[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
23 กันยายน 2561 22:03:43 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 232
1  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ทลายกำแพงพบพุทธะ ( ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วง) เมื่อ: 31 สิงหาคม 2561 22:33:43


ทลายกำแพงพบพุทธะ

พระมัญชุศรีทูลถามพระพุทธองค์ว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ก็ไม่เห็นธรรมธาตุมุ่งสู่อบายภูมิ จึงไม่เห็นการมุ่งสู่มนุษยภูมิ เทวภูมิ
ทั้งไม่ได้มุ่งสู่นิพพาน

พุทธองค์จึงดำรัสกับพระมัญชุศรีอีกว่า
หากมีผู้ถามเธอว่าเหตุไฉนปัจจุบันยังมีภูมิทั้งหก
เมื่อถามเธออย่างนี้เธอจะตอบอย่างไร

พระมัญชุศรีทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเมื่อมีผู้ถามอย่างนี้
ข้าพระองค์จะอธิบายว่า อุปมามีบุคคลที่หลับแล้วฝันไป บางได้ฝันเห็นนรกก็ภูมิ บ้างฝันเห็นเดรัจฉานภูมิ
บ้างฝันเห็นยมโลก บ้างฝันเห็นอสุรกาย
บ้างฝันเห็นสวรรค์ บ้างฝันเห็นมนุษย์
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ความฝันที่ผู้นั้น
ได้ฝันเห็นมีภพภูมิต่างๆก็ล้วนแต่ไม่เหมือนกัน

อีกผู้ถามนั้นได้กล่าวตามใจ
ซึ่งที่แท้ก็ปราศจากสรรพสัตว์เหล่านั้นเป็นอย่างนี้
พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์แม้จะกล่าวว่าภพภูมิทั้งหลายล้วนมีความต่าง แต่ทว่าธรรมธาตุนั้นไม่มีความต่าง

พระผู้มีพระภาคตามที่ผู้นั้นถามข้าพระองค์จะอธิบายแก่เขาด้วยความจริงอย่างนี้ว่าเหตุเพราะไร้ซึ่งความเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้

พระผู้มีพระภาคหากผู้ประพฤติจริยาในสาวกยาน
ยึดถือในพระนิพพาน ก็ไม่อาจกล่าวสารัตถะที่เป็นสัตย์แก่เขาได้

พระผู้มีพระภาค เพราะในปัจจุบันเขาเหล่านั้น ก็ยังไม่อาจจำแนกสิ่งนั้นได้( คือนิพพาน) มีเพียงกล่าวแต่นามอักษร เหตุไฉนลั่นลือ ก็เพราะได้ยึดถือเอาขอบเขตที่สิ้นสุดแห่งธรรมธาตุ

พระผู้มีพระภาค อุปมามหาสมุทรที่มีสัปตรัตนะ หากมีโมราสีขาว หยก ปะการัง ทอง เงิน เกิดสีสันต่างๆ
ก็อาจแยกจากกันได้ ก็อันรัตนะเหล่านั้นในธรรมชาติไม่อาจรู้ถึงลักษณะที่ต่างกันนั้นได้ เหตุไฉนนั้นลือ

พระผู้มีพระภาคธรรมธาตุไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ดับไป ธรรมธาตุนั้นไม่สกปรก ไม่บริสุทธิ์ธรรมธาตุนั้นไม่แปดเปื้อน ไม่แปรปรวน ในธรรมชาตินั้นไม่มีผู้ใดดับได้จึงไม่มีผู้ใดเกิด

คัดจาก  ธรฺมธาตุปรกฺฤตยอวตารสูตฺร
พระชญานคุปตะ แปลสันกฤตสู่จีน
พระวิศวภัทร      แปลจากภาษาจีนสู่ไทย

#แต่เดิมธรรมชาติปัญญาไร้การแบ่งแยก
#แต่เดิมธรรมชาติปัญญาไร้การกักขัง
#กำแพงที่กั้นการคืนสู่ธรรมธาตุคือปัญญาของผู้บำเพ็ญเองนั่นแหละกักขังตัวเอง
#เมื่อใดทลายกำแพงปัญญาที่สร้างขึ้นได้พุทธะก็ปรากฏ
#ธรรมชาติแห่งปัญญาจึงไร้ขอบเขตไม่มีประมาณ

จาก https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1785575458185252&id=136473909762090
2  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / เสร็จงานกลับบ้านได้ ( ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วง) เมื่อ: 31 สิงหาคม 2561 22:20:23


เสร็จงานก็กลับบ้านได้

สมัยราชวงศ์หมิง มีบุตรสาวคหบดีผู้หนึ่งนามว่า
หลันอี้ บุตรสาวคหบดีผู้นี้ เมื่อแรกตอนมารดาของนางตั้งครรภ์ได้มีฝูงวิหก บินมาทักษิณาวัตรรอบบ้านเป็นประจำ เป็นที่สังเกตุของบุคคลในครอบครัวทุกคนต่างคิดว่าน่าจะเป็นบุตรที่มีบุญวาสนามาเกิดเป็นแน่

เมื่อหลันอี้เกิดและได้เติบโตขึ้น เธอเป็นผู้มีความสามารถในทางบทกวี วรรณกรรม และการสังคีตเป็นอย่างมาก หลันอี้เป็นผู้ที่ชอบเล่นผีผาเป็นอย่างมาก นางสามารถนำบทวรรณกรรมมาดัดแปลงเป็นบทร้อง จนแม้กระทั่งพระสูตรในพุทธศาสนานางก็นำมาขับเป็นลำนำร้องสรรเสริญพระรัตนตรัยเป็นกิจวัตร
วันหนึ่งนางจึงได้สมรสกับบุตรของขุนนางใหญ่ อยู่กินกับสามีมาปีเศษ ก็ยังใช้ผีผาบรรเลงขับลำนำสรรเสริญพระรัตนตรัยอยู่

ในวันนั้นนางได้ขับบทแห่งอานิสงส์ของการออกบวชเป็นภิกษุณี ระหว่างขับก็พิจารณาธรรมไปด้วย จนทำให้คิดว่าครอบครัวนี้น่าเบื่อ คู่ครองก็เป็นคู่ทุกข์มากกว่าสุข นางจึงตัดสินใจหย่ากับสามีแล้วออกแสวงหาธรรม ได้ไปปรึกษากับพระเถระในหัวเมืองเรื่องการออกบวช พระเถระท่านก็เตือนหลันอี้ว่า การออกบวชเป็นภิกษุณีสามารถกระทำได้ แต่การศึกลาสิกขาบทนั้นไม่มี ศีลก็ต้องรักษามากกว่าพระภิกษุ นางจะสามารถทำได้หรือ ?

หลันอี้จึงตัดสินใจออกบวช แล้วบำเพ็ญอยู่อย่างสงบ เธอพร่ำภาวนาถึงพระอมิตาพุทธเจ้าเป็นประจำ แต่ด้วยความที่เธอมีความสามารถมากจึงค่อยๆสร้างวัดภิกษุณีขึ้น เพื่อสอนธรรมและบอกการปฏิบัติภาวนา ทำให้ผู้หญิงหันมาบวชเพื่อศึกษาธรรม ชี้แนะแนวทางการหลุดพ้นให้หมู่สตรี

ในบั้นปลายชีวิตคืนหนึ่ง ฝ่าเจิ้งฝ่าซือ หรือหลันอี้ในอดีต
ได้เข้าสมาธิ เธอเกิดภาพนิมิตถึงพระอมิตาพุทธเจ้า
 ในนิมิตพระอมิตาพุทธเจ้า ตรัสกับเธอว่า

"นกยูงแห่งธรรม บัดนี้เธอได้เสร็จสิ้นกิจแล้ว"
" อีกห้าราตรี เธอจะคืนสู่สุขาวดี "
"เราและคณะจะมารับเธอกลับบ้าน" 

ฝ่าเจิ้งธรรมจารย์ตื่นขึ้นจากนิมิต ด้วยความปิติยินดี

จากนั้นท่านได้เรียกประชุมเหล่าศิษย์ มาร่วมสลับสับเปลี่ยนกันสวดมนต์ถวายพุทธบูชา จนราตรีสุดท้ายที่ห้า

ระหว่างสวดมนต์ในยามสามของราตรีนั้น ปรากฏฝูงนกบินมาในยามราตรี บินรอบอารามภิกษุณี ฝ่าเจิ้งภิกษุณีเฒ่า นั่งสมาธิในแท่นธรรม  พนมมือขึ้นแล้วกล่าวว่า

 บัดนี้พระพุทธองค์และคณะโพธิสัตว์ ได้เสด็จมาถึงแล้ว
เมื่อพูดขึ้นดังนั้น มือก็ลดลงเข้าสมาธิ ทั่วบริเวณอาราม
ปรากฏมีกลิ่นหอมที่ไม่มีในโลกเรา กระจายไปทั่วอารามภิกษุณี

 มีแสงสีรุ้งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
ในขณะยามสามแห่งราตรีนั้น
ภิกษุณีฝ่าเจิ้งก็ละสังขารในท่าสมาธิกลับสู่บ้านสุขาวดี

#ใช้ประโยชน์ของตนยังประโยชน์ของผู้อื่นไม่ใช่ผู้อวดรู้
#ใช้ประโยชน์ของตนยังประโยชน์ของผู้อื่นคือผู้รับใช้สรรพสัตว์
#โพธิสัตว์ไม่เหมือนผู้รู้ต่างกันที่ม่านแห่งอัตตา
#ผู้รู้ก่อกิจด้วยอัตตาแต่โพธิสัตว์คือคนใช้ของสรรพสัตว์ถึงจะคล้ายกันแต่ก็ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง

จาก https://www.facebook.com/purplebamboo48/
3  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ธรรมบาลไม่กระจอก ( ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วง) เมื่อ: 31 สิงหาคม 2561 22:11:35


ธรรมบาลไม่กระจอก

ในสมัยชิง มีบัณฑิตตกยากที่ฝ่ายแพ้กับการสอบเข้ารับราชการ เขาสร้างครอบครัวไว้ในหุบเขาไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก  หุ่ยเยี่ยบัณฑิต มีครอบครัวเล็กๆที่ต้องดูแล บุตรของเขาทั้งสามเป็นชายทั้งสิ้น หุ่ยเยี่ยและภรรยาก็ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไปตามกำลัง

ถึงหุ่ยเยี่ยบัณฑิตจะตกยาก แต่ก็ศึกษาพุทธธรม
บำเพ็ญทานบารมีสม่ำเสมอ ทุกๆวันเขาจะนำเศษข้าวสารไปหว่านเลี้ยงนกกระจอกเป็นนิจ ระหว่างที่หว่านเม็ดข้าวลงให้นกกระจอกนั้น เขาก็จะท่องพระนามพระอมิตาพุทธเจ้าสม่ำเสมอ

บ้านของหุ่ยเยี่ยจึงมีนกกระจอกมากมายส่งเสียงร้องตามธรรมชาติ สำหรับคนอื่นคงเป็นเสียงที่น่ารำคาญ แต่สำหรับเขาและครอบครัวกลับกลายเป็นความสุข นกมีทั้งเด็กนกรุ่นๆและนกชรารายล้อมไปทั้งบ้าน

ไม่ว่าหุ่ยเยี่ยจะไปที่ไหนเขาก็เมตตาแก่สัตว์เดรัจฉานเสมอ
แม้แต่กวางป่าเขาก็สามารถเรียกมาหา เป็นเหมือนเพื่อนเล่นเวลาเข้าป่าเพื่อหาพืชพันธุ์มายังชีพ

วันหนึ่งเกิดภัยสงคราม มีนายทหารเที่ยวออกจับเด็กชายวัยรุ่นเพื่อให้ไปเป็นทหารในการรบ ลูกๆของหุ่ยเยี่ยสองคนเริ่มอยู่ในวัยรุ่นอยู่ในเกณฑ์ที่พวกขุนศึกจะมาจับตัวไปออกรบ

เมื่อคณะทหารจับเด็กชายมาถึงบ้าน หุ่ยเยี่ยก็ตกที่นั่งลำบาก
ได้แต่ปิดประตูเงียบไม่กล้าเปิดออกไป แต่นายทหารซึ่งอยู่ภายนอกกลับมองเห็นว่าบ้านนี้เหมือนบ้านผุพัง สภาพไม่ต่างจากกองฟืน มองไปทางไหนก็เห็นแต่นกกระจอก และขี้นกกระจอกเต็มไปหมด บนหลังคาบ้านก็มีนกกระจอกนับหมื่นเกาะกันแน่นเรียงตัวเหมือนทหารเป็นแถวๆ ริมรั้ว ขื่อคา แม้กระทั่งโคมไฟหน้าบ้านที่เก่าๆก็กลับมีนกกระจอก ยืนเกาะชิดกันแน่น สายตาของนกกระจอกนับหมื่นๆตัว เพ่งมองที่กลุ่มทหารพวกนี้เป็นตาเดียว สร้างความแปลกใจให้กับหมู่ทหาร

ทหารทั้งหลายต่างสงสัยในพฤติกรรมของนก แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะคิดว่าบ้านเก่าหลังนี้คงเป็นรังใหญ่ของนกกระจอก
ไม่น่าจะมีคนอาศัย จึงได้นำขบวนจับเด็กหนุ่มออกไปทางอื่น

เมื่อขบวนเคลื่อนไป บรรดานกกระจอกกลับหายไป
เหลืออยู่ไม่ถึงร้อยตัว บ้านช่องก็ไม่ได้รกอย่างที่หมู่ทหารมองเห็น ขี้นกก็ไม่มีอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

อานุภาพของพุทธนามยิ่งทรงพลังมากขึ้น ถ้าเราประกอบความเมตตากรุณา ไม่ได้หลุดพ้นเฉพาะตนไปแต่ยังมอบเหตุปัจจัยให้ผู้อื่น สรรพสัตว์อื่นๆ

คนเรามักมองข้ามเหตุปัจจัยเล็กน้อย คิดแต่การใหญ่คว้าเอาแต่เฉพาะหัวกระทิ ใช้แต่ปัญญาจน ลืม ทานศีลและหลักเมตตากรุณา ถึงจะเข้าถึงธรรมด้วยปัญญา แต่ไม่อาจดำรงอยู่ในธรรมได้นาน เนื่องจากขาดความกรุณาหล่อเลี้ยงให้เจริญงอกงามยิ่งๆขึ้นไป

#หาพญาครุฑในกลีบเมฆก็เหมือนหาฝูงกระจอกบิน
#เมื่อเอาม่านตาแห่งความความโง่เขลาออกแล้วแม้แค่เศษข้าวยังสร้างเหตุธรรมปัจจัย
#ฑากาฑากิณีที่สวมสังวาลย์สวยสดที่เฝ้าปกป้องผู้ประพฤติธรรมอาจจะมีรูปร่างที่เรานึกไม่ถึง
#กลับเสด็จมาปกป้องภัยด้วยวิธีกระจอกกระจอกเพราะอานุภาพแห่งจิตอันทรงกรุณา

จาก https://www.facebook.com/purplebamboo48/
4  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / วัชรยานหรือตันตรยาน:รากฐานพระพุทธศาสนาในทิเบต เมื่อ: 31 สิงหาคม 2561 20:51:57


วัชรยานหรือตันตรยาน:รากฐานพระพุทธศาสนาในทิเบต  

ปัจจุบันพระพุทธศาสนามีนิกายที่สำคัญอยู่สามนิกายคือเถรวาท มหายาน และวัชรยานหรือตันตรยาน  ในส่วนของนิกายเถรวาทและมหายาน พุทธศาสนิกชนส่วนมากมักจะรับรู้และมีความเข้าใจกันพอสมควร ประเทศไทยก็ได้จัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยพระพุทธศาสนามาหลายครั้ง แต่อีกนิกายหนึ่งอยู่กึ่งๆระหว่างเถรวาทและมหายาน แต่มีข้อปฏิบัติที่แยกออกไปอีกอย่างหนึ่ง ที่มีคนรู้จักมากที่สุดคือพระพุทธศาสนานิกายตันตรยานแต่มักชอบเรียกตัวเองว่าวัชรยาน        

               ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะหายไปจากอินเดียประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 นั้น เท่าที่ปรากฏในเอกสารต่างๆระบุตรงกันว่า เพราพระพุทธศาสนาได้รับเอาการปฏิบัติแบบตันตระจากฮินดูเข้ามา จนเกิดความเสื่อมทางศีลธรรม จนกระทั่งกองทัพมุสลิมบุกเข้าเผาทำลายศาสนสถานของพระพุทธศาสนา ในขณะที่พระภิกษุผู้นิยมในลัทธิตันตระ พากันนั่งสาธยายมนต์ โดยไม่คิดจะต่อสู้กับมุสลิม ส่วนมากจึงถูกฆ่าตาย ส่วนผู้ที่ได้ฌานสมาบัติจริงก็เหาะหนีไปยังประเทศอื่นเมืองอื่น

       ในส่วนของศาสนิกชนถ้าใครต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ก็ต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามหรือไม่ก็ทำเฉยเสียโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับศาสนา ถ้าวิเคราะห์ตามนี้ก็จะเห็นได้ว่าทั้งฮินดูและพุทธถูกทำลายลงพร้อมกัน แต่ทำไมฮินดูจนยังคงมีอิทธิพลต่อชาวอินเดียอยู่ในปัจจุบันควบคู่ไปกับมุสลิม แต่พระพุทธศาสนาที่เคยเจริญรุ่งเรืองกลับต้องมาเจริญในต่างแดนเช่นไทย พม่า จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ทิเบต ในแต่ละประเทศก็ได้พัฒนาพุทธศาสนาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมของตน จนกลายเป็นพระพุทธศาสนาในลักษณะที่มีต้นกำเนิดจากที่เดียวกัน แต่มีคำสอนและพิธีกรรมไม่เหมือนกัน

 

พระพุทธศาสนาแบบตันตระยานหรือวัชรยานหรือมันตรยาน เกิดขึ้นในอินเดียประมาณศตวรรษที่ 7 โดยได้ดัดแปลงเอาลัทธิฮินดูตันตระเพื่อเอาใจชาวฮินดู และได้นำเอาพิธีกรรมทางอาถรรพเวทเพื่อต่อสู้กับศาสนาฮินดู พุทธศาสนาแบบตันตระมีสาขาใหญ่ 2 สาขา เรียกว่าสาขามือขวากับ มือซ้าย นิกายมือขวาเคารพบูชาเทพฝ่ายชาย ส่วนนิกายมือซ้ายนิยมเรียกว่าวัชรยาน ถือเอาศักติหรือชายาของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก และทุ่มเทความสนใจหนักไปที่นางตารา หรือพระนางผู้ช่วยให้พ้นทุกข์                  

              พิธีกรรมที่สำคัญของตันตรยานคือการสาธยายมนตร์ที่ลึกลับต่างๆ และมีการปฏิบัติโยคะท่าทางต่าง ๆ พร้อมด้วยการเจริญสมาธิ จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติเพื่อบรรลุความหลุดพ้น เชื่อกันว่าในทันทีที่มีความชำนาญได้บรรลุฌานชั้นที่ 1แล้ว กฏความประพฤติด้านศีลธรรมปกติธรรมดาก็ไม่จำเป็นสำหรับผู้นั้นตลอดไป และเชื่อว่าการฝ่าฝืนโดยเจตนา ถ้าหากทำด้วยความเคารพแล้ว ก็จะทำให้เขาบรรลุธรรมขั้นสูงต่อไป ดังนั้นจึงมักผ่อนผันในเรื่องการเมาสุรา การรับประทานเนื้อสัตว์ และการสับสนในทางประเวณี (จำนงค์ ทองประเสริฐ 2540:197)

                 เมื่อบรรลุฌานขั้นที่ 1 กฎแห่งความประพฤติก็ไม่จำเป็น นี่กระมังที่ทำให้ใครๆก็อ้างว่าตนเองบรรลุฌารนขั้นที่ 1 เพื่อที่ตนเองจะได้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ นักบวชตันตระบางคนจึงเมาสุรา เสพเมถุนกันอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้บรรลุศักติ นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อทำความชั่ว โดยอ้างหลักการบนพื้นฐานของความดี คนที่ทำชั่วในคราบของนักบุญ นับเป็นคนบาปที่ไม่ควรให้อภัย

               พุทธศาสนานิกายตันตระ ถูกนำมารวมเข้าไว้ในการปฏิบัติพิธีรีตองที่เป็นความลับ ครูอาจารย์ในนิกายนี้มักจะเขียนหนังสือที่มีปรัชญาลึกซึ้ง เพราะตันตรยานมีความลึกลับ และมีวิธีการที่พิสดารที่เอง จึงมีผู้ให้คำอธิบายไว้ว่า “ตันตรยาน บางครั้งเรียกว่าลัทธิคุยหยาน ซึ่งแปลว่าลัทธิลับ เป็นนิกายที่มีลักษณะแปลกประหลาดกว่านิกายพุทธศาสนาอื่น ๆ ที่รับเอาพิธีกรรมและอาถรรพเวทของพราหมณ์ เข้ามาสั่งสอนด้วย แต่แก้ไขให้เป็นของพุทธศาสนาเสีย เช่น แทนที่จะบูชาพระอิศวรก็บูชาพระพุทธเจ้าแทน เกิดขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 7 (เสถียร โพธินันทะ 2541:172)

เมื่อชาวพุทธรับเอาลัทธิตันตระจากฮินโมาปฏิบัติเพื่อต่อสู้กับฮินดู พระสงฆ์มักจะเน้นที่พิธีกรรมที่แปลกๆและพิสดาร ยิ่งมีความลึกลับเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนเลื่อมใสมากขึ้น และนั่นทำให้เกิดลาภสักการะ พระสงฆ์จึงละทิ้งการปฏิบัติทางจิต หันไปเน้นการประกอบพิธีกรรมที่ลึกลับ ผู้คนก็ชอบใจเพราะไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่เข้าร่วมพิธีก็สามารถเข้าถึงพุทธภาวะได้ ตันตระเจริญมากเท่าไร ศีลธรรมก็ยิ่งเสื่อมลงมากเท่านั้น “เพราะอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ของลัทธิตันตริกหรือวัชรยานนี้ ประชาชนอินเดียในสมัยนั้นต่างหมดความเคารพในศีลธรรม แต่กลับนิยมชมชื่นในความวิปริตนานาชนิด” (กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย 2537:437)



                คัมภีร์ตันตระในลัทธิฮินดูสอนว่า “มนุษย์มีความไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นกฏพิธีจึงต้องกระทำต่าง ๆ กันตามสภาพของมนุษย์ มนุษย์มีลักษณะ 3 ประการ คือ ปศุ (สัตว์) วีระ (กล้าหาญ) และทิพยภาวะ ลักษณะ 3 ประการนี้ มักจะหมายถึงวัยของมนุษย์คือ ปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย และสอนว่า ถ้าจะข่มราคะ โทสะ โมหะ ให้หมดไป ก็อาศัยราคะ โทสะ โมหะ นั้นเองเป็นเครื่องบำราบ (หนามยอกเอาหนามบ่ง) คือต้องกินอาหาร ต้องดื่มน้ำเมา ต้องเสพเมถุน เป็นต้นแต่ละอย่างให้เต็มที่ สิ่งเหล่านี้แหละจะเป็นเครื่องดับมันเอง” (เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป 2537:109)

               พระพุทธศาสนาแบบตันตระเน้นในเรื่องเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรม การสาธยายมนตร์ และมีคำสอบที่เป็นรหัสนัยอันลึกลับ จนทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย ดังที่เสถียรโพธินันทะแสดงความเห็นไว้ว่า “ลัทธิมันตรยาน ถ้าจะเทียบด้วยเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็มีความเป็นพระพุทธศาสนาเหลือสัก 10 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นรับเอาลัทธิฮินดูตันตระมาดัดแปลง ความประสงค์เดิมก็เพียงเพื่อเอาใจชาวฮินดู จึงได้นำลัทธิพิธีกรรมทางอาถรรพเวทมาไว้มาก และได้ผลเพียงชั่วแล่น แต่ผลเสียก็เป็นเงาตามทีเดียว คือถูกศาสนาพราหณ์กลืนโดยปริยายนั่นเอง (เสถียร โพธินันทะ2541:198)

 

การปฏิบัติตันตระในพุทธตันตรยานในพุทธศตวรรษที่ 17 นั้นมีอธิบายไว้ว่า (1)ถือว่าการพร่ำบ่นมนตร์และลงเลขยันต์ซึ่งเรียกว่าธารณีเป็นหนทางรอดพ้นสังสารทุกข์ได้เหมือนกัน การทำจิตให้เพ่งเล็งถึงสีสันวรรณะหรือทำเครื่องหมายต่างๆด้วยนิ้วมือซึ่งเรียกว่ามุทรา จะให้ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ให้ลุทางรอดพ้นได้ ลัทธินี้เรียกสวว่า มนตรยานหรือสหัชญาณ, (2) เกิดมีการนับถือฌานิพุทธและพระโพธิสัตว์อย่างยิ่งยวด มีการจัดลำดับพระพุทธเจ้าเป็นลำดับชั้น ในยุคนี้เกิดมีการนำเอาลัทธิศักติเข้ามาบูชาด้วย จนทำให้พระฌานิพุทธะและพระโพธิสัตว์มีพระชายาขนาบข้าง เหมือนพระอุมาเป็นศักติของพระศิวะ พระลักษมีเป็นศักติของพระวิษณุ ผูเข้าสู่นิพพานคือเข้าอยู่ในองค์นิราตมเทวี ลัทธิอย่างนี้เรียกว่าวัชรยาน ผู้อยู่ในลัทธิเรียกว่าวัชราจาร (3) มีการเซ่นพลีผีสาง โดยถือว่าถ้าอ้อนวอนบูชาจะสำเร็จผลประพสบความสุขได้ และเติมลักษณะพระฌานิพุทธให้มีปางดุร้ายอย่างนางกาลี ซึ่งเป็นเหมือนพระนางอุมาที่ดุร้าย ลัทธินี้เรียกว่ากาลจักร” (เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป 2537:166)

                ฟังคำอธิบายของนิกายตันตรยานแล้วก็น่าสงสารพระพุทธศาสนา ที่ถูกนักการศาสนากระทำปู้ยี่ปู้ยำ คิดถึงการที่พระสัมสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเหนื่อยอย่างแสนสาหัสกว่าที่จะทรงตั้งศาสนจักรขึ้นได้ แต่กลับอยู่ในดินแดนอันเป็นถิ่นกำเนิดได้ไม่ถึง 2,000 ปี

               คิดถึงสถานการณ์พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ซึ่งถือว่าเป็นนิกายเถรวาท แต่มีการพร่ำบ่นสาธยายมนตร์ ลงอักขระเลขยันต์ ปลุกเสกพระเครื่อง คล้ายๆกับตันตระในยุคเริ่มต้น อิทธิพลของตันตรยานแผ่คลุมพุทธอาณาจักรแทบทุกนิกาย เพียงแต่ว่าใครจะรับเอาไว้ได้มากน้อยเท่าใด และแปรสภาพไปสู่ยุคที่สองได้เร็วเท่าใด หากยังรักษาสถานภาพไว้แค่ขั้นที่หนึ่งก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เมืองไทยน่าจะรักษาพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทไว้ได้อีกนาน แต่ถ้าเริ่มเข้าสู่ยุคที่สองคือนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นเทพเจ้า นิพพานเป็นอาณาจักร เป็นแดนสุขาวดีที่มีพระสงฆ์บางรูปอ้างว่าสามารถนำภัตตาหารไปถวายพระพุทธเจ้าได้ นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง

 

นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาต่างกล่าวโทษพระพุทธศาสนาแบบตันตระ ว่าเป็นความเสื่อมของพระพุทธศาสนา แต่ที่ทิเบตพระพุทธศาสนาแบบตันตระกลับเป็นเอกลักษณ์พิเศษ เพราะตันตระจึงทำให้มีทิเบต และชาวตะวันตกรู้จักพระพุทธศาสนาแบบตันตระมากว่านิกายอื่น ชาวทิเบตประเทศที่ไร้อิสรภาพ แต่ไม่ไร้ปัญญา พวกเขายังคงมีพระพุทธศาสนาเป็นสถาบันหลักที่สำคัญที่สุดในประเทศ และที่สำคัญพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ที่ทิเบตก็เพราะตันตระยานนี่เอง

               ร่องรอยของพระพุทธศาสนาในอินเดีย อาจกล่าวได้ว่าตันตรยานคือนิกายสุดท้ายที่เหลืออยู่ในอินเดียและสูญหายไปจากอินเดียประมาณศตวรรษที่ 17 แต่พระพุทธศาสนาไปเจริญรุ่งเรืองในประเทศอื่น ทั้งมหายานและเถรวาท



               ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานถือว่าพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาอันมหัศจรรย์สามครั้งคือครั้งแรกแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกะปปวัตนสูตร โดยทรงสอนเรื่องอริยสัจจ์ 4 แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จนกระทั่งอัญญาโกญฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ครั้งที่ 2แสดงปรัชญาปารมิตาสูตร บนยอดเขาคิชกูฏ นอกกรุงราชคฤห์ เป็นการขยายความของธรรมเทศนาครั้งแรกให้มีความลึกซึ้งและชัดเจนยิ่งขึ้น ครั้งที่ 3 แสดงตถาคตครรภ์สูตร ซึ่งเป็นการสอนเทคนิคและวิธีการที่จะเข้าถึงปรมัตถธรรม ต่อมาท่านนาครชุนได้นำมาอธิบายทัศนะว่าด้วยศูนยตา และต่อมาได้เกิดนิกายตันตระยานขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่จะเข้าถึงพุทธภาวะได้ง่ายกว่าวิธีอื่น

               คำว่า "ตันตระ" หมายถึงความสืบเนื่องของจิตหรือวิญญาณ ฝ่ายทิเบตมีความเห็นว่าตันตระเกิดขึ้นในครั้งที่พระพุทธองค์แสดงธรรมจักรครั้งที่ 2 พระองค์ได้ทรงประทานคำสอนตันตระเบื้องต้น ในคัมภีร์ฝ่ายทิเบต พวกลามะต่างยืนยันหนักแน่นว่า “การปฏิบัติตันตระเท่านั้นที่จะเข้าถึงพุทธภาวะได้ โดยรวมเอกภาพให้เกิดขึ้นระหว่างรูปกายและธรรมกาย โดยอ้างว่า “พระพุทธองค์ทรงยกตัวอย่างว่า อุจจาระนั้นถ่ายอยู่ในเมืองเป็นของสกปรก แต่ถ้าอยู่ในท้องทุ่งนาก็กลายเป็นปุ๋ย พระโพธิสัตว์สามารถใช้กิเลสให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ฉันใดก็ฉันนั้น” (ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (ษัฏเสน)2538:102)

 

ในการการปฏิบัติตามหลักตันตระนั้นมีลำดับขั้นที่แตกต่างกัน ตามความยากง่าย ซึ่งสามารถแบ่งตามลำดับได้ 4 ระดับคือ

                              1. กิริยาตันตระ ว่าด้วยการกระทำ เป็นตันตระขั้นต้น ซึ่งให้ความสำคัญกับกิริยาท่าทาง ดังนั้นจึฝมีวิธีฝึกที่เรียกว่ามุทรา การที่จะเข้าถึงพุทธภาวะได้บางครั้งก็เพียงแต่ตรึกนึกเห็นภาพขององค์พุทธะจนเกิดเป็นแสงสว่าง การเข้าถึงทางวาจาก็เพียงแต่ได้ยินเสียงกระซิบมนต์เบาๆ หรือท่องสาธยายมนต์จนเกิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพุทธภาวะ อุปกรณ์ในการฝึกคือการเพ่งกสิณและฟังเสียงสาธยายมนต์

2. จรรยาตันตระ ว่าด้วยความประพฤติ เน้นที่การฝึกฝนทางกายและการฝึกฝนภายในคือการฝึกจิต การฝึกก็ให้นึกเห็นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งจนเกิดเป็นนิมิตรประจำตัว ที่นิยมมากที่สุดคือพระไวโรจนะพุทธเจ้า

                               3. โยคะตันตระ ว่าด้วยโยควิธี เน้นการฝึกจิตภายในมากกว่าการฝึกกิริยาภายนอก มีวิธีการในการฝึกค่อนข้างจะพิเศษโดยการอธิบายถึงอาณาจักรแห่งวัชระและมรรควิธีในการชำระกายให้บริสุทธิ์

                               4. อนุตตรโยคะ ว่าด้วยโยควิธีอย่างยิ่งยวด โดยการฝึกฝนภายในจิตอย่างเดียวโดยไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องกิริยาภายนอก ซึ่งเป็นตันตระขั้นสูงสุด การฝึกจิตในระดับนี้จะต้องอาศัยอาจารย์ผู้ชำนาญ ซึ่งจะคอยถ่ายทอดคำสอนสำคัญ โดยการแสดงรหัสยนัย ซึ่งเป็นคำสอนที่ลี้ลับอาจารย์จะถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ที่ผ่านการฝึกจิตจนถึงระดับแล้วเท่านั้น ลูกศิษย์จะต้องคอยตีความและนำเอามาฝึกจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ขึ้นในตน (Alex Waymann 1997:12)

 

วิธีการที่พุทธศาสนาแบตันตระสอนในทิเบตนั้น คนภายนอกอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่เรียนหรือศึกษาไม่ยาก ใครต้องการเข้าถึงพุทธภาวะก็เพียงแต่เข้าหาอาจารย์และคอยตีความรหัสนัยที่อาจารย์แสดงเท่านั้นก็จะเข้าถึงอนุตตรโยคะได้แล้ว หากศึกษาตามขั้นตอนนี้ ตันตระก็ไม่ใช่นิกายที่ลึกลับอะไร แต่ที่มาของคำว่าตันตระเป็นเรื่องที่ควรศึกษา เพราะตันตระถูกนักปราชญ์หลายท่านให้คำอธิบายไว้อย่างน้ากลัว ชาวพุทธเถรวาทจึงเกรงกลัวพระพุทธศาสนาแบบตันตระยานไปด้วย

                ในกรณีของธรรมกาย หากนำเอาลัทธิมาอธิบายแล้ว การเพ่งลูกแก้วจนเกิดเป็นดวงใส ที่ชาวธรรมกายถือว่าได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น แท้ที่จริงมีอธิบายไว้ในกิริยาตันตระ ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติเบื้องต้นเท่านั้น ธรรมกายไม่ได้สอนผิด เพียงแต่สอนตามหลักของตันตระยานเท่านั้น ในขณะที่รอบๆข้างเป็นเถรวาท จึงถูกโจมตี จนทำให้การสอนเรื่องธรรมกายขาดความถูกต้อง ที่ผิดเพราะไม่ตรงกับเถรวาทเท่านั้น แต่ไปตรงกับตันตระ ถ้าเพียงแต่ธรรมกายบอกว่าพวกเขาสอนตามนิกายตันตระยานเท่านั้น ทุกอย่างก็จบ เพราะตันตระยานก็คือพุทธศาสนานิกายหนึ่งสังกัดมหายาน

                ทิเบตเจริญเพราะตันตระ เพราะในยุคแรกที่พระพุทธศาสนาเข้าไป ก็ด้วยการปราบผีของท่านปัทมะสัมภวะ เมื่อปราบผีราบคาบจนผียอมรับนับถือ จึงทำให้ผีเปลี่ยนศาสนา  พระพุทธศาสนาในทิเบตจึงเป็นเหมือนการครอบลงไปบนความเชื่อเก่า เพียงแต่เปลี่ยนผีมาเป็นพุทธเพราะพุทธมีพลังมากกว่า สักวันหนึ่งเมื่อผีมีพลังมากขึ้นพุทธอาจจะกลายเป็นผีไปก็ได้

 

การที่ตันตรยานเจริญในทิเบตได้นั้น นอกจากจะเป็นเพราะการผสมผสานระหว่างพุทธกับผีแล้ว ยังมีผู้ให้ความเห็นไว้อีกว่า “ตันตรยานนั้น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเถรวาทด้วย และอาจารยวาทด้วย องค์ทะไลลามะทรงเป็นพระภิกษุ สมาทานสิกขาบทตามพระปาฏิโมกข์ ดุจดังสมณะในบ้านเรา การถือศีลนั้นไม่ใช่เพื่องดทำร้ายผู้อื่นและเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น หากฝึกให้งดแลเห็นสภาพต่างๆตามที่ปรากฏ รวมทั้งยอมรับสมมุติสัจจ์ อันเป็นที่ยอมรับกับอย่างทั่วๆไปในสังคมอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเข้าถึงปรมัตถสัจจ์นั่นเอง” (ส ศิวรักษ์ 2542: 2)

                ตันตรยานจะเป็นส่วนหนึ่งของเถรวาทหรือไม่นั้น เป็นปัญหาที่ควรศึกษาค้นคว้าต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการปฏิบัติตามแบบตันตรยานนั้นมีอยู่ในเถรวาท ใครจะได้รับอิทธิพลจากใครหรือไม่อย่างไรต้องหาคำตอบต่อไป ตันตระทำให้พุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย แต่ทำไมตันตระจึงทำให้พระพุทธศาสนาแบบทิเบตเจริญ

เอกสารอ้างอิง

กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย. ภารตวิทยา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สยาม, 2516.

จำนงค์ ทองประเสริฐ. บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2540.

ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (ษัฏเสน). พระพุทธศาสนาแบบทิเบต.กรุงเทพฯ: ส่องศยาม,2538.

เสถียร โพธินันทะ. ปรัชญามหายาน. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2541.

เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป. ลัทธิของเพื่อน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พิราบ, 2537.

สุลักษณ์ ศิวรักษ์. พุทธศาสนาตันตระหรือวัชรยาน. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2542.

วศิน อินทสระ. พุทธปรัชญามหายาน. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2530.

Alex Waymann. Tantric Buddhism. Delhi: Motilan, 1997.

จาก https://m.facebook.com/groups/783674078384718?view=permalink&id=1877897568962358
5  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ก๊วยเจ๋ง เอี้ยก่วย เตี่ยบ่อกี้ เหล่งฮู้ชง ขงจื้อ เต๋า พุทธ และเซน เมื่อ: 15 กรกฎาคม 2561 15:23:50










ก๊วยเจ๋ง เอี้ยก่วย เตี่ยบ่อกี้ เหล่งฮู้ชง ขงจื้อ เต๋า พุทธ และเซน

เนื่องด้วยสหายคนสนิทของข้าพเจ้า นำบทความบางส่วนเมื่อช่วงต้นปีนี้ไปแชร์ในกรุ๊ปจึงมีการสอบถามผ่านทาง Inbox  มามากมายว่า ตัวละครเอกของท่านกิมย้งแต่ละตัวนั้น ล้วนเป็นภาพแทนจากอะไร ข้าพเจ้าจึงต้องเรียบเรียงทั้งหมดแด่เหล่ามิตรสหายอีกครา

เนื่องด้วยท่านกิมย้งนั้นเป็นยอดปราชญ์ตะวันออก อย่างที่มิเคยมีมาก่อนตั้งแต่สมัยโบราณกาลจวบจนอนาคตกาล ตัวละครแต่ละตัวของท่านนั้นสะท้อนภาพประวัติศาสตร์ ยุคสมัย อีกทั้งการปฎิบัติตน จารีต ประเพณี ตัวละครที่โดดเด่น เฉกเช่น ก๊วยเจ๋ง เอี้ยก่วย เตี่ยบ่อกี้ และ เหล่งฮู้ชงนั้น สะท้อนอุปนิสัย การปฎิบัติตนในรูปแบบ ศาสนา หรือลัทธิความเชื่อต่างๆ

ก๊วยเจ๋งนั้นจะเป็นตัวแทน จริยธรรมแบบขงจื้อ ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่ วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์ โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก ส่วนด้านแปดหลักการพื้นฐานในการเรียนรู้ อันได้แก่ สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้ ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนพฤติกรรมของก๊วยเจ๋ง ที่เน้นความตั้งใจ พยายาม มีคุณธรรม ความเมตตา และจงรักภักดี

เอี้ยก่วยจะเป็นผู้คล้อยวิถีตามธรรมชาติแบบเต๋า  เต๋า คือ “ธรรมชาติ หรือธรรมชาติผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่” ด้วยความที่เต๋านั้นเป็นศาสนาที่เนื่องด้วยธรรมชาติ ศาสนาเต๋านี้เริ่มต้นในฐานะเป็นปรัชญา คือไม่มีพิธีกรรม ไม่มีข้อปฏิบัติอะไรมากไปกว่าข้อคิดและคำสอน ดังนั้น การที่เอี้ยก่วย มิยอมรับจารีต ประเพณี นั่นล้วนสะท้อนหลักแห่งธรรมชาติ เน้นไปในส่วนของความอารมณ์ความรู้สึก จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ สัจธรรมที่ไร้การปรุงแต่ง มากกว่า ธรรมเนียมข้อปฏิบัติทางสังคม

เตี่ยบ่อกี้ จะเป็นภาพลักษณ์ของพุทธศาสนา ด้านความกล้าหาญ เสียสละ และให้อภัย เตี่ยบ่อกี้เคยพูดถึงเรื่องที่ 6 สำนักที่ใหญ่ร่วมกันกดดันบีบบังคับ ให้เตี่ยชุ่ยซัว และ ฮึงซูซู่ บิดามารดาให้บ่งบอกที่ซ่อนของเจี่ยซุ่นจนเสียชีวิต กับเตี่ยเมี่ยงว่า
“บิดามารดาข้าพเจ้าถูกผู้คนบีบบังคับให้กระทำอัตวินิบาตกรรม ผู้คนที่บีบบังคับ ล้วนมีคนของเส้าหลิน คงท้ง ฮั้วซัว ภายหลังข้าพเจ้าเติบใหญ่ เข้าใจอะไรมากขึ้น แต่กลับไม่เข้าใจกว่าเดิมว่าผู้ใดกันทำให้บิดามารดาข้าพเจ้าเสียชีวิต และต่อให้ผู้คนเหล่านั้นเป็นฆาตกรจริงๆ ฆ่าพวกเขาหมดสิ้น ข้าพเจ้าจะได้ประโยชน์อันใด จะอย่างไรบิดามารดาข้าพเจ้าก็มิอาจคืนชีพได้ เตี่ยโกวเนี้ย หลายวันมานี้ข้าพเจ้าครุ่นคิด ถ้าทุกผู้คนมิมีความคิดแค้นต่อกัน จะประเสริฐเลิศสักเพียงไหน ท่านฆ่าคนผู้หนึ่งเพิ่มความเคียดแค้นในใจกันอีกส่วนหนึ่ง ตนเองก็เพิ่มบาปกรรมไปอีกส่วนหนึ่ง ท่านฆ่าเราเราฆ่าท่านจะมีประโยชน์ใด อย่างเช่นงี่แป๋ (บิดาบุญธรรมเจี่ยซุ่น) เข่นฆ่าผู้คนมากมายเพียงนี้ ถึงแม้ท่านไม่เอ่ยวาจา ในใจคงสำนึกเสียใจยิ่ง ในชีวิตข้าพเจ้าบุคคลที่ข้าพเจ้าเคียดแค้นที่สุด คือมืออัสนีบาตจักรวาลเซ้งคุณ แต่ตอนนี้เขาตายแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกเวทนาอยู่บ้าง คล้ายมุ่งหวังอย่าให้เขาเสียชีวิต”

คุณธรรมของเตี่ยบ่อกี้  เปรียบเหมือนตัวแทนความดีอันบริสุทธิ์  แม้จะมิได้มีความเป็นผู้นำอันเด่นล้ำ แต่กลับรวบรวมจิตใจของคนรอบข้างด้วยคุณธรรม ความเมตตา ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ทางพุทธศาสนา

ส่วนเหล่งฮู้ชงจะเป็นการประพฤติอย่างเซน ตามคติของนิกายเซน ถือว่าธรรมเนียมของนิกายนี้ได้รับการสืบทอดจากพระศากยมุนีพุทธเจ้า ผ่านทางพระอริยสงฆ์สาวกในสายของพระมหากัสสปะ โดยได้รับการถ่ายทอดธรรมะด้วยวิถีแห่ง "จิตสู่จิต" เปรียบเสมือน ฟงชิงหยาง ถ่ายทอด เคล็ดเก้ากระบี่เดียวดาย ปากเปล่า ให้ เหล่งฮู้ชงรู้แจ้ง ด้วยตนเอง

ยิ่งเคล็ด เก้ากระบี่เดียวดาย ยิ่งสะท้อนแก่นของเซน

คำของปรมาจารย์รุ่นแรกสุดของเซน มีอยู่ 4 ประโยค
1. "พ้นจากการบัญญัติ" ฟงชิงหยาง ให้เหล่งฮู้ชงใช้สามสิบกระบวนท่าของสำนักหัวซานให้ชมดู แต่กระบวนท่านี้มิร้อยเรียง ฟงชิงหยางจึงกล่าว “การฝึกปรือของเจ้าในตอนนี้ ไยใช้สามสิบกระบวนให้ร้อยเรียงมิได้ เมื่อใช้ท่ารุ้งขาวพุ่งหาอาทิตย์ ปลายกระบี่ชี้ขึ้น หรือมิรู้จักลากลงมา”
2. "เข้าถึงไม่ได้ด้วยการเรียนตามตำรา" ยามที่เถียนป๋อกวงบีบคอเหล่งฮู้ชง ฟงชิงหยางแนะนำ ให้ใช้ ดรรชนีแทนกระบี่ “กระบวนท่ากิมเง็กมั่งตึ๊ง (ทองหยกเต็มบ้านเรือน) ต้องมีกระบี่จึงใช้ออกหรือ?”
3. "ลัดตรงเข้าสู่ใจ" ฟงชิงหยางยังสอน ให้เหล่งฮู้ชงหัดใช้ให้เป็น
4. "มองดู (รู้) พุทธะก็เกิด" ไร้ซึ่งกระบวนท่า จะทำลายได้อย่างไร?

สี่หลักแห่งเซนนี้เอง นำพา เหล่งฮู้ชงสู่แก่นแท้ของ เก้ากระบี่เดียวดาย

นอกจากหลักวิชา เก้ากระบี่เดียวดาย ใน สันดานของเหล่งฮู้ชง ก็เป็นเซน อย่างยิ่ง

“อะไรเกิดขึ้นที่จิตก็ให้รู้ไป ไม่ต้องไปแบ่งแยกให้ค่าว่า อันนี้ถูก อันนี้ผิด ถ้าหลุดพ้นจากการให้ค่าพวกนี้ได้ ก็จะเข้าใจจิตได้” อาจารย์เค็งเซ็น ได้กล่าวไว้ ช่างตรงกับ อุปนิสัยของเหล่งฮู้ชง อย่างยิ่ง ใจเหล่งฮู้ชง มิแบ่ง ฝ่ายธรรมะ อธรรมะ เพียงแต่เหล่งฮู้ชงมองเนื้อแท้ มากกว่าป้ายยี่ห้อสำนักธรรมะ อย่างจ้อแน้เซียง คนผู้นี้เป็นผู้นำห้าสำนักกระบี่ ฝ่ายธรรมะ แต่ละโมบโลภมาก จิตใจชั่วช้าอำมหิต เปรียบกับ เถียนป๋อกวง โจรปล้นสวาทชื่อเสียงอื้อฉาว ฉายา โดดเดี่ยวหมื่นลี้ เหล่งฮู้ชงยอมคบกับเถียนป๋อกวงเป็นสหาย เพราะ มันเป็นคนที่มีสัจจะวาจา พูดคำไหนคำนั้น ดีกว่าให้คบค้าสมาคม กับ จ้อแน้เซียงและพวก

เซนในสันดาน ของ เหล่งฮู้ชง สอนให้ตัวมันเอง มองเห็นผู้คนที่แก่น มิใช่ เปลือก เมื่อในสายตาท่านมิแบ่งสีขาว สีดำ แต่ท่านเข้าใจแก่นแท้ของมันว่า ในขาวนั้นลึกๆอาจมีดำซ่อน ในดำบางคราก็มีสีขาว และขาวมีข้อดีของขาว ดำก็มีข้อดีของดำ ใจที่วัดดำขาวนั้นมีมาตราฐานอันใดไปวัด จับต้อง ใจของเหล่งฮู้ชง มิจับต้อง มิถ่วงวัด เมื่อเป็นอิสระต่อตัวตน ทุกสรรพสิ่งย่อมเท่าเทียม มีเพียง "แก่น" เท่านั้นที่แตกต่าง

ส่วน “แก่น” ของท่านกิมย้ง นั่นคือ ไม่ว่าลักษณะใดล้วนสามารถมุ่งสู่จุดสูงสุด คือ อนัตตา เมื่อสู่สภาวะไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอยให้สืบสาว ท่านกิมย้งเขียน อุ้ยเสี่ยวป้อ ตัวละครเอกตัวสุดท้าย ซึ่งนับว่าสู่สภาวะที่ไร้ซึ่ง ขงจื้อ เต๋า พุทธ หรือ เซน นับเป็นยการยิ้มเย้ยยุทธจักร ก่อนแขวนกระบี่ ล้างมือในอ่างทองคำ มิได้ปรากฏตนในบรรณพิภพกำลังภายใน สู่สภาวะอนัตตาทางยุทธภพอย่างแท้จริง

ปล. บทความนี้เรียงเรียงจากบทความเก่าๆของข้าพเจ้าเอง สหายท่านใดอยากอ่านอย่างเฉพาะเจาะจง กรุณาติดตามย้อนในเพจนะขอรับ ต้องขออภัยมิมีเวลาหาจากทางเพจ เลยต้องเขียนเรียบเรียงใหม่ให้ครอบคลุมอีกครา

จาก https://m.facebook.com/9independentswords/
6  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ซาโตริต่างกับนิพพานอย่างไร ? ( เซนสักนิด ชีวิตเป็นสุข) เมื่อ: 15 กรกฎาคม 2561 15:03:32


อ่านเรื่องเซนทีไร ก็มีคำว่า 'ซาโตริ' ปนมาอยู่เรื่อย

มันคืออันหยัง?

คงต้องเริ่มที่คำถามว่า อะไรคือเป้าหมายหลักของปรัชญาพุทธ

คอนเส็ปต์หลักน่าจะคือ 'การปลดปล่อยตนให้เป็นอิสระ'

ในทางพุทธก็คือการบรรลุนิพพาน (nirvana) ในทางเซนคือการบรรลุพุทธภาวะ เรียกว่า ซาโตริ (satori)

ทั้งสองอย่างก็คือการกำจัดความคิดปรุงแต่ง (delusive thinking) ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ เมื่อขจัดมันไปได้ ก็ทำให้โลภ โกรธ หลง หายไปด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือการทำลายอุปาทานในขันธ์ เพื่อให้อัตตาสิ้นไป เมื่อไม่มีอัตตา ก็เป็นอิสระ

เจ้าชายสิทธัตถะทรงละทิิ้งชีวิตฆราวาสไปเป็นดาบส ทรงหาทุกวิถีทางที่จะปลดปล่อยพระองค์เป็นอิสระ แต่ทรงไม่สามารถบรรลุจุดหมายนั้นด้วยหนทางแห่งความสุดโต่ง จนกระทั่งหลังจากเจ็ดปีของการค้นหาแบบสุดโต่ง ก็ทรงละทิ้งวิถีนั้น และเมื่อนั้นเองที่ทรง 'ตื่น' และเข้าสู่สภาวะแห่งการเข้าใจหรือที่เรียกว่า การตรัสรู้ (enlightenment) โดยการพิจารณาสิ่งที่เป็นไปในโลกใต้ต้นโพธิ์ ผ่านทั้งราตรีจนแสงสว่างของเช้าวันใหม่มาถึง ก็ทรงเข้าพระทัยทุกสิ่งอย่างแจ่มแจ้ง หลุดพ้นโดยสิ้นเชิงจากมายาและวงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) เป็นสภาวะที่เรียกว่า อนุตตรสัมมาสัมโพธิ ซึ่งถือเป็นปัญญาสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดมาเทียบเคียงได้ (unexcelled, complete awakening)

การหลุดพ้นก็คือการตื่น นี่คือที่มาของคำว่า พุทธะ แปลว่า ผู้ตื่นแล้ว (บางครั้งใช้คำว่า โพธิ ในความหมายของการตื่นเช่นกัน)

ตื่นจากอะไร?

ตื่นจากมายา ปลดปล่อยตัวเองจากมายาและสิ่งห่อหุ้มธรรมชาติเดิมของเรา

แล้วซาโตริต่างจากนิพพานหรือไม่? อย่างไร?

มีการให้ความหมายของนิพพานและซาโตริต่างกันออกไป บางตำราใช้คำนิพพานกับซาโตริในความหมายเดียวกัน บางตำราว่าภาวะการรู้แจ้ง (enlightenment) มาก่อนภาวะนิพพาน (nirvana) บางตำราก็แบ่งการบรรลุธรรมออกเป็นหลายระดับ เช่น นิพพาน, ซาโตริ, เคนโซ

คำว่า ซาโตริ แปลตรงตัวว่า การเข้าใจ บางทีก็ใช้สลับกับคำว่า เคนโซ (kensho) ซึ่งมักหมายถึงการบรรลุธรรมในขอบเขตของเซน

เคนโซ แปลตรงตัวว่า การมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของตนเอง เคนโซจึงไม่ได้มีความหมายถึงการตื่นอย่างสมบูรณ์ในความหมายของนิพพาน

มีผู้เปรียบว่า การบรรลุเคนโซก็เช่นการเตะลูกบอลวิถีไกลโค้งข้ามสนามเข้าประตูอย่างสวยงามเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณคือ เดวิด เบคคัม หรือการขว้างลูกบาสเก็ตบอลเข้าห่วงในทีเดียว ก็ไม่ได้ทำให้คุณเป็น ไมเคิล จอร์แดน คุณจะเป็น เดวิด เบคคัม หรือ ไมเคิล จอร์แดน ก็เมื่อคุณทำประตูได้มากพอ นานพอจนสามารถคุมลูกบอลได้ดั่งใจ หรือหากใช้สำนวนนิยายจีนกำลังภายในก็คือ คุณเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกับลูกบอลจนไม่เหลือตัวตนของลูกบอล!

ผู้รู้ด้านเซนหลายท่านอธิบายว่า ซาโตริมักมีความหมายของการตื่นเล็ก นิพพานมีความหมายของการตื่นใหญ่ นั่นคือนิพพานเป็นผลรวมของการบรรลุซาโตริ สรุปแบบหยาบ ๆ ได้ว่า คนเราสามารถบรรลุซาโตริได้หลายครั้ง แต่บรรลุนิพพานได้ครั้งเดียว

ตัวอย่างที่ดีที่สุดน่าจะเป็นกรณีของอาจารย์ฮาคุอิน ปรมาจารย์เซนคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่นสมัยศตวรรษที่ 15 ว่ากันว่าท่านมีประสบการณ์ซาโตริหลายครั้ง เช่นครั้งหนึ่งขณะที่เดินฝ่าฝน น้ำท่วมขึ้นมาถึงหัวเข่า ขณะจิตนั้นท่านนึกถึงบทธรรมที่เคยอ่านนานมาแล้ว พลันท่านก็ตื่น ส่งเสียงหัวเราะก้องกังวาน อาจารย์ฮาคุอินมักตื่นกะทันหันและหัวเราะก้องเช่นนี้เสมอ เป็นตัวอย่างว่าการตื่นมีหลายระดับ และเกิดขึ้นซ้ำได้

ชาวพุทธไม่น้อยตีความคำว่า วงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) ตรงตามคำว่าเป็นการเกิดใหม่โดยพลัง (หรือพลังงาน) ที่เรียกว่า กรรม และกรรมนี้เองเป็นตัวกำหนดคุณลักษณ์และบทบาทของชีวิตที่เกิดใหม่ จนกว่าจะสามารถ 'ตื่น' เมื่อนั้นวงจรนี้ก็จะสิ้นสุด เรียกจุดหมายปลายทางนี้ว่า นิพพาน

แต่ในทางเซนและมหายานบางสายตีความคำว่า สังสารวัฏ แตกต่างออกไป เซนชี้ว่ากระบวนการเกิดใหม่นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงขณะจิต เพราะตัวตนของเราทุกคนเกิดใหม่เรื่อย ๆ ทีละชั่วขณะจิต อันเป็นการกระทบกันของปัจจัยหนึ่งสู่อีกปัจจัยหนึ่งตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งใช้อธิบายสภาวะของจิตของฝ่ายเถรวาท

จะเห็นว่าในเรื่องเดียวกันแท้ ๆ ก็มีการตีความไปต่าง ๆ นานา

อ่านแล้วง่วงหรือเปล่า?

ไม่แปลกถ้าง่วงนะ ก็เหมือนเรื่องเสือดำ เรื่องนาฬิกา และอื่นๆ นั่นแหละ ตีความได้หลายอย่าง ตีความไปตีความมา ก็ง่วงนอนได้

คำว่าเซนจึงต้องเขียน Zen ไง ZZZZ เป็นสัญลักษณ์ของความง่วง

.……………...

วินทร์ เลียววาริณ
เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/winlyovarin/
7  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: พื้นที่ชีวิต : เดินทาง 20,000 กิโลเมตร ตามรอย ปรมาจารย์ตั๊กม้อ เมื่อ: 10 มิถุนายน 2561 08:39:00


ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ เดินทางมาถึงจีนในช่วงระหว่าง ค.ศ. 400- 500 ในตอนนั้นพุทธศาสนาในจีนเจริญรุ่งเรืองพอสมควรแต่ส่วนใหญ่จะเป็นด้านปริยัติ คือการแปลคัมภีร์ต่าง ๆ จากอินเดีย รวมทั้งการประกอบพิธีกรรมและทำบุญสุนทาน สิ่งที่ท่านโพธิธรรมนำเข้ามา คือการเน้นไปที่การปฏิบัติ โดยมองตรงลงไปที่จิต เพื่อเข้าถึงความจริงของสูงของธรรมชาติ จึงถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ช็อกวงการพุทธศาสนาในเมืองจีนขณะนั้นเลยทีเดียว

แต่เซนก็ไม่ได้รับความนิยมในชั่วข้ามคืน บันทึกระบุว่าท่านโพธิธรรมมีลูกศิษย์เพียงไม่กี่คน แถมในช่วงแรกยังทำให้จักรพรรดิขัดเคืองจนต้องหลบไปอยู่บนยอดเขาห่างไกลอยู่ถึง 9 ปี ต่อมาในช่วงของผู้สืบทอด คือสังฆปรินายกองค์ที่ 2 และ 3 ก็ยังไม่มีการก่อตั้งวัดเซนขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อาจารย์เซนมักเก็บตัวอยู่ในป่าเขาห่างไกล ผู้ใฝ่เรียนจึงต้องแสวงหาครูบาอาจารย์อย่างยากลำบาก และการสอนยังคงเป็นลักษณะตัวต่อตัวในหมู่ผู้สนใจกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ทั้งหมดนี้เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อมาถึงยุคของท่านเต้าซิ่น สังฆปรินายกองค์ที่ 4

https://youtu.be/IqgwvYNFI50

<a href="https://www.youtube.com/v/IqgwvYNFI50" target="_blank">https://www.youtube.com/v/IqgwvYNFI50</a>
8  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: พื้นที่ชีวิต : เดินทาง 20,000 กิโลเมตร ตามรอย ปรมาจารย์ตั๊กม้อ เมื่อ: 10 มิถุนายน 2561 08:37:22


หลังจากที่ท่านโพธิธรรมหรือที่คนจีนเรียกว่าตั๊กม้อ ได้รับมอบภารกิจจากอาจารย์ของท่านคือภิกษุณีปรัชญาธารา ให้ไปเผยแผ่ธรรมะแบบจิตสู่จิตยังแผ่นดินจีนแล้ว ท่านน่าจะลงเรือจากเมืองท่าขนาดใหญ่ในสมัยนั้นคือมหาบาลีปุรัม ผ่านอ่าวเบงกอล ช่องแคบมะละกา เพื่อไปยังแผ่นดินจีน

วิธีปฏิบัติธรรมแบบเซนที่ท่านโพธิธรรมนำมานั้นแตกต่างจากของเดิมในจีนโดยสิ้นเชิง ช่วงที่ท่านโพธิธรรมมาถึงประเทศจีนนั้นพุทธศาสนาในจีนเจริญรุ่งเรืองและแพร่หลายมากอยู่แล้ว ช่วงนั้นพุทธศาสนาในจีนมีหลายนิกาย แต่ละนิกายต่างก็มีพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอยู่หลายท่าน มีการแปลคัมภีร์สำคัญ ๆ ออกมามากมาย แต่เมื่อท่านโพธิธรรมเดินทางมาถึง วิธีการปฏิบัติธรรมแบบเซนที่ท่านนำมาจากอินเดียถือเป็นการปฏิวัติเลยทีเดียว เพราะมันแตกต่างจากความเข้าใจพุทธศาสนาของคนจีนที่มีมาตั้งแต่สมัยฮั่นโดยสิ้นเชิง

ลิ้งสอง https://youtu.be/tWf-t6atx20

<a href="https://www.youtube.com/v/tWf-t6atx20" target="_blank">https://www.youtube.com/v/tWf-t6atx20</a>
9  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พื้นที่ชีวิต : เดินทาง 20,000 กิโลเมตร ตามรอย ปรมาจารย์ตั๊กม้อ เมื่อ: 10 มิถุนายน 2561 08:34:57


ว่ากันว่าแก่นคำสอนของ "ท่านโพธิธรรม" หรือ "ตั๊กม้อ" คือการชี้ตรงไปที่จิตใจ เพื่อให้เห็นธรรมชาติเดิมแท้ และบรรลุถึงพุทธภาวะ ตามตำนานกล่าวว่าท่านเป็นเจ้าชายจากอินเดียตอนใต้ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเผยแผ่คำสอนที่ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนแปลง แต่เป็นการปฏิวัติสังคมวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ทั้งในจีน ญี่ปุ่น รวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลกที่เซ็นแพร่ไปถึง แน่นอนว่าหากปราศจากท่านโพธิธรรม โฉมหน้าของอารยธรรมตะวันออกจะต่างจากที่เราเห็นทุกวันนี้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ออกเดินทางจากอินเดียตอนใต้ ไปยังจีน และญี่ปุ่น รวมระยะทางกว่า 20,000 กิโลเมตร เพื่อไขปริศนา และตามรอยการเดินทางของปรมาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ลิ้งแรก https://youtu.be/s6sU65VVLdc


<a href="https://www.youtube.com/v/s6sU65VVLdc" target="_blank">https://www.youtube.com/v/s6sU65VVLdc</a>
10  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / คนค้นฅน : ฅนบนทางก้าว ( ตูน บอดี้สแลม ) เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2561 16:14:44
<a href="https://www.youtube.com/v/bTmR0IfsTHI" target="_blank">https://www.youtube.com/v/bTmR0IfsTHI</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/2lHASS79mdc" target="_blank">https://www.youtube.com/v/2lHASS79mdc</a>

คนค้นฅน : ฅนบนทางก้าว

โครงการ “ก้าวคนละก้าว” เกิดขึ้นโดย อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม ที่ได้ร่วมมือกับมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จัดกิจกรรมวิ่งการกุศล เพื่อระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ มาช่วยเหลือโรงพยาบาลในประเทศที่เป็นโรงพยาบาลศูนย์ เพื่อนำเงินมาพัฒนาและเพิ่มศักยภาพด้านเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ และด้านบุคลากรต่างๆ ให้มีคุณภาพที่ดี เพื่อจะรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป โดยการวิ่งเริ่มต้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ใต้สุดแดนสยามที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา รอดอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ มุ่งหน้าจังหวัดยะลา ผ่านปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง พะเยา และสิ้นสุดที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย รวม 20 จังหวัด ในวันที่ 25 ธันวาคม 2560 รวมการวิ่ง 55 วัน ระยะทางทั้งสิ้น 2,215 กิโลเมตร โดยมียอดเงินบริจาคที่สูงทะลุเป้ากว่า 1,200 ล้านบาท แต่การวิ่งครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของ ตูน - อาทิวราห์ คงมาลัย จะสำเร็จถึงจุดหมายปลายทางไม่ได้เลย ถ้าไม่มีทีมงานเบื้องหลังในส่วนต่างๆ ของโครงการ “ก้าวคนละก้าว” หรือเหล่าอาสาสมัครที่มาร่วมวิ่งก้าวตามไปกับเขา รวมไปถึงผู้คนตามรายทางที่เขาได้ก้าวผ่านในครั้งนี้ ทุกคนมากันด้วยหัวใจที่เห็นถึง “พลังความดี” ของเขา พลังของการลุกขึ้นมาทำความดีโดยที่ไม่มีใครบอก และทำด้วยหัวจิตหัวใจที่ใสสะอาด เอาความมานะ อดทน ความเหนื่อยยากของตนมาแลก เพื่อให้คนอื่นในสังคมได้ร่วมกันทำความดีด้วยกัน และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนหลายๆ คนบนรายทางที่เขาวิ่งผ่าน

ติดตามข่าวสารทีวีบูรพาเพิ่มเติมได้ที่
http://tvburabha.com/
https://www.facebook.com/tvburabha
https://www.instagram.com/tvburabha/
https://www.facebook.com/kontvburabha
11  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พื้นที่ชีวิต : เส้นทางจาริกแห่งหุบเขาโคยะซัง (25 ม.ค. 61) เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2561 16:00:03
<a href="https://www.youtube.com/v/iwsAgEAiE8s" target="_blank">https://www.youtube.com/v/iwsAgEAiE8s</a>

พื้นที่ชีวิต : เส้นทางจาริกแห่งหุบเขาโคยะซัง (25 ม.ค. 61)

โคยะซัง เมืองเล็กๆ ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีความสูงกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล เมื่อปี 2547 ยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกลำดับที่ 12 ของญี่ปุ่น เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายชินงอนในประเทศญี่ปุ่น ที่มีอายุกว่า 1200 ปี เคยมีวัดตั้งอยู่กว่า 1,000 แห่ง

ปัจจุบันเส้นทางจาริกบนหุบเขาโคยะซัง ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ชาวพุทธนิกายชินงอนในญี่ปุ่นต้องมาเดิน มีวัดนับร้อยแห่ง ทีเปิดเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพัก เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตและคำสอนของพุทธศาสนา ติดตามนิ้วกลมเดินทางขึ้นสู่หุบเขาโคยะซัง เพื่อค้นหาคุณค่าและความสำคัญของการจาริกแสวงบุญในมุมมองของชาวพุทธนิกายชินงอน

ติดตามชมรายการพื้นที่ชีวิต วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2561 เวลา 22.00 - 22.55 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมผ่านทีวีออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live
-------------------------------------------------------

กด Subscribe
ติดตามรายการดีๆของช่อง ได้ที่  : http://goo.gl/hdy2ye
และ ติดตามไทยพีบีเอสออนไลน์ ได้ที่

Website       : http://www.thaipbs.or.th
Facebook     : http://www.fb.com/ThaiPBSFan
Twitter          : http://www.twitter.com/ThaiPBS 
Instagram    : http://www.instagram.com/ThaiPBS
Google Plus : www.thaipbs.or.th/GooglePlus
LINE              : @ThaiPBS
Youtube        : http://www.youtube.com/user/ThaiPBS


12  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พุทธศาสนามีมรรควิธีมากมาย อย่าง นิกายสุขาวดี เมื่อ: 29 มกราคม 2561 21:59:19


มีคำกล่าวว่า จิตวิทยาของคนอินเดียมักจะมองขึ้นไปบนฟ้า แล้วก็ขบคิดถึงอนันตภาวะบางอย่าง ขณะที่คนจีนนั้นจะแตกต่างออกไป นั้นคือ คนจีนมักมองลงมายังพื้นดิน แทนที่จะมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และ จินตนาการถึงอะไรบางอย่างแบบคนอินเดีย พูดอีกอย่างก็คือ คนจีนชอบอะไรที่เป็นไปในเชิงปฏิบัติการ และ เป็นคนติดดินยิ่งกว่าคนอินเดีย  นี่จึงเป็นสาเหตุให้เมื่อพุทธศาสนาแบบที่เป็นนามธรรมลึกซึ้ง อย่างนิกายสรวาสติวาทิน ของหินยาน กับ นิกายมาธยมิกะ และ โยคาจาระ ของมหายาน ได้เข้าไปในจีน สำนักคิดเหล่านี้ ถึงได้ดำรงอยู่และรุ่งเรืองได้ไม่นานก็หายไปจากประเทศจีน แม้ว่าพุทธธรรมคำสอนที่ลึกซึ้งเหล่านี้ จะจับใจบรรดาบัณฑิตและปัญญาชนของจีนก็ตาม แต่สำหรับชาวบ้านร้านตลาดแล้ว ปรัชญาเหล่านี้ดูไม่มีผลกระทบหรือเกี่ยวข้องอะไร กับชีวิตประจำวันของพวกเขามากนัก ถ้าเราเคยอ่านพระอภิธรรมของนิกายเถรวาท เราจะพบว่า พระอภิธรรมเป็นปรัชญาเชิงวิเคราะห์ ซึ่งยากที่ตาสีตาสาจะเข้าใจได้ ต้องอาศัยนักศึกษาชั้นที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดจริงๆ ในขณะที่นิกายมหายานอย่างเซน ก็ล้วนเต็มไปด้วยข้อปริศนาธรรมซึ่งชวนพิศวงและยากแก่การเข้าใจ แม้การปฏิบัติธรรมเชิงพุทธธรรมดาๆ เราก็เชื่อกันว่า มันยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าจะเป็นพระอรหันต์ หรือ พระอริยบุคคลลำดับชั้นรองๆลงมา 

ดังนั้นคณาจารย์มหายานของจีนจึงพยายามที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว กล่าวคือ จะทำอย่างไรให้พุทธศาสนา ที่เป็นอะไรที่ " ยาก "และ "ห่างไกลชีวิต"เสียเหลือเกิน เป็นเรื่องของปราชญ์ บัณฑิต หรือ บุคคลพิเศษบางพวกซึ่งมุ่งเน้นการปฏิบัติที่เคร่งครัดตามวิถีของผู้สละโลก เป็นของที่จับต้องได้ สำหรับชาวบ้านร้านตลาด ผู้ซึ่งอาจจะแม้อ่านหนังสือไม่ออก และ มีชีวิตไปกับการทำไร่ไถ่นา รีดนมวัวไปวันๆ สามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์ได้ และ นั้นคือที่มาของนิกายสุขาวดี กล่าวคือ คณาจารย์มหายานชาวจีนได้พยายาม หาทางออกของปัญหาดังกล่าว และ พบว่าบรรดาคณาจารย์ชาวอินเดียในอดีต นั้นมีคำตอบ และ ได้ให้คำตอบเอาไว้ ในพระสูตรจำนวนหนึ่ง กล่าวคือ  มหาสุขาวดีวยูหสูตร , อมิตายุรธยานสูตร, จุลสุขาวดีวยูหสูตร และอมิตายุอุปเทศสูตร ซึ่งพระสูตรเหล่านี้ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของสุขาวดี ของพระพุทธเจ้าผู้มีนามว่า อมิตาภะ ซึ่งพระสูตรบรรยายเอาไว้ว่า ด้วยการสั่งสมบารมีที่ยากลำบากและยาวนานของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ส่งผลให้พุทธเกษตรของพระองค์นั้นรุ่งเรือง งดงาม ยิ่งกว่าพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าองค์ใดๆ และ เพียงแค่การทำบุญทำทาน มีเมตตาจิต รักษาศีล ทำสมาธิชำระจิตให้บริสุทธ์ โดยหมั่นระลึกหรือออกนามพระอามิตาภะเท่านั้น ! มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเคยทำบาปกรรมอะไรมากก็ตาม ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เพศไหน มีฐานะทางสังคมยังไง ก็ย่อมสามารถไปเกิดบนพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าองค์นี้ได้ (ไปเกิดแบบโอปปาติกะ บนดอกบัว) เมื่อไปเกิดแล้วจะไม่ตกต่ำมาสู่อบายภูมิอีก และ เที่ยงแท้ต่อการบรรลุนิพพาน เพราะ พระอมิตาภะเจ้า เป็นผู้หยั่งรู้วาระจิตสรรพสัตว์ เฉลียวฉลาดในการใช้อุบายต่างๆ ในการสอนสัตว์ ดังนั้นบุคคลผู้ได้ไปเกิดในสุขาวดี ย่อมเที่ยงแม้แต่ความหลุดพ้น (ในขณะที่พุทธเกษตรอื่น งดงามไม่เท่า รุ่งเรืองไม่เท่า และ ไม่การันตีว่าเที่ยงต่อควาใหลุดพ้นทุกคนแบบสุขาวดี)
ฝ ซึ่งด้วยความง่ายของมัน และ ความรู้สึกว่าพุทธศาสนาสามารถปฏิบัติได้จริง และ ไม่ไกลเกินเอื้อมก็ได้ทำให้พุทธศาสนานิกายนี้ กลายเป็นอะไรที่คนจีนยอมรับได้ และ กลายเป็นหนึ่งในนิกายหลักที่ชาวประเทศมหายานที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศจีน ยังคงยอมรับและปฏิบัติกัน

ในที่นี้เราจะไม่ลงรายละเอียดของสุขาวดี ว่าเป็นอย่างไร วิเศษมหัศจรรย์เพียงใด เพราะ รายละเอียดดังกล่าวย่อมมีผู้กล่าวถึงมามากแล้ว แต่ในที่นี้ เราจะนำเสนอในลักษณะ ของการวิเคราะห์ พุทธศาสนาแบบสุขาวดีกัน ปกติแล้วคติของสุขาวดีมักถูกมองอย่างดูถูกจากชาวพุทธนิกายอื่น ทั้งเถรวาท และ มหายาน โดยมองว่าความคิดของสุขาวดี นั้นเป็นความคิดราคาถูก หรือ เป็นปรัชญาชั้นต่ำๆ และ ดูเหมือนจะทำให้พุทธศาสนาถอยหลังเข้าคลอง กลายเป็นปรัชญาแบบเทวนิยมไป กล่าวคือ นิกายนี้เน้นย้ำว่า การพ้นทุกข์ของสรรพสัตว์ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกเข้ามาช่วย ซึ่งดูแล้วเป็นอะไรที่ขัดกับคติพุทธแบบดั้งเดิมที่เน้นพึ่งตนเองเป็นหลัก อย่างไรก็ตามหากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าคติเรื่องสุขาวดี แม้เราจะพูดว่าข้อปฏิบัติของลัทธินี้ "ง่าย" แต่ คำว่า"ง่าย" ก็ไม่ได้หมายความว่า "ไม่ลึกซึ้ง" และคติของนิกายนี้ ก็ไม่ได้ขัดกับคติเรื่องโลกธาตุของพุทธศาสนาทั้วๆไปเลย เพราะ พุทธศาสนาทั่วๆไปก็ยอมรับการมีอยู่ของโลกธาตุอื่น นอกเหนือไปจากโลกนี้โดยระบุว่ามีมากมาย ดุจเม็ดทรายในแม่น้ำคงคามหานที และ เนื่องจากสุขาวดี เป็นเพียงพุทธเกษตร ซึ่งเกิดจากอำนาจทางจิตของพระพุทธเจ้า เป็นเพียงโลกธาตุหนึ่ง ซึ่งมีอยู่อย่างชั่วคราว สำหรับผู้ปรารถนาจะบรรลุนิพพาน จึงไม่ได้ขัดกับคติพุทธศาสนาเลย

สุขาวดีเป็นอะไรที่คล้ายๆกับ สุทธาวาสภูมิ ของคติพุทธแบบดั้งเดิม ที่เป็นเสมือนภพภูมิของพระพรหมอนาคามี ผู้เที่ยงแท้แต่พระนิพพาน กล่าวคือสุทธาวาสภูมิเป็นภพภูมิสำหรับ พระอนาคามี บำเพ็ญบารมีต่อเพื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์และดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน กล่าวกันว่าในสุขาวดี สรรพสิ่งล้วนสำแดงธรรม แม้แต่นกในสุขาวดีก็ร้องเป็นเสียงธรรมเทศนา (นกเหล่านี้ไม่ใช่เดรัจฉาน หากแต่เกิดจากอำนาจของพระอมิตาภะ เพื่อขับกล่อมและแสดงธรรมแก่ชาวสุขาวดี)  ดังนั้นสุขาวดี จึงเป็นคนและสิ่งกับพระนิพพาน และ ไม่ได้ขัดกับคติของเถรวาท หรือ นิกายมหายานอื่น ซึ่งไม่ได้ตีความว่า นิพพานเป็นบ้านเป็นเมือง หรือ เป็นภพๆหนึ่ง ซึ่งคล้ายๆดินแดนอมตะ ซึ่งเป็นที่อยู่ของบรรดาผู้บรรลุธรรมแล้วแต่อย่างใด คติสุขาวดีสะท้อนความคิดฝันของมนุษย์ ซึ่งฝันถึงโลกที่ดีกว่า โลกใบนี้เต็มไปด้วยปัญหานานับประการ และ ความทุกข์ยาก ดังนั้นมันคงจะดีกว่า ถ้าจะมีโลกในอุดมคติที่เป็นสุขชั่วนิรันดร์ ความคิดแบบนี้ ยังสะท้อนอยู่ในกรอบของศาสนาต่างๆบนโลก ซึ่งบรรยายถึงสรวงสวรรค์ของพระเป็นเจ้า หรือ โลกหน้าที่ใกล้จะมาถึงในฐานะรางวัลของผู้ประพฤติดี เช่น โลกพระศรี ในทางปรัชญาการเมือง นับตั้งแต่อุดมรัฐของเปลโต้ ไปจนถึงยูโทเปีย ของสาธุคุณโทมัส มอร์ ก็สะท้อนความพยายามที่จะจัดระเบียบโลกนี้ให้กลายเป็นโลกในฝัน หากจะต่างกันก็เพียงแค่ นักการศาสนามุ่งโลกอื่น แต่นักปรัชญาการเมืองมุ่งโลกนี้

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะพบความคิดของบ้านเรา ที่มีความพยายามจะตีความนิพพานเป็นบ้านเป็นเมือง เช่น สำนักฤาษีลิงดำ ,สำนักธรรมกายเป็นต้น ซึ่งสะท้อนความพยายามที่จะตีความหรือผลิตชุดความเชื่อ เพื่อเอาใจมวลชน ที่ลึกๆในใจก็ฝันถึงโลกใหม่ที่ดีกว่า นอกจากนี้ คติของความคิดแบบนี้ยังสะท้อนความกลัวการดับสูญของ ตัวตน ของปุถุชนทั้งๆไป อีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ  เมื่อได้ยินว่า พระนิพพานในมติคัมภีร์เถรวาท ระบุว่า พระนิพพานเป็นอนัตตา เพราะ เขาเข้าใจผิดคิดว่า อนันตาหมายถึงไม่มีอะไร ? ดังนั้นเขาจึงอยากจะให้พระนิพพานเป็นอะไรบางอย่างที่เป็น สิ่งๆหนึ่งที่มีอยู่ แต่ครั้นจะยอมรับมติว่าพระนิพพานเป็นอัตตา เขาก็ได้เรียนรู้มาว่า ความคิดแบบนี้ คือ ยึดถือเรื่องการมีอัตตา เป็นทัศนะของศาสนาพราหมณ์ ที่เขาดูถูก ดังนั้นเขาจึงเลี่ยงไปในทัศนะที่ส่ายไปมา คือ ไม่ใช่อัตตา  แต่ก็ไม่ใช่อนัตตา ซึ่งเกิดจากความเข้าใจที่ผิดว่า อนัตตาหมายถึง ไม่มีอะไร?  นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่ว่า ในคัมภีร์เถรวาทไม่ได้ระบุว่า หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน หรือ พระอรหันต์นิพพาน นั้นสภาวะหลังจากนั้นเป็นยังไง หรืออยู่ในสภาพใด ดังนั้นพวกเขาจึงจินตนาการไปว่า บางทีอาจจะไปอยู่ในดินแดนบรมสุขใดสักแห่ง ซึ่งท่านเหล่านั้นยังคงอยู่ และ ยังคงเฝ้ามองจับตาดูโลก และ วันดีคืนดีก็อาจจะกลับมาปรากฏอีกครั้ง เพื่อสั่งสอนผู้คน ซึ่งสะท้อนความซุกซนของจิตที่ชอบคิดนั้นนี่ ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์

ดั่งที่มีความเชื่อว่า เมื่ออ.ชั้นสูงปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้า หรือ พระสาวกของพระองค์สามารถมาปรากฏพระองค์ หรือ ตัว เพื่อให้คำแนะนำได้ ซึ่งลึกๆก็สะท้อนความคิดแบบปุถุชนที่กลัวว่าตัวเอง หรือ บุคลิกภาพของตัวเองจะหายไปหลังความตาย (สมมติท่านเกิดใหม่เป็นคนอีกครั้ง ท่านก็จะจำอดีตชาติไม่ได้ ท่านจะกลายเป็นคนใหม่ ที่มีบุคลิกภาพใหม่ ซึ่งไม่เหมือนตัวเองในชาติที่แล้ว)  ดังนั้นจึงจินตนาการถึงการดำรงอยู่ของท่านเหล่านี้ ในแบบตัวตน หรือ จิตที่ดำรงอยู่อย่างเที่ยง หรือ ยังคงมีบุคลิกภาพแบบเดิมอยู่หลังท่านเหล่านี้ตายจากไป คือ ความตายไม่สามารถทำลายหรือกวาดบุคลิกภาพของท่านเหล่านี้ให้หายไปได้    อันที่จริงหากเราใคร่ครวญเพิ่มเติม โดยเอาเกณฑ์แบบประโยชน์นิยมที่ว่า คำสอนใดก็ตามที่เป็นประโยชน์มากที่สุดต่อคนหมู่มากที่สุดในสังคม นั้นก็สามารถยอมรับได้  ก็ดูนิกายสุขาวดี จะชนะขนาดในแง่นี้ เพราะ นิกายสุขาวดี กลับเป็นนิกายที่มีคนในโลกยอมรับนับถือ และ ปฏิบัติมากที่สุด (ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมหายาน อาทิ จีน,ญี่ปุ่น,เวียดนาม,เกาหลี  ล้วนนับถือนิกายนี้ ) เพราะ ข้อปฏิบัติของนิกายที่ง่าย ทั้งง่ายต่อการเรียนรู้ ง่ายต่อการเอาไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน สุขาวดีจึงเป็นมรรคที่ใช้การได้ ต่อคนกลุ่มใหญ่ของสังคม ลองมองไปรอบๆ เราจะเห็นคนธรรมดาๆ ปากกัดตีนถีบเอาชีวิตรอด มีภาระครอบครัว น้อยคนนักจะมีเวลามานั่งครุ่นคิดความหมายของชีวิตเยี่ยงนักปราชญ์ น้อยคนนักจะมั่งคั่ง แบบไร้ภาระความรับผิดชอบ ชนิดมีเวลาว่างมากๆ พอที่จะมานั่งใคร่ครวญ หรือ ปฏิบัติธรรม โดยไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง ,ธุรกิจ ,ประเทศชาติ หรือ ความรับผิดชอบอื่นๆ น้อยคนนักที่มีความกล้าพอที่จะสละโลก ละทิ้งภาระ ครอบครัว และ สามารถพาตัวเองไปอยู่ภายใต้ระเบียบวินัยที่เคร่งครัดของชีวิตนักบวช และ ประพฤติพรหมจรรย์ ดังนั้นความง่ายของสุขาวดี จึงต้องการให้แม้แต่คนกลุ่มนี้ก็พอได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากพุทธศาสนา คือ แม้จะมีเวลาน้อย แต่ถ้าแบ่งมาสักนิดมาระลึกถึงพระอมิตาภะบ้างนั้นก็อาจจะเพียงพอแล้ว

พุทธศาสนามีมรรควิธีมากมาย ก็ถ้าเป้าหมายมันคือแบบเดียวกัน คือลุถึง นิพพาน ทำไมเราจึงไม่เลือกทางง่ายล่ะ ทำไมเราต้องเลือกทางยาก หากสุขาวดีเป็นอีกทางที่ง่ายที่สุด ก็แล้วทำไมเราจึงไม่เลือกสุขาวดีล่ะ
  เราอาจจะคิดว่า สุขาวดีเป็นแนวคิดที่ไม่จริง?  เป็นเรื่องแต่งขึ้นมาลอยๆ ของคณาจารย์มหายาน แต่ถ้าเรามองในแง่ประโยชน์นิยมล่ะ คือ แนวคิดนี้ซึ่งอาจจะไม่จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีประโยชน์ เราจะยอมรับได้ไหม? ยกตัวอย่าง ความเชื่อว่ามีผีสางนางไม้สถิตในป่า สมมติความเชื่อนี้ทำให้คนเกิดขาดกลัว จึงไม่คิดบุกรุกป่า และ ป่าก็ยังคงอุดมสมบรูณ์ ในขณะที่ถ้าวันหนึ่งผู้คนเกิดมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ความเชื่อเรื่องผีสางนางไม้สถิตในต้นไม้ เป็นแค่นิยาย และ พวกเขาก็ไม่เกรงกลัวอาถรรพ์ป่าอีกต่อไป และ ตัดไม้ทำลายป่า แบบนี้ แม้จะมีความเข้าใจที่ถูก ก็ไม่เป็นประโยชน์เลย ดังนั้น แม้สุขาวดีอาจจะเป็นเรื่องหลอกลวง แต่ถ้าทำให้คนเราผู้นับถือ ทำตัวดีขึ้นน่ารักขึ้น (เพราะกลัวจะไม่ได้ไปสุขาวดี) ,หรือมีจิตปรุงแต่งวุ่นวาย ฟุ้งซ่านน้อยลงเป็นสมาธิมากขึ้น เพราะ ได้ภาวนาโดยยึดพระอามิตาภะเป็นอารมณ์อยู่ แม้ยามตายจิตก็มีพระอามิตาภะเป็นอารมณ์ไม่กลัวความตาย เพราะ เชื่อว่า ตัวเองไม่มีทางลงนรก หรือ อบายภูมิอื่นๆ แน่นอน  โดยเชื่อว่า ตนจะมีพระอามิตาภะมารับไปยังแดนสุขาวดี เพื่อปฏิบัติต่อจวบจนลุถึงพระนิพพาน  แบบนี้เราจะสามารถยอมรับ ความคิดสุขาวดีได้หรือไม่ (ภาวะจิตที่จะดับลงก่อนตายนั้นสำคัญมาก ตามคติพุทธถ้าจิตหน่วงอารมณ์ที่เป็นกุศลก่อนตาย แม้คนที่ทำบาปกรรมมามากก็อาจจะไปสู่สุคติภูมิได้ ในทางกลับกันเกิดก่อนตายจิตไปหน่วงเอาอารมณ์ที่เป็นอกุศลเข้า แม้ในชีวิตจะทำกุศลมามากก็อาจจะหน่วงให้เราตกสู่อบายได้ ดังนั้นการที่นิดายสุขาวดี ให้ระลึกถึงพระอามิตาภะเป็นอารมณ์ก่อนที่จะตาย ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้จิตเป็นกุศลตอนจะดับจิตลง ผู้ตายก็อาจจะไปสู่สุคติได้ ซึ่งก็เป็นไปตามทฤษฏีดั้งเดิม ซึ่งมีพุทธวจนะตรัสรับรองไว้ )

นอกจากนี้แม้พุทธศาสนาจะให้ความสำคัญกับการพึ่งตนเองมากกว่าสิ่งภายนอก เพราะ ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่ในชีวิตจริงจะมีมนุษย์กี่คนที่สามารถพึ่งตนเองได้จริงๆ หรือ เรายังจำเป็นต้องหาที่เกาะหรือพึ่งสิ่งอื่นอยู่ร่ำไป เพราะ เรายังไม่เข้มแข็งพอที่จะพึ่งตนเอง ดังนั้นการที่สุขาวดีสอนให้พึ่งอำนาจภายนอกอย่างพระอามิตาภะ จึงไม่ใช่ไร้เหตุผล แต่เกิดจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของคณาจารย์ นิกายสุขาวดี ถึงธรรมชาติของมนุษย์ และ ลึกๆ การสอนว่าเรานั้นไม่มีพลังแม้แต่จะพึ่งตนเองในการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความทุกข์ ก็มีนัยยะลดอหังการ มมังการ(ตัวกู ของกู)  ด้วย คือ เรานี้ช่างอ่อนแอยิ่ง และ ไม่ได้วิเศษวิโสเลย แม้จะพึ่งตนเองก็ยังไม่มีพลังพอ ซึ่งสะท้อนถึงการลดอีโก้ของเราลง อีกด้วย พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้า แบบต่างๆ อาทิ ปัญญาธิกะ ,ศรัทธาธิกะ, วิริยะธิกะ ซึ่งสื่อถึงการยอมรับ ว่าการใช้ศรัทธานำแบบนิกายสุขาวดี ก็เป็นอะไรที่ทรงรับรองว่า เป็นมรรควิธีที่ใช้การได้เข้าถึงผลสำเร็จเหมือนกัน

ในสูตรของเว่ยหลาง ท่านเว่ยหลางสังฆปริณายกนิกายเซน ตีความสุขาวดีว่า คือ สภาวะจิตที่ว่างจากกิเลส ดังนั้นหากเราสามารถละมิจฉาทิฏฐิ ตั้งมั่นในศีล มีความเพียร อบรมจิตให้บริสุทธิ์ ได้ เราก็สามารถลุถึงแดนสุขาวดีได้ที่นี่เดี๋ยวนี้ โดยไม่ต้องรอให้ตายลงเสียก่อนเพื่อไปอุบัติในแดนสุขาวดี เพราะ ทุกๆขณะเราก็ล้วนแล้วแต่ตายลงอยู่แล้ว แม้พระอมิตาภะ จะเป็นอะไรที่คล้ายๆ คติแบบพระเจ้าของศาสนาเทวนิยม แต่พระองค์ก็ไม่ได้ถูกมองจากชาวมหายานว่าพระองค์เป็นอะไรที่คล้ายๆ แบบนั้น พวกเขามองพระองค์คล้ายๆเป็นบุคลาธิษฐาน ของกฏบางอย่างของสากลจักรวาล นั้นคือ กฏของอิทัปปัจจยตา กฏของตถตา(ความเป็นเช่นนั้นเอง) แทนที่จะเป็นเสมือนพลังอำนาจบางอย่างเหนือธรรมชาติ แบบพระเจ้า ท่านติช นัท ฮันห์ พระเถระนิกายเซนร่วมสมัย ตีความสุขาวดีว่า ทุกๆครั้งที่เรามีสติตระหนักรู้ และ สามารถข้ามพ้นความทุกข์ ความเกลียดชัง ความเศร้าหมอง เมื่อนั้นเราก็ได้สัมผัสกับแดนสุขาวดีแล้ว ความสุขสงบ ที่เกิดจากการมีสติระลึกรู้ถึงลมหายใจ ในปัจจุบันขณะ นั้นแหละ คือ แดนสุขาวดี ท่านกล่าวว่า เมื่อเราค้นพบความสุขสงบสันติในจิตใจของเรา เราสามารถทำให้มิติดังกล่าวได้เติบโต แผ่กว้างออกไป ยังคนรอบข้าง สังคม ชุมชน  ประเทศ เมื่อนั้นเราก็ยกแดนสุขาวดี มาอยู่ ณ โลกจริงๆ ที่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ อย่างเป็นรูปธรรม ในทัศนะของท่านนัท ฮันห์  สุขาวดีจึงเป็นอะไรที่มากไปกว่า แค่ท่องบ่น และ รอคอย ท่านกล่าวว่า เราทุกคน มีเมล็ดพันธ์แห่งพระอมิตาภะ , พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ,พระโพธิสัตว์มหาสถามปราปต์ อยู่ในตัวเรานั้นคือ ความเมตตากรุณา และ ความต้องการที่จะสร้างสันติสุขให้กับผู้อื่น เราบรรลุถึงสุขาวดีอยู่แล้ว หรือ อยู่ในสุขาวดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาหรือรอหลังเราตาย เราเพียงแต่ต้องเรียนรู้ที่จะกลับมาสัมผัสความจริงแท้ที่มีอยู่ในตัวเอง ตระหนักรู้ตัวเรา (ผ่านการเจริญสติ) ก็แค่นั้น
13  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / “เทศนาพระสัทธรรมปุณฑริกสูตร” บนยอดเขาคิชกูฏ คติสำคัญของฝ่ายมหายาน เมื่อ: 20 มกราคม 2561 16:25:21


“เทศนาพระสัทธรรมปุณฑริกสูตร” บนยอดเขาคิชกูฏ  คติสำคัญของฝ่ายมหายาน
.
.
.
คงจำกันได้นะครับว่า “พระมหาโพธิสัตว์” ในคติมหายาน/วัชรยาน นั้น จะมีอานุภาพ ฤทธิ์เดชและอภินิหาร แต่ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์ของฝ่ายสถวีรวาทิน (มูลสรรวาสสติวาท)/เถรวาท) พระโพธิสัตว์คือผู้บำเพ็ญบุญตามแบบโยคะ (โยคาจารย์) 500 พระชาติ (พระโพธิสัตว์แบบพุกาม 550 พระชาติ ) จนได้มาประสูติเป็นพระสมณโคดมพุทธเจ้า ตามคติฝ่ายนี้ พระโพธิสัตว์ไม่ได้มีมากมายแบ่งชั้นแบ่งคอนโดกันในแต่ละมันดารา (พุทธเกษตร) ตามแบบของนิกายวัชรยานครับ
.
ตามคติความเชื่อของฝ่ายมหายาน/วัชรยาน นั้น ถือว่า พระธรรมของฝ่ายเถรวาทนั่นเป็นพระธรรมแบบเด็ก ๆ พื้น ๆ พระพุทธเจ้าสอนมนุษย์ได้แค่ไหน มนุษย์ก็รับได้แค่นั้นแหละ เพราะรับได้ยาก เข้าใจก็ยาก แต่พระธรรมของฝ่ายมหายานนั้น เป็นพระธรรมชั้นสูงและมีเทคนิควิธีการในการบรรลุนิพพาน / หรือโพธิญาณได้เร็ว ไปกันเป็นหมู่ ส่งต่อบุญวาสนากันได้ และสามารถ “ปฏิบัติ” เพื่อเข้าสู่การเป็น (มานุษิยะ)โพธิสัตว์/พุทธะได้ตามประสงค์ ในขณะที่ตัวเองยังมีชีวิตหรือสิ้นชีวิตไปแล้ว
.
เรื่องราวสำคัญของฝ่ายมหายาน ที่สืบเนื่องต่อมาถึงลัทธิวัชรยาน ได้สร้างวรรณกรรมแบบ “พุทธประวัติ” ที่กล่าวถึงการเทศนาพระสูตรสำคัญที่พระพุทธเจ้า (ศากยมุนี – กายเนื้อที่เป็นมนุษย์ หรือพระอมิตาภะ) ได้สั่งสอน “พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร” ไว้แก่เหล่าเทพยดา โพธิสัตว์ (มหาโพธิสัตว์ 80,000 องค์) พุทธบริษัทและสัตว์โลกทั้งสามภพ บนยอดเขาคิชกูฏ (เขาแร้งใกล้กรุงราชคฤห์ ) โดยมี “พญานาคนันทะ” และ “อุปนันทะ” รองรับก้านแห่ง “ปัทม – รัตนบัลลังก์ ไว้
 .
“พญานาคนันทะ” และ “อุปนันทะ” จึงเป็นต้นทางสำคัญของคติและงานศิลปะ ที่กลายมาเป็น "มนุษย์นาค" ในคติพุทธเถรวาทลังกา ในช่วงเวลาต่อมา
.
ในการเทศนาพระธรรมสูตรขั้นสูงแก่ 3 โลกนี้ ยังเปิดให้เหล่าพระโพธิสัตว์บนมันดารา ได้พบกับอดีตพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่เข้าสู่พระนิพพานไปแล้วด้วย ปรากฏเป็นรูปของพระสถูป หรือรูปอดีตพระพุทธจ้าเอง เรียงรายอยู่ด้านหลังในงานศิลปะทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะงาน “พระพิมพ์ดินเผา” (Votive Tablets - Terracotta Tablets) ในยุควัฒนธรรมทวารวดีหลายรูปแบบครับ

.
เรื่องราวของการเทศนาธรรมอันเป็นคติสำคัญของฝ่ายมหายาน บนพระพิมพ์ดินเผาทั้งเก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่ง เป็นพระพิมพ์แบบทรงกลมคล้ายตราประทับ อายุในยุคคุปตะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 ปรากฏรูปรอยของบุคคลในช่องที่แบ่งช่องออกเป็น 9 ช่องตาราง รายล้อมบุคคลสำคัญตรงกลางหมายถึง “พระอมิตาภะ” (พระพุทธเจ้าในกัลป์ปัจจุบัน) กำลังแสดงธรรมขั้นสูง ยกพระหัตถ์ขึ้นแสดงวิตรรกะมุทราทั้งสองข้างบนปัทมะ - รัตนะบัลลังก์ รายล้อมด้วยพระมหาธยานิโพธิสัตว์ทั้ง 8 (ตัวแทนเลข 8 คือผู้ปกปักษ์ทิศทั้งแปด แปดกลีบบัว 80,000 พระโพธิสัตว์จากแต่ละมันดารา มรรค 8 อาไร ๆ ที่มงคล ๆ ก็เป็นเลข 8 ครับ)
.
ด้านบนสุด อาจหมายถึง  “สมันตภัทรโพธิสัตว์” (พระผู้ดูแลรอบด้าน) ธยานิโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าไวโรจนะ ประทับในท่านั่งสมาธิ แสดงมุทราประทานพร ถัดมาองค์ที่สองตามแนวเข็มนาฬิกา ควรยกให้เป็น “พระโพธิสัตว์วัชรปาณี” (มหาสถามปราปตะ) ในคติมหายานเดิม ถัดลงมา คือ “พระโพธิสัตว์เมไตรย” (ผู้จะมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต แต่ในคติวัชรยานจะวางรูปของพระองค์ไว้ที่ด้านซ้ายของพระอมิตาภะ)
.
ตามด้วยเป็นพระมหาโพธิสัตว์ “สรรวนิสรณวิษกัมภิณ” ถัดลงมาทางด้านล่าง อยู่ในท่าลลิตาสนะ เป็น”มัญชูศรีโพธิสัตว์” ขวาล่างเป็น “อากาศครรภโพธิสัตว์” ด้านซ้ายเป็น”พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” (วัชรยานวางรูปไว้ด้านขวาของพระอมิตาภะเช่นเดียวกับมหายาน) วนเข็มนาฬิกาครบที่ พระมหาโพธิสัตว์“กษิติครรภโพธิสัตว์”
.
ทั้งหมด จะรวมเรียกว่า “พระอัษฎางคมหาโพธิสัตว์” ครับ
..
ถึงฝ่ายมหายาน จะมี “พระโพธิสัตว์” แต่นิกาย “วัชรยาน” นั้น ก็มีพระโพธิสัตว์ แต่มีเยอะกว่าและยังทำหน้าที่แบบโหด ๆ (เช่นปราบพวกเทพเจ้าฮินดู) มีพุทธเทวะเป็นเพศหญิง (รับอิทธิพลมาจากคติศากตะ – ศักติ) มีคาถาและมนตราตามแบบฮินดู สาปแช่งก็ได้นะ.. มีรหัสลับเป็นอุบายในการเข้าถึงจุดหมาย (กายรหัส มโนรหัส วจีรัส) ดูนับถือง่าย แต่กลับไม่ได้รับความนิยมในยุคต่อมา ด้วยเพราะขาดตรรกะเหตุผลในการปฏิบัติอย่างฝ่ายพุทธเถรวาท มีแต่พวกพวก “พระ” หมอผีจอมขมังเวทย์ เสกคาถาอาคม (ยังหลงมาในปัจจุบันก็เยอะ) ครับ
.
.
.
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

จาก https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=359658881165487&id=100013641335044
14  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ร้อยภูติ พันวิญญาณ / Re: พระโฮอิชิ กับปีศาจขุนศึก ( แต่งจาก ประวัติศาสตร์ความแค้น 2 ตระกูลใหญ่ ) เมื่อ: 15 มกราคม 2561 22:37:33


พระโฮอิชิ กับปีศาจขุนศึก ตอน ๒

     ต่อมาพระโฮอิชิก็ไปเล่นขับกล่อมให้เจ้านายน้อยเป็นประจำ จนเจ้าอาวาสเริ่มสงสัยในธุระส่วนตัวของพระโฮอิชิ ท่านจึงสั่งให้เด็กวัดตามพระโฮอิชิไป และแล้วก็ปรากฏว่า พระโฮอิชิเดิมตามดวงไฟวิญญาณ 2 ดวง ไปทางป่าช้าหลังวัด เด็กวัดก็สะกดรอยตามอย่างเงียบๆจนมาพบพระโฮอิชิบรรเลงพิณและขับเพลงกล่อมอยู่ท่ามกลางดวงไฟวิญญาณจำนวนมากท่ามกลางสุสานของตระกูลเฮเคะ
    เด็กวัดจึงเ้ข้าไปจับตัวพระโฮอิชิออกและพากลับวัดไปหาเจ้าอาวาส พระโฮอิชิกำลังโมโหที่ถูกลักพาตัวมาในขณะีที่กำลังบรรเลงเพลงพิณบิวะต่อหน้าเจ้านายผู้ส่งศักดิ์ตัวน้อย เจ้าอาวาสจึงกล่าวถามพระโฮอิชิว่า
 
"โฮอิชิเอย...เจ้าจงเล่ามานะว่าเจ้าไปทำอะไรในตอนกลางคืน"
 "กระผมแค่ถูกเชิญไปบรรเลงเพลงพิณให้เจ้านายผู้สูงศักดิ์"
 "เจ้าแน่ใจนะ...ว่าเจ้าไปบรรเลงเพลงใ้ห้คนฟัง"
 "โธ่หลวงพ่อ...ก็มีคนมารับกระผมขึ้นรถม้าไปยังที่ประทับของเจ้านายน้อยผู้สูงศักดิ์"
  "ที่เจ้าเด็กวัดว่าข้าว่า...เจ้าไปบรรเลงเพลงอยู่ที่สุสานของตระกูลเฮเคะ"
  "อะไรนะหลวงพ่อ"
  "เจ้าไม่เชื่อก็ตามเจ้าเด็กวัดดูล่ะกัน"
  "จริงครับ หลวงพี่ ผมเห็นกับตาว่ามีดวงไฟวิญญาณมากมายอยู่ท่ามกลางหลวงพี่และที่นั้นเป็นสุสานพวกขุนศึกครับหลวงพี่"
   พระโฮอิชิถูกกับอึ้งไปเลย
  "เจ้านะตาบอด ผีมันก็เลยหลอกเจ้าไป ถ้าข้าปล่อยเจ้าให้ไปบรรเลงอยู่กับวิญญาณ เจ้าคงอายุสั้นแน่ๆ"
  "หลวงพ่อครับ...กระผมมันเป็นคนตาบอด...ผมจึงมิอาจจะรู้ได้เลยว่าใครผีใครคน"
  "โฮอิชิ...ข้าว่าถ้าเจ้ายังอยู่ เหล่าวิญญาณต้องตามเอาตัวเจ้าแน่ๆ"
 "เช่นนั้นผมควรทำอย่างไรขอรับ หลวงพ่อช่วยกระผมด้วย"
  "หากเป็นเช่นนั้น...."
  เจ้าอาวาสให้พระโฮอิชิถอดผ้าออกและท่านก็หยิบขวดน้ำหมึกกับพู่กันอันเล็กมาและจุ่มเขียนลงบนตัวของพระโฮอิชิ

       เจ้าอาวาสเขียนตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์เป็นยันวัชรปรัชญาปารมิตา และลงอาคมคาถาป้องกันให้พ้นจากวิญญาณร้าย  เจ้าอาวาสถูกนิมนต์ไปพร้อมกับพระภิกษุรูปอื่นไปสวดพิธีศพอีกที่หนึ่ง จึงต้องปล่อยพระโฮอิชิไว้อีก แต่่ท่านวางใจเพราะท่านได้ลงยันต์ป้องกันไว้ให้กับพระโฮอิชิ พอตกกลางคืน พระโฮอิชิมานั่งที่ระเบียงรอเจ้าอาวาสกลับวัดอยู่นั้น
  "พระคุณเจ้าโฮอิชิเจ้าคะ......ข้าน้อยมารับท่านแล้วค่ะ"
   พระโฮอิชินั่งนิ่งแข็งตัว เสียงนั้นอยู่ไม่ไกลตัวท่านเลย
 "พระคุณเจ้าคะ นายน้อยรออยู่นะค่ะท่าน ท่านอยู่ไหนเนี้ย..."
  สาวใช้อันเป็นวิญญาณเดินขึ้นบันไดมาถึงระเบียงที่พระโฮอิชินั่งอยู่พร้อมกับซามูไรและชายขับรถม้า
  "นี้พิณบิวะของหลวงพี่โฮอิชินี้แต่ตัวท่านไปไหนนะ"
  "เจ้าดูนั้นซิ...หู...."
  "อะไรกันนี้หู...แล้วตัวไปไหน"
  "เราจะทำให้ภารกิจครั้งนี้เสียไปไม่ได้...ถึงจะไม่มีตัวแต่เราจะเอาหูไป เราจะทำงานที่นายมอบมาให้เสียไม่ได้ ทำได้เท่าไหนก็ทำเท่านั้น"
  ผีซามูไร ก็ดึงกระชากหูทั้งสองข้างและกำไว้ พระโฮอิชิถูกกระชากหูไป ถึุงจะเจ็บปวดทรมานจนอยากจะ้ร้องออกมาสุดเสียงก็ตาม แต่ก็กลัวว่าผีจะจับได้จึงอดทนเงียบไว้
  "จะดีหรือได้เพียงแค่หูไป..."
  "เอ้าน่า...กลับไปหานายน้อยกัน"
  ดวงวิญญาณ  ก็ลอยออกไปจากวัด พระโฮอิชิผู้น่าสงสารหูของเขาขาดทั้ง 2 ข้าง  ท่านกลัวจึงไม่กล้าไปไหนจึงนั่งอยู่ที่ระเบียงนั้น
   เจ้าอาวาสกลับมาถึงวัด ก็เข้าไปหาพระโฮอิชิและพบภาพที่พระโฮอิชิร้องไห้สะอึกสะอื้นและไร้หูไปแล้ว
   "โธ่ โฮอิชิผู้น่าสงสาร ข้าช่างแย่จริงๆเลย ข้าไม่ไ้ด้เขียนยันต์บริเวณหูของเจ้า.... นโมแด่พระพุทธองค์อมิตาพุทธภะจะรักษ์พิทักษ์เจ้า...ตอนนี้เจ้าจะรอดพ้นจากวิญญาณเหล่านั้นเลย..."
    จากนั้นพระโฮอิชิกลายเป็นพระตาบอดและพระไม่มีหู เจ้าอาวาสให้หมอมารักษาแผลที่บริเวณหูจนหาย จากพระตาบาดมาถูกเรียกว่า โฮอิชิไร้หู (เป็นเวรเป็นกรรมอะไรของท่านจริงๆ) แต่เรื่องราวของพระโฮอิชิก็กลายเป็นที่ล่ำลือ จนขนาดขุนนางและเศรษฐีจากเกียวโต ก็เดินทางมาฟังเพลงพิณบิวะของพระโฮอิชิ และได้ถวายปัจจัยและของมีค่าต่อวัด จนวัดอมิดาจิ เป็นวัดที่มีทรัพย์สามารถอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาได้ และได้มีการศาลอนุสรณ์เป็นรูปพระโฮอิชินั่งเล่นพิณบิวะที่ ศาลเจ้าอาคามะจิงกุ
 ณ ตรงที่เป็นสุสาน ของขุนศึกเฮเคะ และยังคงตั้งมาจนถึงทุกวันนี้
15  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / อิสรภาพผ่านการฟังในบาร์โด 6 วิถี อัศจรรย์เพื่อทางลัดแห่งการตรัสรู้ -ปัทมะสัมภวะ เมื่อ: 15 มกราคม 2561 22:23:10


อิสรภาพผ่านการฟังในบาร์โด
6 วิถี อัศจรรย์เพื่อทางลัดแห่งการตรัสรู้
โดย ปัทมะสัมภาวะ


ข้าฯ ปัทมะสัมภาวะ จะอธิบายความหมายแห่งอิสรภาพผ่านการฟังสำหรับผู้มาถึงห้วงขณะของความตาย
ในบรรดาบาร์โดสามประเภท, บาร์โดแรกเป็นขณะแห่งบาร์โดแห่งความตาย ญาติธรรมทั้งหลาย จงตั้งใจฟัง อย่าได้สงสัย
ทุกๆ ประสบการณ์ในโลกนี้เป็นฝันแห่งมาร เฉกเช่นภาพลวงตา
ทุกสิ่งทุกอย่างผันแปรไปไม่ยั่งยืน ทุกคนล้วนมุ่งสู่ความตาย
ผู้เจริญในธรรม ถอยห่างจากสภาวะอันเจ็บปวด
ประสบการณ์แห่งแสงสีขาว, สีแดง และสีดำ ทั้งหลายล้วนเป็นการแสดงมายาแห่งจิตของคุณ
ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นอื่นใดมากไปกว่าตัวของคุณเอง อย่าไปหวั่นไหว อย่าหวาดกลัวพวกมัน
ขณะนี้ดูเหมือนว่าคุณกำลังจะสูญสิ้นการรับรู้ไป
ภายนอกนั่นดูราวกับว่าเป็นฟ้ายามรุ่งอรุณ
ประสบการณ์ภายในคล้ายกับกรอบของแสงจากตะเกียงเนย
ระลึกไว้ให้กระจ่างชัดใสว่านั่นไม่ใช่ความคิด
แสงสว่างเรืองของความตายนี้คือจิตพุทธะโดยตัวของมันเอง
ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่าพยายามไปสร้างเรื่องราวหรือเปลี่ยนแปลงอะไร
ผู้เจริญในธรรม, บนหนทางนี้เธอจะถูกปลดปล่อยไปสู่ธรรมกาย
อยู่ในความรื่นรมย์และใสกระจ่าง
คุณสมบัติขั้นสูงเหล่านั้นจะถูกปลดปล่อยผ่านสภาวะนี้
ตอนนี้มาสู่บาร์โดที่สองแห่งธรรมาตา
ผู้เดินทาง จงตั้งใจฟัง จดจ่อ อย่าได้สงสัย
ก่อนหน้านี้ เธอไม่ประจักษ์ถึงการตื่นรู้
เจ็ดวันถัดจากนี้ไป ประสบการณ์ของคุณจะคลี่คลาย เช่นสายรุ้งและแสงสี
เป็นแถบและเป็นวง แล้วก็เป็นรูปกายของเทพ
ล้วนเป็นการแสดงออกอันประเสริฐของความหมายและความรู้แห่งสายธรรมพุทธะทั้งห้าตระกูล
อย่าได้หวาดกลัว, อย่าได้ตื่นตระหนกไปเพราะแสงสีอันแรงกล้า
ทั้งหลายล้วนเป็นการแสดงออกของตัวคุณเอง กำหนดจิตให้ผ่านเข้าไปในแสงสีแรงกล้านั้น
และพร้อมกับแสงแรงกล้า ยังมีแสงสีอ่อนนวล ซึ่งแสงนวลเหล่านี้อาจดึงดูดจิตของเธอ
พวกมันต่างเป็นตัวแทนของสิ่งลวงทั้งห้า อันเป็นหนทางสู่ซัมซาลา
ประสบการณ์ของคุณปะปนทั้งเส้นทางแห่งความจริง และไม่จริง
อย่าได้พลาด เลือกให้ถูกทาง
จากใจกลางแห่งชายและหญิงจากตระกูลพุทธะทั้งห้า เมื่อแสงจ้ากระทบตาของเธอ
นี่คือ พระวัชรสัตว์ ทางอันยิ่งใหญ่และเป็นสายตรง
ขณะอันคงไว้ซึ่งความสงบและตื่นรู้ตัว, ในรูปของความกรุณา, ความช่วยเหลือ
เปล่งออกมาด้วยความโหยหาอันเข้มข้น
อย่าได้ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใด
อย่าได้ปัดทิ้งสิ่งใด ; อย่าได้ยึดถือสิ่งใด
ดำรงอยู่ในสภาวะสืบเนื่องซึ่งเป็นรูปแบบอันศักดิ์สิทธิ์ อันแบ่งแยกไม่ได้จากตัวของเธิเอง
ณ.ที่นี้, เทพองค์หนึ่งกลับกลายเป็นอื่น เธอได้รับการปลดปล่อยให้เข้าสู่สัมโภคกาย
ผู้เดินทางจงฟัง
หากเธอไม่ได้รับอิสรภาพตอนนี้, จงตระหนักว่าเวลาไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการสำแดงออก
ทุกหนภายใน องค์เทพทั้งสี่ และทิศทั้งสี่
ข้างบนและข้างล่าง ปรากฏการกำธรมวลแห่งเปลวไฟและแสงสีรุ้ง
ตรงจุดกึ่งกลางปรากฏเป็นเหรุกะ

เทพผู้ติดตามของท่านล้วนน่าสะพรึงกลัว อาบไปด้วยกระแสธารแห่งคมหอกคมดาบอันแหลมคม
พวกเค้าร้องตะโกนโหยหวน หญิงสาวยั่วยวนและคำรามพร้อมกับหัวเราะลั่น
ความตื่นเต้นคึกคะนองนี้ กึกก้องกังวาลกว้างไกลสั่นสะเทือนไปทั่วพันล้านโลกา
อย่าได้หวาดกลัว, อย่าเสียขวัญ
ตระหนักรู้ว่าทุกสิ่งเป็นการเผยออกของความตื่นรู้
คงความตระหนักรู้ไว้
ปักหลักปนเปอย่างไม่แบ่งแยกไปกับสภาวธรรม
เข้าสู่หนทางนี้, เธอจะถูกปลดปล่อย
ในหนทางนี้, ณ จุดศูนย์กลางดำรงไว้ซึ่งอิสรภาพ
บาร์โดที่สาม ระหว่างบาร์โดแห่งการจุติ ... ผู้วายชนจงฟัง, ทายาททางธรรมทั้งหลาย จงตั้งใจ จดจ่อ อย่าได้สงสัย
ร่างกายของเธอตอนนี้ประกอบด้วยกระแสพลังงาน และจิต
รายล้อมรอบมันคลายพลังบาร์โดแห่งการจุติ
ระลึกไว้ว่าเธอได้ตายไปแล้ว และนั่นทำให้เธอใฝ่หาการมีชีวิต
เธออาจถูกจับโดยบริวารผู้เกรี้ยวกราดของเทพแห่งควาตาย
นั่นอาจเป็นเสียงอันน่าสะพรึงกลัว
หุบเหวสูงชันอาจเปิดออกต่อเธอ
อาจมีสัญลักษณ์อันชัดเจน หรือไม่ชัดเจนปรากฏขึ้น
พวกมันต่างก็ล้วนเป็นการแสดงออกแห่งจิตของเธอ
จิตนี้เปิดออกอย่างไร้ขอบเขตราวกับท้องฟ้า
ทว่า ความว่างไม่อาจเป็นอันตรายต่อความว่างได้
เรียกความเชื่อมั่นอันไร้เงื่อนไขของเธอกลับคืนมา
เมื่อใคร่ครวญสารซึ่งได้รับมอบแก่เธอแล้ว สนุกสนานไปกับมันราวกับงานฉลองที่ไม่มีวันจบสิ้น
เอร็ดอร่อยกับอาหารอันโอชะแห่งอิสรภาพผ่านการสูดดม
อย่าได้หื่นกระหายในชีวิตใหม่
ตรงเข้าแทนที่เทพยีตัม และคุรุของเธอ

ทางตะวันตกเป็นอาณาจักรแห่งความสุขสมซึ่งองค์พระอมิตาภะพำนักอยู่
ใครก็ตามที่จำพระนามของท่านได้จะเกิดที่นั่น
เธอก็เช่นกัน เธอจำพระนามท่านได้ ให้ภาวนา
สยบยอมอย่างจงรักษ์และน้อมรำลึกถึงองค์อวโลกิเตศวร และคุรุรินโปเช, โปรดช่วยด้วย!
จงสิ้นสงสัย

โบยบินไปที่นั่น ทะยานไปด้วยยานสายฟ้า
ภายในที่ว่างของดอกบัวตูม ในนั้นเป็นเช่นอาณาจักรแห่งพุทธะ
เธอจะทะยานความเร็วและถือกำเนิดราวปาฏิหารย์
ดังนั้น, ผู้เจริญในธรรม จงเชื่อมั่นในความสุขอันล้ำลึก
ลักษณะอันต้อยต่ำนั้นถูกปลดปล่อยสู่อิสรภาพเช่นนี้
แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น, ให้มาทางแห่งอิสรภาพสักครั้ง จะผ่านไปสู่การเกิดใหม่
จงฟังเถิด, บุตรธิดาแห่งผู้เจริญในธรรม
เมื่อคุณไม่ปิดประตูไปสู่ครรภ์ คุณอาจจะเห็นล็อกเปิดหรือช่องว่าง สถานที่อันมืดมิด ป่า หรือราชวัง
ทิ้งความปรารถนา และความยึดติดทั้งหลายไป
ตั้งจิตเพียงให้จุติบนโลก โดยเฉพาะเจาะจงในทิเบต (ดินแดนแห่งธรรมะ) ในดินแดนแห่งคุรุของคุณ
สร้างจินตภาพพ่อแม่ในอนาคต จากความบริสุทธิ์ เป็นคุรุรินโปเชและคู่ของท่าน
อย่าทะยานอยากหรือผลักไสพวกเขา
เชื่อมั่นและดำรงอยู่ในสภาวะของความสงบเย็น
เธอจะกลายเป็นกระแสโลหิตแห่งธรรมะอันลึกล้ำ
และแล้วเธอจะเคลื่อนอย่างรวดเร็วไร้กาลเวลา รู้ตัวทั่วพร้อม
ผ่านคำแนะนำอันค่อยเป็นค่อยไปนี้
ไม่สำคัญว่าผู้นั้นจะต้อยต่ำสักเพียงไหน
ผู้นั้นจะเกิดใหม่ใน 7 รอบอย่างแน่นอน
ร่างบทซึ่งจบด้วยการอุทิศและความทะเยอทะยานในการภาวนา
แล้วตั้งมั่นในสภาวธรรมซึ่งเป็นธรรมอันประเสริฐแห่งประสบการณ์ทั้งมวล
การเรียนการสอนอันกว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งนี้ไม่ขึ้นกับการบ่มเพาะผ่านวันเวลา
มันคืออิสรภาพผ่านการฟัง

Cr: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10155798348115027&id=635440026
16  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ร้อยภูติ พันวิญญาณ / พระโฮอิชิ กับปีศาจขุนศึก ( แต่งจาก ประวัติศาสตร์ความแค้น 2 ตระกูลใหญ่ ) เมื่อ: 12 มกราคม 2561 15:44:45


พระโฮอิชิ กับปีศาจขุนศึก ตอน ๑
       

     เรื่องราวที่เล่าต่อไปนี้่เป็นเรื่องของเหล่าดวงวิญญาณแค้นที่ไม่ยอมไปสู่สุคติ คือ ดวงวิญญาณของตระกูลเฮเคะ มีเรื่องอยู่ว่าในอดีตมีสองตระกูลใหญ่ที่ไม่ถูกกันมานานแต่บรรพบุรุษจนมาถึงลูกหลานจึงจงเกลียดจงชังกันมาตลอดและมักจะก่อสงครามกันระหว่างสองตระกูลนี้บ่อยครั้ง คือ เก็นจิ และ เฮเคะ (มินาโมโตะกับไทระ) ด้วยความบาดหมางที่เก็บมานาน เลยเกิดสงครามของสองตระกูลนี้อีกครั้ง หรือ สงคราม ปีเก็นเปย์ ทำให้ผู้คนล้มตายและฝ่ายตระกูลเฮเคะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จึงพบจุดจบฆ่าล้างผลาญตระกูลแม้เจ้านายตัวน้อยของตระกูลที่เป็นทายาทก็ถูกสังหาร(พระจักรพรรดิน้อยเชื่อสายเฮเคะ ชื่อ อันโตกุ) วิญญาณของตระกูลรวมถึงญาติพี่น้องและข้าทาสบริวารจึงกลายเป็นวิญญาณแค้น เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่นิยมเล่าขานโดยมีพระตาบอดเป็นผู้ที่เข้าไปใกล้กับโลกแห่งวิญญาณและถูกเหล่าวิญญาณนั้นตามล่าและรอดมาได้...จึงเป็นตำนานเล่ามาจนถึงปัจจุบัน

      เรื่องนี้มีอยู่ว่า สองตระกูลที่ยิ่งใหญ่คือ ตระกูลเฮเคะกับตระกูลเกนจิ เป็นสองตระกูลที่มีความแค้นต่อกันเกลียดชังกันมาแต่อดีตของบรรพบุรุษและมีรุ่นลูกหลานที่ต้องรับหน้าที่ในการบาดหมางครั้งนี้ จนถึงกลับมีสงครามฆ่าล้างตระกูลให้มันหมดจบลง โดยทำสงครามที่ทะเลช่องแคบชิโมะโนะเซกิ(หรือดันโนอุระ) เกิดฝ่ายตระกูลเฮเคะพ่ายแพ้ถูกสังหารทั้งตระกูลสิ้น  เจ้านายตัวน้อยผู้เป็นทายาทคนรุ่นสุดท้ายของตระกูลก็จบชีวิตลง เหล่าวิญญาณของตระกูลเฮเคะยังคงวนเวียนอยู่และร้องด้วยเสียงที่น่าสยดสยองและกล่าวแต่คำว่า "ต้องล้างแค้น"

มีผู้คนพบดวงไฟวิญญาณลอยไปมาในทะเลและชายหาดที่เป็นสมรภูมิ เหล่าวิญญาณตายโหงของตระกูลเฮเคะก็คอยหลอกหลอนชาวประมงที่แล่นเรือผ่านบริเวณนั้น บางทีจะพยายามจมเรือก็มี สร้างความเตือนร้อนชวนขนลุกแก่ชาวบ้านเป็นอันมาก

     เหล่าชาวบ้านจึงรวมตัวกันอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พาดวงวิญญาณไปพบกับความสงบ และช่วยกันสร้างวัดชื่อว่า"อะมิดะจิ" ขึ้นในที่ของตระกูลเฮเคะเพื่อการสร้างกุศลครั้้งยิ่งใหญ่ให้แก่ตระกูลเฮเคะ จากนั้นก็ไม่มีดวงวิญญาณใดของตระกูลเฮเคะปรากฏตัวมาอีกเลย  ดูเหมื่อนเรื่องจะจบแค่นี้ใช่ไหม ปรากฏว่ามันไม่ใช่ !!
     
   จนกระทั่งมีพระนิกายโจโด(สุึขาวดี)ตาบอดนามว่า "โฮอิชิ" มีความสามารถในการเล่นบิวะ(พิณญี่ปุน) และมีฝีมือเป็นที่ล่ำลือในความไพเราะ เขาสามารถขับกลอนเป็นบทเพลงอันไพเราะและน่าเศร้าชวนน้ำตาไหลในบทขับกล่อมกล่าวถึงตระกูลเฮเคะผู้น่าสงสาร เหล่าชาวบ้านล่ำลือจนมีผู้คนมาขอฟังกันมากมาย

      พระโฮอิชิมักจะร้องเพลงขับกล่อมให้เจ้าอาวาสฟังเสมอเพราะเจ้าอาวาสชื่นชอบในบทกวี แต่ต่อมาเจ้าอาวาสและพระภิกษุบางรูปถูกนิมนต์ไปสวดในพิธีศพ จึงมีพระโฮอิชิกับเด็กวัดไม่กี่คน ในตอนกลางคืนอากาศร้อนพระโฮอิชิจึงออกมานั่งเล่นพิณอยู่นอกที่กุฎิ ท่านบรรเลงบทกวีอยู่อย่างเพลินเพลิด จนกระทั่งไปสกิดต่อมเผือกของผีเข้า จนท่านสัมผัสได้ถึงว่าคนอยู่ใกล้ๆ ท่านกลัวตัวสั่นด้วยที่ตาบอดจึงกลัวและพยายามจะหนี

"ท่านเป็นใคร...ท่านเป็นใคร..."

  หญิงสาววัยกลางคนแต่งกายแบบผู้มีอันจะกินด้วยเครื่องประดับและกิโมโนที่สวยงาม (จะด้วยฤทธีของผีทำให้พระเห็นในจิตได้ว่ารูปลักษณ์แบบนั้น)

"ข้าน้อยขอนมัสการท่านพระโฮอิชิ"
"โยมมีอันใดกับอาตมาหรือ"
"ข้าน้อยได้ยินคำล่ำลือว่าที่วัดแห่งนี้มีพระตาบอดที่บรรเลงพิณได้ไพเราะและร้องบทเพลงกล่อมได้เป็นเลิศ"
"โยมพูดเช่นนี้...."
"คือว่าเจ้านายของข้าน้อยเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่มาประทับที่เมืองนี้ และได้ยินกิตติศักดิ์ของท่าน และเจ้านายของข้าจึงต้องการเป็นอันมากที่จะฟังเพลงพิณและบทขับกล่อมของท่าน จึงให้ข้าน้อยมารับท่านไปขับกล่อมให้ฟังเจ้าค่ะ"
"ถ้าเป็นเช่นนั้น อาตมาก็ยินดี"
     

 จากนั้นหญิงสาวผู้เป็นสาวใช้ของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ก็นิมนต์พระโฮอิชิขึ้นรถม้าและตนเองก็ขึ้นนั่งข้างคนขับรถ รถม้าวิ่งผ่านควันมากหลังวัดมาไม่นานก็ปรากฏคฤหาสน์อันใหญ่โตและโอ่อ่า สาวใช้พาพระโฮอิชิเข้าไปยังห้องโถงที่ใหญ่และสว่างด้วยแสงเทียน เหล่าผู้คนจำนวนมากนั่งตามที่นั่งของตนเองมากมาย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าไหมอย่างดีทั้งชายและหญิง ที่นั่งตรงกลางห้องที่วางด้วยเบาะนุ่มๆ สาวใช้นิมนต์ให้พระโฮอิชินั่งบนเบาะนั้น ผ้าม่านที่ฝั่งหนึ่งขอห้องตรงหน้าพระโฮอิชิก็เปิดออก เด็กชายน่ารักวัย 8 ขวบ นั่งพร้อมกับเหล่าสาวใช้และแม่นมที่ดูแก่มีอาวุโส

   "นมัสการพระคุณเจ้า ข้านิมนต์ท่านมาในครั้งนี้ด้วยใคร่อยากจะฟังบทกล่อมและเสียงบิวะของท่านที่ล่ำลือ ท่านจะช่วยสนองแก่ข้าน้อยช่วยบรรเลงขับลำนำประวัติของตระกูลเฮเคะ พร้อมกับประสานเสียงบิวะได้หรือไม่"

  "ไ้ด้...อาตมายินดี..แต่ว่าบทขับลำนำของประวัติตระกูลนี้ ยาวมากคงเล่นไม่ได้พร้อมในช่วงค่ำคืนนี้ โยมช่วยบอกอาตมาว่าต้องการฟังตอนไหนของบทขับนี้"

  "เช่นนั้นข้าน้อยขอฟังตอนทำสงครามที่ดันโนอุระเลยล่ะกัน เป็นตอนที่น่าโศกสลดที่สุด"

   จากนั้นโฮอิชิก็เริ่มจับบิวะและดีดบรรเลง มือบรรเลงสัมผัสบนเส้นดีดดังสัมผัสกันจนเกิดเสียงที่เศร้าสร้อย...และค่อยๆรุนแรงขึ้นคล้ายเสียงคลื่นลมในทะเล และเสียงของดาบและกระบี่ เสียงธนู ผู้คนชมเชยกันถูกฝีมือของพระโฮอิชิที่บรรเลงได้เสมือนจริง

   แต่พอพระโฮอิิชิขับกล่อมมาถึงตอนที่ว่าเป็นจุดสำคัญของตอน

"นักรบตระกูลเกนจิผู้ชนะในสงครามเข้าบุกคฤหาส์น... ธนูไฟยิงใส่ต้นไม้หลังคาและผู้คนล้มตายน่าสังเวชสยดสยอง ดิ้นทุรนทุรายไฟผลาญเผาไหม้ตายน่าเวทนา.... แม่นมนิืิอิโนะอะมะด้วยความภักดีจะรักษาเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเฮเคะ...เธอเข้าอุ้มกอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมกอดและพยายามหาทางออกจากคฤหาส์นที่เต็มไปด้วยไฟดั่งทะเลเพลิง "

   
   เด็กน้อยผู้นั่งเป็นประธานน้ำตาไหลริน ภาพแห่งอดีตปรากฏขึ้น หญิงสาวแก่วัยอาวุโสกั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวจึงไหลหลั่นเป็นสายธาร และเธอเข้ากอดเด็กน้อย...เหล่าสาวใช้เอาแขนเสื้อเช็ดน้ำตาและร้องไห้ด้วยความสังเวช ผู้คนให้ห้องโถงร้องไห้สะอึกสะอื้น พอบทขับกล่อมจบลง เด็กน้อยตบมือ

   "สมกับคำล่ำลือเสียจริง บทกล่อมและเพลงของท่านช่างหาฟังได้ยากยิ่ง เป็นบุญและที่ข้าน้อยได้ฟัง"

   "อย่าชมอาตมาเลยโยม แค่อาตมาต้องการใช้เป็นคติสอนใจมนุษย์เท่านั้่น"

   "ข้าน้อยชอบมากเลยพระคุณเจ้า ท่านช่วยมาบรรเลงกล่อมข้าน้อยเช่นนี้บ่อยๆได้หรือไม่"

   "อาตมายินดีหากโยมชอบ อาตมาก็จะมาให้"

   "เดี๋ยวสาวใช้ข้าคนเดิมจะเป็นผู้รับหน้าที่ไปรับท่านที่วัด แต่หลวงพี่โปรดอย่าบอกใครว่าท่านมาบรรเลงขับกล่อมเพลงพิณแก่ข้าน้อยนะ ข้ากลัวว่าชาวบ้านจะหาว่าข้าบังคับพระผู้ทรงศีลมาทำอะไรตามใจตน"

  "ได้โยม อาตมาชอบเสียอีกที่มีคนชอบบทกล่อมของอาตมา"

   จากนั้นพระโฮอิชิก็ขึ้นรถม้ามาส่งยังวัด ในขณะที่เจ้าอาวาสกลับก็เข้าถามพระโฮอิชิว่า

  "เจ้าไปไหนมา"
  "ข้าไปทำธุระมาท่านเจ้าอาวาส"
  "ไม่เป็นไรหากเจ้ากลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้วไปนอนเถิด"
  "ขอรับท่านเจ้าอาวาส"

   เจ้าอาวาสหันออกไปยังประตูวัดก็พบกับไฟวิญญาณ 2 ดวง ที่ทำท่าแอบอยู่ข้างประตู เจ้าอาวาสจึงเริ่มสงสัยว่าจะมีวิญญาณมายุ่งกับพระโฮอิชิซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ที่คนธรรมดาไปยุ่งเกี่ยวกับวิญญาณ #tobecontinued #つづく

จาก https://m.facebook.com/photo.php?fbid=1807762592589000&id=100000658301396&set=a.228569830508292.61674.100000658301396&source=48
17  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / นิทานเซน : ชาวนาซื้อที่ดิน เมื่อ: 06 มกราคม 2561 15:10:40


นิทานเซน : ชาวนาซื้อที่ดิน

       《农夫买地》       
       
         คนผู้หนึ่ง เอ่ยถามอาจารย์เซนว่า "สิ่งใดน่ากลัวที่สุดในโลก?"
       
       อาจารย์เซนตอบว่า "ความอยาก"
       
       คนผู้นั้นยังคงไม่เข้าใจ อาจารย์เซนจึงเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้เขาฟัง ใจความดังนี้
       
       "ยังมีชาวนาผู้หนึ่ง ต้องการหาซื้อที่ดินสักหนึ่งผืน เขาได้ยินมาว่ามีคนต้องการขาย จึงได้เดินทางไปพบเพื่อติดต่อขอซื้อ เมื่อไปถึง ชาวนาจึงได้เอ่ยถามคนผู้นั้นว่า "ที่ดินของท่านขายอย่างไร?"
       
       ผู้ที่ต้องการขายที่ดินตอบว่า "ขอเพียงท่านมอบเงินให้ข้า 1000 ตำลึงเท่านั้น จากนั้นให้เวลาท่านหนึ่งวันเต็มๆ นับจากพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ให้ท่านออกเดินเท้าไปรอบๆ ที่ดิน หากท่านสามารถเดินวนไปได้ไกลเท่าไหร่ ที่ดินเหล่านั้นล้วนนับเป็นของท่าน แต่หากว่าท่านเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน ท่านจะไม่ได้ที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว"
       
       ชาวนาได้ฟังดังนั้นในใจก็คิดว่า "เช่นนี้ก็ไม่เลว ข้ายอมลำบากหนึ่งวัน เดินให้เร็วที่สุด ไกลที่สุด เพื่อที่จะได้ที่ดินกว้างใหญ่ การซื้อขายนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก" ดังนั้นเขาจึงตกลงทำสัญญากับผู้ขายที่ดินรายนั้น
       
       วันรุ่งขึ้น เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ชายชาวนาก็เร่งฝีเท้าจ้ำเดินออกไปทันที เมื่อถึงยามเที่ยงวัน เขาหันหลังกลับมามองก็พบว่าเขามาไกลจนมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นแล้ว จึงค่อยเลี้ยวโค้งเพื่อเดินวนไปอีกด้านหนึ่ง พร้อมทั้งก้าวเดินต่อไปโดยไม่ยอมหยุดพัก แม่ว่าจะหิวโหยและเหนื่อยอย่างยิ่งก็ตาม เขาก้าวเดินต่อไป ต่อไป จนกระทั่งพบว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ในใจเขาจึงร้อนรนขึ้นมาเพราะเกรงว่าหากกลับไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะหมดสิทธิ์ครอบครองที่ดินทั้งหมด เขาจึงรีบหันหลังกลับเพื่อเดินไปยังจุดเริ่มต้น แต่พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลาลับฟ้าเต็มที เขาที่ทั้งเหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น และหิวโหยพยายามเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า จนกระทั่งเหลือเพียงสองก้าวจะถึงจุดเริ่มต้น ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามีได้ถูกใช้หมดสิ้นไปแล้ว สุดท้ายได้แต่ล้มลง ณ ที่นั้น ขณะล้มลงมือทั้งสองพลันทาบทับไปที่จุดเริ่มต้นพอดีกับที่พระอาทิตย์ลาลับฟ้า พร้อมกับชายชาวนาที่ล้มหายใจขาดห้วง สิ้นใจไปในลักษณะนั้น
       
       ที่ดินผืนกว้างใหญ่มหาศาลตกเป็นของชาวนาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่จะมีความหมายอันใด ในเมื่อเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว"
       
       เมื่อจบเรื่องราวที่อาจารย์เซนเล่า เหล่าศิษย์ก็กระจ่างในใจ เข้าใจว่าเหตุใด "ความอยาก" จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก
       
      ???? ปัญญาเซน : กิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์

                                      *****
18  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ว.วชิรเมธี ยกตูนจิตโพธิสัตว์ ทำความดีรับใช้เพื่อนมนุษย์ด้วยตัวตนที่เล็ก เมื่อ: 27 ธันวาคม 2560 21:51:10


ก้อย-ตูน ที่รู้จักเป็นคนถ่อมเนื้อถ่อมตน!?! ว.วชิรเมธี ยกตูนจิตโพธิสัตว์ ทำความดีรับใช้เพื่อนมนุษย์ด้วยตัวตนที่เล็ก นำงานศิลปะประมูลมอบ17ล้าน

จากกรณีพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่รู้จักกันดีในนาม ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์ชื่อดังได้เตรียมงาน “ประติมากรรม” ชุด “จิตโพธิสัตว์” ซึ่งเป็น “งานศิลปะชิ้นแรกที่ท่าน ว. สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยได้รับแรงบันดาลใจจากการวิ่งของ "ตูน บอดี้แสลม" ไว้มอบให้เป็นของขวัญแด่ "ตูน บอดี้แสลม” หลังก่อนหน้านี้นำภาพวาดต้นแบบถูกมหาเศรษฐีประมูลไปแล้ว10ล้านเตรียมมอบให้คณะก้าวคนละก้าวที่เชียงราย

   ล่าสุด พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) พระนักเทศชื่อดังจากไร่เชิญตะวัน ได้นำผลงานทางศิลปะที่ชื่อว่า “จิตโพธิสัตว์” หล่อด้วยบรอนซ์กว้าง 11.9 นิ้ว สูง 18 นิ้ว ออกมาแสดงที่ไร่เชิญตะวัน ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อเตรียมนำประมูลสำหรับสนับสนุนการวิ่งการกุศลโครงการก้าวคนละก้าวของตูน บอดี้สแลม ซึ่งมีปลายทางอยู่ที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย



   ทั้งนี้พระมหาวุฒิชัย กล่าวด้วยว่า จากการที่ได้รู้จักกับตูน บอดี้สแลม และก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ พบว่าเป็นคนที่ถ่อมเนื้อถ่อมตนอย่างสม่ำเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อทราบวิ่งจนค่าเลือดสูงและอาจถึงแก่ชีวิตได้ จึงส่งจดหมายที่มีเนื้อหาให้กำลังใจโดยมีภาพวาดลายเส้นศิลปะ ONE STROKE PAINTING แบบเชน ไปให้แล้วก็มีการนำจดหมายไปโพสต์กันแล้วมีคนชื่นชอบเพราะเล่าถึงการปล่อยวางตัวตน ให้ความสำคัญกับผู้อื่นมาก จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ตนทำผลงานทางศิลปะจากภาพที่วาดดังกล่าวเป็น “จิตโพธิสัตว์” โดยมี “ภูมิดล พิมสาร” ศิลปินชื่อดังอีกคนเป็นผู้ต่อยอดปั้นให้ เพราะจิตโพธิสัตว์คือการที่มีจิตใจเบิกบานในการรับใช้เพื่อนมนุษย์และทำความดีที่ยิ่งใหญ่โดยมีตัวตนเล็กน้อยที่สุดซึ่งก็เหมือนกับตูน บอดี้สแลม ทำในครั้งนี้นั่นเอง



  นอกจากนี้พระมหาวุฒิชัย ยังกล่าวอีกว่าจะนำงานศิลปะดังกล่าวมาประมูลเพื่อช่วยตูน บอดี้สแลม โดยทำออกมาจำนวน 8 ชิ้นและจะมอบให้ตูน 1 ชิ้น และอีก 7 ชิ้นจะนำมาประมูลก็ปรากฎว่าเมื่อมีผู้ทราบข่าวว่าจะนำไปช่วยโครงการก้าวคนละก้าวก็มีผู้รับเป็นเจ้าภาพแล้วชิ้นละอย่างน้อย 1 ล้านบาท ส่วนภาพวาดที่ตนวาดเป็นต้นแบบของศิลปะโพธิสัตว์ มีมหาเศรษฐีผู้ยังไม่ประสงค์จะออกนาม แจ้งขอเป็นเจ้าภาพแล้วและจะนำมอบเงินให้ตูน บอดี้สแลม ที่ จ.เชียงราย ด้วยตัวเองอีก 10 ล้านบาท



   อย่างไรก็ตามในที่ 26 ธ.ค.นี้ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการ จังหวัดเชียงราย จะนำประชาชนไปรวมตัวกันที่ไร่เชิญตะวันเพื่อบายศรีสู่ขวัญให้กับตูน บอดี้สแลม และพระมหาวุฒิชัยจะนำผลงานศิลปะออกมาประมูลในงานดังกล่าวแต่เมื่อมีเจ้าภาพครบแล้วก็จึงทำให้ตูน ซึ่งจะมีเงินเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 17 ล้านบาท และถือเป็นโครงการต้นแบบของประเทศไทยที่ทำให้คนไทยทั้งชาติหลอมรวมกันอย่างแท้จริง




จาก http://www.tnews.co.th/contents/393792?
19  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / เนื้อหนอน/จิตซัดส่าย เรื่องพิศดารของพระเฉียดตาย ครั้งหนึ่งมีพระภิกษุชาวเกาหลี เมื่อ: 22 ธันวาคม 2560 10:32:30


เนื้อหนอน/จิตซัดส่าย และเรื่องพิศดารของพระเฉียดตาย

ครั้งหนึ่งมีพระภิกษุชาวเกาหลีรูปหนึ่ง เป็นสงฆ์ประจำวัดแฮอินซา เมื่อครั้งที่พระอาจารย์ซองชอล (พระเถระผู้บรรุลธรรมแห่งคณะสงฆ์เกาหลี) ยังมีชีวิตอยู่ ต่อมาพระภิกษุรูปนี้ได้เดินทางธุดงค์ ขึ้นไปบำเพ็ญเพียรตามลำพังบนเทือกเขาจิริซัน ดำรงชีพด้วยของป่าที่พอหาได้

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านฉันของมีพิษเข้า คาดว่าน่าจะเป็นเห็ดเมาหรือพืชบางอย่าง จึงล้มป่วยอาหารสาหัส กระทั่งสิ้นสตินอนกองลงไปกับพื้น แต่เมื่อท่านรู้สึกตัว กลับพบว่า ได้หวนกลับมาที่วัดแฮอินซาที่อยู่ห่างจากเทือกเขาจิริซันถึง 100 กิโลเมตรได้อย่างน่าประหลาด ระหว่างนั้นท่านเห็นพระกัลยาณมิตรร่วมวัด 2 รูปกำลังประกอบพิธีอะไรบางอย่างที่คล้ายกับพิธีศพ แต่ทั้ง 2 มิได้แลเห็นท่านแต่อย่างใด เมื่อเข้าไปใกล้ พบว่า รูปหนึ่งกำลังสาธยายพระสูตรไปพลางลั่นกลองไปพลาง แต่คำที่เปล่งออกมากลับมิใช่เนื้อความในพระสูตร แต่เป็นคำว่า "หนังสือ หนังสือ หนังสือ .... "ส่วนอีกรูปสาธยายพระสูตรกับเคาะระฆังไปพลาง แต่กลับพร่ำบ่นคำว่า "ประคำ ประคำ ประคำ ... " แทนจะเป็นพุทธวจนะ

ในชั่วลัดนิ้่วมือหนึ่ง ท่านพบตัวเองอยู่ที่บ้าน กำลังยืนอยู่ใกล้ๆ ขณะที่มารดาท่านกำลังโยนฟืนเข้าเตาไฟ อีกฝ่ายมิได้แลเห็น ท่านจึงเอื้อมมือไปแตะไหล่ ปรากฎว่า มารดาท่านกลับร้องลั่นแล้วทรุดลงด้วยความเจ็บปวด

แล้วในพริบตาหนึ่ง ท่านกลับมาที่ภูเขาอีกครั้ง คราวนี้ได้กลิ่นพุลโกกิ (เนื้อย่างเกาหลี) โชยมาจากริมตลิ่งลำธาร ท่านแลเห็นชายกลุ่มหนึ่งในชุดฮันบกสีขาว (ชุดประจำชาติเกาหลี) กำลังนั่งสุมหัว แล้วร้องเรียกท่านว่า "โว่ย! ลงมากินด้วยกันสิ เนื้อเยอะแยะเลย" ท่านเกือบจะลงไปร่วมวงด้วยแล้ว แต่พลันนึกขึ้นได้ว่าตัวเองดำรงเพศสมณะ ไม่อาจฉันเนื้อได้ จึงเดินจากไป

ขณะเดินขึ้นเขา ท่านสวนทางกับชายชราคนหนึ่ง แบกขาหยั่งสำหรับขนไม้ฟืนไว้ที่หลัง แต่แทนจะที่จะมีฟืนกลับเป็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ ชายชราวางขาหยั่งลงแล้ววางร่างชายคนนั้นลงกับพื้น พระอาจารย์สงสัยว่าชายคนนี้ใบหน้าช่างคลับคล้ายคลับคลา จนเดินไปดูใกล้ๆ แล้วก็พบว่า ท่านกำลังจ้องมองร่างของท่านเอง จึงเอื้อมมือไปจับที่ใบหน้า แล้วก็รู้สึกตัวคล้ายกำลังสะดุ้งตื่นจากฝัน พบตัวเองนอนสลบไสลอยู่กลางป่า

ในเวลาต่อมา ท่านเดินทางกลับไปที่วัดแฮอินซา แล้วเล่าเรื่องราวที่ประสบมาให้กัลญาณมิตรได้ฟัง ท่านทั้ง 2 ได้บอกว่า ในวันนั้นพระอาจารย์ซองชอลได้บอกกล่าวกับพวกท่านว่า พระภิกษุเจ้าของเรื่องได้มรณภาพลงแล้วที่เขาจิริซัน ให้ท่านทั้ง 2 ประกอบพิธีส่งวิญญาณเดี๋ยวนี้ ท่านทั้ง 2 จึงประกอบพิธีตามคำสั่ง พระภิกษุจากเขาจิริซันจึงบอกแก่ทั้ง 2 ว่า ท่านเห็นทั้ง 2 สาธยายพระสูตรอยู่ แต่ปากมิได้กล่าวถ้อยในพระสูตรเลย ได้ยินทั้งสองเอ่ยแต่คำว่า "หนังสือ" และ "ประคำ" เท่านั้น พออีกฝ่ายได้ยินก็รู้สึกหลากใจ คนแรกบอกว่าตอนนั้นสาธยายพระสูตรก็จริง แต่ใจนนึกถึงหนังสือที่ท่านติดใจอย่างมากอยากจะได้มาครอง ส่วนอีกท่านบอกอย่างละอายแแก่ใจว่า ตอนนั้นท่านคิดถึงประคำสวดมนต์ อยากจะได้มากครอง จากคำสารภาพจะเห็นว่า แม้ท่านจะกล่าวพระสูตร แต่ใจคิดเรื่องอื่น ผู้ที่สดับในโลกทิพย์จึงได้ยินแต่เรื่องในจิตของท่าน มิใช่พระสูตร ส่วนเจ้าของเรื่องนั้น แม้จะไร้อายตนะ 5 แต่ยังมีอายตนะ 6 สดับยินแต่เจตนาของสรรพสิ่งและของตน

ครั้นต่อมา ท่านได้ไปเยี่ยมามารดา แล้วเล่าประสบการณ์ให้ฟัง มารดาท่านกล่าวว่า วันนั้นจำได้ว่าปวดหลังแปล๊บในพลันอย่างที่ท่านเห็นมาในนิมิต เมื่อไปดูลำธารบนภูเขา ท่านไม่พบร่องรอยว่ามีใครเคยมาย่างเนื้อกินแถวนี้มาก่อน พบแต่ซากนกกางเขนมีหนอนขึ้นยุบยับ จึงเข้าใจว่า ชายชุดขาวที่เห็นเหล่านั้นมิใช่มนุษย์ แต่เป็นหนอนกำลังชอนไชซากศพเน่า หากครั้งนั้นท่านมิได้มีสติรำลึกว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์แล้วไซร้ แล้วไปกินเนื้อย่างกับพวกนั้น ก็อาจถูกความอยากฉุดไปเกิดเป็นตัวหนอนแมลงวัน คิดแล้วน่าใจหาย เพราะหากกลายเป็นเดรัจฉาน เมื่อไรเล่าจะได้เป็นมนุษย์อีกครา?

ท่านผู้บันทึกและบอกเล่าเรื่องราว (โจเซฟ เบนจีเวนนี) จึงสรุปว่า จิตขณะเจียนสิ้นใจนั้นเป็นจุดพลิกผันสำคัญยิ่ง ควรที่จะต้องฝึกฝนเตรียมพร้อมรับความตายให้แม่นมั่น เมื่อเวลานั้นมาถึง จะได้มิได้พะว้าพระวง จนจิตพัวพันสับสน จมดิ่งสู่ภพภูมิตกต่ำ ให้ยากที่จะกลับมาเป็นมนุษย์ได้อีกครา

*เก็บความจาก "A Glimpse" เล่าโดย Joseph Bengivenni เผยแพร่ใน pbs.org



*ภาพ "พรตภิกขาจาร, เกาหลี" (Le Bonze Errant. Coree) ภาพพิมพ์ของปอล ชากูเลต์ (Paul Jacoulet) ศิลปินภาพพิมพ์ชาวฝรั่งเศส ทำงานสไตล์ญี่ปุ่น ภาพนี้ทำขึ้นเมื่อปี 1948

จาก https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10152282174091954&substory_index=1&id=719626953
20  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / รักแท้คืออะไร : ความรักที่ไม่ปริปากพูด( ติช นัท ฮันห์ ) เมื่อ: 22 ธันวาคม 2560 10:13:52


รักแท้คืออะไร : ความรักที่ไม่ปริปากพูด

1

ครั้งหนึ่ง ผมเเคยไปฟัง ‘ไถ่’ (คำนี้เป็นภาษาเวียดนาม หมายถึงครูหรืออาจารย์) อย่างท่านติช นัท ฮันห์ เทศน์


ท่านกล่าวถึงพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ว่าสิ่งสำคัญในตัวพระโพธิสัตว์ คือการเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยผู้อื่นให้ข้ามพ้นความทุกข์

นอกจากนี้ ท่านยังบอกด้วยว่า การสวดภาวนาจะช่วยสร้างสติและทำให้เราผ่อนคลาย ผู้ที่กำลังมีทุกข์ เมื่อฟังบทสวดแล้วก็จะรู้สึกดีขึ้น ท่านจึงขอให้แต่ละคนปล่อยให้พลังแห่งการสวดแทรกซึมเข้าไปภายใน และเมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้ว ให้ส่งพลังดังกล่าวไปให้คนที่เรารัก เขาก็จะได้รับพลังเหล่านี้ด้วย

ในวันนั้น ผมได้แต่นิ่งฟังด้วยความสงสัย-พลังดังกล่าวจะส่งผ่านไปถึงคนที่เรารักได้จริงหรือ?

และความสามารถในการฟังอย่างลึกซึ้งเยี่ยงพระโพธิสัตว์นั้น มนุษย์เราสามารถฝึกฝนให้เกิดขึ้นในตัวเองได้จริงหรือ?

 

2

สมัยที่ท่านนัทฮันห์มีอายุได้ 17 ปี ท่านเคยไปปฏิบัติธรรมในวัดเซนแห่งหนึ่ง และได้ขอให้อาจารย์ให้ช่วยสอน ‘วิถีแห่งเซน’ ให้


ในเวลานั้น อาจารย์นิ่งเงียบ ไม่ตอบอะไร แต่กลับยื่นหนังสือเล่มเล็กๆให้เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือว่าด้วยการนำพระวินัยมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีพระวินัยสำคัญๆสำหรับผู้บวชใหม่ และมีคำเทศนาของอาจารย์อยู่ในนั้น ทั้งหมดเป็นเรื่องพื้นฐานว่าด้วยการกินอยู่ปฏิบัติตัว ไม่มีอะไรลึกซึ้งพิสดาร ไม่มีอะไรเป็น ‘เซน’ อย่างที่เรามักคิดกัน

อาจารย์บอกว่า ท่านนัทฮันห์ต้องท่องจำข้อความทั้งหมดในหนังสือให้ได้ก่อน แล้วนำมาปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการตื่นนอน กินอาหาร การทำงานในวัด ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรดูเหมือนเป็น ‘ปรัชญา’ เซนเลย

ต่อมาอีก 29 ปี ท่านนัทฮันห์จึงได้เขียนถึงหนังสือเล็กๆเล่มนั้นว่า

เมื่อข้าพเจ้ามีอายุ 17 ปี ข้าพเจ้าคิดว่าคู่มือเล่มเล็กนี้มีขึ้นสำหรับเด็กๆ และบุคคลผู้เริ่มแสวงหา และยังอยู่ห่างไกลจากเซน ข้าพเจ้าไม่ได้ศรัทธาและเห็นความสำคัญของวิธีการเหล่านี้มากไปกว่าที่เห็นว่าเป็นเพียงการเตรียมตัวเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ 29 ปีให้หลัง ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่าคู่มือเล่มเล็กนั้นคือแก่นอันสำคัญยิ่งของเซน เป็นสาระสำคัญยิ่งแห่งพระพุทธศาสนา

 

เมื่ออ่านข้อความนี้ ผมชอบคิดว่า-หลายครั้งในชีวิต เรานึกว่าตัวเองเติบใหญ่และเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแล้ว

แต่ที่จริง เรายังมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น…

 

3

พระโพธิสัตว์ที่เรารู้จักกันดีที่สุด น่าจะเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งชาวเวียดนามเรียกขานว่า กวนอัมหรือกวนถิอัม ในภาษาเวียดนาม คำว่า ‘กวนอัม’ หมายถึงการสังเกตหรือการฟังอย่างลึกซึ้งต่อเสียงต่างๆหรือเสียงร้องไห้ของโลก กวนอัมจึงมีความสามารถในการ ‘ฟังความทุกข์’ ของผู้คน เข้าใจพวกเขา จึงสามารถช่วยเหลือผู้คนที่เจ็บปวดเหล่านั้นได้


ผมได้พบกวนอัมอีกองค์หนึ่งในหนังสือชื่อ ‘สามเณร : เรื่องราวของรักแท้’

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล็กๆ หน้าปกสีดำและเทา แลดูสงบนิ่งเคร่งขรึม แต่แท้จริงแล้วเล่าถึงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ในความเชื่อของชาวเวียดนาม ซึ่งเคยมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ และมีชื่อเสียงอย่างยิ่งในฐานะที่ท่านแสดงให้เห็นถึงการ ‘ให้อภัย’ ที่ใหญ่หลวง รวมถึงการใช้ชีวิตโดยเจริญอุเบกขาธรรมอย่างสูงสุด

พระโพธิสัตว์ที่ว่า ชาวเวียดนามเรียกว่า ‘กวนอัมถิกึ้นห์’ ซึ่งเป็น ‘สามเณร’ ผู้มีประวัติความเป็นมาอันน่าทึ่งยิ่งนัก

เพราะแม้ท่านจะเป็น ‘สามเณร’ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่เชื่อหรือไม่ว่าท่านเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร้ายที่จะฆ่าคน และยังถูกกล่าวหาด้วยว่าไปทำผู้หญิงคนหนึ่งท้อง และที่สุด ผู้หญิงคนนั้นก็เอาลูกมาทิ้งไว้ให้ท่านเลี้ยง,

และท่านก็เลี้ยง!

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือจุดใหญ่ใจความในหนังสือเล่มนี้ตรงที่บอกว่า

อันที่จริงแล้วสามเณรท่านนี้ไม่ใช่ชายหนุ่ม แท้จริงแล้ว กึ้นห์ตัมเป็นลูกสาวของตระกูลหลี (“ต้นบ๊วย”) ซึ่งอยู่ที่จังหวัดอื่น พ่อแม่ตั้งชื่อให้เธอว่า กึ้นห์ (“ความเลื่อมใส”) และด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะใช้ชีวิตอย่างนักบวช กึ้นห์จึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อจะได้บรรพชาเป็นสามเณร พระพุทธศาสนามาสู่ยาวเจา ซึ่งเป็นนามเดิมของเวียดนาม ราวๆ 200 ปีก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ และอารามทั้งหลายในแผ่นดินนี้ทำพิธีบวชให้ก็แต่ผู้ชายเท่านั้น (หน้า 14-15)

 

เมื่อท่านเป็นหญิง แล้วท่านจะไปทำผู้หญิงท้องได้อย่างไรเล่า!


ก่อนหน้าที่ท่านจะหนีมาบวช ท่านเคยแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งมาก่อน แม้ท่านจะอุทิศชีวิตจิตใจให้กับสามี แต่ท่านรู้ตัวอยู่เสมอว่าตนปรารถนาจะเป็นนักบวช จนกระทั่งวันหนึ่งท่านถูกครอบครัวของฝ่ายชายกล่าวหาว่าจะฆ่าสามีด้วยความเข้าใจผิด แต่ท่านยืนยันที่จะไม่ขอโทษ เนื่องจากท่านไม่ได้คิดเช่นนั้น และท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ท่านจึงต้องถูกขับออกจากบ้านของสามี และที่สุดก็หนีออกจากบ้านเพื่อปลอมตัวมาบวชเป็นสามเณร

ชีวิตการบวชทำให้ท่านสงบและเบิกบาน ท่านปฏิบัติอย่างแข็งขันและเข้าใจลึกซึ้งในธรรม จนกระทั่งวันหนึ่ง หญิงสาวที่มาชอบท่านเกิดตั้งท้องขึ้นมา แล้วกล่าวหาว่าท่านคือพ่อของเด็กในท้อง

ท่านรู้ตัวดีว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้ เพราะท่านเป็นหญิง แต่หากท่านเปิดเผยตัวเอง ท่านก็อาจต้องยุติชีวิตนักบวช และอาจสร้างความอับอายให้กับหญิงสาวด้วย ท่านจึงเลือกหนทางที่ยากลำบากที่สุด นั่นคือการใช้อุเบกขาธรรมในการจัดการกับปัญหาทั้งหลาย

“อุเบกขาไม่ได้หมายถึงการกดความทุกข์เอาไว้ และไม่ได้หมายความว่ากัดฟันทนด้วยความจำใจหรือการยอมจำนน ปฏิกิริยาอย่างนี้ไม่เรียกว่าอุเบกขา (หรือขันติบารมี) และไม่อาจนำเราไปสู่อีกฝั่งได้ เราต้องฝึกมองอย่างลึกซึ้ง ต้องฝึกใคร่ครวญเพื่อจะได้เข้าใจ และบ่มเพาะความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ในการบ่มเพาะความเมตตาเราให้ความสุข ในการหล่อเลี้ยงความกรุณาเราช่วยทำให้ความทุกข์ของผู้อื่นบรรเทา และเมื่อเราปฏิบัติอย่างไม่หยุดยั้ง มุทิตา (ต้นธารของความสุขเบิกบาน) ก็จะยิ่งหนักแน่น การปฏิบัติอุเบกขาจะช่วยให้เราปล่อยวางความโกรธเกลียด อคติ และเครื่องพัวพันทั้งปวง” (หน้า 63-64)

 

เมื่อท่านสิ้นชีวิตลงในอีกหกปีถัดมา ผู้คนที่เคยเกลียดชังและกล่าวหาท่านจึงได้รู้ความจริงว่าท่านเป็นหญิง พวกเขาหันมายกย่องท่านที่อดทนต่อความเจ็บปวดต่างๆ และในที่สุด ท่านก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระโพธิสัตว์

 

4

ผมอ่านเรื่องราวทั้งหมดนี้ด้วยความชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง


เรื่องราวของพระโพธิสัตว์องค์นี้ ได้รับการ ‘เล่าใหม่’ โดยฝีมือของท่านนัทฮันห์ ผู้มีความเป็นกวีอยู่ในสายเลือด ท่านเล่าเรื่องด้วยภาษาร้อยแก้วอย่างสมถะ เรียบง่าย แต่ลึกซึ้งและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก และถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยด้วยฝีมือของ ‘สดใส’ หรือ อ.สดใส ขันติวรพงศ์ ผู้แปลงานงดงามมาแล้วมากมาย

เมื่ออ่านจบ ผมจึงเข้าใจว่า พลังแห่งความรักส่งผ่านไปถึงคนที่เรารักได้อย่างไร

และแม้ยังต้องฝึกฝนตัวเองอีกมาก แต่ผมก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ความสามารถในการฟังอย่างลึกซึ้งเยี่ยงพระโพธิสัตว์นั้น มนุษย์เราสามารถฝึกฝนให้เกิดขึ้นในตัวเองได้อย่างไรบ้าง

ผมจึงอยากให้คุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วย

 

 

ชื่อหนังสือ : ‘สามเณร : เรื่องราวของรักแท้’

เขียนโดย : ติช นัท ฮันห์

แปลโดย : สดใส ขันติวรพงศ์


จาก https://tomorn.co/2017/10/06/love-4/
หน้า:  [1] 2 3 ... 232
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.438 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page วานนี้