[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
21 กุมภาพันธ์ 2560 12:40:25 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 56
1  สุขใจในธรรม / ธรรมะจากพระอาจารย์ / ศิษย์พระป่า ๖ ประเภท - หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป เมื่อ: 15 มิถุนายน 2559 15:17:11
ศิษย์พระป่า ๖ ประเภท - หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป



ในปัจจุบันนี้ พุทธศาสนิกชนได้หันมาให้ความนิยมทำบุญกับ " พระป่า " สายพระกรรมฐานหลวงปู่มั่น มากขึ้น และในบรรดาผู้ที่ปาวารณาตนเป็นลูกศิษย์พระป่าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือหลายๆองค์ พร้อมกันนี้ยัง พอจำแนกได้เป็น 6 ประเภท กว้างๆดังนี้คือ

"รุ่มรวยอามิสบูชา ศรัทธาความดัง หวังผลกำไร ใฝ่หาแก่นธรรมจริงแท้ ดูแลไม่ลืมหูลืมตา อาจารย์ข้าใครอย่าแตะ "

1. ประเภท "รุ่มรวยอามิสบูชา" พวกนี้คือศิษย์ที่นิยมการทำบุญ เพื่อแสดงถึงฐานะ ความมั่งมีทรัพย์สินของตนเป็นหลัก เวลามาพบพระก็แต่งกายหรูหราด้วยอาภรณ์ภัณฑ์ชั้นดี ประดับแก้วแหวน เพชรนิลจินดา บริจาคเงินแต่ละทีแต่ละครั้ง เป็นแสนเป็นล้าน น้อยกว่านั้นไม่ได้ เดี๋ยวอานิสงค์จะขาดไป พร่องไป ไม่สมบูรณ์

2. ประเภท "ศรัทธาความดัง" พวกนี้คือศิษย์ที่ยึดความดังของพระอาจารย์เป็นสรณะ ไม่ได้ซาบซื้งเท่าใดนักกับหลักธรรมคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ท่านนั้นๆดอก ขอเพียงให้รู้ว่ามีพระอาจารย์องค์ไหนบ้างที่สื่อมวลชนตีพิมพ์ประวัติเรื่องราว พระอาจารย์องค์ไหนบ้างมีผู้คนบอกเล่ากล่าวขวัญถึง ฉันต้องไปทำบุญ ไปกราบไหว้ ให้ได้สักครั้งหนึ่งก็ยังดี เพื่อเพิ่มเนื้อหาให้แก่การสนทนาโอ้อวดว่าองค์โน้นไปกราบมาแล้ว องค์นั้นเคยนิมนต์มาฉันที่นี่ องค์นี้...สนิทใกล้ชิดกันมากเป็นต้น

3. ประเภท "หวังผลกำไร" พวกนี้ถ้ามิใช่พวกหากินกับพระพุทธศาสนา ค้าเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล ก็มักจะเป็นพวกทำงานธนาคาร ซึ่งอาศัยยอดเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา ไปฝากในธนาคารที่ตนเองทำงานอยู่ เพื่อให้ตัวเลขพุ่งขึ้นในบัญชีเงินฝาก ช่วยหนุนทำให้หน้าที่การงานของตนก้าวหน้าตามไปด้วยนั่นเอง

4. ประเภท "ใฝ่หาแก่นธรรมจริงแท้" พวกนี้เป็นศิษย์ที่กระทำการบูชาครูบาอาจารย์ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอน โดยเคร่งครัด มีอันใดติดขัด ก็จะขอคำชี้แนะแก้ไข มีความพากเพียรในการค้นคว้าปฏิบัติธรรม เพื่อความพ้นทุกข์แท้จริง มีกิเลสไว้สำหรับละเลิก มีความตื่น ความรู้ เบิกบานไว้เป็นเครื่องภาวนาน้อมรำลึก

5. ประเภท "ดูแลไม่ลืมหูลืมตา" ที่ซ้ำร้ายศิษย์พระป่าประเภทนี้ มักเป็น "สตรีเพศ " เรียกว่า แทบจะร้อยทั้งร้อยก็ว่าได้ ไม่ทราบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และศิษย์ประเภทนี้มักจะไม่ค่อย รู้ตัวว่า " การอันใดพึงงดเว้นเสียด้วย ขอเพียงให้ฉันได้ปรนนิบัติ ดูแล อาจารย์ที่ศรัทธา อย่างที่ฉันปรารถนาได้ เท่านั้น ก็พอแล้ว "

6. ประเภท "อาจารย์ข้าใครอย่าแตะ" ลูกศิษย์ประเภทนี้นับวัน ยิ่งมีมากขึ้นทุกที คือพวกที่ชอบกระทำตนเป็นเสมือนหนึ่งเจ้าของ หรือผู้จัดการครูบาอาจารย์ท่านแต่ผู้เดียว ผู้ใดก็ไม่รักและศรัทธาเสมอฉันได้ เพราะฉนั้นใครจะให้อาจารย์ทำอะไรต้องมาผ่านทางฉัน ผู้เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวเท่านัั้น

ดังนั้น...สถานการณ์ "พระป่า" ในทุกวันนี้ จึงนับว่าล่อแหลมต่อ "พรหมจรรย์" เป็นอย่างยิ่ง...ซึ่งพ่อแม่ครู อาจารย์แต่ละองค์ท่าน อุตส่าห์พยายามพากเพียร ฝึกฝน อบรมตน อดทน ต่อสู้กิเลส อยู่ในป่า เขา ถ้ำ เงื้อมผา อบรมภาวนาจิตใจ มาอย่างวิเวก เงียบสงัด สงบ จนได้รู้ธรรม เห็นธรรม บริสุทธิ์หมดจด หมดสิ้นซึ่งอาสวะกิเลส ทั้งปวง จึงได้ออกมาสั่งสอน และสงเคราะห์ เราปุถุชน ด้วยความเมตตา เป็นอย่างยิ่ง

บางองค์ท่านจึงจำเป็นต้องปิดซ่อนเร้น "คุณธรรม...คุณวิเศษ" โดยไม่เปิดเผยให้ล่วงรู้มากจนเกินไป รู้เฉพาะแต่หมู่ลูกศิษย์ใกล้ชิดที่ " ใฝ่หาแก่นธรรมจริงแท้" จากองค์ท่านเท่านั้น แต่ท่านก็ยังมีจิตเมตตา คิดสงเคราะห์โลกและสงเคราะห์พวกเราๆที่ยังมีกิเลส มืดบอด อวิชชาครอบงำจิตใจ ให้ได้รู้จักการปฏิบัติธรรม อันได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา ตามแต่วาสนา บารมีธรรม ของแต่ละคนที่ได้เคยสั่งสมอบรมจนเป็นอุปนิสัยปัจจัยกันมามากน้อย...ดังนั้นพวกเราจึงควรปฎิบัติตัวต่อ พ่อแม่ครูอาจารย์ กันอย่างไรบ้าง? ...

ที่มา...หนังสือ " พระป่าของชาวพุทธ " พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
2  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / หลวงปู่มั่นเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระธาตุพนมให้กับหลวงปู่วิริยังค์ฟัง เมื่อ: 11 สิงหาคม 2558 23:27:09
หลวงปู่มั่นเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระธาตุพนมให้กับหลวงปู่วิริยังค์ฟัง





ท่านเล่าไปเคี้ยวหมากไปอย่างอารมณ์ดีว่า
ขณะนั้นพระธาตุพนมไม่มีใครเหลียวแลดอก มีแต่เถาวัลย์นานาชนิดปกคลุมจนมิดเหลือแต่ยอด ต้นไม้รกรุงรังไปหมด ทั้ง ๓ ศิษย์อาจารย์ก็พากันพักอยู่ที่นั้น เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ขณะที่ท่านอยู่กันนั้น พอตกเวลากลางคืนประมาณ ๔-๕ ทุ่ม จะปรากฏมีแสงสีเขียววงกลมเท่ากับลูกมะพร้าว และมีรัศมีสว่างเป็นทาง ผุดออกจากยอดพระเจดีย์ แล้วก็ลอยห่างออกไปจนสุดสายตา และเมื่อถึงเวลาก่อนจะแจ้ง ตี ๓-๔ แสงนั้นก็จะลอยกลับเข้ามาจนถึงองค์พระเจดีย์แล้วก็หายวับเข้าองค์พระเจดีย์ไป
ทั้ง ๓ องค์ศิษย์อาจารย์ได้เห็นเป็นประจักษ์เช่นนั้นทุกๆ วัน ท่านอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ จึงพูดว่า
“ที่พระเจดีย์นี้ต้องมีพระบรมสาริกธาตุอย่างแน่นอน”
ในตอนนี้ผู้เขียนกับพระอาจารย์มั่น ฯ ได้เดินธุดงค์มาพักอยู่ที่วัดอ้อมแก้วมี ๒ องค์เท่านั้น และมีตาปะขาวตามมาด้วยหนึ่งคน ท่านจึงมีโอกาสเล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ข้าพเจ้าฟัง ซึ่งน่าจะเป็นประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนจำได้ว่าเป็นปีที่พระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ คุณนายพวงจากจังหวัดอุบลราชธานี จะตีตั๋วให้ไปทางเครื่องบิน ท่านบอกว่า “เราจะเดินเอา” จึงได้พาผู้เขียนพร้อมด้วยตาปะขาวบ๊อง ๆ คนหนึ่งซึ่งไม่ค่อยจะเต็มเต็งเท่าไรนักไปด้วย เดินไปพักไป แนะนำธรรมะแก่ผู้เขียนไปพลาง จนไปถึงพระธาตุพนม เขตจังหวัดนครพนม แล้วท่านก็พาผู้เขียนพักอยู่ที่นี่และได้ฟังเรื่องราวของพระธาตุพนม ซึ่งจะได้เล่าสู่กันฟังต่อไปข้างหน้า โดยจะเล่าถึงการสถาปนาพระธาตุพนม
ดังนั้น ท่านจึงได้ชักชวนญาติโยมทั้งหลายในละแวกนั้น ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน และส่วนมากก็เป็นชาวนา ได้มาช่วยกันถากถางทำความสะอาดรอบบริเวณองค์พระเจดีย ์นั้น ได้พาญาติโยมทำอยู่เช่นนี้ถึง ๓ เดือนเศษๆ จึงค่อยสะอาด เป็นที่เจริญหูเจริญตามาตราบเท่าทุกวันนี้
เมื่อญาติโยมทำความสะอาดเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์ก็พาญาติโยมในละแวกนั้นทำมาฆบูชา ซึ่งขณะนั้น ผู้คนแถวนั้นยังไม่รู้ถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแต่ อย่างใด ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดศรัทธาเลื่อมใสอย่างจริงจัง จนได้ชักชวนกันมารักษาอุโบสถ ฝึกหัดกัมมัฏฐานทำสมาธิกับท่านอาจารย์จนได้ประสบผลตามสมควร การพักอยู่ในบริเวณของพระธาตุพนมทำให้จิตใจเบิกบานมาก และทำให้เกิดอนุสรณ์รำลึกถึงพระพุทธเจ้าได้อย่างดียิ่ง
ท่านอาจารย์มั่นฯ ได้เล่าต่อไปว่า
ก่อนท่านจะกลับประเทศไทย ท่านเป็นโรคริดสีดวงจมูกประจำตัวมานาน โรคนั้นมักจะกำเริบบ่อย ๆ จึงทำให้ท่านกำหนดเอาเวทนาเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจแห่งความเพียรที่ท่านกำหนดเอาเวทนาเป็นอารมณ์อย่างมิได้ท้อถอยนั้น วันหนึ่งจิตของท่านได้รวมเป็นอัปปนาสมาธิ ขณะที่จิตถอยออกจากอัปปนาสมาธิแล้ว ได้ปรากฏความรู้ที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาว่า โรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากกรรมในปัจจุบัน เนื่องจากได้กระทำกรรมไว้ และเมื่อได้พิจารณาตามรูปเรื่องจนเห็นสมจริงตามความรู้นั้นทุกประการแล้ว จิตก็รวมลงเป็นอัปปนาสมาธิอีก คราวนี้ปรากฏว่ามีอีกาตัวหนึ่งมาจับอยู่บนศีรษะ แล้วมันก็เอาจะงอยปากจิกกินจมูกของท่านจนหมดไป ตั้งแต่นั้นมา โรคริดสีดวงจมูกของท่านก็หายเป็นปกติ นี่เป็นการระงับความอาพาธด้วยธรรมโอสถเป็นครั้งที่สอง
จากนั้นท่านทั้ง ๓ ก็ได้ออกเดินทางจาริกต่อไป และแสวงหาความสงบตามป่าดงพงพีไปเรื่อย ๆ โดยมุ่งหวังเพื่อบรรลุธรรม แต่ก็ยังไม่สมความตั้งใจไว้ ต่อมาพระอาจารย์เสาร์ ก็พากลับจังหวัดอุบลราชธานีอันเป็นถิ่นเดิมของท่าน



ที่มา dharma-gateway.com/monk-hist-index-page.htm
ที่มา samathi.com/meditation/showthread.php?t=1374
ภาพจาพ naryak
เวปหลวงปู่มั่น เวปพลังจิต
3  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เครื่องราง ของขลัง พุทธคุณ / ปริศนาธรรมในผ้ารอยเท้าหลวงพ่อเดิม เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2558 23:22:01




ปริศนาธรรมในผ้ารอยเท้า
หลวงพ่อเดิมได้ให้แง่คิดเพิ่มเติมต่อไปว่า
“คุณ(หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน)ฟังฉันให้ดีๆนะ
คนที่มาวัดนั้น ร้อยละแปดสิบเป็นพวกคนโง่
จ้องจะมาเอาแต่ของขลัง เพราะเขายังห่างธรรมะ
ร้อยละยี่สิบเข้ามาหาธรรมะ มาสนทนาธรรมกับฉัน
มีเพียงไม่กี่คนที่ถามฉันเหมือนที่คุณถามฉัน
เมื่อมีคนถามฉันก็จะบอกเขาว่า
เอารอยเท้าฉันไปนะ
ฉันเป็นอุปัชฌาย์ของเธอ ฉันเป็นพระที่เธอนับถือ
ฉันไม่เก่งอะไรหรอก แต่ฉันสร้างความดี
เธอจงเอารอยเท้าฉันไปดูให้ติดตา
แล้วทำความดีตามรอยเท้าของฉัน
แล้วเธอจะประสบแต่ความสุขความเจริญ
มีหลายรายเอารอยเท้าฉันไปแล้ว เอาไปประกอบกรรมชั่ว
ไปปล้นเขาไปจี้เขา ไปลักวัวลักควายเขา
ต้องถูกยิงตามคาที่ ตายโหง
ถึงมีรอยเท้าฉันอยู่กับตัวก็ช่วยอะไรไม่ได้
เพราะเขาไม่เดินตามรอยเท้าฉันไปในทางที่ดี
แต่กลับแหกคอกไปในทางชั่ว
แล้วจะมาหวังพึ่งอะไรได้เล่า”
นี่คือปรัชญาชีวิตในรอยเท้าของหลวงพ่อเดิม
ที่ท่านฝากเอาไว้กับบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลายให้ได้คิดกันต่อมา
เมื่ออาตมาอยู่เรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม

พระราชสุทธิญาณมงคล
4  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / วิธีรักษาพระไตรสรณคมน์ไม่ให้ขาดและไม่ให้เศร้าหมอง - หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2558 23:17:23


วิธีรักษาพระไตรสรณคมน์ไม่ให้ขาดและไม่ให้เศร้าหมอง ดังนี้คือ :
๑. เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเคารพ ๖ ประการ คือ เคารพในพระพุทธเจ้า ๑ เคารพในพระธรรม ๑ เคารพในพระอริยสงฆ์สาวก ๑ เคารพในความไม่ประมาท ๑ เคารพในไตรสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ๑ เคารพในปฏิสันถารการต้อนรับ ๑ ต้องเป็นผู้มีความเชื่อ ความเลื่อมใส นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ของตนจริงๆ ถ้าประมาทเมื่อไรก็ขาดจากคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น
๒. เว้นจากการนับถือพระภูมิต่างๆ คือ ไม่นับถือภูตผีปีศาจ พระภูมิเจ้าที่ เทวบุตร เทวดา มนต์ คาถา วิชาต่างๆ ต่อไป ถ้านับถือเมื่อไรก็ขาดจากคุณพระรัตนตรัยเมื่อ นั้น
๓. ไม่เข้ารีตเดียรถีย์ นิครณฐ์ คือไม่นับถือลัทธิ วิธี ศาสนาอื่น ภายนอกพระพุทธ ศาสนามาเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลีกของตนสืบต่อไป ถ้านับถือเข้ารีตเดียรถีย์เมื่อไร ก็ขาดจากคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น
๔. ไม่นับถือลัทธิศาสนาพราหมณ์ คือไม่ดูไม้ดูหมอ แต่งแก้แต่งบูชา เสียเคราะห์เสียขวัญ เป็นต้น ถ้านับถือเมื่อไรก็เศร้าหมองในคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น
๕. เป็นผู้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เช่น เชื่อว่า ทำชั่วได้ชั่ว ทำดีได้ดีเป็นต้น ตลอดจนเชื่อความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่สุด ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว ข้อนี้ต้องเป็นผู้มีสมาธิเสมอ ถ้าขาดสมาธิเมื่อไรก็ขาดศรัทธาความเชื่อมั่นนั้น ถ้าขาดศรัทธาความเชื่อเมื่อไรก็เศร้าหมองในคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม
5  สุขใจในธรรม / ธรรมะจากพระอาจารย์ / เกิดมาแล้วอย่าให้รกโลกโดยเปล่า โอวาทธรรม หลวงปู่จาม มหาปุญโญ เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2558 23:14:37


"เกิดมาแล้วอย่าให้รกโลกโดยเปล่า เป็นอยู่ให้ถือเอาประโยชน์ อย่าหนักโลก อย่าหนักหีบ
อย่าหนักฟืน อย่าหนักแผ่นดิน ถ้าจะหนัก ให้หนักศีลธรรม ให้หนักสติปัญญา อยู่ในจิตใจ
ผู้ใดมีธรรมะ ผู้นั้นเป็นผู้ ยังโลกให้มีเครื่องประดับ ยังตนให้เป็นผู้อลังการ ยังตนให้ได้รู้ตน"


โอวาทธรรม หลวงปู่จาม มหาปุญโญ
6  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / เกือบตาบอดเพราะความเพียร : หลวงปู่ชอบ เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2558 23:11:35


หลวงปู่ชอบเล่าว่า..
ตอนจำพรรษาที่ถ้ำนายมหลวงปู่เร่งความเพียรอย่างอุกฤตนั่งภาวนาชนิดหามรุ่งหามค่ำโดยไม่สนใจวันคืน นั่งภาวนา
ข้ามวันข้ามคืนติดต่อกันหลายวันจนก้นแตก ทำให้นั่งภาวนาลำบาก เมื้อนั่งภาวนาไม่ได้ก็หันมาเดินจงกรมแทน ท่านเดิน
จงกรมชนิดเอาเป็นเอาตายจนหนังที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างเปิดออกมีอาการเจ็บแสบที่ฝ่าเท้าไม่ต่างอะไรกับถูกมีดกรีด
เวลาเดินต้องเอาผ้าพันฝ่าเท้า เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด..
ท่านพิจารณาถึงความเพียรของตนเองว่า เราทำความเพียรหนักมากจนเกินไปไม่มีความพอดีในการปฎิบัติ
ร่างกายเลยสู้กับความเพียรไม่ไหว ถ้าขืนยังเร่งความเพียรอย่างหนักแบบนี้อีก ต่อไปร่างกายมันจะทนไม่ไหว...

‪"กิเลสยังไม่ตายแต่ร่างกายของเรามันแตกไปก่อนกิเลส‬"

ท่านจึงผ่อนความเพียรของตนลงเพื่อรักษาธาตุขันธ์.. ช่วงที่ท่านผ่อนความเพียรลงนั้น พอท่านฉันข้าวก็มีอาการ
ง่วงเหงาหาวนอนอย่างผิดปกติ เวลาสวดมนต์ไหว้พระนั่งภาวนาก็เผลอสตินั่งหลับสัปหงกอยู่เป็นประจำ พอเผลอสติ
เมื่อไหร่อาการหลับนกหลับในก็มาเยือนทุกทีซึ่งแต่ก่อนอาการเหล่านี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับท่านมากนัก
ท่านหาอุบายวิธีต่างๆมาแก้ไขตนเองในเรื่องนี้ เช่นฉันพริกในเวลาที่เกิดอาการง่วง ตอนมันเผ็ดมันก็หายง่วงไปชั่ว
ขณะแต่พอหมดฤทธิ์พริกอาการง่วงมันก็กลับมาเหมือนเดิม ท่านจึงตั้งสัจจะไม่นอนเพื่อเป็นการดัดสันดานทรมานกิเลส
ตัดง่วงเหงาที่คอยมารบกวนในการปฎิบัติของท่าน ท่านตั้งสัจจะว่าถ้าหากข้าพเจ้าเผลอสติหลับไปในเวลาใด ขอให้
ข้าพเจ้าขาดใจตายไปพร้อมกับขาดสติของข้าพเจ้าโดยทันที หลวงปู่ชอบท่านเริ่มอดนอนครั้งสามวันถึงจะพักคืนหนึ่ง
ต่อมาถึงเพิ่มเป็นเจ็ดวันถึงจะพักผ่อนครั้งหนึ่ง พอเห็นว่าร่างกายและสติของตนเองมีความเข้มแข็งขึ้นมามาก ท่าน
จึงเพิ่มจำนวนวันในการอดนอนทำความเพียรเป็นลำดับ โดยเพิ่มการอดนอนทำความเพียรต่อเนื่องกันถึงสิบวันสิบ
ห้าวันถึงจะพักผ่อนครั้งหนึ่ง

ตอนอดนอนสิบห้าวันนั้นท่านว่ามันทรมานมาก นัยต์ตาของท่านทั้งสองข้างจะมีอาการปวดจนน้ำตาไหลออกมาอยู่
เรื่อยๆมองดูแสงสว่างก็ไม่ได้เพราะทำให้ปวดลูกนัยต์ตาจนต้องไปอยู่ในถ้ำเพื่ออาศัยความมืดภายในของถ้ำ
ช่วยประคองสายตา ถ้าไม่ทำเช่นนั้นแล้วเส้นเลือดนัยต์ตา‎จะแตกและอาจตาบอดได้‬ !

ปู่ชอบเล่าว่า ธุดงค์สิบสามข้อเราทำมาทั้งหมดไม่มีข้อไหนหนักเท่ากับเนสัชชิก ข้อนี้หนักสุด ทรมานที่สุด
อดข้าวเป็นเดือนยังไม่หนักเท่ากับการอดนอนทั้งอาทิตย์...อดข้าวยังได้นอนพักสายตา แต่อดนอนจะได้พักสายตาก็
ต่อเมื่อหลับภาวนาเท่านั้น อดนอนหลายวันตามันปวด น้ำตามันจะไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา หนักๆเข้าเหมือนกับ
มีไฟมาจ่อสุมอยู่ในลูกตาตลอดเวลา..เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า..ทำไมพระจักขุบาลท่านถึงได้ตาบอด
จากการทำความเพียรอดนอน

อดนอนนี่มหาโหดที่สุด ถ้าถือธุดงค์ข้อนี้แล้ว แต่แอบไปนอนในท่านั่ง ถ้าทำแบบนี้กิเลสมันก็ขี่หัวได้เหมือนเดิม..
นั่งผิงผาหลับใครก็ทำได้หรอก ถ้าทำแบบนี้แล้วอย่ามาตั้งสัจจะให้เสียเวลา ! อย่ามาตั้งสัจจะให้อายพระพุทธรูป !
ให้มันหลอกตัวเอง สุดท้ายแล้วก็ถูกกิเลสสับกระโหลกให้หลับอยู่คือเก่า..เราบ่อเอาแบบนั้น ตั้งสัจจะไม่นอน แต่มานั่ง
ผิงฝา ตั้งสัจจะแบบนั้นเป็นการหลอกตัวเองเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ เราเอาขนาดว่าถ้าเราเผลอสติหลับไปเมื่อ
ไหร่ก็ให้เราขาดใจตายกันไปเมื้อนั้นเลย กิเลสมันก็กลัวตายเหมือนกันมันเลยบ่กล้าหลับ ปีนั้นซัดกันหนักเลย...
‪‎ตาจะบอดหรือตัวจะตายเพราะความเพียรเราแลกทั้งหมด‬ !

จากเรื่องเล่าของหลวงปู่ชอบ..
7  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / Re: ปิรามิดใต้น้ำ อนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อ: 29 เมษายน 2558 09:56:32


Yonaguni - Ancient Underwater City
8  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / Re: ปิรามิดใต้น้ำ อนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อ: 29 เมษายน 2558 09:56:09

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในทีมงานสำรวจ “มาซากิ คิมูระ” (Masaaki Kimura) แห่งมหาวิทยาลัยริวกิวได้ลงความเห็นว่า โบราณสถานเหล่านี้เป็นพีระมิด ซึ่งเกิดจากมนุษย์มากกว่า เขาเชื่อมโยงลักษณะของโบราณสถานเข้ากับบรรดาปราสาทหินและสุสานโบราณบนหมู่เกาะน้อยใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง และชี้ว่ามันเป็นสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกันมาก



แม้คิมูระจะลงความเห็นว่าเป็น “พีระมิด” อารยธรรมมนุษย์ แต่นักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดีหัวเก่ากลุ่มอื่นในญี่ปุ่นไม่เห็นด้วยกับเขาอย่างสิ้นเชิง เพราะมันไปค้านกับวิชาโบราณคดีที่ว่าพีระมิดเก่าที่สุดจะต้องอยู่ในอียิปต์เท่านั้น













9  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / Re: ปิรามิดใต้น้ำ อนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อ: 29 เมษายน 2558 09:54:50

เรือของอาระทาเกะเดินทางออกมาทางตอนใต้ของชายฝั่ง และเมื่อถึงจุดที่ต้องการ เขาก็กระโจนลงไปอย่างไม่รอช้า นักประดาน้ำหนุ่มก็ต้องอ้าปากค้างกับสิ่งที่เขาได้พบ โบราณสถานขนาดมหึมาที่ยังไม่มีใครค้นพบอยู่ตรงหน้าเขา และแถมยังอยู่ใกล้กับชายฝั่งชนิดใกล้กันเพียงฝ่ามือคั่นเลยทีเดียว



สิ่งที่อาระทาเกะค้นพบมีลักษณะคล้ายกับวิหาร ความยาวมากกว่า 300 สูง 75 กว้าง 100 ฟุต



หลังจากว่ายน้ำวนเวียนสำรวจอยู่ครู่ใหญ่ อาระทาเกะก็ยิ่งทึ่งในโบราณสถานใต้น้ำแห่งนี้หนักเข้าไปอีก มันมีเหลี่ยมที่เที่ยงตรงสมบูรณ์ การตัดเส้น และยังมีบริเวณคล้ายกับระเบียงวิหาร



ไม่นานเรื่องราวของโยนากุนิก็ระบาดไปทั่วโลก นักโบราณคดีแห่กันมาดำผุดดำว่าย เพื่อหาข้อสรุปของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหลายๆ ทฤษฎี นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปตรงกันด้านหนึ่งคืออายุของ “อนุสาวรีย์โยนากุนิ” นี้น่าจะอยู่ในช่วงไอซ์เอจหรือตอนปลายยุคน้ำแข็ง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นอายุของโยนากุนิจะเท่ากับหมื่นสองพันกว่าปี แต่อารยธรรมของมนุษย์เท่าที่มีการศึกษาค้นคว้ากันมาอย่างยาวนาน พบว่าเริ่มต้นเมื่อ 6,000 กว่าปีก่อน ซึ่งเท่ากับว่าโยนากุนิเป็นอารยธรรมที่มีมาก่อนอารยธรรมมนุษย์อย่างนั้นหรือ?



ด้วยความใหญ่โตเกินกำลังมนุษย์ยิ่งเป็นยุคโลว์เทคจะสร้างได้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงเสนอว่าจริงๆ แล้วมันน่าจะเกิดจากการรังสรรค์ของธรรมชาติเป็นเวลานานจึงให้เหลี่ยมมุมชัดเจน เช่น การเกิดอัญมณีในชั้นหิน แล้วรูปทรงดันมาคล้ายโบราณสถานเท่านั้นเอง



10  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / Re: ปิรามิดใต้น้ำ อนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อ: 29 เมษายน 2558 09:51:28



เรือของอาระทาเกะเดินทางออกมาทางตอนใต้ของชายฝั่ง และเมื่อถึงจุดที่ต้องการ อาระทาเกะก็กระโจนผลุงลงไปอย่างไม่รอช้า  นักประดาน้ำหนุ่มก็ต้องอ้าปากค้างกับสิ่งที่เขาได้พบ ใครล่ะครับจะคาดดิดว่า บริเวณชายฝั่งของที่ที่ครึกครื้นอย่างโยนากุนิจะซุกซ่อนเอาโบราณสถานขนาดมหึมาที่ยังไม่มีใครค้นพบเอาไว้ แถมยังอยู่ใกล้กับชายฝั่งชนิดจ่อคอหอย ใกล้กันเหมือนตากับคิ้วว่างั้นเหอะ



ฤดูใบไม้ผลิของ ปีค.ศ. 1985 “คิฮาชิโระ อาระทาเกะ” ครูสอนประดาน้ำเจ้าของกิจการโรงแรม บริเวณโยนากุนิ แหล่งประดาน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว ได้ออกดำน้ำสำรวจชายฝั่งในวันที่ลมสงบเงียบ เพื่อหาแหล่งประดาน้ำใหม่ต้อนรับลูกค้า






11  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / Re: ปิรามิดใต้น้ำ อนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อ: 29 เมษายน 2558 09:50:22


Alleged Colossal Head

โบราณสถานแห่งนี้ อาจเป็นคำอธิบายที่ดี สำหรับอารยธรรมต่างๆในแถบอเมริกากลางและใต้ เช่น แอสเท็ค อินคา มายา นาซก้า ได้ว่า เหตุใดชนชาติเหล่านั้นจึงเจริญขึ้นอย่างไม่มีที่ไปที่มา และรังสรรค์งานสะท้านโลกออกมาให้มนุษย์ยุคใหม่อย่างพวกเราได้พิศวงกันจนถึง ทุกวันนี้ ทฤษฎีที่เสนอแนะว่า บรรพบุรุษหรือผู้รอดตายจากแถบโยนากุนิได้เดินทางข้ามมหาสมุทรไปสู่โลกใหม่นั้น สร้างความเกรียวกราวในวงการอยู่พอสมควร มีหลักฐานจากสิ่งก่อสร้างใต้น้ำมายืนยันว่ามันเป็นลักษณะและไสตล์ที่เหมือนกันราวกับแหล่งเดียว แต่ว่า.. ยังมีแต่อยู่นิดนึงครับ

ปริศนาที่ยังไม่คลี่คลาย...ขอย้อนอดีตไปยังปี ค.ศ. 1985 ที่โยนากุนิ อันเป็นดินแดนที่อยู่ค่อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ใกล้ๆ กับหมู่เกาะริวกิว โยนากุนิเป็นสถานที่ที่เลื่องชื่อในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว อาทิ เป็นที่อยู่ของตัวมอธพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแนวปะการังที่สวยงาม และธุรกิจสอนประดาน้ำกับการดำชมปะการังก็กำลังเฟื่องฟูในตอนนั้น แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายให้ความสนใจไปพักผ่อนกัน นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว นักวิทยาศาสตร์และนักชีววิทยาทางทะเลจำนวนไม่น้อย ก็แห่กันไปที่นั่น เพื่อศึกษาพฤติกรรมของฉลามหัวฆ้อนอันมีอยู่อย่างชุกชมและถือเป็นแหล่งที่อยู่ของฉลามหัวฆ้อนแหล่งใหญ่อีกแหล่ง ของโลกเลยครับ

... ท่ามกลางความคึกคักของแถบนี้ ยังไม่มีใครรู้เลยว่า ไกลออกไปจากชายฝั่งไม่กี่อึดใจ โยนากุนิได้ซ่อนเอาโบราณสถานใต้น้ำขนาดมหึมาเอาไว้โดยไม่มีใครทราบมาก่อน





บุคคลแรกที่ค้นพบโบราณสถานใต้น้ำแห่งโยนากุนิ เป็นนักประดาน้ำท้องถิ่นชื่อ คิฮาชิโระ อาระทาเกะ เขาเป็นครูสอนประดาน้ำ รวมทั้งเจ้าของกิจการโรงแรมเล็กๆที่มีรายได้ไม่เลว เหมือนกัน จกาปากคำของอาระทาเกะ เขาพบโบราณสถานแห่งนี้ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1985

ในวันที่ลมสงบและทะเลไร้คลื่น ใช่แล้วครับ บรรยากาศแบบนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง และดูเหมือนเป็นใจให้กับการประดาน้ำอย่างที่สุด อาระทาเกะตัดสินใจที่จะไปดำน้ำสำรวจชายฝั่งด้วยความตั้งใจสองประการคือ หนึ่ง ดำไปตามกิจวัติประจำวันของเขา และสอง สำรวจหาแหล่งประดาน้ำและแนวปะการังใหม่ เพื่อต้อนรับลูกค้าของเขานั่นเอง





12  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ปิรามิดใต้น้ำ อนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อ: 29 เมษายน 2558 09:48:49
ปิรามิดใต้น้ำ อนุสาวรีย์โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

ณ บริเวณชายฝั่งของเกาะเล็กกระจ่อยร่อยในญี่ปุ่นนามว่า โยนากุนิ สิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายอนุสาวรีย์ยักษ์ได้จ่อมจมอยู่ใต้น้ำ มันเป็นวิหารหินขนาดมหึมาที่แม้ปัจจุบันหลายฝ่ายก็ยังถกเถียง และหาคำอธิบายที่ฟังขึ้นเกี่ยวกับมันไม่ได้ ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดก็คือว่า อนุสาวรีย์แห่งโยรากุนินี้ เกิดขึ้นจากธรรมชาติหรือเกิดจากผลงานทางอารยธรรมของมนุษย์ ถ้าเป็นฝีมือมนุษย์ เทคโนโลยีขนาดไหนถึงจะรังสรรค์มันออกมาให้เกิดขึ้นได้ในรูปลักษณ์ที่โอ่อ่า อลังการเช่นนี้ หากเกิดจากธรรมชาติ คำอธิบายเกี่ยวกับเหลี่ยมมุมและแนวกำแพงที่ตรงแหนวแม่นยำราวกับเกิดจากการ วัดคำนวณของวิศวกรมือเอกนี่เล่า จะอธิบายอย่างไร?



บรรดานักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ที่ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ต่างพากันลงความเห็นว่า อนุสาวรีย์ยักษ์นี้เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ อนุสาวรีย์หินที่โยนากุนิก็นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ โดยเฉพาะในประเด็นของโบราณสถานใต้น้ำ แต่ก็นั่นล่ะครับ อายุอานามของอนุสาวรีย์ (ขอเรียกแบบนี้ไปก่อนละกัน) แห่งนี้ เท่าที่คำนวณคร่าวๆ แล้ว นักวิทยาศาสตร์หลายคนลงความเห็นว่า น่าจะอยู่ในตอนปลายของยุคน้ำแข็ง ซึ่งมันก็หมื่นสองพันกว่าปีมาแล้ว บางท่านว่าน่าจะเก่ากว่านั้นด้วยซ้ำ

เอ...ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ยุคใหม่เราย้อนหลังไปไกลขนาดนั้นหรือครับ แถมถ้าเป็นอารยธรรมโบราณก่อนยุคน้ำแข็งจริง สิ่งก่อสร้างนั้นคือผลงานของอารยธรรมใดกัน? สิ่งก่อสร้างมหึมาเหล่านั้นใครเป็นผู้สร้างมันเอาไว้ให้มีขนาดใหญ่โตเกินเหตุในยุคโบร่ำโบราณที่อารยธรรมของมนุษย์ยังไม่ก่อกำเนิดแบบนี้



สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นข้อสรุปที่ดีสำหรับข้อถกเถียงในวงการโบราณคดีที่ว่าอารยธรรมโบราณก่อนหน้าที่มนุษย์จะรู้จักและยังคงเป็นตำนานอยู่นั้นมีจริง หรือไม่ เพราะจากหลักฐานเท่าที่มีในปัจจุบัน อารยธรรมของมนุษย์ที่พอยอมรับได้ว่าเป็นอารยธรรมมันเริ่มก่อตัวขึ้นมาเมื่อ ประมาณ 6,000 ปีก่อนนี้เท่านั้นเอง แต่น่าประหลาดมากครับ อนุสาวรีย์ที่โยนากุนิ มีลักษณะคล้ายหรือใกล้เคียงกับอนุสรณ์สถานต่างๆในอเมริกาใต้เป็นอย่างมาก บางคนถึงกับเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "ปิระมิดใต้ทะเลแห่งเอเชีย" เลยทีเดียว



13  นั่งเล่นหลังสวน / ลานกว้าง (มุมดูคลิป) / หม่ำกับโรงบาลบ้า ฮาสุด ๆ ส่วนหนึ่งจากหนังบอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม เมื่อ: 29 เมษายน 2558 09:41:24
หม่ำกับโรงบาลบ้า ฮาสุด ๆ ส่วนหนึ่งจากหนังบอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม

หม่ำโคตรฮา



14  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: เรื่องเล่าจากบทเพลง : มะเมี๊ยะ โศกนาฏกรรมตำนานความรักต้องห้าม เมื่อ: 18 มีนาคม 2558 10:33:03
 เหนื่อย

 โอ๊ะ
15  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปรษณีย์ / หยุดเพิ่มมูลค่าให้ตลาดค้างาช้าง ชีวิตที่แลกมาด้วยค่าปรับเพียงน้อยนิด เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2558 11:05:49





16  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: สาระน่ารู้เกี่ยวกับตรุษจีน รวมเรื่องราวเกร็ดความรู้ของ วันตรุษจีน เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2558 11:03:24

วันเที่ยว



วันเที่ยว หรือ วันถือ คือวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่หนึ่ง (初一 ชิวอิก) ของเดือนที่หนึ่งของปี วันนี้ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณ
ที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันคือ "ป้ายเจีย" เป็นการไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทอง
ไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะส้มออกเสียงภาษาแต้จิ๋วว่า "กิก" (橘) ไปพ้องกับคำว่าความสุขหรือโชคลาภ
吉 แปลว่า โชคลาภ หรือ ภาษาฮกเกี้ยน และ ภาษากวางตุ้ง ส้มเรียกว่า "ก้าม" (柑) ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง (金)
เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำความสุขหรือโชคลาภไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล (เสมือนมี 吉 ประกอบกัน 4 ตัว กลายเป็น
17  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: สาระน่ารู้เกี่ยวกับตรุษจีน รวมเรื่องราวเกร็ดความรู้ของ วันตรุษจีน เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2558 11:01:18

วันไหว้



ตอนเช้ามืดจะไหว้ "ป้ายเล่าเอี๊ย" (拜老爺 / 拜老爷) เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ เครื่องไหว้คือ เนื้อสัตว์สามอย่าง (ซาแซ ซำเช้ง)
ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ หรือเพิ่มตับ ปลา เป็นเนื้อสัตว์ห้าอย่าง (โหงวแซ) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง

ตอนสาย จะไหว้ "ป้ายแป๋บ้อ" (拜父母) คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว
เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ อาหารคาวหวาน
(ส่วนมากจะทำตามที่ผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ
หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และถือเป็นเวลาที่ครอบครัว
หรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว

ตอนบ่าย จะไหว้ "ป้ายฮ่อเฮียตี๋" (拜好兄弟) เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน
เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเพื่อเป็นสิริมงคล

 แบร่





18  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: สาระน่ารู้เกี่ยวกับตรุษจีน รวมเรื่องราวเกร็ดความรู้ของ วันตรุษจีน เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2558 10:59:45

วันจ่าย




วันจ่าย คือวันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ
ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว ไม่จำเป็นจะต้องมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ (地主爺 / 地主爷 ตี่จู้เอี๊ย)
ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ 4 วันที่แล้ว
เพราะว่าเจ้าที่ไม่ได้ไปไหนเมื่อสี่วันที่แล้ว ตัวเราส่งแต่ เจ้าซิ้ง หรือเจ้าเตา


 โกรธ

19  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: สาระน่ารู้เกี่ยวกับตรุษจีน รวมเรื่องราวเกร็ดความรู้ของ วันตรุษจีน เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2558 10:57:34
วันตรุษจีน



ตรุษจีน (春節) เป็นวันหยุดตามประเพณีของจีนที่สำคัญที่สุด ในประเทศจีน ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า "เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ"
เพราะฤดูใบไม้ผลิตามปฏิทินจีนเริ่มต้นด้วยวันลีชุน ซึ่งเป็นวันแรกในทางสุริยคติของปีปฏิทินจีน วันดังกล่าวยังเป็นวันสิ้นสุดฤดูหนาว
ซึ่งคล้ายกันกับงานเทศกาลของตะวันตก เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 ในปฏิทินจีนโบราณและสิ้นสุดลงในวันที่ 15
ด้วยเทศกาลโคมไฟ คืนก่อนตรุษจีนเป็นวันซึ่งครอบครัวจีนมารวมญาติเพื่อรับประทานอาหารเย็นเป็นประจำทุกปี
ซึ่งเรียกว่า ฉูซี่ (Chúxī) หรือ "การผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน" เนื่องจากปฏิทินจีนเป็นแบบสุริยจันทรคติ
ตรุษจีนจึงมักเรียกว่า "วันขึ้นปีใหม่จันทรคติ"

ตรุษจีนเป็นงานเฉลิมฉลองที่ยาวที่สุดและสำคัญที่สุดในปฏิทินจีน จุดกำเนิดของตรุษจีนนั้นมีประวัติหลายศตวรรษ
และมีความสำคัญเพราะตำนานและประเพณีหลายอย่าง ตรุษจีนมีการเฉลิมฉลองกันในหลายประเทศ
และดินแดนซึ่งมีประชากรจีนอาศัยอยู่มาก อย่างเช่น จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเก๊า มาเลเซีย
ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย รวมทั้งในชุมชนชาวจีนที่อื่น ตรุษจีนถูกมองว่าเป็นวันหยุดสำคัญสำหรับชาวจีน
และได้มีอิทธิพลต่อการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่จันทรคติของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรวมทั้งเกาหลี (โซลนาล)
ภูฏาน และเวียดนาม

ในประเทศจีน ธรรมเนียมและประเพณีท้องถิ่นเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองตรุษจีนนั้นหลากหลายมาก ประชาชนจะเทเงินของตน
เพื่อซื้อของขวัญ ของประดับตกแต่ง วัสดุ อาหารและเครื่องนุ่งห่ม นอกจากนี้ยังมีประเพณีว่า ทุกครอบครัว
จะทำความสะอาดบ้านอย่างละเอียดลออ เพื่อปัดกวาดโชคร้ายด้วยหวังว่าจะเปิดทางให้โชคดีเข้ามา มีการประดับหน้าต่าง
และประตูด้วยกระดาษตัดสีแดงและคู่กับธีม "โชคดี", "ความสุข", "ความมั่งคั่ง" และ "ชีวิตยืนยาว" ที่ได้รับความนิยม
ในคืนก่อนตรุษจีน อาหารค่ำเป็นการกินเลี้ยงกับครอบครัว อาหารนั้นจะมีเช่น หมู เป็ด ไก่และอาหารอย่างดี (delicacies)
รสหวาน ครอบครัวจะปิดท้ายค่ำคืนด้วยประทัด เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กจะทักทายบิดามารดาของตนโดยอวยพรพวกท่าน
ให้มีสุขภาพดีและสวัสดีปีใหม่ และได้รับเงินอั่งเปา ประเพณีตรุษจีนนั้นเพื่อการสมานฉันท์ ลืมความบาดหมาง
และปรารถนาสันติและความสุขแก่ทุกคนอย่างจริงใจ

แม้ปฏิทินจีนแต่โบราณไม่ใช้ปีตัวเลขต่อเนื่องกัน นอกประเทศจีน ปีจีนจึงมักนับเลขนับแต่รัชสมัยจักรพรรดิเหลือง
แต่เนื่องจากมีการกำหนดให้อย่างน้อยสามปีเป็นเลข 1 ที่นักวิชาการใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน จึงทำให้ปี
พ.ศ. 2555 เป็น "ปีจีน" 4710, 4709 หรือ 4649

ปฏิทินสุริยจันทรคติจีนเป็นตัวกำหนดวันที่ของตรุษจีน ปฏิทินดังกล่าวยังใช้ในประเทศซึ่งรับเอาหรือได้รับอิทธิพล
จากวัฒนธรรมฮั่น ที่โดดเด่น คือ เกาหลี ญี่ปุ่นและเวียดนาม และอาจมีบรรพบุรุษร่วมกันที่มีเทศกาลตรุษคล้ายกัน
นอกเอเชียตะวันออก เช่น อิหร่าน และในประวัติศาสตร์ ดินแดนชนบัลการ์

ในปฏิทินเกรโกเรียน แต่ละปีตรุษจีนมิได้ตรงกัน คือ อยู่ระหว่างวันที่ 21 มกราคมถึง 20 กุมภาพันธ์ ในปฏิทินจีน
เหมายันต้องเกิดในเดือนที่ 11 จึงหมายความว่า ตรุษจีนมักตรงกับเดือนดับครั้งที่สองหลังเหมายัน
(น้อยครั้งที่เป็นครั้งที่สามหากมีอธิกมาส) ในประเพณีจีนโบราณ ลีชุนเป็นวันแรกในทางสุริยคติซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ
ซึ่งตรงกับประมาณวันที่ 4 กุมภาพันธ์

 อายจัง

20  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / สาระน่ารู้เกี่ยวกับตรุษจีน รวมเรื่องราวเกร็ดความรู้ของ วันตรุษจีน เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2558 10:52:01
อั่งเปา กับตรุษจีน



สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของตรุษจีน คือ อั่งเปา (ซองแดง) คือ ซองใส่เงินที่ผู้ใหญ่แล้วจะมอบให้ผู้น้อย
และมีการแลกเปลี่ยนกันเอง หรือ หรือจะใช้คำว่า แต๊ะเอีย (ผูกเอว) ที่มาคือในสมัยก่อน
เหรียญจะมีรูตรงกลาง ผู้ใหญ่จะร้อยด้วยเชือกสีแดงเป็นพวงๆ และนำมามอบให้เด็ก ๆ ซึ่งจะนำมาผูกเก็บไว้ที่เอว


อั่งเปา (hóngbāo) เป็นเงินของขวัญที่มีการให้และรับในวัฒนธรรมจีน ชื่ออั่งเป่าภาษาจีนมาความหมายถึง ซองสีแดง
ที่มอบให้ โดยมีเงินบรรจุอยู่ด้านใน ซึ่งเงินที่บรรจุภายในเรียก 利是 (Lai Si, Lee See)
อั่งเปานิยมมีการให้มอบให้ในงานสำคัญของครอบครัว เช่น พิธีแต่งงาน หรือ วันตรุษจีน (วันปีใหม่ของจีน)
โดยในวันตรุษจีนผู้ที่มีอายุสูงกว่าหรือทำงานมีเงินเดือนแล้ว จะเป็นคนให้อั่งเป่าแก่เด็กหรือญาติที่ยังไม่ได้ทำงาน

สีแดงของซองเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความโชคดี และเงินที่บรรจุภายบางครั้งจะเป็นเลขนำโชค เช่น เลข 8
อ่านในภาษาจีนจะมีความหมายถึงความรุ่งเรือง หรือความร่ำรวย


 โอ๊ะ

หน้า:  [1] 2 3 ... 56
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher

Top 10 Best Sellers in Clothing for 2017Top 10 Best Sellers in ClothingBest Sellers in Clothing
Top 10 Best Sellers in Books reviewer 2017Top 10 Best Sellers in BooksBest Sellers in Books
Top 10 Best Sellers In Best Sellers In Grocery Reviewer 2017Top 10 Best Sellers In Best Sellers In GroceryBest Sellers In Grocery
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.209 วินาที กับ 27 คำสั่ง

Google visited last this page 26 มกราคม 2560 05:55:58