[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
22 กุมภาพันธ์ 2562 16:51:19 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 232
1  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / เถรวาท มหายาน วัชรยาน พระโพธิสัตว์ ( อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ ) เมื่อ: 29 ธันวาคม 2561 23:15:06
<a href="https://www.youtube.com/v/Ot3-F6Uq16M" target="_blank">https://www.youtube.com/v/Ot3-F6Uq16M</a>
2  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พื้นที่ชีวิต -ศิษย์โง่ไปเรียนเซน ตำนานศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่ ใน สยามประเทศ เมื่อ: 29 ธันวาคม 2561 22:56:05


นี่คือการเดินทางสืบค้นเรื่องราวของศิษย์เส้าหลินผู้เดินทางมายังแผ่นดินสยามเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ด้วยภารกิจเผยแผ่เซ็นและกอบกู้ราชวงศ์หมิง พิสูจน์หลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับหนังสือชุด "ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น" รวมทั้งหนังสือ "เว่ยหล่าง-ฮวงโป" ของท่านพุทธทาสภิกขุ


<a href="https://www.youtube.com/v/dH5VuqobTCg" target="_blank">https://www.youtube.com/v/dH5VuqobTCg</a>


พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน : ในความทรงจำของ ธีรทาส

โครงการจัดทำประวัติศาสตร์บอกเล่า กลุ่มงานจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
บทความโดย อัครวิทย์ ชูเกียรติศิริชัย ภาพโดย ณัฐชนน บางแค
สัมภาษณ์ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๑

หนึ่งอุบาสกจากสำนักเส้าหลินใต้ ต้องลี้ภัยทางการเมืองในยุคสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้มาพร้อมกับคัมภีร์พุทธศาสนานิกาย ฌาน หรือ เซ็น โดยใช้เวลาหลบซ่อนตัวอยู่หลายสิบปีด้วยอาชีพซินแส พะแมะหมอจีน รักษาโรคให้กับคนเจ็บป่วยบนผืนแผ่นดินสยาม ก่อนจะถ่ายทอดเนื้อหาในคัมภีร์นั้นให้แก่ทายาท ด้วยหวังว่าวันหนึ่ง เมื่อมีโอกาส พุทธธรรมแบบเซ็นจะได้รับการเผยแผ่ออกไปไม่ขาดตอน นี่มิใช่นวนิยายกำลังภายในที่แต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนาน หากแต่เป็นเรื่องราวของ ‘เล่ากิมเช็ง’ ผู้เป็นบิดาของ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ หรือเจ้าของนามปากกา ธีรทาส ผู้ตรวจสอบและจัดพิมพ์ หนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น และศิษย์เต๋า-เซียน-เซ็น ออกแจกจ่ายเป็นธรรมทานมาตั้งแต่อายุ ๓๔ ปี โดยอาศัยพื้นที่ของ พุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ทำงานร่วมกับ เสาวนีย์ ธโนฆาภรณ์

นอกจากเรื่องเล่าอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการเดินทางของศิษย์สำนักเส้าหลินใต้สู่ดินแดนสยาม เจ้าของนามปากกา ธีรทาส ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยสัมผัสและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ พุทธทาสภิกขุ ผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘นาคารชุนแห่งเถรวาท’ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ โครงการประวัติศาสตร์บอกเล่าบุคคลที่เคยสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จำต้องโคจรมาพบกับหนึ่งในสหายมหายานเพื่อบันทึกความทรงจำในวัย ๙๐ ปี

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

กำเนิดคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น
ธีระ วงศ์โพธิ์พระ บอกเล่าถึงความเป็นมาของ กิมเช็ง แซ่เล้า ผู้เป็นบิดาให้พอเข้าใจในความเป็นมาของตนเอง และความสำคัญของหนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ว่า “เตี่ยเก่งยาจีนพะแมะ สูตรวิชาเส้าหลิน อายุ ๑๕ ไปอยู่เส้าหลิน อายุ ๒๐ ก็เป็นครูดังแล้ว เป็นครูคนแรกเลย ใครจะเข้าที่นี่ (เส้าหลินใต้) ต้องผ่านแกก่อน ศิษย์โง่ (ไปเรียนเซ็น) แกเขียน เป็นวิธีเรียน วิธีพูด ต้องให้รู้ ๓ อย่างก่อน โลภะ โทสะ โมหะ สามอย่าง ต่อไปรู้ขันธ์ ๕ ห้าอย่าง ต่อไปถึงโพชฌงค์ ๗ ไม่งั้นจะสับสน ต้องให้รู้ให้แตก เหมือนกับเด็กเรียน ก.ไก่ เข้าเรียนใหม่ๆ ต้องรู้ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ก่อน บวกลบคูณหารอย่าเพิ่งพูด ต้องรู้อันนี้ต่อไปมันไม่สับสน”

ส่วนสาเหตุที่ซินแสเล่ากิมเช็ง ต้องหลบลี้หนีภัยจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยบนแผ่นดินสยาม สืบเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมืองในสมัยฮ่องเต้เฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิงหรือเช็ง “เขาจะปราบพวก หวงเช็งฮกหมิง (ต้านชิงกู้หมิง) เกี่ยวกับการเมืองเมืองจีน เส้าหลินแม้จะเป็นกลางทางศาสนา แต่เขาอิงไปทางเก่า จึงเกิดการปราบ แผนทางนู้น (สำนักเส้าหลินใต้) มองการณ์ไกล คัดครูสำคัญส่งไม่ให้สูญพันธุ์ให้ออกโพ้นทะเลไป พม่า เวียดนาม ไทย ปลอดภัย เตี่ยฉันมาชุดนั้น อยู่เมืองจีนแกได้รับรายงานภาคเอเชีย เมืองไทยหมด ใครอยู่ที่ไหนยังไง แกเป็นคนอ่านรายงาน ก็รู้เรื่องนี้ดี มาปุ๊บรู้เลย มึงอยู่จังหวัดไหน ยังไง” ซึ่งหนึ่งในรายชื่อของศิษย์รุ่นพี่คนสำคัญที่อพยพเข้ามายังแผ่นดินสยามก่อนหน้า ก็คือ ‘เซียนแปะโค้ว’ แห่งหัวตะเข้ ที่ดับสังขารไปในอิริยาบถนั่งสมาธิ จนเป็นที่โจษจันกันทั่วไปในฐานะหนึ่งในตำนานผู้วิเศษ

“สำหรับฉัน แกให้ถ่ายทอดอธิบายสรุป แล้วก็แปล มีคนช่วยหลายคน อย่างพระมหาเอี่ยมมหารุ่นเก่า ความรู้ดีคนท่าม่วง (จังหวัดกาญจนบุรี) รู้จักพวกนั่งไม่เน่าเยอะเชียว” ธีรทาส เล่าถึงความรับผิดชอบต่อคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น

ลูกศิษย์ของหมอตันม่อเซี้ยง
สำหรับผู้ที่สนใจในผลงานแปลของท่านพุทธทาสอย่าง ‘คำสอนของฮวงโป’ คงจะพอทราบว่า ท่านพุทธทาสจำต้องอาศัยความร่วมมือในการตรวจสอบเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาจีนเพื่อรักษาความถูกต้องของเนื้อหา โดยหนึ่งในบุคคลที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการเทียบเคียงระหว่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สู่คำแปลในภาษาไทยได้แก่ ‘หมอตันม่อเซี้ยง’ ซึ่งถือเป็นปราชญ์สายมหายานคนสำคัญในยุคนั้น และเป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในพระสูตรมหายาน คัมภีร์นิกายเซ็น ให้แก่ เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ชักนำให้ทั้งสองท่านมีโอกาสพบ พุทธทาสภิกขุ เป็นครั้งแรก โดยธีรทาส ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของ หมอตันม่อเซี้ยง ว่า

“มีอาชีพพะแมะหมอจีน เมื่อก่อนทำงานโรงพยาบาลเทียนฟ้า เป็นหมอรักษาโรค...เป็นอาจารย์ฝ่ายมหายานออกเสียงตามสายเรื่องทั่วไป แต่มาบรรยายสูตรเว่ยหล่างที่นี่ เป้าเก็งเต๊ง บรรยายสูตรเว่ยหล่างเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แล้วเขาก็เอาไปออกเสียงตามสาย แล้วบรรยายวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร หรือกิมกังเกง ที่นี่ เจ้าคุณพุทธทาสเคยมาสองครั้ง ท่านพักวัดปทุมคงคา หมอตันม่อเซี้ยง พาฉันกับ เสถียร (โพธินันทะ) ไปรู้จักท่านครั้งแรก ฉันอายุเข้าใจว่า ๑๙ หรือ ๒๐ แถวเนี่ย หมอตันม่อเซี้ยงพาไป พอเอ่ยชื่อฉันบอกลูกซินแสกิมเช็ง เจ้าคุณรู้จัก เจ้าคุณบอกดีแล้วฉันคอยมานานแล้ว ดีแล้วเสถียร โพธินันทะ มา ดี ทั้งคู่ฉันคอยมานานแล้ว” ธีรทาส ย้อนความทรงจำเมื่อแรกพบพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเขาเรียกขานว่า เจ้าคุณ

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน
ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพบกันระหว่าง พุทธทาสภิกขุ กับหมอตันม่อเซี้ยง, เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ อยู่ที่พุทธทาสภิกขุรับรู้ว่าผู้ที่กำลังจะมาพบและสนทนากับท่านนั้นเป็นใคร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเปิดกว้างในการแสวงหาสหายทางปัญญาที่จะมาช่วยเหลืองานต่างๆ ให้สมบูรณ์ เช่น ในกรณีที่พุทธทาสภิกขุรู้จักซินแสเล่ากิมเช็ง บิดาของธีรทาสเป็นอย่างดี “รู้จากคนจีนรุ่นก่อนๆ รุ่นมีความรู้ดีๆ ไปคุยกับท่านมาก ท่านก็ถาม คนที่มาอยู่เมืองไทยที่เก่งๆ มีกี่คน รู้หมด รู้ก่อนรู้จักลูกอีก” ธีระ ให้ข้อมูลเคล้าเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ขณะที่ความสนใจในปรัชญาและพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะนิกายเซ็น ธีรทาส ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะพุทธทาสภิกขุได้อ่านหนังสือเหล่านี้มามาก “อาจารย์กรุณา กุศลาสัย เป็นคนส่งคัมภีร์เซ็นเก่าๆ ขงจื๊อ เหล่าจื๊อ มาให้อ่านเป็นพื้น แล้วคนนู้นพูด คนนี้พูด รุ่นเก่า แกก็ถาม รู้จักภูมิปัญญาเตี่ยฉันดีกว่าลูกชายรู้จักอีก”

ในเรื่องของความคิดเห็นระหว่างพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นภิกษุในพุทธศาสนาเถรวาท กับอีกสามอุบาสกมหายาน ธีรทาส มีความเห็นว่า “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน สนับสนุนโพธิสัตวธรรม เพราะว่ามันกว้าง โพธิสัตว์ไปจนจบเกมเป็นพระพุทธเจ้า เขาสอนแบบนี้ เธอมุ่งพุทธภูมิเธอก็ต้องจบอยู่ดีวันหนึ่ง เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน มีแต่กำไร อันนี้เจ้าคุณพอใจที่ฉันพูด เตี่ยฉันสอน ตันม่อเซี้ยงก็สอน เสถียร (โพธินันทะ) ก็สอน เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ อรหัตตภูมิมีจริง แล้วคุณได้หรือยัง มุ่งไว้ก่อน วันหนึ่งข้างหน้าจบของมันเอง ไม่ต้องไปคิดว่ากี่ชาติ เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน”

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

แม้จะมีความแตกต่างในการดำเนินชีวิตและรายละเอียดในความเชื่อ แต่ท้ายที่สุดกว่า ๕๐ ปี กับปริมาณหนังสือที่มีน้ำหนักรวมกว่า ๗๐ ตัน ที่จัดพิมพ์และแจกจ่ายเป็นธรรมทาน ภายใต้ร่มเงาของพุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแนบสนิทของศรัทธาระหว่างภิกษุเถรวาท และอุบาสกมหายานที่ “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน”




<a href="https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw" target="_blank">https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw</a>

จาก คลิป บทสัมภาษณ์ที่ https://youtu.be/btipzJa1Hrw

เพิ่มเติม จักรวาล ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค ต่าง ๆ


ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาคแรก เซียนท้ออายุยืน

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12334.0.html

http://www.sookjai.com/index.php?topic=181206.0

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค เต๋า-เซียน-เซ็น (อ.ธีระ วงศ์โพธิ์พระ)

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12852.0.html

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค อริยโพธิสัตว์ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ 100 ปี เมืองสยาม

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14932.0.html

พระคัมภีร์ (ปริศนาธรรม) 18 พระอรหันต์ และ ตัวตาย ชื่อไม่ตาย

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14931.0.html
3  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: แง่งามแห่งสติ เกื้อกูลและขัดเกลาใจเราให้อยู่กับความจริง ณ ปัจจุบัน ( นิรามิสา ) เมื่อ: 25 ธันวาคม 2561 12:08:40


ยังมีเรื่องเทคโนโลยีที่รวดเร็วและข่าวสารที่ล้นทะลักเข้ามาทุกทาง เราจะมีสติอยู่กับระดับความเร็วสมัยนี้ได้อย่างไร

     ควรต้องมีสังฆะ (กลุ่มคนที่รวมตัวกัน) เพราะในกลุ่มนักบวชเราก็มีโทรศัพท์นะ มีอินเทอร์เน็ต เรามีไลน์ด้วย แต่ในสังฆะเราก็มีกฎเกณฑ์ว่าใช้ได้เมื่อไหร่ และใช้กับการงานอะไร จะได้เห็นว่าทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าเราจะนั่งรับประทานข้าวกับครอบครัว แต่กลายเป็นว่าทุกคนอยู่กับไอโฟน อยู่กับแอนดรอยด์ของตัวเองหมดเลย นั่งอยู่ที่เดียวกัน แต่เหมือนอยู่กันคนละโลก การมีสังฆะจึงสำคัญ เพราะจะได้ช่วยกันดู ช่วยกันเตือน หลวงปู่เองก็เคยบอกว่า พระพุทธเจ้าในอนาคตจะมาในรูปแบบสังฆะ หมายถึงพุทธบริษัท 4 ที่ได้มาเจอกันอย่างสม่ำเสมอ และมีความตระหนักรู้อย่างเต็มเปี่ยม

 

คนหนุ่มสาวจะมีสังฆะในการปฏิบัติธรรมได้อย่างไร

     เท่าที่หลวงพี่สังเกต พบว่ามีกลุ่มการเคลื่อนไหวเจริญรุ่งเรืองขึ้นทั่วโลก คนสนใจปฏิบัติธรรมมากขึ้นและนำเรื่องสติมาใช้มากขึ้น คนรุ่นใหม่แปรเปลี่ยนคำสอนของพระพุทธองค์ให้ร่วมสมัย ทั้งคำศัพท์ที่ใช้ วิธีการปฏิบัติ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ พุทธศาสนาไม่ตาย และยังเป็นสิ่งที่ร่วมสมัยมากๆ บางทีเราแค่ไปติดอยู่ในกรอบของภาษา หรือประเพณีบางอย่าง โดยไม่ได้เข้าถึงแก่น ซึ่งหากเราเข้าถึงแก่นของวิถีปฏิบัติ เราก็เอาพุทธศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

     อย่างล่าสุดพวกเราจัดงานเดินภาวนาที่สยามสแควร์ หรือที่สหรัฐอเมริกา พวกเราก็เคยไปนั่งสมาธิอยู่กลางเมืองนิวยอร์ก แสดงให้เห็นว่าศาสนาไม่จำเป็นต้องอยู่ในวัด ไม่ต้องเดินจงกรมอยู่แค่ในโบสถ์ เราแค่เดินอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็ยังตามลมหายใจอยู่ทุกขณะ เวลานักบวชออกไปข้างนอก เราไม่จำเป็นต้องนั่งเทศน์ เพราะแต่ละก้าวที่ก้าว มันก็คือการบรรยายธรรม บรรยายธรรมอย่างมีชีวิต มีสติ เป็นธรรมชาติ ไม่รีบเร่ง แล้วเราเดินแบบนี้กันทุกวัน ไม่ใช่แค่เดินตอนทำงาน เขาก็พูดกันว่า พระหมู่บ้านพลัมเดินมาก็รู้เลยว่ามาจากหมู่บ้านพลัม แม้แต่ตอนทานข้าว นั่งฟัง ดื่มชา ใช้วาจาแห่งสติ ทุกอย่างเราใช้สติหมด

 

ในทางตรงข้าม ทุกวันนี้มีคนมากมายประกาศว่าตัวเองเป็น Atheist ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร

     หลวงพี่คิดว่านี่เป็นปฏิกิริยาของกันและกัน ความหมายของศาสนาจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดๆ ก็ตาม มันเป็น way of life หรือวิถีชีวิต ศาสนาคือหนทางของการดำเนินชีวิต แต่ด้วยวิวัฒนาการของศาสนาที่ไม่ได้ถูกทำให้ร่วมสมัย หรือบางทีเราเริ่มเดินทางหลุดเข้าไปในความงมงาย ความเชื่อ ที่ไม่ได้เป็นสัมมาทิฐิ ด้วยความเจริญทางวัตถุต่างๆ จึงทำให้ศาสนาเริ่มเสื่อม ก็เป็นธรรมดาที่คนเริ่มไม่เชื่อในสิ่งนั้น เพราะมันไม่ได้ตอบสนองต่อความทุกข์ของเขา มันไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าถึงความสงบสุขที่แท้จริง

     แต่ความเป็นจริงแล้ว เรายังสามารถเข้าถึงศาสนาที่แท้จริงได้ด้วยการฝึกปฏิบัติ คนที่มาหมู่บ้านพลัมส่วนใหญ่ ก็เป็นคนที่ไม่ได้ระบุว่านับถือศาสนาอะไร โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นชาวพุทธ แต่ด้วยความที่เขามาเพื่อปฏิบัติ เข้าถึงสติ สมาธิ ปัญญา เราไม่ได้พูดเรื่องงมงาย หรือเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง ก็ทำให้เขาเห็นว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ และมากกว่านั้นคือมันทำให้เขาเข้าใจศาสนาของตัวเองได้ดีขึ้น และกลับไปช่วยโบสถ์ที่เขาทิ้งมา จะเห็นได้ว่า เมื่อศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ มันจะสามารถเข้าไปถึงแก่นของการดำเนินชีวิตได้

 

ตอนนี้ความเป็นไปของหมู่บ้านพลัมทั้งในไทยและต่างประเทศเป็นอย่างไรบ้าง

     สำหรับในไทย หลวงพี่ขอเชิญชวนให้เข้าไปดูในเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของหมู่บ้านพลัม เราจะมีการโพสต์ว่ามีงานภาวนาอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้เรามีสถานปฏิบัติธรรมอยู่ที่เขาใหญ่ มีวิวทิวทัศน์ อากาศสดชื่น มีคณะนักบวชทั้งหญิงและชายอยู่เกือบ 200 รูป และส่วนใหญ่ก็เป็นพระรุ่นหนุ่มสาว เป็นพลังที่ดีในการปฏิบัติ ส่วนที่ฝรั่งเศสก็มีคนมาปฏิบัติเยอะขึ้น มีงานภาวนาทั้งช่วงปีใหม่ คริสต์มาส งานภาวนาของครอบครัว คนหนุ่มสาว ช่วงอาทิตย์หน้าในเมืองไทยเรายังมีภาวนาให้กับพระชาวคริสต์ เป็นคุณพ่อที่พาคณะของเขามาเมืองไทยและฝึกปฏิบัติกับเรา 4 วัน น่ารักมาก เป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันด้วย



การเข้าร่วมในสังฆะและทำกิจกรรมปฏิบัติธรรม จะช่วยพัฒนาเราได้ แม้ว่าเราจะไม่บวชใช่ไหม

     อย่างแรกคือต้องเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาส เราก็ประสบความสำเร็จได้ มันไม่มีข้อแบ่งแยกระหว่างฆราวาสกับนักบวช ทุกคนมีความเป็นพุทธะในตัวเอง เรามีความสามารถที่จะตื่นรู้เบิกบาน เมื่อเข้าใจตรงนี้ เราจะไม่ตั้งต้นด้วยความรู้สึกว่าตัวเองต่างจากนักบวช หรือตั้งต้นว่าตัวเองต่ำต้อย เพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้เสมอว่าทำอย่างไรเราถึงจะเข้าสู่ความคิดที่ไม่แบ่งแยก การประสบความสำเร็จของนักบวชและฆราวาสจึงเป็นสิ่งเดียวกัน คือถ้าเรามีความตื่นรู้เบิกบาน เราก็จะมีความสุข ฆราวาสอาจจะมีพันธะที่จะต้องหาเงินหาทอง แต่ถ้าเรามีความสดชื่น ตื่นรู้เบิกบาน เราก็อาจจะยิ่งหาเงินได้เยอะแยะ แต่เราไม่ติดอยู่ตรงนั้นนะ ส่วนนักบวชเองไม่ได้อยู่ในวิถีที่หาเงินหาทอง ซึ่งเราก็ไม่เป็นทุกข์เช่นกัน
แม้ว่าความเป็นจริงแล้วเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน แต่หลวงพี่อยากให้เห็นว่า จริงๆ แล้วเราเหมือนกัน พอเราหลุดออกจากกรอบที่แบ่งแยกนี้แล้ว ก็พยายามนำพุทธศาสนาเข้าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้

     สมมติถ้าเราอยู่ในเมืองใหญ่ๆ อยู่บนท้องถนน กำลังนั่งรถไฟฟ้า มีคนเยอะแยะ เมื่อนึกขึ้นมาได้ เราอาจจะบอกกับตัวเองว่าทุกครั้งที่ฉันเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า จะทำอย่างไรให้เดินแล้วได้อยู่กับฝ่าเท้าจริงๆ แล้วก็ตามลมหายใจไปด้วย ระลึกอยู่เสมอว่า ฉันนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า ถ้าเกิดรู้สึกว่าเราถูกดึงไปอยู่กับอดีตหรือความกังวลในอนาคต บางคนก็อาจจะเอาหูฟังมาเปิดเพลงธรรมะ บทกลอน หรือเพลงอะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีสมาธิกับลมหายใจ ผ่อนคลายใบหน้า นี่เป็นวิถีที่เราเอาไปใช้ได้ในทุกที่ ไม่ใช่แค่ในวัด ช่วงแรกๆ เราอาจจะทำไม่ได้ตลอด อาจจะเลือกทำแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็ได้ บางคนก็เลือกช่วงดื่มกาแฟตอนเช้า คือดื่มอย่างมีสติ ตั้งใจดื่มกาแฟอย่างเต็มร้อย นี่เป็นพุทธศาสนาประยุกต์ที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ และหมู่บ้านพลัมอยากมอบให้ชาวโลก

     พระพุทธเจ้าสอนเราแค่สองเรื่องคือ ให้เราเข้าใจความทุกข์ของเรา และแปรเปลี่ยนความทุกข์ของเราให้เป็นสุข ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราทำตรงนี้ได้ก็คือการอยู่กับปัจจุบันขณะ

 

อยากถามถึงสุขภาพของท่านติช นัท ฮันห์ ในขณะนี้เป็นอย่างไร

     หลวงปู่แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าท่านขอกลับมาใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายที่วัดต้นกำเนิดของท่าน คือวัดตื่อฮิ้ว อยู่ที่เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ท่านกลับมาอยู่ตรงนี้ก็มีความสุข ด้วยพลังของพระบรรพบุรุษ และพลังของสิ่งแวดล้อมในวัดโบราณที่งดงาม มีต้นไม้ บ่อน้ำ อาคารนั่งสมาธิแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงท่านมา ในวันที่อากาศดีๆ ฝนไม่ตก และสุขภาพท่านอำนวย ท่านก็จะนั่งรถเข็นออกมาทำสมาธิ ชมธรรมชาติ ชมวัดของท่าน โดยท่านตั้งใจอยู่ตรงนี้ไปจนถึงวันละสังขาร เพราะท่านคิดว่าได้เดินทางเป็นวงกลมไปทั่วโลกแล้วตั้งแต่เป็นพระหนุ่ม ออกไปช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับชาวโลกมากมาย ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะกลับมาที่ต้นกำเนิด เพื่อให้เห็นว่าเราทุกคนมีรากของตัวเอง และต้องกลับมาหารากของตัวเองอยู่เสมอ นอกจากนี้ก็มีศิษย์จากต่างประเทศแวะเวียนกันมาปฏิบัติอยู่เรื่อยๆ

 

ทุกวันนี้ ท่านเสียดายโอกาสอะไรจากโลกภายนอกบ้างไหม

     ไม่มีอะไรน่าเสียดายเลย เพราะโลกภายนอกมันก็อยู่ในเรา ตัวเราเองก็อยู่ในโลกภายนอก ถ้าฝึกปฏิบัติแล้วเราจะรู้สึกว่าทุกอย่างมันอยู่ตรงนั้น ไม่ได้แบ่งเลยว่านี่คือนอกวัดหรือในวัด เพราะจริงๆ แล้วถ้าเราเข้าถึงวิถีชีวิตแบบนี้ มันก็เป็นการดำเนินชีวิตต่อไปเรื่อยๆ อย่างมีเป้าหมายและอุดมการณ์ ในวัดเราก็มีเล่น มีทำงาน อยู่ด้วยกันก็มีปัญหาเป็นธรรมดา มันก็เหมือนโลกข้างนอก มีกิเลส บางคนรักษาศีลได้ บางคนก็ผิดศีล แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เรามีแต่ข้างนอกไม่มีคือเราอยู่ด้วยกันเป็นชุมชน และเรามีวิถีทางปฏิบัติแบบเดียวกัน ที่จะทำให้เราหลุดพ้นและนำไปสู่ความเข้าใจอันสูงสุด และมีความกลมกลืน รักกันฉันพี่น้อง ช่วยเกื้อกูลและขัดเกลาให้วิถีชีวิตนักบวชเรามันบริสุทธิ์และเป็นอิสระมากขึ้น รวมทั้งมีพลังและเวลาที่จะรับใช้คนอื่นมากขึ้น

จาก https://adaybulletin.com/talk-conversation-sister-niramisa/24646
4  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / แง่งามแห่งสติ เกื้อกูลและขัดเกลาใจเราให้อยู่กับความจริง ณ ปัจจุบัน ( นิรามิสา ) เมื่อ: 25 ธันวาคม 2561 12:06:51


ภิกษุณีนิรามิสา | แง่งามแห่งสติ เกื้อกูลและขัดเกลาใจเราให้อยู่กับความจริง ณ ปัจจุบัน


ก่อนเริ่มสัมภาษณ์ เราบอกท่าน ภิกษุณีนิรามิสา ไปตรงๆ ว่ารู้สึกประหม่าและตื่นเต้นมากๆ ที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักบวช โดยที่เราแทบไม่เคยย่างกรายเข้าไปเฉียดธรรมะในรูปแบบไหนเลย บทสนทนาครั้งนี้จึงอาจเต็มไปด้วยคำถามแบบคนหนุ่มสาวใจร้อน ที่มีความสัมพันธ์แบบห่างเหินกับพุทธศาสนามาตลอดชีวิต

“ไม่เป็นไร คุยได้ตามสบายเลย” ภิกษุณีบอกกับเราด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ใบหน้าเจือรอยยิ้มจางๆ บนหน้าจอวิดีโอคอลล์ ท่านสนทนากับเราผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพราะตอนนี้ท่านจำวัดและปฏิบัติธรรมอยู่ที่ประเทศเวียดนาม

     นิรามิสา แปลว่าผู้ไม่ติดในเหยื่อล่อของวัตถุทางโลก ท่านมีชื่อเดิมว่า สมพร พันธจารุนิธิ เป็นภิกษุณีชาวไทยรูปแรกที่บวชในประเพณีพุทธแบบมหายานกับ ติช นัท ฮันห์ พระอาจารย์เซน ผู้นำเสนอแนวคิดว่าพุทธศาสนาต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และพุทธธรรมเป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิธีชีวิตยุคปัจจุบันได้ (Engaged Buddhism)

     ก่อนหน้านี้ ท่านเคยทำงานเป็นพยาบาล ผู้แทนผู้อำนวยการองค์กรช่วยเหลือผู้หญิง เด็ก ชนกลุ่มน้อย และคนชนบท รวมทั้งที่ปรึกษาขององค์การ UNICEF ในท้องถิ่นทุรกันดาร สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งล้วนเป็นงานที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นทั้งนั้น และแน่นอนว่าเจตนารมณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อเรื่อยมา จนถึงวันนี้ที่ท่านได้เติมเต็มชีวิตทางจิตวิญญาณในหมู่บ้านพลัมมาเกือบจะยี่สิบปีแล้ว

     ในโลกสมัยใหม่ที่ใครต่อใครต่างเร่งรุดมุ่งหน้าไปสู่ความสุขความสำเร็จ คิดว่าเป้าหมายข้างหน้าคือสิ่งสำคัญ คิดว่าชีวิตที่ผ่านมานั้นยังไม่ใช่ ไม่ดี ไม่พอ จนดูเหมือนว่าเราลืมสนใจเวลาปัจจุบันไปโดยไม่รู้ตัว แต่หากเราลองนั่งนิ่งๆ หายใจเข้า หายใจออก ความสุขความสำเร็จอาจไม่ใช่เรื่องอนาคต ความเศร้าและความล้มเหลวอาจไม่ใช่เรื่องอดีต ไม่ต้องย้อนกลับ ไม่ต้องคิดไกล เพราะเรารู้ได้เองว่าความจริงมีแค่ตรงนี้ ตอนนี้



ท่านสนใจคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ ในเรื่องใด จึงมาบวชเป็นภิกษุณี

     เราได้เจอท่านครั้งแรก เพราะไปเรื่องงานที่ประเทศเยอรมนี แล้วมีโอกาสเข้าร่วมงานภาวนาของท่าน ซึ่งนับว่าเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิต เราประทับใจคำสอนเพราะรู้สึกว่ามันง่าย เข้าถึงได้ทุกคน เช่น เรื่อง I have arrived, I’m home. กลับมาแล้ว ถึงบ้านแล้ว ที่ทำให้ตระหนักอยู่เสมอว่าที่นี่ ขณะนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่เราเคยเรียนรู้มาบ้าง แต่ด้วยความที่คำสอนของท่านได้ประยุกต์ให้เรียบง่าย ทำให้รู้สึกว่าได้อยู่กับปัจจุบันจริงๆ และสัมผัสกับความสุขที่ลึกซึ้ง พบว่าการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เราไม่ได้ไปเข้าวัดเพราะเราเศร้าหมอง แต่เราไปเพราะมีความสุข ยิ่งไปก็ยิ่งมีความสุข ทำให้กลับมาฝึกปฏิบัติต่อเนื่องเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งก็ตัดสินใจว่าอยากใช้ชีวิตแบบนี้แหละ เพราะเป็นวิถีชีวิตที่ทำให้เราเข้าถึงความหมายของชีวิตที่แท้จริง

     การเข้าถึงความสุขนี้ ไม่ใช่ว่าเราเอาแต่ลั้นลา ลั้นลา โลกเป็นสีชมพู แต่หมายความว่าเราเข้าถึงการฝึกปฏิบัติที่เรียบง่าย และสัมผัสกับความสุขที่อยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่พยายามวิ่งตามเพื่อให้ได้อะไรมาสักอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ทั้งชื่อเสียง เงินทอง หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เราคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข แล้วก็ได้เยียวยาอะไรก็ตามที่ติดมาจากอดีต ทั้งบาดแผล ความเสียใจ ด้วยการฝึกให้ตัวเองอยู่ในขณะนี้ ทั้งยังทำให้เราเข้าใจความทุกข์ และสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นความสุขที่หอมหวานและงดงามมาก

 

บางคนอาจจะคิดแบบเหมารวมว่าคนที่ไปปฏิบัติธรรม เพราะเขาเจอเรื่องร้ายๆ ในอดีตและต้องการจะหลีกหนี

     ความทุกข์ของพวกเราก็มีกันทุกคน แต่สำหรับเรา การมาบวช คือการได้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่คิดว่าอยากจะดำเนินชีวิตแบบนี้ไปทุกวัน เป็นอีกก้าวที่อยากพัฒนาไป เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาส เราก็สามารถปฏิบัติได้ เพียงแต่หลายคนในคณะสงฆ์ออกบวชเพราะอยากจะสละทุกอย่างและอยู่ตรงนี้อย่างเต็มที่ 24 ชั่วโมง ปล่อยวางเรื่องที่ยึดติดทางโลก ทุ่มกำลังกายและเวลาทั้งหมดให้กับการเดินตามทางของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น นักบวชจึงเป็นเส้นทางอาชีพอย่างหนึ่ง เป็นวิชาชีพแห่งพระพุทธองค์ ไม่ใช่การหนีเข้าวัดเพราะอกหัก หรือหนีเข้าวัดเพราะมีความทุกข์ เพราะเราเป็นพุทธที่เน้นการปฏิบัติ ต่อให้คุณอยากหนีเข้ามาในหมู่บ้านพลัม คุณก็ต้องปฏิบัติก่อน จนมีจิตที่ตื่นรู้และมีปัญญาอย่างชัดเจน ว่าทำไมอยากจะบวช ไม่ใช่จิตที่หมองเศร้าแล้วอยากเข้ามาอยู่ในชีวิตนักบวช

     ถ้าเรามองว่าพุทธศาสนาเป็นการหลีกหนีบางสิ่งบางอย่าง หรือเพียงแค่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น นั่นคือเพียงแค่ระดับหนึ่ง เพียงแค่ผิวเผิน การฝึกปฏิบัติเท่านั้นที่จะทำให้เราแปรเปลี่ยนอย่างแท้จริงได้ และไม่ว่าเราจะบวชหรือเป็นฆราวาส เราก็สามารถอยู่ในวิถีชีวิตที่ตื่นรู้เบิกบาน สามารถช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าพอเป็นนักบวชแล้วก็อาจจะมีความพร้อมมากขึ้น เพราะเราไม่มีลูก ไม่มีบ้านที่ต้องคอยผ่อน เรามีบ้านเดียวกันที่ช่วยกันดูแล แล้วเราก็ไม่มีสามีภรรยาที่ต้องเกาะไปด้วยกัน เราเกาะกันไปเป็นสังฆะ ทำอะไรก็ทำไปด้วยกัน ทำให้สะดวก มีเวลา มีอิสระ และมีพลังงานที่จะทุ่มเทให้กับวิชาชีพของพระพุทธองค์ได้เต็มร้อยเท่านั้นเอง

     แปลว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่การหลีกหนีเลย แต่เป็นการเผชิญหน้ากับตัวเองเสียด้วยซ้ำ หลวงปู่เองก็เคยบอกว่าคนที่มาร่วมปฏิบัติ คือนักปฏิวัติ คือเราเข้าสู่สนามรบของตัวเอง แล้วกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ในตัวเราและสิ่งรอบข้าง กล้าเผชิญ กล้ายอมรับ และแปรเปลี่ยน เขาเรียกว่าทวนกระแส

 

ในฐานะคนวัยทำงาน นึกไม่ออกเลยว่าคนคนหนึ่งจะสามารถฝึกปฏิบัติธรรม ไปพร้อมกับการทำงานและใช้ชีวิตอันแสนวุ่นวายได้อย่างไร

     มีนักบวชหลายท่านที่เข้ามาแล้วก็ยังคิดถึงเรื่องข้างนอก เช่น คิดถึงไก่ทอดเคเอฟซี เพราะเรากินแต่อาหารเจ โดยเฉพาะตอนที่ร่างกายป่วยหรือจิตตก แต่พอเราตระหนักรู้ว่านี่คือกิเลส แล้วพยายามตามลมหายใจ ยิ้มให้กับความคิดนั้น สักพักเดียว เดี๋ยวมันก็เริ่มอ่อนตัวลงไปเอง ฆราวาสก็ฝึกแบบนี้ได้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องจัดเวลา จัดสิ่งแวดล้อม เพื่อเข้าถึงวิถีปฏิบัติได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ทุกๆ วัน เราสามารถเข้าถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วยสายตาที่แจ่มใสเต็มร้อย สัมผัสกับความสดชื่นของดอกไม้ สัมผัสกับความมั่นคงของขุนเขาอย่างที่มันเป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้หล่อเลี้ยงจิตใจของเราได้ ซึ่งถ้าเราปฏิบัติไป ก็จะเห็นว่าชีวิตนั้นเรียบง่าย ลึกซึ้ง และสงบสุข

     ในชีวิตประจำวัน มันเหมือนว่าในมือข้างนี้ได้จับของที่งดงาม ดั่งเช่นเพชรที่มีคุณค่า มันให้ความจริงของชีวิต ให้ความสุขสันติอย่างมหาศาล แล้วในมืออีกข้างหนึ่ง เราก็จับอะไรที่ทำให้ร้อน กระวนกระวาย ทำให้หนักใจ พอเรารู้สึกแบบนี้ ถ้าที่ผ่านมา เราไม่เคยได้สัมผัสกับอะไรที่เป็นความสุข เบา เย็นสบายแบบนี้ เราก็จะไปยึดอยู่กับแต่ความร้อน ความหนักอึ้ง แล้วคิดไปเองว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีความสุข ความสำเร็จ ได้นู่นได้นี่ และนั่นแหละทำให้เราเป็นทุกข์ในชีวิตประจำวัน

     เมื่อก่อนเราเคยพยายามแกะความทุกข์ออกจากมือ แต่ทำไม่ได้สักที เพราะต่อให้พยายามแกะออกเท่าไร แต่ในใจก็ยังอยากดึงไว้ เพราะเราไม่เข้าถึงความหมายที่แท้จริงว่าที่ทุกข์คืออะไร แต่เมื่อเราค้นพบสิ่งนี้ด้วยตัวเอง มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตนั้นเรียบง่ายมากๆ ถ้าคนหนุ่มสาวได้ฝึกปฏิบัติมาบ้าง เราก็ปล่อยของที่ร้อนไปโดยธรรมชาติเลย ทำไมต้องไปจับอะไรที่มันนำความทุกข์มาให้เรา ในเมื่อเราค้นพบสิ่งที่มันเบาสบาย และเข้าถึงความสุขที่ลึกซึ้งแล้ว



ก่อนหน้านี้ ท่านเคยทำงานเป็นพยาบาลและอยู่ในองค์กรการกุศล ซึ่งน่าจะเป็นงานที่ให้ความสุขและได้ช่วยเหลือคนอยู่แล้ว อยากรู้ว่าความสุขในงานนั้น กับการบวชภิกษุณี ให้ความสุขที่แตกต่างกันอย่างไร

     ก่อนจะช่วยเหลือคนอื่น เราก็ควรจะช่วยเหลือตัวเองได้ด้วย เราอาจจะได้ทำงานช่วยเหลือคนจน ทำโครงการอะไรเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าไม่ระวัง เมื่อเราประสบความสำเร็จ ก็เกิดมีความหยิ่งทะนงตัว ภูมิใจในตัวเองมากจนเกินไป โดยเฉพาะประเทศเราที่มักจะชื่นชมคนแบบนี้อยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้อัตตาของเราสูง แต่พอกลับมาทบทวนดูก็จะเห็นว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด คือการเปลี่ยนแปลงที่จิตวิญญาณรากฐานของเราทุกคน ในฐานะที่เรากำลังช่วยคนมากมาย เราอาจจะกำลังเอาเปรียบพวกเขาโดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะฉะนั้น ต่อให้เราไปช่วยใคร แต่ถ้าไม่ได้แปรเปลี่ยนตัวเองที่รากฐานจิตวิญญาณจริงๆ มันก็ไม่ใช่การช่วยเหลืออย่างแท้จริง ในทางกลับกัน พอเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเริ่มเข้าใจโลก เข้าใจคนรอบข้าง และก็สามารถช่วยเขาได้อย่างสมบูรณ์

 

ในโลกที่หนุ่มสาวแสวงหาความสำเร็จ การอยู่กับตัวเองในปัจจุบันขณะ จะทำให้เราคิดวางแผน หรือตั้งเป้าหมายในการทำงานได้อย่างไร

     สิ่งสำคัญที่เราควรเข้าใจ คือเวลาที่เราฝึกสติและอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ได้หมายความเราวางแผนอนาคตไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องห้ามคิดทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งทำไม่ได้หรอก มันฝืนธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วไป เพียงแต่เมื่อเราคิด เราต้องรู้ตัวว่ากำลังคิดอยู่ หายใจเข้า… เรากำลังคิดเรื่องนี้อยู่… หายใจออก… เราคิดเรื่องนี้อยู่… รู้ว่าตัวเองอยู่กับขณะนี้เพื่อการทำงานและมีชีวิตอย่างดีที่สุด

     ยกตัวอย่างการทำงานของเรา ตอนที่วัดมีประชุมกันเรื่องแผนงานกิจกรรมในอนาคต เรามีแผนเยอะแยะมากมาย และเราก็ต้องอยู่กับปัจจุบันไปด้วย โดยในที่ประชุม เราจะมีนาฬิกาปลุกที่ดังทุกๆ 15 นาที เพื่อเตือนให้ทุกคนหยุดและทบทวนลมหายใจ เพราะบางทีเราประชุมกันแล้วคิดนู่นคิดนี่ คนนู้นจะเอาอย่างนั้น คนนี้จะเอาอย่างนี้ จนเราไม่ได้รับฟังกันอย่างเต็มร้อย พอมีนาฬิกาปลุกแล้วทุกคนก็กลับมาตามลมหายใจ กลับมาฟังกัน คิดทบทวน ดังนั้น เวลาประชุม เวลาทำงาน ก็คือการฝึกปฏิบัติเหมือนกัน เมื่อเรามีสติและสมาธิอยู่ตรงนั้นเต็มร้อย จะช่วยทำให้เกิดปัญญาและความเข้าใจ เมื่อนิ่งพอจะทำให้เราเห็นชัดว่า ในอดีตที่ผ่านมาเราทำแบบนี้ มีเหตุปัจจัยเหล่านี้ แล้วมันทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดี หรืออีกแง่คือถ้าทำอะไรไม่ดี สติจะช่วยทำให้ระลึกได้ว่าอย่าไปทำอีก

     สิ่งสำคัญอีกประการ ด้วยความที่เราอยู่กับปัจจุบันขณะ เราจะไม่วิตกกังวล ไม่เช่นนั้น ถ้าเราไปอยู่แต่ในอนาคตตลอดเวลา เราก็คิดว่า เราจะได้ผลกี่เปอร์เซ็นต์ ได้ผลตามที่คาดไหม เดี๋ยวเจ้านายจะว่าไหม คนจะไม่ชอบเราไหม นี่แหละคือภาวะที่เราหลุดเข้าไปในอนาคต อยู่ในความวิตกกังวล สงสัย ลังเล แล้วมันก็จะทำให้เราวางแผนได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในปัจจุบันขณะ ก็จะทำให้เราเห็นเหตุปัจจัยต่างๆ ของทั้งอดีตและอนาคตอย่างชัดเจน รวมทั้งมองว่าในปัจจุบันมันมีเงื่อนไขเหตุปัจจัยอะไรอีก ที่จะประกอบกันและทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้นดีที่สุด นี่คือการวางแผนอย่างมีสติ และจะส่งผลดีในอนาคต

     ปัญหาของคนเราตอนนี้คือ ส่วนใหญ่เวลาวางแผน เราไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่เรามุ่งไปอยู่ในอนาคตแล้ว มีแต่การคุยกันว่าอีก 5 ปีต้องได้แบบนี้ อีก 10 ปีต้องได้แบบนั้น แต่ทำอย่างไรให้ได้แบบนี้ล่ะ เรามุ่งไปอยู่แต่ตรงนั้น และไขว่คว้ามันอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็ไปไม่ถึง เพราะวิ่งตามอยู่ตลอดเวลา แล้วหลงเข้าไปในอนาคต โดยที่ไม่ได้วางแผนเพื่ออยู่กับความเป็นจริงในขณะนี้ เราจึงจำเป็นต้องมีสติ และมีความสามารถในการอยู่กับปัจจุบันขณะ เพื่อเกิดการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

แล้วมันจะผิดไหม ถ้าเรานึกถึงอดีตที่หอมหวานแล้วมีความสุข นึกอนาคตที่เต็มไปด้วยความหวังแล้วมีความสุข บางทีการนึกย้อนกลับหรือนึกไปไกลก็ทำให้เราเป็นสุข

     ถ้านึกถึงอย่างมีสติก็ไม่ผิดอะไร เพราะไม่ใช่ว่าห้ามคิด แต่ขอให้รู้ตัวว่ากำลังคิดอยู่ อย่างตอนที่หลวงพี่ไปอยู่ฝรั่งเศสใหม่ๆ หลวงพี่ก็คิดถึงเมืองไทยนะ พอเห็นต้นไม้ต้นนี้ก็คิดว่าเราเคยเห็นตอนอยู่ในวัดที่โคราช เห็นต้นนั้นก็คิดว่าเหมือนที่นั่นที่นี่ คนนี้เหมือนคนที่เราเคยเจอที่เมืองไทย ก็คิดถึงเมืองไทยขึ้นมา ซึ่งมันไม่ได้ทำให้หลวงพี่เป็นทุกข์ เพราะพอคิดแล้วก็หายใจเข้า ต้นไม้ต้นนี้เหมือนที่เมืองไทยเลย พอคิดแล้วหายใจออก เมืองไทยอยู่กับฉันตรงนี้แล้ว ดังนั้น ก็ไม่ต้องซื้อตั๋วบินกลับบ้าน บ้านอยู่ตรงนี้ คือถ้าเราคิดอย่างมีสติ ความงดงามเหล่านี้ก็ช่วยหล่อเลี้ยงปัจจุบันของเรา

     แต่ถ้าเราไม่มีสติ คิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยความยึดติด โอยๆ ฉันไม่มีสิ่งนั้นอีกแล้ว ฉันไม่ได้อยู่ในบรรยากาศนั้นอีกแล้ว เสียดายที่ตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้น นี่เป็นตัวอย่างของการคิดอย่างไม่มีสติ แต่ถ้าเรารู้ว่าทุกอย่างยังอยู่ในเราเสมอ เพียงแค่ตามลมหายใจและอยู่กับปัจจุบัน เราก็กลับไปเยี่ยมอดีตได้ โดยอยู่ในปัจจุบันนะ (เน้นเสียง) เหมือนเรือในมหาสมุทรที่มีสมอเรือหย่อนลงไป มันก็จะยึดเรือไว้ตรงนั้น ถ้ามีมรสุมก็อาจจะแค่โคลงเคลง แต่จะไม่ถูกพัดลอยไปกับมรสุม สติก็เช่นกัน เรื่องอนาคตก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีสติอยู่กับปัจจุบัน เราก็อาจจะคิดไปไกลๆ ด้วยความหวังแบบลมๆ แล้งๆ แต่ถ้าเรามองปัจจุบันอย่างมีสติ เราก็จะมองอนาคตอย่างสมเหตุสมผล อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง


.....มีต่อ
5  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / “แอตลาส” ไททัน จากเทพผู้แบกโลกา ...สู่ยักษาผู้แบกพระเจดีย์ เมื่อ: 17 ธันวาคม 2561 15:38:58




“แอตลาส” ไททัน จากเทพผู้แบกโลกา ...สู่ยักษาผู้แบกพระเจดีย์

         หลายท่านที่ชอบเป็นนักเดินทาง ท่องเที่ยวและถ่ายภาพไปตามวัดวาอาราม หรือโบราณศาสนสถาน หากเคยไปเที่ยวชม “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว” ในกรุงเทพ ฯ ท่านก็คงจะเคยพบเห็น และมักจะนิยม คลิก คลิก เพื่อ “ถ่ายภาพ” เหล่า “ยักษ์ – ยักษา” ตัวละครฝ่ายอธรรมในมหาวรรณกรรม “รามเกียรติ์” ที่ต่างกำลังทำท่าแยกกางขา ยกแขนขึ้นทำท่า “แบก” พระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองสีทองอร่ามตา ที่ตั้งเป็นคู่อยู่ด้านหน้า “ปราสาทพระเทพบิดร” ปราสาทผังจัตุรมุขทางทิศตะวันออก

มีอีก เพิ่มเติม http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai/2010/03/23/entry-1
6  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พุทธทาสภิกขุ กับ สหายมหายาน : ในความทรงจำของ ธีรทาส เมื่อ: 13 ธันวาคม 2561 18:24:28


<a href="https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw" target="_blank">https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw</a>

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน : ในความทรงจำของ ธีรทาส

โครงการจัดทำประวัติศาสตร์บอกเล่า กลุ่มงานจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
บทความโดย อัครวิทย์ ชูเกียรติศิริชัย ภาพโดย ณัฐชนน บางแค
สัมภาษณ์ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๑

หนึ่งอุบาสกจากสำนักเส้าหลินใต้ ต้องลี้ภัยทางการเมืองในยุคสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้มาพร้อมกับคัมภีร์พุทธศาสนานิกาย ฌาน หรือ เซ็น โดยใช้เวลาหลบซ่อนตัวอยู่หลายสิบปีด้วยอาชีพซินแส พะแมะหมอจีน รักษาโรคให้กับคนเจ็บป่วยบนผืนแผ่นดินสยาม ก่อนจะถ่ายทอดเนื้อหาในคัมภีร์นั้นให้แก่ทายาท ด้วยหวังว่าวันหนึ่ง เมื่อมีโอกาส พุทธธรรมแบบเซ็นจะได้รับการเผยแผ่ออกไปไม่ขาดตอน นี่มิใช่นวนิยายกำลังภายในที่แต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนาน หากแต่เป็นเรื่องราวของ ‘เล่ากิมเช็ง’ ผู้เป็นบิดาของ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ หรือเจ้าของนามปากกา ธีรทาส ผู้ตรวจสอบและจัดพิมพ์ หนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น และศิษย์เต๋า-เซียน-เซ็น ออกแจกจ่ายเป็นธรรมทานมาตั้งแต่อายุ ๓๔ ปี โดยอาศัยพื้นที่ของ พุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ทำงานร่วมกับ เสาวนีย์ ธโนฆาภรณ์

นอกจากเรื่องเล่าอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการเดินทางของศิษย์สำนักเส้าหลินใต้สู่ดินแดนสยาม เจ้าของนามปากกา ธีรทาส ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยสัมผัสและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ พุทธทาสภิกขุ ผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘นาคารชุนแห่งเถรวาท’ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ โครงการประวัติศาสตร์บอกเล่าบุคคลที่เคยสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จำต้องโคจรมาพบกับหนึ่งในสหายมหายานเพื่อบันทึกความทรงจำในวัย ๙๐ ปี

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

กำเนิดคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น
ธีระ วงศ์โพธิ์พระ บอกเล่าถึงความเป็นมาของ กิมเช็ง แซ่เล้า ผู้เป็นบิดาให้พอเข้าใจในความเป็นมาของตนเอง และความสำคัญของหนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ว่า “เตี่ยเก่งยาจีนพะแมะ สูตรวิชาเส้าหลิน อายุ ๑๕ ไปอยู่เส้าหลิน อายุ ๒๐ ก็เป็นครูดังแล้ว เป็นครูคนแรกเลย ใครจะเข้าที่นี่ (เส้าหลินใต้) ต้องผ่านแกก่อน ศิษย์โง่ (ไปเรียนเซ็น) แกเขียน เป็นวิธีเรียน วิธีพูด ต้องให้รู้ ๓ อย่างก่อน โลภะ โทสะ โมหะ สามอย่าง ต่อไปรู้ขันธ์ ๕ ห้าอย่าง ต่อไปถึงโพชฌงค์ ๗ ไม่งั้นจะสับสน ต้องให้รู้ให้แตก เหมือนกับเด็กเรียน ก.ไก่ เข้าเรียนใหม่ๆ ต้องรู้ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ก่อน บวกลบคูณหารอย่าเพิ่งพูด ต้องรู้อันนี้ต่อไปมันไม่สับสน”

ส่วนสาเหตุที่ซินแสเล่ากิมเช็ง ต้องหลบลี้หนีภัยจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยบนแผ่นดินสยาม สืบเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมืองในสมัยฮ่องเต้เฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิงหรือเช็ง “เขาจะปราบพวก หวงเช็งฮกหมิง (ต้านชิงกู้หมิง) เกี่ยวกับการเมืองเมืองจีน เส้าหลินแม้จะเป็นกลางทางศาสนา แต่เขาอิงไปทางเก่า จึงเกิดการปราบ แผนทางนู้น (สำนักเส้าหลินใต้) มองการณ์ไกล คัดครูสำคัญส่งไม่ให้สูญพันธุ์ให้ออกโพ้นทะเลไป พม่า เวียดนาม ไทย ปลอดภัย เตี่ยฉันมาชุดนั้น อยู่เมืองจีนแกได้รับรายงานภาคเอเชีย เมืองไทยหมด ใครอยู่ที่ไหนยังไง แกเป็นคนอ่านรายงาน ก็รู้เรื่องนี้ดี มาปุ๊บรู้เลย มึงอยู่จังหวัดไหน ยังไง” ซึ่งหนึ่งในรายชื่อของศิษย์รุ่นพี่คนสำคัญที่อพยพเข้ามายังแผ่นดินสยามก่อนหน้า ก็คือ ‘เซียนแปะโค้ว’ แห่งหัวตะเข้ ที่ดับสังขารไปในอิริยาบถนั่งสมาธิ จนเป็นที่โจษจันกันทั่วไปในฐานะหนึ่งในตำนานผู้วิเศษ

“สำหรับฉัน แกให้ถ่ายทอดอธิบายสรุป แล้วก็แปล มีคนช่วยหลายคน อย่างพระมหาเอี่ยมมหารุ่นเก่า ความรู้ดีคนท่าม่วง (จังหวัดกาญจนบุรี) รู้จักพวกนั่งไม่เน่าเยอะเชียว” ธีรทาส เล่าถึงความรับผิดชอบต่อคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น

ลูกศิษย์ของหมอตันม่อเซี้ยง
สำหรับผู้ที่สนใจในผลงานแปลของท่านพุทธทาสอย่าง ‘คำสอนของฮวงโป’ คงจะพอทราบว่า ท่านพุทธทาสจำต้องอาศัยความร่วมมือในการตรวจสอบเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาจีนเพื่อรักษาความถูกต้องของเนื้อหา โดยหนึ่งในบุคคลที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการเทียบเคียงระหว่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สู่คำแปลในภาษาไทยได้แก่ ‘หมอตันม่อเซี้ยง’ ซึ่งถือเป็นปราชญ์สายมหายานคนสำคัญในยุคนั้น และเป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในพระสูตรมหายาน คัมภีร์นิกายเซ็น ให้แก่ เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ชักนำให้ทั้งสองท่านมีโอกาสพบ พุทธทาสภิกขุ เป็นครั้งแรก โดยธีรทาส ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของ หมอตันม่อเซี้ยง ว่า

“มีอาชีพพะแมะหมอจีน เมื่อก่อนทำงานโรงพยาบาลเทียนฟ้า เป็นหมอรักษาโรค...เป็นอาจารย์ฝ่ายมหายานออกเสียงตามสายเรื่องทั่วไป แต่มาบรรยายสูตรเว่ยหล่างที่นี่ เป้าเก็งเต๊ง บรรยายสูตรเว่ยหล่างเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แล้วเขาก็เอาไปออกเสียงตามสาย แล้วบรรยายวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร หรือกิมกังเกง ที่นี่ เจ้าคุณพุทธทาสเคยมาสองครั้ง ท่านพักวัดปทุมคงคา หมอตันม่อเซี้ยง พาฉันกับ เสถียร (โพธินันทะ) ไปรู้จักท่านครั้งแรก ฉันอายุเข้าใจว่า ๑๙ หรือ ๒๐ แถวเนี่ย หมอตันม่อเซี้ยงพาไป พอเอ่ยชื่อฉันบอกลูกซินแสกิมเช็ง เจ้าคุณรู้จัก เจ้าคุณบอกดีแล้วฉันคอยมานานแล้ว ดีแล้วเสถียร โพธินันทะ มา ดี ทั้งคู่ฉันคอยมานานแล้ว” ธีรทาส ย้อนความทรงจำเมื่อแรกพบพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเขาเรียกขานว่า เจ้าคุณ

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน
ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพบกันระหว่าง พุทธทาสภิกขุ กับหมอตันม่อเซี้ยง, เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ อยู่ที่พุทธทาสภิกขุรับรู้ว่าผู้ที่กำลังจะมาพบและสนทนากับท่านนั้นเป็นใคร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเปิดกว้างในการแสวงหาสหายทางปัญญาที่จะมาช่วยเหลืองานต่างๆ ให้สมบูรณ์ เช่น ในกรณีที่พุทธทาสภิกขุรู้จักซินแสเล่ากิมเช็ง บิดาของธีรทาสเป็นอย่างดี “รู้จากคนจีนรุ่นก่อนๆ รุ่นมีความรู้ดีๆ ไปคุยกับท่านมาก ท่านก็ถาม คนที่มาอยู่เมืองไทยที่เก่งๆ มีกี่คน รู้หมด รู้ก่อนรู้จักลูกอีก” ธีระ ให้ข้อมูลเคล้าเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ขณะที่ความสนใจในปรัชญาและพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะนิกายเซ็น ธีรทาส ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะพุทธทาสภิกขุได้อ่านหนังสือเหล่านี้มามาก “อาจารย์กรุณา กุศลาสัย เป็นคนส่งคัมภีร์เซ็นเก่าๆ ขงจื๊อ เหล่าจื๊อ มาให้อ่านเป็นพื้น แล้วคนนู้นพูด คนนี้พูด รุ่นเก่า แกก็ถาม รู้จักภูมิปัญญาเตี่ยฉันดีกว่าลูกชายรู้จักอีก”

ในเรื่องของความคิดเห็นระหว่างพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นภิกษุในพุทธศาสนาเถรวาท กับอีกสามอุบาสกมหายาน ธีรทาส มีความเห็นว่า “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน สนับสนุนโพธิสัตวธรรม เพราะว่ามันกว้าง โพธิสัตว์ไปจนจบเกมเป็นพระพุทธเจ้า เขาสอนแบบนี้ เธอมุ่งพุทธภูมิเธอก็ต้องจบอยู่ดีวันหนึ่ง เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน มีแต่กำไร อันนี้เจ้าคุณพอใจที่ฉันพูด เตี่ยฉันสอน ตันม่อเซี้ยงก็สอน เสถียร (โพธินันทะ) ก็สอน เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ อรหัตตภูมิมีจริง แล้วคุณได้หรือยัง มุ่งไว้ก่อน วันหนึ่งข้างหน้าจบของมันเอง ไม่ต้องไปคิดว่ากี่ชาติ เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน”

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

แม้จะมีความแตกต่างในการดำเนินชีวิตและรายละเอียดในความเชื่อ แต่ท้ายที่สุดกว่า ๕๐ ปี กับปริมาณหนังสือที่มีน้ำหนักรวมกว่า ๗๐ ตัน ที่จัดพิมพ์และแจกจ่ายเป็นธรรมทาน ภายใต้ร่มเงาของพุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแนบสนิทของศรัทธาระหว่างภิกษุเถรวาท และอุบาสกมหายานที่ “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน”

จาก คลิป บทสัมภาษณ์ที่ https://youtu.be/btipzJa1Hrw

เพิ่มเติม จักรวาล ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค ต่าง ๆ


ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาคแรก เซียนท้ออายุยืน

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12334.0.html

http://www.sookjai.com/index.php?topic=181206.0

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค เต๋า-เซียน-เซ็น (อ.ธีระ วงศ์โพธิ์พระ)

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12852.0.html

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค อริยโพธิสัตว์ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ 100 ปี เมืองสยาม

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14932.0.html

พระคัมภีร์ (ปริศนาธรรม) 18 พระอรหันต์ และ ตัวตาย ชื่อไม่ตาย

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14931.0.html
7  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค อริยโพธิสัตว์ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ 100 ปี เมืองสยาม เมื่อ: 09 ธันวาคม 2561 19:46:09







หนังสือเสียงนี้ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ - ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปในกรุงสยาม (ไทย) ต่างๆ และมีอริยครูบา หรืออริยโพธิสัตว์ สาธุคุณท่าน ได้ธุดงค์แอบมาแบ่งปันวิชาการสูตรศาสตร์ที่ลึกลับให้เข้าถึงธรรมชาติบางอย่าง และจาริกไปสอนชี้แนะบอกทางให้แก่ผู้เริ่มฝึกหัดเจริญสมาธิจิต จนเจริญรูปฌาน 4. ตามแบบสายตรงนิกายเซ็น (ฌาน) ที่ต้นตออินเดียเก็บผลงานนี้ไว้ แล้วพระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ได้นำเข้ามาเมืองจีน พ.ศ. 1067 สมัยแผ่นดิน พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจอายุ 100 ปีเมืองไทย อริยโพธิสัตว์

<a href="https://www.youtube.com/v/H6RxDHABFvs" target="_blank">https://www.youtube.com/v/H6RxDHABFvs</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/c1UpGlVx9zk" target="_blank">https://www.youtube.com/v/c1UpGlVx9zk</a>

ดูแบบ ลิ้ง
ตอนแรก https://youtu.be/H6RxDHABFvs
ตอนจบ https://youtu.be/c1UpGlVx9zk

เพิ่มเติม http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2011/09/D11129344/D11129344.html

ภาพ ท่าน ธีรทาส ผู้เรียบเรียง



8  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พระคัมภีร์ (ปริศนาธรรม) 18 พระอรหันต์ และ ตัวตาย ชื่อไม่ตาย เมื่อ: 09 ธันวาคม 2561 17:51:14


ภาพพระอรหันต์ 18 องค์ แสดงปริศนาธรรมในพุทธวิหาร-โรงเจ เป้าเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กทม. (ความเห็นของหลวงจีนชื่อดังนักปราชญ์ต่าง ๆ ที่มรณภาพไปแล้ว)

ความเห็นของ 3 นักปราชญ์. อาจารย์ตันม่อเซี้ยง. อาจารย์เสถียร โพธินันทะ. พระหลวงจีนคณาณัติ เย็นบุญภิกขุ.

ประวัติพิธีกรรมกงเต๊ก-เมืองจีนและไทย สมัยต่างๆ -- บ่อเกิดโรงเจ-เป้าเก็งเต๊ง เขาช้าง. และบ่อนไก่. กทม.

พิธีกรรมกงเต๊ก-นำวิญญาณข้ามสะพานดอกบัวเทวดา. 7 ตอน (ไน่ฮวยเซียงเกี้ย-ฉิกจิว) ความลับที่ปกปิดมานานปี

<a href="https://www.youtube.com/v/SskB5f5K59s" target="_blank">https://www.youtube.com/v/SskB5f5K59s</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/kXr8Ca2ltJ4" target="_blank">https://www.youtube.com/v/kXr8Ca2ltJ4</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/gXJli8IPD3A" target="_blank">https://www.youtube.com/v/gXJli8IPD3A</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/DSRwid3BY2o" target="_blank">https://www.youtube.com/v/DSRwid3BY2o</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/PWM1eK4q7GM" target="_blank">https://www.youtube.com/v/PWM1eK4q7GM</a>

ดูแบบ ลิ้ง

ตอน 1) https://youtu.be/SskB5f5K59s
ตอน 2) https://youtu.be/kXr8Ca2ltJ4
ตอน 3) https://youtu.be/gXJli8IPD3A
ตอน 4) https://youtu.be/DSRwid3BY2o
ตอน 5) https://youtu.be/PWM1eK4q7GM

9  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / ศิลปะในการดำเนินชีวิต Art of Life ( by ท่านวิปัสสนาจารย์ โคเอนก้า) เมื่อ: 01 ตุลาคม 2561 20:27:19
ศิลปะในการดำเนินชีวิต Art of Life ( by ท่านวิปัสสนาจารย์ โคเอนก้า)







<a href="https://www.youtube.com/v/_ddtKIYFds4" target="_blank">https://www.youtube.com/v/_ddtKIYFds4</a>

มีหลายบท ตามลิ้งไป https://m.youtube.com/playlist?list=PLFBNldJMwmxm9z9wSHLqtzrr6ZkrGDAM-
10  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / “เซน” (禅) ชีวประวัติของพระฌานาจารย์โดเก็น (ภาพยนตร์ปี ๒๕๕๒) เมื่อ: 01 ตุลาคม 2561 19:58:10
<a href="https://www.youtube.com/v/5JCQoctWVRo" target="_blank">https://www.youtube.com/v/5JCQoctWVRo</a>

“เซน” (禅) ชีวประวัติของพระฌานาจารย์โดเก็น (ภาพยนตร์ปี ๒๕๕๒) กำกับโดย ทะคะฮะชิ บันเม (Banmei Takahashi) เป็นภาพยนตร์บอกเล่าชีวประวัติของพระฌานาจารย์โดเก็น (Dōgen Zenji; 道元禅師) พระเถราจารย์สายวิปัสสนาแห่งนิกายเซน ผู้ก่อตั้งนิกายเซนสำนักโซโต (Sōtō school of Zen) ขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยหลังจากที่ท่านโดเก็นได้เดินทางจาริกไปยังประเทศจีนสมัยราชวงศ์ซ่ง ท่านได้นำเอาหลักธรรมคำสอนของนิกายฉาน (เซน) สำนักเฉาต้ง (โซโต) กลับมาเผยแพร่ในประเทศบ้านเกิด สำนักโซโตเน้นคำสอนเรื่องการนั่งฌานภาวนา (Zazen) เป็นหลักเพื่อให้เกิดความเข้าใจและค้นพบพุทธะที่อยู่ภายในปัจเจกบุคคลอยู่แล้วมาตั้งแต่ต้น เพื่อเข้าใจสาเหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์ได้ เพื่อการเกื้อกูลตนเองและผู้อื่นต่อไป

ซับไทยกรุณากดปุ่ม cc

[ผู้ทำซับทำเพื่อเป็นธรรมวิทยาทาน ไม่มีเป้าหมายในการแสวงหากำไร]
11  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / จิตใหม่ หัวใจเซน โดย ซุนริว ซูซูกิ เมื่อ: 01 ตุลาคม 2561 19:11:02






<a href="https://www.youtube.com/v/7Vgl92bK60s" target="_blank">https://www.youtube.com/v/7Vgl92bK60s</a>

มีอีกสามภาค https://www.youtube.com/playlist?list=PL3hoCGQYGARCABM4snpR06cSdIng9p_7c
12  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ทลายกำแพงพบพุทธะ ( ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วง) เมื่อ: 31 สิงหาคม 2561 22:33:43


ทลายกำแพงพบพุทธะ

พระมัญชุศรีทูลถามพระพุทธองค์ว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ก็ไม่เห็นธรรมธาตุมุ่งสู่อบายภูมิ จึงไม่เห็นการมุ่งสู่มนุษยภูมิ เทวภูมิ
ทั้งไม่ได้มุ่งสู่นิพพาน

พุทธองค์จึงดำรัสกับพระมัญชุศรีอีกว่า
หากมีผู้ถามเธอว่าเหตุไฉนปัจจุบันยังมีภูมิทั้งหก
เมื่อถามเธออย่างนี้เธอจะตอบอย่างไร

พระมัญชุศรีทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเมื่อมีผู้ถามอย่างนี้
ข้าพระองค์จะอธิบายว่า อุปมามีบุคคลที่หลับแล้วฝันไป บางได้ฝันเห็นนรกก็ภูมิ บ้างฝันเห็นเดรัจฉานภูมิ
บ้างฝันเห็นยมโลก บ้างฝันเห็นอสุรกาย
บ้างฝันเห็นสวรรค์ บ้างฝันเห็นมนุษย์
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ความฝันที่ผู้นั้น
ได้ฝันเห็นมีภพภูมิต่างๆก็ล้วนแต่ไม่เหมือนกัน

อีกผู้ถามนั้นได้กล่าวตามใจ
ซึ่งที่แท้ก็ปราศจากสรรพสัตว์เหล่านั้นเป็นอย่างนี้
พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์แม้จะกล่าวว่าภพภูมิทั้งหลายล้วนมีความต่าง แต่ทว่าธรรมธาตุนั้นไม่มีความต่าง

พระผู้มีพระภาคตามที่ผู้นั้นถามข้าพระองค์จะอธิบายแก่เขาด้วยความจริงอย่างนี้ว่าเหตุเพราะไร้ซึ่งความเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้

พระผู้มีพระภาคหากผู้ประพฤติจริยาในสาวกยาน
ยึดถือในพระนิพพาน ก็ไม่อาจกล่าวสารัตถะที่เป็นสัตย์แก่เขาได้

พระผู้มีพระภาค เพราะในปัจจุบันเขาเหล่านั้น ก็ยังไม่อาจจำแนกสิ่งนั้นได้( คือนิพพาน) มีเพียงกล่าวแต่นามอักษร เหตุไฉนลั่นลือ ก็เพราะได้ยึดถือเอาขอบเขตที่สิ้นสุดแห่งธรรมธาตุ

พระผู้มีพระภาค อุปมามหาสมุทรที่มีสัปตรัตนะ หากมีโมราสีขาว หยก ปะการัง ทอง เงิน เกิดสีสันต่างๆ
ก็อาจแยกจากกันได้ ก็อันรัตนะเหล่านั้นในธรรมชาติไม่อาจรู้ถึงลักษณะที่ต่างกันนั้นได้ เหตุไฉนนั้นลือ

พระผู้มีพระภาคธรรมธาตุไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ดับไป ธรรมธาตุนั้นไม่สกปรก ไม่บริสุทธิ์ธรรมธาตุนั้นไม่แปดเปื้อน ไม่แปรปรวน ในธรรมชาตินั้นไม่มีผู้ใดดับได้จึงไม่มีผู้ใดเกิด

คัดจาก  ธรฺมธาตุปรกฺฤตยอวตารสูตฺร
พระชญานคุปตะ แปลสันกฤตสู่จีน
พระวิศวภัทร      แปลจากภาษาจีนสู่ไทย

#แต่เดิมธรรมชาติปัญญาไร้การแบ่งแยก
#แต่เดิมธรรมชาติปัญญาไร้การกักขัง
#กำแพงที่กั้นการคืนสู่ธรรมธาตุคือปัญญาของผู้บำเพ็ญเองนั่นแหละกักขังตัวเอง
#เมื่อใดทลายกำแพงปัญญาที่สร้างขึ้นได้พุทธะก็ปรากฏ
#ธรรมชาติแห่งปัญญาจึงไร้ขอบเขตไม่มีประมาณ

จาก https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1785575458185252&id=136473909762090
13  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / เสร็จงานกลับบ้านได้ ( ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วง) เมื่อ: 31 สิงหาคม 2561 22:20:23


เสร็จงานก็กลับบ้านได้

สมัยราชวงศ์หมิง มีบุตรสาวคหบดีผู้หนึ่งนามว่า
หลันอี้ บุตรสาวคหบดีผู้นี้ เมื่อแรกตอนมารดาของนางตั้งครรภ์ได้มีฝูงวิหก บินมาทักษิณาวัตรรอบบ้านเป็นประจำ เป็นที่สังเกตุของบุคคลในครอบครัวทุกคนต่างคิดว่าน่าจะเป็นบุตรที่มีบุญวาสนามาเกิดเป็นแน่

เมื่อหลันอี้เกิดและได้เติบโตขึ้น เธอเป็นผู้มีความสามารถในทางบทกวี วรรณกรรม และการสังคีตเป็นอย่างมาก หลันอี้เป็นผู้ที่ชอบเล่นผีผาเป็นอย่างมาก นางสามารถนำบทวรรณกรรมมาดัดแปลงเป็นบทร้อง จนแม้กระทั่งพระสูตรในพุทธศาสนานางก็นำมาขับเป็นลำนำร้องสรรเสริญพระรัตนตรัยเป็นกิจวัตร
วันหนึ่งนางจึงได้สมรสกับบุตรของขุนนางใหญ่ อยู่กินกับสามีมาปีเศษ ก็ยังใช้ผีผาบรรเลงขับลำนำสรรเสริญพระรัตนตรัยอยู่

ในวันนั้นนางได้ขับบทแห่งอานิสงส์ของการออกบวชเป็นภิกษุณี ระหว่างขับก็พิจารณาธรรมไปด้วย จนทำให้คิดว่าครอบครัวนี้น่าเบื่อ คู่ครองก็เป็นคู่ทุกข์มากกว่าสุข นางจึงตัดสินใจหย่ากับสามีแล้วออกแสวงหาธรรม ได้ไปปรึกษากับพระเถระในหัวเมืองเรื่องการออกบวช พระเถระท่านก็เตือนหลันอี้ว่า การออกบวชเป็นภิกษุณีสามารถกระทำได้ แต่การศึกลาสิกขาบทนั้นไม่มี ศีลก็ต้องรักษามากกว่าพระภิกษุ นางจะสามารถทำได้หรือ ?

หลันอี้จึงตัดสินใจออกบวช แล้วบำเพ็ญอยู่อย่างสงบ เธอพร่ำภาวนาถึงพระอมิตาพุทธเจ้าเป็นประจำ แต่ด้วยความที่เธอมีความสามารถมากจึงค่อยๆสร้างวัดภิกษุณีขึ้น เพื่อสอนธรรมและบอกการปฏิบัติภาวนา ทำให้ผู้หญิงหันมาบวชเพื่อศึกษาธรรม ชี้แนะแนวทางการหลุดพ้นให้หมู่สตรี

ในบั้นปลายชีวิตคืนหนึ่ง ฝ่าเจิ้งฝ่าซือ หรือหลันอี้ในอดีต
ได้เข้าสมาธิ เธอเกิดภาพนิมิตถึงพระอมิตาพุทธเจ้า
 ในนิมิตพระอมิตาพุทธเจ้า ตรัสกับเธอว่า

"นกยูงแห่งธรรม บัดนี้เธอได้เสร็จสิ้นกิจแล้ว"
" อีกห้าราตรี เธอจะคืนสู่สุขาวดี "
"เราและคณะจะมารับเธอกลับบ้าน" 

ฝ่าเจิ้งธรรมจารย์ตื่นขึ้นจากนิมิต ด้วยความปิติยินดี

จากนั้นท่านได้เรียกประชุมเหล่าศิษย์ มาร่วมสลับสับเปลี่ยนกันสวดมนต์ถวายพุทธบูชา จนราตรีสุดท้ายที่ห้า

ระหว่างสวดมนต์ในยามสามของราตรีนั้น ปรากฏฝูงนกบินมาในยามราตรี บินรอบอารามภิกษุณี ฝ่าเจิ้งภิกษุณีเฒ่า นั่งสมาธิในแท่นธรรม  พนมมือขึ้นแล้วกล่าวว่า

 บัดนี้พระพุทธองค์และคณะโพธิสัตว์ ได้เสด็จมาถึงแล้ว
เมื่อพูดขึ้นดังนั้น มือก็ลดลงเข้าสมาธิ ทั่วบริเวณอาราม
ปรากฏมีกลิ่นหอมที่ไม่มีในโลกเรา กระจายไปทั่วอารามภิกษุณี

 มีแสงสีรุ้งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
ในขณะยามสามแห่งราตรีนั้น
ภิกษุณีฝ่าเจิ้งก็ละสังขารในท่าสมาธิกลับสู่บ้านสุขาวดี

#ใช้ประโยชน์ของตนยังประโยชน์ของผู้อื่นไม่ใช่ผู้อวดรู้
#ใช้ประโยชน์ของตนยังประโยชน์ของผู้อื่นคือผู้รับใช้สรรพสัตว์
#โพธิสัตว์ไม่เหมือนผู้รู้ต่างกันที่ม่านแห่งอัตตา
#ผู้รู้ก่อกิจด้วยอัตตาแต่โพธิสัตว์คือคนใช้ของสรรพสัตว์ถึงจะคล้ายกันแต่ก็ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง

จาก https://www.facebook.com/purplebamboo48/
14  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ธรรมบาลไม่กระจอก ( ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วง) เมื่อ: 31 สิงหาคม 2561 22:11:35


ธรรมบาลไม่กระจอก

ในสมัยชิง มีบัณฑิตตกยากที่ฝ่ายแพ้กับการสอบเข้ารับราชการ เขาสร้างครอบครัวไว้ในหุบเขาไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก  หุ่ยเยี่ยบัณฑิต มีครอบครัวเล็กๆที่ต้องดูแล บุตรของเขาทั้งสามเป็นชายทั้งสิ้น หุ่ยเยี่ยและภรรยาก็ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไปตามกำลัง

ถึงหุ่ยเยี่ยบัณฑิตจะตกยาก แต่ก็ศึกษาพุทธธรม
บำเพ็ญทานบารมีสม่ำเสมอ ทุกๆวันเขาจะนำเศษข้าวสารไปหว่านเลี้ยงนกกระจอกเป็นนิจ ระหว่างที่หว่านเม็ดข้าวลงให้นกกระจอกนั้น เขาก็จะท่องพระนามพระอมิตาพุทธเจ้าสม่ำเสมอ

บ้านของหุ่ยเยี่ยจึงมีนกกระจอกมากมายส่งเสียงร้องตามธรรมชาติ สำหรับคนอื่นคงเป็นเสียงที่น่ารำคาญ แต่สำหรับเขาและครอบครัวกลับกลายเป็นความสุข นกมีทั้งเด็กนกรุ่นๆและนกชรารายล้อมไปทั้งบ้าน

ไม่ว่าหุ่ยเยี่ยจะไปที่ไหนเขาก็เมตตาแก่สัตว์เดรัจฉานเสมอ
แม้แต่กวางป่าเขาก็สามารถเรียกมาหา เป็นเหมือนเพื่อนเล่นเวลาเข้าป่าเพื่อหาพืชพันธุ์มายังชีพ

วันหนึ่งเกิดภัยสงคราม มีนายทหารเที่ยวออกจับเด็กชายวัยรุ่นเพื่อให้ไปเป็นทหารในการรบ ลูกๆของหุ่ยเยี่ยสองคนเริ่มอยู่ในวัยรุ่นอยู่ในเกณฑ์ที่พวกขุนศึกจะมาจับตัวไปออกรบ

เมื่อคณะทหารจับเด็กชายมาถึงบ้าน หุ่ยเยี่ยก็ตกที่นั่งลำบาก
ได้แต่ปิดประตูเงียบไม่กล้าเปิดออกไป แต่นายทหารซึ่งอยู่ภายนอกกลับมองเห็นว่าบ้านนี้เหมือนบ้านผุพัง สภาพไม่ต่างจากกองฟืน มองไปทางไหนก็เห็นแต่นกกระจอก และขี้นกกระจอกเต็มไปหมด บนหลังคาบ้านก็มีนกกระจอกนับหมื่นเกาะกันแน่นเรียงตัวเหมือนทหารเป็นแถวๆ ริมรั้ว ขื่อคา แม้กระทั่งโคมไฟหน้าบ้านที่เก่าๆก็กลับมีนกกระจอก ยืนเกาะชิดกันแน่น สายตาของนกกระจอกนับหมื่นๆตัว เพ่งมองที่กลุ่มทหารพวกนี้เป็นตาเดียว สร้างความแปลกใจให้กับหมู่ทหาร

ทหารทั้งหลายต่างสงสัยในพฤติกรรมของนก แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะคิดว่าบ้านเก่าหลังนี้คงเป็นรังใหญ่ของนกกระจอก
ไม่น่าจะมีคนอาศัย จึงได้นำขบวนจับเด็กหนุ่มออกไปทางอื่น

เมื่อขบวนเคลื่อนไป บรรดานกกระจอกกลับหายไป
เหลืออยู่ไม่ถึงร้อยตัว บ้านช่องก็ไม่ได้รกอย่างที่หมู่ทหารมองเห็น ขี้นกก็ไม่มีอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

อานุภาพของพุทธนามยิ่งทรงพลังมากขึ้น ถ้าเราประกอบความเมตตากรุณา ไม่ได้หลุดพ้นเฉพาะตนไปแต่ยังมอบเหตุปัจจัยให้ผู้อื่น สรรพสัตว์อื่นๆ

คนเรามักมองข้ามเหตุปัจจัยเล็กน้อย คิดแต่การใหญ่คว้าเอาแต่เฉพาะหัวกระทิ ใช้แต่ปัญญาจน ลืม ทานศีลและหลักเมตตากรุณา ถึงจะเข้าถึงธรรมด้วยปัญญา แต่ไม่อาจดำรงอยู่ในธรรมได้นาน เนื่องจากขาดความกรุณาหล่อเลี้ยงให้เจริญงอกงามยิ่งๆขึ้นไป

#หาพญาครุฑในกลีบเมฆก็เหมือนหาฝูงกระจอกบิน
#เมื่อเอาม่านตาแห่งความความโง่เขลาออกแล้วแม้แค่เศษข้าวยังสร้างเหตุธรรมปัจจัย
#ฑากาฑากิณีที่สวมสังวาลย์สวยสดที่เฝ้าปกป้องผู้ประพฤติธรรมอาจจะมีรูปร่างที่เรานึกไม่ถึง
#กลับเสด็จมาปกป้องภัยด้วยวิธีกระจอกกระจอกเพราะอานุภาพแห่งจิตอันทรงกรุณา

จาก https://www.facebook.com/purplebamboo48/
15  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / วัชรยานหรือตันตรยาน:รากฐานพระพุทธศาสนาในทิเบต เมื่อ: 31 สิงหาคม 2561 20:51:57


วัชรยานหรือตันตรยาน:รากฐานพระพุทธศาสนาในทิเบต  

ปัจจุบันพระพุทธศาสนามีนิกายที่สำคัญอยู่สามนิกายคือเถรวาท มหายาน และวัชรยานหรือตันตรยาน  ในส่วนของนิกายเถรวาทและมหายาน พุทธศาสนิกชนส่วนมากมักจะรับรู้และมีความเข้าใจกันพอสมควร ประเทศไทยก็ได้จัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยพระพุทธศาสนามาหลายครั้ง แต่อีกนิกายหนึ่งอยู่กึ่งๆระหว่างเถรวาทและมหายาน แต่มีข้อปฏิบัติที่แยกออกไปอีกอย่างหนึ่ง ที่มีคนรู้จักมากที่สุดคือพระพุทธศาสนานิกายตันตรยานแต่มักชอบเรียกตัวเองว่าวัชรยาน        

               ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะหายไปจากอินเดียประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 นั้น เท่าที่ปรากฏในเอกสารต่างๆระบุตรงกันว่า เพราพระพุทธศาสนาได้รับเอาการปฏิบัติแบบตันตระจากฮินดูเข้ามา จนเกิดความเสื่อมทางศีลธรรม จนกระทั่งกองทัพมุสลิมบุกเข้าเผาทำลายศาสนสถานของพระพุทธศาสนา ในขณะที่พระภิกษุผู้นิยมในลัทธิตันตระ พากันนั่งสาธยายมนต์ โดยไม่คิดจะต่อสู้กับมุสลิม ส่วนมากจึงถูกฆ่าตาย ส่วนผู้ที่ได้ฌานสมาบัติจริงก็เหาะหนีไปยังประเทศอื่นเมืองอื่น

       ในส่วนของศาสนิกชนถ้าใครต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ก็ต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามหรือไม่ก็ทำเฉยเสียโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับศาสนา ถ้าวิเคราะห์ตามนี้ก็จะเห็นได้ว่าทั้งฮินดูและพุทธถูกทำลายลงพร้อมกัน แต่ทำไมฮินดูจนยังคงมีอิทธิพลต่อชาวอินเดียอยู่ในปัจจุบันควบคู่ไปกับมุสลิม แต่พระพุทธศาสนาที่เคยเจริญรุ่งเรืองกลับต้องมาเจริญในต่างแดนเช่นไทย พม่า จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ทิเบต ในแต่ละประเทศก็ได้พัฒนาพุทธศาสนาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมของตน จนกลายเป็นพระพุทธศาสนาในลักษณะที่มีต้นกำเนิดจากที่เดียวกัน แต่มีคำสอนและพิธีกรรมไม่เหมือนกัน

 

พระพุทธศาสนาแบบตันตระยานหรือวัชรยานหรือมันตรยาน เกิดขึ้นในอินเดียประมาณศตวรรษที่ 7 โดยได้ดัดแปลงเอาลัทธิฮินดูตันตระเพื่อเอาใจชาวฮินดู และได้นำเอาพิธีกรรมทางอาถรรพเวทเพื่อต่อสู้กับศาสนาฮินดู พุทธศาสนาแบบตันตระมีสาขาใหญ่ 2 สาขา เรียกว่าสาขามือขวากับ มือซ้าย นิกายมือขวาเคารพบูชาเทพฝ่ายชาย ส่วนนิกายมือซ้ายนิยมเรียกว่าวัชรยาน ถือเอาศักติหรือชายาของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก และทุ่มเทความสนใจหนักไปที่นางตารา หรือพระนางผู้ช่วยให้พ้นทุกข์                  

              พิธีกรรมที่สำคัญของตันตรยานคือการสาธยายมนตร์ที่ลึกลับต่างๆ และมีการปฏิบัติโยคะท่าทางต่าง ๆ พร้อมด้วยการเจริญสมาธิ จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติเพื่อบรรลุความหลุดพ้น เชื่อกันว่าในทันทีที่มีความชำนาญได้บรรลุฌานชั้นที่ 1แล้ว กฏความประพฤติด้านศีลธรรมปกติธรรมดาก็ไม่จำเป็นสำหรับผู้นั้นตลอดไป และเชื่อว่าการฝ่าฝืนโดยเจตนา ถ้าหากทำด้วยความเคารพแล้ว ก็จะทำให้เขาบรรลุธรรมขั้นสูงต่อไป ดังนั้นจึงมักผ่อนผันในเรื่องการเมาสุรา การรับประทานเนื้อสัตว์ และการสับสนในทางประเวณี (จำนงค์ ทองประเสริฐ 2540:197)

                 เมื่อบรรลุฌานขั้นที่ 1 กฎแห่งความประพฤติก็ไม่จำเป็น นี่กระมังที่ทำให้ใครๆก็อ้างว่าตนเองบรรลุฌารนขั้นที่ 1 เพื่อที่ตนเองจะได้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ นักบวชตันตระบางคนจึงเมาสุรา เสพเมถุนกันอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้บรรลุศักติ นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อทำความชั่ว โดยอ้างหลักการบนพื้นฐานของความดี คนที่ทำชั่วในคราบของนักบุญ นับเป็นคนบาปที่ไม่ควรให้อภัย

               พุทธศาสนานิกายตันตระ ถูกนำมารวมเข้าไว้ในการปฏิบัติพิธีรีตองที่เป็นความลับ ครูอาจารย์ในนิกายนี้มักจะเขียนหนังสือที่มีปรัชญาลึกซึ้ง เพราะตันตรยานมีความลึกลับ และมีวิธีการที่พิสดารที่เอง จึงมีผู้ให้คำอธิบายไว้ว่า “ตันตรยาน บางครั้งเรียกว่าลัทธิคุยหยาน ซึ่งแปลว่าลัทธิลับ เป็นนิกายที่มีลักษณะแปลกประหลาดกว่านิกายพุทธศาสนาอื่น ๆ ที่รับเอาพิธีกรรมและอาถรรพเวทของพราหมณ์ เข้ามาสั่งสอนด้วย แต่แก้ไขให้เป็นของพุทธศาสนาเสีย เช่น แทนที่จะบูชาพระอิศวรก็บูชาพระพุทธเจ้าแทน เกิดขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 7 (เสถียร โพธินันทะ 2541:172)

เมื่อชาวพุทธรับเอาลัทธิตันตระจากฮินโมาปฏิบัติเพื่อต่อสู้กับฮินดู พระสงฆ์มักจะเน้นที่พิธีกรรมที่แปลกๆและพิสดาร ยิ่งมีความลึกลับเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนเลื่อมใสมากขึ้น และนั่นทำให้เกิดลาภสักการะ พระสงฆ์จึงละทิ้งการปฏิบัติทางจิต หันไปเน้นการประกอบพิธีกรรมที่ลึกลับ ผู้คนก็ชอบใจเพราะไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่เข้าร่วมพิธีก็สามารถเข้าถึงพุทธภาวะได้ ตันตระเจริญมากเท่าไร ศีลธรรมก็ยิ่งเสื่อมลงมากเท่านั้น “เพราะอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ของลัทธิตันตริกหรือวัชรยานนี้ ประชาชนอินเดียในสมัยนั้นต่างหมดความเคารพในศีลธรรม แต่กลับนิยมชมชื่นในความวิปริตนานาชนิด” (กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย 2537:437)



                คัมภีร์ตันตระในลัทธิฮินดูสอนว่า “มนุษย์มีความไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นกฏพิธีจึงต้องกระทำต่าง ๆ กันตามสภาพของมนุษย์ มนุษย์มีลักษณะ 3 ประการ คือ ปศุ (สัตว์) วีระ (กล้าหาญ) และทิพยภาวะ ลักษณะ 3 ประการนี้ มักจะหมายถึงวัยของมนุษย์คือ ปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย และสอนว่า ถ้าจะข่มราคะ โทสะ โมหะ ให้หมดไป ก็อาศัยราคะ โทสะ โมหะ นั้นเองเป็นเครื่องบำราบ (หนามยอกเอาหนามบ่ง) คือต้องกินอาหาร ต้องดื่มน้ำเมา ต้องเสพเมถุน เป็นต้นแต่ละอย่างให้เต็มที่ สิ่งเหล่านี้แหละจะเป็นเครื่องดับมันเอง” (เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป 2537:109)

               พระพุทธศาสนาแบบตันตระเน้นในเรื่องเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรม การสาธยายมนตร์ และมีคำสอบที่เป็นรหัสนัยอันลึกลับ จนทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย ดังที่เสถียรโพธินันทะแสดงความเห็นไว้ว่า “ลัทธิมันตรยาน ถ้าจะเทียบด้วยเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็มีความเป็นพระพุทธศาสนาเหลือสัก 10 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นรับเอาลัทธิฮินดูตันตระมาดัดแปลง ความประสงค์เดิมก็เพียงเพื่อเอาใจชาวฮินดู จึงได้นำลัทธิพิธีกรรมทางอาถรรพเวทมาไว้มาก และได้ผลเพียงชั่วแล่น แต่ผลเสียก็เป็นเงาตามทีเดียว คือถูกศาสนาพราหณ์กลืนโดยปริยายนั่นเอง (เสถียร โพธินันทะ2541:198)

 

การปฏิบัติตันตระในพุทธตันตรยานในพุทธศตวรรษที่ 17 นั้นมีอธิบายไว้ว่า (1)ถือว่าการพร่ำบ่นมนตร์และลงเลขยันต์ซึ่งเรียกว่าธารณีเป็นหนทางรอดพ้นสังสารทุกข์ได้เหมือนกัน การทำจิตให้เพ่งเล็งถึงสีสันวรรณะหรือทำเครื่องหมายต่างๆด้วยนิ้วมือซึ่งเรียกว่ามุทรา จะให้ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ให้ลุทางรอดพ้นได้ ลัทธินี้เรียกสวว่า มนตรยานหรือสหัชญาณ, (2) เกิดมีการนับถือฌานิพุทธและพระโพธิสัตว์อย่างยิ่งยวด มีการจัดลำดับพระพุทธเจ้าเป็นลำดับชั้น ในยุคนี้เกิดมีการนำเอาลัทธิศักติเข้ามาบูชาด้วย จนทำให้พระฌานิพุทธะและพระโพธิสัตว์มีพระชายาขนาบข้าง เหมือนพระอุมาเป็นศักติของพระศิวะ พระลักษมีเป็นศักติของพระวิษณุ ผูเข้าสู่นิพพานคือเข้าอยู่ในองค์นิราตมเทวี ลัทธิอย่างนี้เรียกว่าวัชรยาน ผู้อยู่ในลัทธิเรียกว่าวัชราจาร (3) มีการเซ่นพลีผีสาง โดยถือว่าถ้าอ้อนวอนบูชาจะสำเร็จผลประพสบความสุขได้ และเติมลักษณะพระฌานิพุทธให้มีปางดุร้ายอย่างนางกาลี ซึ่งเป็นเหมือนพระนางอุมาที่ดุร้าย ลัทธินี้เรียกว่ากาลจักร” (เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป 2537:166)

                ฟังคำอธิบายของนิกายตันตรยานแล้วก็น่าสงสารพระพุทธศาสนา ที่ถูกนักการศาสนากระทำปู้ยี่ปู้ยำ คิดถึงการที่พระสัมสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเหนื่อยอย่างแสนสาหัสกว่าที่จะทรงตั้งศาสนจักรขึ้นได้ แต่กลับอยู่ในดินแดนอันเป็นถิ่นกำเนิดได้ไม่ถึง 2,000 ปี

               คิดถึงสถานการณ์พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ซึ่งถือว่าเป็นนิกายเถรวาท แต่มีการพร่ำบ่นสาธยายมนตร์ ลงอักขระเลขยันต์ ปลุกเสกพระเครื่อง คล้ายๆกับตันตระในยุคเริ่มต้น อิทธิพลของตันตรยานแผ่คลุมพุทธอาณาจักรแทบทุกนิกาย เพียงแต่ว่าใครจะรับเอาไว้ได้มากน้อยเท่าใด และแปรสภาพไปสู่ยุคที่สองได้เร็วเท่าใด หากยังรักษาสถานภาพไว้แค่ขั้นที่หนึ่งก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เมืองไทยน่าจะรักษาพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทไว้ได้อีกนาน แต่ถ้าเริ่มเข้าสู่ยุคที่สองคือนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นเทพเจ้า นิพพานเป็นอาณาจักร เป็นแดนสุขาวดีที่มีพระสงฆ์บางรูปอ้างว่าสามารถนำภัตตาหารไปถวายพระพุทธเจ้าได้ นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง

 

นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาต่างกล่าวโทษพระพุทธศาสนาแบบตันตระ ว่าเป็นความเสื่อมของพระพุทธศาสนา แต่ที่ทิเบตพระพุทธศาสนาแบบตันตระกลับเป็นเอกลักษณ์พิเศษ เพราะตันตระจึงทำให้มีทิเบต และชาวตะวันตกรู้จักพระพุทธศาสนาแบบตันตระมากว่านิกายอื่น ชาวทิเบตประเทศที่ไร้อิสรภาพ แต่ไม่ไร้ปัญญา พวกเขายังคงมีพระพุทธศาสนาเป็นสถาบันหลักที่สำคัญที่สุดในประเทศ และที่สำคัญพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ที่ทิเบตก็เพราะตันตระยานนี่เอง

               ร่องรอยของพระพุทธศาสนาในอินเดีย อาจกล่าวได้ว่าตันตรยานคือนิกายสุดท้ายที่เหลืออยู่ในอินเดียและสูญหายไปจากอินเดียประมาณศตวรรษที่ 17 แต่พระพุทธศาสนาไปเจริญรุ่งเรืองในประเทศอื่น ทั้งมหายานและเถรวาท



               ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานถือว่าพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาอันมหัศจรรย์สามครั้งคือครั้งแรกแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกะปปวัตนสูตร โดยทรงสอนเรื่องอริยสัจจ์ 4 แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จนกระทั่งอัญญาโกญฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ครั้งที่ 2แสดงปรัชญาปารมิตาสูตร บนยอดเขาคิชกูฏ นอกกรุงราชคฤห์ เป็นการขยายความของธรรมเทศนาครั้งแรกให้มีความลึกซึ้งและชัดเจนยิ่งขึ้น ครั้งที่ 3 แสดงตถาคตครรภ์สูตร ซึ่งเป็นการสอนเทคนิคและวิธีการที่จะเข้าถึงปรมัตถธรรม ต่อมาท่านนาครชุนได้นำมาอธิบายทัศนะว่าด้วยศูนยตา และต่อมาได้เกิดนิกายตันตระยานขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่จะเข้าถึงพุทธภาวะได้ง่ายกว่าวิธีอื่น

               คำว่า "ตันตระ" หมายถึงความสืบเนื่องของจิตหรือวิญญาณ ฝ่ายทิเบตมีความเห็นว่าตันตระเกิดขึ้นในครั้งที่พระพุทธองค์แสดงธรรมจักรครั้งที่ 2 พระองค์ได้ทรงประทานคำสอนตันตระเบื้องต้น ในคัมภีร์ฝ่ายทิเบต พวกลามะต่างยืนยันหนักแน่นว่า “การปฏิบัติตันตระเท่านั้นที่จะเข้าถึงพุทธภาวะได้ โดยรวมเอกภาพให้เกิดขึ้นระหว่างรูปกายและธรรมกาย โดยอ้างว่า “พระพุทธองค์ทรงยกตัวอย่างว่า อุจจาระนั้นถ่ายอยู่ในเมืองเป็นของสกปรก แต่ถ้าอยู่ในท้องทุ่งนาก็กลายเป็นปุ๋ย พระโพธิสัตว์สามารถใช้กิเลสให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ฉันใดก็ฉันนั้น” (ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (ษัฏเสน)2538:102)

 

ในการการปฏิบัติตามหลักตันตระนั้นมีลำดับขั้นที่แตกต่างกัน ตามความยากง่าย ซึ่งสามารถแบ่งตามลำดับได้ 4 ระดับคือ

                              1. กิริยาตันตระ ว่าด้วยการกระทำ เป็นตันตระขั้นต้น ซึ่งให้ความสำคัญกับกิริยาท่าทาง ดังนั้นจึฝมีวิธีฝึกที่เรียกว่ามุทรา การที่จะเข้าถึงพุทธภาวะได้บางครั้งก็เพียงแต่ตรึกนึกเห็นภาพขององค์พุทธะจนเกิดเป็นแสงสว่าง การเข้าถึงทางวาจาก็เพียงแต่ได้ยินเสียงกระซิบมนต์เบาๆ หรือท่องสาธยายมนต์จนเกิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพุทธภาวะ อุปกรณ์ในการฝึกคือการเพ่งกสิณและฟังเสียงสาธยายมนต์

2. จรรยาตันตระ ว่าด้วยความประพฤติ เน้นที่การฝึกฝนทางกายและการฝึกฝนภายในคือการฝึกจิต การฝึกก็ให้นึกเห็นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งจนเกิดเป็นนิมิตรประจำตัว ที่นิยมมากที่สุดคือพระไวโรจนะพุทธเจ้า

                               3. โยคะตันตระ ว่าด้วยโยควิธี เน้นการฝึกจิตภายในมากกว่าการฝึกกิริยาภายนอก มีวิธีการในการฝึกค่อนข้างจะพิเศษโดยการอธิบายถึงอาณาจักรแห่งวัชระและมรรควิธีในการชำระกายให้บริสุทธิ์

                               4. อนุตตรโยคะ ว่าด้วยโยควิธีอย่างยิ่งยวด โดยการฝึกฝนภายในจิตอย่างเดียวโดยไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องกิริยาภายนอก ซึ่งเป็นตันตระขั้นสูงสุด การฝึกจิตในระดับนี้จะต้องอาศัยอาจารย์ผู้ชำนาญ ซึ่งจะคอยถ่ายทอดคำสอนสำคัญ โดยการแสดงรหัสยนัย ซึ่งเป็นคำสอนที่ลี้ลับอาจารย์จะถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ที่ผ่านการฝึกจิตจนถึงระดับแล้วเท่านั้น ลูกศิษย์จะต้องคอยตีความและนำเอามาฝึกจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ขึ้นในตน (Alex Waymann 1997:12)

 

วิธีการที่พุทธศาสนาแบตันตระสอนในทิเบตนั้น คนภายนอกอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่เรียนหรือศึกษาไม่ยาก ใครต้องการเข้าถึงพุทธภาวะก็เพียงแต่เข้าหาอาจารย์และคอยตีความรหัสนัยที่อาจารย์แสดงเท่านั้นก็จะเข้าถึงอนุตตรโยคะได้แล้ว หากศึกษาตามขั้นตอนนี้ ตันตระก็ไม่ใช่นิกายที่ลึกลับอะไร แต่ที่มาของคำว่าตันตระเป็นเรื่องที่ควรศึกษา เพราะตันตระถูกนักปราชญ์หลายท่านให้คำอธิบายไว้อย่างน้ากลัว ชาวพุทธเถรวาทจึงเกรงกลัวพระพุทธศาสนาแบบตันตระยานไปด้วย

                ในกรณีของธรรมกาย หากนำเอาลัทธิมาอธิบายแล้ว การเพ่งลูกแก้วจนเกิดเป็นดวงใส ที่ชาวธรรมกายถือว่าได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น แท้ที่จริงมีอธิบายไว้ในกิริยาตันตระ ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติเบื้องต้นเท่านั้น ธรรมกายไม่ได้สอนผิด เพียงแต่สอนตามหลักของตันตระยานเท่านั้น ในขณะที่รอบๆข้างเป็นเถรวาท จึงถูกโจมตี จนทำให้การสอนเรื่องธรรมกายขาดความถูกต้อง ที่ผิดเพราะไม่ตรงกับเถรวาทเท่านั้น แต่ไปตรงกับตันตระ ถ้าเพียงแต่ธรรมกายบอกว่าพวกเขาสอนตามนิกายตันตระยานเท่านั้น ทุกอย่างก็จบ เพราะตันตระยานก็คือพุทธศาสนานิกายหนึ่งสังกัดมหายาน

                ทิเบตเจริญเพราะตันตระ เพราะในยุคแรกที่พระพุทธศาสนาเข้าไป ก็ด้วยการปราบผีของท่านปัทมะสัมภวะ เมื่อปราบผีราบคาบจนผียอมรับนับถือ จึงทำให้ผีเปลี่ยนศาสนา  พระพุทธศาสนาในทิเบตจึงเป็นเหมือนการครอบลงไปบนความเชื่อเก่า เพียงแต่เปลี่ยนผีมาเป็นพุทธเพราะพุทธมีพลังมากกว่า สักวันหนึ่งเมื่อผีมีพลังมากขึ้นพุทธอาจจะกลายเป็นผีไปก็ได้

 

การที่ตันตรยานเจริญในทิเบตได้นั้น นอกจากจะเป็นเพราะการผสมผสานระหว่างพุทธกับผีแล้ว ยังมีผู้ให้ความเห็นไว้อีกว่า “ตันตรยานนั้น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเถรวาทด้วย และอาจารยวาทด้วย องค์ทะไลลามะทรงเป็นพระภิกษุ สมาทานสิกขาบทตามพระปาฏิโมกข์ ดุจดังสมณะในบ้านเรา การถือศีลนั้นไม่ใช่เพื่องดทำร้ายผู้อื่นและเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น หากฝึกให้งดแลเห็นสภาพต่างๆตามที่ปรากฏ รวมทั้งยอมรับสมมุติสัจจ์ อันเป็นที่ยอมรับกับอย่างทั่วๆไปในสังคมอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเข้าถึงปรมัตถสัจจ์นั่นเอง” (ส ศิวรักษ์ 2542: 2)

                ตันตรยานจะเป็นส่วนหนึ่งของเถรวาทหรือไม่นั้น เป็นปัญหาที่ควรศึกษาค้นคว้าต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการปฏิบัติตามแบบตันตรยานนั้นมีอยู่ในเถรวาท ใครจะได้รับอิทธิพลจากใครหรือไม่อย่างไรต้องหาคำตอบต่อไป ตันตระทำให้พุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย แต่ทำไมตันตระจึงทำให้พระพุทธศาสนาแบบทิเบตเจริญ

เอกสารอ้างอิง

กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย. ภารตวิทยา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สยาม, 2516.

จำนงค์ ทองประเสริฐ. บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2540.

ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (ษัฏเสน). พระพุทธศาสนาแบบทิเบต.กรุงเทพฯ: ส่องศยาม,2538.

เสถียร โพธินันทะ. ปรัชญามหายาน. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2541.

เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป. ลัทธิของเพื่อน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พิราบ, 2537.

สุลักษณ์ ศิวรักษ์. พุทธศาสนาตันตระหรือวัชรยาน. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2542.

วศิน อินทสระ. พุทธปรัชญามหายาน. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2530.

Alex Waymann. Tantric Buddhism. Delhi: Motilan, 1997.

จาก https://m.facebook.com/groups/783674078384718?view=permalink&id=1877897568962358
16  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ก๊วยเจ๋ง เอี้ยก่วย เตี่ยบ่อกี้ เหล่งฮู้ชง ขงจื้อ เต๋า พุทธ และเซน เมื่อ: 15 กรกฎาคม 2561 15:23:50










ก๊วยเจ๋ง เอี้ยก่วย เตี่ยบ่อกี้ เหล่งฮู้ชง ขงจื้อ เต๋า พุทธ และเซน

เนื่องด้วยสหายคนสนิทของข้าพเจ้า นำบทความบางส่วนเมื่อช่วงต้นปีนี้ไปแชร์ในกรุ๊ปจึงมีการสอบถามผ่านทาง Inbox  มามากมายว่า ตัวละครเอกของท่านกิมย้งแต่ละตัวนั้น ล้วนเป็นภาพแทนจากอะไร ข้าพเจ้าจึงต้องเรียบเรียงทั้งหมดแด่เหล่ามิตรสหายอีกครา

เนื่องด้วยท่านกิมย้งนั้นเป็นยอดปราชญ์ตะวันออก อย่างที่มิเคยมีมาก่อนตั้งแต่สมัยโบราณกาลจวบจนอนาคตกาล ตัวละครแต่ละตัวของท่านนั้นสะท้อนภาพประวัติศาสตร์ ยุคสมัย อีกทั้งการปฎิบัติตน จารีต ประเพณี ตัวละครที่โดดเด่น เฉกเช่น ก๊วยเจ๋ง เอี้ยก่วย เตี่ยบ่อกี้ และ เหล่งฮู้ชงนั้น สะท้อนอุปนิสัย การปฎิบัติตนในรูปแบบ ศาสนา หรือลัทธิความเชื่อต่างๆ

ก๊วยเจ๋งนั้นจะเป็นตัวแทน จริยธรรมแบบขงจื้อ ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่ วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์ โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก ส่วนด้านแปดหลักการพื้นฐานในการเรียนรู้ อันได้แก่ สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้ ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนพฤติกรรมของก๊วยเจ๋ง ที่เน้นความตั้งใจ พยายาม มีคุณธรรม ความเมตตา และจงรักภักดี

เอี้ยก่วยจะเป็นผู้คล้อยวิถีตามธรรมชาติแบบเต๋า  เต๋า คือ “ธรรมชาติ หรือธรรมชาติผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่” ด้วยความที่เต๋านั้นเป็นศาสนาที่เนื่องด้วยธรรมชาติ ศาสนาเต๋านี้เริ่มต้นในฐานะเป็นปรัชญา คือไม่มีพิธีกรรม ไม่มีข้อปฏิบัติอะไรมากไปกว่าข้อคิดและคำสอน ดังนั้น การที่เอี้ยก่วย มิยอมรับจารีต ประเพณี นั่นล้วนสะท้อนหลักแห่งธรรมชาติ เน้นไปในส่วนของความอารมณ์ความรู้สึก จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ สัจธรรมที่ไร้การปรุงแต่ง มากกว่า ธรรมเนียมข้อปฏิบัติทางสังคม

เตี่ยบ่อกี้ จะเป็นภาพลักษณ์ของพุทธศาสนา ด้านความกล้าหาญ เสียสละ และให้อภัย เตี่ยบ่อกี้เคยพูดถึงเรื่องที่ 6 สำนักที่ใหญ่ร่วมกันกดดันบีบบังคับ ให้เตี่ยชุ่ยซัว และ ฮึงซูซู่ บิดามารดาให้บ่งบอกที่ซ่อนของเจี่ยซุ่นจนเสียชีวิต กับเตี่ยเมี่ยงว่า
“บิดามารดาข้าพเจ้าถูกผู้คนบีบบังคับให้กระทำอัตวินิบาตกรรม ผู้คนที่บีบบังคับ ล้วนมีคนของเส้าหลิน คงท้ง ฮั้วซัว ภายหลังข้าพเจ้าเติบใหญ่ เข้าใจอะไรมากขึ้น แต่กลับไม่เข้าใจกว่าเดิมว่าผู้ใดกันทำให้บิดามารดาข้าพเจ้าเสียชีวิต และต่อให้ผู้คนเหล่านั้นเป็นฆาตกรจริงๆ ฆ่าพวกเขาหมดสิ้น ข้าพเจ้าจะได้ประโยชน์อันใด จะอย่างไรบิดามารดาข้าพเจ้าก็มิอาจคืนชีพได้ เตี่ยโกวเนี้ย หลายวันมานี้ข้าพเจ้าครุ่นคิด ถ้าทุกผู้คนมิมีความคิดแค้นต่อกัน จะประเสริฐเลิศสักเพียงไหน ท่านฆ่าคนผู้หนึ่งเพิ่มความเคียดแค้นในใจกันอีกส่วนหนึ่ง ตนเองก็เพิ่มบาปกรรมไปอีกส่วนหนึ่ง ท่านฆ่าเราเราฆ่าท่านจะมีประโยชน์ใด อย่างเช่นงี่แป๋ (บิดาบุญธรรมเจี่ยซุ่น) เข่นฆ่าผู้คนมากมายเพียงนี้ ถึงแม้ท่านไม่เอ่ยวาจา ในใจคงสำนึกเสียใจยิ่ง ในชีวิตข้าพเจ้าบุคคลที่ข้าพเจ้าเคียดแค้นที่สุด คือมืออัสนีบาตจักรวาลเซ้งคุณ แต่ตอนนี้เขาตายแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกเวทนาอยู่บ้าง คล้ายมุ่งหวังอย่าให้เขาเสียชีวิต”

คุณธรรมของเตี่ยบ่อกี้  เปรียบเหมือนตัวแทนความดีอันบริสุทธิ์  แม้จะมิได้มีความเป็นผู้นำอันเด่นล้ำ แต่กลับรวบรวมจิตใจของคนรอบข้างด้วยคุณธรรม ความเมตตา ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ทางพุทธศาสนา

ส่วนเหล่งฮู้ชงจะเป็นการประพฤติอย่างเซน ตามคติของนิกายเซน ถือว่าธรรมเนียมของนิกายนี้ได้รับการสืบทอดจากพระศากยมุนีพุทธเจ้า ผ่านทางพระอริยสงฆ์สาวกในสายของพระมหากัสสปะ โดยได้รับการถ่ายทอดธรรมะด้วยวิถีแห่ง "จิตสู่จิต" เปรียบเสมือน ฟงชิงหยาง ถ่ายทอด เคล็ดเก้ากระบี่เดียวดาย ปากเปล่า ให้ เหล่งฮู้ชงรู้แจ้ง ด้วยตนเอง

ยิ่งเคล็ด เก้ากระบี่เดียวดาย ยิ่งสะท้อนแก่นของเซน

คำของปรมาจารย์รุ่นแรกสุดของเซน มีอยู่ 4 ประโยค
1. "พ้นจากการบัญญัติ" ฟงชิงหยาง ให้เหล่งฮู้ชงใช้สามสิบกระบวนท่าของสำนักหัวซานให้ชมดู แต่กระบวนท่านี้มิร้อยเรียง ฟงชิงหยางจึงกล่าว “การฝึกปรือของเจ้าในตอนนี้ ไยใช้สามสิบกระบวนให้ร้อยเรียงมิได้ เมื่อใช้ท่ารุ้งขาวพุ่งหาอาทิตย์ ปลายกระบี่ชี้ขึ้น หรือมิรู้จักลากลงมา”
2. "เข้าถึงไม่ได้ด้วยการเรียนตามตำรา" ยามที่เถียนป๋อกวงบีบคอเหล่งฮู้ชง ฟงชิงหยางแนะนำ ให้ใช้ ดรรชนีแทนกระบี่ “กระบวนท่ากิมเง็กมั่งตึ๊ง (ทองหยกเต็มบ้านเรือน) ต้องมีกระบี่จึงใช้ออกหรือ?”
3. "ลัดตรงเข้าสู่ใจ" ฟงชิงหยางยังสอน ให้เหล่งฮู้ชงหัดใช้ให้เป็น
4. "มองดู (รู้) พุทธะก็เกิด" ไร้ซึ่งกระบวนท่า จะทำลายได้อย่างไร?

สี่หลักแห่งเซนนี้เอง นำพา เหล่งฮู้ชงสู่แก่นแท้ของ เก้ากระบี่เดียวดาย

นอกจากหลักวิชา เก้ากระบี่เดียวดาย ใน สันดานของเหล่งฮู้ชง ก็เป็นเซน อย่างยิ่ง

“อะไรเกิดขึ้นที่จิตก็ให้รู้ไป ไม่ต้องไปแบ่งแยกให้ค่าว่า อันนี้ถูก อันนี้ผิด ถ้าหลุดพ้นจากการให้ค่าพวกนี้ได้ ก็จะเข้าใจจิตได้” อาจารย์เค็งเซ็น ได้กล่าวไว้ ช่างตรงกับ อุปนิสัยของเหล่งฮู้ชง อย่างยิ่ง ใจเหล่งฮู้ชง มิแบ่ง ฝ่ายธรรมะ อธรรมะ เพียงแต่เหล่งฮู้ชงมองเนื้อแท้ มากกว่าป้ายยี่ห้อสำนักธรรมะ อย่างจ้อแน้เซียง คนผู้นี้เป็นผู้นำห้าสำนักกระบี่ ฝ่ายธรรมะ แต่ละโมบโลภมาก จิตใจชั่วช้าอำมหิต เปรียบกับ เถียนป๋อกวง โจรปล้นสวาทชื่อเสียงอื้อฉาว ฉายา โดดเดี่ยวหมื่นลี้ เหล่งฮู้ชงยอมคบกับเถียนป๋อกวงเป็นสหาย เพราะ มันเป็นคนที่มีสัจจะวาจา พูดคำไหนคำนั้น ดีกว่าให้คบค้าสมาคม กับ จ้อแน้เซียงและพวก

เซนในสันดาน ของ เหล่งฮู้ชง สอนให้ตัวมันเอง มองเห็นผู้คนที่แก่น มิใช่ เปลือก เมื่อในสายตาท่านมิแบ่งสีขาว สีดำ แต่ท่านเข้าใจแก่นแท้ของมันว่า ในขาวนั้นลึกๆอาจมีดำซ่อน ในดำบางคราก็มีสีขาว และขาวมีข้อดีของขาว ดำก็มีข้อดีของดำ ใจที่วัดดำขาวนั้นมีมาตราฐานอันใดไปวัด จับต้อง ใจของเหล่งฮู้ชง มิจับต้อง มิถ่วงวัด เมื่อเป็นอิสระต่อตัวตน ทุกสรรพสิ่งย่อมเท่าเทียม มีเพียง "แก่น" เท่านั้นที่แตกต่าง

ส่วน “แก่น” ของท่านกิมย้ง นั่นคือ ไม่ว่าลักษณะใดล้วนสามารถมุ่งสู่จุดสูงสุด คือ อนัตตา เมื่อสู่สภาวะไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอยให้สืบสาว ท่านกิมย้งเขียน อุ้ยเสี่ยวป้อ ตัวละครเอกตัวสุดท้าย ซึ่งนับว่าสู่สภาวะที่ไร้ซึ่ง ขงจื้อ เต๋า พุทธ หรือ เซน นับเป็นยการยิ้มเย้ยยุทธจักร ก่อนแขวนกระบี่ ล้างมือในอ่างทองคำ มิได้ปรากฏตนในบรรณพิภพกำลังภายใน สู่สภาวะอนัตตาทางยุทธภพอย่างแท้จริง

ปล. บทความนี้เรียงเรียงจากบทความเก่าๆของข้าพเจ้าเอง สหายท่านใดอยากอ่านอย่างเฉพาะเจาะจง กรุณาติดตามย้อนในเพจนะขอรับ ต้องขออภัยมิมีเวลาหาจากทางเพจ เลยต้องเขียนเรียบเรียงใหม่ให้ครอบคลุมอีกครา

จาก https://m.facebook.com/9independentswords/
17  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ซาโตริต่างกับนิพพานอย่างไร ? ( เซนสักนิด ชีวิตเป็นสุข) เมื่อ: 15 กรกฎาคม 2561 15:03:32


อ่านเรื่องเซนทีไร ก็มีคำว่า 'ซาโตริ' ปนมาอยู่เรื่อย

มันคืออันหยัง?

คงต้องเริ่มที่คำถามว่า อะไรคือเป้าหมายหลักของปรัชญาพุทธ

คอนเส็ปต์หลักน่าจะคือ 'การปลดปล่อยตนให้เป็นอิสระ'

ในทางพุทธก็คือการบรรลุนิพพาน (nirvana) ในทางเซนคือการบรรลุพุทธภาวะ เรียกว่า ซาโตริ (satori)

ทั้งสองอย่างก็คือการกำจัดความคิดปรุงแต่ง (delusive thinking) ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ เมื่อขจัดมันไปได้ ก็ทำให้โลภ โกรธ หลง หายไปด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือการทำลายอุปาทานในขันธ์ เพื่อให้อัตตาสิ้นไป เมื่อไม่มีอัตตา ก็เป็นอิสระ

เจ้าชายสิทธัตถะทรงละทิิ้งชีวิตฆราวาสไปเป็นดาบส ทรงหาทุกวิถีทางที่จะปลดปล่อยพระองค์เป็นอิสระ แต่ทรงไม่สามารถบรรลุจุดหมายนั้นด้วยหนทางแห่งความสุดโต่ง จนกระทั่งหลังจากเจ็ดปีของการค้นหาแบบสุดโต่ง ก็ทรงละทิ้งวิถีนั้น และเมื่อนั้นเองที่ทรง 'ตื่น' และเข้าสู่สภาวะแห่งการเข้าใจหรือที่เรียกว่า การตรัสรู้ (enlightenment) โดยการพิจารณาสิ่งที่เป็นไปในโลกใต้ต้นโพธิ์ ผ่านทั้งราตรีจนแสงสว่างของเช้าวันใหม่มาถึง ก็ทรงเข้าพระทัยทุกสิ่งอย่างแจ่มแจ้ง หลุดพ้นโดยสิ้นเชิงจากมายาและวงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) เป็นสภาวะที่เรียกว่า อนุตตรสัมมาสัมโพธิ ซึ่งถือเป็นปัญญาสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดมาเทียบเคียงได้ (unexcelled, complete awakening)

การหลุดพ้นก็คือการตื่น นี่คือที่มาของคำว่า พุทธะ แปลว่า ผู้ตื่นแล้ว (บางครั้งใช้คำว่า โพธิ ในความหมายของการตื่นเช่นกัน)

ตื่นจากอะไร?

ตื่นจากมายา ปลดปล่อยตัวเองจากมายาและสิ่งห่อหุ้มธรรมชาติเดิมของเรา

แล้วซาโตริต่างจากนิพพานหรือไม่? อย่างไร?

มีการให้ความหมายของนิพพานและซาโตริต่างกันออกไป บางตำราใช้คำนิพพานกับซาโตริในความหมายเดียวกัน บางตำราว่าภาวะการรู้แจ้ง (enlightenment) มาก่อนภาวะนิพพาน (nirvana) บางตำราก็แบ่งการบรรลุธรรมออกเป็นหลายระดับ เช่น นิพพาน, ซาโตริ, เคนโซ

คำว่า ซาโตริ แปลตรงตัวว่า การเข้าใจ บางทีก็ใช้สลับกับคำว่า เคนโซ (kensho) ซึ่งมักหมายถึงการบรรลุธรรมในขอบเขตของเซน

เคนโซ แปลตรงตัวว่า การมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของตนเอง เคนโซจึงไม่ได้มีความหมายถึงการตื่นอย่างสมบูรณ์ในความหมายของนิพพาน

มีผู้เปรียบว่า การบรรลุเคนโซก็เช่นการเตะลูกบอลวิถีไกลโค้งข้ามสนามเข้าประตูอย่างสวยงามเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณคือ เดวิด เบคคัม หรือการขว้างลูกบาสเก็ตบอลเข้าห่วงในทีเดียว ก็ไม่ได้ทำให้คุณเป็น ไมเคิล จอร์แดน คุณจะเป็น เดวิด เบคคัม หรือ ไมเคิล จอร์แดน ก็เมื่อคุณทำประตูได้มากพอ นานพอจนสามารถคุมลูกบอลได้ดั่งใจ หรือหากใช้สำนวนนิยายจีนกำลังภายในก็คือ คุณเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกับลูกบอลจนไม่เหลือตัวตนของลูกบอล!

ผู้รู้ด้านเซนหลายท่านอธิบายว่า ซาโตริมักมีความหมายของการตื่นเล็ก นิพพานมีความหมายของการตื่นใหญ่ นั่นคือนิพพานเป็นผลรวมของการบรรลุซาโตริ สรุปแบบหยาบ ๆ ได้ว่า คนเราสามารถบรรลุซาโตริได้หลายครั้ง แต่บรรลุนิพพานได้ครั้งเดียว

ตัวอย่างที่ดีที่สุดน่าจะเป็นกรณีของอาจารย์ฮาคุอิน ปรมาจารย์เซนคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่นสมัยศตวรรษที่ 15 ว่ากันว่าท่านมีประสบการณ์ซาโตริหลายครั้ง เช่นครั้งหนึ่งขณะที่เดินฝ่าฝน น้ำท่วมขึ้นมาถึงหัวเข่า ขณะจิตนั้นท่านนึกถึงบทธรรมที่เคยอ่านนานมาแล้ว พลันท่านก็ตื่น ส่งเสียงหัวเราะก้องกังวาน อาจารย์ฮาคุอินมักตื่นกะทันหันและหัวเราะก้องเช่นนี้เสมอ เป็นตัวอย่างว่าการตื่นมีหลายระดับ และเกิดขึ้นซ้ำได้

ชาวพุทธไม่น้อยตีความคำว่า วงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) ตรงตามคำว่าเป็นการเกิดใหม่โดยพลัง (หรือพลังงาน) ที่เรียกว่า กรรม และกรรมนี้เองเป็นตัวกำหนดคุณลักษณ์และบทบาทของชีวิตที่เกิดใหม่ จนกว่าจะสามารถ 'ตื่น' เมื่อนั้นวงจรนี้ก็จะสิ้นสุด เรียกจุดหมายปลายทางนี้ว่า นิพพาน

แต่ในทางเซนและมหายานบางสายตีความคำว่า สังสารวัฏ แตกต่างออกไป เซนชี้ว่ากระบวนการเกิดใหม่นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงขณะจิต เพราะตัวตนของเราทุกคนเกิดใหม่เรื่อย ๆ ทีละชั่วขณะจิต อันเป็นการกระทบกันของปัจจัยหนึ่งสู่อีกปัจจัยหนึ่งตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งใช้อธิบายสภาวะของจิตของฝ่ายเถรวาท

จะเห็นว่าในเรื่องเดียวกันแท้ ๆ ก็มีการตีความไปต่าง ๆ นานา

อ่านแล้วง่วงหรือเปล่า?

ไม่แปลกถ้าง่วงนะ ก็เหมือนเรื่องเสือดำ เรื่องนาฬิกา และอื่นๆ นั่นแหละ ตีความได้หลายอย่าง ตีความไปตีความมา ก็ง่วงนอนได้

คำว่าเซนจึงต้องเขียน Zen ไง ZZZZ เป็นสัญลักษณ์ของความง่วง

.……………...

วินทร์ เลียววาริณ
เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/winlyovarin/
18  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: พื้นที่ชีวิต : เดินทาง 20,000 กิโลเมตร ตามรอย ปรมาจารย์ตั๊กม้อ เมื่อ: 10 มิถุนายน 2561 08:39:00


ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ เดินทางมาถึงจีนในช่วงระหว่าง ค.ศ. 400- 500 ในตอนนั้นพุทธศาสนาในจีนเจริญรุ่งเรืองพอสมควรแต่ส่วนใหญ่จะเป็นด้านปริยัติ คือการแปลคัมภีร์ต่าง ๆ จากอินเดีย รวมทั้งการประกอบพิธีกรรมและทำบุญสุนทาน สิ่งที่ท่านโพธิธรรมนำเข้ามา คือการเน้นไปที่การปฏิบัติ โดยมองตรงลงไปที่จิต เพื่อเข้าถึงความจริงของสูงของธรรมชาติ จึงถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ช็อกวงการพุทธศาสนาในเมืองจีนขณะนั้นเลยทีเดียว

แต่เซนก็ไม่ได้รับความนิยมในชั่วข้ามคืน บันทึกระบุว่าท่านโพธิธรรมมีลูกศิษย์เพียงไม่กี่คน แถมในช่วงแรกยังทำให้จักรพรรดิขัดเคืองจนต้องหลบไปอยู่บนยอดเขาห่างไกลอยู่ถึง 9 ปี ต่อมาในช่วงของผู้สืบทอด คือสังฆปรินายกองค์ที่ 2 และ 3 ก็ยังไม่มีการก่อตั้งวัดเซนขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อาจารย์เซนมักเก็บตัวอยู่ในป่าเขาห่างไกล ผู้ใฝ่เรียนจึงต้องแสวงหาครูบาอาจารย์อย่างยากลำบาก และการสอนยังคงเป็นลักษณะตัวต่อตัวในหมู่ผู้สนใจกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ทั้งหมดนี้เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อมาถึงยุคของท่านเต้าซิ่น สังฆปรินายกองค์ที่ 4

https://youtu.be/IqgwvYNFI50

<a href="https://www.youtube.com/v/IqgwvYNFI50" target="_blank">https://www.youtube.com/v/IqgwvYNFI50</a>
19  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: พื้นที่ชีวิต : เดินทาง 20,000 กิโลเมตร ตามรอย ปรมาจารย์ตั๊กม้อ เมื่อ: 10 มิถุนายน 2561 08:37:22


หลังจากที่ท่านโพธิธรรมหรือที่คนจีนเรียกว่าตั๊กม้อ ได้รับมอบภารกิจจากอาจารย์ของท่านคือภิกษุณีปรัชญาธารา ให้ไปเผยแผ่ธรรมะแบบจิตสู่จิตยังแผ่นดินจีนแล้ว ท่านน่าจะลงเรือจากเมืองท่าขนาดใหญ่ในสมัยนั้นคือมหาบาลีปุรัม ผ่านอ่าวเบงกอล ช่องแคบมะละกา เพื่อไปยังแผ่นดินจีน

วิธีปฏิบัติธรรมแบบเซนที่ท่านโพธิธรรมนำมานั้นแตกต่างจากของเดิมในจีนโดยสิ้นเชิง ช่วงที่ท่านโพธิธรรมมาถึงประเทศจีนนั้นพุทธศาสนาในจีนเจริญรุ่งเรืองและแพร่หลายมากอยู่แล้ว ช่วงนั้นพุทธศาสนาในจีนมีหลายนิกาย แต่ละนิกายต่างก็มีพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอยู่หลายท่าน มีการแปลคัมภีร์สำคัญ ๆ ออกมามากมาย แต่เมื่อท่านโพธิธรรมเดินทางมาถึง วิธีการปฏิบัติธรรมแบบเซนที่ท่านนำมาจากอินเดียถือเป็นการปฏิวัติเลยทีเดียว เพราะมันแตกต่างจากความเข้าใจพุทธศาสนาของคนจีนที่มีมาตั้งแต่สมัยฮั่นโดยสิ้นเชิง

ลิ้งสอง https://youtu.be/tWf-t6atx20

<a href="https://www.youtube.com/v/tWf-t6atx20" target="_blank">https://www.youtube.com/v/tWf-t6atx20</a>
20  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พื้นที่ชีวิต : เดินทาง 20,000 กิโลเมตร ตามรอย ปรมาจารย์ตั๊กม้อ เมื่อ: 10 มิถุนายน 2561 08:34:57


ว่ากันว่าแก่นคำสอนของ "ท่านโพธิธรรม" หรือ "ตั๊กม้อ" คือการชี้ตรงไปที่จิตใจ เพื่อให้เห็นธรรมชาติเดิมแท้ และบรรลุถึงพุทธภาวะ ตามตำนานกล่าวว่าท่านเป็นเจ้าชายจากอินเดียตอนใต้ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเผยแผ่คำสอนที่ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนแปลง แต่เป็นการปฏิวัติสังคมวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ทั้งในจีน ญี่ปุ่น รวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลกที่เซ็นแพร่ไปถึง แน่นอนว่าหากปราศจากท่านโพธิธรรม โฉมหน้าของอารยธรรมตะวันออกจะต่างจากที่เราเห็นทุกวันนี้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ออกเดินทางจากอินเดียตอนใต้ ไปยังจีน และญี่ปุ่น รวมระยะทางกว่า 20,000 กิโลเมตร เพื่อไขปริศนา และตามรอยการเดินทางของปรมาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ลิ้งแรก https://youtu.be/s6sU65VVLdc


<a href="https://www.youtube.com/v/s6sU65VVLdc" target="_blank">https://www.youtube.com/v/s6sU65VVLdc</a>
หน้า:  [1] 2 3 ... 232
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.595 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 18 กุมภาพันธ์ 2562 04:54:26