18 กุมภาพันธ์ 2569 03:49:27
ยินดีต้อนรับคุณ,
บุคคลทั่วไป
กรุณา
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
หน้าแรก
เวบบอร์ด
ช่วยเหลือ
ห้องเกม
ปฏิทิน
Tags
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
ห้องสนทนา
[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
สุขใจในธรรม
ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก
.:::
เกิดมาเพื่อทำใจให้หลุดพ้นจากความทุกข์ - พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
:::.
หน้า: [
1
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: เกิดมาเพื่อทำใจให้หลุดพ้นจากความทุกข์ - พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต (อ่าน 23 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 11
คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์
เพศ:
Thailand
กระทู้: 1340
[• บำรุงรักษา •]
ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ
เกิดมาเพื่อทำใจให้หลุดพ้นจากความทุกข์ - พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
«
เมื่อ:
04 กุมภาพันธ์ 2569 15:08:45 »
Tweet
เกิดมาเพื่อทำใจให้หลุดพ้นจากความทุกข์
ใจของพระพุทธเจ้า ใจของพระอรหันต์ ท่านไม่หาที่เกิดแล้ว ท่านหยุดแล้ว เพราะท่านไม่หิวไม่อยากแล้ว ดวงจิตแต่ละดวงไม่มีวันดับ มีแต่แสวงหาร่างกายใหม่ไปเรื่อยๆ พอร่างกายนี้ดับไปก็ไปหาร่างกายใหม่ ถ้าเข้าท้องมนุษย์ไม่ได้ ก็เข้าท้องสัตว์เดรัจฉานไปก่อน เข้าท้องสัตว์เดรัจฉานง่ายกว่า เป็นหนอนเป็นไส้เดือนเป็นแมลงนี้เป็นง่าย เป็นมนุษย์นี้เป็นยาก ต้องมีบารมีมากกว่าผู้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องมีศีลถึงจะเกิดเป็นมนุษย์ได้ ถ้าไม่มีศีลก็ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉานก่อน เหมือนกับมีเงิน ถ้ามีเงินมากก็ซื้อรถเบนซ์ได้ มีเงินน้อยก็ซื้อไม่ได้ ต้องซื้อจักรยานซื้อรถเข็น อยู่ที่กำลังทรัพย์ของเรา กำลังทรัพย์ก็คือบุญ ศีลสมาธิปัญญานี้ก็คือกำลังทรัพย์ จิตของพวกเราไม่เคยตาย อายุของจิตนี้นับไม่ถ้วนแล้ว เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติไปเรื่อยๆ เปลี่ยนร่างกายไปเรื่อยๆ พอร่างกายนี้หมดก็หาร่างกายใหม่ ช่วงที่หาที่รออยู่นี้ก็ไปใช้บุญใช้กรรมก่อน ถ้ามีบุญก็เป็นเทพเป็นพรหม ถ้ามีบาปก็เป็นเปรตเป็นนรกเป็นเดรัจฉาน จนกว่าจะหมดบาปหมดบุญ ก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ กลับมาทำบุญทำบาปใหม่ เวียนว่ายตายเกิด ขึ้นๆลงๆ จนกว่าจะพบกับพระพุทธเจ้า
ถ้าปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนได้ ก็ยุติการเวียนว่ายตายเกิดได้ ไม่เติมน้ำมันให้กับจิต จิตเป็นเหมือนรถยนต์ น้ำมันที่ทำให้จิตวิ่งไปวิ่งมา ก็คือกิเลสตัณหาความโลภความอยาก พอตัดกิเลสตัณหาได้หมด ก็เท่ากับน้ำมันหมด รถยนต์ก็วิ่งไม่ได้ จิตที่ไม่มีความอยากก็จะไม่ไปไหน อิ่มแล้ว ไม่ต้องไปหาร่างกายใหม่ ไม่ต้องไปใช้บาปใช้บุญอีกต่อไป เป็นนิพพาน นิพพานก็เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีความโลภความอยาก ไม่มีความโกรธความหลง ปรมัง สุญญัง ว่างจากความโลภความโกรธความหลง ที่ทำให้เราผลิตภพชาติต่างๆขึ้นมา เวลาคิดปรุงแต่งไปทางกิเลสตัณหา จิตก็จะไม่ว่าง พอหยุดได้จิตก็ว่าง ความว่างนี้มีหลายระดับ ว่างในระดับสมาธิ ก็ว่างประเดี๋ยวเดียว ออกจากสมาธิมาก็เริ่มคิดใหม่ ถ้าว่างระดับปัญญาก็มีหลายขั้น มีขั้นของโสดาบัน ของสกิทาคามี ของอนาคามี ของอรหันต์
ขั้นโสดาบันก็ว่างในระดับหนึ่ง ขั้นสกิทาคามีก็ว่างอีกระดับหนึ่ง อนาคามีก็ว่างอีกระดับหนึ่ง ขั้นพระอรหันต์ถึงจะว่างเต็มที่ ใจจะว่าง จะไม่คิดปรุงแต่งไปทางกิเลสตัณหา เห็นอะไรก็สักแต่ว่าเห็นเฉยๆ รู้เฉยๆ รู้สมมุติ ไม่หลงสมมุติ รู้ว่าเป็นพ่อเป็นแม่ รู้ว่าร่างกายของเขาเป็นดินน้ำลมไฟ ตัวพ่อตัวแม่ไม่ใช่ร่างกาย เป็นใจที่มาครอบครองร่างกาย ตัวพ่อตัวแม่ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย เวลาพ่อแม่ตายก็จะไม่ร้องห่มร้องไห้ เพราะรู้ว่าเขาไม่ได้ตาย สิ่งที่ตายก็เป็นเหมือนเสื้อผ้าของเขา เวลาเสื้อผ้าของเขาขาดเราไปร้องห่มร้องไห้ทำไม เขาก็ไปหาเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ ใจก็ว่าง ไม่ปรุงแต่ง ไม่ผลิตเรื่องกิเลสตัณหามาให้ปวดหัว ให้เกิดความอยาก เกิดความโลภ ใจเฉย ใจสบาย ใจว่าง ไม่คิดปรุงแต่งไปทางกิเลสตัณหา รู้เฉยๆ ถ้าคิดก็จะคิดด้วยปัญญา ไม่คิดด้วยความหลง
พวกเราตอนนี้คิดด้วยความหลง หลงว่าเป็นของเราไปหมด เห็นอะไรก็เป็นของเราไปหมด เป็นพ่อเป็นแม่ของเรา เป็นพี่เป็นน้องของเรา เป็นลูกของเรา เป็นสามีเป็นภรรยาของเรา เป็นบ้านของเรา เป็นของเราไปหมด พอเกิดอะไรกับเขาขึ้นมาก็วุ่นวายไปหมด เพราะคิดไปตามความหลง ต้องคิดไปตามความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเรา เป็นสมมุติ สมมุติว่าเป็นของเราชั่วคราว แต่ต้องจากเราไปสักวันหนึ่ง หรือเราต้องจากเขาไปสักวันหนึ่ง ห้ามเขาไม่ได้ สั่งให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ไม่ได้ เขาจะเป็นอย่างไรเราไปห้ามเขาไม่ได้ บางครั้งเราก็อาจจะทำได้ แต่ไม่ได้เสมอไปทุกครั้ง ต้องรู้ขอบเขตว่าอะไรที่เราทำได้ อะไรที่เราทำไม่ได้ ส่วนไหนที่ยังทำได้ก็ทำไป เช่นตอนนี้ร่างกายยังดูแลได้ก็ดูแลไป ยังรักษาได้ก็รักษาไป แต่เมื่อถึงเวลาที่รักษาไม่ได้ ก็ต้องยอมรับความจริง ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องเฉย ทำให้ดีที่สุด ทำเท่าที่จะทำได้ เมื่อถึงเวลาทำอะไรไม่ได้ก็ทำใจให้เฉย ปล่อยให้เป็นไปตามความจริง ใจก็จะไม่วุ่นวาย ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อน ใจจะสงบ
นี่คือหน้าที่ของพวกเรา ถ้าถามว่าเกิดมาเพื่ออะไร ก็เกิดมาเพื่อทำใจให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ด้วยการทำใจให้สงบ ด้วยการปฏิบัติตามเยี่ยงอย่างของพระพุทธเจ้า สละสมบัติข้าวของเงินทอง ไม่หาความสุขจากสิ่งต่างๆในโลกนี้ แต่หาความสุขจากการทำใจให้สงบ การจะทำใจให้สงบก็ต้องอยู่ที่สงบวิเวก ไม่มีเรื่องราวต่างๆมากวนใจ ไปอยู่ในป่า ห่างไกลจากแสงสีเสียงต่างๆ แล้วก็คอยควบคุมความคิด ไม่ให้คิดถึงเรื่องแสงสีเสียง ถ้าคิดก็อยากจะกลับไปหา พอคิดถึงแฟน คิดถึงเพื่อน คิดถึงคนนั้น คิดถึงคนนี้ ก็อยากจะกลับไปหา ที่ไปอยู่ในป่าแล้วต้องกลับออกมา ก็เพราะสู้ความคิดของตนไม่ได้ ควบคุมความคิดของตนไม่ได้ ทำใจให้สงบไม่ได้ ถ้าใจไม่สงบใจจะหิว หิวรูปเสียงกลิ่นรส อยู่ไปสักระยะหนึ่งก็จะเบื่อ ไปอยู่ใหม่ๆก็ชอบ พออยู่ไปนานๆเข้า ถ้าไม่มีความสงบ ความหิวในรูปเสียงกลิ่นรส จะมีเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว ก็ต้องกลับไปหารูปเสียงกลิ่นรส
ลืมไปว่าที่มาปลีกวิเวกนี้ ก็เพื่อหนีความทุกข์ของรูปเสียงกลิ่นรส แต่ความหลงสามารถหลอกให้คิดว่า ความทุกข์ที่หนีมานี้เป็นความสุข อยู่ห่างกันนานๆก็อยากจะเจอกัน พออยู่ใกล้กันก็ทะเลาะกัน พอไม่ได้เห็นหน้ากันสักระยะหนึ่งก็คิดถึงกัน ลืมความทุกข์ที่มีต่อกัน อยากจะเจอหน้ากัน เพราะความหิว ทำให้ลืมความทุกข์ในอดีตไปได้หมด ถ้าได้ทิ้งสิ่งต่างๆไปหมดแล้ว ก็ต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจควบคุมความคิดให้ได้ ด้วยการเจริญสติ ควบคุมความคิดไม่ให้คิดเรื่องที่ไม่จำเป็น คิดเท่าที่จำเป็น เช่นให้คิดอยู่กับการกระทำของร่างกาย ร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ก็ให้คิดอยู่กับเรื่องนั้น กำลังแปรงฟันก็ให้คิดว่ากำลังแปรงฟัน กำลังล้างหน้าก็ให้คิดว่ากำลังล้างหน้า กำลังหวีผม กำลังแต่งเนื้อแต่งตัว หรือกำลังกวาดบ้านถูบ้าน ทำกับข้าวรับประทานอาหาร ก็ให้คิดอยู่กับเรื่องนั้นอย่างเดียว อย่าไปคิดเรื่องอื่น พอมีเวลาว่างก็นั่งหลับตาทำใจให้สงบ ถ้าใจสงบแล้วจะไม่หิว จะอยู่คนเดียวได้ จะชอบอยู่คนเดียว เพราะอยู่คนเดียวมีความสุขมากกว่าอยู่หลายคน
พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติอยู่ในป่า ๖ ปี หลังจากเสด็จออกจากวัง จนสามารถทำใจให้สงบได้อย่างถาวร กำจัดความอยากที่มีอยู่ในใจให้หมดไปได้ หลังจากนั้นก็ทรงช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยการสั่งสอนผู้อื่นให้พบกับความสุขที่แท้จริง ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่ได้ทำประโยชน์ของพระองค์เอง เพราะได้ประโยชน์เต็มที่แล้วจากการปฏิบัติ เวลาที่เหลือ ตั้งแต่อายุ ๓๕ ถึงอายุ ๘๐ ปี เป็นเวลา ๔๕ ปี ทรงทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างเดียว สั่งสอนให้ผู้อื่นได้หลุดพ้นจากความทุกข์เป็นจำนวนมาก มีมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก่อนที่พระองค์จะจากไปทรงตรัสว่า พวกเธอไม่ได้อยู่ปราศจากเรา เรายังอยู่กับพวกเธอในรูปแบบของคำสอนของเรา ธรรมวินัยที่ตถาคตตรัสไว้ชอบแล้วนี้แล จะเป็นศาสดาของพวกเธอต่อไปพวกเธอไม่ได้อยู่โดยปราศจากศาสดา ตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้อยู่โดยปราศจากพระพุทธเจ้า ยังมีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสอนเราอยู่ มีพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย เป็นผู้นำเอามาถ่ายทอดอีกต่อหนึ่ง
พวกเราได้พบของวิเศษแล้ว จะทำอะไรกับของวิเศษนี้ก็อยู่กับตัวเรา จะเขี่ยทิ้งไป เหมือนไก่ได้พลอยก็ช่วยไม่ได้ หรือจะรีบเอามาเก็บไว้เป็นสมบัติของเรา จะเอาธรรมได้ก็ต้องสละอย่างอื่นไป เพราะจะเอาทั้งธรรมเอาทั้งโลกไม่ได้ ความสุขทางธรรมกับความสุขทางโลกไปด้วยกันไม่ได้ ถ้าอยากจะได้น้ำชาใหม่ก็ต้องเทน้ำชาเก่าทิ้งไปก่อน ถ้ายังเสียดายน้ำชาเก่าอยู่ ก็จะไม่มีที่สำหรับใส่น้ำชาใหม่ ถ้ายังรักความสุขแบบเดิมอยู่ ยังรักความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะอยู่ ก็จะไม่มีวันได้ความสุขจากความสงบ ถ้าอยากจะได้ความสุขที่เกิดจากความสงบ ก็ต้องทิ้งความสุขที่ได้จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไป ต้องถือศีล ๘ ไม่ใช้เงินทองซื้อความสุข จะใช้เงินทองเพื่อดูแลรักษาร่างกายเท่านั้น ทุกครั้งที่จะเอาเงินไปซื้อความสุขก็เอาไปทำบุญแทน แล้วก็มาถือศีล ๘ มาควบคุมจิตใจ ควบคุมความคิด ทำใจให้สงบ สอนใจให้ฉลาด ให้เกิดปัญญา ให้เห็นว่าไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นสุข ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นทุกข์ เพื่อจะได้ตัดความอยาก
ถ้ายังเห็นว่าเป็นสุขอยู่ก็ยังอยากได้อยู่ ถ้ารู้ว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ก็จะไม่อยากได้ ทุกข์เพราะอะไร เพราะไม่เที่ยง มีเกิดมีดับ ทุกข์เพราะสั่งให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ไม่ได้ นี้คือปัญญาทางศาสนา ให้เห็นอย่างนี้ ให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นทุกข์ เพราะไม่เที่ยง ทุกข์เพราะสั่งเขาไม่ได้ ควบคุมบังคับเขาไม่ได้ ถ้าเห็นอย่างนี้ก็จะไม่อยากกับอะไร เมื่อไม่อยากก็จะสงบ ถ้าอยากก็จะวุ่น เวลาอยากได้อะไรใจจะกระวนกระวายกระสับกระส่าย จะได้หรือไม่ได้หนอ ได้แล้วก็จะกระวนกระวายกระสับกระส่าย ว่าจะอยู่ไปนานสักเท่าไหร่ พอจากไปก็เศร้าโศกเสียใจ เป็นทุกข์ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ทุกข์ตั้งแต่ยังไม่ได้ ทุกข์ในขณะที่ได้แล้ว แล้วก็มาทุกข์ตอนที่เสียไป ทุกข์ตลอดเวลา ให้เห็นความทุกข์อย่างนี้ จะได้ไม่อยากได้อะไร ไม่อยากมีอะไร ไม่อยากเป็นอะไร จะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างไปตามความจริง เขาจะเป็นอะไรก็ปล่อยเขาเป็นไป เขาจะวิเศษขนาดไหนก็ปล่อยให้เขาวิเศษไป มีเงินร้อยล้านพันล้านแสนล้าน ก็ปล่อยให้เขามีไป ไม่ได้อยากจะมีกับเขา ใครจะเป็นอะไรก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างมีขึ้นมีลง มีเกิดมีดับ ไม่ไปดีใจไม่ไปเสียใจกับอะไรทั้งนั้น เพราะไม่มีความอยากให้เป็นอย่างอื่น อยู่ที่ตัวเราว่าจะเอาพระพุทธเจ้ามาเป็นแบบฉบับได้หรือเปล่า เป็นสรณังคัจฉามิได้หรือเปล่า เอาพระธรรมคำสอนมาเป็นแบบฉบับได้หรือเปล่า เป็นแสงสว่างนำทางได้หรือเปล่า เอาพระอริยสงฆ์สาวกมาเป็นแบบฉบับได้หรือเปล่า ถ้าทำได้ก็จะสบายใจไปตลอด ถ้าทำไม่ได้ก็จะทุกข์ไปตลอด อยู่ที่ตัวเราว่าจะทำอย่างไร ไม่มีใครตัดสินใจให้เราได้
จุลธรรมนำใจ ๓๑ กัณฑ์ที่ ๔๔๘
วันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
บันทึกการเข้า
[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
คำค้น:
หน้า: [
1
]
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
จากใจถึงใจ
-----------------------------
=> หน้าบ้าน สุขใจ
===> สุขใจ ป่าวประกาศ (ข้อความจากทีมงาน)
===> สุขใจ เสนอแนะ (ข้อความจากสมาชิก)
===> สุขใจ ให้ละเลง (มุมทดสอบบอร์ด)
-----------------------------
สุขใจในธรรม
-----------------------------
=> พุทธประวัติ - ประวัติพระสาวก
===> พุทธประวัติ แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
===> ประวิติพระอรหันต์ พระสาวก ในสมัยพุทธกาล
===> ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน
===> นิทาน - ชาดก
=====> ชาดก พระเจ้า 500 ชาติ
=> ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
===> ธรรมะจากพระอาจารย์
===> เกร็ดครูบาอาจารย์
=> ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4
=> สมถภาวนา - อภิญญาจิต
=> จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม
=> เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ
===> เอกสารธรรม
===> เสียงธรรมเทศนา
=====> ธรรมะจาก สมเด็จโต
=====> ธรรมะจาก หลวงปู่มั่น
=====> เสียงบทสวดมนต์
=====> เพลงสวดมนต์
=====> เพลงเพื่อจิตสำนึก แด่บุพการี
=====> ธรรมะ มิวสิค (เพลงธรรมทั่วไป)
===> ห้อง วีดีโอ
=> เกร็ดศาสนา
=> กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ
=> ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก
=> บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม
=> พุทธวัจนะ - ภาษิตธรรม
===> พุทธวัจนะ ในธรรมบท
===> พุทธศาสนสุภาษิต
===> คำทำนายภัยพิบัติที่จะเกิด
===> รวมข่าวภัยพิบัติ ทั้งในอดีต และปัจจุบัน
===> รู้ เพื่อ รอด (การเตรียมการ)
=> ห้องประชาสัมพันธ์ ทั้งทางโลก และทางธรรม
===> ฐานข้อมูล มูลนิธิต่าง ๆ ในประเทศไทย (Donation Exchange Center)
-----------------------------
วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ
-----------------------------
=> วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ
===> เรื่องราว จากนอกโลก
=====> ประสบการณ์เกี่ยวกับ UFO
=====> หลักฐาน และ การพิสูจน์ยูเอฟโอ
=====> คลิปวีดีโอ ยูเอฟโอ
=> ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม
=> เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ
===> ร้อยภูติ พันวิญญาณ
=====> ประสบการณ์ ผี ๆ
=======> เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย
=====> ประวัติ ต้นกำเนิด ตำนานผี
===> ดูดวง ทำนายทายทัก
===> ไดอะล็อก คือ ดอกอะไร - พลังไดอะล็อก (Dialogue)
===> กระบวนการ NEW AGE
=> เครื่องราง ของขลัง พุทธคุณ
-----------------------------
นั่งเล่นหลังสวน
-----------------------------
=> สุขใจ จิบกาแฟ
=> สุขใจ ร้านน้ำชา
=> สุขใจ ห้องสมุด
===> สุขใจ หนังสือแนะนำ
===> สุขใจ คลังความรู้ลวงโลก
===> สยาม ในอดีต
=> สุขใจ ใต้เงาไม้
=> สุขใจ ตลาดสด
=> สุขใจ อนามัย
=> สุขใจ ไปเที่ยว
=> สุขใจ ในครัว
===> เกร็ดความรู้ งานบ้าน งานครัว
=> สุขใจ ไปรษณีย์
=> สุขใจ สวนสนุก
===> ลานกว้าง (มุมดูคลิป)
===> เวที จำอวด (จำอวดหน้าม่าน)
===> หนังกลางแปลง (ดูหนัง รีวิวหนัง)
===> หน้าเวที (มุมฟังเพลง)
=====> เพลงไทยเดิม
===> แผงลอยริมทาง (รวมคลิปโฆษณาโดน ๆ)
คุณ
ไม่สามารถ
ตั้งกระทู้ได้
คุณ
ไม่สามารถ
ตอบกระทู้ได้
คุณ
ไม่สามารถ
แนบไฟล์ได้
คุณ
ไม่สามารถ
แก้ไขข้อความได้
BBCode
เปิดใช้งาน
Smilies
เปิดใช้งาน
[img]
เปิดใช้งาน
HTML
เปิดใช้งาน
กำลังโหลด...