[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
19 กันยายน 2562 03:44:52 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  1 2 [3] 4 5 ... 232
41  นั่งเล่นหลังสวน / หนังกลางแปลง (ดูหนัง รีวิวหนัง) / Star Wars: The Last Jedi สนุกสัสๆ สนุกจนอยากลุกขึ้นยืนปรบมือ กราบบบบงามๆ เมื่อ: 14 ธันวาคม 2560 22:07:55


Star Wars: The Last Jedi สนุกสัสๆ สนุกจนอยากลุกขึ้นยืนปรบมือ กราบบบบงามๆเลย 9.5/10
ไม่มีสปอยล์เลย มั่นใจมาก!!
.
ดูจบนี่คือขนลุก หนังสนุกมากกกกกกกกก สนุกเชี่ยๆ สนุกจนมีความรู้สึกว่าปรบมือให้ไม่พอ ต้องลุกขึ้นแสตนดิ้งแล้วปรบมือดังๆแรงๆเอาให้มือมันชาไปเลย นี่คือสุดขีดความบันเทิงของปีนี้แล้ว เป็น Star Wars ที่สนุกที่สุดเท่าที่เคยดูมาจริงๆ แม้หนังจะเดินเรื่องต่อมาจากภาคก่อนๆ แบบคนดูอาจจะต้องมีพื้นตัวละครมาบ้าง แต่ก็มั่นใจว่าต่อให้ไม่เคยดูอะไรมาก่อน ก็ปะติดปะต่อเรื่องและสามารถเกาะติดไปกับหนังได้อย่างมีความสุข เพราะโครงสร้างบทของ The Last Jrdi มันจะไม่ซับซ้อนมาก มันดูแบบง่ายๆเลย ตัวหนังยาวมากถึง 2 ชั่วโมง32นาที กลับไม่มีช่วงน่าเบื่อเลยแม้แต่ช่วงเดียว หนังสาดระเบิด สาดฉากแอ๊คชั่นเข้ามาตั้งแต่ต้นเรื่อง หนังมีความเท่แบบเคารพความเป็นตัวต้นฉบับของ Ep3-4-5 และในเวลาเดียวกันก็ใส่ความทันสมัยลงไปพร้อมกับมุขตลกที่มาถูกที่ถูกเวล คนดูก็ขำเพราะมีความสุข
.
โครงเรื่องของ Star Wars: The Last Jedi นั้นเป็นน่าจะเรียกว่าเป็นโครงเรื่องที่เอาใจคนดูที่ตามไม่ค่อยทันเนื้อหา Star Wars  เท่าไหร่ ด้วยการผูกเรื่องง่ายๆ เป็นเรื่องราวของการตามไล่ล่าฝ่ายปฐมภาคีที่นำโดยสโตค โดยทีไคโลเรน และนายพลฮัค ตามไล่ล่ากับฝ่ายกบฏต่อต้านของเจ้าหญิงเลอา และพวก ฟิน กับ เรย์ โดยมีตัวละครหน้าจีนเพิ่มขึ้นมาอีกตัวคือโรส และถ้าใครได้ดูภาคที่แล้วก็จำง่ายๆว่า เรย์เดินทางมาเจอกับ ลุค สกายวอล์คเกอร์ ที่เกาะเพื่อให้ลุคสอนวิชาเจไดให้ โรงสร้างหนังจะเน้นไปที่การไล่ล่า และการฝึกของเรย์ เอาเท่านี้ละกัน และในหนังมันก็จะขยายต่อไปเรื่อยๆ โดยมีฉากแอ๊คชั่นเป็นแกนหลักและเดินเรื่องแบบจัดหนัก
.
หนังสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงแบบ 100% เปิดเรื่องมาทั้งคอนเซปอาร์ท และมูฟเม้นของยานก็เล่นเอาแฟนเดนตายของ Star Wars  ครางกันหงิงๆทั้งโรงแล้ว ไม่ถึง 30 วิ หนังก็พาเราไปพบกับฉากไล่ล่า ฉากระเบิดยานกันแบบยิงยาว และเราแทบไม่ต้องหายใจหายคอ อีกแป๊บๆก็ระดมแอ๊คชั่นสาดกระสุนมาแบบตู้มต้าม ต้องชมตัวผู้กำกับ  Rian Johnson ( Looper  2012) ว่าฝีมือถึงมากกก ทำ Star Wars ออกมาได้ถึงใจถึงอารมณ์จริงๆ ต้นเรื่องว่าปังแล้ว ฉากแอ๊คชั่นไล่ล่าท้ายเรื่องไม่ต้องพูดถึงคูณไปอีกสิบอีกร้อยเลย หนังมันส์มากกกก มันส์แบบว่านั่งไปติดเบาะ หลายฉากอยากลุกขึ้นยืนปรบมือก็เกรงใจกลัวคนคิดว่าบ้า แต่การันตีว่าโคตรสนุก โคตรปัง
.
ซิกเนเจอร์ของความเป็นสตาร์วอร์สมาครบแบบจัดเต็ม และแน่นอนว่า การปรากฏของดาบไลท์เซเบอร์ ในเรื่องก็ทำอาติ่งหนังกรี๊ดกันแทบกระทืบโรงพัง เพราะมันเท่มากกก แบบว่าเท่จริงๆ กราบคนแคสติ้งที่เลือก Adam Driver มาเป็นไคโลเรน เพราะนี่ก็นึกไม่ออกว่าถ้าเป็นคนอื่นมันจะออกมาเป็นยังไง เค้าเป็นไคโลเรน ที่เข้าสู่ด้่นมืดได้อย่างงดงาม และทรงพลังที่สุด แต่ที่ไม่อวยไม่ได้เลยคือ เรย์ ที่รับบทโดย Daisy Ridley นางครบจริง สวย และแกร่ง หน้าตากบฏรั้นๆ นางมาว่ะ
.
แต่สิ่งที่ดีงามที่สุดน่าจะเป็นการปรากฏตัวของ Mark Hamill ที่เค้ายังเป็น ลุ๊ค สกายวอล์คเกอร์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แก่ขึ้น เก๋าขึ้น สงบขึ้น และที่สำคัญ หนังนำเสนอวิชาเจไดออกมาได้ลึกและเข้าถึงปรัชญาในแบบพุทธศาสนาได้อย่างนิ่งงันและทรงพลังที่สุด คนดูเชื่อว่า สุดท้ายลุ๊คนี่แหละ...
.
Carrie Fisher ผู้ที่เพิ่งล่วงลับกับบทเจ้าหญิงเลอา ขอบอกเลยว่าเธอสง่างามเหลือเกิน หนังเหมือนจะคารวะเธอเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการใส่บทให้เลอาเยอะมาก และออกมาทุกซีนคือออร่าพลังแผ่ซ่านไปทั้งจอ งามสง่ามาก นี่คือรุ่นใหญ่จริงๆสินะ ไม่น่าเลย เธอน่าจะเล่นหนังอีกหลายๆเรื่อง
.
หนังเลือกเอา ฟิน และ โรส เป็นดาราผิวสีและดาราเอเชียมาแสดง รมไปถึงการที่หนังเอาดาราหญิงขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมกบฏ นี่ก็น่าจะบอกอะไรหลายๆอย่างถึงการพยาบามฉีกขนบแบบเดิมๆของหนังฮอลลีวู้ด ที่แมัมันจะไม่ใหม่ แต่การตีความในแง่ของหนังสตาร์วอร์สที่มีความเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของยุค 70 ก็ต้องนับว่าล้าที่จะฉีกพอสมควรเลยล่ะ
.
ตัวละครสมทบพวกสัตว์ พวกหุ่นยนต์ นี่คงไม่ต้องบรรยายกันล่ะ เห็นจากตัวอย่างก็คันอยากจะไปเจอพวกมันแล้ว ทั้งหุ่นยนต์ ทั้งนกทั้งหมาป่าผลึกคริสตัล ดูแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ หมาคริสตัลนั่นทำร่วมปี ออกมากระจึ๋งเดียว แต่สวยมากกกกกกกกก
.
ฉากแอ๊คชั่นออกมาสนุกมากกกก สนุกและลุ้นทุกซีน เป็นอะไรที่ขอบอกว่า บันเทิงฉิบหาย
.
สุดท้ายเราพูดได้เต็มปากว่า  The Last Jedi เป็นสตาร์วอร์ส ที่สนุกโคตรๆ ไม่มีตอนน่าเบื่อเลยสักนิด เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจในการดูหนัง หนังค่อนข้างสมบูรณ์แบบทั้งการเล่าเรื่อง การแสดง เทคนิคพิเศษ ตลอดจนอารมณ์ขัน และที่สำคัญคือความสนุก ซึ่งมันจัดเต็มสำหรับเราจริงๆให้  ดูจบ ถามว่าเสียดายตังค์ไหมพูดเลยอยากเดินออกมาแล้วเอา ตังให้โรงไปอีก 500 ในฐานะที่ว่าทำหนังสนุกมากอยากจ่ายตังค์เพิ่ม เอาไป 9.5/10 นะครับ บอกกับตัวเองว่าต้องจัดอีกรอบแน่ๆ

จาก https://www.facebook.com/overhyp/



<a href="https://www.youtube.com/v/zpccAg8Wf7A" target="_blank">https://www.youtube.com/v/zpccAg8Wf7A</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/zW2uHTf-F_s" target="_blank">https://www.youtube.com/v/zW2uHTf-F_s</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/nsenjyhEbP8" target="_blank">https://www.youtube.com/v/nsenjyhEbP8</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/qrk3YPWep7E" target="_blank">https://www.youtube.com/v/qrk3YPWep7E</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/YbW2R6jxTOA" target="_blank">https://www.youtube.com/v/YbW2R6jxTOA</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/UpyfDgHIiiM" target="_blank">https://www.youtube.com/v/UpyfDgHIiiM</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/K_K1y1LEnF0" target="_blank">https://www.youtube.com/v/K_K1y1LEnF0</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/-tTPIihPhjg" target="_blank">https://www.youtube.com/v/-tTPIihPhjg</a>



42  นั่งเล่นหลังสวน / หนังกลางแปลง (ดูหนัง รีวิวหนัง) / เพชฌฆาตไซบอร์ก Alita: Battle Angel อำนวยการสร้างโดยเจมส์ คาเมรอน เมื่อ: 14 ธันวาคม 2560 21:22:04











จากหนังสือการ์ตูนดังที่มีเนื้อเรื่องเข้มข้น มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ของเจมส์ คาเมรอน และการกำกับของโรเบิร์ต รอดริเกซ Alita: Battle Angel ดูน่าสนใจมากๆ และชวนให้เราอยากดูหนังตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างแรกออกมาเลย

การสร้างไซบอร์กสาวให้ดูมีความกึ่งมนุษย์กึ่งหุ่นยนต์ในแบบที่นอกจากชวนให้นึกถึงภาพจากหนังสือการ์ตูนแล้ว ยังดูสดใหม่สำหรับหนังยุคนี้ด้วย ทีมนักแสดงก็น่าประทับใจครับ หวังว่านี่จะเป็นงานดัดแปลงจากงานของญี่ปุ่นที่ทำออกมาได้ดีจริงๆ ซะที

หนังดัดแปลงจากมังงะของยุกิโตะ คิชิโระ มีชื่อฉบับแปลเป็นไทยว่า “เพชฌฆาตไซบอร์ก” มีฉากหลังเป็นศตวรรษที่ 26 ที่โลกกลายเป็นดินแดนรกร้าง บอกเล่าเรื่องราวของด็อกเตอร์นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง (คริสตอฟต์ วอลท์ซ) ได้นำร่างไซบอร์กเก่าตัวหนึ่งมาซ่อมและประกอบขึ้นใหม่ ตั้งชื่อให้เธอว่าอลิตะ (โรซา ซาลาซาร์ จาก The Maze Runner: The Scorch Trails) เธอจำอะไรไม่ได้นอกจากทักษะการเป็นนักฆ่าที่ถูกฝึกมาและแฝงอยู่ในตัว จึงตั้งตนเป็นนักล่าหัวเงินรางวัล ออกจับและปราบปรามอาชญากรรม




นักแสดงสมทบของหนังยังได้แก่เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี, แจ็คกี้ เอิร์ล ฮาร์ลี่, เอ็ด สครีน, ไอซา กอนซาเลซ, มิเชล รอดริเกซ, เจฟฟ์ ฟาเฮย์, มาเฮิร์สชาลา อาลี, แคสเปอร์ แวน ดีน และ ลานา คอนดอร์ ครับ คาเมรอนร่วมเขียนบทหนังเรื่องนี้กับเลต้า คาโลกริดิส (Shutter Island) มีกำหนดฉายกรกฎาคม 2018

<a href="https://www.youtube.com/v/kC8Eyh5JdLM" target="_blank">https://www.youtube.com/v/kC8Eyh5JdLM</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/Bx_TEVUbJ2o" target="_blank">https://www.youtube.com/v/Bx_TEVUbJ2o</a>
43  นั่งเล่นหลังสวน / หนังกลางแปลง (ดูหนัง รีวิวหนัง) / สุดขีดจินตนาการ VALERIAN ไซไฟฟอร์มยักษ์ที่สุดในชีวิตของ LUC BESSON เมื่อ: 14 ธันวาคม 2560 20:40:58


เรื่องย่อ วาเลอเรี่ยน (เดน เดอฮาน) และ ลอเรลีน (คาร่า เดเลวีน) รับบทเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษขององค์การปกครองเขตแดนมนุษยชาติ พวกเขามีหน้าที่พิทักษ์สันติสุขให้กับประชาชนทั่วจักรวาล วันหนึ่ง เมื่อพวกเขาได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการ อารุน ฟิลลิตต์ (ไคลฟ์ โอเว่น) ทั้งสองจึงต้องออกเดินทางไปยังมหานครอัลฟ่า ดินแดนสุดอัศจรรย์ใจกลางอวกาศที่มีสิ่งมีชีวิตเป็นหมื่น ๆ สปีชีส์จากทั่วทุกมุมจักรวาลอาศัยอยู่ร่วมกัน ประชากรกว่าสิบเจ็ดล้านที่อาศัยอยู่บนอัลฟ่าต่างอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข พวกเขารวบรวมความรู้ เทคโนโลยี วิทยาการต่าง ๆ ของทุกเผ่า เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับสิ่งมีชีวิตทั่วจักรวาล แต่โชคไม่ดีนักที่มีภัยร้ายกำลังแฝงตัวคืบคลานอยู่ในความมืด และภัยร้ายนั้นจ้องจะทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หมดสิ้นไป วาเลอเรี่ยนและลอเรลีนจะต้องออกผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ และการต่อสู้ทั้งหมดจะเป็นการกุมชะตาของมนุษยชาติเอาไว้


<a href="https://www.youtube.com/v/jJJ0HajzM7g" target="_blank">https://www.youtube.com/v/jJJ0HajzM7g</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/3-dadRs7VlQ" target="_blank">https://www.youtube.com/v/3-dadRs7VlQ</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/bXR6KtgEe-E" target="_blank">https://www.youtube.com/v/bXR6KtgEe-E</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/5826lfYZeh4" target="_blank">https://www.youtube.com/v/5826lfYZeh4</a>ุุ
44  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / กระบวนการ NEW AGE / 20 สัญญาณบอกว่าคุณ คือ Lightworker เมื่อ: 14 ธันวาคม 2560 16:14:25


A Lightworkers คือ ผู้ที่มีจิตใต้สำนึกที่จำได้ว่าพวกเขา คือ ส่วนนึงของพระเจ้า พวกเขามีความปรารถนาอันเเรงกล้าในการช่วยเหลือตัวเองเเละมนุษยชาติ พวกเขาทำเองด้วยสัญชาตญาณโดยไม่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนตามศาสนาใดศาสนานึง พวกเขามาเพื่อยกระดับคลื่นความถี่ให้กับโลกเเละมนุษยชาติ วิวัฒนาการของจิตสำนึกได้ถูกยกระดับขึ้นไป ทำให้ Lightworkers ได้กลายเป็นเเสงสว่างเเทนตัวเเทนเเห่งเเสงสว่าง



คุณรู้ว่าคุณ คือ Lightworkers เมื่อ....

1.คุณมีความเมตตาต่อผู้อื่นโดยธรรมชาติ ถึงเเม้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่คู่ควรที่จะได้รับความเมตตาจากคุณ มันง่ายมากที่คุณจะเอาใจเขามาใส่ใจคุณ คุณเข้าใจว่าทำไมผู้อื่นถึงต้องทำในสิ่งที่พวกเขาทำลงไป

2.คุณสามารถสัมผัสพลังงานง่ายมากจากผู้อื่น หมายความว่า เวลาที่คุณอยู่ใกล้ใครคุณสามารถสัมผัสพลังงานของพวกเขาเเละรู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร บางครั้งคุณสามารถรู้สึกได้เหมือนกับความรู้สึกนั้นเป็นของคุณเอง

3.คุณรู้ได้ทันทีว่าเมื่อไรก็ตามที่คุณลงโทษผู้อื่นคุณไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกับพลังงานเเห่งความรัก

4.คุณสามารถเชื่อมสัญญาณกับผู้อื่นได้ หรือ อาจจะมีความสามารถในการอ่านจิตระดับกลาง

5.​คุณรักการสร้างสันติภาพเเละช่วยให้ผู้คนเข้าใจกัน

6.คุณให้อภัยง่ายมาก เป็นเรื่องยากมากที่คุณจะโกรธใครได้นาน

7.คุณมักจะมองเห็นโลกในเเง่ดีในช่วงเวลาที่ยาก

ที่สุดในชีวิตของคุณเเละสามารถชี้นำผู้อื่นได้

8.คุณเข้าใจว่าชาตินี้เป็นเพียงชาตินึงในหลายๆภพชาติ ทุกครั้งที่คุณกลับมาเกิดใหม่คุณจะได้รับร่างใหม่เเต่ดวงวิญญาณเดิมพร้อมกับ Higher self

9.คุณไม่เห็นประโยชน์จากจากเเข่งขัน ชัยชนะไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณเข้าใจว่ามันเป็นการเพิ่มอีโก้เเละความมั่นใจให้กับผู้คน

10.คุณเป็นฮีลเล่อร์ หรือ คุณชักนำให้ไปสู่วงการบำบัดรักษาไม่ทางใดก็ทางนึง คุณรู้สึกกระตือรือร้นที่จะช่วยผู้อื่นเมื่อพวกเขาเจ็บปวด

11. คุณรู้สึกดึงดูดอยากอ่านข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับพลังงานใหม่ หรือ เรื่องลึกลับ คุณไม่เคยรู้สึกพอในการที่จะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ เวลาที่คุณอ่านคุณจะโดนใจคุณในหลายสิ่งหลายอย่างเสมอ

12. คุณรู้ตัวดีว่าความคิด,ความตั้งใจเเละการกระทำส่งผลกระทบไปถึงจิตใต้สำนึกมวลรวมของทั้งจักรวาล คลื่นความถี่ของโลกได้รับผลกระทบจากจิตใต้สำนึกของคุณเอง คุณรู้ถึงพลังงานลบ หรือ พลังความคิดบวกจะทิ้งรอยพลังงานไว้ โดยจะปรากฎขึ้นกลายเป็นเหตุการณ์ดีเเละไม่ดีไว้ในโลกของเรา 

13. คุณรู้ว่าคุณอยู่ที่นี้เพื่อหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่เเต่บางครั้งคุณรู้สึกว่าคุณควรจะอยู่ที่อื่นมากกว่าที่นี้  ที่เรียกว่าบ้านของคุณ

14.คุณพบกับความบังเอิญอันน่าเหลือเชื่อ เช่น ตัวเลขซ้ำๆ เหตุการณ์ซ้ำๆ ภาพ หรือ ตัวอักษรซ้ำๆ คุณมองหาพลังงานที่ตรงกับหน้าที่ที่เหมาะกับคุณช่วยนำทางชีวิตคุณไป
 
15. คุณรู้สึกได้ว่าพระเจ้าอยู่ในตัวคุณ ลางสังหรณ์ของคุณสัมพันธ์กับพระเจ้า ยิ่งคุณเติบโตมากขึ้นความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณก็เพิ่มมากขึ้นตามตัว เเละคุณสามารถสื่อสารกับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในตัวได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ

16. คุณรู้สึกถึงพลังงานที่มากเกินไปในกลุ่มคน ที่เต็มไปด้วยพลังงานลบ หรือ เสียงดัง พลังงานลบ หรือ พลังงานที่เเตกต่างจากคุณทำให้คุณรู้สึกอยากกลับบ้านไปอยู่ในที่ๆคุณรู้สึกสบายตัว

17. คุณไม่สนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง โดยเฉพาะ ดราม่า

18.คุณไม่ชอบนินทาผู้อื่น

19.คุณรู้ว่าจุดจบของทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี จะเกิดผลลัพธ์ดีที่สุดอย่างเเน่นอน

20.คุณมั่นใจมากว่าความรัก คือ คำตอบที่เเน่นอนที่สุด

45  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / กระบวนการ NEW AGE / นิวเอจ "LIGHT WORKERS" ผู้ที่เป็นประกายไฟแห่งแสงสว่างในโลกมนุษย์ เมื่อ: 14 ธันวาคม 2560 16:12:17


นิวเอจ "LIGHT WORKERS"

นิวเอจ  มาจากคำว่า New Age หมายถึง ยุคใหม่ ศักราชใหม่ คำนี้เคยฮิตมากราวปี 1970 หลังจากพ้นยุคบุปผาชน เข้าสู่ช่วงแสวงหาความรู้ทางจิตวิญญาณขนานใหญ่ของฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกา เยอรมัน รัสเซีย ที่ทุ่มเทความสนใจ ศาสนา ปรัชญา ความเชื่อโบราณตั้งแต่สมัยสุเมเรียน ยุโรป อียิปต์ เอเซีย ทั่วทั้งโลก เป็นการนำเข้าความรู้ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่กระบวนการความเชื่อไม่ถูกขัดขวางจากรัฐ การเมือง หรือจากศาสนาหลักของแต่ละชาติ จนหล่อหลอมกลายเป็นกระบวนการที่เรียกว่านิวเอจในยุคนั้นว่า กระบวนการเส้นทางพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษยชาติ


หากจะว่าไป กระบวนการนิวเอจนั้น เริ่มต้นอย่างจริงๆจังมาตั้งแต่ช่วปฏิวัติอุตสาหกรรมเหล็กในอังกฤษที่ส่งออกอุตสาหกรรมเหล็กไปทั่วโลก ทำให้ความรู้จากดินแดนต่างๆหลั่งไหลเข้ายุโรป เริ่มมีกลุ่มที่ศึกษาความเชื่อโบราณ ความรู้เรื่องเพเกน เวทย์มนต์ท้องถิ่น จัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กร มีสมาชิกที่สนใจเรียนรู้จริงๆจังๆ จนกลายเป็นหลักสูตรตกทอดจนถึงปัจจุบันเช่นกลุ่มของอาทิตย์อัสดงต่อมาได้แตกสาขาย่อยไปตามความเชื่อที่แตกต่างกันในวิธีปฏิบัติ กลุ่มปฏิบัติเส้นทางด้านซ้าย กลุ่มศึกษาเวทย์มนต์ลับที่ต้องห้าม และที่จะต้องพูดถึงถือ Aleister Crowley


Aleister Crowley (เกิดเมื่อ 12 ตุลาคม 2418) ถูกคนภายนอกเรียกว่า "พ่อมดดำ" เพราะเขาสนใจเรียนรู้ศาสตร์ลับทั้งของเวทย์มนต์ อียิปต์และสุเมเรียน เขามองการณ์ไกลว่า นับจากช่วงเวลาของเขาไปไม่กี่ปี โลกก็จะเปลี่ยนจากราศีมีนเข้าสู่ยุคของราศีกุมภ์ เป็นยุคที่คนในยุคนั้นเฝ้าฝันว่าคือเสรีภาพของความเชื่อ เสรีภาพของจิตวิญญาณที่มีอิสระในการเรียนรู้ ปฏิบัติและทุกคนมีสิทธิ ศํกยภาพเข้าถึงธรรมชาติ เรียกกันว่า New Age  และเขาได้จัดเตรียมศาสตร์ความรู้ด้านเวทย์มนต์ ที่เหล่า Witch เรียนรู้กันในปัจจุบัน มาตั้งแต่ช่วงเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่ เพื่อเตรียมความรู้ให้พร้อมสำหรับเด็กๆรุ่นใหม่ที่เกิดในยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง


นับจากปี 1960 นับตั้งแต่อเมริกาเข้าสู่สงครามเวียดนาม ก่อให้เกิดกลุ่มบุปผาชนของคนรุ่นใหม่ ที่ลุกฮือต่อต้านความไม่ถูกต้องของรัฐ จากกระบวนการนี้ คนรุ่นนี้ได้ทดลองเรียนรู้ ผิดบ้าง ถูกบ้าง ค่อยๆนำความรู้ที่พวกเขาเรียน ออกมาสู่สังคม เรียบเรียงใหม่ จัดระบบใหม่ให้เข้าใจง่าย เมื่อปีกข้างหนึ่งคือวิทยาศาสตร์ที่ก้าวกระโดด ปีกอีกข้างก็คือจิตวิญญาณก็จะต้องรีบก้าวกระโดดให้ทัน ไม่ใช่นั้นสังคมก็จะเน้นแต่วัตถุเพียงอย่างเดียว

ศาสตร์ต่างๆค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างเช่น เรกิ พลังจักรวาร ปราณ จักราได้รับความสนใจไปทั่วโลก เวทย์ ดูอิท ชาร์แมน พลังจิต อื่นๆ ในกลุ่มเหล่านี้จะมีบางกลุ่มที่มีประสบการณ์ของการเรียนรู้ความรู้โบราณแล้วสื่อสารกับ "จิตระดับสูง" ทำให้พวกเขามองว่า

ในช่วงยุคใหม่ของราศีกุมภ์ คือช่วงเวลานี้ที่กำลังเริ่มเข้าสู่โลกยุคราศีกุมภ์ (มีการถกเถียงกันว่าจะใช้ทฤษฎีไหนในการตัดสิน แต่ทุกทฤษฏีเห็นตรงกัน พลังของราศีกุมภ์เริ่มมีอิทธิพลแล้ว) จะมีกลุ่มจิตวิญญาณที่ฝึกฝนตนเองมานานจนนับชาติไม่ถ้วน จะลงมาเกิดในโลกมนุษย์มากกว่าในยุคที่ผ่านมา

ปกติในช่วงเวลา 100 ปี กลุ่มจิตวิญญาณเหล่านี้ อาจจะลงมาเกิดแค่ไม่กี่คนเพื่อเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของสังคม แต่ว่าเมื่อเข้าสู่ยุคนิวเอจราศีกุมภ์ที่วัดก็คือบ้าน คือทุกทีของโลก ผู้นำจิตวิญญาณที่นำกลุ่มจะหมดความสำคัญ สังคมต้องการมากกว่านั้น

กลุ่มจิตวิญญาณโบราณเหล่านี้จะลงมาเกิดในร่างมนุษย์มากกว่าเดิม โดยพวกเขาเชื่อว่า เริ่มมาตั้งแต่ก่อนยุคบุปผาชนไม่กี่ปี พวกเขาเรียกกลุ่มจิตวิญญาณช่วงนี้ว่า เด็กอินดิโก้ Indigo ซึ่งช่วงเวลา 1960-1970 จะมาเกิดบ้าง เพื่อผ่านช่วงยุคนี้ เติบโตมาอย่างยากลำบาก เพื่อเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่สนใจทางจิตใจมากกว่าวัตถุ จากนั้นในปี 1970 ก็จะมีเด็กๆเหล่านี้ทะยอยมาเกิดมากทั่วโลก โดยทีจิตวิญญาณเหล่านี้จะมีคลื่นความถี่ของพลังงานทางจิตที่แตกต่างกัน จนถึงปี 2000 จิตวิญญาณที่มาเกิดหลังจากนี้ เรียกว่า เด็กคริสตัล เพราะมีคลื่นพลังงานที่ใสกระจ่าง

ในจำนวนกลุ่มเหล่านี้ ก็จะมีกลุ่มย่อยอื่นๆที่มีพลังงานการทำงานที่แตกต่างกันไปเพื่อช่วยยกระดับพลังงานของโลกและสังคมเช่น นักรบแห่งสายรุ้ง นี่มาจากตำนานของชนเผ่าอินเดียนแดงที่เชื่อว่าเมื่อโลกและธรรมชาติถูกมนุษยทำลาย จะเกิด "นักรบแห่งสายรุ้ง" เพื่อมาช่วยโลก รักสิ่งแวดล้อม กระจายไปทั่วโลก

และเมื่อโลกกำลังจะเข้าสู่ปี 2012 ปีที่สิ้นสุดปฏิทินมายาเพื่อขึ้นรอบปฏิทินใหม่ ปีที่วงโคจรของโลกจะเคลื่อนขึ้นสู่ขอบของกาแลคซี่ที่บางกลุ่มบอกว่าใช้จุดนี้ เพื่อบอกว่าโลกเข้าสู่ราศีกุมภ์ ในช่วงเวลานี้ จะเกิดกลุ่มที่เรียกว่า  Star Seed และ "LIGHT WORKERS" ขึ้นมา



ในที่นี้ จะขออธิบาย คุณลักษณ์ภายในของกลุ่ม "LIGHT WORKERS" หรือคนทำงานแห่งแสงสว่าง เพราะเขาได้ให้นิยามของลักษณะจิตใจของ "LIGHT WORKERS" ไว้ โดยเฉพาะในยูทูปนี้คือการเอาคำอธิบายสั้นๆที่ใส่ไว้ในยูทูปมาให้ดู


ถ้าคุณคือ "LIGHT WORKERS"


1 คนที่จะเกิดมาเป็น "LIGHT WORKERS" คือคนที่เกิดมาพร้อมกับวิญญาณของเขา มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งจะเริ่มจากชาตินี้ พวกเขาทำงานเป็น "LIGHT WORKERS" มานานหลายชาติแล้ว 


2 พวกเขามีความรู้สึกอย่างแรงกล้าที่จะขยายกระจ่างแสงสว่างออกไป เช่น ความรู้ เสรีภาพ ความรัก ความเมตตา ไปทั่วทั้งโลก


3 พวกเขารู้สึกว่า มันคือภาระหน้าที่ของพวกเขามาตั้งแต่เด็กๆ ที่จะรู้สึกถึง ความรักที่มีต่อโลก เพื่อนมนุษย์ที่มีความเท่าเทียมกัน โดยไม่มีใครสอน ที่จะแบกรับสิ่งเหล่านี้ด้วยความเต็มใจ


4 ในจิตวิญญาณของพวกเขา มีเมล็ดพันธ์แห่งการตื่นของจิตวิญญาณที่ทำให้พวกเขาตื่นจากมายาของโลกนี้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่นๆนั้น


5 นั้นเป็นเพราะ งานของเขาไม่ใช่เพื่อตัวของเขาเองแต่เพื่อโลก สัตว์ พืช มนุษย์,เขาเดินบนเส้นทางแห่งการอุทิศตนเองนี้มาเป็นเวลาเนิ่นนานนับชาติไม่ถ้วน เป็นจิตวิญญาณที่เก่าแก่


 

6 คำว่าจิตวิญญาณโบราณนั้น ไม่ใช่นับจากจำนวนครั้งที่เกิด แต่คือประสบการณ์ที่พวกเขาได้รับในการอุทิศตนเองเพื่อเส้นทางและผู้อื่นเสมอมา


 

 7  ด้วยบทเรียนจำนวนมากมายมหาศาลที่ผ่านมาในอดีตชาติ

 

 

 8 มีบทเรียนที่พวกเขาล้วนทราบดีว่า การจะได้รับบทเรียนนั้น คือการยอมรับการเกิดเป็นมนุษย์


9 เพื่อเกิดประสบการณ์ทุกประเภท ทุกรูปแบบ ของ ความยุ่งยาก สับสน ทุกข์ ทรมาน และมายาที่ปรากฏในรูปมนุษย์


10 เหตุที่ทำแบบนี้ เพื่อพวกเขาจะได้มีประสบการณ์ที่แท้จริงเข้าใจประการณ์ของโลก


 

 

11 ทำแบบนี้เพียงเพื่อ พวกเขาจะเข้าใจ กระบวนการ เข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยเหลือผู้อื่น


12 เพื่อนำทางคนอื่นๆ ผ่านการสอนเข้าถึงความสุขเบิกบานที่แท้จริงและการตื่นตรัสรู้จากมายา



13 พวกเขา อาจจะรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขานั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ


14  บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเป็นคนต่างชาติ ต่างเผ่าพันธ์ เป็นพวกต่างดาว แปลกกว่ากระแสสังคม จึงรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใครเข้าใจ และพวกเขาก็ไม่เข้าใจตนเอง


15 ดังนั้น พวกเขาจึงค้นหาทางของตนเอง ที่แตกต่างจากรูปแบบของสังคมหรือศาสนา


16 โดยลึกๆๆแล้ว พวกเขารักความยุติธรรม


17 ดูเหมือนว่า พวกเขาจะสอนตนเอง นำทางตนเองให้มองเห็นคุณค่าของตนเองและสัญชาติญาณของตนเองที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด


18  "LIGHT WORKERS"มีความรู้สึกท่วมท้นในจิตใจที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่นในทุกๆทางที่ทำได้


 

 

19  "LIGHT WORKERS"มีมาหลากหลายรูปแบบที่ช่วยเหลือคนอื่นเช่น หมอ แพทย์ ครู ผู้นำทางจิตวิญญาณ


 

20 ส่วนใหญ่แล้ว  "LIGHT WORKERS" ไม่ค่อยสนใจให้ความรู้สึกกับ ความมั่นคั่งทางร่ำรวย นั้นเพราะสิ่งเหล่านี้แค่ไม่ได้อยู่ในจิตใจของพวกเขา หรือนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาแคร์ให้ความสนใจ


21  "LIGHT WORKERS" มีความรู้สึกดีใจ พอใจ สุขใจ เมื่อพวกเขาเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ


 

22 นั้นเพราะเหล่า  "LIGHT WORKERS" มีจิตใจที่เปิดรับ เข้าใจ เชื่อมโยงกับจิตใจ จิตวิญญาณแห่งชีวิต


23 จิตวิญญาณของพวกเขา ไม่เพียงแค่รับรู้สิ่งที่นอกเหนือไปจากโลกวัตถุ รู้สึกถึงพลังงานอื่นๆ ที่มิอาจจะอธิบายได้ในมิติหยาบทางกายภาพ


24  "LIGHT WORKERS" เคารพให้เกรียติต่อชีวิต


25 หากเกิดภัยทำลายล้างต่อ มนุษย์ สัตว์ พืช และธาตุต่างๆ


26 การทำลายแบบนั้น ส่งผลทำให้พวก  "LIGHT WORKERS" รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง รู้สึกสูญเสีย เศร้าใจ อย่างสุดซึ้ง และทนไม่ได้กับความรุนแรงของสังคมหรืออื่นๆ


 

27 พวกเขาดูเหมือน ไร้เดียงสา สนใจอุดมคติที่บริสุทธิ์ ทำให้พวกเขาแทบไม่เคยเรียนรู้วิธีปกป้องตนเองจากพลังงานเหล่านั้น


 

28  พวกเขามีพรสวรรค์ มีความอ่อนไหวของการรับพลังงานทางอารมณ์ของคนอื่นเข้าสู่ตนเอง


29 การรับอารมณ์ของคนอื่นเข้ามาประจำวัน ทำให้พวกเขาสับสนปะปนอารมณ์ตนเองหรือโดยอารมณ์อื่นกระชากไป ซึ่งตามปกติแล้วเหล่า  "LIGHT WORKERS" ต้องการเวลาเพื่อปลีกตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญ


30 เพื่อแยกแยะ อารมณ์ตนเองออกจากสิ่งที่ดูดซับมาจากคนอื่น เพื่อเชื่อมโยงพลังงานกับโลกอีกครั้ง


31 เหล่า  "LIGHT WORKERS" มีมากมายหลากหลายหน้าที่บนโลก เพื่อทำหน้าที่ฐานะผู้ชีทางจิตวิญญาณ


32 เช่น พระภิกษุ แม่ชี ฤาษี แพทย์ Witch ชาร์แมน นักบวช อื่นๆ


33 พวกเขา นำเสนอ สะพาน ที่เชื่อมระหว่างโลกที่มองเห็นและมองไม่เห็น


34  เหล่า  "LIGHT WORKERS" ที่ผ่านมาในอดีตชาติ มีหลายครั้งที่ถูกปฏิเสธจากสังคม และถูกประหารพิษากษาเพราะความเป็น  "LIGHT WORKERS"


35 และนี่คือบาดแผลทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งที่ติดตัวมาด้วย


36 นี่คือสาเหตุที่ พวกเขารู้สึกกลัวที่จะแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา


37 มาถึงตอนนี้..พวกเธอคือใคร  เธอเห็นตัวเธอที่ผ่านมายังไง


38 ถ้าใช่เธอ  "LIGHT WORKERS" นี่คือ ช่วงเวลาที่พวกเธอ "ตื่น" ได้แล้ว



39 แล้ว จะเริ่มต้นยังไง ก็เริ่มจากแก่นแท้ของตัวเธอ


40 สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของพวกเธอ..  "LIGHT WORKERS" นั้นคือ ความบริสุทธิ์ของจิตใจ  หัวใจที่เปี่ยมด้วย ความรัก ความกรุณา ที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ

  นี่คือหัวใจบริสุทธิ์ของจักรวาลที่คือแก่นแท้ในตัวเธอ  "LIGHT WORKERS"

จาก http://wisdom-update.blogspot.com/2015/08/light-workers.html

 

 

 

 

 
46  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / กระบวนการ NEW AGE / "เจ็ดเสาเจริญสติ" จาก หนังสือ Full Catastrophe Living เมื่อ: 14 ธันวาคม 2560 10:14:36


"เจ็ดเสาเจริญสติ" โดย อ.เอเชีย - ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถึ

จากหนังสือ Full Catastrophe Living เขียนโดย ศาสตราจารย์ จอน คาบัต-ซินน์* เขาได้เขียนถึง เจ็ดเสาของการเจริญสติ (The Seven Attitudinal Pillars of Mindfulness Practice) โดยเป็นหลักทางทัศนคติ ว่าผู้ที่ใส่ใจฝึกฝนการอยู่กับปัจจุบันขณะนั้นควรมีทีท่าหรือวางจิตวางใจ อย่างไร เมื่อพิจารณาดูแล้วก็น่าสนใจ เพราะใช้ภาษาเรียบง่าย สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางควบคู่กับที่สอนกันอยู่ในไทยได้

เสาทั้งเจ็ดของการเจริญสตินี้ประกอบด้วย

๑. การไม่ตัดสิน (Non-judging)

คือการฝึกเป็นเหมือนกับพยานที่รับรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราโดยไม่ไป ตัดสินใดๆ ไม่ไปให้ค่าเป็นบวกเป็นลบ เป็นดีเป็นไม่ดี เป็นชอบไม่ชอบ การตัดสินให้ค่านี้เรามักทำจนเป็นนิสัย บ่อยครั้งก็โดยไม่รู้ตัวหรือไม่ก็รู้ตัวแต่ห้ามไม่ได้

รุ่นพี่ท่านหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มภาวนาช่วงเข้าพรรษาเขียนเล่าให้ฟังเมื่อเช้านี้ว่า "เมื่อ คืนวานภาวนาไม่ได้เลย ฟุ้ง ห่วง กังวลเรื่องงานที่ต้องไปร่วมอภิปราย แต่รู้สึกไม่พร้อมเลย กลัวพูดไม่ดี แล้วผลก็เป็นอย่างที่กังวล พูดๆ ไปเกิดนึกอะไรไม่ออก เศร้าจัง ... แต่ก็ยอมรับความไม่ได้เรื่องในตัวเราได้ยากเหลือเกิน"

เช่นนี้น่าจะเพิ่มการเท่าทันการตัดสินโดยการฝึกสังเกตลมหายใจของเรา หรือลองสังเกตดูว่าในช่วง ๑๐ นาทีนั้นใจเรามัววุ่นอยู่กับการชอบหรือไม่ชอบประสบการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น อยู่ตรงหน้าสักกี่มากน้อย

๒. ความอดทน (Patience)

หลายครั้งผู้ฝึกฝนใจร้อน อยากให้เกิดผลเช่นนั้นเช่นนี้โดยไว รุ่นน้องที่ทำงานเพิ่งเริ่มต้นฝึกใหม่ๆ ตนเองอยู่ในความทุกข์ ฝึกไปก็มักจะตั้งคำถามทำนองว่า "นี่ทำมาตั้งนานแล้วทำไมไม่เห็นเกิดมรรคเกิดผลอะไรเลย"

ความอดทนถือเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจและยอมรับว่า สิ่งต่างๆ มีการเกิดขึ้นเป็นไปในรูปแบบและเวลาของมันเอง เราไม่สามารถไปกะเกณฑ์ให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ ยกตัวอย่างผีเสื้อที่อยู่ในดักแด้ หากเราไปนำออกมาก่อนเวลาที่เหมาะสมก็ไม่สามารถจะบินได้ แม้ว่าเราจะทำไปด้วยความหวังดีสักเพียงใดก็ตาม

๓. จิตใจพร้อมที่จะเรียนรู้ (Beginner's Mind)

สิ่งที่เราคิดว่าเรา "รู้แล้ว" คือ อุปสรรคขวางกั้นการที่เราจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง เพราะเรามองไปที่สิ่งใดเรามักจะเห็นสิ่งที่เราเห็นแล้วหรือรู้จักแล้วเป็น หลัก พร้อมกับให้ชื่อ ให้คำ พากย์ไปเบ็ดเสร็จ

ในการอบรมแนวจิตวิวัฒน์-จิตตปัญญาจึงมักมีแบบฝึกหัดให้มองหาสิ่งใหม่มิติ ใหม่ของสิ่งที่เราคิดว่ารู้จักดีอยู่แล้ว เช่น ปากกาหรือนาฬิกาที่ติดตัวเรา เมื่อกลับไปก็สามารถไปฝึกมองหรือมีประสบการณ์กับกิจกรรมที่เราทำบ่อยๆ หรือบางทีรู้สึกว่าเบื่อ เช่น ขับรถเส้นทางเดิมๆ กลับบ้าน ฝึกให้เรามองคนรู้จักเดิมๆ ด้วยสายตาใหม่ จนกระทั่งมักมีการพูดกันเล่นๆ ขำๆ ว่ามาเรียนแล้วกลับไปจะพบว่าได้ภรรยาใหม่ สามีใหม่ ความนี้ไม่ได้หมายถึงมีภรรยาหรือสามีอีกคน แต่คือคนเดิมที่เราเห็นสิ่งใหม่ในตัวเขา

๔. ความไว้วางใจ (Trust)

เราต้องฝึกที่จะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันจะถูกหรือผิดก็ตาม การบ่มเพาะความไว้วางใจนี้เช่นนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ขาดเสียไม่ได้ในการฝึก เจริญสติ ซึ่งคือกระบวนการฝึกที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและเรียนรู้ที่จะฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ยิ่งเราไว้วางใจตัวเรามากเท่าไหร่ เราก็จะไว้วางใจคนอื่นง่ายขึ้นเท่านั้น

นี่จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนไทยอย่างยิ่ง เพราะระบบโรงเรียนของเราฝึกให้ผู้เรียนตอบคำถามให้ถูกต้อง นักเรียนต่างแข่งขันกันพยายามทายให้ได้ว่าคำตอบที่ครูอยากฟังคืออะไร แทนที่จะฝึกจริงแท้กับความคิด กับความรู้สึกของตนเอง การฝึกความไว้วางใจจึงเป็นการฝึกที่จะเชื่อประสบการณ์ตรงของตนเอง ไม่ใช่เชื่อคำตอบจากครูหรือผู้มีอำนาจ

๕. ความไม่มุ่งเป้า (Non-striving)

เกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในโลกนี้เป็นไปเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อจะได้อะไรบางอย่างหรือไปที่ไหนสักแห่ง แต่นั่นไม่ใช่เสาหรือหลักของการเจริญสติ ซึ่งเป็นการฝึกทำเพื่อที่จะ "ไม่ทำ" เป็นพาราดอกซ์ (ความจริงคู่ขัดแย้ง) ซึ่งฟังดูเหมือนจะเพี้ยนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราอยู่ในความทุกข์ ความเครียดหรือความเจ็บปวด

ดังตัวอย่างรุ่นน้องข้างต้น ผู้ไม่อยากทนอยู่กับความทุกข์ที่ทับถมในใจ อยากภาวนาให้ไปจากที่ตรงนี้เสียที ทั้งๆ ที่หัวใจของการฝึกเจริญสติแท้จริงแล้ว คือ การได้อยู่ตรงนี้อย่างเต็มที่เสียทีต่างหาก การฝึกเพื่อจะผ่อนคลาย หายเจ็บ หรือแม้กระทั่งบรรลุธรรมจึงขัดกับหลักการเจริญสติโดยตรง

๖. การยอมรับ (Acceptance)

บ่อยครั้งที่เรามักจะปฏิเสธ ต่อต้าน ไม่ยอมรับความเป็นจริงตรงหน้า โดยเฉพาะหากว่าไม่ตรงกับใจของเรา เราใช้แรง กำลัง เวลาไปมหาศาลเพื่อที่จะแข็งขืนดึงดัน พยายามให้บางอย่างเป็นอย่างอื่นจากที่มันเป็นจริงๆ ทั้งๆ ทางที่ง่ายที่สุดในการเปลี่ยนแปลง คือ การยอมรับ ซึ่งก็คือ การมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างแท้จริงตามที่มันเป็นในปัจจุบัน การยอมรับนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะงอมืองอเท้า ปล่อยให้ใครจะทำอะไรหรือเป็นอะไรก็ช่าง เพียงแค่หมายความว่าเราไม่ต้องเสียเวลาไปต่อต้านความจริง

มีสองความเชื่อที่มนุษย์มักตัดสินตนเองอยู่เสมอๆ คือ ฉันไม่ดีพอ และ ฉันไม่เป็นที่รัก ตัวอย่างรุ่นพี่ที่รู้สึกว่าตนเองไม่เก่งไม่ดีพอ ยากที่จะยอมรับตนเองนั้น วิธีที่เหมาะที่สุดอาจจะเป็นการบอกกับตัวเองว่า "เราก็เป็นของเราอย่างนี้ แต่เราก็ไม่ละความพยายามที่จะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น และในระหว่างนี้ เราจะยอมรับตัวเราอย่างที่เราเป็นด้วย"

๗. การปล่อยวาง (Letting Go)

ในการฝึกปฏิบัติ อาจมีบางความคิด ความรู้สึก หรือแม้กระทั่งสภาวะ ที่เราชอบใจอยากจะเก็บเอาไว้ และในทางกลับกันก็อาจจะมีบางความคิด ความรู้สึก หรือสภาวะที่เราอยากปฏิเสธ การปล่อยวางในการเจริญสติ คือ การตั้งใจที่จะไม่ไปทำอะไรกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดังที่พระไพศาล วิสาโล ใช้วลีที่ว่า "ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา" เป็นการสรุปความที่ตรงประเด็น

เจ็ดเสาของการเจริญสตินี้ชี้แนะแนวทางให้ผู้ปฏิบัติรู้จักวางจิตวางใจให้ เหมาะสมได้อย่างชัดเจน และช่วยเสริมทั้งการเจริญสติตามรูปแบบและในชีวิตประจำวันได้ โดยมากแล้วพวกเราเหล่านักปฏิบัติต่างก็มุ่งมั่นในการพัฒนาฝึกฝนการเจริญสติ ของตนอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุนี้เอง หลายครั้งหลายคราวก็เป็นผลให้เราคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป ยิ่งปฏิบัติมามากก็ยิ่งคาดหวังถึงความก้าวหน้า หวังว่าจะทำได้ดีดังที่เคยทำได้บ้าง ความตั้งใจดีอันเกิดจากความมุ่งมั่นจริงจังต่อการปฏิบัติจึงมักกลายให้เกิด ทัศนคติที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการฝึกฝนของเราไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นการด่วนตัดสินตัวเอง ความร้อนใจอยากเห็นความก้าวหน้าเห็นผลตามคาด การที่เราเชื่อว่าเรารู้แล้วทำให้ประมาทและพลาดการเรียนรู้ระหว่างรายทาง ความกังวลสงสัยไม่อาจวางใจ การดึงดันไม่ยอมรับสภาพ และสุดท้ายคือการยึดติด โดยเฉพาะกับประสบการณ์ที่ดีในการปฏิบัติ

....

(จากภาพ...มีเพิ่มอีกสองเป็น ๙ ข้อ)

๘. ความมีน้ำใจ (Generosity)

ความมีน้ำใจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดหัวใจและทัศนคติที่อบอุ่น จอนอธิบายถึงสติเช่นเดียวกับความสดชื่น ทัศนคติที่เปิดกว้างและความมีน้ำใจในการมีอยู่ การไม่ตัดสินยังเป็นของขวัญที่ดีให้กับผู้อื่นและเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพ เพราะความมีน้ำใจนำความสุขมาสู่ผู้อื่น เนื่องจากเป็นสิ่งที่คุณใส่ใจในความมีอยู่ของพวกเขา และเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างกันและกัน

๙. ความกตัญญูกตเวที (Gratitude)

คือหนทางที่จะปกป้องจิตใจของคุณจากการบ่นและค้นหาสิ่งที่เป็นลบในสิ่งต่างๆ เป็นความเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาปัจจุบันด้วยความเคารพและความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยการช้าลงและนำความกตัญญูในช่วงเวลาปัจจุบันของเรา นำไปสู่ความรู้สึกของความสุขและมุ่งเน้นในเชิงบวกในชีวิต แม้จะเจอสิ่งที่ไม่ดี เราก็จะขอบคุณสำหรับการรอดชีวิตและการเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้น ความกตัญญูเป็นตัวเลือกเสมอและมีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน

....

* ศาสตราจารย์ จอน คาบัต-ซินน์ แห่งศูนย์การเจริญสติทางการแพทย์ สาธารณสุข และสังคม คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์สูงสุดของนิกายเซนในเกาหลีใต้ และยังได้เรียนรู้จากแพทย์รางวัลโนเบล ทำให้เขาผสานศาสตร์ทั้งสองและคิดค้นเทคนิคการลดความเครียดโดยใช้หลักการเจริญสติ (Mindfulness-Based Stress Reduction) ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างมาก มีผู้ผ่านการอบรมมากกว่า ๑๗,๐๐๐ ราย และมีการนำไปใช้ในสถานบริการด้านสาธารณสุขมากกว่าสองร้อยแห่งทั่วโลก

ศาสตราจารย์ จอน คาบัต-ซินน์ เป็นผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกการเจริญสติสมัยใหม่ เขาทำให้การเจริญสติเป็นที่เข้าใจ ยอมรับ และขยายออกไปอย่างกว้างขวาง เขาจัดอบรมให้กับซีอีโอ ผู้พิพากษา ผู้สอนศาสนา แม้กระทั่งนักกีฬาโอลิมปิก

....

ข้อมูลจาก
- http://jitwiwat.blogspot.com/2012/08/blog-post_17.html
- http://www.thewayofmeditation.com.au/blog/9-attitudes-deepen-mindfulness

ข้อมูลเพิ่มเติม : Jon Kabat-Zinn Mindfulness 9 attitudes
- https://www.youtube.com/watch?list=PLHYUdUSlvXxWEJwvStb7MatRERfGPKIAC&v=kANsRoYcaAo

ภาพจาก https://www.floridamindfulness.org/MBSRPractice/

จากhttp://jitwiwat.blogspot.com/2012/08/blog-post_17.html
47  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / 1200 ปีความฝันแห่งท่านคูไค เมื่อ: 14 ธันวาคม 2560 10:02:09


1200 ปีความฝันแห่งท่านคูไค

ปีนี้เป็นศุภมงคลเฉลิมฉลองครอบรอบ 1,200 ปี แห่งการสถาปนาพุทธสถานบนเทือกเขาโคยะซัน (高野山) ขุนคีรีแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของนิกายมนตรยาน หรือนิกายชินงอน (真言宗) นำเผยแพร่ที่ญี่ปุ่นโดยท่านโคโบ ไดฌิ หรือท่านคูไค

มนตรยาน บางทีก็เรียว่า คุยหยาน (密宗 - มี่จง) หมายถึงสำนักที่สอนรหัสนัยแห่งพุทธศาสนา

คุยหยานฝ่ายตะวันออก (东密 - ตงมี่) หรือคุยหยานสายราชวงศ์ถัง (唐密 - ถังมี่) ซึ่งต่างจากคุยหยานฝ่ายตะวันตก (西密 - ซีมี่) หรือมนตรยานแบบทิเบต ตรงที่เริ่มต้นในแผ่นดินจีนสมัยราชวงศ์ถัง แล้วท่านคูไค นำไปเผยแพร่ที่ญี่ปุ่น สถาปนาเทือกเขาโคยะเป็นสีมาแห่งนิกาย รุ่งเรืองตั้งแต่ยุคนาระตราบจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 1,200 ปีแล้ว

เหตุแห่งการสถาปนาโคยะซัน เริ่มจากเวลานั้นท่านคูไควัยได้ 18 ปี ศึกษาพระธรรมในเมืองหลวงนาระ แต่พุทธจักรยุคนั้นแบ่งฝักฝ่าย ปกครองโดยขุนนางพระ ศึกษาแต่พระปริยัติธรรม ไม่สนใจการปฏิบัติ ไม่ยึดถือพระวินัย วัตรปฏิบัติจึงเหลวแหลก ยุคนี้เรียกหว่า "ยุค 6 นิกาย" ท่านคูไคจึงแสวงหาที่ภาวนาไปเรื่อยๆ กระทั่งพบว่าโคยะซันเป็นสัปปายะ จึงปักหลักที่นี่ ต่อมาหลังจากศึกษามนตรยานที่อาณาจักรถังแล้ว แสดงปาฏิหาริย์จนราชสำนักยอมรับ ท่านได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาจากจักรพรรดิซางะในปีพ.ศ 1358 สถาปนาโคยะซันเป็นอาราม มีสิทธิสามารถอุปสมบทกุลบุตรได้เองโดยไม่ต้องพึ่งสีมาของนิกายทั้ง 6 ที่เมืองหลวง และใช้โคยะซันเป็นปะรำพิธี ประกอบพุทธาภิเษกภาวนาปกป้องบ้านเมืองต่อเนื่องไม่ขาดสาย นับแต่นั้นนิกายชินงอน จึงมีศักดิ์และศรียิ่งใหญ่ เป็นนิกายสำคัญของญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน

ช่วงนี้หากเดินทางไปญี่ปุ่น จะมีแคมเปญเกี่ยวกับการฉลองโคยะซันในสถานที่ต่างๆ ผมเองไปร้านหนังสือเห็นจัดพื้นที่พิเศษให้งานนี้โดยเฉพาะ หากจะคิดหาหนังสือ หรือเครื่องเคราเกี่ยวกับนิกายชินงอนแบบครบถ้วน ต้องมาปีนี้ถึงจะเหมาะ หนังสือที่สะดุดตาผมเป็นพิเศษคือ KOYASAN Insight Guide ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น เนื้อหาค่อนข้างละเอียดแต่ไม่หนักเกินไป เพราะเลย์เอาต์ทันสมัย ภาพสวยๆ เยอะ หากอ่านญี่ปุ่นไม่ออก แต่มีความรู้เรื่องมนตรยาน/วัรชรยานก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก 

หนังสือเล่มนี้โปรยหน้าปกไว้ว่า ความฝันแห่งท่านคูไค (空海の夢 - คูไคโนะยูเมะ) เป็นคำโปรยที่ไพเราะและสอดคล้องกับชีวิตของท่านคูไคมาก เพราะชีวิตของท่านเต็มไปด้วยความฝัน และนิมิต โคยะซันเองก็ปักสีมาขึ้นมาเพราะนิมิต

ก่อนท่านจะถือกำเนิด มารดาฝันไปว่า มีภิกษุสมณสารูปงดงามรูปหนึ่งมาขอพักอาศัยในบ้าน มาขอแล้วก็วูบหายเข้าไปในครรภ์ของมารดา ครั้นคลอดออกมาท่านพนมมือนมัสการพระรัตนตรัยในทันที

เมื่อเจริญวัยเป็นกุมาร ท่านฝันไปว่า นั่งอยู่บนดอกแปดกลีบ ปุชฉาพระธรรมกับพระพุทธเจ้า แต่ผู้คนคิดว่าท่านละเมอเพ้อพกไปเอง

เมื่อเติบใหญ่ได้ศึกษาพระธรรมที่นาระ เฝ้าภาวนากับพระพุทธเจ้าทั้ง 3 โลกธาตุ ขอให้ท่านได้เข้าใจหลักแห่งพุทธศาสน์ ต่อมาจึงมีสุบินนิมิตเห็นบุรุษผู้หนึ่งบอกว่า หลักพุทธศาสน์สถิตอยู่ ณ วัดคุเมะเดระ ณ ที่แห่งนั้นท่านค้นพบพระมหาไวโรจนสูตร พระสูตรสำคัญแห่งวัชรยาน หากแต่เขียนเป็นภาษาสันสกฤตไม่าอาจเข้าใจ ท่านจึงมุ่งมาดปรารถนาที่จะไปอาณาจักรถัง เพื่อเรียนวิชาทางธรรมให้รู้แจ้งแทงตลอด

เมื่อกลับมาแล้ว ท่านใช้วิชาที่เรียนจากพระอาจารย์ฮุ่ยกั่ว (恵果) อธิษฐานขอมินิตตั้งสถานที่เจริญภาวนา แล้วโยน "วัชระ" ที่ตกทอดมาจากบูรพาจารย์ขึ้นเเหนือเศียรเพื่อเสี่ยงทาย วัชระกลับลอยข้ามทะเลมาตกลงที่เทือกเขาโคยะซันแห่งนี้ ต่อมาจึงเรียวัชระนี้ว่า "วัชระเหินหาว" เป็นวัตถุชิ้นสำคัญของขุนเขาโคยะซัน

ชื่อ คูไค (空海) อันเป็นสมัญญานามของท่าน ก็มาจากนิมิตครั้งภาวนา ณ ถ้ำริมทะเล เพ่งเวิ้งว้างของฟ้าและกว้างสุดสายตาของท้องน้ำ เกิดเ ล็งเห็นศูนยตาแห่งสรรพสิ่ง จึงขนานนามท่านเองว่า คู (ฟ้าว่าง) ไค (ทะเลเวิ้ง) 

โคยะซัน นั้นท่านตั้งใจให้เป็นนิมิตแห่ง "ครรภโกศธาตุมณฑล" และ "วัชรธาตุมณฑล" อันเป็นกำเนิดของสรรพสิ่งจากพระไวโรจนพุทธะ ตามหลักนิกายชินงอน สถานที่สำคัญบนโคยะซันล้วนแต่มีความนัยตามนิกายนี้ทั้งสิ้น แม้แต่สุสานของท่านคูไค หรือ "โกเบียว" ก็ถือกันว่ามิใช่สุสาน แต่เป็นกุฎีเข้าฌานสมาบัติ เพราะเชื่อกันว่าท่านยังไม่ดับขันธ์ จึงมีพิธีส่งจังหัน และตามประทีปเรื่อยมาไม่ขาดสายนับพันปีแล้ว

ตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งจักรพรรดิไดโกะ ทรงสุบินถึงท่านคูไค ทูลกับพระองค์ว่าหลังจากเข้าสมาบัติได้ 84 ปีแล้วท่านยังไม่ดับขันธ์แต่จำแลงร่างสอนพระธรรมแก่ผู้คน จาริกไปทั่วญี่ปุ่นจนจีวรขาดรุ่งริ่ง เมื่อผู้คนทราบดังนั้นจึงมีพิธีถวายจีวรให้อีกโสดหนึ่งด้วย

หมายเหตุ
-ลิงก์ตัวอย่างหนังสือ  KOYASAN Insight Guide
http://issen.co.jp/book/koyasan-insight-guide/

จาก  https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10152740468811954&substory_index=0&id=719626953
48  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ฌานหนึ่งดรรชนีไต้ซือไห่เติง เมื่อ: 14 ธันวาคม 2560 09:45:47






ฌานหนึ่งดรรชนีไต้ซือไห่เติง

ในประวัติของพระธรรมาจารย์ถี่กวงเอ่ยถึงการประลองระหว่างท่านกับไต้ซือฝ่าเติง แห่งวัดเส้าหลิน ซึ่งเป็นยอดจอมยุทธิ์แห่งยุค พระธรรมาจารย์ไห่เติง (海灯法师) เดิมเป็นชาวเสฉวน เกิดเมื่อปี 2446 หรือ 2451 ไม่แน่ชัด ในวัยเยาว์ท่านเฉลียวฉลาดอย่างมาก สนใจวรรณคดี สอบเข้าศึกษามหาวิทยาลัยซื่อชวน ติดคณะอักษรศาสตร์ แต่ครอบครัวยากจนไม่อาจส่งเสียให้เล่าเรียนได้ ท่านจึงเบนเข็มไปศึกษาโรงเรียนตำรวจ โดยรัฐบาลออกทุนให้ เวลานี้เองท่านเริ่มสนใจวรยุทธิ์อย่างมาก

ต่อมาท่านได้คลุกคลีกกับชาวัด จึงเกิดความคิดที่จะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ กระทั่งได้อุปสมบทในปี 2480 ในเวลาต่อมา ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้เดินทางจาริกไปทั่วจีน กระทั่งถึงวัดเส้าหลิน ไต้ซือเต๋ออี้เจ้าอาวาสวัดในขณะนั้น เห็นท่านวรยุทธิ์เยี่ยมยอด จึงมอบตำแหน่งอาจารย์ชั้นสูงให้

ว่ากันว่า ได้มีพื้นฐานวารยุทธิ์จากสำนักเส้าหลินตั้งแต่ก่อนออกบวช เพราะในช่วงนั้นเกิดเหตุร้ายขึ้นที่วัดเส้าหลิน มีหลวงจีนมีวรยุทธิ์สองท่านหลบหนีมาเสฉวนพอดี ท่านจะถวายตัวเป็นศิษย์เรียนวรยุทธิ์ได้รับการถ่ายทอดวิชามวยกุมารโยคะ (ถงจื่อกง /童子功) กับวิชาเพลงหมัดดอกท้อ (เส้าหลินเหมยฮวาฉวน/ 少林梅花拳) ต่อมาท่านยังเชี่ยวชาญวิชาฌานหนึ่งดรรชนี (อี้จื่อฉาน/一指禅) และวิชาณานสองดรรชนี (เอ้อร์จื่อฉาน/二指禅) ซึ่งสร้างชื่อให้กับท่านเป็นอย่างมาก

พระธรรมาจารย์ซวนฮวา ซึ่งเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กับท่าน (ไต้ซือไห่เติง มีฉายาที่ท่านซวีหยุนตั้งให้ว่า ซวนหมิง) และเผยแพร่ธรรมในอเมริกา เคยพบสนทนากับไต้ซือไห่เติง กล่าวถึงท่านว่า ไต้ซือสละชีวิตฆราวาสเพราะความคับแค้น จึงเดินตามมรรคาของวิทยราชอุจฉุษมะ (ฮุ่ยจี้จินกัง/穢跡金剛) ตั้งใจปราบมารให้สิ้น แม้จะต้องแปดเปื้อนด้วยอกุศล ท่านไห่เติงนั้นมุ่งมั่นในมรรคนี้อย่างยิ่งยวดเพราะเหตุการณ์ในอดีตเป็นพื้นฐาน ท่านไต้ซื่อตอบว่าเป็นเรทาองจริง เพราะบิดาของท่านถูกโจรร้ายสังหารจนสิ้นชีพ จึงเกิดความคับแค้นจึงออกบวชหมายจะฝึกตนให้แข็งแกร่ง ต่อสู่กับหมู่คนพาลล้างแค้นแทนบิดา ส่วนพระธรรมาจารย์ซวนฮวาสละชีวิตคฤหัสน์เพราะหวังดำเนินมรรคาโพธิสัตว์ จึงใช้กรุณาเป็นที่ตั้ง มิใช่พิโรธหมายกำจัดมารอย่างท่านไห่เติง แม้นจะต่างมรรค ต่างเจตนา แต่ทั้ง 2 ท่านมุ่งสู่ปลายทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ท่านกล่าวว่า ไต้ซือไห่เติงมีพรหมจรรย์และคุณอันบริสุทธิ์ ดังจะเห็นได้ว่าวิชามวยกุมารโยคะ หรือถงจื่อกง ของท่านอยู่ในระดับสูงสุด ท่านสอนศิษย์ว่า วิชานี้เพื่อฝึกถึงขั้นสูงสุดแล้ว จะสามารถกดแรงกระตุ้นให้สัประยุทธิ์ ลดความปรารถนาที่จะต่อสู้ เมื่อไม่คิดต่อสู้ ชีวิตก็ยืนยาว

นอกจากฝีมือด้านกังฟู พระอาจารย์ยังมีภูมิธรรมลึกซึ้ง เป็นผู้สืบทอดนิกายเซน สายเหวยย่าง เป็นบูรพาจารย์ลำดับที่ 9 ของสำนักต่อจากพระอาจารย์ซวีหยุน โดยท่านเป็นผู้ประกาศมอบตำแหน่งนี้เอง พระอาจารย์มักแสดงธรรมเทศนาวยืดยาวโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย นอกจากสอนธรรมยังสอนวิชาวรรณเดีโบราณเพื่อประดับความรู้ศิษย์ เมื่อเสร็จการสั่งสอนศิษย์ท่านมักประกอบพิธีเปรดพลีโยคะกรรม เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่สรรพสัตว์ เป็นงานที่ทำกระทำไม่เคยขาด ส่วนยามจำวัดก็ไม่ล้มกายลงนอน แต่จะนั่งสมาธิทั้งคืน

ไต้ซือ พระธรรมาจารย์ไห่เติง มีความผูกพันกับอารามสำคัญดังนี้ วัดเป่ากวง ที่เสฉวน ซึ่งชักพาท่านเข้าสู่ทางธรรมสายนิกายวิปัสสนา, วัดเจินหรู ที่เจียงซี ที่พระอาจารย์ซวีหยุนประกาศธรรมและท่านสืบตำแหน่งเจ้าสำนักต่อมา, และวัดเส้าหลิน ซึ่งท่านได้เรียนวรยุทธิ์และต่อมาหลังเปิดประเทศ รัฐบาลได้เชิญท่านกลับไปครองตำแหน่งเจ้าอาวาสพักหนึ่ง เพื่อฟื้นฟูวิชาที่ถูกทำลายไปมากช่วงปฏิวัติ

ในภาพไต้ซือไห่เติงกำลังสาธิตวิชาฌานหนึ่งดรรชนี (อี้จื่อฉาน/一指禅) ดูภาพเหตุการณ์จริงได้จากคลิปนี้ https://www.youtube.com/watch?v=9otyix-7cok
49  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พระเยซู และ พระพุทธเจ้า เป็นพี่น้องกัน (บางส่วน) เมื่อ: 14 ธันวาคม 2560 08:33:40


"...ในวันคริสต์มาสอีฟ เราพูดกันเรื่องศรัทธา เรื่องพลังแห่งชีวิต เรื่องพระจิต สำหรับฉันแล้วพระจิตคือศรัทธา พระจิตคือสติ และคือความรัก พระจิตนั้นดำรงอยู่ภายในเราอยู่แล้ว หากเราสามารถที่จะสัมผัสพระจิตภายในตัวเราเอง และช่วยให้พระจิตปรากฏชัดขึ้นในเรา เราก็จะสามารถเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งพระจิตในแนวทางที่เราเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติได้...

...พระจิตเป็นสิ่งที่ต้องเพาะปลูก และเมล็ดพันธุ์แห่งพระจิตนั้นก็อยู่ภายในตัวเธออยู่แล้ว การได้รับศีลล้างบาป ก็คือการมีโอกาสที่จะตระหนักรู้ว่า พระจิตนี้และพลังแห่งชีวิตนั้นดำรงอยู่แล้วภายในเธอ การได้รับศีลล้างบาป ก็คือการตระหนักรู้ในพระจิตและคือการสัมผัสพระจิตในเธอ...

...ในขณะแห่งการรับศีลล้างบาป ศีรษะของคนนั้นจะจุ่มลงไปในน้ำ หนึ่ง สอง และสามครั้ง คนผู้ถูกให้ศีลล้างบาปแล้วจะเกิดจากน้ำนั้น และจากพระจิต ในธรรมเนียมของนิกายออร์ธอด็อกซ์ ผู้คนนิยมที่จะให้ทั้งศีรษะจุ่มลงไปในน้ำแห่งศีลล้างบาปนั้น ทว่า ในธรรมเนียมคาทอลิก ผู้คนอาจนิยมเพียงการรินน้ำเสกลงบนศีรษะของคนผู้ที่ถูกให้ศีลล้างบาป พิธีกรรมเช่นนี้หมายที่จะช่วยให้ผู้คนสัมผัสเมล็ดพันธุ์แห่งพระจิตที่ดำรงอยู่แล้วในเขาและเธอ พิธีกรรมนี้คือสัญญาในการช่วยเหลือให้คนคนหนึ่งได้เกิดใหม่ในชีวิตทางจิตวิญญาณของเขาและเธอ พระกุมารบังเกิด พระเยซูบังเกิดทุกครั้งที่พระจิตภายในเธอนั้นได้ถูกสัมผัส

สิ่งเดียวกันนี้ก็จริงแท้สำหรับคนผู้ปฏิบัติธรรมด้วย ทุกๆครั้งที่เธอสัมผัสเมล็ดพันธุ์แห่งสติ และสตินั้นปรากฏชัดขึ้นในเธอ การมีชีวิตก็เป็นไปได้อีกครั้ง ในภาวะของจิตใจอันว้าวุ่น กายและใจนั้นไม่ประสานกัน หากว่าเธอหลงอยู่ในอนาคตหรือในอดีต เธอก็ไม่มีชีวิต แต่ถ้าเมื่อใดที่เมล็ดพันธุ์แห่งสติภายในเธอได้ถูกสัมผัส ทันใดนั้นเองเธอก็จะมีชีวิต กายและจิตวิญญาณสัมพันธ์กัน เธอได้เกิดอีกครั้ง พระเยซูได้บังเกิดอีกครั้ง พระพุทธเจ้าได้บังเกิดอีกครั้ง

เมื่อเธอได้ยินเสียงระฆังสมาธิ เธอหยุดการคิดของเธอ เธอหยุดสิ่งที่เธอกำลังพูด และระฆังช่วยเธอ อีกทั้งนำเธอกลับมาสู่บ้านที่แท้จริงของเธอ ที่ซึ่งพระจิตและสติดำรงอยู่ ที่ซึ่งเธอได้เกิดอีกครั้ง เธอได้เกิดหลายๆครั้งในหนึ่งวัน ซึ่งต้องขอบคุณสังฆะที่แวดล้อมเธอ นี่คือการปฏิบัติการกลับฟื้นคืนชีวิต เราตายลงหลายๆครั้งในหนึ่งวัน เราหลงสติไปหลายต่อหลายครั้งในหนึ่งวัน และต้องขอบคุณสังฆะและการปฏิบัติ ที่เรายังกลับมามีชีวิตได้หลายๆครั้งในหนึ่งวันด้วย แต่ถ้าเธอไม่ปฏิบัติ เมื่อนั้น ครั้งใดก็ตามที่เธอสูญเสียชีวิตไปในทุกๆวัน เธอก็ไม่มีโอการที่จะเกิดใหม่อีกครั้ง การไถ่บาปและการกลับฟื้นคืนชีวิตไม่ใช่ทั้งถ้อยคำหรือเรื่องของความเชื่อ แต่มันคือการปฏิบัติในทุกๆวันของเรา และเราปฏิบัติในมรรคาที่พระพุทธเจ้าบังเกิดในทุกขณะแห่งชีวิตประจำวันของเรา มรรคาที่พระเยซูบังเกิดในทุกขณะแห่งชีวิตประจำวันของเรา ไม่ใช่แค่ในวันคริสต์มาสเท่านั้น เพราะทุกๆวันคือวันคริสต์มาส ทุกๆนาทีคือนาทีคริสต์มาส ทารกน้อยภายในตัวเรากำลังรอคอยเราทุกนาทีที่จะได้เกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า..."



/พระภิกษุ ญอท หั่ญ (ทึก ญอท หั่ญ*) (พ.ศ.๒๔๖๙-)แห่งพุทธศาสนานิกายเที่ยน(เซ็น)ในเวียดนาม
(*เขียนแบบเวียดนามคือ Thích Nhất Hạnh อ่านว่า ทึก ญอท หั่ญ แต่ในสากลและไทยมักอ่านตามอักษรโรมันว่า ติช นัท ฮันห์)
คัดแปลบางส่วนจาก Going Home: Jesus and Buddha as Brothers (Riverhead Trade, 2000)
50  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / พระพุทธะผู้หญิง โดย เชฟหมี คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เมื่อ: 10 ธันวาคม 2560 18:59:41


ไม่นานนี้ มิตรสหายที่ผมเคารพรักท่านหนึ่ง ผู้เป็นแอดมินของเพจ Zen smile Zen wisdom เพจที่นำเสนอพุทธศาสนานิกายเซนและนิกายอื่นๆ อย่างสนุกสนานเข้าใจง่าย ในรูปแบบการ์ตูนที่แสนน่ารัก โดยแอดมินเป็นผู้วาดเอง กำลังเผชิญความท้าทายที่น่าสนใจมาก

ใครพอจะรู้จักพุทธศาสนานิกายเซนบ้างก็คงทราบว่า เซนดูเหมือนจะเป็นนิกายที่มีท่าทีไม่ใส่ใจต่อ “รูปแบบ” ต่างๆ ตราบเท่าที่รูปแบบนั้นไม่ไปกันกับความเข้าใจที่แท้

เซนจึงมีความยืดหยุ่นสูงและมีอารมณ์ขันมาก เพราะสามารถเล่นกับอุบายวิธีต่างๆ ได้ ในฐานะเครื่องมือสอนธรรม ดังมีเรื่องเล่าในตำนานเซน แม้ว่าจะดูนอกรีตนอกรอยเพียงใดก็ตาม ขอเพียง “ชี้ตรงไปที่ใจคน บรรลุพุทธภาวะ” ก็ใช้ได้หมด

มิตรสหายของผมท่านนี้ นอกจากสนใจพุทธศาสนานิกายเซนแล้ว ยังสนใจทุกนิกายรวมทั้งวิถีแห่งจิตวิญญาณอื่นๆ ทั้งยังมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะดี เข้าใจโลกสมัยใหม่

 

ล่าสุดท่านนำเอาคำสอนของพระอาจารย์เซนชาวเกาหลี “เพราะเธอดำรงอยู่ พระพุทธเจ้าจึงดำรงอยู่ รูปกายของพระพุทธเจ้าคือรูปกายของเธอ จิตของพระพุทธเจ้าคือจิตของเธอ” โดยวาดภาพประกอบเป็นรูปพุทธะใส่สูทเช่นเดียวกับนักธุรกิจ นั่งสมาธิ พร้อมด้วยคอมพิวเตอร์และอาหารเช้า ข้างกายมีพระพุทธรูปวางอยู่

โดยต้องการสื่อว่า แม้ภายนอกเราจะเป็นนักธุรกิจหรือใครก็ตาม แต่พุทธภาวะนั้นเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของเรา ไม่ใช่พระพุทธรูปซึ่งเป็นสิ่งภายนอกซึ่งไม่ใช่พุทธะจริงๆ

อีกภาพซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เป็นรูปหญิงสาวนั่งสมาธิใส่บิกินีสีขาว ข้างกายมีข้าวของการงานของผู้หญิง ตะกร้าผ้ากองโต เตารีด เบื้องหน้ามีเขียงและอาหารที่รอปรุง สมุดบัญชีและเครื่องคิดเลข ข้างๆ มีถุงกระดาษใส่ของที่ดูเหมือนเพิ่งซื้อจากซูเปอร์มาเก็ตและมีพระพุทธรูปในถุงนั้น

แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด คือหญิงสาวนั้นมีศีรษะเป็นศีรษะแบบเดียวกับพระพุทธรูป พร้อมคำบรรยายจากคำสอนท่านอาจารย์เซนบังเค โยทะคึ

“เมื่อเธอรู้ซึ้งใน “ไร้เกิด” อย่างแท้จริง ขณะนั้นเอง ในไร้เกิด ไม่มีความแตกต่างไม่ว่าเธอจะเป็นบุรุษหรือสตรี ทุกๆ คนล้วนคือกายแห่งพุทธะ… แม้ว่าในทางร่างกาย บุรุษและสตรีจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทว่าในแง่จิตแห่งพุทธะนั้น ไม่มีความแตกต่างกันอย่างใดเลย”

 

หลายคอมเมนต์เดือดดาลเพราะเห็นว่าเป็นการลบหลู่พระพุทธเจ้า เป็นผู้หญิงยังไม่พอทำไมต้องใส่บิกินีด้วย หลายคนกลัวว่าจะไปสร้างอกุศลจิตและความสับสนแก่คนดู (แต่โทษคนวาด) แต่ที่สำคัญหลายคนไม่เห็นว่าผู้หญิงจะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

ท่านผู้วาดได้ชี้แจงแสดงว่า หน้าตาของพุทธะในรูปนั้น ไม่ได้เจาะจงถึงพระพุทธศากยมุนี หรือพุทธะในประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งยังได้ยกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะว่า เศียรแบบนี้ในศิลปะทั้งอินเดียและนอกอินเดียไม่ได้ไว้ใช้กับพระพุทธเจ้าศากยมุนีเท่านั้น แม้แต่พระศาสดาของไชนะ คือพระตีรถังกรก็ใช้

ดังนั้น แต่เดิมมาพระพุทธรูปที่มีหน้าตาแบบนี้ จึงไม่ได้แสดง “ภาพเหมือน” ของบุคคล แต่เป็นการแสดงออกของ “ภาวะ” แห่งพุทธะต่างหาก ซึ่งโดยหลักของฝ่ายเซน เป็นสิ่งที่มีในทุกผู้คนอยู่แล้ว

ศิลปินผู้วาดเน้นว่า สรีระร่างกายของผู้หญิงไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ ผู้หญิงจะใส่บิกินีก็ได้ นี่มันโลกสมัยใหม่ ในพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานถึงกับวาดรูปของพระโพธิสัตว์สตรีเปลือยด้วยซ้ำไป เช่นเดียวกับเทพฮินดู ผิดกันแต่ว่าในฝ่ายฮินดู ความเปลือยเปล่าของเทวีนั้นสะท้อน “กามะ” หรือความปรารถนาอันเป็นทิพยสมบัติของโลกิยะ

ส่วนการเปลือยในพุทธศิลป์นั้น สะท้อนภาวะเดิมแท้ของ “ธรรมดา” คือเปลือยเปล่าโดยปราศจากการปรุงแต่งใดๆ

บางท่านให้ข้อสังเกตว่า ทีภาพพุทธะเป็นบุรุษใส่สูทไม่เห็นใครเดือดดาล ชะรอยเพราะเป็นสตรีและใส่บิกินีกระมัง

พุทธภาวะไม่ใช่สิ่งที่เป็นแต่ของอยู่ในอดีต แต่อยู่ในโลกสมัยใหม่ด้วย และจะอยู่เป็นนิรันดร์เสมอไป ผู้หญิงสมัยใหม่ที่ใส่บิกินีมีก็มีพุทธภาวะและก็ต้องกระทำกิจกรรมต่างๆ ดังภาพ

 

หากพูดผ่านมุมมองพุทธศาสนามหายาน กิจกรรมธรรมดาต่างๆ ก็อาจนับว่าเป็นพุทธกิจได้หากประกอบไปด้วยญานทัศนะที่เที่ยงตรง

ในฝ่ายมหายาน (ที่จริงก็ฝ่ายเราด้วย) หากประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยสติสัมปชัญญะ และประกอบไปด้วยญานทัศนะ เช่นเห็นว่า ไม่มีความแตกต่างของกิจกรรมระหว่างการปฏิบัติธรรมและกิจทางโลก เพราะจิตไม่คิดแบ่งโดยทวิภาวะ ย่อมไม่มีความต่างของการปฏิบัติและกิจวัตร ทุกสิ่งย่อมคือพุทธกิจ

พุทธะที่แท้จึงอยู่ในกายในใจเรานี้เอง ไม่ใช่พระพุทธรูปภายนอก (ซึ่งภาพแสดงอยู่ในถุงช้อปปิ้ง)

หลายท่านที่แม่นคัมภีร์ก็ว่า รูปนี้วาดอย่างผิดหลัก เพราะในโสตัตถกีมหานิทาน และในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ผู้หญิงจะถึงซึ่งความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ (รวมทั้งเป็นพระมหาจักรพรรดิด้วย)

ดังนั้น หลายท่านจึงมั่นใจมากๆ ผ่านพระไตรปิฎก (ที่เข้าใจตามตามตัวอักษร) ว่า ผู้หญิงย่อมเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

แต่ในฝ่ายมหายานนั้น พุทธะภาวะไม่มีเพศและย่อมมีในสรรพสัตว์อย่างเสมอหน้ากัน เพราะทางฝ่ายเขาถือว่า พุทธะนั้นเป็น “ภาวะ” มิใช่บุคคลในประวัติศาสตร์



ในฝ่ายวัชรยานนั้นยิ่งไปกว่า คือถือว่า พระโพธิสัตว์ใหญ่ๆ ทั้งหลายที่จริงโดยสภาวะคือเป็นพระพุทธะแล้ว เช่น อวโลกิเตศวร ตารา มัญชุศรี ฯลฯ แต่เหตุที่ยังเรียกว่าพระโพธิสัตว์ก็เพื่อเป็นการยกย่องปณิธานที่จะช่วยสรรพสัตว์

ในบรรดาพระโพธิสัตว์เหล่านี้ พระโพธิสัตว์ตารา เป็นพระโพธิสัตว์สตรีซึ่งตำนานเล่าว่า ปรารถนาจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในรูปกายสตรี เพื่อแสดงให้เห็นว่า สตรีก็อาจบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้

พระโพธิสัตว์ตารา คือพระพุทธเจ้าแห่งความกรุณาในสตรีเพศ คู่กับ อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ฝ่ายกรุณาในบุรุษเพศ

“พระมารดาปรัชญาปารมิตา” นั้น ก็ดำรงสถานภาพอันศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งในพุทธศาสนา คือได้รับการยกย่องเป็น “มารดาแห่งพระพุทธะทั้งหลาย” โดยเนื้อแท้พระองค์คือสภาวะแห่งพุทธะ แต่อยู่ในลักษณะแห่งอิตถีภาวะ พระองค์คือ “ศูนยตา” อันไพศาล คือปัญญาที่เราจักต้องรวมเข้าไว้ในสัมมาปฏิบัติของบุรุษ เพื่อจะบรรลุความเป็นพุทธะ

ในนิกายวัชรยานถือว่า สภาวะพุทธะดั้งเดิม (หรือธรรมชาติ) อาจเรียกว่า อาทิพุทธ หรือ พระสมันตภัทร (กุนตุซังโป) ซึ่งสะท้อนถึงความกรุณาอันไพศาล อันเป็นธรรมฝ่ายบิดา และในขณะเดียวกันก็มี “สมันตภัทรี” (กุนตุซังโม) พระพุทธเจ้าเดิมแท้ฝ่ายอิตถีภาวะหรือผู้หญิง ซึ่งสะท้อนปัญญาอันไพศาล อันเป็นธรรมฝ่ายมารดา ซึ่งมักทำรูปพระพุทธะผู้มีกายสตรีเปลือยเปล่า

จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ ภาวะทั้งสองของมารดาและบิดาจักต้องเข้ารวมกัน ขาดสิ่งใดไปไม่ได้

พุทธะสตรีจึงมีได้และต้องมีด้วย ที่จริงสภาวะที่เรียกว่าสตรี-บุรุษในทางโลกนี้ย่อมถือเป็นสมมุติบัญญัติ แต่อิตถีภาวะและบุรุษภาวะในทางธรรม ย่อมแสดงถึงสภาวธรรมที่ต่างกันซึ่งไม่แยกออกจากกัน สภาวะพุทธะนั้น เป็นสภาวะอันไพศาล ไร้ขอบเขต เหตุใดจึงต้องจำกัดแต่ผู้ชาย




หากท่านคิดว่า สิ่งนี้แปลกปลอมมีมานอกพระไตรปิฎกและเป็นของฝ่ายมหายานเพิ่มเข้าไปซึ่งเชื่อไม่ได้ ผมอยากให้ข้อมูลว่า พระไตรปิฎกปกรณ์ของฝ่ายมหายานนั้นยิ่งใหญ่กว้างขวางกว่าเรามาก คือพระไตรปิฎกเขามีทั้งของฝ่ายใต้ (คือเถรวาท) และมีของเขาเองด้วยคือศึกษาในทุกฝ่าย แต่ของเรากลับไม่มีของเขา

อีกทั้งโดยข้อเท็จจริง พระไตรปิฎกเถรวาทนั้นก็สืบมาแต่ลังกา ซึ่งผ่านการเวลาและผ่านการแต่งเสริมเติมแต่งไม่น้อยไปกว่าของฝ่ายอื่นๆ ที่สำคัญพระไตรปิฎกไม่ใช่ “เทววิวรณ์” หรือการเผยแสดงของเทพเจ้า จึงไม่ใช่เทวบัญญัติที่จะต้องเกรงกลัว หากแต่เป็นคำสอนที่อาจตีความได้

ท่านพุทธทาสคือตัวอย่างของปราชญ์ที่พยายามตีความและคัดกรองพระไตรปิฎกอย่างนำสมัย ท่านเองยังเห็นว่า มีส่วนไหนที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ในพระไตรปิฎก ซึ่งน่าเสียดายว่าผู้คนลืมจิตวิญญาณเปิดกว้างอันนี้ของท่านไปเสียแล้ว

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่การเห่อเหิมสิทธิสตรีแบบฝรั่งดังใครพยายามจะปักป้ายให้ แต่เรื่องนี้เป็นคุณค่าที่มีในพุทธศาสนาเองโดยสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ อันเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันค้นหา มิใช่ดองพุทธศาสนาไว้ราวกับโบราณวัตถุซึ่งจะพุพังไปตามกาล

 

กลับไปยังภาพพุทธะผู้นุ่งบิกินี่รูปนั้น สำหรับผม เป็นภาพที่งดงามและมีความหมายมากที่สุดรูปหนึ่งอย่างร่วมสมัย

และมิใช่เพียงผม สตรีหลายท่านส่งข้อความให้กำลังใจผู้วาดว่า ทำให้เขาเลิกคิดว่าตนต้อยต่ำ เป็นหีนเพศ แต่เค้ามีศักยภาพแห่งพุทธะเต็มเปี่ยมเช่นเดียวกับทุกคน

น่าปลื้มใจและอนุโมทนา

จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_36723
51  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / หนึ่งวันเรียนรู้กับ “นักบวชหญิง” หนึ่งวันบ่มเพาะ “โพธิจิต” (คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง) เมื่อ: 10 ธันวาคม 2560 18:40:53


ผมเคยคุยกับภิกษุณีแค่ครั้งเดียว คือคุยกับหลวงแม่ธัมมนันทาในตอนที่ไปสัมมนาที่พะเยา กระนั้นก็ติดตามข่าวคราวของภิกษุณีมาโดยตลอด พอจะทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ทางเฟซบุ๊ก

ไม่นานมานี้สังฆวัชรปัญญานำโดยมิตรสหายวิจักขณ์ พานิช เชิญภิกษุณีเจ็งเคอร์ ฉี จากสำนักภิกษุณี Luminary Buddhist Institute ประเทศไต้หวันมาให้ความรู้แลกเปลี่ยนที่กรุงเทพฯ โดยมีหัวข้อสำคัญคือเรื่อง “โพธิจิต” ผมจึงไม่พลาดที่จะไปรับคำสอน

ท่านเจ็งเคอร์ เป็นเพื่อนของวิจักขณ์ เพราะท่านไปเรียนต่อปริญญาโททางภาษาสันสกฤต ที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่วิจักขณ์กำลังเรียนอยู่จึงได้สนิทสนมกัน

ต่อมาท่านเดินทางไปศึกษาต่อเกี่ยวกับพุทธศาสนาวัชรยานจากซิการ์ คองทรุล ริมโปเช ลามะรูปสำคัญที่ประเทศอินเดียอีกหลายปี และกลับไปดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของ Luminary Buddhist Institute

ที่ไต้หวันภิกษุณีมีจำนวนมากกว่าภิกษุนะครับ และภิกษุณีไต้หวันนั้น ล้วนเป็นกำลังสำคัญของศาสนา ทั้งยังทำงานด้านสังคมสงเคราะห์และกิจการเพื่อมนุษยธรรมอื่นๆ ได้อย่างดีมาก มีวัดที่เข้มแข็งที่มีชื่อเสียงอย่างฉือจี้ ฝอกวงซัน และอื่นๆ

พระอาจารย์ของท่านเจ็งเคอร์คือพระธรรมาจารย์อู่อิน เป็นภิกษุณีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ตั้งใจจะสร้าง “สังฆะ” ที่มีความเข้มแข็ง ท่านจึงฝึกฝนภิกษุณีอย่างเข้มงวด ให้สามารถพึ่งตนเองได้ในระยะแรก เมื่อพึ่งตนเองได้จึงสามารถออกไปช่วยเหลือผู้คนได้อย่างไม่เป็นภาระให้เขา อีกทั้งยังให้ภิกษุณีมีความเข้มแข็งในเรื่องปริยัติ ต้องศึกษาพระธรรมจากฝ่ายนิกายอื่นๆ ด้วย

ท่านเจ็งเคอร์เล่าว่า อาจารย์ของท่านสนใจคำสอนของท่านพุทธทาสมาก และสนใจพระฝ่ายวิปัสสนาของเรา เช่น พระอาจารย์ชา สุภัทโท ท่านเองเคยแปลหนังสือของท่านพุทธทาสไว้หลายเล่มจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีน เพื่อให้เหล่าภิกษุณีได้ศึกษาคำสอนอันแผกออกไป

นี่คือความเปิดกว้างที่น่าสนใจอย่างยิ่งของฝ่ายมหายาน



กันทุกวันว่า “เราจักยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนกว่าจะบรรลุธรรม และจะบำเพ็ญบารมีทั้งหกเพื่อตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อประโยชน์แห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย”

ท่านกล่าวว่า พระรัตนตรัยนั้นมิใช่สิ่งภายนอก ทว่า คือคุณสมบัติภายในของเราเอง เรามี “ความดีพื้นฐาน” ภายในซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องค้นหาให้พบให้ฉายฉานออกมาเองโดยธรรมชาติ ท่านเล่าเรื่องที่ท่านประสบแล้วผมถึงกับน้ำตาตก

ท่านเล่าว่า สมัยที่ท่านอยู่ในอินเดีย มีป้าแก่ๆ ชาวบ้านทิเบตท่านหนึ่ง ทุกๆ วันแกจะเดินไปประทักษิณรอบๆ พระสถูปตอนเช้า ไม่ว่าหนทางจะขรุขระแค่ไหน บางวันที่ฝนตกก็จะกางร่มและเดินเหมือนวันอื่นๆ

คราวหนึ่งมีเพื่อนจากอเมริกามาเยี่ยมท่านเจ็งเคอร์ ท่านจึงขอให้คุณป้าท่านนี้ช่วยดูแลเรื่องที่พักอาศัยและอาหารการกิน คุณป้าก็ดูแลเพื่อนชาวต่างประเทศคนนี้อย่างดีแม้จะไม่สามารถสื่อสารกันได้ก็ตาม

เพื่อนชาวต่างประเทศชื่นชมกับการต้อนรับเอาใจใส่อย่างดีของคุณป้าท่านนั้นมาก

เมื่อท่านเจ็งเคอร์พบคุณป้าโดยบังเอิญในตลาด จึงกล่าวขอบคุณด้วยภาษาทิเบตกระท่อนกระแท่นว่า “คุณช่างมีความกรุณามากจริงๆ”

คุณป้าตอบกลับมาว่า นี่เป็นเพียงความกรุณาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ความกรุณาที่ยิ่งใหญ่คืออย่างความกรุณาของพระโพธิสัตว์

และป้ายังบอกว่าไม่ต้องขอบคุณท่านหรอก ท่านต่างหากที่ต้องขอบคุณ เพราะเจ็งเคอร์ได้เปิดโอกาสให้ท่านฝึกฝนที่จะขยายความกรุณาของตัวเองออกไปแม้จะเล็กน้อยก็ตาม

 

ฟังเรื่องนี้ด้วยความซึ้งใจ และท่านเจ็งเคอร์สรุปในตอนท้ายว่า คนที่จิตใจเรียบง่ายและมีที่พึ่ง คือพระรัตนตรัยภายในนั้นก็ไม่ยากที่จะมีความกรุณาเพิ่มพูน

เราสามารถที่จะฝึกฝนโพธิจิต เพื่อจะเกิดความกรุณาเช่นนั้นได้ อย่างแรกคือต้องพยายามที่จะเรียนรู้ “ร่องนิสัยเดิมๆ” ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจรูปแบบและการทำงานของจิต ที่สำคัญคือจะต้องไม่รีบ “ตัดสิน” ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือคนอื่น สำคัญคือเราจะต้องศึกษาจิตใจอย่างเป็นกลาง เฝ้าดูและเรียนรู้มัน

การเฝ้าดูและเรียนรู้นี้คือการเปิด “พื้นที่” ของใจที่จะปล่อยให้ความเป็นไปได้ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายหลายหลาก

โพธิจิตคือหัวใจที่ตื่นรู้

 

ท่านสรุปในตอนสุดท้ายว่า โพธิจิตมีสองขั้น ในขั้นความปรารถนาอันแรงกล้า โพธิจิตเป็นแรงบันดาลใจที่ประกอบกรณียกิจเพื่อสรรพสัตว์ ในขั้นลงมือกระทำคือขั้นต่อไป

การฝึกฝนโพธิจิตควรเริ่มจากขั้นแรก คือการมีแรงบันดาลใจและความหวัง ทว่ามิได้หมายความว่าเราต้องรีบร้อนทันทีทันใดที่จะปฏิบัติการ เป็นแต่เราต้องรักษา “ความอบอุ่น” ของหัวใจไว้ หล่อเลี้ยงจนสุกงอมแล้วขั้นที่สองจะตามมาเองอย่างธรรมชาติ สำคัญคือต้องไม่ลืมที่จะรอคอยและมีความหวัง เพราะหลายครั้งสิ่งต่างๆ ไม่อาจเป็นตามใจเรา และนั่นคือการ “ปล่อย” เพราะสิ่งต่างๆ “ย่อมเป็นเช่นนั้นของมัน”

ท่านสัพยอกว่าในหมู่ผู้ฟังล้วนแต่เป็นผู้มีการศึกษา บางครั้งการเรียนรู้เรื่องนี้อาจต้องใช้หัวใจมากกว่าสมองสักหน่อย

ที่สำคัญแม้ท่านจะเป็นภิกษุณีฝ่ายมหายาน ท่านก็ย้ำว่า คำสอนเหล่านี้เป็นมรดกธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของนิกายใด ความปรารถนาของท่านคือหลอมรวมคำสอนของทุก “ยาน”เข้าด้วยกันเป็น “ตรียาน” หรือพุทธยาน โดยไม่แบ่งแยก

 

ผมได้มีโอกาสทานข้าวเที่ยงกับท่าน เพราะท่านเห็นว่าอาหารที่ผมเตรียมไปให้มีมากเกินไป เป็นครั้งแรกที่นั่งกินข้าวร่วมกับ “พระ” อย่างเท่าเทียมกัน

ซึ่งท่านเจ็งเคอร์ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเราต่างกัน หรือท่านสูงส่งกว่าอะไรอย่างงั้นเลย

ครั้นถึงตอนเย็น ผม วิจักขณ์และภรรยาของผมก็พาท่านไปทานอาหารเย็น (พระวินัยฝ่ายเหนืออนุญาตให้ฉันเย็นได้ ในฐานะเภสัชชะ) เราจึงมีเวลาคุยกันอีกพอสมควร

วิจักขณ์เล่าให้ท่านฟังว่า ในเมืองไทยตอนนี้กำลังมีปัญหากัน บางฝ่ายกำลังโจมตีว่าพุทธของอีกฝ่ายไม่แท้ ทำกันอย่างนี้หลายต่อหลายครั้ง แล้วก็แย่งชิงว่าใครจะ “แท้กว่ากัน”

ท่านเจ็งเคอร์ฟังแล้วก็ทำหน้างง พร้อมกับถามว่า “ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย”

ท่านว่า ใครจะสอนอย่างไรก็เป็นสิทธิของคนนั้น ในไต้หวันไม่มีเรื่องอย่างนี้ แม้บางสำนักจะมีความเห็นบางอย่างที่ไม่ตรงกัน ก็จัดสัมมนาคุยกันอย่างสบายๆ สุดท้ายต่างคนต่างทำงานของตัวไป

ผมเคยคุยกับวิจักขณ์ว่า เรายากจะหาพระที่เราจะกราบไหว้ได้จริงๆ ในสมัยนี้ คือเป็นพระที่ไม่ใช่เพียงนักปฏิบัติที่เคร่งครัด หรือเก่งในทางวิปัสสนา ทว่า มีหัวใจที่เปิดกว้างและพร้อมจะเข้าไปร่วมทุกข์กับผู้คนโดยไม่หลีกลี้จากสังคม ไม่แสวงหาโภชผลอำนาจ หรือสูงส่งเสียจนกระทั่งสัมผัสไม่ถึง แต่มีความกรุณา

ซึ่งเป็นไปตามปณิธานของพระพุทธะ “จงจาริกไปเพื่อประโยชน์สุข (หิตายะ สุขายะ) ของผู้คนทั้งหลาย”

การได้พบท่านเจ็งเคอร์เพียงเวลาสั้นๆ ทำให้ผมมีความสุขมาก เพราะรู้สึกว่าตัวได้พบ “พระ” จริงๆ เสียที พระที่เปิดกว้าง เป็นกันเอง โอบอุ้มผู้คนไว้ รักที่จะเรียนรู้และปราศจากความทะยานอยากทางวัตถุ ไม่ได้เคร่งครัดวินัยตามตัวอักษร ทว่า เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระวินัย จึงทำให้ท่านมีความยืดหยุ่นต่อผู้คนและสถานการณ์

คือมีจิตวิญญาณสมกับที่เป็นพระ

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือท่านเป็น “พระผู้หญิง” หรือภิกษุณีอีกด้วย ยิ่งทำให้ผมตระหนักว่า เมื่อความเป็น “หญิง” มารวมกับความเป็น “พระ” นั้น ช่างสูงส่งและนุ่มนวลเพียงใด

จึงเข้าใจว่าเหตุใดพุทธะจึงฝากธรรมไว้กับพุทธบริษัทสี่ และเราผู้ชายควรอย่างยิ่งที่จะต้องก้มประนมไหว้นักบวชหญิงด้วยความเคารพ

วันหนึ่งของผมกับภิกษุณีจึงไม่ได้รับเพียงคำสอนที่ยิ่งใหญ่ซึ่งทำให้ผมสั่นไหวตลอดเวลา แต่ได้รับมิตรภาพอันเป็นสิ่งที่งดงามยิ่งด้วย

ขอขอบคุณจากใจ

จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_29095

52  สุขใจในธรรม / บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม / เริ่มวันใหม่ด้วยเมตตา สบายใจไปทั้งวัน สัพพปัตติทานคาถา อุทิศส่วนบุญกุศล เมื่อ: 10 ธันวาคม 2560 18:00:58


สัพพปัตติทานคาถา

 

ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม
เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา
สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ จงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้า
ได้ทำในบัดนี้ และแห่งบุญอื่นที่ได้ทำไว้ก่อนแล้ว

เย ปิยา คุณะวันตา จะ มัยหัง มาตาปิตาทะโย
ทิฏฐา เม จาปยะทิฏฐา วา อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน
คือจะเป็นสัตว์เหล่าใด ซึ่งเป็นที่รักใคร่และมีบุญคุณ เช่น
มารดาบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น ก็ดี; ที่ข้าพเจ้าเห็นแล้ว
หรือไม่ได้เห็น ก็ดี สัตว์เหล่าอื่นที่เป็นกลาง ๆ หรือเป็นคู่เวรกันก็ดี

สัตตา ติฏฐันติ โลกัสมิง เตภุมมา จะตุโยนิกา
ปัจเจกะจะตุโวการา สังสะรันตา ภะวาภะเว
สัตว์ทั้งหลาย ตั้งอยู่ในโลก, อยู่ในภูมิทั้งสาม, อยู่ในกำเนิดทั้งสี่,
มีขันธ์ห้าขันธ์ มีขันธ์ขันธ์เดียว มีขันธ์ ๔ ขันธ์ กำลังท่องเที่ยวอยู่ใน
ภพน้อยภพใหญ่ ก็ดี

ญาตัง เย ปัตติทานัมเม อะนุโมทันตุ เต สะยัง
เย จิมัง นัปปะชานันติ เทวา เตสัง นิเวทะยุง
สัตว์เหล่าใด รู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว สัตว์เหล่านั้นจงอนุโมทนาเองเถิด
ส่วนสัตว์เหล่าใดยังไม่รู้ส่วนบุญนี้ ขอเทวดาทั้งหลายจงบอกสัตว์เหล่านั้นให้รู้

มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะเหตุนา
สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน
เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ เตสาสา สิชฌะตัง สุภา
เพราะเหตุที่ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
จงเป็นผู้ไม่มีเวร อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ จงถึงบทอันเกษม กล่าวคือพระนิพพาน
ความปรารถนาที่ดีงามของสัตว์เหล่านั้น จงสำเร็จเถิด

 <a href="https://www.youtube.com/v/TkX02RaF5vk" target="_blank">https://www.youtube.com/v/TkX02RaF5vk</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/G65_6cN7jtk" target="_blank">https://www.youtube.com/v/G65_6cN7jtk</a>
53  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / คนค้นฅน ตอน “ลาซา-วิถีแห่งศรัทธา ” เมื่อ: 10 ธันวาคม 2560 17:00:36
<a href="https://www.youtube.com/v/b-czDdBpdO4" target="_blank">https://www.youtube.com/v/b-czDdBpdO4</a>

คนค้นฅนสัปดาห์นี้ถือเป็นตอนพิเศษ ที่พี่เช็ค “สุทธิพงษ์ธรรมวุฒิ” ได้เปลี่ยนบรรยากาศพาคุณผู้ชมออกไปท่องโลกกว้าง สู่ทิเบตดินแดนแห่งฝัน และการพาทุกท่าน สัมผัสวิถี วัฒนธรรม ความเชื่อและพลังแห่งความศรัทธา ซึ่งเต็มไปด้วยแง่มุมและน่าประทับใจมาฝากคุณผู้ชมในรายการคนค้นฅน ตอน “ลาซา-วิถีแห่งศรัทธา ”
54  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / คนค้นฅน : หมอปลา มือปราบความทุกข์ เมื่อ: 10 ธันวาคม 2560 16:44:12
<a href="https://www.youtube.com/v/xKEZAQZybI0" target="_blank">https://www.youtube.com/v/xKEZAQZybI0</a>

คนค้นฅนสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องราวของคนต้นเรื่องชื่อดัง ที่คุณผู้ชมรู้จักเขาผู้นี้เป็นอย่างดี เขาคือ “หมอปลา” เจ้าของฉายา “มือปราบสัมภเวสี”  ผู้เป็นที่พึ่งของผู้คนที่ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน และความเจ็บป่วยจากสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ   กับการค้น “ภารกิจชีวิต” ของ “หมอปลา” ผู้ถูกโชคชะตาฟ้าลิขิตให้เขาต้องทำหน้าที่ปลดเปลื้องพันธนาการความทุกข์สารพัดรูปแบบแก่ผู้คน ซึ่งเป็น “ภารกิจ” ที่ทำให้เขาต้องทิ้งความฝัน  ทิ้งอนาคต  ทิ้งผลประโยชน์ส่วนตน  เพื่อทำหน้าที่ขจัดปัดเป่าความทุกข์และแก้ปัญหาชีวิตให้กับผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ  ซึ่งต่างดั้งด้นเดินทางมาเพื่อหวังว่าที่นี่จะเป็นที่พึ่งสุดท้าย  ซึ่งผู้คนเหล่านี้เขาต้องเผชิญกับความทุกข์อะไร และต้นตอของความทุกข์เหล่านี้เกิดจากอะไร  ติดตามภารกิจปราบทุกข์ของหมอปลา ได้ในรายการคนค้นฅน

เพิ่มเติม https://m.youtube.com/playlist?list=PLYHFXN-jjM57gDWDEV-6khze6GMfsdZva
55  สุขใจ เพื่อในหลวง / สุขใจ เพื่อพ่อ เพื่อแผ่นดิน / "โจน จันได " น้อมนำศาสตร์พระราชา : เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อ: 09 ธันวาคม 2560 19:51:13
<a href="https://www.youtube.com/v/BwBkuOty_eo" target="_blank">https://www.youtube.com/v/BwBkuOty_eo</a>
56  สุขใจ เพื่อในหลวง / สุขใจ เพื่อพ่อ เพื่อแผ่นดิน / ชาวแอฟริกานำศาสตร์พระราชาไปใช้ (ดร รัตนาภรณ์ ธรรมโกศล ) เมื่อ: 09 ธันวาคม 2560 19:45:18
<a href="https://www.youtube.com/v/nge2tBM6Hqo" target="_blank">https://www.youtube.com/v/nge2tBM6Hqo</a>
57  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Spirit of Asia : ยาตราศรัทธาพุทธในอินเล (5 พ.ย. 60) เมื่อ: 09 ธันวาคม 2560 19:25:23
<a href="https://www.youtube.com/v/ui6UsxZ39ww" target="_blank">https://www.youtube.com/v/ui6UsxZ39ww</a>

ประเพณีแห่พระบัวเข็มหรือแห่ผ่องดออู ในทะเลสาบอินเล เริ่มต้นขึ้นเมื่อพระบัวเข็ม 4 องค์ ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานบนเรือการะเวก ท่ามกลางชาวพุทธนับพันที่มาร่วมงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทะเลสาบอินเล ประเทศเมียนมา เรือการะเวกจะล่องไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ รอบทะเลสาบอินเล ใช้เวลาทั้งสิ้น 18 วัน เพื่อให้ชาวบ้านได้สักการบูชา

ชาวบ้านนับร้อย จากแต่ละหมู่บ้านมาร่วมเป็นฝีพายนำเรือการะเวก ด้วยพลังศรัทธาในองค์พระบัวเข็ม ที่จะนำขบวนเรือการะเวกล่องไปตามคลองน้อยใหญ่ และจะวนกลับมายังจุดเริ่มต้นที่วัดผ่องดออูอีกครั้ง เมื่ออัฐเชิญพระบัวเข็มไปครบทั้ง 21 หมู่บ้าน ก็เชื่อว่าความอยู่เย็นเป็นสุขจะเกิดขึ้นบนผืนน้ำแห่งนี้

งานประเพณีที่ขับเคลื่อนด้วยพลังศรัทธาจากคนในชุมชน ที่วันนี้กลายเป็นเทศกาลระดับชาติ อยู่ในโปรแกรมที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนรัฐฉานใต้จะยิ่งใหญ่สวยงานขนาดไหน
58  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / Spirit of Asia : มุสตาง อาณาจักรที่ถูกลืม เมื่อ: 09 ธันวาคม 2560 19:11:42
<a href="https://www.youtube.com/v/WcNHUFC775g" target="_blank">https://www.youtube.com/v/WcNHUFC775g</a>

หิมาลัยบรรพต สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งผู้ศรัทธาในพุทธทิเบต และสรวงสวรรค์ของเหล่านักเดินเขา ที่ปลายยอดเอเวอเรสต์อาจเป็นจุดหมายของใครหลายคน แต่ที่เขตอนุรักษ์อันนะปุรณะ ซึ่งประกอบไปด้วยยอดเขาสูงระดับโลก หลายยอดเขา ยังเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่มีสถิตินักปีนเขา เดินทางมา เพราะความหลากหลายของเส้นทางที่มีให้ เลือกตัดสินใจ และความแตกต่างของภูมิประเทศที่สร้าง ความท้าทายให้นักผจญภัยได้มากกว่า อย่าง ณ สุดแดนของเขตอนุรักษ์อันนะปุรณะคือ หนึ่งในอาณาจักรที่ถูกลืม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของ เขตอารยธรรมทิเบต อาณาจักรมุสตาง


<a href="https://www.youtube.com/v/2nr_2Cgwd0I" target="_blank">https://www.youtube.com/v/2nr_2Cgwd0I</a>

เมืองแห่งกำแพงคือสมญานามที่โลมันทังได้รับ มันคือกำแพงที่อยู่ยั่งยืนมากว่า 600 ปี และกำแพงที่ว่าอาจหมายถึงปราการธรรมชาติที่ปิดล้อมมุสตางให้ปลอดภัยจากศัตรู ขณะเดียวกันก็ทำให้มุสตาง โดดเดี่ยว ลี้ลับเช่นกัน

เบื้องหลังกำแพงแห่งโลมันทัง มรดกที่ตกทอดมาจากวัฒนธรรมทิเบตรอการค้นพบ ทั้งมันดาลา 108 ภาพ ที่ถูกจารึกบนฝาผนังอารามศักดิ์สิทธิ์และเสียงดนตรีอึกทึกที่กำลังโห่ประกาศว่า เทนจิ เทศกาลแห่งสันติภาพ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

59  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / ไคโฮเกียว (回峰行) หรือการจาริกรอบภูเขาของบรรพชิตภูเขาฮิเอ เมื่อ: 09 ธันวาคม 2560 18:23:27


ผมเขียนเรื่องไคโฮเกียว (回峰行) หรือการจาริกรอบภูเขาของบรรพชิตภูเขาฮิเอ ประมาณ 2 - 3 ครั้ง แต่ละครั้งมีข้อมูลละเอียดยิบ แต่ไม่ได้เข้าใจความนัยของการธุดงค์รอบภูเขาจริงๆ สักทีจนกระทั่งวันนี้ 

ไคโฮเกียวเรียกอีกอย่างว่า เซนนิชิไคโฮเกียว (千日回峰行) แปลว่า การจาริกรอบภูเขาเป็นเวลา 1,000 วัน เป็นเวลา 7 ปี ปีๆ หนึ่งจะแบ่งเวลาเดิน 100 - 200 วัน วันละ  30 กม.  จนกระทั่งในปีที่ 6 จะเดินวันละ 60 กม.  และ 84 กม. ในปีที่ 7 หรือปีสุดท้าย ระหว่างเดินจะสวดอจลวิทยราชธารณีไปด้วย รวมแล้วนับล้านจบ เมื่อถึงคราวต้องเข้าเก็บตัวในวิหาร 9 วัน สวดธารณีไม่หลับไม่นอนไม่กินข้าว สวดภาวนาทำพิธีโหมะ (อัคนีบูชา)

ไคโฮเกียวเป็นการปฏิบัติธรรมที่เอาชีวิตเข้าแลก ถ้าเดินไม่ไหวจะตายตรงนั้นก็ต้องตาย เพราะตั้งอธิษฐานไว้แล้ว ถ้าทำสำเร็จจะเรียกว่า ไดเกียวมันอาจาริ (大行満阿闍梨) แปลว่า อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จาริกไปสู่ความบริบูรณ์ดั่งเดือนเสี้ยวไปสู่วันเพ็ญ

เรื่องแบบนี้บางคนอาจมองว่าเป็นการทรมานตัวเองด้วยความหลง (อัตตกิลมถานุโยค) ผิดจากหลักพุทธศาสนา แต่อัตตกิลมถานุโยคหมายถึงการทรมานตัวเองเพราะคิดว่าการทำร้ายตัวเองคือการไถ่บาป หรือเป็นการแสดงว่าไม่ยึดตัวติดตัวตนแบบผิดๆ  ซึ่งไคโฮเกียวไม่ใช่เช่นนั้น ตรงกันข้ามไคโฮเกียวคือพุทธศาสนาแท้ๆ อิงไว้ด้วยหลักมหายาน นั่นคือการเสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิต

อาจารีที่ตั้งปณิธานเอาชีวิตเข้าแลกด้วยการจาริกภาวนา เป็นการฝึกตนเองให้แข็งแกร่ง พ้นจากความกลัวตาย พ้นจากความอาลัยในรูป เข้าถึงศูนยตา เพื่อแสวงหาความแข็งแกร่งทั้งกายและใจ จะได้นำความแข็งแกร่งนั้นไปช่วยเหลือสรรพสัตว์ต่อไป พูดง่ายๆ ก็คือ ไคโฮเกียวคือการฝึกตัวเองให้เป็นพระโพธิสัตว์ผู้สมบูรณ์พร้อมสำหรับรื้อขนสัตว์ผู้ทุกข์ยากให้พ้นสังสารวัฏ

ตามหลักมหายาน การเป็นพระโพธิสัตว์ มีระดับอยู่ 10 ขั้น (ทศภูมิ) 7 ขั้นแรกนั้นเป็นการเคี่ยวกรำตัวเอง ภูมิที่ 8 - 10 เป็นถือว่ามีอินทรีย์พร้อมที่จะช่วยผู้อื่นแล้ว ว่ากันตามภูมิธรรมถือว่าเทียบพระอริยะเจ้า แต่ไม่ยอมเข้านิพพานก็เท่านั้น

โปรดสังเกตว่าไคโฮเกียวใช้เวลา 7 ปี ตรงกับภูมิเบื้องต้นทั้ง 7 ภูมิของโพธิสัตว์ ภูมิที่ 8 นั้นเรียกว่า อจลภูมิ (不動地) คือภูมิที่ไม่หวั่นไหวแล้ว เปรียบดั่งว่า อาจารีผู้จาริกรอบเขาเฝ้าสวดภาวนาอจลวิทยราชธารณีนับล้านรอบ เข้าวิหารบูชาอจลวิทยราชไม่กินไม่นอน 9 วัน บรรลุขั้นต่างๆ นี้แล้ว จึงกลายเป็นอจลวิทยราชเสียเอง (อุปมาว่ามีเลือดเนื้อของอจลวิทยราช) จากนี้แล้วจะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ด้วยปัญญาอันมั่นคง

การจะช่วยคนร้อยพ่อพันแม่ผ่านชาตินี้และชาติต่อๆ ไป จะต้องมีอินทรีย์กล้าแกร่ง ไคโฮเกียวเป็นการฝึกแบบหนึ่ง แต่เหมาะสำหรับ (โพธิสัตว์) บางคนเท่านั้น

ดังนั้นถ้าจะเข้าใจแนวคิดเบื้องหลังของไคโฮเกียวต้องเข้าใจหลักโพธิสัตว์ด้วย หากคิดแบบสาวกยานจะไม่เข้าใจ พานคิดไปว่าเป็นการทำเกินพระพุทธเจ้าสอนในพระไตรปิฎก (เถรวาท) ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนด้วยวาจาก็จริง แต่ทรงสอนด้วยการปฏิบัติภูมิโพธิสัตว์แบบนี้มีนับอสงไขยกัป

เรื่องมหายานเป็นอะไรที่ลึกซึ้ง หากใช้แว่นที่ไม่เหมาะสมมามอง จะทำให้พลาดความน่าอัศจรรย์ของพุทธศาสนาไปอย่างน่าเสียดาย

อนึ่ง เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา คะมะโฮริ โคเงน (釜堀浩元) บรรพชิตแห่งภูเขาฮิเอเสร็จสิ้นการจาริกไคโฮเกียวอย่างบริบูรณ์ด้วยวัย 43 ปี หลังจากใช้เวลา 7 ปีปฏิบัติภาวนา และเข้าวิหารภาวนาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเมื่อ 2 ปีก่อนจนสำเร็จ ท่านโคเงนนับเป็น ไดเกียวมันอาจาริคนที่ 51 ในประวัติศาสตร์ และคนที่ 14 หลังยุคสงครามโลก

(ปล. ภาพนี้ไม่ใช่ท่านโคเงน แต่เป็นภาพของท่านมิซึนะงะ เอนโด ที่บรรลุภารกิจเมื่อปี 2009)

เรื่องของคะมะโฮริ โคเงน เข้าวิหารเมื่อ 2 ปีก่อน
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10153066420376954&set=a.430946001953.211467.719626953&type=3&theater

เรื่องบรรพชิตนักมาราธอน เมื่อ 3 ปีก่อน
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10152206687581954&set=a.430946001953.211467.719626953&type=3&theater





วันที่ 21 ตุลาคม 2558  เวลา 02.00 น. คะมะโฮริ โคเงน อายุ 41 ปี เจ้าสำนักสงฆ์เคนจูอิน แห่งอารามเอนเรียคุจิ บนภูเขาฮิเอย์ กลายเป็นนักพรตไคโฮเกียว (回峰行) คนที่ 13 นับตั้งแต่สิ้นสงครามโลก ที่ผ่านการภาวนาอย่างทรหด ไม่หลับไม่นอน ไม่กินอาหาร ไม่กินน้ำ นานถึง 9 วันในวิหารวิทยราช (เมียวโอโด) การถือพรตนี้เรียกว่า โดอิริ (堂入り) แปลว่า "เข้าวิหาร" ต้องอาศัยร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็งมากจึงจะสามารถผ่านความท้าทายนี้ได้ และเป็นสาเหตุที่ในรอบ 70 ปี มีคนผ่านการทดสอบนี้แค่ 13 คน

การทำโดอิริ ผู้ปฏิบัติกิจต้องกักตัวเองในวิหาร นั่งภาวนาอจลวิทยราชธารณี (不動明王真言) ตลอดเวลา  วันละ 100,000 จบ (รวม 9 วันต้องให้ได้ 1 ล้านจบ ) สวดสัทธรรมปุณฑรีกสูตรวันละ 1 จบ (ซึ่งมีความยาวมาก) อีกทั้งยังไม่เอนหลังนอน ไม่นั่งหลับ ไม่กินอาหาร ไม่ดื่มน้ำสักหยด มีพระผู้ช่วย 2 คน คอยประกบข้างเฝ้าไว้ไม่ให้หลับ เมื่อถึงเวลาตี 2 ต้องออกมาตักน้ำที่บ่อแล้วหาบไปถวายอจลวิทยราช (ฟุโดเมียวโอ) ซึ่งในวันแรกๆ ผู้ถือพรตสามารถทำได้เอง แต่เมื่อใกล้ถึงวันที่ 9 จะเริ่มอ่อนแรงจนต้องมีคนคอยประคอง

การปฏิบัติไคโฮเกียวและโดอิริ ต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวมาก ผู้ที่ตัดสินใจทำแล้วจะเลิกไม่ได้ หากท้อถอยมักจะเลือกสละชีพ ผู้ทำไคโฮเกียวจึงมักพกมีดสั้นไว้กับตัวเสมอ การทำโดอิรินั้นเมื่อใกล้จะสิ้นสุด ผู้ปฏิบัติบอกว่าประสาทสัมผัสจะไว้มาก ได้ยินกระทั่งเสียงขี้เถ้าธูปหล่นลงที่มุมวิหารไกลๆ

การถือพรตโดอิริเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการถือพรตเซนนิจิ ไคโฮเกียว (千日回峰行) หรือการธุดงค์รอบภูเขา 1,000 วัน ถือการกึ่งเดินกึ่งวิ่งแล้วสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์รอบภูเขาฮิเอย์ วันละ 30 - 40 กิโลเมตรต่อวัน กินเวลาทั้งสิ้น 7 ปี ซึ่งเพียงเท่านี้ก็ถือว่ายากสาหัสสากรรจ์แล้ว แต่ เมื่อถึงปีที่ 5 จะทำพิธีโดอิริ ซึ่งถือเป็นช่วงท้าเป็นท้าตาย หากรอดไปได้ อีก 2 ปีที่เหลือก็จะไม่ยากเกินไป (ที่จริงแล้วก็ยังยากอยู่ดีแต่ว่าแรงกดดันจะน้อยลง)

ผู้ที่ผ่านพิธีโดอิริมาได้จะเรียกว่า โทเกียวมันอาจาริ (当行満阿闍梨 - ตำแหน่ง อาจาริ เทียบเท่ากับ อาจารย์ ซึ่งสามารถประสิทธิ์ประสาทวิชาผู้คนได้แล้ว) และหากสำเร็จการเดิน 1,000 วัน เดินทางแล้ว 40,000 กว่ากิโลเมตรในรอบ 7 ปี จะได้ตำแหน่ง ไดเกียวมันอาจาริ (大行満阿闍梨) ผู้คนจะนับถือว่าเป็นนิรมาณกายของพระอจลวิทยราช เชื่อว่ามีอิทธิฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และยังได้รับการยกย่องจากราชสำนัก เป็นผู้เดียวที่เวลาเข้าเขตพระราชฐานไม่ต้องถอดถุงเท้ารองเท้า

การธุดงค์รอบภูเขา 1,000 วัน เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติแบบมนตรยานของพุทธศาสนานิกายเทนได (จีนเรียกว่า เทียนไถ) หรือนิกายสัทธรรมปุณฑรีก นิกายนี้เน้นศึกษาสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างลึกซึ้ง และยังปฏิบัติวิชามนตรยานลี้ลับ เป็นนิกายที่ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักญี่ปุ่นมาแต่โบราณ 

*ภาพ คะมะโฮริ โคเงน กำลังเดินออกจากวิหารวิทยราชหลังสิ้นสุดการถือพรต 9 วัน

*หมายเหตุ
เรื่องไคโฮเกียวผมเคยเขียนอธิบายไว้เมื่อปีกลาย อ่านได้จาก Link เรื่อง "บรรพชิตนักมาราธอน" ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10152206687581954&set=a.430946001953.211467.719626953&type=3&permPage=1







บรรพชิตนักมาราธอน

เทือกเขาฮิเอย์ อยู่นอกนครเกียวโต เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเทนได (จีนเรียกว่า เทียนไถ) แต่เดิมนิกายเทียนไถในจีน เป็นสายปริยัติ เน้นศึกษาพระสูตรและวิเคราะห์นัยแห่งพุทธรรม รวมถึงปฏิบัติสมาธิภาวนา แต่ครั้นท่านไซโจ เดินทางมาจากญี่ปุ่นมาสืบทอดนิกายที่จีน ท่านได้ร่ำเรียนวิชาพุทธตันตระ หรือรหัสนัยนิกายสายราชวงศ์ถัง เมื่อกลับไปญี่ปุ่นก็ได้ตั้งนิกายเทนได ที่ภูเขาฮิเอย์ พร้อมผสมผสานแนวทางปริยัติของเทียนไถเดิมกับนิกายตันตระ จนมีธรรมเนียมปฏิบัติคล้ายนิกายชินงง ซึ่งเป็นนิกายตันตระสายตรงในญี่ปุ่น

ด้วยเหตุนี้ นิกายเทได จึงมีพิธีกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับรหัสนัยแห่งพุทธธรรม เช่นการบุชามณฑละ การประกอบพิธีโหมะ รวมถึงวัตรอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ไคโฮเกียว (回峰行) หรือการธุดงค์รอบภูเขา

ไคโฮเกียว เริ่มขึ้นเมื่อ 1,100 ปีที่แล้ว พระสงฆ์ที่จะปฏิบัติธุดงควัตรประเภทนี้ ต้องมีร่างกายแข็งแรง จิตใจเด็ดเดี่ยว เพราะต้องเดินรอบเทือกเขาทั้งลูกเป็นเวลา 1,000 วัน ระหว่างนั้นต้องภาวนาถึงพระอจลวิทยราชอยู่ตลอด และแวะภาวที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 270  แห่งทั่วเทือกเขาฮิเอย์ จึงเต็มไปด้วยสุสานของพระที่ล้มเหลวกับการทำไคโฮเกียว

กฎข้อสำคัญของการเข้าวัตรไคโฮเกียว ก็คือพระสงฆ์รูปนั้นต้องรักษาพรหมจรรย์ตลอดชีวิต (พระญี่ปุ่นไม่รักษาพรหมจรรย์) และต้องมั่นคงกับการสละทางโลก (ซึ่งพระญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่องนี้เช่นกัน) และอีกข้อคือต้องศึกษาเล่าเรียนที่เขาฮิเอย์นานถึง 12 ปี จึงจะมีสิทธิ์

โดยทั่วไปแล้ว ไคโฮเกียว จะใช้เวลาทั้งสิ้น 7 ปีจึงจะสำเร็จ ช่วง 100 วันแรกอาจมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 101 แล้วจะถอนตัวไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ช่วงหลังวันที่ 101 จึงมักเหลือแค่คนเดียว และในรอบ 100 กว่าปีที่ผ่านมามีผู้ทำสำเร็จเพียง 46 คน

การเดินรอบเขาจะเริ่มต้นดังนี้

-ปีแรก เดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน
-ปีที่สอง เดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน
-ปีที่สาม เดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน
-ปีที่สี่ เดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 200 วัน
-ปีที่ห้า เดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 200 วัน
ในช่วงปีที่ 5 จะมีการถือศีลอดเป็นเวลา 7 วันครึ่ง ไม่มีการฉันอหารหรือน้ำ ต้องนั่งสวดธารณีของพระอจลวิทยราชอยู่ตลอดในวิหาร โดยมีพระผู้ช่วย 2 คนคอยปลุกไม่ให้หลับตลอดเวลา อีกทั้งทุกๆ ตี 2 ของทุกคืนจะต้องลุกขึ้นมาตักน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์ที่ห่างออกไป 200 ม. เพื่อบูชาอจลวิทยราช ช่วงนี้ร่างกายจะเผชิญกับความสาหัสสากรรจ์อย่างมาก จนแทบสิ้่นชีวิต
-ปีที่หกเดิน 60 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน
-ปีที่เจ็ดเดิน 84 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน และต่อด้วยการเดิน 30 กม. ต่อวันเป็นเวลา 100 วัน

ผู้ปฏิบัติจึงมักต้องตื่นตั้งแต่เที่ยงคืน เริ่มออกเดินตอนตี 2 ไปเสร็จสิ้นช่วงสายหรือบ่าย แล้วพักผ่อน

ในช่วง 3 ปีแรก เรียกกันว่า "นรกแห่งการเดิน" ต้องทรมานกับการปวดหลัง เหนื่อยแทบขาดใจ และยังท้องไส้ปั่นป่วน แต่ถ้าเดินแล้วจะหยุดไม่ได้ เพราะมีกฎระบุว่า ถ้าไม่สำเร็จต้องฆ่าตัวตายเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องยอมตายเองในระหว่างการปฏิบัติ ทั่วเทือกเขาจึงมีสุสานของผู้ล้มเหลวอยู่มากมาย

แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่า"นรกแห่งการเดิน" ก็เป็นเพียงการขัดเกลาให้เกิดความเพียรอย่างอุกฤษณ์ จนกระทั่งเขาใจถ่องแท้ว่า การเดินคือการทำวิปัสนาอย่างหนึ่ง หรือ "โฮโค เซน" จะต้องไม่เดินเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป สังเกตได้จากหมวกเรียกว่า "เรงเงะ กาซา" จะต้องไม่ขยับไปซ้ายขวา ไม่ขึ้นๆ ลงๆ แต่จะต้องแน่นิ่งบนศีรษะ หมายความว่าหลังต้องตั้งตรง เดินอย่างปราดเปรียวแต่ไม่เร็วไป เป็นการบังคับร่างกายส่วนล่างอย่างกลมกลืน ส่วนตาจะมองไกลอย่างมั่นคง อุปมาว่า มองไปไปที่ 100 ศอกข้างหน้าอย่างแน่วแน่

แม้จะยากลำบากถึงชีวิต และใช้เวลายาวนาน แต่ผู้ที่ทำสำเร็จเชื่อกันว่าคือผู้บรรลุธรรมในขีดขั้นที่สูงขึ้น หรืออย่างน้อยก็พ้นจากการยึดมั่นในเวทนา อีกทั้งยังจะกลายเป็นวีรบุรุษระดับชาติ และผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่น

ที่สำคัญคือผู้ที่ผ่านวัตรไคโฮเกียวเท่านั้น ที่จะสามารถดำรงตำแหน่งเจ้าอธิการผู้ดูแลเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ฮิเอย์ได้
60  สุขใจในธรรม / จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม / วัดถาเอ่อร์ วัดโบราณในมณฑลชิงไห่ (นิกายหมวกเหลือง เกลุคปะ ) เมื่อ: 08 ธันวาคม 2560 19:55:59


วัดถาเอ่อร์ตั้งอยู่บนเนินเขาดอกบัว ตำบลหลู่ซาร์ อำเภอหวงจง มณฑลชิงไห่ อยู่ห่างจากเมืองซีหนิง เมืองเอกของมณฑลนี้ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็น 1 ใน 6 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนานิกายวัชรยานหรือตันตรยาน ของนิกายหมวกเหลืองของชาวพุทธ ชาวทิเบตส่วนใหญ่
วัดถาเอ่อร์ เป็นพระอารามขนาดใหญ่ มีห้องโถงใหญ่น้อย 52 ห้อง พระเจดีย์จำนวนมาก ห้องสวดมนต์และห้องพักสงฆ์ 9,300 ห้อง รวมพื้นที่ใช้สอย 450,000 ตารางเมตร ตัวอาคารก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมฮั่นผสมทิเบต วัดนี้เป็นที่ประสูติของชงคาปา หรือ จงขะปะ ผู้ก่อตั้งนิกายหมวกเหลืองของพุทธศาสนานิกายวัชรยานทิเบต และเป็นคลังพุทธศิลป์โดยเฉพาะที่มีการใช้อัญมณีมาประดับองค์พระพุทธรูป
วัดนี้ประกอบด้วย วิหารหลวง หรือ "วิหารหลังคาทองคำ" ที่ภาษาจีนเรียกว่า ต้าจินหว่าซื่อ และมีวิหารบริวารรายล้อมอีกหลายหลัง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแทนองค์พระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตลอดจนรูปปั้นพระโพธิสัตว์ซึ่งมีมากมายแตกต่างกันไป



ลักษณะวิหารภายในวัดถาเอ่อร์ จะมีลักษณะวิหารคล้ายคลึงกัน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ "ตง" หรือ ไม้เครื่องเรือนที่วางบนคานสำหรับรองพื้นกระดานหรือฟาก ซึ่งศิลปะเรือนไม้ของจีนและทิเบต นอกจากไม่ปิดตงแล้วยังทาสีฉูดฉาดอวดความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ของวัดถาเอ่อร์ โดยสีหลักที่ใช้ในศิลปะทิเบตล้วนเกี่ยวข้องกับศาสนา คือ สีขาว แทนความหมายถึง ความกรุณา สีแดง หมายถึง ปัญญา สีเหลือง คือ ความอ่อนโยน สีน้ำเงิน แทน จิตวิญญาน และสีดำ คือ อำนาจ



วิหารหลังคาทองคำของวัดถาเอ่อร์ซื่อ เป็นสถานที่ที่ประดิษฐานสถูปเงินประดับเพชรนิลจินดาวาววาม เชื่อกันว่า จุดที่ตั้งของวิหารหลังคาทองคำนี้คือ เป็นสถานที่ตัดสายสะดือของพระจงขะปะ หลังประสูติแล้ว ซึ่งตามตำนานเล่าว่า ต่อมามีต้นโพธิ์งอกขึ้นจากจุดดังกล่าว โดยโพธิ์มงคลต้นนี้มีใบสะพรั่งนับแสนใบ แต่ละใบมีรูปพระพุทธรูปนั่งอยู่บนสิงห์โตปรากฎอยู่ จนเป็นที่มาของชื่อวัดในภาษาทิเบตว่า "คุมบุม" แปลว่า รูปพระแสนองค์ ภายในบรรจุสรีระสังขารของท่านจงขะปะ เล่ากันว่า ในระหว่างที่ท่านจงขะปะ ไปเรียนพุทธศาสนาที่ทิเบต ท่านจงขะปะไม่ได้กลับไปเยี่ยมโยมแม่ที่บ้านเป็นเวลา 6 ปี จนโยมแม่คิดถึงจึงส่งจดหมายพร้อมเส้นผมสีขาว เพื่อให้กลับบ้านพบกันสักครั้ง ท่านจงขะปะตอบว่า ยังกลับไปเยี่ยมบ้านไม่ได้ เพราะมีงานสำคัญที่ต้องทำให้บรรลุ โดยส่งภาพตนเองและภาพพระพุทธรูปที่นั่งอยู่บนสิงโต ท่านแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการเรียนพระพุทธศาสนาให้คุณแม่และพี่สาวทราบ พร้อมระบุในจดหมายว่า หากก่อสร้างเจดีย์ที่ประกอบด้วยรูปพระพุทธเจ้านั่งอยู่บนสิงโตนับแสนตัวและให้ต้นโพธิ์ที่งอกขึ้นมาเองในจุดที่ตัดสายสะดืออยู่ตรงกลาง ก็เท่ากับได้พบหน้ากันทุกวัน



โยมมารดาท่านจงขะปะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงสร้างเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชาเมื่อปี ค.ศ. 1379 ก่อนที่จะมีการสร้างวัดขึ้นภายหลัง คือปีค.ศ. 1560

 วัดถาเอ่อร์ได้รับการยกย่องให้เป็น "สุดยอดพุทธศิลป์สามสาขา" คือ 1. จิตรกรรมฝาผนัง 2. การเย็บปักผ้าพระบฎ ซึ่งเป็นภาพ "ถังข่า"ชนิดหนึ่ง และ3. การปั้นและแกะสลักเนยจามรีเป็นรูปดอกไม้คล้ายพานบายศรีถวายเป็นพุทธบูชา หรือ "ตอร์มา"ซึ่งหากมีโอกาสไปชมแล้ว จะประทับใจในฝีมือละเอียดประณีต และสีสันอันสดใส
 


ในวัดถาเอ่อร์ สิ่งที่วิหารทุกหลังมีเหมือนกันหมดคือ "กงล้อมนตรา" ที่มีสีและขนาดแตกต่างกันไป สำหรับผู้แสวงบุญได้หมุนเพื่อทำสมาธิและเป็นตัวช่วยสวดมนต์ให้ได้มากจบ ด้วยเชื่อว่าเป็นวิธีการสั่งสมอานิสงส์ผลบุญให้ไปถึงนิพพานได้

จาก http://thai.cri.cn/221/2017/11/10/228s260377.htm
หน้า:  1 2 [3] 4 5 ... 232
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.573 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 30 สิงหาคม 2562 21:52:25