[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
23 สิงหาคม 2562 08:18:15 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 380
1  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / Re: วัดไลย์ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี : ชมศิลปะปูนปั้นที่งดงามและมีคุณค่ายิ่ง เมื่อ: 26 มีนาคม 2562 08:42:07


2  นั่งเล่นหลังสวน / ลานกว้าง (มุมดูคลิป) / [Clip] ช็อตฮา กีฬามัน เมื่อ: 15 มกราคม 2562 14:35:32
ช็อตฮา กีฬามัน !!

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=yFnYavdEf6s" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=yFnYavdEf6s</a>
3  สุขใจในธรรม / ห้อง วีดีโอ / ธรรมะเตือนใจ - ชอบด่าว่า สาปแช่งคนอื่น จะได้รับผลกรรมอะไร เมื่อ: 06 ธันวาคม 2561 12:20:04
ธรรมะเตือนใจ - ชอบด่าว่า สาปแช่งคนอื่น จะได้รับผลกรรมอะไร

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=AiajuGNNJGM" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=AiajuGNNJGM</a>




4  นั่งเล่นหลังสวน / เวที จำอวด (จำอวดหน้าม่าน) / จำอวดหน้าจอ - ฉ่อยหน้าม่าน ตอน อลหม่าน ร้านเสริมสวย เมื่อ: 28 พฤศจิกายน 2561 10:14:31

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=4oOV5IMwUKs" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=4oOV5IMwUKs</a>






5  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ / แก่งลี่ผี อาถรรพ์เมืองบังบด ตำนานเมืองที่มองไม่เห็น - หลวงปู่คำคะนึง จุลมณี เมื่อ: 27 พฤศจิกายน 2561 23:12:14
     แก่งลี่ผี อาถรรพ์เมืองบังบด ตำนานเมืองที่มองไม่เห็น - หลวงปู่คำคะนึง จุลมณี




แก่งลี่ผีอยู่ในแม่น้ำโขง เบื้องทิศใต้นครจำปาศักดิ์ลงไป แม่น้ำโขงแถวๆ นั้นมีเกาะแก่งมากมายนับร้อยๆ เกาะ
แล้วมีภูเขาลูกหนึ่งขวางกั้นแม่น้ำโขงอยู่ แม่น้ำโขงไหลข้ามเข้าไปกลายเป็นน้ำตกไป

ชาวบ้านเรียกว่า "ลี่ผี" หมายถึง ที่ดักปลาของภูตผี ท่อนซุงใหญ่ๆ ขนาดหลายคนโอบตกลงไปในแก่งลี่ผีจะแหลกละเอียดหมด
เรือแพผ่านเข้าไปไม่ได้เป็นวังน้ำวนแก่งน้ำตกมฤตยู แล้วยังมีอุโมงค์ใต้น้ำโขงไหลหลอดภูเขาด้วยหลายอุโมงค์

"ภูเขาลูกนี้ลึกลับอาถรรพ์ เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ พวกฤๅษี ชีไพร ตั้งแต่สมัยโบราณแล้วชอบไปบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นั้น เพราะเงียบสงบคนไปรบกวนไม่ได้"

"ดาบสฤๅษีตนนี้มาทำไมที่นี่"

"หลวงปู่ถามดูแล้ว ท่านดาบสผู้มีอายุยืนนานเล่าให้ฟังว่า พวกบังบดนิมนต์ท่านมาเทศนาธรรม"

"พวกบังบดคืออะไรครับ"

"หมายถึงพวกลับแลหรือพวกมีสภาวะเป็นทิพย์ อย่างพวกพญานาคนี้ก็ถือว่าเป็นพวกลับแลพวกหนึ่งได้เหมือนกัน เพราะมีภาวะทิพย์"

"พระฤๅษีดาบสบอกว่า ท่านมาเทศนาธรรมอบรมชาวลับแลได้สามวันแล้ว ต่อจากนั้นก็จะเดินทางไปบำเพ็ญเพียรอยู่ภูจอมทองฝั่งลาว"

หลวงปู่ถามว่า

"แล้วพวกชาวเมืองลับแลไปไหนกันหมด ทำไมไม่เห็นสักคนเดียว"

ท่านตอบว่า

"พวกชาวลับแลไม่อยากแสดงตัวให้เห็น"

หลวงปู่เลยบอกว่า

"จะเข้าไปเที่ยวดูชมข้างในต่อไป ท่านได้ห้ามไว้"

"ทำไมพระฤๅษีถึงห้ามไว้ครับ"

"พระฤๅษีท่านบอกว่าข้างในเป็นเวียงวังของพญานาค เป็นเขตอาถรรพณ์ หากมนุษย์เข้าไปแล้วจะต้องอยู่ที่นั่นเลย กลับออกมาไม่ได้
ถ้ากลับออกมาต้องตาย มนุษย์ที่จะเข้าไปต้องเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ มีวิชาอาคมได้ฌานสมาบัติถึงจะมีอำนาจต้านทานพิษร้ายแรงของพญานาคได้
แต่เมื่อเข้าไปแล้วต้องจำพรรษาอยู่ในเวียงวังพญานาคตลอดไป จะออกมาไม่ได้"

"ทำไม่ถึงออกมาไม่ได้ครับ"

"มันเป็นกฎลึกลับ ของบ้านเมืองบาดาลเป็นอย่างนั้น อย่างพระฤๅษีดาบส ท่านมาจากแก่งลี่ผี ท่านก็ยับยั้งอยู่แค่เขตวัดมหาเจดีย์ทองคำนี้เอง
ไม่เข้าไปในเขตเวียงวังของพญานาค ถ้าเข้าไปแล้วท่านว่าต้องอยู่เป็นสมภารเจ้าวัดในเมืองบาดาลตลอดไป
กลับออกมาอีกไม่ได้ ดังนั้นพวกนาคจึงออกจากเวียงวังชั้นใน มาฟังธรรมเทศนาของท่านที่ข้างนอกแห่งนี้"

"แล้วหลวงปู่ไปไหนอีก"

"พระฤๅษีดาบสท่านบอกให้หลวงปู่กลับ ท่านว่าหลวงปู่มาสามวันแล้ว อย่าอยู่นานกว่านี้เลยไม่ดี อาจแพ้พิษพวกพญานาคได้
เพราะในอาณาบริเวณเขตใต้พิภพเมืองบาดาลนี้ พวกพญานาคคายพิษอันตรายไว้ทั่วไป อากาศเป็นพิษกับมนุษย์และสัตว์ทั่วไป
หลวงปู่ได้รับคำเตือนเช่นนั้นก็เลยกลับออกมา"





ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ เกร็ดธรรมะ ประวัติ พระกรรมฐาน
ประวัติและปฏิปทาของ หลวงปู่คำคะนึง จุลมณี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ตำบลบ้านด่าน อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
เรียบเรียงโดย : เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ

คัดลอกมาจาก: เว็บไซท์พลังจิต
6  สุขใจในธรรม / ธรรมะจากพระอาจารย์ / จงเลือกทำแต่กรรมที่ดี - เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกฺขุ) เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2561 15:39:31
     

จงเลือกทำแต่กรรมที่ดี - เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกฺขุ)





จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีๆนะ เป็นคำแทนคำอวยพรอย่างสูงสุด ประกอบด้วยเหตุผล เมื่อทำกรรมดีแล้ว ไม่ให้พรก็ต้องดี
เมื่อทำชั่วแล้ว จะมาเสกสรรปั้นแต่งอวยพรอย่างไรก็ดีไม่ได้ ทำชั่วก็เหมือนก้อนหินจะต้องจมทันที
ไม่มีผู้วิเศษใดๆมาเสกเป่าอวยพร ขอร้องให้หินลอยขึ้นมาได้ ทำกรรมชั่วต้องล่มจมป่นปี้เสียเกียรติคุณชื่อเสียง
เหมือนก้อนหินหนักจมลงไปอยู่กับโคลนใต้น้ำ
ทำดีเหมือนน้ำมันเบา เมื่อเทลงน้ำ ย่อมลอยเป็นประกายมันปลาบอยู่เหนือน้ำ ทำกรรมดีย่อมเป็นสง่าราศี
มีเกียรติคุณชื่อเสียง มีแต่คนเคารพนับถือ ยกย่องบูชา เฟื่องฟูลอยน้ำเหมือนน้ำมันลอย
ถึงจะมีศัตรูหมู่ร้ายจงใจเกลียดชัง มุ่งร้ายอิจฉาริษยา แช่งด่าให้จม ก็ไม่สามารถจะเป็นไปได้ กลับจะแพ้เป็นภัยแก่ตัวเอง
ขอจงตั้งใจกล้าหาญ พยายามทำแต่กรรมดีๆ โดยไม่มีความเกรงกลัวต่ออุปสรรคใดๆทั้งสิ้น
ผู้ที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยเป็นผู้ที่มีโชคดี ผู้ที่มีความสุข และผู้ที่มีความเจริญ
ประสงค์สิ่งใดสำเร็จสมประสงค์ ก็คือผู้ประกอบกรรม ทำแต่ความดีอย่างเดียวนั่นเอง.







ขอขอบคุณ
เฟสบุ๊คเฟจ: ธรรมชาติ ตามรอยพระอริยะ
7  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ - เรื่องราวความรักของนางโกกิลา เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2561 15:26:05
     
เรื่องเล่าจากพุทธประวัติ “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” “ความรักของนางโกกิลา”






มีอยู่วันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันที่ร้อนอบอ้าว พระอานนท์ได้เดินมาใกล้บ่อน้ำ และเห็นนางทาสี (ทาสรับใช้ที่เป็นผู้หญิง) กำลังตักน้ำอยู่
พระอานนท์ขอบิณฑบาตรน้ำจากนางทาสีคนนั้น นางเห็นพระอานนท์แล้วรู้สึกชอบท่าน หรือหลงรักท่านเลยทันทีก็ว่าได้

ทีแรกนางทาสีคนนั้นก็ไม่กล้าตักกน้ำให้พระอานนท์ เพราะเห็นว่าตัวเองมีวงศ์ตระกูลที่ต่ำกว่า พยายามยกเหตุผลทั้งหลายทั้งปวง
แต่สุดท้ายก็ตักน้ำใส่บาตรของพระอานนท์ หลังจากนั้นพระอานนท์ก็กลับวัดเชตวัน นางทาสีคนนั้นก็เดินตามพระอานนท์ตลอดทางกลับวัด
แถมบอกกับพระอานนท์ว่า

“ข้าพเจ้าไม่กลับ ข้าพเจ้ารักท่าน ข้าพเจ้าไม่เคยพบใครดีเท่าพระคุณเจ้าเลย”

แต่พระอานนท์ ซึ่งไม่ได้มีจิตใจสิเนหา ก็ได้สอนนางทาสีคนนั้นว่า

“ความรักเป็นเรื่องร้ายมิใช่เรื่องดี พระศาสดาตรัสว่าความรักเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์โศก และทรมานใจ”

นางทาสีคนนั้นก็ไม่เชื่อว่า ความรักทำให้เกิดความทุกข์ตามที่พระอานนท์ว่า ทำให้พระอานนท์ต้องหยิบยกคำพูดหลาย ๆ คำ
ขึ้นมาสอนนางทาสีคนนั้น

“ความรักก็เหมือนการจับไฟนั่นแหละ ทางที่จะไม่ให้มือพองเพราะไฟเผามีอยู่ทางเดียว
คืออย่าจับไฟ อย่าเล่นกับไฟ ทางที่จะปลอดภัยจากรักก็ฉันนั้น มีอยู่ทางเดียวคืออย่ารัก”


จนสุดท้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมา แล้วถามนางทาสีว่า

“เธอรักอะไรในพระอานนท์”

นางก็ตอบว่า

“รักนัยน์ตาของพระอานนท์”

พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า

“นัยน์ตานั้น ประกอบขึ้นด้วยเส้นประสาทและเนื้ออ่อน ต้องหมั่นเช็ดสิ่งสกปรกในดวงตาอยู่เป็นนิตย์
มีขี้ตาไหลออกจานัยน์ตาอยู่เสมอ ครั้นแก่ไป นัยน์ตาก็จักฝ้าฝางขุ่นมัวไม่แจ่มใส
อย่างนี้เธอจักรักนัยน์ตาของพระอานนท์อยู่หรือ ?”


นางทาสี ก็ไม่ยอมลดละ กล่าวอีกว่า

“ถ้าอย่างนั้น ข้ารักหูของพระอานนท์”

พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า

“หูนั้น ประกอบด้วยเส้นเอ็นและเนื้อ ภายในช่องหูมีของโสโครกเป็นอันมาก มีกลิ่นเหม็น
ต้องแคะไค้อยู่เสมอ ครั้นชราลงก็หนวก จะฟังเสียงอะไรก็ไม่ถนัดหรืออาจไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นแล้ว เธอยังจะรักอยู่หรือ ?”


นางทาสีจึงกล่าวต่อ

“ถ้าอย่างงั้น ข้ารักจมูกของพระอานนท์”

พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า

“จมูกนั้นเล่าก็ประกอบขึ้นด้วยกระดูกอ่อนที่มีโพรง ภายในมีน้ำมูกและเส้นขน
กับของโสโครกมีกลิ่นเหม็น เป็นก้อน ๆ อย่างนี้เธอยังจะรักอยู่อีกหรือ”


...

คำตอบของพระสัมมสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทำให้ความรักของนางที่มีต่อพระอานนท์หายไปแม้แต่นิด หลังจากนั้นนางก็ขอตัวกลับบ้าน

วันรุ่งขึ้นนางก็คิดได้ว่า ถ้าอยากจะอยู่ใกล้ชิดพระอานนท์ จะต้องบวชเป็นภิกษุณีเท่านั้น นางจึงขอลาเจ้านายไปบวชตามแผนที่วางไว้
ระหว่างที่บวช นางก็ไม่สามารถเลิกรักพระอานนท์ได้ จิตใจของนางกระวนกระวายอยู่เสมอ (เหมือนอารมณ์แอบรักคนอื่น)
จนสุดท้ายนางก็ลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอานนท์ ไปเมืองโกสัมพี และคิดว่า

“การอยู่ห่างอาจจะเป็นยากรักษาโรครักได้บ้าง”

...

นางจากพระอานนท์ไปได้ 3 เดือน หลังจากนั้นได้ยินข่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอานนท์จะแสดงธรรมที่เมืองโกสัมพี
นางก็คิดว่าจะตัดใจจากพระอานนท์ได้แล้ว ... แต่เปล่าเลย นางยังตัดใจจากพระอานนท์ไม่ได้ ใจนางเริ่มปั่นป่วนรวนเร
และรำพึงกับตัวเองว่า ความรักเป็นความเรียกร้องของหัวใจ มนุษย์เราทำอะไรลงไป เพราะเหตเพียงสองอย่างเท่านั้น
คือเพราะหน้าที่อย่างหนึ่ง และเพราะความเรียกร้องของหัวใจอีกอย่างหนึ่ง

ประการแรกแม้จะทําสําเร็จบ้าง ไม่สําเร็จบ้าง มนุษย์ก็ไม่ค่อยจะเดือนร้อนเท่าใดนักเพราะคนส่วนมากหาได้รักหน้าที่
เท่ากับความสุขส่วนตัวไม่ แต่สิ่งที่หัวใจเรียกร้องนี่ซิถ้าไม่สําเร็จ หรือไม่สามารถสนองได้หัวใจจะรํ่าร้องอยู่ตลอดเวลา
มันจะทรมานไปจนกว่าจะหมดฤทธิ์ของมันหรือมนุษย์ผู้นั้นจากไป

เย็นวันนั้นเอง พุทธบริษัทแห่งนครโกสัมพีผู้ใคร่ต่อธรรมมีมือถือดอกไม้ธูปเทียน และสุคันธชาติหลากหลายต่างมุ่งหน้าสู่โฆสิตาราม
เพื่อฟังธรรมรสจากพระพุทธองค์ เมื่อพุทธบริษัทพรั่งพร้อมนั่งอย่างมีระเบียบแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสก (สบง) ซึ่งย้อมไว้ด้วยดีแล้ว
ทรงคาดพระกายพันธนะ (ประคตเอว) อันเป็นประดุจสายฟ้า ทรงครองสุคตมหาบังสุกุลจีวร อันเป็นประดุจผ้ากัมพลสีเหลืองหม่น
เสด็จออกจากพระคันธกุฎีสู่ธรรมสภาด้วยพุทธลีลาอันงามยิ่งหาที่เปรียบมิได้ ประดุจวิลาสแห่งพระยาช้างตัวประเสริฐ
และประดุจอาการเยื้องกรายแห่งไกรสรสีหราช เสด็จขึ้นสู่บวรพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้ดีแล้วท่ามกลางมณฑลมาล
ซึ่งประทับตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา ทรงเปล่งพระฉัพพัณณรังสีประดุจพระอาทิตย์เปล่งแสงอ่อน ๆ บนยอดภูเขายุคันธร
เมื่อสมเด็จพระจอมมุนีเสด็จมาถึง พุทธบริษัทก็เงียบกริบ พระพุทธองค์ทรงมองดูพุทธบริษัทด้วยพระหฤทัยอันเปี่ยมไปด้วยเมตตา ทรงดำริว่า

“ชุมนุมนี้ ช่างงามน่าดูจริง จะหาคนคะนองมือคะนองเท้า หรือมีเสียงไอเสียงจามไม่ได้เลย
ชนทั้งหมดนี้มีคารวะต่อเรายิ่งนัก ถ้าเราไม่พูดขึ้นก่อน แม้จะนั่งอยู่นานสักเท่าใดก็จะไม่มีใครพูดอะไรเลย
แต่เวลานี้เป็นเวลาแสดงธรรม”


พระองค์ทรงดำริเช่นนี้แล้วจึงส่งข่ายแห่งพระญาณของพระองค์ไปสำรวจพุทธบริษัทว่า ใครหนอจะสามารถบรรลุธรรมเบื้องสูง
ได้บ้างในวันนี้ ทรงเล็งเห็นอุปนิสัยแห่งภิกษุณีโกกิลาว่า มีญาณแก่กล้าพอจะบรรลุธรรมได้ พระพุทธองค์จึงทรงประกาศ
ธรรมจักรอันประเสริฐ ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะกังวาน ดังนี้


“ดูก่อนท่านทั้งหลาย! ทางสองสายคือกามสุขัลลิกานุโยค การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุขสายหนึ่ง และอัตตกิลมถานุโยค
การทรมานกายให้ลำบากเปล่าสายหนึ่ง อันผู้หวังความเจริญในธรรมพึงละเว้นเสีย ควรเดินทางสายกลาง
คือเดินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ คือความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดชอบ การทำชอบ การประกอบอาชีพในทางสุจริต
ความพยายามในทางที่ชอบ การตั้งสติชอบ และการทำสมาธิชอบ

ดูก่อนท่านทั้งหลาย! ความทุกข์เป็นความจริงประการหนึ่งที่ชีวิตทุกชีวิตจะต้องประสบบ้างไม่มากก็น้อย
ความทุกข์ที่กล่าวนี้มีอะไรบ้าง ? ท่านทั้งหลาย ! ความเกิดเป็นความทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็เป็นความทุกข์
ความแห้งใจ หรือความโศกความร่ำไรรำพันจนน้ำตานองหน้า ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ
ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งของอันไม่เป็นที่พอใจ
ปรารถนาอะไรไม่ได้ดังใจ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความทุกข์ที่บุคคลต้องประสบทั้งสิ้น เมื่อกล่าวโดยสรุปการยึดมั่นในขันธ์ ๕
ด้วยตัณหาอุปาทานนั่นเองเป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่

ท่านทั้งหลาย ! เราตถาคตกล่าวว่าความทุกข์ทั้งมวลย่อมสืบเนื่องมาจากเหตุ ก็อะไรเล่าเป็นเหตุแห่งทุกข์นั้น
เรากล่าวว่าตัณหานั้นเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ ตัณหาคือความทะยานอยากดิ้นรน ซึ่งมีลักษณะเป็นสาม
คือดิ้นรนอยากได้อารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนาเรียกกามตัณหาอย่างหนึ่ง
ดิ้นรนอยากเป็นนั่นเป็นนี่เรียกภวตัณหาอย่างหนึ่ง
ดิ้นรนอยากผลักสิ่งที่มีแล้วเป็นแล้วเรียกวิภวตัณหาอย่างหนึ่ง นี่แลคือสาเหตุแห่งทุกข์ขั้นมูลฐาน

ท่านทั้งหลาย การสละคืนโดยไม่เหลือซึ่งตัณหาประเภทต่างๆ ดับตัณหาคลายตัณหาโดยสิ้นเชิงนั่นแล
เราเรียกว่านิโรธคือความดับทุกข์ได้

ทางที่จะดับทุกข์ดับตัณหานั้นเราตถาคตแสดงไว้แล้ว คืออริยมรรคมีองค์ ๘

ท่านทั้งหลายจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย เราตถาคตเองเป็นที่พึ่งแก่ท่านทั้งหลายไม่ได้
ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทางบอกทางเท่านั้น ส่วนความเพียรพยายามเพื่อเผาบาปอกุศล
ท่านทั้งหลายต้องทำเอง ทางมีอยู่เราชี้แล้วบอกแล้ว ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง”



พระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในวันนั้น เหมือนเจาะจงเทศนาแก่ภิกษุณีโกกิลาโดยเฉพาะ นางรู้สึกเหมือนพระองค์
ประทับแก้ปัญญาหัวใจของนางให้หลุดร่วง สมแล้วที่ใคร ๆ พากันชมพระพุทธองค์ ว่าเป็นเหมือนดวงจันทร์
ซึ่งทุกคนรู้สึกเหมือนว่าจงใจจะส่องแสงสีนวลไปให้แก่ตนเพียงคนเดียว

โกกิลาภิกษุณีส่งกระแสจิตไปตามพระธรรมเทศนาปลดเปลื้องสังโยชน์ คือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจทีละชั้น
จนสามารถประหารกิเลสทั้งมวลได้สำเร็จมรรคผลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งด้วยประการฉะนี้



สรุป ความรักทำให้คนมีความทุกข์แต่ทุก ๆ คนก็พยายามวิ่งหาความรัก เหมือนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า


“ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์”








ภาพ: เว็บพลังจิต
ที่มา: หนังสือ “พระอานนท์พุทธอนุชา”


8  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / คาถารักษาไข้ป่า ของหลวงปู่มั่น ที่หลวงปู่เจี๊ยะบันทึกไว้ เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2561 14:52:54
     
คาถารักษาไข้ป่า ของหลวงปู่มั่น ที่หลวงปู่เจี๊ยะบันทึกไว้




ท่านพระอาจารย์มั่นป่วยเป็นมาลาเรีย เรา(หลวงปู่เจี๊ยะ) เป็นพระคิลานุปัฏฐาก(พระผู้ดูแลพระที่อาพาธ) ประจำองค์ท่าน
ปกตินิสัยท่านไม่ชอบเกี่ยวกับหยูกยาอะไร แม้ท่านจะอยู่ในวัยชราธาตุขันธ์กำลังร่วงโรยก็ตาม ท่านยังหนักหน่วงในธรรมโอสถ
เป็นเครื่องประสานธาตุขันธ์อยู่ตลอดเวลา

ตามปกตินิสัยใจคอท่านพระอาจารย์มั่น เวลาท่านป่วยหนักคับขับทางธาตุขันธ์ร่างกายเข้าที่จนมุม ท่านมักคิดค้นด้วยสติปัญญา
ไม่ลดละ ในเวลาป่วย ท่านจะมีอุบายพิจารณาธรรมในขณะเดียวกัน ท่านถือว่า



“ทุกข์เวทนาที่เกิดขึ้นในกายเป็นเรื่องของสัจธรรมโดยตรง
ต้องพิจารณาให้รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ได้ ไม่ปล่อยให้ทุกข์ย่ำยีเปล่าๆ
เพื่อเป็นการฝึกซ้อมสติปัญญา
ให้รู้เท่าทันเหตุการณ์ว่าสติปัญญาที่เคยอบรมและซักซ้อมมาเป็นเวลานาน
ขณะเข้าสู่สงครามคือความทุกข์ทรมาน
ใจจะไม่มีความหวั่นเกรงต่อความจริง ไม่มีความสะท้านหวั่นไหวกับพายุ
คือโทษทุกข์ที่เข้ามาทับถม เมื่อพิจารณาเท่าทันขันธ์ดังที่กล่าวมานี้
อยู่ก็สบาย ถึงตายก็มีชัยชนะ”




ในระหว่างที่อาพาธอยู่นั้น วันหนึ่งท่านพูดเปรยๆขึ้นว่า

“หยูกยารักษามาก็นานแล้วยาธรรมดาเหมือนชาวโลกเขาคงกินไม่ได้เรื่อง ต้องเอายาวิเศษคือธรรมโอสถ
หากไม่หายก็ให้มันตายซะ ท่านจึงเจริญกายคยาสติกรรมฐานเป็นอนุโลมและปฏิโลมเพ่งแผดเผาภายใน
เพื่อเป็นวิหารธรรมอยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่นานอาพาธก็สงบ จึงปรากฏบทคาถาขึ้นว่า




“ฌายี ตปติ อาทิจฺโจ” พิจารณาได้ความว่า “ฌาน แผดเผาเหมือนดวงอาทิตย์ ฉะนั้น”




ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้
หนังสือหลวงปู่เจีียะ จุนโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง
เพื่อเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติคุณครูบาอาจารย์

เรียบเรียงโดย : ศักดิ์ศรี บุญรังศรี

ขอบคุณที่มา
เว็บไซท์ partiharn.com/contents/16664







9  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: แม้แต่ “พระอานนท์” ก็ยังร้องไห้ เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้ปรินิพพาน เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2561 14:28:39
     
พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=PnuZjPwXTXw" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=PnuZjPwXTXw</a>





10  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / แม้แต่ “พระอานนท์” ก็ยังร้องไห้ เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้ปรินิพพาน เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2561 14:22:45
     
แม้แต่ “พระอานนท์” ก็ยังร้องไห้ เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้ปรินิพพาน



เนื้อหาใน มหาปรินิพพานสูตร ในพระไตรปิฎก ระบุถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปสู่วิหารยืนเหนี่ยวไม้คันทวย
ร้องไห้อยู่ว่า เรายังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำอยู่ แต่พระศาสดาของเรา ซึ่ง
เป็นผู้อนุเคราะห์เรา ก็จักปรินิพพานเสีย ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งถาม
พวกภิกษุว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์ไปไหน พวกภิกษุกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ท่านอานนท์นั้น เข้าไปสู่วิหารยืนเหนี่ยวไม้คันทวยร้องไห้อยู่ว่า
เรายังเป็นเสขบุคคล มีกิจที่จะต้องทำอยู่ แต่พระศาสดาของเรา ซึ่งเป็นผู้
อนุเคราะห์เรา ก็จักปรินิพพานเสีย พระผู้มีพระภาคจึงรับสั่งกะภิกษุรูปหนึ่งว่า
เธอจงไปเถิดภิกษุ จงบอกอานนท์ตามคำของเราว่า ท่านอานนท์ พระศาสดา
รับสั่งหาท่าน ภิกษุนั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาท่าน
พระอานนท์ถึงที่ใกล้ ครั้นเข้าไปหาแล้วบอกว่า ท่านอานนท์ พระศาสดา
รับสั่งหาท่าน ท่านพระอานนท์รับคำภิกษุนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ฯ

ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านว่า
อย่าเลย อานนท์ เธออย่าเศร้าโศก ร่ำไรไปเลย เราได้บอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่
หรือว่า ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากของรักของ
ชอบใจทั้งสิ้นต้องมี เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหน สิ่ง
ใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนา
ว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูกรอานนท์ เธอได้
อุปัฏฐากตถาคตด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตา ซึ่ง
เป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นความสุข ไม่มีสอง หาประมาณมิได้มาช้านาน เธอ
ได้กระทำบุญไว้แล้ว อานนท์ จงประกอบความเพียรเถิด เธอจักเป็นผู้ไม่มี
อาสวะโดยฉับพลัน ฯ



ภาพ: เว็บไซท์พลังจิต
เนื้อหา: เว็บไซท์ข่าวสด
11  สุขใจในธรรม / ธรรมะจากพระอาจารย์ / เรื่องการลอยกระทง จากคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2561 13:36:48
     
เรื่องการลอยกระทง จากคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ






การลอยกระทงนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าเราจะปรารภแต่รอยพระพุทธบาทอย่างเดียวก็เห็นว่าไม่สมเหตุสมผล
ความจริงแล้วขอให้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย นั่นก็คือบูชา พระพุทธเจ้า บูชาพระธรรม
คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวร แล้วก็บูชาพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย อย่างนี้เราจะมีบุญใหญ่ได้รัตนะถึง ๓ ประการ
หรือว่าอนุสสติทั้ง ๓ ประการ

การลอยกระทงนี้ ตามโบราณเขาถือว่าเป็นการขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยเด็กๆ ท่านผู้ใหญ่เคยบอกว่า
เราเคยถ่ายอุจจาระก็ดี ปัสสาวะก็ดี ลงในแม่น้ำ ถือว่าเป็นการไม่เคารพรอยพระบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่ความจริงเรื่องนี้เห็นว่าจะไม่สมเหตุสมผล เพราะว่าองค์สมเด็จพระทศพลไม่ได้ทรงคิดอย่างนั้น แต่ว่าโบราณท่านตั้งใจทำก็เป็นความดี
เพราะการขอขมากับองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ใจเราใสบริสุทธิ์ หมดจากการปรามาสในองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ
แสดงความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี


จากหนังสือธัมมวิโมกข์ฉบับที่ ๑๗๖ หน้า ๓๖-๓๗ โดย พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) อุทัยธานี



คัดลอกข้อความจากเฟสบุ๊คเพจ คำสอนหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

12  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ดูดวง ทำนายทายทัก / วิธีแก้บน ถอนคำสาบาน ที่จำไม่ได้ ตามแบบของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2561 09:24:03


วิธีแก้บน ถอนคำสาบาน ที่จำไม่ได้ ตามแบบของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=LVjVAbtTBdE" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=LVjVAbtTBdE</a>


หลายคนที่ชอบบนไว้ในทุกเรื่องที่อยากให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งที่มองไม่เห็นได้
ให้ช่วยเหลือในเวลาที่ไม่สามารถจะหันหน้าไปพึ่งพาสิ่งใดที่จับต้องได้
จนนึกไม่ออกว่าได่ไปบนไว้เรื่องอะไรบ้าง

บางครั้งเมื่อกิจกรรมสิ่งที่บนไว้เกิดความสำเร็จก็เกิดดีใจจนลืมไปแก้บนในสิ่งที่เคยกล่าวไว้นั้น
ในหนังสือหนังสือ "สมบัติพ่อให้ ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน" หน้า ๒๖๓ ของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ท่านได้บันทึกถึงวิธีแก้ไขเมื่อลืมการแก้บนไว้ดังนี้

+++วิธีแก้ไขเมื่อลืมแก้บน +++

เมื่อวันวิสาขบูชาที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๓ หลวงพ่อได้เตือนผู้ที่เคยบนไว้
แต่ลืมแก้บนและจำไม่ได้ว่าบนอะไรไว้บ้าง ให้จัดของแก้บนดังนี้





๑. บายศรีปากชาม ๗ ชั้น (ยอดเสียบด้วยไข่ต้ม)
๒. ข้าวปากหม้อ (ใส่ในกรวยยอดบายศรี)
๓. ไก่ต้ม ๑ ตัว
๔. หัวหมู ๑ หัว

ท่านให้ปูผ้าขาวตั้งเครื่องสังเวยเหล่านี้บนโต๊ะกลางแจ้ง จุดธูปเทียนอธิษฐานแล้วกล่าวว่า


"ขอให้ท่านผู้มีพระคุณได้โปรดรับเครื่องสังเวยที่ข้าพเจ้าได้เคยบนไว้ และขอให้อดโทษแก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิด"







คัดจาก หนังสือ "สมบัติพ่อให้ ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน" หน้า ๒๖๓
หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี
ที่มา FB:เพจบารมี หลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤๅษี



13  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ดูดวง ทำนายทายทัก / Re: วิธีแก้บน บนแล้วจำไม่ได้ แก้ไขอย่างไร มาดูกัน เมื่อ: 15 พฤศจิกายน 2561 19:05:50


     
วิธีแก้บนใช้ธูปกี่ดอก ?

ปัญหาโลกแตกสำหรับคนแก้บนคือไม่รู้ว่าต้องใช้ธูปเท่าไหร่นี่แหละ
วันนี้เรามีคำตอบให้ว่าธูปกี่ดอกใช้บูชาอะไร ไหว้อะไร แก้บนอะไร

ธูป 1 ดอก ไหว้ศพ เจ้าที่ วิญญาณธรรมดา ที่ไม่ได้ขึ้นชั้นเทพ
ธูป 2 ดอก ใช้บูชาเจ้าที่ เทพ
ธูป 3 ดอก ใช้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ธูป 5 ดอก ใช้บูชาพระรัตนตรัย บูชารัชกาลที่ 5 ธาตุทั้งห้า หรือทิศทั้งห้า พระภูมิ
ธูป 7 ดอก ไหว้พระพรหม บูชาพระอาทิตย์ ถือคติคุ้มครองทั้ง 7 วันในสัปดาห์
ธูป 8 ดอก บูชาเทพเจ้าของชาวฮินดู
ธูป 9 ดอก บูชาแก้ว 9 ประการ พระพุทธคุณ ทั้งเก้า และพระเทพารักษ์
ธูป 10 ดอก ใช้บูชาเจ้าที่ตามความเชื่อของชาวจีนบางกลุ่ม
ธูป 12 ดอก บูชาเจ้าแม่กวนอิม บูชาพระคุณของแม่
ธูป 16 ดอก บูชาเทพชั้นครู หรือ พิธีกลางแจ้ง ที่มีการอัญเชิญเทวดา ที่สำคัญหมายถึงสวรรค์ 16 ชั้น
ธูป 19 ดอก บูชาเทวดาทั้ง 10 ทิศ
ธูป 21 ดอก บูชาพระคุณของพ่อ
ธูป 32 ดอก ใช้สวดชุมนุมเทวดาทั้ง 4 ทิศ
ธูป 108 ดอก บูชาสิ่งสูงสุดทั่วทั้งโลกทุกชั้นฟ้า


14  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ดูดวง ทำนายทายทัก / Re: วิธีแก้บน บนแล้วจำไม่ได้ แก้ไขอย่างไร มาดูกัน เมื่อ: 15 พฤศจิกายน 2561 18:52:43

     
ลาของแก้บนต้องทำอย่างไร ?

การลาของไหว้นั้น หลังจากลาแล้วให้ตัดแบ่งเป็น 2 กระทง คือ

1. วางข้างล่างใกล้ๆ โต๊ะบวงสรวง 1 กระทง แล้วพูดว่า ขอเชิญบริวารทั้งหลายรับประทานได้แล้วเจ้าข้า และเมตตาช่วยด้วย
2. วางไว้นอกรั้วบ้าน 1 กระทง แล้วพูดว่า ขอเชิญสรรพวิญญาณทั้งหลาย รับประทานได้แล้ว ณ บัดนี้ และเมตตาช่วยสงเคราะห์ด้วย

หลายคนอยากรู้ว่า… ของแก้บนทานได้ไหม ?
ของไหว้ที่เหลือจากตัดแบ่งนั้น หากคุณไม่ถือหรือของไม่เสียก็ย่อมทานได้ เพราะเรานำถวายกับพระพุทธรูป
ของที่ใช้มีแต่ของดีดี ทานแล้วย่อมเป็นมงคลแก่ตัวเราเอง


15  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ดูดวง ทำนายทายทัก / Re: วิธีแก้บน บนแล้วจำไม่ได้ แก้ไขอย่างไร มาดูกัน เมื่อ: 15 พฤศจิกายน 2561 18:50:21
     
วิธีแก้บนที่จําไม่ได้

เข้าเรื่องเลยก็คือคนมากมายเนี่ยไปบนแล้วจำไม่ได้ ลืมแก้บน
หนักกว่านั้นบางคนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยไปบนบานศาลกล่าวมา
ดังนั้นเราจึงต้องมาถอนการแก้บน สาบทสาบานกันให้เป็นเรื่องเป็นราว
โดยวิธีนี้สามารถทำได้ด้วยตนเองที่บ้านให้จัดพิธีกลางแจ้ง สิ่งที่ต้องเตรียม มีดังนี้

1. โต๊ะ 1 ตัว ปูผ้าสีขาว
2. พระพุทธรูป 1 องค์
3. ธูป 16 ดอก เทียนขาว 2 เล่ม และกระถางปักธูป
4. พานดอกไม้ หมากพลู บุหรี่ และเงิน 100 บาท (เงินนี้เมื่อจบพิธีให้นำไปซื้อสังฆทานถวายพระ)
5. ผลไม้ 5 หรือ 7 อย่าง ได้แก่ กล้วยน้ำว้า 1 หวี, มะพร้าว 1 ลูก, สับปะรด 1 ผล และผลไม้ตามฤดูกาล
6. พวงมาลัยดาวเรือง 3 พวง
7. น้ำเปล่ากับน้ำแดงอย่างละ 1 ขวด
8. สำหรับวิธีการแก้บน เริ่มจากจัดวางของแก้บนให้เรียบร้อย จากนั้นให้จุดธูป 16 ดอก และกล่าวดังนี้

ให้ตั้งจิตแล้วกล่าวนะโมฯ ๓ จบ...

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ

ข้าพเจ้า ชื่อ…..นามสกุล…..วันเดือนปีเกิด….. ขออันเชิญองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นประธานและสักขีพยาน
ตลอดทั้งอันเชิญเทพเทวาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายรวมทั้งเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขาให้มารับเครื่องสังเวย
เครื่องสักการะที่ลูกได้จัดถวายให้ในวันนี้ เนื่องจากลูกเคยบนบานศาลกล่าว ทั้งที่จำได้และจำไม่ได้ก็ดี
ทั้งที่สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ตาม ขออันเชิญให้มารับเครื่องแก้บนทั้งหลายเหล่านี้
เมื่อท่านทั้งหลายได้รับแล้วลูกขอถอนคำสาบาน คำบนบานศาลกล่าวทั้งหมดขอให้สิ้นสุด ณ วินาทีนี้เป็นต้นไป
ขอโปรดเมตตาให้ลูกได้พบกับกรรมดี จากบุญกุศลที่เคยทำมา ให้มีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง
จนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ


** กล่าวเสร็จให้ปักธูป (ทำแล้วห้ามขอพรใด ๆ เพิ่งจะแก้ไปอย่าเพิ่งรีบผูกใหม่)



16  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ดูดวง ทำนายทายทัก / วิธีแก้บน บนแล้วจำไม่ได้ แก้ไขอย่างไร มาดูกัน เมื่อ: 15 พฤศจิกายน 2561 18:40:22
     
วิธีแก้บน บนแล้วจำไม่ได้ แก้ไขอย่างไร มาดูกัน

https://www.klangpanya.com/wp-content/uploads/2018/03/incense-pay01.jpg


การดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นไม่ได้มีเพียงแต่การพักผ่อน หรือการกินเท่านั้น แต่มีสิ่งที่ต้องปฏิบัติ มีความรับผิดชอบต่อการงาน
การเรียน ส่งผลทำให้เกิดความคาดหวัง ต้องการประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง มีตำแหน่งที่สูง มีอำนาจและบริวาร  แม้แต่ด้านความรัก
หรือเรื่องเงินๆ ทองๆ ย่อมต้องการมีทรัพย์สมบัติที่มากขึ้น หลาย ๆ คนมักหาที่พึ่งทางใจ
การบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามสถานที่ต่าง ๆ นั้นจึงเป็นที่นิยมปฏิบัติกันมาก !!

ถึงยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ไม่ได้ทำให้ “การบน” ลดน้อยลงเลย จะเห็นได้ตามข่าว หรือสถานที่ เช่น วัด ศาลเจ้า
หรือสถานที่ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งยุคโซเซียลแล้วที่ไหนดีที่ไหนเด่นก็จะเช็คอินกัน ซึ่ง “การบน” หรือ “การแก้บน” มีมานานแล้ว
หลายคนก็จำคำที่ตนบนไว้ได้ แต่บางคนก็จำไม่ได้



ในกรณีที่เราจำได้ วิธีการแก้บนที่ถูกต้องควรปฏิบัติอย่างไร ?

1. เตรียมของแก้บนตามจำนวนที่ตนเองได้บนไว้ บางคนก็หัวหมู ไก่ต้ม ไข่ต้ม ดอกไม้ เครื่องเซ่น หรือการรำแก้บน
2. ไปสถานที่ที่ตนเองได้บนไว้
3. เตรียมธูป เทียน เพื่อไปไหว้ขอขมา
4. ฤกษ์ยามนั้นควรขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละบุคคล แต่ถ้าสิ่งที่ขอไว้สำเร็จผลควรรีบไปแก้บนอย่างเร็วที่สุด

** ที่สำคัญไม่ควรไปแก้บนในวันพระ โดยเฉพาะช่วงเข้าพรรษา เพราะ พระจะต้องถือศีลและปฏิบัติตามกิจของสงฆ์
ส่วนหมู่เทพทั้งหลายก็จะบำเพ็ญบุญในวันนี้

*** อยากแก้บนให้หลุดควรทำในวันอังคาร วันเสาร์ ก่อนเวลา 11.00 น. ไม่ควรทำหลังพระอาทิตย์ตกดิน


17  สุขใจในธรรม / เสียงบทสวดมนต์ / เสียงสวด อาฏานาฏิยปริตร บทที่ใช้สวดภาณยักษ์ แบบเป็นเสียงสวดปกติ เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2561 19:49:49

เสียงสวด อาฏานาฏิยปริตร

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=jA4a_U3I6v8" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=jA4a_U3I6v8</a>




18  สุขใจในธรรม / เสียงบทสวดมนต์ / Re: เสียง สวดภาณยักษ์ ฉบับพระราชพิธีหลวง เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2561 13:35:20
      การสวดภาณยักษ์

เป็นพิธีที่ความเชื่อกันว่า เป็นพิธีที่สามารถขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และปกป้องคุ้มครองผู้สวดและผู้สดับให้อยู่สุขสวัสดี
เนื้อความที่นำมาสวดนั้นมาจากอาฏานาฏิยสูตร ซึ่งมีเนื้อหาว่า ด้วยรักษาในอาฏานาฏานคร บรรยายถึงเหตุการณ์การณ์เข้าเฝ้า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของท้าวจาตุมหาราชทั้ง 4 ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา และผู้ดูแลปกครองยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ และนาค


ที่มาของการสวดภาณยักษ์

หากพิจารณาเนื้อหาในอาฏานาฏิยสูตรจะพบว่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแจ้งให้พระบรมศาสดาพุทธและบรรดาสาวกในพระพุทธศาสนา
ได้ตระหนักว่า ยังมีเหล่ายักษ์ ที่เป็นมิจฉาทิษฐิ ไม่เลื่อมใสในพระธรรมอันสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศไว้ดีแล้ว
เพราะพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม เพื่อเว้นจากฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดปด, ดิ่มสุราเมรัย พวกยักษ์เหล่านั้น
ไม่เว้นจากสิ่งเหล่านี้โดยมากจึงไม่ชอบ

ท้าวจาตุมหาราชทั้ง 4 กราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า หากพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเสพเสนาสนะอันสงัดในป่า อาจถูกยักษ์ชั้นผู้ใหญ่
ที่ไม่เลื่อมใสในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาครบกวน และทำอันตรายได้ ด้วยเหตุนี้เพื่อคุ้มครองรักษารักษาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ท้าวจาตุมหาราชทั้ง 4 จึงกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทรงเรียนคาถาบทหนึ่ง เพื่อทำยักษ์เหล่านั้นให้เลื่อมใส
พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ ท้าวเวสสวัณจึงกล่าวการรักษา ชื่อ อาฏานาฏิยา ซึ่งคำว่า “ รักขา” มีลักษณะเดียวกับ “ปริตร”
คือสวดสำหรับคุ้มครองป้องกันภัย

ทั้งนี้ พระสูตรดังกล่าวมีขนาดยาวมาก ในหนังสือบทสวดมนต์หลวง ส่วนของภาณวาร หรือจุตภาณวาร จึงแบ่งเป็น 2 ภาค คือ ปุพพภาค และปัจฉิมภาค
ภาคแรกเรียกว่า “ยกฺขภาควาร” หรือ ภาณยักษ์ส่วนภาคหลังเรียกว่า “พุทฺธภาควาร” หรือภาณพระ แต่ด้วยความที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับยักษ์ และอมนุษย์
ผู้คนทั่วไปจึงนิยมเรียกกันว่าการสวดภาณยักษ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วการสวดภาณยักษ์ เป็นการเรียกโดยสะดวก
เพราะในการสวดภาณยักษ์นั้นมีทั้งภาณยักษ์ และภาณพระ รวมกันเป็นอาฏานาฏิยสูตร

นอกจากนี้ ยังมีการตัดตอนอาฏานาฏิยสูตรในส่วนที่เป็น "รักขา" หรือคาถา หรือพระปริตร ที่ท้าวจาตุมหาราชทั้ง 4 ทรงถวายแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และพระองค์ได้ทรงมีพุทธานุญาตให้พระสงฆ์เรียนรักขานี้ เพื่อป้องกันภยันตรายจากยักษ์และอมนุษย์ ที่เป็นมิจฉาทิษฐิ
ต่อมาพระปริตรนี้นิยมสวดกันอย่างกว้างขวาง มีรวมอยู่ในจุลราชปริตร หรือ สวด 7 ตำนาน อันหมายถึงการสวดพระปริตร 7 บท
และในมหาราชปริตร หรือสวด 12 ตำนาน อันหมายถึงการสวดพระปริตร 12 บท




19  สุขใจในธรรม / เสียงบทสวดมนต์ / เสียง สวดภาณยักษ์ ฉบับพระราชพิธีหลวง เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2561 13:28:48

สวดภาณยักษ์ ฉบับพระราชพิธีหลวง

www.youtube.com/watch?v=6luaeXzDusQ



20  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / Re: บทสวด โมระปะริตตัง คาถาของนกยูงทอง เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2561 14:10:30

       
ตำนานโมรปริตร

โมรปริตร หรือ โมรปริตตปาฐะ เป็นบทสวดมนต์เรียบเรียงไว้เป็นส่วนหนึ่งใน ภาณวาร หรือหนังสือบทสวดมนต์หลวง
รวมถึงในบทสวดมนต์ เจ็ดสองตำนาน   และ สิบสองตำนาน   โมรปริตรนี้ เป็นบทสวดเพื่อป้องกันภยันตรายต่างๆ
มาจากเรื่องราวขอ งพระโพธิสัตว์ หรือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะทรงตรัสรู้
เมื่อครั้งที่ทรงเสวยพระชาติเป็นนกยูง


ที่มา

โมรปริตร ปรากฎอยู่ในโมรชาดก (ว่าด้วยนกยูงเจริญพระปริตต์) ในหมวดชาดก ขุททกนิกาย ของพระสุตตันตปิฎก
ปรากฎเป็นคาถา มีจำนวนทั้งสิ้น 4 บท คาถาโมรปริตรนี้มีลักษณะฉันทลักษณ์ที่ผสมผสานกัน
อาทิบาทแรกของบทแรก มีฉันทลักษณ์แบบตุฏฺฐภะ กล่าวคือ  " อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา"   อย่างไรก็ตาม
ในบาทต่อๆ มามีการผสมผสานฉันทลักษณ์อื่นๆ ซึ่งไม่สามารถสรุปรูปแบบได้ ยกเว้นบาทที่ 3 ของบทที่ 2 ที่ว่า 
" นมตฺถุ พุทฺธานัง นมตฺถุ โพธิยา "   นั้นใช้ฉันทลักษณ์แบบชคตี ซึ่งมักใช่ร่วมกันกับตุฏฺฐภะ 

เนื่องจากคาถาที่ปรากฎในหมวดชาดก ขุททกนิกาย ไม่ปรากฎที่มาและรายละเอียเพิ่มเติม
ในเวลาต่อมาพระเถราจารย์จึงได้รจนา อรรถกถา อธิบายเนื้อความและเรื่องราวเบื้องหลังของคาถา
ในชาดกต่างๆ เรียกว่า   ชาตกัฏฐกถา   โดยในส่วนโมรปริตร หรือโมรชาดกนั้น พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายเนื้อความ
อันเป็นเหตุแห่งชาดกไว้ว่า ชาดกนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ณ   วัดเชตวันมหาวิหาร   ณ เมืองสาวัตถี
มีเหตุเกี่ยวกับพระภิกษุเกิดความกระสันเนื่องจากเห็นสตรีตกแต่งร่างกายงดงาม จึงตรัสว่ามาตุคามว่า
เป็นภัยร้ายแรงต่อพรหมจรรย์   จากนั้นจึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า ดังนี้ว่า

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกยูง
ในเวลาเป็นฟอง มีกระเปาะฟองคล้ายสีดอกกรรณิการ์ตูม ครั้นเจาะกระเปาะฟองออกมาแล้ว มีสีดุจทองคำ
น่าดู น่าเลื่อมใส มีสายแดงพาดในระหว่างปีก.

นกยูงนั้นคอยระวังชีวิตของตน อาศัยอยู่ ณ พื้นที่เขาทัณฑกหิรัญแห่งหนึ่ง ใกล้แนวเขาที่สี่เลยแนวเขาที่สามไป.
ตอนสว่าง นกยูงทองจับอยู่บนยอดเขา มองดูพระอาทิตย์กำลังขึ้น เมื่อจะผูกมนต์อันประเสริฐ
เพื่อรักษาป้องกันตัว ณ ภูมิภาคที่หาอาหาร จึงกล่าวคาถา (แสดงความนอบน้อมต่อดวงอาทิตย์)
ครั้นนอบน้อมพระอาทิตย์ด้วยคาถานี้ อย่างนี้แล้ว จึงนมัสการพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จปรินิพพานไปแล้วในอดีต
และพระคุณของพระพุทธเจ้า ด้วยคาถาที่สอง (ดังที่ปรากฎในโมรชาดก) นกยูงนั้น ครั้นเจริญพระปริตร
คือการป้องกันนี้แล้ว จึงพักอยู่ ณ ที่อยู่นั้น. ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรนี้ นกยูงมิได้มีความกลัว
ความสยดสยอง ตลอดคืนตลอดวัน

ลำดับนั้น พรานชาวบ้านเนสาทคนหนึ่ง อยู่ไม่ไกลกรุงพาราณสีท่องเที่ยวไปในหิมวันตประเทศ
เห็นนกยูงโพธิสัตว์จับอยู่บนยอดเขาทัณฑกหิรัญ จึงกลับมาบอกลูก

อยู่มาวันหนึ่ง พระนางเขมาพระเทวีของพระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงสุบินเห็นนกยูงสีทองแสดงธรรม
ขณะตื่นพระบรรทมได้กราบทูลสุบินแด่พระราชาว่า   ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ หม่อมฉันประสงค์จะฟังธรรม
ของนกยูงสีทอง เพคะ   พระราชาจึงมีพระดำรัสถามพวกอำมาตย์ พวกอำมาตย์กราบทูลว่า 
พวกพราหมณ์คงจะทราบ พ่ะย่ะค่ะ

พราหมณ์ทั้งหลายสดับพระราชปุจฉาแล้ว จึงพากันกราบทูลว่า   ขอเดชะ นกยูงสีทองมีอยู่แน่ พระเจ้าข้า

พระราชาตรัสถามว่า   มีอยู่ที่ไหนเล่า. จึงกราบทูลว่า   พวกพรานจักทราบ พระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งให้ประชุมพวกพราน แล้วตรัสถาม ครั้นแล้วบุตรพรานคนนั้นก็กราบทูลว่า 
ขอเดชะ ข้าแต่มหาราช นกยูงสีทองมีอยู่จริง อาศัยอยู่ ณ ทัณฑกบรรพต พระเจ้าข้า
พระราชารับสั่งว่า   ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงไปจับนกยูงนั้นมา อย่าให้ตาย. พรานจึงเอาบ่วงไปดักไว้ที่ ณ ที่นกยูงหาอาหาร.
แม้ในสถานที่ที่นกยูงเหยียบ บ่วงก็หาได้กล้ำกรายเข้าไปไม่. พรานไม่สามารถจับนกยูงได้
ท่องเที่ยวอยู่ถึงเจ็ดปี ได้ถึงแก่กรรมลง ณ ที่นั้นเอง.

แม้พระนางเขมาราชเทวี เมื่อไม่ได้สมพระประสงค์ก็สิ้นพระชนม์. พระราชาทรงกริ้วว่า
พระเทวีได้สิ้นพระชนม์ลงเพราะอาศัยนกยูง จึงให้จารึกอักษรไว้ในแผ่นทอง ว่าในหิมวันตประเทศ มีภูเขาลูกหนึ่ง
ชื่อทัณฑกบรรพต นกยูงสีทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ผู้ได้กินเนื้อของมัน ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตาย
จะมีอายุยืน แล้วเก็บแผ่นทองไว้ในหีบทอง.

ครั้นพระราชาสวรรคตแล้ว พระราชาองค์อื่นครองราชสมบัติ ทรงอ่านข้อความในสุพรรณบัฎ
มีพระประสงค์จะไม่แก่ไม่ตาย จึงทรงส่งพรานคนอื่นไปให้เที่ยวแสวงหา.
แม้พรานนั้นไปถึงที่นั้นแล้ว ก็ไม่สามารถจะจับพระโพธิสัตว์ได้ ได้ตายไปในที่นั้นเอง.
โดยทำนองนี้ พระราชาสวรรคตไปหกชั่วพระองค์.

ครั้นถึงองค์ที่เจ็ดครองราชมบัติ จึงทรงส่งพรานคนหนึ่งไป. พรานนั้นไปถึงแล้ว ก็รู้ถึงภาวะที่บ่วงมิได้กล้ำกราย
แม้ในที่ที่นกยูงโพธิสัตว์เหยียบ และการที่นกยูงโพธิสัตว์เจริญพระปริตรป้องกันตนก่อนแล้ว
จึงบินไปหาอาหาร จึงขึ้นไปยังปัจจันตชนบท. จับนางนกยูงได้ตัวหนึ่ง ฝึกให้รู้จักฟ้อนด้วยเสียงปรบมือ
และให้รู้จักขันด้วยเสียงดีดนิ้ว.

ครั้นฝึกนางนกยูงจนชำนาญดีแล้ว จึงพามันไป. เมื่อนกยูงทองยังไม่เจริญพระปริตร ปักโคนบ่วงดักไว้ในเวลาเช้า
ทำสัญญาณให้นางนกยูงขัน. นกยูงทองได้ยินเสียงมาตุคาม ซึ่งเป็นข้าศึกแล้ว. ก็เร่าร้อนด้วยกิเลส
ไม่อาจเจริญพระปริตรได้ จึงบินโผไปติดบ่วง. พรานจึงจับนกยูงทองไปถวาย พระเจ้าพาราณสี.
พระราชาทอดพระเนตรเห็นรูปสมบัติของนกยูงทอง ก็ทรงพอพระทัยพระราชทานที่ให้จับ.

นกยูงทองโพธิสัตว์จับอยู่เหนือคอนที่เขาจัดแต่งให้ จึงทูลถามว่า   ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุไร
จึงมีรับสั่งให้จับข้าพเจ้า.พระราชาตรัสว่า   ข่าวว่า ผู้ใดกินเนื้อเจ้า ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตาย.
ข้าพเจ้าต้องการกินเนื้อเจ้า จะได้ไม่แก่ไม่ตายบ้าง จึงให้จับเจ้ามา.

นกยูงทองทูลว่า   ข้าแต่มหาราช คนทั้งหลายกินเนื้อข้าพเจ้าจะไม่แก่ไม่ตาย ก็ช่างเถิด
แต่ข้าพเจ้าจักตายหรือ. รับสั่งว่า   จริง เจ้าต้องตาย. กราบทูลว่า   ข้าแต่มหาราช เมื่อข้าพเจ้าต้องตาย
ผู้ที่กินเนื้อข้าพเจ้าแล้ว ทำอย่างไรจึงไม่ตายเล่า.รับสั่งว่า   เจ้ามีตัวเป็นสีทอง เพราะฉะนั้น มีข่าวว่า
ผู้ที่กินเนื้อเจ้าแล้ว จักไม่แก่ไม่ตาย.

กราบทูลว่า   ข้าแต่มหาราช ข้าพเจ้ามีสีทอง เพราะไม่มีเหตุหามิได้. เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ในนครนี้แหละ ทั้งตนเองก็รักษาศีลห้า แม้ชนทั้งหลายทั่วจักรวาฬก็ให้รักษาศีล ข้าพเจ้าสิ้นชีพแล้ว
ก็ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ ดำรงอยู่ในภพนั้นจนตลอดอายุ จุติจากนั้นแล้ว จึงมาเกิดในกำเนิดนกยูง
เพราะผลแห่งอกุศลกรรมอื่น. อีกอย่างหนึ่ง แต่ตัวมีสีทอง ก็ด้วยอานุภาพศีลห้าที่รักษาอยู่ก่อน.

รับสั่งถามว่า   เจ้าพูดว่า เจ้าเป็นเจ้าจักรพรรดิ์รักษาศีลห้า ตัวมีสีเป็นทอง เพราะผลของศีล.
ข้อนี้ ข้าพเจ้าจะเชื่อได้อย่างไร มีใครเป็นพยาน. กราบทูลว่า   ข้าแต่มหาราช มี. รับสั่งถามว่า   ใครเล่า.

กราบทูลว่า   ข้าแต่มหาราช เมื่อครั้งเป็นเจ้าจักรพรรดิ์ ข้าพเจ้านั่งรถสำเร็จด้วยแก้วเจ็ดประการ เที่ยวไปในอากาศ
รถของข้าพเจ้านั้นจมอยู่ ภายใต้ภาคพื้นสระมงคลโบกขรณี โปรดให้ยกรถนั้นขึ้นจากสระมงคลโบกขรณีเถิด
รถนั้นจักเป็นพยานของข้าพเจ้า.

พระราชารับสั่งว่า   ดีละ   แล้วให้วิดน้ำออกจากสระโบกขรณี ยกรถขึ้นได้ จึงทรงเชื่อคำของพระโพธิสัตว์.

พระโพธิสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชาว่า   ข้าแต่มหาราช ธรรมที่ปรุงแต่งทั้งหมด ที่เหลือนอกจาก
พระอมตมหานิพพานแล้ว ชื่อว่าไม่เที่ยง มีความสิ้นและความเสื่อมเป็นธรรมดา เพราะมีแล้วกลับไม่มี ดังนี้
แล้วให้พระราชาดำรงอยู่ในศีลห้า.

พระราชาทรงเลื่อมใส บูชาพระโพธิสัตว์ด้วยราชสมบัติ ได้ทรงกระทำสักการะเป็นอันมาก.
นกยูงทองถวายราชสมบัติคืนแด่พระราชา พักอยู่ 2 - 3 วัน จึงถวายโอวาทว่า   ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์
จงทรงไม่ประมาทเถิด   แล้วบินขึ้นอากาศไปยังภูเขาทัณฑกหิรัญ.
ฝ่ายพระราชาดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น เสด็จไปตามยถากรรม

หลังจากทรงแสดงเรื่องราวในอดีตแล้ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเฉลยว่า
พระราชาในครั้งนั้น คือพระอานนท์ ส่วนนกยูงนั้นคือพระมหาบุรุษเอง





หน้า:  [1] 2 3 ... 380
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.15 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 21 สิงหาคม 2562 05:38:16