[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
23 กรกฎาคม 2567 07:39:15 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 240
1  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ทำไม่ฮินดูถึงเป็นศาสนาที่อินดี้ที่สุดในโลก? ประวัติศาสตร์ในคลิปเดียว แค่อยากเล่า เมื่อ: 8 ชั่วโมงที่แล้ว
ทำไม่ฮินดูถึงเป็นศาสนาที่อินดี้ที่สุดในโลก? #ประวัติศาสตร์ในคลิปเดียว I แค่อยากเล่า


<a href="https://www.youtube.com/v//Bhqb4D2kJmY" target="_blank">https://www.youtube.com/v//Bhqb4D2kJmY</a>
https://youtu.be/Bhqb4D2kJmY?si=jkiOps4mqc92TMwV
2  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / Godstory Highligh l เทพเคลติก เหล่าบุตรธิดาของเทพดานู เมื่อ: 8 ชั่วโมงที่แล้ว
Godstory Highligh l เทพเคลติก เหล่าบุตรธิดาของเทพดานู

ร่วมติดตามเรื่องราวของเทพเจ้าเหล่าบุตรธิดาของเทพดานูตามตำนานในอารยธรรมเคลต์ของยุโรปกันบ้างว่ามีความเป็นมาอย่างไร จะมีพลังแล้วความยิ่งใหญ่ที่สุดยอดขนาดไหน เรียกได้ว่าเป็นเทพเจ้าที่ รวมติดตามการผจญภัยกันได้ใน Godstory Highligh ตอนเทพเคลติก เหล่าบุตรธิดาของเทพดานู

<a href="https://www.youtube.com/v//I8UPOj9vPuo" target="_blank">https://www.youtube.com/v//I8UPOj9vPuo</a>
https://youtu.be/I8UPOj9vPuo?si=9HSmXSjHPgS18G3r
3  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ใครคือ 12 เทพไททันในตำนานเทพปกรณัมกรีก เมื่อ: 8 ชั่วโมงที่แล้ว
ใครคือ 12 เทพไททันในตำนานเทพปกรณัมกรีก

เมื่อกล่าวถึงเทพเจ้าและเทพีของกรีก ทุกคนคงรู้จักซูส เฮรา หรือ โพไซดอน ซึ่งเป็นกลุ่มเทพเจ้าแห่งโอลิมปัส (Twelve Olympians) เพราะเทพกลุ่มนี้ มีบทบาทสำคัญในเทพปกรณัมกรีก แต่ความจริงแล้วยังมีเทพเจ้าอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน และถือกำเนิดมาก่อน แต่ไม่ได้รับความนิยมในวัฒนธรรมสมัยใหม่เท่ากับกลุ่มเทพโอลิมปัส  นั่นคือ เหล่าเทพเจ้าไททัน (Titans) ทั้ง 12 องค์ ที่กำเนิดมาจากเทพเจ้ายูเรนัส (Uranus) กับเทพีไกอา (Gaea) ที่ประกอบไปด้วยเทพและเทพีกลุ่มละ 6 องค์ และถือว่าเป็นเทพเจ้ากลุ่มแรก ๆ ของกรีก จะมีเทพเจ้าองค์ใดบ้าง มีประวัติความเป็นมา และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ในด้านใด ไปติดตามพร้อม ๆ กันได้ใน 12 เทพไททันในตำนานเทพปกรณัมกรีก

สารบัญ

00:00 บทนำ
0:57 1. โอเชียนัส (Oceanus)
1:53 2. ธีทิส (Tethys)
3:11 3. ไฮเพอเรียน (Hyperion)
3:50 4. ธีอา (Theia)
4:43 5. โคไออัส (Coeus)
6:00 6. ฟีบี (Phoebe)
6:37 7. ไครอัส (Crius)
7:28 8. เนโมซิน (Mnemosyne)
8:23 9. ไออาเพธัส (Iapetus)
8:57 10. เธมิส (Themis)
9:49 11. โครนัส (Cronus)
10:56 12. เรอา (Rhea)

<a href="https://www.youtube.com/v//R8B3RuIWd7I" target="_blank">https://www.youtube.com/v//R8B3RuIWd7I</a>
https://youtu.be/R8B3RuIWd7I?si=mqRflnt0lz_HW0HK
4  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ตำนาน เทพเจ้าเเห่งชาวสุเมเรียน เมื่อ: 8 ชั่วโมงที่แล้ว
ตำนาน เทพเจ้าเเห่งชาวสุเมเรียน

คลิปที่จะมาเล่าตำนานเเละเรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพเจ้าเเห่งตะวันออกกลางของอารยธรรม สุเมเรียน ที่มีปประวัติศาสตร์ยาวนานจนเกือบจะกลายเป็นอารยธรรมที่เก่าเเก่ที่สุดในโลก จนกลายเป็นเรื่องเล่าขานที่ส่งอิทธิพลมาสู่เรื่องเล่าของอีกหลายอารยธรรม เเละ ความเชื่อ

<a href="https://www.youtube.com/v//mT8ExnsdQB8" target="_blank">https://www.youtube.com/v//mT8ExnsdQB8</a>
https://youtu.be/mT8ExnsdQB8?si=4r2WJnkBn_H0dIlv
5  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ประวัติศาสตร์ Maui Moana | โดย ฟาโรห์ | Behind History เมื่อ: 9 ชั่วโมงที่แล้ว
ประวัติศาสตร์ Maui Moana | โดย ฟาโรห์ | Behind History

‘Behind History ’ EP.45 โดยฟาโรห์ @the common thread วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปท่องทะเลกับชนเผ่าที่น่าจะเรียกได้ว่าล่องเรือเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ “ ชาวโพลีนีเชีย ” มีทั้งเรื่องราวตำนานของ “ Maui “ ที่บอกถึงการยกท้องฟ้า หรือดึงพระอาทิตย์ |  เรื่องราวความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม  |  ไปรับชมรับฟังกันได้เลยค่ะ

<a href="https://www.youtube.com/v//xHKbWjkHMWo" target="_blank">https://www.youtube.com/v//xHKbWjkHMWo</a>
https://youtu.be/xHKbWjkHMWo?si=Z5znTeENQinjZ50I
6  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / กำเนิดพระแก้วมรกต กว่าจะได้มาอยู่ที่ประเทศไทย เมื่อ: 9 ชั่วโมงที่แล้ว
กำเนิดพระแก้วมรกต กว่าจะได้มาอยู่ที่ประเทศไทย


พระอินทร์บุกไปยังเขาเวฬุบรรพต เพื่อชิงเอาแก้ววิเศษจากเหล่าอสูรเทวา เพื่อจะนำมาสร้างพระพุทธรูป กว่าจะเกิดเป็นพระแก้วมรกตมันจะยุ่งยากแค่ไหน กว่าจะได้มาอยู่ที่ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นกับพระแก้วมรกตบ้าง มาชมกันครับ

** นี่คือตำนาน ไม่ใช่ประวัติศาสตร์นะครับ รับชมคลิปให้มีความสุขครับผม **

<a href="https://www.youtube.com/v//4GkIr63CEf0" target="_blank">https://www.youtube.com/v//4GkIr63CEf0</a>
https://youtu.be/4GkIr63CEf0?si=xPZBP5lGNKYrGwNM
7  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / ทฤษฎีสมคบคิดที่ 7 : สถานที่ระดับโลก เอเลี่ยนเป็นคนสร้าง ? | I WANT TO BELIEVE เมื่อ: 9 ชั่วโมงที่แล้ว
ทฤษฎีสมคบคิดที่ 7 : สถานที่ระดับโลก เอเลี่ยนเป็นคนสร้าง ? | I WANT TO BELIEVE

พบกับ เฟิด และ แก๊ก Slot Machine ผู้ที่ศรัทธาในเรื่องราวลึกลับจากต่างดาวเป็นอย่างมาก และมาพร้อมกับทฤษฎีสมคบคิดหลากหลายแง่มุม ที่จะมาวิเคราะห์กันว่า เป็นไปได้ไหมที่สถานที่สำคัญๆ ของโลก จะถูกสร้างโดยมนุษย์ต่างดาว ?

00:00 - Highlight
01:06 - เปิดรายการ
02:20 - เฟิด และ แก๊ก Slot Machine เล่าประสบการณ์ลึกลับ
08:46 - พีระมิด ที่ อียิปต์ ไม่ได้สร้างจากฝีมือมนุษย์?
19:58 - สโตนเฮนจ์ ใครเป็นคนสร้าง?
33:12 - สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า แหล่งกบดานของมนุษย์ต่างดาว?
43:51 - เขากะลา ติดต่อมนุษย์ต่างดาวได้จริงหรือ?
01:02:42 - ความสำคัญของเรื่องลี้ลับในชีวิต ของ Slot Machine
01:09:45 - ปิดรายการ

<a href="https://www.youtube.com/v//oSfjj0zBnPI" target="_blank">https://www.youtube.com/v//oSfjj0zBnPI</a>
https://youtu.be/oSfjj0zBnPI?si=pE0uuIhTKWOGBExz
8  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / นครวัดที่ปารีส 150 ปีแห่งการปล้นสมบัตินครวัดที่เขมรเป็นใจ เมื่อ: 21 กรกฎาคม 2567 05:23:35
นครวัดที่ปารีส 150 ปีแห่งการปล้นสมบัตินครวัดที่เขมรเป็นใจ

150 ปีที่ฝรั่งเศสเข้ามา ที่อินโดจีนเพื่อสำรวจเส้นทางแม่น้ำโขง และคว้าความล้มเหลว แต่โชคเหมือนช่วยเพราะได้เจอกันนครวัด อารยะธรรมที่ยิ่งใหญ่ และสามารถแข่งขันกับอังกฤษที่ได้ครอบครองอียิปต์ ฝรั่งเศสจึงได้ทำการเก็บข้อมูลและขนวัตถุโบราณโดยการรู้เห็นของเจ้านโรดม ที่เสียรู้ฝรั่งเศสเพื่อแลกของกำนัลและชื่อเสียงเงินทอง ทำให้วัตถุโบราณที่มีค่าถูกขนไปยังเมืองนอกและไม่ได้กลับมาอีกเลย

<a href="https://www.youtube.com/v/-QBj1aT0eJU" target="_blank">https://www.youtube.com/v/-QBj1aT0eJU</a>
https://youtu.be/-QBj1aT0eJU?si=0FGn-tfEDPtJwgYj
9  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / หรือมหากาพย์รามายณะมีอยู่จริง? | เขาเจอ Culture เมื่อ: 21 กรกฎาคม 2567 05:15:44
หรือมหากาพย์รามายณะมีอยู่จริง? | เขาเจอ Culture

เปิดหลักฐานอ้างอิงจากทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าด้วยการเดินทางของกองทัพลิงในเรื่องรามายณะ มหากาพย์ต้นฉบับของวรรณคดีชื่อดังอย่าง ‘รามเกียรติ์’ ที่อาจเคยเช็คอินตามโลเคชันทั่วโลกมาแล้ว! ตั้งแต่เอเชียจนถึงอเมริกา ขั้วโลกเหนือไปจนถึงขั้วโลกใต้ มาปักหมุดกด GPS ไปพร้อม ๆ กันในคลิปนี้

<a href="https://www.youtube.com/v/vKEqHGyZr7Q" target="_blank">https://www.youtube.com/v/vKEqHGyZr7Q</a>
https://youtu.be/vKEqHGyZr7Q?si=N0m_fbnJFQWJ0ik0
10  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ร้อยภูติ พันวิญญาณ / คดีบ้านหลอนแอมมอนส์ อยู่กันไปได้ยังไง มีผีสิงตั้ง 200 ตัว !!! เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2567 04:08:59
คดีบ้านหลอนแอมมอนส์ อยู่กันไปได้ยังไง มีผีสิงตั้ง 200 ตัว !!!

#มิติที่6 คลิปนี้ เราจะพาไปรู้จักกับ #คดีแปลกประหลาด คดีบ้านหลอนแอมมอนส์ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.2012 ปีที่โลกเข้าสู่ความเจริญ คนไทยยังรู้ว่าอเมริกันไม่เชื่อ #เรื่องผี แต่แล้วประสบการณ์ที่พวกเขาได้เจอดี มันทำให้สังคมที่นั่นต้องกลับมานั่งพูดคุย เพราะบ้านหลังนั้นถูกเชื่อว่า มีผีและปีศาจมากมายถึง 200 ดวง คอยทำร้ายคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน วิจารณญาณของเราก็ต้องเตรียมลุย เพื่อจะได้มาดูกันต่อไปว่า เรื่องราวทั้งหมดนั้นมันคืออะไรกันแน่ !!!?

<a href="https://www.youtube.com/v/SeQENPlcpiY" target="_blank">https://www.youtube.com/v/SeQENPlcpiY</a>
https://youtu.be/SeQENPlcpiY?si=ijv9deve4igPjNZ5
11  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / Histopoly ประวัติศาสตร์หลากความเชื่อ l Use to Lost Kingdom ดินแดนเคยสาบสูญ เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2567 19:24:47
Histopoly ประวัติศาสตร์หลากความเชื่อ l Use to Lost Kingdom ดินแดนเคยสาบสูญ

ดินแดนในตำนาน เมืองที่ล่มสลาย และแผ่นดินที่หายสาบสูญอะไรบ้าง ที่ถูกค้นพบและมีจุดเชื่อมโยงทั้งในทางโบราณคดีและทางธรณีวิทยา มาร่วมหาคำตอบของเรื่องราวสุดอัศจรรย์ของการสร้างเมืองในตำนานกันได้ที่Histopoly ประวัติศาสตร์หลากความเชื่อ ตอนดินแดน(เคย)สาบสูญ

Timestamp:

00:00 เปิดรายการ
02:06 ซุนดาแลนด์แลนด์บริดจ์แห่งอาเซียน
14:34 ผืนดินใต้น้ำไอส์แลนเดีย
16:28 ซีแลนเดียทวีปที่ 8 ของโลก
20:26 นัน มาโตลเมืองชนเผ่าจอมเวทย์
34:46 ฮารัปปาอารยธรรมที่สาปสูญ
53:08 สิกิริยาเมืองลอยฟ้าแห่งศรีลังกา
01:06:23 เฮลาคลีออนเมืองชาวกรีกในดินแดนอียิปต์
01:18:21 เมืองสีขาวแห่งเทพเจ้าลิง
01:30:32 เมืองอิลรอมในตำนานชาวมุสลิม
01:41:17 ปิดรายการ

<a href="https://www.youtube.com/v/-8BVwIgLcbQ" target="_blank">https://www.youtube.com/v/-8BVwIgLcbQ</a>
https://youtu.be/-8BVwIgLcbQ?si=qUo-z12jopMnVJoH
12  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / ทฤษฎีสมคบคิดที่ 4 : การเดินทางข้ามเวลานั้น มีอยู่จริง? | I WANT TO BELIEVE  เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2567 05:25:35
ทฤษฎีสมคบคิดที่ 4 : การเดินทางข้ามเวลานั้น มีอยู่จริง? | I WANT TO BELIEVE 

แนวคิดเรื่องการเดินทางข้ามเวลา มีมาตั้งแต่อดีต แต่มักจะถูกนำเสนอในเรื่องเพ้อฝัน จนกระทั่งมีหลักฐานบางอย่าง ที่สร้างความฮือฮา จนเกิดเป็นทฤษฎีสมคบคิดระดับโลก ว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นสามารถทำได้จริง และมันเคยเกิดขึ้นแล้ว !

Time Stamp
00:00 - Highlight
00:49 - เปิดรายการ
02:18 - Intro Title
02:54 - ต้นกำเนิดแนวคิดเรื่องการข้ามเวลา
05:17 - H.G. Wells ผู้ให้กำเนิดไอเดีย Time Machine
07:51 - วิเคราะห์ภาพหลักฐาน เบาะแสในงานศิลปะ
14:55 - วิเคราะห์ภาพถ่ายหลักฐานที่ดังที่สุด “Time Travel Hipster”
23:42 - ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ สู่ความเป็นได้ในการเดินทางข้ามเวลา
29:20 - สรุป
29:59 - ปิดรายการ


<a href="https://www.youtube.com/v/xJXEbN2kkCs" target="_blank">https://www.youtube.com/v/xJXEbN2kkCs</a>
https://youtu.be/xJXEbN2kkCs?si=IpF35d14_9y1EPCj

<a href="https://www.youtube.com/v/I1v6ngaqSDk" target="_blank">https://www.youtube.com/v/I1v6ngaqSDk</a>
https://youtu.be/I1v6ngaqSDk?si=JnF9hAPVeVraZv3u
13  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ทฤษฎีสมคบคิดที่ 3 : เรือไททานิค ไม่ได้จมเพราะชนภูเขาน้ำแข็ง? | I WANT TO BELIEVE เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2567 05:22:53
ทฤษฎีสมคบคิดที่ 3 : เรือไททานิค ไม่ได้จมเพราะชนภูเขาน้ำแข็ง? | I WANT TO BELIEVE

ตำนานเรือไททานิคล่มในการเดินทางเพียงครั้งเดียว ยังคงตราตรึงมาถึง 112 ปี แต่นอกจากประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีเรื่องราวของทฤษฎีสมคบคิดอีกมากมาย ที่คนเชื่อกันว่า เรือไททานิคไม่ได้จมเพราะชนภูเขาน้ำแข็ง แต่มันมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างซ่อนอยู่?

00:00 - Highlight
00:48 - เปิดรายการ
01:27 - ย้อนเหตุการณ์ เรือดำน้ำไททันหายสาบสูญ
05:09 - เปิดตัวแขกรับเชิญ คุณวิว Point of View
06:06 - ทำความรู้จักเรือไททานิค “เรือที่ไม่มีวันจม”
11:37 - อุปสรรคของไททานิค ไม่ได้มีแค่ภูเขาน้ำแข็ง
27:36 - ทฤษฎีสลับเรือเคลมเงินประกัน
34:06 - ทฤษฎีคำสาปมัมมี่เจ้าหญิงอาเมนรา
40:38 - ทฤษฎีอาถรรพ์ชื่อเรือไม่เป็นมงคล
44:13 - สรุป
46:50 - ปิดรายการ


<a href="https://www.youtube.com/v/2MZKJU2vckk" target="_blank">https://www.youtube.com/v/2MZKJU2vckk</a>
https://youtu.be/2MZKJU2vckk?si=qnZfANbwXwj42JPe
<a href="https://www.youtube.com/v/noyAnbGy4hQ" target="_blank">https://www.youtube.com/v/noyAnbGy4hQ</a>
https://youtu.be/noyAnbGy4hQ?si=uS5EgNShHu3lGlf8
14  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / สรุปมหากาพย์ สงครามครูเสด ทั้ง 9 ครั้ง ใน 1 ชั่วโมง | 8 Minute History MEDLEY เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2567 04:40:54
สรุปมหากาพย์ สงครามครูเสด ทั้ง 9 ครั้ง ใน 1 ชั่วโมง | 8 Minute History MEDLEY

8 Minute History MEDLEY สงครามครูเสด เอพิโสดนี้ ร้อยเรียงเรื่องราวของมหากาพย์สงครามครูเสดที่เกิดถึง 9 ครั้ง ในช่วงเวลาทั้งหมดเกือบ 200 ปี โดยเริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสงครามครูเสดจากการประกาศระดมพลให้ผู้มีศรัทธาแรงกล้าในคริสต์ศาสนาของพระสันตะปาปา Urbano II ในการทวงคืนนครเยรูซาเลม จนกลายเป็นสงครามครั้งแรกระหว่างชาวคริสต์กับมุสลิม และทำให้เกิดสงครามยืดเยื้อในเวลาต่อมาถึง 9 ครั้ง ต่อเนื่องยาวนานก่อนที่จะปิดตำนานสงครามครูเสดครั้งสุดท้ายในปี 1272 โดยที่กรุงเยรูซาเลมยังอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐอิสลามต่อไป แต่ผลจากสงครามกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้าขายระหว่างยุโรปกับมุสลิม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรุ่งอรุณใหม่ของยุโรปและโลกทั้งใบในเวลาต่อมา สงครามทั้ง 9 ครั้งจะมีรายละเอียดอย่างไร เมดเลย์เอพิโสดนี้สรุปให้รวดเดียวจบ

Time Index

00:00 จุดเริ่มต้นของมหากาพย์สงครามครูเสด
26:06 ชัยชนะของกองทัพอิสลาม
39:54 บทสรุปของสงครามครูเสด

<a href="https://www.youtube.com/v/1SQLoLW33RI" target="_blank">https://www.youtube.com/v/1SQLoLW33RI</a>

https://youtu.be/1SQLoLW33RI?si=H_QyF4AbcgHMr5XB
15  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / ธารน้ำแข็งแห่งทฤษฎีสมคบคิด | Conspiracy Theory Iceberg Tier เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2567 03:08:16




ธารน้ำแข็งแห่งทฤษฎีสมคบคิด | Conspiracy Theory Iceberg Tier

ธารน้ำแข็งเป็นแนวคิดที่นำเรื่องจำพวกเดียวกันมาแบ่งเป็นระดับ ยิ่งระดับลึกลงไป ก็ยิ่งมีเรื่องที่น่าสนใจ และมีน้อยคนที่เคยได้ยินมาก่อน ในซีรี่ย์นี้ผมได้รวมเรื่องราวทฤษฎีสมคบคิด ความเชื่อต่างๆ และแนวความคิดที่น่าสนใจ มาเล่าให้เพื่อนๆทุกคนฟังแบบสรุป ใครที่ชอบแนวนี้ก็อย่าลืมติดตามวิดีโอต่อๆไป ที่เรื่องราวต่างๆจะเข้มข้นและสนุกมากขึ้นแน่นอนครับ


<a href="https://www.youtube.com/v/CuDJnwuOuqI" target="_blank">https://www.youtube.com/v/CuDJnwuOuqI</a>
https://youtu.be/CuDJnwuOuqI?si=2ZTYpbSmvr3T13pk

<a href="https://www.youtube.com/v/O2l97gRtiy0" target="_blank">https://www.youtube.com/v/O2l97gRtiy0</a>
https://youtu.be/O2l97gRtiy0?si=06rhA05agElevvX9

<a href="https://www.youtube.com/v/MldHLEsRgks" target="_blank">https://www.youtube.com/v/MldHLEsRgks</a>
https://youtu.be/MldHLEsRgks?si=PsgQREGxE3f1wpUh

<a href="https://www.youtube.com/v/4sB3AW6THAc" target="_blank">https://www.youtube.com/v/4sB3AW6THAc</a>
https://youtu.be/4sB3AW6THAc?si=ZhhErHlc8s134WQo

<a href="https://www.youtube.com/v/quXA0ko0N-0" target="_blank">https://www.youtube.com/v/quXA0ko0N-0</a>
https://youtu.be/quXA0ko0N-0?si=OGguv5goAV1zcN36

<a href="https://www.youtube.com/v/SIHzHNR7aWs" target="_blank">https://www.youtube.com/v/SIHzHNR7aWs</a>
https://youtu.be/SIHzHNR7aWs?si=brUSzY58JV0iQAWB
16  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / สำนึกของดอกไม้ : การแสดงตน และร่ายรำในพื้นที่ว่าง ( Ikebana สำนัก Kalapa) เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2567 21:14:48

สำนึกของดอกไม้ : การแสดงตน และร่ายรำในพื้นที่ว่าง

โพสต์โดย วัชรสิทธา

บทความโดย KONG วัชรสิทธา



ในฐานะอดีตนักเรียนศิลปะคนหนึ่ง​ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจทางศิลปะผ่านการเรียนในสถาบันและประสบการณ์ทางโลกศิลปะมาแบบนึง ​เมื่อได้มีโอกาสร่วมคลาสเรียน​ “ดอกไม้สื่อใจ ขั้น​ 1”​ ในเดือนกุมภา ฯ ที่ผ่านมา​ ชั้นเรียนดังกล่าวว่าด้วยแนวทางของศิลปะการจัดดอกไม้แบบ​ “อิเคบานะ”​ ควบคู่ทั้งทางด้านเนื้อหาทฤษฎีและการปฏิบัติ ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์​ทางศิลปะที่เคยมี ชนิดที่ว่าพลิกผันมุมมองเชิงศิลปะ​-ทัศนศิลป์จากประสบการณ์ที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง

ในโลกของงานศิลปะ​ ตัวผลงานโดยทั่วไปมักจะมี​แนวความคิด​ หรือข้อความที่ต้องการสื่อสารให้ผู้ชม​ได้รับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศิลปะที่เน้นการใช้ความคิดเพื่อสื่อสารทัศนคติ ความเชื่อ หรือหลักปรัชญาบางประการ ก่อนที่จะออกผลสำเร็จมาเป็นชิ้นงานจริงนั้น​ จำต้องผ่านการร่างแบบ​ คัดสรร​สื่อและวัตถุดิบที่ต้องการ การคำนึงถึงหลักองค์ประกอบศิลป์​ ฯ เพื่อให้สอดรับกับแนวความคิดที่ต้องการสื่อสารออกไป​ ซึ่งในหลายต่อหลาย​ครั้ง ​ท่าทีดังกล่าวมักมีแนวโน้มของการ​ “ยัดเยียดความคิดของผู้สร้างสรรค์แก่ผู้ชมอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งนี้​เพื่อให้เกิดการคล้อยตามความคิดของผู้สร้างสรรค์โดยใช้งานศิลปะเป็นสื่อกลางในการรับใช้ concept ที่ต้องการส่งต่ออีกทอดหนึ่ง ผ่านความชำนิชำนาญทางการจัดการเชิงศิลปะ




ในขณะที่เริ่มศึกษาการจัดดอกไม้อิเคบานะ​ มีความเป็นได้อย่างใหม่เกิดขึ้นเป็นหน่ออ่อน​ ๆ ซึ่งเริ่มแตกยอดแทรกผ่านความเข้าใจทางศิลปะแบบเดิมออกมา ทั้งทางด้านรูปแบบการเรียนที่ถือเป็นประสบการณ์อย่างใหม่สำหรับตัวผู้เขียน เพราะเป็นการศึกษาศิลปะแขนงนึงซึ่งจัดอยู่ในหมวด tradition อันมีปูมหลังทางวัฒนธรรมมาอย่างเข้มข้น มีพัฒนาการทางด้านรูปแบบและปรัชญามาอย่างยาวนาน ทว่ายังคงสามารถแสดงสุนทรียะในแนวทางของตนได้อย่างสง่างามและเป็นสากล จุดพลิกผันสำคัญซึ่งถือเป็นกุญแจในการไขสู่ความเข้าใจปรัชญาทางศิลปะประเภทนี้คือ การเปิดนิยามต่อมุมมองของ​ “ความก้าวร้าว” ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่การแสดงออกที่ดูรุนแรง​ เช่น​ การใช้กำลัง​ หรือ​ อาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง​ เสมอไป​ หากคือแนวทางที่เราตีกรอบความคิด​ วางแผนสิ่งต่าง​ ๆ​ ไว้อย่างชัดเจน​ การตั้งจินตภาพในหัว​เบ็ดเสร็จ การตัดสินล่วงหน้า​ ฯ ซึ่งแง่มุมต่าง ๆ ข้างต้นเหล่านี้คืออะไรที่เราไม่เคยตระหนักเลยด้วยซ้ำว่าคือ “ความก้าวร้าว” นั่นเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันต่างแฝงอยู่ในกระบวนการทาง “ศิลปะ”

“เส้นทางคือจุดหมาย”

หน่ออ่อนดังกล่าวได้ถูกบ่มเพาะให้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย​ ๆ​ ผ่านการศิลปะการจัดดอกไม้​ โดยมีหลักสำคัญสำหรับการตั้งต้นอยู่ที่​ “วินัย​ 14​ ขั้นตอน” เพื่อผ่านเข้าสู่บานประตูของโลกศิลปะจัดดอกไม้อิเคบานะ (เช่น​ การดูสถานที่​ การยืนภาวนา​ 1​ นาที​ เพื่อปล่อยวางความคิดเกี่ยวกับการจัดดอกไม้​ การพินิจดอกไม้-แจกัน​ ไปจนจบขั้นตอนที่การชื่นชมความงาม)​ การตั้งต้นที่ขั้นตอนทางวินัยดังกล่าวนี้ถือเป็นภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเคารพ ทั้งนี้เพราะเราต่างก็มีสิ่งที่สั่งสมมาต่างกัน ทั้งทางด้านแบบแผนความคิด ความรู้ ประสบการณ์ และสิ่งละอันพันละน้อยต่าง ๆ ดังนั้น​ หลักคิดของ “วินัย 14 ขั้นตอน” นี้เองจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราละวางสิ่งต่าง ๆ ดังว่านั้นไว้ในที่ทางของมัน​ ทั้งก่อน-ในขณะ-และหลังการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อช่วยส่งเสริมการแปรเปลี่ยนแบบแผนของ “ความก้าวร้าว​” สู่ “ความอ่อนโยน​​” เพื่อลด​ ละ​ ความคิดและการคาดเดา​ ประสบการณ์​ต่าง​ ๆ​ ที่เคยมีต่อการจัดดอกไม้​ การมีใจฝักใฝ่เลือกเฉพาะดอกที่เราพึงใจ​ การตัดสินล่วงหน้า ความคาดหวังต่อตัวงาน​ ความกลัวว่าจะทำไม่ได้ดี ฯลฯ​ ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อให้เราได้เปิดออก​ และสามารถกระทำการโดยสัมพันธ์กับปัจจุบันขณะในแต่ละกระบวนการอย่างเปิดกว้างโดยธรรมชาติในฐานะเส้นทาง​ ซึ่งก็คือจุดหมายในขณะเดียวกัน


ภาพวาดลายเส้นผลงานสาธิตหลักการ​ ฟ้า​ ดิน​ มนุษย์​ ผลงานจัดดอกไม้โดย​ อ.​ ดิเรก​ ชัยชนะ

ฟ้า​-ดิน​-มนุษย์

​เมื่อผ่านการเรียน-สร้างสรรค์ผลงาน​ผ่านพัฒนาการของอิเคบานะในหัวข้อต่าง​ ๆ​ มาพอสมควรแล้ว​ ในที่สุดก็มาถึงปรัชญาการจัดดอกไม้แห่งสำนัก​ Kalapa​ Ikebana​​ ซึ่งมีวิถีทางปรัชญาที่พัฒนาขึ้นมาผ่านสายธรรม​Shambhala​ โดย​ ตรุงปะ​ รินโปเช​ ชัมบาลาคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์​ โลกของผู้ตื่นรู้​หรือสังคมอริยะ​ที่ทุกคนต่างดำรงตนอยู่ในสังคมและสัมพันธ์กับโลกแห่งปรากฏการณ์ด้วยพุทธภาวะเดิมแท้ภายใน แนวคิดที่ว่านำมาสู่ปรัชญาทางศิลปะแบบ​ “ธรรมศิลป์”​ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้ผู้สร้างสรรค์และผู้ชมเข้าถึงสภาวธรรมได้​ ผ่านการทำงานศิลปะ​และถ่ายทอดสภาวะของ “ความดีงามพื้นฐาน”​ (Basic​ Goodness)​ ซึ่งมีอยู่ในตัวเราทุกคนนั้นออกมา

*​ เรียนรู้แนวคิด “ธรรมศิลป์”​ เพิ่มเติมได้ใน “รู้เห็นเป็นธรรม”​

สำหรับการจัดดอกไม้อิเคบานะของสำนัก​ Kalapa​ นั้น​ มีหลักการสร้างสรรค์ผลงานที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่​ คือ​ หลักการ​ “ฟ้า​ ดิน​ มนุษย์”​ โดยสามารถอธิบายคร่าว​ ๆ​ ได้ดังนี้

•ฟ้า​ แทน​ “กิ่งหลัก” (กิ่งแรก) ทำหน้าที่เป็น​ vision ของงาน​ เปิดพื้นที่ว่าง​ (space)​ หรือความเป็นไปได้ต่าง​ ๆ​ ที่จะถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่ว่างนับจากนี้ เปรียบได้เป็นเฟรมผ้าใบว่างเปล่า

•ดิน​ แทน​ ​สิ่งแรกที่ผุดขึ้นบนพื้นที่ว่าง มีเซนส์ของความ grouding ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่เชื่อมโยงลงสู่เบื้องล่างของผืนดิน เปรียบได้กับรูปร่างหรือรูปทรงที่ปรากฎบนผืนผ้าใบ

•มนุษย์​ แทน สิ่งที่ตามมาหลังจาก ดิน-ฟ้า ได้ปรากฏขึ้น​ เป็นความรื่นรมย์ของชีวิตที่ผุดขึ้นบนโลกเพื่อเล่นล้อไปกับสองสิ่งแรก​ เป็นแง่มุมของการชื่นชมในความงามและการเชื่อมโยงฟ้ากับดินเข้าสู่กัน ซึ่งในศิลปะอิเคบานะ​ มนุษย์ก็คือ​ ดอกไม้​ นั่นเอง

ภาวนากับร่างกายสู่ผืนดิน (Yin Breathing)



สิ่งหนึ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษสำหรับการเข้าร่วมชั้นเรียนนี้​ คือ​ การทำ​ bodywork​ คั่นระหว่างกิจกรรม​ เป็นการภาวนาแบบ Yin-Breathing เพื่อเชื่อมโยงกับ “จุดหยิน” บริเวณท้องน้อย​ โดยเน้นการ​ grouding ลงสู่ผืนดิน​ เป็นคุณลักษณะของพลังงานสตรี​ และมีความเชื่อมต่อกับร่างกายส่วนล่าง​ ไม่เน้นความคิด​ (ซึ่งเป็นส่วนบน)​ จุดหยินนี้มีความสัมพันธ์กับ​ root chakra ซึ่งเชื่อมโยงกับผืนโลก​ ความรู้สึกได้รับการโอบอุ้บและความรู้มั่นคง​ โดยในการภาวนาจะค่อย​ ๆ​ ใช้ลมหายใจแตะสัมผัสกับจุดหยิน​ รับรู้ถึงการมีอยู่ของพลังงานส่วนนี้อย่างละเมียดละไม​ มากขึ้นและมากขึ้น​ แล้วปล่อยให้ร่างกายมี​เซนส์ของการจมลงสู่พื้นดิน​ ลึกขึ้น ลึกขึ้น และลึกขึ้นจนไม่อาจหยั่งประมาณ​ สำรวจลักษณะของ​ Space​ ที่เราเข้าไปสัมพันธ์ด้วย​ รวมทั้งการสำรวจขอบเขตของร่างกายและลองแผ่ขยายขอบเขตนั้นออกมา​ทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ​ แล้วพากลับมาสู่ปัจจุบันขณะที่สดใหม่​ คมชัด​ ยิ่งขึ้น

หลังจบเซสชั่นการภาวนา bodywork นี้แล้ว รู้สึกว่าส่งผลเป็นอย่างมากต่อการที่จะปฏิบัติงานสร้างสรรค์ต่อไป​ เพราะเมื่อการจัดดอกไม้นับตั้งแต่ช่วงเช้า​ได้ผ่านไป​ 3-4​ กระถาง​ แบบแผนทางความคิดจะเริ่มแทรกตัวเข้ามาโดยไม่รู้ตัว​ เช่น​ การเริ่มรู้จัก-คุ้นตาดอกไม้และกระถาง​​ การได้เห็นงานตัวเองและเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ความคาดหวัง การวิเคราะห์เปรียบเทียบ ฯ อันนำไปสู่การวางแผน​ สร้างภาพในใจ​ และความคิดเกี่ยวกับความงาม-ไม่งาม ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินล่วงหน้า ณ จุดนี้เองที่แง่มุมของ “ความก้าวร้าว” ได้แทรกซึมเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ทว่า Yin-Breathing จะช่วยให้เราตระหนักรู้ในส่วนนั้นได้แล้วปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นกระจัดกระจายกลับสู่ที่ทางของมัน



ภาพวาดบันทึกผลงานจัดดอกไม้ของผู้เขียนในห้อง​ Hri : Dakini Space

ดิน-ฟ้า (ธรรมชาติ) ก็มีแปรปรวน

เมื่อเข้าสู่วันที่สองของการเรียน โจทย์ของการสร้างผลงานก็จะเริ่มท้าทายมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการทำงานกับดอกไม้และแจกันแล้ว ปัจจัยเรื่องพื้นที่ก็ได้ถูกเสริมเข้ามา เพื่อให้การจัดดอกไม้นั้นมีความเชื่อมโยงกับ space ที่ต้องเข้าไปสัมพันธ์ด้วยโดยใช้ดอกไม้และกระถางเป็นสื่อ จากภาพตัวอย่างผลงานเป็นโจทย์ของการทำงานในวันสุดท้ายและชิ้นสุดท้ายของชั้นเรียน โดยเราจับฉลากได้ห้องโถงกิจกรรม “หรีะ” หรือ Dakini Space ด้วยตัวพื้นที่นั้นกว้างใหญ่และใช้เป็นสถานที่สำหรับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงงานดนตรี

หลังจากผ่านการจัดดอกไม้มาสองวัน เราพยายามวางความคิดและความคาดหวังลง ซึ่งพอดีจังหวะกับเซสชันการภาวนาแบบ​ Yin Breathing ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น​ ​มาคั่นระหว่างกิจกรรมก่อนจะเริ่มงานชิ้นสุดท้ายนี้พอดี​ ดังนั้นการเผชิญความท้าทายใหม่​ ๆ​ ที่ซึ่งความกลัวและความคาดหวังได้เจือจางลง​ก็ดำเนินต่อไป เริ่มจากการเดินสำรวจพื้นที่​-แท่นวาง​ และมาเลือกกระถาง​ โดยใช้กระถางที่ตลอดมาเราหลีกเลี่ยงเสมอ ซึ่งจัดอยู่ในหมวด “กระถางทรงแปลก” และเข้าสู่ความ unknown ของพื้นที่ ตลอดการปฏิบัติงานชิ้นนี้ราว 30-40 นาที ปัญหาต่าง ๆ ก็เริ่มถาโถม แม้จะพอคาดเดาล่วงหน้าไว้บ้างแต่ก็ดูจะเหนือกว่าที่คาด เราเริ่มงานด้วยการใช้กิ่งแห้งแทนฟ้าเพื่อเปิด space ด้านบนให้ดูโปร่งโล่ง ทำงานไปกับหลักการ ฟ้า-ดิน-มนุษย์ ที่เพิ่งได้ร่ำเรียนมา ใช้ดอกและใบที่ไม่คุ้นเคยรวมทั้งสีโทนร้อนของดอกไม้ที่เรามักจะหลีกหนี เวลาผ่านเรื่อยไป เราทำงานกับข้อจำกัดของกระถางและของกิ่ง ใบ ดอก เมื่อเวลาผ่านไปเลยครึ่งทาง อาจารย์ผู้สอนที่เคารพเดินมาดูขณะเราจัดและถามว่า “เราต้องการให้เห็นด้านนี้ใช่ไหม? ด้านนี้เป็นด้านหลังของกระถางนะ” !? ทันใดนั้น แบบแผนทุกอย่างก็พังครืน เราแทบจะต้องรื้อทุกอย่างใหม่หมด สิ่งต่าง ๆ ใด ๆ ที่วาดหวังไว้ต้องมีอันแปรเปลี่ยนไปด้วยเวลาที่ยิ่งกระชั้นเข้ามา

ด้วยสถานการณ์เช่นว่านี้เองทำให้เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำให้สำเร็จในเวลาที่กำหนด เมื่อแยกส่วนต่าง ๆ ออกจากกันและเรียบเรียงใหม่ เราหยิบ ตัด ปัก ไปอย่างรวดเร็ว จัดวาง ปรับแต่งตามสมควร และปล่อยให้กิ่ง ใบ ดอก สื่อสารออกมาผ่านข้อจำกัดต่าง ๆ ด้วยการหาสมดุลของปัจจัยนานัปการ ณ ขณะนั้น ทั้งของภาพรวมผลงานเมื่ออยู่ในพื้นที่ ของเวลาอันน้อยนิด ของกระถาง (ไม่ให้ล้ม) ของเส้น-สี ของดอก กิ่งและใบ และละความหวังตั้งใจไว้ในที่ทางของมัน น่าแปลกใจ การจัดดอกไม้กระถางนี้ผลลัพย์กลับกลายออกมาในทางที่ดีและน่าประทับใจหลังได้รับ feedback จากอาจารย์และเพื่อน ๆ ดีกว่าหลายกระถางก่อนหน้าที่เราดูจะตั้งใจและมีเวลาให้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ การทำงานกับพื้นที่นี้นับเป็นบทเรียนที่เข้มข้นมากสำหรับเราในชั้นเรียนครั้งนี้ ด้วยสถานการณ์ที่สืบเนื่องมาทำให้เราต้อง ละ วาง ปล่อย อย่างแท้จริง สถานการณ์ที่ดำเนินไปมีส่วนทำให้เราต้องสัมพันธ์กับพื้นที่และดอกไม้ด้วยความเป็นไป ณ ขณะนั้นจริง ๆ นั่นอาจเป็นเหตุให้ “ความคิด” เบาบางลงโดยปริยาย เมื่อนั้นพื้นที่ของ “ใจ” (space) ก็ว่างโล่งขึ้น เป็นเหตุให้เราได้สื่อสารกับพืชพันธุ์ด้วยความซื่อตรง แม่นยำ ชัด ลึก ยิ่งขึ้น

กระบวนการระหว่างการปฏิบัติงานอันทุลักทุเลและไม่อาจเดาทางได้นี้ในตัวมันเองก็คงคลับคล้ายการร่ายรำของเหล่าฑากินีบนท้องฟ้า  เมื่อเราสื่อสารกับพื้นที่ผ่านดอกไม้ พื้นที่ก็ดูเหมือนจะสื่อสารกับเราดุจเดียวกัน

เหมือนตอนที่กลับไปถ่ายผลงานชิ้นนี้ กลีบดอกสีส้มในวงรีกลีบหนึ่งก็ร่วงหล่นลงตรงหน้างาน ดังคำทักทายของพื้นที่


ภาพวาดลายเส้นแสดงการเริงรำระหว่าง​ มนุษย์​ พืชพันธุ์​ และพื้นที่ว่าง​ (ฟ้า​ ดิน​ มนุษย์)​

“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนยอมรับได้ ทั้งใน อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต”

ประโยคหนึ่งของ อ.เชค (ดิเรก ชัยชนะ) ในช่วงท้ายของชั้นเรียนวันที่สอง

ในความเข้าใจของผู้เขียนคือ สภาวการณ์ต่าง ๆ ล้วนเป็นที่ต้อนรับเข้ามาให้เราได้สัมผัส-สัมพันธ์ หากเราสามารถกระทำการไปกับปัจจัยต่าง ๆ ด้วยสภาวะของความเปิดกว้างมากพอ “ความก้าวร้าว” ก็ย่อมแปรเปลี่ยนไปสู่ “ความอ่อนโยน” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ แล้วสำนึกของเรากับสำนึกของดอกไม้ก็อาจพบบรรจบกันตรงนั้นเอง

แล้วพบกันอีกใน “ดอกไม้สื่อใจ ขั้น 2”



วัชรสิทธา

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน

จาก https://www.vajrasiddha.com/article-kongikebana/

จาก http://tairomdham.net/index.php/topic,16382.0.html
17  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ภพ 6 :  สภาวะจิตที่ “กลายร่าง” ไปในภพภูมิต่างๆ เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2567 21:11:59
ภพ 6 :  สภาวะจิตที่ “กลายร่าง” ไปในภพภูมิต่างๆ

โพสต์โดย วัชรสิทธา

บทความโดย THANYA วัชรสิทธา



“ระวังเถอะ ตายแล้วชาติหน้าจะเกิดเป็นเปรต”

“ถ้าทำกรรมดี ตายแล้วจะได้ไปสวรรค์”

เราได้ยินเรื่องภพภูมิในสังคมไทยกันมาจนชิน ตามความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดตามคติพุทธ แม้ชาตินี้จะเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าชาติหน้าจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีก เรามีโอกาสจะไปเกิดในภพภูมิอื่นที่สูงกว่าหรือต่ำกว่า ไม่ว่าจะเป็น สวรรค์  อสูร นรก เปรต เดรัจฉาน แล้วแต่ว่าในชาตินี้ได้สร้างกรรมดีหรือกรรมชั่ว ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าจะไปเกิดครั้งต่อไปที่ไหน

ภาพของภพภูมิทั้งหกปรากฏอยู่ในวงล้อปฏิจจสมุปบาท ที่พวกเราเพิ่งได้เรียนกันไปในชั้นเรียน First turning of the Wheel of Dharma ห้องเรียนพุทธศาสน์ร่วมสมัย สอนโดย วิจักขณ์ พานิช เนื้อหาในคลาสเป็นคำสอนจากการหมุนกงล้อพระธรรมครั้งที่หนึ่ง หรือ “คำสอนหินยาน” จากทัศนะไตรยานของพุทธธิเบต อันประกอบด้วยคำสอนอภิธรรม อริยสัจสี่ ข้อเตือนใจสี่ประการ ขันธ์ห้า อนัตตา และปฏิจจสมุปบาท

คำสอนภพภูมิปรากฏในข้อเตือนใจสี่ประการข้อสุดท้าย “ข้อเตือนใจข้อที่สี่: ความว่ายวนของสังสารวัฏ” ที่เตือนให้เราตระหนักถึงการหมุนวนไม่มีสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด และไม่มีสิ่งภายนอกใดเลยที่จะตอบสนองความต้องการของเราได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง เงินทอง ฯลฯ ตราบใดที่เรายังอยู่ในวังวนนี้ อย่างเดียวที่การันตีได้คือความทุกข์

กรรมและแรงขับของสังสารวัฏจะพาให้เราตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด ต่อไปเรื่อยๆ วนเวียนอยู่ในภพภูมิต่างๆ หากทำดีในชาตินี้ ก็อาจได้ไปเกิดในภพที่สูงขึ้นในชาติหน้า หากทำชั่ว ก็ไปเกิดในภพที่ต่ำลง เราจำเป็นต้องไปเกิดเพื่อรับผลกรรมของตัวเอง จนกว่าจะเกิดความเข้าใจในการหลุดพ้นและการคลี่คลายกรรม จนไม่เหลือพลังงานที่จะผลักให้เวียนว่ายต่อ นั่นจึงจะสามารถทำให้เราหลุดออกจากสังสารวัฏได้

“ตามคำสอนของพุทธทิเบต สังสารวัฏประกอบไปด้วยภพภูมิ 6 ประเภท หรือที่เรียกว่า “ภพ 6” โดยมีภพเบื้องล่างสามภพคือ นรกภูมิ เปรตภูมิ และเดรัจฉานภูมิ ภพเบื้องบนสามภพ คือ มนุษยภูมิ อสุรกายภูมิ และเทวภูมิ”

นอกจากในข้อเตือนใจข้อที่สี่ “ภพ” ยังปรากฎเป็นหนึ่งในนิทาน 12 ของวงล้อปฏิจจสมุปบาท ช่องที่ 10 ซึ่งอธิบายอย่างเร็วๆ ได้ว่าเป็นช่องสุดท้ายของนิทานในชาติปัจจุบัน ที่ทั้งเป็นเหตุที่จะส่งผลให้เราไปเกิดในชาติหน้า และเป็นผลของการกระทำต่างๆ ในชาตินี้ ในหนังสือ Indestructible Truth อ.เรจินัลด์ เรย์ ใช้คำภาษาอังกฤษ ภพ ว่า “Becoming” หรือ “การเป็น” ซึ่งหมายถึง พัฒนาการของอัตตาที่มาถึงจุดสูงสุด จากความยึดมั่นถือมั่น ความคิดว่ามีตัวคน จนกลายร่างมาเป็นภพ เป็น display ของตัวตน ที่แข็งทื่อที่สุด สมจริงที่สุด

ซึ่ง “ภพ” ในฐานะนิทานที่ 10 ของวงล้อปฏิจจสมุปบาท มีความเกี่ยวข้องกับการอธิบายภพภูมิในลักษณะที่เรากำลังจะพูดถึงกันต่อไป

ความน่าสนใจของคำสอนเรื่องภพภูมิ เกิดขึ้นเมื่อพุทธธรรมธิเบตเดินทางไปสู่โลกตะวันตก คำสอนหลายอย่างถูกตีความหมายในเชิงประสบการณ์และเชิงจิตวิทยามากขึ้น เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ธรรมาจารย์ผู้ที่ได้หลอมละลายตัวเองเข้ากับโลกตะวันตกอย่างหมดจด ได้ให้คำสอนเรื่องภพภูมิในลักษณะใหม่ ท่านมองว่าภพภูมิทั้งหก คือ สภาวะจิต (State of mind) หรือแบบแผนร่องนิสัย (Habitual Pattern) ที่แตกต่างกันหกประเภท นั่นหมายความว่าภพภูมิไม่ใช่แค่อธิบายว่าเป็น “ภพ” ที่เราจะไปเกิด แต่เป็นสภาวะที่ปัจเจกแต่ละคนเผชิญและ “กลายร่าง” ไปเป็นในชีวิตนี้เลย

“…ในขณะที่เขายืนยันความจริงที่เป็นภววิสัยของแต่ละคน ด้วยการนำเสนอแก่นักเรียนว่าหลักการคือประสบการณ์ของสภาวะจิตที่ถูกครอบงำแตกต่างกันในแต่ละประเภทของผู้คน ภพ 6 จึงกลายมาเป็นรูปแบบของมนุษย์หกประเภทที่แตกต่างกัน แต่ละแบบประกอบสร้างขึ้นมาจากหลักจิตวิทยาของภพหนึ่ง ไม่ก็อีกภพหนึ่ง สำหรับตรุงปะแล้ว วิธีที่จะสื่อสารเรื่องความบกพร่องของสังสารวัฏคือชี้ให้เห็นถึงความบ้าคลั่ง ความซ้ำซาก และการยึดติดกับตัวเองอย่างถึงที่สุด”





เชอเกียม ตรุงปะ ให้คำอธิบายลักษณะของทั้ง ภพ 6 ที่เป็นนิสัยของคนหกประเภทที่แตกต่างกันดังนี้



เทวภูมิ – หลงละเมอในภาพมายา

ลักษณะนิสัยแบบเทวภูมิคือการหลงและหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ยึดติดอยู่กับความสะดวกสบายทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ ตรุงปะอธิบายว่า นี่เป็นลักษณะของคนที่มัวเมาอยู่ในวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ (Spiritual Materialism) ใช้การภาวนามาทำให้ตัวเอง “สูงส่งขึ้น” ทำให้ตัวตนชัดเจนแข็งทื่อขึ้น มีจุดอ้างอิงที่ตายตัว แทนที่จะเปิดกว้างและลื่นไหลไปกับสถานการณ์

ในทางโลกก็เช่นกัน คนที่อยู่ในเทวภูมิจะไขว่คว้าหาสิ่งที่จะมาสร้างความพึงพอใจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง หน้าตา สุขภาพ ฯลฯ พวกเขาจะถูกจูงไปมาด้วยสิ่งน่าปรารถนาเหล่านั้น ที่เฝ้าฝันว่าจะมาปรนเปรออัตตา แล้วสุดท้ายก็ติดอยู่ในภาพมายา โดยมองไม่เห็นว่าตัวเองว่ากำลังอยู่ในนั้น

“เทวภูมิไม่ได้เป็นทุกข์ในตัวมันเอง ในท้ายที่สุดแล้วความทุกข์นั้นมาจากความท้อแท้และความหดหู่ เธอคิดว่าเธอได้รับความสุข สภาวะแห่งความปีติไม่ว่าจะในทางโลกหรือทางจิตวิญญาณ เธอได้พักพิงอยู่ในนั้น แต่ทันใดนั้น อะไรบางอย่างเขย่าเธอ และเธอก็ตระหนักว่าสิ่งที่ได้มาเหล่านั้นไม่มีทางจะอยู่กับเธอตลอดไป”





อสุรกายภูมิ – อิจฉาริษยาและหวาดระแวง

ในภาษาอังกฤษคำว่า อสูร คือ “jealous god” หรือเทพแห่งความอิจฉาริษยา ตรุงปะอธิบายว่าจิตที่โดนภพนี้ยึดครอง คือความหวาดระแวง “ถ้าเธอพยายามจะช่วยคนที่มีจิตใจแบบอสุรกายภูมิ พวกเขาจะตีความไปว่าเธอกำลังจะมากดขี่ หรือแทรกซึมเข้ามาในอาณาเขตของพวกเขา แต่ถ้าเธอเลือกจะไม่ช่วย เขาก็จะตีความเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัว ไม่มาลำบากกับพวกเขา ถ้าเธอเสนอทั้งสองทางเลือกให้แก่พวกเขา เขาก็จะคิดไปว่าเธอกำลังเล่นเกมกับพวกเขาอยู่”

จิตแบบอสุรกายภูมิจะคิดเปรียบเทียบ เพื่อที่จะรักษาความปลอดภัยของขอบเขตตัวตน พวกเขามีจุดอ้างอิงที่ชัดเจนเพื่อกำหนดว่าจะทำอะไร เพื่อกำหนดสิ่งที่เป็นฝ่ายตรงข้าม เพื่อเป็นมาตรวัดความก้าวหน้า คนพวกนี้ฉลาด พวกเขาจะแยกขาดตัวเองออกจากทุกสิ่ง ชีวิตกลายเป็นเกมแข่งขันกับฝ่ายตรงข้าม ฉันกับพวกเขา ฉันกับเพื่อนของฉัน ฉันกับตัวฉันเอง

ผู้ที่อยู่ในภพภูมินี้จะไม่รับสัญญาณจากสถานการณ์หรือโลกภายนอก พวกเขาหวาดระแวงและแยกขาดตัวเองออกมา พวกเขาจะเมินสิ่งเหล่านั้น และไม่ยอมรับอะไรสักอย่าง เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นศัตรู





มนุษยภูมิ – ขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนาและความทุกข์

สภาวะจิตของภพมนุษย์นั้นถูกปกครองด้วยความปรารถนา เป็นความเฉลียวฉลาดที่มีความคิดในทางตรรกะเพื่อจะหาหรือสร้างความสุข แต่ด้วยความเป็นตัวตน วัตถุทางความสุขจึงเป็นสิ่งภายนอก ทำให้เกิดความคิดของความยากจนและขาดแคลนเข้ามาพร้อมๆ กัน

“เธอรู้สึกว่าสิ่งที่น่ารื่นรมย์เท่านั้นที่จะสามารถให้ความสุขและความสบายแก่เธอได้ แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่พอ และไม่มีกำลังที่จะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นเข้ามาหาเธออย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็พยายามที่จะลากมันเข้ามา ซึ่งมักจะนำไปสู่ความคิดวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น เธอต้องการสถานการณ์ที่ดีที่สุด น่าพึงพอใจที่สุด ดีที่สุด”

ความแตกต่างจากอสุรภูมิคือ ความฉลาดกว่าและการช่างเลือกสรร พวกเขาเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด มีความสามารถในคิดและเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกันจิตก็จะสนั่นไปด้วยเสียงของความคิดฟุ้งซ่าน ความคิดแบบมนุษย์จะสร้างสิ่งที่เป็น “สไตล์” ของตัวเองขึ้นมา ชื่นชมคนที่ใกล้เคียงกับตัวเอง ปฏิเสธคนที่ไม่ใช่ออกไป พวกเขามีความทะเยอทะยานที่จะไปสู่อุดมคติที่สูงกว่า เช่น บุคคลในประวัติศาสตร์ หรือสร้างพระเยซูหรือพระพุทธเจ้าขึ้นมา และในพร้อมๆ กันนั้น ก็เต็มไปด้วยความทุกข์และความขาดแคลน




เดรัจฉานภูมิ – มองไม่เห็นภาพสะท้อนตัวเอง

คนที่อยู่ในเดรัจฉานภูมิจะมองไม่เห็นตัวเอง ในระดับง่ายๆ ของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การกิน การเดิน การพูด พวกเขาจะตกใจมากเวลาใครถ่ายสิ่งที่พวกเขาทำไว้แล้วเอามาให้ดู พวกเขาจะมีความมืดบอด และความตื้นเขินที่เกิดจากความไม่มีปัญญา “สภาวะจิตแบบเดรัจฉานจะมองตรงไปข้างหน้า ราวกับใส่ที่บังตา พวกเขาจะไม่หันซ้ายหันขวา แต่จะพุ่งไปข้างหน้าอย่างจริงจังที่สุด พยายามจะไปให้ถึงสถานการณ์ถัดไป และพยายามจะจัดการสถานการณ์ให้เข้าร่องกับความคาดหวังที่ตั้งไว้”

ในภพนี้จะเต็มไปด้วยความจริงจัง แม้แต่การเล่นมุกตลกก็จะถูกทำให้กลายเป็นความจริงจังไปด้วย พวกเขาอาจจะพยายามพูดตลก หรือทำตัวเป็นมิตร แต่มันจะขาดเซ้นส์ของความตลกที่ละเอียดอ่อนไป พวกเขาจะเผชิญโลกด้วยความดื้อดึง เหมือนถังน้ำที่กลิ้งไปเรื่อยๆ ไม่สนว่าจะโดนอะไรบ้าง แค่กลิ้งไปข้างหน้าอย่างนั้น



เปรตภูมิ – หิวโหยอย่างไม่สิ้นสุด

“ในธรรมเนียมปฏิบัติ จิตยากจนถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ของเปรต มันมีปากเล็กเท่ารูเข็ม คอผอมและยาว แขนขาผอมๆ และท้องใหญ่โต ปากกับคอของมันเล็กเกินกว่าจะส่งอาหารที่เพียงพอไปยังท้องอันใหญ่โตนั้นได้ มันเลยหิวอยู่ตลอดเวลา”

สภาวะจิตของภพภูมิเปรตเป็นความยากจนที่หิวโหย ต้องการชื่อเสียง มิตรภาพ ความมั่งคั่ง เสื้อผ้า เซ็กส์ อำนาจ หรืออะไรก็ตามที่จะอยากได้อยากมี ทุกอย่างที่ปรากฏในชีวิตล้วนเป็นสิ่งที่จะบริโภคเข้าไป อาหาร ขนม แม้แต่ความสุนทรียะของชีวิตพวกเขาก็พยายามจะตักตวงมันเข้าไปเก็บไว้กับตัวเอง พอสิ่งที่มีมันเริ่มซ้ำเดิมน่าเบื่อหน่าย พวกเขาก็จะหาอะไรใหม่ๆ เพื่อบริโภคเข้าไปอีก

กระทั่งสามารถเติมเต็มความหิวโหยได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง พวกเขาจะเกิดความรู้สึกหนักอึ้งและกระสับกระส่าย ไม่สามารถจะชื่นชมสิ่งที่มีอยู่ในมือได้ พวกเขาอยากที่จะหิวอีกครั้งเพื่อที่จะหาอะไรกินเข้ามาอีก ไม่ว่าจะเป็นการเสพ หรือการอยู่กับสิ่งที่ได้รับมา ทั้งสองทางล้วนนำพามาซึ่งความน่าหงุดหงิดใจ




นรกภูมิ – กลางไฟแห่งความโกรธ

สภาวะนี้ถูกปกครองด้วยความโกรธและความก้าวร้าว ราวกับอยู่ในดินแดนที่พื้นและท้องฟ้าลุกเป็นไฟอยู่ตลอดเวลา จนถึงจุดที่ไม่รู้แล้วว่าความร้อนนี้มาจากข้างนอกหรือข้างใน บางครั้งแม้ว่าจะสามารถทำให้ข้างในเย็นลงได้ สภาพแวดล้อมก็จะเผาให้ร้อนขึ้นมาอีก

ความรู้สึกของคนที่อยู่ในจิตของภพภูมินรกจะรู้สึกคับแคบ ไม่มีที่จะหายใจ ไม่มีที่ให้ขยับ และรู้สึกท่วมท้นกับชีวิตจนจะทนไม่ไหว ความโกรธข้างในนั้นมากจนอยากที่จะลงมือฆ่าอะไรสักอย่างเพื่อทำให้ความรู้สึกนั้นเบาบางลงบ้าง แม้กระทั่งฆ่าตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามผู้ฆ่าคนนั้นก็จะไม่หายไป ไม่มีวันหมดสิ้นความรู้สึกเกรี้ยวกราดอยากทำลาย

ชีวิตในภพนี้จะเป็นเหมือนการเล่นเกม คล้ายๆ กับในภพอสูร พวกเขาแยกขาดจากสิ่งอื่นและตอบโต้ต่อผู้คนและสถานการณ์ด้วยความก้าวร้าว และถ้าหากไม่ได้รับการโต้ตอบจากสิ่งอื่น ก็จะสู้สับตัวเอง พวกเขาไม่ได้สู้เพื่อความบันเทิง แต่เพราะรู้สึกไม่ได้รับการปกป้อง เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกไม่ปลอดภัย พวกเขาจะเย็นและเยือกแข็ง ดังนั้นจึงต้องรักษาไฟความก้าวร้าวให้เผาไหม้อยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาตัวตนนี้ไว้ และเล่นอยู่ในเกมนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด



นี่คือสภาวะของทั้งหกภพในชีวิตนี้ ซึ่งเราแต่ละคนสามารถเข้าไปติดอยู่ในภพไหนก็ได้ ขึ้นกับว่าการกระทำของเราจะสร้างพฤติกรรมการยึดมั่นแบบไหนขึ้นมา รูปแบบการอธิบายของ เชอเกียม ตรุงปะ เป็นที่ยอมรับโดยนักเรียนของเขา ที่เป็นนักจิตวิทยา ซึ่งถือเป็นความหลักแหลมในการนำหลักคำสอนในพุทธศาสนามาตีความในเชิงประสบการณ์ ทำให้คำสอนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ในทุกๆ มิติของผู้คน

ข้อเตือนใจสี่ประการข้อที่หนึ่งกล่าวไว้ว่า “ในทรรศนะแบบพุทธทิเบต การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ คือหนึ่งในความเป็นไปได้ของการเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมากมาย ชาวทิเบตมีคำสอนว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ คือหนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ ของการเดินทางทางจิตวิญญาณ ที่จะต้องผ่านการเกิดแล้วตายอีกนับล้านๆ ครั้ง ในภพชาติปัจจุบันเราอาจเกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ในความยาวนานอันประมาณมิได้นี้ พวกเราล้วนตกอยู่ภายใต้การจองจำของสังสารวัฏ และผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วหลากหลายรูปแบบ”

กลับมาที่คำอธิบาย ภพ6 ในแบบภพชาติ การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นโอกาสอันล้ำค่าที่สุดในบรรดาภพทั้งหมด โดยเฉพาะโอกาสที่ได้มาพบเส้นทางสู่การหลุดพ้น มนุษย์เต็มไปด้วยศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา การคิดใคร่ครวญ และความสามารถที่จะสร้างความตระหนักรู้ มีร่างกายที่สามารถมีประสบการณ์ต่อสถานการณ์ต่างๆ เพื่อทำงานกับอะไรก็ตามที่ต้องเผชิญสู่การคลี่คลาย และการเกิดเป็นมนุษย์ที่ได้ฟังคำสอนอันลึกซึ้งเหล่านี้ ก็เป็นดั่งพรแก่การเกิดมาในชีวิตนี้

เราสามารถใช้โอกาสการเกิดเป็นมนุษย์ในชีวิตนี้ เรียนรู้ที่จะยอมรับและเป็นตัวเองอย่างเต็มศักยภาพ บ่มเพาะความตระหนักรู้เพื่อก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการตื่นรู้ เป็นได้ และปล่อยได้ ไม่ติดอยู่ในภพไหน กระทั่งตระหนักถึงธรรมชาติเดิมแท้ ที่ไพศาล เปิดกว้าง และเป็นอิสระ “อยู่แล้ว” และ “เสมอมา” ได้ในที่สุด




อ้างอิงจากหนังสือ

– Indestructible Truth เขียนโดย Reginald A. Ray

The Essential Chogyam Trungpa เรียบเรียงโดย Carolyn Rose Gimian

++++++++++++++++++++++++++++++++

จาก https://www.vajrasiddha.com/article-bhava6/

วัชรสิทธา

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน

ภาพเพิ่มเติม จาก ทังก้า มันดาร่า https://www.thangka-mandala.com/blog/the-wheel-of-life/

จาก http://tairomdham.net/index.php/topic,16372.0.html
18  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / The Four Dignities : สัตว์วิเศษของนักรบชัมบาลา เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2567 21:09:49
The Four Dignities : สัตว์วิเศษของนักรบชัมบาลา

“In heaven the turquoise dragon thunders

The tiger‘s lightning flashes abroad

The lion‘s mane spread turquoise clouds

Garuda spans the threefold world…”

เพลงชาติชัมบาลา

– ประพันธ์โดย เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช




มีสำนักคิดมากมายที่พยายามจัดกลุ่มความหลากหลายของมนุษย์ออกเป็นรูปแบบต่างๆ และหนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือการจัดกลุ่มตามบุคลิกภาพ ที่ผ่านมาเราอาจจะเคยได้ยินถึงโมเดลอย่าง MBTI, Enneagram, DISC ฯลฯ ไปจนถึงลัคนาราศี ดวงกำเนิด ฯลฯ ที่ต่างก็เป็นรูปแบบของการอธิบายลักษณะนิสัยของคนออกเป็นกลุ่มๆ

ในคำสอนชัมบาลา ที่ เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช พัฒนาขึ้น ก็มีรูปแบบการแบ่งกลุ่มที่นำมาใช้เพื่ออธิบายความแตกต่างของมนุษย์ด้วยเช่นกัน แต่การแบ่งกลุ่มในชัมบาลา ไม่ได้แบ่งจากลักษณะบุคลิกภาพ แต่แบ่งจากเอกลักษณ์ของพลังปัญญาญาณที่ได้รับการปลดปล่อยในพื้นที่ว่าง

ชัมบาลาอธิบายคุณลักษณะของปัญญาญาณออกเป็น 4 รูปแบบ (Wisdom Archetype) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของนักรบผู้รู้แจ้ง (Enlightened Warrior) โดยคุณสมบัติทั้งสี่นี้ แท้จริงแล้วมีอยู่ในตัวเราทุกคน เพียงแต่ในบางคน บางสถานการณ์ หรือบางช่วงเวลา หนึ่งในสี่รูปแห่งปัญญาญาณนั้นจะโดดเด่นขึ้นมาจากอันอื่น

อีกสิ่งที่น่าสนใจของปัญญาญาณทั้ง 4 ในคำสอน Shambhala คือการใช้สัตว์วิเศษ 4 ชนิด (The Four Dignities) มาเป็นตัวแทนของคุณสมบัติประเภทต่างๆ

เสือ เป็นตัวแทนของ ปัญญาแห่งความอ่อนโยน (Meek)

สิงโตหิมะ เป็นตัวแทนของ ปัญญาแห่งความกระปรี้กระเปร่า (Perky)

พญาครุฑ เป็นตัวแทนของ ปัญญาแห่งความองอาจ (Outrageous)

มังกร เป็นตัวแทนของ ปัญญาแห่งความลึกเกินหยั่ง (Inscrutable)

สัตว์วิเศษทั้งสี่ มีความสำคัญต่อคำสอนชัมบาลาอย่างมาก ถึงขนาดที่ปรากฎเป็น “แถบสี” บน “ธงชาติ” ของอาณาจักรชัมบาลาเลยทีเดียว ทั้งรูปลักษณ์ของสัตว์ทั้งสี่ยังถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์บนเครื่องประดับต่างๆ ของชุมชนชัมบาลาอีกด้วย



ธงชาติชัมบาลา

ใน Shambhala Retreat ที่จัดขึ้นโดยวัชรสิทธา ณ อาศรมวงศ์สนิท สอนโดย อ.ณัฐฬส วังวิญญู และ อ.วิจักขณ์ พานิช ได้มีการจัดกิจกรรมที่ลองให้เรา Identify ตัวเองกับคุณสมบัติของปัญญาญาณประเภทต่างๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็ได้สะท้อนถึงที่มาที่ไปของคุณสมบัติที่ตัวเองมี รวมถึงประโยชน์ที่เราแต่ละคนจะนำเอาความโดดเด่นทางปัญญาไปมอบแก่โลกใบนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อแต่ละกลุ่มออกมาบอกเล่าถึงจุดเด่นของปัญญาญาณประเภทต่างๆ รวมถึงประโยชน์ที่คุณสมบัติของปัญญานั้นสามารถมอบให้แก่โลก กลุ่มเสือสะท้อนว่าจุดเด่นของพวกเขาคือพร้อมที่จะโอบอุ้มและเยียวยาผู้อื่นด้วยความมั่นคงและหนักแน่น กลุ่มสิงโตหิมะช่วยสร้างสรรค์ความสนุกสนานและบรรยากาศที่ไม่ตึงเครียด กลุ่มครุฑคือความกล้าหาญใจการเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ ทั้งยังมอบความเป็นระเบียบให้กับความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ขณะที่มังกรคือความหยั่งรู้ของปัญญาญาณ พร้อมตอบโต้กับสถานการณ์อย่างแม่นยำและฉับพลัน รวมถึงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

เมื่อจบกิจกรรม พวกเราก็ได้พบว่าทุกคุณลักษณะที่เกิดขึ้นจากปัญญาญาณล้วนมีความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่ละคุณสมบัติไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ส่งเสริมซึ่งกันและกันและช่วยสร้างสมดุลให้กับโลกใบนี้

นอกจากแง่มุมความหลากหลายของคุณสมบัติที่เกิดจากปัญญาญาณแล้ว คำสอนเรื่องสัตว์วิเศษทั้ง 4 หรือ The Four Dignities ยังสามารถอธิบายถึง “เส้นทาง” หรือ “พัฒนาการ” ของนักรบที่เติบโตจากคุณสมบัติหนึ่งสู่อีกคุณสมบัติหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อที่จะเปิดตัวเองสู่ความกว้างขวางในการปฏิสัมพันธ์กับโลกใบนี้ด้วยความตื่นแห่ง The Great Eastern Sun

โดยสัตว์แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติที่เกิดขึ้นจากการข้ามขอบของตัวตนที่นักรบจะต้องเรียนรู้และข้ามผ่าน ตั้งแต่ความเย่อหยิ่ง ความลังเลสงสัย ความหวั่นกลัว และความแปลกแยกจากตัวเอง

คุณสมบัติแห่งเสือ



ในการฝึกฝนคุณลักษณะของเสือ หรือ ความอ่อนโยน นักรบชัมบาลาจะต้องดำรงตนอยู่บนความถ่อมตน ความติดดิน และความอ่อนโยน เพื่อที่จะข้ามพ้นความเย่อหยิ่งของตัวตน

ความเป็นเสือในฐานะความอ่อนโยนนั้น มักจะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความแข็งแกร่ง แต่ในมุมมองของ Shambhala ความแข็งแกร่งอย่างเป็นธรรมชาตินั้นผุดพรายขึ้นมาจากความอ่อนโยน เพราะความอ่อนโยนมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับความเรียบง่าย ติดดิน และไม่แปลกแยกกับตัวตน ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากความเย่อหยิ่งหรือยโสโอหัง

เมื่อนักรบสามารถดำรงอยู่กับความเรียบง่ายแห่งตัวตน สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือความมั่นใจอันไร้เงื่อนไข เช่นเดียวกับเสือที่เหยียบย่ำผืนป่าด้วยความเต็มเปี่ยมแห่งตัวตนที่จริงแท้ มันไม่หวั่นไหวต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในผืนป่า ทุกก้าวย่างของเสือคือความมั่นคงและผ่อนคลาย ขณะเดียวกันในทุกการเคลื่อนไหวของมัน ก็แฝงไว้ด้วย Awareness ต่อสรรพสิ่งทั้งภายนอกและภายใน

ด้วยความมั่นใจ ความอ่อนโยน และ Awareness อันผ่อนคลาย คุณสมบัติของเสือในตัวนักรบชัมบาลา จึงช่วยให้นักรบมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน แม่นยำ และทะลุปรุโปร่ง ซึ่งทำให้ผู้ฝึกตนบนหนทางแห่งนักรบมีฐานที่ดีในการแยกแยะ “ความตื่น” ออกจาก “ความหลับใหล”

คุณสมบัติแห่งสิงโตหิมะ



ในขั้นนี้เป็นการบ่มเพาะความแหลมคม ความมีชีวิตชีวา และ พลังงานที่กระปรี้ประเปร่า เพื่อที่จะข้ามพ้นกับดักของความลังเลสงสัย นักรบที่มีคุณสมบัติของสิงโตหิมะสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยความมีเกียรติและความผ่อนคลาย

สิงโตหิมะคือสัตว์ที่ใช้ชีวิตอยู่บนที่สูง พวกมันใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี กระโจนไปตามสันเขา ผ่านดงดอกไม้ภายใต้อากาศที่สดชื่น ความรื่นรมย์ของทิวทัศน์จากที่สูงทำให้พวกมันกระปรี้กระเปร่าและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเมื่อนักรบมีพื้นฐานของความเป็นเสือในตัวเอง ความอ่อนโยนและมั่นใจของเสือทำให้คุณสมบัติของสิงโตหิมะผุดพรายขึ้นมาอย่างไร้เงื่อนไข ไม่ว่ามันจะดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด

เชอเกียม ตรุงปะ กล่าวถึงคุณลักษณะของความกระปรี้ประเปร่าเอาไว้ว่า มันคือความสามารถที่จะยกระดับจิตใจของตัวเองให้รื่นรมย์ขึ้นมาได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าขณะนั้นเราจะกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากเข็ญเพียงใด นอกจากนี้ความกระปรี้ประเปร่า ยังเป็นคุณสมบัติที่ทำให้เราไม่หลงไปกับความลังเลสงสัย เนื่องจากมันสามารถแปรเปลี่ยนพื้นที่แห่งความคิดแง่ลบ การต่อสู้กับตัวเอง ความโกรธเกรี้ยว สู่ความผ่อนคลาย ความยินดีต่อชีวิตที่ตัวเองมี และความเป็นมิตรต่อสรรพสิ่งในโลกใบนี้

ในภาษาของชัมบาลา คุณสมบัติความรื่นรมย์ของสิงโตหิมะ เกิดขึ้นมาจากความไว้วางใจใน Basic Goodness ที่มีอยู่ในทุกสิ่ง และเมื่อเราสามารถสร้าง “วินัย” ในการสัมพันธ์กับ Basic Goodness ได้แล้ว เมื่อนั้นเส้นทางอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบก็จะเผยตัวออกมาให้เราก้าวเดินไปอย่างสง่าผ่าเผย

คุณสมบัติแห่งครุฑ



จากผืนดินของเสือ สู่ทิวเขาและยอดไม้ของสิงโตหิมะ สูงขึ้นไปอีกก็คือผืนฟ้าอันเป็นดินแดนของครุฑ ซึ่งมีพลังอำนาจแห่งการโบยบินอย่างอิสระเสรี

ในตำนาน ครุฑ คือราชาแห่งปักษาทั้งปวง มันมีปีกมหึมาที่พาตัวของมันทะยานไปในโลกทั้งสามได้ภายในพริบตา คุณสมบัติที่โดดเด่นของครุฑ จึงเป็นภาพสะท้อนของสภาวะจิตที่กว้างใหญ่ไพศาลมิมีประมาณ

ความองอาจและกว้างขวางของครุฑ คือคุณสมบัติที่ทะลวง “ดักแด้” หรือ ตัวตน ที่ห่อหุ้มเราไว้ให้มลายสิ้น มันคือความกล้าหาญที่จะดำรงตนอยู่บนเส้นทางอย่างไม่ครั้นคร้ามที่จะทะยานไปยังดินแดนที่ตัวตนของเราเคยหวาดหวั่น มันเป็นคุณสมบัติที่จะพาเราโบยบินข้ามผ่านความกลัวต่างๆ ของอัตตาสู่ความเปิดโล่งของท้องฟ้าที่มีความเป็นไปได้นับอนันต์

ในการทำงานกับตัวตนบนเส้นทางนักรบ บ่อยครั้งที่เราจะพาตัวเองไปเผชิญหน้ากับ “ขอบ” ของตัวตน พื้นที่ซึ่งเราไม่กล้าแม้แต่จะสบตา มันเป็นดินแดนที่ทำให้เราสั่นไหว รู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งกระตุ้นความต้องการที่จะควบคุมขึ้นมาอย่างรุนแรง เพื่อทำให้เราหันหลังกลับไปยังกรงขังที่ดูเหมือนจะอบอุ่นของตัวตนเดิม

ความเป็นครุฑ จึงเป็นคุณสมบัติที่จะช่วยให้เรายืนหยัดต่อวินัยแห่งนักรบ ปลุกความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับขอบเหล่านั้นอย่างองอาจ เปิดรับความกลัวเข้ามาอย่างไม่หวาดหวั่น ปล่อยวางความพยายามในการควบคุม แล้วสยายปีกอันกว้างใหญ่ของตนออกมา เพื่อที่จะทะยานข้ามขอบเหล่านั้นสู่ดินแแดนใหม่ที่เราไม่เคยไปถึง


คุณสมบัติแห่งมังกร



คุณสมบัติสุดท้ายของนักรบคือ ความเป็นมังกร เราเริ่มต้นจากการทำงานกับความอ่อนโยนของเสือซึ่งเป็นพื้นฐานของความเป็นนักรบ ตามมาด้วยความกระปรี้ประเปร่าของสิงโตหิมะที่เสริมสร้างวินัยแห่งความเบิกบานและรื่นรมย์ต่อชีวิต จากนั้นก็คือความองอาจของครุฑที่ช่วยให้เราก้าวข้ามความหวั่นกลัว บ่มเพาะความกล้าหาญ ซึ่งพาเราโบยบินออกสู่ดินแดนแห่งความตื่นที่พ้นไปจากตัวตนเดิม

ตำนานของโลกตะวันออกเล่าถึงมังกรไว้ว่า พวกมันเป็นสัตว์ที่สัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสภาวะอากาศและฤดูกาล ในยามหน้าหนาวมังกรจะหลับใหลอยู่ใต้ผืนดิน และเมื่อถึงฤดูใบไม้พลิมันจะเผยตัวออกมาพร้อมสายหมอกและหยดน้ำค้าง ยามหน้าร้อนมันจะร่อนไปบนแผ่นฟ้า แล้วหยอกล้อกับเมฆสีขาว และในบางคราที่พายุโหมกระหน่ำ มังกรจะคำรามออกมาเป็นเปลวเพลิงและสายฟ้า

คุณสมบัติของมังกรจึงเป็นความลื่นไหลที่สามารถแปรเปลี่ยนได้อย่างฉับพลัน โดยสอดคล้องไปกับฤดูกาลและสภาวะ ลม ฟ้า อากาศ มันจึงเป็นความยืดหยุ่นที่ไม่อาจคาดเดาได้ แต่ความลึกลับเกินหยั่งของมังกรจึงไม่ได้หมายถึงการมีเล่ห์เหลี่ยมหรือความอ้อมค้อม แต่มันหมายถึงการให้กำเนิดความองอาจที่ปราศจากความกลัว

ความลึกเกินหยั่งถึงของมังกร คือการแสดงออกถึงความมั่นใจในตัวเอง มันเป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นเมื่อนักรบชัมบาลาผสานตัวเองเข้ากับประสบการณ์ ณ ขณะนั้นอย่างเต็มที่ มันจึงไม่มีความลังเลและไร้ซึ่งความหวาดกลัว นักรบชัมบาลาที่มีคุณสมบัติของมังกร ไม่จำเป็นต้องกีดกันประสบการณ์ใดๆ ก็ตามออกไปจากตัวเอง เพราะนักรบผู้นั้นเปี่ยมด้วยความมั่นใจที่จะดำรงอยู่กับทุกประสบการณ์แม้สถานการณ์นั้นจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม

ความเป็นมังกรของนักรบยังทำให้ไม่มีความจำเป็นใดๆ ในการเร่งรีบเพื่อหนีออกจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้น นักรบชัมบาลาสามารถอดทนรอการคลี่คลายของสถานการณ์ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องคิดค้นหาวิธีในการควบคุมสิ่งใดเลย ด้วยเหตุนี้ นักรบชัมบาลาจึงสามารถทำงานกับสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา พร้อมหัวใจแห่งความกรุณาอันไร้เงื่อนไขที่ไม่หวั่นไหวต่อความกลัวใดๆ



จะเห็นว่าสัตว์วิเศษทั้ง 4 แสดงถึงคุณลักษณะของปัญญาญาณที่แตกต่างกัน แต่ส่งเสริมกันและกันอย่างสอดคล้องกลมเกลียว ขณะเดียวกันปัญญาญาณทั้ง 4 ก็ยังสามารถมองจากมุมเชิงพัฒนาการของการฝึกตนได้ด้วย

ความอ่อนโยนของเสือ คือพื้นแห่งเส้นทาง ความกระปรี้กระเปร่าของสิงโตหิมะนำพาวินัยและพลังงานในการก้าวย่างบนเส้นทางนั้น ครุฑคือความกล้าหาญที่จะกระโจนสู่ดินแดนอื่นนอกขอบของตัวตน และมังกรเป็นความมั่นใจโดยธรรมชาติ ที่ทำให้นักรบพร้อมสัมพันธ์กับทุกสิ่งด้วยธรรมชาติอันมิอาจหยั่งถึงภายในตน เพื่อยังประโยชน์ให้แก่ผู้คนและสถานการณ์อย่างกว้างขวางล้ำลึก

การเรียนรู้คำสอนชัมบาลา รวมทั้ง The Four Dignities – หรือพลังวิเศษทั้ง 4 สะท้อนให้เราเห็นว่าเราสามารถเป็นนักรบที่กล้าแกร่งและอาจหาญได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพูน “ตัวตน” ของเราให้หนาหรือซับซ้อนยิ่งขึ้น กลับกัน ความแข็งแกร่งอันแท้จริงในแนวทางของชัมบาลา เริ่มต้นจากความอ่อนโยนภายใน หัวใจที่อ่อนนุ่มซื่อตรงกับตัวเอง นักรบไม่กลัวการดำรงอยู่ใน space พร้อมเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์อย่างเปิดกว้าง ผ่อนคลาย และฉับไวที่จะตอบสนองในสิ่งที่พึงกระทำอย่างมั่นใจและเปี่ยมทักษะ

จาก https://www.vajrasiddha.com/article-fourdignities/

http://tairomdham.net/index.php/topic,16354.0.html
19  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Windhorse : ขี่ความกลัว เผชิญทุกความเป็นไปได้ เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2567 21:08:46
Windhorse : ขี่ความกลัว เผชิญทุกความเป็นไปได้



จุดเด่นของคำสอนชัมบาลา คือ ชุดคำศัพท์ใหม่ของคำสอน ที่พาให้เราเข้าไปสัมผัสกับคุณสมบัติแห่งการตื่นรู้ในท่าทีที่ต่างออกไปจากศาสนากระแสหลักหรือแม้กระทั่งจากพุทธศาสนาเอง โลกทัศน์ชัมบาลาเผยแสดงผ่านภาพของอาณาจักร ราชา ราชินี นักรบ พลังวิเศษ สัตว์วิเศษ ฯลฯ ลองนึกภาพโลกของแฮรี่ พอตเตอร์ หรือ ลอร์ดออฟเดอะริง ชัมบาลาฝึกให้เราสัมผัสกับเวทมนตร์ ความศักดิ์สิทธิ์ และเข้าถึงพลังอำนาจแห่งการตื่นรู้ ในโลก ที่ครั้งหนึ่งที่เราอาจมองว่าช่างจำเจ น่าเบื่อ ไม่มีอะไรน่าสนใจ

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ แม้ชัมบาลาจะเป็นโลกจิตวิญญาณที่ดูแฟนตาซี ไกลตัว แต่เมื่อได้เรียนคำสอน นำมาฝึกฝน และมีประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง กลับพบว่าชัมบาลาช่างเป็นเนื้อเดียวกันกับชีวิต ทั้งเส้นทางภายใน ความเป็นตัวของตัวเอง ท่าทีในการสัมพันธ์กับรายละเอียดของชีวิต มุมมองต่อสังคม และการเป็นส่วนหนึ่งของโลกอันศักดิ์สิทธิ์

Basic Goodness

หัวใจและฐานรากของคำสอนชัมบาลา คือเรื่อง ความดีพื้นฐาน (Basic goodness)  นักรบชัมบาลาเชื่อว่าเนื้อแท้ของมนุษย์ทุกคน รวมถึงสรรพชีวิตและสรรพสิ่ง ล้วนสมบูรณ์และดีงามอยู่แล้วในตัวเอง คำสอนของชัมบาลาไม่ได้พาให้เราเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข แต่สอนให้เข้าถึง “ความเป็น” อย่างจริงแท้ โดยปราศจากอคติ การปรุงแต่ง หรือความคิดตัดสิน ตวามกล้าหาญของนักรบชัมบาลา สะท้อนอยู่ในความเปิดกว้างกับทุกสิ่ง อยู่ตรงนั้นกับทุกสถานการณ์ ด้วยความไว้วางใจในความดีพื้นฐาน ผลลัพธ์คือ ทุกสภาวะสามารถเผชิญได้

Basic Goodness เป็นคำสอนที่เรียบง่าย ลึกซึ้ง แต่เป็นพื้น ที่สำคัญที่สุด หากนักรบชัมบาลาสามารถบ่มเพาะความไว้วางใจในความดีพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว มุมมองต่อสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไป  และท่าทีในการสัมพันธ์กับสถานการณ์ก็จะต่างไป เราจะสามารถเปิด อนุญาต ยอมรับให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น ปล่อยให้เป็นไป สบตาอย่างสง่างาม ต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าอย่างกล้าหาญและอ่อนโยน

Windhorse ปลุกเร้าพลังงานแห่งความดีพื้นฐาน

“เธอควรยอมรับตัวเองด้วยความยินดี เคารพตัวเอง ปล่อยวางจากความสงสัยและความอับอาย เพื่อที่เธอจะเรียกคืนความดีพื้นฐานและความเรียบง่าย และเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น พลังงานที่มีอยู่โดยตัวมันเองนี้มาจากการปล่อยวาง เรียกว่าม้าลม”

 – เชอเกียม ตรุงปะ


เมื่อเราบ่มเพาะความเชื่อมั่นในความดีพื้นฐาน และฝึกที่จะไว้วางใจกับการอยู่ในสภาวะต่างๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะ เศร้า เสียใจ ดีใจ ภาคภูมิใจ หรือกับสถานการณ์ภายนอกที่อาจรื่นเริงหรือปั่นป่วน โดยไม่หนี หรือเข้าไปจัดการให้เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ ด้วยท่าทีของการปล่อยให้เป็นไปนี้เอง เราจะพบกับพลังงานบางอย่าง …พลังที่ไม่รู้มาจากไหน แต่อยู่ตรงนั้นเสมอ

“….มันคือพลังงานของความดีพื้นฐาน ในคำสอนชัมบาลา พลังที่มีอยู่ด้วยตัวมันเองนี้เรียกว่า “ม้าลม” หลักการของ “ลม” คือพลังของความดีพื้นฐานที่แข็งแรง อุดมสมบูรณ์และยอดเยี่ยม  มันสามารถทำให้พลังมหาศาลในชีวิตฉาดฉายออกมา แต่ในขณะเดียวกันความดีพื้นฐานนี้ก็สามารถขี่ได้ ซึ่งก็คือหลักการของม้า ด้วยการปฏิบัติตามวินัยของนักรบ โดยเฉพาะวินัยของการสละละวาง เธอจะสามารถควบคุมลมแห่งความดีงาม ในแง่หนึ่งม้าไม่เคยโดนล่าม ความดีพื้นฐานไม่มีวันเป็นสมบัติส่วนตัวของเธอ แต่เธอสามารถปลุกและกระตุ้นพลังงานแห่งความดีพื้นฐานในชีวิตได้…”

– เชอเกียม ตรุงปะ


การปลุกเร้า windhorse เริ่มต้นด้วยการเชื่อมต่อกับความดีพื้นฐานที่มีอยู่แล้วในตัว แล้วขึ้นขี่สภาวะอารมณ์ (โดยเฉพาะความกลัว) กระโจนเข้าสู่พื้นที่เปิดของสถานการณ์โดยไม่ถอยหนี ในที่นี้ เราไม่ได้กำลังตัดอะไรทิ้งไป ความกลัวยังคงอยู่ แต่ไม่ได้ปกคลุมเรา อยู่เหนือเรา หรือบดบังวิสัยทัศน์ของเรา เราไม่ได้ถูกบงการโดยอารมณ์ลบๆ แล้วหดตัว ปิดตาย หรือกลับเข้าสู่โหมดไม่ไว้วางใจของรังดักแด้ เราปล่อยให้ความกลัวเกิดขึ้น และยอมรับมันอย่างสง่าผ่าเผย เราใช้พลังงานของความกลัวที่เกิดขึ้นนั้น เปิดตัวเองออก และยกตัวเองขึ้น สู่การเผชิญสถานการณ์นั้นๆ อย่างกล้าหาญ

ในช่วงเวลาที่ปั่นป่วนที่สุด หันไปทางไหนก็เจอแต่ความมืดมน ร่างกายเหมือนโดนบีบ แม้แต่หายใจให้เต็มปอดก็ทำไม่ได้ ในหัวสนั่นหวั่นไหวด้วยเสียงความคิด เรื่องราวที่ทำร้ายเรา เสียงตัดสินกล่าวโทษตัวเอง กระทั่งอยากตาย เรารู้สึกเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยความกลัว เราไม่อยากยอมรับ ไม่อยากอยู่ตรงนี้อีกแล้ว ในชั่วขณะนี้เอง คือช่วงเวลาสำคัญของการปลุก windhorse

เริ่มด้วยการตระหนักถึงความดีพื้นฐาน ความสมบูรณ์แล้วของสิ่งที่เกิดขึ้นและมีอยู่ ด้วยความผ่อนคลายและไว้วางใจเพียงชั่วครู่ ปลุกพลังม้าลมที่ยกเราขึ้นเหนือความกลัว ขี่เมฆหมอกทางอารมณ์อย่างผ่าเผย องอาจอยู่บนหลังม้า กลายร่างเป็นนักรบชัมบาลาผู้ดำรงอยู่ในสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสง่างาม

ในชีวิตจริง เราสามารถปลุกพลังม้าลมขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ กลับมาที่ลมหายใจ ตั้งแกนกระดูกสันหลังให้ตรง “Shape of the Warrior” ลืมตาขึ้นมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างตรงไปตรงมา ฝึกที่จะขึ้นขี่ความกลัวและไม่วิ่งตามปฏิกิริยาของการถอยหนี

“เมื่อไรที่เธอเชื่อมต่อกับพลังม้าลม โดยธรรมชาติ เธอปล่อยจากความกังวลเกี่ยวกับสภาวะจิตของตัวเอง และเริ่มที่จะคิดถึงผู้อื่น ถ้าเธอไม่สามารถปล่อยจากความเห็นแก่ตัวได้ เธอก็อาจจะแช่ม้าลมให้กลายเป็นน้ำแข็ง”

– เชอเกียม ตรุงปะ


Four Dignities – สัตว์วิเศษแห่งความสง่างาม

เมื่อเราฝึกที่จะไว้วางใจในความดีพื้นฐาน ขี่ม้าลมแห่งพลังอันไปพ้นตัวตนนี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือเราจะสามารถอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเต็มเปี่ยมโดยไม่มีอัตตามากั้นขวาง อิสรภาพแห่งม้าลมจะนำพาคุณลักษณะสี่อย่างในการเข้าไปสัมพันธ์กับสถานการณ์นั้นๆ

ในคำสอนชัมบาลาเรียก ปัญญาญาณทั้งสี่ นี้ว่า Four Dignities (ความภาคภูมิสี่ประการ) แทนด้วยสัตว์สี่ชนิด ครุฑ มังกร สิงโตหิมะ และเสือ

ครุฑ คือนักรบแห่งความอาจหาญ เขาเป็นอิสระจากความคาดหวังและความกลัว ลงมือกระทำสิ่งต่างๆ อย่างเฉียบขาด และกางปีกออกไปได้ไพศาล

สิงโตหิมะ คือนักรบแห่ความเบิกบานและชีวิตชีวา เต็มไปด้วยความเยาว์และความสงสัยใคร่รู้

เสือ คือนักรบแห่งความนอบน้อม กระทำการต่างๆ ด้วยความนุ่มนวลและเงียบเชียบ ไม่ถูกลวงหลอกด้วยเรื่องราวไร้สาระ

มังกร คือนักรบแห่งความลุ่มลึก มีปัญญาญาณ ลงมืออย่างรวดเร็ว ไร้ร่องรอย ด้วยการใคร่ครวญอย่างถ่องแท้

ทั้งสี่คุณสมบัตินี้ ไม่ได้เกิดมาจากอัตตา ไม่ใช่ร่องนิสัย หรือ personality type แต่เป็นคุณสมบัติที่ทุกคนมี เมื่อสามารถดำรงอยู่กับสถานการณ์อย่างจริงแท้ ในบางสถานการณ์อาจต้องเป็นครุฑ  ในอีกสถานการณ์อาจต้องเป็นเสือ เมื่อเราเข้าไปสัมพันธ์กับชั่วขณะนั้นๆ โดยไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คุณสมบัติเหล่านี้ก็จะปรากฎ และตัวเราเองก็จะเป็นแสงสว่างแห่งความดีพื้นฐานให้แก่พื้นที่ตรงนั้น

“เมื่อคุณได้พบคนผู้ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยการดำรงอยู่จากภายใน คุณจะพบว่าเขาหลากล้นไปด้วยความจริงแท้ ซึ่งน่าตื่นตระหนกอยู่มิใช่น้อย เพราะว่าเต็มไปด้วยความจริงยิ่ง สัตย์ชื่อยิ่ง และชัดเจนยิ่ง คุณรู้สึกได้ถึงอำนาจบารมี ซึ่งแผ่ออกมาจากบุคคลผู้มีการดำรงอยู่อันแท้จริงภายใน แม้ว่าคนผู้นั้นอาจเป็นเพียงคนเก็บขยะหรือคนชับแท็กซี่ แต่เขาก็ยังมีคุณลักษณ์อันสูงส่งซึ่งดึงดูดความสนใจและทำให้คุณรู้สึกเกรงขาม นี้มิใช่เป็นเพียงแค่เสน่ห์ดึงดูด คนผู้ซึ่งมีการดำรงอยู่อย่างแท้จริงภายใน ย่อมกระทำการในตนเองและเดินทางไปอย่างเหมาะเจาะจนสุดหนทาง เขาได้รับการดำรงอยู่อย่างแท้จริงขึ้นมาด้วยการสละละวาง และโดยการยุติความสุขสบายส่วนตนและการยึดติด” 

– เชอเกียม ตรุงปะ


การฝึกตนของนักรบชัมบาลา พาเราเข้าไปสัมพันธ์กับชีวิตอย่างเข้มข้น โอบรับทุกความเป็นไปได้เข้ามาในความตระหนักรู้ ไว้วางใจในความดีงามและความตื่นที่เป็นธรรมชาติพื้นฐานของทุกสิ่ง ไม่กลัวที่จะเปราะบาง กล้ายอมรับ ปล่อยให้เป็นไป และจริงแท้กับทุกแง่มุมของความเป็นมนุษย์

จงเชื่อมั่นในศักยภาพแห่งความดีพื้นฐานภายใน ไปพ้นจากการแบ่งขั้ว และดื่มด่ำกับการเผชิญทุกสภาวะที่ปรากฏ

Have a good journey.

จาก https://www.vajrasiddha.com/article-windhorse/

จาก http://tairomdham.net/index.php/topic,16352.0.html
20  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / “โพธิสัตว์” : วิถีแห่งความรักความกรุณาที่มนุษย์ทุกคนเข้าถึงและเป็นได้ เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2567 21:06:28
“โพธิสัตว์” : วิถีแห่งความรักความกรุณาที่มนุษย์ทุกคนเข้าถึงและเป็นได้



ในจักรวาลของพุทธไทย คำว่า “โพธิสัตว์” ดูเหมือนจะเป็นคำที่ไม่ได้มีความหมายไปในทางบวกเท่าไรนัก เพราะคำนี้มักจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ว่า โพธิสัตว์คือผู้ที่ยังไม่อาจตัดกิเลสได้หมดสิ้น โดยเฉพาะกิเลสด้านที่เป็นความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง บุคคลประเภทนี้จึงยังไม่อาจ “ข้ามพ้น” ไปสู่พระนิพพานได้ และต้องกลับมาเกิดใหม่ซ้ำๆ เพื่อสนองความอยากนี้ของตน

ทรรศนะรวมๆ เช่นนี้ ในแง่หนึ่งทำให้ภาพของการปฏิบัติธรรมในไทยกลายเป็น “เรื่องส่วนตัว” ไปอย่างไม่น่าแปลกใจ เพราะเป้าหมายสุดท้ายของการบรรลุธรรม คือการตัดกิเลสทั้งหมด รวมถึงความเมตตากรุณา (ซึ่งถูกมองว่าเป็นความอยากชนิดหนึ่ง) ไปด้วย ตรงกันข้ามกับพุทธศาสนาในโลกสากล ที่แนวคิดแบบมหายานเป็นที่แพร่หลาย การปฏิบัติธรรมไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของการฝึกตนเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นก่อนตนเอง กระทั่งเป็นการตระหนักถึง “การหลุดพ้นส่วนรวม” โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของตัวเองแม้แต่น้อย และนี่คือความหมายของเส้นทางโพธิสัตว์ในพุทธมหายาน

อีกความเข้าใจหนึ่งเมื่อกล่าวถึงโพธิสัตว์ก็คือ เรามักจะนึกถึงนามของโพธิสัตว์ชื่อดังในอดีต ไม่ว่าจะเป็น อวโลกิเตศวร มัญชุศรี กษิติครรภ์ ไมเตรยะ (ศรีอริยเมตไตร) ฯลฯ หรือแม้แต่ทศชาติของศากยมุนีพุทธะ แต่ละองค์ที่กล่าวถึงล้วนแต่เป็นโพธิสัตว์ผู้มีชื่อเสียง เปี่ยมไปด้วยบารมี ความศักดิ์สิทธิ์ และอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ต่างๆ ที่ดูเหมือนจะเหนือมนุษย์อย่างยิ่ง จนเราอาจลืมไปว่าเจ้าของนามเหล่านั้นล้วนเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับเราทั้งสิ้น

ความเข้าใจเรื่องโพธิสัตว์ที่มีหลากหลายในสังคมไทย อาจทำให้เรามีมุมมองต่อโพธิสัตว์ในแบบไกลตัว มองเป็นเรื่องตำนานหรือเรื่องคนอื่นที่มีบุญบารมีมากกว่าเรา แต่ในพุทธศาสนาทิเบต ที่มีการจัดกลุ่มองค์ความรู้ในพุทธศาสนาเป็น 3 ระดับ (ตามการหมุนกงล้อพระธรรมของพุทธะทั้ง 3 ครั้ง) โพธิสัตว์คือวิถีที่ผู้ปฏิบัติทุกคนสามารถฝึกฝนและปฏิบัติ ด้วยปณิธานอันแรงกล้าที่จะเป็นหนึ่งในพระพุทธเจ้าในอนาคต

ในคลาสเรียน Second Turning หรือ “การหมุนกงล้อธรรมครั้งที่สอง” ณ วัชรสิทธา เราได้เรียนพุทธธรรมแบบทิเบต ที่กล่าวถึงวิถีโพธิสัตว์ ในฐานะส่วนสำคัญของเส้นทาง “มหายาน” ซึ่งผู้สอนอย่าง วิจักขณ์ พานิช ได้ย้ำในห้องเรียนเสมอว่ามหายานในทรรศนะแบบทิเบตนั้นเป็น “ส่วนขยาย” จากองค์ความรู้ใน First Turning หรือ คำสอน “หินยาน” นั่นเอง แต่ด้วยส่วนขยายนี้ ทำให้วิถีการปฏิบัติและเป้าหมายสูงสุดในขั้นหินยานและมหายานมีจุดที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ ซึ่งความแตกต่างนี้มีหัวใจอยู่ที่ความเข้าใจเรื่องความไม่มีตัวตน



ธรรมชาติแห่งความไม่มีตัวตน 2 ขยัก

ในคำสอน First Turning เราได้เรียนรู้เรื่องสภาวะธรรม หรือชื่อเรียกหน่วยย่อยที่สุดของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ เราสามารถที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ในฐานะหน่วยเล็กๆ ที่เกิดและดับลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด การรับรู้ ฯลฯ ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

การมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นหน่วยย่อยๆ เช่นนี้ ทำให้เราสามารถเริ่มต้นทำงานกับ “ความทุกข์” ที่เกิดจาก “ตัวตน” หรือ “อัตตา” ของเราได้ เราเริ่มพบว่าสิ่งที่เราคิดว่าเป็นตัวเรา แท้จริงแล้วเกิดขึ้นจากการประกอบขึ้นของสภาวะธรรมต่างๆ มากมาย การดำรงอยู่ของตัวเรา อย่างน้อยที่สุดก็คือการมาประชุมกันของขันธ์ทั้ง 5 กอง เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ เราจะเกิดมุมมองใหม่ต่อชีวิต และเกิดแรงบันดาลใจที่จะฝึกฝนการปล่อยวางต้นเหตุแห่งทุกข์หรืออัตตาตัวตนลง ลดละการโต้ตอบที่เกิดจากความเคยชิน ปล่อยให้สภาวะธรรมทั้งหลายดำเนินไปอย่างที่มันเป็น โดยที่เราไม่จำเป็นต้องยึดถือสิ่งใดเอาไว้ในฐานะเจ้าของ นี่คือความเข้าใจในธรรมชาติแห่งความไม่มีตัวตนของ “ตนเอง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการหมุนกงล้อพระธรรมครั้งแรก

เมื่อเปลี่ยนโหมดเข้าสู่คำสอนใน Second Turning ฉากทัศน์ และองค์ประกอบต่างๆ ก็เปลี่ยนความหมายออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่การเปลี่ยนความหมายนี้ไม่ได้เป็นการขัดแย้งกับชุดคำสอนก่อนหน้า มันเป็นความรู้สึกคล้ายๆ กับการดูซีรีส์ภาคต่อ ที่เราเริ่มเข้าใจที่มาที่ไปของสถานการณ์และตัวละครต่างๆ มากกว่าเดิม จากการเรียนรู้ที่จะปล่อยความยึดมั่นในอัตตาของตนเอง เราเริ่มก้าวมาสู่ความเข้าใจเพิ่มเติมที่ว่า สภาวะธรรมต่างๆ ที่เราเคยคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ตามธรรมชาตินั้น แท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีตัวตนที่เป็นเอกเทศเช่นเดียวกัน ทุกสิ่งล้วนแต่เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัยมากมายที่มาสัมพันธ์กัน และไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง ด้วยการอธิบายเช่นนี้ ทำให้หัวข้อใหญ่ในการศึกษา Second Turning คือเรื่องของธรรมชาติแห่งความไม่มีตัวตนของสรรพสิ่ง หรือ ที่เรียกกันว่า ความว่าง นั่นเอง

เมื่อความเป็นตัวฉัน ตัวเธอ และสิ่งอื่นๆ จางลง

การเรียนรู้เรื่องความว่าง ส่งผลต่อท่าทีของผู้ปฏิบัติที่มีต่อตนเองและผู้อื่น การรับรู้ถึงสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นระหว่างสภาวะธรรมต่างๆ อาจทำให้เส้นแบ่งความเป็น “เขา” “เรา” “สิ่งอื่นๆ” จางลงไป เราพบว่าชุดคำสอนนี้ได้เชื่อมโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน ไม่มีสิ่งอื่นๆ ที่ปราศจากการมีอยู่ของเรา และไม่มีเราที่ปราศจาการมีอยู่ของสิ่งอื่นๆ ในคลาสเรียนเราพูดกันถึงคำศัพท์ที่ ติช นัท ฮันห์ ใช้อธิบายธรรมชาติแห่งความเชื่อมโยงนี้ว่า “Interbeing” หรือ สภาวะแห่งการเอื้ออิงอาศัยกันและกันของสรรพสิ่ง

การนำเอาความจริงระดับปรมัตถ์ข้อนี้มาสู่การดำเนินชีวิต อาจต้องใช้เวลาและการฝึกฝน แต่ระหว่างการบวนการ มันจะค่อยๆ หล่อหลอมให้เราเริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆ ในแบบมวลรวมมากขึ้น เราไม่แบ่งแยกสิ่งหนึ่งออกจากสิ่งหนึ่งอย่างสิ้นเชิง เราจะให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่ดำรงอยู่อย่างงดงามในแบบที่มันเป็น เมื่อเรามองเห็นปลาเราอาจเห็นสายสัมพันธ์ของมันกับแม่น้ำ ต้นไม้ และสายฝน เมื่อเรามองเห็นพืชผักในจานข้าวเราอาจมองเห็นแสงแดด ไส้เดือน และผืนดิน ฯลฯ การมองเห็นสายสัมพันธ์เช่นนี้ ทำให้สำนึกแบบตัวตนที่แยกขาดจากทุกสิ่งเบาบางลง

จากนั้น มันอาจเริ่มจากคนที่เรารัก หรือ คนที่เราใกล้ชิด ที่เรามองเห็นอย่างชัดเจนว่าความทุกข์ต่างๆ ที่เขากำลังประสบนั้น เกิดมาจากความพยายามที่จะแยกขาดตัวตนของเขาออกไปจากสิ่งอื่นๆ เรามองเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการหลบเลี่ยงธรรมชาติที่กำลังดำเนินไป ความทุกข์ที่เกิดจากการใช้แรงมหาศาลต้านทานหรือพยายามควบคุมสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามความคิดหรือสิ่งที่เขาเข้าใจว่ามันควรจะต้องเป็นเช่นนั้น แต่น่าเศร้าที่มันไม่ได้ช่วยให้พวกเขาพ้นจากความทุกข์ได้เลย ณ จุดนี้ ผู้ปฏิบัติย่อมเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะการมองเห็นคนที่เราห่วงใยเป็นทุกข์กับเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องทุกข์ก็ได้มันน่าเจ็บปวด และเราจะเริ่มเฟ้นหาวิธีการมากมายเพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ของพวกเขาให้จางคลายลง

ความกรุณาของโพธิสัตว์ มีลักษณะเป็นเช่นนี้ มันเป็นความรู้สึกอยากช่วยเหลือผู้อื่นที่เรารักอย่างยิ่งให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง โดยที่เราไม่สนใจว่าจะต้องทำมันด้วยวิธีใดหรือแม้แต่เราจะต้องเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม ทั้งยังเป็นความกรุณาที่ไม่ได้เอาตนเองเป็นที่ตั้งอีกด้วย การช่วยเหลือคนที่เรารัก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่เราจะมีความสุขในภายหลังหรือไม่ แต่มันเกี่ยวกับการที่คนเหล่านั้นจะสามารถรอดพ้นจากสภาพแห่งความทุกข์ของสังสารวัฏที่ไม่มีวันจบสิ้นได้หรือไม่

อย่างที่กล่าวว่าในเบื้องต้น ปณิธานเช่นนี้อาจเกิดขึ้นจากความรู้สึกที่เรามีต่อคนใกล้ตัวหรือคนที่เรารักอยู่แล้ว แต่เมื่อเราดำเนินอยู่บนเส้นทางนี้ไปนานมากขึ้น โพธิจิตของเราก็จะค่อยๆ เติบโตและเบ่งบาน เราอาจค้นพบว่าสรรพสัตว์ทั้งปวงล้วนแต่เป็นคนที่เราสามารถรักได้ทั้งสิ้น หัวใจที่เปิดออกไปเรื่อยๆ เช่นนี้ เป็นลักษณะของการเติบโตทางจิตวิญญาณในคำสอนของพุทธมหายาน แต่หากกล่าวอย่างถึงที่สุด การเปิดออกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของการเปิดไปสู่ “สิ่งอื่น” หรือ “คนอื่น” ด้วยซ้ำ เพราะบนพื้นฐานของความว่างแล้วสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนไม่ได้แยกขาดจากกัน วิจักขณ์พูดถึงมุมมองเช่นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “โลกนี้คือส่วนขยายของร่างกายของเรา” ซึ่งหมายความทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้คือส่วนหนึ่งของเราทั้งหมด  การสร้างประโยชน์เพื่อผู้อื่น การเปิดใจสู่สถานการณ์ที่เราไม่คุ้นชินหรือไม่ชอบ ก็ล้วนแต่เป็นการปฏิบัติที่อยู่บนวิถีของการทำความเข้าใจ “เรา” ทั้งสิ้น

การหลุดพ้นในคำสอนของ Second Turning จึงเป็นเรื่องของทั้งหมด หรือ “ส่วนรวม” อย่างไม่มีทางเลือกอื่น บนทรรศนะเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดที่เป็น “เรื่องส่วนตัว” อันแยกขาดจากสิ่งอื่นเลยแม้แต่น้อย จากการเริ่มต้นทำงานกับตัวตนของตัวเองในขั้นหินยาน เรากระโจนสู่การตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องทำงานกับสรรพสิ่งทั้งหมดดั่งคำสอนของมหายาน ซึ่ง ณ จุดนี้เอง ที่วิถีแห่งโพธิสัตว์ได้เริ่มต้นขึ้น



วิถีโพธิสัตว์

บนเส้นทางการเรียนรู้ในพุทธศาสนา มักมีการสอนเรื่องทรรศนะที่ถูกต้องก่อนเป็นลำดับแรกๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเชิงคอนเซปต์ขึ้นมาก่อน แต่กระนั้น ผู้ศึกษาก็ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าความเข้าใจเชิงวิชาการก็ยังเป็นเพียงความจริงระดับสัมพัทธ์ หาใช่ประสบการณ์ที่แท้จริงระดับปรมัตถ์ไม่ เพราะประสบการณ์จริงเป็นเรื่องที่พ้นไปจากความคิดหรือความเข้าใจเชิงความรู้ทั้งสิ้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้มันผ่านประสบการณ์เฉพาะตนเท่านั้น

แต่ประโยชน์จากความเข้าใจเชิงความรู้และการมีทรรศนะที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราออกเดินสู่หนทางแห่งการปฏิบัติได้อย่างมีทิศทาง และเราจะค่อยๆ เกิดความเข้าใจความเป็นจริงในระดับปรมัตถ์ผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง วิจักขณ์ พูดถึงความเฉพาะตัวบนเส้นทางมหายานไว้ว่า “มันจะเป็นประสบการณ์ที่ส่วนตัวมากๆ จนบางทีเราไม่สามารถจะอธิบายมันออกมาให้ใครฟังได้ และมีเพียงตัวเราเองเท่านั้นที่เข้าใจมันอย่างแท้จริง”

สิ่งที่น่าสนใจในมิติของประสบการณ์บนเส้นทางมหายานก็คือ นอกเหนือไปจากการปฏิบัติภาวนาซึ่งเป็นพื้นฐานอันขาดไม่ได้แล้ว มหายานยังพูดถึงการปฏิบัติที่เป็นเรื่องของการบ่มเพาะความไม่มีตัวตนผ่านการกระทำหกรูปแบบ (บารมี6) อีกด้วย สิ่งนี้ทำให้มิติของประสบการณ์แบบมหายานขยายกว้างสู่การกระทำ รูปแบบ วิธีการ และผลลัพธ์ ประสบการณ์ของการปฏิบัติในขั้นนี้จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกันชุดคำสอนเดียวกันนี้ก็ทำให้การเป็นผู้ปฏิบัติในเส้นทางมหายานหรือโพธิสัตว์ต้องสัมพันธ์กับผู้คน โลก และสถานการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ปฏิบัติบนหนทางนี้จะปลีกวิเวกตนเองออกไปจากโลกโดยไม่สนใจเสียงเพรียกของสรรพสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก และด้วย “วินัย” เช่นนี้ของมหายาน ทำให้ภาพของการฝึกปฏิบัติในพุทธศาสนาพลิกกลับอย่างสิ้นเชิง จากที่เราอาจคุ้นเคยกับภาพของนักบวชที่หลีกเร้นความวุ่นวาย ไม่มาข้องเกี่ยวกับสถานการณ์ล่อแหลมต่างๆ พยามฝึกตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่องโดยไม่เกลือกกลั้วสิ่งที่เป็น “ทางโลก” แต่ในทรรศนะของพุทธทิเบตที่มีคำสอนขั้นมหายาน กลับกล่าวให้เราวกกลับมาทำงานกับโลกใบนี้ กับผู้คน และสถานการณ์โลกย์ๆ ไม่ว่าจะขาว ดำ หรือ เทา เพื่อช่วยปลดปล่อยสรรพสัตว์จากความทุกข์ทั้งปวง

ในความหมายเช่นนี้โพธิสัตว์จึงมีพันธกิจที่ผูกพันอยู่กับชีวิตมากมายนับล้าน พวกเขาจึงจำเป็นต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อทำงานกับสังสารวัฏ มันเป็นวินัยข้อสำคัญที่พวกเขาจะไม่เลือกหนทางหลุดพ้นที่ตัดขาดจากสรรพสัตว์ทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง เพราะหนทางแห่งการเป็นผู้มีประโยชน์จำเป็นจะต้องยินดีในการกลับมาเกลือกกลั้วกับสังสารวัฏ จวบจนสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่าจะสามารถข้ามพ้นความไม่รู้ของตนได้ นี่คือปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่เสมอเหมือนกับพระพุทธเจ้าในอดีตทุกพระองค์ เส้นทางนี้ของโพธิสัตว์ จึงเป็นเส้นทางแห่งการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

การมีวิถีและชุดคำสอนเช่นนี้ ทำให้เรามองเห็นความเป็น “สากล” และ “ร่วมสมัย” ของพุทธศาสนาได้เสมอไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด เพราะวินัยแห่งการสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำให้ผู้ปฏิบัติที่จริงแท้กับวิถีนี้พยายามที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมหรือชุมชนที่ตนเกี่ยวข้องด้วยวิธีต่างๆ ที่เหมาะสมกับปัญหาหรือสถานการณ์ ณ พื้นที่และช่วงเวลานั้น วิถีของมหายานจึงเป็นท่าทีของการกระทำ ความเคลื่อนไหว ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรักในสรรพสิ่ง

ขณะเดียวกันด้วยชุดคำสอนเช่นนี้ เราจึงสามารถมองเห็น “โพธิสัตว์” มากมายที่ดำรงอยู่บนโลกร่วมกันกับเรา แม้คนเหล่านั้นอาจไม่ใช่ผู้ที่ใกล้ชิดกับพุทธศาสนาก็ตาม แต่ด้วยคอนเซปต์เช่นนี้ เราสามารถที่จะเคารพ ชื่นชม และศรัทธาในหัวใจของผู้คนที่เสียสละประโยชน์ส่วนตน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมได้เสมอ เพราะแก่นแท้ของโพธิสัตว์คือวิถี หาใช่ศาสนา หรือความเชื่อใดๆ



เส้นทางโพธิสัตว์ เส้นทางของพุทธะ

เป้าหมายของโพธิสัตว์ทุกคน คือการได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หรือการตื่นรู้อย่างสมบูรณ์ในฐานะพระพุทธเจ้า ซึ่งเส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางสั้นๆ ที่จะเดินไปถึงภายในภพชาติเดียวเท่านั้น เรจินัลด์ เรย์ กล่าวถึงความยาวนานของเส้นทางนี้ไว้ว่า “เส้นทางสู่การตื่นรู้โดยสมบูรณ์นั้นทอดยาวแทบไม่มีจุดสิ้นสุด ตลอดสามอสงไขย ผ่านล้านล้านภพชาติ…” นั่นคืองานอันหนักหนาของโพธิสัตว์ที่อุทิศตนเพื่อสรรพสัตว์และการตื่นรู้อย่างสมบูรณ์

ในเมื่อมันยากเย็นเช่นนั้น บางเราอาจเกิดคำถามขึ้นว่าทำไมต้องทำขนาดนั้น ทำไมการช่วยเหลือสรรพสัตว์แบบโลกย์ๆ จึงสามารถเป็นหัวใจสำคัญในการตื่นรู้ได้ การกลับมาเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่ามันเกี่ยวข้องกับการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างไร หรือแม้แต่ว่าเป้าหมายในการเป็นพระพุทธเจ้าแท้จริงแล้วมีความหมายว่าอย่างไร

ในหนังสือ The Indestructible Truth ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสำคัญที่นำมาใช้ศึกษากันในคลาส Second Turning เขียนถึงการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าไว้ว่า “ผู้ปฏิบัติที่ตั้งปณิธานที่จะเดินตามเส้นทางเดียวกับศากยะมุนีพุทธะ ในที่สุดจะกลับมาเกิดเหมือนท่านในโลก(หรือภพภูมิ) ซึ่งพุทธธรรมไม่เป็นที่รู้จัก แสวงหาสัจธรรมสู่การหลุดพ้น จนบรรลุสู่การตื่นรู้อันสมบูรณ์ แล้วจึงก่อตั้งและถ่ายทอดสายปฏิบัติแห่งธรรมะ” จากประโยคนี้ เราจะเห็นได้ว่าความสำคัญของพระพุทธเจ้าคือการที่ท่านสามารถตรัสรู้ได้ด้วยตนเองแม้ในดินแดนที่ปราศจากชุดคำสอนพุทธธรรมใดๆ มาก่อน ทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มสายปฏิบัติแห่งพุทธธรรมในดินแดนนั้นๆ เพื่อปลอดปล่อยสรรพสัตว์จากความทุกข์ทั้งปวงอีกด้วย สิ่งนี้นับว่าเป็นคุณค่าที่สูงที่สุดที่คนผู้หนึ่งจะสร้างให้แก่โลกได้

แต่การจะบ่มเพาะคุณสมบัติเช่นนั้นขึ้นมา เราจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์มากมายนับไม่ถ้วน เพื่อที่จะเกิดความเข้าใจอันถ่องแท้ต่อความทุกข์ของสรรพสัตว์ ซึ่งหนทางเดียวในการก้าวไปสู่จุดนั้นก็คือการเริ่มต้นหนทางแห่งโพธิสัตว์ตั้งแต่วินาทีนี้ และเปิดหัวใจเอาไว้ให้พร้อมที่จะสัมผัสกับความเจ็บปวด ความทุกข์แสนสาหัส ความไม่ได้รับการยอมรับหรือถูกเข้าใจ และสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นด้วยความรักที่ตั้งอยู่บนพื้นหลังแห่งความว่างอันปราศจากตัวตน

เรจินัลด์ เรย์ กล่าวถึงคุณสมบัติสัพพัญญูแห่งพุทธะเอาไว้ในหนังสือ The Indestructible Truth ว่า “ความเป็นสัพพัญญูของพุทธะ คือการรู้แจ้งในประสบการณ์และความรักความกรุณาในหัวใจ ที่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการผ่านความทุกข์มาแล้วทุกรูปแบบ” เส้นทางโพธิสัตว์จึงไม่มีทางลัดใดๆ ทุกประสบการณ์ต้องเล่นเอง เจ็บเอง เรียนรู้เอง กระนั้นด้วยหัวใจอันจริงแท้และเปี่ยมด้วยความรักความกรุณาอันปราศจากตัวตน หนทางแห่งการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้จะยากเย็นแสนเข็ญเพียงไหน ก็จะเปี่ยมด้วยความรื่นรมย์ ดังโศลกของศานติเทวะที่รจนาไว้ว่า

“All the joy the world contains

Has come through wishing happiness for others.

All the misery the world contains

Has come through wanting pleasure for oneself”



จาก https://www.vajrasiddha.com/article-bodhisattva/

http://tairomdham.net/index.php/topic,16349.0.html
หน้า:  [1] 2 3 ... 240
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.391 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 07 มิถุนายน 2567 12:43:09