[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
20 ตุลาคม 2564 03:27:18 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 102
1  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / เหล่าเทพเทวดายืนยัน บุญที่ทำแล้วเป็นบุญใหญ่คือบุญจากอะไรบ้าง หลวงปู่จันทา ถาวโร เมื่อ: 19 มิถุนายน 2564 19:49:18


เหล่าเทพเทวดายืนยัน บุญที่ทำแล้วเป็นบุญใหญ่คือบุญจากอะไรบ้าง

หลวงปู่จันทา ถาวโร


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=NftW3k_CCZc" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=NftW3k_CCZc</a>








2  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา / คำสอนจากซีรี่ย์ในเรื่องพระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก เมื่อ: 18 มิถุนายน 2564 12:28:10
คำสอนจากซีรี่ย์ในเรื่องพระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=hCFvcQMkQIw" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=hCFvcQMkQIw</a>



3  สุขใจในธรรม / ห้อง วีดีโอ / ท่านอนิลมาน ธมฺมสากิโย ศากยวงศ์ตระกูลของพระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบัน / เทพธิดากุมารี เมื่อ: 04 พฤษภาคม 2564 10:14:39



<a href="http://www.youtube.com/watch?v=xKLT4Uza1NI" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=xKLT4Uza1NI</a>


ดร.พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต นามเดิม อนิลมาน ฉายา ธมฺมสากิโย เป็นพระภิกษุชาวเนปาล
สัญชาติไทย บวชเป็นสามเณรในประเทศเนปาล และมาศึกษาพระธรรม ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
ซึ่งเมื่ออายุครบบวช ได้อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณสังวร
เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วทรงให้การอุปถัมภ์มาตั้งแต่เป็นสามเณร
ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช
และดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต ได้ยื่นขอแปลงสัญชาติเป็นไทย
และได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติได้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

4  นั่งเล่นหลังสวน / สยาม ในอดีต / พระเจ้าสีป่อกษัตริย์พม่าคนสุดท้ายพูดถึง ร.๕ เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป เมื่อ: 11 มีนาคม 2564 23:02:41
พระเจ้าสีป่อกษัตริย์พม่าคนสุดท้ายพูดถึง ร.๕ เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=4bP6Qj6GBlY" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=4bP6Qj6GBlY</a>
5  นั่งเล่นหลังสวน / ลานกว้าง (มุมดูคลิป) / ดราม่า ต้มยำกุ้ง / อาหารชื่อนานาชาติ แต่มีแค่เฉพาะในไทย (ขนมจีน กล้วยแขก ฯลฯ) เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2563 23:24:36

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=k8j-3RtUXqg" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=k8j-3RtUXqg</a>


ขนมจีน ขนมโตเกียว ข้าวผัดอเมริกัน ลอดช่องสิงคโปร์ กล้วยแขก
ชื่ออินเตอร์ แต่มีแค่ในเมืองไทย





6  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / รู้วาระจิตของบุคคลอื่นได้ด้วยภาวนา - หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2563 22:52:00

รู้วาระจิต ของบุคคลอื่นได้ด้วยภาวนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=YIcXdE1AAhI" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=YIcXdE1AAhI</a>



7  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: น้อมรำลึกอาจาริยบูชาคุณ หลวงปู่แบน ธนากโร เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2563 11:17:57


๏ #สร้างโรงพยาบาล

หลวงปู่แบน ธนากโร ท่านได้เมตตาสงเคราะห์คนหมู่มาก ทั้งพระและฆราวาส อย่างหาประมาณมิได้ องค์ท่านได้เมตตาสร้างตึกร่มฟ้า ให้แก่โรงพยาบาลจังหวัดสกลนคร พร้อมทั้งถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ และสร้างตึกร่มฉัตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตึกทั้งสองหลังนี้ เป็นตึกห้องพิเศษ วีไอพี มีอุปกรณ์ทันสมัยครบครันสมบูรณ์แบบ

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ องค์ท่านได้สร้าง ‘โรงพยาบาลพระอาจารย์แบน ธนากโร’ ที่ อ.ภูพาน จ.สกลนคร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๕ รอบ ๖๐ พรรษา

และปี พ.ศ.๒๕๖๐ หลวงปู่แบน ธนากโร พร้อมด้วยญาติธรรมผู้มีจิตศรัทธา ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมสมองระดมกันสร้างตึก "ตึกหัวใจเพื่อแผ่นดิน" ณ โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร .เมือง จ.สกลนคร พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ทั้งหลายในตึก มูลค่ารวมกันมากกว่า ๘๐๐ ล้านบาท โดยไม่ใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐเลย เป็นตึกศูนย์หัวใจโดยตรงที่มีเครื่องมือทันสมัยรองรับผู้ป่วยทางภาคอีสานตอนบนและทางประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

๏ #สร้างสำนักปฏิบัติธรรม

หลวงปู่แบน ธนากโร นอกจากองค์ท่านจะเมตตาสงเคราะห์แก่ประชาชนทั่วไปแล้ว ท่านยังได้เมตตาสร้างวัดเพื่อเป็นสำนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานเจริญรอยตามพระบูรพาจารย์ มีหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นอาทิ ให้พระภิกษุสามเณรได้มีที่อยู่ศึกษาข้อวัตร ปฏิบัติธรรม เพื่อรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร รักษาสัตว์ป่า และรักษาธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งนับวันจะถูกบุคคลต่างๆ ทำลายลงไป

วัดที่องค์ท่านได้เมตตาสร้างนั้นมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ดังนี้
๑. วัดป่าภูผาผึ้ง ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
๒. วัดป่าค้อน้อย บ้านค้อน้อย ต.ค้อใหญ่ อ.กุดบาก จ.สกลนคร
๓. วัดป่าวังเพิ่ม-พระภาวนา ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
๔. วัดทุ่งกระบิน-พระภาวนา อ.เขาคิฌชกูฏ จ.จันทบุรี
๕.สวนป่าริมธาร อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

๏ #มรณภาพ

หลวงปู่แบน ธนากโร ละสังขารด้วยอาการสงบ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๓ เมื่อเวลา ๑๐.๕๕ น. ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ สิริอายุ ๙๑ ปี ๖ เดือน ๑๔ วัน ๗๒ พรรษา

"ขอให้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีธรรมอยู่ในใจ เมื่อมีธรรมเป็นเครื่องอยู่แล้ว จะอยู่ในโลกนี้ร่มเย็นเป็นสุข โลกนี้เร่าร้อน หากเรามีธรรมเป็นเครื่องอยู่แล้วก็อยู่เย็นสบาย หากมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีธรรมเข้าสู่ใจแล้ว ก็ไม่ต้องมีเครื่องเสริม เพราะธรรม มีดีอยู่ในธรรมเองแล้ว ไม่ต้องเอาอะไรมาเสริมมาแต่งเหมือนเวลากินข้าวนี้ ถ้าอิ่มแล้ว เราก็ไม่ต้องเอาอะไรมาเสริมเพิ่มเติมอีก ธรรม เป็นธรรมาธิปไตย เป็นของกลาง ไม่มีชั้นวรรณะ ธรรมไม่แบ่งผู้หญิง ไม่แบ่งผู้ชาย คนแก่ หรือเด็ก ธรรม ปฎิบัติได้เป็นของกลาง ธรรมนี้ใครทำมากก็ได้ผลมาก ทำน้อยก็ได้ผลน้อย ถ้าต้องการให้ผลมากก็ทำเหตุให้มาก หากทำน้อยธรรมนี้ก็ให้ผลน้อยตามเหตุ ธรรมนี้ให้ธรรมา ให้ธรรมาเข้าสู่ใจ เห็นมั้ยในหนังสือสวดมนต์ มีแต่ธรรมา ธรรมาพระทั่วประเทศไทยหรือพระต่างประเทศ ต่อให้ถ้ามีพระนอกโลกด้วยเอ้า พระทั้งหมดก็สวดธรรมา ไม่มีพระองค์ไหนสวดธรรมไป เพราะธรรมไป ไม่มีประโยชน์ ธรรมไปมุ่งแต่ภายนอกใจ ไม่เกิดประโยชน์มีแต่โทษ ธรรมานี่เข้าหาตัว ธรรมา ธรรมแล้วให้ผลเป็นสุข เย็นใจได้ ให้พวกเราธรรมาเข้าสู่ใจ ให้ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ให้มีธรรมเต็มหัวใจนะ เอาหล่ะ พอ แยกย้ายได้.." โอวาทธรรม หลวงปู่แบน ธนากโร

๏ #อ้างอิง แอดมินทองถิ่นธรรมคัดลอกจากหนังสือประวัติและพระธรรมเทศนา พระธนากโร หลวงปู่แบน ; พิมพ์เมื่อ ตุลาคม ปี ๒๕๖๐ ; หน้า ๑-๒๓







cr: เพจ ท่องถิ่นธรรม พระกัมมัฏฐาน
8  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: น้อมรำลึกอาจาริยบูชาคุณ หลวงปู่แบน ธนากโร เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2563 11:17:08


๏ #เป็นพระที่องค์พระมหากษัตริย์ให้ความเคารพ

เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จแปรพระราชฐานมาพักอยู่ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เพื่อออกเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภาคอีสาน ทั้งสองพระองค์ และพระบรมวงศ์ จะเสด็จขึ้นไปกราบนมัสการหลวงพ่อแบน ธนากโร ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ และเยี่ยมเยียนประชาชนในแถบนั้นทุกครั้ง

๏ #เป็นเสาหลักพระกรรมฐาน

ท่านเป็นเสาหลักพระกรรมฐานในเขตภาคอีสาน และภาคอื่นๆ ซึ่งพอถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เป็นต้น คณะลูกศิษย์ทั้งพระและฆราวาสนั้นจะมาจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเขตจังหวัดสกลนคร, นครพนม, มุกดาหาร, อุดรธานี, เลย, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ ฯลฯ จะพากันมาลงอุโบสถสามัคคีกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์ และรับฟังธรรมโอวาท คติเตือนใจ รวมทั้งข้อธรรมอื่นๆ ในด้านการปฏิบัติจิตตภาวนาจากหลวงพ่อแบน ธนากโร และท่านก็จะให้กำลังจิตกำลังใจ ไม่ให้ท้อถอย ให้ต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย คือกิเลส ให้ยึดมั่นในหลักพระธรรมวินัย รวมทั้งให้พากันตั้งอกตั้งใจรักษาข้อวัตรปฏิบัติ และปฏิปทาที่ครูบาอาจารย์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านพาดำเนินมา

๏ #เป็นพระกรรมฐาน
โอวาทธรรมหลวงปู่แบน ธนากโร

“..คําว่า “พระกรรมฐาน” เป็นคําพูดที่งดงามอย่างยิ่ง
เราๆ ให้เป็นพระกรรมฐานจริงๆ คือทําใจของเราให้อยู่กับกรรมฐาน ถ้าหากว่าเราเป็นพระกรรมฐานแล้วเอาใจของเราไปอยู่ที่อื่น ไม่สนใจในกรรมฐาน เอาใจออกนอกกรรมฐาน จะไม่ถูกต้อง จะไม่ถูกกับคําที่โลกเขาพูดกันว่า “เป็นพระกรรมฐาน”

พระกรรมฐาน ใจต้องอยู่กับกรรมฐาน ฝังลึกแนบแน่นอยู่ในกรรมฐานจริงๆ ผมก็เป็นกรรมฐาน ขนก็เป็นกรรมฐาน เล็บก็เป็นกรรมฐาน ฟันก็เป็นกรรมฐาน หนังก็เป็นกรรมฐาน “ตจปัญจกกรรมฐาน” ก็หมายถึง ผม ขน เล็บ ฟัน หนังทั้งห้านี้ อาการสามสิบสองทั้งหมดเป็นลําดับต่อไป ล้วนแต่เป็นกรรมฐาน พระกรรมฐานจะต้องฝังจิตฝังใจลงไปอยู่ในกรรมฐานของเรา

นักบวชเราอยู่ในฐานะที่มีโอกาสมากที่จะสลัดและขัดเกลาเครื่องรุงรังออกจากจิตจากใจจนเครื่องรุงรังนั้นหมดสิ้นไป ก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ แต่ถึงเราจะมีโอกาสมากมายสักเท่าไรก็ช่าง แต่ความพยายามของเราไม่มี ไม่มีความพยายามที่จะใช้โอกาสอันนั้นให้เป็นประโยชน์ ก็ไม่มีโอกาสที่จะสลัดออกได้ จิตใจก็จะยังคงรุงรังอยู่อย่างนั้น เหมือนกับศีรษะที่ไม่ได้โกน หาความสะอาดความงดงามไม่ได้

พากันสนใจให้มาก ให้มีความพยายามฝังจิตฝังใจของเราอยู่ในกรรมฐานให้ยิ่งในอิริยาบถทั้งสี่ไม่ให้ใจคลาดเคลื่อนจากกรรมฐาน อย่าเผลอ เจ้ากิเลสมันคอยจะทําจิตทําใจของเราให้เผลอ สิ่งที่จะมาทําให้จิตให้ใจของเราเผลอมีอยู่มาก ถ้าหากว่า ความแน่นหนามั่นคงในจิตในใจของเราอยู่กับกรรมฐานไม่พอ นี่ มันจะต้องดึงจิต ถึงใจของเราให้เลื่อนลอยไปในทางอื่นได้

ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ในการศึกษาในการปฏิบัติ ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่ใส่ใจจริงๆ ใส่ใจทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้นั้นจะเห็นประโยชน์ และจะได้รับประโยชน์ในการศึกษา ในการประพฤติปฏิบัติ ในการบวชการเรียน ถ้าหากว่าไม่ใส่ใจ.. นี่ ไม่ใส่ใจ อย่าบวชเสียดีกว่า ถ้าหากว่าบวชแล้ว ก็รีบสึกหาลาเพศไปเสีย จะไม่รกวัดรกวา ไม่เปลืองข้าวชาวบ้าน

ความจริงเป็นอย่างนี้ นี่เอาความจริงมาพูด แต่นี่อาจจะเป็นคําที่หนัก หรือคําที่ไม่น่าจะพูด แต่คําที่พูดแล้วเป็นความถูกต้อง อันนั้นเราต้องยอมรับ เรายอมรับเพราะเราเป็นผู้ที่เคารพต่อพระสัทธรรม..” (แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๕ ก.ค. ๒๕๓๒)

๏ #การสงเคราะห์โลก

เรื่องการสงเคราะห์หมู่คณะพระเณร ญาติโยมนี้ ท่านจะทำอยู่เป็นประจำ ซึ่งในช่วงวันสำคัญต่างๆ ทางพระพุทธศาสนานั้น พระภิกษุที่มารวมกันลงอุโบสถนั้น มีประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ รูป ส่วนฆราวาสก็ประมาณ ๙๐๐-๑,๕๐๐ คน ในวันปวารณาเข้าพรรษานั้น องค์หลวงพ่อแบนท่านก็จะแจกวัตถุสิ่งของต่างๆ หลายอย่างให้แก่วัดที่มาร่วมลงอุโบสถสามัคคี เช่น น้ำตาล โกโก้ กาแฟ ร่ม ฯลฯ เพื่อมอบให้แก่ทางวัดได้ใช้สอยร่วมกัน และก็จะแจกถุงยังชีพให้แก่พระภิกษุสามเณร มีสบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรค ยากันยุง น้ำยาซักผ้า เป็นต้น

สำหรับการสงเคราะห์โลกนั้น ท่านจะพาลูกศิษย์ไปแจกผ้าห่ม เสื้อผ้า ข้าวปลา อาหารแห้ง ยารักษาโรค เครื่องอุปโภค บริโภคต่างๆ ให้แก่ประชาชน ในเขตอำเภอภูพาน อำเภอเต่างอย อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร อำเภอดงหลวง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม และทั่วทั้งภาคอีสาน รวมไปถึงภาคเหนือ และภาคอื่นๆ เป็นต้น

ส่วนการสงเคราะห์ตามวัดนั้น ท่านจะออกไปตรวจตราและเยี่ยมเยียนตามวัดวาต่างๆ เพื่อให้กำลังจิตกำลังใจในการเจริญจิตตภาวนา พร้อมทั้งนำเครื่องอุปโภค บริโภค มีน้ำตาล น้ำปลา มาม่า ปลากระป๋อง ฯลฯ ไปถวายให้วัดนั้นๆ หากเป็นฤดูกาลหน้าผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด ออกผลผลิต ท่านก็จะจำนำไปแจกจ่ายให้ตามวัดครูบาอาจารย์กรรมฐานต่าง ๆ รวมทั้งวัดอื่น ๆ ด้วย




9  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: น้อมรำลึกอาจาริยบูชาคุณ หลวงปู่แบน ธนากโร เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2563 11:16:31


๏ #หลวงปู่กงมาและหลวงปู่ฝั้นมาบําเพ็ญภาวนา

ท่านอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ท่านจําพรรษาที่วัดป่าบ้านโคก ท่านอาจารย์ใหญ่ฝั้น อาจาโรจําพรรษา อยู่ที่วัดภูธรพิทักษ์ ท่านไปมาหาสู่กันเป็นประจํา ออกพรรษาแล้วท่านมาพักที่นี้ มาลักษณะเที่ยววิเวกหรือเที่ยวธุดงค์ โดยมีความประสงค์ว่าจะหาสถานที่พักตามป่า ตามภูเขา ไกลจากหมู่บ้าน ไกลจากผู้คน ถ้าหากว่าเห็นสถานที่เป็นที่พอใจ ก็จะพักบําเพ็ญภาวนาและเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ลูกหาได้ตั้งใจบําเพ็ญภาวนากันให้เต็มที่ อยู่ใกล้บ้านใกล้เรือนนัก รู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมนี้จะเป็นไปได้ยาก ท่านจึงเดินธุดงค์ เดินแบบกรรมฐานมาแสวงหาสถานที่ภาวนาร่วมกัน

ท่านอาจารย์กงมากับหลวงปู่ฝั้นท่านมาพักที่นี่ด้วยกัน ต่อมาหลวงปู่ฝั้นท่านก็ขยับขึ้นไปบนโน้น เป็นถ้ำหลวงปู่ฝั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังเรียก ถ้ํำหลวงปู่ฝั้นกันอยู่ แต่ที่นี้ต่อมา บ้านธาตภูธรพิทักษ์ มานิมนต์ท่านกลับไปพักอยู่วัดภูธรพิทักษ์ เพราะที่นั่นมีปัญหา นิดหน่อย หลังจากนั้น ท่านก็มีการไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนมิได้ขาด มีโอกาสก็มาพักอยู่ด้วย ปีหนึ่งก็หลายๆ ครั้ง

๏ #หลวงปู่กงมาได้นิมิตเห็นพระเจดีย์ลอยอยู่_๓_องค์

ระหว่างที่มาทีแรกเดือนหงายเดือนสว่าง อากาศกําลังหนาว พักที่นี้ร่มรื่นร่มเย็น พักอยู่ ๑ คืน ๒ คืน ๓ คืน แต่ก็เป็นที่น่าแปลก ท่านพูดว่าปรากฎเห็นพระเจดีย์ ๓ องค์ ในบริเวณที่นี้ แล้วก็ปรากฏมีเสียงโห่เสียงร้องไชโย ไชโย ไชโย สนั่นไปในบริเวณ แถวๆ นี้ ก็ทําให้ท่านคิดหรือมั่นใจว่า สถานที่นี้จะเป็นสถานที่เป็นมงคล ท่านก็เลยพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ ณ ที่นี้ การบําเพ็ญภาวนาตลอดถึงว่าลูกศิษย์ลูกหาก็ได้รับความสงบ ร่มเย็นเป็นที่พอใจ ก็พักต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเข้าพรรษา ก็จําพรรษาในที่นี้

ปี พ.ศ.๒๔๙๑ เป็นปีที่ครูบาอาจารย์ท่านมาพักบําเพ็ญภาวนา และจําพรรษา ณ สถานที่นี้ แล้วท่านก็อยู่เรื่อยๆ มา ตั้งใจว่าจะอยู่สัก ๗ ปี ถ้าหากว่ายังสะดวกสบายการบําเพ็ญจิตภาวนาได้ผลเป็นที่พอใจ ตลอดทั้งลูกศิษย์ลูกหาการปฏิบัติก้าวหน้า ก็จะ อยู่ต่อไป

ท่านพระอาจารย์กงมาท่านก็พักอยู่ที่นี้เรื่อยๆ มา เพราะเป็นสถานที่ที่ท่านไม่เคยเห็น ไม่เคยได้พบมาก่อน ท่านเที่ยวแสวงหาสถานที่มามากหลายจังหวัดและหลายภาค สถานที่ที่สะดวกสบายในการเจริญสมณธรรม รู้สึกว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่เป็นมงคลมาก และก็อีกนัยหนึ่ง ท่านก็อาจเชื่อในนิมิตของท่าน แล้วท่านดูผลของการประพฤติปฏิบัติ ดูผลของลูกศิษย์ลูกหาที่ประพฤติปฏิบัติกัน ก็เป็นที่พอใจของท่าน ท่านจึงอยู่เรื่อยๆ มาจนกระทั่งมรณภาพไป

๏ #ได้ชื่อเป็นวัดดอยธรรมเจดีย์

“วัดดอยธรรมเจดีย์” นี้ เป็นชื่อขึ้นมาว่าวัดดอยธรรมเจดีย์ "..วันนั้นเราก็ไปพร้อมกันกับท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ท่านอยู่ในสมณศักดิ์ "ธรรมเจดีย์" แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครขึ้นไปด้วยกัน พูดถึงเรื่องวัดดอยนี้เรียบร้อยแล้ว แล้ววัดดอยนี่ชื่อว่าอย่างไร ว่าอย่างนั้นนะ ยังไม่มีชื่อ โธ่ วัดทั้งวัดไม่มีชื่อมีรังเหรอ อย่างนั้นก็เอาชื่อท่านเจ้าคุณนี้เข้าใส่เลย ชื่อวัดดอยธรรมเจดีย์ ชื่อดอยนั้น ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านขึ้นไปวันนั้นเลยเอานามของท่านใส่เป็นวัดดอยธรรมเจดีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครนั่นละเป็นผู้ขอ ขอจากท่านเจ้าคุณ ท่านก็ยิ้มๆ ก็เลยเป็นวัดดอยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นี่ละนามชื่อว่าวัดดอยธรรมเจดีย์ เกิดจากท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์เรานี่ ธรรมเจดีย์นี่ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครขึ้นไปวัดดอยวันนั้นได้ชื่อนั่นละมาเป็นวัดดอยธรรมเจดีย์.."
ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เทศน์อบรม ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

๏ #ซุ้มประตูเจดีย์_๓_องค์
ปี ๒๕๑๕ บูรณะใหม่ปี ๒๕๕๑

ในระหว่างนั้นที่จะทําซุ้มตรงนี้ เนื่องจากว่าเราทําถนนคอนกรีตขึ้นมานั้นน่ะ เวลา ทําถนนคอนกรีตแล้ว ปูนซีเมนต์เหลืออีก ๗๐ กว่าถุง ไม่รู้จะไปทําอะไร ระหว่างนั้น ยังไม่ได้ขยายกําแพงออกไป รั้ววัดอยู่ตรงนี้นะ ทําเป็นรั้วลวดหนามตรงนี้คล้ายๆ กับเป็นเขตหน้าวัด ในเมื่อปูนเหลือ เราทําเป็นซุ้มประตูไว้ แล้วก็ให้เป็นสถานที่บรรจุธาตุของครูบาอาจารย์ด้วย

มีพระธาตุท่านอาจารย์ใหญ่มั่นใส่โกศไว้ แล้วก็ธาตุท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านอาจารย์กงมา ก็เลยคิดทําเป็น ๓ องค์ ท่านอาจารย์กงมาเมื่อท่านมาอยู่ที่นี่ได้ ๓ คืน ท่านได้นิมิตว่าเห็นพระเจดีย์ ๓ องค์ แล้วก็ปรากฏว่ามีเสียงอนุโมทนาสนั่นหวั่นไหว จะเป็นเสียงของใครก็ไม่ทราบ อันนี้ท่านพูดเบาๆ

ที่นี้เรามีการทําเจดีย์ ๓ องค์ บนซุ้มประตู ก็เอาคําพูดของท่านที่ท่านเคยพูดไว้ว่า ท่านปรากฏนิมิตเห็นพระเจดีย์ ๓ องค์ นั้น เอามาทําเป็นซุ้มประตูเพื่อบรรจุธาตุของท่านกับท่านพระอาจารย์มั่น และท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ คือสมัยที่ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ยังมีชีวิตอยู่นั้น ถ้าหากท่านมีกิจนิมนต์ทางสกลนคร ท่านมีเวลา ท่านจะต้องมาพักที่นี่ ชั่วระยะ เมื่อตอนงานศพของท่าน ก็มีคนนําอัฐิธาตุของท่านแบ่งมาไว้ที่นี้

แล้วเรื่องอัฐิธาตุ ถ้าหากว่าอยู่เป็นโกศเล็กๆ หรือว่าเป็นเจดีย์เล็กๆ นานๆ เข้า ก็ไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร หรือคนอาจจะไม่เห็นคุณค่าอะไร อาจจะโยนทิ้งเสีย ธาตุก็ไม่ว่าอะไรดอก แต่เราควรจะทําให้เรียบร้อยไปเสีย อย่างธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ใส่โกศแก้วไว้ เวลาทําความสะอาด ถ้าไม่ละเอียดรอบคอบก็จะทําให้โกศแก้วนั้นแตก นี่ก็เป็นเหตุอีกอันหนึ่งที่คิดทําเจดีย์บนซุ้มประตูเพื่อบรรจุพระธาตุของท่านให้เป็นที่สบายใจเรา

องค์กลางเป็นเจดีย์ที่บรรจุธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
องค์ด้านขวาเป็นเจดีย์ที่บรรจุธาตุท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล)
องค์ด้านซ้ายเป็นเจดีย์ที่บรรจุธาตุท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ)

คืนหลังจากบรรจุพระธาตุแล้ว มีโยมท่านหนึ่งกําลังนั่งสมาธิอยู่ในวัด มีเสียงเหมือนเม็ดกรวดเม็ดทรายร่วงลงมา เช้า เขานํามาให้ดู เป็นพระธาตุเสด็จมา

จึงว่า ของในโลก เป็นของที่เรา ตาอย่างเรา หูอย่างเรา มันยากที่จะพูดว่า จริงหรือ ไม่จริง แต่ในเมื่อมันพูดไม่ได้ เราก็อย่าพูดเสียเลยดีกว่า เราก็พูดตามที่ปรากฏ




10  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: น้อมรำลึกอาจาริยบูชาคุณ หลวงปู่แบน ธนากโร เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2563 11:15:59


๏ #สบง_จีวร

เครื่องนุ่งเครื่องห่มนี่ สมัยนั้นผ้าผ่อนท่อนสไบหายากมาก บางทีต้องเอาผ้าพื้นบ้าน เอามาตัดเป็นผ้าสบงผ้าจีวรกัน ผ้าพื้นบ้านก็ชาวบ้านนี่ล่ะปลูกฝ้ายทําไร่กัน เอามาเข็น เอามาปั่นเป็นเส้นแล้วก็ทอเป็นผ้า ถ้าหากว่าฤดูหนาวนี่อุ่นดีมาก ฤดูร้อนนี่หนักสักหน่อย มันหนาเส้นมันใหญ่ถึงว่าระยะหลังๆ นี้ก็ยังนิยมเอามาทําผ้าอาบน้ำกัน เอามาเช็ดบาตร เพราะเส้นมันใหญ่ มันซับน้ำซึมน้ำดี

เครื่องนุ่งเครื่องห่มพูดกันถึงเรื่องผ้าจีวร ผ้าสบง ผ้าสังฆาฏิ นี่ ถ้าหากเทียบกับเดี๋ยวนี้ รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้นี่มันสนุกสนานกันมากไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าเขาไม่ว่าเรา อันนี้ก็เรียกว่า มันเป็นไปเอง มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการแสวงหา เกิดขึ้นด้วยศรัทธาญาติโยมเขา ก็เรียกว่าฉลองศรัทธาเขาไป แต่ให้เป็นธรรมเป็นวินัยก็แล้วกัน

๏ #ฉันน้ำร้อน

ตอนบ่ายบางทีก็มีฉันน้ำร้อนกัน โกโก้กาแฟ บางทีเดือนหนึ่งจะมีไม่กี่ครั้งดอก ส่วนมากมันก็เป็นน้ำร้อน เอากิ่งไม้กระบก ต้นกระบกเล็กๆ ปอกเปลือกเอามาปิ้งไฟให้มันเหลือง ชงน้ำร้อน อร่อยมาก เป็นยาด้วย ต้นไม้แดงเอากิ่งใบมาปิ้ง อันนี้ก็ดี แก้เส้นแก้เอ็น เขาว่าอย่างนั้น

เริ่มมาพักที่วัดดอยฯ อยู่เรื่อยๆ มา แต่คําว่าอยู่เรื่อยมานี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ตลอดไป ออกพรรษาก็ไปข้างนอก และในบางปีจําพรรษาที่อื่น ออกพรรษาแล้วก็กลับมา ออกไปจําพรรษาทางอื่นอยู่ ๓ ปี เมื่อพรรษาที่ ๑๒ กลับไปจําพรรษาที่จันทบุรี ออกพรรษาแล้ว หลวงปู่กงมาท่านก็ไปรับมา

พรรษาที่ ๑๓ ไปจําพรรษาที่นครพนม ออกพรรษาท่านก็ไปรับ

พรรษาที่ ๑๔ นี่หลวงปู่กงมา ท่านก็มรณภาพ ครั้นทำการถวายเพลิงศพของหลวงปู่กงมาแล้ว หลังจากนั้น เราก็มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นี้เรื่อยมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เรียกว่าอยู่กับหมู่คณะ อยู่กันไปเหมือนกับเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่ที่นี้อาศัยที่เราเป็นคนที่รักข้อปฏิบัติ เป็นคนที่เห็นคุณค่าของข้อปฏิบัติอย่างเท่าชีวิตจิตใจทีเดียว อันนี้จึงมีความสําคัญ อันนี้เป็นหลักที่ทําให้มีความมั่นคงเสมอต้นเสมอปลายมา และก็ได้รับความสะดวกสบายมาตลอด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงตาบ้านตาด (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี)นี่ท่านสงเคราะห์มาตลอด เมื่อท่านอาจารย์กงมาล่วงใหม่ๆ ท่านก็มาเยี่ยมแล้วก็บอกว่า “ท่านอยู่ที่นี้แหละนะ ไม่ต้องไปที่อื่น ผมมาที่นี่ทีไรไม่เคยรู้สึกว่ามีความจืดจางในใจ มันมีความรู้สึกเบิกบานชุ่มชื่นอยู่เสมอ”

เราก็อยู่เรื่อยๆ มา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ไม่คิดจะไปอยู่ที่ไหน เพราะรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังมีความสะดวกสบายภายในจิตในใจอยู่ แล้วศรัทธาญาติโยมที่มาเกี่ยวข้องก็เป็นศรัทธาที่นับถือท่านอาจารย์กงมามาก่อน ก็ให้การดูแลอุปัฏฐากอุปถัมภ์ มาตลอด ตราบจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ หลวงตาท่านยังคงเมตตาเกื้อหนุนให้ความอบอุ่นห่วงใยเสมอมา มิได้ขาด ทําให้เรามีกําลังใจ และระลึกถึงพระคุณท่าน ล้นเกล้าล้นใจ

๏ #ประวัติกำเนิดวัดดอยธรรมเจดีย์

หลวงปู่กงมาแสวงหาสถานที่สงบวิเวก ในระหว่างพรรษา ปี พ.ศ.๒๔๙๑ นั้น ท่านพระอาจารย์กงมาได้พิจารณาถึงบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่มุ่งแสวงหาอรรถธรรม ทําอย่างไรผู้ที่มุ่งแสวงหาอรรถธรรมนั้น จึงจะมีโอกาสได้ผลสมความต้องการ ท่านมาพิจารณาถึงสถานที่ว่ามีความสําคัญ สถานที่สงบวิเวกเป็นส่วนประกอบที่มีความสําคัญในการปฏิบัติธรรมมาก ท่านจึงคิด แสวงหาสถานที่ที่สะดวกสบายและสงบวิเวก เพื่อต้องการให้ลูกศิษย์ลูกหาได้ประกอบความพากความเพียรจะได้มีโอกาสเข้าถึงอรรถธรรมที่ต่างก็มีความต้องการที่จะได้ ต้องการที่จะถึง




11  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: น้อมรำลึกอาจาริยบูชาคุณ หลวงปู่แบน ธนากโร เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2563 11:15:34


๏ #เริ่มทํากุฏิ

ปีที่ ๔ มีการทํากุฏิเพิ่มขึ้น ๔ หลัง ทํากุฏิสมัยนั้น ไม้ที่ตายแล้วในบริเวณนี้มีมาก ก็ไปให้ชาวบ้านเขาเลื่อย เลื่อยมาก็มาทําพื้น ทําฝา แต่ส่วนมากก็ใช้ฝาใบไม้ ส่วนหลังคานั้นก็ใช้หญ้าบ้าง เรียกว่าหญ้าคาหรือแฝกนี่ แล้วต่อมาก็เปลี่ยนเป็นหลังคามุงไม้ หลังคามุงไม้นี่ใช้ทน ถ้าหากว่าไม้ดีๆ ๒๐ ปีใช้ได้ หลังคามุงสังกะสีก็เริ่มมีต่อๆ กันมา การทําที่อยู่ที่อาศัยส่วนมากก็ทํากันเอง

พูดถึงที่อยู่ที่อาศัย ถึงเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก นี่คือพยายามระวังเรื่องการสร้างที่อยู่ที่อาศัยหรือกุฏิที่พัก พยายามจะยับยั้ง ทําเพียงแต่ว่าพอได้อยู่ ได้อาศัยกัน ปริมาณก็ไม่ให้มากเกินไป แล้วก็คําที่เรียกว่ามุ่งเพื่อความสวยงามไม่ให้มี

๏ #การบิณฑบาต

พูดถึงอาหารการขบฉัน ไปบิณฑบาตได้มายังไงก็ฉันกันอย่างนั้น อาหารที่ไปบิณฑบาตมาได้ บางทีเขาห่อพริก บางที่เขาห่อเกลือ พริกบางทีก็มีแต่พริก เกลือบางทีก็มีแต่เกลือ บางทีก็ตําพริกกับเกลือใส่กัน จําพวกหอมกระเทียมน้ำปลาไม่มีดอก คนทางนี้ระหว่างนั้นยังไม่รู้จักน้ำปลาด้วย ถ้าหากว่าน้ำปลาก็ปลาร้า กะปินี่ก็ยังไม่รู้จัก พูดถึงแกงๆ ของเขาก็นี่ล่ะ ฤดูหน่อไม้ก็แกงหน่อไม้ แกงเห็ด เดือน ๓ เดือน ๔ ก็แกงผักหวาน แกงหน่อไม้ แกงเห็ด ๓ อย่างอันนี้ล่ะเป็นอาหารหลัก ของชาวบ้านเขา

๏ #การภาวนา

สมัยก่อนการปฏิบัติ มักจะได้ผล มักจะได้อุบาย มีอุบาย มักจะได้เรื่องได้ราว มักจะมีเหตุมีผลมาเล่าสู่กันฟัง วันหนึ่งภาวนาเป็นอย่างไร วันนี้ภาวนาเป็นอย่างไร ได้ผลเป็นอย่างไร จิตใจสงบเป็นอย่างไร พิจารณาแยบคายเป็นอย่างไร พิจารณาร่างกาย เป็นอย่างไร มีเรื่องมาเล่ามาสนทนาสู่กันฟัง พระก็มีเรื่องสนทนามาเล่าให้พระให้อาจารย์ฟัง นี้ สมัยก่อนมันเป็นอย่างนี้

จึงว่ายุคนี้สมัยนี้มันเปลี่ยนไป ความเจริญที่มาเกี่ยวข้องทางตาทางหูนี่ ความเจริญทางโลกที่กิเลสเขาสร้างขึ้นเพื่อที่จะเป็นเครื่องล่อคนโง่ เป็นเครื่องล่อผู้ปฏิบัติธรรม ที่มัวเมาให้ติดให้ข้องอยู่

๏ #ความตื่นตัวในการประกอบความเพียร

จึงว่าให้พากันเข้าใจ พอใจในการอดบ้างหิวบ้าง อย่าพอใจทําตัวเหมือนกับหมู อิ่มเท่าไหร่ยิ่งพอใจ แล้วก็นอน ครูบาอาจารย์ท่านชอบพูดถึงเสมอ อย่าพอใจในการทําตัวเหมือนหมู ให้ทําตัวเหมือนนกกระทาอยู่ในตุ้ม คืออยู่ในกรงนี่ หมูมันกินแล้ว มันนอน พอตื่นขึ้นมามันก็หากิน

นกกระทาไม่เป็นอย่างนั้น ถึงกรงมันจะดีและอาหารน้ำสะดวกสบาย แต่นกกระทา หาช่องที่จะออกจากกรงนั้นเสมอ เรียกว่ากระโดดไปเต้นมา กระโดดไปเต้นมาอยู่ในตุ้ม อยู่ในกรงนั้นเพื่อหาช่องออกนี่ ตามธรรมดาตุ้มหรือกรงนั้น มันจะต้องมีช่องเล็ก ช่องน้อย มันพยายามที่จะเอาจะงอยปากนั้นออกอยู่เสมอ ให้ทําตัวเหมือนนกกระทา อย่าทําตัวเหมือนหมู พอใจนอนอยู่ในคอก พอใจนอนอยู่ในห้องขัง อันนี้ท่านเทศน์ให้ฟังอยู่เสมอ ก็เรียกว่าเป็นธรรมเทศนาธรรมดา แต่ถ้าหากเรามาพิจารณาแล้วนี่ เราก็ต้องแก้เราอย่าให้เป็นหมู ผลของการที่เราแก้เราได้นี่ มีประโยชน์ในการปฏิบัติของเราอย่างมากมายที่เดียว

๏ #เครื่องใช้ไม้สอย

พูดถึงเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องใช้ไม้สอยแต่ก่อน บางทีแก้วทั้งวัดนับกันจริงๆ จะมีไม่ถึงลูกนี่ ส่วนมากบางทีก็ใช้กะลามะพร้าวกัน บางองค์ท่านก็ทําเป็นหูเจาะรู เอาไม้ทําเป็นหูหิว เรียกว่ามีหูข้างๆ อะไรอย่างนั้น บางทีก็ใช้บั้งไม้ไผ่อะไรเหล่านี้

กระโถนส่วนมากเป็นกระโถนดินหรือว่าบั้งไม้ไผ่มาทําเป็นกระโถนกัน กระโถนเคลือบอย่างนี้มีแต่ของท่านอาจารย์จริงๆ ข้างบนโบสถ์นี่ ท่านใช้กระโถนอะลูมิเนียมเก่าๆ เป็นประจํา ข้างล่างที่ศาลานั้น ก็มีกระโถนเคลือบอันหนึ่งสําหรับท่านอาจารย์ ลูกศิษย์ลูกหาส่วนมากก็กระโถนดิน ดินก็ไม่ใช่ดินเผาอย่างที่ว่าสะอาดสะอ้านหรือว่าแข็งแกร่งเหมือนกับเดี๋ยวนี้ นอกจากนี้ก็ใช้กระบั้งไม้ไผ่บ้าง กระบอกไม้ไผ่ ไม้ไผ่สีสุก ไม้ไผ่บ้านนี่ล่ะมาตัดเข้า ใช้กันอยู่อย่างนั้น




12  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: น้อมรำลึกอาจาริยบูชาคุณ หลวงปู่แบน ธนากโร เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2563 11:14:57


๏ #การจําพรรษาของหลวงพ่อ

สมัยหลวงปู่กงมาท่านยังอยู่ พ.ศ.๒๔๙๑ ปีนั้นเราก็บวช
ปี พ.ศ.๒๔๙๑ บวชแล้วจําพรรษาปีแรกที่วัดทรายงาม จ.จันทบุรี

พรรษาที่ ๑ มีพระจําพรรษาร่วมกัน ๙ องค์ ท่านอาจารย์เม้าเป็นหัวหน้าหมู่ ท่านเพิ่งออกมาจาก หลวงปู่มั่นปีแรก มีท่านอาจารย์เจี๊ยะ ท่านอาจารย์พรหม (หลานหลวงปู่ตื้อ ท่านพาไปเที่ยวธุดงค์ครั้งแรกด้วยกัน บั้นปลายชีวิตท่านก็มาอยู่สกลนคร ได้ดูแลอุปัฏฐากเรื่องการป่วยไข้ของท่านจนสิ้นชีวิต)

พรรษาที่ ๒ จําพรรษากับเจ้าคุณวินัยบัณฑิต ที่วัดคิรีวิหาร จ.ตราด

พรรษาที่ ๓ และ ๔ จําพรรษาวัดทรายงาม จ.จันทบุรี

พรรษาที่ ๕ มาจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์นี้ พ.ศ.๒๔๙๕
ก่อนที่จะมานั้น ก็มีปรากฏการณ์แปลกอยู่ ปรากฏเป็นนิมิต มันได้นิมิตนะ นิมิตเห็นตรงที่หน้าโบสถ์นั่นน่ะ ลักษณะมันเห็นเป็นรูปร่างสลับกันไป เป็นที่ลาดๆ ชันๆ นั่น เอาไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร เวลามาจริงๆ เรามาเห็นนั่น โอ้ ตรงนี้นี่ เราเคยเห็นมาก่อน มันเคยไปเกิดไปตายอยู่ตรงนั้นหรือยังไงหนอ เราไม่เคยเห็นมาก่อน มันจึงเห็นขึ้นมาได้สถานที่นี้ จากนั้นตึงได้มาอยู่ใกล้ท่านพระอาจารย์ใหญ่กงมา จิรปุญโญ

ต้นๆ ปี ได้มาอาศัยอยู่กับครูบาอาจารย์ที่นี่ พระเณรระยะนั้นมีอยู่ ประมาณสัก ๖ องค์ ๗ องค์ ระหว่างนี้ล่ะ มีเณรอยู่สัก ๓ องค์ มีผ้าขาวบ้าง ๑ หรือ ๒ คน

๏ #เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่า

ที่นี่แต่ก่อนเป็นดงทึบ เป็นป่าที่ไม่ใคร่จะมีผู้คนผ่านไปผ่านมา เพราะแต่ก่อนคนยังน้อย เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมูป่า มีอยู่มากเป็นฝูงๆ ในบริเวณตามซอกหินใต้เพิกหินเป็นที่อาศัยของหมูป่า เสือก็มีในบริเวณแถวนี้ เรียก ถ้ำเสือ เอาสัตว์มากินตามประสาของสัตว์ป่า มีกระดูกวัวบ้าง กระดูกควายบ้าง เต็มอยู่บริเวณที่เสือมันนอน เสือกับหมูอยู่ใกล้กัน มีพระมาอยู่แล้วถึง ๔ ปี ปีที่ ๔ ปีที่ ๕ เสือจึงหายไป ปีที่ ๑ ปีที่ ๒ บางทีเดือนหงายๆ อย่างนี้ เห็นเสือเดินผ่าน

พูดถึงถนนหนทางเข้ามาก็ไม่มี มีก็ลักษณะเป็นทางเดินหรือทางล้อทางเกวียน แต่ก็คดเคี้ยว เรียกว่าเดินไปตามป่า สมัยก่อนในบริเวณริมทางที่รถแล่นเข้ามานี่ เวลาชาวนาเขามาทำนา ตอนกลางคืนนี่ ถ้าหากว่าเขามีสัตว์เลี้ยง จะมีสุนัขหรือว่ามีหมู มีไก่ จะต้องเอามาไว้บนกระต๊อบหรือบนกระท่อมนานั้น ถ้าหากว่าเอาไว้ข้างล่าง เสือมันชอบเอาไปกิน นี่เป็นอย่างนี้ จึงว่าบริเวณนี้เป็นบริเวณป่า เป็นสถานที่สงบวิเวกมาก ป่ารกมาก ท่านพระอาจารย์กงมา เห็นว่าป่านี้มันสงบวิเวกดี จึงพาบรรดาสานุศิษย์พักบําเพ็ญภาวนาอยู่ ณ สถานที่นี้

๏ #พักตามซอกหิน

ทีแรกมาอยู่กัน จําพรรษาก็จําตามซอกหินบ้าง ตามใต้เพิงหินบ้าง ไม่มีการทํากุฏิอะไร ที่เป็นกุฏิก็เพียงแต่ว่ามีฟากมาปู แล้วก็มีไม้ไผ่มาสานเป็นตาๆ แต่ละตาห่างกัน ประมาณ ๑๐ เซนติเมตร แล้วก็เอาใบไม้มาสอดเป็นฝากั้น หลังคาก็เรียกว่ามีการมุงบ้าง เพราะเพิงหินเพิกหินมันไม่กว้าง ก็มุงซีกหนึ่งบ้าง มุงส่วนที่ฝนจะสาด นี่ อยู่กันอย่างนั้น ๒ ปี ๓ ปี




13  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / น้อมรำลึกอาจาริยบูชาคุณ หลวงปู่แบน ธนากโร เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2563 11:14:21
เมื่อ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา
น้อมรำลึกอาจาริยบูชาคุณ ๙๒ ปี ชาตกาล หลวงปู่แบน ธนากโร




๏ #ธรรมอันไม่ตาย
โอวาทธรรมหลวงปู่แบน ธนากโร

"..ร่างกายอันนี้ เกิดเขาก็ไม่รู้ แก่เขาก็ไม่รู้แต่เขาหากแก่ทุกวัน ตายเขาก็ไม่รู้แต่เขาหากตายทุกวัน เขาหมดไปสิ้นไปก็คือตายทุกวันนั้นเอง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ธาตุเหล่านี้ เป็นธาตุไม่รู้ เราสมมุติเอาธาตุที่ไม่รู้เกิดมาเป็นธาตุที่ไม่รู้นี้ เอามาเป็นคนเป็นสัตว์ ของไม่รู้เรื่องเอามาสมมุติมันจะเป็นหรือ สมมุติยังไงมันก็ไม่รู้เรื่อง สมมุติยังไงมันก็ไม่เป็นอย่างที่สมมุติกัน

ทําไมจึงว่าไม่เป็นอย่างที่สมมุติ สมมุติว่าเป็นคน แต่เขาเป็นของเกิดมาตายทั้งนั้นใช่ไหม เขาตายของเขาโดยธรรมชาติ เกิดแล้วไม่ตายไม่มี สมมุติเอาของที่เกิดมาตายเป็นคน สมมุติแล้วจะให้เป็นอย่างสมมุติมันไม่ได้

จึงว่า ความเกิด ความแก่ ความตาย จึงเป็นธรรมที่เราจะต้องศึกษากันให้ยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงรู้ธรรม ทรงรู้ความเกิด ความแก่ ความตาย ทรงรู้โลกธาตุนี้เป็นของเกิด ของแก่ ของตาย โลกธาตุไม่ใช่ใคร โลกธาตุไม่มีอะไรที่จะเป็นสาระเป็นแก่นสาร เกิดขึ้นแล้วมีแต่สลายตัวทั้งนั้น

แม้องค์พระพุทธเจ้าก็ทรงเกิดมาแล้วสลายตัวหาประมาณมิได้ จึงไม่มีอะไร ที่จะเป็นแก่นเป็นสารเป็นสาระกับการเกิดขึ้นมาแล้วก็ตายสลายลงไป โลกธาตุในเมื่อมันไม่มีอะไรเป็นสาระเป็นแก่นสาร ก็เรียกว่าไม่มีตัวไม่มีตน.."

หลวงปู่แบน ธนากโร ท่านเป็นพระมหาเถราจารย์ที่สำคัญรูปหนึ่งในยุคปัจจุบันนี้ ที่มีปฏิปทาเด็ดเดี่ยว มีข้อวัตรเคร่งครัด มีจริยวัตรงดงาม เป็นพระสุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง หลวงปู่แบน ท่านให้ความสำคัญกับลูกศิษย์ทุกคนเสมอกันที่มากราบไหว้นมัสการท่าน สิ่งหนึ่งซึ่งหลวงพ่อท่านจะเมตตาสงเคราะห์กับบุคคลต่าง ๆ นั้นก็คือ “ธรรมะ” โดยท่านจะอบรมผู้ที่มากราบนมัสการท่าน และพระเณรที่อยู่ภายในวัดเป็นประจำ ส่วนวันพระนั้นท่านจะเมตตาอบรมเป็นพิเศษ ทางด้านจิตตภาวนา

"..ความดี คือการบำเพ็ญทาน ความดี คือการรักษาศีล ความดี คือการบำเพ็ญจิตตภาวนา ให้รีบทำในขณะนี้ทีเดียว พระพุทธเจ้าทรงอุปมาไว้ เหมือนกับไฟไหม้ผมบนศีรษะให้รีบดับ ไม่ใช่ไหม้บ้านไหม้ช่องนะ ไหม้ผมบนศีรษะนี่ ต้องดับทันที การทำความดีก็ต้องรีบทำทันทีเหมือนกัน ทันทีทุกขณะ.." โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่แบน ธนากโร

“พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร” หรือ “หลวงปู่แบน ธนากโร” แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร มีนามเดิมว่า สุวรรณ กองจินดา เกิดเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๑ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะโรง ณ บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายเล็ก และนางหลิม กองจินดา ครอบครัวประกอบอาชีพทำสวนทำไร่

ครั้นพอถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนแล้ว โยมบิดา-โยมมารดาได้ส่งให้ท่านเข้าศึกษาในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน จนจบประถมศึกษาปีที่ ๔ ครั้นจบการศึกษาแล้ว ท่านก็ได้ช่วยบิดามารดาทำสวนทำไร่ เพราะในเขตจังหวัดจันทบุรีนั้น อาชีหลักคือทำสวนเงาะ สวนทุเรียน

เมื่ออายุ ๒๑ ปี หลวงปู่แบน ธนากโร ท่านได้เข้าไปศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ณ วัดทรายงาม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านของท่าน พอทราบถึงข้อวัตรปฏิบัติแล้ว หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ จึงได้นำท่านเข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ณ วัดเกาะตะเคียน ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยมีพระอมรโมลี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูพิพัฒน์พิหารการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระเม้า เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า "ธนากโร" มีความหมายว่า " ผู้สร้างทรัพย์อันเป็นประโยชน์ให้เกิดกับตน"




14  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / วันปลอดนรกการ (วันนรกหยุดทำการ) - พระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2563 11:04:46

วันปลอดนรกการ (วันนรกหยุดทำการ) - พระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ



วันปลอดนรกการ อย่าลืมทำบุญให้ญาติฯ วันปลอดนรกการ เจ้าหน้าที่นรกปิดหยุดงาน 3 วัน

หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง สนทนากับลุงพุฒ เมื่อครั้งที่เป็นพญายมราช

* ท่านบอกว่า "วันนี้ผมปลอดภาระนรกการครับ"
รู้จักนรกการไหม อย่างคนรับราชการ
ท่านบอก "วันนี้หยุดราชการ" ที่นั่นเขาปลอดนรกการ

* ถามว่า "ลุงปลอดกี่วันล่ะ*
* ท่านบอก "ปลอด 3 วัน คือ วันขึ้น 14 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ กับแรม 1 ค่ำ

* ก็เลยถามว่า "ปีหนึ่งมีการปลอดกี่ครั้ง "
* ท่านบอก "4 ครั้ง วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา
วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา" หมายความว่า ไม่มีการสอบสวนกัน

* ถามท่านว่า "ถ้าลุงไม่มีการสอบสวน ก็แสดงว่า ผู้ที่ตายยังเรียกว่า...สัตว์นรกไม่ได้ เพราะเขายังไม่แน่ว่าผิดหรือไม่ผิด ฉะนั้น ผู้ที่รอการสอบสวน ลุง..เขาปล่อยเป็นอิสระใช่ไหม"

* ท่านบอกว่า "ใช้คำว่าปล่อยน่ะไม่ถูก เพราะทุกคนเขาเป็นอิสระหมด ไม่ถือว่าเป็นนักโทษ แต่ว่าที่เขาไปรวมอยู่ที่นั่น เขาทราบว่า จะมีคนสักคนหนึ่ง คอยช่วยเหลือเขาไม่ให้ลงนรก เขาไปรอการสอบสวน เราไม่สอบสวน เขาก็ไปตามเรื่องของเขา ไปหาญาติๆ

* เลยถามว่า "ในขณะที่เขาออกมาได้อย่างนั้น และถ้าญาติเขาจะบำเพ็ญกุศลให้จะได้ไหม?"

* ท่านก็บอกว่า "ถ้าญาติฉลาดทุกคนได้หมด และก็ไม่ต้องลงนรก"

* ถามว่า "ทำยังไง"
* ท่านบอกว่า "ทำบุญอุทิศเฉพาะ ออกชื่อตรงคนนั้นเลย แต่มันก็ไม่แน่นัก บางทีบาปหนา บางทีไม่ได้รับ"

* ท่านบอกให้ฝาก "พญายม" ว่า
"การอุทิศส่วนกุศลคราวนี้ ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้รับ
ขอฝากพญายมไว้ด้วย ถ้าพบคนนี้เมื่อไร ขอบอกให้เขาโมทนาทันที"

* ถ้าเขาผ่านสำนักผม ผมจะบอกให้เขาโมทนาทันที







#หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
จากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" ปีที่ 32 ฉบับที่ 365
เดือนสิงหาคม พ.ศ.2554 หน้า9
15  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / Re: อาหารเป็นพิษ อันตรายถึงชีวิตคิดก่อนกิน เมื่อ: 09 มิถุนายน 2563 18:57:09


สาเหตุของอาการอาหารเป็นพิษ

มักเกิดขึ้นจากการกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ กินอาหารที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หรือการวางอาหารไว้ในสภาพแวดล้อม
ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ เช่น ในตู้เย็นที่ตั้งอุณหภูมิไว้สูงกว่า 5 องศาเซลเซียส หรือการไม่เก็บอาหารเข้าตู้เย็น หรือมาจากการปนเปื้อน
โดยการสัมผัสอาหารของผู้ป่วยและอาหารที่ปรุงสุกสัมผัสกับอาหารดิบ เป็นต้น




อาการและภาวะแทรกซ้อน

อาการที่เกิดขึ้น คือ ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องร่วง คลื่นไส้อาเจียน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวคืออาการแทรกซ้อน คือ ภาวะร่างกายขาดน้ำ
เนื่องจากในร่างกายของคนปกติที่ร่างกายแข็งแรง จะประกอบด้วยน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเลือดที่ไหลเวียน
ไปเลี้ยงทุกอวัยวะในร่างกาย เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เช่น ปอดมีน้ำอยู่เกือบ 90% สมองมีน้ำอยู่ถึง 75%
น้ำช่วยรักษาสมดุลให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ และน้ำในร่างกายยังต้องสมดุลไปกับสภาวะเกลือแร่ด้วย

เมื่อร่างกายขาดน้ำ การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดและอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง ทางเดินอาหาร กล้ามเนื้อ จะทำงานผิดปกติ
เพราะการท้องเสียทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปมาก ซึ่งหากยังไม่ได้รับการรักษา ร่างกายก็จะขาดน้ำมากขึ้นจนกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือด
ชีพจรเต้นเบาเร็ว ความดันเลือดต่ำ ความรุนแรงจะส่งผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว โดยเฉพาะ ไตวายเฉียบพลัน เกิดภาวะช็อก
หมดสติ และทำให้ถึงแก่ชีวิต




การรักษาและการป้องกัน

โดยปกติ เมื่อร่างกายสร้างภูมิต้านทานได้แล้ว ก็จะหายได้เองภายใน 2-3 วัน โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ ซึ่งก็จะดูแลกันไปตามอาการ คือ
ให้ดื่มน้ำสะอาดมากๆ พักผ่อนให้มาก เลือกกินเฉพาะอาหารอ่อน ๆ แต่ต้องคอยสังเกตอาการจนกว่าจะหายดี เพราะหากอาการไม่ดีขึ้นและทรุดลง
หรือมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น มึนงง หัวใจเต้นเร็วและแรง ชีพจรเต้นอ่อน ตาพร่ามัว หน้ามืด ปัสสาวะน้อย หรือไม่ปัสสาวะเลย
ต้องรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

ส่วนวิธีป้องกันอาการอาหารเป็นพิษที่ดีสุด คือ สุก ร้อน สะอาด ล้างมือ นอกจากนี้สำนักงานมาตรฐานอาหารของอังกฤษ (FSA) ได้แนะนำ 4C
เพื่อการกินอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และห่างไกลจากอาหารเป็นพิษ คือ

 - ความสะอาด (Cleaning)
 - การเตรียมและปรุงอาหาร (Cooking)
 - การเก็บรักษาและแช่แข็งอาหาร (Chilling)
 - หลีกเลี่ยงและป้องกันการปนเปื้อนระหว่างของสด (Cross-contamination)

นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่หมดอายุ ปฏิบัติตามคำแนะนำในการเก็บรักษาอาหารบนฉลากอย่างเคร่งครัด กินอาหารที่ปรุงสุก สด ใหม่
และล้างมือบ่อยๆ ก็จะช่วยให้เราห่างไกลจากอาหารเป็นพิษได้แล้ว





ขอขอบคุณ
ภาพ: iStock
เรื่อง: Sanook.com
16  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / อาหารเป็นพิษ อันตรายถึงชีวิตคิดก่อนกิน เมื่อ: 09 มิถุนายน 2563 18:54:27



“อาหารเป็นพิษ” ถ้าไม่ระวังการกิน อาจอันตรายถึงชีวิตได้


 




อาการ “อาหารเป็นพิษ”
“อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)” เป็นอาการเกิดจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อราก็ได้
เมื่อกินอาหารที่ปนเปื้อนนั้นเข้าไปแล้ว ร่างกายจะแสดงอาการหลังจากที่กินอาหารเข้าไปแล้วภายใน 1-2 วัน หากมีการปนเปื้อนมาก
หรือเป็นเชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์ก่อโรครุนแรง ก็จะเร่งให้แสดงอาการได้เร็วขึ้น โดยอาการอาหารเป็นพิษมักจะเกิดในช่วงหน้าร้อนและหน้าฝน
เนื่องจากความชื้นและอุณหภูมิอบอุ่นที่พอเหมาะ เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์

เชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ มีทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส เช่น

 - ซัลโมเนลลา (salmonella) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรง หากในอาหารมีจำนวนแบคทีเรียชนิดนี้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้
แบคทีเรียชนิดนี้เติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 8-45 องศาเซลเซียส และในอาหารที่มีค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 4-9 มักพบในอาหารดิบ
หรืออาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อีกทั้งยังพบได้ในน้ำนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อหรือฆ่าเชื้ออย่างไม่มีประสิทธิภาพ
และพบในผักบางชนิด

 - อีโคไล (E.coli) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในระบบทางเดินอาหารของคนและสัตว์ ซึ่งสายพันธุ์ของเชื้อที่พบในร่างกายจะไม่มีอันตราย
และไม่ก่อให้เกิดโรค แต่หากเป็นเชื้ออีโคไลที่พบปะปนมากับอุจจาระหรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก เมื่อกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนก็จะเกิดอาการท้องร่วง
อย่างไรก็ตาม อีโคไลเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 7-50 องศาเซลเซียส และถูกทำลายที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป
จึงเป็นเชื้อที่พบได้ง่ายในการปนเปื้อน

 - โนโรไวรัส (norovirus) เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านทางการกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนมาจากอุจจาระหรืออาเจียนของผู้ป่วย เป็นเชื้อก่อโรค
ที่ทนทั้งความร้อนและกรด ที่สำคัญ ยังเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิต่ำด้วย เชื้อชนิดนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และการรักษาที่เฉพาะ เมื่อได้รับเชื้อ
อาการแทรกซ้อนที่สำคัญคือ การขาดน้ำ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการด้วยการชดเชยน้ำ ซึ่งอาจทำได้โดยการกินหรือการให้
ทางหลอดเลือดดำ

 - ไรโซปัส สโตโลนิเฟอร์ (Rhizopus stolonifer) เป็นเชื้อราสีดำที่มีลักษณะเป็นจุดดำอ่อนนุ่ม มักพบตามขนมปังที่ขึ้นรา ถั่ว และพืชผักที่เป็นหัว
เติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส หากมีความชื้นสูงก็จะเติบโตได้เร็ว เมื่อบริโภคอาหารที่มีเชื้อราชนิดนี้เข้าไป
เชื้อราจะสร้างสารพิษที่มีผลต่อสุขภาพ อาจจะแสดงอาการได้ในทันที หรือเก็บสะสมเป็นสารพิษในร่างกาย






17  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / พระอินทร์ หรือท้าวสักกะเทวราช มีจริงไหม ? โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2563 09:35:00
พระอินทร์ มีจริงไหม ?



ถ้าจะถามว่า พระอินทร์ มีจริงไหม อาตมาขอยืนยันว่า พระอินทร์ มีจริง เทวดาทั้งหลายก็มีจริง พรหมมีจริง ท้าวมหาราช ทั้ง ๔ ก็มีจริง

ถ้าใครไม่มั่นใจว่ามีจริงหรือไม่จริง เอาคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปลองปฏิบัติดูบ้าง ทำให้ได้ ๒ ใน วิชชาสาม
๕ ใน อภิญญาหก ก็จะปรากฏผลตามที่พระพุทธเจ้าตรัสทุกอย่าง อย่ามานั่งวิพากษ์วิจารณ์กันแต่แค่ตำรา อันนี้มันไม่ถูกไม่ต้อง
คนที่เรียนวิชาทำอาหาร ดูแต่หนังสือดูแค่ตำรา เขาว่ามาอย่างไรก็ว่าตามเขาแต่ก็ไม่เคยปรุงอาหารบริโภคเลย ดีไม่ดีก็ไปนั่งติตำราว่า
ทำไม่ถูก มันไม่อร่อยทั้งนี้เพราะอะไร เพราะตัวไม่เคยกินอาหาร
อ่านมาอ่านไปศึกษามาศึกษาไป หนักเข้าก็สงสัยว่า เอ๊ะ นี่มันจะกิน
ได้หรือไม่ได้ ดีไม่ดีเขาบอกว่า ไอ้หน่อไม้ในป่านี่มันกินอร่อย
ไปยืนมอง ๆ ว่า อพิโธ่เอ๋ย ไอ้หน่อไม้ประเภทนี้ กินเข้าแล้วมันไม่มีประโยชน์ รสชาติมันไม่อร่อย ทั้งนี้เพราะอะไร
เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา ไม่ลองเอาหน่อไม้มาทำอย่างที่ชาวบ้านเขาสอน อย่างที่ชาวบ้านเขากินกัน

ข้อนี้มีอุปมาฉันใด เรื่อง สวรรค์ พรหม นิพพาน นรก เปรต อสุรกาย ก็เช่นเดียวกัน ถ้ามานั่งอ่านแต่หนังสือก็มานั่งวิพากษ์วิจารณ์
ก็ไม่ต่างอะไรกับกัณฑหาลพราหมณ์ นี่แหละ




โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3 หน้า 20
ข้อมูลจากเฟสบุ๊ค เพจ คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
18  สุขใจในธรรม / สมถภาวนา - อภิญญาจิต / ฝึกกสิณ ๑๐ ให้ใช้เพื่อละโทสะและปฏิฆะ ตลอดจนกระทั่งกามราคะ - พระครูวิลาศกาญจนธรรม เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2563 13:43:56
ฝึกกสิณ ๑๐ ให้ใช้เพื่อละโทสะและปฏิฆะ ตลอดจนกระทั่งกามราคะ



โยมที่ถามปัญหาเมื่อเช้านี้เป็นเศรษฐีที่ใช้เงินไม่เป็น เขาบอกว่าเขาฝึกกสิณ ๑๐ จนครบแล้ว จะทำอย่างไรต่อไป ?
มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า ? หลวงพ่อวัดท่าซุงสั่งให้ฝึกเพื่อที่จะใช้ในการละโทสะและปฏิฆะ ตลอดจนกระทั่งกามราคะ แต่ใช้ไม่เป็น

อาตมาก็เลยไปนึกถึงสมัยหลวงปู่ปานท่านไปหาหลวงปู่พริ้งที่วัดบางปะกอก ลูกศิษย์บอกว่า หลวงปู่ปานบอกกับใคร ๆ ว่า
หลวงปู่พริ้งเป็นอาจารย์ แต่ไม่เห็นท่านมาฝึกวิชาอะไรกับหลวงปู่พริ้งเลย หลวงปู่พริ้งท่านบอกว่า
"เขาไม่เหมือนพวกแกนี่ เขามาแค่คืนเดียว" แค่มาเรียนรู้วิธีใช้เงิน

พอเห็นโยมเมื่อเช้าแล้วก็ชื่นใจอยู่อย่างว่า คนที่ฝึกปฏิบัติธรรมแบบเอาจริงเอาจังยังมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งที่น่ากลัวคือ
โยมทรงฌานอยู่ตลอดเวลา การทรงฌานใช้งานอยู่ตลอดเวลา จะเกิดผลอยู่ ๒ อย่าง อย่างแรกก็คือ
สภาพจิตปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง บางคนจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว

อาตมาเคยมีลูกศิษย์อยู่คนหนึ่งเป็นผู้หญิง ไปอยู่ที่เกาะพระฤๅษีเกือบปี ฝึกทรงฌานในลักษณะอย่างนี้ พอฝึกไปเสร็จแล้ว
เขาก็หลุดปากออกมาว่า “หลวงพ่อ...คนเป็นพระอรหันต์ไม่เห็นจะต้องตายอย่างที่หลวงปู่ฤๅษีบอกเลย” เขามั่นใจว่าเขาเป็นแน่นอน
กิเลสไม่เกิดเป็นปีเลย ท้ายสุดด้วยความมั่นใจของเขาก็ขอลาไป ตอนนี้ไปเลี้ยงลูกเป็นโขยง ทั้ง ๆ ที่คิดว่าตัวเองบรรลุแล้ว..!

ประการที่ ๒ ก็คือ ถ้าเผลอสติหลุดจากฌานเมื่อไร คราวนี้ปางตายเลย กิเลสจะมาฟ้าถล่มดินทลาย เหมือนอย่างกับเขาจ้องตลอดเวลา
ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน แล้วจะโจมตีตรงนั้น อาตมาเองเคยเกือบตายมาหลายรอบแล้ว ไปกราบเรียนถามหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านบอกว่า
"ข้าก็เคยเป็น ข้าทรงสมาบัติ ๘ คล่องตัวชนิดเข้าเมื่อไรก็ได้ตามที่ต้องการ ข้าก็คิดว่าแน่ มีอยู่วันหนึ่งหลุดออกมาเหลือแค่อุปจารสมาธิตอนไหนก็ไม่รู้ ?"

ท่านบอกว่าเกือบตาย รัก โลภ โกรธ หลง กระหน่ำมาทุกทิศทุกทาง ท่านบอกว่า "แกลองคิดดูว่า บ้านมีเสา ๘ ต้น อยู่ ๆ เสาก็พังไป ๗ ต้นครึ่ง
เหลืออยู่แค่ครึ่งต้น แล้วจะค้ำบ้านอยู่ไหม ?

เพราะฉะนั้น...อาตมาก็ยังเป็นห่วงโยมเขาอยู่ ลักษณะของผู้ทรงฌาน คนรอบข้างไม่เข้าใจอาจจะเป็นโทษกับเขาได้ด้วย
เพราะว่าจะไปพูดจาล่วงเกินอะไรเขาได้ เพื่อนฝูงเคยชวนกินเหล้าเมายาอยู่เป็นปกติก็ไม่ไปกับเขา

ถ้ายิ่งมีครอบครัวยิ่งลำบาก สมมติว่ามีภรรยา ภรรยามีความต้องการทางเพศตามปกติ แต่สามีตายด้านชั่วคราวไปทีหนึ่งหลาย ๆ เดือน
เดี๋ยวก็ได้บ้านแตกสาแหรกขาด

เรื่องของทางโลกกับทางธรรมจริง ๆ แล้ว เราต้องพยายามระมัดระวังไม่ให้โลกช้ำธรรมเสีย ยกเว้นบุคคลประเภทหนึ่ง
คือมาสายพุทธภูมิแต่เดิม ท่านทั้งหลายเหล่านี้กำลังใจเกินคน ส่วนที่ท่านคิดว่าพอดี มักจะเกินกว่าที่ชาวบ้านเขารับได้
จึงมักจะกลายเป็นโลกช้ำไป

ใครถอดเทปช่วงเมื่อเช้าลองฟังเสียงเขาดู ลักษณะของบุคคลทรงฌานจะเป็นอย่างนั้น มีอารมณ์เดียวตลอด ไม่รับอะไรเลย
ถามปัญหาแค่ ๒ ข้อ

ไปนึกถึงตัวอาตมาเองอยู่กับหลวงพ่อวัดท่าซุงมาทั้งหมด ๑๘ ปี เคยถามแค่ ๔ ครั้ง เพราะว่าในเรื่องของการปฏิบัติ
ถ้าเราทำจริง ๆ จะได้คำตอบเอง ไม่ต้องเสียเวลาไปถามครูบาอาจารย์ เพียงแต่ว่าที่ไปถามเพราะว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนอารมณ์
การก้าวข้ามอะไรสักอย่าง ทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่าไปถูกทางหรือเปล่า ? ก็ต้องไปกราบเรียนถามหลวงพ่อเพื่อขอความมั่นใจ

เมื่อเช้านี้เขาก็ถามแค่ ๒ ข้อ คือสงสัยว่าที่ตัวเองทำมาผิดพลาดหรือถูกต้อง และจะไปต่ออย่างไร

ลักษณะอย่างนั้นถึงเวลาจำเป็นแล้ว หลวงปู่ หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ หรือพระท่านจะใช้งาน ไม่อย่างนั้นแล้วท่านไม่สั่งให้ฝึกขนาดนั้นหรอก
แบบเดียวกับที่สั่งเน้นพวกอาตมาให้ฝึกอภิญญาโดยเฉพาะ ท่านบอกว่ากาลต่อไปข้างหน้า บุคคลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ
จะจ้วงจาบพระพุทธศาสนามาก ถึงขนาดกล่าวหาว่าอภิญญาสมาบัติเป็นของหลอกลวงกัน เพื่อยกย่องศาสดาของตน

ท่านบอกว่า ถึงวาระนั้นแล้วพวกแกจะต้องไปแสดงให้เขาดูว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีจริง ก็กราบเรียนถามหลวงพ่อท่านว่า
"ก็พระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ให้ภิกษุสามเณรแสดงฤทธิ์แสดงอภิญญา แล้วพวกผมจะแสดงได้หรือ ?"
 หลวงพ่อท่านบอกว่า "ถึงเวลาแล้วพระท่านจะสั่งเอง"

ก็ได้แต่หวังว่าท่านจะไม่สั่ง เพราะว่ายังทำอะไรไม่ค่อยเป็น ถึงเวลาสั่งแล้วเดี๋ยวไปเหมือนกับโยมเมื่อเช้า มีสตางค์เต็มกระเป๋าแต่ใช้ไม่เป็น
แล้วที่ตลกมากก็คือ หลังจากที่มีโยมถามปัญหาขั้นประถมของเขา เลยไปเจอระดับปริญญาเข้าให้ โยมเขาบอกว่าขออนุญาตถามปัญหาระดับประถม
ก็เลยบอกว่า “เออ...ถึงระดับประถมแล้วหรือ ? ที่เจอมาอนุบาลล้วน ๆ” เพิ่งจะพูดจบไม่นานเจอระดับปริญญาเลย..!



พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ณ บ้านเติมบุญ
19  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / คาถาเงินล้าน ยิ่งสวดมากยิ่งได้ลาภมาก และ ที่มาของคาถา - หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เมื่อ: 07 พฤษภาคม 2563 21:44:18



คาถาเงินล้าน ยิ่งสวดมากยิ่งได้ลาภมาก และ ที่มาของคาถา - หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ




คาถาเงินล้าน เป็นคาถาของ ฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง เป็นคาถาที่ได้จากกรรมฐาน ได้อนุญาตให้ลูกหลานและพุทธบริษัทใช้ได้เป็นสาธารณะ 

หลวงพ่อได้คาถาบทเหล่านี้ โดยตรงจากองค์สมเด็จฯ (องค์ปฐม) ตั้งแต่ปี 2517
เป็นเวลา 4 ปี จึงจะได้ครบถ้วน ท่านบอกว่าคาถาที่ได้จากกรรมฐาน เขาจะไม่บอกใคร

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2527 เวลา 23.59 น. องค์สมเด็จฯ ได้อนุญาตให้ลูกหลาน และพุทธบริษัทใช้ได้เป็นสาธารณะ
เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ อีกทั้งการก่อสร้างของวัดท่าซุง จะต้องเร่งรัดให้เสร็จทันฉลองวัดในปี 2532
จึงจำเป็นที่จะต้องใช้คาถาเหล่านี้ช่วย เพื่อพุทธบริษัท และลูกหลานของหลวงพ่อ มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น

พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ"
ท่านเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเถรวาทฝ่ายมหานิกายเจ้าอาวาสวัดท่าซุง (วัดจันทาราม) จังหวัดอุทัยธานี
ท่านมีชื่อเสียงในด้านการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนได้วิชามโนยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ)
หลังการมรณภาพ สังขารร่างกายของท่านมิได้เน่าเปื่อยอย่างศพของคนทั่วไป และได้มีการเก็บรักษาไว้ที่วัดท่าซุงจนถึงปัจจุบันนี้

แรงศรัทธาหลั่งไหลเข้ามา ณ วัดท่าซุงอันสงบเย็น ทุกวันจะมีกระแสแรงศรัทธาจากผู้คนถ้วนทั่วทุกสารทิศ
เดินทางเข้ามากราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองและครอบครัว ได้สัมผัสกับความอิ่มเอม
จุดเด่นวิหารแก้ว ภายในประดับด้วยกระจกทำให้เกิดแสงระยิบระยับเป็นที่เก็บร่างหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่คนเคารพนับถือ

ในปัจจุบันพระคาถาเงินล้านของท่านได้แพร่หลายและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมาก มีความเชื่อกันว่ายิ่งสวดมากยิ่งได้ลาภมาก
ตามความศรัทธาของแต่ละคน

- สวดอย่างน้อยวันล่ะ 9 จบ
- แต่จะให้ดี อย่างน้อย 30 จบ
- ถ้าติดขัดการเงินแบบหนักหนาสาหัสสากรรจ์เจียนจะตายเสียให้ได้ให้ตั้งใจท่อง พระคาถาวันละ 108 จบ

และทำทานทุกวันสม่ำเสมอด้วยความเต็มใจอย่างแท้จริง ถ้าทำได้ว่างเมื่อไหร่ก็ให้สวดเมื่อนั้น ก่อนสวดพระคาถาให้ตั้งจิตให้นิ่ง



(ตั้ง นะโม 3 จบ )

สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน )
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันต ุเม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตภาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา
วิระทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ

( บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)



เคล็ดวิชานี้ใช้ได้ผลมามากมาย ทั้งคนที่ตกงานหางานทำไม่ได้ คนที่เป็นหนี้สิน สิ้นหวังในชีวิต
หากท่านทำได้ครบถ้วนทุกประการที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำแล้ว รับรองว่าจะได้รู้ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตด้วยตัวเอง




ข้อมูลจาก Sanook Horoscope
20  สุขใจในธรรม / ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก / Re: “อย่าพูดคำว่าไม่มีเงิน” โดย หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน เมื่อ: 07 พฤษภาคม 2563 21:24:24


เกริ่นเรื่องราวจากหลวงพ่อเล็กกันมานาน ว่าแล้วก็ต่อด้วยคาถาเงินล้านกันเลย...

(ตั้ง นะโม 3 จบ )

สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน )
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันต ุเม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตภาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา
วิระทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ

( บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)








หน้า:  [1] 2 3 ... 102
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.224 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 05 กันยายน 2564 10:52:50