[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
18 กุมภาพันธ์ 2569 13:00:49 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนโมกขพลาราม ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี  (อ่าน 148 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 6349


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 109.0.0.0 Chrome 109.0.0.0


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 02 มกราคม 2569 20:08:55 »



เลี้ยวรถเข้าไปในสวนโมกขพลาราม (วัดธารน้ำไหล) ในเวลาเช้ามืด พระยังไม่ได้ออกบิณฑบาต


สวนโมกขพลาราม
ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (ที่มา ประวัติสวนโมกขพลาราม)
------------------------

สวนโมกขพลาราม ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดร้างนาม “ตระพังจิก” ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยพุทธทาสภิกขุ ตั้งใจหาสถานที่เพื่อศึกษาและปฏิบัติตามรอยพระอรหันต์ และได้พบวัดร้างแห่งนี้ มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการปฏิบัติ จึงได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่น

คณะอุบาสกในนาม “คณะธรรมทาน” ประกอบด้วยนายธรรมทาส โยมน้องชาย และเพื่อนอีก ๔-๕ คน ช่วยกันสร้างเพิงที่พัก โดยมุงและกั้นด้วยจาก ต่อออกไปจากด้านหลังพระพุทธรูปในซากอุโบสถเก่า ต่อมาจึงได้สร้างที่พักหลังที่ ๒ ขึ้นเมื่อพุทธทาสภิกขุเริ่มทำงานหนังสืออย่างจริงจัง และอยู่ที่นี่เกือบ ๑๐ ปี

“ฉันพักอยู่ในวัดตระพังจิก พุมเรียง อันเป็นวัดที่เคยอยู่มาแต่แรกราวเดือนเศษก็หาสถานที่ได้ ชนิดที่ในถิ่นนั้นจะหาได้ดีไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว พวกเราเองที่เป็นมิตรสหาย ๔ – ๕ คน ช่วยกันไปจัดทำที่พักว่าฉันจะได้ย้ายไปอยู่ที่นั่น ก็ตกเดือนพฤษภาคม ซึ่งฉันจำได้เพียงว่าดูเหมือนจะเป็นวันที่ ๑๒ ต่อมาในเดือนมิถุนายนประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. ๒๔๗๕) เพราะฉะนั้นปฏิทินของสวนโมกข์จึงเป็นสิ่งที่จะจดจำได้ง่ายที่สุด โดยแฝงประโยคสั้นๆ ว่า “ปีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง” ข้อนี้ พวกเราถือว่ามันเป็นนิมิตแห่งการเปลี่ยนยุคใหม่ เพื่อการแก้ไขสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นเท่าที่เราจะพึงทำได้”

วัดร้างนี้ได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า “สวนโมกขพลาราม” อันหมายถึง สวนป่าอันเป็นกำลังแห่งความหลุดพ้นทุกข์ เพราะบริเวณใกล้ที่พักนั้น มีต้นโมกและต้นพลาขึ้นอยู่ทั่วไป ท่านจึงนำคำทั้งสองมาต่อเติมขึ้นใหม่ให้มีความหมายในทางธรรม

“เอาโมกกับพลามาต่อกันเข้า มันก็ได้ความเต็มว่ากำลังแห่งความหลุดพ้น พลังแห่งความหลุดพ้น ส่วนคำว่าอารามย่อมธรรมดา แปลว่า ที่ร่มรื่น ที่รื่นรมย์ เมื่อมันฟลุคอย่างนี้มันก็ออกมาจริงจัง ตรงกับความหมายแท้จริงของธรรมะ  วัตถุประสงค์ก็คือโมกข์ สถานที่อันเป็นพลังเพื่อโมกขะ… มีความหลุดพ้นเป็นวัตถุที่พึงประสงค์ จึงเกิดวัดชนิดที่ส่งเสริมให้เกิดความหลุดพ้น เรียกว่า โมกขพลาราม”

ต่อมาสวนโมกขพลารามได้ย้ายเข้ามาสร้างใหม่ที่เขาพุทธทอง วัดแห่งนี้ผู้คนนิยมเรียกสั้น ๆ ว่าสวนโมกข์ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดธารน้ำไหล ตั้งอยู่ที่เขาพุทธทอง ริมทางหลวงหมายเลข ๔๑ บริเวณกิโลเมตรที่ ๑๓๔ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยภายในสวนโมกขพลารามมีบริเวณที่น่าสนใจหลายจุด อาทิ


• กุฎิอาจริยบูชาท่านพุทธทาส หรือเรียกว่ากุฎท่านอาจารย์ ปัจจุบันเป็นหลังที่ ๓ มีรูปหล่อพุทธทาสภิกขุให้ผู้ศรัทธาได้เคารพระลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านมีต่อพุทธศาสนา

• รูปปั้นพระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร ประดิษฐานหน้าลานหญ้า “พระพุทธทาสได้จัดสร้างจากต้นแบบที่เป็นรูปปั้นสัมฤทธิ์เก่าแก่ ซึ่งพบที่เมืองไชยา เป็นสัญลักษณ์ของสุทธิ ปัญญา เมตตาและขันติ

• ลานหินโค้ง เป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัด ที่ประกอบศาสนกิจของพระสงฆ์และผู้มาปฏิบัติธรรม สะท้อนแนวคิดของพุทธทาสภิกขุว่า มาสวนโมกข์ต้องได้พูดคุยกับต้นไม้ ก้อนหิน และได้เรียนรู้เรื่องธรรมะที่ปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่ง ปัจจุบันเป็นที่ตักบาตรสาธิต ทำวัตรสวดมนต์ แสดงธรรม วิปัสสนา

• โรงมหรสพทางวิญญาณ ภายในมีสองชั้น กว้างประมาณ ๑๐ เมตร ยาว ๑๐๐ เมตร ภายนอกอาคารเป็นภาพแกะสลักชุดพุทธประวัติรอบอาคาร บริเวณด้านข้างอาคารมีก้อนหินวางเป็นระยะ บนผนังและเสาของอาคารมีภาพปริศนาธรรมมากมาย

• สระนาฬิเกร์ และธารน้ำไหล บนเกาะกลางสระน้ำภายในวัด ที่แห่งนี้เป็นสระน้ำขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ ๑๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๒๐๐ เมตร กลางสระเป็นเกาะเล็กๆ เนื้อที่ประมาณ ๕ ตารางเมตร มีต้นมะพร้าวเล็กๆ ปลูกอยู่หนึ่งต้น ท่านพุทธทาสตั้งใจให้สระนาฬิเกร์นี้ เป็นสื่อในการสอนธรรมะเรื่องนิพพาน

• โบสถ์บนเขาพุทธทอง เป็นที่ตั้งอุโบสถแบบสวนโมกข์ เป็นโบสถ์พื้นดินตามธรรมชาติอย่างที่เคยมีในครั้งพุทธกาล ธรรมชาติที่มีอยู่โดยรอบบริเวณ เปรียบเสมือนอาคารของโบสถ์ มีเสาปักไว้โดยรอบกำหนดเขต เพื่อใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรม

“สวนโมกขพลาราม” ถือเป็นสถานปฏิบัติธรรมชั้นแนวหน้าของเมืองไทยเป็นแหล่งบ่มเพาะเรียนรู้พระพุทธศาสนาที่มีผู้ศรัทธาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยภายในอาณาบริเวณของสวนโมกข์ มีความรมณีย์ ร่มรื่น สงบ เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรม กล่อมเกลาจิตใจและศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง




จากพระป่าธรรมดา สู่ปราชญ์โลก
หลวงพ่อพุทธทาส หรือ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ)  ผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม
เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษา ปฏิบัติธรรม และเผยแผ่พุทธศาสนา เน้น "จิตว่าง" ตามแนวทาง
ของพระพุทธเจ้า และปรัชญาการเป็น  "ทาสรับใช้พุทธศาสนา" ด้วยชีวิตสมถะ เรียบง่าย และ
นำคนออกจากวัตถุนิยม



หลวงพ่อสิงห์ทอง เขมิโย
ได้เมตตาออกมาพานำชมและให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับหลวงพ่อพุทธทาสและสวนโมกข์
ถือเป็นบุญและมงคลอันสูงสุดของชีวิตในวันส่งท้ายปีเก่า (๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘) ที่ได้ไปเยือนสวนโมกขพลาราม





หลวงพ่อสิงห์ทอง เขมิโย พระอาจารย์ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) จังหวัดสุราษฎธานี
เป็นศิษย์ใกล้ชิดและเป็นพระอุปัฏฐากของหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ เป็นที่รู้จักในฐานะพระอาจารย์ที่ถ่ายทอดธรรมะคำสอน
ของท่านพุทธทาสอย่างสม่ำเสมอ และเป็นผู้ดูแลสถานที่สำคัญต่างๆ ในสวนโมกข์  ท่านเล่าให้ฟังสั้น ๆ ว่า เกิดที่จังหวัด
ขอนแก่น หลังจากบวชแล้วได้มาจำพรรษาที่สวนโมกขพลาราม ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๗ จนถึงปัจจุบัน (๕๒ ปี) ได้เคยเดิน
ออกกำลังกาย (ท่านไม่พูดคำว่า "ธุดงค์") ผ่านจังหวัดที่เป็นบ้านของผู้โพสต์อาศัยอยู่ (ซึ่งมีระยะทางห่างจากสวนโมกข์
หนึ่งพันกิโลเมตรเศษ) และได้เดินเลยขึ้นไปทางภาคเหนือใกล้่ชายแดนพม่าอีกหลายร้อยกิโลเมตร




สงบ ร่มรื่น เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม "รมณียสถาน" ของสวนโมกขพลาราม
สถานที่แสดงธรรมของหลวงพ่อพุทธทาส


โปรดติดตามตอนต่อไป




85-28

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 มกราคม 2569 20:17:40 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
 
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 6349


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 109.0.0.0 Chrome 109.0.0.0


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 06 มกราคม 2569 15:44:47 »


พุทธศาสนาไม่ช่วยอะไรเลย
แก่ผู้ที่มัวแต่ทำพิธีบูชาขอร้องอ้อนวอนนะโว๊ย!

พุทธทาส อินทปญฺโญ

พุทธทาสคือใคร

จากเด็กชายเงื่อม พานิช สู่พุทธทาสภิกขุ: รากฐานที่ไชยา

ท่านพุทธทาสภิกขุ มีนามเดิมว่า เงื่อม พานิช เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๙ ณ ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านเกิดในครอบครัวที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมสองสายที่แตกต่างกัน บิดาคือ นายเซี้ยง พานิช เป็นพ่อค้าชาวไทยเชื้อสายจีน ส่วนมารดาคือ นางเคลื่อน พานิช เป็นชาวไทยผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และครอบครัวฝ่ายมารดาก็มีการปฏิบัติธรรมและสมาธิภาวนาเป็นปกติในบ้าน ซึ่งส่งอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความคุ้นเคยกับพุทธปฏิบัติของท่านตั้งแต่เยาว์วัย

การผสมผสานระหว่างสองวัฒนธรรมนี้ได้สร้างบุคลิกภาพอันเป็นเอกลักษณ์ที่ให้ความสำคัญทั้งกับความจริงแท้ทางจิตวิญญาณและการนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดปฏิรูปของท่านในเวลาต่อมา กล่าวคือ ความขยันหมั่นเพียรและความเป็นจริงในวิถีของพ่อค้าจากมรดกฝั่งบิดา ได้ผสานเข้ากับความเลื่อมใสศรัทธาอย่างลึกซึ้งในทางธรรมจากฝั่งมารดา ก่อเกิดเป็นแนวทางที่แสวงหาพุทธศาสนาที่ทั้ง “จริงแท้” และ “ใช้การได้” ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางที่เน้นเพียงพิธีกรรมหรือปรัชญาที่จับต้องไม่ได้

ชีวิตในวัยเยาว์ ท่านได้เข้าศึกษาเบื้องต้นในฐานะเด็กวัดที่วัดพุมเรียง ซึ่งทำให้ท่านได้ซึมซับวิถีชีวิตแบบพุทธและพัฒนาทักษะการคิดเชิงตรรกะ ต่อมาเมื่อบิดาเสียชีวิต ท่านต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยมารดาประกอบอาชีพค้าขาย และเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ท่านได้อุปสมบทในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๙ ณ วัดอุบล (วัดนอก) โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “อินทปัญโญ” (ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่)

แม้ในตอนแรกท่านตั้งใจจะบวชเพียง ๓ เดือนตามประเพณีนิยม แต่ด้วยความซาบซึ้งในพระธรรมและพรสวรรค์ในการแสดงธรรมที่โดดเด่น ท่านจึงตัดสินใจอุทิศตนอยู่ในสมณเพศตลอดชีวิต  การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากน้องชายของท่าน คือ นายยี่เกย พานิช ซึ่งต่อมารู้จักในนาม “ธรรมทาส พานิช” ผู้ซึ่งยอมสละโอกาสในการเรียนแพทย์ของตนเองเพื่อกลับมาดูแลกิจการของครอบครัว เปิดทางให้พี่ชายได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ นายธรรมทาสได้กลายเป็นกำลังสำคัญและเป็นผู้สนับสนุนหลักในการเผยแผ่งานของท่านพุทธทาสตลอดชีวิต



ความผิดหวังที่กรุงเทพฯ: จุดเปลี่ยนสำคัญสู่การปฏิรูป

ประสบการณ์ครั้งสำคัญที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของท่านพุทธทาส คือการเดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานครในปี พ.ศ.๒๔๗๑ ท่านเดินทางมาด้วยความคาดหวังอันสูงส่งว่าจะได้พบกับศูนย์กลางแห่งความบริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนา ถึงกับจินตนาการว่ากรุงเทพฯ จะเต็มไปด้วยพระอรหันต์ แต่ความเป็นจริงที่ท่านได้ประสบนั้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ที่วัดปทุมคงคา ท่านได้เห็นวัตรปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์ที่หย่อนยานและผิดไปจากพระธรรมวินัย เช่น การจับต้องเงินทอง หรือการมีพฤติกรรมที่ไม่สำรวม ความผิดหวังนี้รุนแรงถึงขนาดที่ทำให้ท่านคิดที่จะลาสิกขาหลังจากอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เพียงสองเดือน

ท่านเดินทางกลับไชยาด้วยความตั้งใจดังกล่าว แต่ได้รับการทัดทานให้ครองสมณเพศต่อไปอีกหนึ่งพรรษา ซึ่งในพรรษานั้นท่านก็สอบได้นักธรรมชั้นเอก อันเป็นระดับสูงสุดของการศึกษาธรรม แม้ท่านจะกลับไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในปี พ.ศ.๒๔๗๓ และสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค แต่ความไม่พอใจต่อระบบการศึกษาที่เน้นการท่องจำคัมภีร์อรรถกถามากกว่าการเข้าถึงแก่นธรรมจากพระไตรปิฎกโดยตรงก็ทวีความรุนแรงขึ้น การสอบตกเปรียญธรรม ๔ ประโยคในปี พ.ศ.๒๔๗๔ จึงเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ผลักดันให้ท่านตัดสินใจหันหลังให้กับระบบการศึกษาของสงฆ์ในเมืองหลวงอย่างถาวร

อาจกล่าวได้ว่า “ความล้มเหลว” ในระบบการศึกษาของสงฆ์อย่างเป็นทางการของท่านพุทธทาสนั้น ไม่ใช่ความบกพร่องทางสติปัญญา แต่เป็นการปฏิเสธเชิงอุดมการณ์อย่างมีสติสัมปชัญญะ ท่านมีความสามารถทางปัญญาที่ปรากฏชัดจากการสอบผ่านในระดับต่างๆ ก่อนหน้านั้น แต่ความผิดหวังของท่านพุ่งเป้าไปที่ “ความประพฤติ” ของพระสงฆ์และ “ความไม่เกี่ยวข้อง” ของหลักสูตรที่ท่านรู้สึกว่าห่างไกลจากคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า ดังนั้น การสอบตกจึงไม่ใช่ “สาเหตุ” ของการจากลา แต่เป็น “จุดสิ้นสุด” ของความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาว่าหนทางสู่ธรรมะที่แท้จริงนั้นอยู่นอกสถาบันที่จัดตั้งขึ้น ความล้มเหลวครั้งนั้นจึงกลายเป็นการปลดปล่อยให้ท่านเป็นอิสระที่จะแสวงหาวิสัยทัศน์ของตนเองโดยปราศจากการประนีประนอม






กำเนิดสวนโมกขพลาราม: สวนป่าแห่งการหลุดพ้น

ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ซึ่งเป็นปีเดียวกับการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม ท่านพุทธทาส พร้อมด้วยนายธรรมทาส พานิช และคณะธรรมทาน ได้ร่วมกันก่อตั้ง “สวนโมกขพลาราม” (สวนป่าอันเป็นกำลังแห่งการหลุดพ้น) ขึ้น การกระทำนี้เป็นการแสดงออกเชิงรูปธรรมของการแยกตัวทางอุดมการณ์ออกจากกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง เป็นการหวนคืนสู่ธรรมชาติและความเรียบง่าย เพื่อเป็นสถานปฏิบัติและเผยแผ่พุทธศาสนาในแบบที่ท่านเข้าใจ คือการศึกษาโดยตรงจากพระไตรปิฎกและผ่านประสบการณ์จริง ณ ที่แห่งนี้เองที่ท่านได้ใช้สมัญญานามว่า “พุทธทาส” เพื่อประกาศเจตนารมณ์สูงสุดในชีวิตว่าคือการเป็น “ทาสผู้รับใช้พระพุทธเจ้า”

การก่อตั้งสวนโมกข์ถือเป็นการกระทำที่ท้าทายวัฒนธรรมวัดในเมืองที่เต็มไปด้วยลำดับชั้นและพิธีกรรมที่ซับซ้อน ที่ตั้งในป่า สถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย และการเน้นการปฏิบัติมากกว่าพิธีรีตอง ล้วนเป็นการประกาศอย่างจงใจถึงสิ่งที่ท่านเชื่อว่าพุทธศาสนาควรจะเป็น สวนโมกข์จึงเป็นมากกว่าสถานที่ แต่เป็นปรัชญาที่มีชีวิตและเป็นบทวิพากษ์โดยตรงต่อกระแสหลักในยุคนั้น

ณ สวนโมกข์ ท่านได้ตั้งปณิธานแห่งชีวิตไว้ ๓ ประการ ซึ่งกลายเป็นแนวทางหลักในการทำงานของท่านตลอดมา ได้แก่:

๑. เพื่อช่วยให้พุทธศาสนิกชน หรือศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตาม เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน

๒. เพื่อทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา

๓. เพื่อดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม






พุทธทาส: ผู้เขย่ารากพุทธศาสนาไทย

ในโลกที่ธรรมะกลายเป็นเรื่องของตำรา พิธีกรรม และภาษาที่ยากเกินจะเข้าถึง — พุทธทาสภิกขุเดินออกจากเส้นทางเดิม และชวนเราย้อนกลับไปสู่ต้นธาร ท่านไม่เชื่อว่าการศึกษาธรรมะต้องผ่านชั้นเรียนบาลี หรืออาศัยการสะสมบุญในแบบที่ทำไปเพียงเพื่อหวังผลในภายภาคหน้า ท่านเชื่อว่าธรรมะควรเข้าใจได้ด้วยใจ ไม่ใช่แค่จำด้วยปาก และที่สำคัญ — ต้องใช้ได้จริงในชีวิตนี้

ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง “จิตว่าง” หรือการมอง “นิพพาน” ว่าเป็นความเย็นที่เกิดขึ้นได้ในทุกขณะของการปล่อยวาง พุทธทาสได้ปลุกธรรมะให้กลับมามีชีวิต มีลมหายใจอีกครั้ง


การกลับสู่ต้นธาร: “พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์”

หลักการสำคัญในวิธีการศึกษาธรรมะของท่านพุทธทาสคือการให้ความสำคัญสูงสุดกับพระไตรปิฎกภาษาบาลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของพระสูตร ซึ่งท่านเชื่อว่าเป็นที่รวบรวมพุทธวจนะโดยตรง แนวทางนี้ปรากฏอย่างชัดเจนในงานเขียนชุด “จากพระโอษฐ์” ของท่าน วิธีการนี้เป็นการท้าทายโดยตรงต่อคัมภีร์อรรถกถา (คำอธิบายพระไตรปิฎก) และคัมภีร์อภิธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษาในระบบของคณะสงฆ์ไทยในขณะนั้น การวิพากษ์คัมภีร์อภิธรรมว่าอาจเป็นงานเขียนของพระสาวกในยุคหลังและไม่ใช่แก่นแท้ของคำสอนเป็นหนึ่งในจุดยืนที่สร้างความขัดแย้งมากที่สุดของท่าน ท่านพยายามแยกแยะ “แก่น” ของพุทธศาสนาออกจาก “เปลือก” ที่เป็นเพียงพิธีกรรม ความงมงาย

แนวทางการ “กลับสู่ต้นธาร” ของท่านพุทธทาสมีลักษณะคล้ายคลึงกับการปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์ในศาสนาคริสต์ เช่นเดียวกับนักปฏิรูปโปรเตสแตนต์ที่เน้นหลัก sola scriptura (พระคัมภีร์เท่านั้น) โดยให้ความสำคัญกับคัมภีร์ไบเบิลเหนือประเพณีของคริสตจักร ท่านพุทธทาสก็เน้นการเข้าถึงพระไตรปิฎกโดยตรงเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ผ่านตัวกลางระหว่างผู้ปฏิบัติกับคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า หนังสือของท่านอย่าง “คู่มือมนุษย์” ถูกเขียนขึ้นเพื่อให้ฆราวาสสามารถศึกษาและทำความเข้าใจแก่นธรรมได้ด้วยตนเอง


ปรัชญา “จิตว่าง” (The Empty Mind)
“จิตว่าง” คือแนวคิดที่โด่งดังและมักถูกเข้าใจผิดมากที่สุดของท่านพุทธทาส การวิเคราะห์อย่างละเอียดจะพบว่า “จิตว่าง” คือคำภาษาไทยที่ท่านใช้ถ่ายทอดความหมายของคำบาลีว่า “สุญญตา” (ความว่าง) จิตว่างในความหมายของท่านไม่ได้หมายถึงจิตที่หยุดคิดหรือปราศจากความรู้สึก แต่หมายถึงสภาวะของจิตที่ “ว่าง” จากความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น “ตัวกู-ของกู” คือสภาวะที่คนเรายังคงรับรู้ รู้สึก และคิด แต่ปราศจากการยึดเกาะหรือนำประสบการณ์เหล่านั้นมาประกอบสร้างเป็นอัตตาตัวตน

สภาวะจิตว่างนี้คือกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ และเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน เช่น “การทำงานด้วยจิตว่าง” การตีความเช่นนี้ได้สร้างความขัดแย้งอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความเข้าใจเรื่องสุญญตาในเชิงปรัชญานามธรรม

อาจกล่าวได้ว่า “จิตว่าง” คือเครื่องมือทางการสอนที่ปฏิวัติวงการพุทธศาสนาไทยอย่างแท้จริง โดยการแปลแนวคิดทางปรัชญาชั้นสูงอย่าง “สุญญตา” ให้กลายเป็นวลีภาษาไทยที่เรียบง่ายและทรงพลังอย่าง “จิตว่าง” และเชื่อมโยงมันเข้ากับประสบการณ์ทางจิตวิทยาของการละ “ตัวกู-ของกู” ท่านพุทธทาสได้เปลี่ยนหลักธรรมที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเทคนิคทางจิตวิทยาที่ฆราวาสสามารถนำไปใช้ต่อสู้กับความทุกข์ในชีวิตประจำวันได้จริง การนำเสนอเช่นนี้ทำให้เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา (การหลุดพ้นจากตัวตน) กลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและปฏิบัติได้สำหรับคนทำงานในยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของพระสงฆ์ที่ปลีกวิเวกอยู่ในป่าอีกต่อไป นับเป็นการ “ตลาด” ธรรมะที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง ทำให้คำสอนกลายเป็นคู่มือ “how-to” สำหรับชีวิตทางจิตวิญญาณ


นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้
ท่านพุทธทาสได้ปฏิวัติความเข้าใจเกี่ยวกับนิพพาน (Nibbaˉna) โดยสอนว่านิพพานไม่ใช่สภาวะที่ไกลตัวหรือเป็นสิ่งที่ต้องรอหลังความตาย แต่เป็นความจริงที่สัมผัสได้ในชีวิตนี้ ท่านอธิบายว่านิพพานคือ “ความเย็น” อันเกิดจากการดับสิ้นของไฟกิเลส คือ โลภะ โทสะ และโมหะ “นิพพานในชีวิตประจำวัน” นี้เป็นผลมาจากการปฏิบัติด้วย “จิตว่าง” ซึ่งก็คือประสบการณ์ของการเป็นอิสระจากความทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นในตัวตนนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเพียงชั่วขณะหรือต่อเนื่องก็ตาม

การตีความเช่นนี้ได้ลดทอนความลี้ลับของนิพพาน เปลี่ยนจากเป้าหมายทางอวสานวิทยาที่ห่างไกลให้กลายเป็นความเป็นไปได้ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน ซึ่งท้าทายโดยตรงต่อแนวคิดกระแสหลักที่เน้นการทำบุญสะสมบารมีเพื่อหวังผลในชาติหน้า

การสอนเรื่อง “นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้” ของท่านพุทธทาสเป็นการปรับเปลี่ยนเป้าหมายของการปฏิบัติทางพุทธศาสนาอย่างถึงรากถึงโคน จากเดิมที่เน้นการสะสม “กรรมดี” เพื่ออนาคต ไปสู่การบรรลุความหลุดพ้นทางจิตใจใน “ปัจจุบัน” การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พิธีกรรมและการทำบุญเพื่อหวังผลในอนาคตกลายเป็นเรื่องรอง ท่านถึงกับสอนเรื่อง “การให้ทานที่ไม่ต้องเสียเงิน” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ท้าทายระบบเศรษฐกิจและสังคมของวัดตามประเพณีนิยมที่มักตั้งอยู่บนฐานของการบริจาคเพื่อแลกกับผลบุญในอนาคต




"พุทธทาสคือใคร" หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (ที่มา)
บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 6349


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 109.0.0.0 Chrome 109.0.0.0


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 06 มกราคม 2569 17:16:01 »




หลวงพ่อสิงห์ทอง เขมิโย เมตตาเปิดให้ชมกุฏิของหลวงพ่อพุทธทาส



เตียงนอนของหลวงพ่อพุทธทาส  (เข้าใจว่าหลวงพ่อใช้เมื่อเข้าสู่วัยชรา เพื่อความปลอดภัยในการลุกนั่ง)
หลวงพ่อสิงห์ทองได้ชี้มือไปที่ใต้เตียงนอน พร้อมกับเล่าว่า นั่นน่ะ “กระทรวงการคลัง” หลังจากหลวงพ่อ
พุทธทาสมรณภาพ  ทางวัดได้ยกหีบ (กำปั่น) เงินที่ญาติโยมถวายหลวงพ่อพุทธทาสมาฝังแล้วโบกปูนทับ




โถส้วมสำหรับนั่งถ่ายของเสีย (ปัสสาวะและอุจจาระ) ตั้งอยู่ปลายเตียง




ในกุฏิแคบๆ ของหลวงพ่อพุทธทาส มีเก้าอี้ลูกระนาดทำจากแผ่นไม้ที่เรียงต่อเนื่องกันเป็นผืนที่นั่ง ยึดด้วยสายพาน
และพิมพ์ดีดสำหรับงานเผย "พุทธศาสนา"





เสื่อกกและหมอนไม้ ที่ท่านพุทธทาสใช้หนุนนอน  สะท้อน การใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ติดสุขสบายทางกาย
ยกเว้นนาฬิกา (ไฟฉาย?) ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินของหลวงพ่อพุทธทาส แต่ลูกศิษย์ได้นำมาจัดวางไว้เอง






ที่สรงน้ำของหลวงพ่อพุทธทาส  ท่านสรงน้ำ ณ ที่นี้จนวาระสุดท้ายของชีวิต



สถานที่ โต๊ะเก้าอี้ เครื่องมือ-อุปกรณ์ การเขียนงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของหลวงพ่อพุทธทาส








ห้องมรณภาพของหลวงพ่อพุทธทาส  
หลวงพ่อพุทธทาสมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
หลวงพ่อสิงห์ทอง เล่าว่า ก่อนการมรณภาพ ท่านเรียก “ทอง ไปตามโพธิ์มา เรากำลังจะตาย”
* “โพธิ์” คือพระราชวัชรโพธิคุณ (โพธิ์ จนฺทสโร) วิ. เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันของวัดธารน้ำไหล (สวนโมกข์พลาราม)









ท่านอาจารย์นั่งคอยทุกคนมากี่ปีแล้ว
ท่านอาจารย์นั่งรับแขกอยู่ตรงนั้น สังเกตแขกที่มา  ได้เวลา ๘ โมงท่านก็ฉัน ความจริง
ท่านจะฉันเมื่อไรก็ได้ เดินหกโมงเช้าแล้วมานั่งตั้งชั่วโมง คอยแขก  ไม่เห็นมีใครมาเลย
คุณคิดดู นั่งมาตั้งกี่ปีแล้ว คอยแขกมาตลอดเลย    ท่านทั้งหลาย ท่านเจ้าคุณอาจารย์
นั่งคอยท่านทั้งหลายมากี่ปีแล้ว ท่านไม่มา ตอนนี้ท่านไม่นั่งคอยแล้ว ท่านไปนอนคอยแล้ว
พระพรเทพ  ฐิตปัญโญ
จากหนังสือ ทางสายกลางของท่านพุทธทาส







ขอกราบขอบพระคุณ หลวงพ่อสิงห์ทอง เขมิโย
ที่ท่านได้เมตตา/อนุเคราะห์ นำชมและให้ความรู้เกี่ยวกับหลวงพ่อพุทธทาส (พุทธทาสภิกขุ)

ขอนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง

kimleng


โปรดติดตามตอนต่อไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 มกราคม 2569 17:30:16 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 6349


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 109.0.0.0 Chrome 109.0.0.0


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 08 มกราคม 2569 15:11:52 »



หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (ที่มา ภาพ)


ชื่อนั้นสำคัญไฉน : ที่มาและความหมายของชื่อ "พุทธทาส"
หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (ที่มา)

ท่านพุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์: เงื่อม อินทปัญโญ) คือหนึ่งในสมณะผู้ทรงอิทธิพลทางปัญญาอย่างสูงยิ่งต่อสังคมไทยร่วมสมัย ท่านเป็นนักคิด นักเขียน และนักปฏิรูปคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่มุ่งนำเสนอแก่นธรรมอันบริสุทธิ์ให้เข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนทุกระดับชั้น ผ่านการก่อตั้งสวนโมกขพลารามและผลงานธรรมเทศนาจำนวนมหาศาล ตลอดชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ ท่านได้สร้างสรรค์ผลงานมากมาย ทั้งในรูปแบบการแสดงธรรมและงานเขียน ซึ่งได้จุดประกายให้เกิดการตื่นตัวทางสติปัญญาและท้าทายความเข้าใจเดิมๆ ที่มีต่อพระพุทธศาสนา ทว่านอกเหนือจากมรดกทางธรรมอันล้ำค่าแล้ว แม้แต่ “นาม” ที่ท่านเลือกใช้ ก็ยังแฝงไปด้วยนัยและความหมายอันลึกซึ้งควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง


ความหมายที่ลึกซึ้งของ “ทาสแห่งพระธรรม”

หัวใจสำคัญของนาม “พุทธทาส” อยู่ที่ความหมายเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้ง ท่านอาจารย์ได้จำแนก “ทาส” ออกเป็นสองนัยยะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ “ทาสของมนุษย์” ซึ่งตกอยู่ใต้อำนาจการบงการและมักนำไปสู่ความทุกข์ กับ “ทาสของพระธรรม” ซึ่งถือเป็นอุดมคติอันสูงส่ง เพราะเป็นการยอมตนโดยสมัครใจต่อสัจธรรมและความดีงาม

“ถ้าเป็นทาสมันเป็นสองความหมาย ตรงกันข้ามหรือแย้งกันอยู่เสมอไป จะยกตัวอย่างเช่นว่า เป็นทาสของมนุษย์อยู่ด้วยกันเนี่ย กับ เป็นทาสของพระธรรมเนี่ย มันไม่เหมือนกัน เรายอมเป็นทาสของพระธรรม อย่างอาตมาเนี่ย เรียกตัวเองว่าพุทธทาส สมัครเป็นของพระพุทธเจ้า คือเป็นทาสของพระธรรม มันก็ไปไหนไม่รอด มันก็มีแต่ที่จะประกอบหรือประพฤติหรือกระทำ อยู่แต่ในคลองของธรรม แต่ถ้าเป็นทาสของคน มันก็แล้วแต่คนเขาจะใช้ มันคนละอย่างนะ เพราะงั้นคำว่าทาสเนี่ย ระวังไว้ให้ดี มันมีอยู่ ๒ ความหมาย มันเป็นอุดมคติก็ดี แล้วเป็นทาสของธรรมมะ แล้วมันทำอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากประพฤติตามธรรมมะ แล้วมันก็ไม่มีผิด มันก็แก้ปัญหาได้” – พุทธทาสภิกขุ อบรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กลุ่มพุทธศาสตร์ เรื่อง ภาษาเกี่ยวกับการเมือง  (ที่เข้าใจว่ายังสับสนกันอยู่เกี่ยวกับอุดมคติทางการเมือง)

การประกาศตนว่าเป็น “พุทธทาส” คือการสมัครใจนำตนเองเข้าไปผูกมัดไว้กับพระธรรมวินัย เป็นการยอมตนเป็นทาสของความถูกต้องดีงาม ซึ่งจะทำให้ชีวิตไม่สามารถออกนอกลู่นอกทางของธรรมะไปได้ การเป็นทาสในลักษณะนี้จึงมิใช่การสูญเสียอิสรภาพ แต่กลับเป็นการมุ่งหน้าสู่อิสรภาพที่แท้จริง คือความหลุดพ้นจากกิเลส ยิ่งไปกว่านั้น การวางตนอยู่ในฐานะที่ต่ำที่สุด คือ “ทาส” ยังเป็นเครื่องป้องกันความทะนงตนและความเย่อหยิ่ง ทำให้ไม่สามารถดูถูกดูหมิ่นผู้ใดได้ เพราะตระหนักอยู่เสมอว่าตนเป็นเพียงผู้รับใช้พระพุทธองค์เท่านั้น

ดังนั้น นาม “พุทธทาส” จึงมิใช่เป็นเพียงชื่อที่ใช้เรียกขานบุคคล แต่คือบทสรุปของทั้งชีวิต อุดมการณ์ และปณิธานของพระเถระรูปสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นนามที่ประกาศถึงการรับใช้อย่างถึงที่สุด การถ่อมตนอย่างที่สุด และการยึดมั่นในพระธรรมอย่างที่สุด และในท้ายที่สุด ยังเป็นนามที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเป็น “พุทธทาส” ผู้รับใช้พระธรรมในวิถีของตนได้ด้วยกันทั้งสิ้น




พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
แปลว่า "พระผู้ทอดพระเนตรลงมา" หรือ "เจ้าโลก"
รูปหล่อจำลองจากประติมากรรมสำริดโบราณสมัยศรีวิชัยที่พบที่ไชยา
 สร้างโดยท่านพุทธทาสภิกขุ




จาก “นามปากกา” สู่ “นามแห่งชีวิต”

หลายคนอาจเข้าใจว่าชื่อ “พุทธทาส” เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านอุปสมบทแล้ว แต่จากคำบรรยายของท่านเองในวาระต่างๆ ได้ชี้ให้เห็นว่า ท่านเริ่มใช้นามนี้เป็น “นามปากกา” สำหรับเขียนบทความเผยแผ่พระพุทธศาสนาลงในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นฆราวาส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปณิธานอันแน่วแน่ที่มีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ท่านจึงเห็นว่านามนี้ยิ่งสอดคล้องกับอุดมการณ์และเส้นทางที่เลือกเดิน จึงได้ยึดถือใช้เป็นนามเรียกขานตนเองนับแต่นั้นมา

“อาตมาใช้คำว่า “พุทธทาส” เป็นชื่อปากกาสำหรับเขียนข้อความไปลงหนังสือพิมพ์รายวันที่กรุงเทพฯ  แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรื้อพื้นพุทธศาสนานี่ ใช้ชื่อปากกาว่า “พุทธทาส” มาตั้งแต่ก่อนบวช เพราะมันเหมาะสมกับงานที่อยากจะทำ ทีนี้พอบวชแล้วก็ยิ่งเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ก็ใช้คำว่าพุทธทาส ตลอดมา มันมาเข้ากับความหมายในคำทำวัตรเย็นว่า พุทธัสสาหัสมิ ทาโสวะ นี่เป็นทาสของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มันก็ยิ่งดี คำนี้มันก็เหมาะแล้ว”  – พุทธทาสภิกขุ (แสดงธรรมล้ออายุ ปี ๒๕๒๒ ครั้ง ๑ เรื่องเกี่ยวกับการมีสวนโมกข์และเล่าประวัติส่วนตัว)

นาม “พุทธทาส” ได้สะท้อนความหมายอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อพิจารณาถึงบทสวดทำวัตรเย็นที่พระภิกษุต้องสวดเป็นประจำทุกวัน ซึ่งมีใจความตอนหนึ่งว่า “พุทธัสสาหัสมิ ทาโสวะ” อันแปลว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า” สำหรับท่านแล้ว นี่มิใช่เป็นเพียงการสวดตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่คือการตอกย้ำสัตยาธิษฐานในทุกๆ วัน นามนี้จึงมิใช่เพียงชื่อเรียก แต่คือการประกาศปณิธานแห่งการอุทิศตน คือการมอบกายถวายชีวิตเพื่อรับใช้พระบรมศาสดาอย่างแท้จริง

“อุทิศตั้งจิตว่าเราจะทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างกับว่ารับใช้พระพุทธองค์ให้สมกับหน้าที่ของพระสาวกที่บวชแล้ว ทุกเย็นไม่ว่าวัดไหนก็สวดทำวัตรเย็น ในบททำวัตรเย็นมันก็มีคำชัดเลยว่า ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า มันสวดอยู่อย่างนี้ทุกวันๆ เป็นธรรมเนียมหรือว่าเป็นวินัยเป็นระเบียบที่จะต้องสวด มันก็ยิ่งเข้ารูป เข้ารูปกันกับเราที่ตั้งใจอยู่ว่าจะรับใช้พระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นทาส สมกับที่เรียกตัวเองว่า พุทธทาส และก็ได้ทำงานอย่างนั้น” – พุทธทาสภิกขุ (สัมภาษณ์ออกอากาศทางโทรทัศน์)



นามเดียวที่ไม่เปลี่ยน ท่ามกลางสมณศักดิ์ที่แปรผัน

ตลอดสมณเพศ ท่านอาจารย์พุทธทาสได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงขึ้นตามลำดับ จากพระครูอินทปัญญาจารย์ สู่พระราชชัยกวี จนถึงชั้นสุดท้ายที่พระธรรมโกศาจารย์ แต่ท่านยังคงเลือกใช้ชื่อ “พุทธทาส” ในการทำงานและติดต่อสื่อสารเป็นหลัก ซึ่งท่านได้ให้เหตุผลไว้ในเชิงปฏิบัติว่า การเปลี่ยนแปลงสมณศักดิ์บ่อยครั้งสร้างความสับสน โดยเฉพาะในการติดต่อกับชาวต่างชาติ การใช้นามเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงจึงสะดวกและง่ายต่อการจดจำมากกว่า

“เดี๋ยวนี้ชื่อมันมีหลายชื่อ ชื่อตั้งแต่เกิดมา ชื่อเงื่อม ต่อมาก็เล่าเรียนเป็นมหาเงื่อม แล้วก็เป็นพระครูอินทปัญญาจารย์ ต่อมาเป็นพระอริยนันทมุนี ต่อมาเป็นพระราชชัยกวี ต่อมาเป็นพระเทพวิสุทธิเมธี แต่เดี๋ยวนี้เป็นชื่อที่เปลี่ยนเรื่อยมันลำบากกับชาวต่างประเทศมันลำบากอีกหลายๆ อย่าง เราเลยใช้ชื่อที่ไม่ต้องเปลี่ยนคือชื่อที่มาบวชนี่ อุปัชฌายะให้ชื่อฉายาว่า อินทปัญโญ ทีนี้ก็ใช้ชื่อตัวให้เขียนง่ายๆ ภาษาอังกฤษได้ว่า พุทธทาส ชื่อว่า เงื่อม นี่เขียนภาษาอังกฤษลำบากที่สุดและไม่เคยออก เขียนว่าเงื่อมได้ก็จะต้องใช้คำที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ตายตัว ใช้คำว่า “พุทธทาส” เป็นชื่อตัว อินทปัญโญ เป็นฉายา เรียกว่า พุทธทาส อินทปัญโญ ถ้าจะเอาให้สั้นที่สุดคำเดียวก็คือ พุทธทาส” – พุทธทาสภิกขุ (สัมภาษณ์ออกอากาศทางโทรทัศน์)

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้นามนี้แทนสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานก็นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บางกลุ่มมองว่าท่านอวดดี ไม่ให้เกียรติยศที่ได้รับ แต่ท่านได้ชี้แจงว่ามิได้รังเกียจสมณศักดิ์ และยอมรับว่ามีประโยชน์ในบางวาระ เพราะเมื่อผู้มีสมณศักดิ์สูงกล่าวธรรม คนย่อมให้ความสนใจมากกว่า แต่ในการทำงานเพื่อรับใช้ผู้คนอย่างใกล้ชิดและเข้าถึงแก่นแท้ของปัญหา การวางตนในฐานะ “พุทธทาส” นั้นเรียบง่าย ขจัดกำแพงแห่งสมมติบัญญัติ และเหมาะสมกับวิถีชีวิตที่สมถะมากกว่า

“มีคนเอาไปล้อว่าอาตมานี่อวดดี เขาให้เป็นเจ้าคุณแล้วก็ไม่ใช้ชื่อ เจ้าคุณ ไปใช้ชื่อพุทธทาส…ไม่ใช่ว่าจะดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตั้งให้เป็นเจ้าคุณชื่อนั้นชื่อนี้แล้วมันก็ไม่ใช้  อาตมาไม่ได้รังเกียจสมณศักดิ์หรือการแต่งตั้งบัญญัติอย่างนี้…เคยปรึกษากันแล้วว่ามันมีประโยชน์ ถ้าว่าพระ ก. พูด กับเจ้าคุณ ก.พูด นี่ คนก็จะเอาใจใส่ต่างกันมาก พระ ก. พูดนี่ไม่มีใครเชื่อไม่มีใครสนใจ แต่ถ้าเจ้าคุณ ก. สมเด็จ ก. พูดแล้วคนเขาสนใจ เขายินดี เขาไปใคร่ครวญศึกษากันอย่างละเอียดลออนี่มันดีกว่ากันอย่างนี้  แล้วทำไมเราต้องไปรังเกียจสมณศักดิ์ราชทินนามอะไร ทำนองนั้น มันก็เอาไว้ใช้ในทางนั้นก็เป็นประโยชน์” – พุทธทาสภิกขุ (แสดงธรรมล้ออายุ ปี ๒๕๒๒ ครั้ง ๑ เรื่องเกี่ยวกับการมีสวนโมกข์และเล่าประวัติส่วนตัว)

“อาตมาไม่ได้อวดดี ไม่ได้ตั้งแฟชั่นใหม่ ชวนเพื่อนๆ กันเซ็นชื่อเป็นไอ้พุทธทาส อะไรทาส  ไม่ใช้คำว่าเจ้าคุณ หรือพระครู นี้ไม่ใช่ดูหมิ่นดูถูก ไอ้ยศศักดิ์ เกียรติยศนั่น เหล่านั้นมันก็มีประโยชน์ มันก็เก็บไว้ใช้ในลักษณะที่มันสมกัน แต่ถ้าจะรับใช้ประชาชนอย่างท่านทั้งหลายแล้ว ทำงานอย่างพุทธทาส ดีกว่าที่จะเป็นเจ้าคุณ” – พุทธทาสภิกขุ (แสดงธรรมล้ออายุ ปี ๒๕๒๐)





ม้าหิน ที่นั่งประจำ
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
สำหรับนั่งบรรยายธรรม รับแขก




ม้าหินสำหรับนั่งฟังธรรม ตั้งอยู่หน้าม้าหินที่นั่งประจำของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
สองตัวแรกนั้น หลวงพ่อสิงห์ทอง เขมิโย เล่าว่า เป็นที่นั่งบุคคลสำคัญของบ้านเมืองมากมายที่เข้าพบหลวงพ่อพุทธทาส เช่น
- สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
- สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน - สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร)
- พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (อดีตนายกรัฐมนตรี)
- นายชวน หลีกภัย (อดีตนายกรัฐมนตรี)
- ฯลฯ  (ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มานั่งตรงนี้ ไม่มียกเว้น)
 







อาคาร มรดกธรรม อาคารปูนหลังนี้สร้างสำหรับรวบรวมผลงานเขียน ทั้งหนังสือ ตำรา คำสอน และสื่อธรรมะต่างๆ ของท่านพุทธทาส
หลวงพ่อสิงห์ทอง เขมิโย เล่าว่า ต้องสร้างเป็น "คูน้ำ" รอบฐานราก เพื่อป้องกันไม่ให้ปลวกขึ้นมาทำลายเอกสาร





อาคารอาจาริยบูชา
ปัจจุบันเป็นสถานที่ประดิษฐานรูปรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งจำลองเสมือนจริงของท่านพุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์)
เพื่อเป็นอนุสรณ์หรือสำหรับบูชา  โดยมีลักษณะเหมือนท่านจริง ทั้งใบหน้า รอยเหี่ยวย่น จีวร  เพื่อให้ผู้ศรัทธา
ได้ระลึกถึงคำสอนและคุณธรรมของท่าน









850-28
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 มกราคม 2569 17:04:52 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.818 วินาที กับ 27 คำสั่ง