[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
28 มกราคม 2566 17:49:21 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นายแคล้ว ธนิกุล อมสมเด็จไว้ในปาก ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ขึ้นสวรรค์นาน  (อ่าน 10569 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 15 พฤศจิกายน 2553 12:01:00 »

นายแคล้ว ธนิกุล อมสมเด็จไว้ในปาก ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ขึ้นสวรรค์


คนที่ทําเลวมาทั้งชีวิต ยังไงๆก่อนตาย จิตใต้สำนึกของเขาย่อมระลึกถึง สิ่งที่เขาทํามาให้เห็นเอง จะไปบังคับให้นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลสูงสุด คือ พระพุทธเจ้ามันจึงยากมากๆ มีโอกาสน้อยเต็มที แต่ไม่ใช่ไม่มีทางมีสติระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้านะ  มีทางระลึกถึง  แต่อาจจะแค่ 1 ใน 100 เท่านั้น

เหมือนนายแคล้ว ธนิกุล ทำชั่วมามาก แต่ใครว่าเขาตกนรก เขาขึ้นสวรรค์นะครับ ลองฟังเรื่องนี้ดู ผมคัดจากหน้า 77 หนังสือ สมดุลโลก สมดุลใจ สมดุลธรรม


" กรณีของเจ้าพ่อเมืองหลวง คุณแคล้ว ธนิกุล ซึ่งถูกกลุ่มมือปืนล้อมยิงจนเสียชีวิตคารถยนต์ ตามเนื้อข่าวนั้นที่ข้างตัวคุณแคล้วมีปืนสั้นตกอยู่หนึ่งกระบอก คาดว่าคุณแคล้วคงคิดจะต่อสู้ป้องกันตัว เมื่อคิดจะต่อสู้ป้องกันตัว ภาวะของจิตขณะนั้นน่าจะเป็นอย่างไร อกุศลไช่ไหม ในเมื่อมึงคิดจะฆ่ากู กูก็จะฆ่ามึง ชาติเสือต้องไว้ลาย ขณะที่คิดฆ่าเขาจิตเป็นอกุศลใช่ไหม

แต่ถ้าใครจำภาพข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้ คุณแคล้วตายในขณะที่อมอะไรไว้ในปาก อมพระสมเด็จวัดระฆัง จิตสุดท้ายยึดเหนี่ยวพระสมเด็จ(พระพุทธเจ้า)เป็นที่พึ่ง คุณแคล้วโชคดีมากที่มีพระสมเด็จติดตัวตลอด แม้จะเอาชีวิตไม่รอดแต่คุณแคล้วก็รอดครั้งสำคัญ คือ รอดจากนรก เพราะหลังจากที่คุณแคล้วตายวันเดียว

เขาทราย กาแลคซี่ ขึ้นชกมวยป้องกันตำแหน่งไว้ได้ มีการมอบรางวัลบนเวที มีผู้เห็นคุณแคล้วปรากฎตัวอยู่บนเวทีผ่านจอโทรทัศน์ หลังจากนั้นอีกหนึ่งวัน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวว่า มีผู้เห็นคุณแคล้วแต่ชุดสากลเดินเข้าไปในสมาคมมวยแห่งประเทศไทย

แล้วถัดมาอีกหลายปี หลวงปู่โง่น โสรโย เขียนหนังสือเรื่องพระพี่นางสุพรรณกัลยา ท่านเล่าว่า คุณแคล้วเอารถลีมูซีนมารับท่านไปส่งที่วัด นั่น....

ผีคุณแคล้ว เอารถลีมูซีนผี มารับท่านไปส่งถึงวัด เป็นการยืนยันว่า คุณแคล้วไม่ตกนรก แต่เป็นเทวดา เพราะว่าเทวดาเท่านั้นจึงจะแสดงฤทธิ์ สร้างกุศลเช่นนั้นได้ นี่อย่างไร ขณะจิตสุดท้ายที่เป็นกุศล ระลึกยึดเหนี่ยวในพระสมเด็จมีพุทธานุสสติ จึงมีสิทธิ์ที่จะเสวยผลจากข้อมูลที่เป็นบวกก่อน

แต่ในลักษณะเช่นนี้ นานเท่าใดจึงจะใช้ข้อมูลที่เป็นกุศลนั้นหมดไป ก็กี่วินาทีที่ระลึกถึงพระสมเด็จ เพียงแค่หนึ่งวินาที จิตเกิดดับไปแล้ว สี่ล้านล้านขณะ หนึ่งวินาทีได้ตั๋วตั้งสี่ล้านล้านใบ (ท่านเปรียบเทียบกับการดูภาพยนต์...ป้าเม) ตั๋วหนึ่งใบดูหนังได้สองชั่วโมง (ท่านสมมติ...ป้าเม) ถามว่า

คุณแคล้วจะเป็นเทวดาได้นานแค่ไหน???


ลองฟังคำตอบจากหลวงตาม้าเอาเอง:

คัดจาก หลวงตาม้าสอนศิษย์ > หลวงตา....ที่ผมรู้จัก
w.watthummuangna.com/board/archive/index.php/t-3145.html



ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยถามหลวงตาท่านว่า...


หลวงตาค่ะ...ถ้าเรายังไม่ถึงระดับพระอริยบุคคล อย่างเช่นพระโสดาบัน เรายังตัดสังโยชน์ไม่ได้ ก็มีสิทธิ์ไปอบายภูมิได้ใช่ไหมค่ะ..


.....ไม่ได้...ถ้าเรายึดไตรสรณคมได้นะ...อบายภูมิไม่ใช่ที่ไป


อ้าววว..งั้นถ้าคนเกิดมาแล้วทำเลวทั้งชาติ ตอนตายจับพระได้ก็ไม่ลงนรกซิค่ะ...หลวงตา


.....ใช่...ก็อย่าง***งัย ตอนตายจับพระได้ ตอนนี้ยังเป็นเทวดาอยู่เลย


งั้นก็เป็นได้ไม่นานซิค่ะ..หลวงตา เพราะทำไม่ดีไว้มาก


.....นานนะ...ขึ้นอยู่กับบารมีของพระที่จับด้วย


ยังงั้นถ้าคนทำไม่ดีไว้ ตอนตายจับพระได้ จะไปใช้กรรมตอนไหนล่ะค่ะ

....ยังงัยก็ต้องชดใช้........


สรุป


พระพุทธเจ้าตรัสว่า

   "ผู้ถือเอาพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยอุดมคุณอย่างนี้นั้น ชื่อว่าพ้นจากอบาย ทั้งยังจะได้เกิดในเทวโลก"

  "ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว จักไม่เข้าสู่อบายภูมิ ครั้นละจากอัตภาพของมนุษย์แล้ว ย่อมยังกายของเทพให้บริบูรณ์"

  "ผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยคุณอันอุดมอย่างนี้ ชื่อว่าจะเป็นผู้บังเกิดในนรกเป็นต้นย่อมไม่มี อนึ่งพ้นจากการบังเกิดในอบายแล้ว ยังจะเกิดขึ้นในเทวโลกได้เสวยมหาสมบัติ"


  “คนที่ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยยกมือไหว้ นึกถึงชื่อตถาคตอย่างเดียว ตายแล้วไปสวรรค์ไม่ใช่นับร้อย นับพัน นับเป็นโกฏิ”


มีพุทธพจน์รองรับเต็มไปหมด อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าจากพุทธดำรัส ใช้คำว่า ผู้ถึงพระรัตนตรัย   ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว    ผู้ถือเอาพระรัตนตรัย

ไม่ใช่เป็นการนึกถึงเล่นๆแต่อย่างใด  ต้องมีการใส่ใจ  เอาใจลงไปใส่ลงในพระพุทธเจ้าและพระรัตนตรัย หรือศรัทธาเลื่อมใส เช่น นายแคล้ว ธนิกุล เขาทำอย่างนั้นอยู่เสมอมา  วาระสุดท้ายก็อมสมเด็จไว้ เขาจึงไม่ตกนรก

..................................................................................................


ถามว่า:  ผู้ที่ทำบาปมาตั้ง ๑๐๐ ปี ถ้าเวลาจะตาย ทำจิตให้ผ่องใสได้ก็ไปสุคคติ โดยเฉพาะมีสติระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า เขาจะได้ไปเกิดในสวรรค์ จริงหรือ?

พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า

"ดูก่อนพระนาคเสน คำที่เธอว่าผู้ที่ทำบาปกรรมเรื่อยมาแม้ตั้ง ๑๐๐ ปี แต่ถ้าเวลาจะตาย มีสติระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าได้
ก็ย่อมนำไปเกิดในสวรรค์ ส่วนผู้ที่ทำบาปแม้แต่ครั้งเดียวก็ย่อมไปเกิดในนรกนั้น ดูไม่สมเหตุผล ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นด้วย"

พระนาคเสนทูลตอบว่า

"ขอถวายพระพร ศิลาแม้ก้อนเล็กโดยลำพังจะลอยน้ำได้หรือไม่"

" ไม่ได้ "

" ก็ถ้าศิลาตั้ง ๑๐๐ เล่มเกวียน แต่อยู่ในเรือ ศิลานั้นจะลอยน้ำได้หรือไม่ "

" ก็ได้สิเธอ "

" ขอถวายพระพร เปรียบบุญกุศลเหมือนเรือ บาปกรรมเหมือนศิลา อันคนที่กระทำบาปอยู่เสมอจนตลอดชีวิต ถ้าเวลาจะตาย
มิได้ปล่อยจิตใจให้ตามระทมถึงบาปที่ตัวทำมาแต่หลังนั้น สามารถประคองใจไว้ในแนวแห่งกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง
เช่น อาจทำใจให้แน่วอยู่เฉพาะแต่ในพระคุณของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถ้าตายลงในขณะแห่งจิตดวงนั้น ก็เป็นอันหวังได้ว่าไปสู่สุคติ ประหนึ่งศิลา ซึ่งมีเรือทานน้ำหนักไว้ มิให้จมลงฉะนั้น ส่วนผู้ที่กระทำบาปที่สุดแต่ครั้งเดียว ถ้าเวลาใกล้จะดับจิต เพียงแต่จิตหวนไปพัวพันถึงกิริยาอาการที่ตัวกระทำบาปกรรมไว้เท่านั้น จิตดวงนั้นก็เป็นหนักพอที่จะถ่วงตัวไปให้เกิดในนรก ซึ่งเหมือนศิลาที่เราโยนลงไปในน้ำ แม้จะก้อนเล็กก็คงจมเช่นเดียวกัน "

" สมเหตุสมผลละ
"

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน 2553 21:16:11 »

ความคิดเช่นนั้น เป็นประมาท    ที่จะทำให้เรือจม เสียเอง
เมื่ออ่านไม่ถ้วนถี่  ตีใจความอย่างมักง่าย ก็คิดไปว่า เป็นเรื่องง่ายๆ
ที่จะหนีนรก

เรือที่จะบรรทุกก้อนศิลาได้  ต้องมีขนาด เพียงพอ ที่สามารถรับน้ำหนักของศิลาได้

เมื่อเวลายังไม่ตาย วันทั้งวัน จิตใจยังไม่เคยผ่องไส ยังไม่เคยถึงความเป็นปกติ ยังไม่เคยระลึกถึงพระรัตนตรัย

ช่วงเวลาความตาย แค่เสี้ยววินาที
สติและสัมปชัญญะต้องมีมากกว่าช่วงเวลา ที่มีชีวิตปกติ หลายเท่าตัว
จึงจะพอ ที่จะระลึกพระรัตนตรัยได้

ไม่เช่นนั้น ก็อย่าหวังเลยว่า จะได้ไปสู่สวรงสวรรค์

สัตว์โลกคนนั้น หลังจากที่ตายวันเดียว  ยังเร่ร่อนไปสนามมวย
เพราะกีฬา หรือยังหลงวนเวียน ในที่อโคจร
และหลังจากนั้นก็ยังเร่ร่อนต่อไปอีก
ยังหาความสงบไม่ได้

เร่ร่อน รอคำพิพากษาอยู่

และก็ไม่มีเทวดาหน้าไหน ในพระไตรปิฎก ที่ใช้รถลีมูซีน เป็นพาหนะ   ให้เจ้าของกระทู้ ไปเอาพระไตรปิฏก มาอ้างอิงด้วย








บันทึกการเข้า
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2553 13:04:37 »

แค่ปากอมพระ  มนุษย์สมบัติ ยังรักษาไว้ไม่ได้
ถ้าหวังจะครองสวรรค์สมบัติ
ใจต้องมี หิริโอตัปปะ ครับ




ก็ใช่ครับ ถ้าคนเรามีหิริโอตัปปะ ก็จะมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป  คนหรือมนุษย์ผู้นั้น จะได้ไปเกิดเป็นเทวดา  แต่ความพยายามจะมีหิริโอตัปปะสำหรับคนทั่วไป  มันทำยากๆๆๆๆมากๆๆๆครับ  โดยเฉพาะต้องทำตลอดชีวิต   มนุษย์เราจึงต้องพึ่งพระบารมีของพระพุทธเจ้า
บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2553 14:20:28 »

แค่ปากอมพระ  มนุษย์สมบัติ ยังรักษาไว้ไม่ได้
ถ้าหวังจะครองสวรรค์สมบัติ
ใจต้องมี หิริโอตัปปะ ครับ




ก็ใช่ครับ ถ้าคนเรามีหิริโอตัปปะ ก็จะมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป  คนหรือมนุษย์ผู้นั้น จะได้ไปเกิดเป็นเทวดา  แต่ความพยายามจะมีหิริโอตัปปะสำหรับคนทั่วไป  มันทำยากๆๆๆๆมากๆๆๆครับ  โดยเฉพาะต้องทำตลอดชีวิต   มนุษย์เราจึงต้องพึ่งพระบารมีของพระพุทธเจ้า

ความพยายามที่จะยึดเกาะ ยึดเหนี่ยว พวกเครื่องอิงอาศัยนี่แหละ
ที่ทำให้ ธรรมะ ไม่รู้จักเติบโต งอกงาม เต็มที่ ตามลำพัง
บันทึกการเข้า
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7855


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 7.0.517.44 Chrome 7.0.517.44


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2553 16:30:32 »

ตรงประเด็น
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2553 20:20:04 »

จิตก่อนตาย ครับแบบนี้ แต่ถึงจะไปบนสวรรค์ เมื่อบุญหมดก็ต้องลงมาใช้ในนรก บุญกรรมก่อนตายแยกก่อน ใช้กรรมตัวนี้ก่อน พอตายก็สร้างกรรมใหม่บนสวรรค์ สะสมไป หนีมันหนีไม่ได้หรอกต่อให้สูงขนาดไหนก็ต้องมาใช้กรรมในนรกอยู่ดีอย่าคิดว่าจะหนีได้กฏต้องเป็นกฏ555

ถูกต้องครับ จิตก่อนตาย เป็นกุศล ก็จะขึ้นสวรรค์ก่อน  แต่อยู่ได้ไม่นาน เช่น 3 วัน 7 วัน เมื่อบุญหมดก็ต้องลงมาใช้ในนรก   แต่ในกรณีจิตสุดท้ายยึดเหนี่ยวพระพุทธเจ้าหรือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง  อยู่บนสวรรค์นานมากๆๆๆๆ  ยิ่งถ้าจิตสุดท้ายระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง = หมดทางตกลงมาในภูมิต่ำอีกเลย อยู่ในแดนสุขาวดีตลอดไป  จนกว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หรือพระโพธิสัตว์อรหันต์
บันทึกการเข้า
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2553 20:30:33 »

อ้างจาก: armageddon


แค่ปากอมพระ  มนุษย์สมบัติ ยังรักษาไว้ไม่ได้
ถ้าหวังจะครองสวรรค์สมบัติ
ใจต้องมี หิริโอตัปปะ ครับ


ตอบ

ก็ใช่ครับ ถ้าคนเรามีหิริโอตัปปะ ก็จะมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป  คนหรือมนุษย์ผู้นั้น จะได้ไปเกิดเป็นเทวดา  แต่ความพยายามจะมีหิริโอตัปปะสำหรับคนทั่วไป  มันทำยากๆๆๆๆมากๆๆๆครับ  โดยเฉพาะต้องทำตลอดชีวิต   มนุษย์เราจึงต้องพึ่งพระบารมีของพระพุทธเจ้า

แย้ง

ความพยายามที่จะยึดเกาะ ยึดเหนี่ยว พวกเครื่องอิงอาศัยนี่แหละ
ที่ทำให้ ธรรมะ ไม่รู้จักเติบโต งอกงาม เต็มที่ ตามลำพัง

ตอบ

คุณยังไม่รู้ว่า มนุษย์กำลังสู้กับอะไรอยู่  ถ้าสู้แบบเป็นธรรม  มนุษย์ยังพอสู้ได้  เพราะมีพุทธพจน์ต่างๆของพระพุทธเจ้าคอยช่วยอยู่  นี่พญามารและมาร แม่งเล่นปิดบังพุทธพจน์สำคัญเกี่ยวกับเรื่องแก้กรรมหมด  เช่น เรื่องการก้าวล่วงบาปกรรม(สำนึกบาปและตังใจไม่ทำบาปนั้นอีกเด็ดขาด), การสมาทานศีล 5, การระลึกถึงพระพุทธเจ้าและพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ฯลฯ เรื่องพวกนี้มนุษย์มีปัญญารู้หรือ?  

เมื่อไม่มีปัญญารู้  และคนทุกคนต้องเคยทำบาปมาบ้างไม่มากก็น้อย  แล้วไม่รู้วิธีแก้กรรมเลย  คงยากจะหนีนรกพ้น  แม้จะได้ไปสวรรค์ในช่วงแรก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 พฤศจิกายน 2553 20:45:50 โดย phonsak » บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2553 21:43:17 »

อ้างจาก: armageddon


แค่ปากอมพระ  มนุษย์สมบัติ ยังรักษาไว้ไม่ได้
ถ้าหวังจะครองสวรรค์สมบัติ
ใจต้องมี หิริโอตัปปะ ครับ


ตอบ

ก็ใช่ครับ ถ้าคนเรามีหิริโอตัปปะ ก็จะมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป  คนหรือมนุษย์ผู้นั้น จะได้ไปเกิดเป็นเทวดา  แต่ความพยายามจะมีหิริโอตัปปะสำหรับคนทั่วไป  มันทำยากๆๆๆๆมากๆๆๆครับ  โดยเฉพาะต้องทำตลอดชีวิต   มนุษย์เราจึงต้องพึ่งพระบารมีของพระพุทธเจ้า

แย้ง

ความพยายามที่จะยึดเกาะ ยึดเหนี่ยว พวกเครื่องอิงอาศัยนี่แหละ
ที่ทำให้ ธรรมะ ไม่รู้จักเติบโต งอกงาม เต็มที่ ตามลำพัง

ตอบ

คุณยังไม่รู้ว่า มนุษย์กำลังสู้กับอะไรอยู่  ถ้าสู้แบบเป็นธรรม  มนุษย์ยังพอสู้ได้  เพราะมีพุทธพจน์ต่างๆของพระพุทธเจ้าคอยช่วยอยู่  นี่พญามารและมาร แม่งเล่นปิดบังพุทธพจน์สำคัญเกี่ยวกับเรื่องแก้กรรมหมด  เช่น เรื่องการก้าวล่วงบาปกรรม(สำนึกบาปและตังใจไม่ทำบาปนั้นอีกเด็ดขาด), การสมาทานศีล 5, การระลึกถึงพระพุทธเจ้าและพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ฯลฯ เรื่องพวกนี้มนุษย์มีปัญญารู้หรือ? 

เมื่อไม่มีปัญญารู้  และคนทุกคนต้องเคยทำบาปมาบ้างไม่มากก็น้อย  แล้วไม่รู้วิธีแก้กรรมเลย  คงยากจะหนีนรกพ้น  แม้จะได้ไปสวรรค์ในช่วงแรก


อะไรคือความไม่เป็นธรรมหรือ
ความไม่มีปัญญาทางธรรม ทำให้คิดได้แค่ตื้นๆ แค่นั้นเอง

ถ้าไม่มีปัญญาทางธรรม ก็ สงบปากสงบคำไว้บ้าง
อย่าเที่ยวคุยโอ่ ให้เกินตัว

ธรรมะที่แสดง จะฟ้องตัวเอง ว่า ได้แต่คุย


เพราะ  ความเห็นแก่ตัว นั่นแหละ
จึงเกิดความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม  จำไว้


บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2553 22:45:23 »

และก็จะเสริมให้ ในสัมมาทิฎฐิ จะไม่มีความไม่เป็นธรรม แม้แต่นิดเดียว

ความไม่เป็นธรรม จะเกิดขึ้น จะมีแต่ในใจ ที่เป็นมิจฉาทิฎฐิเท่านั้น

เมื่อระดับปัญญาทางธรรม ยังไม่เป็นสัมมาทิฎฐิ
ก็จะเห็นว่า สิ่งต่างๆ นั้นไม่เป็นธรรม

ก็เพราะความเห็นแก่ตัว เป็นตน ของตน
ความเห็นแก่ตัว ยังมีมาก

ในระดับสัมมาทิฎฐิ  ทุกอย่างย่อมเป็นธรรมเสมอ
เกิดจากเหตุ และปัจจัย อย่างยุติธรรม

แม้แต่กรรม ก็ยุติธรรมเสมอ

ขอให้เข้าใจ  และจำไว้ด้วย


บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2553 23:00:01 »



นตฺถิ สุกทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก เห็นว่าไม่มีผลแห่งกรรมดี-กรรมชั่ว

ใจที่มีแต่มิจฉาทิฎฐิ จึงเห็นได้แค่นี้
แต่เที่ยวคุยโอ่ ธรรมะ เกินตัว


ด้วยใจที่ไม่เป็นสัมมาทิฎฐิ ก็จึงไม่เห็นความยุติธรรม
เมื่อปัญญาทางธรรมจริงๆไม่มี  สัมมาสติไม่มี  ได้แต่เที่ยวคุยโอ่

ปากก็เที่ยวพร่ำเพ้อ เรียกร้องหาความยุติธรรม
ในใจ ไม่ได้มีสัมมาทิฎฐิ เพียงพอ ที่จะระลึกได้ว่า
กรรมนั้น ยุติธรรมเสมอ

ไม่มีอะไร ที่ไม่เป็นธรรม

นั่นเพราะความเห็นแก่ตัว ของตน
จำไว้  ก่อนถึงคำพิพากษา จะได้ไม่ต้องมาร้องโอดโอย
เรียกร้อง หาความยุติธรรม

บันทึกการเข้า
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7855


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 7.0.517.44 Chrome 7.0.517.44


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2553 23:00:09 »

ถกกันแบบนี้ดีแล้วครับ

ผู้ถกเกิดความยั้งคิด เกิดมุมมอง

ผู้อ่านเกิดปัญญาไตร่ตรอง
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2553 23:07:48 »

" ดู ก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะส่องสว่างเหนือโลกหล้า
ย่อมมีแสงเงินแสงทองจับขึ้นที่ขอบฟ้า เป็นนิมิตเบื้องต้นให้เห็นก่อน ฉันใด
ก่อนที่กุศลธรรมทั้งหลายจะบังเกิดขึ้น ย่อมมีสัมมาทิฏฐิ
เป็นนิมิตเบื้องต้นให้เห็นก่อน ฉันนั้น"

หากมีความคิดที่เป็นมิจฉาิทิฎฐิ กุศลธรรมก็ไม่เกิดขึ้น

ความเห็นผิด ทำให้คิดผิด เดินทางผิด
ทำให้ชีวิตแล่นผิดทิศผิดทาง .. ไม่ถึงฝั่งสักที

ฉะนั้น ขอให้สงบปาก เลิกพร่ำเพ้อ เรียกร้องความยุติธรรมเสีย
ใจก็จะเข้าระดับสัมมาทิฎฐิ

ก็จะก้าวสู่โลกุตระได้



บันทึกการเข้า
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7855


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 7.0.517.44 Chrome 7.0.517.44


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2553 23:28:30 »

ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2553 09:08:11 »

รักษาศีล 5 ศิล 8 ศีล 227 ข้อ สู้รักษา "ใจ" ตัวเดียวไม่ได้

       
พระพุทธเจ้าเทศนาว่า :

“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจถึงก่อน สำเร็จแล้วด้วยใจ จะพูด จะคุย ก็เกิดจากใจทั้งนั้น พูดถึงธรรมแล้ว ที่จะไม่พูดถึงเรื่องใจแล้วไม่มี คำว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน” นั้นชัดเจนเลยทีเดียว"
     
พระพุทธองค์ยังทรงเทศน์ด้วยว่า :
     
".....ถ้าพระวินัยมันมากนัก เธอจงรักษาเอาแต่ใจอันเดียวเถิด
     
     
การจะรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๗ ล้วนไม่มีประโยชน์อะไร ถ้ารักษาใจเอาไว้ไม่ได้ แต่การรักษาใจเอาไว้ข้อเดียว ก็เท่ากับรักษาศิลทุกข้อแล้ว

เมื่อพอเข้าใจจากกระทู้ข้างบนแล้ว
ก็มาต่อ กระทู้นี้

เมื่อใจยังเป็นมิจฉาทิฎฐิ เช่นนั้น
กุศลธรรมยังไม่เกิด
การจะรักษาใจ ที่มีมิจฉาทิฎฐิ ที่ไม่มีกุศลธรรมเช่นนั้น
จะมีประโยชน์อะไร

จะแหกคอก พระวินัย ตามมิจฉาทิฎฐิตนเอง เพื่อรักษาใจ ที่ไม่มีกุศลธรรมเช่นนั้นหรือ
การรักษาใจ ไม่ใช่การจะพูดคุยโอ่อย่างง่ายๆ

เมื่อสัมมาทิฎฐิในในไม่มี  กุศลธรรมในใจไม่มี
รักษาไป  ก็เวียนว่ายไม่รู้จักจบสิ้น

สัมมาทิฎฐิ ต้องมีก่อน มีพอประมาณ จึงจะรักษาใจ
ไม่ให้หล่นไปสู่ที่ชั่วได้


บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2553 09:20:48 »

 จริงไหม
     
      ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่จิต
      กุศลธรรมก็อยู่ที่จิต
      อกุศลธรรมก็อยู่ที่จิต
      อัพพยากตธรรมก็อยู่ที่จิต
   
      จะทำบุญก็อยู่ที่จิต
      จทำบาปก็อยู่ที่จิต
      จะให้ทานรักษาศีลก็อยู่ที่จิต
      จะให้ทานรักษาศีลภาวนาก็อยู่ที่จิต
   
      สติปัฏฐานก็อยู่ที่จิตรู้
      สัมมัปปทานก็อยู่ที่จิตรู้
      อิทธิบาทก็อยู่ที่จิตรู้
      อินทรีย์ก็อยู่ที่จิตรู้
      พละก็อยู่ที่จิตรู้
      โพชฌงค์ก็อยู่ที่จิตรู้
   
      มรรคก็อยู่ที่จิตรู้
      ผลก็อยู่ที่จิตรู้
      นิพพานก็อยู่ที่จิตรู้
   
      บาปอกุศลทุกประเภทก็อยู่ที่จิต
      ทำโลภก็อยู่ที่จิต
      โทสะก็อยู่ที่จิต
      โมหะก็อยู่ที่จิต
      อาสวะก็อยู่ที่จิต
      โอฆะก็อยู่ที่จิต
      โยคะก็อยู่ที่จิต
      อุปาทานก็อยู่ที่จิต
      อนุสัยก็อยู่ที่จิต
      สังโยชนก็อยู่ที่จิต
   
      มิจฉาทิฏฐิก็อยู่ที่จิต
      มิจฉาสังกัปโปก็อยู่ที่จิต
      มิจฉาวาจาก็อยู่ที่จิตคิด
      มิจฉาสังกัปโปก็อยู่ที่จิตคิด
      มิจฉาอาชีโวก็อยู่ที่จิต
      มิจฉาวายาโมก็อยู่ที่จิต
      มิจฉาสติก็อยู่ที่จิต
      มิจฉาสมาธิก็อยู่ที่จิต
      มิจฉาญาณก็อยู่ที่จิต
      มิจฉาวิมุตติก็อยู่ที่จิต
      มิจฉาทิฏฐิก็อยู่ที่จิต
   
      บ้ากามก็อยู่ที่จิต
      บ้าโกรธก็อยู่ที่จิต
      บ้าหลงก็อยู่ที่จิต
   
      อัคคิเปรตก็อยู่ที่จิต
      มิจฉาทิฏฐิเปรตก็อยู่ที่จิต
      ตัณหาชิตาเปรตก็อยู่ที่จิต
   
      มนุสสติรัจฉาโนก็อยู่ที่จิต
      มนุสสปุถุชโนก็อยู่ที่จิต
      มนุสสเทโวก็อยู่ที่จิต
   
      โลกีย์ก็อยู่ที่จิต
      โลกุตระก็อยู่ที่จิต
      มนุสสอริโยก็อยู่ที่จิต
   
      สัมมาทิฏฐิถึงสัมมาวิมุตติก็อยู่ที่จิต
   
      ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่จิต จริงหรือ
      รู้จิตเห็นจิตจริงหรือ
      รู้จริงเห็นจริง
      จิตหลุดพ้นได้ก็รู้ได้ที่จิต
      ปัจจัตตังรู้ได้เฉพาะจิต
      รู้ได้เฉพาะใจเอง
      จิตยังไม่หลุดพ้น
      จิตมีกิเลสอะไรก็รู้ได้ที่จิต
      เห็นได้ที่จิต
      พุทโธ รู้จิต พุทโธ รู้ใจ
      ภาวนามากๆ จิตก็ธาตุรู้ ใจก็ธาตุรู้
      ในอภิธรรมมีชื่อเรียกถึงสิบอย่าง
      เรียกว่า มโน มนัส มโนวิญญาณ
      มโนธาตุ หทัย จิตใจ ปัณฑละ เจตภูต
   
      ที่คนเรียกกันอยู่โดยมาก
      เรียก จิตกับใจ
      ใจก็ธาตุรู้ จิตก็ธาตุรู้
      มาดูใจ มันรู้หลง หรือรู้ละ
   
      ถ้าใจรู้จริงในสมมุติ ใจรู้จริงในปรมัตถ์ ละหลงเสียได้ ใจก็หลุดพ้น
      โลกุตรธรรมก็อยู่ที่ใจรู้จริง ใจรู้แจ้งนี้เอง จริงสมมุติคืออะไร จริงปรมัตถ์คืออะไร
      ใจรู้ไหม


พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร วัดถ้าผาผึ้ง
บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2553 10:32:15 »

การคุยโอ่ นั่นเป็นของทำง่าย

การรักษาศีล รักษาพระธรรมวินัย เป็นของยากยิ่ง

การรักษาใจ ยิ่งยากแสนยาก แสนลำบาก

พระพุทธเจ้า ทรงตั้งความปราถนา รักษาใจ รักษาเพื่อให้ใจเป็นสัมมาทิฎฐิ
ใช้เวลา สี่อสงไขย แสนกัปป์ เพื่อรักษาใจดวงเดียว

แต่การคุยโอ่ ใช้เวลานิดเดียว


บันทึกการเข้า
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 10.0.648.205 Chrome 10.0.648.205


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 22 เมษายน 2554 21:34:58 »

armageddonเอ๋ย!


เธอรู้จักเราแค่ชาตินี้เท่านั้น  ก่อนหน้านั้นนับกัปไม่ถ้วน  เธอหารู้จักเราไม่  เธอจึงไม่ควรพูดว่า "แต่การคุยโอ่ ใช้เวลานิดเดียว"

อีกอย่างคนที่คุยโอ่ท่านใด จะมีความรู้ลึกซึ๊งทางศาสนาเช่นเราล่ะ....ไม่มีเลย  ความจริงกับการคุยโอ่  มันอยู่ที่ใจของเธอคิดตีความและปรุงแต่งไปเอง  หาอยู่ทีเราผู้พูดความจริงไม่
บันทึกการเข้า
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7855


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 10.0.648.204 Chrome 10.0.648.204


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 22 เมษายน 2554 21:57:44 »


  ลึกซึ้งทางศาสนา หรือบิดเบือนศาสนาครับ ?
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.512 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 01 มกราคม 2566 17:13:25