[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
09 สิงหาคม 2563 04:17:44 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 214
1  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ / ภูมิปัญญาบรรพกาล สะพานมีชีวิต เกิดจากรากไม้และเถาวัลย์ จาก เมฆกัลยา อินเดีย เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2562 15:09:03






 

สะพานมีชีวิต เกิดจากรากไม้และเถาวัลย์..เป็นวิธีสร้างสะพานจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวเขาในอินเดีย

India’s Amazing Tree Bridges Are Made of Living Roots and Vines! Root Bridges

หลายๆหมู่บ้านในแถบ Meghalaya ประเทศอินเดีย ได้สร้างสะพานที่มีเทคนิคพิเศษโดยใช้การสร้างสรรค์จากธรรมชาติล้วนๆ หรือจะพูดให้ชัดก็ต้องบอกว่า พวกเขาปลูกสะพานขึ้นมานั่นเอง!
โดยใช้รากของต้น Ficus elastica (หรือ rubber fig tree) ชาวบ้านจะช่วยกันถักสานสะพานที่มีชีวิตนี้ขึ้นจากรากของต้นไม้ ซึ่งเป็นวิธีที่ตกทอดกันมากว่า 500ปี งานชิ้นนี้ เป็นตัวอย่างที่ไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับสถาปัตยกรรมที่มีชีวิต และยังเป็นบทเรียนแห่งความอดทน เพราะต้องใช้เวลาในสร้างนานถึง 15 ปี แต่ก็คุ้มค่า เพราะมันอยู่ได้ยาวนาน ยิ่งเวลาผ่านไปนาน มันก็ยิ่งเติบโตแข็งแรงมากขึ้น สะพานบางแห่งมีความยาวมากกว่า 100 ฟุต สามารถรับน้ำหนัก คนบนสะพานได้คราวละมากถึง50คน หรือมากกว่า เลย ทีเดียว

เมือง Cherrapunji ในแถบภูเขา the Khasi Hills. เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องปริมาณฝนตก จนได้รับการบันทึกว่ามีฝนตกชุกที่สุดในโลก มากกว่า 75ฟุตต่อปี และด้วยสภาพอากาศฝนตกชุกแบบนี้เองที่ต้น rubber fig เติบโตได้อย่างดี ต้นไม้ชนิดนี้ จะมีระบบรากชั้น2ที่เติบโตอยู่เหนือพื้นดิน และช่วยให้ต้นไม้เติบโตขึ้นไปตามแนวราก ชาว Khasis ได้เรียนรู้วิธีในการใช้รากของต้น rubber fig สานเป็นสะพานที่มีชีวิต และแข็งแรง เพื่อใช้ในการข้ามแม่น้ำ ลำธาร ตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้ว โดยพวกเขาจะใช้ลำต้นของต้น betul nut เพื่อกำหนดทิศทางรากของต้น rubber fig อีกที รากจะเลื้อยพันไปตามลำต้น และข้ามแม่น้ำ จนไปลงดินในอีกฟากฝั่งของแม่น้ำ ..นี่ละ..พลังอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ในธรรมชาติ.. และมนุษย์ก็ฉลาดท่ีนำเอามันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ช่างน่าทึ่งจริงๆ

รูปฟอร์มของสะพานก็สวยงาม ไม่มีซ้ำกัน สมกับธรรมชาติสร้างให้จริงๆ…ขอคารวะทั้งชนเผ่าKhasis และธรรมชาติ ผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่!

จาก https://www.iurban.in.th/greenery/root-bridges/
2  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / 12 พระนามของพระอมิตาภะพุทธเจ้า เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2562 16:48:27


12 พระนามของพระอมิตาภะพุทธเจ้า

1.อมิตะประภา
พระพุทธเจ้า ผู้มีแสงสว่างอันไม่อาจประมาณ

2.อสมประตะประภา
พระพุทธเจ้าผู้มีแสงสว่างที่มิอาจเปรียบเทียบได้

3.อสังคตะประภา
พระพุทธเจ้า ผู้มีแสงสว่างที่มิอาจปรุงแต่งขึ้นไม่

4.อปรติหตรสมิราคะประภา
พระพุทธเจ้า ผู้มีแสงสว่างอันสะอาดบริสุทธิ์

5.ราชานียประภา
พระพุทธเจ้า  ผู้มีแสงสว่างดั่งฉ่ำเย็นดุจจันทร์เต็มดวง

6.เปรมณียประภา
พระพุทธเจ้า ผู้มีแสงสว่างงดงามน่าชม

7.ปราโมทียประภา
พระพุทธเจ้า ผู้สีแสงสว่างอันนำพาให้เกิดความชุ่มฉ่ำ อิ่มเอม

8.สังฆะมณียประภา
พระพุทธเจ้า ผู้มีแสงสว่างเป็นเลิศกว่าผู้ใด

9.ประภาสิขัตตะสฤสัตตะประภา
พระพุทธเจ้า  ผู้มีแสงสว่างดุจเปลวแห่งเพลิง

10.นิพัทธนิยะประภา
พระพุทธเจ้า ผู้มีแสงสว่างที่สุดจะพรรณาได้

11.อตุลยประภา
พระพุทธเจ้า    ผู้มีแสงสว่างที่ประกอบด้วยปัญญา

12.สรถะชเยนทะสุรยะชินะกรณะประภา
พระพุทธเจ้า  ผู้มีแสงสว่างเหนือกว่าความสว่างแห่งสุริยันและจันทรา

ในสุขาวตีวยูหสูตร ได้ปรากฏนามแห่งพระอมิตาภะ
ทั้งสิบสองพระนาม อันเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป
3  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ ทำความรู้จักกวนอิมในใจเธอ เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2562 16:34:48


ทำความรู้จักกวนอิมในใจเธอ

เพราะเมตตาของเราไม่เท่ากัน
จึงพบพระกวนอิมแตกต่างกัน

เพราะกรุณาของเราไม่เท่ากัน
จึงพบพระกวนอิมแตกต่างกัน

เพราะมุฑิตาของเราไม่เท่ากัน
จึงพบพระกวนอิมแตกต่างกัน

เพราะอุเบกขาของเราไม่เท่ากัน
จึงพบพระกวนอิมแตกต่างกัน

พรหมวิหารในใจเราทุกคนไม่เท่ากัน
จึงทำให้เราพบพระโพธิสัตว์ในกริยาอาการที่ไม่เหมือนกัน ทั้งเหตุปัจจัยภายนอก และเหตุปัจจัยภายในก็ต่างกัน กวนอิมจึงเป็นได้เท่าที่ใจเธออยากให้เป็นไป

#มีคนถามว่าพระกวนอิมต้องบูชาอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุด ถามเพราะเขาไม่ทราบจริงๆ จึงถาม
ไม่รู้ว่าจะวางตัวกับท่านอย่างไร
จะนอบน้อมท่านอย่างไรให้ดีที่สุด
ไม่ขาดตกบกพร่องจะทำอย่างไร

#ตอบว่า
ปัญญาของบุคคลนั้นๆ จำกัดอยู่แค่ไหน
ก็เข้าใจพระกวนอิมได้แค่นั้น
บ้างก็กินเจ บ้างก็สวดมนต์ บ้างก็ปล่อยสัตว์
บ้างก็ทะลวงปัญญา บ้างก็ทะลวงสมาธิ
บ้างก็สาธยายมหากรุณาธารณีสูตร
แล้วแต่เธอ พึงยึดมั่นในความเป็นท่าน
แล้วก็กระทำความดีทั้งมวล เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

เมื่อปัญญาของเราพัฒนาขึ้นไป การบูชาของคนอื่น
เราจะมองว่า โอ้ยเธอ ยกระดับเถิด อย่าวนเวียน
ความคิดของเธอ  และจำกัดไว้เพียงแค่เท่าที่เธอรู้เลย

พระกวนอิมไร้ซึ่งเพดานแห่งการบูชา
ไม่มีขีดจำกัดในการเคารพบูชา
ไม่มีขีดจำกัดในความศรัทธา
ไม่มีขีดจำกัดด้วยความเมตตากรุณา

เธอเข้าใจพระกวนอิมได้ไม่หมดสิ้น
แต่เธอก็ดำเนินตามพระกวนอิมได้
ด้วยเส้นทางแห่งเมตตาและกรุณาอันหาที่สุดมิได้ 

พระกวนอิมรองรับและเข้าถึงทุกระดับปัญญา
ขอเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น 
คือ  #เธออยากรู้จักท่านก็พอ!!!

#เมื่อจิตพัฒนาขึ้นกวนอิมก็พัฒนาตามเธอ
#เมื่อใจเธอถดถอยกวนอิมกลับรั้งเธอไว้มิให้ตกต่ำ
#เมื่อใจเธอก้าวหน้ากวนอิมยิ่งพลักดันใจเธอ
#เมื่อใจเธอเกิดความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

เธอทั้งหลายก็คือ  กวนอิมนั่นเอง

ที่แท้แล้วไร้กวนอิม

ไม่รู้ชัดว่าจิตของพระองค์ คือ สตรีหรือบุรุษ
ไม่ทราบในความเป็นมา และที่สถิตย์แห่งพระองค์
ไม่เคยเห็นได้ว่า  พระองค์สดับเสียงเรียกแห่งสรรพชีวิต
แต่ไม่ปฏิเสธเลยว่า พระองค์ คือ ทุกสิ่งที่ทุกสรรพสัตว์ต้องการ

เมื่อพันธนาการของสากลโลกถูกปลดลง
เราก็พบได้แค่รอยทางแห่งปัญญา
ดั่งพระอาทิตย์ผู้ขับไล่ความมืดมน คือ อวิชชา
และความกรุณาที่ผ่องใส สว่าง สะอาด และฉ่ำเย็น
ดุจรัศมีแห่งจันทราที่ว่างเปล่า

แท้จริงแล้ว  เมื่อทั้งเราและกวนอิมไร้สภาวะ
อิสระที่แท้จริง จึงเกิดขึ้น และดับไปตลอดทั่วทั้งตรีกาล

ปวงข้าพเจ้าขอนอบน้อม
ต่อพระผู้อิสระจากพันธนาการทั้งปวง
ผู้ไร้สภาวะใดๆ
ตั้งแต่ในอดีตกาลกวนซื่ออินก็อิสระ 
จวบจนปัจจุบันกวงซีอินก็อิสระ
และอนาคตกาลกวนจื้อจ้ายก็อิสระไร้ขอบเขต
สละเสียบัญญัติทั้งมวลเพื่ออิสระที่แท้จริง

#ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วงขอถวายพุทธบูชา
南無阿縛盧积低濕伐邏
南無阿縛盧积低濕伐邏
南無阿縛盧积低濕伐邏

Cr.  ค้นธรรมใต้ไผ่ม่วง
4  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ / ผี ความเชื่อ ศรัทธา ความกลัว แห่งล้านนา....ผีเสื้อวัด เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2562 17:01:57






ผี ความเชื่อ ศรัทธา ความกลัว แห่งล้านนา....ผีเสื้อวัด

“… ตี้นั้นพระยายมภิบาล ก็ยกมือสานก้มหล้า
ไหว้สามหาเถรเจ้าเต๊พป๊ะมาลัย แล้วจ๋ากำไปโอกาสว่า
ข้าแด่พระต๋นองค์อาจศิลศรี ขอสั่งกำดีเมือบอกแก่จาวเมืองนอกจมปู ว่าหื้อปากั๋นมีศีลจูอย่าได้ขาด
อย่าได้ประมาทตางตาน อย่าได้มีใจ๋หาญบาปเศร้า  อย่าได้ด่าสังฆเจ้า และจีพราหมณ์ 
หื้อได้ปฏิบัติต๋ามไปไจ้ๆ อย่าได้ตัดไม้สะหรีมหาโพธิ์  อย่าม้างแก้วโกฏิ และเจดีย์ กั๋นว่าต๋ายหนีจากเมืองคน หื้อได้เอาต๋นไปเกิดในห้องฟ้าเลิศเมืองสวรรค์ 
อย่าหื้อได้ผันมาสู่ยังตี้อยู่อเวจี๋ 
ขอพระต๋นบุญมีต่านเจ้า เอากำนี้เล่าเมือบอก
แก่จาวเมืองนอกจมปู แด่เต๊อะ …ฯ

     ถึงแม้ว่าโลกจะก้าวเขาสู่สมัยวิทยาศาสตร์ แต่สังคมชนบทโดยเฉพาะสังคมล้านนาไทย มิได้ก่อตัวก่อตั้งและพัฒนาขึ้นมา และสภาพแวดล้อมเช่นนั้น 

     โลกของชาวล้านนาภาคเหนือ คล้ายกับมี ๒ โลกซ้อนกันอยู่  คือโลกแห่งความเป็นจริงของตนเอง และโลกที่นอกเหนือจากที่คนเราจะควบคุมได้ มีความเชื่อแต่ไหนแต่ไรมาแล้วว่า ชาวชนบทไม่มีความเชื่อที่ว่า  สิ่งที่มองเห็นได้  สัมผัสได้  และพิสูจน์ได้เท่านั้น คือสิ่งที่เป็นจริง  มีศัพท์จำนวนไม่น้อยที่ใช้ในหมู่บ้านที่สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านมี “ สิ่งอื่น” อย่างอื่น ที่เขามองไม่เห็น ควบคุมไม่ได้ อธิบายไม่ได้เป็นต้น อยู่ร่วมโลกกับเขา เช่นคำว่า.... ปู่แถน  ย่าแถน , พ่อเกิด แม่เกิด , ผีเสื้อบ้าน ผีเสื้อวัด ผีปู่ผีย่า ท้าวตั้งสี่ ขึด เป็นต้น 

     สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านมีความเชื่อว่ามันมีความสัมพันธ์ระหว่างโลกแห่งความเป็นจริง คือไร่นา บ้านเรือน ผู้คน หมู่บ้าน วัด ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ

     กับอีกโลกหนึ่ง คือฟ้า  ภุเขา  ลำน้ำ  แผ่นดิน ต้นไม้ ฯลฯ  เป็นต้น เช่นชาวบ้านเชื่อว่าแถนครองเมืองฟ้า  และเป็นผู้ส่งมนุษย์มาเกิด แถนครองความเป็นใหญ่เหนือโลกของผีทั้งหมด  รวมทั้งมีความเหนือโลกทั้งหมด รวมทั้งโลกมนุษย์ด้วย ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็น “เมืองลุ่ม หรือเมืองคน” 

     ผีในความเชื่อของชาวบ้าน  ไม่ได้เป็นเพียงวิญญาณ  ซึ่งเป็นความเชื่อแบบพุทธ ที่เชื่อว่าวิญญาณจะต้องมาจากร่างใดร่างหนึ่งในอดีตเท่านั้น แต่ผีในความหมายของชาวบ้าน ยังรวมไปถึงผีบรรพบุรุษของตน  รวมทั้งผีที่อยู่ในตำแหน่งแห่งที่ต่างๆ เช่น ภูเขา  ลำน้ำ  ต้นไม้ เป็นต้น  รวมทั้งมีภาระหน้าที่ และอำนาจแน่นอนที่จะให้คุณ ให้โทษ กับคนเรา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่มากับตำแหน่งแห่งที่นั้นๆ  มานานแล้ว  ณ. กาลเวลาจุดใดจุดหนึ่ง  และจะยังคงอยู่ต่อไปไม่รู้จักสิ้นสุด 

    “ภาวะที่ไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้ เป็นปรัชญาชนิดหนึ่งของชาวบ้าน ตามคติพุทธแบบชาวบ้านวิญญาณอาจสิ้นสุดด้วยการเกิดใหม่ หรือไม่เกิดอีกเลย แต่คติความเชื่อของชาวบ้านเชื่อว่า แม้ผู้ล่วงลับจะไปเกิดใหม่ในภพใหม่แล้ว  แต่อีกส่วนหนึ่งของเขาจะยังคงอยู่กับชาวบ้าน และหมู่บ้านสืบต่อไป 

     ชาวบ้านยังมีความเชื่อว่า มีผีแห่งขุนเขา มีผีเสื้อวัดที่คอยรักษาวัดวาอาราม  มีผีเสื้อบ้าน  ที่คอยรักษาหมู่บ้าน  มีผีต้นไม้  ที่ปกป้องรักษาต้นไม้ ผีเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กันในเงื่อนไขที่แน่นอน และจะแสดงอำนาจต่างกรรมต่างวาระ 

     ถ้าจัดความสัมพันธ์กับโลกของผีให้ดี ไม่ผิดผี
ผิดจารีตประเพณี  หรือทำให้ผีมีความพึงพอใจ  หมู่บ้านจะได้รับความคุ้มครอง  มีความปลอดภัย  หากว่าผิดต่อผีจะเกิดสิ่งไม่ดี หรือความชั่วร้าย

     ศาสนาพุทธเข้ามาทีหลัง ได้นำมาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมนี้อย่างกลมกลืน  อำนาจของผี และพุทธ อำนาจ  จึงมีอยู่คู่กันมา ตามกาละเทศะที่ชาวบ้านเองจะเป็นผู้ตีความหมาย

     ผีอีกประเภท จัดเข้าเป็นเทวดาชั้นที่หนึ่งมีกายเป็นยักษ์ และมีหน้าที่เฝ้าวัด เฝ้าอยู่นับพันปีทิพย์ทีเดียว ไปไหนมาไหนนอกเขตวัดไม่ได้ ต้องเป็นเหมือนยามตลอดเวลา ห้ามเที่ยวไปไหน ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป ๑๐๐ ปีมนุษย์ พวกเขาก็เริ่มเบื่อหน่ายภาระหน้าที่นี้ และเริ่มมองหาคนมาแทนที่ โดยมักจะเป็น "สมภาร" หรือ เจ้าอาวาสวัด ที่ยึดมั่นถือมั่นวัดนั้นนั่นเอง

     พระพุทธเจ้าสอนพระสาวกเสมอว่า ไม่ให้สร้างที่อยู่ใหญ่โตและถาวรมากไป ให้สร้างแค่พออยู่ไปสักชั่วชีวิต พอตายก็พังไปด้วยกัน ท่านเมตตาถึงขนาดแนะนำให้เลือกอยู่ป้าช้า, ป่าเปลี่ยว, บ้านร้าง เป็นต้น เพราะท่านทราบดีว่า ที่เหล่านี้เป็นเครื่องผูกมักจิต ทำให้เมื่อตายลงไม่ได้ไปดี แม้สวรรค์ยังไม่ได้ ต้องเฝ้าวัดเป็น "ผีเสื้อวัด" ในที่สุด 

     พระสงฆ์มากมายเมื่อมรณะภาพลง ต้องต่อคิวเป็นผีเสื้อวัด โดยเฉพาะเจ้าอาวาสที่ยึดวัดมากๆ เคร่งดุและหวงคนมากๆ มักต้องเป็น "ผีเฝ้าวัด"  ในบางจังหวัด เจ้าอาวาสเก่งกาจมีฤทธิ์มาก เมื่อมรณะภาพลง จิตไม่ไปยังที่ควรจะไป สุดท้ายต้องกลายเป็น "ผีเสื้อวัด"

     ผีเสื้อวัด เป็นผีที่ดูแลรักษาวัด บางแห่งเรียก เทวดาวัด ในแต่ละวัดจะมีหอศาลตั้งอยู่ บางแห่งตั้งอยู่ในวัด บางแห่งตั้งอยู่นอกวัด ถ้าตั้งอยู่นอกวัด สถานที่นั้นจะเป็นที่ธรณีสงฆ์ หรือเป็นที่สาธารณะ 

     ในแต่ละวัดจะมีชาวบ้านอย่างน้อย ๑ คน เป็นผู้เอาใจใส่ดูแลหอศาล มีหน้าที่จัดแจกันดอกไม้ประดับศาล เติมน้ำในคนโทให้เต็มอยู่เสมอ และปัดกวาดทำความสะอาด

     ถ้าวัดมีงาน ผู้ดูแลหอศาลจะเป็นคนนำพานข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน ไปบอกกล่าวให้ผีเสื้อวัดได้รับรู้ เพื่อขอให้ช่วยดูแลงานให้เรียบร้อย ไม่ให้เกิดเรื่องร้าย หรืออย่าให้มีอุปสรรคใดๆ ระหว่างที่วัดมีงาน เช่น งานปอยหลวง (งานฉลอง) จะกี่วันก็ตาม ผู้ดูแลจะเป็นผู้จัดสำรับอาหารคาวหวานจากวัดไปถวาย โดยตั้งไว้บนหอศาลทุกวัน ช่วงพรรษา เมื่อถึงวันพระ ศรัทธาชาวบ้านจะนำข้าว และอาหารมาทำบุญตักบาตรที่วัด ทางวัดจะตั้งภาชนะเพื่อใส่ข้าว อาหาร และขนมสำหรับถวายผีเสื้อวัดไว้ ๑ ชุด หลังจากที่ชาวบ้านใส่ข้าวและอาหารพระพุทธ พระสงฆ์แล้ว จะกันส่วนหนึ่งไว้เพื่อใส่ในภาชนะของผีเสื้อวัด เมื่อยกไปถวายพระพุทธ พระสงฆ์แล้ว ผู้ดูแลหอศาลจะเอาข้าวและอาหารไปถวายผีเสื้อวัด และจะทำทุกวันพระ หรือเมื่อมีงานในวัด.

Cr : เรื่องเล่าชาวล้านนา.
มหากรุณาพุทธาลัย โรงเจวัดสว่างอารมณ์ แคเเถว นครปฐม 。 佛統三王阿隆大佛禪寺。大悲佛殿
5  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ธรรมปาละ พระอจลนาถ วิทยราชา ( ฟุโดเมียวโอ ) เทพพิโรธตันตระ ญี่ปุ่น เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2562 16:33:23


พระอจลนาถวิทยราชา

     ปัจจุบันมีการสร้างเทวรูปมากมาย ที่แตกแยกออกไปจากต้นตอค่อนข้างมาก..จากรูปลักษณ์เดิม แต่ไม่ได้เข้าใจพื้นฐานที่มีมาแต่ก่อน และส่วนใหญ่ก็สักแต่ทำเพื่อความสวยงาม... โดยไม่อิงปรัชญาใดๆ

     สิ่งที่รวบรวมนี้ได้จากความรู้หลายแหล่ง ในเรื่องวิทยราช เพื่อให้เห็นภาพทั้งหมดของวิทยราช ในแง่มุมที่คนไทยรู้จักน้อย...ในความเชื่อของประเทศต่างๆ

     ข้อมูลต่างๆ ที่เขียนนี้ได้จากการอ่าน.. และรวบรวมสรุปขึ้นมาอีกที ไม่ใช่ความรู้ทั้งหมดของผู้เขียน...แต่จะสรุปให้อ่านเพื่อความบันเทิงและธรรมทาน

     วิทยราช... คำนี้อาจไม่คุ้นหูสำหรับคนไทย และส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จัก เพราะท่านเป็นเทพธรรมบาลในพุทธมหายาน..ปนชินโต ปนพุทธ ปนวัชรยาน...พบได้ใน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และธิเบต คือจะพบในประเทศที่นับถือพุทธศาสนามหายาน หรือพุทธวัชรยาน...ที่เป็นแนวรหัสธรรม...

     วิทยราชา หรือธรรมบาล หรือเรียกแบบญี่ปุ่นก็เรียกว่า เมียวโอ...หน้าที่ท่านคือ...คุ้มครองพระพุทธศาสนา

     ชื่อในภาษาสันสกฤตแปลว่า "จ้าวแห่งความรู้" ภาษาจีนแปลชื่อดังกล่าวด้วยคำว่า 明 (หมิง) ซึ่งมีความหมายได้ทั้งแสงสว่าง และความรอบรู้ ศาสนาพุทธแบบทิเบตเรียกว่า "เหรุกะ"

     ปฏิมากรรมเทพเจ้ากลุ่มนี้ มักมีเปลวเพลิงอยู่ด้านหลัง .....มีนัยยะถึง ไฟแห่งกิเลส และไฟที่เผากิเลส ที่วิทยราชมีหน้าที่ใช้ วิทยา (วิชชา) ขจัดอวิชชา คือความไม่รู้

     เมื่อกล่าวถึง วิทยราช...ก็จะต้องกล่าวถึงเทพเจ้าทั้ง ๕ ที่เป็นตัวแทนเทพผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา หรือพิทักษ์พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ แท้จริงแล้วก็มีมากกว่า ๕ แต่ส่วนใหญ่จะนึกถึง ๕ เพราะโยงถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ โคตร หรือตระกูล

     บางที่กล่าวว่าเทพเจ้ากลุ่มนี้ เป็นนิรมาณกายของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ หรือ "พระธยานิพุทธ" ที่แสดงปางพิโรธเพื่อปราบพวกมิจฉาทิฏฐิ และจัดท่านว่าเป็นธรรมาธิษฐาน..

พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ มีรายพระนามดังนี้
พระพุทธไวโรจนตถาคตเจ้า
พระพุทธอักโษภยตถาคตเจ้า
พระพุทธรัตนสัมภวตถาคตเจ้า
พระพุทธอโมฆสิทธิตถาคตเจ้า
พระพุทธอมิตาภตถาคตเจ้า ....

     ซึ่งจะพบว่ามีความต่างกับไทย ที่เมื่อกล่าวถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ จะคิดถึง พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้ากัสสโป พระพุทธเจ้าโกนาคม พระพุทธเจ้าโคตม และ พระพุทธศรีอริยเมตไตรย

มีทฤษฎีวงล้อทั้ง ๓ ในลัทธิพุทธตันตระ กล่าวว่า..

๑. พระพุทธเจ้าเป็นตัวแทนของมโนทัศน์ แห่งธรรมอันบริสุทธิ์
๒. พระโพธิสัตตว์เป็นผู้นำมโนทัศน์เหล่านั้น มาสั่งสอนด้วยความกรุณา
๓. วิทยราช เป็นการแปลงรูปของวงล้อแห่งอาณัติ และสั่งสอนธรรมด้วยความน่าสะพรึงกลัว เพื่อกระตุ้นให้บรรดาผู้ไม่ศรัทธาทั้งหลาย กลับใจเชื่อถือในพุทธศาสนา

     และแนวคิดที่เขานับถือทางมหายานนั้นเอง
เขานับถือธาตุทั้ง ๕ ก็เลยกำเนิดเป็น ๕  เมียวโอ
(ปัญจมหาวิทยราช)... ได้แก่

๑. วัชรยักษ์ (ทิศเหนือ)
๒. ยมานตกะ (ทิศตะวันตก)
๓. อาจละ (ศูนย์กลาง)
๔. ไตรโลกยวิชยะ (ทิศตะวันออก)
๕. กุณฑลี (ทิศใต้)

กล่าวถึงวิทยราช ฟุโดเมียวโอ....วิทยราชที่อยู่ในภาพ ...ท่านมีนามอันไพเราะว่า...อาจละ

     อาจละ (สันสกฤต: अचल; อ่านว่า /อา - จะ - ละ/, จีน : 不動明王 ; Bùdòng Míngwáng,
ญี่ปุ่น : 不動明王 ; Fudō myō-ō ...ฟุโดเมียวโอ )....

     ในภาษาจีนกลางจะเรียกว่า “ปู้ต้งหมิงหวาง” ส่วนภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “ปุกต๋งเม้งอ๊วง” ที่แปลว่า ราชาผู้มีปัญญาอันแจ่มแจ้ง และไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ที่ตกกระทบ เป็นวิทยราชองค์หนึ่งในลัทธิพุทธตันตระวัชรยาน หรือในศาสนาพุทธนิกายชินงอน เป็นสัญลักษณ์ของผู้ทำลายสิ่งลวงตา และปกป้องพุทธศาสนา

.    อจล (不動 ,अचल - Acala ) แปลว่า ไม่เคลื่อนไหว ไม่หวั่นไหว หมายถึง ตั้งอยู่อย่างมั่นคงแล้ว
วิทยราช (明王) แปลว่าราชาแห่งปัญญา

มีพระนามเต็มอีกว่า “อจลนาถ (अचलनाथ - Acalanatha)” ที่แปลว่า ผู้ควบคุมมิให้หวั่นไหวจากอารมณ์ที่ตกกระทบ

     รูปลักษณ์ของ อาจละ แสดงถึงการอยู่นิ่ง การไม่เคลื่อนที่ ในขณะที่เกิดอารมณ์โกรธ แต่นำความโกรธนั้นมาช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ และใช้เป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมตนเอง ...ตามนัยของคำว่า "อาจละ" ในภาษาสันสกฤต ที่แปลว่า "ไม่เคลื่อนไหว"

โคตรหรือตระกูลของ วิทยราชองค์นี้คือ "ไวโรจนะ"

     อาจละ...นับเป็นวิทยราชที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่สุดในบรรดาวิทยราชทั้ง ๕ ผู้สถิตในครรภ์โกษธาตุ นามอื่นๆ ของอาจละในภาษาสันสกฤตได้แก่
"อาจลวิทยราช", "อาจลนาถ", "อารยาจลนาถ" และ "จัณฑมหาโรศนะ"

     รูปลักษณ์ของ "อาจละ" ในภาพวาดหรือเทวรูป มีลักษณะเป็นรูปเทพเจ้าถือดาบ ซึ่งมีด้ามที่จับเป็นรูปวัชระในหัตถ์ขวา...วัชระนี้แทนปัญญา ใช้ในการปราบสิ่งชั่วร้าย หรืออวิชชา

     ทางนิกายชินงอน เรียกดาบวัชระนี้ว่า ดาบคุริกะระ (倶利加羅 / Kurikara) หรือมังกรพันดาบนี้ มังกรที่พันเป็นมังกรดำชื่อ "คุริการะ" ที่สร้างไฟรอบๆ ดาบของ อจละ ใช้ในการกำจัดสิ่งที่ชั่วร้าย ๓ สิ่งของมนุษย์อันได้แก่ ความโง่เขลา การผูกติด และความเกลียดชัง
ส่วนหัตถ์ซ้ายถือเชือก เพื่อการจับมัดสิ่งชั่วร้าย

     ด้านหลังล้อมรอบด้วยรัศมีเปลวเพลิง เป็นประภามณฑล และท่าทางที่ปรากฏ มักอยู่ในท่ายืน หรือนั่งบนหินแสดงถึงการไม่เคลื่อนไหว

     ทรงผมมัดเป็นเปียและพาดบนบ่าด้านซ้าย โดยมัดเป็นปม ๗ ปม และวางปลายผมบนไหล่ซ้าย แทนสัญลักษณ์ของผู้รับใช้ของพระพุทธเจ้า

     ที่มุมโอษฐ์ (ปาก) มีเขี้ยว ๒ เขี้ยว... ด้านหนึ่งชี้ลงแสดงถึงการปฏิบัติตัวบนโลก (หน้าที่) และเขี้ยวอีกข้างชี้ขึ้นแสดงถึงการค้นหาความจริง

เราจะเห็นรูปลักษณ์ของ ฟุโดเมียวโอได้ ๓ แบบคือ

๑. แบบที่เป็นฟุโดองค์เดียว
๒. แบบที่มีเทพบริวาร ๒ ตน ซ้ายขวา
๓. แบบสัญลักษณ์ตัวแทน เช่น คุริการะ ..ดาบพันมังกร

     อจละ หรือ ฟุโดเมียวโอ ในแบบมีเทพบริวารนั้น..จะเห็นเด็ก ๒ คน อยู่ขนาบข้างซ้ายและขวา มีนามว่า
คงงาระ (矜羯羅 / Kongara) และ เซทากะ (制た迦 / Seitaka)
.
     คงงาระ รูปร่างสันทัด ผิวกายขาวสว่าง สวมเสื้อผ้าคล้ายพระซ้อนกันหลายชิ้น มือมักอยู่ด้านหน้าประกบในท่าไหว้ เปรียบได้กับตัวแทนด้านสว่างของฟุโด ...ส่วนเซทากะ ผิวกายสีแดง มือซ้ายถือวัชระ มือขวาถือไม้เท้า ท่าทางดูกร่างๆ เปรียบได้กับด้านมืดของ ฟุโด

     ฟุโดเมียวโอ ถูกจัดเป็นเทพเจ้าประจำองค์ พระไวโรจนพุทธเจ้า (๑ ใน ๕ พระธยานิพุทธเจ้า) ของพุทธตันตระวัชรยาน ประทับอยู่ในครรภ์โกษธาตุ ตรงทิศศูนย์กลางแห่งมลฑล

     พระธรรมาจารย์อันเน็น (安然) บูรพาจารย์นิกายเทนได เมื่อศตวรรษที่ ๙ ได้บรรยายคุณลักษณะเป็นอุปมาธรรมที่โบราณาจารย์พรรณนาไว้ เรียกว่า "ลักษณะทั้ง ๑๙ แห่งอจลวิทยราช"
(不動明王の十九観) มีดังนี้

๑. คือนิรมาณกายของพระไวโรจนพุทธเจ้า

๒. มีมนต์ ๔ อักขระคือ ▪阿路喚蔓▪

๓. สถิตในเปลวเพลิงเป็นนิตย์

๔. มีรูปร่างดั่งกุมารพุงท้วม

๕. มีมวยผม ๗ มวย มวยบนมีบัวบาน

๖. ทิ้งมัดผมไว้ที่อังสา (ไหล่ซ้าย)

๗. รอยย่นที่ นลาฏ (หน้าผาก) ดั่งระลอกคลื่น

๘. เนตรซ้ายปิด เนตรขวาเบิกโพลง

๑๐. ฟันล่างขบริมฝีปากขวาด้านบน ด้านซ้ายอ้า

๑๑. หัตถ์ขวาถือพระขรรค์วัชระ

๑๒. หัตถ์ซ้ายถือบ่วงบาศ

๑๓. เสวยภัตตาหารเหลือเดนของภิกษุ

๑๔. ยืน และนั่งบนบัลลังก์ศิลา

๑๕. สีวรกายดำเหลือบครามดั่งนีลุบล

๑๖. ดวงพักต์พิโรธโกรธเคือง

๑๗. ประภามณฑลคือเพลิงครุฑ

๑๘. พญากุลิกนาคราช พันพระขรรค์

๑๙. มี ๒ กุมารคอยรับใช้

     บางความเชื่อก็ว่า ฟุโด คือความลักลั่นอย่างหนึ่ง เพราะมีคุณลักษณ์ตรงข้ามมาอยู่ด้วยกัน ..เหมือนมีทั้งดีและชั่วในคนเดียวกัน เหมือน ‘จักรวาล’ ที่มีทั้่งดีและชั่วในหนึ่งเดียว

     บ้างก็เปรียบ ฟุโดเมียวโอว่า ท่านคือเงาแห่งพระพุทธมหาไวโรจนตถาคตเจ้า ท่านกับพระมหาไวโรจนพุทธว่า เป็นสิ่งเดียวกัน แต่แสดงออกตรงกันข้าม เหมือนท้องฟ้าในยามกลางวัน (พระมหาไวโรจนพุทธ) และ กลางคืน (ฟุโดเมียวโอ)

บ้างก็เรียกท่านว่า.. ยูไลดำ
บ้างก็ว่า ตาถมึงทึง เขี้ยว รัศมีเปลวเพลิง วรกายสีเข้ม แสดงให้เห็นด้านความแข็งแกร่ง และกระด้าง
อันหมายถึงอวิชชา (Fundamental ignorance) และร่างกายที่อวบและดูเยาว์วัย แสดงให้เห็นด้านที่เหมือนมนุษย์ ที่พร้อมจะพัฒนาเข้าสู่การตรัสรู้  (Enlightenment) สะท้อนถึง ๒ สิ่งที่ตรงกันข้ามสุดขั้ว

     บางความเชื่อของญี่ปุ่น ฟุโดเมียวโอ ได้รับการนับรวมเข้าไปอยู่ในกลุ่ม ๑๓ พระพุทธเจ้า ที่อยู่ในการประกอบพิธีศพ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ deities ในลำดับพระพุทธเจ้า

     บ้างก็ว่า ฟุโดเป็น Seitaka ที่แปลว่า ทาส เป็นคำพ้องเสียงกับสันสกฤต เพราะท่านก็เป็นเทพบริวารของพระไวโรจนพุทธ..แต่มีฐานะที่สูงกว่าคือมี seitaka หรือทาสติดตามของตัวเอง

บ้างก็ถือว่าท่านเป็นเทพเจ้า ผู้ดูแลคนปีระกา

อจลวิทยราช : 不動明王. มนตรา กล่าวดังนี้

"นมฺห์ สมนฺตวชฺรา ณํ จณฺฑ มหาโรษณ โส ผฏฺ ย หู (ฮ) ม ตรฏฺ ห (ฮ) าม มาม"

     เป็นมนตราที่ปรากฎอยู่ใน พระคัมภีร์
มหาไวโรจน อภิสัมฺโพธิตันตระ เป็นมนตราที่มีอานุภาพ ใช้ขจัดอุปสรรค ภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง

     ดังที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นภาพรวมทั้งหมดของ ฟูโอ และเห็นรหัสธรรมที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
ธรรมชาติล้วนมี ๒ สิ่ง ใน ๑ เดียว แต่จริงแล้วมักมีหลายสิ่ง มากกว่า ๒ สิ่งที่เราเห็น และในเวลาเดียวกัน คำว่า ๒ สิ่ง และหลายๆ สิ่ง .....จริงแล้วก็คือสิ่งเดียวเดียวกัน.

ขอบคุณข้อมูลเพื่อการเผยแพร่ : Chiba Kumiko.

มหากรุณาพุทธาลัย โรงเจวัดสว่างอารมณ์ แคเเถว นครปฐม 。 佛統三王阿隆大佛禪寺。大悲佛殿
6  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ / Aghori อโกรี ฤๅษีกินศพคน ที่อินเดีย เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2562 16:14:49


Aghori อโกรี  ฤๅษีกินศพคน ที่อินเดีย

เคยเล่าไปแล้วว่า ที่อินเดีย มีนักบวชฮินดูแนวหนึ่งที่กินศพคน   กลุ่มคนพวกนี้เรียกว่า อโกรี (Aghori) ซึ่งพวกเขาถือว่าตัวเองเป็น"ฤๅษี" ที่ประทังชีวิตโดยการกิน"เนื้อคนตาย" ในเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของอินเดีย และมีแม่น้ำคงคาไหลผ่าน  ที่ทำให้พวกเขามี"ศพ" มาเป็นอาหารสม่ำเสมอ เพราะคนอินเดียยังนิยมเผาและปล่อยร่างคนตายไปตามแม่น้ำคงคา

นักบวชฮินดูแนวอโกรีนี้ จะบำเพ็ญสมาธิ กิน นอน เสพกามท่ามกลางศพที่เผาไหม้อยู่บนเชิงตะกอน ไปไหนมาไหนด้วยร่างกายอันเปลือยเปล่า กินเนื้อมนุษย์  พวกเขากินเนื้อคนตาย โดยเฉพาะที่เน่าเปื่อย พวกเขาจะชื่นชอบมาก และชอบเคี้ยว "หัวสัตว์เป็นๆ" เป็นของว่าง ส่วนกระดูกคนที่พวกเขากินเนื้อ ก็นำมาเป็นส่วนหนึ่งของแท่นบูชาที่พวกเขาทำเพื่อบูชาพระศิวะ  นอกจากนี้ยังใช้หัวกะโหลกแทนถ้วยชามตักน้ำดื่ม และสูบกัญชา

พวกเขาเหล่านี้มักบำเพ็ญเพียรซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก  จะออกมาต่อเมื่อถึงเทศกาล "กุมภเมลา"(Kumbh Mela) ซึ่งเป็นเทศกาลแสวงบุญอันยิ่งใหญ่ของชาวฮินดูเพื่ออาบน้ำชำระบาปและสักการะแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย

เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังหลักปฏิบัติสำคัญของนักบวชกลุ่มนี้คือ การก้าวข้ามกฎเกณฑ์แห่งความสะอาดบริสุทธิ์ เพื่อบรรลุถึงการตรัสรู้ และความเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า

และเพราะพฤติกรรม "กินเนื้อคน" ของอโกรีนี้เอง ทำให้บรรดาชาวอโกรี ถูกชาวบ้านรวมตัวกันเรียกร้องและสุดท้ายต้องออกจากเขตเมืองไปอยู่ตามป่า เนื่องจากชาวบ้านหวาดกลัวพฤติกรรมของคนพวกนี้ ที่ว่ากันว่ามีคาถาอาคมและกินเนื้อคน

อย่างไรก็ก็ตาม วันนี้ผู้เขียนก็ขอเล่าเพิ่มเติมว่า ตอนนี้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปบ้าง เพราะมีอโกรีบางคนเกิดมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ในเรื่องความเป็นผู้รู้ และคาถาอาคม ทำให้คนหายโรค ได้โชคลาภ ได้ข้อคิด ผู้คนเลื่อมใสก็เลยมาหากันและทำบุญให้ จนถึงขนาดเปิดสถานที่เป็นสำนักหรือตำหนักใหญ่โต ผู้คนไปหาไปพึ่งกันมากมาย  ผู้เขียนเองก็ยังอดไปเยือนไม่ได้

 ਗ਼মᒏర౬ ഽరๅݎ᪒নਭலᣅᢅᡇ

Cr. ดร ศาสนวิทยา
7  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ผู้คนรู้จัก"พระถังซัมจั๋ง"เป็นอย่างดี ผ่านวีรกรรมการเดินทางจาก จีนไปสู่ ชมพูทวีป เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2562 15:57:08


ผู้คนรู้จัก"พระถังซัมจั๋ง"เป็นอย่างดี ผ่านวีรกรรมการเดินทางจาก"จีน"ไปสู่"ชมพูทวีป"เพื่ออัญเชิญ"พระไตรปิฎก"

พระถังซัมจั๋ง มีชื่อจริงว่า “ภิกษุเสวียนจั้ง”   เมื่อเกิดมานั้นชื่อว่าเฉินหุยหรือเฉินยี่ เป็นคนมณฑลเหอหนาน มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ ปี พ.ศ. 1143-1207    ช่วงชีวิตของเสวียนจั้งคาบเกี่ยวกับสมัยราชวงศ์สุยกับสมัยราชวงศ์ถัง  (ยุคเดียวกับพระนางจามเทวี แห่งหริภุญชัย)

เสวียนจั้งเกิดมาในตระกูลขุนนางเดิม และเป็นตระกูลที่ทรงความรู้และให้ความสำคัญกับการเล่าเรียนอ่านเขียน เสวียนจั้งเป็นน้องเล็กสุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 4 คน ทวดของเสวียนจั้งรับราชการเป็นนายอำเภอ ส่วนปู่ของเสวียนจั้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปราชญ์ ส่วนบิดาของเสวียนจั้งเป็นนักคิดนักปราชญ์ขงจื้อตามแบบดั้งเดิมที่ลาออกจากตำแหน่งหน้าที่และมาปลีกตัวอยู่อย่างเงียบๆ เพราะเกิดความวุ่นวายทางการเมือง

ในวัยเยาว์ เสวียนจั้งเป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาดมากและฉายแววทางภูมิปัญญามาตั้งแต่เด็กๆ ขยันขันแข็งและกระตือรือร้นในอ่านตำรับตำราทางศาสนา ส่วนใหญ่เป็นตำราเก่าแก่ของจีนและงานเขียนของนักปราชญ์ยุคโบราณของจีน ถึงแม้ว่าในวัยต้นๆ จะได้รับการศึกษาตามแบบขงจื้อก็ตาม ผู้ที่ให้การศึกษาตามแบบขงจื้อให้แก่เสวียนจั้งและพี่น้องชายหญิงก็คือบิดาของพวกเขานั่นเอง แต่เสวียนจั้งนั้นมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีพี่ชายคนหนึ่งอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา

เมื่อบิดาของเสวียนจั้งเสียชีวิตลงในปี พ.ศ.1154  เสวียนจั้งไปอาศัยอยู่กับพี่ชายที่ที่วัดชิงตู (Jingtu Monastery – 淨土寺) ตั้งอยู่ในเมืองลั่วหยัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของมลฑลเหอหนาน อันเป็นเมืองในอาณัติของราชวงศ์สุย โดยเสวียนจั้งอาศัยอยู่ที่วัดแห่งนั้นนาน 5 ปี โดยระหว่างนั้นก็ศึกษาหาความรู้ทางศาสนาพุทธแบบมหายาน เมื่อมีอายุได้เพียง 11 ปีเสวียนจั้งสามารถสวดพระคัมภีร์ได้ พอมีอายุได้เพียง 13 ปีจึงทำการบรรพชาเป็นสามเณร

เมื่อมีอายุได้ 18 พรรษาท่านจึงกลายเป็นสามเณรที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็น “อาจารย์แห่งพระไตรปิฎก” เพราะเป็นผู้มีความแตกฉานในสุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก และยึดมั่นในปรัชญาของพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังสามารถแสดงธรรมเทศนาที่เข้าใจง่าย

ในปี พ.ศ.1161 เมื่อเกิดความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของจีน เพราะเวลานั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัชสมัยจากราชวงศ์สุยไปเป็นราชวงศ์ถัง ซึ่งราชวงศ์สุยล่มสลายลง สามเณรเสวียนจั้งกับพระภิกษุพี่ชายจึงหนีไปอยู่ที่เมืองเฉิงตูที่ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวนและในขณะที่บรรพชาเป็นสามเณร สามเณรเสวียนจั้งก็ออกเดินทางเพื่อไปกราบไหว้พระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงตามที่ต่างๆ ทั่วอาณาจักรจีน และเพื่อไปศึกษาหาความรู้จากตำราทางศาสนาพุทธที่กระจัดกระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ โดยได้หมั่นศึกษาพระธรรมคัมภีร์จนท่านกลายเป็นสามเณรที่มีความสามารถในการแสดงธรรมเป็นอย่างมาก

ในปี พ.ศ.1175 มีอายุได้ 20 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่เมืองเฉิงตู แล้วเที่ยวเดินทางศึกษาพระธรรมไปทั่ว   จนไปถึงเมืองฉางอานของพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้องค์ที่ 2 ของราชวงศ์ถัง  (ฉางอาน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน   เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกเมืองหนึ่ง เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี ในประเทศจีน และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์จีน ได้เป็นเมืองหลวงของ 13 ราชวงศ์ รวมทั้ง โจว ฉิน ฮั่น และ ถัง  ซีอานยังเป็นเมืองปลายทางของเส้นทางสายไหม ซีอานมีประวัติอันยาวนานมากกว่า 3,100 ปี โดยชื่อเดิมว่า ฉางอาน )

 พอเรียนรู้พระคัมภีร์มากเข้า พระภิกษุเสวียนจั้งก็รู้สึกว่าพระคัมภีร์ที่มีอยู่ในจีนเวลานั้นไม่ค่อยเพียงพอ เนื้อความแปลได้ไม่ครบถ้วนและตีความไม่ถูกต้อง
ท่านสังเกตเห็นว่าแม้คัมภีร์เพียงหนึ่งเล่ม กลับมีคนแปลไปในความหมายที่แตกต่างส่วนใหญ่ เนื้อหามักจะขัดแย้งซึ่งกันและกัน ไม่มีตำราเล่มไหนจะเป็นมาตรฐานในการศึกษาได้เลย ท่านจึงปรารถนาที่จะศึกษาพระพุทธศาสนาให้ถ่องแท้ลึกซึ้งและถูกต้องมากกว่านี้ จึงเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเดินทางไปศึกษาพระธรรมที่อินเดียอันเป็นแหล่งต้นกำเนิดดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา

ที่เมืองฉางอัน ภิกษุเสวียนจั้งพยายามเล่าเรียนภาษาสันสกฤตและศึกษาพระธรรมมากขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมที่จะเดินทางไปศึกษาพระธรรมที่อินเดีย พอปี พ.ศ.1179 ก็เรียนรู้จนเกิดความเชี่ยวชาญชำนาญในภาษาสันสกฤต
ในปี พ.ศ.1180 พระภิกษุเสวียนจั้งตัดสินใจออกเดินทางไปแสวงธรรมและศึกษาพระธรรมที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ที่อินเดีย จุดที่ท่านเริ่มออกเดินทางคือเมืองฉางอาน

ขณะนั้นมหาวิทยาลัยนาลันทาถือว่าเป็นแหล่งศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงและกิตติศัพท์อันเลื่องลือมาก เหมือนชะตากรรมได้ชักนำไว้แล้ว พระศีลภัทร ซึ่งเป็นพระอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนาลันทา เสด็จมาเยือนฉางอัน และได้พบกับพระถังซัมจั๋ง เมื่อทราบถึงความตั้งใจของพระถังซัมจั๋งแล้ว ท่านจึงกล่าวเอาไว้ว่า “การที่ท่านจะได้เรียนรู้ความหมายของพระธรรมอันศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง ท่านควรจะมาเรียนที่มหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งนี้ โดยเราจะเป็นพระอาจารย์ผู้ฝึกสอนท่านด้วยตัวเราเอง”

พระภิกษุเสวียนจั้งมีผู้คุ้มกันพระภิกษุเดินทางไปด้วย ณ เวลานั้นพระเจ้าถังไท่จงห้ามมิให้ผู้คนในอาณาจักรเดินทางไปดินแดนภายนอก เพราะเวลานั้นราชวงศ์ถังกำลังทำสงครามกับพวกเติร์กตะวันออกอยู่ และทรงมีราชโองการให้ปิดเส้นทางการเดินทางสู่ตะวันตกเอาไว้ โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติและขบวนสินค้าผ่านได้เท่านั้น [โดยบัญญัติไว้ว่า หากผู้ใดฝ่าฝืนกฏนี้ จะต้องโทษถึงขั้นประหารชีวิต]   กฎนี้ทำให้พระสงฆ์มากมายที่ต้องการจะเดินทางสู่ตะวันตกต้องหยุดความตั้งใจเอาไว้ แต่พระถังซัมจั๋งท่านเห็นว่า อุปสรรคเพียงเท่านี้ไม่สามารถจะเปลี่ยนความตั้งใจท่านได้

พระภิกษุเสวียนจั้งและคณะลอบเดินทางออกจากอาณาจักรผ่านทางเมืองเหลียงโจวของ มณฑลกานซู่และผ่านไปทางมณฑลชิงไห่ ต่อจากนั้นก็เดินทางผ่านทะเลทรายโกบีไปที่เมืองคูมุลหรือเมืองฮามิที่ปัจจุบันอยู่ในมณฑลซินเจียง ทะเลทรายโกบีขึ้นชื่อในเรื่องที่เป็นแหล่งที่ฝังร่างของนักเดินทางจำนวนมากมาย เนื่องจากในเวลากลางวันทะเลทรายแห่งนี้จะมีอุณหภูมิสูงมาก แต่พอในเวลากลางคืนกลับหนาวมาก และนอกจากอากาศที่เลวร้ายอยู่แล้วยังเป็นแหล่งที่ขาดแหล่งน้ำและแหล่งอาหาร

[เล่ากันว่า ระหว่างทางท่านก็เกือบจะถูกทางการจับไปลงโทษแต่ก็มีญาติธรรมคอยช่วยเหลือท่านอยู่เสมอ อย่างเช่นที่เมืองหนึ่งที่ท่านเดินทางผ่าน หมายจับจากทางการก็มาถึงพร้อม ๆ กัน แต่เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเมืองนั้นเป็นผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก จึงแกล้งทำเป็นไม่เห็นท่าน ปล่อยให้ท่านสามารถเดินทางต่อไปโดยไม่ถูกจับกุมเสียก่อน]
แม้ท่านจะสามารถรอดพ้นอันตรายจากทางการมาได้ แต่อันตรายอีกมากก็ยังคงรอท่านอยู่เบื้องหน้า ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่ปีศาจที่จ้องจะกินเนื้อท่านเพื่อความเป็นอมตะตามนิยาย “ไซอิ๋ว” ก็ตาม แต่อันตรายเหล่านั้นก็อันตรายถึงชีวิตท่านโดยไม่แตกต่างกัน อุปสรรคแรกที่รอท่านอยู่คือทะเลทรายโกบีที่มีอุณหภูมิสูงมากในเวลากลางวัน และหนาวจับขั้วหัวใจในยามค่ำคืน อากาศที่เลวร้ายอยู่แล้ว รวมกับการขาดแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ทำให้ทะเลทรายแห่งนี้เป็นที่ฝังร่างของนักเดินทางจำนวนมากมาย กลิ่นอายแห่งความตายอบอวลตลอดทางเดินสู่ตะวันตก

 ระหว่างทาง ท่านพบเห็นโครงกระดูก ซากพระพุทธรูปมากมาย ซึ่งท่านก็ทราบดีแก่ใจว่า เขาเหล่านี้คือผู้ที่ต้องการจะแสวงบุญไปยังดินแดนตะวันตกเช่นเดียวกับท่านนั่นเองระหว่างทะเลทรายก็มีป้อมตรวจการของทางการอยู่อีก ซึ่งพวกทหารได้รับคำสั่งมาว่า ใครก็ตามที่ผ่านมาโดยไม่มีใบผ่าน อนุญาตจากทางการแล้ว ให้ทำการปลิดชีวิตเสีย ซึ่งพระถังซัมจั๋งก็เกือบจะต้องเสียชีวิตลงจากลูกธนูของป้อมเหล่านี้ ท่านทำได้เพียงแต่หนีอย่างสุดชีวิต จนท่านหลงทางกลางทะเลทรายโดยไม่มีอาหารและน้ำดื่ม ในขณะที่ท่านใกล้จะสิ้นลมในวันที่ 5 นั้น ม้าของท่านก็พาท่านไปพบกับโอเอซิสกลางทะเลทรายซึ่งทำให้ท่านมีชีวิตรอดต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ในเหตุการณ์นี้ พระลูกศิษย์ของท่านในภายหลังได้ทำการจดบันทึกไว้ว่า ในวันที่ 5 นั้น พระถังซัมจั๋ง นอนจมอยู่กับทรายรอความตายมาเยือนจากการขาดน้ำ ได้มีชายคนหนึ่งซึ่งมีขนาดเท่ากับยักษ์ มาเรียกท่าน แล้วบอกให้ท่านฝืนใจเดินต่อไปตามทางที่ชายผู้นี้บอก ซึ่งต่อมาก็ได้นำไปพบกับโอเอซิสนี่เอง ซึ่งชายคนนี้ถูกเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งทราย

เมื่อผ่านทะเลทรายโกบีแล้วไปถึงเมืองฮามิ ต่อจากนั้นท่านก็เดินทางผ่านเทือกเขาเทียนซานที่อยู่ทางด้านตะวันตก และพระภิกษุเสวียนจั้งและคณะเดินทางไปถึงเมืองทูร์ฟาน (Turfan) (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลซินเจียงในเขตปกครองตนเองของอุยกูร์) เมืองทูร์ฟาน พระภิกษุเสวียนจั้งได้พบกับผู้เจ้าเมืองนี้ที่นับถือศาสนาพุทธ  จึงได้สั่งให้สามเณรจำนวน 4 รูปพร้อมทั้งพุทธบริษัทอีก 25 คนร่วมทางเพื่อคอยอำนวยความสะดวกให้ท่านด้วย  ซึ่งได้จัดหาเสบียงให้ท่านสามารถเดินทางต่อไปได้ รวมทั้งยังทรงมอบสาส์นรับรอง ทรงมีรับสั่งไว้ว่า ไม่ว่าท่านเดินทางผ่านเมืองใด ให้แสดงสาส์นนี้ แล้วชาวเมืองกับข้าราชการในเมืองนั้นจะรับรองดูแลท่านเป็นอย่างดีอีกด้วย และของมีค่าเพื่อใช้เป็นทุนรอนในการเดินทางให้ติดตัวไปด้วย

ท่านเดินทางต่อไปโดยมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ระหว่างเส้นทางนั้นย่อมมีโจรผู้ร้ายคอยปล้นสะดมผู้เดินทางผ่านไปผ่านมา ท่านและคณะต้องใช้เส้นทางเลี่ยงโจรผู้ร้าย โดยในระหว่างนั้นท่านได้เดินทางท่องไปตามวัดที่อาณาจักรคูชา (Kucha) ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่นับถือศาสนาพุทธและอยู่ในเส้นทางสาขาของเส้นทางสายไหม ท่านและคณะเดินทางผ่านเมืองอักสู (Aksu อยู่ในซินเจียงปัจจุบัน) และวกขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อข้ามช่องเขาเทียนซานที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง เพื่อเดินทางเข้าเขตที่เป็นประเทศคีร์กีซสถานในปัจจุบัน

ในระหว่างการเดินทางนั้น มีอยู่ระยะหนึ่งที่ท่านต้องนำคณะเดินทางผ่านเขาที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ซึ่งที่นี่นั้น คณะเดินทางของท่านส่วนหนึ่งได้เสียชีวิตลงจากเหตุการณ์หิมะถล่ม บ้างถูกแท่งหิมะแทงจนเสียชีวิต บ้างก็โดนหิมะกลบฝังทั้งเป็น บ้างก็พลัดตกเหว บ้างก็หนาวตาย แต่ท่านมุ่งมั่นว่าไม่ว่าอุปสรรคจะยากเย็น ยิ่งใหญ่เพียงใด ความตั้งใจของท่านก็ไม่อาจจะสั่นคลอนได้

ปราการด่านต่อไปคือทะเลสาบอิสซิก กูล (Issyk Kul) ที่อยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขาเทียนซาน ท่านและคณะเดินทางเลียบทะเลสาบนี้ไปจนไปถึงเมืองต็อกมัก (Tokmak ปัจจุบันอยู่ในประเทศอุซเบกิสถาน) ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบ และได้พบกับข่านแห่งเติร์กตะวันตกที่มีความสัมพันธ์อันดีกับฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถัง ข่านได้จัดงานเลี้ยงรับรองให้กับท่านและคณะหลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปทางทิศตะวันตกและจากนั้นก็วกลงไปที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้มุ่งหน้าไปที่เมืองทาสเคนท์ (Tashkent ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของประเทศอุซเบกิสถาน) จากจุดนี้ไปนั้น ท่านต้องเดินทางข้ามทะเลทรายเพื่อเดินทางไปต่อที่สมาร์คานด์ (Samarkand ปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของอุซเบกิซถาน) ที่ตอนนั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรเปอร์เซีย และได้พบกับวัดร้างมากมาย และท่านได้เทศน์ผู้ปกครองของดินแดนนั้นจนผู้ปกครองอาณาจักรนั้นเกิดความรู้สึกประทับใจมาก

ต่อไปคือการมุ่งหน้าลงใต้ คณะของท่านต้องเดินทางข้ามแหลมของเทือกเขาพามีร์ (Pamirs) แล้วเดินทางไปที่แม่น้ำอาร์มู ดาร์ยา (Amu Darya) และเมืองเตเมซ (Termez ปัจจุบันเป็นเมืองทางตอนใต้ของอุซเบกิสถานติดกับชายแดนอัฟกานิสถาน) ท่านได้พบชุมชนที่มีพระสงฆ์มากกว่าพันคนอยู่ในชุมชนแห่งนั้น และต่อไปก็คือการเดินทางไปทางทิศตะวันออกเพื่อผ่านเมืองคุนดุซ (Kunduz ปัจจุบันเป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน) และได้รับคำแนะนำให้เดินทางไปต่อยังเมืองบาคห์ (Balkh ในอดีตเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากแต่ถูกทำลายลง และกลายเป็นเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในอัฟกานิสถาน) เพื่อไปเยี่ยมชมพุทธสถานและพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่อยู่ในเมืองนั้น และท่านก็ได้พบกับพระสงฆ์จำนวนมาก และได้ทำการศึกษาพระคัมภีร์ที่มีอยู่ที่นี่และรวบรวมคัมภีร์สำคัญไว้มากมายที่เวลาต่อมาท่านได้แปลไปเป็นภาษาจีน

ท่านเดินทางผ่านเมืองบามยาน (Bamyan ปัจจุบันอยู่ในอัฟกานิสถาน) ตลอดทางท่านได้พบปะกับเหล่าภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ได้แลกเปลี่ยนความรู้ โต้วาที และได้เยี่ยมชมวัดวาอารามของดินแดนแห่งนั้น แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธมีความรุ่งเรือง และได้ขยายตัวมีผู้นับมือเป็นจำนวนมากในดินแดนที่เป็นประเทศอัฟกานิสถานในอดีต

คณะของพระภิกษุเสวียนจั้งเดินทางไปถึงเมืองจาลาลาบัด (Jalalabad) และลาห์มาน (Laghman) ซึ่งทั้งสองเมืองอยู่ในเขตของประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน และการเดินทางมาถึงเมืองลาห์มานนั้นพระภิกษุเสวียนจั้งถือว่าท่านได้เดินทางมาถึงอินเดียแล้ว

พระถังซัมจั๋ง เดินทางมาถึงนาลันทา พ.ศ. ๑๓๐๐ (ค.ศ. ๗๕๗) ได้บันทึกไว้ว่า พระเจ้าหรรษวรรธนะ แห่งราชวงศ์คุปตะ พ.ศ. ๑๑๔๙–๑๑๙๑ (ค.ศ. ๖๐๖–๖๔๘) ทรงให้ความอุปถัมภ์อย่างแข็งแรง โดยทรงสร้างกุฏิเป็นโลหะทั้งหลัง ถวายราชทรัพย์ที่ได้จากภาษีหมู่บ้าน ๑๐๐ หมู่ ให้แก่มหาวิทยาลัยทั้งหมด และทรงกำหนดให้ชาวบ้าน ๒๐๐ ครัวเรือน ในหมู่บ้าน คอยดูแลจัดหาข้าวสาร นมเนย ถวายพระภิกษุในมหาวิทยาลัยไม่ให้บกพร่อง

พระเสวียนจั้งใช้เวลาศึกษาพระไตรปิฎกที่มหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นเวลา 6 ปีก่อนออกเดินทางไปทั่วประเทศอินเดียเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กับตนเอง ก่อนจะออกเดินทางกลับประเทศจีนพร้อมกับพระไตรปิฎกที่คัดลอกมาจากต้นฉบับในปี พ.ศ.1186

ในเส้นทางขากลับจากอินเดีย พระเสวียนจั้งใช้เวลาเดินทางน้อยกว่าขาไปครึ่งหนึ่ง คือ ใช้เวลา 2 ปี โดยกลับถึงนครฉางอานเมื่อ ปี พ.ศ.1188 พร้อมกับอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 150 องค์ พระไตรปิฎกจำนวน 257 เล่มสมุด บรรทุกด้วยม้าจำนวน 20 ตัว รวมระยะเวลาที่ท่านจากบ้านไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดียนานถึง 19 ปี รวมระยะการเดินทางกว่า 50,000 ลี้

“ระหว่างเส้นทางของการเดินทางกลับของพระเสวียนจั้ง ในบางช่วงท่านอาศัยเดินทางกับคณะพ่อค้าที่กำลังเดินทางมาค้าขายที่ฉางอาน แต่ก็โชคไม่ดีนักที่ คณะรวม 24 คนถูกโจรปล้นฆ่าเอาสินค้าไปไม่น้อย โดย สุดท้ายเมื่อมาถึงเมืองฉางอาน จากจำนวน 24 คน ต้องเสียชีวิตไปเสีย สองในสาม เหลือรอดมาได้เพียง 8 คน โดย พระเสวียนจั้งต้องขอร้องให้โจรละเว้นตัวท่านกับพระไตรปิฎกที่อุตสาหะไปนำมาจากอินเดีย”

“เมื่อกลับมาถึงเมืองจีน การเผยแพร่ศาสนาพุทธของ พระเสวียนจั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากในราชสำนักขณะนั้นฮ่องเต้ยังคงยึดถือลัทธิและคำสอนของขงจื๊อเป็นหลัก โดย กว่าที่จะกล่อมองค์ฮ่องเต้ให้หันมานับถือศาสนาพุทธได้นั้น พระเสวียนจั้งก็ต้องใช้เวลากว่า 20 ปี ตั้งแต่ ฮ่องเต้ถังไท่จง เรื่อยมาจนถึงพระราชโอรส ฮ่องเต้ถังเกาจง”

(ในยุคของถังเกาจงผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการบำรุงพระพุทธศาสนาคือพระนางบูเช็กเทียน  เพราะพระนางเคยบวชเป็นแม่ชี เป็นผู้แสวงหาความรู้ อ่านเขียนได้เหมือนผู้ชาย  ทำให้พระนางเลื่อมใสในพุทธศาสนามาก เมื่อทรงมีอำนาจขึ้นจนเป็นจักพรรดินีของจีนจึงทุ่มเททุกอย่างเพื่อพุทธศาสนา จนถึงกับให้ช่างแกะสลักภูเขาหินเป็นถ้ำและพระพุทธรูปที่มีพระพักตรเหมือนพระนาง และพุทธศาสนาก็กลายเป็นศาสนาประจำชาติของจีนในยุคนี้นี่เอง  ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ศาสนิกของขงจื้อซึ่งเป็นผู้ชายและผู้คงแก่เรียนจำนวนมากไม่พอใจ การบันทึกประวัติของพระนางบูเช็กเทียนจึงออกมาทางเลวร้าย  เป็นคนโหดร้าย กิเลสหนาตัณหาจัด เลี้ยงชายหนุ่มไว้บำเรอกาม เป็นต้น  ซึ่งก็เป็นธรรมดาของโลก เมื่อถือว่าเป็นศัตรูกันก็ย่อมต้องทำลายกัน เหมือนทักษิณและยิ่งลักษณ์ถูกพวกสลิ่มและ ปชป.เขียนด่าว่าอยู่ทุกวี่วัน  เหมือนคสช.ก็ถูกฝ่ายเสื้อแดงเขียนด่าอยู่ทุกวี่วัน  ไม่ว่ายุคไหนก็เป็นเช่นนี้  แต่ในประวัติศาสตร์จีนได้ระบุไว้ว่ายุคพระนางบูเช็กเทียนบริหารประเทศนี่เองประเทศจีนและประชาชนมีความเจริญรุ่งเรือง อยู่กันอย่างมีความสุข ยกเว้นพวกเสนาบดีที่หาทางโค่นอำนาจพระนางเท่านั้นที่ถูกกำจัด ก็ถือเป็นเรื่องปกติของการแก่งแย่งอำนาจ  ถ้าพระนางไม่เข้มแข็งจะปกครองพวกบุรุษผู้ร้ายกาจได้อย่างไร)

ในเวลาต่อมาด้วยการอุทิศตนของ พระเสวียนจั้ง ท่านได้แปลพระไตรปิฎกฉบับดั้งเดิมให้เป็นภาษาจีน จำนวนมากถึง 75 เล่มสมุด 1,335 ม้วน ซึ่งในปัจจุบัน พระไตรปิฎกฉบับแปลโดย พระเสวียนจั้ง ดังกล่าวก็ยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในวงพุทธศาสนาของประเทศจีน

นอกจากพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษาจีน ที่พระเสวียนจั้งได้ทิ้งไว้เป็นมรดกอันล้ำค่าสำหรับชาวจีนและชาวเอเชียตะวันออกแล้ว ท่านยังได้ทิ้ง ‘บันทึกดินแดนตะวันตกในสมัยถัง (大唐西域记)’ บันทึกประวัติศาสตร์อันมีค่ามหาศาลไว้เป็นมรดกทาง วัฒนธรรม สำหรับชาวโลกรุ่นหลังอีกด้วย

โดย https/somdejwangna blogspot.com
8  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / เถรวาท มหายาน วัชรยาน พระโพธิสัตว์ ( อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ ) เมื่อ: 29 ธันวาคม 2561 23:15:06
<a href="https://www.youtube.com/v/Ot3-F6Uq16M" target="_blank">https://www.youtube.com/v/Ot3-F6Uq16M</a>
9  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พื้นที่ชีวิต -ศิษย์โง่ไปเรียนเซน ตำนานศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่ ใน สยามประเทศ เมื่อ: 29 ธันวาคม 2561 22:56:05


นี่คือการเดินทางสืบค้นเรื่องราวของศิษย์เส้าหลินผู้เดินทางมายังแผ่นดินสยามเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ด้วยภารกิจเผยแผ่เซ็นและกอบกู้ราชวงศ์หมิง พิสูจน์หลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับหนังสือชุด "ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น" รวมทั้งหนังสือ "เว่ยหล่าง-ฮวงโป" ของท่านพุทธทาสภิกขุ


<a href="https://www.youtube.com/v/dH5VuqobTCg" target="_blank">https://www.youtube.com/v/dH5VuqobTCg</a>


พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน : ในความทรงจำของ ธีรทาส

โครงการจัดทำประวัติศาสตร์บอกเล่า กลุ่มงานจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
บทความโดย อัครวิทย์ ชูเกียรติศิริชัย ภาพโดย ณัฐชนน บางแค
สัมภาษณ์ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๑

หนึ่งอุบาสกจากสำนักเส้าหลินใต้ ต้องลี้ภัยทางการเมืองในยุคสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้มาพร้อมกับคัมภีร์พุทธศาสนานิกาย ฌาน หรือ เซ็น โดยใช้เวลาหลบซ่อนตัวอยู่หลายสิบปีด้วยอาชีพซินแส พะแมะหมอจีน รักษาโรคให้กับคนเจ็บป่วยบนผืนแผ่นดินสยาม ก่อนจะถ่ายทอดเนื้อหาในคัมภีร์นั้นให้แก่ทายาท ด้วยหวังว่าวันหนึ่ง เมื่อมีโอกาส พุทธธรรมแบบเซ็นจะได้รับการเผยแผ่ออกไปไม่ขาดตอน นี่มิใช่นวนิยายกำลังภายในที่แต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนาน หากแต่เป็นเรื่องราวของ ‘เล่ากิมเช็ง’ ผู้เป็นบิดาของ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ หรือเจ้าของนามปากกา ธีรทาส ผู้ตรวจสอบและจัดพิมพ์ หนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น และศิษย์เต๋า-เซียน-เซ็น ออกแจกจ่ายเป็นธรรมทานมาตั้งแต่อายุ ๓๔ ปี โดยอาศัยพื้นที่ของ พุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ทำงานร่วมกับ เสาวนีย์ ธโนฆาภรณ์

นอกจากเรื่องเล่าอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการเดินทางของศิษย์สำนักเส้าหลินใต้สู่ดินแดนสยาม เจ้าของนามปากกา ธีรทาส ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยสัมผัสและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ พุทธทาสภิกขุ ผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘นาคารชุนแห่งเถรวาท’ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ โครงการประวัติศาสตร์บอกเล่าบุคคลที่เคยสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จำต้องโคจรมาพบกับหนึ่งในสหายมหายานเพื่อบันทึกความทรงจำในวัย ๙๐ ปี

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

กำเนิดคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น
ธีระ วงศ์โพธิ์พระ บอกเล่าถึงความเป็นมาของ กิมเช็ง แซ่เล้า ผู้เป็นบิดาให้พอเข้าใจในความเป็นมาของตนเอง และความสำคัญของหนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ว่า “เตี่ยเก่งยาจีนพะแมะ สูตรวิชาเส้าหลิน อายุ ๑๕ ไปอยู่เส้าหลิน อายุ ๒๐ ก็เป็นครูดังแล้ว เป็นครูคนแรกเลย ใครจะเข้าที่นี่ (เส้าหลินใต้) ต้องผ่านแกก่อน ศิษย์โง่ (ไปเรียนเซ็น) แกเขียน เป็นวิธีเรียน วิธีพูด ต้องให้รู้ ๓ อย่างก่อน โลภะ โทสะ โมหะ สามอย่าง ต่อไปรู้ขันธ์ ๕ ห้าอย่าง ต่อไปถึงโพชฌงค์ ๗ ไม่งั้นจะสับสน ต้องให้รู้ให้แตก เหมือนกับเด็กเรียน ก.ไก่ เข้าเรียนใหม่ๆ ต้องรู้ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ก่อน บวกลบคูณหารอย่าเพิ่งพูด ต้องรู้อันนี้ต่อไปมันไม่สับสน”

ส่วนสาเหตุที่ซินแสเล่ากิมเช็ง ต้องหลบลี้หนีภัยจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยบนแผ่นดินสยาม สืบเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมืองในสมัยฮ่องเต้เฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิงหรือเช็ง “เขาจะปราบพวก หวงเช็งฮกหมิง (ต้านชิงกู้หมิง) เกี่ยวกับการเมืองเมืองจีน เส้าหลินแม้จะเป็นกลางทางศาสนา แต่เขาอิงไปทางเก่า จึงเกิดการปราบ แผนทางนู้น (สำนักเส้าหลินใต้) มองการณ์ไกล คัดครูสำคัญส่งไม่ให้สูญพันธุ์ให้ออกโพ้นทะเลไป พม่า เวียดนาม ไทย ปลอดภัย เตี่ยฉันมาชุดนั้น อยู่เมืองจีนแกได้รับรายงานภาคเอเชีย เมืองไทยหมด ใครอยู่ที่ไหนยังไง แกเป็นคนอ่านรายงาน ก็รู้เรื่องนี้ดี มาปุ๊บรู้เลย มึงอยู่จังหวัดไหน ยังไง” ซึ่งหนึ่งในรายชื่อของศิษย์รุ่นพี่คนสำคัญที่อพยพเข้ามายังแผ่นดินสยามก่อนหน้า ก็คือ ‘เซียนแปะโค้ว’ แห่งหัวตะเข้ ที่ดับสังขารไปในอิริยาบถนั่งสมาธิ จนเป็นที่โจษจันกันทั่วไปในฐานะหนึ่งในตำนานผู้วิเศษ

“สำหรับฉัน แกให้ถ่ายทอดอธิบายสรุป แล้วก็แปล มีคนช่วยหลายคน อย่างพระมหาเอี่ยมมหารุ่นเก่า ความรู้ดีคนท่าม่วง (จังหวัดกาญจนบุรี) รู้จักพวกนั่งไม่เน่าเยอะเชียว” ธีรทาส เล่าถึงความรับผิดชอบต่อคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น

ลูกศิษย์ของหมอตันม่อเซี้ยง
สำหรับผู้ที่สนใจในผลงานแปลของท่านพุทธทาสอย่าง ‘คำสอนของฮวงโป’ คงจะพอทราบว่า ท่านพุทธทาสจำต้องอาศัยความร่วมมือในการตรวจสอบเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาจีนเพื่อรักษาความถูกต้องของเนื้อหา โดยหนึ่งในบุคคลที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการเทียบเคียงระหว่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สู่คำแปลในภาษาไทยได้แก่ ‘หมอตันม่อเซี้ยง’ ซึ่งถือเป็นปราชญ์สายมหายานคนสำคัญในยุคนั้น และเป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในพระสูตรมหายาน คัมภีร์นิกายเซ็น ให้แก่ เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ชักนำให้ทั้งสองท่านมีโอกาสพบ พุทธทาสภิกขุ เป็นครั้งแรก โดยธีรทาส ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของ หมอตันม่อเซี้ยง ว่า

“มีอาชีพพะแมะหมอจีน เมื่อก่อนทำงานโรงพยาบาลเทียนฟ้า เป็นหมอรักษาโรค...เป็นอาจารย์ฝ่ายมหายานออกเสียงตามสายเรื่องทั่วไป แต่มาบรรยายสูตรเว่ยหล่างที่นี่ เป้าเก็งเต๊ง บรรยายสูตรเว่ยหล่างเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แล้วเขาก็เอาไปออกเสียงตามสาย แล้วบรรยายวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร หรือกิมกังเกง ที่นี่ เจ้าคุณพุทธทาสเคยมาสองครั้ง ท่านพักวัดปทุมคงคา หมอตันม่อเซี้ยง พาฉันกับ เสถียร (โพธินันทะ) ไปรู้จักท่านครั้งแรก ฉันอายุเข้าใจว่า ๑๙ หรือ ๒๐ แถวเนี่ย หมอตันม่อเซี้ยงพาไป พอเอ่ยชื่อฉันบอกลูกซินแสกิมเช็ง เจ้าคุณรู้จัก เจ้าคุณบอกดีแล้วฉันคอยมานานแล้ว ดีแล้วเสถียร โพธินันทะ มา ดี ทั้งคู่ฉันคอยมานานแล้ว” ธีรทาส ย้อนความทรงจำเมื่อแรกพบพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเขาเรียกขานว่า เจ้าคุณ

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน
ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพบกันระหว่าง พุทธทาสภิกขุ กับหมอตันม่อเซี้ยง, เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ อยู่ที่พุทธทาสภิกขุรับรู้ว่าผู้ที่กำลังจะมาพบและสนทนากับท่านนั้นเป็นใคร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเปิดกว้างในการแสวงหาสหายทางปัญญาที่จะมาช่วยเหลืองานต่างๆ ให้สมบูรณ์ เช่น ในกรณีที่พุทธทาสภิกขุรู้จักซินแสเล่ากิมเช็ง บิดาของธีรทาสเป็นอย่างดี “รู้จากคนจีนรุ่นก่อนๆ รุ่นมีความรู้ดีๆ ไปคุยกับท่านมาก ท่านก็ถาม คนที่มาอยู่เมืองไทยที่เก่งๆ มีกี่คน รู้หมด รู้ก่อนรู้จักลูกอีก” ธีระ ให้ข้อมูลเคล้าเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ขณะที่ความสนใจในปรัชญาและพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะนิกายเซ็น ธีรทาส ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะพุทธทาสภิกขุได้อ่านหนังสือเหล่านี้มามาก “อาจารย์กรุณา กุศลาสัย เป็นคนส่งคัมภีร์เซ็นเก่าๆ ขงจื๊อ เหล่าจื๊อ มาให้อ่านเป็นพื้น แล้วคนนู้นพูด คนนี้พูด รุ่นเก่า แกก็ถาม รู้จักภูมิปัญญาเตี่ยฉันดีกว่าลูกชายรู้จักอีก”

ในเรื่องของความคิดเห็นระหว่างพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นภิกษุในพุทธศาสนาเถรวาท กับอีกสามอุบาสกมหายาน ธีรทาส มีความเห็นว่า “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน สนับสนุนโพธิสัตวธรรม เพราะว่ามันกว้าง โพธิสัตว์ไปจนจบเกมเป็นพระพุทธเจ้า เขาสอนแบบนี้ เธอมุ่งพุทธภูมิเธอก็ต้องจบอยู่ดีวันหนึ่ง เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน มีแต่กำไร อันนี้เจ้าคุณพอใจที่ฉันพูด เตี่ยฉันสอน ตันม่อเซี้ยงก็สอน เสถียร (โพธินันทะ) ก็สอน เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ อรหัตตภูมิมีจริง แล้วคุณได้หรือยัง มุ่งไว้ก่อน วันหนึ่งข้างหน้าจบของมันเอง ไม่ต้องไปคิดว่ากี่ชาติ เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน”

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

แม้จะมีความแตกต่างในการดำเนินชีวิตและรายละเอียดในความเชื่อ แต่ท้ายที่สุดกว่า ๕๐ ปี กับปริมาณหนังสือที่มีน้ำหนักรวมกว่า ๗๐ ตัน ที่จัดพิมพ์และแจกจ่ายเป็นธรรมทาน ภายใต้ร่มเงาของพุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแนบสนิทของศรัทธาระหว่างภิกษุเถรวาท และอุบาสกมหายานที่ “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน”




<a href="https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw" target="_blank">https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw</a>

จาก คลิป บทสัมภาษณ์ที่ https://youtu.be/btipzJa1Hrw

เพิ่มเติม จักรวาล ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค ต่าง ๆ


ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาคแรก เซียนท้ออายุยืน

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12334.0.html

http://www.sookjai.com/index.php?topic=181206.0

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค เต๋า-เซียน-เซ็น (อ.ธีระ วงศ์โพธิ์พระ)

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12852.0.html

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค อริยโพธิสัตว์ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ 100 ปี เมืองสยาม

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14932.0.html

พระคัมภีร์ (ปริศนาธรรม) 18 พระอรหันต์ และ ตัวตาย ชื่อไม่ตาย

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14931.0.html
10  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Re: แง่งามแห่งสติ เกื้อกูลและขัดเกลาใจเราให้อยู่กับความจริง ณ ปัจจุบัน ( นิรามิสา ) เมื่อ: 25 ธันวาคม 2561 12:08:40


ยังมีเรื่องเทคโนโลยีที่รวดเร็วและข่าวสารที่ล้นทะลักเข้ามาทุกทาง เราจะมีสติอยู่กับระดับความเร็วสมัยนี้ได้อย่างไร

     ควรต้องมีสังฆะ (กลุ่มคนที่รวมตัวกัน) เพราะในกลุ่มนักบวชเราก็มีโทรศัพท์นะ มีอินเทอร์เน็ต เรามีไลน์ด้วย แต่ในสังฆะเราก็มีกฎเกณฑ์ว่าใช้ได้เมื่อไหร่ และใช้กับการงานอะไร จะได้เห็นว่าทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าเราจะนั่งรับประทานข้าวกับครอบครัว แต่กลายเป็นว่าทุกคนอยู่กับไอโฟน อยู่กับแอนดรอยด์ของตัวเองหมดเลย นั่งอยู่ที่เดียวกัน แต่เหมือนอยู่กันคนละโลก การมีสังฆะจึงสำคัญ เพราะจะได้ช่วยกันดู ช่วยกันเตือน หลวงปู่เองก็เคยบอกว่า พระพุทธเจ้าในอนาคตจะมาในรูปแบบสังฆะ หมายถึงพุทธบริษัท 4 ที่ได้มาเจอกันอย่างสม่ำเสมอ และมีความตระหนักรู้อย่างเต็มเปี่ยม

 

คนหนุ่มสาวจะมีสังฆะในการปฏิบัติธรรมได้อย่างไร

     เท่าที่หลวงพี่สังเกต พบว่ามีกลุ่มการเคลื่อนไหวเจริญรุ่งเรืองขึ้นทั่วโลก คนสนใจปฏิบัติธรรมมากขึ้นและนำเรื่องสติมาใช้มากขึ้น คนรุ่นใหม่แปรเปลี่ยนคำสอนของพระพุทธองค์ให้ร่วมสมัย ทั้งคำศัพท์ที่ใช้ วิธีการปฏิบัติ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ พุทธศาสนาไม่ตาย และยังเป็นสิ่งที่ร่วมสมัยมากๆ บางทีเราแค่ไปติดอยู่ในกรอบของภาษา หรือประเพณีบางอย่าง โดยไม่ได้เข้าถึงแก่น ซึ่งหากเราเข้าถึงแก่นของวิถีปฏิบัติ เราก็เอาพุทธศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

     อย่างล่าสุดพวกเราจัดงานเดินภาวนาที่สยามสแควร์ หรือที่สหรัฐอเมริกา พวกเราก็เคยไปนั่งสมาธิอยู่กลางเมืองนิวยอร์ก แสดงให้เห็นว่าศาสนาไม่จำเป็นต้องอยู่ในวัด ไม่ต้องเดินจงกรมอยู่แค่ในโบสถ์ เราแค่เดินอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็ยังตามลมหายใจอยู่ทุกขณะ เวลานักบวชออกไปข้างนอก เราไม่จำเป็นต้องนั่งเทศน์ เพราะแต่ละก้าวที่ก้าว มันก็คือการบรรยายธรรม บรรยายธรรมอย่างมีชีวิต มีสติ เป็นธรรมชาติ ไม่รีบเร่ง แล้วเราเดินแบบนี้กันทุกวัน ไม่ใช่แค่เดินตอนทำงาน เขาก็พูดกันว่า พระหมู่บ้านพลัมเดินมาก็รู้เลยว่ามาจากหมู่บ้านพลัม แม้แต่ตอนทานข้าว นั่งฟัง ดื่มชา ใช้วาจาแห่งสติ ทุกอย่างเราใช้สติหมด

 

ในทางตรงข้าม ทุกวันนี้มีคนมากมายประกาศว่าตัวเองเป็น Atheist ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร

     หลวงพี่คิดว่านี่เป็นปฏิกิริยาของกันและกัน ความหมายของศาสนาจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดๆ ก็ตาม มันเป็น way of life หรือวิถีชีวิต ศาสนาคือหนทางของการดำเนินชีวิต แต่ด้วยวิวัฒนาการของศาสนาที่ไม่ได้ถูกทำให้ร่วมสมัย หรือบางทีเราเริ่มเดินทางหลุดเข้าไปในความงมงาย ความเชื่อ ที่ไม่ได้เป็นสัมมาทิฐิ ด้วยความเจริญทางวัตถุต่างๆ จึงทำให้ศาสนาเริ่มเสื่อม ก็เป็นธรรมดาที่คนเริ่มไม่เชื่อในสิ่งนั้น เพราะมันไม่ได้ตอบสนองต่อความทุกข์ของเขา มันไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าถึงความสงบสุขที่แท้จริง

     แต่ความเป็นจริงแล้ว เรายังสามารถเข้าถึงศาสนาที่แท้จริงได้ด้วยการฝึกปฏิบัติ คนที่มาหมู่บ้านพลัมส่วนใหญ่ ก็เป็นคนที่ไม่ได้ระบุว่านับถือศาสนาอะไร โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นชาวพุทธ แต่ด้วยความที่เขามาเพื่อปฏิบัติ เข้าถึงสติ สมาธิ ปัญญา เราไม่ได้พูดเรื่องงมงาย หรือเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง ก็ทำให้เขาเห็นว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ และมากกว่านั้นคือมันทำให้เขาเข้าใจศาสนาของตัวเองได้ดีขึ้น และกลับไปช่วยโบสถ์ที่เขาทิ้งมา จะเห็นได้ว่า เมื่อศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ มันจะสามารถเข้าไปถึงแก่นของการดำเนินชีวิตได้

 

ตอนนี้ความเป็นไปของหมู่บ้านพลัมทั้งในไทยและต่างประเทศเป็นอย่างไรบ้าง

     สำหรับในไทย หลวงพี่ขอเชิญชวนให้เข้าไปดูในเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของหมู่บ้านพลัม เราจะมีการโพสต์ว่ามีงานภาวนาอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้เรามีสถานปฏิบัติธรรมอยู่ที่เขาใหญ่ มีวิวทิวทัศน์ อากาศสดชื่น มีคณะนักบวชทั้งหญิงและชายอยู่เกือบ 200 รูป และส่วนใหญ่ก็เป็นพระรุ่นหนุ่มสาว เป็นพลังที่ดีในการปฏิบัติ ส่วนที่ฝรั่งเศสก็มีคนมาปฏิบัติเยอะขึ้น มีงานภาวนาทั้งช่วงปีใหม่ คริสต์มาส งานภาวนาของครอบครัว คนหนุ่มสาว ช่วงอาทิตย์หน้าในเมืองไทยเรายังมีภาวนาให้กับพระชาวคริสต์ เป็นคุณพ่อที่พาคณะของเขามาเมืองไทยและฝึกปฏิบัติกับเรา 4 วัน น่ารักมาก เป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันด้วย



การเข้าร่วมในสังฆะและทำกิจกรรมปฏิบัติธรรม จะช่วยพัฒนาเราได้ แม้ว่าเราจะไม่บวชใช่ไหม

     อย่างแรกคือต้องเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาส เราก็ประสบความสำเร็จได้ มันไม่มีข้อแบ่งแยกระหว่างฆราวาสกับนักบวช ทุกคนมีความเป็นพุทธะในตัวเอง เรามีความสามารถที่จะตื่นรู้เบิกบาน เมื่อเข้าใจตรงนี้ เราจะไม่ตั้งต้นด้วยความรู้สึกว่าตัวเองต่างจากนักบวช หรือตั้งต้นว่าตัวเองต่ำต้อย เพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้เสมอว่าทำอย่างไรเราถึงจะเข้าสู่ความคิดที่ไม่แบ่งแยก การประสบความสำเร็จของนักบวชและฆราวาสจึงเป็นสิ่งเดียวกัน คือถ้าเรามีความตื่นรู้เบิกบาน เราก็จะมีความสุข ฆราวาสอาจจะมีพันธะที่จะต้องหาเงินหาทอง แต่ถ้าเรามีความสดชื่น ตื่นรู้เบิกบาน เราก็อาจจะยิ่งหาเงินได้เยอะแยะ แต่เราไม่ติดอยู่ตรงนั้นนะ ส่วนนักบวชเองไม่ได้อยู่ในวิถีที่หาเงินหาทอง ซึ่งเราก็ไม่เป็นทุกข์เช่นกัน
แม้ว่าความเป็นจริงแล้วเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน แต่หลวงพี่อยากให้เห็นว่า จริงๆ แล้วเราเหมือนกัน พอเราหลุดออกจากกรอบที่แบ่งแยกนี้แล้ว ก็พยายามนำพุทธศาสนาเข้าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้

     สมมติถ้าเราอยู่ในเมืองใหญ่ๆ อยู่บนท้องถนน กำลังนั่งรถไฟฟ้า มีคนเยอะแยะ เมื่อนึกขึ้นมาได้ เราอาจจะบอกกับตัวเองว่าทุกครั้งที่ฉันเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า จะทำอย่างไรให้เดินแล้วได้อยู่กับฝ่าเท้าจริงๆ แล้วก็ตามลมหายใจไปด้วย ระลึกอยู่เสมอว่า ฉันนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า ถ้าเกิดรู้สึกว่าเราถูกดึงไปอยู่กับอดีตหรือความกังวลในอนาคต บางคนก็อาจจะเอาหูฟังมาเปิดเพลงธรรมะ บทกลอน หรือเพลงอะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีสมาธิกับลมหายใจ ผ่อนคลายใบหน้า นี่เป็นวิถีที่เราเอาไปใช้ได้ในทุกที่ ไม่ใช่แค่ในวัด ช่วงแรกๆ เราอาจจะทำไม่ได้ตลอด อาจจะเลือกทำแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็ได้ บางคนก็เลือกช่วงดื่มกาแฟตอนเช้า คือดื่มอย่างมีสติ ตั้งใจดื่มกาแฟอย่างเต็มร้อย นี่เป็นพุทธศาสนาประยุกต์ที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ และหมู่บ้านพลัมอยากมอบให้ชาวโลก

     พระพุทธเจ้าสอนเราแค่สองเรื่องคือ ให้เราเข้าใจความทุกข์ของเรา และแปรเปลี่ยนความทุกข์ของเราให้เป็นสุข ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราทำตรงนี้ได้ก็คือการอยู่กับปัจจุบันขณะ

 

อยากถามถึงสุขภาพของท่านติช นัท ฮันห์ ในขณะนี้เป็นอย่างไร

     หลวงปู่แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าท่านขอกลับมาใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายที่วัดต้นกำเนิดของท่าน คือวัดตื่อฮิ้ว อยู่ที่เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ท่านกลับมาอยู่ตรงนี้ก็มีความสุข ด้วยพลังของพระบรรพบุรุษ และพลังของสิ่งแวดล้อมในวัดโบราณที่งดงาม มีต้นไม้ บ่อน้ำ อาคารนั่งสมาธิแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงท่านมา ในวันที่อากาศดีๆ ฝนไม่ตก และสุขภาพท่านอำนวย ท่านก็จะนั่งรถเข็นออกมาทำสมาธิ ชมธรรมชาติ ชมวัดของท่าน โดยท่านตั้งใจอยู่ตรงนี้ไปจนถึงวันละสังขาร เพราะท่านคิดว่าได้เดินทางเป็นวงกลมไปทั่วโลกแล้วตั้งแต่เป็นพระหนุ่ม ออกไปช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับชาวโลกมากมาย ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะกลับมาที่ต้นกำเนิด เพื่อให้เห็นว่าเราทุกคนมีรากของตัวเอง และต้องกลับมาหารากของตัวเองอยู่เสมอ นอกจากนี้ก็มีศิษย์จากต่างประเทศแวะเวียนกันมาปฏิบัติอยู่เรื่อยๆ

 

ทุกวันนี้ ท่านเสียดายโอกาสอะไรจากโลกภายนอกบ้างไหม

     ไม่มีอะไรน่าเสียดายเลย เพราะโลกภายนอกมันก็อยู่ในเรา ตัวเราเองก็อยู่ในโลกภายนอก ถ้าฝึกปฏิบัติแล้วเราจะรู้สึกว่าทุกอย่างมันอยู่ตรงนั้น ไม่ได้แบ่งเลยว่านี่คือนอกวัดหรือในวัด เพราะจริงๆ แล้วถ้าเราเข้าถึงวิถีชีวิตแบบนี้ มันก็เป็นการดำเนินชีวิตต่อไปเรื่อยๆ อย่างมีเป้าหมายและอุดมการณ์ ในวัดเราก็มีเล่น มีทำงาน อยู่ด้วยกันก็มีปัญหาเป็นธรรมดา มันก็เหมือนโลกข้างนอก มีกิเลส บางคนรักษาศีลได้ บางคนก็ผิดศีล แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เรามีแต่ข้างนอกไม่มีคือเราอยู่ด้วยกันเป็นชุมชน และเรามีวิถีทางปฏิบัติแบบเดียวกัน ที่จะทำให้เราหลุดพ้นและนำไปสู่ความเข้าใจอันสูงสุด และมีความกลมกลืน รักกันฉันพี่น้อง ช่วยเกื้อกูลและขัดเกลาให้วิถีชีวิตนักบวชเรามันบริสุทธิ์และเป็นอิสระมากขึ้น รวมทั้งมีพลังและเวลาที่จะรับใช้คนอื่นมากขึ้น

จาก https://adaybulletin.com/talk-conversation-sister-niramisa/24646
11  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / แง่งามแห่งสติ เกื้อกูลและขัดเกลาใจเราให้อยู่กับความจริง ณ ปัจจุบัน ( นิรามิสา ) เมื่อ: 25 ธันวาคม 2561 12:06:51


ภิกษุณีนิรามิสา | แง่งามแห่งสติ เกื้อกูลและขัดเกลาใจเราให้อยู่กับความจริง ณ ปัจจุบัน


ก่อนเริ่มสัมภาษณ์ เราบอกท่าน ภิกษุณีนิรามิสา ไปตรงๆ ว่ารู้สึกประหม่าและตื่นเต้นมากๆ ที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักบวช โดยที่เราแทบไม่เคยย่างกรายเข้าไปเฉียดธรรมะในรูปแบบไหนเลย บทสนทนาครั้งนี้จึงอาจเต็มไปด้วยคำถามแบบคนหนุ่มสาวใจร้อน ที่มีความสัมพันธ์แบบห่างเหินกับพุทธศาสนามาตลอดชีวิต

“ไม่เป็นไร คุยได้ตามสบายเลย” ภิกษุณีบอกกับเราด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ใบหน้าเจือรอยยิ้มจางๆ บนหน้าจอวิดีโอคอลล์ ท่านสนทนากับเราผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพราะตอนนี้ท่านจำวัดและปฏิบัติธรรมอยู่ที่ประเทศเวียดนาม

     นิรามิสา แปลว่าผู้ไม่ติดในเหยื่อล่อของวัตถุทางโลก ท่านมีชื่อเดิมว่า สมพร พันธจารุนิธิ เป็นภิกษุณีชาวไทยรูปแรกที่บวชในประเพณีพุทธแบบมหายานกับ ติช นัท ฮันห์ พระอาจารย์เซน ผู้นำเสนอแนวคิดว่าพุทธศาสนาต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และพุทธธรรมเป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิธีชีวิตยุคปัจจุบันได้ (Engaged Buddhism)

     ก่อนหน้านี้ ท่านเคยทำงานเป็นพยาบาล ผู้แทนผู้อำนวยการองค์กรช่วยเหลือผู้หญิง เด็ก ชนกลุ่มน้อย และคนชนบท รวมทั้งที่ปรึกษาขององค์การ UNICEF ในท้องถิ่นทุรกันดาร สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งล้วนเป็นงานที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นทั้งนั้น และแน่นอนว่าเจตนารมณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อเรื่อยมา จนถึงวันนี้ที่ท่านได้เติมเต็มชีวิตทางจิตวิญญาณในหมู่บ้านพลัมมาเกือบจะยี่สิบปีแล้ว

     ในโลกสมัยใหม่ที่ใครต่อใครต่างเร่งรุดมุ่งหน้าไปสู่ความสุขความสำเร็จ คิดว่าเป้าหมายข้างหน้าคือสิ่งสำคัญ คิดว่าชีวิตที่ผ่านมานั้นยังไม่ใช่ ไม่ดี ไม่พอ จนดูเหมือนว่าเราลืมสนใจเวลาปัจจุบันไปโดยไม่รู้ตัว แต่หากเราลองนั่งนิ่งๆ หายใจเข้า หายใจออก ความสุขความสำเร็จอาจไม่ใช่เรื่องอนาคต ความเศร้าและความล้มเหลวอาจไม่ใช่เรื่องอดีต ไม่ต้องย้อนกลับ ไม่ต้องคิดไกล เพราะเรารู้ได้เองว่าความจริงมีแค่ตรงนี้ ตอนนี้



ท่านสนใจคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ ในเรื่องใด จึงมาบวชเป็นภิกษุณี

     เราได้เจอท่านครั้งแรก เพราะไปเรื่องงานที่ประเทศเยอรมนี แล้วมีโอกาสเข้าร่วมงานภาวนาของท่าน ซึ่งนับว่าเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิต เราประทับใจคำสอนเพราะรู้สึกว่ามันง่าย เข้าถึงได้ทุกคน เช่น เรื่อง I have arrived, I’m home. กลับมาแล้ว ถึงบ้านแล้ว ที่ทำให้ตระหนักอยู่เสมอว่าที่นี่ ขณะนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่เราเคยเรียนรู้มาบ้าง แต่ด้วยความที่คำสอนของท่านได้ประยุกต์ให้เรียบง่าย ทำให้รู้สึกว่าได้อยู่กับปัจจุบันจริงๆ และสัมผัสกับความสุขที่ลึกซึ้ง พบว่าการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เราไม่ได้ไปเข้าวัดเพราะเราเศร้าหมอง แต่เราไปเพราะมีความสุข ยิ่งไปก็ยิ่งมีความสุข ทำให้กลับมาฝึกปฏิบัติต่อเนื่องเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งก็ตัดสินใจว่าอยากใช้ชีวิตแบบนี้แหละ เพราะเป็นวิถีชีวิตที่ทำให้เราเข้าถึงความหมายของชีวิตที่แท้จริง

     การเข้าถึงความสุขนี้ ไม่ใช่ว่าเราเอาแต่ลั้นลา ลั้นลา โลกเป็นสีชมพู แต่หมายความว่าเราเข้าถึงการฝึกปฏิบัติที่เรียบง่าย และสัมผัสกับความสุขที่อยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่พยายามวิ่งตามเพื่อให้ได้อะไรมาสักอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ทั้งชื่อเสียง เงินทอง หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เราคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข แล้วก็ได้เยียวยาอะไรก็ตามที่ติดมาจากอดีต ทั้งบาดแผล ความเสียใจ ด้วยการฝึกให้ตัวเองอยู่ในขณะนี้ ทั้งยังทำให้เราเข้าใจความทุกข์ และสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นความสุขที่หอมหวานและงดงามมาก

 

บางคนอาจจะคิดแบบเหมารวมว่าคนที่ไปปฏิบัติธรรม เพราะเขาเจอเรื่องร้ายๆ ในอดีตและต้องการจะหลีกหนี

     ความทุกข์ของพวกเราก็มีกันทุกคน แต่สำหรับเรา การมาบวช คือการได้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่คิดว่าอยากจะดำเนินชีวิตแบบนี้ไปทุกวัน เป็นอีกก้าวที่อยากพัฒนาไป เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาส เราก็สามารถปฏิบัติได้ เพียงแต่หลายคนในคณะสงฆ์ออกบวชเพราะอยากจะสละทุกอย่างและอยู่ตรงนี้อย่างเต็มที่ 24 ชั่วโมง ปล่อยวางเรื่องที่ยึดติดทางโลก ทุ่มกำลังกายและเวลาทั้งหมดให้กับการเดินตามทางของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น นักบวชจึงเป็นเส้นทางอาชีพอย่างหนึ่ง เป็นวิชาชีพแห่งพระพุทธองค์ ไม่ใช่การหนีเข้าวัดเพราะอกหัก หรือหนีเข้าวัดเพราะมีความทุกข์ เพราะเราเป็นพุทธที่เน้นการปฏิบัติ ต่อให้คุณอยากหนีเข้ามาในหมู่บ้านพลัม คุณก็ต้องปฏิบัติก่อน จนมีจิตที่ตื่นรู้และมีปัญญาอย่างชัดเจน ว่าทำไมอยากจะบวช ไม่ใช่จิตที่หมองเศร้าแล้วอยากเข้ามาอยู่ในชีวิตนักบวช

     ถ้าเรามองว่าพุทธศาสนาเป็นการหลีกหนีบางสิ่งบางอย่าง หรือเพียงแค่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น นั่นคือเพียงแค่ระดับหนึ่ง เพียงแค่ผิวเผิน การฝึกปฏิบัติเท่านั้นที่จะทำให้เราแปรเปลี่ยนอย่างแท้จริงได้ และไม่ว่าเราจะบวชหรือเป็นฆราวาส เราก็สามารถอยู่ในวิถีชีวิตที่ตื่นรู้เบิกบาน สามารถช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าพอเป็นนักบวชแล้วก็อาจจะมีความพร้อมมากขึ้น เพราะเราไม่มีลูก ไม่มีบ้านที่ต้องคอยผ่อน เรามีบ้านเดียวกันที่ช่วยกันดูแล แล้วเราก็ไม่มีสามีภรรยาที่ต้องเกาะไปด้วยกัน เราเกาะกันไปเป็นสังฆะ ทำอะไรก็ทำไปด้วยกัน ทำให้สะดวก มีเวลา มีอิสระ และมีพลังงานที่จะทุ่มเทให้กับวิชาชีพของพระพุทธองค์ได้เต็มร้อยเท่านั้นเอง

     แปลว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่การหลีกหนีเลย แต่เป็นการเผชิญหน้ากับตัวเองเสียด้วยซ้ำ หลวงปู่เองก็เคยบอกว่าคนที่มาร่วมปฏิบัติ คือนักปฏิวัติ คือเราเข้าสู่สนามรบของตัวเอง แล้วกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ในตัวเราและสิ่งรอบข้าง กล้าเผชิญ กล้ายอมรับ และแปรเปลี่ยน เขาเรียกว่าทวนกระแส

 

ในฐานะคนวัยทำงาน นึกไม่ออกเลยว่าคนคนหนึ่งจะสามารถฝึกปฏิบัติธรรม ไปพร้อมกับการทำงานและใช้ชีวิตอันแสนวุ่นวายได้อย่างไร

     มีนักบวชหลายท่านที่เข้ามาแล้วก็ยังคิดถึงเรื่องข้างนอก เช่น คิดถึงไก่ทอดเคเอฟซี เพราะเรากินแต่อาหารเจ โดยเฉพาะตอนที่ร่างกายป่วยหรือจิตตก แต่พอเราตระหนักรู้ว่านี่คือกิเลส แล้วพยายามตามลมหายใจ ยิ้มให้กับความคิดนั้น สักพักเดียว เดี๋ยวมันก็เริ่มอ่อนตัวลงไปเอง ฆราวาสก็ฝึกแบบนี้ได้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องจัดเวลา จัดสิ่งแวดล้อม เพื่อเข้าถึงวิถีปฏิบัติได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ทุกๆ วัน เราสามารถเข้าถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วยสายตาที่แจ่มใสเต็มร้อย สัมผัสกับความสดชื่นของดอกไม้ สัมผัสกับความมั่นคงของขุนเขาอย่างที่มันเป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้หล่อเลี้ยงจิตใจของเราได้ ซึ่งถ้าเราปฏิบัติไป ก็จะเห็นว่าชีวิตนั้นเรียบง่าย ลึกซึ้ง และสงบสุข

     ในชีวิตประจำวัน มันเหมือนว่าในมือข้างนี้ได้จับของที่งดงาม ดั่งเช่นเพชรที่มีคุณค่า มันให้ความจริงของชีวิต ให้ความสุขสันติอย่างมหาศาล แล้วในมืออีกข้างหนึ่ง เราก็จับอะไรที่ทำให้ร้อน กระวนกระวาย ทำให้หนักใจ พอเรารู้สึกแบบนี้ ถ้าที่ผ่านมา เราไม่เคยได้สัมผัสกับอะไรที่เป็นความสุข เบา เย็นสบายแบบนี้ เราก็จะไปยึดอยู่กับแต่ความร้อน ความหนักอึ้ง แล้วคิดไปเองว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีความสุข ความสำเร็จ ได้นู่นได้นี่ และนั่นแหละทำให้เราเป็นทุกข์ในชีวิตประจำวัน

     เมื่อก่อนเราเคยพยายามแกะความทุกข์ออกจากมือ แต่ทำไม่ได้สักที เพราะต่อให้พยายามแกะออกเท่าไร แต่ในใจก็ยังอยากดึงไว้ เพราะเราไม่เข้าถึงความหมายที่แท้จริงว่าที่ทุกข์คืออะไร แต่เมื่อเราค้นพบสิ่งนี้ด้วยตัวเอง มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตนั้นเรียบง่ายมากๆ ถ้าคนหนุ่มสาวได้ฝึกปฏิบัติมาบ้าง เราก็ปล่อยของที่ร้อนไปโดยธรรมชาติเลย ทำไมต้องไปจับอะไรที่มันนำความทุกข์มาให้เรา ในเมื่อเราค้นพบสิ่งที่มันเบาสบาย และเข้าถึงความสุขที่ลึกซึ้งแล้ว



ก่อนหน้านี้ ท่านเคยทำงานเป็นพยาบาลและอยู่ในองค์กรการกุศล ซึ่งน่าจะเป็นงานที่ให้ความสุขและได้ช่วยเหลือคนอยู่แล้ว อยากรู้ว่าความสุขในงานนั้น กับการบวชภิกษุณี ให้ความสุขที่แตกต่างกันอย่างไร

     ก่อนจะช่วยเหลือคนอื่น เราก็ควรจะช่วยเหลือตัวเองได้ด้วย เราอาจจะได้ทำงานช่วยเหลือคนจน ทำโครงการอะไรเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าไม่ระวัง เมื่อเราประสบความสำเร็จ ก็เกิดมีความหยิ่งทะนงตัว ภูมิใจในตัวเองมากจนเกินไป โดยเฉพาะประเทศเราที่มักจะชื่นชมคนแบบนี้อยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้อัตตาของเราสูง แต่พอกลับมาทบทวนดูก็จะเห็นว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด คือการเปลี่ยนแปลงที่จิตวิญญาณรากฐานของเราทุกคน ในฐานะที่เรากำลังช่วยคนมากมาย เราอาจจะกำลังเอาเปรียบพวกเขาโดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะฉะนั้น ต่อให้เราไปช่วยใคร แต่ถ้าไม่ได้แปรเปลี่ยนตัวเองที่รากฐานจิตวิญญาณจริงๆ มันก็ไม่ใช่การช่วยเหลืออย่างแท้จริง ในทางกลับกัน พอเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเริ่มเข้าใจโลก เข้าใจคนรอบข้าง และก็สามารถช่วยเขาได้อย่างสมบูรณ์

 

ในโลกที่หนุ่มสาวแสวงหาความสำเร็จ การอยู่กับตัวเองในปัจจุบันขณะ จะทำให้เราคิดวางแผน หรือตั้งเป้าหมายในการทำงานได้อย่างไร

     สิ่งสำคัญที่เราควรเข้าใจ คือเวลาที่เราฝึกสติและอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ได้หมายความเราวางแผนอนาคตไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องห้ามคิดทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งทำไม่ได้หรอก มันฝืนธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วไป เพียงแต่เมื่อเราคิด เราต้องรู้ตัวว่ากำลังคิดอยู่ หายใจเข้า… เรากำลังคิดเรื่องนี้อยู่… หายใจออก… เราคิดเรื่องนี้อยู่… รู้ว่าตัวเองอยู่กับขณะนี้เพื่อการทำงานและมีชีวิตอย่างดีที่สุด

     ยกตัวอย่างการทำงานของเรา ตอนที่วัดมีประชุมกันเรื่องแผนงานกิจกรรมในอนาคต เรามีแผนเยอะแยะมากมาย และเราก็ต้องอยู่กับปัจจุบันไปด้วย โดยในที่ประชุม เราจะมีนาฬิกาปลุกที่ดังทุกๆ 15 นาที เพื่อเตือนให้ทุกคนหยุดและทบทวนลมหายใจ เพราะบางทีเราประชุมกันแล้วคิดนู่นคิดนี่ คนนู้นจะเอาอย่างนั้น คนนี้จะเอาอย่างนี้ จนเราไม่ได้รับฟังกันอย่างเต็มร้อย พอมีนาฬิกาปลุกแล้วทุกคนก็กลับมาตามลมหายใจ กลับมาฟังกัน คิดทบทวน ดังนั้น เวลาประชุม เวลาทำงาน ก็คือการฝึกปฏิบัติเหมือนกัน เมื่อเรามีสติและสมาธิอยู่ตรงนั้นเต็มร้อย จะช่วยทำให้เกิดปัญญาและความเข้าใจ เมื่อนิ่งพอจะทำให้เราเห็นชัดว่า ในอดีตที่ผ่านมาเราทำแบบนี้ มีเหตุปัจจัยเหล่านี้ แล้วมันทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดี หรืออีกแง่คือถ้าทำอะไรไม่ดี สติจะช่วยทำให้ระลึกได้ว่าอย่าไปทำอีก

     สิ่งสำคัญอีกประการ ด้วยความที่เราอยู่กับปัจจุบันขณะ เราจะไม่วิตกกังวล ไม่เช่นนั้น ถ้าเราไปอยู่แต่ในอนาคตตลอดเวลา เราก็คิดว่า เราจะได้ผลกี่เปอร์เซ็นต์ ได้ผลตามที่คาดไหม เดี๋ยวเจ้านายจะว่าไหม คนจะไม่ชอบเราไหม นี่แหละคือภาวะที่เราหลุดเข้าไปในอนาคต อยู่ในความวิตกกังวล สงสัย ลังเล แล้วมันก็จะทำให้เราวางแผนได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในปัจจุบันขณะ ก็จะทำให้เราเห็นเหตุปัจจัยต่างๆ ของทั้งอดีตและอนาคตอย่างชัดเจน รวมทั้งมองว่าในปัจจุบันมันมีเงื่อนไขเหตุปัจจัยอะไรอีก ที่จะประกอบกันและทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้นดีที่สุด นี่คือการวางแผนอย่างมีสติ และจะส่งผลดีในอนาคต

     ปัญหาของคนเราตอนนี้คือ ส่วนใหญ่เวลาวางแผน เราไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่เรามุ่งไปอยู่ในอนาคตแล้ว มีแต่การคุยกันว่าอีก 5 ปีต้องได้แบบนี้ อีก 10 ปีต้องได้แบบนั้น แต่ทำอย่างไรให้ได้แบบนี้ล่ะ เรามุ่งไปอยู่แต่ตรงนั้น และไขว่คว้ามันอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็ไปไม่ถึง เพราะวิ่งตามอยู่ตลอดเวลา แล้วหลงเข้าไปในอนาคต โดยที่ไม่ได้วางแผนเพื่ออยู่กับความเป็นจริงในขณะนี้ เราจึงจำเป็นต้องมีสติ และมีความสามารถในการอยู่กับปัจจุบันขณะ เพื่อเกิดการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

แล้วมันจะผิดไหม ถ้าเรานึกถึงอดีตที่หอมหวานแล้วมีความสุข นึกอนาคตที่เต็มไปด้วยความหวังแล้วมีความสุข บางทีการนึกย้อนกลับหรือนึกไปไกลก็ทำให้เราเป็นสุข

     ถ้านึกถึงอย่างมีสติก็ไม่ผิดอะไร เพราะไม่ใช่ว่าห้ามคิด แต่ขอให้รู้ตัวว่ากำลังคิดอยู่ อย่างตอนที่หลวงพี่ไปอยู่ฝรั่งเศสใหม่ๆ หลวงพี่ก็คิดถึงเมืองไทยนะ พอเห็นต้นไม้ต้นนี้ก็คิดว่าเราเคยเห็นตอนอยู่ในวัดที่โคราช เห็นต้นนั้นก็คิดว่าเหมือนที่นั่นที่นี่ คนนี้เหมือนคนที่เราเคยเจอที่เมืองไทย ก็คิดถึงเมืองไทยขึ้นมา ซึ่งมันไม่ได้ทำให้หลวงพี่เป็นทุกข์ เพราะพอคิดแล้วก็หายใจเข้า ต้นไม้ต้นนี้เหมือนที่เมืองไทยเลย พอคิดแล้วหายใจออก เมืองไทยอยู่กับฉันตรงนี้แล้ว ดังนั้น ก็ไม่ต้องซื้อตั๋วบินกลับบ้าน บ้านอยู่ตรงนี้ คือถ้าเราคิดอย่างมีสติ ความงดงามเหล่านี้ก็ช่วยหล่อเลี้ยงปัจจุบันของเรา

     แต่ถ้าเราไม่มีสติ คิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยความยึดติด โอยๆ ฉันไม่มีสิ่งนั้นอีกแล้ว ฉันไม่ได้อยู่ในบรรยากาศนั้นอีกแล้ว เสียดายที่ตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้น นี่เป็นตัวอย่างของการคิดอย่างไม่มีสติ แต่ถ้าเรารู้ว่าทุกอย่างยังอยู่ในเราเสมอ เพียงแค่ตามลมหายใจและอยู่กับปัจจุบัน เราก็กลับไปเยี่ยมอดีตได้ โดยอยู่ในปัจจุบันนะ (เน้นเสียง) เหมือนเรือในมหาสมุทรที่มีสมอเรือหย่อนลงไป มันก็จะยึดเรือไว้ตรงนั้น ถ้ามีมรสุมก็อาจจะแค่โคลงเคลง แต่จะไม่ถูกพัดลอยไปกับมรสุม สติก็เช่นกัน เรื่องอนาคตก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีสติอยู่กับปัจจุบัน เราก็อาจจะคิดไปไกลๆ ด้วยความหวังแบบลมๆ แล้งๆ แต่ถ้าเรามองปัจจุบันอย่างมีสติ เราก็จะมองอนาคตอย่างสมเหตุสมผล อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง


.....มีต่อ
12  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / “แอตลาส” ไททัน จากเทพผู้แบกโลกา ...สู่ยักษาผู้แบกพระเจดีย์ เมื่อ: 17 ธันวาคม 2561 15:38:58




“แอตลาส” ไททัน จากเทพผู้แบกโลกา ...สู่ยักษาผู้แบกพระเจดีย์

         หลายท่านที่ชอบเป็นนักเดินทาง ท่องเที่ยวและถ่ายภาพไปตามวัดวาอาราม หรือโบราณศาสนสถาน หากเคยไปเที่ยวชม “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว” ในกรุงเทพ ฯ ท่านก็คงจะเคยพบเห็น และมักจะนิยม คลิก คลิก เพื่อ “ถ่ายภาพ” เหล่า “ยักษ์ – ยักษา” ตัวละครฝ่ายอธรรมในมหาวรรณกรรม “รามเกียรติ์” ที่ต่างกำลังทำท่าแยกกางขา ยกแขนขึ้นทำท่า “แบก” พระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองสีทองอร่ามตา ที่ตั้งเป็นคู่อยู่ด้านหน้า “ปราสาทพระเทพบิดร” ปราสาทผังจัตุรมุขทางทิศตะวันออก

มีอีก เพิ่มเติม http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai/2010/03/23/entry-1
13  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พุทธทาสภิกขุ กับ สหายมหายาน : ในความทรงจำของ ธีรทาส เมื่อ: 13 ธันวาคม 2561 18:24:28


<a href="https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw" target="_blank">https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw</a>

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน : ในความทรงจำของ ธีรทาส

โครงการจัดทำประวัติศาสตร์บอกเล่า กลุ่มงานจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
บทความโดย อัครวิทย์ ชูเกียรติศิริชัย ภาพโดย ณัฐชนน บางแค
สัมภาษณ์ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๑

หนึ่งอุบาสกจากสำนักเส้าหลินใต้ ต้องลี้ภัยทางการเมืองในยุคสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้มาพร้อมกับคัมภีร์พุทธศาสนานิกาย ฌาน หรือ เซ็น โดยใช้เวลาหลบซ่อนตัวอยู่หลายสิบปีด้วยอาชีพซินแส พะแมะหมอจีน รักษาโรคให้กับคนเจ็บป่วยบนผืนแผ่นดินสยาม ก่อนจะถ่ายทอดเนื้อหาในคัมภีร์นั้นให้แก่ทายาท ด้วยหวังว่าวันหนึ่ง เมื่อมีโอกาส พุทธธรรมแบบเซ็นจะได้รับการเผยแผ่ออกไปไม่ขาดตอน นี่มิใช่นวนิยายกำลังภายในที่แต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนาน หากแต่เป็นเรื่องราวของ ‘เล่ากิมเช็ง’ ผู้เป็นบิดาของ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ หรือเจ้าของนามปากกา ธีรทาส ผู้ตรวจสอบและจัดพิมพ์ หนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น และศิษย์เต๋า-เซียน-เซ็น ออกแจกจ่ายเป็นธรรมทานมาตั้งแต่อายุ ๓๔ ปี โดยอาศัยพื้นที่ของ พุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ทำงานร่วมกับ เสาวนีย์ ธโนฆาภรณ์

นอกจากเรื่องเล่าอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการเดินทางของศิษย์สำนักเส้าหลินใต้สู่ดินแดนสยาม เจ้าของนามปากกา ธีรทาส ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยสัมผัสและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ พุทธทาสภิกขุ ผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘นาคารชุนแห่งเถรวาท’ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ โครงการประวัติศาสตร์บอกเล่าบุคคลที่เคยสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จำต้องโคจรมาพบกับหนึ่งในสหายมหายานเพื่อบันทึกความทรงจำในวัย ๙๐ ปี

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

กำเนิดคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น
ธีระ วงศ์โพธิ์พระ บอกเล่าถึงความเป็นมาของ กิมเช็ง แซ่เล้า ผู้เป็นบิดาให้พอเข้าใจในความเป็นมาของตนเอง และความสำคัญของหนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ว่า “เตี่ยเก่งยาจีนพะแมะ สูตรวิชาเส้าหลิน อายุ ๑๕ ไปอยู่เส้าหลิน อายุ ๒๐ ก็เป็นครูดังแล้ว เป็นครูคนแรกเลย ใครจะเข้าที่นี่ (เส้าหลินใต้) ต้องผ่านแกก่อน ศิษย์โง่ (ไปเรียนเซ็น) แกเขียน เป็นวิธีเรียน วิธีพูด ต้องให้รู้ ๓ อย่างก่อน โลภะ โทสะ โมหะ สามอย่าง ต่อไปรู้ขันธ์ ๕ ห้าอย่าง ต่อไปถึงโพชฌงค์ ๗ ไม่งั้นจะสับสน ต้องให้รู้ให้แตก เหมือนกับเด็กเรียน ก.ไก่ เข้าเรียนใหม่ๆ ต้องรู้ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ก่อน บวกลบคูณหารอย่าเพิ่งพูด ต้องรู้อันนี้ต่อไปมันไม่สับสน”

ส่วนสาเหตุที่ซินแสเล่ากิมเช็ง ต้องหลบลี้หนีภัยจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยบนแผ่นดินสยาม สืบเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมืองในสมัยฮ่องเต้เฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิงหรือเช็ง “เขาจะปราบพวก หวงเช็งฮกหมิง (ต้านชิงกู้หมิง) เกี่ยวกับการเมืองเมืองจีน เส้าหลินแม้จะเป็นกลางทางศาสนา แต่เขาอิงไปทางเก่า จึงเกิดการปราบ แผนทางนู้น (สำนักเส้าหลินใต้) มองการณ์ไกล คัดครูสำคัญส่งไม่ให้สูญพันธุ์ให้ออกโพ้นทะเลไป พม่า เวียดนาม ไทย ปลอดภัย เตี่ยฉันมาชุดนั้น อยู่เมืองจีนแกได้รับรายงานภาคเอเชีย เมืองไทยหมด ใครอยู่ที่ไหนยังไง แกเป็นคนอ่านรายงาน ก็รู้เรื่องนี้ดี มาปุ๊บรู้เลย มึงอยู่จังหวัดไหน ยังไง” ซึ่งหนึ่งในรายชื่อของศิษย์รุ่นพี่คนสำคัญที่อพยพเข้ามายังแผ่นดินสยามก่อนหน้า ก็คือ ‘เซียนแปะโค้ว’ แห่งหัวตะเข้ ที่ดับสังขารไปในอิริยาบถนั่งสมาธิ จนเป็นที่โจษจันกันทั่วไปในฐานะหนึ่งในตำนานผู้วิเศษ

“สำหรับฉัน แกให้ถ่ายทอดอธิบายสรุป แล้วก็แปล มีคนช่วยหลายคน อย่างพระมหาเอี่ยมมหารุ่นเก่า ความรู้ดีคนท่าม่วง (จังหวัดกาญจนบุรี) รู้จักพวกนั่งไม่เน่าเยอะเชียว” ธีรทาส เล่าถึงความรับผิดชอบต่อคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น

ลูกศิษย์ของหมอตันม่อเซี้ยง
สำหรับผู้ที่สนใจในผลงานแปลของท่านพุทธทาสอย่าง ‘คำสอนของฮวงโป’ คงจะพอทราบว่า ท่านพุทธทาสจำต้องอาศัยความร่วมมือในการตรวจสอบเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาจีนเพื่อรักษาความถูกต้องของเนื้อหา โดยหนึ่งในบุคคลที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการเทียบเคียงระหว่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สู่คำแปลในภาษาไทยได้แก่ ‘หมอตันม่อเซี้ยง’ ซึ่งถือเป็นปราชญ์สายมหายานคนสำคัญในยุคนั้น และเป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในพระสูตรมหายาน คัมภีร์นิกายเซ็น ให้แก่ เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ชักนำให้ทั้งสองท่านมีโอกาสพบ พุทธทาสภิกขุ เป็นครั้งแรก โดยธีรทาส ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของ หมอตันม่อเซี้ยง ว่า

“มีอาชีพพะแมะหมอจีน เมื่อก่อนทำงานโรงพยาบาลเทียนฟ้า เป็นหมอรักษาโรค...เป็นอาจารย์ฝ่ายมหายานออกเสียงตามสายเรื่องทั่วไป แต่มาบรรยายสูตรเว่ยหล่างที่นี่ เป้าเก็งเต๊ง บรรยายสูตรเว่ยหล่างเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แล้วเขาก็เอาไปออกเสียงตามสาย แล้วบรรยายวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร หรือกิมกังเกง ที่นี่ เจ้าคุณพุทธทาสเคยมาสองครั้ง ท่านพักวัดปทุมคงคา หมอตันม่อเซี้ยง พาฉันกับ เสถียร (โพธินันทะ) ไปรู้จักท่านครั้งแรก ฉันอายุเข้าใจว่า ๑๙ หรือ ๒๐ แถวเนี่ย หมอตันม่อเซี้ยงพาไป พอเอ่ยชื่อฉันบอกลูกซินแสกิมเช็ง เจ้าคุณรู้จัก เจ้าคุณบอกดีแล้วฉันคอยมานานแล้ว ดีแล้วเสถียร โพธินันทะ มา ดี ทั้งคู่ฉันคอยมานานแล้ว” ธีรทาส ย้อนความทรงจำเมื่อแรกพบพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเขาเรียกขานว่า เจ้าคุณ

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน
ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพบกันระหว่าง พุทธทาสภิกขุ กับหมอตันม่อเซี้ยง, เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ อยู่ที่พุทธทาสภิกขุรับรู้ว่าผู้ที่กำลังจะมาพบและสนทนากับท่านนั้นเป็นใคร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเปิดกว้างในการแสวงหาสหายทางปัญญาที่จะมาช่วยเหลืองานต่างๆ ให้สมบูรณ์ เช่น ในกรณีที่พุทธทาสภิกขุรู้จักซินแสเล่ากิมเช็ง บิดาของธีรทาสเป็นอย่างดี “รู้จากคนจีนรุ่นก่อนๆ รุ่นมีความรู้ดีๆ ไปคุยกับท่านมาก ท่านก็ถาม คนที่มาอยู่เมืองไทยที่เก่งๆ มีกี่คน รู้หมด รู้ก่อนรู้จักลูกอีก” ธีระ ให้ข้อมูลเคล้าเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ขณะที่ความสนใจในปรัชญาและพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะนิกายเซ็น ธีรทาส ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะพุทธทาสภิกขุได้อ่านหนังสือเหล่านี้มามาก “อาจารย์กรุณา กุศลาสัย เป็นคนส่งคัมภีร์เซ็นเก่าๆ ขงจื๊อ เหล่าจื๊อ มาให้อ่านเป็นพื้น แล้วคนนู้นพูด คนนี้พูด รุ่นเก่า แกก็ถาม รู้จักภูมิปัญญาเตี่ยฉันดีกว่าลูกชายรู้จักอีก”

ในเรื่องของความคิดเห็นระหว่างพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นภิกษุในพุทธศาสนาเถรวาท กับอีกสามอุบาสกมหายาน ธีรทาส มีความเห็นว่า “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน สนับสนุนโพธิสัตวธรรม เพราะว่ามันกว้าง โพธิสัตว์ไปจนจบเกมเป็นพระพุทธเจ้า เขาสอนแบบนี้ เธอมุ่งพุทธภูมิเธอก็ต้องจบอยู่ดีวันหนึ่ง เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน มีแต่กำไร อันนี้เจ้าคุณพอใจที่ฉันพูด เตี่ยฉันสอน ตันม่อเซี้ยงก็สอน เสถียร (โพธินันทะ) ก็สอน เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ อรหัตตภูมิมีจริง แล้วคุณได้หรือยัง มุ่งไว้ก่อน วันหนึ่งข้างหน้าจบของมันเอง ไม่ต้องไปคิดว่ากี่ชาติ เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน”

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

แม้จะมีความแตกต่างในการดำเนินชีวิตและรายละเอียดในความเชื่อ แต่ท้ายที่สุดกว่า ๕๐ ปี กับปริมาณหนังสือที่มีน้ำหนักรวมกว่า ๗๐ ตัน ที่จัดพิมพ์และแจกจ่ายเป็นธรรมทาน ภายใต้ร่มเงาของพุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแนบสนิทของศรัทธาระหว่างภิกษุเถรวาท และอุบาสกมหายานที่ “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน”

จาก คลิป บทสัมภาษณ์ที่ https://youtu.be/btipzJa1Hrw

เพิ่มเติม จักรวาล ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค ต่าง ๆ


ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาคแรก เซียนท้ออายุยืน

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12334.0.html

http://www.sookjai.com/index.php?topic=181206.0

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค เต๋า-เซียน-เซ็น (อ.ธีระ วงศ์โพธิ์พระ)

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12852.0.html

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค อริยโพธิสัตว์ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ 100 ปี เมืองสยาม

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14932.0.html

พระคัมภีร์ (ปริศนาธรรม) 18 พระอรหันต์ และ ตัวตาย ชื่อไม่ตาย

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14931.0.html
14  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค อริยโพธิสัตว์ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ 100 ปี เมืองสยาม เมื่อ: 09 ธันวาคม 2561 19:46:09







หนังสือเสียงนี้ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ - ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปในกรุงสยาม (ไทย) ต่างๆ และมีอริยครูบา หรืออริยโพธิสัตว์ สาธุคุณท่าน ได้ธุดงค์แอบมาแบ่งปันวิชาการสูตรศาสตร์ที่ลึกลับให้เข้าถึงธรรมชาติบางอย่าง และจาริกไปสอนชี้แนะบอกทางให้แก่ผู้เริ่มฝึกหัดเจริญสมาธิจิต จนเจริญรูปฌาน 4. ตามแบบสายตรงนิกายเซ็น (ฌาน) ที่ต้นตออินเดียเก็บผลงานนี้ไว้ แล้วพระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ได้นำเข้ามาเมืองจีน พ.ศ. 1067 สมัยแผ่นดิน พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจอายุ 100 ปีเมืองไทย อริยโพธิสัตว์

<a href="https://www.youtube.com/v/H6RxDHABFvs" target="_blank">https://www.youtube.com/v/H6RxDHABFvs</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/c1UpGlVx9zk" target="_blank">https://www.youtube.com/v/c1UpGlVx9zk</a>

ดูแบบ ลิ้ง
ตอนแรก https://youtu.be/H6RxDHABFvs
ตอนจบ https://youtu.be/c1UpGlVx9zk

เพิ่มเติม http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2011/09/D11129344/D11129344.html

ภาพ ท่าน ธีรทาส ผู้เรียบเรียง



15  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พระคัมภีร์ (ปริศนาธรรม) 18 พระอรหันต์ และ ตัวตาย ชื่อไม่ตาย เมื่อ: 09 ธันวาคม 2561 17:51:14


ภาพพระอรหันต์ 18 องค์ แสดงปริศนาธรรมในพุทธวิหาร-โรงเจ เป้าเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กทม. (ความเห็นของหลวงจีนชื่อดังนักปราชญ์ต่าง ๆ ที่มรณภาพไปแล้ว)

ความเห็นของ 3 นักปราชญ์. อาจารย์ตันม่อเซี้ยง. อาจารย์เสถียร โพธินันทะ. พระหลวงจีนคณาณัติ เย็นบุญภิกขุ.

ประวัติพิธีกรรมกงเต๊ก-เมืองจีนและไทย สมัยต่างๆ -- บ่อเกิดโรงเจ-เป้าเก็งเต๊ง เขาช้าง. และบ่อนไก่. กทม.

พิธีกรรมกงเต๊ก-นำวิญญาณข้ามสะพานดอกบัวเทวดา. 7 ตอน (ไน่ฮวยเซียงเกี้ย-ฉิกจิว) ความลับที่ปกปิดมานานปี

<a href="https://www.youtube.com/v/SskB5f5K59s" target="_blank">https://www.youtube.com/v/SskB5f5K59s</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/kXr8Ca2ltJ4" target="_blank">https://www.youtube.com/v/kXr8Ca2ltJ4</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/gXJli8IPD3A" target="_blank">https://www.youtube.com/v/gXJli8IPD3A</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/DSRwid3BY2o" target="_blank">https://www.youtube.com/v/DSRwid3BY2o</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/PWM1eK4q7GM" target="_blank">https://www.youtube.com/v/PWM1eK4q7GM</a>

ดูแบบ ลิ้ง

ตอน 1) https://youtu.be/SskB5f5K59s
ตอน 2) https://youtu.be/kXr8Ca2ltJ4
ตอน 3) https://youtu.be/gXJli8IPD3A
ตอน 4) https://youtu.be/DSRwid3BY2o
ตอน 5) https://youtu.be/PWM1eK4q7GM

16  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / ศิลปะในการดำเนินชีวิต Art of Life ( by ท่านวิปัสสนาจารย์ โคเอนก้า) เมื่อ: 01 ตุลาคม 2561 20:27:19
ศิลปะในการดำเนินชีวิต Art of Life ( by ท่านวิปัสสนาจารย์ โคเอนก้า)







<a href="https://www.youtube.com/v/_ddtKIYFds4" target="_blank">https://www.youtube.com/v/_ddtKIYFds4</a>

มีหลายบท ตามลิ้งไป https://m.youtube.com/playlist?list=PLFBNldJMwmxm9z9wSHLqtzrr6ZkrGDAM-
17  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / “เซน” (禅) ชีวประวัติของพระฌานาจารย์โดเก็น (ภาพยนตร์ปี ๒๕๕๒) เมื่อ: 01 ตุลาคม 2561 19:58:10
<a href="https://www.youtube.com/v/5JCQoctWVRo" target="_blank">https://www.youtube.com/v/5JCQoctWVRo</a>

“เซน” (禅) ชีวประวัติของพระฌานาจารย์โดเก็น (ภาพยนตร์ปี ๒๕๕๒) กำกับโดย ทะคะฮะชิ บันเม (Banmei Takahashi) เป็นภาพยนตร์บอกเล่าชีวประวัติของพระฌานาจารย์โดเก็น (Dōgen Zenji; 道元禅師) พระเถราจารย์สายวิปัสสนาแห่งนิกายเซน ผู้ก่อตั้งนิกายเซนสำนักโซโต (Sōtō school of Zen) ขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยหลังจากที่ท่านโดเก็นได้เดินทางจาริกไปยังประเทศจีนสมัยราชวงศ์ซ่ง ท่านได้นำเอาหลักธรรมคำสอนของนิกายฉาน (เซน) สำนักเฉาต้ง (โซโต) กลับมาเผยแพร่ในประเทศบ้านเกิด สำนักโซโตเน้นคำสอนเรื่องการนั่งฌานภาวนา (Zazen) เป็นหลักเพื่อให้เกิดความเข้าใจและค้นพบพุทธะที่อยู่ภายในปัจเจกบุคคลอยู่แล้วมาตั้งแต่ต้น เพื่อเข้าใจสาเหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์ได้ เพื่อการเกื้อกูลตนเองและผู้อื่นต่อไป

ซับไทยกรุณากดปุ่ม cc

[ผู้ทำซับทำเพื่อเป็นธรรมวิทยาทาน ไม่มีเป้าหมายในการแสวงหากำไร]
18  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / จิตใหม่ หัวใจเซน โดย ซุนริว ซูซูกิ เมื่อ: 01 ตุลาคม 2561 19:11:02






<a href="https://www.youtube.com/v/7Vgl92bK60s" target="_blank">https://www.youtube.com/v/7Vgl92bK60s</a>

มีอีกสามภาค https://www.youtube.com/playlist?list=PL3hoCGQYGARCABM4snpR06cSdIng9p_7c
19  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ทลายกำแพงพบพุทธะ ( ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วง) เมื่อ: 31 สิงหาคม 2561 22:33:43


ทลายกำแพงพบพุทธะ

พระมัญชุศรีทูลถามพระพุทธองค์ว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ก็ไม่เห็นธรรมธาตุมุ่งสู่อบายภูมิ จึงไม่เห็นการมุ่งสู่มนุษยภูมิ เทวภูมิ
ทั้งไม่ได้มุ่งสู่นิพพาน

พุทธองค์จึงดำรัสกับพระมัญชุศรีอีกว่า
หากมีผู้ถามเธอว่าเหตุไฉนปัจจุบันยังมีภูมิทั้งหก
เมื่อถามเธออย่างนี้เธอจะตอบอย่างไร

พระมัญชุศรีทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเมื่อมีผู้ถามอย่างนี้
ข้าพระองค์จะอธิบายว่า อุปมามีบุคคลที่หลับแล้วฝันไป บางได้ฝันเห็นนรกก็ภูมิ บ้างฝันเห็นเดรัจฉานภูมิ
บ้างฝันเห็นยมโลก บ้างฝันเห็นอสุรกาย
บ้างฝันเห็นสวรรค์ บ้างฝันเห็นมนุษย์
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ความฝันที่ผู้นั้น
ได้ฝันเห็นมีภพภูมิต่างๆก็ล้วนแต่ไม่เหมือนกัน

อีกผู้ถามนั้นได้กล่าวตามใจ
ซึ่งที่แท้ก็ปราศจากสรรพสัตว์เหล่านั้นเป็นอย่างนี้
พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์แม้จะกล่าวว่าภพภูมิทั้งหลายล้วนมีความต่าง แต่ทว่าธรรมธาตุนั้นไม่มีความต่าง

พระผู้มีพระภาคตามที่ผู้นั้นถามข้าพระองค์จะอธิบายแก่เขาด้วยความจริงอย่างนี้ว่าเหตุเพราะไร้ซึ่งความเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้

พระผู้มีพระภาคหากผู้ประพฤติจริยาในสาวกยาน
ยึดถือในพระนิพพาน ก็ไม่อาจกล่าวสารัตถะที่เป็นสัตย์แก่เขาได้

พระผู้มีพระภาค เพราะในปัจจุบันเขาเหล่านั้น ก็ยังไม่อาจจำแนกสิ่งนั้นได้( คือนิพพาน) มีเพียงกล่าวแต่นามอักษร เหตุไฉนลั่นลือ ก็เพราะได้ยึดถือเอาขอบเขตที่สิ้นสุดแห่งธรรมธาตุ

พระผู้มีพระภาค อุปมามหาสมุทรที่มีสัปตรัตนะ หากมีโมราสีขาว หยก ปะการัง ทอง เงิน เกิดสีสันต่างๆ
ก็อาจแยกจากกันได้ ก็อันรัตนะเหล่านั้นในธรรมชาติไม่อาจรู้ถึงลักษณะที่ต่างกันนั้นได้ เหตุไฉนนั้นลือ

พระผู้มีพระภาคธรรมธาตุไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ดับไป ธรรมธาตุนั้นไม่สกปรก ไม่บริสุทธิ์ธรรมธาตุนั้นไม่แปดเปื้อน ไม่แปรปรวน ในธรรมชาตินั้นไม่มีผู้ใดดับได้จึงไม่มีผู้ใดเกิด

คัดจาก  ธรฺมธาตุปรกฺฤตยอวตารสูตฺร
พระชญานคุปตะ แปลสันกฤตสู่จีน
พระวิศวภัทร      แปลจากภาษาจีนสู่ไทย

#แต่เดิมธรรมชาติปัญญาไร้การแบ่งแยก
#แต่เดิมธรรมชาติปัญญาไร้การกักขัง
#กำแพงที่กั้นการคืนสู่ธรรมธาตุคือปัญญาของผู้บำเพ็ญเองนั่นแหละกักขังตัวเอง
#เมื่อใดทลายกำแพงปัญญาที่สร้างขึ้นได้พุทธะก็ปรากฏ
#ธรรมชาติแห่งปัญญาจึงไร้ขอบเขตไม่มีประมาณ

จาก https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1785575458185252&id=136473909762090
20  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / เสร็จงานกลับบ้านได้ ( ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วง) เมื่อ: 31 สิงหาคม 2561 22:20:23


เสร็จงานก็กลับบ้านได้

สมัยราชวงศ์หมิง มีบุตรสาวคหบดีผู้หนึ่งนามว่า
หลันอี้ บุตรสาวคหบดีผู้นี้ เมื่อแรกตอนมารดาของนางตั้งครรภ์ได้มีฝูงวิหก บินมาทักษิณาวัตรรอบบ้านเป็นประจำ เป็นที่สังเกตุของบุคคลในครอบครัวทุกคนต่างคิดว่าน่าจะเป็นบุตรที่มีบุญวาสนามาเกิดเป็นแน่

เมื่อหลันอี้เกิดและได้เติบโตขึ้น เธอเป็นผู้มีความสามารถในทางบทกวี วรรณกรรม และการสังคีตเป็นอย่างมาก หลันอี้เป็นผู้ที่ชอบเล่นผีผาเป็นอย่างมาก นางสามารถนำบทวรรณกรรมมาดัดแปลงเป็นบทร้อง จนแม้กระทั่งพระสูตรในพุทธศาสนานางก็นำมาขับเป็นลำนำร้องสรรเสริญพระรัตนตรัยเป็นกิจวัตร
วันหนึ่งนางจึงได้สมรสกับบุตรของขุนนางใหญ่ อยู่กินกับสามีมาปีเศษ ก็ยังใช้ผีผาบรรเลงขับลำนำสรรเสริญพระรัตนตรัยอยู่

ในวันนั้นนางได้ขับบทแห่งอานิสงส์ของการออกบวชเป็นภิกษุณี ระหว่างขับก็พิจารณาธรรมไปด้วย จนทำให้คิดว่าครอบครัวนี้น่าเบื่อ คู่ครองก็เป็นคู่ทุกข์มากกว่าสุข นางจึงตัดสินใจหย่ากับสามีแล้วออกแสวงหาธรรม ได้ไปปรึกษากับพระเถระในหัวเมืองเรื่องการออกบวช พระเถระท่านก็เตือนหลันอี้ว่า การออกบวชเป็นภิกษุณีสามารถกระทำได้ แต่การศึกลาสิกขาบทนั้นไม่มี ศีลก็ต้องรักษามากกว่าพระภิกษุ นางจะสามารถทำได้หรือ ?

หลันอี้จึงตัดสินใจออกบวช แล้วบำเพ็ญอยู่อย่างสงบ เธอพร่ำภาวนาถึงพระอมิตาพุทธเจ้าเป็นประจำ แต่ด้วยความที่เธอมีความสามารถมากจึงค่อยๆสร้างวัดภิกษุณีขึ้น เพื่อสอนธรรมและบอกการปฏิบัติภาวนา ทำให้ผู้หญิงหันมาบวชเพื่อศึกษาธรรม ชี้แนะแนวทางการหลุดพ้นให้หมู่สตรี

ในบั้นปลายชีวิตคืนหนึ่ง ฝ่าเจิ้งฝ่าซือ หรือหลันอี้ในอดีต
ได้เข้าสมาธิ เธอเกิดภาพนิมิตถึงพระอมิตาพุทธเจ้า
 ในนิมิตพระอมิตาพุทธเจ้า ตรัสกับเธอว่า

"นกยูงแห่งธรรม บัดนี้เธอได้เสร็จสิ้นกิจแล้ว"
" อีกห้าราตรี เธอจะคืนสู่สุขาวดี "
"เราและคณะจะมารับเธอกลับบ้าน" 

ฝ่าเจิ้งธรรมจารย์ตื่นขึ้นจากนิมิต ด้วยความปิติยินดี

จากนั้นท่านได้เรียกประชุมเหล่าศิษย์ มาร่วมสลับสับเปลี่ยนกันสวดมนต์ถวายพุทธบูชา จนราตรีสุดท้ายที่ห้า

ระหว่างสวดมนต์ในยามสามของราตรีนั้น ปรากฏฝูงนกบินมาในยามราตรี บินรอบอารามภิกษุณี ฝ่าเจิ้งภิกษุณีเฒ่า นั่งสมาธิในแท่นธรรม  พนมมือขึ้นแล้วกล่าวว่า

 บัดนี้พระพุทธองค์และคณะโพธิสัตว์ ได้เสด็จมาถึงแล้ว
เมื่อพูดขึ้นดังนั้น มือก็ลดลงเข้าสมาธิ ทั่วบริเวณอาราม
ปรากฏมีกลิ่นหอมที่ไม่มีในโลกเรา กระจายไปทั่วอารามภิกษุณี

 มีแสงสีรุ้งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
ในขณะยามสามแห่งราตรีนั้น
ภิกษุณีฝ่าเจิ้งก็ละสังขารในท่าสมาธิกลับสู่บ้านสุขาวดี

#ใช้ประโยชน์ของตนยังประโยชน์ของผู้อื่นไม่ใช่ผู้อวดรู้
#ใช้ประโยชน์ของตนยังประโยชน์ของผู้อื่นคือผู้รับใช้สรรพสัตว์
#โพธิสัตว์ไม่เหมือนผู้รู้ต่างกันที่ม่านแห่งอัตตา
#ผู้รู้ก่อกิจด้วยอัตตาแต่โพธิสัตว์คือคนใช้ของสรรพสัตว์ถึงจะคล้ายกันแต่ก็ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง

จาก https://www.facebook.com/purplebamboo48/
หน้า:  [1] 2 3 ... 214
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.908 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 15 นาทีที่แล้ว