[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
20 พฤษภาคม 2565 04:23:32 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คิดถึงหลวงพ่อปัญญานันทะ  (อ่าน 15159 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 07:02:39 »


หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ-หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ

บอกแล้วไง ว่าจะเขียนถึงหลวงพ่อจนกระทั่งรวมเล่มพ็อคเก็ตบุ๊ก ไม่มีใครเชื่อ แม้แต่ผมเอง ความจริงเรื่องของหลวงพ่อมีให้เขียนถึงมาก ยิ่งเขียนก็ยิ่งคิดถึง ท่านที่คิดถึงหลวงพ่อมากๆ ก็ขอให้หาเทศนาและปาฐกถาของท่านมาอ่าน เวลาอ่านก็นึกถึงน้ำเสียงของท่านเสมือนหนึ่งว่ากำลังฟังท่านสดๆ จะได้รสชาติ และซาบซึ้งในธรรมอย่างยิ่ง

ลักษณะที่เหมือนระหว่างหลวงพ่อพุทธทาสกับหลวงพ่อปัญญา อย่างหนึ่งคือ สอนในสิ่งที่ควรสอน สิ่งที่ไม่ควรสอน ไม่ควรให้ความสนใจ แม้จะมีคุณค่าทางวิชาการ แต่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ทั้งสองท่านมักจะเลี่ยง

ที่ผมพูดนี้หมายถึง “ปัญหาทางอภิปรัชญา” ทั้งหลาย (Metephysical problems) เมื่อมีผู้ยกเรื่องทำนองนี้ขึ้นมาถาม หลวงพ่อพุทธทาสก็ speak English ทันที “โอ๊ย เรื่องทำนองนี้เป็นแค่ intellectual food” พูดเอามันในอารมณ์เท่านั้น ไม่มีผลในแง่ปฏิบัติ แล้วท่านก็เลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นที่มัน “ใกล้ตัว” ของผู้พูดผู้ฟังมากกว่า

การไม่พูดเรื่องโลกนี้โลกหน้าหลังตายแล้ว หลายครั้งเตือนว่าชาวพุทธควรสนในนิพพาน บัดนี้เดี๋ยวนี้ ให้มาก มากกว่าคิดแต่จะคอยนิพพานในชาติหน้า บางครั้งเมื่อเตือนสุภาพๆ ก็ยังไม่ได้ผล ท่านก็จะพูดว่า “โลกหน้าหลังตายแล้ว เป็นโลกหน้าของคนโง่”

ได้ผลครับ ผู้รู้หลายท่านกล่าวหาว่า หลวงพ่อพุทธทาสปฏิเสธชาติหน้า ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ในพระไตรปิฎก บางรายเล่นแรงว่า หลวงพ่อพุทธทาสสอนคำสอนเดียรถีย์

ถึงกับออกพ็อคเก็ตบุ๊ก ขายดีในแวดวงผู้สนในโลกหน้า (มากกว่าโลกนี้) ว่างั้นเถอะ



มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 07:11:42 »

ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งหลวงพ่อปัญญานันทะ รับนิมนต์ไปปาฐกถาที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ที่ผมสอนอยู่ด้วย จบปาฐกถาก็เปิดโอกาสให้ผู้ฟังถามข้อสงสัย ผู้ฟังคนหนึ่งยกมือขึ้นถามว่า

“พระพุทธเจ้าเชื่อว่ามีโลกหน้าไหม"

องค์ปาฐก (นิยมพูดคำศัพท์อย่างนี้ ไม่ทราบว่าถูกหรือไม่) ก็ตอบทันทีว่า “อย่าไปถามพระพุทธเจ้าเลย พระองค์ปรินิพพานไปแล้ว ถาม “อามา” (อาตมา) เถอะ โลกหน้านี้พระบาลีเรียกว่า ปรโลโก (โลกอื่นนะ) ไม่มีโลกหน้าโลกหลัง” ว่าแล้วท่านก็หันไปพูดเรื่องอื่น

ผู้ถามงง (อาจรวมถึงผู้ฟังอื่นด้วย) ผมนั่งอยู่ในที่ประชุมนั้น ผมชื่นชมหลวงพ่อปัญญานันทะมาก ชื่นชมที่ท่านตัดบทได้อย่างนุ่มนวลต่างจากกรณีอื่นๆ และแสดงให้เห็นจุดยืนว่า ท่านไม่สนใจและไม่อยากให้ชาวพุทธสนใจในเรื่องไกลตัวมากนัก ควรหันมาสนใจเรื่องปัจจุบันดีกว่า ทำอย่างไรเราจะลดละทุกข์และสร้างสุขใจได้มากยิ่งขึ้น เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่ควรให้ความสนใจ

หลวงปัญญานันทะ มีสุขภาพแข็งแรง ท่านใส่ใจการรักษาสุขภาพเสมอ ดูเหมือนท่านไม่มีโรคประจำอะไร นอกจากโรคชราตามธรรมดาของสังขาร สิ่งหนึ่งที่ทราบว่าท่านทำประจำคือเดินออกกำลังกาย วันหนึ่งท่านเดินไปเห็นเด็กน้อยคนหนึ่ง เด็ดดอกไม้เล่นด้วยความสนุกตามประสาเด็ก วิญญาณของนักเทศน์ก็ฉายออกมา ด้วยความกรุณาท่านก็กล่าวกับเด็กน้อยนั้นว่า “หนู เด็ดดอกไม้ทำไม” เด็กบอกว่า “ก็อยากเด็ด” (คงมิใช่ต้องการเล่นลิ้นกับผู้ใหญ่ เพียงแต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร)

หลวงพ่อสอนว่า “ดอกไม้มันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ตรงข้ามมันมีแต่ให้ ให้สีสดสวย ให้กลิ่นหอมร่มรื่น เพลิดเพลินตา หนูเด็ดมันแล้ว มันก็ไม่มีโอกาสให้คุณค่าของมันแก่โลกนะ”

เด็กน้อยคงงงว่าหลวงตารูปนี้พูดอะไร วันหลังพบเด็กคนนั้นอีก หลวงพ่อถามว่า หนูยังเด็ดดอกไม้อีกหรือเปล่า เด็กน้อยตอบว่า ไม่เด็ดแล้วครับ

แล้วท่านก็ชื่นชมว่า เด็กเป็นเสมือนผ้าขาว เราจะเอาสีอะไรมาแต้มก็ได้ ข้อสำคัญผู้ใหญ่มักจะไม่สนใจแต้มสีที่สวยๆ งามให้ผ้าขาวเหล่านี้



มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 07:22:03 »

ผมไม่ทราบว่าเพราะเหตุนี้หรือเปล่า ทำให้หลวงพ่อปัญญานันทะเทศนาสอนวิธีเลี้ยงลูกให้ถูกทางออกมาเป็นชุดเลย หนังสือเล่มนี้ชื่อ “เลี้ยงลูกให้ถูกทาง” ควรที่พ่อแม่ หรือคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ที่มีหลานตัวเล็ก จะอ่านและนำเอาคำแนะนำของท่านไปปลูกฝังแก่ลูกหลานของท่านอย่างยิ่ง

ท่านปรารภในคำนำว่า จากการที่เดินทางไปเผยแผ่ธรรมในสถานที่ต่างๆ เสมอ “ได้พบเห็นอะไรหลายอย่าง เมื่อเห็นแล้วก็นำมาคิดหาเหตุผลของเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะเรื่องของเด็กๆ เป็นปัญหาที่ต้องคิดมาก เด็กสมัยนี้ไม่เหมือนก่อน เพราะสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน สมัยก่อน ความเป็นไปของสังคมเป็นไปตามเรื่องที่มันเป็นไป แต่สมัยนี้สังคมวิ่งแข่งกันตลอดเวลา ชาวโลกอยู่ด้วยการแข่งขันกัน ชิงดีชิงเด่นกัน ผู้ปกครองของเด็กไม่มีเวลามากนักสำหรับอยู่กับลูก เพราะอาชีพบีบคั้นอยู่เสมอ ปัญหาต่างๆ จึงเกิดขึ้น เราจึงได้ข่าวร้ายต่างๆ เสมอมา”

อีกประการหนึ่ง แม้พ่อแม่จะมีเวลาเลี้ยงดูลูก แต่บังเอิญว่าเลี้ยงผิดทาง เพราะความรักลูกไม่ถูกทางเป็นต้นเหตุแห่งความผิดพลาดขึ้น จนความหวังดีกลายเป็นความหวังร้าย ทำลายลูกของตัวเองโดยไม่รู้ตัว จึงมีความจำเป็นจะต้องบอกต้องสอนวิธีเลี้ยงลูกให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง

หลวงพ่อแก้ข้อสงสัยผู้อ่านหนังสือนี้ว่า “บางคนสงสัยว่า ข้าพเจ้าเป็นพระ ไม่มีครอบครัว ทำไมมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับเด็ก ขอทำความเข้าใจสักหน่อยว่า ถึงแม้พระจะไม่มีครอบครัว แต่พระมีความคิดช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ จึงทำการศึกษาค้นคว้าอ่านหนังสือประเภทเกี่ยวกับเด็กบ้าง แต่ก็ช่างหายากจริงๆ เคยเข้าไปในห้องสมุดเพื่อค้นคว้า ก็มีน้อยเหลือเกิน มีอยู่เล่มเดียว ชื่อวิธีอบรมเด็ก ของนายแพทย์จำรัส ศิริสัมพันธ์ ข้าพเจ้าอ่านหลายเที่ยว เก็บข้อความไปพูดวิทยุกระจายเสียงบ้าง จึงใคร่ขอวิงวอนผู้ใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องเกี่ยวกับเด็กให้มาก และให้บิดามารดาใส่ใจศึกษาและอบรมลูกหลานให้ดี อันจะเป็นการช่วยชาติประการหนึ่ง”



มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 07:47:21 »


ความจริงการไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องของเด็กนี้ ดูจะเป็น “ธรรมชาติ” ของมนุษย์โดยทั่วไปกระมัง ว่าไปทำไมมี ในพระไตรปิฎกก็บันทึกเรื่องราวที่พระพุทธองค์ตรัสสอน หรือให้โอวาทแก่เด็กค่อนข้างน้อย คงมิใช่เพราะพระพุทธองค์ไม่ใส่ใจสอนเด็ก หากคงเพราะผู้บันทึกมิได้ใส่ใจบันทึกไว้มากกว่า สังเกตเห็นได้ ในคัมภีร์อรรถกถาได้บันทึกเทคนิควิธีสอนเด็กเล็กหลายแห่ง ในขณะที่คัมภีร์ชั้นต้นไม่ให้ความสำคัญ บางครั้งยินยอมเข้าข้างเด็ก (ทั้งที่รู้ว่าเด็กผิด) เพื่อให้เด็กดีใจที่พระศาสดายังเห็นด้วย แต่ภายหลังทรงสอนว่า การทำเช่นนั้นไม่ถูก แล้วปรับพฤติกรรมของเด็กคนนั้นในที่สุด

คราวหนึ่ง ขณะเสด็จออกไปบิณฑบาต ระหว่างทางทรงทอดพระเนตรเห็นพวกเด็กๆ กำลังเอาไม้ไล่ตีงูตัวหนึ่ง พระองค์จึงเสด็จเข้าไปใกล้ เมื่อเห็นพระ พวกเด็กก็หยุดไล่งู

“พวกเธอกำลังทำอะไร” ตรัสถามด้วยความปรานี

“ไล่ตีงู พระเจ้าข้า” พวกเด็กตอบ

“ตีมันทำไม”

“กลัวมันกัด พระเจ้าข้า”

“มันกัดหรือยังล่ะ”

“ยังไม่กัด พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์จึงตรัสสอนว่า งูยังไม่ทันกัดเลย พวกเธอไล่ตีมัน เพียงเพราะกลัวมันจะกัด พวกเธอทำไม่ถูกนะ สมมุติว่า มีใครเอาไม้มาตีพวกเธอ พวกเธอจะเจ็บไหม ต่างยอมรับว่าเจ็บ แล้วพระองค์ตรัสต่อว่า “เช่นเดียวกัน พวกเธอตีงู งูมันก็เจ็บ ถ้าพวกเธอไม่อยากถูกใครตีให้เจ็บ ก็ไม่ควรทำให้คนอื่นเจ็บ”

เด็กน้อยทั้งหลายเข้าใจ พากันเลิกพฤติกรรมเบียดเบียนสัตว์อื่นในที่สุด

หลวงพ่อปัญญานันทะคงตระหนักว่า วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็ก โดยให้เขาเข้าใจว่าทำอย่างนั้นๆ ไม่ถูกต้อง ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอน เป็นวิธีหนึ่งในหลายวิธีสอนเด็ก ได้นำไปใช้สอน (เด็กเด็ดดอกไม้เล่น) ได้ผลมาแล้วด้วย จึงเกิดแรงบันดาลใจเขียนหนังสือ “สอนลูกให้ถูกทาง” เผยแพร่ ตอนต่อไปผมขอนำเนื้อหาของหนังสือ “รักลูกให้ถูกทาง” มาฝากผู้อ่านก็แล้วกัน ท้ายนี้ขอฝากคำคมของหลวงพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้

“เรื่องกิริยามรรยาทของเด็กนั้น ถ้าบิดามารดาไม่เอาใจใส่แก้ไขจริงๆ แล้ว
นิสัยไม่ดีจะติดใจเด็กต่อไป จะทำให้อนาคตของสกุลท่านเศร้าหมองและมืดมัว
ต่อไปข้างหน้า ความรับผิดชอบนี้ จึงขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ของพ่อแม่โดยแท้”



มีต่อค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กุมภาพันธ์ 2553 07:49:34 โดย เงาฝัน » บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 07:59:45 »

สัญญาว่าจะนำเอาวิธี “สอนลูกให้ถูกทาง” ของหลวงพ่อมาเล่าให้ฟัง หลวงพ่อได้พูดแล้วว่า ถึงท่านจะเป็นพระ ไม่มีครอบครัว แต่ท่านสนใจการฝึกฝนอบรมเด็กมาก ท่านประหลาดใจมากเมื่อไปค้นคว้าหนังสือที่บอกวิธีเลี้ยงลูก หรือเรื่องเกี่ยวกับเด็กๆ กลับไม่ค่อยมีใครค้นคว้าวิจัย หรือเขียนเป็นแนวทางเลย ท่านได้พบอยู่เล่มเดียว เขียนโดยนายแพทย์จำรัส ศิริสัมพันธ์ จึงเกิดแรงบันดาลใจพูดและเขียนเกี่ยวกับวิธีเลี้ยงลูกให้ถูกทางดังกล่าว

หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 37 บท อธิบายโดยใช้ภาษาง่ายๆ ยิ่งอ่านสนุก ประเด็นที่ท่านเขียนมีดังนี้ครับ 1. ครูคนแรกของลูก 2. อิทธิพลของกรรมพันธุ์ 3. ปรารถนาบุตรที่ดีไว้สืบสกุล 4. การรับการถ่ายทอดอุปนิสัย 5. ความรักที่บริสุทธิ์ 6. แม่พิมพ์ของลูก 7. สัญชาตญาณของเด็ก 8. อย่าใช้อารมณ์กับเด็ก 9. ฝึกเด็กให้กินเป็นเวลา 10. เด็กต้องการอะไร ที่ไหน เมื่อไร

11. วิธีแก้นิสัยเกเร 12. อย่าสร้างอาณาจักรของความกลัว 13. วิธีแก้ความดื้อรั้นของเด็ก 14. จงแก้พื้นฐานความริษยาของเด็กแต่เยาว์วัย 15. เพราะอะไร ลูกจึงเป็นอาชญากร 16. พ่อแม่ควรสอนอะไรแก่ลูกก่อน 17. อย่าเบื่อในการตอบปัญหาของลูกๆ 18. ฝึกเด็กให้องอาจกล้าหาญ อย่าให้เป็นเจ้าหนูขี้อาย 19. กีฬาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็ก 20. ฝึกเด็กให้พูดสัตย์จริง

21. ฝึกเด็กให้ตรงต่อเวลา ให้รู้ค่าของเวลา 22. ฝึกเด็กให้เป็นคนมีระเบียบวินัย 23. ฝึกลูกอย่าให้เป็นคนมักได้ ให้รู้จักเคารพในสิทธิของบุคคลอื่น 24.ฝึกลูกอย่าให้เป็นคนเห็นแก่ตัว รู้จักเสียสละ 25. การเพาะความสามัคคีในหมู่ลูกๆ 26-27. ฝึกลูกให้รู้จักประหยัดตั้งแต่เยาว์วัย 28. ฝึกลูกให้รู้จักกตัญญูกตเวที 29. ฝึกเด็กให้รู้จักให้อภัยแก่เพื่อน 30. ฝึกเด็กให้รู้จักพึ่งตัวเอง ช่วยตนเอง

31. ฝึกเด็กให้ศึกษาสิ่งแวดล้อม 32. วิธีป้องกันเด็กไม่ให้หนีโรงเรียน 33. สอนเด็กให้ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน 34. เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความสามารถ 35. บ้านคือโรงเรียน 36. เด็กกับการแต่งกาย 37. เด็กที่ได้รับการฝึกฝนแล้วเท่านั้นเป็นเด็กประเสริฐสุด


ล้วนแต่หัวข้อน่าสนใจทั้งนั้น ขอยกประเด็นที่น่าสนใจ (อย่างน้อยผมสนใจละครับ) มาขยายให้ฟังเท่าที่หน้ากระดาษจะอำนวย

(1) พ่อแม่มักสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวให้แก่ลูก เมื่อเห็นเด็กซุกซนตามประสาเด็ก ตนขี้เกียจควบคุมดูแลเขา ก็หลอกให้เด็กหวาดกลัวสิ่งต่างๆ เช่น อย่าเข้าไปในห้องนั้นผีจะมาบ้าง จิ้งจกตุ๊กแกจะกัดจู๋บ้าง อะไรสารพัดสัตว์ที่น่ากลัว ว่าแล้วก็ทำท่าทางน่ากลัวขึ้นมาทีเดียว วิธีหลอกให้เด็กกลัวเช่นนี้ แม้ผู้ใหญ่จะเจตนาดีอยากให้เด็กหยุดซุกซน แต่เป็นการบ่มเพาะให้เด็กกลัวไม่มีเหตุผล ผู้ใหญ่เองก็บาปเพราะพูดเรื่องไม่จริง

ในเมืองไทยเรา ผู้ใหญ่ชอบนำนิทานผีมาเล่าให้เด็กฟังบ่อยๆ เต็มไปด้วยความสยดสยอง ผู้เล่าเองก็ทำท่าทางน่ากลัว เล่าไปๆ คนเล่าเองก็พลอยกลัวไปด้วย นี่คือการเพาะนิสัยให้เด็กกลัวผี นอกจากไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว ยังทำให้เด็กเป็นคนขลาดกลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว กลายเป็นคนไม่เชื่อมั่นในตัวเอง

ท่านรักลูกของท่านมิใช่หรือ ท่านไม่อยากให้ลูกของท่านเป็นคนมีนิสัยขลาดกลัวไม่ใช่หรือ มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำได้คือ หาทางป้องกันอย่าให้ลูกของท่านสร้างอาณาจักรของความกลัวไว้ในใจเขา ถ้าลูกของท่านรับรู้เกี่ยวกับเรื่องผีสางอย่างโง่ๆ ด้วยความขลาดกลัว ท่านรู้แล้วอย่าได้นิ่งเฉย จงรีบอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจว่า เรื่องที่ได้ยินได้ฟังนั้น เป็นเพียงนิทานที่เขานำมาเล่าเล่นๆ สนุกๆ เท่านั้น ผีไม่มีดอก มีแต่ “ผีหลอกๆ” ในนิทานเท่านั้น พระสงฆ์ที่ท่านธุดงค์ไปอยู่ป่า ท่านก็บอกว่าไม่เคยเจอผี ถ้าผีมีจริงมันหลอกพระวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปแล้ว



มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 08:05:02 »

การให้เหตุผลแก่เด็กเท่านั้น จะทำให้เด็กของท่านมีปัญญามากขึ้น และขจัดความหลงผิดต่างๆ ให้หายไป จงอย่าได้เข้าใจผิดว่าการหลอกเด็กเป็นความสนุก ตัวผู้หลอกอาจสนุก แต่ผู้ถูกหลอกจะทุกข์ถนัด ทำให้เพาะนิสัยขี้ขลาดหวาดกลัวแก่เด็ก การกลัวในสิ่งไม่ควรกลัวเป็นภัยในอนาคตแก่เด็กอย่างมหันต์

แล้วหลวงพ่อก็ให้หลักในการฝึกเด็กไม่ให้สร้างอาณาจักรแห่งความกลัว ดังนี้

1. อย่าพูดจาหลอกหลอนเด็กของท่านไม่ว่ากรณีใดๆ

2. จงให้เหตุผลในเรื่องที่เด็กยังไม่เข้าใจ ให้เขาได้เข้าใจอย่างชัดเจน

3. อย่าให้ลูกของท่านอยู่กับคนโง่ๆ ที่นำเรื่องเหลวไหลมาหลอกลูกของท่าน

4. ถ้าลูกของท่านไปรับอะไรมาและทำให้เกิดความกลัว ท่านจงพยายามล้างสมองของเขาด้วยการพูดความจริงให้เขาฟัง

5. อย่าเบื่อหน่ายในการตอบปัญหาของเด็กที่ถามจุกจิก

6. อย่าสนทนาในเรื่องที่หวาดเสียวให้เด็กได้ยิน

7. จงพยายามให้เขานอนตามลำพัง เพื่อให้เขาห่างผู้ใหญ่บ้าง เมื่อโตเขาโตพอสมควรแล้ว

8. ภาพเขียนและวัตถุใดๆ ที่ทำให้เกิดความกลัว ต้องพูดให้เด็กเข้าใจว่ามันเป็นอะไรแน่



มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 08:28:14 »

(2) ประเด็นความดื้อความซนของลูก ผมบริการตั้งชื่อให้ลูกๆ ของแฟนๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ คำถาม (ความจริงคำบ่น) ของพ่อแม่ก็คือ ลูกดื้อและซนเหลือเกิน อาจารย์ช่วยตั้งชื่อให้ลูกหายดื้อหายซนได้บ้างไหม

ผมก็ตอบว่า นั่นเป็นธรรมชาติของเด็ก เด็กที่ไม่ซน ไม่ดื้อน่ะ ผิดธรรมชาติ ซนบ้างดื้อบ้างนั่นแหละเป็นเครื่องหมายว่าเด็กโตมาจะเป็นเด็กฉลาด คุณชอบให้ลูกคุณนั่งตรงไหนก็ซื่อบื้ออยู่อย่างนั้นหรือครับ คิดให้ดี

เรื่องนี้หลวงพ่ออธิบายว่า เพราะผู้ใหญ่ไม่รู้ใจเด็ก และชอบทำอะไรขัดใจเขา เช่น เด็กกำลังเล่นรถเพลินอยู่ ผู้ใหญ่ก็ไปหยิบรถนั้นขึ้นมา ขัดจังหวะที่เขากำลังสนุกอยู่กับสิ่งนั้น เมื่อเด็กถูกขัดจังหวะ จะพูดโต้แย้งหรืออธิบายไม่ได้ เพราะยังเด็ก ก็แสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อผู้ใหญ่ขัดจังหวะ หรือขืนใจเด็กบ่อยๆ โดยไม่ใส่ใจในอารมณ์ของเด็ก ถือว่าเป็นเรื่องเล็กไม่สำคัญอะไร ความไม่พอใจของเด็กก็มีมากขึ้น ผู้ใหญ่ก็หาว่าเด็กดื้อ ไม่ทำตามคำสั่ง

ท่านลองนึกดู ถ้าท่านเองกำลังทำอะไรเพลินอยู่ ถ้ามีใครมาขัดคอ หรือขัดจังหวะ ท่านคงจะไม่พอใจ เกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาทันที

ความหงุดหงิดเกิดขึ้นในใจใครบ่อยๆ นั่นคือวิธีสะสมความโกรธขึ้นละน้อยๆ ผลที่สุดจะกลายเป็นความโกรธไปได้ คนเราถ้าโกรธขึ้นมาแล้ว ย่อมไม่รู้จักตนเอง ไม่รู้จักเหตุผล เลยไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น อาการไม่ฟังเสียงใครนี่แหละคือความดื้อด้าน จึงพอจับหลักได้ว่า การขัดจังหวะเด็กบ่อยๆ ทำให้เด็กเป็นคนเจ้าโทสะได้ ผู้ใหญ่ควรระวังเรื่องนี้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ย่อมรักเสรีภาพด้วยกันทั้งนั้น จงให้เสรีภาพแก่เขาบ้าง อย่ายุ่งกับเขาเกินไป

บางทีผู้ใหญ่เห็นเด็กซนเกินไป (ตามความรู้สึกของผู้ใหญ่) ก็ตวาดด้วยเสียงดัง “หยุด..อย่า.. เงียบ.. มานี่.. บอกให้หยุด” อะไรทำนองนี้

การกระทำในรูปแบบนี้เป็นความผิด เพราะคำพูดแบบนี้ออกมาจากใจที่เศร้าหมอง คนเศร้าหมองมองหน้าก็เศร้าหมอง การกระทำก็หยาบคายตามใจที่เศร้าหมอง เป็นการแสดงภาพเสียให้เด็กเห็น เขาอาจจำภาพ และท่าทางนี้ของท่านไปทำในภายหลังกับคนอื่น


มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 08:42:10 »

(3) อย่าเบื่อในการตอบคำถามของลูก ข้อนี้เป็นเทคนิควิธีอบรมลูกของพ่อแม่ที่ควรใส่ใจอย่างยิ่ง วัฒนธรรมไทยที่ชอบห้ามปรามลูกๆ อย่าทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้ หรืออะไรที่เด็กพูด แม้จะเข้าท่า หรือถูกต้องก็ไม่ยอมรับว่าถูกต้อง มักจะอ้างเสมอว่า “ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” ย่อมรู้ดีกว่าเด็ก บางทีก็เลยเถิดถึงขั้นว่า ผู้ใหญ่ไม่มีผิด ถูกเสมอ จึงไม่มีการ “ขอโทษ” หรือรับผิดจากผู้ใหญ่ ในขณะที่เรียกร้องคำขอโทษ หรือการรับผิดจากเด็กเพียงฝ่ายเดียว

การเลี้ยงดูที่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กถาม หรือตอบคำถามที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงต่างๆ นี้แหละ เป็นสาเหตุสำคัญที่ block สติปัญญา ความใฝ่รู้ของเด็ก ทีละนิดๆ จนกระทั่งปิดกั้นโดยสิ้นเชิง

สังเกตไหมครับ เด็กนั้นฉลาดอย่างยิ่ง แววแห่งความฉลาดฉายออกมาจากการซักโน่น ถามนี่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผู้ใหญ่ขี้รำคาญ ก็จะไม่ยินดีตอบ หรือตอบก็ตอบผิดๆ นอกเรื่อง

เมื่อเด็กถามหนักเข้า ก็จะตวาดว่า “ถามห่.. อะไรจู่จี้ เดี๋ยวตบกะโหลก” ผลก็คือ เด็กไม่ถามอีกต่อไป โตมาก็กลายเป็นผู้ใหญ่ซื่อบื้อ ไม่รู้จักซัก ไม่รู้จักถาม สงบเสงี่ยมเกินเหตุไปเลย ท่านที่เป็นนักเรียนนอก จะรู้ว่านักเรียนไทยอยู่ในห้องเรียนจะเรียบร้อยมาก ไม่ซักไม่ถามอาจารย์ ทั้งๆ ที่บางทีก็สงสัย ต่างจากนักเรียนชาติอื่น ซักถามจนกว่าตัวจะหายสงสัย

วัฒนธรรมการเลี้ยงดูของเรา ดูเหมือนจะผิดพลาดอย่างยิ่ง ควรที่ผู้ใหญ่ พ่อแม่ของเด็กจะตระหนัก อย่างน้อยก็อย่าได้ขี้เกียจตอบข้อสงสัยของลูกๆ ส่งเสริมให้ลูกๆ ได้พัฒนาความใฝ่รู้ และการสนองตอบความใฝ่รู้ในทางถูกต้อง อย่าคิดว่าเด็กโง่ เด็กน่ะฉลาดกว่าผู้ใหญ่เสียอีก ขงจื๊อจอมปราชญ์ยังเคยจนเด็กเจ็ดขวบมาแล้ว นะครับ เล่ากันว่า ขงจื้อนั่งรถม้าผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กเล่นทรายขวางทางรถ จึงตวาดไล่ เด็กๆ พากันหนีหมด ยกเว้นเจ้าตี๋คนหนึ่ง ยืนเท้าสะเอว จ้องขงจื๊ออยู่ เมื่อถูกถามว่า ทำไมไม่หลีกรถ เด็กตอบว่า “พวกผมกำลังสร้างกำแพงเมือง ผมไม่เคยเห็นกำแพงที่ไหนมันหลีกรถ”

ผู้เฒ่าลงมาคุยกับเด็กทันที “เด็กน้อยเจ้าฉลาดมาก ไปอยู่กับลุงไหม ลุงจะพาปกครองประเทศให้โลกมันราบเป็นหน้ากลองหมด” (ความหมายของผู้ใหญ่ก็คือ ปกครองอย่างเสมอภาค ยุติธรรม) เด็กย้อนว่า “เป็นไปไม่ได้ดอก ถ้าโลกราบเป็นหน้ากลอง น้ำก็ท่วมโลกสิ คนและสัตว์จะอยู่ไหน”

ผู้เฒ่าเอามือลูกเคราคราง อือๆ เด็กมันฉลาดแฮะ เมื่อผู้เฒ่าเงียบ เด็กก็ถามว่า ลุงรู้ไหม บนฟ้ามีดาวกี่ดวง ในทะเลมีปลากี่ตัว ผู้เฒ่าตอบว่า เจ้าหนู ถามใกล้ตาหน่อยสิ ถามไกลๆ ใครจะรู้ เด็กจึงชี้ไปที่หน้าผู้เฒ่าว่า “ถ้าเช่นนั้น ขนคิ้วท่านมีกี่เส้น”

อึ้งกิมกี่เลยขอรับ นักปราชญ์ใหญ่ยอมจำนน โค้งคำนับเด็ก สั่งให้รถม้าหลีกกำแพงเมืองของเด็กน้อยในที่สุด ครับ ถ้าพ่อแม่รู้จักพัฒนาความใฝ่รู้ของลูก โดยพยายามตอบคำถามของลูกตามเป็นจริง ไม่เบื่อในการตอบคำถามของเขา จะช่วยสร้างความใฝ่รู้และสติปัญญาให้แก่ลูก อย่างน่าทึ่ง ดังกรณีเด็กน้อยในนิทานนี้ก็ได้



มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 09:01:06 »


หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

เมื่อหลวงพ่อพูดถึงโยมแม่

เมื่อครั้งมีโครงการบวชสามเณรแปดหมื่นสี่พันรูป โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกับรัฐบาล และมหาเถรสมาคม ที่ผ่านมาแล้วนั้น มีเงินบริจาคจากชาวบ้านเพื่อสนับสนุนโครงการนี้จำนวนหนึ่ง เราได้แบ่งสายกันนำปัจจัยเฉลี่ยตามรายหัวสามเณรไปมอบศูนย์บวชและอบรมจังหวัดต่างๆ ผมรับอาสาไปยังจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม และอุบลราชธานี

จังหวัดแรกที่ผมไปคือจังหวัดขอนแก่น หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัด คือ พระเทพกิตติรังษี ดีใจมากที่ได้พบผม ยังไม่ทันพูดคุยธุระปะปังที่รับมอบหมายมา หลวงพ่อพูดว่า “นี่อาจารย์ รู้ไหม หนังสือที่อาจารย์พิมพ์เผยแพร่ อาตมานำไปใช้ประโยชน์สงเคราะห์ชาวบ้านมาตลอด”

ผมถามท่านว่า หนังสืออะไรจะมีประโยชน์ปานนั้น หลวงพ่อท่านบอกว่า หนังสือคู่มือตั้งชื่อลูกหลานชาวบ้าน ว่าแล้วท่านก็งัดหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา แล้วกล่าวต่อไปว่า “วันนี้มาเจอเจ้าตัวผู้ประพันธ์ ขอ “บูชาครู” หน่อย”

แล้วก็สั่งให้เลขาฯ นำปัจจัยมาให้ 1,000 บาท เป็นค่าบูชาครู ผมกราบเท้าท่านด้วยความซาบซึ้ง ไม่ใช่เพราะได้เงินจากพระ แต่ซาบซึ้งในการแสดงออกซึ่งคุณธรรมให้ปรากฏ ให้เป็นแบบอย่างแก่อนุชนภายหลัง นี่แหละครับที่ท่านพุทธทาสเน้นย้ำเสมอว่า พระสงฆ์นั้นต้องสอนด้วยปาก ทำให้ดู อยู่อย่างมีความสุขให้เห็น หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดทำให้ดูด้วยตัวท่านเอง ว่าได้ความรู้จากใครแม้เล็กน้อย ท่านก็อนุโมทนาขอบคุณ ถึงกับทำพิธี “บูชาครู” อันเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีให้เป็นตัวอย่างแก่คนทั่วไป

หลวงพ่อเล่าว่า ท่านอยู่กุฏินี้มาหลายสิบปีแล้ว มีผู้สร้างกุฏิหลังใหม่ใหญ่โตกว่า ท่านก็ไม่ยอมย้าย ผมถามว่าทำไมไม่ย้ายขึ้นกุฏิใหญ่โตให้สมตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ท่านบอกว่า ย้ายไม่ได้ เพราะโยมแม่กับโยมพ่อท่านอยู่ที่นี่

เมื่อเรียนถามว่า ทำไมไม่ชวนโยมทั้งสองไปอยู่ที่ตึกใหม่ละครับ

“ชวนแล้ว โยมทั้งสองรับหรือไม่รับ อาตมาก็ไม่รู้ เพราะฟังไม่ได้ยิน จึงอยู่ที่เดิมดีกว่า” หลวงพ่อหัวเราะด้วยความสุข

ขณะผมงงอยู่นั้น ท่านก็ชี้ไปตู้ด้านหลัง อาจารย์ไปไหว้โยมทั้งสองของอาตมาหน่อย โน่นอยู่บนหิ้งโน้น อาตมาเอากับข้าวที่ได้จากบิณฑบาตให้โยมทุกวัน

ผมถึงได้ “ถึงบางอ้อ” ว่าท่านหมายถึงอัฐิคุณโยมพ่อโยมแม่ทั้งสองของท่าน ผมลุกไปไหว้ท่านทั้งสอง ด้วยความซาบซึ้งในความกตัญญูกตเวทีของพระลูกชาย ที่ได้แสดงตัวอย่างแห่งกตัญญูกตเวทิตาธรรมให้ปรากฏเป็นแบบอย่างให้อนุชนได้ปฏิบัติตาม

ไหว้โยมท่านแล้ว ก็ละอายใจ ที่ตัวเองมิได้ปฏิบัติเคร่งครัดเหมือนพระคุณท่าน

ท่านผู้อ่านครับ เวลาท่านศึกษาประวัติพระเถระรูปใด เรามักจะประทับใจในความรู้ความสามารถของแต่ละท่าน ว่าท่านเก่งในด้านต่างๆ อย่างนั้นอย่างนี้ แต่เรามักจะลืมมองอีกมุมหนึ่งคือ ในด้านพื้นฐานส่วนตัวของท่าน ท่านปฏิบัติต่อบุพการีของท่านอย่างไรบ้าง ถ้าท่านมองในมุมนี้ ท่านจะเห็นว่า พระคุณเจ้าที่เป็นหลักชัยแห่งพระศาสนาทุกรูป ท่านปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างแห่งความเป็นบุตรกตัญญูต่อพ่อแม่อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง แทบทุกรูปทุกนามก็ว่าได้

ดูท่านเหล่านั้นแล้ว หันมาปรับปรุงตัวเองและดำเนินตามท่าน เพียงแค่นี้โลกจะรอดได้ ดังที่ท่านพุทธทาสย้ำว่า “โลกจะรอดได้ เพราะกตัญญูกตเวที”

เกริ่นมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะพาแฟนๆ ไปดูว่า หลวงปัญญานันทะท่านพูดอย่างไรเกี่ยวกับโยมแม่ท่านบ้าง เชิญสดับครับ



มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 09:14:22 »

ยาวิเศษ

ผมจำเหตุการณ์ในชีวิตได้ว่า คราวหนึ่งไปเรียนหนังสืออยู่ห่างบ้าน ไปอยู่วัด แล้วก็ไม่สบาย นอนซมอยู่กับที่ เพื่อนบอกว่า “คุณป้ามาแล้ว” หมายถึงโยมผู้หญิงมา รู้สึกว่ามีกำลังภายในขึ้นมาทีเดียว เกิดอารมณ์แข็งขันขึ้นมา

พอเห็นคุณแม่ขึ้นมาบนกุฏิมองเห็นหน้า ลุกขึ้นนั่งได้ กินขนมที่คุณแม่เอามาฝากได้ กินผลไม้เหมือนกับว่าไม่เจ็บไม่ป่วย มานึกได้ทีหลังว่า นี่อะไร...อ้อ ยาวิเศษ คือ ดวงหน้าที่เราได้เห็นที่เรารักเคารพนั่นเอง

พอท่านขึ้นมา มันก็หาย โรคหายภัยไป ใจมันสบาย คนเราพอใจสบาย มันก็หายโรคหายภัยไปเท่านั้นเอง อันนี้แหละ คือน้ำใจที่เราได้รับ เป็นอิทธิพลทางจิตใจที่สำคัญที่สุด ซึ่งลึกลับซ่อนเร้นอยู่ในคุณพ่อคุณแม่ของเรา

ความรักของแม่

ผมนี่เป็นนักเทศน์ เที่ยวสอนคนเขาทั่วบ้านทั่วเมือง พอกลับไปถึงบ้าน คุณโยมแม่สอนทุกที ท่านสอนทุกที แต่ว่าปลื้มใจ ได้ฟังคำสอนแล้ว ปลื้มใจ

แม่นี้รักลูกจริงๆ คิดถึงลูก พอไปแล้วสอนอย่างนั้นอย่างนี้ “ไปอยู่บ้านไกลเมืองไกล อยู่คนเดียวมันต้องระวัง การเงินการทองอย่าฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย...” พูดเรื่อย สอนหลายเรื่องหลายประการ

เรานั่งฟังนี้น้ำตามันไม่ไหลออกข้างนอก มันตื้นตันใจ ตื้นตันใจว่า น้ำใจของแม่กับลูกดีเหลือเกิน ท่านนึกว่า ไอ้หนูของแม่นั่งอยู่ตรงนี้ แม้ว่าจะห่มจีวรเป็นเจ้าคุณแล้ว ก็เป็นไอ้หนูของแม่นั่นแหละ ถ้านั่งอยู่ตรงนี้แล้วก็ต้องสอนกันล่ะ เราก็ต้องตั้งใจฟังด้วยความเคารพ ซาบซึ้งตรึงใจในคำของแม่



มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #30 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 09:30:37 »

เลี้ยงกาย-เลี้ยงใจ

บุญคุณของพ่อแม่ท่านเปรียบด้วยของหนักของใหญ่ทั้งนั้น เปรียบด้วยแผ่นดิน เปรียบด้วยอากาศ เปรียบด้วยภูเขาพระสุเมรุซึ่งมันใหญ่เหลือเกิน ชีวิตเราไปสัมพันธ์กับท่านเป็นบุคคลแรก ซึ่งมีบุญคุณแก่เรา เราจึงต้องนึกถึง โดยเฉพาะส่วนที่เราควรจะตอบแทนท่านอย่างไร

ถ้าดูตามหลักในทางธรรมะแล้วมีว่า ท่านเลี้ยงเรามา เราต้องเลี้ยงท่าน ช่วยกิจการงานให้ท่าน ประพฤติตนให้ท่านเบาใจ ประพฤติตนให้สมควรที่จะรับทรัพย์มรดกที่ท่านได้ทำไว้ เมื่อท่านเจ็บไข้ได้ป่วยไป ต้องดูแลรักษา เมื่อท่านมรณาคือตายไปแล้ว เราก็ต้องทำบุญอุทิศให้ท่าน แล้วมีอีกอันหนึ่งว่า ดำรงวงศ์ตระกูลของท่านไว้ ไม่ให้ตกต่ำไปเสียเป็นอันขาด นี่เรื่องของการตอบแทน

การเลี้ยงท่านมันมี 2 อย่างคือ เลี้ยงกายกับเลี้ยงน้ำใจ เลี้ยงกาย คือว่าจัดที่อยู่ให้ท่านสบาย มีอาหารที่หลับที่นอน เอาใจใส่ดูแลให้ท่านสบายพอสมแก่ฐานะ เรียกว่า เลี้ยงร่างกาย เจ็บไข้ได้ป่วยไปก็รักษา ส่วนการเลี้ยงน้ำใจนั้น คือว่าเราอย่าทำอะไรให้ท่านร้อนใจ แต่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ท่านเบาใจสบายใจ จะไปไหนจะทำอะไรจะประพฤติสิ่งใด ต้องนึกถึงพ่อแม่ไว้ นึกว่าท่านต้องการอะไร ท่านไม่อยากมีอะไร ไม่อยากเห็นอะไร ไม่อยากพบอะไร เราต้องนึก แล้วเราจะต้องไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อความประสงค์ของคุณแม่คุณพ่อ แต่จะทำตามที่ท่านประสงค์จำนงหมายเพื่อไม่ให้ท่านร้อนใจ

เลี้ยงน้ำใจสำคัญกว่าเลี้ยงร่างกายขึ้นไปอีก เพราะว่าถ้าใจสบายแล้วร่างกายก็พลอยสบายไปด้วย แต่ถ้าใจท่านไม่สบาย กายท่านจะสบายได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องเลี้ยงน้ำใจด้วยการเอาใจใส่ดูแลรักษาด้วย เราประพฤติดี มีความดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาท่านแก่ชราต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ อาหารใดท่านชอบ ต้องพยายามหามาให้ท่านรับประทาน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยต้องดูแลเอาใจใส่ สมัยนี้อาจจ้างนางพยาบาลรักษา แต่นางพยาบาลไม่ใช่ลูกของท่าน คงให้ความสบายใจได้ไม่เท่าใดดอก ท่านอยากเห็นหน้าลูก อยากให้ลูกมานวดขา มานวดมือ มานั่งใกล้ๆ ถ้าลูกมานั่งใกล้แล้วท่านสบายใจ ไม่ได้สบายใจเรื่องอะไรหรอก เรื่องรู้ว่าลูกยังรักท่านอยู่ ยังเอาใจใส่ท่านอยู่ แต่ถ้าเราไม่เอาใจใส่ ท่านก็จะเสียใจ



มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #31 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 10:02:15 »

เคยมีตัวอย่างลูกบางคน แม่ป่วย ไม่ค่อยมาเยี่ยมเลย แล้วเวลาเขียนจดหมายมาถึงแม่ ตัวเองไม่เขียน ให้ภรรยาเขียนมา แม่อ่านแล้วมันไม่ชื่นใจ เพราะภรรยานั้นไม่ใช่ลูกแม่ ลูกสะใภ้ แต่ลูกชายไม่เขียนเลย แล้วก็ยังไปสั่งคุณหมอเพื่อนกันว่า ให้ช่วยดูแลคุณแม่ให้ด้วย เพื่อนก็ดูแลให้ แต่มันไม่เหมือนลูกของแม่มาดูแล เฉยเมยไม่เอาใจใส่ นี่เขาเรียกว่า คนไม่ได้คิดไม่ได้นึกถึง ว่าน้ำใจของผู้เฒ่าผู้แก่จะเป็นอย่างไร

น้ำใจคุณพ่อคุณแม่จะเป็นอย่างไร คนอายุมากนั้นก็ขออภัยเถอะ คล้ายกับเด็กเหมือนกัน คือต้องการพี่เลี้ยง ต้องการคนอยู่ใกล้ ต้องการคนเอาใจใส่ ทีนี้คนที่จะเอาใจใส่นั้นใคร ? ก็คือลูกนั่นเอง ลูกจึงต้องเข้าใกล้ไต่ถาม พอรู้ว่าป่วยต้องมาทันที มาตรวจมาตราดูแลแล้วก็ฝากเพื่อนฝากฝูง แต่ตัวต้องมาก่อน ท่านก็ชื่นใจว่าลูกเราพอรู้ว่าป่วยมาทันที ท่านก็สบายใจ

รายที่เล่านี้แม่ป่วยกี่ปีๆ ก็อย่างนั้น ไม่ค่อยมาเยี่ยมมาเยียน ผลที่สุดแม่ตายไป เลยไปถามพ่อว่า ทำไมคุณนายตาย เขาตรอมใจตาย ตรอมใจเรื่องอะไร ลูกชายมันไม่ค่อยเอาเรื่อง มันเป็นอย่างนี้ ไม่ได้นะเรา มันต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษในเรื่องนี้

ขอให้นึกเถิดว่า ถ้าเราป่วย คุณพ่อหรือคุณแม่ต้องรีบรุดหน้าซีดมาทันที มาดูมาเอาใจใส่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ป่วยเราก็ต้องไปเหมือนกัน ดูแลท่านให้ท่านสบายใจ การปฏิบัติดีต่อพ่อแม่นั้นบุญเหลือหลาย ที่สุดบุญจะช่วยเรา คนที่มีความกตัญญูกตเวทีรับรองว่าไม่มีความตกต่ำในชีวิต ในการงาน ย่อมเจริญก้าวหน้า

ลองสังเกตดูเถอะ คนที่เจริญทั้งหลายล้วนแต่เป็นคนรักแม่รักพ่อ บูชาพ่อแม่ เอาใจใส่พ่อแม่ แล้วเป็นคนที่ไม่ตกต่ำ แต่ถ้าเป็นคนไม่เอาใจใส่ดูแลพ่อแม่ มันไปไม่รอด เพื่อนฝูงเขาก็ไม่ค่อยจะไว้ใจ เช่นจะมาร่วมหุ้นร่วมค้าร่วมขาย เขาก็ชักจะระแวงอยู่ว่า พ่อแม่มันยังไม่เอาใจใส่ จิตใจมันไม่ค่อยดีเท่าใด อย่าไว้ใจนักเรื่องเงินๆ ทองๆ มันเสียหายได้

เพราะฉะนั้น คนโบราณเขาจึงสอนนักหนาในเรื่องนี้ สอนให้กตัญญูกตเวทีพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าเรามา ให้เอาใจใส่ เลี้ยงดูให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตามหน้าที่ของเรา นี่เรียกว่า เลี้ยงจิตใจของท่าน เราจะทำอะไรเป็นการตอบแทนก็ให้รีบทำเมื่อท่านยังอยู่


มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #32 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 10:37:23 »

ไปร่วมงานร้อยปีแห่งชาตกาลของ “พี่ท่านของหลวงพ่อปัญญานันทะ”

สัญญาจะเขียนครบสิบตอนก็จะยุติเรื่องของหลวงพ่อปัญญานันทะ บังเอิญว่าวันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2550 ผมต้องไปเป็นประธานเปิดงาน ครบร้อยปีแห่งชาตกาล ของพระเดชพระคุณพระราชญาณกวี (บ.ช.เขมาภิรัต) ที่วัดขันเงิน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ได้ความประทับใจที่ได้เห็นเหล่าศิษยานุศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อบุญชวน ได้แสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่ออาจารย์ของพวกตน ก็อดนำมาเล่าให้แฟนๆ ทั้งหลายฟังไม่ได้

งานนี้มีบรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อบุญชวนมากหน้าหลายตา เริ่มด้วยฝ่ายบรรพชิตมี พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพญาณโมลี (ดร.องอาจ ฐิตธมฺโม) เจ้าคณะจังหวัดชุมพร เป็นประธาน พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระวิจิตรธรรมนิเทศ (ดำเนิน อตฺถจารี) รองเจ้าคณะจังหวัดชุมพร เป็นรองประธาน ฝ่ายคฤหัสถ์มี ท่านอาจารย์ยุพิน ดุษิยามี เป็นหัวเรือใหญ่ ตลอดถึง ท่านนายอำเภอหลังสวน ซึ่งเพิ่งย้ายมาจากจังหวัดมหาสารคามของผม ท่านอบจ. รวมทั้งพ่อค้าประชาชนจำนวนมาก

ผมถูกอุปโลกน์ให้ไปเป็นประธานเปิดงาน รู้สึกเหนียมๆ เพราะงานประเภทนี้ไม่ค่อยถนัด เวลาเดินขึ้น stand ขามันปัดๆ ไม่ใช่เพราะประหม่าดอกครับ เพราะไม่คุ้นกับหน้าที่อย่างนี้มากกว่า สิ่งที่จะต้องชมก็คือ เขาจัดงานกะทัดรัด เหมาะเจาะกับเวลาดี ไม่เยิ่นเย้อ

หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัด (อ้อ ท่านทักว่าอย่าเรียกหลวงพ่อ เพราะเกิดปีเดียวกัน ผมเรียนท่านว่าเรียกตามวัฒนธรรมครับ !) ประธานฝ่ายสงฆ์ ท่านเล่าเรื่องประทับใจอันเป็นมุมหนึ่งของหลวงพ่อบุญชวน ให้พวกเราฟังว่า ท่านเลี้ยงสุนัขตัวหนึ่งชื่อแจ๊ค เป็นสุนัขแสนรู้ มักตามท่านไปบิณฑบาตเสมอๆ แต่ด้วยอำนาจความรักหมาสาวในตลาด พอมันเห็นสาวเท่านั้น ก็ผละจากท่านวิ่งไปหา โดยไม่ทันระมัดระวังรถราที่วิ่งไปมาขวักไขว่ เคราะห์ร้ายถูกรถชนตาย

ท่านนำร่างเจ้าแจ๊คมาบำเพ็ญกุศลตามคตินิยมชาวพุทธ ด้วยความอาลัยในสุนัขที่ซื่อสัตย์ต่อท่าน ท่านจึงแต่งกลอนไว้อาลัยให้คติเตือนใจมนุษย์อื่นๆ ที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันด้วย ดังนี้

โอ้อนาถ แจ๊คหมา คราวิบัติ    เกิดกำหนัด ร้อนรัก หักไม่ไหว
หลงหมาสาว โศภา ชะล่าใจ    พิศมัย แรงร้อน นอนไม่ลง

แต่เช้าตรู่ ควงสาว เข้าตลาด    ด้วยประมาท เที่ยวกระเจิง ระเริงหลง
เคยแต่วัด อวดฉลาด ทำอาจอง    นึกทะนง โฉงเฉง ไม่เกรงใคร 

ทั้งกฎเกณฑ์ จราจร บ่ห่อนรู้    มิได้ดู ทางทิศ ชิดด้านไหน
มัววิ่งเร่า เมาสวาท ประมาทใจ    จึงสบภัย รถทับ ดับชีวี

อันความรัก หวานจิต พิษร้ายนัก    ยากจะหัก สู้สละ หรือผละหนี
มนต์พอผ่อน รักฤทธิ์ ประสิทธี    “โอมผี ผี มึง กู ทั้งคู่เอย”


มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #33 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 10:46:36 »

ทำให้นึกถึงหลวงพ่อของตัวเองขึ้นมาทันที ว่าอาการที่ปฏิบัติต่อสุนัขตัวโปรดที่จากไป ช่างคล้ายกันจริงๆ แม้ว่าหลวงพ่อพระธรรมเจดีย์ของผม จะไม่รักสุนัขมาก่อน หากระยะหลังเพราะผมเป็นต้นเหตุ ทำให้ท่านกลายเป็นคนรักสุนัขแสนรู้จนเรียกว่า “หลง” มาตั้งแต่บัดนั้น

เรื่องเกี่ยวกับหมาหมานี้ มันสะเทือนใจผมมานานปี หลังจากผมสึกหาลาเพศมาทำมาหากินตามประสาคฤหัสถ์หัวดำแล้ว นานทีปีหนจะเข้าสำนักเดิมที หารู้ไม่ว่า พวกวจีทุจริตต่างพากันละเลงลับหลัง กลายเป็นคนละเรื่องไปเลย ผมชอบรังแกหมา โดยเฉพาะหมาที่หลวงพ่อรักที่สุด ผมก็ไล่เตะจน “มันตีน” (ทานโทษ ไม่ได้ใช้มือตี จึงเรียกว่า “จนมันมือ” ไม่ได้)

จนเมื่อหลวงพ่อพระธรรมเจดีย์ อาจารย์ของผมถึงแก่มรณภาพ ผมเข้าไปกราบศพท่านด้วยน้ำตานองหน้า อุบาสกท่านหนึ่งซึ่งเป็นบิดาของเด็กวัดคนหนึ่ง เขายกมือไหว้ผม

“คุณเสฐียรพงษ์ครับ ผมมากราบขอขมา โปรดยกโทษให้ผมด้วย”

“เอ๊ย เรื่องอะไร” ผมตกใจ

“ผมได้ข่าวหนาหูว่า คุณเสฐียรพงษ์ ไล่เตะหมาของท่านเจ้าคุณ ทั้งๆ ที่รู้ว่าหลวงพ่อรักหมามาก เท่ากับทำลายน้ำใจผู้มีพระคุณ”

ผมยกสำนวนจีนขึ้นมาทันทีว่า “มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ”

แล้วเขาก็เล่าเป็นฉากๆ ว่า มีการ “ทาสี” อย่างไร พร้อมบอกว่า เขาเพิ่งรู้ว่าหมาตัวนั้นเป็นหมาตัวโปรดของผม แล้วเรื่องอะไรผมจะบ้าไล่เตะหมาที่เลี้ยงมากับมือ แค่นี้สามัญสำนึกก็บอกแล้ว เขาบอก.....ผมอภัยให้เขา และคนอื่นๆ ด้วยที่รู้ว่าได้ล่วงเกินทางวาจากับผม นับว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่น่ารักมากในหมู่ชาวพุทธ ถ้าทุกคนยอมรับผิดต่อการกระทำของตนเมื่อรู้ว่าผิด โลกนี้จะสุขสันติขึ้นมากเลย

ลูกหมาของผม สีดำสนิท จำได้ว่าคุณสมภพ หัวหน้าค่ายมวยค่ายหนึ่งให้ผมมา ผมตั้งชื่อว่า “นิลพัทธ์” เป็นหมาแสนรู้ ผมรู้ว่าหลวงพ่อผมไม่ชอบหมา จึงแอบเลี้ยง เวลาหลวงพ่อลงมาฉันข้าวที่กุฏิคณะ 7 ที่ผมอยู่ทุกเช้า ผมกลัวหลวงพ่อจะรู้ ก็ขังเจ้านิลพัทธ์ไว้ในห้อง

ขณะฉันข้าวอยู่วันหนึ่ง นิลพัทธ์ก็ดุนมุ้งลวดออกมา เราคือผมพร้อมพระใหม่อื่นๆ ที่นั่งฉันอยู่ด้วย หน้าถอดสี ไม่รู้จะทำอย่างไร

“ใครเอาหมามาเลี้ยงบนกุฏิ” เสียงเข้มออกจากปากหลวงพ่อ เราต่างคนต่างเงียบ ในสถานการณ์อย่างนี้ไม่มีอะไรดีเท่าความเงียบ



มีต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #34 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2553 13:32:12 »


แต่เจ้านิลพัทธ์มันเป็นหมาแสนรู้ มันคงรู้ว่าใคร “ใหญ่” ในสถานการณ์อย่างนี้ มันเข้ามาหมอบใกล้ๆ หลวงพ่อ แถมเอาคางเกยตักท่านอีกต่างหาก

เท่านั้นแหละครับ บรรยากาศก็สดใสขึ้นมาทันที

“เออ เจ้านี่แสนรู้เว้ย มันชื่อไร น่าเอ็นดูจัง”

“นิลพัทธ์ ครับผม” ผมรีบบอกชื่อแซ่มัน

จากวันนั้นมา นิลพัทธ์มันไม่ค่อยสนใจเจ้านายเก่ามันสักเท่าไหร่ วิ่งตามหลวงพ่อของผมไม่ห่าง ท่านขึ้นไปทำวัตรสวดมนต์ที่บนหอสวดมนต์ มันก็ตามไปด้วย หมอบอยู่ด้านหลังท่าน หน้าพระภิกษุรูปอื่นๆ บางท่านที่ไม่ค่อยชอบหมาก็บ่น มาไหว้พระทีไร จะกราบพระพุทธรูป ก็เจอหมาสมภารนอนขวางทุกที (ท่านพูดแรงกว่านี้ แต่ถ่ายทอดให้ฟังไม่ได้)

เมื่อผมต้องจากนิลพัทธ์ไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ ผมได้ถ่ายทอดความรู้สึกถึงนิลพัทธ์ ในหนังสือเล่มแรกที่ผมพิมพ์ชื่อ “ฤๅสมัยนี้โลกมันเอียง” ดังนี้

ดำดีสีเหมือนหมึก นึกรักจริงยิ่งลูกหลาน
เลี้ยงเจ้าแต่เยาว์กาล เรียกขานชื่อยิน “นิลพัทธ์”

ปุกปุยดังสำลี รูปร่างอ้วนพีเห็นถนัด
แสนรู้สารพัด หลวงพ่อที่วัดเรียก “อ้ายดำ”

ประหลาดกว่าหมาทั้งหลาย ได้สมญาว่าเป็ดน้ำ
ชอบกระโดดลงน้ำลำ พองเล่นเช่นเป็ดลอย

ลงกุฏิไปสรงน้ำ เช้าค่ำวิ่งตามต้อยต้อย
สาดน้ำซู่ซ่าหมาน้อย เต้นหยอยชอบใจได้น้ำ

มีเจ้าเป็นเพื่อนสอง ให้นอนในห้องทุกคืนค่ำ
ภายนอกคือหมาดำ แต่ใจเจ้าเลิศล้ำกว่าบางคน

จากเจ้ามาอังกฤษ คิดคราใดใจหมองหม่น
หวนภาพเจ้าดิ้นรน จะตามขึ้นรถยนต์ไปดอนเมือง

ไร้ปากจะพูดขาน แต่สัญชาตญาณรู้เรื่อง
กตัญญูเจ้าอนันต์เนือง เนื่องฝังภวังค์ลึกซึ้ง

เคยเขียนบทกลอนไว้ บันทึกจากใจคืนหนึ่ง
บรรยายภาพรำพึง อนุสรณ์ตราตรึงมิเลือน

คิดถึงเจ้าคราวอยู่เป็นคู่สอง นอนในห้องกินข้าวเจ้าเป็นเพื่อน
มีเพียงภาพของเจ้าคอยเฝ้าเตือน เก้าเดือนเหมือนเก้าปีที่จากมา

จากนั้นจนบัดนี้ จะครบสี่ปีเมษาหน้า
จะรีบเรียนเอาปริญญา เพื่อกลับไปหาเจ้านิลเอย


กลับมาเจ้านิลพัทธ์มันไม่ค่อยสนิทกับเจ้านายเก่าสักเท่าไหร่ แต่ก็ดีใจที่น้ำใจกตัญญู แสนรู้เอาใจหลวงพ่อทำให้ท่านเมตตาดูแลมันอย่างดี จนแก่ตาย แล้วก็ได้รับการบังสุกุลให้ตามประเพณีในพิธีฝังศพของมันอย่างสมเกียรติ เกียรติอะไร ?

ก็เกียรติหมากตัญญูนะสิครับ เกียรติอย่างนี้มนุษย์บางคนไม่มีเสียด้วยซ้ำ



---- จบ ----



พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา



 Credit by : http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13979&sid=4db43f40332682f3c347039ba1578bb5
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

ขอบพระคุณที่มาทั้งหมดมากมาย
อนุโมทนาสาธุธรรมค่ะ

บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า:  1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.697 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 06 พฤษภาคม 2565 13:27:29