[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
14 ธันวาคม 2562 20:39:06 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์" จิปาถะเรื่องวิทยาศาสตร์ การค้นพบ  (อ่าน 52110 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 37.0.2062.94 Chrome 37.0.2062.94


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 02 กันยายน 2557 11:49:47 »

.



ปลอกคออัจฉริยะ

ดร.อะซาฟ ดากัน นักวิทยาศาสตร์ด้านสัตววิทยาของบริษัทเพ็ตเพส สหรัฐอเมริกา เปิดเผยอุปกรณ์สุดไฮเทคเพื่อเพื่อนสัตว์แสนรัก "สมาร์ต คอลลาร์" ปลอกคออัจฉริยะ สามารถตรวจสอบอุณหภูมิของเจ้าตูบเจ้าเหมียว วัดอัตราการเต้นของหัวใจ กิจกรรม แคลอรี และอีกสารพัดข้อมูล มีประโยชน์ส่งเข้าไปยังศูนย์บริการของเพ็ตเพส ซึ่งจะแจ้งผ่านทางแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน ช่วยให้เจ้าของรู้ความเคลื่อนไหวของสัตว์เลี้ยงตัวโปรดได้ตลอดเวลา ทั้งในและนอกบ้าน

นอกจากนี้ยังมีระบบแจ้งเตือนหลายช่องทาง ผ่านเอสเอ็มเอส หรืออีเมล์ เมื่อตรวจพบความผิดปกติ รวมถึงความไม่ปลอดภัยของสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย ที่สำคัญ สมาร์ตคอลลาร์ ยังทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ประจำของสุนัขและแมวตัวนั้นๆ โดยอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ ประวัติการรักษา และการใช้ยา เรียกได้ว่าช่วยดูแลเพื่อนยาก 4 ขาได้แบบครบถ้วนจริงๆ

ใครสนใจสมาร์ต คอลลาร์ สามารถหาซื้อผ่านร้านค้าออนไลน์ได้ในราคา 150 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,800 บาท

- มุมเจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ ข่าวสดออนไลน์

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2558 10:10:16 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 37.0.2062.94 Chrome 37.0.2062.94


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 02 กันยายน 2557 11:53:51 »

.

ต้นไม้ก็พูด

ม เวสต์วู้ด นักวิทยาศาสตร์ด้านพยาธิวิทยาทางพืช สรีรวิทยา และวิทยาศาสตร์วัชพืช สถาบันโพลีเทคนิคและมหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย (เวอร์จิเนียเทค) สหรัฐอเมริกา ค้นพบการสื่อสารของพืชในระดับโมเลกุล ด้วยการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง "ต้นฝอยทอง" พืชที่เป็นปรสิต กับ "ต้นอะราบิดอฟซิส" และ "ต้นมะเขือเทศ" ต้นไม้ที่เป็นโฮสต์หรือเป็นที่เกาะอาศัยของพืชปรสิต

พบว่าระหว่างกระบวนการดูดซับสารอาหารจากต้นไม้อาศัย มีการถ่ายทอดสารพันธุกรรมที่ประกอบด้วยโพลีนิวคลีโอไทด์สายเดียว หรือที่เรียกว่า "อาร์เอ็นเอ" ของพืชสองสายพันธุ์ โดยเอ็มอาร์เอ็นเอกับทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารของอาร์เอ็นเอ ส่งสัญญาณบอกกระบวนการดูดซับอาหารไปยังต้นไม้โฮสต์ แม้จะไม่ละม้ายคล้ายการสื่อสารของมนุษย์ แต่ถือว่าเข้าข่ายการพูดคุยเหมือนกัน

- เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ ข่าวสดออนไลน์
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2558 10:11:53 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 37.0.2062.94 Chrome 37.0.2062.94


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 02 กันยายน 2557 11:59:56 »

.



ภัยติดอาหารรสจัด

เมอริล ฮาร์วู้ด ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สังคม มหาวิทยาลัยเพนน์ สเตต
สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าเด็กๆ ที่เลือกกิน ดาร์ก ช็อกโกแลต จะชิมอาหารรสขมๆ ได้หลากหลายเมนูกว่า
จะรู้ว่าจานไหนชอบหรือไม่ชอบ ต่างจากเด็กๆ ที่หม่ำช็อกโกแลตนม เมื่อชิมช็อกโกแลตรสเข้มกว่าจะ
รู้ทันทีว่าขมปี๋ หรือหวานเจี๊ยบเกินไป

นักวิจัยจึงเอามาสรุปว่า การรับประทานอาหารรสจัดมากๆ ทั้งรสเปรี้ยว หวาน ขม และเค็ม หากกินบ่อยๆ
ต่อมรับรู้รสบนลิ้นก็จะเคยชินกับรสชาตินั้นๆ เช่น เวลากินขนมหวานเสร็จแล้วดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลม
ซึ่งมีรสหวานตาม จะรู้สึกว่าน้ำที่กำลังดื่มไม่มีรสชาติ ทำให้กระดกดื่มเข้าไปเรื่อยๆ แถมยังคิดติ๊ต่างนึก
เอาเองอีกว่าไม่เป็นอันตราย เพราะไม่ได้กินของหวาน กลายเป็นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวาน
และโรคไตโดยไม่รู้ตัว


- มุมเจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ ข่าวสดออนไลน์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 กันยายน 2557 12:01:50 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 37.0.2062.102 Chrome 37.0.2062.102


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 04 กันยายน 2557 12:59:49 »

.


       นอนน้อย อ้วนมาก
ชา กีรา ซูเกลีย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการระบาด จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา
ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการนอนหลับ และโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน ผ่านการทดสอบกับวัยโจ๋ อายุ 16 ปี
จำนวน 10,000 คน โดยบันทึกระยะเวลาในการนอนหลับแต่ละวัน จากนั้นนำไปเปรียบเทียบกับน้ำหนักในช่วงทดสอบ
และเมื่อเด็กอายุครบ 21 ปี พบว่า เด็กที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วน และเบาหวาน
มากกว่าเพื่อนที่นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ถึงร้อยละ 20 ซ้ำร้าย เด็กที่ชอบอดนอน และนอนน้อยยั
งมีโอกาสน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์เมื่ออายุ 21 ปี ถึงเท่าตัว

นักวิจัยอธิบายว่า เมื่อร่างกายอ่อนเพลียเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ขาดความกระปรี้กระเปร่า
เด็กๆ ในกลุ่มนอนน้อยจึงชอบกินของหวานที่ช่วยกระตุ้นความตื่นตัว รวมถึงอาหารที่อุดมไปด้วยแป้ง
และไขมันสำหรับเพิ่มพลังงาน ยิ่งนอนดึกก็ยิ่งหิว ยิ่งกินก็ยิ่งอ้วน และตามมาด้วยโรคร้ายในที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2558 10:15:16 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 37.0.2062.103 Chrome 37.0.2062.103


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 05 กันยายน 2557 11:23:47 »



ผิวสีแก่เร็ว

มอร์แกนเลวีน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์ เนีย สหรัฐอเมริกา ศึกษา "ไบโอโล จิคัล เอจ" หรืออายุทางเนื้อหนัง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจเสื่อมเร็วหรือช้ากว่าอายุจริง จนพบว่า คนที่มีเชื้อชาติแอฟริกัน หรือมีผิวสี จะมีอายุทางเนื้อหนังเสื่อมเร็วกว่าคนเชื้อชาติอื่นอย่างเห็นได้ชัด

จากการวิเคราะห์ผ่านปัจจัยทางชีวภาพ 10 ประการ อาทิ ปริมาณโปรตีนตอบสนองในระยะเฉียบพลัน (ซีอาร์พี) ค่าครีเอตินินซึ่งวัดการทำงานของไต ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ความดันเลือด และคอเลสเตอรอล ปรากฏว่า คนผิวสีมีอายุทางเนื้อหนังเฉลี่ยมากกว่าอายุจริงถึง 3 ปี ขณะที่คนผิวขาวมีอายุทางผิวหนังเฉลี่ยน้อยกว่าอายุจริง ราว 7-9 ปี

นักวิจัยอธิบายว่า ปัจจัยที่ทำให้คนผิวสีมีความเสื่อมทางเนื้อหนังเร็วกว่านั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะความเครียดและปัญหาทางจิตใจ เนื่องจากค่านิยมสังคม โดยเฉพาะชาติตะวันตก ยังมีการเลือกปฏิบัติและเหยียดผิว ส่งผลให้คนผิวสีต้องต่อสู้อย่างหนักทั้งทางกายและใจ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

- มุมเจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ ข่าวสดออนไลน์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2558 10:19:43 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 37.0.2062.103 Chrome 37.0.2062.103


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 05 กันยายน 2557 11:28:25 »





ดร.พอล ทอมป์สัน ผู้เชี่ยวชาญทางประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สแกนสมองของเด็กๆ ในวัย 13-18 ปี จำนวน 615 คน ก่อนจะสแกนซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุครบ 23 ปี และนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมการกินอาหาร จนพบว่าเด็กที่กินเมนูอุดมด้วยธาตุเหล็ก อย่างเนื้อสัตว์ ตับไก่ หรือจะเป็นผักใบเขียว เช่น ถั่วฝักยาว กะเพรา โหระพา สะระแหน่ และมะเขือเทศ มีพัฒนาการทางสมองที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเติบโตเข้าสู่วัยทำงาน ต่างจากคออาหารจังก์ฟู้ดที่เสี่ยงมีปัญหาในระบบสมอง
 
เพราะธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของเฮโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง หากขาดธาตุเหล็กก็จะเกิดภาวะโลหิตจาง การนำออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ เลยมีประสิทธิภาพลดลง ส่งผลต่อพัฒนาการ ของสมอง ทำให้มีสมาธิสั้น ความจำไม่ดี แถมยังเหนื่อยง่าย เฉื่อยชาและเรียนหนังสือ ไม่รู้เรื่องอีกด้วย
 
- มุมเจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ ข่าวสดออนไลน์
บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 37.0.2062.120 Chrome 37.0.2062.120


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 10 กันยายน 2557 11:54:51 »

.



ออนไลน์ทำอ้วน
คริส แบรนดอน โฆษกบริษัทโดมิโน แฟรนไชส์พิซซ่าเดลิเวอรี่ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ร้อยละ 40 ของการสั่งซื้อพิซซ่าทั่วประเทศ เป็นการใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่น ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่มีลูกๆ ในวัยกำลังโตเรื่อยไปจนถึงวัยรุ่น

รูปแบบการสั่งอาหารออนไลน์จะมี ปริมาณสินค้ามากกว่าการสั่งซื้อทางโทรศัพท์ถึงเท่าตัว เพราะลูกค้าสามารถเลือกเมนูอาหารหลากหลายได้จากรายการบนเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น อาทิ ของว่างอย่างแซนด์วิช หรือจะเป็นของกินคู่กับพิซซ่า อาทิ ไก่ย่าง รวมถึงขนมหวานและสลัด ต่างจากการใช้บริการทางโทรศัพท์ที่ลูกค้าจะสั่งเพียงพิซซ่าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเตือนว่า ภาพโฆษณาออนไลน์ของบริษัทอาหารเหล่านี้มาพร้อมกับข้อเสียแสนอันตราย เพราะทำให้ผู้บริโภคเกิดความอยากกินมากกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการ เพิ่มความเสี่ยงในการป่วยเป็นสารพัดโรคร้ายแรง ทั้งโรคเบาหวาน และโรคอ้วนได้อย่างไม่รู้ตัว




ผลไม้แห้งมีดี
'ผลไม้แห้ง' เป็นวิธีการถนอมอาหาร เพื่อให้เราลิ้มรสผลไม้นอกฤดูแสนอร่อยได้ทั้งปี แต่แค่ถูกปากอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะผลไม้แห้งมีประโยชน์ด้วย

ดร.แดเนียล กัลลาเฮอร์ จากมหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า นอกจาก ผลไม้แห้งอย่างลูกเกด ลูกพลับ และกล้วยตาก จะคงคุณค่าทางอาหาร และอุดมไปด้วยเส้น ใย วิตามิน รวมถึงแร่ธาตุสำคัญต่างๆ เช่นเดียวกับผลไม้สดทั่วไปแล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยหยุดการเจริญเติบโต และการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งในร่างกาย ป้องกันโรคในกระบวน การเผาผลาญอาหาร และช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจในวัยเด็กได้อีกต่างหาก

ขณะที่ความเข้มข้นของน้ำตาล ก็มีปริมาณที่น้อยกว่าในน้ำผลไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงปลอด ภัยไร้กังวลต่อโรคอ้วน และเบาหวาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2558 10:27:11 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 37.0.2062.120 Chrome 37.0.2062.120


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 12 กันยายน 2557 10:32:25 »

.

ปัญหาโลกแตก ฟันธง! "ไก่เกิดก่อนไข่!" แน่นอน

http://static.tlcdn4.com/data/8/pictures/0213/12-16-2011/p16h2rvd6uq921akn17n32c01ks03.jpg
"เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์" จิปาถะเรื่องวิทยาศาสตร์ การค้นพบ


เป็นปัญหาโลกแตกมานานว่าตกลง ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ที่ไม่น่าเชื่อคือวิทยาศาสตร์ปัจจุบันหาคำตอบให้เรื่องนี้ได้แล้ว!

ดร.โคลิน ฟรีแมน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ภาควิชาวัสดุทางวิศวกรรมศาสตร์ ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ขยายภาพโครงสร้างของเปลือกไข่
พร้อมทำตารางวิเคราะห์วิวัฒนาการและนำไปหาปัจจัยการพัฒนา พบว่า มีเพียงโปรตีนโอซี-สิบเจ็ด (OC-17) ที่อยู่ในมดลูกของแม่ไก่
ที่เร่งเปลือกไข่ให้พัฒนาตัวเองหนาขึ้น หากไม่มีโปรตีนชนิดนี้แล้วเปลือกไข่จะบางเฉียบและไม่สามารถรักษาตัวอ่อนของ ลูกเจี๊ยบภายในไว้ได้
 
นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่า ไม่มีทางที่ลูกเจี๊ยบตัวใดจะเกิดขึ้นได้หากไม่อาศัยอยู่ในท้องแม่ไก่มาก่อน
  
เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ ข่าวสดออนไลน์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2558 10:30:35 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 37.0.2062.120 Chrome 37.0.2062.120


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 12 กันยายน 2557 10:38:35 »




พลังมะพร้าวกันฟันผุ

ดร.เดเมียน เบรดี้ นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแอธโลน ไอร์แลนด์ พบว่า "น้ำมันมะพร้าว"
ช่วยยับยั้ง "สเตรปโตค็อกคัส มิวแทนส์" หรือแบคทีเรีย ซึ่งย่อยสลายอาหารประเภทน้ำตาล
และทำให้เกิดกรดแล็กติก ที่มีฤทธิ์สลายสารเคลือบฟันจนกลายเป็นผุซึ่งจากการทดลองนำ
น้ำมันมะพร้าวกับโปรตีนเอนไซม์ช่วยย่อย ผสมลงในยาสีฟันหรือผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพปาก
ปรากฏว่า พลังน้ำมันมะพร้าว สามารถออกฤทธิ์ต้านเชื้อร้าย และทำให้ฟันปลอดภัยจากกรด
กัดกร่อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เป็นเพราะ น้ำมันมะพร้าวมี "กรดลอริก" ที่ร่างกายจะทำปฏิกิริยาและเปลี่ยนเป็น "โมโน ลอริน"
หรือกรดไขมันโมโนกลีเซอไรด์ ตัวเดียวกันกับที่อยู่ในน้ำนมแม่ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และทำให้
แบคทีเรียวายร้ายยึดเกาะผิวฟันได้ยากขึ้น

ที่สำคัญ ยังมีสรรพคุณคล้ายยาปฏิชีวนะทำลายเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตซัว และไวรัส
ได้อีกด้วย

คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์
ข่าวสด
บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 37.0.2062.120 Chrome 37.0.2062.120


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 15 กันยายน 2557 11:52:09 »

.



"จังก์ฟู้ดทำเครียด
นอกจาก "ฟาสต์ฟู้ด" "จังก์ฟู้ด" หรือ "อาหารขยะ" จะแพงกว่าข้าวราดแกงรสเด็ด
ยังแถมโรคร้ายให้แบบฟรีๆ ไม่คิดสตางค์ ทั้งโรคอ้วน โรคขาดสารอาหารและเครียด

อัลมูเดน่า ซานเชส-วิลล์กาซ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแกรนาดา ประเทศสเปน
ทดสอบเด็กๆ อายุระหว่าง 10-17 ปี จำนวน 8,964 คน ด้วยเมนูอาหาร "จังก์ฟู้ด"
หรือ "อาหารขยะ" ทั้งเบอร์เกอร์ เฟรนช์ ฟรายด์ โดนัต ฮอตด็อก พิซซ่า
และไก่ชุบแป้งทอดกรอบๆ อย่างน้อยวันละ 1 มื้อ เป็นเวลานานกว่า 6 เดือน
 ก่อนจะตรวจร่างกาย พฤติกรรม รวมถึงอารมณ์ของเด็กๆ อย่างละเอียด

พบว่า เกือบทั้งหมดมีอาการ ของโรคเครียด โดยร้อยละ 42 ปวดหัวบ่อย เครียดง่าย
และอารมณ์ปรวนแปรมากขึ้น ร้อยละ 51 มีอาการเครียด นอนไม่หลับและวิตกกังวลจ
นเข้าขั้นอันตราย ส่อเค้าเป็นโรคร้ายรักษาไม่หายอย่างไมเกรน กระเพาะอักเสบ
และอีกสารพัดปัญหาทางจิต




ปลูกฝังชอบกินผัก
ดร.มาเรียน เฮเธอริงตัน จากสถาบันวิทยาศาสตร์จิตวิทยา มหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ
ศึกษาพฤติกรรมการกินผักผลไม้ของเด็กๆ อายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 3 ขวบ จำนวน 332 คนใ
นอังกฤษ ฝรั่งเศส และเดนมาร์ก ทดลองอยู่ 2 ปี พบว่า ร้อยละ 40 ของเด็กที่ยอมกินผัก
ออาร์ติโชคตั้งแต่เริ่มทดลองจะชอบกินผักชนิดนี้และผักผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้มากกว่าเด็ก
ที่เลือกไม่กิน หรือกินในปริมาณน้อย

ทั้งนี้เพราะการให้เด็กได้รับรสชาติของผักผลไม้ตั้งแต่เด็กๆ จะช่วยให้คุ้นเคย และกินผักผลไม้
ได้ง่ายกว่าเด็กที่ไม่เคยกิน




กินเร็วอ้วนเร็ว
กินเยอะ กินมาก หรือชอบกินจุบจิบ ล้วนเป็นสาเหตุของโรคอ้วนที่ใครๆ ก็รู้
แต่ไม่น่าเชื่อว่า ระยะเวลาในการกินกลับมีผลต่อความตุ้ยนุ้ยด้วย

เอียน แม็กโด นัลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาจาก มหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม สหราชอาณาจักร
ทดสอบเด็กชายหญิงกว่า 3,000 คน ด้วยการบันทึกระยะเวลาในช่วงทานอาหารแต่ละมื้อ
ก่อนนำไปเปรียบเทียบกับระดับไขมัน และค่าบีเอ็มไอในภายหลัง ปรากฏว่า นักหม่ำวัยเยาว์
ที่ชอบกินข้าวเร็วๆ ร้อยละ 84 มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วน มากกว่าเด็กที่ใช้เวลากินข้าวอย่างน้อย
20 นาที ในแต่ละมื้อ เนื่องจากฮอร์โมนเกรลินที่คอยควบคุมความหิว จะทำหน้าที่หลั่งสาร
ไปยังสมองเมื่อท้องว่าง และจะคงสภาพอยู่ราวๆ 20 นาที ส่ง ผลให้เด็กที่ชอบกินเร็วรู้สึก
หิวไม่หยุด ทั้งที่เพิ่งกินข้าวจานโตเข้าไปแหม็บๆ เลยต้องเพิ่มปริมาณอาหารมากถึง 2 เท่า
เพื่อให้อิ่มท้องในที่สุด

เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ ข่าวสดออนไลน์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2558 10:34:31 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 38.0.2125.104 Chrome 38.0.2125.104


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 21 ตุลาคม 2557 14:36:17 »

.

'น้ำอัดลม'ทำลายสมอง
ชากีร่า ซูเกลีย จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา สอบถามผู้ปกครองของนักเรียน
ชั้นอนุบาล วัย 5 ขวบ 3,000 คน ถึงปริมาณน้ำอัดลมที่เด็กดื่มในแต่ละสัปดาห์ พบว่า
กว่าครึ่งหนึ่งดื่มน้ำอัดลมอย่างน้อยวันละกระป๋อง หรือวันละขวด และ 1 ใน 25 คน
ดื่มมากกว่า 4 กระป๋องต่อวัน จากนั้นนำผลสำรวจไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรม
ในช่วงสังเกตนานกว่า 2 เดือน

ปรากฏว่า เด็กที่ดื่มน้ำอัดลมมากกว่า 3-4 กระป๋องต่อสัปดาห์ มีอารมณ์ปรวนแปร
เดี๋ยวดีเดี๋ยวหงุดหงิด ซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ ทำให้หนูน้อยติดน้ำอัดลม
มีสมาธิสั้น วอกแวกง่าย และเรียนไม่เข้าใจในที่สุด

นักวิจัยอธิบายว่า การดื่มน้ำอัดลมซึ่งมี "น้ำตาล" มากถึง 9 ช้อนชาต่อเครื่องดื่มยอดนิยม
อย่างน้ำอัดลม ส่งผลให้ระบบความจำหยุดชะงัก สมองจึงทำงานช้าลง ยิ่งดื่มมากก็ยิ่งอันตราย



รสไขมัน
เรารับรู้รสชาติของอาหารได้จากเซลล์รับรสรูปทรงคล้ายดอกเห็ด ซึ่งเป็นตุ่มเล็กๆ อยู่บนลิ้น
ก่อนจะถูกแปลงเป็นสัญญาณ และลำเลียงข้อมูลของรสต่างๆ ไปยังสมอง

ดร.นาดา อะบูมราด ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า
ประสาทรับรสของมนุษย์ที่เคยเข้าใจว่ามีเพียง 4 ประเภท ได้แก่ รสหวาน เปรี้ยว เค็ม และขม
ก่อนจะมีนักวิทยาศาสตร์ออกมาระบุว่าเราสามารถรับรสเผ็ดได้ด้วยนั้น จริงๆ แล้ว ลิ้นของมนุษย์
ยังมีเซ็นเซอร์? ซีดี 36? ซึ่งไวต่อ รสชาติของไขมันเป็นพิเศษ แต่จะมีมากและอ่อนไหวได้ง่าย
ในระบบรับรสของกลุ่มคนเจ้าเนื้อที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว โดยเซ็นเซอร์ซีดี 36 จะกระตุ้นต่อม
อยากอาหารมันๆ จำพวกเมนูของทอดกรอบๆ และจานโปรดที่ใช้น้ำมัน หรือเนยเป็นส่วนประกอบหลัก
ทำให้คิดว่าหิวทั้งที่กำลังกินอยู่ สมองเลยต้องออกคำสั่งให้กินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกพอใจนั่นเอง



หมอมดตะนอย
"มดตะนอย" ขึ้นชื่อเป็นแมลงอันตราย เพราะมีเหล็กในเป็นอาวุธลับ แผลที่ถูกมดตะนอยต่อย
จึงมีอาการรุนแรง ทั้งคัน ทั้งแสบ แถมบางครั้งปวดจนต้องไปหาหมอ
 
ดร.ซิลเวีย เครเมอร์ ผู้เชี่ยว ชาญจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีออสเตรเลีย ค้นพบว่า
สังคมของเจ้ามดตะนอย ตัวน้อย ตัวนิด มีเทคนิคมหัศจรรย์ในการดูแลสมาชิกที่กำลังป่วยหนัก
จากพิษเชื้อรา ด้วยวิธีแสนง่ายตามธรรมชาติ แค่เลียแผล็บๆ บริเวณที่เพื่อนตัวจิ๋วติดเชื้อ
อาการอักเสบก็จะค่อยๆ ทุเลาลงจนหายเป็นปกติ ขณะที่เชื้อโรคซึ่งลำเลียงไปกับน้ำลาย
ทำให้บรรดามดคุณหมอ (มดตะนอย) ได้รับเชื้อ แต่เพราะเซลล์เชื้อร้ายมีจำนวนไม่มาก
ระบบภูมิคุ้มกันจึงปรับให้ร่างกายคุ้นเคยและกลายเป็นซูเปอร์มดที่มีความต้านทานต่อเชื้อโรคนั้นๆ
 
ที่สำคัญวิธีการรักษาแบบนี้ ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ในฝูงมดตะนอย ให้รักกันแนบแน่นมากขึ้นอีกด้วย



ขนมปังไม่ทำให้อ้วน
ชารอน นาโตลี ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสุขภาพแห่งสถาบันโภชนาการและอาหารออสเตรเลีย
เปิดเผยว่า ความเชื่อว่า การกิน "ขนมปัง" จะทำให้อ้วนนั้น เป็นความเชื่อผิดๆ ที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐาน
ของข้อเท็จจริง ผ่านการเชื่อมโยงว่าการกินคาร์โบไฮเดรตมากๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกาย จึงไม่แปลก
ที่เยาวชนกว่าร้อยละ 43 จะหลีกเลี่ยงการกินขนมปังขณะพยายามลดน้ำหนัก และอีกร้อยละ 20
กล่าวว่ารู้สึกผิดเมื่อกินขนมปัง

นักวิจัยอธิบายว่า ขนมปังมีประโยชน์มากมายกว่าที่คิด เพราะประกอบด้วยธัญพืช กากใยอาหาร
วิตามินบี แมกนีเซียม และธาตุเหล็ก เมื่อเทียบกับการควบคุมอาหารโดยไม่ ทานกลูเตนหรือโปรตีนแป้ง
ที่ช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงป้องกันอาการหน้ามืด และเป็นลม ถือเป็นพฤติกรรมการกิน
ที่อันตรายมากกว่าหม่ำขนมปังสักชิ้นด้วยซ้ำ



รัก-โกรธ จากแม่สู่ลูก
ทำไมบางคนถึงมีอารมณ์โรแมนติก ชอบทำเซอร์ไพรส์ ต่างจากพวกเจ้าอารมณ์ ที่ชอบวีนใส่คนรอบข้าง

เจฟฟรีย์ เอ. ซิมป์สัน นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา ศึกษาพฤติกรรมเด็กทารก 75 คน
ตั้งแต่อายุ 12 เดือน จนถึง 30 ปี ปรากฏว่า เด็กที่สนิทสนมกับผู้เป็นแม่ในช่วง 12-18 เดือนแรกของชีวิต
มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ปฏิบัติต่อคนในสังคมรอบข้างด้วยความเคารพ อ่อนน้อม มีจิตใจเมตตา
รักเพื่อนฝูง และมีอารมณ์โรแมนติก มากกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงอย่างไม่ใส่ใจ ขาดความรักความอบอุ่น
ซึ่งมักจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ปิดกั้นตัวเอง และชอบสร้างความขัดแย้ง เป็นเพราะทารกจดจำอารมณ์
ที่ได้รับจากพ่อแม่ ซึ่งค่อยๆ สะสมจนติดเป็นนิสัย และเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมใต้จิตสำนึก ที่ไม่อาจแก้ไขได้



ขี้กลัวเสี่ยงโรค
ดร.สตีเฟ่น ไวต์ไซด์ จิตแพทย์เด็กจากสหรัฐอเมริกา สอบถามเด็กในวัย 7-16 ปี 800 คน
ถึงการรับมือกับความกลัว เช่น จะหนีหรือจะทำอย่างไร  ประเมินได้ว่าเด็กที่มีคะแนนความกลัวสูง
ทั้งไม่กล้าเผชิญหน้า และไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ชอบ

เกือบทั้งหมดมีแนวโน้มเป็น "โรควิตกกังวล" โดยมีอาการเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ขี้กลัว กล้ามเนื้อกระตุก
มือสั่น ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ ไปจนถึงอาเจียน ยิ่งเด็กที่กลัวมากๆ จะพยายามหลีกเลี่ยงทุกสถานการณ์
ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะเด็กไม่มีโอกาสเรียนรู้จากสิ่งที่กลัวว่า แก้ไขได้



ภัยเบาะเด็กในรถ
เบนจามิน ฮอฟฟ์แมน ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และสุขภาพโอเรกอน สหรัฐอเมริกา
ศึกษาพฤติกรรมการใช้ "เบาะนั่งเด็กในรถยนต์" หรือคาร์ซีต จากผู้ร่วมสอบถาม 267 ครอบครัว พบว่า
กว่าร้อยละ 93 ของคุณพ่อคุณแม่ใช้เบาะที่นั่งเด็กอย่างผิดๆ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่กระทำเป็นอันตรายต่อลูก
โดยร้อยละ 69 ปรับเบาะไม่ตรงกับสรีระเด็ก รวมถึงสายรัดที่ตึงหรือหย่อนเกินไป ร้อยละ 36 จัดวางคาร์ซีต
ในส่วนที่ไม่เหมาะสมในรถ ร้อยละ 23 ใช้สายคาดนิรภัยแต่ไม่ล็อก และร้อยละ 17 เว้นช่องห่าง ระหว่าง
คาร์ซีตกับที่นั่งด้านหน้าใกล้เกินไป   นักวิจัยกล่าวว่า เรื่องนี้แม้ดูผิวเผินจะเป็นความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ
ที่ไม่น่าจะก่อให้เกิดอันตราย แต่กลับเป็นปัจจัยหลักที่เพิ่มความเสี่ยงให้กับทารก อาทิ หากปรับสายรัดตัวเด็ก



แม่อด ลูกทน สไตล์จิ้งเหลน
อีริก วอพ์สตรา ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์ จากมหาวิทยาลัยแทสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย
ทดสอบความน่าอัศจรรย์ของ "จิ้งเหลนหญ้า" สัตว์เลื้อยคลานในตระกูลแรพไทล์ เช่นเดียวกับงูและกิ้งก่า
ด้วยการจำกัดอาหาร และฉีดฮอร์โมนคอร์ติโคสเทอโรน หรือฮอร์โมนเครียด แก่แม่จิ้งเหลนท้องแก่
เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ก่อนจะออกลูกน้อยตัวจิ๋วออกมา ปรากฏว่า เบบี้จิ้งเหลนมีขนาดเล็ก
แตกต่างจากลูกจิ้งเหลนรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด

แต่นั่นกลับเป็นข้อดี เพราะยิ่งตัวเล็กก็ยิ่งกินน้อย แถมชั้นไขมันใต้ผิวหนังของบรรดาจิ้งเหลนเล็กพริกขี้หนู
ยังหนาขึ้นตั้ง 2 เท่า ทำให้พวกมันใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมแห้งแล้งและอดอยากได้อย่างสบายๆ แบบมีก็กิน
ถ้าไม่มีก็ดึงพลังงานทดแทนจากไขมันมาใช้แก้ขัดตอนท้องร้องจ๊อกๆ ก่อนจะหาเมนูแมลงจานโปรด
เพื่อสะสมพลังงานไขมันสำรอง นั่นเอง


คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์
ข่าวสด

 
หลวมเกินไป ถ้ารถเบรกกะทันหันเด็กอาจหลุดจากคาร์ซีตจนบาดเจ็บ หรือถ้าวางคาร์ซีตชิดกับเบาะหน้ารถ
มากเกินไปอาจกระแทกได้
บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 38.0.2125.111 Chrome 38.0.2125.111


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2557 16:10:21 »

.


หมุนไม่มึน

ดร.แบร์รี่ ซีมันกัลป์ จากวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ประเทศอังกฤษ ศึกษาความแตกต่าง
ของการควบคุม "อาการมึนหัว" จากกลุ่มนักเรียนที่เล่นบัลเลต์ และไม่ได้เล่น จำนวน 49 คน
โดยให้เด็กแต่ละคนนั่งบนเก้าอี้หมุน และหมุนไปเรื่อยๆ ในห้องมืด พร้อมบอกให้ส่งสัญญาณ
เมื่อรู้สึกเวียนหัว จากนั้นนำไปเปรียบเทียบกับผลสแกนสมอง พบว่า นักเรียนบัลเลต์รับรู้การหมุน
ในช่วงเวลาที่สั้นกว่าเพื่อนซึ่งไม่ได้เต้นบัลเลต์ ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุจากสมองในส่วน "ซีรีเบลลัม"
ที่ตั้งของเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว รวมถึงความรู้สึกมึนหัวจากการเคลื่อนที่ของแรงดันน้ำ
ในหูชั้นใน มีขนาดเล็กกว่าปกติ

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าเป็นเพราะร่างกายของนักบัลเลต์ถูกฝึกฝนให้หลีกเลี่ยงอาการวิงเวียนศีรษะ
ร่างกายจึงปรับส่วนรับความรู้สึกให้เล็กลง เพื่อระงับความมึนจากการเต้นท่าหมุนพิรูเอตนั่นเอง



กลิ่นหิว กลิ่นอิ่ม

ดร.เรอเน่ เอ เดอ วิจก์ นักโภช นาการผู้เชี่ยวชาญจากเนเธอร์แลนด์ ค้นพบว่า กลิ่นของอาหาร ไม่ว่าจะหอมโชยลม
หรือเหม็นเขียวจนขมคอ ต่างก็มีผลต่อขนาดการตักอาหารเข้าปาก โดยเฉพาะกลิ่นยั่วน้ำลายที่ทำให้ท้องร้องจ๊อกๆ
ได้ง่ายๆ ทั้งที่ไม่หิว แถมยังส่งต่อกลิ่นชวนกินไปยังจุดรับรู้รสชาติในระบบสมอง เวลาหม่ำข้าวตอน กำลัง...หิว
จึงรู้สึกว่าอาหารมีรสอร่อยกว่าปกติ เพราะประสาทสัมผัสเปิดรับได้ทั้งรสและกลิ่น ถึงอย่างนั้นเรากลับได้กลิ่นอาหาร
มากขึ้นหลังเขมือบจานโปรดจนอิ่มแปล้ เนื่องจากร่างกายมีวิธีตรวจจับความต้องการอาหาร โดยแยกแยะกลิ่น
ก่อนจะเลือกปฏิเสธเมนูหนักๆ จำพวกแป้ง ไขมัน และสารอาหารที่ไม่จำเป็น เพื่อรักษาพลังงานในร่างกายให้สมดุล
ทั้งยังช่วยยับยั้งไม่ให้เรากินอาหารมากเกินไป ต่างจากหนูน้อยจ้ำมํ่าเจ้าเนื้อที่กลิ่นอาหารหลังอิ่ม มีผลกระตุ้นทำให้อยากกินมากขึ้น



หมากฝรั่งทำลืมง่าย

มิเกล โคซโลฟ ผู้เชี่ยวชาญจากมหา วิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ในอังกฤษ แบ่งกลุ่มเด็กๆ ชั้นประถมศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม
ก่อนบอกให้เด็กทั้งหมดท่องจำตัวอักษรตามลำดับต่อไปนี้ คือ พี วี บี ซี ดี จี และ ที โดยเด็กๆ ในกลุ่มสองเท่านั้น
ที่ต้องทำกิจกรรมไปพร้อมๆ กับเคี้ยวหมากฝรั่ง  ปรากฏว่า นักเรียนกลุ่มแรกจำลำดับอักษรได้ถูกต้องแบบไม่มีผิดเลยสักคน
ต่างจากกลุ่มเคี้ยวหมากฝรั่งที่เดี๋ยวก็นึกออก เดี๋ยวก็ตอบไม่ได้ ขัดกับความเชื่อเดิมๆ ที่บอกว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่ม
การสูบฉีดของเลือด ทำให้สมองแล่น คิดไว เรียนรู้ไว แต่ที่ไหนได้ การเคี้ยวจั๊บๆ จะหมากฝรั่ง หรือของกินในชั่วโมงเรียน
ระหว่างทำการบ้าน ทำรายงาน หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด ถือเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์

เพราะสมองต้องทำงาน 2-3 อย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้ขาดสมาธิ และเสียบุคลิก กลายเป็นติดนิสัยต้องมีของกินใส่ปากอยู่เรื่อย

 

ออนไลน์มีดี

เคธี เดวิส จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐ อเมริกา สอบถามวัยรุ่นวัยโจ๋ อายุระหว่าง 13-17 ปี พบว่า ร้อยละ 94 ใช้โทรศัพท์มือถือ
ร้อยละ 53 มีอินเตอร์เน็ตบนมือถือ ร้อยละ 91 มีบัญชีเฟซบุ๊ก ร้อยละ 78 ใช้บริการแช็ตแบบทันท่วงที ร้อยละ 94 ใช้ยูทูบ
และร้อยละ 9 มีบัญชีทวิตเตอร์ แม้ผิวเผินจะเข้าข่ายพฤติกรรมเสพติดเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งดูจะมีผลลัพธ์ ด้านลบมากกว่าบวก

แต่ไม่น่าเชื่อว่าการติดต่อพูดคุยกับเพื่อนทางอินเตอร์เน็ต กลับช่วยเสริมสร้างทักษะทางสังคม ทั้งการเข้ากลุ่ม การปรับตัว
การแลกเปลี่ยนความคิด รับฟังผู้อื่น และรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา สามารถเป็นที่พึ่งช่วยแก้ปัญหาให้กับเพื่อนที่กำลังเดือดร้อนได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า การติดเพื่อนออนไลน์มากเกินไป อาจส่งผลเสียทำให้เด็กยึดเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิต
หากโชคร้ายเจอเพื่อนไม่ดี ก็จะพานพากันเสียคน



ยาสีฟันทำขม

สมาคมเคมีอเมริกาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เปิดเผยความลับของ "ยาสีฟัน" ที่ทำให้รสชาติอาหาร โดยเฉพาะน้ำส้ม
และน้ำผลไม้รสเปรี้ยว กลายเป็นเครื่องดื่มรสประหลาดไม่น่ากิน นั่นเป็นเพราะ "โซเดียม ลอริล ซัล เฟต" (เอสแอลเอส)
สารเคมีที่ทำให้เกิดฟองซึ่งนิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน สบู่ และโฟมล้างหน้า เมื่อนำมาแปรงฟัน สารเอสแอลเอสจะมีฤทธิ์ยับยั้ง
การทำงานของต่อมรับรสหวานบนลิ้น ทั้งยังทำลาย "พอสโฟลิพิด" สารชีวโมเลกุล เกิดจากการรวมตัวของกลีเซอรอล กรดไขมัน
และกรดฟอสฟอริก ซึ่งช่วยยับยั้งการทำงานของต่อมรับรสขม ดังนั้นน้ำผลไม้รสหวานที่ดื่มหลังการแปรงฟันจึงมีรสชาติแปลก
ทั้งขม และเปรี้ยวจัดกว่าที่เคยดื่มนั่นเอง  ทั้งนี้ สารเอสแอลเอสยังเป็นสารชะล้างมีฤทธิ์รุนแรงมาก เป็นอันตรายต่อผิวหนังและตา
หากใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าที่มีเอสแอลเอสผสมจำนวนมาก อาจทำให้ระคายเคืองต่อผิว หนังได้ง่าย จึงควรอ่านส่วนประกอบ
ของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้ละเอียดทุกครั้งที่ซื้อ



กินเนื้อ-โลกร้อน

โบจานา บาจเซล จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ระบุว่า การบริโภคเนื้อสัตว์เป็นปัจจัยทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
และในปี 2593 หรืออีก 36 ปีข้างหน้า จะมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อเลี้ยงปศุสัตว์มากขึ้นถึงร้อยละ 42 เช่นเดียวกับการใช้ปุ๋ย
ที่จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 ขณะที่ปริมาณป่าไม้จะลดลงจนน่าตกใจ เพราะถูกมนุษย์ถางป่าเอาไปทำการเพาะปลูกจนหมด
เรียกได้ว่าเชื่อมโยงกับการเลี้ยงสัตว์สำหรับบริโภค

นักวิจัยกล่าวว่า การศึกษานี้ใช้การอ้างอิงจากมื้ออาหารโดยเฉลี่ยของมนุษย์ทั่วโลก คิดเป็นจำนวนต่อคนต่อสัปดาห์
คือ เนื้อแดงราว 85 กรัม และเนื้อขาวจำพวกไก่ หรือปลา อีกส่วนหนึ่งราว 40 กรัม แต่ในการบริโภคจริงนั้น
หลายคนบริโภคเนื้อมากกว่าข้อมูลอ้างอิง ทั้งมีแนวโน้มกินเนื้อมากขึ้นทุกๆ ปี

หากมนุษย์ยังไม่ปรับพฤติกรรมการ กินเนื้อ รวมถึงการใช้ชีวิตที่มีแต่ทำลายสิ่งแวดล้อมรอบตัว ฝันร้ายของภาวะโลกร้อน
ที่รุนแรงขึ้น ทั้งสภาพอากาศแปรปรวน การขาดแคลนน้ำ และภัยธรรมชาติ ก็อาจกลายเป็นความจริงที่มนุษย์ไม่อาจรับมือได้ในที่สุด

 

โลกร้อน..สัตว์นักล่าสูญพันธุ์เร็ว

ภาวะเรือนกระจก หรือ Global warming นอกจากจะก่อไห้เกิดผลกระทบต่อมนุษย์แล้ว ยังทำให้สัตว์นักล่าขนาดใหญ่
และกลางเสี่ยงสูญพันธุ์ด้วย   ดร.ฟิลิป สตีเฟนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตววิทยา มหาวิทยาลัยเดอร์แฮม ประเทศอังกฤษ
วิจัยสัตว์นักล่ากว่า 7 สายพันธุ์ พบว่า เมื่อภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่ออาหารและที่อยู่ของสัตว์ สัตว์นักล่าขนาดใหญ่
และกลางที่กินเนื้อเป็นอาหารจะสูญพันธุ์เร็วกว่าเหยื่อของพวกมันถึง 5-6 เท่า เนื่องจากพวกมันต้องล่าเหยื่อในพื้นที่กว้างขึ้น
สิ้นเปลืองพลังงาน และเมื่อหาเหยื่อไม่ได้ก็ไม่อาจจำศีลเพื่อให้รอดชีวิตเหมือนสัตว์บางชนิด สัตว์ที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า
กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ขณะนี้คือ เสือ สิงโต และหมีขั้วโลก

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2558 11:00:16 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 38.0.2125.111 Chrome 38.0.2125.111


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2557 12:27:19 »



รณรงค์ไม่ดื่มหวาน

ดร.ซาร่า เอ็น. บลีก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสุขภาพ มหาวิทยาลัยบลูมเบิร์ก สหรัฐอเมริกา
เปิดเผยผลการรณรงค์ลดปริมาณการบริโภค "น้ำอัดลม" "น้ำหวาน" และ "น้ำผลไม้" แนวใหม่
ด้วยการระบุข้างขวดถึงระยะเวลาที่ต้องวิ่งหรือเดินเพื่อเผาผลาญพลังงาน และน้ำตาลที่ได้รับ
จากเครื่องดื่มอันตราย โดยทีมวิจัยนำป้ายขนาดใหญ่ที่ตู้ขายเครื่องดื่ม เขียนว่า "น้ำอัดลม
น้ำผลไม้ น้ำหวาน 1 กระป๋อง ปริมาตร 20 ออนซ์ แต่ละกระป๋องให้พลังงาน 250 กิโลแคลอรี
และมีน้ำตาลราว 16 ช้อนชา ต้องใช้เวลาวิ่ง 50 นาที หรือเดินไกล 8 กิโลเมตร"

เมื่อเปรียบเทียบอัตราการซื้อเครื่องดื่มเหล่านี้ก่อนและหลังการรณรงค์ พบว่าเด็กๆ ซื้อน้ำหวานน้อยลงมาก
จากร้อยละ 54 ที่ซื้อเครื่องดื่มมาก กว่าขนาด 20 ออนซ์ ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 37 ขณะที่ร้อยละ 33
จากร้อยละ 27 เลือกที่จะไม่ซื้อเครื่องดื่มเสี่ยงอันตราย และ ร้อยละ 4 จากร้อยละ 1 ตัดสินใจซื้อน้ำเปล่าดื่มแทน


โลกร้อนกำหนดเพศ

ทีมวิจัยจากสถาบันสุขภาพเอ็ม แอนด์ เค ในประเทศญี่ปุ่น ร่วมด้วยทีมวิจัยมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน
ประเทศเดนมาร์ก ศึกษาข้อมูลการเกิดของทารกในญี่ปุ่นระหว่างปี 2511-2555 เป็นเวลารวม 44 ปี
จนพบว่า "ภาวะโลกร้อน" มีผลต่อจำนวนทารกเพศหญิงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ
หน้าร้อนที่ร้อนจัดในปี 2553 และฤดูหนาวที่หนาวเหน็บที่สุดในปี 2554 กับผลลัพธ์ให้หลังราว 9 เดือน
ปรากฏว่า ทารกที่คลอดในช่วงนี้เป็นเด็กผู้หญิงมากกว่าหลายเท่าตัว ทั้งยังมีอัตราการตายของทารก
ที่ส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากขึ้นอีกด้วย

นักวิจัยอธิบายว่า สภาพอากาศที่แปรปรวนจากภาวะโลกร้อน ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็นขึ้น ต่างก็เพิ่มความเครียด
และความกดดันให้ว่าที่คุณแม่ได้โดย ไม่รู้ตัว เนื่องจากร่างกายต้องพยายามอย่างหนัก เพื่อปรับสภาพให้ทารก
รู้สึกสบายตัว เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงมากๆ ร่างกายจึงเหนื่อยและเครียดกับการปรับตัวนั่นเอง



พืชกันแดด

ทิโมธี ซไวเออร์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย เพอร์ดู สหรัฐอเมริกา ค้นพบความลับสุดอัจฉริยะ
ของต้นไม้ที่ไม่ว่าจะถูกแดดแผดเผานานกี่ชั่วโมงก็ยังคงความเขียวสด ไม่แห้งเหลืองกรอบ
หรือ "เกรียมแดด" เหมือนผิวมนุษย์ นั่นเป็นเพราะ "ไซนาเพต เอสเตอร์" โมเลกุลสุดพิเศษ
กับหน้าที่เสมือนครีมกันแดด ช่วยป้องกันโมเลกุลพืชจากการถูกทำลายด้วยแสงแดดและความร้อน
สามารถกรองรังสีอัลตราไวโอเลต บี หรือที่เรียกว่า "ยูวีบี" รังสีที่มีความยาวคลื่น 290-320 นิวตันเมตร
 และเป็นสาเหตุทำให้เกิดผิวไหม้แดด-เกรียมแดดนั่นเอง

ทั้งนี้ แม้ต้นไม้จะเติบโตจากการพึ่งพาดวงอาทิตย์ในการสังเคราะห์แสง แต่คลื่นความถี่ของรังสี
ที่รุนแรงย่อมมีผลต่อพืชเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากต้นไม้ที่ไม่แข็งแรง เมื่อถูกแดดเผาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ก็แห้งเหี่ยวจนใบเหลืองกรอบ ไซนาเพต เอสเตอร์จึงถือเป็นครีมกันแดดที่สำคัญที่สุดของบรรดา
พืชพรรณไม้ชนิดต่างๆ


จุกนมหลอก

แมกดาเลนา รีชโลสกา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ศึกษาความ
เชื่อมโยงระหว่าง "จุกนมหลอก" กับความรู้สึกของพ่อแม่ที่มีต่อทารก ด้วยการให้คุณแม่ยังสาว
29 คนมองดูรูปภาพทารกที่แสดงถึงความรู้สึกเศร้า มีความสุข โกรธ และเฉยๆ โดยทารกบางคน
กำลังดูดจุกนมหลอกรวมอยู่ด้วย ผลปรากฏว่า คุณแม่เกือบทั้งหมดบอกว่า ทารกที่อมจุกนมหลอก
ดูมีความสุขน้อยกว่าทารกที่ยิ้มโดยไม่ได้อมจุกนม ส่วนทารกที่ทำหน้าเศร้าขณะอมจุกนมหลอก
ก็ดูไม่เศร้าเท่ากับทารกที่ไม่ได้อมจุกนม

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า จุกนมหลอกถือเป็นปัจจัยขวางกั้นการเข้าใจทารกของพ่อแม่ รวมถึงคนรอบข้าง
ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะผู้ใหญ่มักนึกว่า จุกนมหลอกช่วยลดความเศร้าหรืออาการโยเยของทารกได้
เมื่อให้จุกนมแก่เด็กที่กำลังงอแง จึงคิดไปโดยปริยายว่าเดี๋ยวเด็กก็อารมณ์ดีขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริง
จะไม่ตรงกับที่คาดคิดก็ตาม ส่งผลให้พ่อแม่ไม่สามารถสื่อสารและเข้าใจความรู้สึกของลูกได้เท่าที่ควรนั่นเอง



เด็กก็รูเรื่อง

แอนนี่ เวิร์ซ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ทำการทดสอบเด็กวัย 6 เดือน
และ 18 เดือน โดยให้เจ้าหน้าที่เด็ดผลไม้จริงออกจากต้นไม้จริง และผลไม้ปลอมจ
ากต้นไม้ปลอมที่เลียนแบบจนเหมือนกับของจริง ก่อนจะทำท่ากินให้ดู

จากนั้นถามหนูน้อยวัยกระเตาะว่าต้นไม้ต้นไหนกินได้ เด็กๆ ทั้งหมดตอบตรงกันว่า
ต้นจริงเท่านั้นที่กินได้ นักวิจัยอธิบายจากการทดสอบดังกล่าวว่า มนุษย์มีสัญชาตญาณ
ของการเอาตัวรอดมาตั้งแต่เกิด แม้ในเด็กเล็กอายุเพียงแค่ 6 เดือนก็ยังวิเคราะห์
ความแตกต่าง และเรียนรู้ว่าต้นไม้เป็นแหล่งอาหาร พร้อมแนะนำว่า การที่พ่อแม่
กินผักผลไม้ให้เด็กเห็นเป็นประจำจะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการกินผักผลไม้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
แม้เด็กจะเรียนรู้ได้เองว่าสิ่งไหนดีไม่ดี แต่ทักษะชีวิตพื้นฐานส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเพราะ
พ่อแม่สอน หรือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง



ูผู้หญิงดมเก่ง

แม้ทักษะด้านการศึกษาในวิชาต่างๆ อย่างคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ
จะเป็นความสามารถ พรสวรรค์เฉพาะบุคคล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศชายหรือหญิง
แต่สำหรับทักษะในการรับกลิ่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์แล้วว่า ผู้หญิงโดยรวม
มีความสามารถในการรับกลิ่นได้ดีกว่าผู้ชาย

ดร.โรเบอร์โต เลนต์ จากสถาบันวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยรัฐบาล
ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ทดสอบด้วยวิธีการแยกส่วนไอโซทรอปิกจนพบว่า
ผู้หญิงมีจำนวนเซลล์ที่ตอบสนองต่อ "ออลแฟ็กทอรี่ บัลบ์" สมองส่วนรับกลิ่นซับซ้อน
บริเวณจมูกและสมองส่วนหน้า มากกว่าผู้ชายถึงร้อยละ 43 ทำให้ส่งต่อสัญญาณ
ที่ชัดเจนและรวดเร็วไปยังสมองส่วนซีรีบรัมเพื่อแปลข้อมูลว่า ได้กลิ่นอะไร จากนั้น
จะวิเคราะห์ต่อไปว่า กลิ่นที่ได้รับมีความเชื่อมโยงกับข้อมูลพื้นฐานกลิ่นที่อยู่ใน
ความทรงจำหรือไม่นั่นเอง

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2558 10:58:45 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 563


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 42.0.2311.135 Chrome 42.0.2311.135


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2558 12:00:51 »

.


เคี้ยวเพื่อลืม

ดร.ฟิล บีแมน นักวิจัยจากโรงเรียนจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางภาษา มหาวิทยาลัยรีดิง ประเทศอังกฤษ
เปิดเผยวิธีรักษา "เอียร์เวิร์ม" หรือ "เบรนเวิร์ม" ภาวะย้ำคิดย้ำทำชั่วขณะ เช่น การคิดวนเวียนถึงเนื้อเพลง
หรือทำนองของเพลงหนึ่งๆ ที่เพิ่งได้ยิน ซึ่งบางครั้งอาจติดอยู่ในหัวเป็นเวลานานหลายวันจนน่ารำคาญ

จากการทดลองให้ผู้ร่วมวิจัย 98 คนฟังเพลงฮิตติดหู จากนั้นให้กลุ่มที่หนึ่งเคี้ยวหมากฝรั่ง ส่วนกลุ่มที่สอง
ใช้นิ้วเคาะโต๊ะ โดยระบุว่าถ้าระหว่างเคี้ยวหมากฝรั่งหรือเคาะโต๊ะ หากนึกถึงเพลงที่เพิ่งได้ยินให้กดปุ่ม
แจ้งเจ้าหน้าที่ หลังจากผ่านไป 3 นาที ปรากฏว่า กลุ่มเคี้ยวหมากฝรั่งนึกถึงเพลงที่ได้ฟังน้อยลงมาก

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งทำให้ผู้ร่วมทดลองพุ่งจุดสนใจไปที่ปาก ซึ่งตามระบบร่างกายนั้น
เมื่อมีอาหารหรือสิ่งของในปาก สมองจะสั่งการให้เคี้ยวเพื่อประมวลผล แยกรสชาติ รสสัมผัส ยิ่งผู้เคี้ยวรู้ว่า
เป็นหมากฝรั่งซึ่งไม่ควรกลืนลงคอ ยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเคี้ยว และค่อยๆ ลืมนึกถึงเพลง
ที่ติดอยู่ในหัว ขณะที่การเคาะโต๊ะนั้น เมื่อเคาะไประยะหนึ่ง ร่างกายจะเคยชินกับกิจกรรม และเผลอเคาะโต๊ะไ
ปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว เสียงเพลงที่ได้ยินจึงยังผุดขึ้นมาเป็นครั้งคราว

และทำให้อธิบายได้ว่า ทำไมเวลาเคี้ยวหมากฝรั่งจึงมีความสุข และลืมคิดเรื่องเครียดๆ อย่างง่ายดาย



มลพิษกระทบสมอง

เดวิด คิว. ริช ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยศูนย์แพทยศาสตร์รอเชสเตอร์ สหรัฐอเมริกา
เก็บข้อมูลน้ำหนักตัวของทารก 83,672 คนที่เกิดในเขตเทศบาลกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อปี 2551
ซึ่งปักกิ่งเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2008 เปรียบเทียบกับน้ำหนักของเด็ก
ที่เกิดในปี 2550 พบว่า เด็กที่ปฏิสนธิในปี 2551 ซึ่งรัฐบาลจีนใช้มาตรการควบคุมมลพิษ
ในช่วงจัดการแข่งขันนาน 7 สัปดาห์ ส่งผลให้มลภาวะลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์
ลดลงร้อยละ 60 คาร์บอนมอนอกไซด์ร้อยละ 43 รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน
มีน้ำหนักตัวมากกว่าเด็กที่เกิดในปี 2550 ถึง 2 เท่า

นักวิจัยอธิบายว่า น้ำหนักตัวลดลงไม่เพียงแต่ชี้ชัดให้เห็นถึงผลกระทบของมลพิษในอากาศต่อทารก
แต่ยังชี้ให้เห็นว่า มลภาวะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พัฒนาการของทารกล่าช้า ระบบร่างกาย
การพัฒนาอวัยวะต่างๆ รวมถึงระบบสมองไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อทักษะ
การใช้ชีวิตในภายหลัง ทั้งการเรียนรู้ การจดจำ การวิเคราะห์ข้อมูล และการแก้ปัญหา



กลิ่นความสุข

"รอยยิ้ม" เป็นการแสดงออกที่บ่งบอกให้รู้ว่า คนๆ นั้นกำลังมีความสุขมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ใช่แค่รอยยิ้ม
อย่างเดียวเท่านั้นที่บอกได้ เพราะแม้แต่ "เหงื่อ" ก็มีสารเคมีที่ถ่ายทอดกลิ่นของความสุขออกมาเหมือนกัน

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยยูเทรกต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ติดแผ่นรวบรวมเหงื่อไว้ใต้รักแร้จาก
ผู้ร่วมทดลองระหว่างดูคลิปวิดีโอที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป ทั้งมีความสุข รู้สึกกลัว และเฉยๆ จากนั้น
นำไปตัดแบ่ง และให้ผู้ร่วมทดสอบซึ่งติดเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อ (อีเอ็มจี) เพื่อจับความ
เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าที่เปลี่ยนไปเมื่อได้รับกลิ่น หรือ ที่เรียกว่า "คีโมซิกนอลลิง"

ปรากฏว่า เมื่อผู้ร่วมทดสอบดมกลิ่นเหงื่อที่ได้ขณะมีความสุข กล้ามเนื้อใบหน้าบริเวณปาก และดวงตา
มีการเคลื่อนไหว ต่างจากเวลาดมกลิ่นเหงื่อที่มาจากช่วงอารมณ์เฉยๆ ซึ่งไม่มีการเคลื่อนไหว
ของกล้ามเนื้อใบหน้าที่ชัดเจน

นักวิจัยอธิบายว่า ก่อนหน้านี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า มนุษย์รับรู้ความกลัว ความเครียด และอาการประหม่า
ของผู้อื่นผ่านทางกลิ่นเหงื่อที่ส่งออกมาได้ แต่ไม่น่าเชื่อว่ากลิ่น ของความสุขจะมีผลในทิศทางเดียวกัน


ยีนขี้เกียจ

ศาสตราจารย์สตีเฟ่น เพทริล ผู้เชี่ยวชาญ จากมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า
"ความขี้เกียจ" มีผลสืบเนื่องส่วนหนึ่งมาจาก "พันธุกรรม" จากการศึกษาพฤติกรรม
เด็กชายหญิงฝาแฝดอายุระหว่าง 3-16 ปี จำนวน 13,000 คน จาก 6 ประเทศ คืออังกฤษ
แคนาดา เยอรมนี รัสเซีย สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ปรากฏว่าฝาแฝดที่แม้จะเรียนโรงเรียนต่างกัน
สภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน แต่นิสัยเฉื่อยชา ไม่มีสมาธิ และขี้เกียจเรียน กลับอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
ถือเป็นการยืนยันให้เห็นว่า นอกจากอัจฉริยภาพจะสามารถถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมได้แล้ว
ลักษณะนิสัยของพ่อแม่ยังส่งต่อมาสู่ลูกได้อย่างไม่น่าเชื่อ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพันธุกรรม จะมีผลต่อพฤติกรรมของเด็กมากแค่ไหน แต่การปลูกฝังให้รักการเรียน
ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถปรับเปลี่ยนและแก้ไขนิสัยที่บกพร่องได้



เกมกับชีวิต

ดร.แอนดี้ พริซีบีลสกี จากสถาบันอินเตอร์เน็ตมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ
ศึกษาพฤติกรรมการเล่นเกมของวัยเรียน วัยโจ๋จนพบว่า การเล่นเกมที่เน้นความรุนแรง
ไม่มีผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวเท่ากับระยะเวลาที่เด็กๆ ใช้เล่นเกมต่อวัน จากการเก็บข้อมูล
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อายุระหว่าง 12-13 ปี จำนวน 200 คน
โดยสอบถามถึงประเภทเกมที่เล่น และระยะเวลาในการเล่นแต่ละวัน ก่อนนำไปเปรียบเทียบ
กับผลรายงานความแปรปรวนทางอารมณ์จากครูประจำชั้น

ปรากฏว่าเด็กที่เล่นเกมมากกว่าวันละ 3 ชั่วโมง และมากกว่าสัปดาห์ละ 3 วัน มีแนวโน้มว่า
จะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรงในชีวิตจริง โดยเฉพาะการทะเลาะชกต่อย ขโมยของ
และทำผิดกฎหมาย มากกว่าเพื่อนที่เลือกเล่นเกมประเภทต่อสู้ อาชญากรรม และใช้ความรุนแรง
แต่เล่นไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และไม่เกิน 3 วันต่อสัปดาห์ นั่นเป็นเพราะการเล่นเกมบ่อยๆ นานๆ
จะทำให้เด็กเสพติดเกม หลงคิดว่าเรื่องราวในเกมคือส่วนหนึ่งของชีวิตจริง แม้จะไม่ได้เล่นเกม
ต่อสู้รุนแรง แต่ก็ยึดติดกับเกมเกินไป

เมื่อเล่นไม่ได้ตามความคาดหวังก็หงุด หงิด และกลายเป็นอารมณ์แปรปรวนในที่สุด



เพาเวอร์แน็พ

ศาสตราจารย์เอเซล เมคลินเกอร์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซาร์แลนด์ ประเทศเยอรมนี
ทดลองโดยให้นักเรียนท่องจำคำศัพท์เดี่ยวๆ 90 คำ และคำผสมที่ไม่ได้มีความหมายใหม่อีก
120 คำ จากนั้นแบ่งเด็กๆ ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ดูโทรทัศน์คลายเครียด อีกกลุ่ม
ให้นอนหลับ โดยทั้งสองกลุ่มใช้เวลาเท่ากันที่ 45 นาที เมื่อทดสอบความทรงจำว่าคำศัพท์
ที่เรียนรู้ไปก่อนหน้านี้มีอะไรบ้าง ปรากฏว่านักเรียนในกลุ่มที่นอนหลับสามารถตอบถูกเกือบทั้งหมด
ต่างจากเพื่อนร่วมระดับชั้นในกลุ่มพักผ่อนด้วยการดูทีวี ซึ่งส่วนใหญ่จำไม่ได้ว่ามีคำอะไรบ้าง

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า การนอนหลับแบบมีประสิทธิภาพ หรือ "เพาเวอร์แน็พ" คือ หลับสนิทและหลับลึก
ในช่วงสั้นๆ แม้จะไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ก็มากพอที่จะกระตุ้นการทำงานของระบบสมองให้ดีขึ้น โดยเฉพาะ
การจดจำที่แม่นยำมากกว่าสมองซึ่งไม่ได้รับการพักผ่อนถึง 5 เท่าเลยทีเดียว สรุปได้ว่าการเรียน
หรือทำงานต่อเนื่องที่หักโหมเกินไปย่อมไม่ส่งผลดีต่อสมอง การหยุดพักเพื่อให้ร่างกายได้ชาร์จพลังงาน
และให้เวลาสมองได้จัดการเรียบเรียงความคิดเป็นระบบระเบียบ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงการคิดวิเคราะห์
ของย่อมมีประสิทธิภาพสูงสุด



ภัยแก๊ดเจ็ต

ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก พบว่าการใช้ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์
ระหว่างดูโทรทัศน์ นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองไฟฟ้าและเสียสมาธิแล้ว ยังมีผลลัพธ์ร้ายแรงต่อระบบสมอง
ถึงขั้นลดระดับความสามารถทางเชาวน์ปัญญา (ไอคิว) ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจากการทำงานแบบ
"มัลติ-ทาส์กกิง" หรือการทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้สมองต้องแบ่งส่วนทำงาน

ซ้ำร้ายยังกระทบต่อสมองในส่วน "ฮิปโปแคมปัส" ซึ่งมีหน้าที่เก็บข้อมูลเข้าสู่หน่วยความทรงจำ ส่งผลให้
การจดจำมีความบกพร่อง เนื่องจากการใช้แก๊ดเจ็ตไฮเทคหลายๆ เครื่องในเวลาเดียวกัน จะทำให้
"สารแอล-โดพา" สารตั้งต้นของฮอร์โมนโดพามีน ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทไปกระตุ้นโดพามีน รีเซพเตอร์
อัตราการเต้นของหัวใจ รวมถึงความดันโลหิตจึงเพิ่มขึ้น ทำให้มีอารมณ์พึงพอใจคล้ายอาการเคลิ้มจากยาเสพติด
หากถูกกระตุ้นด้วยพฤติกรรมซ้ำๆ ก็จะหลั่งโดพามีนออกมาตามปกติ แต่หากไม่ถูกกระตุ้นหรือทำกิจกรรมอื่น
สารโดพามีนจะหยุดทำงาน ทำให้รู้สึกหงุดหงิดโมโหแทน



มนุษย์ยุคหินกินเห็ด

แม้ "เห็ด" จะเป็นอาหารที่คนในปัจจุบันคุ้นเคยอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเห็ดฟางแบบไทย เห็ดหอมของจีน
หรือเห็ดแชมปิญองของชาวตะวันตก แต่เชื่อหรือไม่ว่ากว่า 18,700 ปีก่อน มนุษย์ก็บริโภคเห็ดแล้วเหมือนกัน

โรเบิร์ต เพาเวอร์ นักวิจัยจากสถาบันมักซ์พลังก์ ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า ศพของ "เรดเลดี้แห่งเอลมิรอน"
ที่ขุดพบในถ้ำแห่งหนึ่งของแคว้นกันตาเบรีย ประเทศสเปน มีสปอร์ของเห็ดตับเต่า และเห็ดในตระกูลแอการิก
ปนเปื้อนอยู่ตามซอกฟันของเรดเลดี้ จึงเชื่อได้ว่ามนุษย์ก่อนยุคประวัติศาสตร์กินเห็ดหรือใช้เห็ดในพิธีกรรม
ทางความเชื่อ เนื่องจากเห็ดในตระกูลแอการิกเป็นเห็ดมีพิษ อาทิ เห็ดหมวกแดงจุดขาวเห็ดพิษขึ้นชื่อ

มีหลักฐานด้วยว่า มนุษย์ในยุคหินใหม่ราว 10,200-4,500 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสัมฤทธิ์ประมาณ
1,206-1,150 ปีก่อนคริสตกาล ใช้เห็ดพิษซึ่งมีผลต่อระบบประสาทในพิธีกรรม

นอกจากนี้การตรวจสอบกระดูกฟันและช่องปากของเรดเลดี้ยังพบสตาร์ซ หรือพอลิแซ็กคาไรด์ที่พบ
ในเมล็ดธัญพืช พืชหัว และถั่วเมล็ดแห้ง ส่วนเนื้อสัตว์พบปนเปื้อนในปริมาณน้อย จึงสรุปได้ว่ามนุษย์
ยุคโบราณมีพฤติกรรมการกินเชื่อมโยงกับพืชผักมากกว่าเนื้อสัตว์ รวมถึงยังไม่มีอาหารที่ทำจากแป้ง
ซึ่งทีมนักโบราณคดีจะตรวจสอบต่อไปว่าสาเหตุการตายของเรดเลดี้ที่มีอายุเพียง 35-40 ปีเกิดจากอะไร


ตัวเมียใช้เครื่องมือ

ดร.จิล พรูตซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวานรวิทยจากมหาวิทยาลัยรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา
ศึกษาพฤติกรรมของฝูงชิมแปนซีซาวันนา-ดเวลลิงในประเทศเซเนกัล พบว่าแม้ลิงตัวผู้
จะเป็นกำลังหลักในการล่าสัตว์หาอาหารของฝูง แต่ชิมป์เพศเมียกลับนิยมใช้เครื่องมือ
ที่ทำขึ้นจากของรอบตัว เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกช่วยให้การหาอาหารง่ายขึ้น
โดยเฉพาะการใช้กิ่งไม้ต่างหอกสำหรับล่าลิงบุชเบบี้ ลิงขนาดเล็กที่เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ
ของชิมแปนซี ซึ่งผลลัพธ์ในการใช้หอกกิ่งไม้นี้ก็เป็นที่น่าพอใจ เรียกได้ว่าล่าสำเร็จเกือบทุกครั้ง
จึงไม่แปลกที่ชิมแปนซีเพศเมียจะเลือกใช้เครื่องมือมากถึงร้อยละ 61 ในการล่าสัตว์

นอกจากจะบุกเดี่ยวล่าเองแล้ว ชิมแปนซีตัวเมียยังใช้เครื่องมือร่วมล่าสัตว์กับตัวผู้ด้วย
โดยชิมป์เพศเมียจะใช้หอกกิ่งไม้ไล่ลิงบุชเบบี้ที่ซ่อนตัวในพุ่มไม้หรือขอนไม้ ให้วิ่งเตลิดหนีไปอีกทาง
แต่แทนที่จะหนีรอดชิมแปนซีตัวผู้จะดักรออยู่อีกทาง และใช้ทักษะความว่องไวจับบุชเบบี้ด้วยมือเปล่า

ผู้เชี่ยวชาญยังอธิบายว่าการใช้เครื่องมือของชิมป์สาว อาจเกิดขึ้นจากความเสียเปรียบเมื่อเทียบกับ
พละกำลังและความแข็งแกร่งทางร่างกายของชิมแปนซีหนุ่ม ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด รวมถึงการรักษา
สถานะในฝูงชิมป์ จ๋อสาวเหล่านี้เลยพัฒนาทักษะการล่าแบบใช้เครื่องมือนั่นเอง

บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
พิศวง การค้นพบ สิ่งก่อสร้าง โบราณ ใต้น้ำ
ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม
Mckaforce 0 2034 กระทู้ล่าสุด 09 มิถุนายน 2553 14:31:58
โดย Mckaforce
"Lemon Soup" อาสาส่ง"ทุกวัน"เพลงกระตุ้น"รัก"ที่เมื่อรู้สึกแล้วต้อง"บอก"
หน้าเวที (มุมฟังเพลง)
มดเอ๊ก 0 2928 กระทู้ล่าสุด 03 มิถุนายน 2554 10:29:07
โดย มดเอ๊ก
การค้นพบ "มเหนทรบรรพต" เมืองโบราณอายุกว่า 1,200 ปี บนเทือกเขาพนมกุเลน
ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม
自由人 0 1377 กระทู้ล่าสุด 07 มกราคม 2557 12:21:02
โดย 自由人
"สามัญชน" ผู้กลายเป็น "ราชินี" และ "เจ้าหญิง" โชคชะตาที่ฟ้าได้ "ลิขิต" ไว้
สุขใจ จิบกาแฟ
Kimleng 0 6412 กระทู้ล่าสุด 17 ธันวาคม 2557 14:13:59
โดย Kimleng
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.632 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 26 พฤศจิกายน 2562 20:22:33