้าสู่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน มันจะสงบลึกลงไป แต่เมื่อเราจะถอนขึ้นมานี่ เราก็ค่อย ๆ ถอนขึ้นมา คือมันจะไม่ออกไปข้างใดมันก็ค่อย ๆ ถอนขึ้นมา

            ขณะที่ถอนขึ้นมานี่มันก็ออกจากตติยฌานมาทุติยฌาน เมื่อมันถอนลึกขึ้นมาอีกมันก็ออกจากทุติยฌานขึ้นมาปฐมฌาน เมื่อถอนลึกขึ้นมาออกจากปฐมฌานก็มาสู่อุปจารสมาธิ เมื่อถอนลึกขึ้นมาจากอุปจารสมาธิมันก็มาสู่ขณิกสมาธิ ถอนออกมาสู่อารมณ์ธรรมดา นี่มันค่อย ๆ ถอนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการออกจากการภาวนานั้นเราค่อย ๆ กำหนดออก คือขณะที่เราจะออกเราก็กำหนดว่า “อยากออกหนอ” ซะก่อน กำหนดที่ใจของเราซะก่อน “อยากออกหนอ” พร้อมกับทำความว่าอยากออกด้วยนะ เวลาเรากำหนด “อยากออกหนอ” เราต้องทำความพอใจทำความรู้สึกว่าอยากออกด้วย สร้างความรู้สึกว่าอยากออกด้วย “อยากออกหนอ” จี้ลงไปในหัวใจ “อยากออกหนอ” แต่ถ้าเรากำหนดแต่ปากว่าอยากออกเฉย ๆ แต่ว่าใจไม่ได้อยากออกนี่มันจะไม่ออกจากสมาธิ มันจะนิ่งของมันอย่างนั้นแหละ

            แต่ถ้าเรากำหนดว่าอยากออกหนอแล้วทำความปรับปรุงจิตใจของเราทำความอยากออก มันก็จะออกของมัน แต่ถ้า “อยากออกหนอ” แต่ปาก ใจมันเฉย ๆ มันก็ไม่ออก สำหรับบุคคลผู้มีสมาธิดีมันจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เราต้องทำความรู้สึกว่าอยากออกด้วย เมื่อกำหนดว่า “อยากออกหนอ ๆ ๆ” ๓ ครั้ง แล้วเราค่อยกำหนดว่า “ออกหนอ ๆ ๆ” ค่อย ๆ ดึงมือขวาออก ดึงมือขวาออก “ออกหนอ ๆ ๆ” เอามือขวามาวางไว้ที่เข่าขวาแล้วคว่ำหน้ามือลง จากนั้นเราก็ดึงมือซ้ายออก “ออกหนอ ๆ ๆ” เอามือซ้ายมาวางคว่ำหน้ามือไว้ที่เข่าซ้าย จากนั้นเราค่อยกำหนดว่า “ออกหนอ ๆ ๆ” ดึงขาขวาของเราออกลงไว้แล้วก็ดันเข้าไปใต้เท้าซ้าย

            จากนั้นมือของเราทั้งสองข้างมาวางไว้ที่เข่าขวาแล้วก็ดันเข่าขวาขึ้นแล้วเราค่อยเอาขาออกมานั่งพับเพียบ ถ้ามันเจ็บมันปวดเราก็มานวด นวดเท้าของเรา จากนั้นเราค่อยกำหนดยืนขึ้น เมื่อกำหนดยืนขึ้นแล้วก็เดินจงกรมต่อไปนั่งภาวนาต่อไป เพราะฉะนั้นขอให้คณะครูบาอาจารย์ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กระผมได้เรียนถวาย เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นต้องอาศัยหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง หลักเกณฑ์ที่แม่นยำ คล้าย ๆ กับว่าแผนที่ที่เราจะไปอุบลฯ ก็ดี จะไปเขมราฐก็ดี เราต้องมีแผนที่ว่ามันต้องไปตามทางเส้นไหน เราก็ไปตามทางเส้นนั้นมันก็ถึงอุบล ก็ถึงเขมราฐ แต่แผนที่ของเรามันเลอะเลือน แผนที่ของเรามันไม่แม่นยำ แล้วเราจะไปตามแผนที่มันก็ไปไม่ถูก ไม่ถึงอุบลฯ ไม่ถึงเขมราฐ

            หรือว่าเราจะไปกรุงเทพฯ แต่แผนที่ของเราไม่แน่นอนเราก็ไม่ถึงกรุงเทพฯ แต่ว่ารูปแบบของการประพฤติปฏิบัติธรรมนี่ เปรียบเสมือนกับลายแทงขุมทรัพย์ เราศึกษาลายแทงไม่ดี ไม่รู้ว่าต้นไม้ต้นใหญ่ที่เขาฝังขุมทรัพย์นั้นอยู่ตรงไหน ศึกษามั่ว ศึกษาไม่ถูกต้อง แล้วก็ไปหาไม่เจอ เข้าไปในป่าแล้วต้นไม้มันเยอะเกินไป ขุดต้นนั้นแล้วก็ขุดต้นนี้ ขุดไปขุดมาบางครั้งไม่เจอเลย บางครั้งก็นานกว่าจะเจอ เป็นหลายครั้ง เป็นเดือน เป็นปี เป็นหลาย ๆ ปี บุคคลผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ก็เหมือนกัน ถ้าหลักการปฏิบัติไม่แม่นยำ บางครั้งก็ไม่ได้ผลเลย บางครั้งก็นานหลายเดือน นานหลายปี กว่าที่จะได้ประสบผลสำเร็จ

            ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้ตั้งใจนั่ง ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ คนมากคนน้อยเราอย่าไปสนใจ พระทำไมมาไม่มาก โยมทำไมมาไม่มาก เราก็อย่าไปสนใจ เรามีหน้าที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว คนมากคนน้อยไม่มีปัญหา เหมือนกับผู้ที่เทศน์นี่แหละ คนเทศน์ขึ้นไปแล้วถ้าคนน้อยแล้วเทศน์ไม่ดีถ้าคนมากแล้วเทศน์ดี ไม่ใช่ คนมากคนน้อยเทศน์จบกัณฑ์ทั้งนั้น เรียกว่าตั้งใจเทศน์

            เหมือนกับพระพุทธเจ้านั่นแหละ เวลาพระองค์ไปโปรดใคร จะมีคนเดียวพระองค์ก็โปรดให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน มีหลายคนพระองค์ก็ทรงโปรดให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะอะไร ? เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นไม่ขึ้นอยู่ที่คนมากคนน้อย ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติเราก็ได้ผลเท่าเดิม คนมามากเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติเราก็ได้ผลเท่าเดิม ไม่มีอะไรที่จะมากไปกว่านี้ คือเราก็ได้ผลเหมือนเดิม

            การประพฤติปฏิบัตินี่ คนน้อยก็เหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติธรรมเพราะว่าจะสัปปายะไม่เกลื่อนกล่นไปด้วยคนมาก อันนี้ให้เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติ แต่ถ้าคนมาก ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติมันก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ว่ามันจะได้ผลช้าเพราะว่าคนมันเยอะ คนโน้นก็พูดอย่างนั้น คนนี้ก็คุยอย่างนี้ การประพฤติปฏิบัติก็เลยเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะฉะนั้น ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราได้สร้างสมอบรมบารมี ได้มีโอกาสได้เดินจงกรมมาก ๆ นั่งภาวนามาก ๆ ก็ขอให้ตั้งจิตตั้งใจนั่งภาวนาไป เราจะเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ภาคเช้านี้ไป เพราะฉะนั้นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม สิ่งใดที่มันไม่เข้าใจในการเดินการนั่งการประพฤติปฏิบัติก็ขอให้ถามวิทยากรรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ หรือว่าถามกระผมเองก็ได้ ทางแม่ชีก็ถามทางคณะแม่ชีก็ได้ หรือไม่สบายใจก็อาจจะมาถามอาตมาก็ได้ อันนี้ก็ขอฝากไว้ ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์นั่งภาวนาไปจนกว่าจะถึงหกโมงโน่นแหละจึงจะได้กำหนดออกแผ่เมตตา
8  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / การกำหนดอิริยาบถ - พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 07 มกราคม 2565 16:07:24



การกำหนดอิริยาบถ
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี

           วันนี้ถือว่าเป็นวันแรกนะครับผม เมื่อคืนนี้ไม่มีโอกาสทีจะอธิบายกรรมฐาน คือวันแรกนั้นต้องอธิบายกรรมฐาน ๗ ข้อ คือ ๑ การเดิน ๒ การนั่ง ๓ การกำหนดเสียง ๔ การกำหนดเวทนา ๕ การกำหนดจิต ๖ การนอน ๗ การออกจากภาวนา นี้เป็นกรรมฐานเบื้องต้น ต้องทำความเข้าใจ เพราะว่าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วไม่รู้จักการกำหนด การประพฤติปฏิบัติธรรมก็ไม่เป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่เป็นไปเพื่อความที่จะเกิดสมาธิเกิดวิปัสสนา เพราะฉะนั้นจึงขออธิบายโดยย่อนะครับผม

            การเดินจงกรมก็คือเดินแบบสติปัฏฐาน ๔ คือ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ มีอยู่ทั้งหมด ๖ ท่า แต่เราเดินไปตามระยะได้ประมาณสัก ๓ ท่า หรือ ๔ ท่า ก็ถือว่าสมบูรณ์นะครับ เพราะว่าเวลามันสั้น การเดินนั้นคือ เราเอาส้นเท้าของเราชิดกัน ปลายเท้าของเราแยกออกพอประมาณ เอามือขวาจับข้อมือซ้าย มองไปข้างหน้าประมาณ ๑ วา คอของเราก็ไม่ควรให้เอียงซ้ายหรือเอียงขวา ให้มองไปตรง ๆ จากนั้นเราก็เอาสติมาพิจารณาอยู่ที่กายของเรา อย่าให้สตินั้นออกไปจากกายของเรา ขณะที่วิทยากรท่านกำหนดว่า “ยืนหนอ” ให้เราพิจารณาร่างกายของเราที่กำลังยืนอยู่ “ยืนหนอ ยืนหนอ” ขณะที่ “ยืนหนอ” นี่ให้เราพิจารณากายของเรา

            ถ้าวิทยากรท่านกำหนดว่า “ขวา ย่าง หนอ” ถ้าขวาเมื่อไหร่เราก็เอาสติมาพิจารณาเท้าของเรา ให้พิจารณาหมดเท้า ไม่ให้พิจารณาที่ส้นเท้า หรือกลางเท้า หรือปลายเท้า ให้พิจารณาทั้งหมด คือเราพิจารณาดูเท้าของเราทั้งหมด “ขวา” นี่ ให้เราพิจารณาดู คือขณะที่ยกเท้า ให้เรายกเท้าขึ้นพร้อมกันทั้งหมด ไม่ใช่ว่ายกส้นเท้าขึ้นก่อน ไม่ใช่ว่ายกปลายเท้าขึ้นก่อน ให้เราดึงเท้าพร้อมกัน “ขวา” ยกขึ้นมาประมาณครึ่งแข้ง ไม่ให้ยกสูงเกินไป ไม่ให้ยกต่ำเกินไป ให้ยกประมาณครึ่งแข้ง ถ้าวิทยากรยังไม่กำหนดว่า “ย่าง” เราก็อย่าเพิ่งย่างเท้าไป เพราะมันจะกำหนดไม่ทัน กรรมฐานมันจะรั่ว

            เพราะฉะนั้นให้ท่านกำหนดว่า “ย่าง” เสียก่อนเราค่อยกำหนด เมื่อท่านกำหนดว่า “ย่าง” เราค่อยเลื่อนเท้าไป “ย่าง” คือเหวี่ยงเท้าลง ถ้าท่านยังไม่ว่า “หนอ” ก็อย่าเพิ่งให้เท้าถูกพื้น ถ้าท่านว่า “หนอ” เมื่อไหร่เราก็ถูกพื้นทันที “หนอ” เราก็ถูกพื้นทันที ขณะที่หนอนั้นก็ทิ้งน้ำหนักลงไปที่เท้าขวาทั้งหมด สุดหนอเท้าของเราก็นิ่งพอดี จากนั้นเราก็เลื่อนสติมาไว้ที่เท้าซ้าย ในเมื่อท่านกำหนดว่า ซ้าย ก็ดึงเท้าซ้ายขึ้น เมื่อท่านว่า “ย่าง” ก็เหวี่ยงเท้าลง “หนอ” เท้าก็ถูกพื้นพอดี สุดหนอเท้าก็นิ่ง แต่มีข้อแม้ว่า ส้นเท้าหน้ากับปลายเท้าหลังนี่ให้มันห่างกันประมาณสักสองนิ้วหรือสามนิ้วก็จะพอดี แต่ถ้าเราให้มันห่างไกลกันมาก เวลาเรายกนี่มันก็ยกลำบาก กรรมฐานมันจะรั่ว เพราะว่าฐานของเราไม่แน่น เราถ่างขามากเกินไป ให้ขาห่างกันประมาณสักสองนิ้วหรือสามนิ้ว จากนั้นเมื่อท่านกำหนดว่า “ขวา” เราก็เอาสติมาพิจารณาเท้าขวา “ขวา” คือยกประมาณครึ่งแข้ง เวลาย่างก็เหวี่ยงเท้าลง “ย่าง” กำหนดอาการที่มันเหวี่ยงลง “ย่าง หนอ” ซ้ายก็เหมือนกัน “ซ้าย ย่าง หนอ”

            เวลาเราเดินจงกรมไปสุดทางเดินจงกรม วิทยากรก็จะบอกว่าเตรียม ถ้าท่านบอกว่าเตรียม ก็ให้เราเตรียมกลับ “ซ้าย  ย่าง หนอ” คือให้เราเอาเท้าเคียงกัน ขณะที่สุดทางจงกรมแล้วให้เราเอาเท้าเคียงกัน “ซ้าย ย่าง หนอ” จากนั้นเราก็มากำหนดรูปยืนเหมือนเดิม “ยืน หนอ” เหมือนเดิม “ยืน หนอ” “ยืน หนอ” จากนั้นเราก็เอาสติมาพิจารณาดูเท้าขวา เท้าซ้าย ของเรา ขณะที่ว่า “กลับ หนอ” ครั้งแรกนี่ ให้พิจารณาเท้าขวา “กลับ หนอ” ครั้งที่สองให้พิจารณาเท้าซ้าย “กลับ หนอ” ครั้งที่สาม ให้พิจารณาเท้าขวา “กลับ หนอ” ครั้งที่สี่ ให้พิจารณาเท้าซ้าย คือมันจะกลับทั้งหมด ๒ คู่ เท่ากับ ๔ ครั้ง

            ถ้าเรา “กลับหนอ” ครั้งแรกเท้าขวาของเรายกแต่ปลายขึ้นเฉย ๆ ยกแต่ปลายเท้าขวาขึ้นแล้วก็หมุนไปช้า ๆ “กลับ หนอ” หมุนมานี่เท้าขวากับเท้าซ้ายทำมุมกัน ๙๐ องศา กลับ หนอ ครั้งที่ ๒ ยกเท้าซ้ายพอพ้นพื้น “กลับ หนอ” มาเคียงไว้ที่เท้าขวา “กลับหนอ” ครั้งที่ ๓ ยกปลายเท้าขวาขึ้นให้ส้นเท้ามันตั้งอยู่กับพื้น แล้วก็หมุนไปตามเสียงที่กำหนด “กลับ หนอ” “กลับหนอ” ครั้งที่ ๔ เราก็พิจารณาดูเท้าขวา คือยกพอพ้นพื้น “กลับ หนอ” ก็มาเคียงกันเหมือนเดิม จากนั้นเราก็ “ขวาย่างหนอ” “ซ้ายย่างหนอ” ก็พิจารณา ถ้าท่านกำหนดว่า “ขวาย่างหนอ” เราก็พิจารณาเท้าขวาทันที ท้าท่านกำหนดว่า “ซ้ายย่างหนอ” เราก็พิจารณาอาการของเท้าซ้ายทันที ถ้าท่านกำหนดว่า “ยืนหนอ” เราก็พิจารณากำหนดรูปยืนทันที พิจารณาอาการยืนของเราทันที ถ้าท่านกำหนดว่า “อยากเดินหนอ” คำว่า “อยาก” นี่ต้องกำหนดใจของเราทันที “อยากเดิน” “อยากยืน” “อยากนั่ง” นี่ ให้เรากำหนดใจของเราทันที อันนี้เป็นการเดิน

            เมื่อเราเดินเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็สำรวมไปนั่ง เมื่อสำรวมไปนั่งเราก็มานั่งที่ที่เราปูนิสีทนะไว้ เมื่อเราไปถึงที่นั่งแล้วเราต้องกำหนดรูปยืนของเราเสียก่อน โดยที่เรากำหนดว่า “ยืนหนอ” คือเราไม่นั่งตามอำนาจของความอยากนั่ง เรานั่งด้วยอาการมีสติ เพราะการยืนก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติ การเดินก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติ การนั่งก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเราต้องปฏิบัติในทุกอิริยาบถ การปฏิบัติจึงจะเป็นไปติดต่อ เพราะฉะนั้น ขณะที่เรานั่งเราต้องกำหนดไปด้วย “ยืนหนอ ๆ ๆ” เราก็พิจารณาอาการของรูปยืนของเรา จากนั้นเราก็กำหนดว่า “นั่งหนอ” ขณะที่กำหนดว่า “นั่งหนอ” นี่ ตัวของเราก็ย่อลง

            ขณะที่ตัวของเราย่อลงให้เราพิจารณาอาการที่เรากำลังนั่งลงไปด้วยว่าเรากำลังนั่งลงไปอย่างไร “นั่งหนอ ๆ” นี่เราก็ย่อตัวลง “นั่งหนอ ๆ ๆ ๆ” ในท่าคุกเข่า จากนั้นเราก็โยกตัวขึ้น “นั่งหนอ ๆ ๆ” ขณะที่เรากำหนดว่า “นั่งหนอ” ให้เราพิจารณาอาการที่นั่งของเราเป็นประจำ เรานั่งอย่างไรเราก็พิจารณาตามความเป็นจริง ขณะที่เราโยกตัวขึ้นนี่ส้นเท้าของเราก็จะเคียงกัน จากนั้นเราก็เอาส้นเท้าขวาสอดไปใต้ส้นเท้าซ้าย เอาส้นเท้าซ้ายทับเท้าขวา จากนั้นเราก็นั่งทับลงไป ในขณะนี้เรายังบริกรรมว่า “นั่งหนอ” อยู่นะ “นั่งหนอ ๆ ๆ” ทับส้นลงไป สำหรับพระนะ สำหรับโยมผู้ชายก็เหมือนกัน ส่วนโยมผู้หญิงก็เป็นการนั่งพับเพียบ ก็จะนั่งอยู่ในท่านี้

            จากนั้นเราก็ค่อยเอามือซ้ายวางไว้ที่หน้าตัก เอามือขวามาแต่งจีวร จีวรมันมีหลายชั้น มีทั้งสบงทั้งจีวรเราก็มาแต่ง จากนั้นเราก็ดึงขาขวาขึ้นมาทับขาซ้าย ให้มันอยู่ระหว่างหน้าขา ไม่ใช่อยู่ระหว่างปรีแข้งนะ ถ้ามันอยู่ปรีแข้งมันจะนั่งได้ไม่นาน มันจะปวด จากนั้นเราก็เอามือขวาทับมือซ้ายนะครับผม เอาหัวแม่มือขวากดหัวแม่มือซ้าย จากนั้นเราก็โยกตัวไปข้างหน้า เราดึงตัวขึ้นมาตรง ๆ แล้วเราก็โยกไปข้างหน้าหน่อยหนึ่ง แล้วก็ดึงกลับมา ตัวของเรามันจะตรง กระดูกสันหลังของเรามันจะตรง จากนั้นเราก็ทรงมันไว้

            แต่ถ้าเราไม่ทรงมันไว้มันก็ค่อย ๆ อ่อนลง ๆ โดยเฉพาะเรากำหนดอาการพองอาการยุบมันจะค่อย ๆ อ่อนลง เพราะฉะนั้นเราต้องทรงมันไว้นะครับผม ดึงมันไว้ มันก็จะนั่งตรง หน้าของเรามองไปข้างหน้าประมาณหนึ่งวา ยืนก็มองไปหนึ่งวา นั่งก็มองไปประมาณหนึ่งวา คอของเราก็จะไม่ก้มจนเกินไป ไม่เงยเกินไป มันจะพอดี คอของเราเวลานั่งไม่ให้เอียงซ้าย ไม่ให้เอียงขวา ให้พอดี ๆ จากนั้นเราก็เอาสติมากำหนดไว้ที่อาการพองอาการยุบ กำหนดดูท้องพองท้องยุบ อาการพองอาการยุบมันปรากฏอยู่ตรงไหน มันปรากฏอยู่เหนือสะดือของเราประมาณ ๒ นิ้ว ท้องพองท้องยุบมันจะปรากฏชัดอยู่ตรงนั้น เราก็เอาสติไปพิจารณาอยู่ตรงนั้น พิจารณาดูอาการของท้องพองท้องยุบ ไม่ใช่พิจารณาดูหนังท้อง ให้เราแยกออกให้ดี คือพิจารณาดูอาการของมัน ไม่พิจารณาดูหนังของมัน เพราะว่าอาการของมันนั่นแหละเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดพระไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาญาณ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดการบรรลุมรรคผลนิพพาน ก็อยู่ตรงที่อาการเกิดอาการดับของมัน เพราะฉะนั้น ให้เราพิจารณาดูอาการของมันที่มันพองขึ้นแล้วก็ยุบลง

            ถ้าเราพิจารณาดูหนังท้องนั้นเรียกว่าเราติดอยู่ในสมมติบัญญัติ ถือว่าเป็นบัญญัติที่มีอารมณ์ มีรูปเป็นอารมณ์ มีเสียงเป็นอารมณ์ คล้าย ๆ กับว่าเราเพ่งดินก็มีดินเป็นอารมณ์ เพ่งน้ำก็มีน้ำเป็นอารมณ์ อันนี้เราเพ่งรูปเพ่งนาม เพิ่งดูอาการที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นี่ก็ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะฉะนั้นก็ขอให้เรากำหนดดูอาการของท้องพองที่มันพองขึ้น แล้วก็อาการของท้องที่มันยุบลง ขณะที่มันพองขึ้นนี่ “พองหนอ” เราก็อย่าไปบังคับลมหายใจเข้าออก คือเราหายใจอย่างไรเราก็หายใจอย่างนั้น เรายืนเราเดินเรานั่งเรานอน เรากิน เราดื่ม เราพูด เราทำ เราคิด กิจอะไรก็ตาม เราหายใจปกติธรรมดาอย่างไรเราก็หายใจอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าเวลาอยู่ปกติก็หายใจธรรมดา

            แต่พอเวลามาปฏิบัติธรรมแล้วก็แกล้งหายใจยาว ๆ หรือว่าสูดลมหายใจแรง ๆ นี้เรียกว่าผิดปกติ อันนั้นเป็นการบังคับ ไม่ใช่เป็นธรรมชาติ การเจริญสมถะนี่บังคับได้ เวลาจิตใจมันสงบแน่นิ่งนี่เราเร่งลมหายใจเข้าออกเร็วเข้า ๆ ๆ ก็ได้ แต่การเจริญวิปัสสนาไม่ได้ การเจริญวิปัสสนานั้นต้องปล่อยให้เป็นธรรมชาติ ปล่อยให้ร่างกายของเรานี่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป คือปล่อยให้มันหายใจเข้า เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้วก็หายใจออก เมื่อหายใจออกเต็มที่แล้วก็หายใจเข้า มันจะช้าหรือว่ามันจะเร็ว ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงมัน หน้าที่ของเราต้องดูมันอย่างเดียว หรือว่ามันจะสั้นก็ดี มันจะยาวก็ดี ก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงมัน เรามีหน้าที่ดูอย่างเดียว คือดูว่ามันออกมาอย่างไร มันตั้งอยู่อย่างไร แล้วมันดับไปอย่างไร

            อาการพองนี่มันเริ่มพองขึ้นมาอย่างไร เมื่อกลางพองมันเป็นอย่างไร เมื่อถึงสุดพองแล้วมันเป็นอย่างไร เมื่อสุดพองเต็มที่แล้วมันเป็นอย่างไร มันตั้งอยู่ไม่ได้ มันค่อย ๆ ยุบลงไป ขณะที่ยุบลงไปมันยุบยังไง มันยุบเร็วหรือยุบช้า ยุบฝืด ๆ หรือว่ามันยุบแน่น ๆ หรือว่ามันยุบเป็นพัก ๆ หรือว่ามันยุบเป็นหยัก ๆ หรือว่ามันยุบเหมือนกับว่าเราทิ้งปุยนุ่นไปในอากาศ ขณะที่เราทิ้งปุยนุ่นไปในอากาศมันจะค่อย ๆ ลง ค่อย ๆ ลง อาการยุบของเรามันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า หรือว่าเป็นเหมือนกันเราลงขั้นบันใด อันนี้แล้วแต่ ให้เราพิจารณาดูอาการของท้องของเรา

            บางคนบางท่านมันจะเกิดไม่เหมือนกัน บางคนบางท่านก็เกิดหลายอย่างหลายประการ จะขอพูดโดยย่อ ไม่ขอพูดโดยพิสดาร เพราะฉะนั้น ให้คณะครูบาอาจารย์ถือเอาหลักโดยย่อก็แล้วกัน เมื่อไปประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว มันจะเกิดอาการสภาวะของแต่ละรูปแต่ละท่านออกมาเอง เมื่อเกิดสภาวะของแต่ละรูปแต่ละท่านออกมาแล้วเราค่อยมาถามครูบาอาจารย์ เพราะว่าสภาวธรรมนั้นมันกว้างขวาง ไม่ใช่ว่ามีร้อยแปด ไม่ใช่มีล้านแปด แต่มีมากกว่านั้นอีก เพราะสภาวธรรมมันเกิดขึ้นมาด้วยบุญ ด้วยบาป ด้วยกรรม ด้วยกุศลที่บุคคลนั้นได้สร้างสมอบรมมา เพราะฉะนั้นสภาวธรรมจึงไม่เหมือนกัน แต่คล้าย ๆ กัน พอที่จะอนุมานได้ว่ามันเป็นวิปัสสนาญาณชั้นนั้น ๆ สามารถที่จะพยากรณ์ได้ แล้วก็เมื่อเรากำหนดอาการพองอาการยุบในลักษณะนี้แล้ว ขณะที่ท้องพองท้องยุบมันเร็วขึ้นเราก็ไม่ต้องตกใจ มันแน่นเข้า ๆ เหมือนใจจะขาด เราก็อย่าไปตกใจ มันเร็วขึ้น ๆ เหมือนกับจะหายใจไม่ทันก็อย่าไปตกใจ หรือว่ามันเบาลง ๆ เหมือนกับว่าลมหายใจไม่มี เราจะตายหรือเปล่าหนอ หรือยังไงนี่ เพราะว่าลมหายใจมันไม่มี คนไม่หายใจก็คือคนตายเท่านั้น บางคนก็เกิดความกลัวขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ก็มี เพราะฉะนั้นเราก็อย่าไปตกใจ ก็ดูมันไป

            เราปฏิบัติธรรมนั้นต้องปฏิบัติด้วยศรัทธาด้วย ต้องปฏิบัติด้วยปัญญาด้วย คือนอกจากจะมีศรัทธาแล้วก็ต้องมีปัญญา อย่าไปกลัวในสิ่งที่มันไม่ควรกลัว สิ่งเหล่านี้มันเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นมา ให้เรารู้ว่ารูปนามมันเป็นอนิจจัง ถ้ามันเร็วขึ้น ๆ ๆ ท่านเรียกว่ามันเป็นอนิจจัง ในด้านของการปฏิบัติ ถ้ามันแน่นเข้า ๆ ๆ ใจจะขาด ท่านว่าเป็นบุคคลที่เคยบำเพ็ญบารมีทางสมถกรรมฐานมามาก อาการของทุกขังมันก็เลยเกิดขึ้นมา ส่วนอนิจจังนั้น คนเคยบำเพ็ญทานมามากมันก็เลยเกิดอนิจจัง ส่วนบุคคลใดเคยเจริญวิปัสสนามาในภพก่อนชาติก่อนมาก เวลามานั่งภาวนาอาการพองอาการยุบมันก็จะแผ่วลง ๆ เหมือนกับปุยนุ่น มันค่อย ๆ เบาลง ๆ บางครั้งมันก็เล็กลง ๆ ๆ จนท้องพองท้องยุบไม่มีเลย ปรากฏแต่หน้าท้องอยู่เฉย ๆ เหมือนกับลมหายใจไม่มี ต้องแกล้งหายใจเข้าเพื่อที่จะเห็นลมที่มันมากระทบจมูก

            เพราะว่าถ้าบุคคลใดเคยเจริญวิปัสสนากรรมฐานมามาก เวลามาปฏิบัติธรรมนี่ ถ้าผ่านการประพฤติปฏิบัติธรรมนับตั้งแต่ครั้งหนึ่งไป ลมหายใจมันก็จะเริ่มละเอียดลง คือลมหยาบมันจะหมดไป ถ้าผ่านครั้งที่สองลมหายใจที่ละเอียดมันก็จะละเอียดเข้าไปอีก การที่เราจะหายใจให้ลมมันกระทบปลายจมูกนี่มันจะละเอียดลง ทำไมมันเป็นอย่างนั้น เพราะว่าจิตใจมันละเอียดลมมันก็เลยละเอียด แต่ถ้าผ่านไปอีก ลมหายใจมันก็ยิ่งละเอียดลงไปอีก อาการของลมที่มากระทบนี่มันเป็นของที่สำเหนียกได้ยาก บางครั้งก็ต้องแกล้ง ในลักษณะอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นอาการของผู้ที่เคยเจริญวิปัสสนากรรมฐานมาก่อน

            เพราะฉะนั้น เราต้องกำหนดดูอาการพองอาการยุบ ดูว่าอาการพองอาการยุบนี่เวลามันพองมันพองยังไง ยุบลงยังไง โดยที่เราไม่ต้องไปสนใจ มันจะพองน้อย ๆ เพียงแว๊บ ๆ พองเท่ากับสองเส้นขนสามเส้นขน ถ้าเรามีสติกำหนดรู้มันก็ถือว่าใช้ได้เหมือนกันหมด สามารถเกิดสมาธิเกิดปัญญาได้เหมือนกันหมด ไม่ใช่ว่ามันต้องพองมากพองชัดถึงจะได้บรรลุมรรคผลนิพพานไม่ใช่ พองน้อย ๆ ก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้เรามีสติ เหมือนกับเรายกนี่แหละ ต้องยกสูง ๆ มันถึงจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ถ้ายกต่ำ ๆ ไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อะไรทำนองนี้ แสดงว่าถือผิด ถ้ายกสูงแล้วได้บรรลุมรรคผลนิพพาน คนสูง ๆ ยกสูง ๆ มันก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานหมด คนต่ำ ๆ ก็ไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้น อาการพองอาการยุบก็เหมือนกัน มันพองมากก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานเหมือนกัน พองน้อยก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานเหมือนกัน แต่ต้องให้มันเป็นตามธรรมชาติ ไม่ใช่เราแกล้งนะ แต่ถ้าเราแกล้งแล้วก็ไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะอะไร ? เพราะว่ามันจะเป็นสมถะไป เป็นฌานเป็นความสงบ เป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานไป เพราะฉะนั้นเราต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ หลังจากเรากำหนดอาการพองอาการยุบเรียบร้อยแล้วนี่ เรากำหนดอย่างนี้เรื่อยไป ให้เรามีสติพิจารณาอย่างนี้เรื่อยไปจนครบ ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมงตามที่วิทยากรท่านนำ

            ต่อไปก็เป็นการกำหนดเวทนา กำหนดเวทนาก็คือกำหนดความเจ็บความปวด ขณะที่เรานั่งไปนี่มันจะปวดหัวก็ดี จะปวดคอก็ดี ปวดหลังก็ดี ปวดเอวก็ดี เราก็ต้องกำหนดว่า “ปวดหนอ ๆ” คืออาการปวดมันชัดเจน ขณะที่เรากำหนดอาการพองอาการยุบมันชัดเจนนี่ อาการพองอาการยุบมันเร็วขึ้น ๆ หรือว่าแน่นขึ้น ๆ หรือว่าแผ่วลงชัดเจน เราไม่ต้องไปกำหนดปวด เราก็กำหนดอาการพองเลย แต่ถ้าอาการปวดมันปรากฏชัดเจนมาก จะปวดขาหรือปวดหลังก็ดี ตรงไหนที่มันปวดมากที่สุดเราก็ไปพิจารณาอยู่ตรงนั้น พิจารณากำหนดลงไปว่า “ปวดหนอ ๆ” คือเอาสติของเราลงไปพิจารณาดูความปวด ถ้าเราปวดขาเราก็กำหนดว่า “ปวดหนอ” จี้ลงไปที่ขาของเรา ขณะที่มันปวดที่ขาของเราคือหัวเข่านี่เราต้องพิจารณาดูว่าตรงที่มันปวดมากที่สุดตรงไหน การปวดนี่เราต้องพิจารณาตรงที่มันปวดมากนะ สมมติว่ามันปวดหัวก็ดี ปวดคอก็ดี ปวดหลังก็ดี ปวดเอวก็ดี ปวดขาก็ดี พร้อมกันเลย เราจะกำหนดอย่างไร เราไม่ต้องสับสัน ใจเย็น ๆ แล้วก็พิจารณาดูว่าตรงไหนมันปวดมากที่สุด

            ถ้าหัวเข่าปวดมากที่สุดเราก็ไปกำหนดที่หัวเข่า แล้วก็พิจารณาตรงหัวเข่าอีกว่า ตรงหัวเข่านี่ จุดไหนมันปวดมาก หรือว่าปวดทั้งบริเวณหัวเข่า ตามธรรมดามันปวดทั้วบริเวณหัวเข่าก็จริงอยู่ แต่มันจะมียอดปวด คือมีตรงที่ปวดมากที่สุดอยู่ตรงไหนเราก็เอาสติไปพิจารณาความปวดอยู่ตรงนั้น ตรงนั้นมันปวดอย่างไร มันปวดแสบหรือว่าปวดร้อน หรือว่าปวดเหมือนกับมีถ่านไฟมาวางไว้ หรือว่าเหมือนเราไปนั่งอยู่บนตอแหลม ๆ อะไรทำนองนี้ มันจะมีอาการปวดพิเศษขึ้นมาอีก อันนั้นเรียกว่ายอดปวด เราก็ไปพิจารณาดูความปวดตรงนั้นแหละ นั่ง ๓๐ นาที มันจะปวดระดับหนึ่ง นั่ง ๑ ชั่วโมง มันจะปวดระดับหนึ่ง นั่ง ๒ ชั่วโมง มันจะปวดระดับหนึ่ง นั่ง ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมง มันก็จะปวดไปตามลำดับของมันมากขึ้น ๆ ให้เราพิจารณาดูตรงที่ปวดตรงนั้น

            เมื่อเราพิจารณาดูความปวดตรงนั้น บางครั้งมันจะเห็นเหมือนกับว่าความปวดมันวิ่งได้ เหมือนกับว่ามันเป็นตัวเป็นตน ให้เราพิจารณาอยู่ตรงนั้นแล้วก็กำหนดว่า “ปวดหนอ” จี้ลงไป “ปวดหนอ” จี้ลงไป เรากำหนดนี่ไม่ใช่ว่ากำหนด “ปวดหนอ” แล้วความปวดมันต้องหายไป ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ให้ความปวดมันหายไป แต่ให้เรากำหนดรู้อาการปวดเฉย ๆ ถ้าเรากำหนดว่า “ปวดหนอ” สมาธิของเรามันเพิ่มขึ้น “ปวดหนอ” สมาธิของเรามันเพิ่มขึ้น วิปัสสนาของเรามันเพิ่มขึ้น เมื่อความปวดมันปรากฏชัดเต็มที่แล้วมันจะหายไปของมันเอง มันจะดับพรึบไปเอง

            ถ้าความปวดมันปวดเต็มที่แล้ว สมาธิของเราเต็มที่ การกำหนดของเราบริบูรณ์ดี มันจะหายของมันไปเอง แต่ถ้ามันปวดยังไม่เต็มที่ สติของเรายังไม่ดี สมาธิของเรายังไม่ดี การกำหนดของเรายังไม่ดี วิปัสสนาญาณของเรายังไม่ดี มันก็จะไม่หาย มันก็จะปรากฏอยู่อย่างนั้น เราก็กำหนดอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะว่าการปฏิบัติธรรมนี่ไม่ใช่ว่ากำหนดแล้วมันได้สมาธิแล้วมันดี กำหนดแล้วมันหายมันดี ไม่ใช่ อันนี้แล้วแต่บุญวาสนาบารมี แต่ถ้าบุคคลใดเคยเจริญวิปัสสนากรรมฐานมามาก เวลากำหนดมันจะไม่หาย มันจะเห็นปรากฏชัด “ปวดหนอ ๆ” เมื่อเห็นปรากฏชัด ผู้ที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานมามากจะแยกออกทันทีเลยว่า ความปวดก็อย่างหนึ่ง กายของเราก็อย่างหนึ่ง จิตของเราก็อีกอย่างหนึ่ง ความปวดของเราไม่ใช่กาย กายก็ไม่ใช่ความปวด ความปวดไม่ใช่จิต จิตก็ไม่ใช่ความปวด ใจก็ไม่ใช่กาย กายก็ไม่ใช่ใจ มันจะแยกออก มันจะเป็น ๓ อย่าง

            ๑. ความปวด

            ๒. กายของเรา

            ๓. ใจของเรา

            อันนี้คนที่เคยเจริญวิปัสสนากรรมฐานจะมองทะลุทันทีว่าความปวดนี่มาอาศัยกายเกิดขึ้น จิตที่อาศัยกายอยู่นี่แหละมายึดมั่นถือมั่นในความปวด มันก็เลยเป็นเหตุว่าเราปวดเราเจ็บ เราแสบ เราร้อน เกิดขึ้นมา แต่ถ้าว่าจิตไม่มี กายของเราก็ไม่มี ความปวดมันก็ไม่มี กายของเราก็ไม่สามารถที่จะรับรู้ความปวดได้ เหมือนกับคนตาย คนตายเขาจะเอาไปเผาไฟก็ไม่รู้จักความร้อน ไม่รู้จักความปวด เพราะอะไร ? เพราะว่ามันไม่มีใจ แต่เมื่อมีใจแล้วมันก็มีอาการเจ็บอาการปวด ทำไมความปวดมันจึงมาเกิดขึ้นที่กาย เพราะว่าเรานั่งนานเกินไป เราเดินนานเกินไป มันจะเกิดความปวดขึ้นมา ความปวดนี้มันเกิดขึ้นมาเพราะเรานั่งนาน ถ้าเราลุกขึ้นมาเวลาไหน ความปวดมันก็หายไปทันที เราเคยนั่งหนึ่งชั่วโมงนี่เหมือนขาจะขาด นั่งภาวนาใหม่ ๆ นั่ง ๒ ชั่วโมงเหมือนขาจะขาด นั่ง ๓ ชั่วโมงเหมือนขาจะขาด เรานั่งใหม่ ๆ แต่พอมันปวดมาก  ๆ นั่นแหละ เราลุกขึ้นมาแป๊ปเดียวเท่านั้นแหละ ไม่รู้ว่าความปวดมันหายไปไหน มันดับไปเลย อันนี้เพราะอะไร ? ก็เพราะว่าความปวดนั้นเกิดขึ้นเพราะว่าเรานั่งนานเท่านั้นเอง ถ้าเราเปลี่ยนอิริยาบถทันก็หาย เพราะฉะนั้น ความกลัวนั้นมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่แน่นอน เรามีหน้าที่กำหนดเราก็กำหนดเรื่อยไป อันนี้เป็นการกำหนดความปวด

            ต่อไปเป็นการกำหนดเสียง ขณะที่เรานั่งไปมันได้ยินเสียง มีโยมคุยกัน มีพระคุยกัน มีโยมมาถวายสังฆทาน มาคุยกันจัดอาหารเสียงจอแจ เราจะทำยังไงคราวนี้ เราก็กำหนดที่ประสาทหูของเรา กำหนดว่า “ได้ยินหนอ ๆ” หรือว่า “เสียงหนอ ๆ” หรือว่า “รู้หนอ ๆ” ที่แก้วหูของเรา ถ้าเรากำหนดว่า “เสียงหนอ” สติของเราต้องอยู่ที่ประสาทหูของเรา อย่าไปตามเสียง อย่าไปปรุงแต่งว่าเสียงผู้หญิง เสียงผู้ชาย เสียงนก เสียงหนู ให้เรารู้เสียงเฉย ๆ รู้ว่าเสียงมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มากระทับเราเฉย ๆ นี่เป็นไปในลักษณะอย่างนั้น

            ให้เราพิจารณาอยู่อย่างนี้ คือพิจารณาดูอาการของเสียง รู้ว่าเสียงนั้นมันแรง เสียงนั้นมันเบา เสียงนั้นมันสั้น เสียงนั้นมันยาว รู้เฉย ๆ แต่เราไม่ปรุงแต่งในเสียงนั้น ให้พิจารณาแต่เสียงเฉย ๆ อาการที่มันมากระทบหูของเราเฉย ๆ เมื่อเราพิจารณาดูอาการที่มันมากระทบหูของเรานั่นแหละ เป็นการประพฤติปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเราไปปรุงแต่งว่าเสียงผู้หญิง เสียงผู้ชาย เสียงเขาสรรเสริญ เสียงเขาด่า เสียงเขานินทา อะไรทำนองนี้ มันจะเกิดกิเลสขึ้นมา แทรกซ้อนขึ้นมาเลยว่าเขาด่าเราหรือว่าด่าใคร เขาสรรเสริญเราหรือว่าสรรเสริญใคร นี่มันจะปรุงแต่งขึ้นมา ถ้าเขาสรรเสริญล่ะเออค่อยยังชั่ว แต่ถ้าเขานินทาเรานี่ไม่ได้แล้ว มานินทาเราทำไม เราก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เกิดกิเลสขึ้นมาแล้วคราวนี้ ไม่ยอมใครเหมือนกัน ในลักษณะอย่างนี้ก็เกิดการปรุงแต่งขึ้นมา ความวุ่นวายมันก็จะเกิดขึ้นมา

            คนที่โกรธก็เหมือนกัน เวลาเขามาทำให้เราโกรธนี่ บางครั้งเขามาว่าให้เราเราก็เลยโกรธ บางครั้งเขาไม่ว่า แต่เขาแสดงอาการตึงตัง ๆ ขึ้นมา เรามาเห็นแล้วเราไม่ชอบใจเราก็โกรธขึ้นมา ในลักษณะอย่างนี้ก็เพราะอะไร ? เพราะว่าเราไม่กำหนด แต่ถ้าเขามาว่าเรามาด่าเรานี่ เรากำหนดว่า “ได้ยินหนอ ๆ” นี่ ความโกรธมันจะไม่เกิดขึ้นมา ถ้าเรากำหนดบ่อย ๆ “ได้ยินหนอ ๆ” บ่อย ๆ ถ้าเขามาด่าเราปุ๊บ ถ้าเรายังละความโกรธไม่ได้นี่ จิตใจของเรามันจะโกรธ พอจิตใจมันจะโกรธมันจะมีสติกำหนดรู้ทันทีเลย เออ จิตใจมันผิดปกติแล้ว มันจะร้อนขึ้นมาทันทีแล้ว มันก็สามารถที่จะกำหนดทันว่า “โกรธหนอ ๆ” กิเลสมันก็ไม่เกิดขึ้นมาทับถมจิตใจ การประพฤติปฏิบัติธรรมมันก็จะเป็นไปได้ผล ทำให้เราสามารถที่จะละความโกรธได้ ความโกรธก็ไม่ตั้งอยู่ในจิตในใจของเรา

            เปรียบเสมือนกับเราเอาน้ำทิ้งลงบนใบบัว น้ำมันก็ไม่ซึมเข้าไปในใบบัว เวลาลมพัดมาใบบัวโยกไปมาน้ำก็ตกจากใบบัว ความโกรธที่มันมากระทบหูของเรา เรากำหนดว่า “โกรธหนอ” “ได้ยินหนอ” หรือว่ามันเกิดขึ้นมาในใจของเราเรากำหนดว่า “โกรธหนอ” ก็เหมือนกัน มันก็ไม่ซึมเข้าไปในใจของเรา คือเราไม่ไปยึดมั่นถือมั่น ไม่กำหมัดกัดฟัน ไม่อยากจะอาฆาตพยาบาท ปล่อยมันไปมันก็ร่วงตกลงไป นี่การประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าเราประพฤติปฏิบัติไปนาน ๆ มันจะค่อยซึมซับเข้าไป ความดีความงามปรากฏชัดขึ้นมา เราจึงจะเห็นอานิสงส์ของการประพฤติปฏิบัติธรรม อันนี้เป็นเสียง ขอพูดโดยย่อ

            ต่อไปก็เป็นการกำหนดจิต การกำหนดจิตนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ จิตนั้นถือว่าเป็นหัวหน้าของกาย กายจะยืน จะเดิน จะเหิน จะกิน จะดื่ม จะพูด จะคิดนี่มีจิตสั่งทั้งนั้น ถ้าจิตไม่สั่งนี่ทำไม่ได้ จิตนั้นเป็นนาย กายเป็นบ่าว จิตเป็นนาย กายเป็นแหล่ง จิตเป็นผู้แต่ง กายเป็นผู้กระทำ มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปสนฺเนน เป็นต้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจเป็นผู้สั่งการ ถ้าใจบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว กายก็บริสุทธิ์ด้วย ถ้าใจไม่บริสุทธิ์ กายก็ทำบาปด้วย วาจาก็ทำบาปด้วย เพราะฉะนั้น ใจของเรานี่จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องกำหนด นักปฏิบัติธรรมกำหนดจิตไม่ได้ การประพฤติปฏิบัติไม่ได้ผล บุคคลใดก็ตาม ถ้ากำหนดจิตบ่อย ๆ พยายามกำหนดจิตอยู่เป็นประจำ พยายามรู้ว่าจิตของตนเองมีราคะหรือไม่ จิตของตนเองมีโทสะหรือไม่ จิตของตนเองประมาทหรือไม่ประมาท จิตของตนเองหลงหรือไม่หลง จิตของตนเองมัวเมาหรือไม่มัวเมา จิตของตนเองเกียจคร้านหรือไม่เกียจคร้าน ถ้ากำหนดอยู่อย่างนี้ตลอดกิเลสมันจะไม่แทรก บุคคลนั้นจะสามารถปฏิบัติธรรมได้สมบูรณ์แบบ เดินจงกรมนั่งภาวนาก็ได้ผลเร็ว

            ขณะที่เดินจงกรมนั่งภาวนานี่ควบคุมจิตไปด้วย ว่าจิตของเรานี้คิดถึงใครอยู่ จิตของเรานี้ฟุ้งซ่านเรื่องอะไรอยู่ จิตของเรานี้เหม่อลอยไปถึงเรื่องอะไร เหม่อลอยไปตามนิมิต เหม่อลอยไปตามปีติ เหม่อลอยไปตามปัสสัทธิ หรือว่าเหม่อลอยไปตามอาการของความเจ็บความปวดการปรุงแต่ง หรือว่าเหม่อลอยไปตามนิมิต เราคุมจิตของเราไว้ ถ้าเราคุมไว้อยู่ในลักษณะอย่างนี้ การประพฤติปฏิบัติเป็นไปได้เร็ว การประพฤติปฏิบัตเป็นไปได้ ๕ วัน ๖ วัน ก็ถือว่าลงตัวเต็มที่แล้ว อย่างที่คณะครูบาอาจารย์มาปฏิบัติ ๙ คืน ๑๐ วัน คิดว่าเวลามันน้อย

            แต่ถ้าสำรวมจริง ๆ ตั้งใจปฏิบัติจริง ๆ สำรวมทุกอิริยาบถ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะกิน จะดื่ม จะทำ จะพูด จะคิด ทำกิจอะไรสำรวมหมด ไม่พูดมาก ไม่คุยมาก ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ไม่สนใจคนอื่น ตั้งใจที่จะเดินจงกรมอย่างเดียว ๙ คืน ๑๐ วันนี่เหมือนกับเราหายใจเข้าแล้วก็หายใจออก แป๊บเดียว ความเพลิดเพลินนี่มันแป๊บเดียว ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติ แล้วก็อารมณ์ของกรรมฐานมันจะสมบูรณ์แบบตั้งแต่สามสี่วันแรกห้าวันแรกแล้ว ถ้าเราไม่เคยปฏิบัตินะ มันจะรวมมาทันที เพราะฉะนั้น ขอให้คณะครูบาอาจารย์นั้นกำหนดต้นจิตให้มันทัน คือกำหนดอาการที่จิตมันสั่งการอย่างโน้นอย่างนี้ กำหนดให้มันทัน เรียกว่ากำหนดอาการของจิต ความคิดนั้นถือว่าเป็นอาการของจิต จิตของเรานั้นมีหน้าที่อยู่ ๔ อย่าง คือ

            ๑. รับอารมณ์

            ๒. รู้อารมณ์

            ๓. จำอารมณ์

            ๔. คิดอารมณ์

            เรียกว่า รับ จำ คิด รู้ รับอารมณ์ด้วย จำอารมณ์ด้วย คิดด้วย แล้วก็รู้อารมณ์ด้วย

            คือถ้าเราไม่กำหนดมันก็รับอารมณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา ความโกรธ ความโลภ ความหลง นี่ รับสิ่งเหล่านี้เข้ามา แล้วมันก็จะจำสิ่งเหล่านี้ไว้ ถ้าเขาว่าเรามันก็จะโกรธจำไว้ โกรธแค้น เกิดความพยาบาทขึ้นมา ถ้าดีมันก็ประทับตรึงใจแล้วก็อยากได้สิ่งนั้นมาก ๆ มันจะจำอารมณ์นั้นไว้ แล้วมันก็จะคิดปรุงแต่ง โอ เขามาว่าเรา เขามาด่าเรานี่ ไม่ได้แล้ว เขาด่าถึงโคตรของเรา เราไม่ผิดนี่มาด่าเราทำไม คิดปรุงแต่งไป รับ จำ คิด แล้วก็รู้ เมื่อมันรู้เสร็จสรรพแล้วมันก็เก็บไว้ในห้วงภวังค์ในจิตของเรา นี่จิตมันเป็นอย่างนั้น ถ้ามีอารมณ์อื่นมามันก็มากลบอารมณ์เดิม อารมณ์ใหม่มาก็มากลบอารมณ์เดิม เหมือนกับเราเก็บผ้า เราเอาผ้าผืนแรกมาวางไว้ เอาผ้าผืนที่สองมาวางทับ เอาผ้าผืนที่สามมาวางทับ เอาผ้าผืนที่สี่ที่ห้าที่หกมาวางทับขึ้นไป ๆ เราก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นผ้าในชั้นที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ได้

            แต่เมื่อเรามาดึงออกทีละชั้น ๆ เราก็สามารถที่จะมองเห็นได้ ใจของเราก็เหมือนกัน ใจของเราก็ถูกอารมณ์ อารมณ์เก่าก็ถูกอารมณ์ใหม่ทับ อารมณ์ใหม่ก็มาทับอารมณ์เก่า แต่ว่าอารมณ์นั้นเราไม่ลืม แต่ว่าเมื่อเรามาเดินจงกรมนั่งภาวนา เมื่อจิตใจของเราละเอียดแล้วนี่มันจะขุดลึกลงไปถึงอารมณ์เก่า ๆ เมื่อขุดลึกลงไปถึงอารมณ์เก่า ๆ แล้วนี่มันจะคิดถึงอารมณ์เก่า ๆ ได้ เขาเคยด่าเรามาตั้งแต่ก่อน ๆ โน้นก็จำได้ เขาเคยชมเราตั้งแต่สมัยก่อน ๆ โน้นเราก็จำได้ อารมณ์ไหนที่มันประทับซึ้งตรึงใจนั้นจะไม่ลืม มันจะเห็นหมดเลยทุกฉากทุกตอนถ้าจิตใจของเรามันละเอียด บางครั้งก็นึกไปถึงตอนเป็นเด็กยังไม่นุ่งเสื้อผ้าโน่นก็ยังจำได้ นึกลงไปอีกตั้งแต่เราเป็นเด็ก เราไปอยู่ตรงโน้นอยู่ตรงนี้นี่สามารถที่จะระลึกได้ เพราะอะไร ? เพราะว่าจิตมันละเอียด

            
9  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / ไหว้พระพุทธรูปทำไม? เมื่อ: 28 ธันวาคม 2564 13:22:20


ไหว้พระพุทธรูปทำไม?

มีคนคิดว่าเพราะพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้จึงไม่มีประโยชน์ที่จะกราบไหว้ อย่าเข้าใจผิดคิดว่าพระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ พระพุทธองค์ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง พระธรรมกายของพระพุทธเจ้ามีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง พระพุทธรูปเป็นเพียงสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นและไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ตัวอย่างเช่น แต่ละประเทศในโลกมีธงของตนเอง และพลเมืองของแต่ละประเทศทำบางอย่างเช่น ให้คำมั่นว่าจะจงรักภักดีต่อธงของตน แม้ว่าธงจะทำมาจากผ้าหรือผ้าที่เย็บเข้าด้วยกัน แต่ก็เป็นตัวแทนของประเทศ เราให้คำมั่นว่าจะจงรักภักดีต่อธงชาติเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศของเรา

การแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูปก็มีลักษณะเดียวกัน รูปสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน แล้วเราจะกราบไหว้ทำไม? การที่พระพุทธเจ้าทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่งแสดงเราควรกราบคำนับทั้งสี่ทิศทางและทิศย่อยทั้งแปดหรือ แต่นั่นเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่จำเป็นคือสิ่งที่เราสามารถหันมาพึ่งพิงและพึ่งพาได้ จำเป็นต้องมีสัญลักษณ์เพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า เราไม่ได้วิ่งวนไปทุกจังหวัดและดินแดนต่างๆ เพื่อแสดงความเคารพต่อประเทศ แบบนี้จะไม่เป็นประโยชน์ ดังนั้นธงจึงถือว่าเพียงพอแล้วที่จะเป็นวัตถุแห่งความเคารพ การไหว้พระพุทธเจ้าก็มีลักษณะเดียวกัน


จากอรรถกถาอวตัมฺสกสูตร คำอธิบายของพระเถระเซวียนฮว่า
10  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: โสฬสญาณ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 28 ธันวาคม 2564 13:16:20


โสฬสญาณ


          โคตรภูญาณคือโอนโคตรจากปุถุชนคือตัดจากโคตรปุถุชนไปสู่อริยโคตร ญาณนี้มีพระนิพพานเป็นอารมณ์เรียกว่าถึงพระนิพพานตรงญาณนี้ ญาณนี้เป็นโลกุตตระ คือ โคตรภูญาณ ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมถึงญาณนี้ก็แสดงว่าถึงพระนิพพานแล้ว โคตรภูญาณนั้นอยู่ในระหว่าง คล้ายๆ กับว่าโอนจากโคตรปุถุชน ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเข้าสู่อริยโคตรก็คือการดับครั้งแรกเป็นโคตรภูญาณ หลังจากดับลงไปแล้วทรงอยู่หนึ่งขณะจิตนั้นเป็นมรรคญาณ กิเลสขาดจากขันธสันดานตรงญาณนี้ ประหารกิเลสตรงญาณนี้ญาณนี้มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ หลังจากที่ทรงอยู่หนึ่งขณะจิตแล้วก็ทรงอยู่สองขณะจิตบ้าง สามขณะจิตบ้าง ท่านกล่าวว่าเป็นผลญาณ ญาณที่ ๑๕ ถ้าผู้ที่มีปัญญาน้อยก็เกิดสองขณะจิต หรือว่ามันทบุคคล คนที่มีปัญญามากก็เกิดสามขณะจิต เรียกว่าติกขบุคล จะเข้าผลสมาบัติได้ บางครั้งก็เข้าผลสมาบัติ ๕ นาที ๑๐ นาที ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมง หรือว่า ๓๐ ชั่วโมงก็แล้วแต่บุญวาสนาบารมี หรือว่ารู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อกี๊เราเป็นอะไร ก็เป็นญาณที่ ๑๖ เรียกว่าปัจจเวกขณญาณ ก็พิจารณามรรคที่ตนเองได้แทงตลอด พิจารณาผลที่ตนเองได้เสพได้เข้าถึงที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ พิจารณากิเลสที่ตนเองละได้ว่าสักกายทิฏฐิได้ตายไปจากจิตจากใจ วิจิกิจฉาได้ตายไปจากจิตจากใจ สีลัพพตปรามาสได้ตายไปจากจิตจากใจ เรียกว่าพิจารณากิเลสที่ละได้ แล้วก็พิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ว่าเราเพิ่งประหารสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสไป แต่กิเลสเบื้องบนคือรูปราคะ อรูปราคะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน อวิชชายังอยู่ในจิตในใจของเราเรายังละไม่ได้นี้การผ่านวิปัสสนาญาณขั้นต้น

          ปฐมมรรคเราก็พิจารณาพระนิพพานว่าขณะที่เข้าผลสมาบัติ ขณะที่มันผ่านไปมันมีความเย็น ใจก็ไม่รู้ หูก็ไม่ได้ยิน รูปก็ไม่มี เสียงก็ไม่มี กลิ่นก็ไม่มี รสก็ไม่มี สัมผัสก็ไม่มี ทุกสิ่งทุกอย่างมันดับหมด พระนิพพานมันดับมันเย็นในลักษณะอย่างนี้ รู้สึกตัวขึ้นมาก็มีความสุขมีความเย็นมีความสบายมีความปลอดโปร่งมีความโล่ง คล้ายๆ กับว่าความรู้สึกมันหายไป ความรู้สึกมันแตกต่างไป อารมณ์ต่างๆ ก็แตกต่างไป นี้ในลักษณะของปัจจเวกขณญาณปรากฏขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่าบุคคลผ่านญาณที่ ๑๖ ไป ๑ รอบจะเป็นในลักษณะอย่างนี้

          สรุปแล้วขณะที่อาการพองอาการยุบ ขณะที่เราปฏิบัติถึงอนุโลมญาณก็จะเกิดอาการ ๓ อย่างขึ้นมา คืออาการเร็วขึ้นๆๆ นั้นเป็นอนิจจัง อาการที่แน่นเข้าๆๆ เป็นทุกขัง อาการที่แผ่วเบาเข้าๆๆ เป็นอนัตตา ขณะที่มันดับลงไปขาดความรู้สึกครั้งแรกนั้นเป็นอนุโลมญาณ หลังจากที่มันดับลงไปแล้ว ต้นที่มันดับลงไปครั้งแรกเป็นโคตรภูญาณ ต่อจากที่มันดับลงไปแล้วเป็นโคตรภูญาณ โคตรภูญาณนี้เป็นญาณที่โอนจากโคตรปุถุชน คือตัดจากโคตรปุถุชนเรียกว่าถึงพระนิพพานตรงญาณนี้เป็นโลกุตตระ หลังจากนั้นก็ทรงอยู่ ๑ ขณะจิตหลังจากที่ทรงอยู่ ๑ ขณะจิตกิเลสก็ตายตรงมรรคญาณ หลังจากนั้นก็เป็น ๒ ขณะจิตบ้าง ๓ ขณะจิตบ้างเป็นผลญาณ หลังจากนั้นจึงพิจารณาว่าเราเป็นอะไรไป เราก็จะรู้เฉพาะถึงอนุโลมญาณ

          ส่วนญาณที่ ๑๓ คือ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณนี้เราจะไม่รู้สึกตัว มารู้สึกตัวตรงปัจจเวกขณญาณว่าเราเป็นอะไร นี้ลักษณะของญาณ พระอาจารย์ท่านจึงกล่าวว่า ญาณที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ นั้นเป็นวิถีเดียวกันถ้าถึงญาณใดญาณหนึ่งก็ได้ ญาณที่ ๔ ที่ ๕ เป็นวิถีเดียวกัน ญาณที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ เป็นวิถีเดียวกัน ญาณที่ ๙ ที่ ๑๐ ที่ ๑๑ เป็นวิถีเดียวกัน ญาณที่ ๑๒ ถึงญาณที่ ๑๖ เป็นวิถีเดียวกันถึงญาณใดญาณหนึ่งก็ถึง ถ้าเราถึงญาณที่ ๑ ก็ถึงญาณที่ ๓ ถ้าเราถึงญาณที่ ๔ ก็ถึงญาณที่ ๕ เราถึงญาณที่ ๖ ก็ถึงญาณที่ ๘ ถ้าเราถึงญาณที่ ๙ ก็ถึงญาณที่ ๑๑ เราถึงญาณที่ ๑๒ ก็ถึงญาณที่ ๑๖ นี้มันเป็นวิถีเดียวกัน นี้เป็นการกล่าววิปัสสนาญาณโดยย่อก็เห็นว่าใช้เวลามานานพอสมควร การกล่าวก็ยังไม่สมบูรณ์แต่ก็พอที่จะเป็นทิฏฐานุคติ แนวทางในการประพฤติปฏิบัติธรรมให้แก่ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมพอสมควร ที่กล่าวมา ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา

          ในท้ายที่สุดนี้ด้วยการแสดงธรรมในครั้งนี้ก็ขอน้อมเอาบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงนั้นมอบให้แก่บุรพชน บุรพาจารย์ผู้สร้างวัดปัจฉิมวันมาก็ขอน้อมบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงให้แก่พระภูมิเจ้าที่ เทวดาทั้งหลายทั้งปวงที่สิงสถิตย์อยู่ที่วัดปัจฉิมวัน ก็ขอมอบบุญกุศลทั้งหลายให้แก่บุรพชน บุรพาจารย์ ให้แก่สัมภเวสี เทวดาทั้งหลายที่อาศัยอยู่ที่วัดปัจฉิมวันขอให้อนุโมทนาเมื่ออนุโมทนาแล้วขอให้วัดปัจฉิมวันจงเจริญรุ่งเรืองด้วยพระสงฆ์สามเณร เจริญรุ่งเรืองด้วยญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงเงินไหลนองทองไหลมา พระสงฆ์สามเณรทรงศีลทรงธรรมทรงมรรคทรงผล แล้วก็ขอน้อมบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงนั้นถึงบิดามารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหลาย ตลอดถึงญาติถึงโยมทั้งหลายผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบัติ ขอให้โชคลาภร่ำรวย มั่งมีศรีสุข ขอให้เงินไหลนอง ขอให้ทองไหลมา ขอให้มีกุศลจิตสถิตมั่นนำตนให้พ้นไปจากความทุกข์ถึงสันติสุขกล่าวคือมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้ๆ นี้ด้วยกันจงทุกท่านทุกคนเทอญ.
11  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: โสฬสญาณ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 28 ธันวาคม 2564 13:15:00

โสฬสญาณ


         อุปกิเลสประการต่อมาท่านกล่าวว่า อุเบกขา อุเบกขาคือความวางเฉยในอุปกิเลส เวลาเราภาวนาไปเมื่อเราถึงญาณที่ ๓ จิตใจของเรานั้นจะไม่เป็นกลาง จิตใจของเราจะคิดเรื่องโน้นบ้าง คิดเรื่องนี้บ้าง เดี๋ยวก็ปรุงแต่งไปด้วยปีติ เดี๋ยวก็ปรุงแต่งไปด้วยโอภาสแสงสว่าง จิตใจของเราจะตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา จิตใจของเราจะกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา ในญาณที่ ๓ จิตใจของเราจะไม่เป็นกลางแต่เมื่ออุเบกขาซึ่งเป็นอุปกิเลสมันปรากฏขึ้นมา เรายืนอยู่ดีๆ เราเดินอยู่ดีๆ เรานั่งอยู่ดีๆ มันก็เกิดความวางเฉยขึ้นมาเองของมัน อุปกิเลสนี้มันจะเกิดขึ้นของมันเองเรากำหนดไปๆ เราเดินจงกรมไป บางครั้งเราคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่านเหมือนกับว่ามันจะไม่หายสักที แต่อยู่ดีๆ มันก็เกิดความวางเฉยขึ้นมาเอง ความวางเฉยในอุปกิเลสมันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าความวางเฉยนั้นเราจะรู้สึกสบายปลอดโปร่ง แต่บางครั้งมันก็เป็นครู่เดียวคล้ายๆ กับว่าเราอยู่ในความมืด จุดแสงสว่างขึ้นมาความมืดมันหายไปแล้วดับไฟเสีย ความมืดมันก็ปรากฏครอบคลุมอีก บางครั้งบางคราวสิ่งที่เป็นอุเบกขามันก็ปรากฏขึ้นในใจของเราอย่างนั้น เวลาปรากฏขึ้นมาเราก็วางเฉย เวลาความวางเฉยมันหายไปจิตใจของเราก็ปรุงแต่งฟุ้งซ่านอยู่อีกเหมือนเดิมนี้ในลักษณะของอุเบกขาเกิดขึ้นมาเราต้องกำหนด “วางเฉยหนอๆ” หรือว่า “รู้หนอๆ” จี้ลงไปที่ใจของเรานี้เราก็จะไม่เป็นไปตามอำนาจองความวางเฉย

          อุปกิเลสประการสุดท้ายคือ นิกันติ ความยินดีในสิ่งที่ผ่านมา ทั้งโอภาสแสงสว่าง ทั้งปีติ ทั้งปัสสัทธิ ทั้งความสุข ทั้งศรัทธา ทั้งปัคคาหะ ความเพียร ทั้งอุปัฏฐาน สติปรากฏชัด ทั้งญาณ ทั้งอุเบกขา เรายินดีในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เรียกว่า นิกันติ ความใคร่ หรือความใคร่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในอารมณ์ต่างๆ อันนี้ก็จัดเป็นนิกันติ เราต้องกำหนดให้ทันกำหนดตามอารมณ์นั้นให้ได้ อันนี้เป็นอุปกิเลส แล้วก็ลักษณะของญาณที่ ๓ ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติมาถึงญาณที่ ๓ แล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๓ ชาติ ถ้าไม่ประมาท

          ต่อไปเป็นญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ ปัญญาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของรูปของนาม ถ้าผู้ใดเห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของรูปของนาม เรียกว่า อุทยัพพยญาณ อุทยะ ก็คือความเกิดขึ้น พยะ ก็คือความเสื่อมไป อุทยัพพยญาณก็คือ เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของรูปของนาม เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของรูปของนาม เราจะรู้ด้วยอาการของสภาวะธรรม คือเมื่อผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมมาถึงญาณนี้แล้วอาการพองอาการยุบของบุคคลนั้นจะเร็วขึ้นๆๆๆ แล้วก็ขาดไป คือดับไป ๑ ขณะจิตรู้สึกตัวขึ้นมาเราก็บริกรรมพองหนอ ยุบหนอ ต่อไป อาการพองยุบมันก็เร็วขึ้นๆๆๆ มันก็ดับลงไปอีก ๑ ขณะจิต รู้สึกตัวขึ้นมาเราบริกรรมอีกมันก็พองหนอยุบหนอไปมันก็เริ่มเร็วขึ้นๆๆๆ แล้วก็ดับลงไปอีกในลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อนิจจัง ในญาณที่ ๔

          ส่วนบุคคลใดเป็นประเภทของทุกขัง เวลาเรามาถึงญาณที่ ๔ แล้วอาการพองอาการยุบมันก็แน่นเข้าๆๆๆ เมื่อแน่นเข้าเต็มที่แล้วมันก็ดับลงไป ๑ ขณะจิตรู้สึกตัวขึ้นมาเราก็บริกรรม “พองหนอ ยุบหนอ” ก็แน่นเข้าไปอีกๆๆ มันก็ดับลงไปอีก ๑ ขณะจิตรู้สึกตัวขึ้นมาเราก็บริกรรม “พองหนอ ยุบหนอ” แน่นเข้าไปอีกๆๆ แล้วก็ดับลงไปอีก บางครั้งชั่วโมงหนึ่งก็อาจจะดับ ๒ ครั้งบ้าง ๓ ครั้งบ้าง ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง ถึง ๑๒ ครั้งก็มี อันนี้แล้วแต่ชวนจิต แล้วแต่สมาธิของใครจะมีสมาธิมาก สมาธิน้อยกว่ากัน

          ส่วนบุคคลผู้ที่เป็นประเภทอนัตตา เวลาเราภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” ไป อาการพองยุบมันแผ่วเบาเข้าๆๆ เมื่อแผ่วเบาเข้าเต็มที่ๆๆ เข้าไปมันก็ขาดความรู้สึกไป ๑ ขณะจิต รู้สึกตัวขึ้นมาอาการพองยุบของเราก็เป็นปกติ พอเราเอาสติเริ่มจับอาการพองอาการยุบเท่านั้น อาการพองยุบของเราก็เริ่มละเอียดลงๆๆ เบาลงๆๆ มันขาดลงไปอีกดับลงไปอีก ๑ ขณะจิตพอเรารู้สึกตัวขึ้นมา อาการพองอาการยุบมันก็เป็นปกติ พอเราเอาสติไปจับอาการพองอาการยุบเท่านั้น อาการพองยุบมันก็เบาลงๆๆๆ ก็ขาดความรู้สึกดับลงไปอีก นี้ในลักษณะของอนัตตาที่เกิดขึ้น ในญาณที่ ๔ มันเกิดขึ้นในลักษณะอย่างนี้

          ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมถึงลักษณะอย่างนี้ก็แสดงว่า ญาณที่ ๔ มันเกิดขึ้นมาแล้ว อันนี้เป็นลักษณะเด่นของญาณที่ ๔ ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมในลักษณะอย่างนี้ก็ถือว่าถึงญาณที่ ๔ แล้วใช้ได้ แต่ว่าบางคนบางครั้งนั่งภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” ไปมันสัปหงกฟึบลงไป เหมือนกับว่าหัวของเรามันจะโขกพื้น พองหนอยุบหนอไปร่างกายของเรากำหนดเพลินไปๆๆ มันขาดฟึบลงไป สัปหงกฟึบลงไปคล้ายๆ กับว่ามันจะโขกที่พื้น บางครั้งก็สัปหงกไปข้างหน้า บางครั้งก็สัปหงกไปข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา อันนี้ก็จัดเป็นอุทยัพพยญาณเหมือนกัน

          บางครั้งเรานั่งอยู่ดีๆ พองหนอ ยุบหนออยู่ดีๆ มันไม่สัปหงกไปข้างซ้าย ข้างขวา ไม่ไปข้างหน้า ข้างหลัง แต่มันทรุดฟึบลงไป เหมือนกับว่ามันจะทะลุลงไปใต้ดิน เหมือนกับว่ากระดูกของเรามันไปกองอยู่กับพื้น มันจะทรุดลงไป ในลักษณะอย่างนี้ก็จัดเป็นอุทยัพพยญาณเหมือนกัน บางครั้งเรานั่งไปพองหนอยุบหนอไปดีๆ เหมือนกับว่าเราตกหลุมอากาศ เหมือนกับว่าเรานั่งแคร่ แคร่มันพังลงไปในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นอุทยัพพยญาณเหมือนกัน เวลาเราเดินจงกรมก็เหมือนกันเวลาเราเดินจงกรม “ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ” คล้ายๆ กับว่ามันตกหลุมอากาศ เวลาเราจะเหวี่ยงเท้ามันฟึบลงไปในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นลักษณะของอุทยัพพยญาณเหมือนกัน ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของอุทยัพพยญาณก็คืออาการพองอาการยุบนั้นเป็น ๔ ระยะ อาการเดินจงกรมก็เป็น ๔ ระยะ อาการพองอาการยุบก็เป็น ๔ ระยะ อาการยก อาการย่าง อาการเหยียบเป็น ๔ ระยะในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นลักษณะของอุทยัพพยญาณเหมือนกัน ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่าถึงอุทยัพพยญาณแล้ว

          ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติถึงอุทยัพพยญาณแล้ว ท่านกล่าวว่าบุคคลนั้นตายไปแล้วก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๔ ชาติถ้าไม่ประมาท บุคคลนั้นเมื่อตายแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเป็นผู้มีฤทธิ์ มีเดช มีอำนาจ เป็นผู้มีสติมีปัญญาสามารถ ไม่ไปเกิดในตระกูลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ จะเกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิเลื่อมใสในพระรัตนตรัย อยากเข้าใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยากฟังธรรม อยากประพฤติปฏิบัติธรรม นี้ในลักษณะของญาณที่ ๔ อานิสงส์นั้นเป็นในลักษณะอย่างนี้

          แต่ถ้าผู้ใดไม่มาเกิดเป็นมนุษย์ไปเกิดเป็นเทวดาก็จะเป็นเทวดาผู้มีรัศมี มีแสงสว่างมากกว่าเทวดาที่ไม่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นที่เกรงขามของเทวดา เป็นเทวดามเหศักดิ์ เป็นเทวดาที่มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพมากนี้เป็นลักษณะของอุทยัพพยญาณ ถ้าผู้ใดเป็นพระถ้าอุทยัพพยญาณเกิดขึ้นมาก็แสดงว่าบุคคลนั้นไม่ต้องอาบัติปาราชิก เป็นบุคคลผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้วก็มีวาสนาบารมีที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพานในปัจจุบันชาติ ถ้าญาณที่ ๔ เกิดขึ้นมาแล้วไม่ต้องไปฟังคำของครูบาอาจารย์ ไม่ต้องไปฟังคำของโหรหรือหมอดูต่างๆ ให้เราพยากรณ์ตัวเองว่าเรามีบุญวาสนาบารมีที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ถ้าเราไม่หยุดการเดินจงกรม ไม่หยุดการนั่งภาวนาเรามีโอกาสที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพานในปัจจุบันนี้ไม่ชั้นใดก็ชั้นหนึ่ง ไม่สำเร็จเป็นพระโสดาบันก็เป็นพระสกทาคามี ไม่เป็นพระสกทาคามีก็เป็นพระอนาคามี ไม่เป็นพระอนาคามีก็เป็นพระอรหันต์ในชาติปัจจุบันนี้ อันนี้เรียกว่าเราภาคภูมิใจในตัวของเรา เราก็จะเกิดความเพียร เกิดความขยัน เกิดความบากบั่นขึ้น อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๔ โดยย่อ

          ญาณที่ ๕ ท่านกล่าวว่าภังคญาณ ภังคญาณคือการพิจารณาเห็นความดับไปของรูปของนาม อาการของท้องพองปรากฏขึ้นมาอยู่ แต่ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่สนใจ อาการของการพองปรากฏขึ้นมาอยู่แต่ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่สนใจ ไปสนใจเฉพาะอาการที่มันสุดพองด้วยอาการดับไปของอาการพอง อาการต้นยุบมันปรากฏขึ้นมาผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมก็ไม่สนใจ อาการกลางยุบปรากฏขึ้นมาผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมก็ไม่สนใจ แต่ไปสนใจตอนที่มันดับลงไป ตอนสุดยุบ เป็นลักษณะอาการของภังคญาณ เวลาผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมมาส่งอารมณ์ ก็จะบอกว่า อาจารย์เวลาภาวนาช่วงนี้ทำไมมันไม่เห็นต้นพองกลางพองเห็นแต่สุดพอง เวลานั่งภาวนาไปทำไมไม่เห็นต้นยุบกลางยุบทำไมมันเห็นแต่สุดยุบ อันนี้เราก็เข้าใจว่าอารมณ์ที่ประพฤติปฏิบัติถึงภังคญาณแล้ว

          บางครั้งบางคราวผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมประพฤติปฏิบัติถึงญาณนี้แล้วก็นั่งไปมีแต่หลับ อาจารย์เมื่อวานอาการพองยุบมันชัดดี อาการพองยุบมันเร็วขึ้นๆ แต่ทำไมวันนี้มันมีแต่หลับกับหลับ ผมก็นอนปกติ ฉันก็ฉันปกติไม่ได้ฉันของหวาน ฉันของที่มันหนัก นอนก็นอนปกติ ประพฤติปฏิบัติธรรมก็สำรวมอยู่แต่ทำไมมันมีแต่หลับกับหลับ เราก็เข้าใจว่าเมื่อวานนี้เราอยู่ในญาณที่ ๔ วันนี้กลับเลื่อนไปสู่ภังคญาณ ญาณที่ ๕ แล้ว เราก็รู้ว่าคนนี้เกิดญาณที่ ๕ แล้ว บางครั้งบางคราวผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมถึงญาณที่ ๕ แล้วจะมี เวลาเรามองอาการพองอาการยุบมันจะสลึมสลือหรือสลัวๆ ไม่ชัดเจน อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๕ เรามองไปสนามหญ้าก็ดี มองไปตามวัดวาอารามก็ดี คล้ายๆ ว่ามันเป็นหมอกมาบังตาของเรา มองไปแล้วมันก็สลัวๆ ลักษณะอย่างนี้ก็เป็นลักษณะของญาณที่ ๕ เราภาวนา “พองหนอ” อาการพองอาการยุบมันสลึมสลือ เวลาเดินจงกรมอาการขวาย่างซ้ายย่างมันสลึมสลือ ลักษณะอย่างนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๕ เวลาเรานั่งภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” นั่งไปหลับไป นั่งไปฝันไปอย่างนี้ก็เป็นลักษณะของญาณที่ ๕ อันนี้ลักษณะของญาณที่ ๕ โดยย่อ

          ต่อไปญาณที่ ๖ เรียกว่าภยตูปัฏฐานญาณ พิจารณาเห็นรูปนามเป็นของน่ากลัว คือผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมมาถึงญาณนี้แล้วมันจะมีความรู้สึกเห็นรูปนามนั้นเป็นของน่ากลัว เพราะความปรากฏชัดของรูปของนามนั้นมันดับไปเพราะเห็นรูปนามเป็นของน่ากลัว แต่ขณะที่เห็นรูปนามเป็นของน่ากลัวก็ยังเดินจงกรมนั่งภาวนาอยู่ เวลานั่งภาวนาไปบางคนบางท่านก็เกิดความปวดมาก บางครั้งเห็นตุ่มน้ำก็กลัว เห็นต้นเสาก็กลัว บางครั้งเคยเดินจงกรมข้างนอกได้ก็ไม่กล้าเดิน บางครั้งก็เข้ากลดไม่กล้าเดินจงกรมในลักษณะอย่างนี้เรียกว่า ความกลัวมันปรากฏชัดขึ้นมาเป็นลักษณะของภยตูปัฏฐานญาณ

          บางคนบางท่านเมื่อถึงญาณนี้แล้วก็เกิดนิมิตเห็นผีคอขาด เวลาเดินจงกรมขวาย่างหนอซ้ายย่างหนอผีคอขาดมายืนอยู่ข้างๆ หันหน้ากลับมา กลับหนอๆ ก็มายืนอยู่คล้ายๆ กับมาขวางหน้าอย่างนี้ก็มี บางคนก็เกิดความกลัวก็เข้าห้องเปิดไฟเดินจงกรม จุดเทียนเดินจงกรมก็มีมันเกิดขึ้นมาในแต่ละอย่างแต่ละท่าน เวลาเราอธิษฐานทวนญาณมันจะเกิดขึ้นมาให้รับรู้ เพราะฉะนั้นเวลาประพฤติปฏิบัติธรรมเมื่อมาถึงญาณที่ ๖ แล้วเราจะเห็นรูปเห็นนามเป็นของน่ากลัว ให้เราพิจารณาว่าทำไมวันนี้มันกลัวผิดปกติ อย่างนี้ก็เป็นลักษณะของภยตูปัฏฐานญาณ เราต้องกำหนดที่จิตใจของเรา “กลัวหนอๆ” จี้ลงไปที่ใจของเราถ้าเรากำหนดอย่างนี้สติสัมปชัญญะมันมาตัดความกลัวมันก็หายไปวิปัสสนาญาณก็จะผ่านไป อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๖ โดยย่อ

          ญาณที่ ๗ ท่านกล่าวว่าอาทีนวญาณ พิจารณาเห็นรูปนามเป็นทุกข์เป็นโทษ เมื่อมาถึงญาณนี้จะพิจารณาร่างกายเป็นทุกข์เป็นโทษ เวลาเรานั่งภาวนาไปมันจะเกิดความเจ็บความปวด กำหนดมันก็ไม่หาย ร่างกายของเราบางครั้งก็หนัก บางครั้งก็ร้อน บางครั้งก็เกิดความไม่สบาย บางครั้งเราเดินจงกรมอยู่ดีๆ กำหนดนั่งภาวนาอยู่ดีๆ พอถึงญาณนี้แล้วมันคล้ายๆ ว่าเราสะบัดร้อนสะบัดหนาวเป็นไข้ขึ้นมา บางครั้งมันก็หนาวขึ้นมาจริงๆ พอหนาวขึ้นมาเราก็ห่มผ้า เอาผ้ากลดมาห่มเอาผ้าสังฆาฏิมาห่ม เอาผ้าอาบน้ำมาห่มมันก็ไม่หาย มันสั่นคล้ายๆ กับว่าเป็นไข้จับสั่น แต่ถ้าเรามีจิตใจเข้มแข็งตั้งใจจริงประพฤติปฏิบัติจริงเราตั้งใจกำหนด มันจะหนาวขนาดไหนก็ตามผ้ามีเท่าไรเราเอามาห่มหมด เราตั้งใจกำหนดทันปัจจุบันธรรม ทันอาการขวาย่างซ้ายย่าง อาการพองอาการยุบเราพยายามกำหนด บางครั้งตั้งสัจจะไว้ว่าถ้ามันไม่หายหนาวเราจะเดินจงกรม ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง จนกว่ามันจะหายหนาวตั้งใจกำหนด บางครั้งความหนาวหายไปเดินจงกรมไปได้ ๓ ชั่วโมง ๔๕ นาทีความหนาวมันหายไป ความร้อนมันเกิดขึ้นมาเหงื่อก็ไหลทะลักออกมา ร่างกายมันแสดงทุกข์แสดงโทษขึ้นมา

          บางคนบางท่านเมื่อถึงญาณนี้แล้วเกิดอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาวขึ้นมาไปนอนเลยก็มี เรียกว่าไม่รู้เท่าทันอาการของวิปัสสนาญาณ อันนี้ก็เป็นญาณที่ ๗ เรียกว่าอาทีนวญาณ ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมถึงญาณนี้ก็ถือว่าถึงญาณที่ ๗ ได้เหมือนกัน สรุปญาณที่ ๗ ก็คือจิตใจของเราจะพิจารณาร่างกายของเรา รูปนามของเรานั้นเป็นทุกข์เป็นโทษ มองไม่เห็นว่าร่างกายของเรานั้นเป็นสาระ คิดว่าร่างกายของเราเป็นรังของโรค เป็นทุกข์เป็นโทษ เกิดขึ้นมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายต้องผุต้องพัง ตาของเราก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หูจมูกลิ้นกายใจอวัยวะทุกส่วน ๓๒ ประการเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรเลย เราเป็นอย่างไรคนหมดโลกก็เป็นอย่างนั้น คือจะพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษ แต่จะไม่ยินดีในโลกในขณะที่อาทีนวญาณปรากฏขึ้นมา ถ้าผู้ใดเกิดความพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนามในลักษณะนี้ก็ชื่อว่าเป็นอาทีนวญาณ อันนี้เป็นญาณที่ ๗

          ต่อไปญาณที่ ๘ คือ นิพพิทาญาณ คือปัญญาพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูปในนาม คือเราพิจารณาเห็นภังคญาณเห็นเฉพาะความดับไป เห็นภยตูปัฏฐานญาณ เห็นรูปนามเป็นของน่ากลัว แล้วเรามาพิจารณาอาทีนวญาณ เห็นรูปนามเป็นทุกข์เป็นโทษปัญญาเหล่านี้มันก็สะสมมาทำให้เราเบื่อหน่ายทำให้เกิดนิพพิทาญาณขึ้นมา ทำให้เราเบื่อหน่ายเห็นรูปนามเป็นของน่ากลัวเป็นทุกข์เป็นโทษมันไม่น่ายินดีก็เบื่อหน่าย ผู้ใดมาประพฤติปฏิบัติธรรมถึงญาณนี้แล้วจะเกิดความเบื่อหน่าย เรารู้ได้อย่างไร?

          แต่ก่อนโน้นเราไม่เคยเบื่ออาหารเวลาเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมถึงญาณนี้มันเบื่ออาหาร เห็นกบ เห็นปลา เหม็นกลิ่นคาวอย่างนี้ก็อาเจียน บางครั้งก็ไม่อยากไปฉันอาหารเพราะเหม็นกลิ่นปลา กลิ่นกบ กลิ่นเขียด บางครั้งผู้อยู่ด้วยกันไม่ซักผ้า กัมมัฏฐานไม่ซักผ้าอย่างนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอาเจียนขึ้นมาก็มี เรียกว่ามันเกิดความเบื่อหน่ายในอาหาร บางครั้งก็ไม่ได้ฉันอาหาร ไปฉันข้าวเปล่าคำสองคำแล้วก็นั่งนี้มันเบื่อ บางครั้งมันก็เบื่อ ๑ วัน ๒ วัน ๓ วันก็มี เมื่อมันเบื่ออาหารแล้วเราก็รู้ว่าเรามาถึงญาณที่ ๘ นิพพิทาญาณแล้ว ขณะที่มันเบื่ออาหารมันก็จะคิดคนเราเกิดมาแล้วก็ไม่มีดีอะไร เกิดขึ้นมาแล้วก็เรียนหนังสือจบมาแล้วก็ทำการทำงาน ทำการทำงานแล้วก็แต่งการแต่งงาน แล้วก็มีลูก มีลูกแล้วก็เลี้ยงลูก เมื่อเลี้ยงลูกแล้วเราก็แก่ก็เฒ่าแล้วลูกก็ไปแต่งการแต่งงานมีลูกมีผัว เราก็แก่ก็เฒ่าสามีตายไปภรรยาตายไป มันไม่มีอะไรเลยนี้มันจะเกิดปัญญาพิจารณาตั้งแต่เกิดมา แล้วก็พิจารณาคนหมดโลกแล้วก็น่าเบื่อไม่รู้ว่าเราจะอยู่ไปทำไม เบื่อทั้งร่างกายของเราแล้วก็เบื่อคนทั้งหลายทั้งปวง เบื่อการประพฤติปฏิบัติธรรม เบื่อครูบาอาจารย์ เบื่อผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจเบื่อไปหมดอะไรทำนองนี้ ลักษณะอย่างนี้เรียกว่าเป็นนิพพิทาญาณเราต้องกำหนด กำหนดใจของเรา “เบื่อหนอๆ” จี้ลงไปตามอาการของมัน ขณะที่เรากำหนด “เบื่อหนอๆ” เราเห็นความเบื่อที่ปรากฏในใจของเราชัดเจนก็แสดงว่าสติของเรามันดี สัมปชัญญะของเรามันดี อาการเบื่อนั้นก็จะหายไปเร็วอันนี้เป็นลักษณะของนิพพิทาญาณ

          ต่อไปญาณที่ ๙ เรียกว่ามุญจิตุกัมยตาญาณ ปัญญาพิจารณาอยากออกอยากหนีอยากหลุดอยากพ้นไปจากรูปจากนาม เมื่อเราเบื่อเต็มที่ก็เหมือนกับว่าเขียดที่มันอยู่ในปากของงู อยากออกอยากหนีอยากหลุดอยากพ้นจากปากของงูฉันใด บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมมาถึงมุญจิตุกัมยตาญาณก็อยากออกอยากหนีอยากหลุดอยากพ้นไปจากวัฏฏสงสารฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลผู้ถูกโจรจับ โจรนั้นเขาจะเอาไปฆ่าเอาไปประหาร เราอยากออกอยากหนีอยากหลุดอยากพ้นไปจากโจรฉันใด ใจของผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมเมื่อถึงญาณที่ ๙ มุญจิตุกัมยตาญาณนั้นก็อยากออก อยากหนี อยากหลุด อยากพ้น จากการเวียนว่ายตายเกิดในห้วงมหรรณพภพสงสารเหมือนกัน เรียกว่าเป็นผู้ที่อยากออกอยากหนีอยากหลุดอยากพ้นไปจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง คือญาณที่ ๙ มันเกิดขึ้นมาแต่เราอยากออกอยากหนีอยากหลุดยากพ้นก็จริงอยู่ แต่ว่าจะเป็นคนที่ใจน้อย เมื่อมาประพฤติปฏิบัติธรรมถึงญาณนี้แล้วเราจะมีปัญญาแจ่มชัด พิจารณาเห็นรูปนามชัดเจน อยากออกอยากหนีอยากหลุดอยากพ้นจริงแต่ว่าใจน้อย ถ้าเราไปคุยกับคนอื่นบ้าง คนอื่นมาคุยบ้างเขาขัดใจนิดเดียวเท่านั้นเราก็ไม่พอใจแล้ว คล้ายๆ กับว่า เอ..พระรูปนี้ทำไมมาพูดอย่างนี้ทั้งๆ ที่สติของเราก็ดี อะไรก็ดีหมด ในลักษณะอย่างนี้มันเป็นลักษณะของมุญจิตุกัมยตาญาณ

          บางรูปบางท่านขณะที่ฟังธรรมครูบาอาจารย์ก็ฟังธรรมดีๆ พอใจทุกวันแต่พอถึงวันนี้ครูบาอาจารย์ที่เทศน์ บางครั้งเทศน์เกินเวลาไปห้านาทีก็ไม่พอใจแล้ว บางครั้งก็ถึงเวลาครูบาอาจารย์ทำวัตรเกินไปห้านาทีก็ไม่พอใจแล้ว ถึงเวลาทำวัตรหกโมงเราทำวัตรก่อนห้านาทีก็ไม่พอใจแล้วอะไรทำนองนี้ ครูบาอาจารย์พูดนิดพูดหน่อยไม่พอใจ เพื่อนผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมพูดนิดพูดหน่อยก็ไม่พอใจ บางครั้งบางคราวก็ขอลากลับบ้านเลยก็มี บางครั้งครูบาอาจารย์พูดขัดใจไม่มาส่งอารมณ์ บางครั้งครูบาอาจารย์พูดขัดใจไม่ไปฉันเช้าฉันเพลอย่างนี้ก็มีในลักษณะของมุญจิตุกัมยตาญาณ เรียกว่าญาณใจน้อย ญาณม้วนเสื่อ นี้โบราณกล่าวอย่านั้น

          ต่อไปเป็นญาณที่ ๑๐ คือ ปฏิสังขาญาณ คือปัญญาพิจารณาหาทางหลุดพ้น เมื่อมาถึงญาณนี้แล้วผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมจะมีจิตใจเข้มแข็งแต่เวลาประพฤติปฏิบัติธรรมบางรูปบางท่านเมื่อมาถึงญาณนี้แล้ว คล้ายๆ กับว่ามีเข็มเหล็กแหลมอะไรมาแทงตามตัว คือเราภาวนาพองหนอยุบหนอ ไปดีๆ นี้แหละ ก็เหมือนกับคนเอาเข็มมาแทงสะดุ้งขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ บางคนบางท่านพองหนอยุบหนออยู่ดีๆ แผ่นหลังทั้งแผ่นของเรานี้ร้อนเหมือนกับเอาพริกมาราดอะไรทำนองนี้ นี้ในลักษณะของปฏิสังขาญาณมันเกิดขึ้นมา บางคนบางท่านนั่งภาวนาพองหนอยุบหนออยู่ดีๆ จิตมันร้อนขึ้นมากำหนด “ร้อนหนอๆๆ” กำหนดไม่ทันก็ลุกขึ้นมาเปลื้องจีวรแล้วก็ถอดผ้าอังสะเข้าห้องน้ำอาบน้ำเลยก็มี มันเกิดความร้อนขึ้นมาเป็นลักษณะของปฏิสังขาญาณ แต่ว่าเมื่อมาถึงญาณนี้แล้วจิตใจมันจะเข้มแข็ง ถึงจะถูกเหล็กแหลมแทงก็ดี ใจมันก็จะสู้อยู่อย่างนั้น อาบน้ำแล้วก็มาประพฤติปฏิบัติธรรมใหม่เดินจงกรมนั่งภาวนาใหม่ เรียกว่ามีจิตใจเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ประพฤติปฏิบัติจริง

          เมื่อผู้ปฏิบัติถึงญาณนี้แล้วจะเข้าใจ เวลาเดินจงกรมยุงจะมากขนาดไหนก็ตาม เดินจงกรมยุงเต็มตัวก็ไม่สะทกสะท้านไม่หวั่นไหว เวลาเราเดินจงกรมแดดมันส่องมาก็ไม่หลบเดินสู้แดด เวลานั่งภาวนาแดดมันส่องมาก็ไม่หลบ หนาวขนาดไหนก็ไม่ห่มผ้า มีจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวสามารถนั่งภาวนาได้ ตากหมอกตากฝนเวลาฝนตกมาก็เดินจงกรมมีร่มก็กางร่ม บางครั้งก็เดินจงกรมตากฝน เวลานั่งภาวนาฝนมันตกลงมาก็ไม่หลบไม่หลีกนั่งอยู่อย่างนั้น ไม่สะทกสะท้านปฏิสังขาญาณมันเกิดขึ้นมาก็เป็นอย่างนั้น ผีต่างๆ ที่เคยกลัวเวลาเดินจงกรมเมื่อมาถึงปฏิสังขาญาณก็ไม่กลัว สามารถที่จะไปนั่งอยู่กองฟอนได้ เขาเผาผีเราก็สามารถที่จะไปนั่งอยู่ข้างๆ ผีได้ เวลาเราไปธุดงค์เราไปอยู่ป่าช้าเราเข้าไปลึกๆ เราก็สามารถที่จะไปกางกลดอยู่กับหลักอะไรที่เขาฝังผีไว้ได้ เพราะอะไร เพราะว่าใจมันเข้มแข็ง เสียงมันดังคล้ายๆ กับว่ากิ่งไม้มันหักสามารถเดินไปดูได้

          บางครั้งเราไปเดินธุดงค์ตามถ้ำตามป่าเรานั่งภาวนาพองหนอยุบหนออยู่ดีๆ ถ้าจิตใจของเรามันเข้มแข็งบางครั้งเรานั่งภาวนาอยู่เหมือนกับกุฏิมันพลิกไปพลิกมา ลืมตาแล้วมันก็เหมือนเดิม พอเราหลับตาแล้วกุฏิมันพลิกไปพลิกมามันเป็นอะไร เราเดินไปดูก็มี เวลาเรานั่งภาวนาพองหนอยุบหนออยู่เหมือนกับท่อนไม้ใหญ่ๆ มันหักลงมาจากภูเขา เหมือนกับท่อนไม้ที่เราโอบไม่รอบมันหักลงมาเสียงสนั่นหวั่นไหวแต่พอเราลืมตามันไม่มีอะไร เราหลับลงไปอีกมันหักลงมาอีกมันกลิ้งลงมาเหมือนกับจะมาทับกระท่อมที่เราอยู่แต่เราลืมตามันก็เหมือนเดิม ถ้าเรามาถึงปฏิสังขาญาณ เราเดินขึ้นไปดูโดยที่ไม่มีไฟฉาย ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าจิตใจมันเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวขึ้นมา เรียกว่าปฏิสังขาญาณขาขาดเอาคางเกาะไปจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว

          ต่อไปญาณที่ ๑๑ สังขารุเปกขาญาณ ผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมถึงสังขารุเปกขาญาณแล้วจะมีการวางเฉยในรูปในนาม เราประพฤติปฏิบัติธรรมพองหนอยุบหนอไป เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าความวางเฉยมันเกิดขึ้น สังขารุเปกขาญาณมันเกิดขึ้นแก่เราแล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ให้เราสังเกตดูว่าขณะที่เราประพฤติปฏิบัติธรรม เราผ่านญาณมาโดยลำดับๆ เมื่อมาถึงสังขารุเปกขาญาณแล้วเราจะวางเฉยคือสติของเรามันจะใส สัมปชัญญะของเราก็จะทัน ร่างกายของเรามันจะเบาเป็นปุยนุ่น ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด คล่องแคล่วว่องไว จะคู้ จะเหยียด จะก้ม จะเงย มีสติกำหนดทันปัจจุบันธรรม จะถ่ายหนักถ่ายเบามีสติกำหนดทันปัจจุบันธรรม จะเคี้ยวข้าวกลืนข้าว เราจะทำวัตรอ้าปากเราสวดพุทธมนต์ เราสวดริมฝีปากเคลื่อนไหวอย่างไรเรามีสติกำหนดรู้คล่องแคล่วว่องไว เรามีสติทันปัจจุบันธรรมถ้าในลักษณะอย่างนี้ใจของเราจะเป็นกลาง เราจะมีสติมีสัมปชัญญะดี เราจะพิจารณาเห็นศีลของเรามันบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์หนอ เราประพฤติปฏิบัติธรรมมาถูกต้องหรือไม่ถูกต้องหนอ เมื่อถึงสังขารุเปกขาญาณมันจะเกิดความคิด เกิดความรู้เข้าใจของมันเองแล้วจะเกิดความภาคภูมิใจ เกิดความองอาจกล้าหาญในธรรม เกิดความมอบกายถวายชีวิตในธรรมขึ้นมามีใจวางเฉยเป็นกลางในรูปในนาม นี้ลักษณะของสังขารุเปกขาญาณมันเกิดขึ้นมา ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมจะไม่ยินดียินร้ายในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัส

          แต่ก่อนโน้นเรานั่งภาวนาไปปีติมันเกิดขึ้นมา คล้ายๆ กับว่าจิตของเรามันลิงโลด จิตใจของเรามันดีใจเหลือเกิน เวลาเรานั่งไปแล้วมันไม่เคยเห็นนิมิต ไม่เคยเห็นเทวดา ไม่เคยเห็นวิมาน มันเกิดความดีใจอิ่มใจ บางครั้งเรานั่งไปเห็นนิมิตแล้ววันนั้นเราอิ่มใจทั้งวัน เดินไปไหนก็อมยิ้มทั้งวันคล้ายๆ กับว่ามันเห็นนิมิตครั้งแรกมันปรากฏขึ้นมา ปีติมันเกิดขึ้นมาจิตใจมันลิงโลดจิตใจมันดีใจขึ้นมา แต่เมื่อเราถึงสังขารุเปกขาญาณแล้วมันเฉย เห็นอะไรก็เฉยๆ เขาจะเอาเงินเอาทองมาถวาย เขาจะมาชมจะมายกย่องก็เฉยๆ ในลักษณะอย่างนี้ เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณ สรุปแล้วสังขารุเปกขาญาณก็จิตใจวางเฉยในรูปในนาม ในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัสในอารมณ์ในธรรมทั้งหลายทั้งปวง จิตใจมันวางเฉย เมื่อผู้ใดปฏิบัติธรรมถึงสังขารุเปกขาญาณแล้วก็ถือว่าถึงสุดยอดของญาณโลกีย์ ถึงที่สุดของญาณโลกีย์แล้ว ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติถึงนี้แล้วก็จะเกิดความสุข ความสบายใจ เป็นสุดยอดของญาณโลกีย์ มีความสุข มีความสบาย มีความปลอดโปร่งตามลำดับของวิปัสสนาญาณ แต่ถ้าผู้ใดมีความเพียรมากขึ้นไปกว่านั้นก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อนุโลมญาณมันเกิดขึ้นมา

          ญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ ลักษณะของอนุโลมญาณนั้นมี ๓ ประการ คืออาการพองอาการยุบของเรามันจะเร็วขึ้นๆๆ นี้ในลักษณะของอนุโลมญาณ ถ้าผู้ใดเคยให้ทาน เคยรักษาศีลมามากเวลาเรามาภาวนาอาการพองยุบมันจะเร็วขึ้นๆๆๆ อันนี้ก็สรุปได้ว่าเราเคยให้ทานรักษาศีลมามาก แต่ถ้าผู้ใดเวลาภาวนาแล้วอาการพองยุบมันแน่นเข้าๆๆๆ ก็จงรู้เถิดว่าบุคคลนั้นเคยเจริญสมถะมามาก แต่เมื่อเราภาวนามาถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ อาการพองอาการยุบมันแผ่วเบาเข้าๆๆๆ จงรู้เถิดว่าเรานั้นเคยเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานมามาก อันนี้เป็นลักษณะของอนุโลมญาณ อาการพองยุบมันจะเร็วขึ้นๆๆ อาการพองยุบมันจะแน่นเข้าๆๆ อาการพองยุบมันจะเร็วแผ่วเบาเข้าๆๆ คืออาการพองอาการยุบของเรามันเร็วขึ้นๆๆ มันจะขาดความรู้สึกไปนี้เป็นลักษณะของอนุโลมญาณ มันจะแน่นเข้าๆๆ แล้วก็ขาดความรู้สึกไป นี้เป็นลักษณะของอนุโลมญาณ แล้วมันจะแผ่วเบาเข้าๆๆ แล้วก็ขาดความรู้สึกไปเป็นอนุโลมญาณ ขณะที่มันขาดความรู้สึกไปอริยสัจทั้ง ๔ ก็เกิดขึ้นมา คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็เกิดขึ้นมา

          เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอริยสัจ ๔ มันเกิดขึ้นมา อริยสัจ ๔ ในภาคของปฏิบัติธรรมไม่เหมือนกับอริยสัจ ๔ ในภาคของปริยัติ อย่างเช่นเราภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” อะไรเป็นสมุทัยสัจ อะไรเป็นทุกขสัจ อะไรเป็นนิโรธสัจ อะไรเป็นมรรคสัจ ขณะที่เราภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” ขณะที่ท้องของเรามันเริ่มพองขึ้นมาอันนี้เป็นสมุทัยสัจแล้ว ขณะที่ท้องพองของเรามันเริ่มยุบลงไปเป็นสมุทัยสัจแล้ว ขณะที่จิตของเรามันเริ่มคิดเริ่มกำหนดเป็นสมุทัย แล้วรูปนามเริ่มเกิดขึ้นมาเริ่มเป็นสมุทัยสัจแล้ว ขณะที่ท้องพองท้องยุบของเรามันพองขึ้นไปๆๆ จนสุดยุบมันทนอยู่ไม่ได้เป็นทุกขสัจแล้ว ขณะที่ท้องของเรามันยุบลงไปๆๆ จนสุดยุบมันทนไม่ได้เป็นทุกขสัจแล้ว ขณะที่เราเดินจงกรม “ยกหนอ” “ขวาย่างหนอ” “ซ้ายย่างหนอ” ขณะที่อาการยกมันยกขึ้นสุดยกมันทนอยู่ไม่ได้มันดับไปเป็นทุกขสัจแล้ว ขณะที่เราย่างไป “ขวาย่างหนอ” อาการย่างไปสุดย่างแล้วมันทนอยู่ไม่ได้มันดับไป อาการเหยียบมันเกิดขึ้นมานี้ในลักษณะอาการของทุกขสัจ คืออาการของพองของยุบของรูปของนามเกิดขึ้นมาแล้วมันถึงที่สุดเรียกว่าทุกขสัจ ส่วนที่เป็นนิโรธสัจคืออาการพองอาการยุบมันดับไป จิตที่บริกรรมมันก็ดับไปด้วย อาการดับไปของรูปของนามพร้อมกันทั้งสองประการ ท่านกล่าวว่าเป็นนิโรธสัจ ส่วนมรรคสัจคือปัญญาที่ทราบชัดตั้งแต่ต้นพองกลางพองสุดพองจนกว่ามันดับไป นี้ปัญญาที่ทราบชัดว่ารูปนามมันดับไปอย่างไร แล้วก็เป็นมรรคสัจรู้ว่ามันดับไปอย่างไร รู้ปัญญาที่มันเกิดขึ้นตั้งอยู่จนกว่ามันดับไปว่ามันดับลงไปอย่างไร ดับลงไปตอนท้องพองท้องยุบ ดับลงไปตอนนั่งหรือตอนถูกจำได้ ปัญญาทราบชัดนี้เป็นมรรคสัจ นี้ท่านกล่าวว่ามรรคสัจมันก็เกิดขึ้นที่อนุโลมญาณคือ ขณะที่ถึงอนุโลมญาณนั้นอาการพองยุบมันเร็วขึ้นๆๆ แล้วดับลงไป อาการพองยุบมันแน่นเข้าๆๆ แล้วดับลงไป อาการพองยุบมันแผ่วเบาเข้าๆๆ มันดับลงไป หลังจากที่มันดับลงไปแล้วอาการที่มันดับลงไปครั้งแรก อาการที่มันเริ่มดับลงไปนั้นท่านกล่าวว่าเป็นโคตรภูญาณ

12  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / โสฬสญาณ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 28 ธันวาคม 2564 13:13:20



โสฬสญาณ
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
(เทศน์ที่วัดปัจฉิมวัน วันที่ ๒๕ ม.ค. ๕๗)

         ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรมเทศนา ก็ขอให้คณะญาติโยมตลอดถึงครูบาอาจารย์ ตลอดถึงสามเณร ปะขาว แม่ชีทั้งหลายทั้งปวงที่มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ขอให้พวกเราทั้งหลายได้เข้าใจว่า วันนี้เป็นค่ำคืนสุดท้ายที่เราจะได้บำเพ็ญบารมี สร้างคุณงามความดีใส่ตนเอง หรือว่าเราบำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะเป็นศักดิ์ศรีในความที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เป็นค่ำคืนสุดท้ายที่เราจะได้อดได้ทน ได้สร้างความเพียร ได้สร้างบารมีเพื่อที่จะเป็นความดีติดตามเราไปในสัมปรายภพข้างหน้า ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาก็เป็นการสร้างบารมี แต่ถ้าเรากลัวหนาว กลัวร้อน กลัวเหน็ดกลัวเหนื่อย กลัวเมื่อยล้าต่างๆ บารมีมันก็ไม่เกิดขึ้นมา

          เราเป็นชาวนาไปกลัวแดด กลัวฝน กลัวลม เราก็ทำนาไม่ได้ เราเป็นพ่อค้ากลัวขาดทุนกลัวตื่นดึกกลัวนอนดึกเราก็เป็นพ่อค้าไม่ได้ เราเป็นนักปฏิบัติธรรม เราจะกลัวแดดกลัวลมกลัวหนาวกลัวร้อนกลัวยุงกลัวอะไรนั้นกลัวไม่ได้ เราต้องกำหนดเพื่อที่จะยังบารมีของเราให้เต็มบริบูรณ์

          วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันที่พวกเราทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดปัจฉิมวัน ซึ่งมีพระอาจารย์มหาสำลี กิตฺติปญฺโญ ซึ่งท่านเป็นประธานสงฆ์เป็นเจ้าคณะอำเภอปกครองคณะสงฆ์ทั่วทั้งอำเภอพนา ได้จัดประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อสงเคราะห์ญาติโยม พระสงฆ์ สามเณร ผู้อยู่ในบารมีของท่าน เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันสุดท้าย พวกเราทั้งหลายอดตาหลับขับตานอนมาตลอด ๙ คืน คืนนี้เป็นคืนที่ ๙ พรุ่งนี้ก็เป็นวันที่ ๑๐ จะต้องจากกันไปสู่เคหสถานบ้านช่องวัดวาอารามของแต่ละรูปแต่ละท่าน

          ฉะนั้น วันนี้กระผมอาตมภาพก็จะน้อมนำเอาธรรมะเกี่ยวกับญาณ ๑๖ มาบรรยายตามสติปัญญา หรือว่าบรรยายโดยสังเขป เพราะว่าวันนี้ก็มีงานมากไปหลายที่หลายแห่งก็ขออธิบายโดยสังเขป การที่เราคณะครูบาอาจารย์ญาติโยมจะได้ฟังญาณ ๑๖ นั้นเป็นของหายาก เพราะว่าญาณ ๑๖ นั้นบุคคลผู้ฟังจะต้องลงมือประพฤติปฏิบัติ ต้องลงมือเดินจงกรมนั่งภาวนาจนญาณเกิด ถ้าผู้ใดมาประพฤติปฏิบัติธรรมญาณไม่เกิดบุคคลนั้นก็ฟังแล้วไม่เข้าใจ ฟังแล้วไม่ดูดดื่ม ฟังแล้วไม่เกิดความลึกซึ้งในจิตในใจ แต่ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติเดินจงกรม นั่งภาวนาจนญาณเกิดถึงญาณที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ เป็นต้น ก็จะฟังญาณที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ นั้นเกิดความดูดดื่ม เกิดความลึกซึ้ง เกิดความเข้าใจ แต่ถ้าการแสดงธรรมโดยญาณที่ตนเองรู้ โดยญาณที่ตนเองถึงแล้วฟังแล้วก็ไม่ซาบซึ้งตรึงใจเท่าที่ควร ฟังเป็นสัญญา ฟังแล้วไม่ปรุโปร่ง ฟังแล้วไม่โล่ง ฟังแล้วไม่เป็นการแทงตลอด เพราะฉะนั้นการฟังแว่นธรรม การฟังญาณ ๑๖ ญาติโยมผู้ใดที่ประพฤติปฏิบัติถึงแล้วก็จะฟังด้วยปีติ เกิดความอิ่มเอิบในการฟัง ส่วนญาติโยมท่านใด คณะครูบาอาจารย์ท่านใดที่วิปัสสนาญาณทั้ง ๑๖ ขั้นยังไม่สมบูรณ์ ก็ถือว่าเราฟังเอาบุญ ถือว่าเราฟังเอาอุปนิสัย

          การฟังธรรมนั้นมีหลายประเภท บางครั้งเราก็ฟังธรรมเรื่องทาน บางครั้งเราก็ฟังธรรมเรื่องรักษาศีล บริจาค รักษาศีลต่างๆ นี้เราฟังมาเป็นประจำ แต่การฟังเพื่อที่จะให้เกิดความเบื่อหน่าย เกิดความคลายกำหนัด เกิดความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นเราหาฟังได้ยาก การฟังธรรมในลักษณะอย่างนี้เราเรียกว่ายอดแห่งธรรมะ ถ้าผู้ใดฟังธรรมในลักษณะอย่างนี้จะมีอุปนิสัยแห่งวิปัสสนาญาณ เกิดภพหน้าชาติหน้าจะเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด รู้จักทางแห่งความพ้นทุกข์ได้ดีกว่าบุคคลอื่น เพราะอะไร เพราะอุปนิสัยสั่งสมไว้มาก เพราะฉะนั้น การฟังธรรมคือวิปัสสนาญาณจึงเป็นของฟังได้ยาก แต่อานิสงส์นั้นก็มาก ทำให้บุคคลนั้นพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงก็เพราะการสั่งสมการฟังวิปัสสนาญาณไว้มาก ฉะนั้น ญาติโยมผู้ที่ฟังไม่เข้าใจก็ขอให้เคารพ ได้ตั้งใจฟังตามสมควรแก่เหตุและปัจจัย

          ญาณ ๑๖ นั้นเกิดขึ้นมาเพราะอะไร ญาณ ๑๖ ทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นมาเพราะญาติโยมทั้งหลายผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมเดินจงกรม นั่งภาวนา กำหนดให้เห็นความเกิดขึ้นของรูปของนาม ให้มีสติทันปัจจุบันธรรม ขณะที่เราเดินจงกรมขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอเราก็มีสติเห็นต้นยก กลางยก สุดยก ต้นย่าง กลางย่าง สุดย่าง เวลาเราภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” เราก็มีสติเห็นต้นพอง กลางพอง สุดพอง ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ เวลาเรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด คิด เราก็มีสติกำหนดดูอิริยาบถต่างๆ ของกายของเรา เห็นความเคลื่อนไหวในจิตในใจของเรา เห็นความปวดที่มันเกิดขึ้นในจิตในใจของเรา ความโกรธ ความโลภ ความหลง ที่มันเกิดขึ้นในจิตในใจของเรา เราจะก้ม เราจะเงย เราจะเหยียดแข้ง เหยียดขา คู้ ในลักษณะอย่างนี้เราก็ต้องมีสติกำหนดรู้

          ถ้าเรากำหนดรู้อยู่เรื่อยๆ อย่างนี้ ก็จะมีปัญญาทราบชัดรู้ว่าอะไรเป็นรูป รู้ว่าอะไรเป็นนาม รู้ว่าเท้าของเราที่ยกขึ้นเป็นรูป ใจของเราที่รู้ว่าเท้ายกขึ้นนั้นเป็นนาม รู้ว่าท้องที่พองขึ้นเป็นรูป ใจที่รู้ท้องพองนั้นเป็นนาม เรียกว่านามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นแล้ว บุคคลรู้รูปรู้นามในลักษณะอย่างนี้เรียกว่านามรูปปริจเฉทญาณมันเกิดขึ้นมา เวลาตาของเราเห็นรูป ตาของเราเป็นรูป แล้วก็รูปที่เราเห็นนั้นก็เป็นรูป ใจที่เรารู้นั้นเป็นนาม ขณะที่หูของเราได้ยินเสียง เสียงดี เสียงไม่ดี ขณะที่หูของเราได้ยินเสียงนั้น หูของเราก็เป็นรูป เสียงที่มากระทบโสตประสาทของเราก็เป็นรูป ใจที่เรารู้เสียงนั้นเป็นนาม ขณะลิ้นของเราลิ้มรส ลิ้นของเราก็เป็นรูป รสเผ็ด รสเค็ม รสเปรี้ยวต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสทางลิ้นของเรา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นรูป ใจที่รู้รสเผ็ด รสเปรี้ยว รสเค็มต่างๆ นั้นเป็นนาม

          ขณะที่จมูกของเราดมกลิ่น จะเป็นกลิ่นเหม็นกลิ่นหอมต่างๆ ขณะที่จมูกเรารับสัมผัสกลิ่นนั้น จมูกของเราก็เป็นรูป กลิ่นก็เป็นรูป ใจที่รู้ว่ากลิ่นหอม กลิ่นเหม็นนั้นเป็นนาม ขณะที่กายของเราสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง กายของเราก็เป็นรูป สัมผัสที่เราสัมผัส จะเป็นเย็น ร้อน อ่อน แข็งอะไรต่างๆ ก็เป็นรูป ใจที่เรารู้การสัมผัสนั้นเป็นนาม เรียกว่ารูปนามมันปรากฏขึ้นมา ถ้าเรารู้ในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่านามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติแล้ว

          หรือว่าใจของเราในขณะที่ประพฤติปฏิบัติธรรมบางครั้งก็เกิดความโกรธ บางครั้งก็เกิดความโลภ ความหลง ความโกรธความโลภความหลงที่เกิดขึ้นในจิตในใจของเรานั้นเป็นนาม สรุปแล้วตั้งแต่พื้นเท้าถึงปลายผม จากปลายผมถึงพื้นเท้าเป็นรูป ใจของเรานั้นเป็นนาม สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยตา สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยหู สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกาย สิ่งนั้นเป็นรูป สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยใจ อย่างเช่นบุญ อย่างเช่นบาป อย่างเช่นความโกรธ ความโลภ ความหลง ดีใจ เสียใจนั้นเป็นนาม ถ้าผู้ใดรู้อย่างนี้เรียกว่านามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นแล้ว ถ้าผู้ใดรู้อย่างนี้แล้วท่านกล่าวว่า ตายไปแล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๑ ชาติถ้าไม่ประมาท อันนี้เป็นลักษณะของนามรูปปริจเฉทญาณ คือญาณที่ ๑

          ญาณที่ ๒ ท่านกล่าวว่า ปัจจยปริคคหญาณ คือปัญญารู้จักเหตุเกิดของรูปของนาม เมื่อผู้ประพฤติปฏิบัติมาถึงญาณนี้แล้ว อาการพองอาการยุบนั้นจะเป็น ๒ ระยะ เรารู้อยู่ในจิตในใจของเรา เวลาพอง อาการพองเราจะเป็น ๒ ระยะ เวลายุบ อาการยุบจะเป็น ๒ ระยะ เวลาเราภาวนาจะมีทุกขเวทนามาก เวลานั่งไปจะเจ็บจะปวดมากกำหนดก็ไม่หาย บางคนมาประพฤติปฏิบัติแล้วท้อก็มี คิดว่ามันจะปวดอยู่อย่างนั้น อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๒ ปัจจยปริคคหญาณมันเกิดขึ้นมา เกิดความปวดขึ้นมา เกิดนิมิตขึ้นมา บางครั้งก็เห็นภูเขา เห็นแม่น้ำลำธารต่างๆ นิมิตเกิดขึ้นมากำหนดก็ไม่หาย ผู้ที่มาประพฤติปฏิบัติถึงญาณที่ ๒ นี้ส่วนมากมาประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วก็จะเกิดความทุกขเวทนาครอบงำ นั่งไปก็ปวด ปวดแล้วก็กำหนดไม่หายนี้เป็นลักษณะของปัจจยปริคคหญาณ อันนี้เรียกว่าปัญญารู้จักเหตุเกิดของรูปของนาม เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติถึงญาณนี้แล้วให้เรารู้เหตุเกิดของรูปของนาม

          บางครั้งอาการพองอาการยุบของเรา เราว่าจะกำหนดอาการพอง อาการยุบ บางครั้งใจของเราวิ่งไปก่อน บางครั้งอาการท้องพองท้องยุบมันยังไม่พองขึ้นมา ใจของเรามันก็กำหนดพองขึ้นมาก่อน ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าใจเป็นเหตุ รูปที่มันตามมานั้นเป็นผล เราคิดว่าเราจะกำหนดยุบแต่ท้องของเรายังไม่ยุบ ใจมันไปก่อนแล้ว เรียกว่าใจเป็นเหตุ นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล บางครั้งเราว่าเราจะยืน เรายังไม่ยืน ใจของเรามันไปก่อนแล้วรูปยืนค่อยเกิดขึ้นทีหลัง ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าใจมันเป็นเหตุ รูปมันเป็นผล บางครั้งเรานั่งลงไปก่อน ใจของเรายังไม่นั่งเรียกว่ารูปเป็นเหตุ นามเป็นผล ถ้าผู้ใดมีลักษณะอาการอย่างนี้เรียกว่า ปัจจยปริคคหญาณปรากฏขึ้นมาแล้ว บุคคลนั้นถึงญาณที่ ๒ แล้ว รู้จักเหตุเกิดของรูปของนาม รู้ว่ารูปมันเกิดขึ้นมาจากอะไร

          รูปมันเกิดขึ้นมาจากอวิชชา ตัณหา กรรม อาหารและความเกิดขึ้นของรูปอย่างเดียว เวทนามันเกิดขึ้นมาจากอะไร เวทนามันเกิดขึ้นมาจากรูป จากอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของเวทนาอย่างเดียว สัญญามันเกิดขึ้นมาจากอะไร สัญญามันเกิดขึ้นมาจากอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของสัญญาอย่างเดียว สังขารมันเกิดขึ้นมาจากอะไร สังขารมันเกิดขึ้นมาจาก อวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของสังขารอย่างเดียว วิญญาณเกิดขึ้นมาจากอะไร วิญญาณเกิดขึ้นมาจาก อวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของวิญญาณอย่างเดียว

          เวลารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมันจะดับ มันจะดับไปด้วยเหตุอะไร สิ่งเหล่านี้มันจะดับลงไป รูป เวทนา สังขาร วิญญาณจะดับลงไปได้ก็เพราะว่าอวิชชาดับ เมื่ออวิชชาดับก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตัณหาดับ เมื่อตัณหาดับก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้กรรมดับ เมื่อกรรมดับก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อาหารดับ เมื่ออาหารดับก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ความดับของรูปมันดับไป ไม่มีรูปเกิดขึ้นมา เวทนาดับก็เพราะอวิชชานั้นดับไปก่อน ตัณหาก็ดับ เมื่อตัณหาดับกรรมก็ดับ เมื่อกรรมดับผัสสะในการกระทบสัมผัสต่างๆ ไม่เกิดความเป็นเวทนานั้นก็ดับไป สัญญา สังขาร วิญญาณก็เหมือนกันจะดับได้ก็เพราะอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความดับไปของสัญญา สังขาร วิญญาณมันดับไป เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมมาถึงนี้เรียกว่าปัจจยปริคคหญาณเกิดขึ้นแล้ว บุคคลที่ประพฤติปฏิบัติถึงญาณนี้ก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๒ ชาติถ้าไม่ประมาท

          ต่อไปเป็นญาณที่ ๓ เรียกว่า สัมมสนญาณ ญาณที่ ๓ นั้นจะเกิดขึ้นก็เพราะว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีศรัทธา มีความเพียร มีความอดทน ลักษณะของสัมมสนญาณคือปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะของญาณที่ ๓ นั้นก็คือเวลาเราภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” อาการพองจะเป็น ๓ ระยะ จะเห็นต้นพอง กลางพอง สุดพอง เวลาเรายุบก็เห็นต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ เห็นอาการพองอาการยุบนั้นเป็น ๓ ระยะ เวลาเราเดินจงกรมก็เหมือนกัน เท้าที่ยกขึ้นของเราจะเป็น ๓ ระยะ เวลาเราย่างไปเป็น ๓ ระยะ เท้าที่เราเหยียบลงไปจะเป็น ๓ ระยะ จะเป็นในลักษณะเป็นหยักๆ เป็น ๓ ระยะ อันนี้เป็นลักษณะประจำของญาณที่ ๓ หรือสัมมสนญาณ

          ลักษณะประจำของญาณที่ ๓ อีกอย่างหนึ่ง เวลาเราภาวนาแล้วก็จะเห็นอาการพอง อาการยุบมันเร็วขึ้นๆๆๆ แล้วก็จางหายไป ขณะที่มันเร็วขึ้นๆๆ แล้วก็จางหายไปเป็นลักษณะอนิจจัง ในญาณที่ ๓ บางคนบางท่านก็อาการพองยุบมันแน่นเข้าๆๆ แล้วก็จางหายไป อันนี้ก็เป็นลักษณะของทุกขังในญาณที่ ๓ บางคนบางท่านอาการพองอาการยุบมันแผ่วเบาเข้าๆๆ แล้วก็จางหายไป อันนี้ก็เป็นลักษณะของญาณที่ ๓

          อนัตตาในญาณที่ ๓ เป็นลักษณะหลักของญาณที่ ๓ ถ้าใครมีอาการพองอาการยุบเป็น ๓ ระยะก็ดี การเดินจงกรมเป็น ๓ ระยะก็ดีก็ถือว่าใช้ได้ ผู้ใดมีอาการพองอาการยุบแผ่วเบาเข้าๆๆ แล้วก็หายไป แน่นเข้าๆๆ แล้วก็หายไป เร็วเข้าๆๆ แล้วก็หายไปอันนี้ก็ถือว่าใช้ได้ เรียกว่าถึงญาณที่ ๓ ร้อยเปอร์เซ็นต์ นี้ในลักษณะของบุคคลผู้ประพฤติวิปัสสนาญาณ เราจะรู้ว่าเราประพฤติปฏิบัติถึงไหนก็ดูสภาวะธรรมของเรา

          แล้วก็สภาวะอีกอย่างหนึ่งเวลาเราภาวนาถึงญาณที่ ๓ แล้วจะเกิดอุปกิเลส ๑๐ ประการ อุปกิเลสจะเกิดขึ้นมามีโอภาสแสงสว่างปรากฏขึ้นมาในขณะที่เราประพฤติปฏิบัติธรรม โอภาสแสงสว่างมันปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร โอภาสแสงสว่างปรากฏขึ้นมานั้นด้วยอำนาจของสมาธิ เมื่อจิตของเราเป็นสมาธิตั้งมั่นแล้วก็เกิดแสงสว่างขึ้นมา เมื่อเกิดแสงสว่างขึ้นมาเราจึงจะเห็นโอภาสเห็นดวงเหมือนกับดวงไฟ เหมือนกับเปลวไฟที่มันปรากฏขึ้นมา คล้ายๆ กับว่าดวงไฟบางครั้งก็สว่างมาก สว่างน้อย อันนี้ก็แล้วแต่อำนาจของสมาธิ ว่าบุคคลนั้นมีสมาธิมากมีสมาธิน้อย บางคนก็เห็นดวงจางๆ เลือนๆ ลางๆ บางครั้งก็เห็นชัดเจน แล้วแต่อำนาจของสมาธิแต่ละรูปแต่ละท่านนั้นมันต่างกันอย่างไร

          โอภาสแสงสว่างนั้นบางครั้งบางคราวก็เห็นแสงสว่างพุ่งออกจากร่างกายก็มี บางคนบางท่านมาประพฤติปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมใหม่ๆ มีศรัทธากล้า มีความเพียรกล้า เวลามาประพฤติปฏิบัติธรรมตั้งใจกำหนดบทพระกัมมัฏฐาน เวลาภาวนาดีๆ บางคนบางท่านนั่งอยู่ที่ศาลาวัดพิชโสภารามบริกรรม “พองหนอ ยุบหนอ” ไปดีๆ มันเกิดแสงสว่างขึ้นมา บางครั้งแสงนั้นมันพุ่งออกจากร่างกายขึ้นไปบนขื่อที่วัดพิชโสภาราม ตกใจไปหาอาจารย์ผู้สอบอารมณ์แต่เช้าก็มี เป็นลักษณะของบุญวาสนาบารมีของแต่ละท่านแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนบางท่านเดินจงกรม “ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ” เมื่อจิตมันมีสมาธิอยู่กับอาการเดิน อยู่กับอาการยืน เมื่อมีสติตั้งมั่นแล้วมันก็เกิดแสงสว่างปรากฏขึ้นมา ขณะที่แสงสว่างปรากฏขึ้นมาก็กำหนด “เห็นหนอๆ” แสงสว่างก็แตกออกไปเป็นหลายๆ ดวง แสงนั้นก็สะท้อนเข้ามาสู่ตา ไม่สามารถที่จะเดินจงกรมได้ บางครั้งก็ต้องไปเดินจงกรมในห้องเปิดไฟให้สว่าง ให้มันกลบรัศมีของแสงสว่างที่มันย้อนเข้ามาสู่ตาอย่างนี้ก็มี นี้เป็นลักษณะของบุคคลผู้มีบารมีในลักษณะของแสงสว่างโอภาส ถ้าผู้ใดปรากฏขึ้นมาก็ถือว่าเป็นโอภาสมันมีหลากหลายไม่เหมือนกันแล้วแต่บุญวาสนาบารมี

          อุปกิเลสประการที่ ๒ ก็คือ ปีติ ปีตินั้นก็มีอยู่ ๕ ประการคือ ขุททกาปีติ ขณิกาปีติ โอกกันติกาปีติ อุพเพงคาปีติ ผรณาปีติ มีอยู่ ๕ ประการ ปีติที่เกิดขึ้นมาอย่างเช่น ขนพองสยองเกล้า ขนลุกน้ำตาไหล ก็เป็นขุททกาปีติ ปีตินิดๆ หน่อยๆ ที่มันเกิดขึ้นมา ขนลุกซู่ซ่าขึ้นมา อะไรที่มันเป็นนิดหน่อยนั้นเป็นขุททกาปีติ ปีติที่ตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่นานก็หายไป อย่างเช่นเวลาเรานั่งไปแล้วมันเกิดขนพองสยองเกล้า ซู่ขึ้นมาตั้งอยู่ประมาณ ๑ นาที ๒ นาที จางหายไปในลักษณะอย่างนี้ จัดว่าเป็นขณิกาปีติได้ ปีติชั่วขณะ บางครั้งเรานั่งไปมันเกิดปีติแผ่ออกจากหัวใจของเรา แผ่ไปทุกรูขุมขนซู่ออกไปตั้งอยู่เป็นขณะ ๑ นาทีบ้าง ๒ นาทีบ้าง ในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นขณิกาปีติได้ ปีติที่มันเกิดขึ้นอยู่ครู่หนึ่งก็จัดเข้าไปในขณิกาปีติ ส่วนโอกกันติกาปีติ ปีติเป็นพักๆ บางครั้งเรานั่งไปตัวของเรามันโยกไป โอนไป เวลาเรานั่งไปตัวของเรามันจะโอนเอนไปเหมือนกับว่าเป็นสปริงในลักษณะอย่างนี้จัดเป็นโอกกันติกาปีติ

          บางครั้งเรานั่งไปตัวของเรามันโยกไปวนไปหัวเข่าของเราก็หมุนไป บางครั้งเรานั่งหันหน้าทางทิศตะวันตกลืมตามาหันหน้าทางทิศตะวันออกก็มี บางครั้งตัวของเรามันหมุนๆๆ เหมือนกับลูกข่าง นี้ในลักษณะโอกกันติกาปีติหมุนโยกไปโยกมา บางครั้งโยกเป็น ๓๐ นาที บางครั้งโยกเป็น ๑ ชั่วโมง แต่มันก็ไม่เหน็ดไม่เหนื่อย โยกมาแล้วก็เหมือนมีหมอนวดชั้นดีมานวดให้ เรียกว่าโอกกันติกาปีติ ถ้าเกิดขึ้นแก่ผู้ใดผู้นั้นก็แสดงว่ามีศรัทธา มีความเพียร เวลาสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วก็จะทำให้เรามีกำลังใจ ส่วนอุพเพงคาปีติเวลาเรานั่งไปบางครั้งก็เกิดตัวเบาเป็นลักษณะของอุพเพงคาปีติ

          บางครั้งบางคราวเรากำหนด “พองหนอ ยุบหนอ” มันแน่นเข้าๆ พองยุบก็แน่นอึดอัดอาการพองอาการยุบมันก็ไม่ชัด ร่างกายของเรามันก็หนัก ใจของเรามันก็ไม่ปลอดโปร่ง แต่เราทนกำหนดแน่นหนอๆ มีสติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว บางครั้งเรานั่งไปมันปวดแข้งปวดขาเหมือนขาจะขาด เหมือนภูเขาสองลูกสามลูกมันมาทับ แต่เราก็ไม่ยอมท้อถอยกำหนด “ปวดหนอๆ” ขณะที่เรากำหนดอยู่ดีๆ นั้น กำหนด “แน่นหนอๆ” อาการพองอาการยุบมันไม่ปรากฏชัด เรากำหนด “แน่นหนอๆ” อยู่ “รู้หนอๆ” อยู่ดีๆ นั้นจากอาการแน่น จากอาการท้องพองท้องยุบไม่ปรากฏชัดมันก็เกิดร่างกายของเรานั้นมันเบา ขณะที่ร่างกายของเรามันเบา อาการพอง อาการยุบที่มันแน่นๆ เลือนๆ ลางๆ นั้นมันก็ปรากฏชัดเจน เห็นต้นพอง กลางพอง สุดพอง ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ ปรากฏชัดเจนดี ร่างกายของเราเคยหนักเหมือนกับภูเขามาทับสองลูกสามลูก มันก็เบาเหมือนกับนุ่น คล้ายๆ กับเรานั้นไม่ได้นั่งอยู่กับพื้น คล้ายๆ ตัวของเราลอยขึ้นจากพื้น เราต้องค่อยๆ ลืมตาดูว่าเรานั่งอยู่กับพื้นหรือเปล่าหรือว่าเราลอยไปแล้วนี้ในลักษณะของอุพเพงคาปีติ นั่งไปก็เพลินชั่วโมงหนึ่งเหมือนกับนั่ง ๑๐ นาที นั่งไป ๕ นาที เรานั่งภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” ครู่เดียวทำไมมันเป็น ๑ ชั่วโมงแล้ว ทำไมมันเป็นอย่างนั้น เพราะว่าปีติที่เกิดขึ้นมานั้นมันนิดเดียว เหมือนกับเรานั่งอยู่บนเมฆ เหมือนกับเรานั่งอยู่บนลม จะเป็นไปในลักษณะอย่างนั้น เรียกว่าลักษณะของอุพเพงคาปีติ

          ส่วนผรณาปีตินั้น เวลามันเกิดขึ้นมามันจะทำให้เราซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย บางคนยืนกำหนดอยู่ดีๆ มันสงบพรึบลงไป เกิดปีติขึ้นในหัวใจแล้วก็แผ่ไปทั่วสรรพางค์กาย คล้ายๆกับว่าแผ่ไปทุกเส้นเอ็น คล้ายกับว่าแผ่ไปทุกรูขุมขน เกิดความสุขซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าผรณาปีติ บางครั้งบางท่านนั่งภาวนาอยู่ดีๆ มันก็คล้ายๆ กับว่าตัวอะไรมันเข้ามาทางหลังแล้วก็วิ่งออกไปทางศีรษะบ้าง วิ่งออกไปทางสีข้างบ้าง คล้ายๆ กับว่ามันซู่ซ่าออกไปในลักษณะอย่างนี้ก็จัดเป็นผรณาปีติได้ บางรูปบางท่านมาประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดพิชโสภาราม “ยืนหนอๆ” กำหนดยืนมันมุดเข้าไปทางเท้าแล้วก็ทะลุออกไปทางศีรษะ แต่ก่อนที่มันจะทะลุมันจะซู่ซ่าเข้าไปแล้วมันทะลุขึ้นไป บางครั้งก็คิดว่าผีมันเข้าหรือเปล่าอะไรทำนองนี้ก็มี อันนี้เป็นบารมีของคณะครูบาอาจารย์บางรูปบางท่านที่มาประพฤติปฏิบัติ จัดเข้าเป็นผรณาปีติ ปีติซู่ซ่าไปทั่วสรรพางค์กาย อันนี้เป็นประการที่ ๒

          อุปกิเลสประการที่ ๓ ก็คือปัสสัทธิ เวลาประพฤติปฏิบัติธรรมถ้าผู้ใดเกิดปัสสัทธินั้นจะเกิดความสงบ คล้ายๆ ว่าเมื่อเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมถึงญาณที่ ๓ ความสงบของเรานั้นจะมีน้อยมาก จะมีปีติแต่ว่าอาการสงบนิ่งเย็นนั้นจะมีน้อย เพราะว่ามันเป็นวิปัสสนาญาณแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าขณะที่ปัสสัทธิมันเกิดขึ้นมาก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้กายของเรามันเบา คล้ายๆ กับว่ามันสมดุล เราจะเดิน เราจะคู้ เราจะเหยียด เราจะก้ม จะเงย เหมือนกับเราไม่มีเส้นเอ็น มันจะเบามันจะคล่องแคล่วว่องไว คล้ายๆ กับว่ามันจะสะดวกสบาย มันจะคล่องแคล่วว่องไว ไม่หนัก ไม่อืดอาด สมองของเราจะปลอดโปร่ง คิดอะไรมันก็เป็นชิ้นเป็นอัน คิดอะไรมันก็ทะลุปรุโปร่ง ความสงสัยต่างๆ นั้นก็ไม่ค่อยมี เรียกว่าความสงบมันปรากฏขึ้นมา คำพูดเราเคยพูดมันก็ไม่อยากพูด เพราะอะไร มันสงบอยากนิ่งอยู่ คนเคยคุยกับเพื่อนคนโน้นคนนี้ก็ไม่อยากไปคุยอยากนั่งอยู่คนเดียว คนมันเกิดความสงบ คล้ายๆ กับว่าเข้าผลสมาบัติแต่มันเป็นอยู่ไม่นาน บางครั้งบางคราวเป็นอยู่ ๕ นาที ๑๐ นาที ๓๐ นาที เป็น ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง เป็น ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน คล้ายๆ กับว่าเราได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว

          บางคนบางท่านเวลาครูบาอาจารย์ถามว่าประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไร ความโกรธมันเกิดขึ้นไหม ความโกรธมันเกิดขึ้น หรือความโกรธมันไม่มี ขณะนี้มีราคะไหม ราคะไม่มี ขณะนี้มีโทสะไหม โทสะไม่มี ก็เพราะว่าในขณะที่ปัสสัทธิมันเกิด ราคะไม่เกิด เคยเกิดราคะคิดถึงคนโน้นแล้วเกิดความกำหนัด เกิดราคะมาครอบงำ แต่เมื่อปัสสัทธิเกิดขึ้นมาแล้วคิดถึงมันก็ไม่เกิด ราคะมันก็สงบไป เวลาเราคิดถึงบุคคลที่เคยทำให้เราโกรธ มันก็ไม่โกรธ เพราะอะไร เพราะปัสสัทธิมันครอบงำไว้ คล้ายๆ กับว่าจิตใจของเรามันเย็นอยู่ในปัสสัทธิสงบอยู่นั้น คล้ายๆ กับว่าหมดราคะ หมดโทสะ หมดไปแล้ว ในลักษณะของปัสสัทธิมันเกิดขึ้นมาบางครั้งก็สำคัญผิดคิดว่าตนเองได้บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่อยู่ไปอยู่มากิเลสมันก็เกิดขึ้นมา นี้ลักษณะของปัสสัทธิในญาณที่ ๓

          ประการที่ ๔ ก็คือความสุข ความสุขในวิปัสสนาญาณที่ ๓ นั้นเวลาเราภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” ไปอาการพองอาการยุบเราก็ปกติ จะว่าชัดก็ไม่ชัดจะว่าแจ่มแจ้งก็ไม่แจ่มแจ้ง เดี๋ยวกำหนดได้เดี๋ยวเผลอในลักษณะอย่างนี้ เราก็กำหนดไปๆ เวลาเดินจงกรมเราก็ไม่ใช่ว่ากำหนดได้ตลอด เพราะในญาณที่ ๓ นั้นจะกำหนดไม่ได้ตลอด เห็นบ้างเผลอบ้าง แต่ในขณะที่เราเดินจงกรมนั่งภาวนาไปนั้นความสุขมันเกิดขึ้นมาเอง เราภาวนาพองหนอยุบหนอเผลอบ้างเห็นบ้างนั้นมันก็เกิดความสุขขึ้นมา เวลาเดินจงกรมเผลอบ้างเห็นบ้างมันก็เกิดความสุขขึ้นมา แต่เป็นความสุขที่ดูดดื่มความสุขที่ลุ่มลึก ตั้งแต่เราเกิดมาไม่เคยเห็นความสุขประเภทนี้มาก่อน เป็นความสุขที่ละเอียดอ่อนประณีต เป็นความสุขที่ดื่มด่ำที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะว่าความสุขนั้นมันตั้งอยู่บางครั้งก็ ๕ นาที ๑๐ นาที ๓๐ นาที บางครั้งก็ตั้งอยู่เป็นหลายชั่วโมง บางครั้งก็ตั้งอยู่เป็นวัน ๒ วัน ๓ วัน อันนี้แล้วแต่ชวนจิต วิถีจิต บุญวาสนาบารมีของแต่ละท่านแต่ละคนไม่เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นลักษณะของสุขในญาณที่ ๓ แต่เมื่อมันหมดกำลังของมันแล้วมันก็จางหายไปแล้วเราก็คืนสู่ปกติเหมือนเดิม นี้ในลักษณะของสุขที่มันจรมาคือมันเกิดขึ้นมาเองแล้วก็หายไปเอง เกิดขึ้นมาจากจิตของเราที่บริสุทธิ์แล้วถึงเวลามันก็หายไป เราจะรู้ว่าเมื่อสักครู่นี้มันเป็นอุปกิเลส แต่ก่อนเราสำคัญว่าเราได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว แต่มันหายไปความโกรธก็เกิดขึ้นมา ความโลภ ความหลง ราคะ ตัณหา มันก็เกิดขึ้นมาเหมือนเดิม ผู้ปฏิบัติก็จะเข้าใจว่าที่ผ่านมาเป็นอุปกิเลส อันนี้เป็นประการที่ ๔

          อุปกิเลสประการที่ ๕ ก็คือศรัทธา เวลามาประพฤติปฏิบัติถึงญาณที่ ๓ แล้วจะเกิดศรัทธา จิตใจของผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมอยากจะเอาของมาถวายครูบาอาจารย์ อยากจะถวายภัตตาหาร อุปถัมภ์อุปฐากครูบาอาจารย์ อยากจะแนะนำพ่อ แนะนำแม่มาประพฤติปฏิบัติธรรม อยากจะประกาศให้คนทั้งโลกนั้นมาประพฤติปฏิบัติธรรม อยากจะไปเป็นครูสอนกัมมัฏฐาน อยากจะตั้งสำนัก อยากจะสอนให้ดี อยากจะเทศน์ให้ดีอะไรทำนองนี้เป็นลักษณะของศรัทธาที่มันเกิดขึ้นมา บางครั้งอยากจะไปขายที่ขายนามาถวายความอุปถัมภ์อุปฐากคณะครูบาอาจารย์ อันนี้ก็เป็นศรัทธา เป็นศรัทธาที่มากเป็นศรัทธาอธิโมกข์ เป็นศรัทธามาก เมื่อประพฤติปฏิบัติธรรมมาถึงขนาดนี้แล้วส่วนมากบางครั้งก็อดอาหาร บางครั้งก็ยืนตากแดด บางครั้งก็นั่งนานๆ พอมาถึงนี้แล้วก็ตั้งสัจจะอธิษฐานเลยว่าจะนั่ง ๓ ชั่วโมง บางครั้งก็ตั้งสัจจะเลยว่าจะไม่นอนเป็น ๓ วัน ๗ วัน ๙ วัน ๑ เดือน บางครั้งก็อดอาหารหลายๆ วัน เพราะอะไร เพราะว่าศรัทธามันเกิดขึ้นมามาก ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมก็จะหลงอำนาจของจิต ไม่กำหนดตามสภาวะจิต “คิดหนอๆ” ไม่กำหนด เมื่อไม่กำหนดแล้วก็หลงสภาวะจิตตั้งสัจจะว่าจะไม่หลับไม่นอนเป็น ๑ เดือนเป็นต้น พอศรัทธามันผ่านไปแล้วใจมันไม่สู้บางครั้งสัจจะก็พังไปก็มี อันนี้เป็นลักษณะของศรัทธา บางครั้งบางคนเกิดศรัทธามาแล้วปฏิญาณตนอยู่ในพระศาสนาตลอดชีวิต ข้าพเจ้าจะมีผ้ากาสาวพัสตร์ห่มกายตลอดชีวิต จากนี้ไปข้าพเจ้าจะไม่สึก สาสเน อุรํ ทตฺวา ถวายแล้วซึ่งอกในพระศาสนา แต่เมื่อศรัทธามันหายไปแล้วบางครั้งบางคราวสึกขาลาเพศไปก็มี นี้ในลักษณะของศรัทธามันเกิดขึ้นมาในญาณที่ ๓

          ประการที่ ๖ ท่านกล่าวว่า ปัคคาหะ ความเพียร เมื่อความเพียรในอุปกิเลสเกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นก็จะมีความเพียรมาก ความเพียรในอุปกิเลสญาณที่ ๓ นั้นท่านไม่ได้หมายความว่าการเดินจงกรมตลอดทั้งวัน การนั่งภาวนาตลอดทั้งวัน ท่านไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น ท่านหมายถึงว่าจิตของเรานั้นมันคิดมาก เราเดินจงกรม เรานั่งภาวนาเป็น ๕ นาที ๑๐ นาที เราคิดเป็นร้อยๆ เรื่อง พันๆ เรื่อง อันนี้เรียกว่าจิตมันเป็นพระไตรลักษณ์ จิตมันแสดงอาการอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราต้องกำหนด “คิดหนอๆ” จี้ลงไปที่จิตของเรา ถ้าเรากำหนด “คิดหนอๆ” มันไม่หยุดเราก็กำหนด “คิดหนอๆ” มันไม่หยุดเราก็กำหนด “คิดหนอ คิดหนอ หยุด!” ถ้าเรากำหนด “คิดหนอ คิดหนอ หยุด!” มันยังไม่หยุดเราก็กำหนดว่า “หยุดหนอ หยุดหนอ หยุด! หยุดหนอ หยุดหนอ หยุด!” เราเน้นเสียงลงไปแล้วก็จี้ลงไปที่จิตของเรา ความคิดทั้งหลายทั้งปวงมันก็หยุดไปเองของมัน นี้ถ้าสติของเรา สมาธิของเรา สัมปชัญญะของเรามันสมบูรณ์มันจะหยุดของมันไปเอง เรียกว่าอาการของจิตที่เป็นพระไตรลักษณ์ก็เกิด หรืออาการของความเพียรเกิดขึ้นในจิตในใจของเรามาก อันนี้ก็เป็นอุปกิเลสประการหนึ่ง

          อุปกิเลสในข้อต่อไปท่านกล่าวว่า อุปัฏฐาน สติมันปรากฏชัด เมื่อสติมันปรากฏชัดขึ้นมามันก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นทิ้งปัจจุบันธรรม คิดถึงอดีตที่เคยผ่านมาแต่ก่อนโน้น ถ้าผู้ใดมีสติมาก มีสติปรากฏมากทิ้งปัจจุบันไปแล้วก็จะทำให้เราคิดถึงโน้นตั้งแต่เราเป็นเด็ก บางครั้งเรายังไม่นุ่งผ้าก็คิดได้เราไปคิดได้อย่างไร ลืมไปหมดแล้ว แต่เมื่อสติมันปรากฏชัดขุดลึกลงไปๆ ในห้วงภวังคจิตคิดไปเห็นตนเองเป็นเด็ก ตัวน้อยๆ คล้ายๆ กับว่าเราวิ่งลอดขาของพ่อของแม่อะไรทำนองนี้ยังจำได้ นี้ในลักษณะของสติมันปรากฏชัด บางรูปบางท่านไปกราบเรียนพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่า มันไม่เป็นวิปลาสหรือพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เพราะว่าทำไมมันคิดไปถึงอย่างนั้น หรือว่ามันปรุงแต่งไปเองเป็นเด็กยังไม่นุ่งผ้านุ่งแพนึกถึงได้ หรือว่ามันเป็นวิปลาสไปแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อบางครั้งท่านก็กล่าวว่า ผู้มีสติมากไปกว่านั้นบางครั้งท่านก็นึกถึงว่าตนเองนั้นอยู่ในท้องของมารดาก็มี บางคนที่มีสติมากไปกว่านั้นก็ระลึกได้เป็นข้ามภพข้ามชาติไปเลย ว่าแต่ก่อนชาติก่อนโน้นเกิดเป็นลูกของใครบ้านไหน มีตระกูลอย่างไรคนที่มีบารมีมันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น อุปัฏฐานปรากฏชัดเราต้องกำหนด “คิดหนอๆ” กำหนด มันจะทิ้งปัจจุบันธรรมแล้วก็ไปนึกถึงอดีตที่ผ่านมาแล้วอันนี้ก็เป็นอุปกิเลสประการหนึ่ง

          อุปกิเลสประการต่อมาท่านกล่าวว่า ญาณ ญาณคือความรู้นี้ก็เป็นอุปกิเลสอย่างหนึ่ง เวลามันเกิดแล้วมันจะทำให้สมองปลอดโปร่ง แล้วก็จะเอาความรู้ที่ตนเองเคยประสบมาจากการศึกษาเล่าเรียน จากตาจากหู จากที่เราเคยมีประสบการณ์มาก็มาเทียบเคียงกับคำสอนครูบาอาจารย์ว่าคำสอนของครูบาอาจารย์ถูกไหม เทียบเคียงไปมาเหมือนกับจิตมันมี ๒ ดวง ปรุงแต่งกันไปมา เทศน์ไปไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น อันนี้เป็นลักษณะของญาณส่วนมากเป็นวิปัสสนึก เป็นจินตามยปัญญา ไม่ใช่วิปัสสนา เป็นวิปัสสนึก นึกเอาแล้วก็จินตนาการเอา เป็นวิปัสสนาญาณแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ลักษณะของบุคคลผู้ญาณเกิดจะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีปัญญากล้า เป็นอุปกิเลสประการหนึ่ง

13  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: การปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลเร็ว โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม เมื่อ: 22 ธันวาคม 2564 15:47:35



การปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลเร็ว

          เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงให้เราพิจารณาแบบปอนๆ การฉันก็ฉันแบบปอนๆ การนุ่งก็นุ่งแบบปอนๆ การห่มก็ห่มแบบปอนๆ แม้แต่ยารักษาโรคพระองค์ก็ทรงให้ฉันแต่น้ำมูตรเน่า ใช่ว่ายาขวดละสองพัน ยาขวดละห้าพัน หรือว่าขวดละหมื่นสองหมื่น ขวดละแสนสองแสนไม่ใช่ พระองค์ทรงให้ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า เอาผลสมอบ้าง เอาผลมะขามป้อมบ้างเป็นยามหากาฬเพื่อที่จะทำให้ร่างกายของเรานั้นหายปวดหลังปวดเอว ปวดตามร่างกายของเรา จะทำให้เราถ่ายท้องได้สบาย การนั่งภาวนาก็ทน การเดินจงกรมการประพฤติปฏิบัติธรรมก็ทน สุขภาพจิตก็ดีปลอดโปร่งโล่งสบาย ไม่เป็นท้องอืดท้องเฟ้ออะไรต่างๆ พระองค์ทรงตรัสให้เราเป็นผู้มีความสันโดษ เป็นผู้ประพฤติปอนๆ หรือท่านกล่าวไว้ในเรื่องของยามหาวิกัฏฐ์ เอาดินมาเป็นยา สามารถที่จะเอาดินดำมาเป็นยาแก้โรคผอมเหลืองอะไรต่างๆ ก็มีอยู่ในบาลี อยู่ในพระไตรปิฎก พระองค์ทรงให้เราประพฤติปอนๆ เพราะฉะนั้นเวลาเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ให้เรานั้นประพฤติปอนๆ เหมือนพระมหากัสสปะ เหมือนกับพระโมฆราชจะประพฤติปฏิบัติปอนๆ เพราะว่าเหตุให้คนเกิดความศรัทธา เหตุให้เกิดความเลื่อมใสนั้นพระองค์ทรงตรัสเหตุนั้นไว้ ๔ ประการ คือ

          ๑. รูปัปปมาณิกา ถือรูปเป็นประมาณ คนที่เกิดศรัทธานั้นบางคนก็ถือรูปเป็นประมาณ เห็นรูปร่างหน้าตาดีก็ศรัทธา เห็นท่าทางสง่าผ่าเผย ผิวพรรณผ่องใสก็เกิดศรัทธาขึ้นมา ยังไม่ได้พูด ยังไม่ได้คุย ยังไม่ได้ฟังเทศน์ ฟังธรรม เห็นพระรูปนั้นหน้าตาดี ผ่องใสดี ผิวพรรณดี สง่าผ่าเผยองอาจ เกิดความศรัทธา เรียกว่า รูปัปปมาณิกา

          ๒. โฆสัปปมาณิกา มีเสียงไพเราะ มีเสียงเทศน์ไพเราะเพราะพริ้งในลักษณะอย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้ถือเสียงเป็นประมาณ ศรัทธาเพราะได้ฟังเสียง เหมือนกับเราฟังเสียงดีเจที่เขากล่าวในวิทยุเทศน์ในวิทยุ หรือเป็นผู้จัดรายการต่างๆ เราไม่เคยเห็นหน้า แต่ว่าฟังเสียงแล้วมันสบายใจ เสียงฟังแล้วมันเกิดความสุข เกิดความสงบ ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์อยู่สถานีวิทยุฟังแล้วมันเกิดความสบายใจ บางครั้งฟังเสียงโดยไม่พิจารณาเนื้อหาสาระ ฟังแต่เสียงก็สงบแล้ว ท่านกล่าวว่าเป็น โฆสัปปมาณิกา ถือเสียงเป็นประมาณ ทำให้เกิดความเลื่อมใสเพราะเสียง

          ๓. ลูขัปปมาณิกา ถือความเศร้าหมองเหมือนกับที่กระผมกล่าวมานั้น พระมหากัสสปะเป็นผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อนกัสสปะ เธอมีอายุพรรษาล่วงมามากแล้ว ผ้าสังฆาฏิของเธอนั้นมีน้ำหนักมากเกินไป เธอควรที่จะผ่อนการถือธุดงค์มาใช้คหปติจีวรก็ได้” แต่พระมหากัสสปะกราบทูลพระองค์ว่า “จะใช้ผ้าบังสุกุลเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของสาวกทั้งหลายทั้งปวงสืบต่อไป” ความหนักแน่นของพระมหากัสสปะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติแบบปอนๆ จึงถือว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะละความยึดมั่นถือมั่น ละตัณหา อุปาทาน ความทะเยอทะยานอยากต่างๆ เป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่เหมาะแก่การยังพรหมจรรย์ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

          ๔. ธัมมัปปมาณิกา ถือธรรมเป็นประมาณ คือเสียงไม่เพราะก็ไม่เป็นไรแต่การเทศน์มีเหตุมีผล มีธรรมะเพราะพริ้ง มีอรรถรสที่ยังสมาธิสู่ศีล สู่วิปัสสนาญาณ มีอรรถรสหยั่งลงสู่การบรรลุมรรคผลนิพพาน ว่าการบรรลุมรรคผลนิพพานบรรลุอย่างไรหนอ อะไรจึงชื่อว่าการบรรลุต่างๆ สามารถกล่าวธรรมะในลักษณะอย่างนี้ได้เรียกว่า ธัมมัปปมาณิกา เลื่อมใสโดยธรรม ถือธรรมเป็นประมาณ

          เพราะฉะนั้นผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นท่านให้ประพฤติปฏิบัติแบบปอนๆ เรียกว่า ปรมลูโข เราประพฤติปฏิบัติธรรมปอนๆ อย่างเยี่ยมยอด เหมือนกับพระโมฆราช เป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ เราอ่านดูประวัติของพระโมฆราชเป็นพระมหาเถระ เป็นอสีติมหาสาวก เป็นสาวกผู้เนื่องใน ๘๐ องค์ที่เป็นสาวกผู้ใหญ่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ประวัติของท่านนั้นท่านจะประพฤตินุ่งผ้าเก่าๆ เวลาไปประชุมสงฆ์นั้นท่านจะนั่งอยู่ห่างๆ นั่งอยู่ท้ายๆ นุ่งผ้าเก่าๆ ภิกษุทั้งหลายทั้งปวงผู้ไม่รู้จักท่าน ไม่พิจารณาให้ดี บางครั้งไม่ให้ท่านเข้าสู่ที่ประชุมก็มี เพราะอะไร เพราะไม่รู้จักท่าน แต่พอเอ่ยชื่อขึ้นว่า “ภิกษุรูปนี้ชื่อว่า โมฆราช” เพียงเท่านั้นภิกษุทั้งหลายทั้งปวงเกิดขนพองสยองเกล้า เกิดศรัทธา เกิดความเลื่อมใส เพราะพระองค์ทรงตรัสว่าเป็นผู้ประพฤติปอนๆ อย่างเยี่ยมยอด

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมถ้าเราไม่หลงใหลในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ไม่มัวเมาจนเกิดความทะเยอทะยานอยากในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมันก็ง่าย แต่ถ้าเราหลงใหลเมื่อไร หรือทะเยอทะยานอยากเมื่อไรการประพฤติปฏิบัติธรรมของเราก็เป็นไปได้ยาก เหมือนกับภูเขา เป็นสิบลูก สามสิบลูก ร้อยลูก พันลูก หมื่นลูก แสนลูกนั้นมาขวางกั้นเรา การบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นก็เป็นอันยาก บรรลุไม่ได้ เรียกว่าเป็นการบรรลุธรรมได้ยาก แต่ถ้าเราละสิ่งเหล่านี้ทั้งหลายทั้งปวงแล้วการบรรลุมรรคผลนิพพานก็เพียงแค่เราดีดนิ้วมือ เพียงแต่ว่าเราพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะว่าเมื่อเราไม่หลงแล้วปัญญามันก็ต้องเกิด เมื่อปัญญาเกิดความตั้งมั่นในจิตมันก็ต้องเกิด สมาธิมันก็ต้องเกิด เมื่อสมาธิเกิดวิปัสสนาญาณมันก็ต้องเกิด เมื่อวิปัสสนาญาณเกิดมรรคผลมันก็ต้องเกิด ไม่อยากให้มันเกิดมันก็ต้องเกิด จึงถือว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้ผลไว

          ประการที่ ๔ ท่านกล่าวว่า ปรมวิจิตฺโต เรียกว่าเป็นผู้มีความสงัดอย่างเยี่ยมยอด เราสงัดอย่างไรจึงจะชื่อว่าสงัดอย่างเยี่ยมยอด ท่านกล่าวว่าสงัดอย่างเยี่ยมยอดนั้นต้องสงัดกายด้วย เรียกว่ากายวิเวก สงัดในที่นี้ก็คือเว้นจากบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม กายของเราไม่ดื่มสุราเมรัยต่างๆ เหล่านี้ เรียกว่ากายของเราสงัดจากบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวงเรียกว่ากายวิเวก แต่ถ้าผู้ใดหลีกเร้นไปอยู่ป่า แต่ว่ากายก็ยังทำบาปอยู่ กายก็ยังฆ่าสัตว์อยู่ กายก็ยังกระทำไม่ดีไม่ถูกไม่งามอยู่ อันนี้ไม่ชื่อว่ากายวิเวก แต่ถ้ากายของผู้ใดสงัดจากบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวง กายของบุคคลนั้นชื่อว่ากายวิเวก เป็นกายที่สงัดจากบาปจากอกุศลทั้งหลายทั้งปวง ท่านกล่าวว่า สงัดก็คือ สงัดจิตว่ามีจิตวิเวก สงัดจิตในที่นี้ก็คือจิตของเรานั้นคือ ไม่เกิดกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ไม่เกิดความโกรธ ไม่เกิดความโลภ ไม่เกิดความหลง ไม่เกิดราคะ มานะ ทิฏฐิ ตัณหาต่างๆ

          เราจะทำอย่างไรให้จิตของเราเกิดความวิเวกเกิดความสงัดอย่างนั้น เราต้องกำหนดให้ทันปัจจุบันธรรม ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำกิจใดๆ เราต้องกำหนดอยู่ตลอดเวลา ถ้าเรากำหนดอยู่ตลอดเวลาจิตของเราก็จะเป็นจิตที่สงัด จิตวิเวก จิตของเราธรรมดาๆ ถ้าเราไม่บริกรรม “พองหนอยุบหนอ” ถ้าเราไม่บริกรรม “พุทโธ” มีสติกำหนดอยู่ จิตของเราก็เป็นจิตธรรมดา แต่ถ้าเรากำหนดจิตของเราให้นิ่ง กำหนดว่า “คิดหนอๆ” หรือ “พองหนอยุบหนอ” กำหนดให้เห็นรูปนามไม่ให้จิตของเรามันวิ่งไปที่อื่น ถ้าเรากำหนดอยู่อย่างนี้จิตใจของเราก็เป็นสมาธิ เรียกว่ามีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิก็เรียกว่าจิตสงัดแล้ว เรียกว่าจิตวิเวกแล้ว ความวิเวกแห่งจิตมันก็ปรากฏขึ้นมาแล้ว

          เพราะฉะนั้นถ้าความวิเวกมันเกิดขึ้นมาแล้ว ปัญญามันต้องเกิด วิปัสสนาญาณมันก็ต้องเกิด เมื่อวิปัสสนาญาณเกิด มรรคผลนิพพานมันก็ต้องเกิดนี้เรียกว่าจิตวิเวก ประการที่สามกล่าวว่าอุปธิวิเวก คือสงัดจากกิเลส เราจะสงัดจากกิเลสได้เราก็ต้องมาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เหมือนกับคณะครูบาอาจารย์ เหมือนกับญาติโยมทั้งหลายกำลังประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้ เรียกว่าเรามาเพียรเพื่อที่จะยังอุปธิวิเวกให้เกิดขึ้นมา ถ้าเราบรรลุเป็นพระโสดาบันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น อุปธิวิเวกแห่งพระโสดาบันก็เกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้เราละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสลงได้ ความวิเวกแห่งสักกายทิฏฐิ ความวิเวกแห่งวิจิกิจฉา ความวิเวกแห่งสีลัพพตปรามาสมันก็เกิดขึ้นมาแล้วในจิตใจของพระโสดาบัน เมื่อบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วตายไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่สักกายทิฏฐิมันก็ไม่เกิด วิจิกิจฉามันก็ไม่เกิด ความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เกิด เรียกว่าสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสการถือศีลพรตต่างๆ มันก็ไม่เกิดขึ้นมา บุคคลนั้นก็จะชื่อว่าเป็นคนมีคุณธรรมอันเป็นที่พึ่งนั้นติดตามไปในสัมปรายภพข้างหน้า เกิดอีกอย่างมากก็ ๗ ชาติเท่านั้นเอง เรียกว่าสงัดจากกิเลสของพระโสดาบัน ถ้าผู้ใดเป็นประเภทสัตตุกขัตตปรมะ ก็เกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ แต่ถ้าผู้ใดเป็นโกลังโกละคือมีอัธยาศัยบารมีอ่อนลงก็เกิดอีกอย่างมากไม่เกิน ๖ ชาติ แต่ถ้าผู้ใดมีบารมีมากกว่านั้นก็เกิดเป็นเอกพีชี คือ เกิดเพียงชาติเดียว ก็จะได้เป็นสัมโพธิปรายโน ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมถ้าเรามีความสงัดจิต มันก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้บรรลุคุณธรรมอย่างที่กล่าวมา ถ้าผู้ใดได้บรรลุคุณธรรมคือเป็นพระโสดาบันแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า จะเอาทรัพย์สมบัติของมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงมากองกัน จะเป็นทรัพย์สมบัติของเศรษฐี มหาเศรษฐี คฤหบดี พระราชา หรือสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิมากองรวมกันสูงมากมายขนาดไหนก็ตาม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่าไม่เท่ากับเสี้ยวหนึ่งของการบรรลุเป็นพระโสดาบัน เพราะฉะนั้นการบรรลุเป็นพระโสดาบันจึงมีอานิสงส์มากมาย เรียกว่าสามารถป้องกันอบายภูมิได้ สามารถป้องกันนรกได้ นี้เรียกว่าผลของการประพฤติปฏิบัติธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบันเป็นอย่างนั้น

          แต่ถ้าผู้ใดมีความสงัดกิเลสยิ่งไปกว่านั้นอีก คือสามารถทำลายราคะ โทสะ ให้น้อยลงไป บุคคลนั้นก็จะได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี เรียกว่าหมดยึดมั่น ถือมั่น ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสแทบจะหมดแล้ว ความกำหนัดในอารมณ์ต่างๆ ก็แทบจะหมดแล้วในพระสกทาคามี ถ้าผู้ใดมีความสงัดมากไปกว่านั้นก็บรรลุเป็นพระอนาคามี สมารถละราคะ โทสะได้ ไม่เกิดอีก เรียกว่าราคะ โทสะนั้นถึงบุคคลนั้นจะตายไปเกิดในภพใหม่ ชาติใหม่ มันก็ไม่สามารถที่จะพาไปเกิดในภพใหม่ ชาติใหม่ ที่นอกเหนือไปจากสุทธาวาสพรหมได้ ผู้ที่บรรลุเป็นพระอนาคามีแล้วก็ไปเกิดในสุทธาวาสพรหมเท่านั้น เพราะอะไร เพราะอำนาจของการละราคะ โทสะ โมหะได้

          เพราะฉะนั้นเวลาเราประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านจึงให้มีความสงัด ถ้าเราไม่สงัดจากอุปธิคือกิเลสแล้ว เราก็ไม่สามารถจะหาความสุขเจอ เพราะว่าเหตุแห่งทุกข์ก็คือกิเลส เป็นตัวบงการชีวิตของเรา เมื่อเราคิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว เราไปเกิดในนรกนับภพนับชาตินับกัปนับกัลป์ไม่ได้ ก็เพราะจิตของเรานี้แหละยินดีในบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวง แต่ถ้าเราไปเกิดในสวรรค์ก็ดี มาเกิดในเมืองมนุษย์ก็ดี เราไปเกิดในพรหมโลกก็ดี ก็เพราะอาศัยจิตของเราที่สงัดจากอำนาจของกิเลสทั้งหลายทั้งปวง เราจึงได้มาเกิดในมนุษย์ มาเกิดในสวรรค์ มาเกิดในพรหมโลก การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นท่านพยายามให้เรานั้นอุปธิวิเวก สงัดจากกิเลสให้ได้ เพราะว่ามันเป็นที่สุดของการเวียนว่ายตายเกิด เป็นที่สุดของสังสารวัฏ เป็นที่สุดของวัฏฏสงสาร เป็นฝั่งแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่จะแหวกว่ายสายธารแห่งโอฆะกันดาร พยาธิกันดาร มรณะกันดาร ข้ามพ้นกันดารทั้งหลายทั้งปวงนั้นไปสู่สถานที่อันประเสริฐคือพระนิพพานได้

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่จะให้ผลเร็วนั้น ท่านกล่าวว่าต้องประกอบด้วยปรมตัสสี คือ เพียรอย่างเยี่ยมยอด ปรมเชคุจฺฉี เพียรไม่ให้เกิดความลำบากแก่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างเยี่ยมยอด ปรมลูโข ประพฤติปฏิบัติปอนๆ อย่างเยี่ยมยอด แล้วก็ ปรมวิจิตฺโต สงัดยิ่งอย่างเยี่ยมยอด ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติประกอบด้วยองค์คุณ ๔ ประการนี้ บุคคลนั้นก็จะสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในอนาคตกาลอันใกล้ๆ นี้

          วันนี้อาตมภาพกระผมได้กล่าวธรรมมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ในท้ายที่สุดนี้ก็ขอน้อมเอาบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงที่พระสงฆ์ สามเณร ปะขาว แม่ชี คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้บำเพ็ญมาดีแล้ว ก็ขอให้บุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นจงได้มารวมกันเป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัย ดลบันดาลส่งไปถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อใหญ่พระราชปริยัตยากร จงส่งถึงพระราชปริยัตยากรจงทุกประการ แล้วก็ขอให้บุญกุศลทั้งหลายทั้งปวง ที่พวกเราทั้งหลายได้บำเพ็ญมาดีแล้วนั้นจงมารวมกันเป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัยส่งเสริมให้คณะครูบาอาจารย์ ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้เจริญด้วยศีล ด้วยสมาธิ เจริญด้วยปัญญาได้บรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้ๆ นี้ด้วยกันจงทุกท่านทุกคนเทอญ.
 
14  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / การปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลเร็ว โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม เมื่อ: 22 ธันวาคม 2564 15:46:12



การปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลเร็ว
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
(ทศน์ที่วัดนาสะอาด วันที่ ๒๑ ม.ค. ๕๗)

         ก่อนที่จะกล่าวธรรมะ ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้นั่งสมาธิฟังธรรม เพราะว่าการฟังธรรมนั้นเราต้องอาศัยสมาธิด้วย เพราะว่าการฟังธรรมนั้นถ้าเราฟังด้วยดีมันก็จะได้เกิดปัญญา ทั้งที่เป็นโลกิยปัญญา และโลกุตตรปัญญาก็สามารถเกิดในขณะที่เราฟังธรรมได้ สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา

          ก็ขออนุโมทนาสาธุการกับคณะครูบาอาจารย์ผู้เสียสละเวลาอันมีค่า มาประพฤติปฏิบัติธรรม ญาติโยมทุกท่านที่เสียสละเวลาอันมีค่าน้อมกายวาจามาประพฤติปฏิบัติธรรมถือว่าเป็นของหายาก แต่ว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมเราต้องประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เราต้องประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเด็ดเดี่ยว การประพฤติปฏิบัติธรรมจิตจะสามารถยังผลของการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นให้เกิดขึ้นมาได้ แต่ถ้าเราประพฤติปฏิบัติธรรมโดยที่ไม่มีความจริงจัง และไม่มีความเด็ดเดี่ยว การประพฤติปฏิบัติธรรมก็ยากที่จะเห็นผลได้

          เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นสัจจะ เรียกว่าเป็นความจริงที่เราจะต้องค้นพบด้วยการลงมือประพฤติปฏิบัติ จะอาศัยการศึกษาเล่าเรียน อาศัยจากการบอกกล่าวบอกเล่าจากบุคคลอื่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะยังผลของการประพฤติปฏิบัติธรรมให้เกิดขึ้นมาได้ การประพฤติปฏิบัติธรรมจึงต้องการพิสูจน์ด้วยการประพฤติปฏิบัติ แต่ว่าการประพฤติปฏิบัติอย่างไรเราจึงจะสามารถยังผลของการประพฤติปฏิบัติให้เกิดขึ้นมาเร็ว หรือเราจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรเราจึงจะได้ผลของการประพฤติปฏิบัติ

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมที่จะให้ได้ผลเร็วนั้นต้องประกอบไปด้วยคุณธรรม ๔ ประการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้

          ประการที่ ๑ ปรมตสฺสี มีความเพียรอย่างเยี่ยมยอด

          ประการที่ ๒ ปรมเชคุจฺฉี ประพฤติปฏิบัติไม่ให้เกิดความลำบากแก่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างเยี่ยมยอด

          ประการที่ ๓ ปรมลูโข การประพฤติอย่างปอนๆ อย่างเยี่ยมยอด

          ประการที่ ๔ ปรมวิจิตฺโต เป็นผู้สงัดจิตอย่างเยี่ยมยอด

          ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรม ด้วยองค์คุณ ๔ ประการนี้ การประพฤติปฏิบัติธรรมของบุคคลนั้นก็จะได้ผลเร็ว อาจจะได้ฌานสมาบัติ หรืออาจจะได้วิปัสสนาญาณ หรืออาจจะเกิดการบรรลุมรรคผลนิพพานในการประพฤติปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ได้ ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ปรมตสฺสี นั้นคือ เพียรอย่างเยี่ยมยอด ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมจะเพียรอย่างไรจึงชื่อว่าเพียรอย่างเยี่ยมยอด

          การเพียรอย่างเยี่ยมยอดนั้นเป็นการเพียรทางกายด้วย เป็นการเพียรทางจิตด้วย ความเพียรในที่นี้เราต้องมีสติกำหนดอยู่ตลอดเวลา เราจะยืนก็ต้องมีสติรู้ว่าเรายืน เราจะเดินเราก็ต้องมีสติรู้ว่าเราเดิน เราจะนั่งเราก็มีสติรู้ว่าเรานั่ง เราจะคู้ เราจะเหยียด เราจะก้ม เราจะเงย เราจะนุ่งห่มสบงจีวร อาบน้ำชำระร่างกายเราก็ต้องมีสติกำหนดรู้ว่าเราทำอาการอย่างไรๆ รูปนามมันเกิดดับอย่างไร เราจะถ่ายหนักถ่ายเบา เราจะนิ่งเราก็ต้องมีสติกำหนดรู้อาการทั้งหมดทั้งปวงของรูปนามที่เกิดขึ้นมา อันนี้เรียกว่าเราเพียรอย่างเยี่ยมยอด เราประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อจะให้มีสติอยู่ตลอดเวลา

          การที่เรามีสติอยู่ตลอดเวลานี้ท่านกล่าวว่าเป็นการแผดเผากิเลสให้ร้อนทั่ว คือไม่ให้กิเลสทั้งหลายทั้งปวงเข้ามาแทรกจิตใจของเราได้ จิตใจของเราก็จะป้องกันบาปใหม่ไม่ให้เกิดขึ้นมา เรียกว่าสังวรปธาน ความสังวรเราต้องสังวรด้วยสติ ตาเราเห็นรูปเราก็ต้องมีสติกำหนดรู้ “เห็นหนอๆ” หูของเราได้ยินเสียงเราก็ต้องมีสติสังวรกำหนดที่โสตประสาทแก้วหูของเรากำหนดว่า “ได้ยินหนอๆ” ขณะที่กายของเราถูกต้องสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง เราก็ต้องมีสติกำหนดรู้การสัมผัสในร่างกายของเรา มีการกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา เราลิ้มรส เราดมกลิ่น เราต้องมีสติกำหนดรู้รส “รสหนอๆ” “กลิ่นหนอๆ” มันจะเป็นกลิ่นหอมหรือกลิ่นเหม็น มันจะมีรสอร่อยหรือไม่อร่อยมันก็สักแต่ว่ารสเรากำหนดว่า “รสหนอๆ” นี้เรียกว่าเรามีสติเป็นเครื่องแผดเผากิเลส

          ถ้าเราสังวรในลักษณะอย่างนี้บาปใหม่ คือความโลภ ความโกรธ ความหลง มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทานต่างๆ มันไม่บังเกิดขึ้นมา เมื่อบาปใหม่ไม่เกิดขึ้นมาความวิปฏิสาร ความเดือดร้อนใจเพราะบาปใหม่ที่จะให้ผลเรามันก็ไม่เกิดขึ้นมา ใจของเรามันก็จะเริ่มใสขึ้นๆ เหมือนกับเรามีน้ำสกปรกอยู่ขันหนึ่งแต่ว่าเราหยดน้ำที่สะอาดลงไปทุกวันๆ วันละหยดสองหยดสามหยดสี่หยดเราหยดลงไปทุกวันๆ จำนวนน้ำก็เพิ่มขึ้นความสกปรกของน้ำก็จางออกไปๆๆ ยิ่งเราเทน้ำลงไปมากเท่าไร ความสกปรกของน้ำก็ยิ่งถูกเจือจางด้วยสติของเรายิ่งจางออกไปในที่สุด ถ้าเราเทน้ำลงไปเป็นขันใหญ่ เป็นกระป๋องใหญ่ น้ำสกปรกขันเล็กๆ นั้นก็จางหายไปไม่เหลือร่องรอยแห่งความสกปรกไว้ บาปใหม่มันไม่เกิดขึ้นมาบาปเก่าที่เราทำอยู่มันก็เริ่มใสขึ้นๆ ท่านกล่าวว่าเป็นปหานปธาน เราจะละบาปเก่าในจิตในใจของเรา เราต้องมีสติสมบูรณ์เสียก่อน ความเพียรก็คือการตั้งสติป้องกันบาปใหม่ละบาปเก่า

          ขณะที่คระครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทุกท่านมาประพฤติปฏิบัติ ขณะที่เราประพฤติปฏิบัติเรามีสติเดินจงกรมขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พองหนอยุบหนอ ทำไมเราต้องกำหนดขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เพราะเห็นต้นยก กลางยก สุดยก ต้นเหยียบ กลางเหยียบ สุดเหยียบ ทำไมเราต้องมีสติกำหนดดูอยู่อย่างนี้ ก็เพราะว่าเราไม่ต้องการที่จะให้สติของเรานั้นเผลอไปตามอำนาจของกิเลส คือความโกรธ ความโลภ ความหลง ราคะ ตัณหาต่างๆ ให้สติของเราอยู่กับรูปกับนาม เห็นความเกิดขึ้นของรูปของนาม เห็นความตั้งอยู่ของรูปของนาม เห็นความดับไปของรูปของนาม เมื่อเราเห็นอยู่อย่างนี้บาปเก่ามันก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ บาปเก่าที่เราเคยทำไว้แต่ก่อนโน้นถ้ามันเกิดขึ้นมาในใจของเรา อย่างนึกถึงอารมณ์เก่าๆ ที่เราเคยผ่านมา เคยถูกเขาด่า เคยถูกเขาต่อยเขาตี ถูกเขาโกง บางครั้งมันคิดถึงอารมณ์เก่าๆ ขึ้นมามันก็โกรธขึ้นมาเราก็กำหนดที่ใจของเรา “โกรธหนอๆ” จี้ลงไป “โกรธหนอๆ” ขณะที่เรากำลังกำหนด “โกรธหนอๆ” จี้ลงไปที่ใจของเรา สติจี้ลงไปที่ใจของเรานั้นไปตัดอารมณ์ที่เรานึกถึงอดีต ตัดตัวอดีตนั้นให้หมดสิ้นไป เมื่อเราตัดตัวอดีตให้หมดสิ้นไป ความโกรธในใจนั้นมันก็จางหายไปด้วย สติที่เรากำหนดว่า “โกรธหนอๆ” มันก็ปวัตติลงไปในห้วงภวังคจิต บันทึกไว้ในจิตในใจของเรา เปรียบเสมือนกับน้ำที่เราหยดลงไปในขัน ใจของเราที่อยู่ในห้วงภวังคจิตมันก็เริ่มใสขึ้นๆ บาปธรรมทั้งหลายก็อ่อนลงไปตามลำดับๆ ถ้าเราเพียรกำหนดแล้วกำหนดอีก บาปเก่าของเรามันก็จะอ่อนไปๆ ในที่สุดเราก็ถึงบาปกรรมเหล่านั้น บาปกรรมเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะทำจิตใจของเราให้เศร้าหมองได้

          แต่ก่อนโน้นเราเป็นญาติเป็นโยมเราอาจจะเถียงพ่อเถียงแม่ เราอาจจะทำให้ท่านต้องร้องไห้ น้ำตาไหล แต่เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติธรรม เรามานั่งภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” ขณะที่เรามานั่งภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” นั้นแหละ เมื่อจิตใจของเรามันเริ่มดิ่งลงไปๆๆ จิตใจของเราเริ่มสงบ บาปกรรมที่เราเคยเถียงพ่อเถียงแม่ ทำให้ท่านต้องร้องไห้ ทำให้ท่านต้องเสียใจนั้นแหละมันก็มาปรากฏเป็นนิมิตขึ้นมาอีก เห็นแม่ท่านร้องไห้ขึ้นมา เห็นน้ำตาของท่านไหลออกมาจากดวงตาของท่าน มันก็ทำให้จิตใจของเราที่มันสงบดิ่งลงไปๆๆ จะสงบเป็นสมาธินั้นแหละจิตใจของเราก็ไปยึดกับภาพที่มาปรากฏ นิมิตที่มาปรากฏ มันก็ออกจากสมาธิของเราก็คลายออกมา มือของเราที่มันแน่นเข้าๆๆ ความรู้สึกละเอียดลงๆ เบาลงๆๆ มันก็คลายออกมา เรียกว่ากระแสของสมาธิมันก็ตัดออกมา เรียกว่าบาปกรรมนั้นมันห้ามสมาธิ

          แต่ถ้าเรากำหนด “คิดหนอๆ” จี้ลงไปที่ใจของเรา ใหม่ๆ ที่เราคิดถึงบาปที่เราทำให้แม่เสียใจนั้นก็อาจทำให้ใจของเราเศร้าหมอง เราไม่น่าทำอย่างนั้นเลยถ้าเราสามารถกลับตัวได้ย้อนอดีตได้เราจะไม่ทำอย่างนั้นอีกเป็นอันขาด ตายก็ยอมตายอะไรทำนองนี้ แต่เมื่อเรากำหนด “คิดหนอๆ” กำหนดอยู่อย่างนี้ จิตมันก็จะสะอาดขึ้นๆ เมื่อเรากำหนดอยู่อย่างนี้ร่ำไป ถ้าเรามีสติสมบูรณ์บางครั้งก็สองวันบางครั้งก็สามวัน พอเรานึกถึงอารมณ์ที่เราทำให้แม่เสียใจนั้นใจของเราเฉยๆ ปีติที่มันเกิดขึ้นมันก็เกิดเหมือนเดิม สมาธิที่มันเคยเกิดมันก็เกิดเหมือนเดิม บาปกรรมที่เรากำหนดด้วยอำนาจของสตินั้นมันประหารแล้ว ประหารบาปเก่าหรือว่าปหานปธาน เรียกว่าละบาปเก่าที่เราเคยทำมาแต่อดีต เป็นการประหารบาปกรรมด้วยอำนาจของสติ เหมือนกับเราหยอดน้ำลงไปในขันน้ำ หยอดลงไปเรื่อยๆ น้ำมันก็สะอาดขึ้นมา เรียกว่าความเพียรในการละบาปเก่าป้องกันบาปใหม่

          แล้วก็การที่คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยมทั้งหลายได้เพียรเดินจงกรม อดตาหลับขับตานอน หนาวก็ต้องอด ร้อนก็ต้องสู้ หิวก็ต้องทนในลักษณะอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นภาวนาปธาน เพียรให้จิตใจของตนเองนั้นเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป จิตใจของเราถ้าไม่มีความอดทนไม่มีความอดกลั้น แล้วก็ไม่มีความขยันขันแข็งแล้วเราจะเอาดีไม่ได้ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นต้องทำบ่อยๆ ทำซ้ำๆ ทำซากๆ ทำเนืองๆ ทำติดต่อ ทำไม่ให้ขาดระยะ ทำให้เป็นดุจกระแสน้ำให้มันเป็นอันเดียวกัน กายกับจิต กับสัมปชัญญะนั้นให้มันเป็นอันเดียวกัน เราจะคู้เราก็รู้ เราจะเหยียดเราก็รู้ เราจะก้มเราก็รู้ เราจะเงยเราก็รู้ นี้เรียกว่ามันเป็นอันเดียวกัน กายกับจิตกับคำบริกรรมเป็นอันเดียวกันในลักษณะอย่างนี้กิเลสมันแทรกไม่ได้ การภาวนาก็คือการทำให้เจริญ การภาวนาก็คือการทำให้ดี การภาวนาก็คือการทำให้ใจของเรานั้นถูกฝึกถูกฝนถูกอบถูกรมด้วยอำนาจของสติด้วยอำนาจของสมาธิ ด้วยอำนาจของวิปัสสนา ด้วยอำนาจของปัญญา ด้วยอำนาจของมรรคของผล เรียกว่าเป็นการภาวนา

          เพราะฉะนั้นเวลามาภาวนานั้นก็จะยกระดับจิตใจของเราให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปพยายามอดทน ใจของเราจะพบความสุข ใจของเราจะพบกับความสะอาด ใจของเราจะพบกับความว่างอันบริสุทธิ์บริบูรณ์จริงๆ แล้วใจของเรานั้นต้องมีสติเป็นตัวกำหนด ต้องมีสัมปชัญญะเป็นตัวกำหนดใจของเราต้องว่าง ถ้าใจของเราไม่ว่าง เราจะพบกับความสุขไม่ได้ ความสุขที่แท้จริงก็คือความว่างของใจ ใจที่ว่างจากความโกรธ ใจที่ว่างจากความโลภ ใจที่ว่างจากความหลง ใจที่ว่างจากรูป ใจที่ว่างจากเสียง ใจที่ว่างจากกลิ่น ใจที่ว่างจากรส ใจที่ว่างจากสัมผัส ใจที่ว่างจากอารมณ์ ใจที่ว่างจากรูป ใจที่ว่างจากเวทนา ใจที่ว่างจากสัญญา ใจที่ว่างจากสังขาร ใจที่ว่างจากวิญญาณ ใจที่ว่างจากสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุข เป็นเหตุที่ทำให้เกิดความเบาใจ เป็นเหตุให้เกิดความบริสุทธิ์ บริบรูณ์ ก็คือ ความว่าง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงทรงให้เรานั้นกำหนดให้ทันปัจจุบันธรรม เพื่อที่จะละรูปนิมิต เสียงนิมิต เรียกว่าละนิมิตทั้งหลายทั้งปวงให้หมดสิ้นไป เพราะฉะนั้นการที่คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยมทั้งหลายมาภาวนานั้นก็ถือว่าเป็นการยังศีลให้เจริญ ยังสมาธิให้เจริญ ยังปัญญาให้เจริญ แล้วก็ยังมรรคยังผลให้เจริญ การภาวนานั้นเราต้องทำให้ติดต่อกัน ถ้าเราทำติดต่อกันผลของการประพฤติปฏิบัติก็เกิดขึ้นได้ไว

          ประการที่ ๔ ท่านกล่าวว่าอนุรักขนาปธาน คือเราต้องเพียรรักษาศีลของเราให้ดี เหมือนกับคณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ คือเพียรรักษาศีลของคณะครูบาอาจารย์ให้ดี ไม่ใช่ว่าคณะครูบาอาจารย์ต้องอาบัติอย่างโน้น ต้องอาบัติอย่างนี้ไม่ใช่ แต่การรักษากองแห่งศีลที่มาในพระปาฏิโมกข์นั้น ๒๒๗ ข้อ ศีลที่มาในอภิธรรมนั้นเป็นหลายแสนข้อ หลายล้านข้อ เพราะฉะนั้นเราจะทำศีลเหล่านั้นให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ได้ เราต้องมีกายบริสุทธิ์ มีวาจาบริสุทธิ์ มีใจบริสุทธิ์ ศีลเป็น ๒๒๗ ข้อ ศีลเป็นแสนๆ ข้อ เป็นล้านๆ ข้อ เราจะทำศีลเหล่านั้นให้บริสุทธิ์บริบูรณ์มันเป็นของยาก แต่ถ้าเราประกอบไปด้วยสติ ด้วยสัมปชัญญะแล้ว การทำศีลเหล่านั้นให้บริสุทธิ์บริบูรณ์นั้นมันเป็นของง่าย เพียงแต่ว่าเรามีสติ รักษากายของเราให้บริสุทธิ์ รักษาวาจาของเราให้บริสุทธิ์ รักษาใจของเราให้บริสุทธิ์ ศีลทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เป็นอันบริสุทธิ์ ท่านให้เราตามรักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์ เหมือนกับคณะครูบาอาจารย์มาเข้าปริวาสกรรม หรือว่าประพฤติวุฏฐานวิธี หรือมาประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรมนั่งภาวนาก็ถือว่าเป็นการรักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ จากปกติศีลให้เป็นมัชฌิมศีล มัชฌิมศีลให้เป็นปรมัตถศีลในองค์มรรค ศีลในวิปัสสนา เรียกว่าเป็นการรักษาศีล สมาธิ ปัญญาของเราให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าเราเพียร ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำกิจอะไร เรามีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาเรียกว่า ปรมตัสสี เพียรอย่างเยี่ยมยอด

          วันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาเราเผลอในอิริยาบถไหน เราเผลอตอนเข้าห้องน้ำ เราเผลอตอนถ่ายหนักถ่ายเบา เราเผลอตอนฉันอาหารเราเผลอตอนทำวัตรเช้า ตอนทำวัตรเย็น เราเผลอตอนนุ่งสบงห่มจีวร เราเผลอตอนคู้ ตอนหันหน้า เราพูดอะไรทำนองนี้เราต้องมีสติกำหนดรู้ วันหนึ่งตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนถึงหลับนอน เราเผลอไปตอนไหน ถ้าเรามีสติสมบูรณ์เราจะระลึกได้ เราก็พยายามที่จะแก้ไข สติมันสมบูรณ์ถึงขนาดนั้น อริยมรรค อริยผล การบรรลุเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เป็นพระอรหันต์จึงปรากฏขึ้นมา เพราะฉะนั้นการมีสติ การมีสัมปชัญญะ การกำหนดติดต่อกันอยู่ตลอดเวลาท่านกล่าวว่าเป็น ปรมตสฺสี เพียรอย่างเยี่ยมยอด

          ประการที่ ๒ ท่านกล่าวว่า ปรมเชคุจฺฉี เรียกว่าการประพฤติไม่ให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยนั้นเกิดความลำบากอย่างเยี่ยมยอด คือการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเราต้องระวัง ระวังกาย ระวังวาจา ระวังใจของเรา อย่าไปเบียดเบียนสัตว์อื่น สัตว์เล็กสัตว์น้อยนั้นให้เกิดความลำบาก ระมัดระวังอย่างยิ่งนัก ท่านกล่าวว่าบุคคลผู้เพียรในลักษณะอย่างนี้ ก็คือบุคคลผู้เข้าไปตั้งกายวาจาอันประกอบไปด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารี คือเราเข้าไปตั้งกายอันประกอบไปด้วยเมตตาในเพื่อสพรหมจารีแล้ว เราเข้าไปตั้งวาจาอันประกอบไปด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารี เราเข้าไปตั้งจิตอันประกอบไปด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารี นี้ในลักษณะของการวางใจของเราในขณะที่ประพฤติปฏิบัติธรรม อย่าโกรธ อย่าเคือง อย่าเผลอน้อยอกน้อยใจ อย่ากลุ้มอกกลุ้มใจในเพื่อนสหธรรมิก เพราะว่าบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกันนั้นก็ถือว่าเป็นการประพฤติอย่างพระอริยะ ถ้าเราไปโกรธ ไปเกลียด ไปเคือง บุคคลผู้ประพฤติอย่างพระอริยะ มันก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเราไม่ได้ผล เราจะเดินจงกรมตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ตั้งแต่ค่ำถึงเช้า การประพฤติปฏิบัติแทนที่จะได้สมาธิ สมาบัติ แทนที่จะเกิดวิปัสสนาญาณ แทนที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพานสภาวธรรมกลับไม่ไปไหนมีแต่ทิฏฐิ เดินจงกรมก็เดินด้วยทิฏฐิ นั่งภาวนาก็นั่งด้วยทิฏฐิ การกำหนดขวาย่าง ซ้ายย่าง กำหนดคู้ เหยียด ก้ม เงย ก็กำหนดด้วยทิฏฐิ จิตก็ไม่เป็นกลาง ไม่สามารถที่จะยังอนุโลมญาณให้เกิดขึ้นมา ไม่สามารถยังมรรคญาณ ผลญาณให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะอะไร ก็เพราะว่าใจของเรานั้นไปโกรธ ไปเคือง บุคคลผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ เคืองพระอริยบุคคล เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ท่านกล่าวว่าเป็น เจโตขีล เป็นตอของจิต ท่านกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนั้นมีอยู่ ๕ ประการ คือ

          ๑. สงสัยในพระพุทธเจ้า

          ๒. สงสัยในพระธรรม  

          ๓. สงสัยในพระสงฆ์  

          ๔. สงสัยในสิกขาบท ในข้อวัตรปฏิบัติ ว่าเราประพฤติปฏิบัติธรรม ยุบหนอพองหนอนี้เราจะได้ฌานหรือเปล่าหนอ เราประพฤติปฏิบัติเราจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เป็นพระอรหันต์หรือเปล่าหนอ เกิดความสงสัยในสิกขาแล้ว  

          ๕. โกรธเคืองเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธเคืองผู้ประพฤติอย่างพระอริยบุคคล ในลักษณะอย่างนั้น เราโกรธเคืองเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ การประพฤติปฏิบัติธรรมมันก็ไม่ได้ผล เพราะฉะนั้นอยู่ร่วมกันเราต้องระวังกาย วาจา ใจ ของเรา

         อยู่คนเดียวให้ระวังยั้งความคิด          อยู่กับมิตรให้ระวังยั้งคำขาน

         อยู่ร่วมราษฎร์เคารพตั้งระวังการณ์      อยู่ร่วมพาลให้ระวังทุกอย่างเอย.

          นี้โบราณท่านกล่าวอย่างนั้น อยู่คนเดียวก็ต้องระวังความคิด มันคิดก็ต้องกำหนด “คิดหนอๆ” มันโกรธก็ “โกรธหนอๆ” มันน้อยใจก็ “น้อยใจหนอๆ” อยู่คนเดียวท่านให้ระวังยั้งความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังยั้งคำขาน จะพูดจาพาทีเราก็ต้องรู้หลักในการพูด เพราะว่าการพูดนั้นก็ถือว่าเป็นการบ่งบอกคนว่ามีนิสัยมีใจคออย่างไร ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

                   ก้านบัวบอกลึกตื้น          ชลธาร

               มารยาทส่อสันดาน              ชาติเชื้อ

               โฉดฉลาดเพราะคำขาน          ควรทราบ

               หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ        บอกร้าย  แสลงดิน

          นี้ท่านกล่าวการอยู่กับเพื่อนพ้องเราต้องระวังยั้งคำขาน ท่านกล่าวว่าอยู่ร่วมราษฎร์ เคารพตั้งระวังการณ์ เรียกว่าเราอยู่ร่วมกับคนจำนวนมากเราต้องรู้จักกาลเทศะ เราต้องรู้จักประเพณี รู้จักวัฒนธรรม รู้จักกฎหมาย รู้จักข้อบังคับ ไม่แหกกฎ ไม่ทำลายประเพณี ไม่ทำลายวัฒนธรรมต่างๆ อยู่ร่วมราษฎร์เคารพตั้งระวังการณ์ อยู่ร่วมพาลให้ระวังทุกอย่างเอย อยู่ร่วมคนพาลนั้นต้องระวัง คนพาลจะแนะเราไปในทางที่ไม่ดี จะชวนเราไปในทางที่ไม่ดี อยู่ร่วมคนพาลนั้นอันตราย เพราะฉะนั้นต้องระวัง ระวังทั้งกาย ระวังทั้งวาจา ระวังทั้งใจ ระวังทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเราอยู่ร่วมคนพาล โบราณท่านว่า ห่างหมาให้ห่างศอก ห่างวอกให้ห่างวา ห่างพาลาให้ห่างหมื่นโยชน์แสนโยชน์ ห่างหมานี้เราห่างแค่ประมาณศอกหนึ่งสามารถหลบทัน ห่างวอกต้องห่างวา คือห่างลิงนั้นอย่างน้อยต้องหนึ่งวาเพราะลิงนั้นไวกว่าหมา ถ้าเราเผลอแป๊บเดียวมันเต้นขึ้นคอเราแล้ว กัดคอเราก็ได้ เพราะฉะนั้นห่างลิงต้องอย่างน้อยประมาณหนึ่งวา ห่างพาลา คือ ห่างคนพาลนั้นต้องห่างถึงแสนโยชน์ คือไม่คบเลยดีกว่า ไม่คุยเลยดีกว่า นี้เรียกว่าห่างตั้งแสนโยชน์

          เพราฉะนั้นเวลาเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมท่านจึงว่า ให้เรานั้นวางใจเป็นกลาง วางใจเป็นเมตตาไว้กับเพื่อนสพรหมจารี เราต้องแผ่เมตตาไปยังสัตว์เล็กสัตว์น้อย จะเป็นมด เป็นปลวก เป็นหนู เป็นสัตว์สาวาสิ่งต่างๆ เราอย่าให้ใจของเรานั้นไปเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นลูกน้ำก็ดี เป็นมดตัวน้อย เป็นแมงตัวเล็กก็ดีเราต้องมีใจเมตตาว่าสัตว์เหล่านี้ก็เป็นจิตดวงหนึ่ง มนุษย์เราก็จิตดวงหนึ่ง เพราะฉะนั้นเขาเกิดเป็นสัตว์เหล่านี้เขาก็เป็นจิตดวงหนึ่งเหมือนกัน เราก็จิตดวงหนึ่ง ชีวิตของเขาก็มีค่าเป็นวิญญาณวิญญาณหนึ่ง เป็นชีวิตชีวิตหนึ่งที่เขามาเสวยภพ ใช้ภพ ใช้กรรมของเขา เพราะฉะนั้นเราควรเมตตากับเขาเหมือนกัน บางครั้งอาจจะเป็นพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับลัทธพยากรณ์ ก็เกิดเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพยายามยังเมตตาในสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ถ้าเราเมตตาให้ได้มากที่สุด ยืนก็เมตตา นั่งก็เมตตา เดินไปเดินมาก็เมตตา ฉันเราก็เมตตา พูดเราก็เมตตา เราจะเยื้องกรายไปเราก็มีเมตตาอยู่ตลอดเวลา ถ้าในลักษณะอย่างนี้การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจะทำให้จิตใจของเราสงบได้ไว ไม่มีความโกรธ ไม่มีราคะ ไม่มีตัณหา มีใจเป็นกลางมีเมตตา นี้การประพฤติปฏิบัติธรรมจะเกิดผลได้ไว เพราะอานิสงส์ของเมตตานั้นท่านกล่าวว่า นอนหลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข เวลานอนหลับก็ไม่ฝันร้าย มนุษย์ก็รัก อมนุษย์ก็รัก เทวดาก็รักษา ไฟศาสตราวุธทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่กล้ำกราย ผิวพรรณ ผิวหน้าก็ผ่องใส สมาธิก็เป็นสมาธิเร็ว ตุวตํ จิตฺตํ สมาธิยติ จิตตั้งมั่นได้เร็ว ใบหน้าผ่องใส เวลาตายก็ไม่หลงตาย ไม่หลงทำกาละ เรียกว่าไม่หลงตาย ตายด้วยสติ ตายด้วยความตั้งมั่นแห่งจิตใจ ตายไปแล้วก็ไปเกิดในพรหมโลก มีพรหมโลกเป็นที่ไป นี้เรียกว่าบุคคลผู้มีสติ เป็นอย่างนั้น มีจิตเป็นเมตตาอยู่ตลอดเวลา อานิสงส์ของเมตตามันก็มากมายถึงขนาดนั้น ไฟก็ดี ศาสตราอาวุธต่างๆ ก็ไม่ทำร้าย

          เหมือนกับนางสามาวดีแผ่เมตตาให้กับคนที่เขายิงลูกศรใส่ พระเจ้าอุเทนยิงลูกศรใส่ กระแสของเมตตานั้นแผ่ไปเป็นเกราะป้องกัน ลูกศรที่พระเจ้าอุเทนยิงมา ก็ย้อนกลับไปหาพระเจ้าอุเทน บารมีของเมตตามันมากอย่างนั้น ช้างนาฬาคีรีถูกพระเทวทัตมอมเหล้า วิ่งเพื่อที่จะไปประหัตประหารองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอานนท์ผู้เป็นพุทธอุปฐากวิ่งมาป้องกันพระพุทธเจ้า เอาชีวิตนั้นถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่า “ดูก่อนอานนท์ เราตถาคตนั้นเป็นผู้บำเพ็ญบารมีมาดีแล้ว ไม่มีใครเลยในมนุษย์ เทวดา มาร พรหม สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายทั้งปวงจะทำอันตรายเราตถาคตได้ เพราะฉะนั้นเธอจงหลีกไปเถิด อานนท์” พระองค์ทรงตรัสอย่างนั้น พอช้างวิ่งมาใกล้ๆ พระองค์ก็ทรงแผ่เมตตาไป อำนาจของเมตตานั้นไปกระทบกับจิตใจอันร้อนรุ่มของช้างผู้เมามัน กำลังเมตตาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไปกระทบกับจิตใจที่ร้อนรุ่ม ทำให้จิตใจของช้างที่ร้อนรุ่มด้วยความเมาสุรานั้นแหละ เป็นจิตใจที่สร่างเมาแล้วเป็นจิตใจที่เกิดความศรัทธาในพระพุทธเจ้า ได้รับกระแสแห่งความเย็น แห่งพระเมตตาของพระพุทธเจ้า ก็วิ่งไปแล้วก็เอางวงไปคลอเคลียกับพระบาทองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมตตาเป็นอย่างนั้นทำให้เกิดความสงบ ทำให้จิตใจของเราเป็นสมาธิ ทำให้เราเกิดฌาน เกิดวิปัสสนาญาณ เกิดการบรรลุมรรคผลนิพพานได้ไว การประพฤติปฏิบัติธรรมเราต้องประกอบด้วยเมตตาทุกอิริยาบถ ถ้าผู้ใด ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด กิจอะไร เรามีเมตตาอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า ปรมเชคุจฺฉี เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติไม่ให้เกิดความลำบาก เป็นผู้ประกอบไปด้วยเมตตาอย่างเยี่ยมยอด

          ประการที่ ๓ ท่านกล่าวว่า ปรมลูโข ประพฤติปอนๆ อย่างเยี่ยมยอด ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมหวังผลในการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นต้องประพฤติปอนๆ เพื่อละอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ละโมหะ คือความลุ่มหลงในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในอารมณ์ต่างๆ ถ้าเราประพฤติปอนๆ เพื่อที่จะละความยึดมั่นคืออุปาทาน เพื่อที่จะละความหลง เพื่อที่จะละความทะเยอทะยานอยากต่างๆ ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส เราต้องประพฤติปอนๆ เรียกว่า ปรมลูโข

          ทำไมเราต้องประพฤติปอนๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ เมื่ออุปาทานไม่มี ความยึดมั่นไม่มี ตัณหา ความทะเยอทะยานอยากไม่มี ความหลงในรูปในเสียงในกลิ่นในรสไม่มี การประพฤติปฏิบัติธรรมมันก็ง่าย เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงประพฤติเป็นตัวอย่าง พระองค์ทรงประพฤติปอนๆ อย่างเช่นพระองค์ทรงตรัสไว้ในกรณียกิจ ๔ ประการ คือ

          ๑. ห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

          ๒. บิณฑบาตเป็นวัตร

          ๓. อยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร

          ๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า

          นี้พระองค์ทรงตรัสเป็นกรณียกิจ จะเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์มาบวช จะเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่มาบวช พระองค์ก็ทรงตรัสกรณียกิจ ๔ ประการนั้นแก่ทุกคนที่เข้ามาบวชในพระธรรมวินัยของพระองค์ ว่าคนที่เข้ามาบวชนั้นต้องนุ่งผ้าห่มบังสุกุลเป็นวัตร สมควรที่จะบิณฑบาต สมควรที่จะอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร สมควรที่จะฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า เป็นกรณียกิจที่ควรทำ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงให้เราพิจารณา

          อย่างเช่นการนุ่งห่มจีวรต่างๆ เรียกว่านุ่งห่มผ้าบังสุกุล เวลาเรานุ่งผ้าเราก็ต้องพิจารณาว่าผ้าที่เรานุ่งนั้น ท่านแบ่งเป็นขันธ์ บางครั้งก็ ๕ ขันธ์ บางครั้งก็ ๗ ขันธ์ บางครั้งก็ ๙ ขันธ์ บางครั้งก็ ๑๑ ขันธ์ บางครั้งก็ ๑๓ ขันธ์ บางครั้งก็ ๑๕ ขันธ์ บางครั้งก็ ๑๗ ขันธ์ บางรูปบางท่านก็ ๑๙ ขันธ์ บางรูปบางท่านถึง ๒๑ ขันธ์ ท่านกล่าวไว้ในวินัยนั้นถึง ๒๑ ขันธ์ เป็นเศษผ้าเท่ากับฝ่ามือบ้าง ใหญ่กว่าฝ่ามือบ้างก็สามารถทำเป็นจีวรได้ ถ้าเรามีหลายๆ ผืนมาต่อกัน ผ้าที่เราห่มนั้นเป็นผ้าที่เราห่มด้วยศัสตรา เป็นผ้าที่เป็นผืนเล็กผืนน้อยมาห่มร่างกายของเราเพื่อที่จะไม่ให้เกิดของปฏิกูลโสโครก ห่มปกปิดร่างกายของเราเพื่อไม่ให้เกิดความอุจาด ตัวของเรานั้นไม่มีค่า ไม่มีราคาอะไร จีวรที่ห่มร่างกายของเราก็ไม่มีค่า ไม่มีราคาอะไร เราจะมายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งเหล่านี้ไปทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัส ทำให้เป็นตัวอย่าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลนั้นเป็นวัตร

          ประการที่ ๒ ท่านฉันบิณฑบาตเป็นวัตร เวลาเราฉันอาหารบิณฑบาต บางครั้งเราก็ได้อาหารร้อน บางครั้งก็ได้อาหารเย็น บางครั้งเราก็ได้อาหารเผ็ด บางครั้งเราก็ได้อาหารเค็ม บางครั้งเราก็ได้อาหารจืด บางครั้งเราก็ได้อาหารหวาน ไม่ถูกใจของเรา เป็นไปตามบุญตามกรรมตามบารมีของเรา เพราะฉะนั้นอาหารที่ได้มา บุคคลจะเป็นยาจกใส่บาตรพระองค์ พระองค์ก็ฉันเหมือนเดิม จะเป็นนางทาสีใส่ขนม ใส่แป้งรำ ปิ้งรำ ใส่ข้าวจี่ พระองค์ก็ฉันเหมือนเดิม เรียกว่าพระองค์ทรงมีพระหฤทัย มีหัวใจไม่รังเกียจในอาหารของคนทั้งหลายทั้งปวง พระองค์ก็ทรงพิจารณาว่า จะเป็นอาหารอันประณีต อาหารท้าวสักกะมาใส่ก็ตาม อาหารคนขอทานมาใส่ก็ตาม พระองค์มีพระหฤทัยเป็นปกติ ฉันเพื่อความอยู่ได้ ฉันเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป เพื่อการประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อยังพรหมจรรย์ เพื่อเผยแผ่พระศาสนาให้ตั้งมั่นถาวร นี้เรียกว่าพระองค์ทรงประพฤติปอนๆ ในเรื่องอาหาร

          แล้วพระองค์ทรงประพฤติปอนๆ ในเรื่องของเสนาสนะพระองค์ทรงตรัสให้อยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร คือไม่ให้ยินดีในเสนาสนะที่ใหญ่ ไม่ให้ยินดีในเสนาสนะที่ประณีต ไม่ให้หลงมัวเมาในการที่โยมทั้งหลายมาสร้างเสนาสนะอันสัปปายะให้ ให้ยึดถือธรรมชาติเป็นหลัก ให้ถือโคนต้นไม้เป็นหลักว่าบุคคลควรอยู่โคนต้นไม้ ถ้าอยู่โคนต้นไม้แล้วจะทำให้การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเจริญรุ่งเรือง พระองค์จึงตรัสธุดงควัตร ในเรื่องรุกขมูล เพราะอะไร เพราะว่าการอยู่โคนต้นไม้นั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราละความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ เป็นการประพฤติปอนๆ ในเสนาสนะเพื่อที่จะยังพรหมจรรย์ของเราให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปจนกว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพาน

          ถ้าเราบรรลุมรรคผลนิพพานแล้วความข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส มันก็ลดลง ก็น้อยลง ความหลงในรูป เสียง กลิ่น รส มันก็ลดลงตามอำนาจของผลของพระนิพพานที่เราเข้าถึง หากเป็นพระโสดาบัน ความข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในอารมณ์ต่างๆ ก็ลดลงไปยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าบรรลุเป็นพระสกทาคามี ความข้อง ความหลง ความผูกพันธ์ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในอารมณ์ ก็ลดลงไปสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าบรรลุเป็นพระอนาคามี ความข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในอารมณ์ต่างๆ ก็ลดลงไปหกสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์ ตัดกิเลสขาดจากขันธสันดาน ก็ลดความยึดมั่นถือมั่น ตัดขาดจากความยึดมั่นถือมั่น ตัดขาดจากความทะเยอทะยานอยากในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์ต่างๆ นั้นได้หมดสิ้นไป จิตใจของพระอรหันต์นั้นเป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ ขันธ์ของพระอรหันต์นั้นเป็นขันธ์ที่บริสุทธิ์ รูปของพระอรหันต์นั้นเป็นรูปที่บริสุทธิ์เรียกว่าเป็นขันธวิมุติ เป็นขันธ์ที่พ้นจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวงเป็นวิสุทธิขันธ์ เป็นขันธ์ที่บริสุทธิ์
15  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / บทสวดทำวัตรเย็น - วัดโพรงจระเข้ จ.ตรัง เมื่อ: 14 ธันวาคม 2564 13:24:23


ทำวัตรเย็น

คำบูชาพระรัตนตรัย

โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,
      พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นพระองค์ใด, เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;

สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม,
       พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ตรัสไว้ดีแล้ว ;

สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
       พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ปฏิบัติดีแล้ว ;

ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง,
อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ,
       ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้ อันยกขึ้นตามสมควรแล้วอย่างไร ;

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ,
       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานนานแล้ว ทรงสร้างคุณอันสำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ;

ปัจฉิมา ชะนะตานุกัมปะมานะสา,
       ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้าอันเป็นชนรุ่นหลัง ;

อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ,
       ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับเครื่องสักการะอันเป็นบรรณาการของคนยากทั้งหลายเหล่านี้ ;

อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.
       เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ.

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,
       พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;

พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ.
       ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน.

              (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
       พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว ;

ธัมมัง นะมัสสามิ.
       ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม.

              (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
       พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว ;

สังฆัง นะมามิ.
       ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์.

              (กราบ)

              *********

ปุพพภาคนมการ

(นำ)  (หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส.)

(รับ)  นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต,
       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น,

อะระหะโต,
       ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส,

สัมมาสัมพุทธัสสะ.   
       ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.     

              (๓ ครั้ง)
             
*********

พุทธานุสสติ

(นำ)  (หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.)

(รับ)  ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต,
       ก็กิตติศักดิ์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า :-

อิติปิ โส ภะคะวา
       เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น

อะระหัง,
       เป็นผู้ไกลจากกิเลส,

สัมมาสัมพุทโธ,
       เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,

วิชชาจะระณะสัมปันโน,
       เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ,

สุคะโต,
       เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี,

โลกะวิทู,
       เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง,

อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ,
       เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า,

สัตถา เทวะมะนุสสานัง,
       เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,

พุทโธ,
       เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม,

ภะคะวาติ.
       เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้.

              *********

พุทธาภิคีติ

(นำ)  (หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส.)

(รับ)  พุทธวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต,
       พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณเป็นต้น ;

สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต,
       มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ และพระกรุณาอันบริสุทธิ์,

โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร,
       พระองค์ใด ทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน ;

วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง,
       ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ ผู้ไม่มีกิเลส พระองค์นั้น ด้ววยเศียรเกล้า,

พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง,
       พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย ;

ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง,
       ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่หนึ่งด้วยเศียรเกล้า ;

พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร,
       ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า,พระพุทธเจ้าเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า;

พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม,
       พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า ;

พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,
       ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระพุทธเจ้า ;

วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง,
       ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า ;

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง,
       สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระพุทธเจ้าเป็นสระณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ;

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน,
       ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา ;

พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตังอิธะ,
       ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้ ;

สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา.
       อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น.

              (กราบหมอบลงว่า)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา,
       ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ;

พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,
       กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า ;

พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง,
       ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น ;

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ.
       เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป.

              *********

ธัมมานุสสติ

(นำ)  (หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.)

(รับ)  สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
       พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ;

สันทิฏฐิโก,

       เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง ;

อะกาลิโก,
       เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ;

เอหิปัสสิโก,
       เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ;

โอปะนะยิโก,
       เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ;

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ.
       เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้.

              *********

ธัมมาภิคีติ

(นำ) (หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส.)

(รับ)  สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย,
       พระธรรมเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะประกอบด้วยคุณ คือ ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น ;

โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท,
       เป็นธรรมอันจำแนกเป็น มรรค ผล ปริยัติ และนิพพาน ;

ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี,
       เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว ;

วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง
       ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น อันเป็นเครื่องขจัดเสียซึ่งความมืด ;

ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง,
       พระธรรมใด เป็นสระณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย ;

ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง,
       ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่สอง ด้วยเศียรเกล้า ;

ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร,
       ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม, พระธรรมเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า ;

ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม,
       พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า ;

ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,
       ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระธรรม ;

วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง,
       ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม ;

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง,
       สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ;

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน,
       ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา ;

ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ,
       ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้ ;

สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา.
       อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น.

              (กราบหมอบลงว่า)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา,
       ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ;

ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,
       กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระธรรม ;

ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง,
       ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น ;

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม.
       เพื่อการสำรวมระวัง ในพระธรรม ในกาลต่อไป.

              ********

สังฆานุสสติ

(นำ) (หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.)

(รับ)  สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
        สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว ;

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
        สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว ;

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
        สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว ;

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
        สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว ;

ยะทิทัง,
        ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ :-

จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,
        คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ ;

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
        นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ;

อาหุเนยโย,
        เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา ;

ปาหุเนยโย,
        เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ ;

ทักขิเณยโย,
        เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน ;

อัญชะลีกะระณีโย,
       เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี ;

อะนุตตะรัง ปุญญังเขตตัง โลกัสสาติ.
       เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้.

              *********

สังฆาภิคีติ

(นำ) (หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส.)

(รับ)  สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต,
       พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม ประกอบด้วยคุณมีความปฏิบัติดีเป็นต้น ;

โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ,
       เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐ แปดจำพวก ;

สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต,
       มีกายและจิต อันอาศัยธรรมมีศีลเป็นต้น อันบวร ;

วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง,
       ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยเจ้าเหล่านั้น อันบริสุทธิ์ด้วยดี ;

สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง,
       พระสงฆ์หมู่ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย ;

ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง,
       ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่สาม ด้วยเศียรเกล้า ;

สังฆัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร,
       ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์, พระสงฆ์เป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า ;

สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม,
       พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า ;

สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,
       ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระสงฆ์ ;

วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง,
       ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์ ;

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง,
       สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ;

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน,
       ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา ;

สังฆัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ,
       ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์ ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้ ;

สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา.
       อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น.

              (กราบหมอบลงว่า)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา,
       ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ;

สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,
       กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระสงฆ์ ;

สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง,
       ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น ;

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ.
      เพื่อการสำรวมระวัง ในพระสงฆ์ ในกาลต่อไป.
16  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / เสถียร เสถียรสุต ผู้ชายเบื้องหลังแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เมื่อ: 09 ธันวาคม 2564 20:26:36



เสถียร เสถียรสุต ผู้ชายเบื้องหลังแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

การเป็นเมียน้อยของใครคนหนึ่ง ชีวิตมันก็จบเพียงเท่านั้น มันไม่ได้เติบโตต่อ เพราะชีวิตมันไม่ได้มีแค่นั้น ชีวิตไม่ได้แค่เป็นของใครคนหนึ่ง” คือคำสารภาพของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ในหนังสือเล่มโต ชื่อ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ก้าวย่างทางปัญญา เขียนโดย มนทิรา จูฑาพุทธิ วางแผงปี พ.ศ. 2548 นั่นทำให้ผู้กังขาเกี่ยวกับการออกบวชของท่านเข้าใจเต็มร้อย หลังจากเคลือบแคลงใจมานานปีมาก

นางสาวศันสนีย์ ปัญญศิริ อดีตรองมิสออด๊าซอันดับหนึ่ง ผู้กำลังเป็นประชาสัมพันธ์สถานบริหารร่างกายเวิร์ลคลับ เป็นนางแบบผู้สวย เก๋ บุคลิกงาม มารยาทดี พูดด้วยสุ้มเสียงนุ่มนวล ไพเราะ อีกทั้งยังเป็นพิธีกรชื่อดังทางทีวี พบรักกับเสถียร เสถียรสุต หนุ่มใหญ่รูปหล่อ ผู้จบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ เขาเป็นหลานพระยาและยังเป็นเจ้าของเพลินจิตอาเขต แหล่งช็อปปิ้งชั้นนำเมื่อ 30 ปีก่อน ดูเหมือนชีวิตล่องลอยอยู่บนสวรรค์ แต่หนึ่งปีผ่านไป ศันสนีย์จึงรู้ว่า ฝ่ายชายมีครอบครัวแล้ว ความสุขสั้นๆ ที่คั่นอยู่บนกองทุกข์มหึมาทำให้หญิงสาวตัดสินใจหันหลังให้กับทางโลกโดยเด็ดขาดใน 4 ปีต่อมา

ลึกอยู่ในใจนั้น ท่านทราบว่า แม่ผู้เคยเป็นบ้านเล็กของนายอำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรมตรอมอย่างไร โดยเฉพาะหลังจากมีลูกสาวคนที่ 2 นามศันสนีย์ไม่กี่วัน นายอำเภอไปเยี่ยมและประกาศว่า เด็กหญิงหาใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาไม่ เหตุเพราะเขาพบแม่ผู้เป็นครูประชาบาลนิสัยดีเพียงคืนเดียวแล้วห่างหายนานเกือบ 10 เดือน เพราะถูกบ้านใหญ่ควบคุมตัวไว้ ไม่ให้แอบพบครูผู้น่าสงสารผู้จบชีวิตด้วยโรคหัวใจ ขณะศันสนีย์อายุแค่ 15 ปี

.....................

เสถียร เสถียรสุต กลายเป็นคู่บุญ หรือโยมอุปัฏฐากของแม่ชีศันสนีย์ทันทีที่แม่ชีเริ่มบวชที่วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต ซึ่งตั้งอยู่ในซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา กรุงเทพฯ พระครูภาวนาภิธาน เจ้าอาวาส คอยเกื้อกูลทางสติปัญญาให้ผู้ที่ท่านเรียกขานว่า แม่ชีคุณหนู ที่ใครๆ รู้กันว่าฉลาด หลักแหลม มุ่งมั่น หัวไว กล้า และทะเยอทะยาน แต่เฮี้ยว ดื้อรั้น และเอาแต่ใจตัวเอง แม้จะบวชนานเดือน แต่ยังไม่วางเขี้ยวเล็บเสียทั้งหมด

เสถียรเริ่มด้วยการขออนุญาตหลวงพ่อสร้างกุฏิหลังโตและงามด้วยไม้ชั้นดีให้แม่ชีบวชใหม่ หลังพบว่ากุฏิเก่าคับแคบ ตามด้วยให้คนไปปลูกไม้ดอกและไม้ประดับรอบกุฏิ และแถมด้วยการทำรั้วไม้ระแนงเตี้ยๆ ล้อมรอบเป็นการกำหนดอาณาเขต

เสถียรแวะไปที่กุฏิแม่ชีทุกวัน เพื่อช่วยเหลืองานต่างๆ และเป็นกำลังใจ โดยมีแม่ชีนกหวีดผู้เป็นแม่ชีพี่เลี้ยงอยู่เป็นพยานในการคบหากันอย่างบริสุทธิ์ของชายหญิงคู่นี้

ครั้นเห็นแม่ชีอ่านหนังสือของท่านพุทธทาส เสถียรซื้อหามาให้อีกกว่าสิบเล่ม พอพบแม่ชีร้อยพวงมาลัยเพื่อนำไปบูชาพระในโบสถ์ เขาซื้อมะลิถุงใหญ่พร้อมอุปกรณ์การร้อยมาลัยไปฝาก เมื่อรู้ว่าโบสถ์เก่าไม่แข็งแรงเพราะฐานชำรุด เขาจัดหาวิศวกรและช่างรับเหมาไปบูรณะซ่อมแซม

วันหนึ่งแม่ชีคุณหนูจะเรียนพระอภิธรรม เขาไปนิมนต์พระที่วัดระฆังแล้วจัดห้องเรียนพระอภิธรรมไว้เพื่อต่อไปจะได้ใช้เป็นที่ศึกษาของเหล่าพระภิกษุและแม่ชีด้วย แค่หลวงพ่อพูดเปรยๆ ว่าจะปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้เป็นสิ่งเรียนรู้ธรรมเท่านั้น เสถียรก็ขนต้นไม้ไปปลูกจนวัดร่มรื่น ถนนหนทางเข้าวัดไม่ดี เสถียรซื้อรถตู้ถวายวัดเพื่อสะดวกในการขนพระเณร ส่วนงานเทศกาลทอดกฐินและทอดผ้าป่าเล่า เขาเป็นเจ้าภาพเสมอ

....................

7 ปี ผ่านไป แม่ชีคุณหนูคิดจะสึกหลายครั้ง แต่หลวงพ่อใช้อุบายฉุดรั้งไว้ ก่อนมรณะ ท่านฝากฝังศิษย์ก้นกุฏิกับเหล่าพระชื่อดังในฐานะแม่ชีเป็นผู้ช่วยเหลือวัดมากมาย และตั้งใจปฏิบัติธรรม หลวงพ่อเป็นพระอภิญญา จึงรู้จิต อดีต และอนาคตของศิษย์ จึงแนะนำให้ซื้อที่ดินที่ติดกับวัดเอาไว้ เหตุนี้ กาลต่อมาแม่ชีศันสนีย์จึงก่อตั้งเสถียรธรรมสถานในสวนป่ากลางกรุง เนื้อที่ 14 ไร่ ตามที่พระครูตั้งใจไว้ แน่นอน เสถียรทุ่มทุนให้มากมายมหาศาลเหมือนเช่นเคย

เสถียรยังคงเป็นโยมอุปัฏฐากของแม่ชีมาตลอดเวลา 29 ปี ทุกวันนี้เขาเป็นประธานกองทุนเสถียรธรรมสถาน โดยมีแม่ชีศันสนีย์เป็นผู้อำนวยการ เสถียรช่วยด้านทุนและข้อคิดต่างๆ แต่แม่ชีเองก็เพ่งเพียร ใฝ่ธรรมอย่างเข้มข้น จึงได้รับการขานรับทั่วโลกว่า สถานที่แห่งนี้ได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทุกข์มากเกินบรรยาย

ครั้งหนึ่ง นักข่าวสาวพูดกับแม่ชีว่า “มีหลายคนพูดกันว่า ท่านทำได้เช่นนี้เพราะมีเงิน”

แม่ชีศันสนีย์ยิ้มอย่างมีเมตตา ก่อนเอ่ยด้วยเสียงสงบเย็นว่า “ยังงั้นหรือจ๊ะ...”

ที่มา : คอลัมน์ ‘ดารณี สุนทรนนท์’
โดย ดารณี สุนทรนนท์ ‘ดานนท์ ย่านตาขาว’ / ขอบคุณรูปจาก เสถียรธรรมสถาน
17  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: การบำเพ็ญบารมี - พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 09 ธันวาคม 2564 13:11:01
.

การบำเพ็ญบารมี (จบ)

          ดังโบราณจารย์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า การที่เรามาเกิดในมนุษย์ก็ดี เกิดเป็นเทวดาก็ดี เกิดเป็นพรหมก็ดี ก็เหมือนกับเรานั้นไปเช่าบังกะโล ไปเช่าโรงแรมอยู่ถ้าเราหมดเงินหมดสิ่งของที่เป็นเครื่องจ้างรางวัลแล้วเขาก็ไล่เราออกจากบังกะโล ไล่เราออกจากโรงแรม เพราะอะไร เพราะว่าเราหมดเงินแล้ว ค่าเช่าของเราหมดแล้ว เขาก็ไล่เราออกเหมือนเรามาเกิดเป็นมนุษย์นี้แหละเมื่อบุญของเราหมด เราไม่อยากตายเราก็ต้องตายเราก็ต้องออกจากความเป็นมนุษย์ไปเกิดอยู่ในภพภูมิใหม่ เราไปเกิดบนสวรรค์เมื่อเราหมดบุญแล้วเราก็ต้องตกจากสวรรค์เราต้องมาจุติมาเกิด เมื่อเราเกิดเป็นพรหมเราหมดอานิสงส์ของฌานก็ต้องมาเกิดอีก แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า เมื่อบุคคลมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ดี ไปเกิดเป็นเทวดาแล้วก็ดี มนุษย์นั้นจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกยาก เทวดานั้นจะกลับมาเกิดเป็นเทวดาอีกยาก เพราะอะไร เพราะคนทั้งหลายทั้งปวงนั้นลุ่มหลงอยู่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในอารมณ์ต่างๆ ตายไปแล้วก็ไปเกิดในอบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานเป็นส่วนมาก บุคคลผู้ตายจากมนุษย์มาสู่มนุษย์อีกนั้นเหมือนกับเขาโค ส่วนที่ตายจากมนุษย์ไปสู่อบายภูมินั้นเหมือนกับขนโค เทวดาทั้งหลายทั้งปวงที่ตายจากเทวดาแล้วไปเกิดเป็นเทวดาเป็นเทพไท้เทวานั้นอีกเหมือนกับเขาโค บุคคลผู้ที่ตายจากเทวดาแล้วไปสู่อบายภูมิคือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานนั้นเหมือนกับขนโค คิดดูสิว่าเราจะอันตรายขนาดไหน แม้แต่ตัวของเราเองบางครั้งเราอยู่ดีๆ ก็เกิดความโกรธ ขณะที่เราเกิดความโกรธบางครั้งเราตายไปด้วยอำนาจของความโกรธ ก็อาจจะไปเกิดในนรกก็ได้ บางครั้งเราเกิดตัณหา ราคะ หมกมุ่นอยู่ในจิตในใจตายด้วยไฟคือราคะเผาสุมจิตใจเราอาจจะไปเกิดในนรกก็ได้ หรือว่าเราเกิดความโลภอย่างใดอย่างหนึ่ง มีความหวงแหนในทรัพย์สินเงินทอง มีความห่วงใยในบุตรภรรยาต่างๆ มีความโลภอยากได้อย่างโน้นอยากได้อย่างนี้ ตายไปด้วยความโลภก็อาจจะไปเกิดเป็นเปรตเป็นอสุรกาย ร่างกายอาจจะเป็นมนุษย์แต่ใจของเราอาจจะเกิดเป็นภูมิเปรตแล้วก็ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ถ้าผู้ใดโกรธบ่อยๆ โลภบ่อยๆ บุคคลนั้นก็เท่ากับแย้มประตูนรก แย้มประตูแห่งเปรตนั้นให้เรานั้นเดินไปสู่ประตูอบายภูมิแล้ว เราเป็นผู้แย้มเองเราเป็นผู้เปิดเอง ประตูแห่งนรกก็ดี ประตูแห่งสวรรค์ก็ดี ประตูแห่งพรหมโลกตัวเราเป็นผู้เปิดเองไม่ใช่คนอื่นมาเปิดให้เรา

          เพราะฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายได้มาประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมนั้น ท่านให้เราพิจารณาให้เห็นความแก่นั้นเป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ จึงจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บารมีของเรามันเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป แล้วการที่เหตุเกิดแห่งพุทธศาสนาของเรานอกจากจะบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ นอกจากจะพิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตายแล้วก็สมณะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญมรรคมีองค์ ๘ ประการ พระองค์ทรงหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์ ไปศึกษาอยู่กับอาฬารดาบสและอุทกดาบสแล้ว ได้ฌาน ๔ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ได้สมาบัติทั้ง ๘ ข้อ นับตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นี้เป็นรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ก็มี อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ครบทั้ง ๘ เมื่อได้ครบทั้ง ๘ แล้วก็เหาะเหินเดินอากาศได้แต่ไม่สามารถที่จะพ้นทุกข์ เพราะมัชฌิมาฏิปทามรรคมีองค์ ๘ ก็ยังไม่อุบัติขึ้นในขันธสันดานของพระองค์ ต่อเมื่อพระองค์ได้บำเพ็ญทางจิต เหมือนกับพวกเราทั้งหลายกำลังบำเพ็ญอยู่นี้เรียกว่าบำเพ็ญทางจิต เราเดินจงกรมเพื่ออะไร เพื่อที่จะฝึกจิต เรานั่งภาวนากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” เพื่ออะไร เพื่อที่จะอบรมจิตพัฒนาจิตฝึกจิตของเรา ให้จิตของเรานั้นเกิดการรู้การแจ้งการแทงตลอด ให้จิตของเรานั้นได้บรรลุคุณธรรมต่างๆ อะไรเป็นตัวบรรลุก็จิตของเราคือตัวบรรลุ ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจเป็นนายกายเป็นแหล่ง ใจเป็นผู้แต่งกายเป็นผู้กระทำ กายของเราเป็นผู้เดินจงกรมแต่ว่าใจของเราเป็นผู้ได้สมาธิ กายของเราเป็นผู้นั่งภาวนาเดินจงกรมใจของเราเป็นตัวเกิดวิปัสสนา กายของเราเป็นตัวเดินจงกรมกายของเราเป็นตัวนั่งภาวนาแต่การบรรลุมรรคผลรู้แจ้งแทงตลอดคือใจของเรา พระโสดาบันปรากฏขึ้นที่ใจของเรา พระสกทาคามีปรากฏขึ้นที่ใจของเรา พระนาคามีปรากฏขึ้นที่ใจของเรา พระอรหันต์ปรากฏขึ้นที่ใจของเรา การบรรลุมรรคผลนิพพานบรรลุที่ใจของเรา เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมท่านจึงกล่าว เพียงมีมัชฌิมาปฏิปทา มีมรรคมีองค์ ๘ คณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมตามหลักที่คณะครูบาอาจารย์พาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ เรียกว่าเรามาพอกพูนมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมาวายาโม สัมมากัมมันโต เป็นต้น เรียกว่าเรามาบำเพ็ญบารมีมัชฌิมาปฏิปทานั้นให้เกิดขึ้นในขันธสันดาน เรียกว่าเราเจริญรอยตามมรรคมีองค์ ๘ เราเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

          การที่พระพุทธศาสนาปรากฏขึ้นมาได้ก็เพราะการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสัมมาสัมพุทโธ พระองค์ทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง เป็นสยัมภู เป็นผู้รู้เอง เป็นโลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก เรียกว่าเป็นสัพพัญญู เป็นผู้รู้ทั่วไป เปรียบใบไม้หมดทั้งป่าแต่เลือกเอามาสอนชี้นำกำมือเดียว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงรู้มากมายมหาศาลแต่ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่พระองค์ทรงมาสอนพระสาวกของพระองค์นั้น เปรียบเสมือนกับป่าไม้ทั้งป่า ป่าหิมพานที่ยาวสุดลูกหูลูกตากว้างใหญ่ไพศาลนั้นเปรียบเสมือนกับความรู้ของพระองค์ แต่ความรู้ที่พระองค์เอามาสอนเรานั้นเปรียบเสมือนกับพระองค์ทรงหยิบเอามาจากป่าแค่กำมือเดียว เพราะฉะนั้นความรู้ที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้นจึงมีมากมายเป็นอนันต์ ประมาณมิได้พระองค์ทรงเอามาสอนเหมาะสมแก่อายุของสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงว่า ในยุคปัจจุบันนี้คนทั้งหลายทั้งปวงมีอายุแค่ ๑๐๐ ปี เมื่ออายุของพระศาสนาผ่านไป ๑๐๐ ปีคนเราก็จะมีอายุสั้นลดลงอีก ๑ ปี ขณะนี้พระพุทธศาสนาล่วงเลยมา ๒,๕๕๗ ปี อายุของคนทั้งหลายทั้งปวงก็ลดลง ๒๕ ปี อายุขัยของคนจึงอยู่ที่ ๗๕ ปี ถ้าผู้ใดมีอายุ ๗๕ ปีก็ชื่อว่าบุคคลนั้นมีอายุ ๑ กัปแล้วควรทำบุญฉลองอายุให้แก่ตนเอง ถ้าผู้ใดมีอายุเกิน ๗๕ ปี เรียกว่ามีอายุเกินกัปแล้ว ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายอย่าได้ประมาท พยายามเดินจงกรมนั่งภาวนาให้ปรากฏ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นเป็นของหายาก เราเกิดกี่ภพกี่ชาติกี่กัปกี่กัลป์เราจึงจะได้รู้ปฏิปทาแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน

          ครูบาอาจารย์ที่จะสอนบุคคลอื่นให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นก็เป็นของหายาก เพราะอะไร เพราะว่าการที่จะรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นมันก็เป็นของหายากแล้วจะมาสอนบุคคลอื่นให้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นก็ยาก แต่ถ้าคณะครูบาอาจารย์ไม่รู้แจ้งซึ่งการบรรลุมรรคผลนิพพานมาสอนบุคคลอื่นให้รู้แจ้งบรรลุมรรคผลนิพพานมันก็ไม่ได้ ก็เหมือนกับตาบอดจูงตาบอด เราไม่รู้ว่าหนามมันอยู่ตรงไหน โคนมันอยู่ตรงไหน ตรงไหนมันเป็นป่า มันเป็นโคลน เป็นตม เป็นเลน ตาบอดจูงตาบอด จะไปได้โดยวิธีใด ถ้าผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่รู้แจ้งแทงตลอด เหมือนกับบุคคลผู้เตี้ยอุ้มค่อม เหมือนกับตาบอดพายเรือในหนอง พายเรือทั้งวันนึกทั้งคืนนึกว่าไปไกลแล้วที่ไหนได้ก็วนอยู่ในหนองนั้นแหละ เหมือนกับตาบอดอุตริไปลักวัวลักควายชาวบ้าน เข้าไปจับเอาไปแต่จูงไปในรั้วของบ้านนั้นจูงทั้งคืนแต่ก็ไปไหนไม่ได้ บุคคลทั้งหลายทั้งปวงที่ไม่รู้แจ้งแทงตลอดเวลาไปแนะนำพร่ำสอนบุคคลอื่นเราก็ไม่สามารถจะแนะนำให้บุคคลอื่นรู้แจ้งแทงตลอดได้เลย เพราะอะไร เพราะเราก็ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอด เหมือนกับตาบอดไม่รู้ว่าท้องฟ้ามันเป็นอย่างไร เราจะไปชี้บอกคนอื่นว่าท้องฟ้ามันมีดวงจันทร์ วันนี้เป็นวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๒ ดวงจันทร์เต็มดวงมีแสงนวลสวยงามเราบอกไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าตาของเราก็ยังมองไม่เห็น แต่ว่าขณะนี้คณะครูบาอาจารย์มีสายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชปริยัตยากรวัดพิชโสภาราม ท่านได้เป็นผู้บุกเบิกเป็นปฐมแห่งสายของการประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านประพฤติปฏิบัติธรรมจนรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งการบรรลุมรรคผลนิพพานพิสูจน์มาแล้วท่านสอนอยู่ในสำนักนั้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๗ ก็เป็นเวลา ๔๐ กว่าปีมาแล้ว อาตมภาพอยู่กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อประมาณ ๒๕ ปี ๒๔ ปี ช่วยสอนกัมมัฏฐานจนท่านให้เป็นรองเจ้าอาวาส จนเป็นรักษาการเจ้าอาวาสทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะว่าได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตามท่าน คนทั้งหลายทั้งปวงมาประพฤติปฏิบัติก็หมดความสงสัยในเรื่องการบรรลุมรรคผลนิพพาน

          เพราะฉะนั้นญาติโยมทั้งหลายที่มาพบมาเจอหนทางแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรมที่แท้จริงก็ขอให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ถ้าเรายังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานตราบใดความทุกข์ก็ย่อมเกิดอยู่ตราบนั้น ไม่อยากจะให้ความทุกข์เกิดมันก็ต้องเกิด เพราะอะไร เพราะเชื้อแห่งความทุกข์มันอยู่ในจิตในใจ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ราคะ มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทาน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ให้เกิดความทุกข์มันอยู่ในจิตในใจ ญาติโยมคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงน้ำตามันร่วงตอนหนุ่มดีกว่ากลุ้มใจตอนแก่ ลำบากตอนหนุ่มดีกว่าไม่มีที่พึ่งในตอนแก่ เรามีกำลังในการประพฤติปฏิบัติธรรมในขณะนี้ดีกว่าเราจะเสียใจในภายหลัง ในเมื่อร่างกายมันทุพลภาพ เราประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ได้สติมันฟั่นเฟือน สติมันไม่สมบูรณ์แล้วเราจะเจริญสมณธรรมให้สมบูรณ์ได้อย่างไร เหมือนกับเศรษฐีสองผัวเมียเป็นผู้ประมาท เศรษฐีฝ่ายสามีนั้นมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ เศรษฐีฝ่ายภรรยาก็มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มารวมกันก็เป็น ๑๖๐ โกฏิ เงินจำนวน ๑๖๐ โกฏินั้นเป็นจำนวนมากมาย สิบแสนเป็นหนึ่งล้าน สิบล้านเป็นหนึ่งโกฏิ ๑๖๐ โกฏิก็เท่ากับ ๑,๖๐๐ ล้าน คิดดูว่าสามีภรรยามีเงินมากมายขนาดนั้นแต่ว่าสามีภรรยานั้นเป็นผู้ประมาท ไปคบนักเลงสุรา ไปกินเหล้าแล้วก็เที่ยวเล่นผู้หญิง กินเหล้าเมาสุรา ขับร้องดีดสีตีเป่าแล้วก็เพลิดเพลินไปวันๆ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทรัพย์สินทั้งหมดทั้งปวงฝ่ายสามีนั้นหมดไป ก็ใช้เงินของฝ่ายภรรยาใช้ไปๆ เงินของภรรยาก็หมดไป เมื่อสามีภรรยาหมดเงินแล้วทำอย่างไร ก็ขายทรัพย์สมบัติ ก็ขายถ้วยขายชาม ขายผ้าขายผ่อน ขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้าน เมื่อขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้านหมดแล้ว เงินมันก็หมดทำอย่างไรต่อไป ในที่สุดก็ขายบ้าน ขายที่ดินให้แก่คนอื่น เมื่อขายบ้านขายที่ดินให้แก่คนอื่นหมดแล้วเงินมันก็หมด ยังกลับตัวกลับใจไม่ได้ ผลสุดท้ายก็ต้องระเหเร่ร่อน มีมือถือกระเบื้องมีร่างกายห่มด้วยผ้าเก่าๆ มีรองเท้าเก่าๆ เพื่อที่จะไปขอทานหาอยู่หากินอาศัยฝาเรือนของบุคคลอื่นเป็นที่อยู่

          วันหนึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงประทับอยู่พระเชตวัน พระองค์ทรงเสด็จเข้าไปบิณฑบาต โดยมีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ เป็นผู้ติดตาม ขณะที่ดำเนินไปแล้วพระองค์ทรงเห็นเศรษฐีสองผัวเมียนั้นพระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์เห็นผิดสังเกตก็เลยกราบทูลองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์เพราะเหตุอะไรหนอแล” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เศรษฐีสองสามีภรรยานี้เป็นผู้มีบุญมาแต่ภพก่อนชาติก่อน แต่เพราะเขาประมาทในชาตินี้เขาจึงเสื่อมจากประโยชน์ทางโลกและทางธรรม ดูก่อนอานนท์ สองสามีภรรยานี้เป็นผู้บำเพ็ญทานมามากจึงได้เป็นเศรษฐี จึงเป็นเศรษฐีในภพนี้ สองสามีภรรยาบำเพ็ญบารมีทางธรรมมามาก ถ้าเขาไม่ประมาทในปฐมวัย สามีมาประพฤติปฏิบัติธรรมสามีก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในปฐมวัย ถ้าภรรยามาประพฤติปฏิบัติธรรมในปฐมวัยก็จะได้บรรลุเป็นพระอนาคามี แต่ถ้าปฐมวัยสองสามีภรรยาเขาประมาท เขามาประพฤติปฏิบัติในมัชฌิมวัย สามีก็จะได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ภรรยาก็จะได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี แต่สองสามีภรรยานั้นก็ประมาท แต่ถ้าสองสามีภรรยานั้นมาประพฤติปฏิบัติธรรมในปัจฉิมวัย สามีก็จะได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี ส่วนภรรยาก็จะได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ดูก่อนอานนท์ บัดนี้สองสามีภรรยานั้นประมาททั้งปฐมวัย ประมาททั้งมัชฌิมวัย วัยท่ามกลางและปัจฉิมวัย วัยสุดท้าย สองสามีภรรยานั้นประมาท สติฟั่นเฟือนไม่สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมได้ เป็นผู้เสื่อมจากทรัพย์ภายนอกแล้วก็เป็นผู้เสื่อมจากทรัพย์ภายใน เปรียบเสมือนกับนกกระเรียนตัวแก่ มีขนอันหลุดลุ่ย ขนปีกก็หลุดออกหมดแล้ว แล้วก็อยู่ในหนองน้ำที่มีน้ำอันแห้งเป็นเปลือกตมที่แห้ง ปลาก็ไม่มี จะหาปลากินในหนองน้ำก็ไม่มี จะบินไปสู่ที่อื่นก็บินไปไม่ได้ บุคคลผู้มีความประมาทก็อย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเศรษฐีสองสามีภรรยานี้จึงเป็นผู้เสื่อมจากทรัพย์ภายนอกและทรัพย์ภายใน ย่อมซบเซาอยู่ ตายไปแล้วก็ไปเกิดในอบายภูมิ เพราะฉะนั้นญาติโยมที่ได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมจนสุดความสามารถ

          วันนี้กระผมอาตมภาพได้กล่าวธรรมะมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ไม่มากจนเกินไป ไม่ยาวจนเกินไป ในท้ายที่สุดนี้ก็ขอน้อมเอาบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงที่คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงได้บำเพ็ญมาดีแล้วจงได้มารวมกันเป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัยส่งเสริมให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นจงเจริญรุ่งเรืองในศีลในธรรม จงเจริญรุ่งเรืองในฌาน ในสมาบัติ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ.
18  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / การบำเพ็ญบารมี - พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 09 ธันวาคม 2564 13:09:29



การบำเพ็ญบารมี
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
(เทศน์ที่วัดสามแยกโพธาราม ๑๕ ม.ค.๕๗))

         ก็ขอปรับความเข้าใจกับคณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทุกท่านทุกคนว่า การฟังธรรมก็เหมือนกับการประพฤติปฏิบัติธรรมไปด้วย ฉะนั้นจึงขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายนั้นได้นั่งสมาธิฟัง ขาขวาทับขาซ้ายมือขวาทับมือซ้ายตั้งกายให้ตรงดำรงสติให้มั่น ทางคณะญาติโยมผู้เป็นอุบาสิกาก็นั่งท่าเทพธิดา ทำกายของเราให้มั่นคงทำสติให้ตั้งมั่น เอาสติของเราไปไว้ที่หูข้างใดข้างหนึ่ง หูของเรามีอยู่สองข้าง ข้างใดที่ได้ยินเสียงชัดเจนเรียกว่าข้างนั้นรูปนามมันปรากฏชัดเราก็เอาสติไปกำหนดที่หูข้างนั้นกำหนดว่า “เสียงหนอๆ” หรือเรากำหนดว่า “ได้ยินหนอๆ” คำใดคำหนึ่งตามที่เราถนัดแต่ว่าเราตั้งสติไว้ที่หูของเรามีสติกำหนดจดจ่อกำหนดว่า “ได้ยินหนอๆ” เรื่อยไปจนกว่าเราจะได้สมาธิไปแต่ขอให้เราจำให้ได้ว่าเราจะเข้าสมาธิไปตอนผู้เทศน์ เทศน์ถึงคำว่าอะไรเราจึงขาดความรู้สึกไป หรือว่าขณะที่เราฟังการบรรยายธรรมไป บางครั้งเราภาวนาพองหนอยุบหนอไป บางคนบางท่านก็ถนัดกำหนดที่เสียงในขณะที่รับฟังธรรมเทศนาแต่ถ้าเรากำหนด “พองหนอยุบหนอ” ไป ขณะที่จิตของเรามันดิ่งเข้าไปๆ ก็ขอให้เราจำให้ได้ว่าดับลงไปตอนท้องพองหรือท้องยุบ ตอนเราหายใจเข้าหรือหายใจออก ตอนต้นพองกลางพองสุดพอง หรือต้นยุบกลางยุบสุดยุบ

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ถ้าผู้ใดจำการดับไปของรูปของนามได้ ท่านกล่าวว่าแม้จะเอาสมบัติของมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงมากองสูงเท่ากับภูเขาเลากาต่างๆ เมื่อไปเปรียบเทียบกับอานิสงส์ของการจำการดับไปของรูปของนามเพียงครั้งหนึ่งนั้นไม่ได้ หรือจะเอาสมบัติของเทวดาทั้ง ๖ ชั้น นับตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกาไปถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตดีมากองรวมกันอานิสงส์นั้นก็ไม่เท่ากับจำอาการเกิดดับของรูปของนาม เห็นความดับไปของรูปของนามเพียงครั้งเดียว หรือว่าเราจะเอาสมบัติของพรหมโลกของท้าวมหาพรหมต่างๆ มารวมกันสมบัติทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นก็ยังแพ้การจำความเกิดดับ เห็นความดับไปของรูปของนามเพียงครั้งเดียวเรียกว่ามีอานิสงส์มาก

          ฉะนั้นญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเดินจงกรมนั่งภาวนานี้เราประพฤติปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร เรามีจุดมุ่งหมายอย่างไรเราทั้งหลายจึงได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม คณะครูบาอาจารย์บางท่านบางคนก็อาจจะเกิดความสงสัยเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่ออะไรหนอ อะไรทำนองนี้ การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมีคุณเป็นอเนกานิสังสา มีอานิสงส์มากมายสุดที่จะนับเป็นอเนกประการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า อเนกานิสังสา มีอานิสงส์มากมายเป็นอเนกประการ

          แต่ว่าการที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ถือว่าเป็นการบำเพ็ญบารมี สร้างคุณงามความดีใส่ตัวของเรา แล้วก็สร้างคุณงามความดีให้เกิดขึ้นกับสังคม การที่พวกเราทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้วพวกเราทั้งหลายก็ประสบความทุกข์ต่างๆ นาๆ ทุกข์เพราะความโกรธ ทุกข์เพราะความโลภ ทุกข์เพราะความหลง ทุกข์เพราะราคะ ตัณหา อุปาทานต่างๆ ทุกข์เพราะกรรมที่มันให้ผล ที่เราเคยกระทำกรรมไม่ดี เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วกรรมเหล่านั้นตามให้ผล ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้คนพิกลพิการ ทำให้ต้องเป็นคนยากจนข้นแค้นอนาถาต่างๆ หาเช้ากินค่ำหาอยู่หากินฝืดเคือง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วอานุภาพของสิ่งทั้งหลายที่เราเคยกระทำมา เป็นของเก่าที่เราเคยกระทำมา มาให้ผลในปัจจุบันนี้เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรากำลังรับความทุกข์อยู่ก็ดีรับความสุขอยู่ก็ดี สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากสิ่งที่เราเคยกระทำมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมย่อมจำแนกสรรพสัตว์ทั้งหลายให้เลวบ้าง ให้ปานกลางบ้าง ให้ประณีตบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแต่กรรม กรรมใครเป็นตัวกระทำ เราเองเป็นคนกระทำ เพราะฉะนั้นการที่คณะญาติโยมสาธุชนทุกท่านคณะครูบาอาจารย์ทุกรูปที่มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมล้วนแต่มารวมกันสร้างกรรมดี สร้างบารมีใส่ตนเอง เพื่อที่จะให้เกิดความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปจนกว่าจะถึงพระนิพพาน

          ถ้าเราพิจารณาจริงๆ แล้วว่าพระพุทธศาสนาของเราเกิดขึ้นมาอย่างไร ถ้าเราพิจารณาถึงปฐมเหตุแห่งการเกิดของพระพุทธศาสนา ถ้าเราพิจารณาแล้วพิจารณาอีกตามพุทธประวัติเราก็จะทราบชัดว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มาตรัสรู้สั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลายนั้นมีอยู่ ๓ ประเภท เรียกว่า ปัญญาธิกะ ผู้ยิ่งด้วยปัญญา ประเภทหนึ่ง สัทธาธิกะ ผู้ยิ่งด้วยศรัทธาประเภทหนึ่ง วิริยาธิกะ ผู้ยิ่งด้วยความเพียรประเภทหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระโคดมที่เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรานั้นพระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ เป็นผู้ยิ่งด้วยปัญญา เมื่อเราศึกษาประวัติของพระองค์นั้นพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยกับอีกแสนมหากัปจึงได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเมื่อเราพิจารณาว่าบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยกับแสนมหากัปนั้นพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีอย่างไร ถ้าเราศึกษาพุทธประวัติเราก็จะทราบว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ บารมี ๓๐ ทัศคืออะไร คือบารมีขั้นต้น พระอุปบารมีขั้นกลางแล้วก็ปรมัตถบารมีขั้นสูงสุด บารมีแต่ละขั้นนั้น ๑๐ หัวข้อรวมกันทั้งอุปบารมี และปรมัตถบารมีก็รวมกันเป็น ๓๐ ข้อเรียกว่าเป็น ๓๐ ทัศ

          เพราะฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายได้มาร่วมกันฟังเทศน์ฟังธรรม ร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ก็ถือว่าเรามาร่วมกันบำเพ็ญบารมี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ มีทานบารมีการให้ทาน ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงมาที่วัดสามแยกโพธาราม ซึ่งพระอาจารย์คงวัตร พร้อมด้วยคณะท่านได้จัดประพฤติปฏิบัติธรรมมาประมาณ ๗ ปีแล้ว พาญาติพาโยมให้ทานมาเป็นเวลา ๗ ปีแล้ว อันนี้ถือว่าพวกเราทั้งหลายได้มาสร้างทานบารมี ขณะที่เราทั้งหลายมาฟังเทศน์ฟังธรรมเราทั้งหลายมีโอกาสได้สมาทานศีล สมาทานศีล ๕ บ้าง สมาทานศีล ๘ บ้างอันนี้ก็ถือว่าเป็นการทำศีลให้มั่นคง เป็นการบำเพ็ญสีลบารมีแล้ว คณะครูบาอาจารย์ที่มาเข้าปริวาสกรรมประพฤติวุฒฐานวิธีก็ถือว่ามากระทำศีลของตนเองให้มั่นคง เป็นการทำศีลให้บริสุทธิ์หมดจด ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นศีลบริสุทธิ์ เป็นไทไม่ตกเป็นทาสของกิเลสที่เปรอะเปื้อนด้วยราคะ ตัณหา ต่างๆ เรียกว่าเป็นผู้กระทำศีลของตนให้เป็นภาชนะทองรองรับเอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          ถ้าผู้ใดบวชเข้ามาแล้วไม่มีศีลบริสุทธิ์ เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสข้อใดข้อหนึ่งเราจะมาประพฤติปฏิบัติธรรมเดินจงกรม นั่งภาวนาอย่างไร เราก็ไม่สามารถที่จะยังฌานสมาบัติให้เกิดขึ้นมาได้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เราอยากจะให้มันเกิดทำอย่างไรมันก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ เพราะอะไร เพราะจิตใจของเราไม่บริสุทธิ์ ร่างกายของเราไม่เป็นผู้ที่ทรงศีลไม่เป็นภาชนะทองที่จะรองรับเอาพระธรรมได้ เปรียบเสมือนกับพื้นแผ่นดินที่มันแห้งมีแต่กรวด มีแต่ทราย เราจะปลูกต้นไม้ให้มันเขียวชอุ่มชุ่มชื่นมันก็เกิดยาก แม้แต่หญ้าก็ยังเกิดยาก ถ้าดินตรงนั้นเป็นดินที่แห้งไม่มีน้ำ มีแต่หินแต่กรวดเป็นลานหิน เราจะปลูกหญ้าให้มันเขียวสักเส้นหนึ่งก็ยังยาก

          บุคคลผู้ไม่มีศีลก็เหมือนกันเราจะปลูกสมาธิ เราจะปลูกวิปัสสนาญาณ เราจะปลูกวิชชา ๓ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญา ๖ เราจะปลูกการบรรลุมรรคผลนิพพานแม้แต่พระโสดาบันก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นการที่ญาติโยม คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้มาร่วมกันประพฤติวุฒฐานวิธี ปริวาสกรรมจึงถือว่าเป็นการกระทำศีลของตนเองให้มั่นคง เรียกว่าถ้าผู้ใดขาดตกบกพร่องโดยประการใดประการหนึ่ง หรือเผื่อเหนือตกใต้ เราทั้งหลายทั้งปวงก็มาประพฤติปริวาสกรรมกัน ถ้าผู้ใดประพฤติปริวาสกรรมแล้วแม้แต่เราสมาทานปริวาสเสร็จการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นก็เป็นไปเพื่อให้ได้ฌานสมาบัติ เป็นไปเพื่อให้ได้ซึ่งวิปัสสนาญาณ เป็นไปเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ถึงเราจะไม่อัพภาน เรายังอยู่ในห้วงของปริวาสกรรม เราอยู่ในห้วงของการประพฤติมานัตต์ เราอยู่ในห้วงของอัพภานารหภิกขุ ในห้วงของภิกษุผู้ควรแก่การอัพภาน เรายังไม่ได้อัพภานเราก็สามารถที่จะได้บรรลุฌานสมาบัติ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้

          เพราะฉะนั้นการประพฤติวุฒฐานวิธีนั้นจึงเป็นการบำเพ็ญสีลบารมีให้สมบูรณ์ขึ้นมา อันนี้เรียกว่าเรากระทำตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เรียกว่าเรากระทำปฐมเหตุแห่งการเกิดพระพุทธศาสนาแล้ว หรือว่าเราบำเพ็ญการบวชเนกขัมมบารมี ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงมาบวชรักษาศีล ๘ เดินจงกรมนั่งภาวนาอดอาหารเย็น คณะครูบาอาจารย์ก็มาบวช เป็นพระภิกษุภาวในพระพุทธศาสนาเรียกว่าเราบำเพ็ญเนกขัมมบารมี หรือว่าออกจากกามคุณ ออกจากการคลุกคลีด้วยรูป ด้วยเสียง ด้วยกลิ่น ด้วยรส ด้วยสัมผัสด้วยอารมณ์ต่างๆ มาถือเพศเป็นพรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์เนกขัมมะ ประพฤติเพื่อจะออกจากกามคุณทั้งหลายทั้งปวง ถือว่าเรามาบำเพ็ญเนกขัมมบารมีให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป      

          แล้วเราได้มาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เจริญสมถกัมมัฏฐาน ขณะที่เราภาวนา “พองหนอยุบหนอ” เราเห็นต้นพอง กลางพอง สุดพอง เห็นต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ เวลาเราก้าวขวาก้าวซ้ายเราเห็นต้นยก กลางยก สุดยก ต้นย่าง กลางย่าง สุดย่าง เราเห็นอาการคู้ อาการเหยียด อาการก้ม อาการเงย มีสติ มีสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี ท่านกล่าวว่าเรามาบำเพ็ญปัญญา การบำเพ็ญปัญญาเราต้องทำให้ใจของเราเป็นกลาง เราต้องทำใจของเราให้นิ่ง เราต้องทำใจของเราให้สงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตใจของเรานิ่งสงบเป็นสมาธิจิตใจของเราก็ตั้งมั่น เมื่อจิตใจของเราตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ปัญญา แสงสว่างแห่งธรรมย่อมปรากฏขึ้นมา สว่างตาด้วยแสงไฟ สว่างใจด้วยแสงธรรม เรียกว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็จะอุบัติขึ้นมาในใจของเรา ใจของเราก็จะรู้เหตุรู้ผล รู้บุญรู้บาป รู้เหตุเกิดของกิเลสตัณหาทั้งหลายทั้งปวง ปัญญามันจะเกิดขึ้นมาเพราะจิตใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมในลักษณะอย่างนี้ก็ชื่อว่าเราทั้งหลายนั้นมาบำเพ็ญปัญญาบารมี เพื่อที่เราจะได้มีบารมีแก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไปจนกว่าจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน

          แล้วเรามาประพฤติวุฒฐานวิธีเข้าปริวาสกรรมนี้เราก็ยังได้มาบำเพ็ญวิริยบารมี เรียกว่าเรายังได้มาบำเพ็ญความเพียร การที่เราอดตาหลับขับตานอน หนาวเราก็ต้องนั่งฟังธรรม หนาวเราก็ต้องเดินจงกรม หนาวเราก็ต้องนั่งภาวนา หนาวเราก็ต้องแผ่เมตตา ถึงจะมียุง ถึงเราจะรำคาญหงุดหงิดเกียจคร้านอย่างไร เราก็ฝืนอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นมาเดินจงกรมนั่งภาวนาเพื่อให้จิตใจของเรามันสงบ เพื่อให้สติของเรามันสมบูรณ์ สัมปชัญญะของเรามันสมบูรณ์ เพื่อให้เกิดศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผลพระนิพพาน เรียกว่าเรามาบำเพ็ญวิริยบารมีแล้ว ขณะที่เราบำเพ็ญวิริยะบารมีนั้นบางครั้งเราก็ต้องใช้ความอดทน นั่งไปนานๆ มันอาจจะเกิดความเจ็บอาจจะเกิดความปวด อาจจะเกิดความง่วงเหงาหาวนอนเราก็ต้องอดทน มีความอดทน มีขันติตั้งมั่น เวลาเราเดินจงกรมบางครั้งมันเกียจคร้านโดยเฉพาะเราขึ้นมานัตต์ เราเดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง ถ้าเราไม่มีความเพียรจริงๆ เราก็ไม่สามารถที่จะทำได้ต้องหลบเข้ากลดเข้าเต็นท์แล้วก็นอนสบายอะไรทำนองนี้ อันนี้เรียกว่าเราขาดความอดทน ความอดทนนั้นเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ความอดทนนั้นเป็นเครื่องประดับของนักพรต ความอดทนนั้นเป็นเครื่องประดับของบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมขาดขันติคือความอดทนแล้ว บุคคลนั้นไม่สามารถบรรลุฌาน ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เพราะความอดทนนั้นเป็นหัวใจของการประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นคณะครูบาอาจารย์ญาติโยมได้มาบำเพ็ญบารมีในการประพฤติวุฒฐานวิธีนี้ก็ถือว่าเป็นการบำเพ็ญขันติบารมีไปด้วย

          แล้วการบำเพ็ญบารมีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปในการที่พวกเราทั้งหลายเข้าปริวาสกรรมนี้เราก็บำเพ็ญสัจจบารมีไปด้วย ขณะที่เรามาประพฤติปริวาสกรรมนั้นเราต้องมีสัจจะกับตัวเองโดยเฉพาะนักประพฤติปฏิบัติธรรม สิ่งใดที่จะทำให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเราเศร้าหมอง สิ่งใดที่จะทำให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเรานั้นช้า สิ่งใดที่ทำให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเราไม่ได้ผล เราต้องมีสัจจะกับตัวเองเราต้องละสิ่งนั้นให้ได้ เราต้องเลิกสิ่งนั้นให้ได้ เราต้องทำสิ่งนั้นให้หมดไปจากจิตจากใจของเราให้ได้ อย่างเช่นเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเรามีภาระหน้าที่มากมาย โทรศัพท์ที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้วัดของเราเศร้าหมองทำอารมณ์ของเราให้ปรุงแต่งฟุ้งซ่านไปหาอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงเราต้องตัดอารมณ์นั้นออกให้หมด คือเราต้องมีสัจจะตั้งแต่เริ่มเข้าปริวาสจนถึงออกปริวาสเราจะไม่ใช้โทรศัพท์ ถ้าข้าพเจ้าใช้โทรศัพท์ขอให้ข้าพเจ้าตายทันที หรือว่าถ้าข้าพเจ้าใช้โทรศัพท์ขออย่าให้ข้าพเจ้าเจริญรุ่งเรืองเลยในพระศาสนา แต่ถ้าข้าพเจ้าทำได้ขอให้ข้าพเจ้าจงเจริญรุ่งเรือง ขอให้ข้าพเจ้าจงมีดวงตาเห็นธรรมได้สมาธิสมาบัติได้มรรคได้ผลได้พระนิพพาน ขอให้ข้าพเจ้าเป็นที่พึ่งของญาติของโยมได้อะไรทำนองนี้ สัจจบารมีเราควรกระทำให้เกิดในขณะที่เรากำลังบำเพ็ญบารมี

          แล้วก็สิ่งใดที่ทำให้เราเกิดความชักช้า อย่างเช่นเรามัวแต่คุยกับคนโน้นบ้าง มัวแต่คุยกับคนนี้บ้าง ไม่ประพฤติปฏิบัติ เราก็ต้องตั้งสัจจะว่าไม่จำเป็นเราจะไม่พูด ไม่มีคนถามเราจะไม่พูด เราตั้งสติสำรวมอยู่ตลอดเวลาตลอด ๙ คืน ๑๐ วัน ถ้าข้าพเจ้าทำได้อย่างนี้ขอให้ข้าพเจ้าจงเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนาได้บรรลุมรรคผลนิพพาน นี้เรียกว่าเป็นการบำเพ็ญสัจจบารมี หรือตลอด ๙ คืนนี้ข้าพเจ้าจะไม่หลับไม่นอน ข้าพเจ้าจะมีความเพียรอยู่ตลอดเวลา หรือตลอด ๙ คืนนี้ข้าพเจ้าจะไม่นอนกลางวันข้าพเจ้าตื่นขึ้นเวลาไหนข้าพเจ้าจะลุกขึ้นทันที หรือตลอด ๙ คืน ๙ วันนี้ข้าพเจ้าจะไม่เอนพิงพนักพิงต้นไม้ ข้าพเจ้าจะมีหลังที่ตรงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราตั้งสัจจะอย่างนี้ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเรานั้นเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เผลอ ไม่ขาดสติ ไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมก็ชื่อว่าเป็นการบำเพ็ญสัจจบารมีไปด้วย

          แล้วก็การเข้าปริวาสกรรมก็ถือว่าเป็นการบำเพ็ญอธิษฐานบารมีไปด้วย เพราะว่าการประพฤติปริวาสกรรมนั้นเราอธิษฐานว่าเราจะอยู่ปริวาส ๓ ราตรี แล้วเราก็จะอยู่มานัตต์อีก ๖ ราตรี นี้เราอธิษฐานไวในจิตในใจของเราก็อยู่ตามคำที่เราอธิษฐานไว้ เราต้องอยู่ ๓ ราตรี ประพฤติมานัตต์ ๓ ราตรีก็เป็นอธิษฐานบารมีหรือในขณะที่เราอยู่ปริวาสเราจะอธิษฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเรามั่นคงเราก็อธิษฐาน บางคนบางท่านอธิษฐานว่า ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำกิจ จะมีสติสำรวมอยู่ตลอดเวลา จะไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของกิเลสธรรมทั้งหลายทั้งปวง จะไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของนิมิต จะไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของความโกรธ จะไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของราคะ จะไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มากระทบ จะมีสติกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบันธรรมอยู่ตลอดเวลา เราอธิษฐานอย่างนั้นก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เป็นการบำเพ็ญอธิษฐานบารมีเหมือนกัน

          หรือขณะที่เราประพฤติปริวาสกรรมประพฤติวุฏฐานวิธีอยู่นี้ก็ชื่อว่าเป็นการบำเพ็ญเมตตาบารมีด้วย เพราะว่าขณะที่เราประพฤติปริวาสกรรมนั้นเราแผ่เมตตาทุกเช้าทุกบ่ายทุกเย็นก่อนที่จะพักผ่อนจำวัด ตื่นขึ้นมาเราก็มาทำวัตรเช้า เราก็มาแผ่เมตตาบ้าง ภาวนาแล้วเราก็แผ่เมตตาอีก นี้เรียกว่าเราเป็นผู้บำเพ็ญเมตตาบารมี ผู้ใดบำเพ็ญเมตตาบารมีแม้แต่มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงก็ให้ความรัก เทวดาทั้งหลายก็ให้ความรัก พรหมทั้งหลายก็เกิดความเกรงอกเกรงใจขึ้นมา อานิสงส์ของการแผ่เมตตาแม้แต่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็เกิดความรัก บุคคลที่เจริญเมตตาภาวนาอยู่เป็นประจำ ตายแล้วไปสู่ภพใดภพหนึ่ง ไปเกิดในตำบลใดตำบลหนึ่ง แห่งใดแห่งหนึ่งคนทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีความสงสาร ย่อมมีความเมตตา คนทั้งหลายทั้งปวงย่อมเกิดความสนิทสนม เกิดความรัก เกิดความเอ็นดู มีเสน่ห์ในตัวติดตามไปในสัมปรายภพข้างหน้า เรามาบำเพ็ญเมตตาบารมีร่วมกัน หรือว่าเรามาเจริญรอยตามปฐมเหตุแห่งการเกิดของพุทธศาสนาเรียกว่าบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ

          หรือว่าบุคคลผู้ที่มาประพฤติปริวาสกรรม ประพฤติวุฏฐานวิธี ชื่อว่าเป็นการบำเพ็ญอุเบกขาบารมี เพราะอะไร เพราะขณะที่เราเดินจงกรม “ขวาย่างหนอ” “ซ้ายย่างหนอ” เรามีสติกำหนด เรียกว่ามีจิตใจเป็นกลาง ถึงอารมณ์ชอบใจไม่ชอบใจมากระทบเราก็กำหนดอารมณ์นั้น ไม่เหม่อลอยไปตามอารมณ์นั้นให้ใจของเราเป็นกลางอยู่ตลอดเวลา เราได้ยินเสียงชอบใจไม่ชอบใจเราก็กำหนด “เสียงหนอๆ” ไม่เหม่อลอยไม่ให้เกิดความดีใจเสียใจกับเสียงนั้น ใจของเราเป็นกลางอยู่ตลอดเวลา เราจะคู้ จะเหยียด จะก้ม จะเงย จะนั่ง จะนอน ทุกสิ่งทุกอย่างเรากำหนดทันปัจจุบันธรรมตลอดเวลา ไม่เหม่อลอยไปตามอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง ใจของเราก็เป็นกลางอยู่ตลอดเวลาก็ชื่อว่าเป็นการบำเพ็ญอุเบกขาบารมี เรามาบำเพ็ญตามเบื้องยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาจากการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรานั้นบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ เรามาประพฤติปริวาสกรรมเราก็ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ ข้อนั้นไปด้วย เรียกว่าเรามาเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาทอย่างแท้จริง หนทางของการเกิดพุทธศาสนาก็บำเพ็ญมาในลักษณะอย่างนั้น

          เหตุเกิดของพุทธศาสนานอกจากจะบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศให้บริบูรณ์แล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา เมื่อบารมี ๓๐ ทัศสมบูรณ์แล้วพระองค์ยังพิจารณาเห็นเทวทูตทั้ง ๔ เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ แล้วก็เห็นคนตาย แล้วก็เห็นสมณะ เรามาพิจารณาความแก่ว่าความแก่นั้นมันเป็นทุกข์ คนทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาแล้วพิจารณาความแก่ว่าพ่อแม่ของเรา คุณยายโน้น คุณพ่อใหญ่โน้น แต่ก่อนนั้นร่างกายของท่านก็คงจะเป็นหนุ่ม ร่างกายของท่านก็คงจะเป็นเด็ก ร่างกายของท่านก็คงจะเป็นเด็กน้อยๆ ที่ออกจากท้องมารดามาเหมือนกัน แต่เมื่อท่านเกิดก่อนความแก่ของร่างกายมันก็แก่เข้าไปทุกวันๆ ทำให้ผมของพ่อใหญ่นั้นต้องขาว ทำให้ผมของแม่ใหญ่นั้นต้องขาว ทำให้ผิวพรรณต้องตกกระเหี่ยวย่น ทำให้ตาต้องฝ้าต้องฟาง ทำให้ฟันต้องหลุด ทำให้หูต้องตึง อันนี้เป็นลักษณะของคนแก่ คนแก่นั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย จะรับประทานอาหารต่างๆ ก็ลำบากไม่สะดวกสบายเหมือนกับตอนเป็นหนุ่ม ลักษณะของคนแก่นั้นเป็นทุกข์ในลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผู้ใดพิจารณาว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ บุคคลนั้นก็จะไม่เป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาท

          แล้วก็พิจารณาว่าเรานั้นมีความเจ็บเป็นธรรมดา ว่าเรานั้นไม่พ้นความเจ็บไปได้ เราต้องเจ็บไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่เดือนใดก็เดือนหนึ่ง ไม่ปีใดก็ปีหนึ่ง เราต้องเจ็บเป็นธรรมดา บางคนก็เจ็บเป็นโรคตับ โรคมะเร็ง โรคไตต้องฟอกไตอยู่เป็นประจำเหมือนกับพระอาจารย์คงวัตร บางคนก็เป็นโรคเบาหวานต้องหาหมอมารักษาบางครั้งก็ไม่หายต้องตัดแขนตัดขาพิกลพิการไปก็มี เรียกว่าพยาธิคือความเจ็บมันเป็นทุกข์อย่างนี้ ถ้าเราพิจารณาตามความเป็นจริงแล้วเราจะเกิดความสังเวชว่าคนทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาเพราะอะไร เกิดขึ้นมาเพื่อประสงค์อะไรในเมื่อเรามีความแก่เป็นเบื้องหน้า เรามีความเจ็บเป็นเบื้องหน้า เราจะมามัวเพลิดเพลินในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในธรรมารมณ์ ในเงิน ในทอง ในเรือกสวนไร่นา ในบุตร ในสามีภรรยาไปทำไม ในเมื่อเราจะต้องแก่ต้องเจ็บเราไม่สามารถเอาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นไปได้

          เมื่อเราพิจารณาต่อไปนอกจากเราจะแก่ นอกจากเราจะเจ็บแล้ว เรายังจะต้องตายคือเราจะต้องทิ้งสมบัติทั้งหลายทั้งปวง หนีจากลูก หนีจากภรรยา หนีจากสามี หนีจากบ้านช่องเรือนชานต่างๆ ทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้ด้วยความยากลำบากหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอาบเหงื่อต่างน้ำบ่าแบกหลังหนุนต่างๆ เราทั้งหลายเอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว เขาเอาใส่มือเราให้กำไว้อย่างดีเราก็ยังเอาไปไม่ได้ อันนี้เป็นเพราะอะไร เพราะทรัพย์สมบัติที่เป็นสมบัติภายนอกนั้นไม่สามารถติดตามบุคคลไปในสัมปรายภพข้างหน้าได้ นอกจากเราจะทำทรัพย์สมบัติภายนอกเอาเงินเอาทองมาทำบุญทำทานมาซื้ออาหารถวายพระ มาสร้างโบสถ์ สร้างศาลา ขุดบ่อน้ำ ก่อศาลาต่างๆ ทำทรัพย์ภายนอกให้เป็นทรัพย์ภายใน ทำทรัพย์ที่เป็นวัตถุให้เป็นนามธรรม ทำทรัพย์ที่ไม่เป็นบุญให้เป็นบุญกุศลติดตามเราไปในสัมปรายภพข้างหน้าได้

          เพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาว่าเราทั้งหลายมีความตายเป็นธรรมดา แม้แต่ร่างของเราก็ต้องแตก ต้องผุ ต้องพัง ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ไฟเป็นไฟ ลมเป็นลม อากาศธาตุก็ไปสู่อากาศธาตุ เอาไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว แล้วเราจะมัวเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งเหล่านั้นไปทำไม เราจะเพลินกับสิ่งเหล่านั้นไปได้กี่ปีกี่วันกี่เดือน เราก็ต้องละทิ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นไป เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะละทิ้งสิ่งทั้งปวงเหล่านั้นไป เรามาสร้างสมอบรมคุณงามความดีที่จะเป็นทรัพย์ติดตามเราไปในสัมปรายภพข้างหน้าเหมือนเงาติดตามตัวนั้นไม่ดีกว่าหรือ หรือว่าเราจะมัวเมากับสิ่งเหล่านั้น ถ้าเรามัวเมากับสิ่งที่เป็นสมบัติของโลก ของกลางสำหรับโลก ท่านอุปมาอุปไมยเหมือนคนบ้าหอบฟาง คนบ้านั้นคิดว่าฟางมีคุณค่าก็หอบฟางคิดว่าฟางนั้นมันมีประโยชน์ มีค่าเหมือนกับทองคำก็หอบไปๆ ไม่รู้จักวาง เกิดความลำบากอย่างไรก็หอบไปอยู่อย่างนั้น เหมือนกับพวกเราทั้งหลายผู้ที่ไม่รู้ว่าทรัพย์สมบัติ จะเป็นรถก็ดี จะเป็นบ้านก็ดี จะเป็นเงินเป็นทองก็ดีเป็นสมบัติกลางของโลกไม่สามารถจะเอาไปได้ ถ้าเราไม่รู้ว่ามันเป็นสมบัติกลางของโลก เราก็หวงแหน หอบอยู่อย่างนั้นแหละ หวงอยู่อย่างนั้น ยึดอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าหอบฟาง พอตายไปแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งเหมือนกับคนบ้าหอบฟางนั้นแหละ คนที่มีปัญญาก็คิดว่าคนบ้านั้นไม่มีอะไรเป็นแก่นสารฟางนั้นก็ไม่มีค่าเอาไปแลกเป็นอาหาร เอาไปแลกซื้อโน้นซื้อนี้ก็ไม่ได้

          ทรัพย์สมบัติของเราก็เป็นเหมือนกันที่เราสั่งสมมาเอาไปไม่ได้ เราจะเอาทรัพย์สมบัตินั้นไปจ้างนายนิรยบาลไม่ให้ตกนรก ไม่ให้เราไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานเราก็เอาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไปจ้างไม่ได้ ไปแลกไปเปลี่ยนไม่ได้ เพราะบุคคลผู้ตายไปเกิดในสัมปรายภพข้างหน้าแล้วไม่มีการกระทำการกสิกรรม การเลี้ยงโค การทำไร่ไถนา การปลูกพืชปลูกสวนไม่มีในสัมปรายภพข้างหน้า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นอยู่ได้ด้วยบุญ เป็นอยู่ได้ด้วยกุศล ถ้าผู้ใดไม่มีบุญกุศล ไม่ได้สร้างสมอบรมคุณงามความดีตายไปแล้วบางครั้งก็ไปสู่นรก อย่างเช่นนายจุนทสูกริก ที่ฆ่าหมูมาเป็นเวลา ๕๕ ปี วัดเชตวันอยู่ใกล้ๆ แต่ก็ไม่เคยทำบุญทำทาน น้ำส้มผักก็ไม่เคยถวายพระ ข้าวทัพพีเดียวก็ไม่เคยถวายพระ แม้แต่ดอกไม้ก็ไม่เคยบูชาพระ แม้แต่ความเลื่อมใสแห่งจิตแห่งใจที่จะยกมือไหว้พระที่เดินไปเดินมาผ่านหน้าบ้านของตนก็ยังไม่เคยมี องค์สมเด็จพระชินสีห์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์เทวดามารพรหมทั้งหลายผ่านหน้าบ้านทุกวันก็ยังไม่เกิดศรัทธา นี่เรียกว่าคนบาป คนประมาท เมื่อสิ้นชีพวายชนม์ทำกาละตายไปก็ไปเกิดในอเวจีมหานรกเพราะฆ่าหมูอยู่ตั้ง ๕๕ ปี คนประมาทมันเป็นอย่างนั้น เป็นคนแท้ๆ ตายไปแล้วก็ไปสู่อบายภูมิ เป็นคนประมาท

          เพราะฉะนั้นบุคคลใดเป็นผู้ประมาทก็ไม่ต่างจากบุคคลผู้ตายแล้ว เย ปมตฺตา ยถา มตา บุคคลใดเป็นผู้ประมาทบุคคลนั้นก็เปรียบเสมือนกับบุคคลผู้ตายแล้ว ตายจากคุณงามความดี ตายจากศีล ตายจากสติ ตายจากสมาธิ ตายจากปัญญา ตายจากมรรคจากผล ตายจากพระนิพพาน หรือว่าตายจากคุณธรรมอันพึงได้พึงถึง เมื่อเราพิจารณาความเกิดก็ดี ความแก่ก็ดี ความเจ็บก็ดี ความตายก็ดี ที่จะมาครอบคลุมสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความตายด้วยกันทั้งนั้น แล้วเราจะมัวเพลิดเพลินอยู่ทำไม หนาวเราก็ต้องอด ร้อนเราก็ต้องทน หิวเราก็ต้องสู้ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าขนาดไหนเราต้องประพฤติปฏิบัติธรรม อันนี้เรียกว่าปฐมเหตุแห่งการเกิดพระพุทธศาสนา

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยที่พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นความแก่ เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ และเห็นคนตาย แล้วเห็นสมณะ ว่าสมณะนั้นเป็นหนทางอันสงบเป็นผู้มีอินทรีย์ผ่องใสไม่มีหน้าสยิ้ว มีหน้าที่เบิกบาน มีหน้าที่ไม่มีริ้วรอยแห่งความทุกข์เป็นผู้ที่ปล่อยวางอารมณ์ ปล่อยวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวง พ้นไปจากเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด คงจะเป็นพระอรหันต์รูปใดรูปหนึ่งปรากฏอยู่ในโลก เรียกว่าเป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์ พระองค์ทรงเกิดปัญญาในลักษณะอย่างนี้ พวกเราทั้งหลายก็ให้พิจารณาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยเฉพาะบุคคลผู้จะประพฤติปฏิบัติธรรม บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นอย่างน้อยๆ เราต้องเห็นรูป เห็นกลิ่น เห็นรส เห็นสัมผัส เห็นอารมณ์ต่างๆ เป็นอนิจจังคือเป็นของไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงบรรดาที่มีอยู่ในโลกมนุษย์ก็ดี โลกของเทวดาก็ดี โลกของพรหมก็ดีเป็นของไม่เที่ยง แล้วก็เป็นทุกขังทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แล้วก็เป็นอนัตตาบังคับบัญชาอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ได้ ของทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในบรรดามนุษย์โลกก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดีเป็นของไม่เที่ยง

19  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ / แม่ซื้อ : เทวดาผู้คุ้มครองเด็กทารก เมื่อ: 08 ธันวาคม 2564 15:41:21


ภาพสืบค้นจาก : https://www.sanook.com/horoscope/108541/

แม่ซื้อ : เทวดาผู้คุ้มครองเด็กทารก

โดย ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ
ข้าราชการบำนาญ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

-----------------------------------------------

   เรื่องแม่ซื้อ เป็นความเชื่อของคนในสมัยโบราณ ยุคสมัยที่การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้ ทารกแรกเกิดมักมีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตตั้งแต่เป็นทารก เป็นผลให้เกิดความเชื่อกันว่ามนุษย์ที่จะเกิดมานั้นผีปั้นรูปขึ้นก่อน แล้วจึงหาวิญญาณใส่เข้าในหุ่นนั้นเพื่อสิงเข้าสู่ครรภ์มารดา และเมื่อทารกเกิดแล้วตายแต่แรกคลอดก็เป็นเพราะผีผู้ปั้นหุ่นเห็นว่าทารกนั้นงามชอบใจอยากเอาไปเลี้ยง จึงทำให้เด็กตายในที่สุด ส่วนทารกที่ไม่ชอบก็ปล่อยให้มนุษย์เลี้ยงเอง ตามความเชื่อนี้เป็นผลให้เกิดพิธีกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผีนำทารกกลับคืนไป เช่น ลวงผีให้เข้าใจว่าทารกนั้นไม่น่ารัก โดยติว่าน่าเกลียดน่าชัง หรือเรียกชื่อว่า เหม็น เป็นต้น กับยังมีการให้ผู้อื่นรับซื้อเด็กไป เพื่อให้ผีเข้าใจว่าแม้แต่แม่ยังไม่รัก ไม่อยากได้ไว้ ผู้ที่ซื้อเด็กจึงมีชื่อเรียกว่า แม่ซื้อ

   แม่ซื้อเป็นคำเรียกเทวดาหรือผีที่เชื่อว่าอยู่ประจำตัวเด็กทารกตั้งแต่แรกคลอดจากครรภ์มารดา ทำหน้าที่คอยดูแลปกปักรักษา ป้องกัน หลอกหลอน หรือเย้าแหย่ ตามแต่ลักษณะของแม่ซื้อที่อยู่กับเด็กทารก ในวันทั้งเจ็ด นับแต่แรกคลอดออกจากครรภ์มารดาจนถึงอายุ ๑๒ เดือนหรือ ๑ ขวบ แม่ซื้อจึงจะไปจากเด็กนั้น แม่ซื้อทั้งเจ็ดมีที่สถิตอยู่ในเมืองบน (คือ เมืองสวรรค์) เมืองล่าง (คือพื้นโลก หรือแผ่นดิน) และกลางหน (คือระหว่างสวรรค์กับพื้นโลก หรือท่ามกลางอากาศ คือท้องฟ้า)

   ในคัมภีร์ปฐมจินดาซึ่งเป็นคัมภีร์หนึ่งในกลุ่มตำราแพทย์แผนไทย กล่าวถึงแม่ซื้อความตอนหนึ่งว่า หากนำรกของเด็กทารกไปฝังไว้ยังที่อยู่ของแม่ซื้อจะทำให้แม่ซื้อรักใคร่เอ็นดู ปกปักรักษา เล่นหยอกล้อด้วย หากไม่เช่นนั้นแม่ซื้อก็จะหลอกหลอนให้เด็กตกใจ ร้องไห้ โยเย เจ็บไข้บ่อยๆ แม่ซื้อทั้งเจ็ดนี้มีนาม รูปร่างลักษณะ และที่อยู่อาศัยแตกต่างกัน ดังนี้

แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ ชื่อ วิจิตรนาวรรณ รูปตัวเป็นคน ศีรษะเป็นราชสีห์ มีถิ่นอาศัยอยู่บนจอมปลวก ถ้าฝังรกเด็กไว้ที่จอมปลวก จึงจะดี

แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ ชื่อ วรรณานงคราญ บางตำราว่า ชื่อ นางมัณฑนานงคราญ รูปตัวเป็นคน ศีรษะเป็นม้า มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ บ่อนํ้า ถ้าฝังรกเด็กไว้ที่ริมบ่อนํ้าจึงจะดี

แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคาร ชื่อ นางยักษ์บริสุทธิ์ รูปตัวเป็นคน ศีรษะเป็นควาย มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ศาลเทพารักษ์ ถ้าฝังรกเด็กไว้ที่ใกล้ศาล เทพารักษ์จึงจะดี

แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธ ชื่อ นางสามลทรรศน์ บางตำราว่าชื่อ นางสมุทชาต รูปตัวเป็นคน ศีรษะเป็นช้าง บางตำราว่าศีรษะเป็นวัว มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ถ้าฝังรกเด็กไว้ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์จึงจะดี

แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดี ชื่อ นางกาโลทุกข์ รูปตัวเป็นคน ศีรษะเป็นกวาง มีถิ่นอาศัยอยู่ที่สระนํ้า หรือบ่อนํ้าใหญ่ ถ้าฝังรกเด็กไว้ที่ ขอบสระนํ้าจึงจะดี

แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ ชื่อ นางยักษ์นงเยาว์ รูปตัวเป็นคน ศีรษะเป็นวัว มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ต้นไทรใหญ่ ถ้าฝังรกเด็กไว้ที่โคนต้นไทรใหญ่ จึงจะดี

แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ ชื่อ นางเอกาไลย รูปตัวเป็นคน ศีรษะ เป็นเสือ มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ศาลพระภูมิ ถ้าฝังรกเด็กไว้ที่ใกล้ศาลพระภูมิจึงจะดี

นอกจากนี้คำว่า แม่ซื้อ ยังเป็นชื่อโรคที่เกิดแก่เด็กทารกตั้งแต่แรกคลอดจากครรภ์มารดา จนถึงอายุได้ ๑๒ เดือน ลักษณะอาการของโรคแม่ซื้อมีชื่อเรียกและอาการของโรคแตกต่างกัน ๔ ประการ คือ

๑. ปักษี หรือปีศาจ อาการของโรคเกิดเป็นพิษไข้จับ แล้วมีเวลาสร่าง จำแนกได้ ๔ ชนิด คือ

นนทปักษี ไข้จับเวลาเช้า สร่างเวลาคํ่า

กาฬปักษี ไข้จับเวลาคํ่า สร่างเวลาเช้ามืด

อสุนนทปักษี ไข้จับเวลาเที่ยงวัน สร่างเวลาเที่ยงคืน

เทพปักษี ไข้จับเวลาเย็น สร่างเวลาเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

๒. ลำบองราหู อาการของโรคมีลักษณะแตกต่างกันตามอายุของเด็ก กำหนดตั้งแต่เด็กมีอายุได้ ๑ เดือน จนถึง ๑๒ เดือน อาการโรคมีต่างๆ กัน ดังนี้

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๑ เดือน อาการเมื่อแรกจับ มีผื่นขึ้น ทั้งตัว พิษของเม็ดผื่นนั้น ทำให้เจ็บไปทุกขุมขน ขนชูชัน นอนสะดุ้ง ร้องไห้ หานํ้าตามิได้ เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๒ เดือน อาการเมื่อแรกจับ ทำให้ เจ็บคอ อ้าปากร้อง กลืนอาหารไม่ได้ เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๓ เดือน อาการเมื่อแรกจับ ทำให้ท้องขึ้น ท้องพองเหลือกำหนด อึดอัด หายใจไม่สะดวก ร้องไห้ดิ้นรนอยู่ ดังจะขาดใจ เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๔ เดือน อาการเมื่อแรกจับ นัยน์ตาจะเหลือง ให้กำมือเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ แข็งกระด้างเกร็งไปทั้งตัว เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๕ เดือน อาการเมื่อแรกจับ มีไข้ ตัวร้อน ท้องขึ้น ท้องพอง เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๖ เดือน อาการเมื่อแรกจับ มือเท้า เย็น ท้องขึ้น ตาเหลือง หลังแข็ง เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๗ เดือน อาการเมื่อแรกจับจะบิดตัว นัยน์ตาเหลือกขึ้นบน มือกำ เท้างอ เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๘ เดือน อาการเมื่อแรกจับ มีไข้ ปากเปื่อย ยิงฟันเป็นนิจ เบื่ออาหาร เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๙ เดือน อาการเมื่อแรกจับ หนาว สะท้าน หดมือ หดเท้า เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๑๐ เดือน อาการเมื่อแรกจับ มีไข้ ตัวร้อนจัด นอนสะดุ้งผวา ร้องไห้ไม่หยุด เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๑๑ เดือน อาการเมื่อแรกจับ มีไข้ ตัวร้อน มีเม็ดพิษขึ้นที่ราวนม และรักแร้ ทำให้ร้องไห้ดิ้นรน กางแขนอ้ารักแร้ อยู่ตลอดเวลา เป็นต้น

ลำบองราหู เกิดเมื่ออายุได้ ๑๒ เดือน อาการเมื่อแรกจับ เป็นไข้ ชัก ตัวเย็น เป็นเหน็บ ร้องไห้ไม่ออก หมดสติ เป็นต้น

๓. อัคคมุขี อาการของโรคเกิดพิษไข้ตัวร้อน ท้องขึ้น อาเจียน ชักมือกำ เท้างอ เป็นต้น

๔. สะพั้น หรือ ตะพั้น อาการของโรคเกิดพิษไข้ตัวเย็นจัด ท้องขึ้น อาเจียน ชักมือกำ เท้างอ เป็นต้น

ความรู้ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องแม่ซื้อ ล้วนเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย ในอดีตที่ได้จรรโลงสร้างสรรค์เป็นมรดกของชาติให้แก่อนุชนรุ่นหลัง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ คู่กับบ้านเมืองสืบไป
20  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / สวดมนต์ทำวัตรเช้า วัดโพรงจระเข้ จังหวัดตรัง เมื่อ: 07 ธันวาคม 2564 15:30:21


ทำวัตรเช้า

คำบูชาพระรัตนตรัย

โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,
     พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นพระองค์ใด, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;

สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม,
     พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ตรัสไว้ดีแล้ว ;

สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
     พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ปฏิบัติดีแล้ว ;

ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง, อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ,
    ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชาอย่างยิ่ง, ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น, พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้, อันยกขึ้นตามสมควรแล้วอย่างไร ;

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ,
     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ, พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานนานแล้ว, ทรงสร้างคุณอันสำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย,

ปัจฉิมา ชะนะตานุกัมปะมานะสา,
     ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้าอันเป็นชนรุ่นหลัง,

อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ,
     ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับเครื่องสักการะอันเป็นบรรณาการของคนยากทั้งหลายเหล่านี้,

อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ,
     เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ.

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,
     พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,

พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ.
     ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน,

          (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
      พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว,

ธัมมัง นะมัสสามิ
.
      ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม

          (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
     พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว,

สังฆัง นะมามิ.
      ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์.

          (กราบ)


                    ปุพพภาคนมการ

(นำ) (หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส.)

(รับ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต,  
     ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น,

อะระหะโต,  
     ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส,

สัมมาสัมพุทธัสสะ,
     ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,

          (๓ ครั้ง)

          *********


                    พุทธาภิถุติ          

(นำ) (หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส.)

(รับ) โย โส ตะถาคะโต,
     พระตถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด ;

อะระหัง,
     เป็นผู้ไกลจากกิเลส ;

สัมมาสัมพุทโธ,
     เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;

วิชชาจะระณะสัมปันโน,
     เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ;

สุคะโต,
     เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี ;

โลกะวิทู,
     เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง ;

อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ,
     เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า ;

สัตถา เทวะมะนุสสานัง,
     เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,

พุทโธ,
     เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม,

ภะคะวา,
     เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์,

โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ,
     พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ได้ทรงทำความดับทุกข์ให้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้ว, ทรงสอนโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา,มาร, พรหม และหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์, พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ;

โย ธัมมัง เทเสสิ,
     พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรมแล้ว,

อาทิกัลยาณัง,
     ไพเราะในเบื้องต้น,

มัชเฌกัลยาณัง,
     ไพเราะในท่ามกลาง,

ปะริโยสานะกัลยาณัง,
     ไพเราะในที่สุด,

สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ,
     ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการปฏิบัติอันประเสริฐบริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง, พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ ;

ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ,
     ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น,

ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ.
     ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า.

          (กราบระลึกพระพุทธคุณ)


                    ธัมมาภิถุติ

(นำ) (หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส.)

(รับ) โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
        พระธรรมนั้นใด, เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ;

สันทิฏฐิโก,
     เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ, พึงเห็นได้ด้วยตนเอง ;

อะกาลิโก,
     เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ;

เอหิปัสสิโก,
     เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า, ท่านจงมาดูเถิด ;

โอปะนะยิโก,
     เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว,

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ,
     เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน,

ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ,
     ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น ;

ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ,
     ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า,

          (กราบระลึกพระธรรมคุณ)


                    สังฆาภิถุติ

(นำ) (หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส.)

(รับ) โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
     สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว ;

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
     สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว ;

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
     สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว ;

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
     สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว ;

ยะทิทัง,
     ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ ;

จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,
     คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ,

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
     นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า,

อาหุเนยโย,
     เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา,

ปาหุเนยโย,
     เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ,

ทักขิเณยโย,
     เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน,

อัญชะลีกะระณีโย,
     เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี,

อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ,
     เป็นเนื้อนาบุญของโลก,ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า;

ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ,
     ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น,

ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ.
     ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น ด้วยเศียรเกล้า.

          (กราบระลึกพระสังฆคุณ)

          *********

                    รตนัตตยัปปณามคาถา

(นำ)  (หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะสังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส.)

(รับ)  พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว,
        พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ ;

โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน,
     พระองค์ใด มีตาคือญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด ;

โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก,
     เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลสของโลก ;

วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,
     ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ ;

ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน,
     พระธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป ;

โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก,
     จำแนกประเภท คือ มรรค ผล นิพพาน, ส่วนใด ;

โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน,
     ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ, และส่วนใดที่ชี้แนวทางแห่งโลกุตตระนั้น ;

วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,
     ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ ;

สังโฆ สุเขตตาภยะติเขตตะสัญญิโต,
     พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย ;

โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก,
     เป็นผู้เห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุคต, หมู่ใด ;

โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส,
     เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี ;

วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ,

อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง,
ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา, มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา.
    บุญใด ที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม, คือพระรัตนตรัยอันควรบูชายิ่งโดยส่วนเดียว ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้นี้,
    ขออุปัทวะทั้งหลาย จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย ด้วยอำนาจความสำเร็จอันเกิดจากบุญนั้น.

          *********

                    สังเวคปริกิตตนปาฐะ

อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน,
     พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้ ;

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,
     เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;

ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก,


     และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์ ;

อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก,
     เป็นเครื่องสงบกิเลส เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ;

สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต,
     เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ ;

มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ :-
    พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า :-

ชาติปิ ทุกขา,
     แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์,

ชะราปิ ทุกขา,
     แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์,

มะระณัมปิ ทุกขัง,
     แม้ความตายก็เป็นทุกข์,

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,
     แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ ;

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข,
     ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,
     ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,
     มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ;

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา,
     ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ;

เสยยะถีทัง,
     ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-

รูปูปาทานักขันโธ,
     ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือรูป ;

เวทะนูปาทานักขันโธ,
     ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือเวทนา ;

สัญญูปาทานักขันโธ,
     ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสัญญา ;

สังขารูปาทานักขันโธ,
     ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสังขาร ;

วิญญาณูปาทานักขันโธ,
     ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือวิญญาณ ;

เยสัง ปะริญญายะ.
     เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์เหล่านี้เอง ;

ธะระมาโน โส ภะคะวา,
     จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ;

เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ,
     ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็นส่วนมาก ;

เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ,
     อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก, มีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ว่า :-

รูปัง อะนิจจัง,
     รูปไม่เที่ยง ;

เวทะนา อะนิจจา,
     เวทนาไม่เที่ยง ;

สัญญา อะนิจจา,
     สัญญาไม่เที่ยง ;

สังขารา อะนิจจา,
     สังขารไม่เที่ยง ;

วิญญาณัง อะนิจจัง,
     วิญญาณไม่เที่ยง ;

รูปัง อะนัตตา,
     รูปไม่ใช่ตัวตน :

เวทะนา อะนัตตา,
     เวทนาไม่ใช่ตัวตน ;

สัญญา อะนัตตา,
     สัญญาไม่ใช่ตัวตน ;

สังขารา อะนัตตา,
     สังขารไม่ใช่ตัวตน ;

วิญญาณัง อะนัตตา,
     วิญญาณไม่ใช่ตัวตน ;

สัพเพ สังขารา อะนิจจา,
     สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง ;

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ,
     ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้,

เต (หญิงว่า ตา) มะยัง โอติณณามหะ, พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว ;

ชาติยา,
     โดยความเกิด ;

ชะรามะระเณนะ,
     โดยความแก่ และความตาย :

โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ,
     โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย ;

ทุกโขติณณา,
     เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว ;

ทุกขะปะเรตา,
     เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว ;

อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ,
     ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้ ;


(สำหรับภิกษุสามเณรสวด)

(คฤหัสถ์ให้หยุด แล้วข้ามไปสวดต่อท่อนท้าย)


จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง,
    เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น ;

สัทธา อะคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา,
     เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว ;

ตัสมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ,
      ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ;

ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา,
      ถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิตของภิกษุทั้งหลาย ;

     (สามเณรสวดพึงเว้นประโยคนี้ หรือจะเปลี่ยนก็ได้ว่า สามะเณรานัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา ถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิตของสามเณรทั้งหลาย)

ตัง โน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ.
     ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ.


(คฤหัสถ์พึงสวดต่อดังนี้)

จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา,
     เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสระณะ ;

ธัมมัญจะ สังฆัญจะ,
      ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย ;

ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ,
      จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตามสติกำลัง ;

สา สา โน ปะฏิปัตติ,
      ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆ ของเราทั้งหลาย ;

อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ.
      จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ.


หน้า:  [1] 2 3 ... 41
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.994 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 6 ชั่วโมงที่แล้ว