[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
01 ธันวาคม 2564 12:49:48 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวรรค์ของมหายาน(สุขาวดี)ไปแล้ว ไม่กลับลงมาในภูมิต่ำ(อบาย)/ลงมาในสังสารวัฏฏ์อีก  (อ่าน 18335 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2553 15:39:27 »

สวรรค์ของมหายาน(สุขาวดี)ไปแล้ว ไม่กลับลงมาในภูมิต่ำ(อบายภูมิ) หรือลงมาในสังสารวัฏฏ์อีกเลย



จากกระทู้  นายแคล้ว ธนิกุล อมสมเด็จไว้ในปาก ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ขึ้นสวรรค์นานhttp://www.kammatan.com/board/index.php?topic=919.msg3736#new

คุณjo345 แย้งผมที่บอกว่า:

จิตก่อนตาย เป็นกุศล ก็จะขึ้นสวรรค์ก่อน  แต่อยู่ได้ไม่นาน เช่น 3 วัน 7 วัน เมื่อบุญหมดก็ต้องลงมาใช้ในนรก   แต่ในกรณีจิตสุดท้ายยึดเหนี่ยวพระพุทธเจ้าหรือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง  อยู่บนสวรรค์นานมากๆๆๆๆ  ยิ่งถ้าจิตสุดท้ายระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง = หมดทางตกลงมาในภูมิต่ำอีกเลย อยู่ในแดนสุขาวดีตลอดไป  จนกว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หรือพระโพธิสัตว์อรหันต์"


ระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่มีทางครับที่จะไม่ตกนรก แค่ระลึกไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ อย่ามั่วครับ



ตอบ


1. ระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่มีทางครับที่จะไม่ตกนรก... อย่ามั่วครับ

คุณน่ะซิอย่าแย้งแบบโง่ๆ และอย่าแย้งแบบมั่วๆครับ  คุณไม่มีความรู้ทางพุทธศาสนาเอาเสียเลย  ลองไปศึกษาเรื่องพระอมิตาภพุทธเจ้า แดนสุขาวดี  และคำสอนของพระพุทธเจ้าของเรา ที่ตรัสถึงเรื่องพระอมิตาภพุทธเจ้า และแดนสุขาวดี ที่พ้นจากสังสารวัฏฏ์  เอาไว้ในพระสูตรมากมาย โดยเฉพาะในอมิตายุรยานสูตร ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนมเหสีพระเจ้าพิมพิสาร

ศาสนาพุทธเถรวาทของเรา มีความเสี่ยงที่สุดที่คนจะตกไปสูอบายภูมิเมื่อตายไปแล้ว เนื่องจาก สมมุติสงฆ์ไทยไม่รู้และไม่สอนเรื่องการก้าวล่วงบาปกรรม หรือการสำนึกบาป ไม่สอนเรื่องการระลึกถึงพระพุทธเจ้า และพระรัตนตรัยก่อนตาย ฯลฯ เป็นทางรอดให้พ้นนรก

ชื่อสวรรค์ชั้นสุขาวดีของพระอมิตาภพุทธเจ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยนักกับชาวพุทธเถรวาท แต่ชื่อนี้จะคุ้นเคยกันดีในหมู่ชาวพุทธมหายานทั่วโลก  สวรรค์ชั้นสุขาวดี ไม่ใช่สวรรค์ในกามภูมิในสังสารวัฏฏ์  ผู้ที่เข้าไปอยู่ในพุทธเกษตร(สวรรค์ชั้น)สุขาวดี จะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์อีก  คนชั่วบาปหนาก็จะไปอยู่ในดอกบัวในสุขาวดี นานอาจจะเป็นกัป เพื่อล้างคราบความชั่วออก  พอล้างเสร็จก็จะมาปฏิบัติธรรม   จนบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ เข้าสู่นิพพานในสุขาวดีเลย  ไม่มีโอกาส และไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

ศาสนาพุทธมหายาน โดยเฉพาะนิกายสุขาวดี ไม่มีความเสี่ยงว่าจะต้องตกนรก  พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ผู้ที่จะเข้าไปในแดนสุขาวดีได้ เพียงแต่ท่องชื่อพระนามพของพระพุทธเจ้าที่ชื่อ อมิตา1-10 อย่างจริงใจและอย่างตั้งใจ แค่นั้นพระอมิตาพุทธก็จะส่งพระโพธิสัตว์มารับไปอยู่ ในแดนสุขาวดี หลุดออกจากสังสารวัฏฏ์ แล้วจะไปชดใช้กรรมได้อย่างไร

ในคัมภีร์มหายาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรมากมายถึงแดนสุขาวดี และพระอมิตาภพุทธเจ้า เช่น   1. มหาสุขาวดีวยูหสูตร หรือ มหาอมิตายุสูตร 2. อมิตายุรธยานสูตร 3. จุลสุขาวดียุหสูตร


2. แค่ระลึกไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ ... อย่ามั่วครับ

แล้วใครไปบอกล่ะครับว่า ระลึกแล้วสามารถหลุดพ้น ตีความแบบโง่และมั่วอย่างนี้ได้อย่างไร  ผมบอกว่าระลึกแล้วพ้นจากอบายภูมิ ไปอยู่ในสวรรค์  สวรรค์ ของมหายาน = พุทธเกษตร ผมอธิบายไปแล้ว  สวรรค์ของเถรวาท  พระพุทธเจ้าตรัสว่า:

   "ผู้ถือเอาพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยอุดมคุณอย่างนี้นั้น ชื่อว่าพ้นจากอบาย ทั้งยังจะได้เกิดในเทวโลก"

  "ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว จักไม่เข้าสู่อบายภูมิ ครั้นละจากอัตภาพของมนุษย์แล้ว ย่อมยังกายของเทพให้บริบูรณ์"

  "ผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยคุณอันอุดมอย่างนี้ ชื่อว่าจะเป็นผู้บังเกิดในนรกเป็นต้นย่อมไม่มี อนึ่งพ้นจากการบังเกิดในอบายแล้ว ยังจะเกิดขึ้นในเทวโลกได้เสวยมหาสมบัติ"


  “คนที่ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยยกมือไหว้ นึกถึงชื่อตถาคตอย่างเดียว ตายแล้วไปสวรรค์ไม่ใช่นับร้อย นับพัน นับเป็นโกฏิ”

สรุป

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของศาสนาพุทธทั้งมหายานและเถรวาท เป็นผู้ตรัสสอน = คุณ่jo345กำลังต่อว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า....อย่ามั่ว   ตกลงคุณ่jo345มีสัมมาทิฏฐิเหนือกว่าพระพุทธเจ้าหรือครับ???

...

อ้างอิง:

ในมหาสุขาวดีวยุหสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

.....หากสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้ยินพระนามแห่งพระอมิตตาพุทธเจ้า และเกิดจิตศรัทธาอย่างแรงกล้า และมีใจที่อิ่มเอิบ ระลึกถึงพระนามของพระองค์ แม้หนึ่งครั้ง...ถึงสิบครั้ง...ถ้าบุคคลนั้นมีใจอยากไปอุบัติในสุขาวดีพุทธเกษตร เขาจักได้ไปอุบัติที่นั่นตามความประสงค์ และไม่ต้องกลับมาเกิดในภพภูมิที่ตกต่ำอีก

มหาสันนิบาตสูตร กล่าวไว้ว่า

....หากสาธุชน ชายหญิง ใด้ก็ดีได้นั่งสมาธิภาวนาระลึกถึงองค์พระอมิตาพุทธเจ้าจนจิตเกิดสมาธิต่อเนื่อง ไม่วุ่นวายหากนับได้คืนหนึ่งก็ดีจนถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนก็ดี บุคคลนันจักได้เห็นพระอมิตาพุทธเจ้าอย่างแน่นอน หากไม่ได้เห็นตอนกลางวัน ในเวลากลางคืนก็จะได้เห็นพระองค์อย่างแน่นอน (ในนิมิตขณะนั่งสมาธิ หรือในความฝัน)

ลองอ่านมหาปณิธาน 6 ข้อ จาก48 ข้อ ของ พระโพธิสัตต์ธรรมกร ก่อนที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอมิตตาภพุทธเจ้านะครับ  ท่านที่ได้ตั้งสัตย์ไว้มีดังนี้

จากมหาสุขาวดีวยูหสูตร มหาปณิธาน 48 ประการ แห่ง พระอมิตภะพุทธเจ้าhttp://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=buddha-dhammacom&thispage=28&No=209494

1. หากในพุทธเกษตรของพระองค์ยังมี(ภาวะทุกข์ทรมาณของ) นรก เดรัจฉาน เปรต หรือ อสุรกาย จะไม่ขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า(หรือไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด อีกนัยหนึ่งคือ ไม่ขอ บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทุกๆข้อในตอนท้ายให้หมายถึงพระธรรมกร)

2. หากในพุทธเกษตรของพระองค์ยังมีสัตว์ที่ต้องตายและตกสู่อบายภูมิ(ภูมิต่ำทั้งสี่ข้างต้น) จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

18.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์ในทิศทั้งสิบศรัทธาพระองค์ด้วยความคิดที่แน่วแน่ ปรารถนาจะไปเกิดพุทธเกษตรของพระองค์ ได้กล่าวความระลึกถึงหรือท่องชื่อพระองค์ 10 ครั้ง ถ้าพวกเขา ไม่ได้อุบัติในสุขาวดี จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสุงสุด ..ยกเว้นแต่ พวกที่ประกอบอนันตริยกรรม* และผู้จ้วงจาบทำลายพระธรรม

19. หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์ที่มุ่งตรัสรู้ในโลกธาตุอื่น และเป็นผู้ที่ภายหลังได้ยินชื่อของพระองค์ ได้ทำสมาธิระลึกถึงพระองค์ด้วยความคิดที่แน่วแน่ ขณะที่พวกเขาสิ้นใจ ถ้าพระองค์ ไม่ได้ ไปปรากฎต่อหน้าพวกเขาพร้อมเหล่าภิกษุ เพื่อช่วยให้จิตของพวกเขาสิ้นสุดความหวาดหวั่นแล้วละก็ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

20. หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์พุทธเกษตรน้อยใหญ่ได้ยินชื่อของพระองค์ ได้กำหนดจิตขออุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์(คือสุขาวดี) ได้สั่งสมคุณธรรมความดีไว้มาก แม้แต่พวกท่องชื่อระลึกถึงแดนสุขาวดีเพียง 10 ครั้ง ถ้าพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้อุบัติในแดนสุขวดี(ตามที่ตั้งจิตปราถรถนา) แล้วละก็ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด ยกเว้น พวกประกรอบอนันตริยกรรม และ ผู้ที่ขัดขวางบิดเบือนพระธรรม

21. หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว เทวดาหรือมนุษย์ในสุขาวดี ไม่มี ลักษณะมหาบุรุษ(มหาปุริสลักษณะ) 32 ประการ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2553 16:49:37 »

 อ้างอิงคำพูด เจ้าของกระทู้

คุณน่ะซิอย่าแย้งแบบโง่ๆ และอย่าแย้งแบบมั่วๆครับ  คุณไม่มีความรู้ทางพุทธศาสนาเอาเสียเลย  ลองไปศึกษาเรื่องพระอมิตาภพุทธเจ้า แดนสุขาวดี  และคำสอนของพระพุทธเจ้าของเรา ที่ตรัสถึงเรื่องพระอมิตาภพุทธเจ้า และแดนสุขาวดี ที่พ้นจากสังสารวัฏฏ์  เอาไว้ในพระสูตรมากมาย โดยเฉพาะในอมิตายุรยานสูตร ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนมเหสีพระเจ้าพิมพิสาร



ใครไม่มีปัญญา ก็ไปสุขาวดี

แต่พระนางเขมาพระมเหสีพระเจ้าพิมพิศาล  ฟังเรื่องสุขาวดีแล้ว ไม่ไปสุขาวดี

พระนางเขมา พระมเหสีพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังวัดเวฬุวัน

พระผู้มีพระภาคได้ทรงโปรดพระนางเขมาให้เข้าถึงสรณะ(พระรัตนตรัย)

พระนางทูลลาพระสวามีออกบวช บวชเป็นภิกษุณีเพียง ๗ เดือน นางสำเร็จอรหัตผล

และก็กล่าวภาษิตนี้

"มารผู้มีบาป เธอจงรู้ไว้เถิดว่า ถึงเธอเราก็ขจัดได้แล้ว คนโง่ทั้งหลายผู้ไม่รู้ความจริง จึงนมัสการดวงดาว บำเรอไฟในป่า แล้วเข้าใจว่า เป็นความบริสุทธิ์...


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 พฤศจิกายน 2553 16:53:06 โดย armageddon » บันทึกการเข้า
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2553 17:38:43 »

อ้างจาก: armageddon


ใครไม่มีปัญญา ก็ไปสุขาวดี

แต่พระนางเขมาพระมเหสีพระเจ้าพิมพิศาล  ฟังเรื่องสุขาวดีแล้ว ไม่ไปสุขาวดี
พระนางเขมา พระมเหสีพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังวัดเวฬุวัน
พระผู้มีพระภาคได้ทรงโปรดพระนางเขมาให้เข้าถึงสรณะ(พระรัตนตรัย)
พระนางทูลลาพระสวามีออกบวช บวชเป็นภิกษุณีเพียง ๗ เดือน นางสำเร็จอรหัตผล

และก็กล่าวภาษิตนี้

"มารผู้มีบาป เธอจงรู้ไว้เถิดว่า ถึงเธอเราก็ขจัดได้แล้ว คนโง่ทั้งหลายผู้ไม่รู้ความจริง จึงนมัสการดวงดาว บำเรอไฟในป่า แล้วเข้าใจว่า เป็นความบริสุทธิ์...





คุณ armageddon ครับ



คุณก็มั่วอีกคนหนึ่งแล้ว  เช็คข้อมูลให้ดีซิครับ

พระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร มีพระนามว่า โกศลเทวี หรือ เวเทหิ  พระนางเวเทหิ เป็นพระธิดาพระเจ้ามหาโกศล เมืองสาวัตถี เป้นแม่ของพระเจ้าอชาติศตรู ผู้ฆ่าพ่อตัวเอง

พระนางเขมา เป็นพระธิดาเจ้าครองนครสาคล แห่งมัทรัฐ มีสิริโฉมงดงามยิ่ง พระนางเขมาเป็นพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารอีกองคห์หนึ่งครับ  เป็นคนละคนกับพระนางเวเทหิ ผู้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร

พระนางเวเทหิ เป็นผู้เลือกอยากจะไปเกิด ณ แดนสุขาวดีพุทธเกษตร  ส่วนพระนางเขมา ได้บรรลุอรหัตผล พระเจ้าพิมพิสารมีพระบรมราชานุญาตให้พระนางเขมาออกบวชได้  

พระนางเขมาทรงมีปัญญาอันยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าพระเขมาเถรีเป็นเอตทัคคะคือมีความเป็นเลิศในทางปัญญา และทรงแต่งตั้งให้พระนางเป็นอัครสาวิกาเบื้องขวา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 พฤศจิกายน 2553 17:52:00 โดย phonsak » บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2553 18:02:07 »

อ้างจาก: armageddon


ใครไม่มีปัญญา ก็ไปสุขาวดี

แต่พระนางเขมาพระมเหสีพระเจ้าพิมพิศาล  ฟังเรื่องสุขาวดีแล้ว ไม่ไปสุขาวดี
พระนางเขมา พระมเหสีพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังวัดเวฬุวัน
พระผู้มีพระภาคได้ทรงโปรดพระนางเขมาให้เข้าถึงสรณะ(พระรัตนตรัย)
พระนางทูลลาพระสวามีออกบวช บวชเป็นภิกษุณีเพียง ๗ เดือน นางสำเร็จอรหัตผล

และก็กล่าวภาษิตนี้

"มารผู้มีบาป เธอจงรู้ไว้เถิดว่า ถึงเธอเราก็ขจัดได้แล้ว คนโง่ทั้งหลายผู้ไม่รู้ความจริง จึงนมัสการดวงดาว บำเรอไฟในป่า แล้วเข้าใจว่า เป็นความบริสุทธิ์...





คุณ armageddon ครับ



คุณก็มั่วอีกคนหนึ่งแล้ว  เช็คข้อมูลให้ดีซิครับ

พระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร มีพระนามว่า โกศลเทวี หรือ เวเทหิ  พระนางเวเทหิ เป็นพระธิดาพระเจ้ามหาโกศล เมืองสาวัตถี เป้นแม่ของพระเจ้าอชาติศตรู ผู้ฆ่าพ่อตัวเอง

พระนางเขมา เป็นพระธิดาเจ้าครองนครสาคล แห่งมัทรัฐ มีสิริโฉมงดงามยิ่ง พระนางเขมาเป็นพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารอีกองคห์หนึ่งครับ  เป็นคนละคนกับพระนางเวเทหิ ผู้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร

พระนางเวเทหิ เป็นผู้เลือกอยากจะไปเกิด ณ แดนสุขาวดีพุทธเกษตร  ส่วนพระนางเขมา ได้บรรลุอรหัตผล พระเจ้าพิมพิสารมีพระบรมราชานุญาตให้พระนางเขมาออกบวชได้  

พระนางเขมาทรงมีปัญญาอันยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าพระเขมาเถรีเป็นเอตทัคคะคือมีความเป็นเลิศในทางปัญญา และทรงแต่งตั้งให้พระนางเป็นอัครสาวิกาเบื้องขวา


ถูกแล้ว ในอมิตยุรสุตร พระนางเวทิหิ มเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร อีกองค์ ปราถนาจะไปสุขาวดี

แต่ที่จะชี้ให้เห็น


คือคำว่า " ปัญญา " เข้าใจใหม

คนมีปัญญา จึงไม่ไปสุขาวดี

และก็ตรัสภาษิตนี้

"มารผู้มีบาป เธอจงรู้ไว้เถิดว่า ถึงเธอเราก็ขจัดได้แล้ว คนโง่ทั้งหลายผู้ไม่รู้ความจริง จึงนมัสการดวงดาว บำเรอไฟในป่า แล้วเข้าใจว่า เป็นความบริสุทธิ์...


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 พฤศจิกายน 2553 18:05:05 โดย armageddon » บันทึกการเข้า
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2553 20:19:25 »

ถูกแล้ว ในอมิตยุรสุตร พระนางเวทิหิ มเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร อีกองค์ ปราถนาจะไปสุขาวดี

ตอบ

หน้าแตกหมอไม่รับเย็บไปครั้งหนึ่งแล้ว  แทนที่จะสำนึกตัว  ปั้นน้ำเป็นตัวมาครั้งหนึ่งแล้ว  โกหกตอแหลเล่าเป็นตุเป็นตะว่า

แต่พระนางเขมาพระมเหสีพระเจ้าพิมพิศาล  ฟังเรื่องสุขาวดีแล้ว ไม่ไปสุขาวดีพระนางเขมา พระมเหสีพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังวัดเวฬุวัน  พระผู้มีพระภาคได้ทรงโปรดพระนางเขมาให้เข้าถึงสรณะ(พระรัตนตรัย) พระนางทูลลาพระสวามีออกบวช บวชเป็นภิกษุณีเพียง ๗ เดือน นางสำเร็จอรหัตผล

โดนผมผู้รู้แจ้งทางศาสนาตีจนเสียมวยแล้ว  พยายามรักษาหน้าตัวเองโดยการโกหกตอแหลอีกว่า

ถูกแล้ว ในอมิตยุรสุตร พระนางเวทิหิ มเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร อีกองค์ ปราถนาจะไปสุขาวดี


ไอ้หนูarmageddon!!! พี่จะบอกให้นะ


1.  พระนางเขมา อาจจะไม่เคยรู้เรื่องแดนสุขาวดี และพระอมิตาเลยก็ได้  เพราะเรื่องนี้พระนางเวเทหิถามโดยตรงกับพระพุทธเจ้ามีพระอานนท์ พระสารีบุตร และสาวกจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายมหายานเท่านั้นที่อยู่ในที่นั้น

2. พระนางเขมาไปบวชและเป็นพระอรหันต์ไปนานแล้ว  สมัยที่พระเจ้าพิมพิารยังเรืองอำนาจอยู่   แต่พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องแดนสุขาวดี และพระอมิตตา และพุทธเกษตรต่างๆให้พระนางเวเทหิฟัง  เพือเลือกให้พระนางเลือกไปเกิดในพุทธเกษตรแห่งใดแห่งหนึ่ง

พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องพุทธเกษตรต่างๆให้พระนางเวเทหิฟัง ตอนหลังจากที่พระเจ้าอขาติศตรูฆ่าพระเจ้าพิมพิสารไปแล้ว และพระนางเวเทหิทรงโทรมนัสในการปิตุฆาตบิดาของพระเจ้าอชาติศตรู  ไม่อยากลงมาเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ต่อไป  แต่พระนางก็ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆ  พระพุทธองค์จึงทรงแนะนำวิธีให้พระนาง

คนมีปัญญา แต่ปฏิบัติไม่ได้ถึงขั้นอริยะ  จึงต้องเลือกไปสุขาวดี

คนมีปัญญา แต่ปฏิบัติได้ถึงขั้นอริยะ  ก็ไม่ต้องเลือกไปสุขาวดี


ชาวพุทธเถรวาทที่มือไม่ถึงขั้น  ไม่มีปัญญาปฏิบัติให้ถึงขั้นอริยะ  และพวกนี้ยังไม่มีปัญญาหาทางตีความพระสูตรต่างๆในเถรวาท และมหายาน เพื่อช่วยเหลือตนเองอีก

นรกมันเต็มเพราะคนพวกนี้แหละ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 พฤศจิกายน 2553 20:26:46 โดย phonsak » บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2553 20:52:35 »

ถูกแล้ว ในอมิตยุรสุตร พระนางเวทิหิ มเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร อีกองค์ ปราถนาจะไปสุขาวดี

ตอบ

หน้าแตกหมอไม่รับเย็บไปครั้งหนึ่งแล้ว  แทนที่จะสำนึกตัว  ปั้นน้ำเป็นตัวมาครั้งหนึ่งแล้ว  โกหกตอแหลเล่าเป็นตุเป็นตะว่า

แต่พระนางเขมาพระมเหสีพระเจ้าพิมพิศาล  ฟังเรื่องสุขาวดีแล้ว ไม่ไปสุขาวดีพระนางเขมา พระมเหสีพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังวัดเวฬุวัน  พระผู้มีพระภาคได้ทรงโปรดพระนางเขมาให้เข้าถึงสรณะ(พระรัตนตรัย) พระนางทูลลาพระสวามีออกบวช บวชเป็นภิกษุณีเพียง ๗ เดือน นางสำเร็จอรหัตผล

โดนผมผู้รู้แจ้งทางศาสนาตีจนเสียมวยแล้ว  พยายามรักษาหน้าตัวเองโดยการโกหกตอแหลอีกว่า

ถูกแล้ว ในอมิตยุรสุตร พระนางเวทิหิ มเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร อีกองค์ ปราถนาจะไปสุขาวดี


ไอ้หนูarmageddon!!! พี่จะบอกให้นะ


1.  พระนางเขมา อาจจะไม่เคยรู้เรื่องแดนสุขาวดี และพระอมิตาเลยก็ได้  เพราะเรื่องนี้พระนางเวเทหิถามโดยตรงกับพระพุทธเจ้ามีพระอานนท์ พระสารีบุตร และสาวกจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายมหายานเท่านั้นที่อยู่ในที่นั้น

2. พระนางเขมาไปบวชและเป็นพระอรหันต์ไปนานแล้ว  สมัยที่พระเจ้าพิมพิารยังเรืองอำนาจอยู่   แต่พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องแดนสุขาวดี และพระอมิตตา และพุทธเกษตรต่างๆให้พระนางเวเทหิฟัง  เพือเลือกให้พระนางเลือกไปเกิดในพุทธเกษตรแห่งใดแห่งหนึ่ง

พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องพุทธเกษตรต่างๆให้พระนางเวเทหิฟัง ตอนหลังจากที่พระเจ้าอขาติศตรูฆ่าพระเจ้าพิมพิสารไปแล้ว และพระนางเวเทหิทรงโทรมนัสในการปิตุฆาตบิดาของพระเจ้าอชาติศตรู  ไม่อยากลงมาเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ต่อไป  แต่พระนางก็ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆ  พระพุทธองค์จึงทรงแนะนำวิธีให้พระนาง

คนมีปัญญา แต่ปฏิบัติไม่ได้ถึงขั้นอริยะ  จึงต้องเลือกไปสุขาวดี

คนมีปัญญา แต่ปฏิบัติได้ถึงขั้นอริยะ  ก็ไม่ต้องเลือกไปสุขาวดี


ชาวพุทธเถรวาทที่มือไม่ถึงขั้น  ไม่มีปัญญาปฏิบัติให้ถึงขั้นอริยะ  และพวกนี้ยังไม่มีปัญญาหาทางตีความพระสูตรต่างๆในเถรวาท และมหายาน เพื่อช่วยเหลือตนเองอีก

นรกมันเต็มเพราะคนพวกนี้แหละ

ก็ยังไม่ได้เรียกว่า มีปัญญาอยู่ดี
ไอ้หนูphonsak เอ๊ย
สมัยนั้นพระพุทธเจ้า ยังไม่ละสังขาร  ยังไม่มีมหายาน มีแต่เถรวาท
อย่ามามั่ว


อ้างอิงข้อความ
คนมีปัญญา แต่ปฏิบัติไม่ได้ถึงขั้นอริยะ  จึงต้องเลือกไปสุขาวดี

คนมีปัญญา แต่ปฏิบัติได้ถึงขั้นอริยะ  ก็ไม่ต้องเลือกไปสุขาวดี


นั่นไง แสดงความไม่มีปัญญา  ยังไม่ได้ลงมือปฎิบัติอะไร
พระพุทธเจ้า อยู่ต่อหน้า
ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย
พร่ำเพ้อชาติหน้าเสียแล้ว
ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค
ไม่รู้จักทำให้แจ้ง
ทั้งๆที่อยู่ต่อหน้า พระพุทธเจ้าสมณโคดม
แต่พร่ำเพ้อ เพ้อเจ้อ ไปหาพระพุทธเจ้า อีกโลกธาตุ
เพ้อเจ้อข้ามโลกธาตุ

พระเขมาเถรี เป็นเลิศทางปัญญา
รู้แจ้งทั้งทางโลก และทางธรรม
จึงไม่มีอะไร ในสุขาวดีโลกธาตุ ที่จะไม่รู้

ถ้า มีปัญญาจริง ก็ไม่ไปคาดหวังอนาคตที่เวียนมาไม่ถึง
แม้ในปัจจุบันชาติ นั้น

ปัญญา น่ะ เข้าใจมั๊ย




บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2553 21:44:55 »

อ้างอิงข้อความ

1.  พระนางเขมา อาจจะไม่เคยรู้เรื่องแดนสุขาวดี และพระอมิตาเลยก็ได้  เพราะเรื่องนี้พระนางเวเทหิถามโดยตรงกับพระพุทธเจ้ามีพระอานนท์ พระสารีบุตร และสาวกจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายมหายานเท่านั้นที่อยู่ในที่นั้น


และก็มาดูความมั่ว ของน้องPhonsak

มาดูกันให้ชัดๆ ว่าฝ่ายมหายาน ที่กล่าวอ้างกัน ว่าพระสารีบุต พระอานนท์
นิพพานเมื่อไร เป็นฝ่ายมหายานจริงหรือ

พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนิพพาน
ในปัจฉิมโพธิกาล ขณะที่พระบรมศาสดาประทับ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี
พระสารีบุตรถวายวัตปฏิบัติแด่พระบรมศาสดาแล้ว กราบทูลลาไปสู่ที่พักของตนนั่งสมาธิเข้า
สมาบัติ เมื่อออกจากสมาบัติแล้วพิจารณาตรึกตรองว่า “ธรรมดาประเพณีแต่โบราณมา พระบรม
ศาสดาทรงนิพพานก่อน หรือพระอัครสาวกนิพพานก่อน” ก็ทราบแน่ชัดในใจว่า “พระอัครวาวก
นิพพานก่อน”

ของพระอานนท์
ภายหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระอานนท์ได้เที่ยวจาริกสั่งสอนเวไนยสัตว์แทนองค์พระศาสดา จนชนมายุของท่านล่วงเข้า 120 ปี ท่านจึงได้พิจารณาอายุสังขารของท่านพบว่า อายุสังขารของท่านนั้นยังอีก 7 วันก็จะสูญสิ้นเข้าสู่พระนิพพาน ท่านจึงพิจารณาว่าท่านจะเข้านิพพาน ณ ที่ใด ก็เห็นว่าท่านจะเข้านิพพานที่ปลายแม่น้ำโรหิณี ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ กับเมืองโกลิยะ ซึ่งมีพระประยูรญาติอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย จากนั้นท่านจึงได้ลาภิกษุสงฆ์ และชนทั้งหลาย จนครบ 7 วันแล้ว ท่านจึงได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์นานาประการ แล้วตั้งจิตอธิษฐานให้กายของท่านแตกออกเป็น 2 ภาค ภาคหนึ่งให้ตกที่ฝั่งกรุงกบิลพัสดุ์ อีกภาคหนึ่งตกที่โกลิย แล้วท่านได้เจริญเตโชกสิณ ทำให้เปลวเพลิงบังเกิดในร่างกาย เผาผลาญมังสะและโลหิตให้สูญสิ้น ยังเหลือแต่พระอัฐิธาตุสีขาวดังสีเงิน พระอัฐิธาตุที่เหลือจึงแตกออกป็น 2 ภาค ด้วยกำลังอธิษฐานของท่าน บรรดาพระประยูรญาติและชนที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นั้นต่างก็รองรับพระธาตุไว้ แล้วสร้างพระเจดีย์บรรจุไว้ทั้ง 2 ฟากของแม่น้ำโรหิณี



กระทู้ต่อไป  เพ้อเจ้อไป ถึงพระศรีอาริย์เมตไตรต่อได้เลย น้อง Phonsak

คำว่าปัญญา น่ะเข้าใจมั๊ย
เพ้อเจ้อข้ามภพข้ามชาติ
ทั้งๆที่ พระพุทธเจ้าสมณโคดม  ทรงอยู่ต่อหน้าแท้ๆ
กลับ เพ้อเจ้อ ละเมอข้ามภพข้ามชาติ เสียแล้ว
ขณะที่พระศาสนาพระสณะโคดม ยังมีอยู่

นี่แหละเรียกว่า ไม่มีปัญญา









บันทึกการเข้า
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7779


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 2.0.157.2 Chrome 2.0.157.2


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 00:05:05 »

กำ

ไอ้หนูกันไป ไอ้หนูกันมา

ใจเย็นครับท่านทั้งสอง

การถกของสองท่านทำให้ผมได้รู้อะไรมากมาย

แต่สหายธรรมด้วยกัน อย่าดูถูกกันและกันเลยครับ
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 00:14:18 »

กำ

ไอ้หนูกันไป ไอ้หนูกันมา

ใจเย็นครับท่านทั้งสอง

การถกของสองท่านทำให้ผมได้รู้อะไรมากมาย

แต่สหายธรรมด้วยกัน อย่าดูถูกกันและกันเลยครับ

ขอบคุณครับ ไอ้หนู
บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 00:15:37 »

กำเนิด มหายาน

 พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ -หน้า 5

พระยสเถระผู้เป็นบุตรของพราหมณ์  ชื่อว่า กากัณฑกะ   ฟังวัตถุ ๑๐ ประการนั้นแล้ว

ได้ถือเอาพระเจ้าอโศกราช   ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าสุสุนาคะ ให้เป็นพระสหาย แล้ว

คัดเลือกพระเถระ  ๗๐๐ รูป   ในจำนวนภิกษุ   ๑,๒๐๐,๐๐๐  รูป   คือ  ๑๒ แสน  ย่ำยี

วัตถุ   ๑๐  ประการ  เหล่านั้นแล้วก็ยกสรีระ  คือ  พระธรรมวินัยขึ้นสังคายนา.

             ก็ภิกษุวัชชีบุตร  มีประมาณ  ๑๐,๐๐๐ รูป  ถูกพระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย

ข่มขู่แล้ว   คือติเตียนแล้ว   จึงแสวงหาพวก  ครั้นได้พวกที่เป็นทุพพลวะ   อันสมควร

แก่ตน   ก็จัดตั้ง สำนักตระกูลอาจารย์ใหม่    ชื่อว่า    มหาสังฆิกะ    แปลว่า  พวกมาก 

ตระกูลอาจารย์  ๒  พวกอื่นอีกเกิดขึ้น  คือ  โคกุลิกะ  และเอกัพโยหาริกะ ซึ่งแตกแยก

มาจากตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะนั้น

ตระกูลอาจารย์   ๒   พวกอื่นอีก    คือบัญญัตติวาทะ  และพหุลิยะ     ซึ่งมีชื่ออีกอย่าง

หนึ่งว่า  พหุสสุติกะ   ซึ่งแตกแยกมาจากนิกายโคกุลิกะ    อาจริยวาท      อื่นอีกชื่อว่า

เจติยวาท    เกิดขึ้นแล้ว  ในระหว่างนิกายพหุลิยะนั้น   นั่นแหละ 

              ในร้อยแห่งปีที่  ๒  คือ   ภายในพระพุทธศักราช   ๒๐๐ ปี   ตระกูลอาจารย์

ทั้ง   ๕   ตระกูล   เกิดขึ้นจาก   ตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะด้วยประการฉะนี้    ตระกูล

อาจารย์ทั้ง ๕ เหล่านั้น    รวมกับ   มหาสังฆิกะเดิม ๑ ก็เป็น ๖ ตระกูลด้วยกัน
             

              ในร้อยแห่งปีที่  ๒  นั้น    นั่นแหละ     อาจริยวาท ทั้ง  ๒   คือ   มหิสาสกะ

และวัชชีปุตตกะ  เกิดขึ้น แตกแยกมาจาก  เถรวาท  ในบรรดาอาจริยวาททั้ง  ๒  นั้น

อาจริยวาททั้ง  ๔  คือ

              ธัมมุตตริยะ  ๑   ภัทรยานิกะ ๑   ฉันนาคาริกะ  ๑    สมิติยะ ๑   

เกิดขึ้นเพราะแตกแยกมาจาก  นิกายวัชชีปุตตกะ   

             ในร้อยแห่งปีที่  ๒  นั้น นั่นแหละ  อาจริยวาท  ๒  พวก คือ สัพพัตถิกวาทะ   

และธัมมคุตติกะ    เกิดขึ้น    เพราะการแตกแยกมาจาก    ตระกูลอาจารย์ มหิสาสกะ 

อีกนิกายชื่อว่า    กัสสปิกะ    เกิดขึ้น    เพราะแตกแยกจากตระกูล   สัพพัตถิกวาทะ 
               
             เมื่อนิกายกัสสปิกะ    ทั้งหลายแตกกันแล้ว     ก็เป็นเหตุ    ให้นิกายชื่อว่า   

สังกันติกะ   อื่นอีกเกิดขึ้น   

              เมื่อนิกายสังกันติกะ    ทั้งหลายแตกกันแล้ว    นิกายชื่อว่า    สุตตวาทะก็

เกิดขึ้น  อาจริยวาท  ๑   นิกายเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว    เพราะแตกแยกมาจากเถรวาท

อย่างนี้  ด้วยประการฉะนี้ อาจริยวาท  ๑๑  นิกายเหล่านี้   รวมกับเถรวาทเดิมก็เป็น

 ๑๒ นิกาย

.            ในร้อยแห่งปีที่  ๒   คือ    ภายในพระพุทธศักราช  ๒๐๐   ปี    อาจริยวาท

คือ ลัทธิแห่งอาจารย์  ทั้งหมดรวม ๑๘  นิกาย  คือ ๑๒  นิกายที่แยกมาจากเถรวาท

เหล่านี้    และนิกายอาจริยวาท ๖    ที่แตกแยกมาจาก    ตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะ

ทั้งหลาย   ฉะนี้แล.

              คำว่า   นิกาย  ๑๘  นิกายก็ดี    ตระกูลอาจารย์   ๑๘   ตระกูลก็ดีเป็นชื่อ

ของนิกายที่กล่าวมาแล้วเหล่านั้น   นั่นแหละ อนึ่งบรรดานิกาย ๑๘  นิกายเหล่านั้น

 ๑๗  นิกาย บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นนิกายที่แตกแยกกันมา   ส่วนเถรวาท   บัณฑิต

พึงทราบว่า   เป็นนิกายที่ไม่แตกกัน

บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 00:24:52 »

วินัย เล่ม 4  หน้า 752 ความว่า 

      ปจฺจตฺถิเก  สหธมฺเมน  สุนิคฺคหิตํ  นิคฺคณฺหาติ  ชื่อว่า  ชนผู้เป็นข้าศึกมี  ๒ จำพวก

คือ  ผู้เป็น ข้าศึกแก่ตนเองจำพวก ๑    ผู้เป็นข้าศึกแก่พระศาสนาจำพวก ๑  บรรดาชน

ผู้เป็นข้าศึก ๒ จำพวกนั้น     พวก  ภิกฺขุชื่อ เมตติยะ  และกุมมชก  กับเจ้าลิจฉวี  ชื่อวัฑ

ฒะ  โจทด้วยอนฺติวัตถุอันไม่มีมูล,  ชนพวกนี้  ชื่อว่า  ผู้เป็นข้าศึกแก่ตนเอง. ส่วน อริฏ-

ฐภิกฺขุ  กัณฑกสามเณร ภิกฺขุวัชชีบุตรขาวเมืองเวสาลีผู้ความเห็นวิปริต  และ  พวกภิกฺขุ

ฝ่ายมหายานนิกายมหาสังฆิ   เป็นต้น     ซึ่งเป็นผู้มีสัทธิปรูปหารอัญญาณ  กังขา  และ

ปรวิตรณา *  ทำการยกย่อง  กล่าวอ้างคำสอนมิใช่พุทธศาสนาว่า พุทธศาสนา   ชื่อว่า

ผู้เป็นข้าศึกแก่ศาสนา.   
วินัยธรบุคคลจะข่มขี่ชนผู้เป็นข้าศึกเหล่านั้นแม้ทั้งหมดให้ราบ

คาบ  โดยประการที่พวกเขาไม่สามารถประดิษฐานอสัทธรรมขึ้นได้   โดยสหธรรม  คือ

โดยคำเป็นเหตุร่วมกัน.

          [อธิบายพระสัทธรรม ๓ อย่าง]

          ก็คำว่า  สทฺธมฺมฏฐิติยา  ปฏิปนฺโน  โหติ   นี้    สัทธรรมมี 3    ด้วยสามารถแห่ง

ปริยติ  ปฏิบัติ  และอธิคม.     บรรดาสัทธรรมทั้ง ๓  นั้น พุทธพจน์  คือ  ปิฏก ๓  ชื่อว่า

ปริยัติสัทธรรม.  ธรรมนี้  ธุดงคคุณ ๑๓  ขันธกวัตร ๑๔   มหาวัตร ๘๒    ชื่อว่า  ปฏิปัติ-

สัทธรรม.  มรรค ๔ ผล ๔ นี้  ชื่อว่า  อธิคมสัทธรรม


*  พระอรหันต์ ฯ   พระอรหันต์ยังมีความไม่รู้   พระอรหันต์ยังมีความสงสัย  พระอรหันต์ 

หายสวสัยเพราะผู้อื่น  ดูอธิบายในสารัตถทีปนี ๓/๓๖๖. ผู้ชำระ

         บรรดาสัทธรรมมีปริยัติธรรมเป็นต้นนั้น      พระเถระทั้งหลายบางพวก  กล่าวว่า   

ปริยัติเป็นมูลรากของศาสนา  โดยพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมวินัยใดที่เราแสดง

แล้วบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย,   ธรรมและวินัยนั้น   จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย 

โดยกาลล่วงไปแห่งเรา  ดังนี้.

        พระเถระบางพวกกล่าวว่า  ปฏิบัติเป็นมูงของศาสนา  โดยสูตรนี้ว่า   ดูก่อนสุภัต

ทะ !  ภิกฺขุทั้งหลายเหล่านี้แลพึงอยู่โดยชอบ,  โลกไม่พึงว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้ง

หลาย  แล้วกล่าวว่า  ภิกฺขุทั้งหลาย ๕ รูป   ผู้ปฏิบัติโดยชอบยังมีอยู่เพียงใด,  ศาสนา

จัดว่ายังดังอยู่เพียงนั้น.

       ส่วนพระเถระอีกพวกหนึ่ง  กล่าวว่า  เมื่อปริยัติอันตรธานแล้ว แม้บุคคลผู้ปฏิบัติดี

ก็ไม่มีการบรรลุธรรม    แล้วกล่าวว่า    ถ้าแเม้ภิกฺขุ  ๕  รูป จะเป็นผู้รักษาปาราชิกไว้ได้

ภิกฺขุเหล่านั้น  ให้กุลบุตรทั้งหลาย  ผู้มีศัทธาบรรพชาแล้วให้อุปสมบท  แม้ในปัจจันต

ประเทศ  ให้ครบคณะทสวรรค   แล้วจักทำการอุปสมบท แม้ในมัธยมประเทศ. ให้ภิกฺขุ

สงฆ์ครบวิสติวรรคแล้ว  จักทหอัพภานกรรมแม้เพื่อตน   ยังศาสนา   ให้ถึงความเจริญ

งอกงามไพบูลย์โดยอุบายอย่านี้.

        พระวินัยธรนี้เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความตั้งมั่น   แห่งพระสัทธรรมทั้ง  ๓  ด้วยประการ

อย่างนี้แล.  บัณฑิตพึงทราบว่า  พระวินัยธรนี้   ย่อมได้อานิสงส์  ๕  อย่างเหล่านี้ก่อน 

ด้วยประการฉะนี้.
บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 08:43:01 »

พระพุทธเจ้า พระมหากัสสปะ พระอรหันต์สาวก ที่ถูกกล่าวอ้าง ว่าเป็นพวกมหายาน
ล้วนเข้านิพพาน ก่อนที่มหายาน จะถือกำเนิดขึ้นมา
พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์เหล่านั้น ล้วนเข้านิพพาน ในเถรวาททั้งสิ้น

ก่อนที่มหายาน จะถือกำเนิด
ตัวจริง เสียงจริง ของจริง
เข้านิพพาน ก่อนจะแยกเป็นมหายาน เป็นร้อยปีแล้ว

กำเนิดมหายาน ก็ขอจบเพียงเท่านี้ ไม่ขอเจาะ และเปิดของที่คว่ำให้หงายเก๋ง


คำว่า ปัญญาน่ะ เข้าใจมั๊ย


บันทึกการเข้า
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7779


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 2.0.157.2 Chrome 2.0.157.2


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 08:52:43 »

5555
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 13:11:33 »



ไอ้หนูphonsak เอ๊ย
สมัยนั้นพระพุทธเจ้า ยังไม่ละสังขาร  ยังไม่มีมหายาน มีแต่เถรวาท
อย่ามามั่ว




ผมคงไม่โต้เถียงกับคุณในเรื่องอื่นแล้ว  จะขอเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับนิกายมหายาน และนิกายเถรวาท ที่แยกกันออกไปเพราะอะไร?

ถามคุณหน่อยว่า พวกเสื้อเหลือง พวกเสื้อแดง พวกเสื้อหลากสี พวกทหารที่ฆ่าประชาชน  เป็นคนไทยหรือเปล่า?  คนไทยทั้งนั้น  แต่อุดมการและความคิดต่างกันใช่ไหม?

สมัยพระพุทธเจ้า ยังไม่ละสังขาร  สาวกทุกคนก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เป็นสาวกของศาสนาพุทธทั้งนั้น

แต่พระพุทธเจ้าสอนธรรมะให้แต่ละคนต่างกัน  แยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 2 กลุ่ม

1. สาวกกลุ่มที่ต้องการดับทุกข์อย่างเดียว  สนใจน้อย หรือยังไม่สนใจว่าใครเป็นผู้ยิงศรใส่เรา  คือ สนใจน้อย หรือยังไม่สนใจเรื่องพระเจ้า  เรื่องพวกนั้นเอาไม่ทีหลัง  แต่ตอนนี้เอาแค่ดับทุกข์ให้ได้ก่อน  เรียกในภายหลังว่า นิกายเถรวาท

สนใจน้อย = พระพุทธเจ้าจึงเพียงสอนให้ว่า  เริ่มต้นแต่เดิม เราทุกจิต ล้วนเป็นปภัสสร แต่ไปหลงในอวิชชา จึงเกิดปฏิจจสมุปบาท

ไม่สนใจเรื่องผู้ยิงศรหรือพระเจ้า  =  พระพุทธเจ้าจึงสอนเริ่มต้นที่ กลไกของปฏิจจสมุปบาท

นิกายเถรวาท แท้จริงแล้วเป็นนิกายของเหล่าสาวกต่างๆ  ที่รวมตัวกันได้  เพราะเป็นกลุ่มที่สนใจ ต้องการดับทุกข์อย่างเดียว  และสนใจน้อย หรือยังไม่สนใจว่าใครเป็นผู้ยิงศรใส่เรา  (คือ ไม่สนใจเรื่องพระเจ้า)  เรื่องพวกนั้นเอาไม่ทีหลัง  แต่ตอนนี้เอาแค่ดับทุกข์ให้ได้ก่อน

เรืองที่บอกว่า  นิกายเถรวาท ยึดตัวบท เป็นใหญ่ เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนในอนาคต  ส่วนนิกายมหายาน ถือการตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าตามครูบาอาจารย์ตนเป็นใหญ่  เป็นคำสอนที่พญามารหลอกลวงเราโดยผ่านสมมุติสงฆ์ ผู้เข้าไม่ถึงธรรม ให้บอกประชาชนต่อไป เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว  เถรวาทและมหายาน ทุกฝ่ายก็นำพุทธพจน์คำสอนของพระพุทธเจ้ามาแสดงทั้งนั้น 


2. นิกายที่มีความอยากรู้อยากเห็น สนใจว่าใครเป็นผู้ยิงศรใส่เรา  คือ สนใจเรื่องพระเจ้า มีพระเจ้าไหม?  เมื่อความอยากรู้อยากเห็นได้รับคำตอบในระดับที่ตนเองต้องการแล้ว  จึงค่อยมาหาทางดับทุกข์ต่อไป

แต่เดิมสาวกพวกนี้ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องในระดับผู้ยิงสอนไปให้แตกต่างกันเกือบ 20 คำสอน ขึ้นอยู่กับความอยากรู้อยากเห็นของสาวกแต่ละพวกว่า ต้องการรู้ระดับที่ลึกถึงจุดใด  สาวกพวกนี้คือมหาสังฆิกะ หรืออาจริยวาท

ต่อมาในพศ.5  มีพระอรหันต์ที่นำคำสอนเกือบ 20 คำสอน มาเทียบกัน จึงพบว่า ผู้ยิงสอนเป็นผู้เดียวกัน  พระพุทธเจ้าแค่เรียกชื่อต่างกันไปเท่านั้น  แต่พระองค์ท่านไม่เรียกว่าพระเจ้า เท่านั้น  เพราะกลัวมนุษย์จะเข้าใจผิดว่า มีการสร้างอะไรที่เป็นอัตตาหรือตัวตนของจริงใน 3 ภพ

พระพุทธเจ้า ท่านเรียกผู้ยิงศรนั้นว่า - "พุทธะ" หรือพระพุทธเจ้าต้นธาตุ-ต้นธรรม  อาทิพุทธเจ้า  ธรรมกายพุทธภาวะเริ่มต้น พระไวโรจนพุทธเจ้า ฯลฯ -  เพื่อผู้ที่เข้าถึงธรรมจะได้รู้ว่า อัตตาหรือตัวตนของจริงใน 3 ภพไม่มี  มันเป็นแค่อัตตานุทิฏฐิหรือสิ่งมายาหรืออนัตตาเท่านั้น  พวกเราล้วนอยู่ในโลกมายาหรือโลกแห่งจินตนาการของจิตเท่านั้น

ในปฐมสังคายนา  ศิษย์เถรวาทและมหายานยังไม่แตกแยกกัน  เพราะมีแต่พระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 ครบถ้วนเท่านั้น ที่เข้าร่วมในปฐมสังคายนา  พระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 ครบถ้วน ต่างรู้ว่า  ที่สาวกฝ่ายต่างๆรับรู้แตกต่างกัน  เพราะพระพุทธเจ้าตรัสสอนให้สาวกแต่ละฝ่าย ในจุดที่เริ่มต้นแตกต่างกัน คือ

เถรวาท - เริ่มต้นที่อวิชชา และปฏิจจสมุปบาท  บางนิกายของเถรวาท พระพุทธองค์ก็สอนให้เริ่มต้นที่ตอนเป็นจิตปภัสสรอยู่ ก่อนถูกอวิชชาครอบงำ

มหายาน - เริ่มต้นที่ก่อนอวิชชา  ตอนที่พวกเราเป็นจิตปภัสสรอยู่ในนิพพาน  บางนิกายของมหายาน  พระพุทธองค์ก็สอนให้เริ่มต้นไกลถึงจุดที่พวกเราเป็นอณูตางๆของสิ่งเดียวกัน ที่ชาวโลกเรียกว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระพุทธเจ้าเรียกว่า "พุทธะ หรือ พระพุทธเจ้าต้นธาตุ-ต้นธรรม  หรือ อาทิพุทธเจ้า  หรือ ธรรมกายพุทธภาวะเริ่มต้น หรือ พระไวโรจนพุทธเจ้า"

อย่างไรก็ตาม  ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 2 เมื่อมีการใช้กฎหมู่ไปอนุญาตให้พระอรหันต์ที่มีอภิญญาไม่ครบ  โดยเฉพาะพระอรหันต์สุขวิปัสสโก และผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์เข้าร่วมด้วยได้  คนเหล่านี้เขาจะไปรู้เรื่องจุดเริ่มต้นที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้แต่ละนิกายต่างกันได้อย่างไร  เขาก็เอาเฉพาะที่พระพุทธเจ้าสอนให้เขาเท่านั้น  เรื่องที่สอนให้สาวกฝ่ายมหาสังฆิกะ หรืออาจริยวาท มันเกินกว่าที่เขาจะยอมรับได้  เขายอมรับแค่ที่เขาได้ยินจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น  ที่พระพุทธเจ้าสอนให้สาวกฝ่ายมหาสังฆิกะ หรืออาจริยวาท เขาจึงไม่ยอมรับ 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 พฤศจิกายน 2553 14:10:29 โดย phonsak » บันทึกการเข้า
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 15:15:40 »

อ้างอิงคำพูด

ผมคงไม่โต้เถียงกับคุณในเรื่องอื่นแล้ว  จะขอเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับนิกายมหายาน และนิกายเถรวาท ที่แยกกันออกไปเพราะอะไร?

ถามคุณหน่อยว่า พวกเสื้อเหลือง พวกเสื้อแดง พวกเสื้อหลากสี พวกทหารที่ฆ่าประชาชน  เป็นคนไทยหรือเปล่า?  คนไทยทั้งนั้น  แต่อุดมการและความคิดต่างกันใช่ไหม?


คุณหนูพลศักดิ์โทษตัวเองดีกว่า
พวกที่ฆ่ากันตาย คงไปหลง ไปเอาตัวอย่าง ใช้วิชาก้าวล่วงบาปกรรม แบบที่คุณหนูพลศักดิ์นำเสนอไว้กระมัง

กรรมยุติธรรมเสมอ ถ้ามีปัญญาเข้าใจกรรม
ก็ไม่เห็นต้องเกิดคำถาม ไม่เห็นต้องเกิดลังเลสงสัย
หุบปากเสียเถอะ ถ้ามีปัญญาเห้นกรรม

ที่คุณหนูphonsak อ้างมา เล่ามาเรืองมหายานเถรวาท

คงจะมีคนเป็นเลิศ มากกว่าพระอานนท์
เลยจดจำ คำสอน ที่พระอานนท์ ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยินมาเล่าเป็นตุเป็นตะ ได้

ลองเอาคนนั้น   มาแสดงตนหน่อย ว่า ผู้นั่นเป็นใคร

ที่สามารถจดจำคำสอน ที่พระพุทธเจ้า สอนได้ มากกว่าพระอานนท์
เอามาแสดง ตัวหน่อยครับ

ยกพระไตรปิฎก มาแสดงด้วย ว่าคนที่จดจำคำสอน ที่พระอานนท์จำไม่ได้ คนนั้นเป็นใคร


บันทึกการเข้า
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 18:26:47 »

ผมไม่ต้องจดจำพระไตรปิฎกเลย  แต่เหตุไฉนผมจึงรู้ลึกเกินคนธรรมดา  สาเหตุเพราะจิตของผมบริสุทธิ์กว่าคุณ   พอคุณแย้งเรื่องอะไรที่ไม่ถูกมา  ผมก็รู้ว่าไม่ถูก  ก็สามารถนำเรื่องที่ถูกมาแสดงได้
บันทึกการเข้า
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 18:33:38 »

อ้างอิงคำพูด

ที่คุณหนูphonsak อ้างมา เล่ามาเรืองมหายานเถรวาท

คงจะมีคนเป็นเลิศ มากกว่าพระอานนท์
เลยจดจำ คำสอน ที่พระอานนท์ ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยินมาเล่าเป็นตุเป็นตะ ได้

ลองเอาคนนั้น   มาแสดงตนหน่อย ว่า ผู้นั่นเป็นใคร

ที่สามารถจดจำคำสอน ที่พระพุทธเจ้า สอนได้ มากกว่าพระอานนท์
เอามาแสดง ตัวหน่อยครับ

ยกพระไตรปิฎก มาแสดงด้วย ว่าคนที่จดจำคำสอน ที่พระอานนท์จำไม่ได้ คนนั้นเป็นใคร



คุณไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ครับ  ความรู้ของพระพุทธเจ้าทั้งหมดอยู่ที่ "ตัวรู้"   ตัวหนังสือ ความจำ และสมอง เป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะเรียนรู้ สิ่งที่จะเข้าใจหลักธรรมคือจิต คือตัวรู้

ครั้งหนึ่ง มีคนที่สวดมนต์ได้ชี้คำหลายคำในคัมภีร์ที่เขาไม่เข้าใจความหมายแล้วถามท่านเว่ยหล่าง.....

ท่านเว่ยหล่างยิ้มๆแล้วตอบว่า

“ข้าพเจ้าไม่รู้หนังสือ ท่านถามมาเลยดีกว่า"

คนๆนั้นรู้สึกแปลกใจแล้วพูดขึ้นว่า

“ท่านอ่านหนังสือไม่ออก ท่านจะเข้าใจความหมาย เข้าใจหลักธรรมได้อย่างไร?”

ท่านเว่ยหล่างตอบว่า

“หลักธรรมของพุทธะ กับตัวหนังสือไม่เกี่ยวกัน ตัวหนังสือเป็นเพียงเครื่องมือที่จะเรียนรู้ สิ่งที่จะเข้าใจหลักธรรมคือจิต คือตัวรู้ ไม่ใช่ตัวหนังสือ"
บันทึกการเข้า
phonsak
นักโพสท์ระดับ 8
***

คะแนนความดี: +1/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 306


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 18:44:55 »

อ้างอิงข้อความ

1.  พระนางเขมา อาจจะไม่เคยรู้เรื่องแดนสุขาวดี และพระอมิตาเลยก็ได้  เพราะเรื่องนี้พระนางเวเทหิถามโดยตรงกับพระพุทธเจ้ามีพระอานนท์ พระสารีบุตร และสาวกจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายมหายานเท่านั้นที่อยู่ในที่นั้น


และก็มาดูความมั่ว ของน้องPhonsak

มาดูกันให้ชัดๆ ว่าฝ่ายมหายาน ที่กล่าวอ้างกัน ว่าพระสารีบุต พระอานนท์
นิพพานเมื่อไร เป็นฝ่ายมหายานจริงหรือ

พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนิพพาน
ในปัจฉิมโพธิกาล ขณะที่พระบรมศาสดาประทับ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี
พระสารีบุตรถวายวัตปฏิบัติแด่พระบรมศาสดาแล้ว กราบทูลลาไปสู่ที่พักของตนนั่งสมาธิเข้า
สมาบัติ เมื่อออกจากสมาบัติแล้วพิจารณาตรึกตรองว่า “ธรรมดาประเพณีแต่โบราณมา พระบรม
ศาสดาทรงนิพพานก่อน หรือพระอัครสาวกนิพพานก่อน” ก็ทราบแน่ชัดในใจว่า “พระอัครวาวก
นิพพานก่อน”

ของพระอานนท์
ภายหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระอานนท์ได้เที่ยวจาริกสั่งสอนเวไนยสัตว์แทนองค์พระศาสดา จนชนมายุของท่านล่วงเข้า 120 ปี ท่านจึงได้พิจารณาอายุสังขารของท่านพบว่า อายุสังขารของท่านนั้นยังอีก 7 วันก็จะสูญสิ้นเข้าสู่พระนิพพาน ท่านจึงพิจารณาว่าท่านจะเข้านิพพาน ณ ที่ใด ก็เห็นว่าท่านจะเข้านิพพานที่ปลายแม่น้ำโรหิณี ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ กับเมืองโกลิยะ ซึ่งมีพระประยูรญาติอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย จากนั้นท่านจึงได้ลาภิกษุสงฆ์ และชนทั้งหลาย จนครบ 7 วันแล้ว ท่านจึงได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์นานาประการ แล้วตั้งจิตอธิษฐานให้กายของท่านแตกออกเป็น 2 ภาค ภาคหนึ่งให้ตกที่ฝั่งกรุงกบิลพัสดุ์ อีกภาคหนึ่งตกที่โกลิย แล้วท่านได้เจริญเตโชกสิณ ทำให้เปลวเพลิงบังเกิดในร่างกาย เผาผลาญมังสะและโลหิตให้สูญสิ้น ยังเหลือแต่พระอัฐิธาตุสีขาวดังสีเงิน พระอัฐิธาตุที่เหลือจึงแตกออกป็น 2 ภาค ด้วยกำลังอธิษฐานของท่าน บรรดาพระประยูรญาติและชนที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นั้นต่างก็รองรับพระธาตุไว้ แล้วสร้างพระเจดีย์บรรจุไว้ทั้ง 2 ฟากของแม่น้ำโรหิณี



กระทู้ต่อไป  เพ้อเจ้อไป ถึงพระศรีอาริย์เมตไตรต่อได้เลย น้อง Phonsak

คำว่าปัญญา น่ะเข้าใจมั๊ย
เพ้อเจ้อข้ามภพข้ามชาติ
ทั้งๆที่ พระพุทธเจ้าสมณโคดม  ทรงอยู่ต่อหน้าแท้ๆ
กลับ เพ้อเจ้อ ละเมอข้ามภพข้ามชาติ เสียแล้ว
ขณะที่พระศาสนาพระสณะโคดม ยังมีอยู่

นี่แหละเรียกว่า ไม่มีปัญญา











งง...งง...งง  มีใครช่วยอธิบายด้วยภาษาง่ายๆหน่อยได้ไหมว่า  นายarmageddon กำลังพูดเรื่องอะไร   มหายานและเถรวาทเพิ่งจะมีการแบ่งแยกในการสังคายนาครั้งที่ 2

แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับการตายของพระสารีบุตรและพระอานนท์  ในยุคพุทธกาลแม้ว่าสาวกพวกนั้นจะเป็นมหายาน  แต่ก็ไม่ได้แยกกันให้ชัดเจนจากเถรวาทในยุคนั้น

แบบพระมหากัสสปะ  ปรมาจารย์คนแรกของพุทธศาสนาลัทธิเซน ซึ่งเป็นมหายาน  ก็เป็นการแยกในยุคปัจจุบัน  ในยุคพุทธกาล พระมหากัสสปะก็เป็นสาวกที่เป็นอรหันต์เท่านั้น
บันทึกการเข้า
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7779


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 2.0.157.2 Chrome 2.0.157.2


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 21:17:50 »

ส่วนตัวแล้ว

คุณ phonsak ที่ยกเรื่อง อ.เว่ยหล่าง ผมว่าผิด เหมือนการแถจากการโดนต้อนจนมุม (พูดกันตรงๆ)

คุณ armageddon มีเหตุผลเรื่องการสังคายนา ซึ่งจากที่เคยอ่านมา ผมก็ว่าตามนี้
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
armageddon
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +2/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 229


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2553 22:00:45 »

ผมไม่ต้องจดจำพระไตรปิฎกเลย  แต่เหตุไฉนผมจึงรู้ลึกเกินคนธรรมดา  สาเหตุเพราะจิตของผมบริสุทธิ์กว่าคุณ   พอคุณแย้งเรื่องอะไรที่ไม่ถูกมา  ผมก็รู้ว่าไม่ถูก  ก็สามารถนำเรื่องที่ถูกมาแสดงได้

เห็นด้วย
ที่ว่า ลึกกว่าคนธรรมดา
แสดงว่า หนูphonsak  ลึกกว่าปทปรมะ อีก
บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า:  [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.001 วินาที กับ 33 คำสั่ง

Google visited last this page 27 มิถุนายน 2564 06:46:49