[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
25 มิถุนายน 2565 08:29:22 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  1 ... 94 95 [96]
1901  นั่งเล่นหลังสวน / แผงลอยริมทาง (รวมคลิปโฆษณาโดน ๆ) / ยาสีฟันดาร์กี้ เมื่อ: 05 สิงหาคม 2553 13:54:16
1902  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / ผู้เจริญสติปัฏฐาน เมื่อ: 05 สิงหาคม 2553 10:14:15





ใครขี้เกียจอ่านก็ดาวน์โหลดเอา  http://www.oknation.net/blog/3155/2010/08/05/entry-1


(:LOVE:)ธรรมะน่าคิดพิจารณาวันนี้ รัก

จิตนั้นเห็นได้แสนยากละเอียดอ่อนยิ่งนัก มักตกไปหาอารมณ์ที่ใคร่ - สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถ กามนิปาตินํ (ธรรมบท ๒๕/๑๗)


ธรรมะประจำวันที่ 05/08/2010



<table class="maeva" cellpadding="0" cellspacing="0" border="0" style="width: 800px" id="sae8"> <tr><td style="width: 800px; height: 576px" colspan="2" id="saeva8"><embed type="application/x-mplayer2" src="http://www.se-ed.com/ads/pr/sile/song/09.%20Track%209.wma" width="800px" height="576px" wmode="transparent" quality="high" allowFullScreen="true" allowScriptAccess="never" ShowControls="True" autostart="false" autoplay="false" /></td></tr> <tr><td class="aeva_t"><a href="http://www.se-ed.com/ads/pr/sile/song/09.%20Track%209.wma" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.se-ed.com/ads/pr/sile/song/09.%20Track%209.wma</a></td><td class="aeva_q" id="aqc8"></td></tr></table>



ท่านอาจารย์ สุจินต์ ไม่ใช่เรื่องอนุญาตแต่เป็นเรื่องสภาพธรรมตามความเป็นจริง  

นามธรรมทั้งหมด ไม่ว่าริษยา ก็เป็นนามธรรม หมั่นใส้ก็เป็นนามธรรม

เพราะฉะนั้น.......ถ้าไม่ใช่เป็นผู้มีปกติเจริญ{สติปัฏฐาน}จะไม่เข้าใจพยัญชนะที่ว่า

ผู้เจริญ{สติปัฏฐาน}คือผู้ที่อบรมเจริญปัญญาเหมือนนักรบที่ยิงไกลและยิงไว

จะไม่เข้าใจเลยถ้าไม่ใช่ผู้เจริญสติปัฏฐานจริง ๆ แต่ถ้าเป็นผู้มีปกติเจริญสติปัฏฐาน

โดยถูกต้องและอบรมแล้วจะรู้ได้เลยว่าสภาพธรรมทั้งหลายไม่อยู่ในอำนาจ

บังคับบัญชา แล้วก็ไม่มีตัวตนแล้วสภาพธรรมที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ทางตา...

ทางกาย ทางใจ เป็นไปอย่างรวดเร็วและสั้นมากถ้าสติไม่เกิดขณะนี้อาจจะกำลัง

จดจ้องอยู่ที่หนึ่งที่ใดกำลังสนใจที่หนึงที่ใดแต่ว่าถ้าสติเกิดละคลายความติด  

เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่สภาพธรรมใดจะมีปัจจัยเกิดขึ้นปรากฏจะเห็นสภาพธรรมนี้

ละเอียดขึ้นเพราะว่าเพียงเสียงนิดเดียวก็ได้ยินแล้ว(ลองสิค่ะ)เวลานี้อาจจะเป็น

น้ำฝนหยด นี่โดยพยัญชนะ ที่ใช้คำว่าเสียงน้ำฝนหยดแต่ความจริงนั้นเสียงนั้น

เล็กแผ่ว แต่ก็ดัง และก็รู้แล้วเพราะฉะนั้นปัญญาที่รู้นี้ รู้ในขณะที่เสียงปรากฏ

ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน แล้วทันทีที่เสียงนั้นหมดไปสภาพธรรมอื่นมีปัจจัยเกิด

สติก็ระลึกรู้ในลักษณะของสภาพธรรมนั้นเพราะฉะนั้น.....จะเห็นความเป็นปริตธรรม    

คือ ธรรมซึ่งอาศัยเหตุปัจจัยเกิดแล้วดับอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเห็นว่าไม่มีสาระ

ไม่ว่าจะสุขความรู้สึกนิดเดียวก็เปลี่ยนเป็นเห็น เปลี่ยนเป็นได้ยิน เปลี่ยนเป็นการ

รู้สึกแข็งสามารถที่จะยิงไกล คือสี่งซึ่งเวลาที่สติปัฏฐานไม่เกิดแล้วจะเหมือน

ไม่ปรากฏแต่ความจริงแล้วจิตได้ยินแต่โมหะแทนปัญญาเพราฉะนั้นจึง

ไม่รู้ในเสียงที่ปรากฏผ่านไปเหมือนกับว่าไม่ได้ยินหรือว่ากำลังเห็นก็ผ่านไป

เหมือนไม่เห็นแต่ถ้าปัญญาสามารถที่จะระลึกรู้ลักษณะได้ทั่วทั้ง ๖ ทวารแล้วเป็น

ผู้ที่ยี่งรู้ก็ยี่งละสภาพธรรมก็จะยี่งปรากฏโดยละเอียดขึ้นเหมือนกับการยิงซึ่งยิง

ได้ไกลมาก ไม่ว่าสี่งนั้นจะปรากฏเพียงเล็กน้อย นิดหน่อย สักเท่าไร ทางตา......ทาง

กาย ทางใจ เพียงแวบเดียวที่เกิดขึ้นปรากฏก็สามารถจะรู้ในลักษณะที่เป็นนามธรรม

หรือรูปธรรมได้  นี่คือผู้ยิงไกล  คือสี่งซึ่งแต่ก่อนนี้ไม่เคยสังเกตุ ไม่เคยรู้ว่าเกิดขึ้น

เพียงชั่วขณะสั้น ๆ แล้วดับเพราะว่าเป็นผู้ที่ไม่สนใจในเสียงนั้นในกลิ่นนั้นแล้วก็

หลงลืม{สติ}เพราะว่าอวิชชาทำให้ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้นแต่สติมีลักษณะ

ตรงกันข้ามกับอวิชชา เพราะว่าสภาพธรรมใดที่ปรากฏเป็นปกติ เวลาสติระลึกสภาพ

ธรรมนั้นก็ปรากฏเหมือนปกติ แต่ปรากฏกับสติด้วย อย่างแข็งนี้ทุกคนก็กระทบได้

ก็มีสภาพที่รู้แข็งคือกายวิญญาณจิต ไม่ใช่เรา เป็นสภาพรู้อาศัยกาย จึงเกิดขึ้นรู้

สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัสว่าแข็ง ขณะนั้นโดยปกติ และหลงลืมสติ แต่ถ้าเป็นผู้ที่มี

{สติ}แข็งนั้นก็ปกติกับ{สติ}ด้วย ด้วยเหตนั้นจึงรู้ลักษณะของแข็งแล้วก็รู้ว่าเป็นสภาพ

ธรรมอย่างหนึ่ง พร้อมกันนั้นก็รู้ว่าไม่ใช่เราที่กำลังรู้แข็ง แต่เป็นสภาพรู้ เป็นอาการรู้

เท่านั้น นี่คือปกติธรรมดาจริง ๆ แต่ปัญญาเท่านั้นที่เจริญขึ้น ๆ ๆ จนสามารถที่จะ

ประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไป จึงชื่อว่ายิงไว เพราะว่าทันทีที่สภาพธรรมเกิด

แล้วดับ ก็สามารถที่จะรู้ได้ตามความเป็นจริง


ท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ บรรยายธรรม

มูลนิธิเพื่อการศึกษาและเผยแพร่พระอภิธรรมบ้านธรรมมะ บุคโล ธนบุรี

1903  นั่งเล่นหลังสวน / แผงลอยริมทาง (รวมคลิปโฆษณาโดน ๆ) / แฟนบอกเลิก เมื่อ: 05 สิงหาคม 2553 08:47:22
1904  นั่งเล่นหลังสวน / แผงลอยริมทาง (รวมคลิปโฆษณาโดน ๆ) / ถ่านไฟฉายตรากบ เมื่อ: 05 สิงหาคม 2553 08:42:50
1905  นั่งเล่นหลังสวน / แผงลอยริมทาง (รวมคลิปโฆษณาโดน ๆ) / เบียร์สิงห์{คลาสสิค}ความหลังที่สวยงามและน่าจดจำ เมื่อ: 05 สิงหาคม 2553 08:39:04
1906  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: แดนสุขาวดี เมื่อ: 04 สิงหาคม 2553 23:01:56
http://i919.photobucket.com/albums/ad32/namoyts15/A%20Di%20Da%20Phat/200622615134263268.jpg



ดินแดนสุขาวดีหรือพุทธเกษตรของพระอมิตาภะตามที่กล่าวไว้ในอมิตายุรธยานสูตรมี 9 ชั้นคือ...............................

1. สำหรับผู้มีเมตตากรุณา มีศีลสมบูรณ์ มีจิตเลื่อมใสไม่คลอนแคลน

2. สำหรับผู้มีความรู้แตกฉานในธรรม เลื่อมใสนิกายมหายาน เชื่อในกฏแห่งกรรม เมื่อตายจะไปอยู่ในดอกบัวไม่ทันข้ามวัน ดอกบัวจะบานได้ฟัง

ธรรมภายใน 7 วัน

3. สำหรับผู้เชื่อมั่นในกฏแห่งกรรม เลื่อมใสนิกายมหายาน เมื่อตายจะไปอยู่ในดอกบัว 7 วันจึงจะบาน ได้ฟังธรรมภายใน 37 วัน

4. สำหรับผู้รักษาศีลอุโบสถสมบูรณ์ ดอกบัวที่ผู้นั้นไปเกิดจะค่อยๆบาน เมื่อได้ฟังธรรมก็จะได้เป็นพระอรหันต์

5. สำหรับผู้ถือศีลอุโบสถเพียงวันหนึ่ง คืนหนึ่ง หรือสมาทานศีลภิกษุหรือศีลสามเณรไม่บกพร่อง เมื่อตายจะไปเกิดในดอกบัวอยู่ 7 วัน

ดอกบัวจึงจะบาน เมื่อฟังธรรมจะได้เป็นพระโสดาบัน อีกครึ่งกัลป์จะได้เป็นพระอรหันต์

6. สำหรับผู้เลี้ยงดูบิดามารดามีมนุษยธรรมเมื่อใกล้ตายได้ฟังเรื่องของสุขาวดีและมีจิตเลื่อมใส เมื่อตายจะไปเกิดในสุขาวดีและฟังธรรมเรื่องไป

หนึ่งกัลป์จึงจะได้เป็นพระอรหันต์

7. สำหรับผู้ทำอกุศลกรรม แต่ได้ฟังเสียงสวดพระธรรม หรือมีผู้สอนให้ระลึกถึงพระอมิตาภะ เมื่อตายจะไปเกิดในดอกบัวนาน 77 วัน จึงจะบาน

หลังจากนั้นต้องฟังธรรมนานถึง 10 กัลป์ จึงจะได้เป็นพระอรหันต์

8. สำหรับผู้ทุศีล มีทุคติเป็นที่หมาย แต่เมื่อใกล้ตายมีผู้สอนให้ระลึกถึงพระอมิตาภะ เมื่อตายจะไปเกิดในดอกบัวนาน 6 กัลป์ จึงจะบาน เมื่อฟัง

ธรรมจึงเริ่มตั้งจิตปรารถนาพุทธภูมิ

9. สำหรับผู้ทำอกุศลกรรมไว้มาก มีอบายภูมิเป็นที่หมาย แต่มีผู้สอนให้ระลึกถึงพระอมิตาภะ แล้วทำตามอยู่ชั่ว 10 ขณะจิต เมื่อตายจะไปเกิดใน

ดอกบัวนานถึง 12 กัลป์จึงจะบาน เมื่อได้ฟังธรรมจึงตั้งจิตถึงพุทธภูมิ



อ้างอิงจากหนังสือพระพุทธศาสนามหายานศาสนาและปรัชญาในจีน ทิเบต และญี่ปุ่น


(:LOVE:)หนึ่งครั้งที่ท่านเข้ามาชมคือการหลุดพ้นของเวไนย์ รัก


..................................นะโม อมิตาพุทธ..............................


http://img259.imageshack.us/img259/3844/b0033569rb9.jpg


อักษรจีนตัวนี้มีจารึกอยู่ที{วัดบรมราชากาญจนาภิเศก}บางบัวทอง นนทบุรี

1907  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: แดนสุขาวดี เมื่อ: 04 สิงหาคม 2553 22:58:45
http://i919.photobucket.com/albums/ad32/namoyts15/A%20Di%20Da%20Phat/200622615134263268.jpg



ถ้าสัตว์โลกทั่วทศทิศได้ยินนามของเรา แล้วรำลึกถึงสุขาวดีอยู่เสมอ หมั่นบำเพ็ญคุณธรรม แล้วอุทิศกุศลด้วยใจจริงว่า จะจุติในแดนสุขาวดี หากมิสมดังความปรารถนา จักไม่บรรลุโพธิญาณ
เมื่อ ภิกษุธรรมกรมีปณิธานเช่นนี้และก็ได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอมิตาภะพุทธเจ้าแล้วนับจากบัดนี้ได้ 10 กัลป์ ก็ต้องเป็นไปตามนั้นทุกประการ

การสวด อามีทอฝอ(ออนีทอฮุก) ต้องมีพร้อมด้วยปัจจัย 3 อย่างจึงจะบรรลุเป้าหมาย คือ..................................

{ซิ่น} ศรัทธาเชื่อมั่นว่า แดนสุขาวดีมีพระอมิตาภะพุทธเจ้า

{เยี่ยน} ยินดีจะไปจุติในแดนสุขาวดีแน่นอน

{สิง} ต้องปฏิบัติภาวนา อามีทอฝอ จนกว่าชีวิตจะหาไม่

ถ้าได้ปฏิบัติดังกล่าว ย่อมประสบความสำเร็จแน่นอน




............................วิธีสวดภาวนามี 2 แบบ คือ..........................



1. สวดออกเสียงหรือสวดในใจว่า อามีทอฝอ

2. ปากสวด ใจรำลึก ตาเพ่งรูปอมิตาภะพุทธเจ้า

แต่ส่วนมากนิยมทำแบบแรก เพราะทำสะดวก ประสบความสำเร็จสูง แต่ไม่ว่าสวดออกเสียงหรือสวดในใจคำสวดจะต้องชัดเจนภาวนานานไปใจก็จะไม่สับสนเองในอมิตาพุทธสูตรกล่าวว่า สาธุชนชายก็ดี หญิงก็ดีหากได้สดับฟัง แล้วภาวนาพระนามของอมิตาภะพุทธเจ้า 1 วันถึง 7 วัน โดยใจไม่สับสนวุ่นวาย ก็จักได้จุติในสุขาวดีพุทธภูมิ......................................



http://img259.imageshack.us/img259/3844/b0033569rb9.jpg


อักษรจีนตัวนี้มีจารึกอยู่ที{วัดบรมราชากาญจนาภิเศก}บางบัวทอง นนทบุรี

1908  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / แดนสุขาวดี เมื่อ: 04 สิงหาคม 2553 22:55:03




http://i919.photobucket.com/albums/ad32/namoyts15/A%20Di%20Da%20Phat/200622615134263268.jpg


พุทธะเท่านั้นคือ จิต จิต เท่านั้นคือ พุทธะ พุทธะไม่ได้อยู่นอกจิตและจิตไม่ได้อยู่นอก พุทธะ





นิกายสุขาวดี (จิ้งถู่จง) เป็นนิกายมหายานที่เจริญแพร่หลายทุกยุคทุกสมัย เพราะทุกคนไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่คนชรา สามารถปฏิบัติได้สะดวก วิธีปฏิบัติ คือ สวดภาวนาว่า อามีทอฝอ(แต้จิ๋ว ออนีทอฮุก) โดยอาศัยพุทธานุภาพของพระอมิตาภะพุทธเจ้าไปจุติแดนสุขาวดีที่เรียกว่า สุขาวดีเพราะสัตว์โลกที่อยู่ที่นั่นมีแต่ความสุขตลอดกาล ไร้ทุกข์อันใดแม้แต่น้อย
แดนสุขาวดีอยู่ห่างจากโลกนี้ไปทางตะวันตกแสนโกฏิพุทธภูมิ โดยมีพระอมิตาภะพุทธเจ้าเป็นพระศาสดาแดนสุขาวดีใช้เวลาสร้าง 5 กัลป์จึงเสร็จ จุดมุ่งหมายในการสร้างแดนสุขาวดี เพื่อรองรับสัตว์โลกที่หนีทุกข์มาเพียงให้มีปณิธานศรัทธาแน่วแน่ หมั่นสวดพระนาม{อมิตตาพุทธ}เมื่อใกล้ถึงกาลมรณะพระอมิตาภะพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์กวนอิม พระมหาสถามปราปต์ (ไต่ซีจี่) ก็จะปรากฏเบื้องหน้ารับไปแสนสุขาวดี
พระอมิตาพุทธเจ้าสมัยเสวยพระชาติเป็นพระราชา เนื่องจากได้ฟังพระโลเกศวรราชพุทธเจ้าแสดงธรรมเกิดเลื่อมใส จึงสละราชสมบัติออกผนวชเป็นภิกษุธรรมกร (ฝ่าจั้ง) พระภิกษุธรรมกรได้ตั้งปณิธานมุ่งต่อพุทธภูมิ ต่อหน้าพระพุทธเจ้ายุคนั้น และมีปณิธานอยู่ 48 ข้อ ซึ่งปณิธานทุกข้อ ล้วนแต่ลงท้ายว่าหากไม่ปรากฏเป็นจริงจะไม่บรรลุโพธิญาณ เช่นปณิธานข้อ 18 19 20 มีว่า....................................
ถ้าสัตว์โลกทั่วทศทิศมีจิตศรัทธาปรารถนา จะบังเกิดในแดนสุขาวดี แล้วภาวนาชื่อเรา 10 ครั้งในหนึ่งช่วงหายใจเข้าออกหากมิได้ไปจุติตามที่ปรารถนาไซร้จักไม่บรรลุโพธิญาณ นอกจากผู้ทำอนันตริยกรรม 5 ไม่อยู่ในข้อนี้ อนันตริยกรรม 5 คือ...........................

1. ฆ่าพ่อ

2. ฆ่าแม่

3. ทำร้ายพระอรหันต์

4. ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนเลือดตก

5. ยุยงสงฆ์ให้แตกแยก

ถ้าสัตว์โลกทั่วทศทิศบังเกิดโพธิจิต บำเพ็ญขัดเกลาจิต สร้างกุศล แล้วตั้งปณิธานด้วยใจจริงว่า จะไปจุติในแดนสุขาวดี เมื่อถึงกาลมรณะ ถ้าเราและมหาโพธิสัตว์ไม่ได้ปรากฏเบื้องหน้าเขาไซร้ จักไม่บรรลุโพธิญาณ........................................



http://img259.imageshack.us/img259/3844/b0033569rb9.jpg


อักษรจีนที่เห็นอยู่นี้มีจารึกอยู่ที{วัดบรมราชากาญจนาภิเศก}บางบัวทอง นนทบุรี



1909  นั่งเล่นหลังสวน / แผงลอยริมทาง (รวมคลิปโฆษณาโดน ๆ) / duble A เมื่อ: 04 สิงหาคม 2553 17:13:30
1910  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / Re: 4 กลุ่ม โรคร้าย ภัยของ นักดื่ม ตัวยง เมื่อ: 04 สิงหาคม 2553 16:30:09


4 กลุ่มโรคร้าย ภัยของนักดื่มตัวยง (Woman’s Story)

          การดื่มสุรา เราต่างก็รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย มิหนำซ้ำยังส่งผลเสียและอันตรายอีกมากมายให้กับผู้ที่ดื่มเข้าไปซึ่งก็เห็นได้จากทางหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ทั้งอุบัติเหตุ ขาดสติทะเลาะวิวาท ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีผลกับสุขภาพอีกด้วยยิ่งดื่มมากก็ยิ่งเพิ่มอัตราการเกิดโรคร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่คือ 4โรคร้ายที่คุณนักดื่มควรจะระวังไว้ค่ะ

 โรคทางระบบประสาท

         โรคนอนไม่หลับ กระบวนการการรับรู้ความเข้าใจบกพร่อง ขาดสติ จิตหลอนประสาทหลอน โรคคลั่งเพ้อ เกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรังการทำหน้าที่ของสมองผิดปกติส่งผลถึงการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายอาจทำให้กล้ามเนื้อส่วนปลายแขน ขาอ่อนแรง ปลายประสาทพิการนอกจากนี้ก็ยังมีโรคซึมเศร้า โรคลมชัก โรคระแวงเพราะสุราด้วย

 โรคมะเร็ง

         มะเร็งในปากและช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านมในผู้หญิง และมะเร็งรังไข่ซึ่งในผู้ชายส่วนใหญ่ที่เป็นนักดื่มมักป่วยเป็นมะเร็งตับ

 โรคหลอดเลือดและหัวใจ

         เกิดจากปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป จะทำให้เส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบส่งผลให้ผู้ที่ชอบดื่มสุราเป็นประจำมีอัตราการเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่า และยังทำให้เกิดความผิดปกติที่กล้ามเนื้อหรือเซลล์หัวใจได้กลายเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมนอกจากนี้ยังทำให้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศสมองส่วนนอกลีบฝ่อ อาการระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินไปโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะและโรคหัวใจล้มเหลว

 โรคเรื้อรังอื่น ๆ

         โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน และเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคตับอักเสบโรคตับแข็ง ต่อมาก็โรคกระเพาะอักเสบเนื่องจากแอลกอฮอล์ไปทำลายสารเคลือบกระเพาะ โรคต่อมหมวกไต กระดูกพรุนโรคเกาต์ โรคพิษสุราเรื้อรัง เป็นต้น

         เทศกาลเฉลิมฉลองแบบนี้ต้องดูแลตัวเองด้วยนะคะทราบข้อมูลกันแบบนี้แล้วก็ควรหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเองให้มากขึ้นนะคะที่สำคัญก็ควร ลด ละ เลิก การเดิมสุราเสียด้วยก็จะถือเป็นการดีมากค่ะ





ที่มา โซนไอที ไอดี 161004



(:LOVE:)จนเครียด เข้าสุขใจ รัก

(:LOVE:)จนเครียด เข้าสุขใจ  รัก


1911  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / เรื่องเล่าสนุก ๆ จากพระอริยะสงฆ์ episode 2 จับไม่ผิด เมื่อ: 04 สิงหาคม 2553 11:14:37
http://a.imageshack.us/img35/3540/0390863.jpg


ผี เปรต เถียงพ่อ แม่ sub.english




นอกจากชาวบ้านบางส่วนที่คอยต่อต้านพระป่ากรรมฐานที่บ้านชีทวนแล้ว

ทางฝ่ายพระสงฆ์ก็มีฝ่ายที่เกลียดชังพระป่ากรรมฐานเช่นเดียวกัน

พระสงฆ์เหล่านี้จึงคอยจับผิดคอยยุแยงตะแคงรั่วให้ชาวบ้านเข้าใจพระป่ากรรมฐานผิด

พระฝ่ายนี้ถึงกับลงทุนให้พระมหาเปรียญรูปหนึ่งปลอมปนมาอยู่กับหลวงปู่ ทองรัตน์

เพื่อคอยจับผิดว่าหลวงปู่ทองรัตน์จะทำผิดวินัยข้อไหนบ้างเพื่อที่จะได้เอาไปฟ้องพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง

พระมหารูปนี้คอยจับผิดหลวงปู่ถึงสามปีเต็ม ๆ แต่ก็ไม่พบว่าหลวงปู่ทำผิดวินัยข้อไหนเลย

แม้แต่วินัยข้อเล็กน้อย หลวงปู่ก็ยังไม่เคยทำผิดเลย

จนกระทั่งวันหนึ่งหลวงปู่ทองรัตน์เห็นพระรูปนั้นคอยนั่งจ้องจับผิดอยู่บริเวณรางปัสสาวะ

หลวงปู่จึงเดินไปนั่งปัสสาวะแล้วบ้วนน้ำลายลงใส่รางปัสสาวะด้วย

พระรูปนั้นอยู่ใกล้ ๆ รางปัสสาวะ เห็นมีน้ำลายบ้วนลงมาในรางปัสสาวะ

จึงร้องดังขึ้นด้วยความดีใจ(เพราะรอจับผิดมาตั้งสามปี) ว่า......................

ไหนว่าท่านเคร่งวินัย ทำไมถึงบ้วนน้ำลายลงบนรางปัสสาวะไม่รู้หรือว่ามันผิดวินัย

หลวงปู่ทองรัตน์ตอบกลับไปว่า

ก็ผมสงสารท่านที่มาคอยจับผิดผมตั้งสามปีแต่ยังไม่ได้อะไรผมก็เลยทำผิดวินัยให้สมใจท่าน ถ้าท่านว่าผมผิดแล้วที่ท่านซ่อนมีดไว้

ใต้อาสนะที่นั่งของท่านนั้นท่านไม่รู้หรือว่าศัสตรานั้นมันคู่ควรกับสมณะหรือเปล่า ?

พระมหารูปนั้นถึงกับหน้าถอดสีทั้งประหวั่นพรั่นพรึง

นึกไม่ถึงว่าหลวงปู่ ทองรัตน์ จะรู้วาระจิตของตนถึงขั้นรู้ด้วยว่าตนซ่อนมีดไว้ใต้อาสนะ

แต่การกลั่นแกล้งหลวงปู่ทองรัตน์ของฝ่ายสงฆ์ที่เกลียดชังพระป่ากรรมฐานยังไม่สิ้นสุด

คราวนี้ถึงกับไปฟ้องพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองว่า

หลวงปู่ทองรัตน์ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับเป็นพระภิกษุ ชอบประจบประแจงเอาใจเพื่อขอสิ่งของจากชาวบ้าน

คณะสงฆ์จึงตั้งกรรมการสอบอธิกรณ์หลวงปู่ทองรัตน์

ซึ่งพระเถระเหล่านี้ก็ได้สอบสวนหลวงปู่ทองรัตน์ทีละข้อกล่าวหา

เมื่อแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จก็จะถามหลวงปู่ทองรัตน์ว่า เขากล่าวหามาอย่างนี้ถูกต้องไหม ?

หลวงปู่ทองรัตน์ก็ตอบกลับว่า โดย ขะน้อย(ขอรับกระผม)เช่นนี้ทุกข้อกล่าวหา

พระเถระจึงถามว่า เมื่อยอมรับข้อกล่าวหาเช่นนี้ จะมีข้อแก้ตัวอย่างไร ท่านทองรัตน์

หลวงปู่ทองรัตน์ตอบกลับอย่างแสบสันต์ว่า

ถ้าเช่นนั้นแล้ว ผมขอเรียนถามท่านว่า ภิกขุคือใคร ถ้าแปลออกมาก็แปลว่า ผู้ขอไม่ใช่หรือที่ขอเพราะไม่มีถึงขอ ถ้าไม่ขอก็จะหาอยู่กินเอง

เขาก็เรียก คฤหัสน์ ญาติโยม เท่านั้นแหละ ถ้าว่าการกระทำของผมผิด จะฆ่าจะแกงผม ผมก็ยอม

พระเถระ......................(อึ้งเงียบ)

สุดท้ายฝ่ายพระเถระก็ต้องถอยทัพกลับ และยอมรับแต่โดยดีว่า หลวงปู่ทองรัตน์พูดถูก และสิ่งที่ท่านทำก็ไม่ได้ผิดพระธรรมวินัยเลย !


1912  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: ไม่มีที่พอสำหรับเก็บ(กิเลส) เมื่อ: 04 สิงหาคม 2553 08:48:11



ตามแต่ประเภทของ{อกุศลจิต}นั้น ๆ และสะสมอยู่ในจิตทุกขณะอีกด้วย
 
เมื่อรู้ว่ามีกิเลสมากอย่างนี้ก็ควรอย่างยิ่งที่จะได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม อบรม

เจริญปัญญาสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับเพื่อวันหนึ่งข้างหน้าปัญญา

จะเจริญยิ่งขึ้นจนสามารถดับกิเลสประการต่าง ๆ ได้จริงซึ่งจะต่างจากบุคคลผู้ที่

ไม่ได้ฟังพระธรรมไม่ได้ศึกษาพระธรรมนับวันกิเลสก็มีแต่จะพอกพูนหนาแน่นขึ้น

เรื่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าตนเองมีกิเลส หรือ เพราะเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นผู้หมดกิเลสแล้วนั่นเอง

เพราะฉะนั้น.......พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงจึงเป็นเครื่องเตือนที่ดี

เกื้อกูลให้เห็น{อกุศลธรรม} และ เห็นโทษของ{อกุศล}ธรรมตามความเป็นจริงพร้อมทั้ง

ทรงแสดงให้เห็นถึงคุณของปัญญา - ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่ดีงาม เป็นโสภณธรรม

อย่างหนึ่งซึ่งเป็นสภาพธรรมที่สำคัญมากในพระธรรมวินัยนี้เพราะเหตุว่าบุคคลผู้มี

ปัญญาเท่านั้นที่จะสามารถดับกิเลสทั้งปวงได้เป็นสมุจเฉท(ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาด)

ไม่เกิดอีกเลยสามารถจะข้ามพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้ในที่สุด........................



ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรมดากิเลส  ย่อมไม่มีความชื่นบาน เพราะขจัดคุณความดีมีแต่จะให้ตกนรก


ข้อความตอนหนึ่งจาก...พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก หาริตจชาดก


ขอขอบคุณที่มาจาก มูลนิธิเพื่อการศึกษาพระอภิธรรม โดยท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และ คณะวิทยากรบ้านธรรมมะ บุคโล ธนบุรี

1913  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: ไม่มีที่พอสำหรับเก็บ(กิเลส) เมื่อ: 04 สิงหาคม 2553 08:43:19


กิเลสเป็นสภาพธรรมที่มีจริงเป็นนามธรรม เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิตใจ กิเลส

เวลาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเฉพาะตัวเขาเองเท่านั้นยังมีสภาพธรรมอื่น ๆ เกิด

ร่วมด้วยและจะต้องเกิดร่วมกับอกุศลจิตเท่านั้นกิเลสจะเกิดร่วมกับอกุศลจิตเท่านั้น

เกิดร่วมกับจิตฝ่ายดีไม่ได้เลยซึ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยไม่อยู่ในอำนาจบังคับ

บัญชาของใครทั้งสิ้น

กิเลสมีมากมายหลายประการพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียดตามที่

ปรากฏในพระสูตรต่าง ๆ ที่สำคัญไม่ได้พ้นไปจากชีวิตประจำวันเลย เช่น โลภะ

(สภาพธรรมที่ติดข้องยินดีพอใจ) โทสะ (ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ความไม่พอใจ)

โมหะ(ความหลง ความไม่รู้)มานะ (ความสำคัญตน) มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด)

วิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัยในสภาพธรรม)อหิริกะ(ความไม่ละอายต่ออกุศลธรรม)

อโนตตัปปะ(ความไม่เกรงกลัวต่ออกุศลธรรม) เป็นต้นทั้งหมดนั้นเป็น{อกุศลธรรม}

เป็นธรรมฝ่ายดำให้ผลเป็นทุกข์ทั้งนั้นซึ่งจะถูกดับด้วยปัญญาขั้นโลกุตตระ

จะเห็นได้ว่ากิเลสในชีวิตประจำวันมีเยอะมากจริง ๆ มีมากมายมหาศาลแม้แต่ใน

{วันนี้}เองเมื่อเทียบส่วนกันระหว่าง อกุศล กับ กุศล แล้วเทียบส่วนกันไม่ได้เลยเพราะ

มีอกุศลจิตเกิดขึ้นมากกว่ากุศลนั่นเองถ้ากิเลสมีรูปร่าง(แต่จริง ๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เพราะเป็นนามธรรม)ไม่มีที่เพียงพอสำหรับเก็บเลยเพราะมีเยอะมากดังข้อความใน

พระไตรปิฎกที่ได้ยกมาเพราะเหตุว่า...................ทุกครั้งที่อกุศลจิตเกิดจะไม่ปราศจากกิเลสเลย]


1914  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / ไม่มีที่พอสำหรับเก็บ(กิเลส) เมื่อ: 04 สิงหาคม 2553 08:32:26

<a href="http://www.fungdham.com/download/song/allhits/17.wma" target="_blank">http://www.fungdham.com/download/song/allhits/17.wma</a>






................................ธรรมะน่าคิดพิจารณาวันนี้..........................



อย่ายอมตกอยู่ในอำนาจของจิต - มา  จิตฺตสฺส วสํ คมิ(คุตตาเถรีคาถา ๒๖/๔๖๖)



ธรรมะประจำวันที่ 04/08/2010






พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้า ๔๒๔


พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า.........................................

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหลายย่อมเป็นสภาพหยาบถ้า

กิเลสเหล่านี้มีรูปร่างอันใคร ๆ พึงสามารถจะเก็บไว้ในที่บางแห่งได้ไซร้

จักรวาลก็แคบเกินไปพรหมโลกก็ต่ำเกินไปโอกาสของกิเลสเหล่านั้นไม่พึงมี(ให้บรรจุ)เลย


{ข้อความตอนหนึ่งจาก.........พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท

1915  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / วิบากกรรม เมื่อ: 03 สิงหาคม 2553 17:42:48


วิบากเป็นผลของกรรมของตนผู้อื่นทำให้ไม่ได้

แต่ละคนมีวิบากกรรมที่ตนได้ทำมาแล้ว

กรรมเป็นปัจจัยให้เกิดวิบาก

ไม่ควรเดือดร้อน

ทุกสิ่งทุกอย่างกรรมเป็นผู้จัดสรร

วิบากจิตรับผลกรรมโดยรู้อารมณ์ที่กระทบ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย

เป็นการใช้หนี้กรรมที่ได้กระทำแล้ว



ไม่นานหนอกายนี้จักนอนทับแผ่นดิน

กายนี้มีวิญญาณไปปราศ

อันบุคคลทิ้งแล้วราวกับท่อนไม้
      
ไม่มีประโยชน์ฉะนั้น............................

1916  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / Re: วิธีตัดสังโยชน์ ๑๐ แบบรวบยอด เมื่อ: 03 สิงหาคม 2553 17:38:05
อ๋อ ชื่อจารย์บางครั้งถูกลบไปแล้ว

กรรมเก่า


-*-




{บางครั้ง}ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้วเหรอ ? แต่ใจยังมั่นคง

ต่อพระธรรมไม่เปลี่ยนแปลง ความไม่เที่ยงได้มาเยือนถึงเราแล้ว


เหนื่อยใจ เหนื่อยใจ เหนื่อยใจ
1917  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / วิธีตัดสังโยชน์ ๑๐ แบบรวบยอด เมื่อ: 03 สิงหาคม 2553 15:21:01

<a href="http://www.se-ed.com/ads/pr/sile/song/09.%20track%209.wma" target="_blank">http://www.se-ed.com/ads/pr/sile/song/09.%20track%209.wma</a>

ถาม  สังโยชน์ ๑๐ ตัดสักกายทิฏฐิ ถ้าละได้ก็ไปแล้ว

ตอบ  ถ้าเราทำ ๓ ข้อแรกได้ เขาให้จับข้อสุดท้ายไปเลย สำคัญที่สุด ๓ ข้อแรก ใน ๓ ข้อแรกไม่ใช่ละได้เด็ดขาด ละได้ระดับที่ต้องการก็จะเป็นพระโสดาบัน เสร็จแล้วไปจับตัวท้ายเลย เพราะว่า ต้น กลาง นั่นมันสำคัญที่สุดตรงปลาย ปลายมันเป็นราก แล้วตัดรากแก้วขาดมันตาย ถ้ารากแก้วไม่ขาดมันก็ยังพยายามจะงอกอยู่เรื่อย

ถาม  ตัวท้ายอะไรครับ ?

ตอบ  อวิชชา อวิชชา ตามศัพท์เขาแปลว่าไม่รู้จริง ๆ แล้วต้องแปลว่า รู้ไม่หมด รู้ไม่ครบ สมเด็จพุฒาจารย์ วัดระฆัง อย่าลืม อาตมาบอก
สมเด็จพุฒาจารย์ สมัยก่อนตำแหน่งแค่นั้น มาตอนเหลังเขาเพิ่มเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆัง คือหลวงพ่อโต ท่านบอกว่า มันต้องแปลว่ารู้ไม่หมด อวิชชาแยกเป็นศัพท์ ๒ ตัว คือ ฉันทะ ความพอใจ แล้วก็ราคะ ความยินดี อยากมี อยากได้ เกิดความพอใจก็เลยยินดี อยากมีอยากได้ พอใจปุ๊บก็ยินดี เออ! ถ้าหากว่าเป็นแฟนเราก็ดี อันนี้เป็นราคะ

ถ้าหากว่าตาเห็น ว่ามันสวยก็เกิดจิตปรุงแต่งอยากจะได้ขึ้นมา หูได้ยิน เออ ! มันไพเราะอยากจะฟัง จมูกได้กลิ่น เออ ! มันหอม อยากจะดมอีก
ลิ้นได้รส เออ ! อยากจะกินอีก กายสัมผัส เออ ! นุ่มดีอยากสัมผัสอีก

เพราะฉะนั้นมันอยากละเอียดมากต้องระวังให้ทัน แว่นตา เออ ! ชัดดี พอใจมันนี่เสร็จแล้วนะ เครื่องคิดเลข เออ ! ตัวใหญ่ดีใช้ง่ายสะดวก เสร็จอีกแล้วนะ ยากไหม ? แต่ถ้าถึงเวลานั้นแล้วมันไม่อยาก มันเหมือนกับเรามีกล้องจุลทรรศน์แรก ๆ พวกสักกายทิฏฐินี่ เหมือนกับเราไปฆ่าช้าง ตัวมันใหญ่ยิงง่าย พอไปกลาง ๆ มังเล็กลงมาเท่าหมาเท่าแมวเท่าหมู มันเล็กไปเรื่อย ๆ มันเท่ายุุง เท่ามดเท่านั้น ตอนนี้สติปัญญาของเราทุกอย่าง มันจะแหลมคมและชัดเจนแจ่มใสมากเหมือนกับมีกล้องจุลทรรศน์ เมื่อมีกล้องจุลทรรศน์อยู่ยุงมันตัวใหญ่เกินไปเสียด้วยซ้ำ สอยได้ไม่ยากหรอก

ถาม  สักกายทิฏฐิกับมานะ ต่างกันตรงไหนครับ ?

ตอบ  ต่างกัน{มานะ}เป็นสันดานในใจของเรา เขาเรียกว่า อนุสัย เป็นตัวที่ละเอียดลึกอยู่ สักกายทิฏฐิ เป็นความรู้สึกปกติ ความรู้สึกปกติเหมือนกับเราหวงของอย่างหนึ่ง มันก็เลยรู้สึกว่าหวงร่างกายนี้ แต่ตัวมานะนั้นมันไม่ได้หวงเฉย ๆ มันคิดว่ากูดีกว่าด้วย ของชิ้นนี้ของกู กูรักกูหวงอย่างเดียวไม่พอ ของกูดีกว่าของมันด้วย ต่างกันไหม ? ต่างกันอยู่หน่อยเดียวแหละ

ถาม   ตัดมานะได้ก็แปลว่า ตัดสักกายทิฏฐิได้แล้วหรือครับ

ตอบ  ถ้าตัดสักกายทิฏฐิได้ มานะมันเหลือกำลังน้อยเต็มที อธิบายง่ายเกินไปหรือเปล่า


สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ ณ.บ้านอนุสาวรีย์ฯ

หน้า:  1 ... 94 95 [96]
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.776 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 17 พฤศจิกายน 2564 09:41:58