[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
05 มิถุนายน 2563 03:27:02 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 55
1  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / Re: 5 คาถาเสริมดวงเสริมความเฮง เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2563 13:07:09


5. คาถาชินบัญชร สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี


..ก่อนสวดให้นึกถึงหลวงปู่โต พรหมรังสี แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า..

ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธะนะกาโม ละเภธะนัง
อัตถิกาเย กายะ ญาย เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา


1. ชะยาสะนากะตา พุทธา     เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง            เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา    อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง         มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง        พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง         อุเร สัพพะคุณากะโร.

4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ        สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง     โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง      อาสุง อานันทะ ราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม       อุภาสุง วามะโสตะเก.

6. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง        สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน             โสภิโต มุนิปุงคะโว

7. กุมาระกัสสโป เถโร           มะเหสี จิตตะ วาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง       ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

8. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ        อุปาลี นันทะ สีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา            นะลาเต ติละกา มะมะ.

9. เสสาสีติ มะหาเถรา             วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา                  ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ            อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ       ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ          วาเม อังคุลิมาละกัง

11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ  อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ             เสสา ปาการะสัณฐิตา

12. ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา
วาตะปิตตาทะสัญชาตา         พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ       อะนันตะชินะ เตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ          สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ    วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ        เต มะหาปุริสาสะภา.

15. อิจเจวะมันโต                   สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ                         ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ                       ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ                       ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต         จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.




2  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / Re: 5 คาถาเสริมดวงเสริมความเฮง เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2563 13:02:34


4. คาถาเงินล้าน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ (สวด 9 จบ)


ตั้งนะโมฯ 3 จบ

“สัมปจิตฉามิ นาสังสิโม
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตพาหุหะติ
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย
พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปติจฉามิ เพ็ง เพ็ง พา พา หา หา ฤๅ ฤๅ”




3  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / Re: 5 คาถาเสริมดวงเสริมความเฮง เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2563 13:01:17



3. คาถาเมตตามหานิยม (สมเด็จพุฒาจารย์โต)


ตั้งนะโมฯ 3 จบ

“นะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู นะโมพุทธายะ นะมะอะอุ”





4  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / Re: 5 คาถาเสริมดวงเสริมความเฮง เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2563 12:58:55


2. คาถาป้องกันภัย หรือคาถาโมรปริตร หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต



บทสวดตอนเช้า

“โมระปะริตตัง อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ
หะริสสะ วัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะ เรมุ ทิวะสัง เยพราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เตจะมัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา โมระปะริตตัง”

บทสวดตอนเย็น

“อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ
หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง เยพราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะมัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยิติ”





5  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / 5 คาถาเสริมดวงเสริมความเฮง เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2563 12:55:33
1. บทสวดอิติปิโส (สวดให้เกินอายุ 1 จบ)

ตั้งนะโมฯ 3 จบ

“นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ



อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ”




* หลังจากสวดจบให้ย้อนกลับไปเริ่มสวดที่อิติปิโส จนเกินอายุ 1 จบ
เช่นอายุ 25 ให้สวด 26 จบ

6  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / นอนกอดแฟน มีข้อดีอย่างไร มาดู 5 ข้อดีที่หลาย ๆ คนไม่เคยรู้มาก่อน เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2563 12:46:47
5 ข้อดี ของการ "นอนกอดแฟน"




ใครๆ ก็รู้ดีว่าการนอนกอดแฟนทุกคืนนั้นจะทำให้ความสัมพันธ์ของคู่รักยิ่งแข็งแรง สร้างความอบอุ่น และเชื่อใจกันได้มากขึ้น

ทำให้รู้สึกฟินไปจนถึงเช้า แต่คุณรู้มั้ยว่ามันมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยนะ เพราะมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Pittsburgh วิจัยมาแล้วว่า

การนอนกอดแฟนทุกคืนนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ได้ถึง 5 โรคด้วยกัน วันนี้เราจึงนำมาให้คุณได้เห็นถึงข้อดีนั้นกัน

จะได้รู้ว่าการนอนกอดกัน มันสำคัญกว่าที่คุณคิดซะอีก!



1. ห่างไกลจากโรคเครียด การนอนกอดแฟนจะช่วยลดฮอร์โมนแห่งความเครียดในมนุษย์ลงไปได้มาก จึงทำให้คุณทั้งคู่รู้สึกผ่อนคลาย

ห่างไกลจากโรคเครียดอย่างได้ผลที่สุดเลย


2. ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ นอนกอดแฟนนั้นสามารถลดระดับคอร์ติซอลในตัวเราได้ ซึ่งเจ้าตัวนี้เป็นฮอร์โมนที่จะช่วยความเสี่ยง

ต่อการเกิดโรคหัวใจ


3. ไม่เป็นโรคซึมเศร้า การนอนหลับไปในวงแขนของคนข้างๆ นั้น จะทำให้คุณรู้สึกปลอดภัยมากกกว่าการนอนคนเดียวเป็นอย่างมาก

และยังผลิตออกซิโตซิน หรือฮอร์โมนแห่งความรักให้กับคุณ จึงไม่ต้องห่วงว่าโรคซึมเศร้าจะถามหาแต่อย่างใด


4. สร้างเสริมภูมิคุ้มกัน การนอนหลับในอ้อมกอดของกันและกันนั้นเป็นยาที่ดีที่มีส่วนช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น

จนคุณแข็งแรงกันทั้งคู่แน่นอน


5. ระบบย่อยอาหารแข็งแรง การที่ระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนแห่งความครียด) ลดลง และระดับออกซิโตซิน (ฮอร์โมนแห่งความรัก)

เพิ่มขึ้น ยังส่งผลต่อระบบย่อยอาหารของคุณได้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย



ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว คืนนี้ก็อย่าลืมกลับไปนอนกอดแฟนกันนะ ร่างกายจะได้แข็งแรง ห่างไกลจะโรคร้ายต่างๆ อยู่กันยืนยาวไปจนแก่เฒ่าเลย






ขอขอบคุณเนื้อหา:
7  นั่งเล่นหลังสวน / เกร็ดความรู้ งานบ้าน งานครัว / รองเท้ามีกลิ่น - วิธีขจัดกลิ่นรองเท้าแบบง่าย ๆ เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2563 12:28:02
4 ขั้นตอนกำจัดกลิ่นรองเท้าแบบง่ายๆ ที่คุณก็ทำได้




ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบรองเท้าก่อนว่ากลิ่นอับนั้นมาจากจุดไหน ถ้ามาจากพื้นรองด้านในล่ะก็ ลองเปลี่ยนพื้นรองด้านในใหม่

โดยลองเลือกพื้นรองประเภทที่มีสารเคมีกำจัดแบคทีเรียก็จะดีเพราะแบคทีเรีย เป็นต้นกำเนิดของกลิ่นอับ



ขั้นตอนที่ 2 ถ้ารองเท้าอับชื้น ให้นำไปผึ่งแดด โดยต้องเกาะเชือกรองเท้าออกแล้วยกลิ้นรองเท้าขึ้นเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้

สะดวก ต้องตากให้แห้งสนิทจริงๆ


ขั้นตอนที่ 3 ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ยัดเข้าไปข้างในรองเท้า ทิ้งไว้หนึ่งคืน เพื่อให้กระดาษหนังสือพิมพ์ดูดความชื้นและกลิ่นอับในรองเท้า


ขั้นตอนที่ 4 ถ้ายังมีกลิ่นมารบกวนอีกให้โรยผงฟู ใส่ในรองเท้า และทิ้งไว้ข้ามคืนเพื่อให้ผงฟูดูดซับกลิ่น




นี่ก็คือ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ลองเอาไปใช้กันได้นะครับ แต่หากคุณรองเท้าหลายคู่การสลับสับเปลี่ยนรองเท้าก็เป็นวิธีที่ดีเช่นกัน

เพราะการใส่รองเท้าคู่เดิมซ้ำกันทุกวัน เป็นสาเหตุสำคัญของการหมักหมมของเชื้อแบคทีเรียและเป็นต้นเหตุของกลิ่นอับชื้นที่ไม่พึงประสงค์นั่นเอง







บทความโดย
Kittikun M. - สนุกดอทคอม
8  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ตลาดสด / รวมเมนูขึ้นชื่อของจังหวัดต่าง ๆ ไปจังหวัดไหนต้องกินอะไร เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2563 23:43:04

ไปจังหวัดไหนต้องกินอะไร
รวมเมนูขึ้นชื่อของจังหวัดต่าง ๆ


อุบลราชธานี - ก๋วยจั๊บญวณ
เชียงราย – ข้าวแรมฟืน / ไส้อั่ว
เชียงใหม่ – ข้าวซอย / พริกหนุ่ม
น่าน - ไก่ทอดมะแขว่น
พะเยา - แอ่งแถะ
แพร่ – ขนมจีนน้ำย้อย น้ำเงี้ยว
แม่ฮ่องสอน - ข้าวกั้นจิ้น
ลำปาง – แกงโฮะ / ข้าวแต๋น
ลำพูน - แกงฮังเล
อุตรดิตถ์ - ข้าวแคบ
นครราชสีมา - ไก่กะเต็ด
ศรีสะเกษ - วุ้นหมาน้อย
ชัยภูมิ - หม่ำ
ขอนแก่น - ปลาช่อนกระบอกเผา
บุรีรัมย์ - ลูกชิ้นยืนกิน
ยโสธร - ข้าวปุ้นน้ำงัว
ร้อยเอ็ด - ปุ้นคลุก
เลย - ตำด๊องเด๊ง
สกลนคร - ไก่ย่างพังโคน
นครพนม - ปลาเอินต้มเค็ม
มุกดาหาร - สลัดญวน
หนองคาย – ข้าวโซย
อุดรธานี - ไก่ตุ๊ป่อง
บึงกาฬ - ลาบปลาเผาะ
สุรินทร์ - อังแก๊บบอบ
หนองบัวลำภู - ปลาส้มทอด
อำนาจเจริญ - ลาบหมาน้อย
กาฬสินธุ์ - ตำเมี่ยงนาคู
มหาสารคาม - ลาบปูนา
กำแพงเพชร - บะหมี่ซากังราว
ชัยนาท – สังขยาหน้าควายลุย
นครนายก - ขนมข้าวกระยาคู
นครปฐม - ข้าวหลามบ๊ะจ่าง
นนทบุรี - ทอดมันหน่อกะลา
ปทุมธานี - ข้าวแช่รามัญ
อยุธยา - แสร้งว่ากุ้ง
นครสวรรค์ - ส้มตำไหลบัว
พิจิตร - ปลาเห็ดทอด
พิษณุโลก - ซี่โครงหมูแซ่บแห้ง
เพชรบูรณ์ – ข้าวลืมผัว / ไก่ย่างข้าวเบือ
สุโขทัย – น้ำพริกซอกไข่ / ข้าวเปิ๊บ
ลพบุรี - แกงมันนก
สระบุรี - ผัดหมี่ไทญวน
สิงห์บุรี - ปลาช่อนแม่ลา
สุพรรณบุรี - ปลาม้าแดดเดียว
อ่างทอง - ขนมเกสรลำเจียก
อุทัยธานี - ซาลาเปาไส้ปลาแรด
สมุทรปราการ – น้ำพริกปลาสลิด
สมุทรสงคราม - ปลาทูแม่กลอง
สมุทรสาคร - แกงส้มปูไข่ใบชะคราม
ชลบุรี - ปลาคกต้มเค็ม
ระยอง - แกงส้มผักกระชับ
จันทบุรี - ก๋วยเตี๋ยวหมูเลียง
ตราด - ยำหอยปากเป็ด
ฉะเชิงเทรา – บุหลันดั้นเมฆ
ปราจีนบุรี - ยำกระเฉดชะลูดน้ำ
สระแก้ว - เส้นหมี่หน้าหมู
ตาก - แกงมะแฮะ
กาญจนบุรี - แกงเห็ดโคน
ราชบุรี - กระเพราเต้าหู้ดำ
เพชรบุรี - ขนมจีนทอดมัน
ประจวบคีรีขันธ์ - หอยเสียบจิ้มมะละกอ
ชุมพร - แกงเหมงพร้าว
ระนอง - ยาวเย
สุราษฏร์ธานี - วายคั่วเกาะสมุย / ยำปลาเม็ง นาสาร
นราธิวาส – ละแซ / นาซิดาแฆ
ปัตตานี – ข้าวยำน้ำบูดู / ไก่กอและ
ยะลา – วู่เกาเก๊า / ตะปะซูตง
พังงา – จอแลง / ลูกชกเชื่อม
สตูล – ชาชัก / แกงตอแมะห์
ตรัง – หมี่หนำเหลี่ยว
ภูเก็ต – เป๋าฮื้อนึ่งซีอิ๊ว
พัทลุง – เต้าคั่ว / ข้าวส้ม
สงขลา – แกงเหลือง
นครศรีธรรมราช – ขนมจีนน้ำยาเส้นสด / มังคุดคัด
กระบี่ – หอยชักตีน

9  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: เบอร์สถานทูตไทย ทั่วโลก อัพเดตแล้ว เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2563 17:11:12


เบอร์โทรสถานทูตไทยในทวีปอเมริกาและตะวันออกกลาง








ข้อมูลจาก สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต
10  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: เบอร์สถานทูตไทย ทั่วโลก อัพเดตแล้ว เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2563 17:09:59


เบอร์โทรสถานทูตไทยในเอเชีย







11  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / เบอร์สถานทูตไทย ทั่วโลก อัพเดตแล้ว เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2563 17:09:10
เบอร์สถานทูตไทย ทั่วโลก อัพเดตแล้ว


หากเราอาศัยอยู่ต่างประเทศ และต้องการความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน
เช่น เกิดโรคระบาด ภัยทางธรรมชาติ หรือเหตุใด ๆ สามารถติดต่อไปยังสถานทูตไทยในประเทศนั้น ๆ ได้

เบอร์โทรฉุกเฉินสถานทูตไทย ทั่วโลก เบอร์โทรสถานทูตไทยในประเทศต่าง ๆ

เบอร์โทรสถานทูตไทยในยุโรป








12  สุขใจในธรรม / ธรรมะจากพระอาจารย์ / ศิษย์พระป่า ๖ ประเภท - หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป เมื่อ: 15 มิถุนายน 2559 15:17:11
ศิษย์พระป่า ๖ ประเภท - หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป



ในปัจจุบันนี้ พุทธศาสนิกชนได้หันมาให้ความนิยมทำบุญกับ " พระป่า " สายพระกรรมฐานหลวงปู่มั่น มากขึ้น และในบรรดาผู้ที่ปาวารณาตนเป็นลูกศิษย์พระป่าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือหลายๆองค์ พร้อมกันนี้ยัง พอจำแนกได้เป็น 6 ประเภท กว้างๆดังนี้คือ

"รุ่มรวยอามิสบูชา ศรัทธาความดัง หวังผลกำไร ใฝ่หาแก่นธรรมจริงแท้ ดูแลไม่ลืมหูลืมตา อาจารย์ข้าใครอย่าแตะ "

1. ประเภท "รุ่มรวยอามิสบูชา" พวกนี้คือศิษย์ที่นิยมการทำบุญ เพื่อแสดงถึงฐานะ ความมั่งมีทรัพย์สินของตนเป็นหลัก เวลามาพบพระก็แต่งกายหรูหราด้วยอาภรณ์ภัณฑ์ชั้นดี ประดับแก้วแหวน เพชรนิลจินดา บริจาคเงินแต่ละทีแต่ละครั้ง เป็นแสนเป็นล้าน น้อยกว่านั้นไม่ได้ เดี๋ยวอานิสงค์จะขาดไป พร่องไป ไม่สมบูรณ์

2. ประเภท "ศรัทธาความดัง" พวกนี้คือศิษย์ที่ยึดความดังของพระอาจารย์เป็นสรณะ ไม่ได้ซาบซื้งเท่าใดนักกับหลักธรรมคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ท่านนั้นๆดอก ขอเพียงให้รู้ว่ามีพระอาจารย์องค์ไหนบ้างที่สื่อมวลชนตีพิมพ์ประวัติเรื่องราว พระอาจารย์องค์ไหนบ้างมีผู้คนบอกเล่ากล่าวขวัญถึง ฉันต้องไปทำบุญ ไปกราบไหว้ ให้ได้สักครั้งหนึ่งก็ยังดี เพื่อเพิ่มเนื้อหาให้แก่การสนทนาโอ้อวดว่าองค์โน้นไปกราบมาแล้ว องค์นั้นเคยนิมนต์มาฉันที่นี่ องค์นี้...สนิทใกล้ชิดกันมากเป็นต้น

3. ประเภท "หวังผลกำไร" พวกนี้ถ้ามิใช่พวกหากินกับพระพุทธศาสนา ค้าเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล ก็มักจะเป็นพวกทำงานธนาคาร ซึ่งอาศัยยอดเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา ไปฝากในธนาคารที่ตนเองทำงานอยู่ เพื่อให้ตัวเลขพุ่งขึ้นในบัญชีเงินฝาก ช่วยหนุนทำให้หน้าที่การงานของตนก้าวหน้าตามไปด้วยนั่นเอง

4. ประเภท "ใฝ่หาแก่นธรรมจริงแท้" พวกนี้เป็นศิษย์ที่กระทำการบูชาครูบาอาจารย์ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอน โดยเคร่งครัด มีอันใดติดขัด ก็จะขอคำชี้แนะแก้ไข มีความพากเพียรในการค้นคว้าปฏิบัติธรรม เพื่อความพ้นทุกข์แท้จริง มีกิเลสไว้สำหรับละเลิก มีความตื่น ความรู้ เบิกบานไว้เป็นเครื่องภาวนาน้อมรำลึก

5. ประเภท "ดูแลไม่ลืมหูลืมตา" ที่ซ้ำร้ายศิษย์พระป่าประเภทนี้ มักเป็น "สตรีเพศ " เรียกว่า แทบจะร้อยทั้งร้อยก็ว่าได้ ไม่ทราบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และศิษย์ประเภทนี้มักจะไม่ค่อย รู้ตัวว่า " การอันใดพึงงดเว้นเสียด้วย ขอเพียงให้ฉันได้ปรนนิบัติ ดูแล อาจารย์ที่ศรัทธา อย่างที่ฉันปรารถนาได้ เท่านั้น ก็พอแล้ว "

6. ประเภท "อาจารย์ข้าใครอย่าแตะ" ลูกศิษย์ประเภทนี้นับวัน ยิ่งมีมากขึ้นทุกที คือพวกที่ชอบกระทำตนเป็นเสมือนหนึ่งเจ้าของ หรือผู้จัดการครูบาอาจารย์ท่านแต่ผู้เดียว ผู้ใดก็ไม่รักและศรัทธาเสมอฉันได้ เพราะฉนั้นใครจะให้อาจารย์ทำอะไรต้องมาผ่านทางฉัน ผู้เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวเท่านัั้น

ดังนั้น...สถานการณ์ "พระป่า" ในทุกวันนี้ จึงนับว่าล่อแหลมต่อ "พรหมจรรย์" เป็นอย่างยิ่ง...ซึ่งพ่อแม่ครู อาจารย์แต่ละองค์ท่าน อุตส่าห์พยายามพากเพียร ฝึกฝน อบรมตน อดทน ต่อสู้กิเลส อยู่ในป่า เขา ถ้ำ เงื้อมผา อบรมภาวนาจิตใจ มาอย่างวิเวก เงียบสงัด สงบ จนได้รู้ธรรม เห็นธรรม บริสุทธิ์หมดจด หมดสิ้นซึ่งอาสวะกิเลส ทั้งปวง จึงได้ออกมาสั่งสอน และสงเคราะห์ เราปุถุชน ด้วยความเมตตา เป็นอย่างยิ่ง

บางองค์ท่านจึงจำเป็นต้องปิดซ่อนเร้น "คุณธรรม...คุณวิเศษ" โดยไม่เปิดเผยให้ล่วงรู้มากจนเกินไป รู้เฉพาะแต่หมู่ลูกศิษย์ใกล้ชิดที่ " ใฝ่หาแก่นธรรมจริงแท้" จากองค์ท่านเท่านั้น แต่ท่านก็ยังมีจิตเมตตา คิดสงเคราะห์โลกและสงเคราะห์พวกเราๆที่ยังมีกิเลส มืดบอด อวิชชาครอบงำจิตใจ ให้ได้รู้จักการปฏิบัติธรรม อันได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา ตามแต่วาสนา บารมีธรรม ของแต่ละคนที่ได้เคยสั่งสมอบรมจนเป็นอุปนิสัยปัจจัยกันมามากน้อย...ดังนั้นพวกเราจึงควรปฎิบัติตัวต่อ พ่อแม่ครูอาจารย์ กันอย่างไรบ้าง? ...

ที่มา...หนังสือ " พระป่าของชาวพุทธ " พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
13  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / หลวงปู่มั่นเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระธาตุพนมให้กับหลวงปู่วิริยังค์ฟัง เมื่อ: 11 สิงหาคม 2558 23:27:09
หลวงปู่มั่นเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระธาตุพนมให้กับหลวงปู่วิริยังค์ฟัง





ท่านเล่าไปเคี้ยวหมากไปอย่างอารมณ์ดีว่า
ขณะนั้นพระธาตุพนมไม่มีใครเหลียวแลดอก มีแต่เถาวัลย์นานาชนิดปกคลุมจนมิดเหลือแต่ยอด ต้นไม้รกรุงรังไปหมด ทั้ง ๓ ศิษย์อาจารย์ก็พากันพักอยู่ที่นั้น เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ขณะที่ท่านอยู่กันนั้น พอตกเวลากลางคืนประมาณ ๔-๕ ทุ่ม จะปรากฏมีแสงสีเขียววงกลมเท่ากับลูกมะพร้าว และมีรัศมีสว่างเป็นทาง ผุดออกจากยอดพระเจดีย์ แล้วก็ลอยห่างออกไปจนสุดสายตา และเมื่อถึงเวลาก่อนจะแจ้ง ตี ๓-๔ แสงนั้นก็จะลอยกลับเข้ามาจนถึงองค์พระเจดีย์แล้วก็หายวับเข้าองค์พระเจดีย์ไป
ทั้ง ๓ องค์ศิษย์อาจารย์ได้เห็นเป็นประจักษ์เช่นนั้นทุกๆ วัน ท่านอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ จึงพูดว่า
“ที่พระเจดีย์นี้ต้องมีพระบรมสาริกธาตุอย่างแน่นอน”
ในตอนนี้ผู้เขียนกับพระอาจารย์มั่น ฯ ได้เดินธุดงค์มาพักอยู่ที่วัดอ้อมแก้วมี ๒ องค์เท่านั้น และมีตาปะขาวตามมาด้วยหนึ่งคน ท่านจึงมีโอกาสเล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ข้าพเจ้าฟัง ซึ่งน่าจะเป็นประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนจำได้ว่าเป็นปีที่พระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ คุณนายพวงจากจังหวัดอุบลราชธานี จะตีตั๋วให้ไปทางเครื่องบิน ท่านบอกว่า “เราจะเดินเอา” จึงได้พาผู้เขียนพร้อมด้วยตาปะขาวบ๊อง ๆ คนหนึ่งซึ่งไม่ค่อยจะเต็มเต็งเท่าไรนักไปด้วย เดินไปพักไป แนะนำธรรมะแก่ผู้เขียนไปพลาง จนไปถึงพระธาตุพนม เขตจังหวัดนครพนม แล้วท่านก็พาผู้เขียนพักอยู่ที่นี่และได้ฟังเรื่องราวของพระธาตุพนม ซึ่งจะได้เล่าสู่กันฟังต่อไปข้างหน้า โดยจะเล่าถึงการสถาปนาพระธาตุพนม
ดังนั้น ท่านจึงได้ชักชวนญาติโยมทั้งหลายในละแวกนั้น ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน และส่วนมากก็เป็นชาวนา ได้มาช่วยกันถากถางทำความสะอาดรอบบริเวณองค์พระเจดีย ์นั้น ได้พาญาติโยมทำอยู่เช่นนี้ถึง ๓ เดือนเศษๆ จึงค่อยสะอาด เป็นที่เจริญหูเจริญตามาตราบเท่าทุกวันนี้
เมื่อญาติโยมทำความสะอาดเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์ก็พาญาติโยมในละแวกนั้นทำมาฆบูชา ซึ่งขณะนั้น ผู้คนแถวนั้นยังไม่รู้ถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแต่ อย่างใด ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดศรัทธาเลื่อมใสอย่างจริงจัง จนได้ชักชวนกันมารักษาอุโบสถ ฝึกหัดกัมมัฏฐานทำสมาธิกับท่านอาจารย์จนได้ประสบผลตามสมควร การพักอยู่ในบริเวณของพระธาตุพนมทำให้จิตใจเบิกบานมาก และทำให้เกิดอนุสรณ์รำลึกถึงพระพุทธเจ้าได้อย่างดียิ่ง
ท่านอาจารย์มั่นฯ ได้เล่าต่อไปว่า
ก่อนท่านจะกลับประเทศไทย ท่านเป็นโรคริดสีดวงจมูกประจำตัวมานาน โรคนั้นมักจะกำเริบบ่อย ๆ จึงทำให้ท่านกำหนดเอาเวทนาเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจแห่งความเพียรที่ท่านกำหนดเอาเวทนาเป็นอารมณ์อย่างมิได้ท้อถอยนั้น วันหนึ่งจิตของท่านได้รวมเป็นอัปปนาสมาธิ ขณะที่จิตถอยออกจากอัปปนาสมาธิแล้ว ได้ปรากฏความรู้ที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาว่า โรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากกรรมในปัจจุบัน เนื่องจากได้กระทำกรรมไว้ และเมื่อได้พิจารณาตามรูปเรื่องจนเห็นสมจริงตามความรู้นั้นทุกประการแล้ว จิตก็รวมลงเป็นอัปปนาสมาธิอีก คราวนี้ปรากฏว่ามีอีกาตัวหนึ่งมาจับอยู่บนศีรษะ แล้วมันก็เอาจะงอยปากจิกกินจมูกของท่านจนหมดไป ตั้งแต่นั้นมา โรคริดสีดวงจมูกของท่านก็หายเป็นปกติ นี่เป็นการระงับความอาพาธด้วยธรรมโอสถเป็นครั้งที่สอง
จากนั้นท่านทั้ง ๓ ก็ได้ออกเดินทางจาริกต่อไป และแสวงหาความสงบตามป่าดงพงพีไปเรื่อย ๆ โดยมุ่งหวังเพื่อบรรลุธรรม แต่ก็ยังไม่สมความตั้งใจไว้ ต่อมาพระอาจารย์เสาร์ ก็พากลับจังหวัดอุบลราชธานีอันเป็นถิ่นเดิมของท่าน



ที่มา dharma-gateway.com/monk-hist-index-page.htm
ที่มา samathi.com/meditation/showthread.php?t=1374
ภาพจาพ naryak
เวปหลวงปู่มั่น เวปพลังจิต
14  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เครื่องราง ของขลัง พุทธคุณ / ปริศนาธรรมในผ้ารอยเท้าหลวงพ่อเดิม เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2558 23:22:01




ปริศนาธรรมในผ้ารอยเท้า
หลวงพ่อเดิมได้ให้แง่คิดเพิ่มเติมต่อไปว่า
“คุณ(หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน)ฟังฉันให้ดีๆนะ
คนที่มาวัดนั้น ร้อยละแปดสิบเป็นพวกคนโง่
จ้องจะมาเอาแต่ของขลัง เพราะเขายังห่างธรรมะ
ร้อยละยี่สิบเข้ามาหาธรรมะ มาสนทนาธรรมกับฉัน
มีเพียงไม่กี่คนที่ถามฉันเหมือนที่คุณถามฉัน
เมื่อมีคนถามฉันก็จะบอกเขาว่า
เอารอยเท้าฉันไปนะ
ฉันเป็นอุปัชฌาย์ของเธอ ฉันเป็นพระที่เธอนับถือ
ฉันไม่เก่งอะไรหรอก แต่ฉันสร้างความดี
เธอจงเอารอยเท้าฉันไปดูให้ติดตา
แล้วทำความดีตามรอยเท้าของฉัน
แล้วเธอจะประสบแต่ความสุขความเจริญ
มีหลายรายเอารอยเท้าฉันไปแล้ว เอาไปประกอบกรรมชั่ว
ไปปล้นเขาไปจี้เขา ไปลักวัวลักควายเขา
ต้องถูกยิงตามคาที่ ตายโหง
ถึงมีรอยเท้าฉันอยู่กับตัวก็ช่วยอะไรไม่ได้
เพราะเขาไม่เดินตามรอยเท้าฉันไปในทางที่ดี
แต่กลับแหกคอกไปในทางชั่ว
แล้วจะมาหวังพึ่งอะไรได้เล่า”
นี่คือปรัชญาชีวิตในรอยเท้าของหลวงพ่อเดิม
ที่ท่านฝากเอาไว้กับบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลายให้ได้คิดกันต่อมา
เมื่ออาตมาอยู่เรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม

พระราชสุทธิญาณมงคล
15  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / วิธีรักษาพระไตรสรณคมน์ไม่ให้ขาดและไม่ให้เศร้าหมอง - หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2558 23:17:23


วิธีรักษาพระไตรสรณคมน์ไม่ให้ขาดและไม่ให้เศร้าหมอง ดังนี้คือ :
๑. เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเคารพ ๖ ประการ คือ เคารพในพระพุทธเจ้า ๑ เคารพในพระธรรม ๑ เคารพในพระอริยสงฆ์สาวก ๑ เคารพในความไม่ประมาท ๑ เคารพในไตรสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ๑ เคารพในปฏิสันถารการต้อนรับ ๑ ต้องเป็นผู้มีความเชื่อ ความเลื่อมใส นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ของตนจริงๆ ถ้าประมาทเมื่อไรก็ขาดจากคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น
๒. เว้นจากการนับถือพระภูมิต่างๆ คือ ไม่นับถือภูตผีปีศาจ พระภูมิเจ้าที่ เทวบุตร เทวดา มนต์ คาถา วิชาต่างๆ ต่อไป ถ้านับถือเมื่อไรก็ขาดจากคุณพระรัตนตรัยเมื่อ นั้น
๓. ไม่เข้ารีตเดียรถีย์ นิครณฐ์ คือไม่นับถือลัทธิ วิธี ศาสนาอื่น ภายนอกพระพุทธ ศาสนามาเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลีกของตนสืบต่อไป ถ้านับถือเข้ารีตเดียรถีย์เมื่อไร ก็ขาดจากคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น
๔. ไม่นับถือลัทธิศาสนาพราหมณ์ คือไม่ดูไม้ดูหมอ แต่งแก้แต่งบูชา เสียเคราะห์เสียขวัญ เป็นต้น ถ้านับถือเมื่อไรก็เศร้าหมองในคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น
๕. เป็นผู้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เช่น เชื่อว่า ทำชั่วได้ชั่ว ทำดีได้ดีเป็นต้น ตลอดจนเชื่อความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่สุด ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว ข้อนี้ต้องเป็นผู้มีสมาธิเสมอ ถ้าขาดสมาธิเมื่อไรก็ขาดศรัทธาความเชื่อมั่นนั้น ถ้าขาดศรัทธาความเชื่อเมื่อไรก็เศร้าหมองในคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม
16  สุขใจในธรรม / ธรรมะจากพระอาจารย์ / เกิดมาแล้วอย่าให้รกโลกโดยเปล่า โอวาทธรรม หลวงปู่จาม มหาปุญโญ เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2558 23:14:37


"เกิดมาแล้วอย่าให้รกโลกโดยเปล่า เป็นอยู่ให้ถือเอาประโยชน์ อย่าหนักโลก อย่าหนักหีบ
อย่าหนักฟืน อย่าหนักแผ่นดิน ถ้าจะหนัก ให้หนักศีลธรรม ให้หนักสติปัญญา อยู่ในจิตใจ
ผู้ใดมีธรรมะ ผู้นั้นเป็นผู้ ยังโลกให้มีเครื่องประดับ ยังตนให้เป็นผู้อลังการ ยังตนให้ได้รู้ตน"


โอวาทธรรม หลวงปู่จาม มหาปุญโญ
17  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / เกือบตาบอดเพราะความเพียร : หลวงปู่ชอบ เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2558 23:11:35


หลวงปู่ชอบเล่าว่า..
ตอนจำพรรษาที่ถ้ำนายมหลวงปู่เร่งความเพียรอย่างอุกฤตนั่งภาวนาชนิดหามรุ่งหามค่ำโดยไม่สนใจวันคืน นั่งภาวนา
ข้ามวันข้ามคืนติดต่อกันหลายวันจนก้นแตก ทำให้นั่งภาวนาลำบาก เมื้อนั่งภาวนาไม่ได้ก็หันมาเดินจงกรมแทน ท่านเดิน
จงกรมชนิดเอาเป็นเอาตายจนหนังที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างเปิดออกมีอาการเจ็บแสบที่ฝ่าเท้าไม่ต่างอะไรกับถูกมีดกรีด
เวลาเดินต้องเอาผ้าพันฝ่าเท้า เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด..
ท่านพิจารณาถึงความเพียรของตนเองว่า เราทำความเพียรหนักมากจนเกินไปไม่มีความพอดีในการปฎิบัติ
ร่างกายเลยสู้กับความเพียรไม่ไหว ถ้าขืนยังเร่งความเพียรอย่างหนักแบบนี้อีก ต่อไปร่างกายมันจะทนไม่ไหว...

‪"กิเลสยังไม่ตายแต่ร่างกายของเรามันแตกไปก่อนกิเลส‬"

ท่านจึงผ่อนความเพียรของตนลงเพื่อรักษาธาตุขันธ์.. ช่วงที่ท่านผ่อนความเพียรลงนั้น พอท่านฉันข้าวก็มีอาการ
ง่วงเหงาหาวนอนอย่างผิดปกติ เวลาสวดมนต์ไหว้พระนั่งภาวนาก็เผลอสตินั่งหลับสัปหงกอยู่เป็นประจำ พอเผลอสติ
เมื่อไหร่อาการหลับนกหลับในก็มาเยือนทุกทีซึ่งแต่ก่อนอาการเหล่านี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับท่านมากนัก
ท่านหาอุบายวิธีต่างๆมาแก้ไขตนเองในเรื่องนี้ เช่นฉันพริกในเวลาที่เกิดอาการง่วง ตอนมันเผ็ดมันก็หายง่วงไปชั่ว
ขณะแต่พอหมดฤทธิ์พริกอาการง่วงมันก็กลับมาเหมือนเดิม ท่านจึงตั้งสัจจะไม่นอนเพื่อเป็นการดัดสันดานทรมานกิเลส
ตัดง่วงเหงาที่คอยมารบกวนในการปฎิบัติของท่าน ท่านตั้งสัจจะว่าถ้าหากข้าพเจ้าเผลอสติหลับไปในเวลาใด ขอให้
ข้าพเจ้าขาดใจตายไปพร้อมกับขาดสติของข้าพเจ้าโดยทันที หลวงปู่ชอบท่านเริ่มอดนอนครั้งสามวันถึงจะพักคืนหนึ่ง
ต่อมาถึงเพิ่มเป็นเจ็ดวันถึงจะพักผ่อนครั้งหนึ่ง พอเห็นว่าร่างกายและสติของตนเองมีความเข้มแข็งขึ้นมามาก ท่าน
จึงเพิ่มจำนวนวันในการอดนอนทำความเพียรเป็นลำดับ โดยเพิ่มการอดนอนทำความเพียรต่อเนื่องกันถึงสิบวันสิบ
ห้าวันถึงจะพักผ่อนครั้งหนึ่ง

ตอนอดนอนสิบห้าวันนั้นท่านว่ามันทรมานมาก นัยต์ตาของท่านทั้งสองข้างจะมีอาการปวดจนน้ำตาไหลออกมาอยู่
เรื่อยๆมองดูแสงสว่างก็ไม่ได้เพราะทำให้ปวดลูกนัยต์ตาจนต้องไปอยู่ในถ้ำเพื่ออาศัยความมืดภายในของถ้ำ
ช่วยประคองสายตา ถ้าไม่ทำเช่นนั้นแล้วเส้นเลือดนัยต์ตา‎จะแตกและอาจตาบอดได้‬ !

ปู่ชอบเล่าว่า ธุดงค์สิบสามข้อเราทำมาทั้งหมดไม่มีข้อไหนหนักเท่ากับเนสัชชิก ข้อนี้หนักสุด ทรมานที่สุด
อดข้าวเป็นเดือนยังไม่หนักเท่ากับการอดนอนทั้งอาทิตย์...อดข้าวยังได้นอนพักสายตา แต่อดนอนจะได้พักสายตาก็
ต่อเมื่อหลับภาวนาเท่านั้น อดนอนหลายวันตามันปวด น้ำตามันจะไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา หนักๆเข้าเหมือนกับ
มีไฟมาจ่อสุมอยู่ในลูกตาตลอดเวลา..เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า..ทำไมพระจักขุบาลท่านถึงได้ตาบอด
จากการทำความเพียรอดนอน

อดนอนนี่มหาโหดที่สุด ถ้าถือธุดงค์ข้อนี้แล้ว แต่แอบไปนอนในท่านั่ง ถ้าทำแบบนี้กิเลสมันก็ขี่หัวได้เหมือนเดิม..
นั่งผิงผาหลับใครก็ทำได้หรอก ถ้าทำแบบนี้แล้วอย่ามาตั้งสัจจะให้เสียเวลา ! อย่ามาตั้งสัจจะให้อายพระพุทธรูป !
ให้มันหลอกตัวเอง สุดท้ายแล้วก็ถูกกิเลสสับกระโหลกให้หลับอยู่คือเก่า..เราบ่อเอาแบบนั้น ตั้งสัจจะไม่นอน แต่มานั่ง
ผิงฝา ตั้งสัจจะแบบนั้นเป็นการหลอกตัวเองเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ เราเอาขนาดว่าถ้าเราเผลอสติหลับไปเมื่อ
ไหร่ก็ให้เราขาดใจตายกันไปเมื้อนั้นเลย กิเลสมันก็กลัวตายเหมือนกันมันเลยบ่กล้าหลับ ปีนั้นซัดกันหนักเลย...
‪‎ตาจะบอดหรือตัวจะตายเพราะความเพียรเราแลกทั้งหมด‬ !

จากเรื่องเล่าของหลวงปู่ชอบ..
18  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / Re: ปิรามิดใต้น้ำ อนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อ: 29 เมษายน 2558 09:56:32


Yonaguni - Ancient Underwater City
19  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / Re: ปิรามิดใต้น้ำ อนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อ: 29 เมษายน 2558 09:56:09

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในทีมงานสำรวจ “มาซากิ คิมูระ” (Masaaki Kimura) แห่งมหาวิทยาลัยริวกิวได้ลงความเห็นว่า โบราณสถานเหล่านี้เป็นพีระมิด ซึ่งเกิดจากมนุษย์มากกว่า เขาเชื่อมโยงลักษณะของโบราณสถานเข้ากับบรรดาปราสาทหินและสุสานโบราณบนหมู่เกาะน้อยใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง และชี้ว่ามันเป็นสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกันมาก



แม้คิมูระจะลงความเห็นว่าเป็น “พีระมิด” อารยธรรมมนุษย์ แต่นักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดีหัวเก่ากลุ่มอื่นในญี่ปุ่นไม่เห็นด้วยกับเขาอย่างสิ้นเชิง เพราะมันไปค้านกับวิชาโบราณคดีที่ว่าพีระมิดเก่าที่สุดจะต้องอยู่ในอียิปต์เท่านั้น













20  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / Re: ปิรามิดใต้น้ำ อนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อ: 29 เมษายน 2558 09:54:50

เรือของอาระทาเกะเดินทางออกมาทางตอนใต้ของชายฝั่ง และเมื่อถึงจุดที่ต้องการ เขาก็กระโจนลงไปอย่างไม่รอช้า นักประดาน้ำหนุ่มก็ต้องอ้าปากค้างกับสิ่งที่เขาได้พบ โบราณสถานขนาดมหึมาที่ยังไม่มีใครค้นพบอยู่ตรงหน้าเขา และแถมยังอยู่ใกล้กับชายฝั่งชนิดใกล้กันเพียงฝ่ามือคั่นเลยทีเดียว



สิ่งที่อาระทาเกะค้นพบมีลักษณะคล้ายกับวิหาร ความยาวมากกว่า 300 สูง 75 กว้าง 100 ฟุต



หลังจากว่ายน้ำวนเวียนสำรวจอยู่ครู่ใหญ่ อาระทาเกะก็ยิ่งทึ่งในโบราณสถานใต้น้ำแห่งนี้หนักเข้าไปอีก มันมีเหลี่ยมที่เที่ยงตรงสมบูรณ์ การตัดเส้น และยังมีบริเวณคล้ายกับระเบียงวิหาร



ไม่นานเรื่องราวของโยนากุนิก็ระบาดไปทั่วโลก นักโบราณคดีแห่กันมาดำผุดดำว่าย เพื่อหาข้อสรุปของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหลายๆ ทฤษฎี นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปตรงกันด้านหนึ่งคืออายุของ “อนุสาวรีย์โยนากุนิ” นี้น่าจะอยู่ในช่วงไอซ์เอจหรือตอนปลายยุคน้ำแข็ง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นอายุของโยนากุนิจะเท่ากับหมื่นสองพันกว่าปี แต่อารยธรรมของมนุษย์เท่าที่มีการศึกษาค้นคว้ากันมาอย่างยาวนาน พบว่าเริ่มต้นเมื่อ 6,000 กว่าปีก่อน ซึ่งเท่ากับว่าโยนากุนิเป็นอารยธรรมที่มีมาก่อนอารยธรรมมนุษย์อย่างนั้นหรือ?



ด้วยความใหญ่โตเกินกำลังมนุษย์ยิ่งเป็นยุคโลว์เทคจะสร้างได้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงเสนอว่าจริงๆ แล้วมันน่าจะเกิดจากการรังสรรค์ของธรรมชาติเป็นเวลานานจึงให้เหลี่ยมมุมชัดเจน เช่น การเกิดอัญมณีในชั้นหิน แล้วรูปทรงดันมาคล้ายโบราณสถานเท่านั้นเอง



หน้า:  [1] 2 3 ... 55
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.18 วินาที กับ 27 คำสั่ง

Google visited last this page 25 สิงหาคม 2562 10:23:06