[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
13 ธันวาคม 2560 12:29:44 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 230
1  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พระพุทธะผู้หญิง โดย เชฟหมี คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เมื่อ: 10 ธันวาคม 2560 18:59:41


ไม่นานนี้ มิตรสหายที่ผมเคารพรักท่านหนึ่ง ผู้เป็นแอดมินของเพจ Zen smile Zen wisdom เพจที่นำเสนอพุทธศาสนานิกายเซนและนิกายอื่นๆ อย่างสนุกสนานเข้าใจง่าย ในรูปแบบการ์ตูนที่แสนน่ารัก โดยแอดมินเป็นผู้วาดเอง กำลังเผชิญความท้าทายที่น่าสนใจมาก

ใครพอจะรู้จักพุทธศาสนานิกายเซนบ้างก็คงทราบว่า เซนดูเหมือนจะเป็นนิกายที่มีท่าทีไม่ใส่ใจต่อ “รูปแบบ” ต่างๆ ตราบเท่าที่รูปแบบนั้นไม่ไปกันกับความเข้าใจที่แท้

เซนจึงมีความยืดหยุ่นสูงและมีอารมณ์ขันมาก เพราะสามารถเล่นกับอุบายวิธีต่างๆ ได้ ในฐานะเครื่องมือสอนธรรม ดังมีเรื่องเล่าในตำนานเซน แม้ว่าจะดูนอกรีตนอกรอยเพียงใดก็ตาม ขอเพียง “ชี้ตรงไปที่ใจคน บรรลุพุทธภาวะ” ก็ใช้ได้หมด

มิตรสหายของผมท่านนี้ นอกจากสนใจพุทธศาสนานิกายเซนแล้ว ยังสนใจทุกนิกายรวมทั้งวิถีแห่งจิตวิญญาณอื่นๆ ทั้งยังมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะดี เข้าใจโลกสมัยใหม่

 

ล่าสุดท่านนำเอาคำสอนของพระอาจารย์เซนชาวเกาหลี “เพราะเธอดำรงอยู่ พระพุทธเจ้าจึงดำรงอยู่ รูปกายของพระพุทธเจ้าคือรูปกายของเธอ จิตของพระพุทธเจ้าคือจิตของเธอ” โดยวาดภาพประกอบเป็นรูปพุทธะใส่สูทเช่นเดียวกับนักธุรกิจ นั่งสมาธิ พร้อมด้วยคอมพิวเตอร์และอาหารเช้า ข้างกายมีพระพุทธรูปวางอยู่

โดยต้องการสื่อว่า แม้ภายนอกเราจะเป็นนักธุรกิจหรือใครก็ตาม แต่พุทธภาวะนั้นเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของเรา ไม่ใช่พระพุทธรูปซึ่งเป็นสิ่งภายนอกซึ่งไม่ใช่พุทธะจริงๆ

อีกภาพซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เป็นรูปหญิงสาวนั่งสมาธิใส่บิกินีสีขาว ข้างกายมีข้าวของการงานของผู้หญิง ตะกร้าผ้ากองโต เตารีด เบื้องหน้ามีเขียงและอาหารที่รอปรุง สมุดบัญชีและเครื่องคิดเลข ข้างๆ มีถุงกระดาษใส่ของที่ดูเหมือนเพิ่งซื้อจากซูเปอร์มาเก็ตและมีพระพุทธรูปในถุงนั้น

แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด คือหญิงสาวนั้นมีศีรษะเป็นศีรษะแบบเดียวกับพระพุทธรูป พร้อมคำบรรยายจากคำสอนท่านอาจารย์เซนบังเค โยทะคึ

“เมื่อเธอรู้ซึ้งใน “ไร้เกิด” อย่างแท้จริง ขณะนั้นเอง ในไร้เกิด ไม่มีความแตกต่างไม่ว่าเธอจะเป็นบุรุษหรือสตรี ทุกๆ คนล้วนคือกายแห่งพุทธะ… แม้ว่าในทางร่างกาย บุรุษและสตรีจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทว่าในแง่จิตแห่งพุทธะนั้น ไม่มีความแตกต่างกันอย่างใดเลย”

 

หลายคอมเมนต์เดือดดาลเพราะเห็นว่าเป็นการลบหลู่พระพุทธเจ้า เป็นผู้หญิงยังไม่พอทำไมต้องใส่บิกินีด้วย หลายคนกลัวว่าจะไปสร้างอกุศลจิตและความสับสนแก่คนดู (แต่โทษคนวาด) แต่ที่สำคัญหลายคนไม่เห็นว่าผู้หญิงจะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

ท่านผู้วาดได้ชี้แจงแสดงว่า หน้าตาของพุทธะในรูปนั้น ไม่ได้เจาะจงถึงพระพุทธศากยมุนี หรือพุทธะในประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งยังได้ยกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะว่า เศียรแบบนี้ในศิลปะทั้งอินเดียและนอกอินเดียไม่ได้ไว้ใช้กับพระพุทธเจ้าศากยมุนีเท่านั้น แม้แต่พระศาสดาของไชนะ คือพระตีรถังกรก็ใช้

ดังนั้น แต่เดิมมาพระพุทธรูปที่มีหน้าตาแบบนี้ จึงไม่ได้แสดง “ภาพเหมือน” ของบุคคล แต่เป็นการแสดงออกของ “ภาวะ” แห่งพุทธะต่างหาก ซึ่งโดยหลักของฝ่ายเซน เป็นสิ่งที่มีในทุกผู้คนอยู่แล้ว

ศิลปินผู้วาดเน้นว่า สรีระร่างกายของผู้หญิงไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ ผู้หญิงจะใส่บิกินีก็ได้ นี่มันโลกสมัยใหม่ ในพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานถึงกับวาดรูปของพระโพธิสัตว์สตรีเปลือยด้วยซ้ำไป เช่นเดียวกับเทพฮินดู ผิดกันแต่ว่าในฝ่ายฮินดู ความเปลือยเปล่าของเทวีนั้นสะท้อน “กามะ” หรือความปรารถนาอันเป็นทิพยสมบัติของโลกิยะ

ส่วนการเปลือยในพุทธศิลป์นั้น สะท้อนภาวะเดิมแท้ของ “ธรรมดา” คือเปลือยเปล่าโดยปราศจากการปรุงแต่งใดๆ

บางท่านให้ข้อสังเกตว่า ทีภาพพุทธะเป็นบุรุษใส่สูทไม่เห็นใครเดือดดาล ชะรอยเพราะเป็นสตรีและใส่บิกินีกระมัง

พุทธภาวะไม่ใช่สิ่งที่เป็นแต่ของอยู่ในอดีต แต่อยู่ในโลกสมัยใหม่ด้วย และจะอยู่เป็นนิรันดร์เสมอไป ผู้หญิงสมัยใหม่ที่ใส่บิกินีมีก็มีพุทธภาวะและก็ต้องกระทำกิจกรรมต่างๆ ดังภาพ

 

หากพูดผ่านมุมมองพุทธศาสนามหายาน กิจกรรมธรรมดาต่างๆ ก็อาจนับว่าเป็นพุทธกิจได้หากประกอบไปด้วยญานทัศนะที่เที่ยงตรง

ในฝ่ายมหายาน (ที่จริงก็ฝ่ายเราด้วย) หากประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยสติสัมปชัญญะ และประกอบไปด้วยญานทัศนะ เช่นเห็นว่า ไม่มีความแตกต่างของกิจกรรมระหว่างการปฏิบัติธรรมและกิจทางโลก เพราะจิตไม่คิดแบ่งโดยทวิภาวะ ย่อมไม่มีความต่างของการปฏิบัติและกิจวัตร ทุกสิ่งย่อมคือพุทธกิจ

พุทธะที่แท้จึงอยู่ในกายในใจเรานี้เอง ไม่ใช่พระพุทธรูปภายนอก (ซึ่งภาพแสดงอยู่ในถุงช้อปปิ้ง)

หลายท่านที่แม่นคัมภีร์ก็ว่า รูปนี้วาดอย่างผิดหลัก เพราะในโสตัตถกีมหานิทาน และในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ผู้หญิงจะถึงซึ่งความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ (รวมทั้งเป็นพระมหาจักรพรรดิด้วย)

ดังนั้น หลายท่านจึงมั่นใจมากๆ ผ่านพระไตรปิฎก (ที่เข้าใจตามตามตัวอักษร) ว่า ผู้หญิงย่อมเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

แต่ในฝ่ายมหายานนั้น พุทธะภาวะไม่มีเพศและย่อมมีในสรรพสัตว์อย่างเสมอหน้ากัน เพราะทางฝ่ายเขาถือว่า พุทธะนั้นเป็น “ภาวะ” มิใช่บุคคลในประวัติศาสตร์



ในฝ่ายวัชรยานนั้นยิ่งไปกว่า คือถือว่า พระโพธิสัตว์ใหญ่ๆ ทั้งหลายที่จริงโดยสภาวะคือเป็นพระพุทธะแล้ว เช่น อวโลกิเตศวร ตารา มัญชุศรี ฯลฯ แต่เหตุที่ยังเรียกว่าพระโพธิสัตว์ก็เพื่อเป็นการยกย่องปณิธานที่จะช่วยสรรพสัตว์

ในบรรดาพระโพธิสัตว์เหล่านี้ พระโพธิสัตว์ตารา เป็นพระโพธิสัตว์สตรีซึ่งตำนานเล่าว่า ปรารถนาจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในรูปกายสตรี เพื่อแสดงให้เห็นว่า สตรีก็อาจบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้

พระโพธิสัตว์ตารา คือพระพุทธเจ้าแห่งความกรุณาในสตรีเพศ คู่กับ อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ฝ่ายกรุณาในบุรุษเพศ

“พระมารดาปรัชญาปารมิตา” นั้น ก็ดำรงสถานภาพอันศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งในพุทธศาสนา คือได้รับการยกย่องเป็น “มารดาแห่งพระพุทธะทั้งหลาย” โดยเนื้อแท้พระองค์คือสภาวะแห่งพุทธะ แต่อยู่ในลักษณะแห่งอิตถีภาวะ พระองค์คือ “ศูนยตา” อันไพศาล คือปัญญาที่เราจักต้องรวมเข้าไว้ในสัมมาปฏิบัติของบุรุษ เพื่อจะบรรลุความเป็นพุทธะ

ในนิกายวัชรยานถือว่า สภาวะพุทธะดั้งเดิม (หรือธรรมชาติ) อาจเรียกว่า อาทิพุทธ หรือ พระสมันตภัทร (กุนตุซังโป) ซึ่งสะท้อนถึงความกรุณาอันไพศาล อันเป็นธรรมฝ่ายบิดา และในขณะเดียวกันก็มี “สมันตภัทรี” (กุนตุซังโม) พระพุทธเจ้าเดิมแท้ฝ่ายอิตถีภาวะหรือผู้หญิง ซึ่งสะท้อนปัญญาอันไพศาล อันเป็นธรรมฝ่ายมารดา ซึ่งมักทำรูปพระพุทธะผู้มีกายสตรีเปลือยเปล่า

จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ ภาวะทั้งสองของมารดาและบิดาจักต้องเข้ารวมกัน ขาดสิ่งใดไปไม่ได้

พุทธะสตรีจึงมีได้และต้องมีด้วย ที่จริงสภาวะที่เรียกว่าสตรี-บุรุษในทางโลกนี้ย่อมถือเป็นสมมุติบัญญัติ แต่อิตถีภาวะและบุรุษภาวะในทางธรรม ย่อมแสดงถึงสภาวธรรมที่ต่างกันซึ่งไม่แยกออกจากกัน สภาวะพุทธะนั้น เป็นสภาวะอันไพศาล ไร้ขอบเขต เหตุใดจึงต้องจำกัดแต่ผู้ชาย




หากท่านคิดว่า สิ่งนี้แปลกปลอมมีมานอกพระไตรปิฎกและเป็นของฝ่ายมหายานเพิ่มเข้าไปซึ่งเชื่อไม่ได้ ผมอยากให้ข้อมูลว่า พระไตรปิฎกปกรณ์ของฝ่ายมหายานนั้นยิ่งใหญ่กว้างขวางกว่าเรามาก คือพระไตรปิฎกเขามีทั้งของฝ่ายใต้ (คือเถรวาท) และมีของเขาเองด้วยคือศึกษาในทุกฝ่าย แต่ของเรากลับไม่มีของเขา

อีกทั้งโดยข้อเท็จจริง พระไตรปิฎกเถรวาทนั้นก็สืบมาแต่ลังกา ซึ่งผ่านการเวลาและผ่านการแต่งเสริมเติมแต่งไม่น้อยไปกว่าของฝ่ายอื่นๆ ที่สำคัญพระไตรปิฎกไม่ใช่ “เทววิวรณ์” หรือการเผยแสดงของเทพเจ้า จึงไม่ใช่เทวบัญญัติที่จะต้องเกรงกลัว หากแต่เป็นคำสอนที่อาจตีความได้

ท่านพุทธทาสคือตัวอย่างของปราชญ์ที่พยายามตีความและคัดกรองพระไตรปิฎกอย่างนำสมัย ท่านเองยังเห็นว่า มีส่วนไหนที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ในพระไตรปิฎก ซึ่งน่าเสียดายว่าผู้คนลืมจิตวิญญาณเปิดกว้างอันนี้ของท่านไปเสียแล้ว

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่การเห่อเหิมสิทธิสตรีแบบฝรั่งดังใครพยายามจะปักป้ายให้ แต่เรื่องนี้เป็นคุณค่าที่มีในพุทธศาสนาเองโดยสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ อันเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันค้นหา มิใช่ดองพุทธศาสนาไว้ราวกับโบราณวัตถุซึ่งจะพุพังไปตามกาล

 

กลับไปยังภาพพุทธะผู้นุ่งบิกินี่รูปนั้น สำหรับผม เป็นภาพที่งดงามและมีความหมายมากที่สุดรูปหนึ่งอย่างร่วมสมัย

และมิใช่เพียงผม สตรีหลายท่านส่งข้อความให้กำลังใจผู้วาดว่า ทำให้เขาเลิกคิดว่าตนต้อยต่ำ เป็นหีนเพศ แต่เค้ามีศักยภาพแห่งพุทธะเต็มเปี่ยมเช่นเดียวกับทุกคน

น่าปลื้มใจและอนุโมทนา

จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_36723
2  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / หนึ่งวันเรียนรู้กับ “นักบวชหญิง” หนึ่งวันบ่มเพาะ “โพธิจิต” (คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง) เมื่อ: 10 ธันวาคม 2560 18:40:53


ผมเคยคุยกับภิกษุณีแค่ครั้งเดียว คือคุยกับหลวงแม่ธัมมนันทาในตอนที่ไปสัมมนาที่พะเยา กระนั้นก็ติดตามข่าวคราวของภิกษุณีมาโดยตลอด พอจะทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ทางเฟซบุ๊ก

ไม่นานมานี้สังฆวัชรปัญญานำโดยมิตรสหายวิจักขณ์ พานิช เชิญภิกษุณีเจ็งเคอร์ ฉี จากสำนักภิกษุณี Luminary Buddhist Institute ประเทศไต้หวันมาให้ความรู้แลกเปลี่ยนที่กรุงเทพฯ โดยมีหัวข้อสำคัญคือเรื่อง “โพธิจิต” ผมจึงไม่พลาดที่จะไปรับคำสอน

ท่านเจ็งเคอร์ เป็นเพื่อนของวิจักขณ์ เพราะท่านไปเรียนต่อปริญญาโททางภาษาสันสกฤต ที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่วิจักขณ์กำลังเรียนอยู่จึงได้สนิทสนมกัน

ต่อมาท่านเดินทางไปศึกษาต่อเกี่ยวกับพุทธศาสนาวัชรยานจากซิการ์ คองทรุล ริมโปเช ลามะรูปสำคัญที่ประเทศอินเดียอีกหลายปี และกลับไปดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของ Luminary Buddhist Institute

ที่ไต้หวันภิกษุณีมีจำนวนมากกว่าภิกษุนะครับ และภิกษุณีไต้หวันนั้น ล้วนเป็นกำลังสำคัญของศาสนา ทั้งยังทำงานด้านสังคมสงเคราะห์และกิจการเพื่อมนุษยธรรมอื่นๆ ได้อย่างดีมาก มีวัดที่เข้มแข็งที่มีชื่อเสียงอย่างฉือจี้ ฝอกวงซัน และอื่นๆ

พระอาจารย์ของท่านเจ็งเคอร์คือพระธรรมาจารย์อู่อิน เป็นภิกษุณีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ตั้งใจจะสร้าง “สังฆะ” ที่มีความเข้มแข็ง ท่านจึงฝึกฝนภิกษุณีอย่างเข้มงวด ให้สามารถพึ่งตนเองได้ในระยะแรก เมื่อพึ่งตนเองได้จึงสามารถออกไปช่วยเหลือผู้คนได้อย่างไม่เป็นภาระให้เขา อีกทั้งยังให้ภิกษุณีมีความเข้มแข็งในเรื่องปริยัติ ต้องศึกษาพระธรรมจากฝ่ายนิกายอื่นๆ ด้วย

ท่านเจ็งเคอร์เล่าว่า อาจารย์ของท่านสนใจคำสอนของท่านพุทธทาสมาก และสนใจพระฝ่ายวิปัสสนาของเรา เช่น พระอาจารย์ชา สุภัทโท ท่านเองเคยแปลหนังสือของท่านพุทธทาสไว้หลายเล่มจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีน เพื่อให้เหล่าภิกษุณีได้ศึกษาคำสอนอันแผกออกไป

นี่คือความเปิดกว้างที่น่าสนใจอย่างยิ่งของฝ่ายมหายาน



กันทุกวันว่า “เราจักยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนกว่าจะบรรลุธรรม และจะบำเพ็ญบารมีทั้งหกเพื่อตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อประโยชน์แห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย”

ท่านกล่าวว่า พระรัตนตรัยนั้นมิใช่สิ่งภายนอก ทว่า คือคุณสมบัติภายในของเราเอง เรามี “ความดีพื้นฐาน” ภายในซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องค้นหาให้พบให้ฉายฉานออกมาเองโดยธรรมชาติ ท่านเล่าเรื่องที่ท่านประสบแล้วผมถึงกับน้ำตาตก

ท่านเล่าว่า สมัยที่ท่านอยู่ในอินเดีย มีป้าแก่ๆ ชาวบ้านทิเบตท่านหนึ่ง ทุกๆ วันแกจะเดินไปประทักษิณรอบๆ พระสถูปตอนเช้า ไม่ว่าหนทางจะขรุขระแค่ไหน บางวันที่ฝนตกก็จะกางร่มและเดินเหมือนวันอื่นๆ

คราวหนึ่งมีเพื่อนจากอเมริกามาเยี่ยมท่านเจ็งเคอร์ ท่านจึงขอให้คุณป้าท่านนี้ช่วยดูแลเรื่องที่พักอาศัยและอาหารการกิน คุณป้าก็ดูแลเพื่อนชาวต่างประเทศคนนี้อย่างดีแม้จะไม่สามารถสื่อสารกันได้ก็ตาม

เพื่อนชาวต่างประเทศชื่นชมกับการต้อนรับเอาใจใส่อย่างดีของคุณป้าท่านนั้นมาก

เมื่อท่านเจ็งเคอร์พบคุณป้าโดยบังเอิญในตลาด จึงกล่าวขอบคุณด้วยภาษาทิเบตกระท่อนกระแท่นว่า “คุณช่างมีความกรุณามากจริงๆ”

คุณป้าตอบกลับมาว่า นี่เป็นเพียงความกรุณาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ความกรุณาที่ยิ่งใหญ่คืออย่างความกรุณาของพระโพธิสัตว์

และป้ายังบอกว่าไม่ต้องขอบคุณท่านหรอก ท่านต่างหากที่ต้องขอบคุณ เพราะเจ็งเคอร์ได้เปิดโอกาสให้ท่านฝึกฝนที่จะขยายความกรุณาของตัวเองออกไปแม้จะเล็กน้อยก็ตาม

 

ฟังเรื่องนี้ด้วยความซึ้งใจ และท่านเจ็งเคอร์สรุปในตอนท้ายว่า คนที่จิตใจเรียบง่ายและมีที่พึ่ง คือพระรัตนตรัยภายในนั้นก็ไม่ยากที่จะมีความกรุณาเพิ่มพูน

เราสามารถที่จะฝึกฝนโพธิจิต เพื่อจะเกิดความกรุณาเช่นนั้นได้ อย่างแรกคือต้องพยายามที่จะเรียนรู้ “ร่องนิสัยเดิมๆ” ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจรูปแบบและการทำงานของจิต ที่สำคัญคือจะต้องไม่รีบ “ตัดสิน” ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือคนอื่น สำคัญคือเราจะต้องศึกษาจิตใจอย่างเป็นกลาง เฝ้าดูและเรียนรู้มัน

การเฝ้าดูและเรียนรู้นี้คือการเปิด “พื้นที่” ของใจที่จะปล่อยให้ความเป็นไปได้ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายหลายหลาก

โพธิจิตคือหัวใจที่ตื่นรู้

 

ท่านสรุปในตอนสุดท้ายว่า โพธิจิตมีสองขั้น ในขั้นความปรารถนาอันแรงกล้า โพธิจิตเป็นแรงบันดาลใจที่ประกอบกรณียกิจเพื่อสรรพสัตว์ ในขั้นลงมือกระทำคือขั้นต่อไป

การฝึกฝนโพธิจิตควรเริ่มจากขั้นแรก คือการมีแรงบันดาลใจและความหวัง ทว่ามิได้หมายความว่าเราต้องรีบร้อนทันทีทันใดที่จะปฏิบัติการ เป็นแต่เราต้องรักษา “ความอบอุ่น” ของหัวใจไว้ หล่อเลี้ยงจนสุกงอมแล้วขั้นที่สองจะตามมาเองอย่างธรรมชาติ สำคัญคือต้องไม่ลืมที่จะรอคอยและมีความหวัง เพราะหลายครั้งสิ่งต่างๆ ไม่อาจเป็นตามใจเรา และนั่นคือการ “ปล่อย” เพราะสิ่งต่างๆ “ย่อมเป็นเช่นนั้นของมัน”

ท่านสัพยอกว่าในหมู่ผู้ฟังล้วนแต่เป็นผู้มีการศึกษา บางครั้งการเรียนรู้เรื่องนี้อาจต้องใช้หัวใจมากกว่าสมองสักหน่อย

ที่สำคัญแม้ท่านจะเป็นภิกษุณีฝ่ายมหายาน ท่านก็ย้ำว่า คำสอนเหล่านี้เป็นมรดกธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของนิกายใด ความปรารถนาของท่านคือหลอมรวมคำสอนของทุก “ยาน”เข้าด้วยกันเป็น “ตรียาน” หรือพุทธยาน โดยไม่แบ่งแยก

 

ผมได้มีโอกาสทานข้าวเที่ยงกับท่าน เพราะท่านเห็นว่าอาหารที่ผมเตรียมไปให้มีมากเกินไป เป็นครั้งแรกที่นั่งกินข้าวร่วมกับ “พระ” อย่างเท่าเทียมกัน

ซึ่งท่านเจ็งเคอร์ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเราต่างกัน หรือท่านสูงส่งกว่าอะไรอย่างงั้นเลย

ครั้นถึงตอนเย็น ผม วิจักขณ์และภรรยาของผมก็พาท่านไปทานอาหารเย็น (พระวินัยฝ่ายเหนืออนุญาตให้ฉันเย็นได้ ในฐานะเภสัชชะ) เราจึงมีเวลาคุยกันอีกพอสมควร

วิจักขณ์เล่าให้ท่านฟังว่า ในเมืองไทยตอนนี้กำลังมีปัญหากัน บางฝ่ายกำลังโจมตีว่าพุทธของอีกฝ่ายไม่แท้ ทำกันอย่างนี้หลายต่อหลายครั้ง แล้วก็แย่งชิงว่าใครจะ “แท้กว่ากัน”

ท่านเจ็งเคอร์ฟังแล้วก็ทำหน้างง พร้อมกับถามว่า “ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย”

ท่านว่า ใครจะสอนอย่างไรก็เป็นสิทธิของคนนั้น ในไต้หวันไม่มีเรื่องอย่างนี้ แม้บางสำนักจะมีความเห็นบางอย่างที่ไม่ตรงกัน ก็จัดสัมมนาคุยกันอย่างสบายๆ สุดท้ายต่างคนต่างทำงานของตัวไป

ผมเคยคุยกับวิจักขณ์ว่า เรายากจะหาพระที่เราจะกราบไหว้ได้จริงๆ ในสมัยนี้ คือเป็นพระที่ไม่ใช่เพียงนักปฏิบัติที่เคร่งครัด หรือเก่งในทางวิปัสสนา ทว่า มีหัวใจที่เปิดกว้างและพร้อมจะเข้าไปร่วมทุกข์กับผู้คนโดยไม่หลีกลี้จากสังคม ไม่แสวงหาโภชผลอำนาจ หรือสูงส่งเสียจนกระทั่งสัมผัสไม่ถึง แต่มีความกรุณา

ซึ่งเป็นไปตามปณิธานของพระพุทธะ “จงจาริกไปเพื่อประโยชน์สุข (หิตายะ สุขายะ) ของผู้คนทั้งหลาย”

การได้พบท่านเจ็งเคอร์เพียงเวลาสั้นๆ ทำให้ผมมีความสุขมาก เพราะรู้สึกว่าตัวได้พบ “พระ” จริงๆ เสียที พระที่เปิดกว้าง เป็นกันเอง โอบอุ้มผู้คนไว้ รักที่จะเรียนรู้และปราศจากความทะยานอยากทางวัตถุ ไม่ได้เคร่งครัดวินัยตามตัวอักษร ทว่า เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระวินัย จึงทำให้ท่านมีความยืดหยุ่นต่อผู้คนและสถานการณ์

คือมีจิตวิญญาณสมกับที่เป็นพระ

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือท่านเป็น “พระผู้หญิง” หรือภิกษุณีอีกด้วย ยิ่งทำให้ผมตระหนักว่า เมื่อความเป็น “หญิง” มารวมกับความเป็น “พระ” นั้น ช่างสูงส่งและนุ่มนวลเพียงใด

จึงเข้าใจว่าเหตุใดพุทธะจึงฝากธรรมไว้กับพุทธบริษัทสี่ และเราผู้ชายควรอย่างยิ่งที่จะต้องก้มประนมไหว้นักบวชหญิงด้วยความเคารพ

วันหนึ่งของผมกับภิกษุณีจึงไม่ได้รับเพียงคำสอนที่ยิ่งใหญ่ซึ่งทำให้ผมสั่นไหวตลอดเวลา แต่ได้รับมิตรภาพอันเป็นสิ่งที่งดงามยิ่งด้วย

ขอขอบคุณจากใจ

จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_29095

3  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / เริ่มวันใหม่ด้วยเมตตา สบายใจไปทั้งวัน สัพพปัตติทานคาถา อุทิศส่วนบุญกุศล เมื่อ: 10 ธันวาคม 2560 18:00:58


สัพพปัตติทานคาถา

 

ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม
เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา
สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ จงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้า
ได้ทำในบัดนี้ และแห่งบุญอื่นที่ได้ทำไว้ก่อนแล้ว

เย ปิยา คุณะวันตา จะ มัยหัง มาตาปิตาทะโย
ทิฏฐา เม จาปยะทิฏฐา วา อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน
คือจะเป็นสัตว์เหล่าใด ซึ่งเป็นที่รักใคร่และมีบุญคุณ เช่น
มารดาบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น ก็ดี; ที่ข้าพเจ้าเห็นแล้ว
หรือไม่ได้เห็น ก็ดี สัตว์เหล่าอื่นที่เป็นกลาง ๆ หรือเป็นคู่เวรกันก็ดี

สัตตา ติฏฐันติ โลกัสมิง เตภุมมา จะตุโยนิกา
ปัจเจกะจะตุโวการา สังสะรันตา ภะวาภะเว
สัตว์ทั้งหลาย ตั้งอยู่ในโลก, อยู่ในภูมิทั้งสาม, อยู่ในกำเนิดทั้งสี่,
มีขันธ์ห้าขันธ์ มีขันธ์ขันธ์เดียว มีขันธ์ ๔ ขันธ์ กำลังท่องเที่ยวอยู่ใน
ภพน้อยภพใหญ่ ก็ดี

ญาตัง เย ปัตติทานัมเม อะนุโมทันตุ เต สะยัง
เย จิมัง นัปปะชานันติ เทวา เตสัง นิเวทะยุง
สัตว์เหล่าใด รู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว สัตว์เหล่านั้นจงอนุโมทนาเองเถิด
ส่วนสัตว์เหล่าใดยังไม่รู้ส่วนบุญนี้ ขอเทวดาทั้งหลายจงบอกสัตว์เหล่านั้นให้รู้

มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะเหตุนา
สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน
เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ เตสาสา สิชฌะตัง สุภา
เพราะเหตุที่ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
จงเป็นผู้ไม่มีเวร อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ จงถึงบทอันเกษม กล่าวคือพระนิพพาน
ความปรารถนาที่ดีงามของสัตว์เหล่านั้น จงสำเร็จเถิด

 <a href="https://www.youtube.com/v/TkX02RaF5vk" target="_blank">https://www.youtube.com/v/TkX02RaF5vk</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/G65_6cN7jtk" target="_blank">https://www.youtube.com/v/G65_6cN7jtk</a>
4  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / คนค้นฅน ตอน “ลาซา-วิถีแห่งศรัทธา ” เมื่อ: 10 ธันวาคม 2560 17:00:36
<a href="https://www.youtube.com/v/b-czDdBpdO4" target="_blank">https://www.youtube.com/v/b-czDdBpdO4</a>

คนค้นฅนสัปดาห์นี้ถือเป็นตอนพิเศษ ที่พี่เช็ค “สุทธิพงษ์ธรรมวุฒิ” ได้เปลี่ยนบรรยากาศพาคุณผู้ชมออกไปท่องโลกกว้าง สู่ทิเบตดินแดนแห่งฝัน และการพาทุกท่าน สัมผัสวิถี วัฒนธรรม ความเชื่อและพลังแห่งความศรัทธา ซึ่งเต็มไปด้วยแง่มุมและน่าประทับใจมาฝากคุณผู้ชมในรายการคนค้นฅน ตอน “ลาซา-วิถีแห่งศรัทธา ”
5  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / คนค้นฅน : หมอปลา มือปราบความทุกข์ เมื่อ: 10 ธันวาคม 2560 16:44:12
<a href="https://www.youtube.com/v/xKEZAQZybI0" target="_blank">https://www.youtube.com/v/xKEZAQZybI0</a>

คนค้นฅนสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องราวของคนต้นเรื่องชื่อดัง ที่คุณผู้ชมรู้จักเขาผู้นี้เป็นอย่างดี เขาคือ “หมอปลา” เจ้าของฉายา “มือปราบสัมภเวสี”  ผู้เป็นที่พึ่งของผู้คนที่ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน และความเจ็บป่วยจากสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ   กับการค้น “ภารกิจชีวิต” ของ “หมอปลา” ผู้ถูกโชคชะตาฟ้าลิขิตให้เขาต้องทำหน้าที่ปลดเปลื้องพันธนาการความทุกข์สารพัดรูปแบบแก่ผู้คน ซึ่งเป็น “ภารกิจ” ที่ทำให้เขาต้องทิ้งความฝัน  ทิ้งอนาคต  ทิ้งผลประโยชน์ส่วนตน  เพื่อทำหน้าที่ขจัดปัดเป่าความทุกข์และแก้ปัญหาชีวิตให้กับผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ  ซึ่งต่างดั้งด้นเดินทางมาเพื่อหวังว่าที่นี่จะเป็นที่พึ่งสุดท้าย  ซึ่งผู้คนเหล่านี้เขาต้องเผชิญกับความทุกข์อะไร และต้นตอของความทุกข์เหล่านี้เกิดจากอะไร  ติดตามภารกิจปราบทุกข์ของหมอปลา ได้ในรายการคนค้นฅน

เพิ่มเติม https://m.youtube.com/playlist?list=PLYHFXN-jjM57gDWDEV-6khze6GMfsdZva
6  สุขใจ เพื่อในหลวง / สุขใจ เพื่อพ่อ เพื่อแผ่นดิน / "โจน จันได " น้อมนำศาสตร์พระราชา : เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อ: 09 ธันวาคม 2560 19:51:13
<a href="https://www.youtube.com/v/BwBkuOty_eo" target="_blank">https://www.youtube.com/v/BwBkuOty_eo</a>
7  สุขใจ เพื่อในหลวง / สุขใจ เพื่อพ่อ เพื่อแผ่นดิน / ชาวแอฟริกานำศาสตร์พระราชาไปใช้ (ดร รัตนาภรณ์ ธรรมโกศล ) เมื่อ: 09 ธันวาคม 2560 19:45:18
<a href="https://www.youtube.com/v/nge2tBM6Hqo" target="_blank">https://www.youtube.com/v/nge2tBM6Hqo</a>
8  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Spirit of Asia : ยาตราศรัทธาพุทธในอินเล (5 พ.ย. 60) เมื่อ: 09 ธันวาคม 2560 19:25:23
<a href="https://www.youtube.com/v/ui6UsxZ39ww" target="_blank">https://www.youtube.com/v/ui6UsxZ39ww</a>

ประเพณีแห่พระบัวเข็มหรือแห่ผ่องดออู ในทะเลสาบอินเล เริ่มต้นขึ้นเมื่อพระบัวเข็ม 4 องค์ ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานบนเรือการะเวก ท่ามกลางชาวพุทธนับพันที่มาร่วมงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทะเลสาบอินเล ประเทศเมียนมา เรือการะเวกจะล่องไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ รอบทะเลสาบอินเล ใช้เวลาทั้งสิ้น 18 วัน เพื่อให้ชาวบ้านได้สักการบูชา

ชาวบ้านนับร้อย จากแต่ละหมู่บ้านมาร่วมเป็นฝีพายนำเรือการะเวก ด้วยพลังศรัทธาในองค์พระบัวเข็ม ที่จะนำขบวนเรือการะเวกล่องไปตามคลองน้อยใหญ่ และจะวนกลับมายังจุดเริ่มต้นที่วัดผ่องดออูอีกครั้ง เมื่ออัฐเชิญพระบัวเข็มไปครบทั้ง 21 หมู่บ้าน ก็เชื่อว่าความอยู่เย็นเป็นสุขจะเกิดขึ้นบนผืนน้ำแห่งนี้

งานประเพณีที่ขับเคลื่อนด้วยพลังศรัทธาจากคนในชุมชน ที่วันนี้กลายเป็นเทศกาลระดับชาติ อยู่ในโปรแกรมที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนรัฐฉานใต้จะยิ่งใหญ่สวยงานขนาดไหน
9  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Spirit of Asia : มุสตาง อาณาจักรที่ถูกลืม เมื่อ: 09 ธันวาคม 2560 19:11:42
<a href="https://www.youtube.com/v/WcNHUFC775g" target="_blank">https://www.youtube.com/v/WcNHUFC775g</a>

หิมาลัยบรรพต สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งผู้ศรัทธาในพุทธทิเบต และสรวงสวรรค์ของเหล่านักเดินเขา ที่ปลายยอดเอเวอเรสต์อาจเป็นจุดหมายของใครหลายคน แต่ที่เขตอนุรักษ์อันนะปุรณะ ซึ่งประกอบไปด้วยยอดเขาสูงระดับโลก หลายยอดเขา ยังเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่มีสถิตินักปีนเขา เดินทางมา เพราะความหลากหลายของเส้นทางที่มีให้ เลือกตัดสินใจ และความแตกต่างของภูมิประเทศที่สร้าง ความท้าทายให้นักผจญภัยได้มากกว่า อย่าง ณ สุดแดนของเขตอนุรักษ์อันนะปุรณะคือ หนึ่งในอาณาจักรที่ถูกลืม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของ เขตอารยธรรมทิเบต อาณาจักรมุสตาง


<a href="https://www.youtube.com/v/2nr_2Cgwd0I" target="_blank">https://www.youtube.com/v/2nr_2Cgwd0I</a>

เมืองแห่งกำแพงคือสมญานามที่โลมันทังได้รับ มันคือกำแพงที่อยู่ยั่งยืนมากว่า 600 ปี และกำแพงที่ว่าอาจหมายถึงปราการธรรมชาติที่ปิดล้อมมุสตางให้ปลอดภัยจากศัตรู ขณะเดียวกันก็ทำให้มุสตาง โดดเดี่ยว ลี้ลับเช่นกัน

เบื้องหลังกำแพงแห่งโลมันทัง มรดกที่ตกทอดมาจากวัฒนธรรมทิเบตรอการค้นพบ ทั้งมันดาลา 108 ภาพ ที่ถูกจารึกบนฝาผนังอารามศักดิ์สิทธิ์และเสียงดนตรีอึกทึกที่กำลังโห่ประกาศว่า เทนจิ เทศกาลแห่งสันติภาพ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

10  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ไคโฮเกียว (回峰行) หรือการจาริกรอบภูเขาของบรรพชิตภูเขาฮิเอ เมื่อ: 09 ธันวาคม 2560 18:23:27


ผมเขียนเรื่องไคโฮเกียว (回峰行) หรือการจาริกรอบภูเขาของบรรพชิตภูเขาฮิเอ ประมาณ 2 - 3 ครั้ง แต่ละครั้งมีข้อมูลละเอียดยิบ แต่ไม่ได้เข้าใจความนัยของการธุดงค์รอบภูเขาจริงๆ สักทีจนกระทั่งวันนี้ 

ไคโฮเกียวเรียกอีกอย่างว่า เซนนิชิไคโฮเกียว (千日回峰行) แปลว่า การจาริกรอบภูเขาเป็นเวลา 1,000 วัน เป็นเวลา 7 ปี ปีๆ หนึ่งจะแบ่งเวลาเดิน 100 - 200 วัน วันละ  30 กม.  จนกระทั่งในปีที่ 6 จะเดินวันละ 60 กม.  และ 84 กม. ในปีที่ 7 หรือปีสุดท้าย ระหว่างเดินจะสวดอจลวิทยราชธารณีไปด้วย รวมแล้วนับล้านจบ เมื่อถึงคราวต้องเข้าเก็บตัวในวิหาร 9 วัน สวดธารณีไม่หลับไม่นอนไม่กินข้าว สวดภาวนาทำพิธีโหมะ (อัคนีบูชา)

ไคโฮเกียวเป็นการปฏิบัติธรรมที่เอาชีวิตเข้าแลก ถ้าเดินไม่ไหวจะตายตรงนั้นก็ต้องตาย เพราะตั้งอธิษฐานไว้แล้ว ถ้าทำสำเร็จจะเรียกว่า ไดเกียวมันอาจาริ (大行満阿闍梨) แปลว่า อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จาริกไปสู่ความบริบูรณ์ดั่งเดือนเสี้ยวไปสู่วันเพ็ญ

เรื่องแบบนี้บางคนอาจมองว่าเป็นการทรมานตัวเองด้วยความหลง (อัตตกิลมถานุโยค) ผิดจากหลักพุทธศาสนา แต่อัตตกิลมถานุโยคหมายถึงการทรมานตัวเองเพราะคิดว่าการทำร้ายตัวเองคือการไถ่บาป หรือเป็นการแสดงว่าไม่ยึดตัวติดตัวตนแบบผิดๆ  ซึ่งไคโฮเกียวไม่ใช่เช่นนั้น ตรงกันข้ามไคโฮเกียวคือพุทธศาสนาแท้ๆ อิงไว้ด้วยหลักมหายาน นั่นคือการเสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิต

อาจารีที่ตั้งปณิธานเอาชีวิตเข้าแลกด้วยการจาริกภาวนา เป็นการฝึกตนเองให้แข็งแกร่ง พ้นจากความกลัวตาย พ้นจากความอาลัยในรูป เข้าถึงศูนยตา เพื่อแสวงหาความแข็งแกร่งทั้งกายและใจ จะได้นำความแข็งแกร่งนั้นไปช่วยเหลือสรรพสัตว์ต่อไป พูดง่ายๆ ก็คือ ไคโฮเกียวคือการฝึกตัวเองให้เป็นพระโพธิสัตว์ผู้สมบูรณ์พร้อมสำหรับรื้อขนสัตว์ผู้ทุกข์ยากให้พ้นสังสารวัฏ

ตามหลักมหายาน การเป็นพระโพธิสัตว์ มีระดับอยู่ 10 ขั้น (ทศภูมิ) 7 ขั้นแรกนั้นเป็นการเคี่ยวกรำตัวเอง ภูมิที่ 8 - 10 เป็นถือว่ามีอินทรีย์พร้อมที่จะช่วยผู้อื่นแล้ว ว่ากันตามภูมิธรรมถือว่าเทียบพระอริยะเจ้า แต่ไม่ยอมเข้านิพพานก็เท่านั้น

โปรดสังเกตว่าไคโฮเกียวใช้เวลา 7 ปี ตรงกับภูมิเบื้องต้นทั้ง 7 ภูมิของโพธิสัตว์ ภูมิที่ 8 นั้นเรียกว่า อจลภูมิ (不動地) คือภูมิที่ไม่หวั่นไหวแล้ว เปรียบดั่งว่า อาจารีผู้จาริกรอบเขาเฝ้าสวดภาวนาอจลวิทยราชธารณีนับล้านรอบ เข้าวิหารบูชาอจลวิทยราชไม่กินไม่นอน 9 วัน บรรลุขั้นต่างๆ นี้แล้ว จึงกลายเป็นอจลวิทยราชเสียเอง (อุปมาว่ามีเลือดเนื้อของอจลวิทยราช) จากนี้แล้วจะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ด้วยปัญญาอันมั่นคง

การจะช่วยคนร้อยพ่อพันแม่ผ่านชาตินี้และชาติต่อๆ ไป จะต้องมีอินทรีย์กล้าแกร่ง ไคโฮเกียวเป็นการฝึกแบบหนึ่ง แต่เหมาะสำหรับ (โพธิสัตว์) บางคนเท่านั้น

ดังนั้นถ้าจะเข้าใจแนวคิดเบื้องหลังของไคโฮเกียวต้องเข้าใจหลักโพธิสัตว์ด้วย หากคิดแบบสาวกยานจะไม่เข้าใจ พานคิดไปว่าเป็นการทำเกินพระพุทธเจ้าสอนในพระไตรปิฎก (เถรวาท) ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนด้วยวาจาก็จริง แต่ทรงสอนด้วยการปฏิบัติภูมิโพธิสัตว์แบบนี้มีนับอสงไขยกัป

เรื่องมหายานเป็นอะไรที่ลึกซึ้ง หากใช้แว่นที่ไม่เหมาะสมมามอง จะทำให้พลาดความน่าอัศจรรย์ของพุทธศาสนาไปอย่างน่าเสียดาย

อนึ่ง เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา คะมะโฮริ โคเงน (釜堀浩元) บรรพชิตแห่งภูเขาฮิเอเสร็จสิ้นการจาริกไคโฮเกียวอย่างบริบูรณ์ด้วยวัย 43 ปี หลังจากใช้เวลา 7 ปีปฏิบัติภาวนา และเข้าวิหารภาวนาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเมื่อ 2 ปีก่อนจนสำเร็จ ท่านโคเงนนับเป็น ไดเกียวมันอาจาริคนที่ 51 ในประวัติศาสตร์ และคนที่ 14 หลังยุคสงครามโลก

(ปล. ภาพนี้ไม่ใช่ท่านโคเงน แต่เป็นภาพของท่านมิซึนะงะ เอนโด ที่บรรลุภารกิจเมื่อปี 2009)

เรื่องของคะมะโฮริ โคเงน เข้าวิหารเมื่อ 2 ปีก่อน
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10153066420376954&set=a.430946001953.211467.719626953&type=3&theater

เรื่องบรรพชิตนักมาราธอน เมื่อ 3 ปีก่อน
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10152206687581954&set=a.430946001953.211467.719626953&type=3&theater





วันที่ 21 ตุลาคม 2558  เวลา 02.00 น. คะมะโฮริ โคเงน อายุ 41 ปี เจ้าสำนักสงฆ์เคนจูอิน แห่งอารามเอนเรียคุจิ บนภูเขาฮิเอย์ กลายเป็นนักพรตไคโฮเกียว (回峰行) คนที่ 13 นับตั้งแต่สิ้นสงครามโลก ที่ผ่านการภาวนาอย่างทรหด ไม่หลับไม่นอน ไม่กินอาหาร ไม่กินน้ำ นานถึง 9 วันในวิหารวิทยราช (เมียวโอโด) การถือพรตนี้เรียกว่า โดอิริ (堂入り) แปลว่า "เข้าวิหาร" ต้องอาศัยร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็งมากจึงจะสามารถผ่านความท้าทายนี้ได้ และเป็นสาเหตุที่ในรอบ 70 ปี มีคนผ่านการทดสอบนี้แค่ 13 คน

การทำโดอิริ ผู้ปฏิบัติกิจต้องกักตัวเองในวิหาร นั่งภาวนาอจลวิทยราชธารณี (不動明王真言) ตลอดเวลา  วันละ 100,000 จบ (รวม 9 วันต้องให้ได้ 1 ล้านจบ ) สวดสัทธรรมปุณฑรีกสูตรวันละ 1 จบ (ซึ่งมีความยาวมาก) อีกทั้งยังไม่เอนหลังนอน ไม่นั่งหลับ ไม่กินอาหาร ไม่ดื่มน้ำสักหยด มีพระผู้ช่วย 2 คน คอยประกบข้างเฝ้าไว้ไม่ให้หลับ เมื่อถึงเวลาตี 2 ต้องออกมาตักน้ำที่บ่อแล้วหาบไปถวายอจลวิทยราช (ฟุโดเมียวโอ) ซึ่งในวันแรกๆ ผู้ถือพรตสามารถทำได้เอง แต่เมื่อใกล้ถึงวันที่ 9 จะเริ่มอ่อนแรงจนต้องมีคนคอยประคอง

การปฏิบัติไคโฮเกียวและโดอิริ ต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวมาก ผู้ที่ตัดสินใจทำแล้วจะเลิกไม่ได้ หากท้อถอยมักจะเลือกสละชีพ ผู้ทำไคโฮเกียวจึงมักพกมีดสั้นไว้กับตัวเสมอ การทำโดอิรินั้นเมื่อใกล้จะสิ้นสุด ผู้ปฏิบัติบอกว่าประสาทสัมผัสจะไว้มาก ได้ยินกระทั่งเสียงขี้เถ้าธูปหล่นลงที่มุมวิหารไกลๆ

การถือพรตโดอิริเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการถือพรตเซนนิจิ ไคโฮเกียว (千日回峰行) หรือการธุดงค์รอบภูเขา 1,000 วัน ถือการกึ่งเดินกึ่งวิ่งแล้วสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์รอบภูเขาฮิเอย์ วันละ 30 - 40 กิโลเมตรต่อวัน กินเวลาทั้งสิ้น 7 ปี ซึ่งเพียงเท่านี้ก็ถือว่ายากสาหัสสากรรจ์แล้ว แต่ เมื่อถึงปีที่ 5 จะทำพิธีโดอิริ ซึ่งถือเป็นช่วงท้าเป็นท้าตาย หากรอดไปได้ อีก 2 ปีที่เหลือก็จะไม่ยากเกินไป (ที่จริงแล้วก็ยังยากอยู่ดีแต่ว่าแรงกดดันจะน้อยลง)

ผู้ที่ผ่านพิธีโดอิริมาได้จะเรียกว่า โทเกียวมันอาจาริ (当行満阿闍梨 - ตำแหน่ง อาจาริ เทียบเท่ากับ อาจารย์ ซึ่งสามารถประสิทธิ์ประสาทวิชาผู้คนได้แล้ว) และหากสำเร็จการเดิน 1,000 วัน เดินทางแล้ว 40,000 กว่ากิโลเมตรในรอบ 7 ปี จะได้ตำแหน่ง ไดเกียวมันอาจาริ (大行満阿闍梨) ผู้คนจะนับถือว่าเป็นนิรมาณกายของพระอจลวิทยราช เชื่อว่ามีอิทธิฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และยังได้รับการยกย่องจากราชสำนัก เป็นผู้เดียวที่เวลาเข้าเขตพระราชฐานไม่ต้องถอดถุงเท้ารองเท้า

การธุดงค์รอบภูเขา 1,000 วัน เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติแบบมนตรยานของพุทธศาสนานิกายเทนได (จีนเรียกว่า เทียนไถ) หรือนิกายสัทธรรมปุณฑรีก นิกายนี้เน้นศึกษาสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างลึกซึ้ง และยังปฏิบัติวิชามนตรยานลี้ลับ เป็นนิกายที่ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักญี่ปุ่นมาแต่โบราณ 

*ภาพ คะมะโฮริ โคเงน กำลังเดินออกจากวิหารวิทยราชหลังสิ้นสุดการถือพรต 9 วัน

*หมายเหตุ
เรื่องไคโฮเกียวผมเคยเขียนอธิบายไว้เมื่อปีกลาย อ่านได้จาก Link เรื่อง "บรรพชิตนักมาราธอน" ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10152206687581954&set=a.430946001953.211467.719626953&type=3&permPage=1







บรรพชิตนักมาราธอน

เทือกเขาฮิเอย์ อยู่นอกนครเกียวโต เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเทนได (จีนเรียกว่า เทียนไถ) แต่เดิมนิกายเทียนไถในจีน เป็นสายปริยัติ เน้นศึกษาพระสูตรและวิเคราะห์นัยแห่งพุทธรรม รวมถึงปฏิบัติสมาธิภาวนา แต่ครั้นท่านไซโจ เดินทางมาจากญี่ปุ่นมาสืบทอดนิกายที่จีน ท่านได้ร่ำเรียนวิชาพุทธตันตระ หรือรหัสนัยนิกายสายราชวงศ์ถัง เมื่อกลับไปญี่ปุ่นก็ได้ตั้งนิกายเทนได ที่ภูเขาฮิเอย์ พร้อมผสมผสานแนวทางปริยัติของเทียนไถเดิมกับนิกายตันตระ จนมีธรรมเนียมปฏิบัติคล้ายนิกายชินงง ซึ่งเป็นนิกายตันตระสายตรงในญี่ปุ่น

ด้วยเหตุนี้ นิกายเทได จึงมีพิธีกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับรหัสนัยแห่งพุทธธรรม เช่นการบุชามณฑละ การประกอบพิธีโหมะ รวมถึงวัตรอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ไคโฮเกียว (回峰行) หรือการธุดงค์รอบภูเขา

ไคโฮเกียว เริ่มขึ้นเมื่อ 1,100 ปีที่แล้ว พระสงฆ์ที่จะปฏิบัติธุดงควัตรประเภทนี้ ต้องมีร่างกายแข็งแรง จิตใจเด็ดเดี่ยว เพราะต้องเดินรอบเทือกเขาทั้งลูกเป็นเวลา 1,000 วัน ระหว่างนั้นต้องภาวนาถึงพระอจลวิทยราชอยู่ตลอด และแวะภาวที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 270  แห่งทั่วเทือกเขาฮิเอย์ จึงเต็มไปด้วยสุสานของพระที่ล้มเหลวกับการทำไคโฮเกียว

กฎข้อสำคัญของการเข้าวัตรไคโฮเกียว ก็คือพระสงฆ์รูปนั้นต้องรักษาพรหมจรรย์ตลอดชีวิต (พระญี่ปุ่นไม่รักษาพรหมจรรย์) และต้องมั่นคงกับการสละทางโลก (ซึ่งพระญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่องนี้เช่นกัน) และอีกข้อคือต้องศึกษาเล่าเรียนที่เขาฮิเอย์นานถึง 12 ปี จึงจะมีสิทธิ์

โดยทั่วไปแล้ว ไคโฮเกียว จะใช้เวลาทั้งสิ้น 7 ปีจึงจะสำเร็จ ช่วง 100 วันแรกอาจมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 101 แล้วจะถอนตัวไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ช่วงหลังวันที่ 101 จึงมักเหลือแค่คนเดียว และในรอบ 100 กว่าปีที่ผ่านมามีผู้ทำสำเร็จเพียง 46 คน

การเดินรอบเขาจะเริ่มต้นดังนี้

-ปีแรก เดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน
-ปีที่สอง เดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน
-ปีที่สาม เดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน
-ปีที่สี่ เดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 200 วัน
-ปีที่ห้า เดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 200 วัน
ในช่วงปีที่ 5 จะมีการถือศีลอดเป็นเวลา 7 วันครึ่ง ไม่มีการฉันอหารหรือน้ำ ต้องนั่งสวดธารณีของพระอจลวิทยราชอยู่ตลอดในวิหาร โดยมีพระผู้ช่วย 2 คนคอยปลุกไม่ให้หลับตลอดเวลา อีกทั้งทุกๆ ตี 2 ของทุกคืนจะต้องลุกขึ้นมาตักน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์ที่ห่างออกไป 200 ม. เพื่อบูชาอจลวิทยราช ช่วงนี้ร่างกายจะเผชิญกับความสาหัสสากรรจ์อย่างมาก จนแทบสิ้่นชีวิต
-ปีที่หกเดิน 60 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน
-ปีที่เจ็ดเดิน 84 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน และต่อด้วยการเดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน

ผู้ปฏิบัติจึงมักต้องตื่นตั้งแต่เที่ยงคืน เริ่มออกเดินตอนตี 2 ไปเสร็จสิ้นช่วงสายหรือบ่าย แล้วพักผ่อน

ในช่วง 3 ปีแรก เรียกกันว่า "นรกแห่งการเดิน" ต้องทรมานกับการปวดหลัง เหนื่อยแทบขาดใจ และยังท้องไส้ปั่นป่วน แต่ถ้าเดินแล้วจะหยุดไม่ได้ เพราะมีกฎระบุว่า ถ้าไม่สำเร็จต้องฆ่าตัวตายเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องยอมตายเองในระหว่างการปฏิบัติ ทั่วเทือกเขาจึงมีสุสานของผู้ล้มเหลวอยู่มากมาย

แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่า"นรกแห่งการเดิน" ก็เป็นเพียงการขัดเกลาให้เกิดความเพียรอย่างอุกฤษณ์ จนกระทั่งเขาใจถ่องแท้ว่า การเดินคือการทำวิปัสนาอย่างหนึ่ง หรือ "โฮโค เซน" จะต้องไม่เดินเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป สังเกตได้จากหมวกเรียกว่า "เรงเงะ กาซา" จะต้องไม่ขยับไปซ้ายขวา ไม่ขึ้นๆ ลงๆ แต่จะต้องแน่นิ่งบนศีรษะ หมายความว่าหลังต้องตั้งตรง เดินอย่างปราดเปรียวแต่ไม่เร็วไป เป็นการบังคับร่างกายส่วนล่างอย่างกลมกลืน ส่วนตาจะมองไกลอย่างมั่นคง อุปมาว่า มองไปไปที่ 100 ศอกข้างหน้าอย่างแน่วแน่

แม้จะยากลำบากถึงชีวิต และใช้เวลายาวนาน แต่ผู้ที่ทำสำเร็จเชื่อกันว่าคือผู้บรรลุธรรมในขีดขั้นที่สูงขึ้น หรืออย่างน้อยก็พ้นจากการยึดมั่นในเวทนา อีกทั้งยังจะกลายเป็นวีรบุรุษระดับชาติ และผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่น

ที่สำคัญคือผู้ที่ผ่านวัตรไคโฮเกียวเท่านั้น ที่จะสามารถดำรงตำแหน่งเจ้าอธิการผู้ดูแลเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ฮิเอย์ได้
11  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / วัดถาเอ่อร์ วัดโบราณในมณฑลชิงไห่ (นิกายหมวกเหลือง เกลุคปะ ) เมื่อ: 08 ธันวาคม 2560 19:55:59


วัดถาเอ่อร์ตั้งอยู่บนเนินเขาดอกบัว ตำบลหลู่ซาร์ อำเภอหวงจง มณฑลชิงไห่ อยู่ห่างจากเมืองซีหนิง เมืองเอกของมณฑลนี้ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็น 1 ใน 6 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนานิกายวัชรยานหรือตันตรยาน ของนิกายหมวกเหลืองของชาวพุทธ ชาวทิเบตส่วนใหญ่
วัดถาเอ่อร์ เป็นพระอารามขนาดใหญ่ มีห้องโถงใหญ่น้อย 52 ห้อง พระเจดีย์จำนวนมาก ห้องสวดมนต์และห้องพักสงฆ์ 9,300 ห้อง รวมพื้นที่ใช้สอย 450,000 ตารางเมตร ตัวอาคารก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมฮั่นผสมทิเบต วัดนี้เป็นที่ประสูติของชงคาปา หรือ จงขะปะ ผู้ก่อตั้งนิกายหมวกเหลืองของพุทธศาสนานิกายวัชรยานทิเบต และเป็นคลังพุทธศิลป์โดยเฉพาะที่มีการใช้อัญมณีมาประดับองค์พระพุทธรูป
วัดนี้ประกอบด้วย วิหารหลวง หรือ "วิหารหลังคาทองคำ" ที่ภาษาจีนเรียกว่า ต้าจินหว่าซื่อ และมีวิหารบริวารรายล้อมอีกหลายหลัง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแทนองค์พระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตลอดจนรูปปั้นพระโพธิสัตว์ซึ่งมีมากมายแตกต่างกันไป



ลักษณะวิหารภายในวัดถาเอ่อร์ จะมีลักษณะวิหารคล้ายคลึงกัน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ "ตง" หรือ ไม้เครื่องเรือนที่วางบนคานสำหรับรองพื้นกระดานหรือฟาก ซึ่งศิลปะเรือนไม้ของจีนและทิเบต นอกจากไม่ปิดตงแล้วยังทาสีฉูดฉาดอวดความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ของวัดถาเอ่อร์ โดยสีหลักที่ใช้ในศิลปะทิเบตล้วนเกี่ยวข้องกับศาสนา คือ สีขาว แทนความหมายถึง ความกรุณา สีแดง หมายถึง ปัญญา สีเหลือง คือ ความอ่อนโยน สีน้ำเงิน แทน จิตวิญญาน และสีดำ คือ อำนาจ



วิหารหลังคาทองคำของวัดถาเอ่อร์ซื่อ เป็นสถานที่ที่ประดิษฐานสถูปเงินประดับเพชรนิลจินดาวาววาม เชื่อกันว่า จุดที่ตั้งของวิหารหลังคาทองคำนี้คือ เป็นสถานที่ตัดสายสะดือของพระจงขะปะ หลังประสูติแล้ว ซึ่งตามตำนานเล่าว่า ต่อมามีต้นโพธิ์งอกขึ้นจากจุดดังกล่าว โดยโพธิ์มงคลต้นนี้มีใบสะพรั่งนับแสนใบ แต่ละใบมีรูปพระพุทธรูปนั่งอยู่บนสิงห์โตปรากฎอยู่ จนเป็นที่มาของชื่อวัดในภาษาทิเบตว่า "คุมบุม" แปลว่า รูปพระแสนองค์ ภายในบรรจุสรีระสังขารของท่านจงขะปะ เล่ากันว่า ในระหว่างที่ท่านจงขะปะ ไปเรียนพุทธศาสนาที่ทิเบต ท่านจงขะปะไม่ได้กลับไปเยี่ยมโยมแม่ที่บ้านเป็นเวลา 6 ปี จนโยมแม่คิดถึงจึงส่งจดหมายพร้อมเส้นผมสีขาว เพื่อให้กลับบ้านพบกันสักครั้ง ท่านจงขะปะตอบว่า ยังกลับไปเยี่ยมบ้านไม่ได้ เพราะมีงานสำคัญที่ต้องทำให้บรรลุ โดยส่งภาพตนเองและภาพพระพุทธรูปที่นั่งอยู่บนสิงโต ท่านแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการเรียนพระพุทธศาสนาให้คุณแม่และพี่สาวทราบ พร้อมระบุในจดหมายว่า หากก่อสร้างเจดีย์ที่ประกอบด้วยรูปพระพุทธเจ้านั่งอยู่บนสิงโตนับแสนตัวและให้ต้นโพธิ์ที่งอกขึ้นมาเองในจุดที่ตัดสายสะดืออยู่ตรงกลาง ก็เท่ากับได้พบหน้ากันทุกวัน



โยมมารดาท่านจงขะปะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงสร้างเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชาเมื่อปี ค.ศ. 1379 ก่อนที่จะมีการสร้างวัดขึ้นภายหลัง คือปีค.ศ. 1560

 วัดถาเอ่อร์ได้รับการยกย่องให้เป็น "สุดยอดพุทธศิลป์สามสาขา" คือ 1. จิตรกรรมฝาผนัง 2. การเย็บปักผ้าพระบฎ ซึ่งเป็นภาพ "ถังข่า"ชนิดหนึ่ง และ3. การปั้นและแกะสลักเนยจามรีเป็นรูปดอกไม้คล้ายพานบายศรีถวายเป็นพุทธบูชา หรือ "ตอร์มา"ซึ่งหากมีโอกาสไปชมแล้ว จะประทับใจในฝีมือละเอียดประณีต และสีสันอันสดใส
 


ในวัดถาเอ่อร์ สิ่งที่วิหารทุกหลังมีเหมือนกันหมดคือ "กงล้อมนตรา" ที่มีสีและขนาดแตกต่างกันไป สำหรับผู้แสวงบุญได้หมุนเพื่อทำสมาธิและเป็นตัวช่วยสวดมนต์ให้ได้มากจบ ด้วยเชื่อว่าเป็นวิธีการสั่งสมอานิสงส์ผลบุญให้ไปถึงนิพพานได้

จาก http://thai.cri.cn/221/2017/11/10/228s260377.htm
12  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / วัดต้าเปย วัดพุทธที่แท้จริงของจีน เมื่อ: 08 ธันวาคม 2560 19:34:06


 พระสงฆ์วัดต้าเปย เป็นพระจีนที่น่าเคารพนับถือ
พระสงฆ์วัดต้าเปยถือศีลและปฏิบัติกิจอย่างเคร่งครัด

เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ทำให้ผู้คนทั่วไปซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง



วัดต้าเปย(大悲寺) เริ่มสร้างเมื่อค.ศ.1668 มีประวัติความเป็นมากว่า 300 ปีแล้ว ตั้งอยู่ในเขตไห่เฉิง มณฑลเหลียวหนิง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เป็นหนึ่งในวัดที่ไม่ตั้งตู้รับบริจาคเงินทำบุญแห่งเดียวในจีนแผ่นดินใหญ่ พระสงฆ์ในวัดทั้งหมดถือศีลเคร่งครัดที่จะไม่เก็บเงินทอง แต่ละวันฉันจังหันเพียงมื้อเดียว คืออาหารเที่ยงเท่านั้น แต่ละปีจะจัดพิธีอุปสมบทสองครั้ง ในวันที่ 8 เมษายน และวันที่ 15 กรกฎาคม อุบาสกที่ตั้งตนเป็นพุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริง จะต้องท่อง "หฤทัยสูตร" และ "คัมภีร์มหากรุณา(大悲)" ได้คล่อง ถึงจะได้รับใบประกาศนียบัตรยอมรับจากทางวัด

พระสงฆ์วัดต้าเปย แต่ละวันพักผ่อนเพียง 4 ชั่วโมง ตื่นนอนตอนตี 2 สวดมนต์ 10 รอบ ส่วนช่วงบ่ายต้องสวดมนต์ 2 ชั่วโมง และแต่ละปีกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคมออกธุดงค์ ระหว่างนั้นเดินรับบินฑบาตรขออาหารจากญาติโยม



พระวัดต้าเปยต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังนี้

1、ไม่เก็บเงินทอง

2、ฉันจังหันวันละมื้อเดียว คืออาหารเที่ยง

3、ต้องเดินธุดงค์

4、ออกบินฑบาตขออาหาร

5、ไม่รับของกำนัลจากญาติโยม

6、ของใช้จำเป็นที่ญาติโยมถวายเป็นของส่วนกลางของวัด

7、ผ้าไตรจีวรและบาตรต้องติดตัวตลอดเวลา

8、ไม่อยากมีอยากเป็น เพราะความอยากมีอยากเป็น ย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ อีกทั้ง พระที่บำเพ็ญตนในวัดต้าเปย จะต้องเชื่อฟังและขยันทำงาน



จาก http://thai.cri.cn/247/2017/10/20/223s259515.htm



เรื่องเล่าเกี่ยวกับวัดต้าเปย

1.การเดินธุดงค์จากภูเขาอู่ไถซาน มณฑลซานซี กลับสู่มณฑลเหลียวหนิง ต้องใช้เวลากว่า 2 เดือน พระสงฆ์วัดต้าเปยจะยึดหลักปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวด ไม่พักที่โรงแรม(พระต้าเปยไม่มีเงิน) จึงค้างคืนริมกองหญ้าในชนบท ป่าไม้หรือนอนใต้สะพาน กลางวันถือบาตรขออาหาร เมื่อผ่านสถานที่ที่คึกคักหรือมีฝูงคนหนาแน่น ก็จะเดินก้มหน้า ไม่มองดูที่อื่น จึงมักมีชาวบ้านชื่นชมว่า "เห็นไหม นี่เป็นพระสงฆ์ที่แท้จริง เดินสำรวมไม่เงยหน้าล่อกแล่กแม้แต่น้อย" มีครั้งหนึ่ง พระวัดต้าเปยไปขออาหารที่บ้านหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านไม่รู้หลักการ จึงหยิบเงิน 5 หยวนถวายให้ พระรูปนี้บอกว่า "พระไม่ต้องการเงิน ขอเพียงอาหารเจก็พอ" เจ้าของบ้านฟังแล้วตะลึง ไม่รู้จะปฏิบัติตัวอย่างไรดี พอได้สติรีบร้องบอกคนในบ้านว่า "เร็วเข้า ตักข้าวถวายอาจารย์เยอะๆ"

2.พระสงฆ์ของวัดต้าเปยออกเดินทางโดยสารรถไฟ เมื่อรู้ว่าผู้โดยสารที่นั่งข้างๆเป็นผู้หญิง ก็ลุกขึ้นและออกไปยืนตรงช่วงต่อตู้รถไฟ พนักงานเห็นแล้วซาบซึ้งใจ จึงเปลี่ยนที่นั่งให้ผู้ที่นั่งข้างๆ เป็นผู้ชายทั้งหมด พระรูปนี้จึงยอมนั่งลง และมีกิริยาที่เรียบร้อยสำรวมทั้งวัน โดยฉันจังหันเพียงมื้อเดียว ทั้งนี้ทำให้ผู้โดยสารที่ไม่นับถือพุทธศาสนาจำนวนมากยอมบริจาคเงินและสิ่งของให้พระ เมื่อได้ยินว่า พระสงฆ์ต้าเปยถือศีลไม่รับเงินทองแล้ว ผู้โดยสารยิ่งรู้สึกทึ่งมาก และเมื่อทราบว่า พระรูปนี้เคยเป็นนักวาดภาพ มีความรู้มากพอสมควร ไม่ใช่ออกบวชเป็นพระเพราะหนีความยากลำบาก จึงมีความเข้าใจใหม่ต่อทั้งพุทธธรรมและพระสงฆ์ และเคารพพระรูปนี้อย่างสูง



3.บาตรของพระสงฆ์วัดต้าเปยไม่มีลายสัตว์ พระอาจารย์บอกว่า "สรรพสิ่งทั้งหมดเป็นพ่อแม่ของฉัน จะต้องเคารพนับถือ" เช่น กลองที่ใช้ในวัด พระได้ถอดผืนกลองที่ทำด้วยหนังสัตว์ลงมาก แล้วฝังอยู่ใต้ดิน เพื่อแสดงความเมตตาต่อสรรพสิ่งในโลก ทำไมจะต้องทำเช่นนี้? พระต้าเปยตอบว่า "การถือศีลธรรมเป็นครู ไม่ใช่พูดอย่างเดียวต้องปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ถ้าไม่มีศีลก็จะกลายเป็นปีศาจ เพราะมีเพียงปีศาจที่ไม่ปฏิบัติตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กระทั่งทำลายศีลธรรมด้วย"

4.พระอาจารย์เมี่ยวเสียง เจ้าอาวาสวัดต้าเปยนำลูกศิษย์ออกเดินธุดงค์ ในระหว่างทาง ถือศีลอย่างเข้มงวดเช่นกัน และไม่พักโรงแรม มีครั้งหนึ่ง พระอาจารย์พาลูกศิษย์นอนข้างๆ กองฟางของบ้านชาวนาหลังหนึ่ง มีพระเอาฟางหญ้ามาให้พระอาจารย์ปูบนพื้น เมื่อท่านทราบก็สั่งให้นำกลับไปคืน การไปขออาหาร ข้าวที่ขอมาหล่นลงบนพื้นจนติดดินทราย ลูกศิษย์จึงเทให้เป็ดกิน เมื่อพระอาจารย์ทราบก็นำอาหารออกมาใช้น้ำล้างแล้วกินหมด และสอนว่าอาหารที่โยมถวายมานั้น ต้องทะนุถนอมเห็นคุณค่า



5. อุบาสกที่อยู่ในวัดต้าเปยหลายปีเล่าว่า การถือศีลและบำเพ็ญตนอย่างขยันและเข้มงวดของพระเถระผู้ใหญ่และพระสงฆ์วัดต้าเปย ทำให้เจ้าหน้าที่และเศรษฐีจำนวนมากซาบซึ้งใจ บางคนคุกเข่าต่อหน้าอาจารย์ ขอถวายเงินทอง แต่พระอาจารย์ปฏิเสธหมด บ้างขอสร้างกุฏิและจัดเครื่องจักรที่ทันสมัยไปช่วยงานก่อสร้างแทน แต่พระอาจารย์ตอบว่า ลูกศิษย์สร้างที่พักกันเองได้ เพราะอยากให้ลูกศิษย์สร้างวัดขึ้นด้วยแรงตนเองจะได้รับผลบุญมากขึ้น



จาก http://thai.cri.cn/247/2017/10/20/223s259519.htm



 พระสงฆ์ในวัดต้าเปยส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับสูง ก่อนบวชเป็นพระ เคยเป็นแพทย์ นักข่าว วิศวกรหรือทำงานอื่นๆ เช่น เว็บไซต์ "เจี่ยทัวจือลู่" แปลว่า หนทางหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน ที่สร้างขึ้นโดยอุบาสกต้าเหนี่ยว มีผู้เขียนและดูแลคอลัมน์ 8 คน ขณะนี้ 5 คนได้บวชพระแล้ว 2 คนกำลังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของทางวัด ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ตัดสินใจบวชพระ ไม่ใช่เพราะหมดหวังในทางโลกมนุษย์ หรือสิ้นหวังจากเรื่องความรัก แต่เป็นเพราะได้พบหลักศรัทธาของชีวิตตน ได้เห็นทางสงบที่แท้จริงแล้ว



นอกจากการถือศีลและบำเพ็ญตนแล้ว พระสงฆ์วัดต้าเปยยังพยายามสร้างคุณงามความดีให้กับสังคม เมื่อปี 2009 ทั้งพระและอุบาสกร่วมกันปลูกต้นไม้ 20,000 ต้นบนภูเขาร้างที่อยู่รอบวัด แม่ชีของวัดเต้าหยวน(道源寺) ซึ่งเป็นพุทธสถานสำหรับสตรีเพศที่ออกบวชของวัดต้าเปย ก็ช่วยกันปลูกต้นไม้ ปัจจุบันภูเขาลูกนี้ถูกปกคลุมด้วยสีเขียวทั่วทั้งหมดแล้ว



ในวัดต้าเปยไม่มีตู้รับเงินบริจาค และได้ตั้งป้ายมีข้อความกำชับชัดเจนว่า "ห้ามถวายเงิน" "เดินระวังเหยียบสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ทั้งหลาย" ตั้งไว้ในหลายจุด ทั้งบนโต๊ะ กระถางธูปขนาดน้อยใหญ่ ซึ่งผู้ที่มาไหว้พระในวัดต้าเปย ไม่ต้องซื้อธูปเอง สามารถหยิบธูปที่ตั้งไว้มาจุดไหว้ได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักนิด ซึ่งผู้ที่มาไหว้พระส่วนใหญ่มักเอาธูปมาด้วย และถ้าใช้ไม่หมดก็จะวางบนโต๊ะให้คนอื่นใช้

ในวัดแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยจะมีป้ายที่เขียนว่า "ห้ามผู้มากราบไหว้เข้า" เพราะด้านในเป็นที่พักและบำเพ็ญตบะของพระสงฆ์และอุบาสก ไม่มีเรื่องพิเศษห้ามออกมา ข้างนอกเป็นสถานที่เปิดให้เข้าชม พระในวัดห้ามคุยกับผู้เข้าชม

 

สำหรับการแต่งตัว เครื่องนุ่งห่มพระสงฆ์วัดต้าเปยมีลักษณะแตกต่างจากวัดอื่น คือ แทบจะไม่พบพระสงฆ์ที่สวมเครื่องนุ่งห่มใหม่เอี่ยมปราศจากการปะซ่อมเลย มีคนไม่เข้าใจว่า การแต่งกายอย่างนี้เพราะไม่มีเงิน หรือคงต้องการโฆษณาเรียกร้องความเห็นใจจากสังคม พระอาจารย์เมี่ยวเสียงอธิบายว่า ที่แท้เป็นเพราะเมื่อบวชเป็นพระแล้ว ไม่ควรยึดติดในการแต่งตัว และไม่ใช่ไม่ให้ใส่เสื้อใหม่ แต่เพราะวัดมีกฎให้พระแต่ละรูปมีเครื่องนุ่งห่มได้มากสุด 2 ชุดเท่านั้น ถ้ายึดติดในเครื่องแต่งภายจะทำให้เกิดกิเลสมากขึ้น อีกอย่าง การแต่งชุดเก่าๆ จะช่วยทำให้ห่างไกลจากสตรีเพศได้ง่าย เพราะคงไม่มีผู้หญิงคนใดอยากคบหากับผู้ที่



สำหรับสิ่งของและอาหารที่ศาสนิกชนบริจาค ทางวัดต้าเปยรับแต่จำนวนที่ต้องการ ทางวัดจะไม่รับเงินและสิ่งของที่ไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด

จาก http://thai.cri.cn/247/2017/10/20/223s259522.htm
13  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / ก้าวคนละก้าว ตูน บอดี้สเเลม : เจาะใจ [7 ต.ค. 60] Full HD เมื่อ: 08 ธันวาคม 2560 17:55:33
<a href="https://www.youtube.com/v/6ihMzXh0RxY" target="_blank">https://www.youtube.com/v/6ihMzXh0RxY</a>

ตูน บอดี้สแลม ” กับการ "ก้าว" ครั้งสำคัญ จากสุดเขตแดนใต้ไปจนถึงเหนือสุดแดนสยาม !!!! บนระยะทาง 2,191 กม. เบตง – แม่สาย กับโครงการ
" ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ " เพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยในโรงพยาบาล รวมถึงเป็นขวัญกำลังใจให้ หมอ พยาบาลผู้เสียสละทั่วประเทศ
14  สุขใจในธรรม / พุทธประวัติ - ประวัติพระสาวก / ประวัติพระดีน่าเลื่อมใส พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ เมื่อ: 08 ธันวาคม 2560 17:45:16
<a href="https://www.youtube.com/v/ar2AQRgtzgU" target="_blank">https://www.youtube.com/v/ar2AQRgtzgU</a>

ประวัติย่อพระอาจารย์ สมภพ โชติปัญโญ


พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ ถือว่าเป็นนักปราชญ์แห่งภาคอีสาน ที่หลายท่านยังไม่รู้จัก จึงถือโอกาสเปิดกรุพระป่า พระนักปฏิบัติ พระนักเทศน์ พระนักปราชญ์แห่งภาคอีสานรูปหนึ่ง พระผู้เสียสละอุทิศตนทำงานเพื่อพระศาสนา รับกิจนิมนต์ไปแสดงธรรมในที่ต่างๆ ทั้งใกล้ทั้งไกลทั้งต่างประเทศ ชีวิตอยู่กับการเดินทางเป็นส่วนมาก การพักผ่อนไม่ค่อยจะพอ ประกอบกับสุขภาพไม่ค่อยจะดี จึงเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นในขณะนั่งแสดงธรรมอยู่นั้น ปรากฏว่าท่านสลบฟุบลงกับพื้น คณะศิษย์นำส่งโรงพยาบาล หมอตรวจเช็คร่างกายพบว่า เส้นเลือดฝอยในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพาตระยะหนึ่ง

พอ พื้นขึ้นมาก็พูดไม่ได้ เพราะหลอดเสียงอักเสบ หูนั้นได้ยินคนพูดรู้เรื่องหมดแต่ท่านสื่อกับคนอื่นไม่ได้ เพราะร่างกายไหวติงส่วนแขนขาไม่ได้ หลังจากเวลาผ่านไปหลายวันมือเริ่มใช้งานได้ หมอก็เลยตรวจเช็คว่าท่านยังจำอะไรได้เป็นปกติหรือไม่ ก็เอาปากกากับกระดาษให้ท่าน ปรากฏว่าท่านเขียนได้ ทางด้านญาติโยมก็ดีใจที่พระอาจารย์พื้นขึ้นมาได้ เพราะปกติแล้วโอกาสที่จะฟื้นเป็นไปได้น้อยมาก

ปัจจุบันพระอาจารย์ พูดได้เหมือนเดิม แต่ก็นั่งรถเข็ญ ก็เดินได้บ้างแต่ใช้ไม้เท้า บทบาทที่เคยเดินทางไปแสดงธรรมตามกิจนิมนต์ก็ไม่มีมากเหมือนแต่ก่อน เพราะร่างกายไม่แข็งแรง ยังเหลือแต่ผลงานเก่าๆ ที่จัดทำเป็น ซีดี วีซีดี ซึ่งเป็นผลงานหลากหลาย แสดงธรรมทุกระดับทั้งโวหารและไหวพริบดีมาก ได้ฟังแล้วจะเห็นความแปลกใหม่อย่างน่าทึ่งมาก ท่านเป็นพหุสูตรจริงๆ

พระ พยอม กัลยาโณ แห่งวัดสวนแก้ว ยังเคยโทรศัพท์ไปนิมนต์ท่านให้ไปหาที่วัดสวนแก้ว พระพยอมบอกว่า ถ้าท่านไม่มาหาผมๆ จะเป็นฝ่ายไปหาท่าน เรื่องนี้ได้ยินในกลุ่มลูกศิษย์คุยกัน

ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ สิงห์ ขันตยาคโม ชึ่งเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงพ่อชา สุภัทโท ชึ่งเป็นสายธรรมจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจาย์สมภพ โชติปัญโญ อดีตท่านเคยเป็นโฆษกจัดรายการวิทยุ สถานีวิทยุ 909 สกลนคร ชื่อว่า รายการธรรมะเพื่อชีวิต ได้รับความนิยมอย่างมากในเขตนั้น

คำ สอนอันเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายของหลวงปู่จูม สุจิตฺโต ชึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระอาจารย์สมภพ ( หลวงปู่จูม สุจิตฺโต ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอีกรูปหนึ่ง )

.....ที่สิ้นสุดของกายคือ สิ้นลมหายใจ ที่สิ้นสุดของจิตคือ ตัวเราไม่มี ของเราไม่มี

“เมื่อใด พรหมวิหารของเรายังไม่ครบสี่ เมื่อนั้นเรายังวุ่นวายอยู่ เพราะยังวางมันไม่ลง ปลงมันไม่ได้”
คนเราเป็นทุกข์อยู่กับธาตุสี่เพราะ ยังไม่เห็นธาตุรู้ รู้อย่างเดียว ไม่สุข ไม่ทุกข์ จิตนี้มันคือ (เหมือน) น้าม (น้ำ) น้ามมันชอลไหลลงสู่ทางต่ำ ถ้าคนสะหลาด (ฉลาด) กั้นมันไว้ มันก็จะไหลขึ้นที่สูง.....

นี้คือคำสอนหลวงปู่จูม สุจิตฺโต ได้เขียนไว้ก่อนสิ้นลมหายใจ ส.ค. พ.ศ.2539 ซึ่งค้นพบใต้หมอนหลังจากท่านมรณภาพ ซึ่งท่านได้บวชในวัยชราหาทางพ้นทุกข์ ไม่มุ่งสอนผู้อื่น เป็นคนพูดน้อยสันโดษ ซึ่งท่านเป็นพระลูกศิษย์หลวงพ่อชา สุภัทโท

จึงถือเป็นโอกาสเปิดกรุคำสอนของพระสองพ่อ-ลูก ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หลวงปู่มรณภาพที่วัดนิพเพธพลาราม ต.บ้านแพด อ.คำตากล้า จ.สกลนคร อยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของพระอาจารย์สมภพ หลังจากฌาปนกิจศพแล้ว อัฐิของหลวงปู่มีสีขาวบริสุทธิ์ดุจปุยฝ้าย

ที่ดิน สร้างวัด 50 ไร่ ท่านซื้อด้วยเงินของท่านเองเมื่อครั้งเป็นโยม จัดทำเป็นที่พักสงฆ์นิมนต์พระมาพัก แต่การทำประโยชน์ก็ไม่มากเท่าที่ควร ท่านเลยตัดสินใจบวช พระอุปัชฌาย์ จึงให้ฉายานามว่า “โชติปัญโญ” แปลว่า ผู้มีปัญญาอันโชติช่วงประดุจดวงประทีป ต่อมาในภายหลังเมื่อมีผลงานทางการเผยแพร่ธรรมออกไปในวงกว้าง เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร จะมอบยศสมณะศักดิ์ให้ แต่ท่านตอบปฏิเสธว่า “ผมไม่อยากได้ สิ่งที่ผมอยากได้ผมได้แล้ว”

ปัจจุบันพระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ จำพรรษาอยู่ที่วัดไตรสิกขาทลามลตาราม ต.บ้านแพด อ.คำตากล้า จ.สกลนคร ซึ่งท่านได้มาสร้างสำนักป่าแห่งใหม่ เพื่อปลูกป่าและอนุรักษ์ธรรมชาติ อยู่ไม่ไกลจากวัดนิเพธพลาราม (วัดเก่า) ห่างกันประมาณสัก 10 ก.ม. ท่านได้ศึกษาพระไตรปิฎกมา 11 ปี ก่อนที่จะมาบวชและฝึกกรรมฐานในสายหลวงปู่มั่นไปด้วย ท่านเป็นพระผู้รู้แตกฉานในพระไตรปิฎกรูปหนึ่ง สอนแนวอานาปานสติกรรมฐาน ระเบียบปฏิบัติ คือ ตี 2 สัญญาณระฆังให้ตื่น นั่งปฏิบัติธรรมถึงตี 4 แล้วสวดมนต์ทำวัตรเช้าต่อ ฉันอาหารมื้อเดียวประมาณ 9 โมงเช้า ช่วงบ่าย 15.00 น.-17.00 น. นั่งกรรมฐาน เดินจงกรม สรงน้ำแล้วทำวัตรเย็นต่อ แล้วเข้าทางเดินจงกรม จนถึงเวลา 4 ทุ่มจึงจำวัตร

งานเสขปฏิปทา เป็นงานปฏิบัติธรรมประจำปี จัดขึ้นทุกวันที่ 8-18 ม.ค. ของทุกปี ที่วัดไตรสิกขาทลามลตาราม มีทั้งพระภิกษุ พระนิสิต และฆาราวาส ไปร่วมปฏิบัติธรรมหลายพันชีวิต จึงถือว่าท่านเป็นศูนย์รวมให้กับพระและฆาราวาส ทั้งๆ ที่วัดของท่านอยู่ในเขา แล้วก็ค่อนข้างกันดาร แล้วท่านก็ป่วยร่างกายไม่สมบูรณ์ด้วย ซึ่งท่านมักพูดว่า “ต้องให้คนพิการมาสอนคนปกติดีๆ”

พระอาจารย์สมภพ ท่านมักกล่าวเสมอๆ ว่า “การศึกษาทางโลก ท่านจบ ป.4 การศึกษาทางธรรม ท่านไม่ได้จบอะไรเลย นักธรรมตรีก็ไม่จบ จะไปเป็นเจ้าอาวาสก็ไม่ได้ จะไปเป็นพระอุปัชฌาย์ก็ไม่ได้”


http://community.thaiware.com/index.php/topic/279109-adhcnuoadhiooaieaa-auona-aeiaaiaiuouei/

เพิ่มเติมเนื้อหา http://www.dhammathai.org/monk/sangha49.php

15  นั่งเล่นหลังสวน / หนังกลางแปลง (ดูหนัง รีวิวหนัง) / แกะตัวอย่าง AVENGERS: INFINITY WAR สงครามอัญมณีล้างจักรวาล เมื่อ: 08 ธันวาคม 2560 13:06:30
<a href="https://www.youtube.com/v/c0PyWH0mmTQ" target="_blank">https://www.youtube.com/v/c0PyWH0mmTQ</a>

คลิปแกะ อยู่ข้างล่าง

<a href="https://www.youtube.com/v/smdEamBugnc" target="_blank">https://www.youtube.com/v/smdEamBugnc</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/ye7UDGturZs" target="_blank">https://www.youtube.com/v/ye7UDGturZs</a>
16  สุขใจ เพื่อในหลวง / สุขใจ เพื่อพ่อ เพื่อแผ่นดิน / เสวนา ศาสตร์พระราชา และ การภาวนากับแผ่นดิน เมื่อ: 08 ธันวาคม 2560 08:45:56
<a href="https://www.youtube.com/v/yS5LP3Nx_gs" target="_blank">https://www.youtube.com/v/yS5LP3Nx_gs</a>


เสวนา ศาสตร์พระราชาและการภาวนากับแผ่นดิน
ผู้ร่วมเสวนา โจน จันใด แห่งพันพรรณ, อาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ และ อุ๋ย บุดดาเบลส ดำเนินการเสวนา โดย จิรา บุญประสพ

เสวนานี้จัดขึ้นในงานเสา(ร์)๕ ตอน ภาวนากับแผ่นดิน เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
17  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: พื้นที่ชีวิต : ต้นกล้าแห่งสติ เมื่อ: 08 ธันวาคม 2560 08:16:47
<a href="https://www.youtube.com/v/VR_97vq-Go8" target="_blank">https://www.youtube.com/v/VR_97vq-Go8</a>

การฝึกสติสำหรับเด็กในสหรัฐฯ ได้นับความนิยมอย่างสูง จนเกิดการพัฒนาเทคนิควิธีการใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพและสนุกสนานไปพร้อมกัน ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเหล่านี้
18  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / พื้นที่ชีวิต : เข้าพรรษา... ฤดูฝึกฝน เมื่อ: 07 ธันวาคม 2560 18:56:20
<a href="https://www.youtube.com/v/KlC5gANU_ug" target="_blank">https://www.youtube.com/v/KlC5gANU_ug</a>

เคยสงสัยกันไหมว่า ทุกวันนี้การบวชยังเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ เราสามารถเป็นคนดี โดยไม่ต้องผ่านการบวชได้รึเปล่า บวชเป็นพระแล้วได้อะไร เป้าหมายและคุณค่าที่แท้จริงของการบวชอยู่ตรงไหน

ติดตาม กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา เดินทางสู่วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ เพื่อค้นหาคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของการบวชเรียนในช่วงเข้าพรรษา การเรียนที่ไม่ได้พาไปเรียนรู้โลกกว้าง แต่พากลับมาเรียนรู้ภายในจิตใจของตนเอง วิชาที่ไม่ได้สอนให้นำความรู้ไปแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง หากแต่สอนให้สละสิ่งที่ตัวเองมีออกไปให้มากที่สุด
19  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / พื้นที่ชีวิต : ต้นกล้าแห่งสติ เมื่อ: 07 ธันวาคม 2560 18:50:03
<a href="https://www.youtube.com/v/w_WytO5vC3w" target="_blank">https://www.youtube.com/v/w_WytO5vC3w</a>

เดินทางตามวรรณสิงห์ที่ขับรถบ้านตะลุยแคลิฟอร์เนีย เพื่อสำรวจกิจกรรมการฝึกสติสำหรับเด็ก ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงไปทั่วสหรัฐฯ ในตอนนี้เขาเดินทางไปยังวัด Deer Park ของชาวหมู่บ้านพลัม เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการภาวนาสำหรับเด็กและครอบครัว และได้เรียนรู้เทคนิคการถ่ายทอดเรื่องสติให้กับเด็ก ๆ ที่น่าสนใจมากมาย
20  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร : เขาหาว่าฉันบ้า (25 ก.ค. 60) เมื่อ: 07 ธันวาคม 2560 18:40:48
<a href="https://www.youtube.com/v/OBpXkPjvHEI" target="_blank">https://www.youtube.com/v/OBpXkPjvHEI</a>

"ในโลกใบเก่าผมกินโหด กินทั้งเนื้อตะพาบน้ำสดๆ ปลาทะเลสดๆ ผมเที่ยว กินเหล้า ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย เปลี่ยนผู้หญิงไปเรื่อย แล้วแบบไหนล่ะที่เรียกว่าบ้า บ้าหมายถึงเราไม่เหมือนเขา เราต้องเป็นเหมือนเขาหรือไง วันนี้ผมบ้าจริงๆ แต่บ้าหาความหมาย บ้าหานิพพาน บ้าทำความดี"...... (ไม้ร่ม ธรรมชาติอโศก)
หน้า:  [1] 2 3 ... 230
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.477 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 5 ชั่วโมงที่แล้ว