[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
24 กุมภาพันธ์ 2562 09:42:24 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พงศาวดารจีน เปาเล่งถูกงอัน 'เปาบุ้นจิ้น'  (อ่าน 7319 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 19 มีนาคม 2558 13:01:19 »



เปาเล่งถูกงอั้น เปาบุ้นจิ้น
เรื่องนี้เป็นพงศาวดาร เป็นเรื่องของนักปราชญ์ฝ่ายจีน ได้จดจารึก
เรื่องความในระหว่างเปาบุ้นจิ้นซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญา ใจซื่อตรงในครั้งแผ่นดินซ้อง ได้เป็นขุนนาง
ฝ่ายพลเรือน ระงับทุกข์ร้อนของอาณาประชาราษฎร์ต่างพระเนตรพระกรรณของสมเด็จพระเจ้า
แผ่นดินจีนในสมัยนั้น ท่านเปาบุ้นจิ้นได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินซ้อง
ให้มีอำนาจจนถึงถอดถอนเจ้านายขุนนางผู้ใหญ่ และทำโทษผู้ผิด จนที่สุดถึงประหารชีวิตได้
โดยไม่ต้องกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินก่อน จนตัวท่านมีความชอบได้เลื่อนยศเป็นเปาเล่งถู
พ้นจากอาญาอุทธรณ์เด็ดขาดในราชการฝ่ายพลเรือน แม้เปาเล่งถูจะขัดขวางเอาท้องบัตรใบตรา
และห้ามปรามยึดลายพระหัตถ์พระเจ้าแผ่นดินไว้ก็ได้  

เรื่องเปาเล่งถูกงอั้นนี้ จึงมีคุณมีประโยชน์มากแก่ผู้สนใจใคร่รู้ ที่จะได้ตรวจดูรู้ความแล้วจะได้อาศัย
เป็นบรรทัดฐานเทียบใช้ในการวินิจฉัยอรรถคดีอันมีเงื่อนงำลี้ลับ ล้วนเป็นเครื่องประดับสติปัญญา
ของผู้ที่ตั้งอยู่ในยุติธรรม และจะได้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตั้งจิตตั้งใจให้เหมือนเปาเล่งถู
ผู้ประเสริฐ อีกประการหนึ่ง เพื่อจะได้ทราบอัธยาศัยสันดานของคนชั่ว ที่ได้มีปรากฏมาแล้วเป็น
ตัวอย่างแต่โบราณกาลและที่จะมีต่อไปด้วย จะได้รู้เท่ารู้ทันบุคคลและเพื่อประกอบอุบายพิจารณา
เอาความจริง




พงศาวดารจีน
เรื่อง
เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)


เรื่องที่ ๑

เมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ ที่ตำบลเฮากำกุ้ย แขวงเมืองเต๊กอันหู ยังมีนักเรียนผู้หนึ่งแซ่ค้อ  ชื่อเหียนตง อายุได้ ๑๘ ปี เล่าเรียนหนังสือดีสอบไล่ได้ประโยคชั้นสิวจ๋าย

ในที่ตำบลนั้น ยังมีเศรษฐีผู้หนึ่งบริบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สินเป็นอันมาก ตั้งบ้านเรือนตึกห้างอยู่ริมถนน มีบุตรหญิงคนหนึ่งชื่อนางสุกเง็ก อายุได้๑๗ ปี มีลักษณะสิริรูปและมารยาทเป็นอันดีและงามยิ่งนัก

ส่วนค้อเหียนตงนักเรียน ไปเรียนหนังสือได้เดินไปมาทางนั้นทุกวัน แลเห็นนางสุกเง็กบุตรเศรษฐีมีลักษณะงาม ค้อเหียนตงมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ยิ่งนัก จึงวานหญิงมีชื่อที่ชอบอัชฌาสัยกันกับนางเป็นสื่อช่วยพูดจาแทะโลมนางสุกเง็ก

ส่วนนางสุกเง็กเมื่อได้เห็นลักษณะรูป ค้อเหียนตง นักเรียนก็มีความปฏิพัทธ์พอใจรักใคร่ในค้อเหียนตง จึงได้นัดแนะไปมาหาสู่ร่วมรู้รักใคร่กันตามประเวณี

นางสุกเง็กจึงบอกแก่ค้อเหียนตงว่า ตั้งแต่นี้ไปท่านไม่ต้องเอาบันไดมาพาด เกรงว่าผู้คนเขาไปมาจะเห็นเข้า ข้าพเจ้าจะเอาเชือกทำบันไดมีสายเหนี่ยว หย่อนลงไปตามช่องหน้าต่าง มีสายเชือกเล็กๆ ผูกไว้เป็นสำคัญ ท่านมาถึงเมื่อใดจงกระตุกเชือกเล็กให้ข้าพเจ้ารู้เป็นสำคัญ ตั้งแต่ค้อเหียนตงลักลอบไปมาหาสู่นางสุกเง็กมาได้ประมาณสักหกเดือน บิดามารดาของนางสุกเง็กก็มิได้รู้ความ แต่ชาวบ้านสถานใกล้เคียงย่อมรู้เห็นทั้งสิ้น

อยู่มาวันหนึ่งพวกเพื่อนนักเรียนด้วยกัน มาชวนค้อเหียนตงไปนั่งโต๊ะเสพสุรากินเลี้ยง  จึงในคืนวันนั้นค้อเหียนตงหาได้ไปหานางสุกเง็กไม่

ยังมีหลวงจีนรูปหนึ่งชื่อเม่งซิว สำนักอยู่วัดกวนอมยี่  เวลากลางคืนเคาะเกราะเที่ยวเดินจงกรมตามถนน  ในคืนวันนั้นหลวงจีนเม่งซิว เดินมาถึงหน้าตึกของนางสุกเง็ก เห็นเชือกเส้นเล็กเส้นหนึ่งห้อยลงมาจากหน้าต่าง จึงเข้าไปใกล้จับเชือกนั้นดึงดู

ฝ่ายนางสุกเง็กเห็นเชือกกระตุกดังนั้นก็สำคัญเข้าใจว่า ค้อเหียนตงมาหาตามเคย มีความยินดีจึงหย่อนบันไดเชือกลงไปรับตามเคย

ฝ่ายหลวงจีนเม่งซิวเห็นดังนั้น จึงคิดในใจว่าชะรอยชายกับหญิงจะรักใคร่กัน จึงทำสำคัญไว้แล้วหย่อนบันไดเชือกลงมารับกันดังนี้ เมื่อหลวงจีนเม่งซิวคิดเห็นแน่แก่ใจดังนั้นแล้ว จึงเหนี่ยวเชือกปีนบันไดขึ้นไปจนถึงหน้าต่างตึก

ส่วนนางสุกเง็กครั้นแลเห็นหลวงจีนปีนเชือกขึ้นมา หาใช่ค้อเหียนตงชู้รักไม่ก็ตกใจตัวสั่น จึงว่าแก่หลวงจีนเม่งซิวว่า เราหวังใจว่าชู้รักของเรา เราจึงหย่อนบันไดรับให้ขึ้นมา ตัวท่านหาใช่ชู้รักของเราไม่ ประการหนึ่งตัวท่านก็เป็นชีบานาสงฆ์บวชแล้วก็ควรจะตั้งอยู่ในศีลสัตย์ตามเพศของนักบวช หาควรกระทำความชั่วให้ผิดเพศสมณะไม่ จึงรีบลงไปเสียให้พ้นตึกเรา

เมื่อหลวงจีนได้ฟังนางสุกเง็กว่ากล่าวดังนั้นจึงตอบว่า ตัวเจ้าได้รับรูปขึ้นมาถึงที่นี่แล้ว ขอให้รูปได้อาศัยหลับนอนด้วยสักคืนหนึ่งเถิด รูปจะมีความขอบใจสีกาเป็นอันมาก ทั้งสีกาก็จะได้ส่วนผลานิสงส์เป็นอันมากด้วย

ฝ่ายนางสุกเง็กเมื่อได้ฟังหลวงจีนพูดจาเกี้ยวพานดังนั้น ก็มีความโกรธยิ่งนัก จึงตวาดว่า ถ้าท่านขืนดื้อดึงอยู่มิลงไปเสียโดยเร็ว เราจะร้องขึ้นให้ชาวบ้านร้านตลาดเขามาจับตัวท่านว่าเป็นผู้ร้าย ท่านก็จะได้รับความอัปยศอดอาย และทั้งจะมีโทษด้วยเป็นอันมาก



นางสุกเง็ก แลเห็นหลวงจีนปีนเชือกขึ้นมา
หาใช่ค้อเหียนตงชู้รักไม่ ก็ตกใจตัวสั่น

หลวงจีนเม่งซิวตอบว่า เจ้ารับเราขึ้นมาแล้ว และกลับมาขับไล่เสียอีกดังนี้หาควรไม่ นางสุกเง็กเห็นหลวงจีนพูดดื้อด้านดังนั้นก็ร้องขึ้นได้คำหนึ่ง หวังจะให้ชาวบ้านรู้จะได้มาจับตัวหลวงจีน  ในทันใดนั้นหลวงจีนเม่งซิวก็ชักมีดออกจากพก ตรงเข้าไปฆ่านางสุกเง็กตายในทันที แล้วก็เก็บเอาแก้วแหวนเงินทองและสิ่งของซึ่งมีราคา อันเป็นเครื่องแต่งตัวของนางสุกเง็กนั้นไปเป็นอาณาประโยชน์แห่งตน

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาสายถึงเวลากินข้าวเช้า เศรษฐีผู้เป็นบิดามารดาของนางสุกเง็ก หาเห็นนางสุกเง็กมากินอาหารด้วยตามเคยไม่ เศรษฐีจึงเข้าไปในห้องของนางสุกเง็ก แลเห็นศพนางสุกเง็กนอนตายมีบาดแผลโลหิตไหลอาบอยู่ก็ตกใจ หารู้ว่าผู้ใดมาทำร้ายแก่นางสุกเง็กไม่  เศรษฐีมีความอาลัยร้องไห้รักบุตรเป็นอันมาก เศรษฐีจึงเชิญกำนันพันนายบ้านอำเภอมาพลิกศพชันสูตรบาดแผลและกฎหมายตราสิน ตามธรรมเนียมบ้านเมือง

ขณะนั้นผู้ที่อยู่บ้านใกล้เคียงของเสียวหูฮั่นผู้หนึ่งชื่อแซ่มิได้ปรากฏจึงบอกแก่เศรษฐีว่า ข้าพเจ้าได้รู้อยู่ว่าบุตรของท่านรักใคร่เป็นชู้แก่ค้อเหียนตงนักเรียนในชั้นสิวจ๋ายมาช้านานแล้ว เมื่อเวลาคืนนี้ค้อเหียนตงไปกินเลี้ยงเสพสุรามากับพวกเพื่อนหลายคนด้วยกัน คงจะกลับมาหานางสุกเง็ก ด้วยค้อเหียนตงเมาสุราจะฆ่าบุตรท่านดอกกระมัง ถ้าท่านฟ้องขึ้นแล้วคงจะได้ความจริง

ฝ่ายเสียวหูฮั่น ครั้นได้ใจความแล้วจึงแต่งฟ้องไปยื่นแก่เปาเล่งถูใจความว่า ค้อเหียนตงสิวจ๋ายรักใคร่แก่นางสุกเง็กมานานมีผู้รู้เห็นเป็นพยาน และในเวลาคืนนี้ค้อเหียนตงไปเสพสุรากับพวกเพื่อนเมามามาก คงจะฆ่าบุตรข้าพเจ้าเสียเป็นแน่ ขอท่านได้พิจารณาไต่สวนเอาความจริงตามพระราชกำหนดกฎหมาย และทางยุติธรรม

ส่วนเปาเล่งถู ครั้นได้รู้ความตามฟ้องของเสียวหูฮั่นดังนั้นแล้ว จึงให้นักการไปตามตัวค้อเหียนตงมาชำระไต่ถาม ค้อเหียนตงให้การตามความสัตย์จริง เสียวหูฮั่นผู้โจทย์อ้างพยาน คือหลินเสียวมีหนึ่ง หลินหงอฟันหนึ่ง พยานเบิกความว่า ค้อเหียนตงรักใคร่ไปมาหาสู่แก่นางสุกเง็กนั้นจริงพยานได้รู้เห็น แต่ข้อที่ว่าค้อเหียนตงฆ่านางสุกเง็กนั้น พยานไม่รู้ไม่เห็น จะเป็นผู้ใดฆ่า พยานไม่รู้ไม่เห็น

ฝ่ายค้อเหียนตงให้การอ้างพยานว่า ในเวลาคืนนี้ข้าพเจ้ามีที่อยู่เป็นหลักฐานมั่นคง มิได้ไปแห่งใดจนตลอดรุ่ง ได้อยู่กับเพื่อนนักเรียนด้วยกันเป็นหลายคน

เปาเล่งถูจึงให้สืบพยานที่จำเลยอ้าง ก็ได้ความตามคำให้การข้ออ้าง เปาเล่งถูจึงถามค้อเหียนตงต่อไปว่า เมื่อเวลาเจ้าไปมาหาสู่นางสุกเง็กในเวลาก่อนๆ นั้น ได้พบปะผู้ใดได้รู้เห็นเป็นพยานบ้างหรือเปล่า

ค้อเหียนตงให้การว่า เมื่อเวลาข้าพเจ้าไปมาหาสู่นางสุกเง็กนั้น หามีผู้ใดรู้เห็นเป็นพยานไม่ ได้พบแต่หลวงจีนรูปหนึ่งเดินภาวนาเคาะเกราะไปมาอยู่ตามถนนนั้น นอกจากนั้นแล้วข้าพเจ้าหาได้พบปะผู้ใดไม่เลย

เปาเล่งถูได้ฟังค้อเหียนตงให้การดังนั้นแล้ว จึงทำอุบายพูดว่า ถ้าดังนั้นค้อเหียนตงเป็นผู้ฆ่านางสุกเง็กเป็นแน่แล้ว จึงสั่งให้นักการตีค้อเหียนตง ๒๐ ที แล้วให้คุมตัวไปขังไว้  แล้วเปาเล่งถูจึงถามอ๋องต๋งกับหลีหงีนายผู้คุมว่า หลวงจีนองค์นี้สำนักอาศัยอยู่ที่ไหนท่านรู้จักหรือไม่ อ๋องต๋งจึงบอกว่า หลวงจีนองค์นี้สำนักอยู่วัดกวนอิมยี่ ริมสะพานฮ่วนเกีย เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงกระซิบสั่งเป็นอุบายให้อ๋องต๋งกับหลีหงีไปกระทำการตามที่คิดนั้น แล้วจึงว่าถ้าได้ความจริงแล้วจะมีรางวังให้แก่อ๋องต๋ง หลีหงี    อ๋องต๋ง หลีหงี ก็คำนับลาไปกระทำตามคำเปาเล่งถูสั่งทุกประการ

ฝ่ายหลวงจีนเม่งซิวครั้นเวลาดึกประมาณ ๒ ยาม ก็ออกจากสำนักเที่ยวเดินภาวนาตีเกราะมาตามเคย ครั้นถึงสะพานฮ่วนเกีย ได้ยินเสียงหญิงร้องปลอมเป็นปีศาจของสุกเง็กอยู่ใต้สะพาน เรียกออกชื่อหลวงจีนเม่งซิวว่า ท่านหลวงจีนเอ๋ยไม่ควรเลยที่จะฆ่าเรา บัดนี้เราได้ไปฟ้องท่านต่อพระยายมราชแล้ว ท่านให้นำยมบาลมาเป็นเทวทูตเอาดวงจิตวิญญาณของท่านไปชำระยังเมืองนรก

ฝ่ายอ๋องต๋งกับหลีหงี  ซึ่งปลอมเป็นเทวทูตยืนอยู่บนสะพานจึงร้องลงไปว่า ท่านหลวงจีนนี้ไม่อยู่ในศีลในธรรม ฆ่ามนุษย์แล้วมิหนำซ้ำเอาทรัพย์ของเขาโดยไถยจิตอันเป็นใจขโมย  บัดนี้ พระยายมให้เรามาเอาวิญญาณท่านไปชำระในนรก

ฝ่ายหลวงจีนเม่งซิว ครั้นได้ยินปีศาจปลอมซึ่งอยู่ใต้สะพานบนสะพานร้องบอกดังนั้นก็ตกใจ  ทรุดนั่งลงภาวนา แล้วตอบว่าอันแก้วแหวนเงินทองสิ่งของเครื่องแต่งตัวของเจ้านั้น เราจะจำหน่ายขายเอาเงินมาทำกงเต๊กแผ่กุศลส่วนบุญให้แก่เจ้า เจ้าอย่าได้มาหลอกหลอนเราต่อไปเลย

ฝ่ายอ๋องต๋ง หลีหงี ครั้นได้ยินหลวงจีนเม่งซิวพูดดังนั้น เห็นได้ความจริงว่าหลวงจีนเม่งซิวเป็นผู้ได้ฆ่านางสุกเง็กจริงแล้ว  อ๋องต๋งกับหลีหงีก็ลงจากสะพาน ตรงเข้าจับตัวหลวงจีนเม่งซิวมัดคุมมาส่งให้เปาเล่งถู  เปาเล่งถูมีความยินดีจึงรางวัลหญิงคนชั่วซึ่งปลอมเป็นปีศาจนางสุกเง็กกับอ๋องต๋ง หลีหงีพอสมควรแก่ความชอบ  แล้วจึงซักถามหลวงจีนเม่งซิว หลวงจีนเม่งซิวก็รับเป็นสัตย์ตามที่ตนได้กระทำทุกประการ  เปาเล่งถูก็วางบทปรับโทษหลวงจีนเม่งซิวตามกฎหมาย และปล่อยตัวค้อเหียนตงออกจากที่จำ แล้วจึงพูดแก่ค้อเหียนตงว่า ตัวท่านก็เป็นผู้ได้เล่าเรียนรู้ขนบธรรมเนียมอยู่แล้ว อันนางสุกเง็กผู้ตายนี้ก็ได้ร่วมรักแก่ตัวท่าน จัดว่าเป็นภรรยาของท่านแล้ว มาถึงแก่ความตายเสียด้วยฝีมือของหลวงจีนฉะนี้ ตัวท่านต้องไว้ทุกข์นุ่งขาวห่มขาวให้แก่นางสุกเง็ก  อันนางสุกเง็กนี้ต้องนับว่าเป็นเอกภรรยาของท่าน

ค้อเหียนตงได้ฟังเปาเล่งถูกว่ากล่าวแนะนำดังนั้น ก็กระทำการไว้ทุกข์นุ่งขาวห่มขาวให้นางสุกเง็กตามธรรมเนียมจีน แล้วค้อเหียนตงจึงแจ้งความแก่เปาเล่งถูว่า เดิมข้าพเจ้าตั้งใจว่า ถ้าข้าพเจ้าสอบไล่ได้ประโยคกือหยินแล้วก็จะให้ผู้ใหญ่เป็นเฒ่าแก่มาสู่ขอนางสุกเง็กต่อบิดามารดาของนางสุกเง็ก  มาบังเอิญเป็นให้หลวงจีนคนร้ายฆ่านางสุกเง็กตายเสียดังนี้  ข้าพเจ้ามีความเสียดายนางสุกเง็กและมีความโทมนัสเป็นที่ยิ่ง ข้าพเจ้าไม่ขอมีภรรยาต่อไปแล้ว  ว่าแล้วก็อำลาเปาเล่งถูกลับไปบ้านเรือน  ครั้นอยู่มา ค้อเหียนตงไปสอบไล่หนังสือได้ประโยคชั้นกือหยิน ทำราชการได้เป็นขุนนางมียศขึ้นจึงไปคำนับเปาเล่งถู   เปาเล่งถูมีความยินดีจึงถามค้อเหียนตงว่าท่านจะมีภรรยาต่อไปหรือประการใด  ค้อเหียนตงจึงแจ้งความว่า นางสุกเง็กมีความซื่อสัตย์ต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่มีภรรยาต่อไปแล้ว   เปาเล่งถูจึงว่า อันเกิดมาเป็นชายชาติทหาร ต้องมีบุตรภรรยาจะได้ต่อเชื้อสายสืบตระกูล แม้ว่าผู้ใดไม่คิดต่อเชื้อชาติตระกูล ก็จัดว่าผู้นั้นไม่มีความกตัญญูต่อแผ่นดินและบิดามารดาของตน บัดนี้ท่านควรจะหาภรรยาแล้ว  เปาเล่งถูจึงให้เพื่อนข้าราชการรุ่นเดียวกันแก่ค้อเหียนตง เป็นเฒ่าแก่ไปขอบุตรของพวกแซ่ซุ่ยมาให้ค้อเหียนตงเป็นภรรยา ส่วนค้อเหียนตงค่าที่ขัดเปาเล่งถูมิได้จึงต้องรับปฏิบัติตาม.

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 มิถุนายน 2561 19:22:47 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 03 เมษายน 2558 12:35:03 »



     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๒

มีความว่า ที่เมืองกุ้ยจิวเวลานั้น มีชายนักเรียนคนหนึ่งชื่อเต็งยิดตง สอบไล่ได้ประโยคชั้นสิวจ๋าย  เต็งยิดตงมีภรรยาชื่อนางเต็งสี  เต็งยิดตงชอบพออัธยาศัยกันกับหลวงจีนแซ่ฮุยเจ้าวัดอันฮกยี่  เต็งยิดตงไปมาหาสู่นอนค้างอ้างแรมอยู่วัดอันฮกยี่เพื่อจะได้อ่านหนังสือเล่น  เต็งยิดตงได้บอกแก่ภรรยาไว้ว่า ออกไปค้างอยู่ที่วัดมีความเย็นใจมาก เพื่อจะได้กินยารักษาโรค และอ่านหนังสือด้วย

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งหลวงจีนแซ่ฮุยไปที่บ้านเรือนเต็งยิดตง  นางเต็งสีภรรยาเต็งยิดตงก็จัดหาอาหารเพลเลี้ยงหลวงจีนแซ่ฮุย  หลวงจีนแซ่ฮุยเมื่อได้เห็นนางเต็งสีมีลักษณะรูปจริตกิริยาสะอาดระวาดระวัย และทั้งมีมารยาทเรียบร้อยเป็นอีดีก็มีความกำหนัดนึกรัก มีจิตกระสันพันผูกพิสวาสไม่สามารถจะสำรวมจิตไว้ได้ ครั้นกินอาหารเสร็จแล้วก็ลาเต็งยิดตงกับนางเต็งสีกลับมายังสำนักแห่งตน แต่ดวงจิตนั้นมีความกำหนัดนึกมุ่งจะหาโอกาสให้สำเร็จความประสงค์จงได้

ครั้นอยู่มาเต็งยิดตงออกไปอยู่ที่วัดกับหลวงจีนแซ่ฮุย อ่านหนังสืออยู่ประมาณเดือนเศษ หลวงจีนแซ่ฮุยจึงคิดอุบายลวงนางเต็งสีภรรยาของเต็งยิดตงว่า เต็งยิดตงป่วยเป็นลมอยู่ที่วัด มีอาการหนักจะเป็นตายเท่ากัน สั่งมาให้บอกนางเต็งสีออกไปปฏิบัติสามีอยู่ที่วัด

ฝ่ายนางเต็งสีเมื่อได้ฟังดังนั้น สำคัญว่าเป็นความจริงก็ตกใจจึงรีบขึ้นนั่งเกี้ยวให้คนหาม หามไปยังวัดอันฮกยี่ ด้วยระยะทางตั้งแต่บ้านเต็งยิดตงไปถึงวัดอันฮกยี่ทางถึง ๑๐ ลี้ เดินด้วยเท้า ๖ ชั่วโมงจึงจะถึงวัด พวกหามเกี้ยวก็หามนางเต็งสีเข้าไปในกุฎีที่อยู่ของหลวงจีน  นางเต็งสีแลเห็นเครื่องโต๊ะและสุราของหลวงจีนแซ่ฮุย จัดไว้คอยท่าเลี้ยงนางเต็งสี  นางเต็งสีจึงถามหลวงจีนแซ่ฮุยว่าสามีของข้าพเจ้าป่วยอยู่ที่ไหน

หลวงจีนแซ่ฮุยบอกว่า สามีของท่านหมอเขาช่วยรักษาพยาบาลแก้ไขหายเป็นปกติแล้ว พวกเพื่อนเขาชวนให้ไปเที่ยวดูวัดสร้างใหม่ ท่านก็ได้มาถึงที่วัดของข้าพเจ้าแล้ว เชิญนั่งโต๊ะรับประทานสุราด้วยกันก่อนให้เป็นที่สบายใจ ค้างอยู่กุฎีข้าพเจ้าสักคืนหนึ่งจะได้สนทนากันเล่นให้เป็นที่ผาสุกใจ รุ่งเช้าจึงค่อยกลับไปบ้าน

ฝ่ายนางเต็งสีเมื่อได้ฟังหลวงจีนพูดจาดังนั้น ก็เข้าใจแน่ว่าตัวเสียกลอุบายของหลวงจีนเสียแล้ว ไม่รู้ที่จะแก้ไขประการใด ขัดไม่ได้ก็เสพสุราด้วยประมาณสักสองถ้วย แล้วนางเต็งสีจะลุกออกไปเรียกคนหามเกี้ยวให้หามไปส่งบ้าน  หลวงจีนแซ่ฮุยจึงห้ามว่าป่านฉะนี้ก็เป็นเวลามืดอยู่แล้ว พวกรับจ้างหามเกี้ยวเขาก็กลับไปบ้านเขาเสียหมดแล้ว ท่านจะกลับไปก็เป็นการยากลำบาก ด้วยเป็นเวลากลางคืนนอนค้างอยู่เสียที่นี่เถิด นางเต็งสีก็เป็นที่จนใจ หลวงจีนแซ่ฮุยก็จัดห้องให้นางเต็งสีหลับนอน นางเต็งสีก็เข้าไปในห้องปิดประตูลั่นดาน  นางเต็งสีนอนไม่ใคร่จะหลับ เพราะกลัวหลวงจีนจะเข้ามาหาทำการหยาบช้า  ครั้นเวลาดึกประมาณสองยามหลวงจีนแซ่ฮุยก็งัดดานเข้าไปหานางเต็งสี นางเต็งสีก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง  หลวงจีนแซ่ฮุยจึงว่า แม้ว่าเจ้าจะร้องจนคอแตกก็จะไม่มีผู้ใดรู้เห็นหรือช่วยเจ้าได้ แม้เจ้าไม่ยอมเป็นภรรยาเราโดยดี เราก็จะฆ่าเจ้าเสียในทันใดนี้ ด้วยเราตั้งใจมุ่งหมายนึกรักเจ้ามาช้านานแล้ว พึ่งจะสมความปรารถนาในครั้งนี้ เจ้าอย่าดิ้นรนเดือดร้อนไปเลย จงประนีประนอมยอมเสียโดยดีเถิด ส่วนนางเต็งสีตกอยู่ในอำนาจของหลวงจีนสุดที่จะคิดแก้ไข ก็จำใจจำเป็นต้องยอมเสียตัวแก่หลวงจีนแซ่ฮุย แล้วหลวงจีนจึงโกนผมนางเต็งสีเสียให้นุ่งห่มแปลงเพศเป็นสามเณร แล้วขังไว้ให้อยู่แต่ในห้องชั้นในมิให้ผู้ใดรู้เห็นเป็นอันขาด

ฝ่ายบิดามารดาของนางเต็งสีกับหลานสาวอยู่บ้าน เห็นนางเต็งสีหายไปหลายวัน จึงพากันไปยังวัดอันฮกยี่ ถามหลวงจีนแซ่ฮุย  หลวงจีนแซ่ฮุยก็พูดปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น ก็เป็นที่จนใจอยู่ด้วยกัน จึงไปหาซินแสหมอดูทำนายก็ไม่ถูกต้อง

ฝ่ายเต็งยิดตงไปอยู่ในวัดนั้นได้ประมาณเดือนเศษแล้ว หาได้รู้ว่าภรรยาเสียกลหลวงจีนไม่ ได้ข่าวพวกบ้านมาบอกว่านางเต็งสีนั้นหายไป  เต็งยิดตงตกใจมีความวิตกถึงภรรยายิ่งนัก จึงเข้าไปยังสำนักของหลวงจีนแซ่ฮุยเพื่อจะลากลับไปบ้าน

ขณะนั้นนางเต็งสีได้ยินเสียงเต็งยิดตงสามีจำได้ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงวิ่งออกมาร้องไห้รำพันบอกว่า ท่านจำข้าพเจ้าไม่ได้หรือ หลวงจีนแซ่ฮุยลวงข้าพเจ้าว่าท่านป่วย ข้าพเจ้าสำคัญว่าจริงจึงได้มา หลวงจีนแซ่ฮุยกระทำการหยาบช้าข่มขืนข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจะเล็ดบอดหลีกหนีไปทางใดก็ไม่พ้น จึงจำใจตำอยู่ในอำนาจหลวงจีนฉะนี้

เมื่อเต็งยิดตงได้เห็นและได้ฟังภรรยาบอกเล่าฉะนั้น ก็บันดาลโทโสตรงเข้าชกต่อยเอาหลวงจีนแซ่ฮุย  หลวงจีนแซ่ฮุยก็ร้องเรียกบรรดาศิษย์มาเข้ากลุ้มรุมจับตัวเต็งยิดตงได้แล้วเอาโซ่ล่ามไว้  แล้วหลวงจีนแซ่ฮุยหยิบอาวุธมาจะฆ่าเต็งยิดตงเสีย  ขณะนั้นนางเต็งสีก็ตรงเข้าแย่งชิงเอาอาวุธจากมือหลวงจีนแซ่ฮุยไปได้

ฝ่ายเต็งยิดตงจึงพูดแก่หลวงจีนว่า ท่านจะฆ่าเราแล้วจงฆ่าภรรยาเราเสียด้วย เราผัวเมียจะได้ไปพร้อมกันที่เมืองผีทั้งผัวเมีย  หลวงจีนแซ่ฮุยจึงตอบว่าเจ้าตายแล้วภรรยาของเจ้าก็ต้องเป็นภรรยาของเรา ว่าดังนั้นแล้วหลวงจีนเจ้าวัดกับพวกศิษย์ก็คุมตัวเต็งยิดตงออกไปข้างหลังวัด ในที่นั้นมีระฆังใหญ่อยู่หนึ่งระฆัง  จึงเอาระฆังนั้นครอบตัวเต็งยิดตงไว้ หวังจะให้ถึงความตายอยู่ในระฆังนั้น

ฝ่ายท่านเปาเล่งถูเป็นตำแหน่งที่เอ๋ซุนอ้าน ถือรับสั่งพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ เป็นข้าหลวงใหญ่ไปเที่ยวตรวจตามบรรดาหัวเมืองใหญ่น้อยในพระราชอาณาเขต  ครั้นไปถึงเมืองกุ้ยจิวเข้าแล้ว ผู้รักษาเมืองกับกรมการก็ต้อนรับเปาเล่งถูตามธรรมเนียมข้าหลวงใหญ่  เปาเล่งถูก็เข้าพักอยู่ยังตึกก๋งก๊วน   ในราตรีนั้นเปาเล่งถูหลับสนิท เทพเจ้าเข้าสังหรณ์บังเอิญให้นิมิตฝัน เพราะเปาเล่งถูเป็นตาของโลกในเวลานั้น เทพเจ้าคอยติดตามพิทักษ์รักษาทุกทิวาราตรีกาล  เปาเล่งถูฝันเห็นว่าพระกวนอิมมาพาเปาเล่งถูไปเที่ยวยังวัดอันฮกยี่ เห็นมังกรดำตัวหนึ่งจมดินอยู่  เปาเล่งถูได้นิมิตฝันเห็นเช่นนี้มาถึงสามคืนติดๆ กันแล้ว จึงตริตรองเห็นว่าเป็นการประหลาดอัศจรรย์อยู่  ชะรอยที่วัดอันฮกยี่จะมีเหตุสิ่งใดอยู่สักอย่างหนึ่งเป็นมั่นคง จึงให้เรานิมิตฝันเห็นไปเช่นนี้  ครั้นตริตรองเห็นความดังนั้นแล้ว เปาเล่งถูก็ขึ้นนั่งเกี้ยวหามมีบ่าวไพร่ติดตามไปด้วยหลายคน ครั้นถึงวัดอันฮกยี่เปาเล่งถูก็ลงจากเกี้ยวเข้าไปในสำนักของหลวงจีนแซ่ฮุยเจ้าวัด  หลวงจีนเจ้าวัดก็ต้อนรับเปาเล่งถูตามธรรมเนียม ยกน้ำชามาเลี้ยงเปาเล่งถู เปาเล่งถูเห็นระฆังใหญ่หนึ่งระฆังตั้งคว่ำอยู่ที่ดิน มีความสงสัยจึงให้บ่าวไพร่ที่ตามมาด้วยนั้น หงายระฆังขึ้นดู เห็นเต็งยิดตงนอนหายใจรวยๆ อยู่  จวนจะสิ้นใจอยู่แล้ว เปาเล่งถูจึงให้คนไปตามซินแสหมอยามาแก้ไขรักษาพยาบาลจนเต็งยิดตงค่อยฟื้นได้สติมีแรงขึ้น จึงหยอดน้ำหยอดข้าวจนมีกำลังเป็นปกติ  เต็งยิดตงจึงคำนับเปาเล่งถูแจ้งความตามที่หลวงจีนแซ่ฮุยเจ้าวัดได้คิดอุบายหลอกลวงภรรยาของเต็งยิดตงให้เปาเล่งถูฟังตั้งแต่ต้นจนปลาย

เปาเล่งถูจึงให้ทหารกับนักการไปจับตัวหลวงจีนแซ่ฮุยมาแล้วให้หลวงจีนนำนักการกับทหารไปเอาตัวนางเต็งสีมาสอบถาม  หลวงจีนแซ่ฮุยก็นำทหารไปถึงที่แห่งหนึ่งเป็นอุโมงค์ มีบันไดลงไปในอุโมงค์นั้นมีโคมจุดส่องแสงสว่าง ทหารจึงพานางที่หลวงจีนโกนผมแปลงเพศเป็นสามเณรนั้น ขึ้นมาพบกันแก่เต็งยิดตงสามี

เปาเล่งถูเห็นดังนั้น จึงสอบถามนางเต็งสี นางเต็งสีก็ร้องไห้เล่าความตั้งแต่หลวงจีนแซ่ฮุยหลอกลวงมาทำการข่มขืน และแปลงเพศให้เป็นสามเณร ให้เปาเล่งถูฟังถี่ถ้วนทุกประการ เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นจึงปรึกษาโทษหลวงจีนแซ่ฮุยเจ้าวัด ให้ทหารเอาตัวไปฆ่าเสียแต่บรรดาหลวงจีนลูกวัดที่รู้เห็นเป็นใจด้วยหลวงจีนเจ้าวัดนั้นให้สึกออกจากเพศหลวงจีนจ่ายไปเป็นพลทหาร แล้วเปาเล่งถูจึงพูดแก่นางเต็งสีว่า เมื่อหลวงจีนแซ่ฮุยหลอกลวงเจ้ามาข่มขืนนั้นถ้าเจ้าไม่ยินยอมหลวงจีนคงจะฆ่าเจ้าเสียแต่ในเวลานั้นเป็นแน่ ชื่อเสียงของเจ้าย่อมปรากฏว่า เป็นหญิงซื่อสัตย์ต่อสามี เมื่อหลวงจีนขังผัวเจ้าไว้ในระฆังนั้น หากเทพเจ้าบันดาลให้เราฝันเห็นเราจึงมาช่วยชีวิตไว้ได้หาไม่ก็คงจะถึงแก่ความตายอยู่ในระฆังเป็นแน่

เมื่อนางเต็งสีได้ฟังเปาเล่งถูว่าดังนั้น ให้นึกอัปยศอดสู จึงพูดว่าข้อที่ข้าพเจ้าได้เสียตัวแก่หลวงจีนนั้น เพราะข้าพเจ้ายังมิได้แก้แค้นหลวงจีน ก็บัดนี้ท่านมาช่วยชีวิตสามีของข้าพเจ้าพ้นจากความตายแล้ว พระเดชพระคุณของท่านมีแก่ข้าพเจ้าและสามีของข้าพเจ้าเป็นที่ยิ่ง โทษของหลวงจีนแซ่ฮุยถึงประหารชีวิต หลวงจีนก็ตายไปตามโทษของหลวงจีนแล้ว ข้าพเจ้าก็หายแค้นสมความประสงค์แล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าจะขอลาตายต่อหน้าท่านและสามีของข้าพเจ้า เพื่อให้เห็นความสัตย์สุจริตของข้าพเจ้า ว่าแล้วนางเต็งสีก็เอาศีรษะฟัดเข้ากับเสาวัดจนศีรษะแตกโลหิตไหล เปาเล่งถูจึงเข้าไปห้ามไว้มิให้ทำต่อไป แล้วให้ซินแสหมอบาดแผลประกอบยารักษานางเต็งสี  เปาเล่งถูจึงบอกแก่เต็งยิดตงว่าภรรยาของท่านก็นับว่าเป็นหญิงสุจริตซื่อตรงต่อสามีได้ผู้หนึ่ง ท่านต้องรับเอาไปเลี้ยงเป็นภรรยาตามเดิมเถิด

เต็งยิดตงกับเต็งสีได้ฟังเปาเล่งถูว่าดังนั้น ก็คำนับลาเปาเล่งถูกลับมาบ้านเรือน  จึงจ้างช่างแกะมาแกะรูปเปาเล่งถูขึ้นไว้บูชากราบไหว้ขอบคุณทุกค่ำเช้า

ครั้นอยู่มาภายหลังเต็งยิดตง ไปสอบไล่หนังสือได้ประโยคมากทำราชการมีชื่อเสียงปรากฏในแผ่นดิน เป็นที่สรรเสริญของมหาชนในประเทศนั้น.




เปาเล่งถูม่อยหลับไปบนเก้าอี้อิง
ฝันเห็นว่าเค็กตงผู้ตายมายืนคำนับอยู่ตรงหน้า

     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๓

มีความว่า ที่ตำบลแขวงเมืองไซอันหู มีเศรษฐีผู้หนึ่ง ชื่อช่องกุ้ยมีภรรยาชื่อนางถังสี มีบุตรด้วยกัน ๔ คน คนที่ ๑ ชื่อเค็กเฮา  คนที่ ๒ ชื่อเค็กตี๋  คนที่ ๓ ชื่อเค็กตง  คนที่ ๔ ชื่อเค็กสิน   เค็กเฮากับเค็กสินนั้นเป็นผู้ดูแลว่ากล่าวในการบ้านเรือน เค็กตี๋นั้นเป็นผู้ไปเที่ยวค้าขายทางไกล เค็กตงนั้นเป็นนักเรียน เรียนหนังสือรู้มากสอบไล่ได้ประโยคชั้นสิวจ๋าย  เค็กสินซึ่งเป็นน้องสุดท้องนั้น มีความรักใคร่กลัวเกรงพี่ชายทั้งสามคนเป็นอันมาก

ครั้นอยู่มาเค็กตงป่วยด้วยโรคไข้พิษ เค็กสินผู้น้องก็เอาใจใส่ดูแลปฏิบัติเค็กตงผู้พี่มิได้ขาด เค็กสินเห็นว่า นางสุกเจงผู้พี่สะใภ้มีลักษณะรูปกิริยางาม เฝ้าปฏิบัติเค็กตงผู้พี่อยู่ฉะนั้น ย่อมเป็นการปฏิพัทธ์ยั่วยวนในการโลกิยจิตอาจจะให้กำเริบโรคขึ้นได้ อาการของเค็กตงก็จะหนักลงทุกที  อาจจะกระทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เค็กสินคิดจะย้ายเค็กตงผู้พี่ให้ไปอยู่เสียในห้องหนังสือ เพื่อจะให้ห่างแก่นางสุกเจง แต่ฝ่ายนางสุกเจงหายอมไม่ จึงนางสุกเจงได้เชิญซินแสหมอยามารักษาเค็กตงสามีโดยความสุจริต มิได้คิดที่จะยั่วยวนให้เค็กตงผู้สามี มีความประหวัดกำหนัดรักใคร่ในการโลกีย์เลย

แต่บรรดาพวกเพื่อนักเรียนทั้งหลายของเค็กตง ครั้งแจ้งว่าเค็กตงป่วย ก็ชวนกันมาเยือนเค็กตง บรรดาพวกเพื่อนของเค็กตงพากันพูดว่าอันเป็นนักเรียนนี้ ถ้ามีความเพียรเล่าเรียนมาก โรคกระสายมักจะเกิดสำหรับตัวแทบทุกคน ถ้าผู้ใดลุ่มหลงมัวเมาไปด้วยความกำหนัดในสตรีแล้ว โรคนั้นก็จะกำเริบมากขึ้นโดยเร็ว มักจะเป็นอันตรายตายเสียด้วยเหตุนี้โดยมาก บรรดาพวกเพื่อนนักเรียนที่มาเยือน ต่างคนต่างปรับทุกข์ด้วยกันดังนั้นแล้ว ก็ลาเค็กตงกลับไปบ้าน  

ฝ่ายเค็กตงป่วยอาการหนักลงทุกวัน นางสุกเจงมีความตกใจจึงไปแจ้งความแก่เค็กสินผู้น้องผัว เค็กสินมีความโกรธนางสุกเจงผู้พี่สะใภ้เป็นอันมาก จึงว่าเดิมข้าพเจ้าจะขอย้ายให้พี่ข้าพเจ้าไปอยู่ในห้องหนังสือ ท่านก็หายอมให้ข้าพเจ้าย้ายไปไม่ จนพี่ข้าพเจ้ามีอาการทรุดหนักลงถึงเพียงนี้ เค็กสินว่าดังนั้นแล้ว ก็เข้าไปเยือนเค็กตงในห้องถามถึงอาการไข้

เค็กตงเห็นเค็กสินผู้น้องเข้ามาก็ร้องไห้ แล้วจึงสั่งว่าพี่ตายแล้ว น้องอยู่ภายหลังจงอุตส่าห์เล่าเรียนหนังสือให้สอบไล่เอาประโยคแก่เขาบ้าง เพื่อจะได้ทำราชการมีชื่อเสียงปรากฏเทียมหน้าเพื่อนมนุษย์ นางสุกเจงซึ่งเป็นพี่สะใภ้ของเจ้า เจ้าจงช่วยบำรุงรักษาไว้ด้วย อย่าให้ได้ความลำบากเลย ครั้นสั่งเสียน้องชายดังนั้นแล้ว พอลมกำเริบขึ้นมาเค็กตงก็ถึงแก่ความตาย แต่บรรดาพวกพ้องและวงศ์ญาติ ก็ร้องไห้รักเค็กตงเป็นอันมาก ครั้นค่อยสร่างความโศกแล้ว ก็จัดหีบใส่ศพเค้กตงไปฝังไว้ตามธรรมเนียม

ฝ่ายนางสุกเจง ตั้งแต่เค็กตงสามีถึงแก่กรรมล่วงไปแล้ว นางสุกเจงร้องไห้เศร้าโศกถึงสามีทุกวันมิได้ขาด นางนุ่งขาวห่มขาวไว้ทุกข์ ครั้นถึงเจ็ดวันก็ทำกงเต็กครั้งหนึ่ง แผ่นส่วนบุญไปให้สามีถึงเจ็ดครั้งแล้ว

ฝ่ายบิดามารดาของสามี เห็นนางสุกเจงบุตรสะใภ้มีความกตัญญูต่อสามีดังนั้น ก็มีความยินดีและเมตตานางสุกเจงเป็นอันมากต่างคนต่างสรรเสริญนางสุกเจง

ครั้นอยู่มาถึงกำหนดจะทำกงเต๊กร้อยวัน กวงก๊กอั๋นซึ่งเป็นบิดาของนางสุกเจง นำเครื่องเซ่นมาเพื่อจะเซ่นศพเค็กตงผู้บุตรเขย จึงบอกแต่ตามบรรดาพวกพ้องของเค็กสินว่า บัดนี้ถึงกำหนดร้อยวันซึ่งจะได้ทำกงเต๊กแผ่นส่วนบุญไปให้แก่เค็กตงบุตรเขยข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ตามบรรดาพวกพ้องของข้าพเจ้า ที่บวชอยู่วัดฮุนกวนยี่ก็หลายคน ควรจะนิมนต์ท่านหลวงจีนเหล่านี้มาช่วยทำกงเต๊กจึงจะควร

ส่วนเค็กสินเมื่อได้ฟังกวงก๊กอั๋นพูดจาชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่า ซึ่งท่านมีแก่ใจจะช่วยเป็นธุระในการกงเต็กนั้น พระเดชพระคุณของท่านเป็นที่ยิ่งแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่พอใจ เห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดเลย

กวงก๊กอั๋นได้ฟังเค็กสินพูดจาไม่ยินดีด้วยก็มีความเสียใจ จึงไปพูดจาปรึกษาให้นางสุกเจงผู้บุตรฟังทุกประการ

นางสุกเจงได้ฟังบิดาบอกเล่าดังนั้น จึงเล่าความซึ่งเค็กสินมีความโกรธ ด้วยเรื่องจะขอย้ายเค็กตงไปไว้ในห้องหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ย้ายไปจนถึงแก่ความตายนั้น ให้บิดาฟังทุกประการ แล้วนางสุกเจงจึงนิมนต์หลวงจีนซึ่งเป็นญาติของกวงก๊กอั๋นผู้บิดาแนะนำนั้นมาทำพิธีกงเต๊ก  กวงก๊กอั๋นจึงบอกแก่นางสุกแจงและวงศ์ญาติของเค็กตงผู้ตายให้มาประชุมจุดธูปเทียนบูชาพระ ฟังหลวงจีนสวดแผ่กุศลส่วนบุญไปให้เค็กตงผู้ตาย ครั้นเวลารุ่งขึ้นราตรีหนึ่ง เลิกการกงเต๊กแล้วกวงก๊กอั๋นจึงบอกแก่นางสุกเจงว่า เงินทองซึ่งจะทำบุญให้แก่หลวงจีนเจ้าวัดและลูกวัดนั้น แต่ล้วนเป็นพวกพ้องของเราทั้งสิ้นมากน้อยไม่สู้กระไรนัก แต่หลวงจีนฮวยหงวนนั้นเป็นแซ่อื่นหาใช่ญาติของเราไม่ ต้องถวายปัจจัยให้แก่ท่านตามธรรมเนียม อย่าให้ท่านติฉินนินทาเราต่อภายหลังได้ นางสุกเจงได้ฟังบิดาบอกดังนั้นจึงเอาเงินมาอีกลิ่มหนึ่งถวายให้แก่หลวงจีนฮวยหงวน แต่บรรดาหลวงจีนนอกนั้นก็ลากลับไปวัด

ฝ่ายหลวงจีนฮวยหงวนเมื่อมาสวดกงเต็กนั้นพิจารณาดูรูปร่างนางสุกเจง เห็นมีลักษณะรูปหมดจดงดงามก็ให้เกิดความปฏิพัทธ์รักใคร่ใจกระสัน เมื่อหลวงจีนทั้งหลายกลับไปแล้ว หลวงจีนฮวยหงวนยังหากลับไม่ จึงซ่อนตัวอยู่บนขื่อกระทำอุบายคล้ายหนูร้อง นางสุกเจงได้ยินสำคัญว่าหนู จึงจุดเทียนเที่ยวส่องดูในห้องเรือน

ฝ่ายหลวงจีนฮวยหงวนเห็นนางสุกเจงเดินเข้ามาใกล้ จึงหยิบยาวิเศษซึ่งเสกด้วยเวทมนต์โรยลงมาถูกตัวนางสุกเจง โดยอำนาจอิทธิเวทมนตรายาวิเศษนั้น บันดาลให้นางสุกเจงงวยงงหลงลืมสติ เกิดความดำกฤษณากำเริบ ร้อนด้วยกามราคะมีความกำหนัดในการสังวาส

ฝ่ายหลวงจีนฮวยหงวน เห็นฤทธิ์ยาปรากฏได้ทีแล้วก็ลงมาจากขื่อเล้าโลมปฏิพัทธ์กระทำการสังวาสร่วมรสประเวณี ด้วยนางสุกเจงสมประสงค์  ครั้นเวลาใกล้รุ่งหลวงจีนฮวยหงวนก็คืนเงินลิ่มนั้นให้แก่นางสุกเจง แล้วหลวงจีนก็กลับไปวัด

ฝ่ายนางสุกเจง ครั้นสิ้นฤทธิ์ยากลับได้สติรู้สึกตัวว่าเสียสัตย์เสียความกตัญญู ซึ่งตนไว้ทุกข์ให้แก่สามี เพราะมาถูกเล่ห์กลของหลวงจีน มีความอายแก่ผีสางเทวดายิ่งนัก เห็นว่าตายเสียดีกว่าที่จะอยู่เป็นคนต่อไป คิดดังนั้นแล้ว นางสุกเจงก็กัดลิ้นของตัวจนขาดมีโลหิตไหลออกมาทางปากทางจมูกแล้วสิ้นใจตาย

ครั้นเวลารุ่งเช้านางเก๊กเฮียงซึ่งเป็นสาวใช้ จึงตักน้ำเข้าไปให้นางสุกเจงล้างหน้า ครั้นเข้าไปในห้องเห็นศพนางสุกเจงนอนตายมีโลหิตไหลออกจากจมูกและปากดังนั้น ก็มีความตกใจแล้วและเห็นเงินลิ่มหนึ่งอยู่ในพกนางสุกเจง นางเก๊กเฮียงก็เก็บเอาเงินนั้นไว้แล้วร้องไห้วิ่งไปบอกแก่เค็กสิน

ขณะนั้น เค็กสินกับบรรดาพวกพ้องบิดามารดาของนางสุกเจงแจ้งความดังนั้นก็พากันตระหนกตกใจ ชวนกันเข้าไปดูศพนางสุกเจง ครั้นเห็นดังนั้น กวงก๊กอั๋นก็ร้องไห้เศร้าโศกถึงนางสุกเจงผู้บุตรเป็นอันมากแล้วเชิญอำเภอมาชันสูตรบาดแผลพลิกศพนางสุกเจง  กวงก๊กอั๋นจึงว่าบุตรข้าพเจ้าเป็นผู้สุจริตกตัญญูต่อบิดามารดาและสามี จะได้กระทำให้ท่านผู้ใดได้ความเดือดร้อนนั้นก็หามิได้ แต่มีข้อสาเหตุอยู่แก่เค็กสิน เมื่อเค็กตงบุตรเขยของข้าพเจ้าป่วยอยู่นั้น เค็กสินจะขอย้ายเค็กตงไปปฏิบัติเสียเอง นางสุกเจงบุตรข้าพเจ้าไม่ยอมให้ย้ายไป จนถึงเวลาที่เค็กตงตายไปแล้ว ข้าพเจ้าได้นิมนต์หลวงจีนวงศ์ญาติของข้าพเจ้ามาสวดกงเต๊ก เค็กสินก็ไม่เต็มใจและไม่ยินดีด้วย เค็กสินมีความโกรธอาฆาตนางสุกเจงกับข้าพเจ้าอยู่ ความสองข้อนี้เป็นสาเหตุมาแต่เดิม เค็กสินคงจะข่มขืนนางสุกเจง นางสุกเจงจะไม่ยอมจึงได้กัดลิ้นฆ่าตนตายเสียเอง ดังนี้เป็นแน่  จำจะฟ้องร้องขึ้นให้ศาลพิจารณาเอาความจริง กวงก๊กอั๋นจึงทำฟ้องไปยื่นต่อเปาเล่งถู

ฝ่ายเค็กสินครั้นแจ้งว่ากวงก๊กอั๋นไปฟ้องแล้วดังนั้นก็ตกใจ เค็กสินจึงกอดป้ายยี่ห้อเค็กตงผู้พี่ซึ่งบูชาไว้นั้น และร้องไห้รำพันไปว่า ท่านผู้พี่ซึ่งตายไปแล้ว จงสอดส่องเห็นความซื่อสัตย์กตัญญูของข้าพเจ้าผู้เป็นน้องเถิด  บัดนี้กวงก๊กอั๋นฟ้องหากล่าวโทษข้าพเจ้าด้วยสาเหตุเมื่อครั้งพี่ยังป่วยอยู่นั้น แม้ว่าผีสางของพี่ศักดิ์สิทธิ์จริงแล้วจงบันดาลให้ได้ตัวผู้ร้าย ซึ่งกระทำแก่พี่สะใภ้ให้ปรากฏแก่ตาด้วยเถิด   เค็กสินร้องไห้รำพันเศร้าโศกดังนั้น จนสลบลมจับนิ่งอยู่กับที่ ครั้นเวลาดึกประมาณสามยามเค็กสินเคลิ้มเห็นเป็นเค็กตงผู้พี่มาบอกความว่า น้องเราอย่ามีความวิตกเลย ผู้ซึ่งกระทำร้ายพี่สะใภ้ของน้องนั้นเป็นเหตุที่หลวงจีนโปรยยา พี่สะใภ้ของเจ้าจึงได้ตาย กับเงินลิ่มหนึ่ง ซึ่งพี่สะใภ้ได้ทำบุญให้ค่าสวดกงเต๊กไปแก่หลวงจีนฮวยหงวน หลวงจีนฮวยหงวนคืนมาให้แก่พี่สะใภ้ของน้อง บัดนี้ตกอยู่ที่นางเก๊กเฮียงพี่จะช่วยน้องในความเรื่องนี้ มิให้แพ้แก่เขา ปีศาจเค็กตงก็อันตรธานสูญหายไป ฝ่ายเค็กสินก็ตกใจฟื้นขึ้นทันทียังไม่สิ้นความวิตก

ครั้นรุ่งขึ้นนักการก็นำหมายไปเอาตัวเค็กสินมายังศาลวินิจฉัย เปาเล่งถูจึงอ่านฟ้องที่กวนก๊กอั๋นกล่าวหาให้เค็กสินฟัง แล้วขู่ถามเค็กสินว่า ถ้าเจ้าได้ทำร้ายแก่นางสุกเจงผู้พี่สะใภ้จริงแล้ว จงรับเสียโดยดีเถิด

เค็กสินได้ฟังเปาเล่งถูขู่ถามดังนั้น จึงให้การตามจริงปฏิเสธไม่รับ แล้วก็อ้างไปถึงความนิมิตฝันนั้นเปาเล่งถูฟัง  เปาเล่งถูมีความโกรธจึงว่า ซึ่งเจ้าให้การซัดทอดไปถึงหลวงจีนอันเป็นผู้มีศีลมีสัตย์เป็นสมณะ และอ้างเอาผีสางในความฝันมาเป็นสักขีพยานนั้นฟังหาได้ไม่ เปาเล่งถูจึงให้นักการตีเค็กสิน ๓๐ ที แล้วถามต่อไปอีก

เค็กสินร้องไห้รำพันถึงเค็กตงผู้พี่ที่ตายไปแล้วนั้นว่า ครั้งนี้กวงก๊กอั๋นเอาความเท็จมาฟ้องหากล่าวโทษข้าพเจ้าๆ ต้องรับอาญาตุลาการทนทุกข์เวทนาในอันใช่ที่ เห็นตัวข้าพเจ้าจะตายไปเพราะความเท็จเป็นเที่ยงแท้แล้ว

ฝ่ายเปาเล่งถูเมื่อได้ฟังเค็กสินรำพันถึงเค็กตงผู้ตายดังนั้น เปาเล่งถูนึกคะเนเห็นว่าเกือบจะเป็นความจริงของเค็กสิน แต่ยังไม่แลเห็นกระแสความที่จะพึงพิจารณาไต่สวนไปถึงหลวงจีนฮวยหงวนได้ ในขณะเมื่อนิ่งนึกตรึกตรองแส่หาทางพิจารณาอยู่นั้น บังเอิญให้ง่วงเหงาหาวนอน ก็ม่อยหลับไปบนเก้าอี้อิง ฝันเห็นว่าเค็กตงผู้ตายมายืนคำนับอยู่ตรงหน้า แล้วพูดว่ากิตติศัพท์ระบือลือชา ชมกันทั้งแผ่นดินว่าท่านเป็นผู้ตั้งอยู่ในยุติธรรม ชำระถ้อยความเล็ดลอดสอดส่องล่วงรู้ตลอดถึงความเท็จและความจริง คนดีและคนร้าย  เหตุใดครั้งนี้ความเรื่องนี้ ท่านจึงเคลิบเคลิ้มไปฉะนี้เล่า ผู้ซึ่งกระทำแก่นางสุกเจงนั้นคือหลวงจีนฮวยหงวน เงินลิ่มหนึ่งที่นางสุกเจงทำบุญให้แก่หลวงจีนฮวยหงวนไป หลวงจีนฮวยหงวนกลับคืนให้นางสุกเจงผู้ตาย เงินลิ่มนั้นตกอยู่ที่นางเก๊กเฮียง เป็นหลักฐานที่อ้างทางพิจารณา แล้วปีศาลเค็กตงก็อันตรธานสูญหายไป  เปาเล่งถูก็ได้สติฟื้นขึ้นทันที จึงดำริว่าเทพยดาเจ้าไม่เข้าด้วยคนร้าย จึงบันดาลให้เราฝันเห็นไปเช่นนี้ สมแก่คำของเค็กสินที่กล่าวอ้าง แต่คำให้การของเค็กสินยังบกพร่องอยู่หาละเอียดไม่ คิดดังนั้นแล้วจึงสั่งให้นักการไปตามตัวนางเก๊กเฮียงมาซักถามว่า เงินลิ่มหนึ่งที่เจ้าได้ไว้นั้น เจ้าได้มาแต่ไหน จงให้การไปตามความสัตย์ความจริง ถ้าอำพรางไว้เราจะทำโทษให้ถึงสาหัส

ส่วนนางเก๊กเฮียงได้ฟังเปาเล่งถูขู่ถามดังนั้นก็ตกใจ จึงให้การไปตามจริงว่า เดิมเมื่อนางสุกเจงนายของข้าพเจ้าตายนั้น เขาหามศพลงใส่หีบ เงินลิ่มนี้จึงได้ตกลงมาจากตัวนางสุกเจงผู้ตาย ข้าพเจ้าจึงเก็บไว้ เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นจึงบังคับให้นางเก๊กเฮียงส่งเงินลิ่มนั้นมาพิจารณา แล้วสืบถามพวกพ้องของนางสุกเจง ได้ความว่า เงินลิ่มนี้จำได้เป็นแม่นมั่นว่านางสุกเจงให้แก่หลวงจีนฮวยหงวนไปเป็นค่าสวดกงเต๊ก

เปาเล่งถูสืบได้ความดังนั้นแล้ว จึงให้นักการไปเอาตัวหลวงจีนฮวยหงวนมาขู่ถาม หลวงจีนฮวยหงวนมีความตกใจกลัวตัวสั่นด้วยเป็นความจริงใจทั้งสิ้น ก็ให้การรับเป็นสัตย์สมด้วยเหตุการณ์  เปาเล่งถูจึงให้ปล่อยตัวเค็กสินกลับไปบ้านเรือน จึงปรับโทษหลวงจีนฮวยหงวนให้ประหารชีวิตตายตกไปตามกันโดยกฎหมายบ้านเมือง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 ธันวาคม 2558 16:13:53 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2558 15:52:29 »

.

     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๔
มีความว่าที่ตำบลแขวงเมืองเตี้ยจิวหู  มีชายนักเรียนอยู่สามคน คนหนึ่งชื่อติวสือเหลง คนหนึ่งชื่อเล่าเป๊กเหลียม คนหนึ่งชื่ออ๋องจือฉิน  ทั้ง ๓ คนนี้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตตั้งอยู่ในยุติธรรม ครั้นอยู่มาในเมืองหลวงถึงคราวสอบไล่หนังสือ ติวสือเหลงกับอ๋องจือฉินทั้งสองคนพากันลงเรือจ้าง จะเข้าไปสอบไล่หนังสือ ณ เมืองหลวง ครั้นลงมาในเรือจ้างแล้ว ติวสือเหลงทำกิริยาถอนใจใหญ่  อ๋องจือฉินเห็นติวสือเหลงถอนใจใหญ่ดังนั้น อ๋องจือฉินจึงว่า เรากับท่านเข้าไปยังเมืองหลวงครั้งนี้จะสอบไล่หนังสือก็เพื่อความปรารถนาจะทำราชการให้มีชื่อเสียงปรากฏไว้ในแผ่นดิน ท่านมามีความเศร้าโศกทุกข์ร้อนถอนใจใหญ่ด้วยธุระกังวลสิ่งใดเล่า

ติวสือเหลงได้ฟังอ๋องจือฉินถามดังนั้น จึงตอบว่า ซึ่งข้าพเจ้าจะไปสอบไล่หนังสือครั้งนี้ เพราะเป็นการถึงกำหนด ก็ต้องจำใจจำเป็นไปสอบไล่ แต่ข้าพเจ้ามีความวิตกเป็นห่วงถึงภรรยาอยู่ข้างหลังมีครรภ์ถึงเจ็ดเดือนแล้ว ถ้ากลับไม่ทันกำหนดที่ภรรยาจะคลอดบุตรไม่มีผู้ใดจะช่วยอุปถัมภ์ดูแลเลี้ยงรักษา ภรรยาข้าพเจ้าคงจะได้ความลำบากเป็นอันมาก อาศัยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงมีความวิตกอยู่

อ๋องจือฉินจึงว่า ธรรมดามนุษย์ที่เกิดมาในโลกถ้ายังไม่ถึงแก่วาระที่จะเป็นอันตรายแล้ว เทพเจ้าก็ย่อมติดตามช่วยอภิบาลบำรุงระวังรักษา ท่านอย่ามีความวิตกเลย ท่านกับข้าพเจ้าเล่า ก็เป็นคู่เรียนหนังสือมาด้วยกัน ไปสอบไล่หนังสือก็ได้ไปด้วยกัน แม้ว่าบุตรของท่านกับบุตรของข้าพเจ้า ฝ่ายหนึ่งเป็นชายฝ่ายหนึ่งเป็นหญิง ถ้าเจริญวัยใหญ่กล้าเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นด้วยกันแล้ว ข้าพเจ้ากับท่านขอเป็นเกี่ยวดองกัน ให้สมแก่ที่ท่านกับข้าพเจ้าได้รักใคร่กันมาแต่เดิม ถ้าเป็นหญิงหรือเป็นชายด้วยกันทั้งสองฝ่ายแล้ว ก็ให้บุตรข้าพเจ้ากับบุตรท่านเป็นพี่น้องกัน ข้าพเจ้าว่าดังนี้ท่านจะเห็นเป็นประการใด

ติวสือเหลงได้ฟังอ๋องจือฉินว่ากล่าวผูกพันดังนั้น ก็มีความยินดีลงเนื้อเห็นชอบด้วย อ๋องจือฉินให้บ่าวเอาสุรามาเลี้ยงดูกันที่ในเรือจ้างเป็นที่รื่นเริงสบายใจ และสนทนาปราศรัยกันตามสบาย ครั้นถึงเมืองหลวง ติวสือเหลงสอบไล่ถึงสองประโยค แต่อ๋องจือฉินนั้น เข้าสอบไล่ก็ตกหาได้ประโยคไม่ อ่องจือฉินจึงบอกแก่ติวสือเหลงว่าท่านสอบไล่ได้ประโยคแล้ว จงรอฟังเสนาบดีอยู่ก่อน ท่านจะจัดการให้รับราชการในตำแหน่งใด แต่ข้าพเจ้าจะรีบกลับไปบ้านก่อนจะได้บอกกล่าวแก่บุตรภรรยาของท่านที่อยู่บ้านเรือนให้ทราบก่อน ติวสือเหลงได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งว่าด้วยการสอบไล่ และมีความสุขอยู่ไม่ไข้เจ็บ ฝากอ๋องจือฉินนำไปให้แก่บุตรภรรยาที่บ้านเรือน  แล้วติวสือเหลงจึงว่าแก่อ๋องจือฉินว่า บ้านเรือนครอบครัวของข้าพเจ้าก็เหมือนครอบครัวของท่าน ท่านจงช่วยดูแลแทนข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าจะรออยู่ฟังราชการให้เป็นปกติก่อนแล้วเมื่อใดข้าพเจ้าจึงจะได้กลับไปบ้าน ครั้นสั่งเสียกันเสร็จสรรพดังนั้นแล้ว อ๋องจือฉินก็คำนับลาติวสือเหลงกลับมายังบ้าน

ฝ่ายนางงุ่ยสีภรรยาของอ่องจือฉิน คลอดบุตรเป็นชายให้ชื่ออ๋องเฉียวตั๋ง  อ๋องจือฉินครั้นมาถึงบ้านทราบว่าบุตรเป็นชายก็มีความยินดี จึงถามนางงุ่ยสีว่าบุตรคลอดตกฟากนั้นเวลาใดวันใดขึ้นแรมกี่ค่ำ นางงุ่ยสีบอกว่า เวลา ๒ โมงเช้าวันพฤหัสบดี เดือนสาม ปีมะโรง กับ นางหลีสีภรรยาของติวสือเหลงก็คลอดบุตรเป็นหญิง ร่วมวันและเดือนปีกันกับบุตรของเรา ผิดแต่เวลาเป็นย่ำค่ำไปเท่านั้น มารดาเขาให้ชื่อนางเลี่ยงเง็ก  อ๋องจือฉินได้ทราบมีความยินดีเป็นอันมาก เพราะเหตุที่ได้สัญญากันไว้แก่ติวสือเหลง  อ๋องจือฉินก็ไปเยี่ยมเยือนนางหลีสี ส่งหนังสือของติวสือเหลงให้แก่นางหลีสี นางหลีสีเปิดผนึกออกอ่านแจ้งความทุกประการแล้วก็มีความยินดี แล้วอ๋องจือฉินก็เล่าความที่ได้สัญญากันไว้แก่ติวสือเหลง ให้นางหลีสีฟังทุกประการ นางหลีสีจึงจัดโต๊ะสุรามาเลี้ยงอ๋องจือฉินเป็นอันดี อ๋องจือฉินกินเลี้ยงแล้วก็คำนับลานางหลีสีกลับไปบ้าน  ตั้งแต่นั้นมาอ๋องจือฉินก็ไปมาหาสู่เอาใจใส่ดูแลบุตรภรรยาติวสือเหลงโดยอย่างฉันญาติอันสนิท

ครั้นอยู่มาได้ประมาณสองเดือน ติวสือเหลงได้รับยศตำแหน่งนายอำเภอ ติวสือเหลงก็กลับมายังบ้านเรือน จึงวานเล่าเป๊กเหลียมเป็นเฒ่าแก่ จัดแหวนเพชรวงหนึ่งให้แก่บุตรอ๋องจือฉินเป็นของหมั้น อ๋องจือฉินจึงจัดกำไลหยกคู่หนึ่งเป็นของหมั้น ตอบให้แก่บุตรติวสือเหลงตามธรรมเนียม ติวสือเหลงก็ไปรับราชการหัวเมืองตามตำแหน่งหน้าที่ของตน ติวสือเหลงกับอ๋องจือฉินได้มีหนังสือโต้ตอบไปมาถามข่าวทุกข์สุขถึงกันและกันอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายอ๋องจือฉินไปสอบไล่หนังสือถึงสองครั้งก็ไม่ได้ประโยค อ๋องจือฉินก็มีมานะไปอาสาทำราชการอยู่ ณ เมืองสงกัง อ๋องจือฉินมีความชอบได้เป็นขุนนางขึ้น ครั้นอยู่มาอ๋องจือฉินก็ป่วยลง เห็นอาการว่าชีวิตของตนจะไม่รอดแล้ว อ๋อจือฉินจึงมีหนังสือไปถึงติวสือเหลง ว่าด้วยขอฝากบุตรกับภรรยาอยู่ภายหลังด้วย ครั้นอยู่มาโรคกำเริบขึ้นอ๋องจือฉินก็ถึงแก่กรรมลง

ฝ่ายติวสือเหลงไปเป็นขุนนางอยู่ ณ เมืองน่ำเกี่ย ครั้นได้รับหนังสือของอ๋องจือฉิน กับทั้งแจ้งความว่าอ๋องจือฉินถึงแก่กรรมเสียแล้ว ติวสือเหลงมีความอาลัยเศร้าโศกถึงอ๋องจือฉินยิ่งนัก ติวสือเหลงจึงออกเงินสองร้อยตำลึง เช่าเรือและจ้างคนบรรทุกศพของอ๋องจือฉินกลับมาบ้านเดิม จัดหาฮวงซุ้ยฝังไว้ตามธรรมเนียม ติวสือเหลงจะรับตัวอ๋องเฉียวตั๋งผู้บุตรของอ๋องจือฉินให้ไปเล่าเรียนหนังสือ อ๋องเฉียวตั๋งก็ร้องไห้คำนับติวสือเหลงแล้วว่าบิดาข้าพเจ้าก็พึ่งถึงแก่กรรมลงใหม่ๆ อยู่แต่มาดาเล่าก็เป็นหม้าย ประการหนึ่งก็ขัดสนยากจนไม่บริบูรณ์เหมือนคนทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อาจจะทิ้งมารดาของข้าพเจ้าให้ห่างไกลไปได้ ซึ่งท่านจะอนุกูลเกื้อหนุนอนุเคราะห์ช่วยอุปถัมภ์บำรุงนั้น พระเดชพระคุณท่านหาที่สุดมิได้แล้ว ติวสือเหลงได้ฟังอ๋องเฉียวตั๋งพูดจาเฉลียวฉลาด และมีความกตัญญูต่อมารดาดังนั้น ติวสือเหลงมีความเมตตาอ๋องเฉียวตั๋งเป็นอันมาก จึงอุปถัมภ์บำรุงอ๋องเฉียวตั๋งมาจนอายุได้ ๑๔ ปี

ครั้นอยู่มาติวสือเหลงได้เลื่อนยศขึ้นเป็นขุนนางตำแหน่งเทียนเจ่งอยู่ ณ เมืองน่ำเกี่ย  ฝ่ายอ๋องเฉียวตั๋งครั้นอยู่มาก็อุตสาห์ไปเล่าเรียนหนังสือจนถึงแก่ความยากจนขัดสนลงเป็นอันมาก ฝ่ายติวสือเหลงตั้งแต่ได้เลื่อนยศเป็นขุนนางเทียนเจ่งก็ไม่มีบุตรต่อไป มีแต่นางเลี่ยงเง็กบุตรหญิงผู้เดียวเท่านั้น ติวสือเหลงก็ลาจากราชการกลับมาอยู่บ้านเดิม ขณะนั้นอ๋องเฉียวตั๋งอายุได้ ๑๖ ปี แจ้งว่าติวสือเหลงกลับมาบ้าน จึงไปหาเล่าเป๊กเหลียมผู้เฒ่าแก่ให้นำไปคำนับติวสือเหลง  ติวสือเหลงเห็นอ๋องเฉียวตั๋งนุ่งห่มแต่งตัวไม่สะอาด ก็มีความรังเกียจไม่ใครจะพูดจาปราศรัยด้วย

อ๋องเฉียวตั๋งจึงคำนับลาติวสือเหลงกลับไปบ้าน แล้วเล่าความให้เล่าเป๊กเหลียมฟังว่า เดิมบิดาข้าพเจ้ากับติวสือเหลงรักใคร่กัน ได้มีคำมั่นสัญญาไว้ต่อกันว่าขอเป็นเกี่ยวดอง ติวสือเหลงจะยกบุตรสาวให้เป็นภรรยาของข้าพเจ้า มาบัดนี้ขอท่านไปหานัดการวิวาหมงคลฟังดูคารมท่านจะว่ากล่าวประการใด

เล่าเป๊กเหลียมเฒ่าแก่จึงไปบอกเล่าขอนัดการวิวาหมงคล ติวสือเหลงจึงว่า บุตรข้าพเจ้ากับบุตรอ๋องจือฉินก็เป็นบุตรขุนนางมียศศักดิ์ด้วยกัน จงจัดสิ่งของมาแต่งงานตามธรรมเนียมอย่าให้น้อยหน้าด้วยกันทั้งสองฝ่ายแล้วข้าพเจ้าก็ไม่มีความรังเกียจเลย

เล่าเป๊กเหลียมครั้นได้ฟังติวสือเหลงว่ามาดังนั้นแล้วก็นำความไปแจ้งแก่มารดาอ๋องเฉียวตั๋งให้ฟังทุกประการ อ๋องเฉียวตั๋งได้ฟังดังนั้น จึงบอกแก่เล่าเป๊กเหลียมว่า มาบัดนี้ข้าพเจ้าก็ยากจนลงเงินทองไม่มีพอที่จะแต่งงานให้สมแก่ยศบุตรของท่าน การเรื่องนี้จะรั้งรอไว้ก่อน เมื่อท่านลืมคำมั่นสัญญาเดิมเสียแล้ว จะเห็นแก่ผู้อื่นที่มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยลาภยศแล้ว ก็สุดแล้วแต่การจะเป็นไป เล่าเป๊กเหลียมครั้นได้ฟังอ๋องเฉียวตั๋งบอกดังนั้นก็ลากลับไปบ้าน

ฝ่ายติวสือเหลง คอยฟังว่าอ๋องเฉียวตั๋งจะมานัดแต่งการวิวาหมงคลอยู่กินกับนางเลี่ยงเง็กผู้บุตรเมื่อใดก็หาเห็นเฒ่าแก่มานัดว่ากล่าวประการใดไม่ ติวสือเหลงจึงปรึกษาแก่หลีสีภรรยาว่าบุตรของเราอายุก็เจริญมากขึ้นเป็นสาวแล้ว เดิมได้รับคำมั่นสัญญาไว้ว่าจะให้อ๋องเฉียวตั๋ง อ๋องเฉียวตั๋งมีความเจียมตัวว่ายากจน ไม่มีสิ่งใดจะมาแต่งงาน ถ้าไม่มาแต่งแล้วมีบุตรขุนนางผู้อื่นมาขอ เราจะยกให้แก่ผู้อื่นเสีย นางหลีสีได้ฟังติวสือเหลงผู้สามีพูดดังนั้น นางจึงว่าความยากจนไม่มีเงินทอง แต่มีความเพียรเล่าเรียนหนังสือ มีคุณเป็นประโยชน์แก่ราชการแล้ว ผู้นั้นจะตกไปอยู่ทิศานุทิศ ก็ไม่เป็นคนต่ำช้า ประการหนึ่งเราก็ได้สัญญาไว้แก่อ๋องจือฉิน ผู้บิดาของอ๋องเฉียวตั๋งไว้แต่เดิม ถ้าเราบิดพลิ้วทำลืมคำสัญญาเสียก็ได้ชื่อว่าเราเป็นผู้เสียสัตย์ จะเป็นที่ติเตียนของเทวดาและมนุษย์หาควรไม่

ขณะเมื่อติวสือเหลงกับนางหลีสีพูดกันอยู่นั้น นางเลี่ยงเง็กผู้บุตรแอบฟังอยู่หลังฉาก จึงได้รู้ความว่าบิดามารดารับคำมั่นสัญญาว่าจะยกนางให้เป็นภรรยาอ๋องเฉียวตั๋ง นางเลี่ยงเง็กคิดอยู่ในใจว่า แม้บิดามารดาจะยกให้ผู้อื่นต่อไปจริง เราจะขอตายเสียดีกว่าที่จะอยู่เป็นมนุษย์ต่อไป เพราะอายแก่เขาที่จะขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงหม้ายขันหมาก ตั้งแต่นั้นมานางเลี่ยงเง็กก็ไม่มีความสบายใจเลย ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง นางเลี่ยงเง็กจึงชวนนางตั๋นกุ้ยสาวใช้ออกไปชมสวนดอกไม้ เพื่อจะให้คลายความทุกข์บ้าง ในวันนั้นนางเลี่ยงเง็กเห็นอ๋องเฉียวตั๋ง เดินไปตามทางริมสวนดอกไม้ นางเลี่ยงเง็กพิจารณาดูอ๋องเฉียวตั๋งมีลักษณะเป็นอันงาม แต่นุ่งห่มเป็นคนอนาถาไม่สะอาด นางเลี่ยงเง็กให้มีจิตคิดสงสาร และรักใคร่อ๋องเฉียวตั๋งยิ่งนัก ครั้นวันหลังมานางเลี่ยงเล็กก็ออกไปชมสวนตามเคย เห็นอ๋องเฉียวตั๋งเดินไปเรียนหนังสือทางนั้นอีก

ฝ่ายอ๋องเฉียวตั๋ง ครั้นแลไปเห็นนางเลี่ยงเง็กยืนอยู่ในสวนดอกไม้มีลักษณะเป็นอันงามยิ่งนัก อ๋องเฉียวตั๋งถอนใจใหญ่คิดอยู่ในใจว่า หญิงผู้นี้บิดาเราได้สู่ขอทำหมั้นสัญญาไว้ได้ เพราะเราอนาถายากจนไม่มีทรัพย์สมบัติจะทำทุนแต่งงานแก่เขา จึงไม่ได้เป็นภรรยาสามีกัน วาสนาเราไม่มีจึงให้เป็นไปดังนั้น ครั้นรำพึงอยู่ในใจดังนั้นแล้ว อ๋องเฉียวตั๋งก็เดินเลยไปยังโรงเรียนตามเคย

ครั้นอยู่มาวันหลังอ๋องเฉียวตั๋งเดินไปมาทางนั้นอีก นางเลี่ยงเง็กจึงใช้ให้นางตั๋นกุ้ยสาวใช้ออกไปเชิญอ๋องเฉียวตั๋งให้เข้ามายังสวนดอกไม้ นางตั๋นกุ้ยสาวใช้ก็ออกไปยึดชายเสื้ออ๋องเฉียวตั๋งไว้แล้วพูดว่า นายข้าพเจ้าเห็นท่านเข้าแล้วให้คิดถึงบิดาของท่านที่ถึงแก่กรรมล่วงไปแล้วนั้น นายข้าพเจ้าอยากจะพบแก่ท่าน จึงให้ข้าพเจ้าออกมาเชิญท่านให้เข้าไปในสวนดอกไม้ หวังจะได้สนทนาแก่ท่าน

อ๋องเฉียวตั๋งได้ฟังนางตั๋นกุ้ยมาเชิญให้เข้าไปในสวนดอกไม้ดังนั้นก็มีความยินดี จึงเดินตามนางตั๋นกุ้ยเข้าไปในสวน ครั้งถึงต่างคนต่างคำนับกัน ท่วงทีชายกับหญิงซึ่งมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่กันแล้วก็แสดงกิริยาชายตาประพรายพริ้มยิ้มย่องต่อกัน และพูดจาปราศรัยโต้ตอบกันด้วยถ้อยคำอันไพเราะอ่อนหวาน แล้วนางเลี่ยงเง็กเล่าความตามที่บิดามารดาปรารภปรึกษากันนั้น ให้อ๋องเฉียวตั๋งฟังทุกประการ แล้วนางเลี่ยงเง็กจึงว่าบิดาของข้าพเจ้ากับบิดาของท่านก็ได้ให้คำมั่นสัญญากันไว้ว่า จะให้ท่านกับข้าพเจ้าอยู่กินด้วยกัน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความเมตตาอาลัยในตัวท่านเป็นที่ยิ่ง ท่านจงอุตสาหะเรียนหนังสือในตระกูลกวี ให้มีชื่อเสียงปรากฏไว้ในแผ่นดิน เรากับท่านคงจะได้อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันไปกว่าจะหาชีวิตไม่

อ๋องเฉียวตั๋งจึงว่า บิดามารดามีคำมั่นสัญญาไว้ต่อกันก็จริงแล้ว มาบัดนี้บิดาของข้าพเจ้าถึงแก่กรรมล่วงลับไปเสียแล้ว ตัวข้าพเจ้าก็อนาถายากจน เพราะฉะนั้นจึงไม่อาจมานัดการวิวาหมงคล จึงได้รอรั้งไว้โดยความเจียมตัวว่าเป็นคนอนาถา

นางเลี่ยงเง็กได้ฟังอ่องเฉียวตั๋งปรับทุกข์ดังนั้นให้มีความเมตตาอาลัยในอ๋องเฉียวตั๋งยิ่งนัก แล้วจึงพูดว่าข้อที่เงินทองสิ่งของอุปโภคบริโภคนั้น ท่านอย่ามีความวิตกเลย ในค่ำวันนี้ท่านจงมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเกื้อกูลอุปถัมภ์ให้สมความปรารถนา

อ๋องเฉียวตั๋งได้ฟังนางเงี่ยงเง็กพูดจาแนะดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดแก่นางเลี่ยงเง็กว่า เวลานี้ข้าพเจ้าขอลาท่านไปก่อน ครั้นจะอยู่ช้าเผื่อผู้คนจะรู้ความจะอื้อฉาวไป ว่าดังนั้นแล้ว ก็ลานางเลี่ยงเง็กไปยังโรงเรียน ครั้นเวลาดึกประมาณสองยามเศษ อ๋องเฉียวตั๋งจึงไปหานางเงี่ยงเง็กตามที่ได้นัดกันไว้ ครั้นถึงประตูสวนหลังบ้าน เห็นนางตั๋นกุ้ยเปิดประตูสวนรับ นางตั๋นกุ้ยจึงแจ้งความว่านางเลี่ยงเง็กนายข้าพเจ้ายังไม่หลับ ตั้งใจคอยท่านอยู่ท่านอย่ามีความวิตกอย่างใดเลยเชิญท่านเข้าไปหานางเถิด

อ๋องเฉียวตั๋งได้ฟังนางตั๋นกุ้ยเล่าบอกดังนั้น ก็มีความยินดีเดินตามนางตั๋นกุ้นเข้าไปในตึกของนางเลี่ยงเง็ก เห็นนางจัดเครื่องโต๊ะและสุราไว้คอยท่าก็มีความยินดียิ่งนัก

ฝ่ายนางเลี่ยงเง็กเห็นอ๋องเฉียวตั๋งเข้ามาก็มีความยินดี เชิญให้อ๋องเฉียวตั๋งนั่งเก้าอี้เสพสุราร่วมโต๊ะอันเดียวกัน ต่างพูดจาสนทนากันตามวิสัยหนุ่มกับสาวเป็นที่รื่นเริงในครั้งแรกที่พึ่งได้ประสบพบกัน แต่นางเลี่ยงเง็กพูดแก่อ๋องเฉียวตั๋งว่า ข้าพเจ้านัดให้ท่านมาในวันนี้ประสงค์จะให้เงินทองเสื้อผ้าแก่ท่านไปใช้สอยก่อน และจะได้ให้เฒ่าแก่มานัดการมงคล แล้วท่านกับข้าพเจ้าจึงจะร่วมประเวณีเป็นสามีภริยาต่อกันภายหลัง จึงจะสมควรแก่เราท่านที่เป็นบุตรผู้มีบิดามารดาด้วยกัน

อ๋องเฉียวตั๋งได้ฟังนางเลี่ยงเง็กว่ากล่าวตามจริตกิริยาหญิงอันดีเช่นนั้น ก็มีความเกรงใจไม่อาจจะล่วงเกินข่มขืนให้เป็นที่เคืองใจ ขณะนั้นเวลาประมาณสามยามเศษนางเลี่ยงเง็กเมาสุราก็ม่อยหลับไป

ฝ่ายอ๋องเฉียวตั๋งเห็นเวลาดึกจวนใกล้สว่างอยู่แล้ว คิดจะกลับบ้านจึงออกไปจากห้องนางเลี่ยงเง็ก จะลานางตั๋นกุ้ยกลับบ้าน นางตั๋นกุ้ยจึงห้ามว่าเวลานี้นายข้าพเจ้าเมาสุรายังหลับอยู่ ท่านจงรอคอยให้นายข้าพเจ้าหายเมาสุราตื่นมาก่อนท่านจึงค่อยไป อ๋องเฉียวตั๋งได้ฟังนางตั๋นกุ้ยห้ามปรามดังนั้น ก็กลับเข้าไปในห้องรอคอยนางเลี่ยงเง็กอยู่

ฝ่ายนางเลี่ยงเง็กครั้นสร่างเมาแล้วก็ตื่นขึ้น นางตั๋นกุ้ยจึงตักน้ำเข้าไปให้นางเลี่ยงเง็กล้างหน้า แล้วนางเลี่ยงเง็กจัดแพรอย่างดีสามไม้ เงินสามลิ่ม สายสร้อย กำไลทองคำ ๑ คู่ มาให้แก่อ๋องเฉียวตั๋งแล้วว่า สิ่งของเหล่านี้ท่านเอาไปใช้สอยแก้จนไปพลาง แต่เงินทองสิ่งของที่จะแต่งงานแก่ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าจะจัดหาให้ท่านต่อภายหลัง

อ๋องเฉียวตั๋งรับสิ่งของมาจากนางเลี่ยงเง็กแล้ว ก็ลากลับไปบ้าน ตั้งแต่นั้นมาอ๋องเฉียวตั๋งก็ลักลอบไปมาหาสู่หลับนอนด้วยเลี่ยงเง็กประมาณมาได้สัก ๑๕ วัน

อยู่มาวันหนึ่งนางงุ่ยสีมารดาของอ๋องเฉียวตั๋งป่วย อ๋องเฉียวตั๋งจึงอยู่ปฏิบัติมารดา ในราตรีวันนั้นหาได้ไปหานางเลี่ยงเง็กไม่

ในตำบลนั้นมีผู้ร้ายอยู่คนหนึ่งชื่อเซ้งหยิน เวลากลางคืนเที่ยวตัดช่องย่องเบาของชาวบ้านร้านตลาดในแขวงนั้น มาเป็นอาณาประโยชน์เลี้ยงชีพ วันนั้นเซ้งหยินไปยังประตูหลังบ้านของติวสือเหลงซึ่งเป็นขุนนางชำเจงบิดาของนางเลี่ยงเง็ก

ฝ่ายนางตั๋นกุ้ยสาวใช้ของนางเลี่ยงเง็ก ซึ่งให้คอยอยู่ที่ประตูจะได้เปิดรับอ๋องเฉียวตั๋งทุกวันมิได้ขาดทุกคืนนั้น ครั้นเห็นเซ้งหยินผู้ร้ายมาก็สำคัญว่าอ๋องเฉียวตั๋งมาจึงเปิดประตูรับ ครั้นเข้ามาใกล้นางตั๋นกุ้ย นางตั๋นกุ้ยเห็นเป็นผู้ร้ายมิใช่อ๋องเฉียวตั๋ง นางตั๋นกุ้ยจะกลับวิ่งหนีเข้าไปในตึกที่อยู่ของนางเลี่ยงเง็กจะร้องขึ้นให้ผู้คนซึ่งอยู่ในบ้านมาช่วย ก็พอเซ้งหยินตามเข้าไปทัน ชักอาวุธออกฟันฆ่านางตั๋นกุ้ยล้มลงนอนตายอยู่ในที่นั้น

ฝ่ายนางเลี่ยงเง็กนั่งคอยหาอ๋องเฉียวตั๋งอยู่ตามเคยยังหาทันจะหลับไม่ ด้วยแสงโคมส่องสว่างแลเห็นผู้ร้ายไล่นางตั๋นกุ้ยเข้ามา แล้วฆ่านางตั๋นกุ้ยตาย นางเลี่ยงเง็กเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงวิ่งหนีไปซ่อนตัวอยู่หลังตึก เซ้งหยินผู้ร้ายก็เข้าเก็บเอาเงินทองสิ่งของไปเป็นอันมาก

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า ติวสือเหลงจึงได้รู้ว่ามีอ้ายผู้ร้ายลอบเข้ามาฆ่านางตั๋นกุ้ยสาวใช้ของนางเลี่ยงเง็กตาย ติวสือเหลงจึงว่าแก่นางเลี่ยงเง็กผู้บุตรว่า เหตุใดรู้แล้วว่ามีอ้ายผู้ร้ายลอบเข้ามากระทำร้ายนางตั๋นกุ้ยดังนั้น จึงไม่ร้องขึ้นให้ผู้คนในบ้านรู้จะได้จับเอาตัวให้ได้

นางเลี่ยงเง็กจึงแจ้งความว่า เมื่อขณะอ้ายผู้ร้ายลอบเข้ามาทำร้ายแก่นางตั๋นกุ้ยนั้น ครั้นข้าพเจ้าจะร้องขึ้นเล่า ก็เกรงว่าอ้ายผู้ร้ายจะทำร้ายข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าจึงวิ่งหนีไปซ่อนตัวอยู่หลังตึก

ติวสือเหลงถามดังนั้นแล้วจึงไปพิจารณาดูศพนางตั๋นกุ้ย เห็นศพนางตั๋ยกุ้ยนอนตายอยู่ข้างประตูหลังบ้าน ติวสือเหลงจึงถามนางเลี่ยงเง็กต่อไปว่า เหตุใดหนออ้ายผู้ร้ายจึงฆ่านางตั๋นกุ้ยตายอยู่ที่ริมประตูนี้ บิดามีความสงสัยยิ่งนัก

นางเลี่ยงเง็กได้ฟังบิดาถามต่อไปดังนั้น ก็นิ่งอยู่มิได้ตอบประการใดต่อไป ติวสือเหลงจึงให้คนใช้ไปตามตัวกำนันอำเภอมาทำคำกฎหมายตราสินชันสูตรบาดแผล พลิกศพนางตั๋นกุ้ยไว้ตามกฎหมายบ้านเมือง ครั้นจะไปฟ้องร้องต่อโรงศาลก็ไม่มีข้อสาเหตุแก่ผู้ใดและของกลางอันใดจึงเป็นที่จนใจไมรู้ที่จะทำประการใดต่อไป แต่งนางเลี่ยงเง็กนั้นมีความวิตกเป็นอันมาก เกรงว่าบิดามารดาจะรู้ว่าเหตุเพราะนางให้นางตั๋นกุ้ยเปิดประตูรับอ๋องเฉียวตั๋งให้เข้ามาหา จึงเกิดผู้ร้ายฆ่านางตั๋นกุ้ยตายดังนั้น นางเลี่ยงเง็กมีความเสียใจให้เจ็บป่วยเป็นไข้ใจไม่ใคร่จะมีความสุขเลย

ฝ่ายติวสือเหลงจึงให้คนใช้ออกสืบและบนบาน และเที่ยวตรวจดูตามโรงร้านซึ่งแลกเปลี่ยนเงินทองทุกร้านโรง ถาพบปะของกลางแล้วจะเอาตัวอ้ายผู้ร้ายให้จงได้

ฝ่ายอ๋องเฉียวตั๋ง ตั้งแต่นางงุ่ยสีผู้มารดาป่วยลงหลายวัน ไม่มีเงินจะออกค่ายาให้แก่ซินแส จึงเอากำไลทองคำที่นางเลี่ยงเง็กให้ไปนั้นแต่ขอนหนึ่งไปขายตามชาวร้าน

ฝ่ายเสียวกุ้ยผู้เจ้าของร้านรับเอากำไลทองคำมาพิจารณาดูแล้ววางไว้บนโต๊ะยังไม่ทันจะตีราคาว่ามากน้อยเท่าใด พอหมุยอ๊วงคนใช้ของติวสือเหลงมาถึงเข้าทันที เห็นกำไลวางไว้บนโต๊ะก็หวังใจเป็นแน่ว่า กำไลขอนนี้เป็นของติวสือเหลงเป็นแน่ คิดเห็นดังนั้นแล้วหมุยอ๊วงจึงถามเจ้าของร้านว่า กำไลทองคำขอนนี้เป็นของผู้ใดได้มาแต่ไหน

เสียวกุ้ยเจ้าของร้านบอกว่า ของอ๋องเฉียวตั๋งนำมาจะขายเขา จะได้มาแต่แห่งหนตำบลใดข้าพเจ้าหาทราบไม่ เสียวกุ้ยว่าดังนั้นแล้วจึงหยิบกำไลส่งไปให้หมุยอ๊วงดู หมุยอ๊วงดูแล้วก็นำเอากำไลนั้นไปให้ติวสือเหลงดู ติวสือเหลงกับนางหลีสีฮู่หยินซึ่งเป็นภรรยารับมาพิจารณาดู ก็จำได้แม่นมั่นว่าเป็นของของตัวแน่แล้ว จึงถามคนใช้ว่าของนี้ได้มาแต่ไหนผู้ใดเป็นเจ้าของ หมุยอ๊วงจึงแจ้งความตามที่อ๋องเฉียวตั๋งนำไปขายนั้นให้ฟังทุกประการ ติวสือเหลงได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธอ๋องเฉียวตั๋งเป็นอันมาก แล้วจึงพูดว่าอ๋องเฉียวตั๋งนี้ยากจนลงจึงได้ประพฤติตนเป็นโจรผู้ร้าย จำจะต้องฟ้องต่อเปาเล่งถูให้ชำระคงจะได้ความจริง ว่าดังนั้นแล้วติวสือเหลงก็แต่งฟ้องกล่าวโทษอ๋องเฉียวตั๋งไปยื่นต่อเปาเล่งถู ในฟ้องมีความว่า

เมื่อ ณ วันขึ้นสองค่ำเวลาดึกประมาณสองยามเศษ มีอ้ายผู้ร้ายลอบเข้าไปในบ้านฆ่านางตั๋นกุ้ยสาวใช้ของบุตรข้าพเจ้าตายแล้ว อ้ายผู้ร้ายเก็บเอาเงินทองสิ่งของของข้าพเจ้าไปเป็นหลายสิ่งหลายอย่าง รายสิ่งของมีแจ้งอยู่ในคำกฎหมายตราสินนั้นทุกประการแล้ว ข้าพเจ้าให้คนใช้ของข้าพเจ้าไปเที่ยวสืบเสาะตรวจดูตามโรงร้าน ได้กำไลทองคำของกลางมาจากอ๋องเฉียวตั๋งขอนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าอ๋องเฉียวตั๋งเป็นผู้ร้าย ขอท่านได้เรียกตัวอ๋องเฉียวตั๋งมาพิจารณา ตามพระราชกำหนดกฎหมายและทางยุติธรรม

ขณะนั้นเปาเล่งถูเป็นข้าหลวงพิเศษตรวจตามบรรดาหัวเมือง ครั้นมาถึงก็เข้าพักอยู่ยังตึกหลวงซึ่งเป็นที่พักของข้าหลวง เมื่อได้รับฟ้องของติวสือเหลงแล้ว จึงสั่งให้นักการไปเอาตัวอ๋องเฉียวตั๋งมาพิจารณาไต่ถามตามข้อหา อ๋องเฉียวตั๋งให้การปฏิเสธไม่รับ เปาเล่งถูจึงมีกระทู้ถามต่อไปว่า ไม่รับว่าฆ่านางตั๋นกุ้ยตายนั้นกำไลทองคำของกลางนี้ตัวเจ้าได้ที่ไหนมา จงให้การไปตามจริง ถ้าอำพรางไว้เราจะทำโทษให้ถึงสาหัส

อ๋องเฉียวตั๋งจึงให้การตั้งแต่อ๋องจือฉินผู้เป็นบิดากับติวสือเหลงรักใคร่ได้อุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน และได้ทำคำมั่นสัญญาเป็นเกี่ยวดองจนถึงนางเลี่ยงเง็กให้เงินทองสิ่งของมีราคา นางตั๋นกุ้ยสาวใช้ได้เป็นผู้เปิดประตูรับส่งตั้งแต่ต้นจนปลายให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นจึงว่า ถ้าสืบที่นางเลี่ยงเง็กเขาไม่รับดุจคำของเจ้าอ้าง เจ้าจะว่าประการใด อ๋องเฉียวตั๋งว่าถ้าสืบที่นางเลี่ยงเง็กเขาไม่รับไม่สมคำให้การของข้าพเจ้าแล้ว ก็แล้วแต่ท่านจะเมตตาเพราะเป็นความจริงอย่างนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวอ้าง

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงให้นักการไปตามตัวนางเลี่ยงเง็กมาสอบถาม ครั้นนางเลี่ยงเง็กมาถึงแล้ว เปาเล่งถูจึงถามนางเลี่ยงเง็กว่า เจ้าได้นัดแนะและให้เงินทองสิ่งของต่างๆ แก่อ๋องเฉียวตั๋งไปจริงหรือ นางเลี่ยงเง็กได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้น ให้มีความละอายใจยิ่งนักไม่อาจพูด ก็หมอบก้มหน้านิ่งอยู่ เปาเล่งถูถามซ้ำดังนั้นถึงสามครั้ง นางเลี่ยงเง็กก็นิ่งอยู่ เปาเล่งถูมีความโกรธจึงทำอุบายสั่งการยึดตัวอ๋องเฉียวลงจะตี ๔๐ ทีก่อนแล้วจึงจะถาม นักการก็ยึดตัวอ๋องเฉียวตั๋งลงจะตี อ๋องเฉียวตั๋งก็ร้องไห้รำพันบ่นลำเลิกนางเลี่ยงเง็กว่า เรากับเจ้าก็ร่วมรักทำสัตย์สาบานต่อกันไว้ว่าจะร่วมสุขร่วมทุกข์กันจนตลอดชีวิต เจ้าจึงได้ให้สิ่งของทองเงินไปแก่เรา มาบัดนี้ เกิดความด้วยอ้ายผู้ร้ายลอบเข้าไปฆ่านางตั๋นกุ้ยตาย ตัวข้าพเจ้าต้องรับอาญาแทนอ้ายคนร้าย ถึงตัวข้าพเจ้าจะต้องตายโดยความซื่อสัตย์ ก็ไม่คิดเสียดายแก่ชีวิตแล้ว แต่มาเป็นห่วงด้วยมารดาเป็นคนชราอยู่ภายหลัง จะได้ความลำบากยากแค้นไม่มีใครจะอุปถัมภ์เท่านั้น

ฝ่ายนางเลี่ยงเง็ก ครั้นได้ฟังอ๋องเฉียวตั๋งร้องไห้รำพันบ่นดังนั้น ทั้งแลเห็นนักการจะตีอ๋องเฉียวตั๋งตามคำสั่งของเปาเล่งถู นางเลี่ยงเง็กตกใจแล้วก็ร้องไห้ ทั้งมีความเมตตาและสงสารอ๋องเฉียวตั๋งยิ่งนัก นางจึงคุกเข่าลงคำนับเปาเล่งถูอยู่ตรงหน้า แล้วเบิกความตามถ้อยคำของอ๋องเฉียวตั๋งอ้างมาถึงนางนั้นทุกประการ ในความว่าเมื่อขณะอ้ายผู้ร้ายเข้าไปฆ่านางตั๋นกุ้ยนั้น แสงไฟส่องสว่าง ข้าพเจ้าได้เห็นตัวอ้ายผู้ร้ายมิใช่อ๋องเฉียวตั๋ง แต่จำหน้าไม่ได้ อ๋องเฉียวตั๋งจะได้เป็นผู้ร้ายฆ่านางตั๋นกุ้ยตายนั้นหามิได้

เปาเล่งถูได้ฟังนางเลี่ยงเง็กคนกลางเบิกความดังนั้น ก็พิจารณาเห็นเป็นความจริงของอ๋องเฉียวตั๋งทั้งสิ้น จึงสั่งให้นักการปล่อยตัวอ๋องเฉียวตั๋งออกมา อ๋องเฉียวตั๋งก็ออกมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเปาเล่งถู ขณะนั้นนางเลี่ยงเง็กก็คุกเข่าอยู่เคียงกันที่นั่นด้วย นางเลี่ยงเง็กเห็นมวยผมของอ๋องเฉียวตั๋งหลุดออกไป ยังมิได้เกล้าให้เรียบร้อย นางเลี่ยงเง็กจึงลุกขึ้นช่วยเกล้าผมให้อ๋องเฉียวตั๋ง

ฝ่ายติวสือเหลงเห็นนางเลี่ยงเง็กเกล้าผมให้อ๋องเฉียวตั๋งดังนั้น ติวสือเหลงมีความโกรธบุตรยิ่งนัก ออกปากด่านางเลี่ยงเง็กว่า บุตรเช่นนี้กระทำให้บิดาได้ความอับอายขายหน้าก็เป็นได้ ช่างไม่มีความอายและกลัวเกรงบิดามารดาเลย

เปาเล่งถูเห็นติวสือเหลงมีความโกรธนางเลี่ยงเง็กดังนั้น เปาเล่งถูจึงชี้แจงข้อความพิจารณาเนื้อเห็นให้ติวสือเหลงฟังว่า อ๋องเฉียวตั๋งนี้เดิมท่านก็ได้รับคำมั่นสัญญาต่อบิดาของเขาไว้ว่า จะยกนางเลี่ยงเง็กให้เป็นภรรยา ครั้นมาบัดนี้อ๋องเฉียวตั๋งยากจนไม่มีเงินจะแต่งงานกับบุตรของท่านตามธรรมเนียม การก็เป็นยุติลงจนถึงนางเลี่ยงเง็กบุตรของท่านรักใคร่กันกับอ๋องเฉียวตั๋ง มิให้ขาดคำมั่นสัญญากันมาแต่เดิมและได้ให้เงินทองสิ่งของแก่อ๋องเฉียวตั๋ง ทั้งนางตั๋นกุ้ยก็เป็นใจแก่นางเลี่ยงเง็กเป็นผู้เปิดประตูรับและส่งอ๋องเฉียวตั๋ง นางตั๋นกุ้ยก็ได้กระทำคุณไว้ต่ออ๋องเฉียวตั๋งไม่มีข้อสาเหตุอันสมควรที่จะให้เห็นว่าอ๋องเฉียวตั๋งเป็นผู้ร้ายฆ่านางตั๋นกุ้ยตายได้ ท่านจะให้ข้าพเจ้าลงเนื้อเห็นว่าอ๋องเฉียวตั๋งเป็นผู้ร้ายนั้นยังไม่ได้ก่อน

ติวสือเหลงได้ฟังเปาเล่งถูชี้แจงดังนั้น ก็นึกละอายใจแล้วจึงพูดว่า บุตรของข้าพเจ้าละเมิดไม่อยู่ในถ้อยคำของบิดามารดา ด่วนชิงสุกก่อนห่ามเช่นนี้หาควรไม่

เปาเล่งถูจึงว่า ไหนๆ บุตรของท่านก็ได้ร่วมสุขร่วมทุกข์กันกับอ๋องเฉียวตั๋งแล้ว ท่านจงแต่งให้ออกหน้าอยู่กินด้วยกันเสียเถิด ท่านจึงจะไม่เป็นคนเสียสัตย์ ติวสือเหลงจึงว่า สาเหตุเป็นไปด้วยบุตรของข้าพเจ้าของอ๋องเฉียวตั๋ง นางตุ๋นกุ้ยจึงได้ถึงแก่ความตาย ขอท่านจงชำระให้ได้ตัวจริงเสียก่อน

เปาเล่งถูได้ฟังติวสือเหลงว่าดังนั้น จึงตอบว่าผู้ร้ายรายนี้ข้าพเจ้าจะชำระให้ได้ในเจ็ดวัน ท่านจงคอยฟังเถิด อย่ามีมีวิตกเลยแต่ขอให้ท่านหาวันฤกษ์ดี แต่งอ๋องเฉียวตั๋งกับบุตรของท่านให้อยู่กันเป็นภรรยาสามีกันเสียเถิด ติวสือเหลงได้ฟังดังนั้น โดยขัดเปาเล่งถูมิได้ก็รับคำ แล้วก็ลากลับไปบ้าน

เปาเล่งถูจึงสั่งให้ปล่อยตัวอ๋องเฉียวตั๋ง กับนางเลี่ยงเง็กกลับไปบ้าน ฝ่ายอ๋องเฉียวตั๋งกลับมาบ้านแล้วก็จัดธูปเทียนขึ้นที่ๆ บูชาอ๋องจือฉินผู้บิดาแล้วบ่นว่า เวลาเคราะห์ของข้าพเจ้าร้ายจึงหากให้เป็นไป เพราะอ้ายผู้ร้ายมาฆ่านางตั๋นกุ้ย เพราะผู้ชำระยังพิจารณาไม่ได้จริง ครั้นบ่นดังนั้นแล้วอ๋องเฉียวตั๋งก็เข้านอน ครั้นเวลาดึกประมาณสองยามเศษ อ๋องเฉียวตั๋งฝันเห็นอ๋องจือฉินผู้บิดาที่ถึงแก่กรรมนั้นว่า ถือไม้ไผ่สำหรับเสี่ยงทายมาโยนต่อหน้าอ๋องเฉียวตั๋งสองอัน ไม้นั้นคว่ำอันหนึ่งหงายอันหนึ่ง สองอันติดเกี่ยวกันแล้วอ๋องจือฉินก็เดินกลับอันตรธานหายไป อ๋องเฉียวตั๋งครั้นได้สติตื่นขึ้นตรึกตรองใคร่ครวญดูความฝันเห็นเป็นปัญหาอยู่ แปลไม่ออกยังหาเห็นความไม่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 กรกฎาคม 2558 15:55:40 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2558 15:54:39 »

.

     เรื่องที่ ๔ (ต่อ)
ฝ่ายเปาเล่งถู ในราตรีอันเดียวกันกับอ๋องเฉียวตั๋งฝันเห็นนั้น เปาเล่งถูฝันเห็นเป็นเทพสังหรณ์เหมือนกันว่า มีเด็กชายผู้หนึ่งแต่งตัวสะอาดเข้ามาคำนับเปาเล่งถูแล้วก็โยนไม้เสี่ยงทายลงคว่ำอันหนึ่งหงายอันหนึ่ง เหมือนเช่นที่อ๋องเฉียวตั๋งฝันเห็นฉะนั้น ครั้นได้สติตื่นแล้วจึงตริตรองตามลักษณะนิมิตของปัญหานั้น คิดเป็นตัวอักษรได้ ๔ อย่าง ไม้เสี่ยงทายนั้นกระทำด้วยโคนไม้ไผ่ ไม้ไผ่นั้นภาษาจีนเรียกว่า เต๊ก ไม้เสี่ยงทายนั้นเรียกว่า ปวย คว่ำอันหนึ่งหงายอันหนึ่งเรียกว่า เซ้ง  ไม้เสี่ยงทายสองอันเกี่ยวกันกันนั้นเหมือนอักษรตัวหยิน  เปาเล่งถูคิดเห็นนิมิตในความฝันเป็นปัญหาฉะนั้นแล้ว รุ่งขึ้นจึงไปยังศาลนั่งที่ว่าราชการชำระความ แล้วเล่าความฝันให้ผู้รักษาเมืองกรมการฟังทุกประการ ขณะนั้นอ๋องเฉียวตั๋งก็มาเล่าความฝันของตัวให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ ข้างเปาเล่งถูเห็นถูกต้องกันกับฝันของเปาเล่งถูดังนั้น จึงว่าอ้ายผู้ร้ายรายนี้ชะรอยจะเป็นแซ่เต๊ก  ถ้ามิฉะนั้นชื่อปวย ไม้ไผ่เป็นไม้เสี่ยงทายคว่ำอันหนึ่งหงายอันหนึ่งนั้น เสี่ยงทายเรียกว่าเซ้ง  ไม้เสี่ยงทายสองอันเกี่ยวกันเรียกว่า หยิน  คนในตำบลของเมืองนี้ มีผู้ใดชื่อพ้องกันเหมือนดังกล่าวมานี้มีหรือไม่  เมื่อเปาเล่งถูถามดังนั้นแล้ว ในที่นั้นมีนักการผู้หนึ่งอยู่ที่นั่น จึงบอกว่า ในตำบลแขวงเมืองนี้ มีชายผู้หนึ่งเคยเป็นผู้ร้ายตัดช่องย่องเบาเก่งกาจเป็นคนสำคัญมาก ผู้นั้นแซ่เต๊ก ชื่อเซ้งหยิน เที่ยวตัดช่องย่องเบาชาวบ้าน เขาจับตัวได้ชำระเป็นสัตย์ แล้วสักเป็นตัวอักษรไว้ด้วยหมึกที่บ่าเป็นสำคัญ ชื่อและแซ่ยังปรากฏอยู่ในสารบบบัญชี

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นมีความยินดีแล้วจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นอ้ายผู้ร้ายที่ฆ่านางตั๋นกุ้ยตาย คงจะเป็นอ้ายคนนี้เป็นแน่แล้ว เทพยดาจึงดลใจให้เราและอ๋องเฉียวตั๋งฝันเห็นเหมือนกัน ในคืนวันเดียวกันนักการจงไปจับตัวมาฟอกซักไล่เลียงไต่ถาม คงจะได้ความจริงเป็นแน่

ฝ่ายนักการครั้นได้รับคำสั่งของเปาเล่งถูดังนั้น จึงไปจับเอาตัวเซ้งหยินมาให้เปาเล่งถู เปาเล่งถูจึงซักถามเซ้งหยิน เซ้งหยินให้การปฏิเสธไม่รับ เปาเล่งถูจึงว่ามึงเป็นผู้ร้ายมีชื่อปรากฏมาแต่เดิม ถ้ารับเสียโดยดีแล้ว อันโทษทัณฑ์นั้นพอจะลดให้เบาลงได้บ้าง ถ้าไม่รับแล้วจะทนอาญาได้หรือ ภายหลังเป็นสัตย์จะต้องทำโทษเต็มตามกฎหมาย

เซ้งหยินได้ฟังเปาเล่งถูซักถามดังนั้น จึงให้การว่า แต่เดิมนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้ร้ายเที่ยวตัดช่องย่องเบาจริง มาบัดนี้ข้าพเจ้ามีความเข็ดหลาบกลัวเกรงอาญาแผ่นดิน มิได้ประพฤติความชั่วอีกเช่นแต่ก่อนแล้ว ข้าพเจ้ามิได้ฆ่านางตั๋นกุ้ยและมิได้เก็บเอาทรัพย์สมบัติเงินทองข้าพเจ้าเรือนไปเลย

เปาเล่งถูได้ฟังเซ้งหยินให้การไม่รับดังนั้น จึงสั่งให้นักการยึดตัวเซ้งหยินลงจะผูกตีเป็นทีขู่จะให้รับ เซ้งหญิบก็ไม่รับพอเปาเล่งถูแลเห็นลูกกุญแจผูกติดอยู่กับตัวเซ้งหยินที่บั้นเอว จึงให้นักการแก้เอาลูกกุญแจมาพิจารณาดู แล้วส่งลูกกุญแจให้นักการกระซิบสั่งบอกอุบายให้แก่นักการไปค้นของกลางที่บ้านเซ้งหยิน นักการก็รีบไปบ้านเซ้งหยินแล้วลวงภรรยาเซ้งหยินว่า บัดนี้สามีของท่านรับเป็นสัตย์แล้วส่งลูกกุญแจให้ข้าพเจ้ามาไขเอาของกลางที่เก็บไว้ในหีบส่งไปยังศาลเพื่อจะได้พิจารณา

ฝ่ายภรรยาของเซ้งหยินได้ฟังดังนั้น สำคัญว่าจริงก็ตกใจจึงนำนักการเข้าไปในห้อง นักการก็ไขกุญแจเปิดหีบออกทั้งสองหีบเห็นมีเงินทองสิ่งของที่ใส่ไว้ในหีบเป็นอันมาก จึงนำสิ่งของทั้งนั้นมาให้เปาเล่งถูพิจารณา เปาเล่งถูจึงให้เสมียนจดรายสิ่งของนั้นๆ คือเสื้อแพรอย่างดียังใหม่อยู่ ๔๐ เสื้อ กางเกงแพร ๓๐ กางเกง กำไลทองคำหนึ่งคู่ พัดกระจก ๑ บาน  เปาเล่งถูจึงให้หาตัวติวสือเหลงผู้โจทก์มาดูสิ่งของเหล่านั้น จะเป็นของติวสือเหลงหรือมิใช่

ติวสือเหลงครั้นเห็นสิ่งของก็จำได้แม่นมั่น เปาเล่งถูจึงถามเซ้งหยิน เซ้งหยินก็รับเป็นสัตย์  แล้วเปาเล่งถูก็ปรึกษาโทษเซ้งหยินตามกฎหมาย ฝ่ายติวสือเหลงครั้นได้วันฤกษ์ดีก็แต่งการวิวาหมงคลให้อ๋องเฉียวตั๋งกับนางเลี่ยงเง็กอยู่กินเป็นภรรยาสามีกัน  ครั้นนานมาอ๋องเฉียวตั๋งไปสอบไล่หนังสือได้เป็นขุนนางสืบตระกูลมีชื่อปรากฏในจดหมายเหตุต่อมาจนทุกวันนี้
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2558 15:50:44 »

.

     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๕
มีความว่าที่ตำบลโปจิวแขวงเมืองซัวตั๋ง ยังมีชายผู้หนึ่งแซ่ลี้ ชื่อมันหยิน ลี้มันหยินมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อยู่พัง เมื่ออายุยู่พังได้ ๑๐ ขวบ ไปเล่าเรียนหนังสือมีสติปัญญาหาผู้เสมอโดยยาก ครั้นอยู่มาในตำบลนั้นยังมีชายผู้หนึ่งแซ่ตันชื่อปังมั่วเป็นขุนนางตำแหน่งเหาสือ มีบุตรหญิงคนหนึ่งชื่อนางตันฮ่วยเอ้ง  นางตันฮ่วยเอ้งมีลักษณะเป็นอันงามยิ่งนัก ตันปังมั่วอยากจะใคร่ได้ยู่พังเป็นบุตรเขย ตันปังมั่วจึงวานให้เพาบุ๋นเบ้งเป็นสื่อว่ากล่าวต่อบิดามารดาขอยู่พัง บิดามารดายู่พังก็มีความยินดี ครั้นได้วันฤกษ์ดีลี้มันหยินผู้บิดาของยู่พัง จึงแต่งการวิวาหมงคลตามธรรมเนียม ให้นางตันฮ่วยเอ้งอยู่กินเป็นสามีภรรยากันกับยู่พัง แล้วแต่งโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันตามบรรดาวงศ์ญาติกับพวกเพื่อนักเรียนของยู่พัง ที่มากินเลี้ยงเป็นที่รื่นเริง ขณะนั้นยังมีชายนักเรียนคนหนึ่งแซ่จูชื่อฮ่องสื่อ เป็นบุตรขุนนางผู้ใหญ่ตำแหน่งเล้ยโป้ว แลเห็นนางตันฮ่วยเอ้งซึ่งเป็นภรรยาของยู่พังนั้น มีลักษณะอันงามยิ่งนัก จูฮ่องสื่อเห็นดังนั้นคิดอยู่ในใจว่าจะคิดทำฉันใด จึงจะแย่งเอานางตันฮ่วยเอ้งไปเป็นภรรยาของเราได้ ครั้นรับประทานสุราและอาหารเสร็จแล้วก็กลับไปบ้าน อยู่มาบิดามารดายู่พังถึงแก่กรรมล่วงไปแล้ว ยู่พังก็ไว้ทุกข์ตามธรรมเนียม ครั้นพ้นกำหนดไว้ทุกข์แล้ว นางตันฮ่วยเอ้งก็มีบุตรกับยู่พังคนหนึ่งเป็นชาย พอถึงกำหนดจะสอบไล่หนังสือ ยู่พังก็มอบการเหย้าเรือนให้ตันปังมั่วผู้บิดาของภรรยาดูแลว่ากล่าวรักษา แล้วยู่พังก็จัดเงินใส่ไถ้พอสมควรที่จะใช้เดินทาง กับคนใช้คนหนึ่งชื่อตินยี่ ออกจากบ้านไปได้ประมาณสิบวัน ถึงตำบลชายป่าแห่งหนึ่ง มีพวกโจรออกมาตีชิงแล้วจับเอาตัวยู่พังไป แต่ตินยี่ซึ่งเป็นคนใช้ของยู่พันวิ่งหนีไปพ้นพวกโจรได้ กลับมาบ้านแจ้งความแก่นางตันฮ่วยเอ้งภรรยาของยู่พังทุกประการ นางยู่พังได้ฟังดังนั้นก็ตกใจร้องไห้คิดถึงยู่พังผู้สามีเป็นที่ยิ่ง

ฝ่ายตันปังมั่วผู้บิดาของนางตันฮ่วยเอ้ง จะไปตามยู่พังบุตรเขย จึงบอกแก่นางตันฮ่วยเอ้ง ซึ่งเจ้าจะทิ้งเหย้าเรือนเสียไปตามสามีเจ้านั้นไม่ได้ ด้วยไม่มีผู้ใดจะดูเหย้าเรือน ประการหนึ่งบุตรของเจ้าเล่าก็ยังไม่ทิ้งนม ที่เป็นทั้งนี้โดยเวลาเคราะห์กรรมได้กระทำมาจึงได้เผอิญเป็นเหตุให้สามีของเจ้าจึงพลัดพรากไปจากกัน บิดามีความวิตกยิ่งนัก บิดาจะไปติดตามถามข่าวให้ทราบความเรื่องสามีของเจ้าเอง แต่การเหย้าเรือนของบิดาและเหย้าเรือนของเจ้า บิดาจะมอบให้ตินยี่เป็นผู้ดูแลว่ากล่าวรักษาทั้งสิ้น ตันปังมั่วครั้นจัดการบ้านเรือนสั่งเสียเสร็จแล้ว ก็จัดหาเงินใส่ไถ้พอสมควรกับคนใช้หลายคนด้วยกันออกจากบ้านไปเที่ยวสืบเสาะติดตามยู่พังผู้บุตรเขย

ฝ่ายนางตันฮ่วยเอ้งอยู่รักษาการบ้าน กับหญิงคนใช้ผู้หนึ่งอายุได้ ๑๗ ปี ชื่อนางกุ้ยเอ้งสองคนบ่าวนายอยู่ด้วยกันหาได้ไปแห่งหนตำบลใดไม่

ฝ่ายนางชุนเฮียง ซึ่งภรรยาของตินยี่เป็นชู้กันกับเตียม่องชิด เตียม่องชิดลักลอบไปมาหาสู่นางชุนเฮียงอยู่เสมอเนืองนิตย์ ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เตียม่องชิดจึงพูดสัพยอกแก่นางชุนเฮียงว่านางตันฮ่วยเอ้ง นายของเจ้ามีลักษณะอันงาม มาบัดนี้ก็เป็นหม้ายถ้าเจ้าเป็นสื่อสายชักนำให้แก่เราแล้ว เราจะไม่ลืมคุณของเจ้าเลย

นางชุนเฮียงได้ฟังเตียม่องชิดชายชู้ว่าดังนั้น นางชุนเฮียงจึงบอกว่า นางตันฮ่วยเอ้งนายของข้าพเจ้าผู้นี้ เป็นคนใจคอมั่นคงไม่เป็นคนโลเลเหมือนเช่นคนทั้งหลาย ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าเป็นสื่อสายชักนำให้นั้นยากนัก

เตียม่องชิดจึงว่า ถ้าเจ้าเป็นใจด้วยช่วยเอาใจใส่สื่อชักจริงๆ แล้วทำไมจะไม่ได้ นางชุนเฮียงว่า ข้อนั้นข้าพเจ้าไม่สามารถจะรับธุระอาสาท่านได้ ครั้นพูดสัพยอกกันเป็นทีเล่นทีจริงดังนั้นแล้ว เตียม่องชิดก็กลับไปบ้าน

ฝ่ายจูฮ่องสื่อซึ่งเป็นบุตรขุนนางผู้ใหญ่ ตั้งแต่วันไปกินเลี้ยงเสพสุราวันแต่งงานของนางตันฮ่วยเอ้งกับยู่พัง ครั้นกลับมาจิตใจจูฮ่องสื่อให้คิดผูกพันกระสันถึงนางตันฮ่วยเอ้งอยู่เสมอมิได้ขาด คิดจะชิงเอานางตันฮ่วยเอ้งภรรยายู่พังให้จงได้ ครั้นอยู่มาจูฮ่องสื่อทราบความว่า นางตันฮ่วยเอ้งเป็นหม้ายก็มีความยินดีคิดอยู่ในใจว่า ครั้งนี้คงจะสมความปรารถนา ครั้นคิดดังนั้นแล้วจูฮ่องสื่อก็ไปเที่ยวตามบ้านที่ใกล้เคียงกันกับบ้านของนางตันฮ่วยเอ้ง จูฮ่องสื่อก็พูดจาประจบประแจงรู้จักคุ้นเคยแก่ชาวบ้านตำบลนั้น จูฮ่องสื่อจึงถามเรื่องยู่พังที่พวกโจรจับเอาไป มีผู้คนบ่าวไพร่ซึ่งอยู่ในเรือนกับนางตันฮ่วยเอ้งกี่คน ชาวบ้านได้ฟังจูฮ่องสื่อถามดังนั้น ก็บอกเล่าตามความจริงให้จูฮ่องสื่อฟังว่า เมื่อพวกโจรผู้ร้ายจับเอาตัวยู่พังไปแล้ว ตันปังมั่วซึ่งเป็นบิดาของนางตันฮ่วยเอ้ง ยกผู้คนบ่าวไพร่ไปตาม นางตันฮ่วยเอ้งอยู่เรือนแต่กับหญิงคนใช้คนหนึ่งเท่านั้น อายุได้ ๑๗ ปี ตินยี่เป็นผู้ใหญ่ คอยดูแลการบ้านเรือนของนางตันฮ่วยเอ้งทั้งสิ้น แต่นางชุนเฮียงซึ่งเป็นภรรยาของตินยี่ เป็นคนโลเลไม่ซื่อตรงต่อสามี ไปเที่ยวคบชู้สู่ชายอยู่เนืองนิตย์ แต่นางตันฮ่วยเอ้งนั้นหาได้ไปเที่ยวแห่งใดไม่ เหตุใดท่านจึงรู้ว่าโจรผู้ร้ายจับเอาตัวยู่พังไปเล่า

จูฮ่องสื่อบอกว่า ข้าพเจ้าทราบความมาจากเตียม่องชิด ด้วยเตียม่องชิดเป็นนักเลงเจ้าชู้ เป็นชู้แก่นางชุนเฮียงภรรยาของตินยี่ จูฮ่องสื่อครั้นพูดจาสืบรู้เรื่องดังนั้นแล้ว ก็ลาชาวบ้านเหล่านั้นกลับไปบ้านเรือนตน

ครั้นอยู่มาตินยี่หาได้อยู่ในบ้านของนางตันฮ่วยเอ้งไม่ จูฮ่องสื่อสืบรู้ดังนั้นก็มีความยินดี ด้วยเมื่อครั้งไปกินเลี้ยงแต่งงานนั้นได้สังเกตท่าทางเข้าออก เห็นทางประตูหลังบ้านพอจะแอบลอบไปมาเข้าออกหรือซุ่มแอบคอยให้พบปะนางตันฮ่วยเอ้งได้ คิดเห็นดังนั้นแล้ว ครั้นเวลาพลบค่ำจูฮ่องสื่อก็เข้าไปซุ่มอยู่ในห้องอาบน้ำของนางตันฮ่วยเอ้งคอยท่าอยู่ ถ้านางตันฮ่วยเอ้งมาอาบน้ำเมื่อใดแล้ว จะได้กระทำการข่มขืนเอาโดยกำลัง

ฝ่ายนางตันฮ่วยเอ้ง ครั้นถึงเวลาอาบน้ำจึงเรียกนางชุนเฮียงมาดูแลบุตรของนาง แล้วนางจึงเข้าไปในห้องน้ำเปลื้องเสื้อกางเกงออกอาบน้ำ ในขณะนั้นจูฮ่องสื่อซึ่งแอบซุ่มอยู่ เห็นนางตันฮ่วยเอ้งกำลังอาบน้ำ จูฮ่องสื่อก็ตรงเข้าไปอุ้มเอาตัวนางตันฮ่วยเอ้งมือหนึ่งปิดปากไว้มิให้ร้องขึ้นได้ จูฮ่องสื่อก็กระทำการสังวาสโดยกำลังอันปราศจากความเล้าโลม

นางตันฮ่วยเอ้ง จะดิ้นรนสักเท่าไรก็ไม่พ้นมือจูฮ่องสื่อไปได้ จำเป็นต้องเสียตัวด้วยการประเวณี มีความเสียใจและคิดแค้นยิ่งนัก ก็กลั้นใจกัดลิ้นของตนขาดจนโลหิตไหลออกทางปากทางจมูก แล้วก็ขาดใจตายอยู่กับที่

ฝ่ายจูฮ่องสื่อครั้นเห็นนางตันฮ่วยเอ้งตายดังนั้นก็ตกใจรีบหนีออกจากบ้านนางตันฮ่วยเอ้งกลับไปโดยเร็ว

ฝ่ายบุตรของนางตันฮ่วยเอ้ง ก็อ้อนร้องไห้จะกินนม นางชุนเฮียงจะปลอบโยนสักเท่าใดเด็กนั้นก็ไม่หยุดร้องไห้ จึงนางชุนเฮียงก็เดินออกไปตามเรียกหานางตันฮ่วยเอ้ง เห็นประตูห้องน้ำปิดอยู่มิได้ยินขานรับ นางชุนเฮียงนึกประหลาดใจให้มีความสงสัย จึงเอาเทียนจุดเพลิง เปิดประตูห้องน้ำเข้าไปส่องดู เห็นศพนางตันฮ่วยเอ้งนอนตายเปลือยกายอยู่ มีโลหิตไหลออกทางปากทางจมูกดังนั้นก็มีความตกใจ ไม่แจ้งว่านางตันฮ่วยเอ้งจะตายด้วยเหตุอันใด นางชุนเฮียงจึงไปร้องเรียกพวกชาวบ้านที่เรือนใกล้เคียงให้มาช่วยกันพิจารณาดู

ในขณะนั้น หงอสิบสี หงอเตียวสิบ เป็นวงศ์ญาติของฝ่ายนางตันฮ่วยเอ้งมาเห็นดังนั้น และนางชุนเฮียงได้บอกเล่าตั่งแต่นางตันฮ่วยเอ้งให้ดูแลบุตรไว้ นางตันฮ่วยเอ้งไปอาบน้ำจนถึงแก่นางตายอยู่ในห้องดังนั้น ให้หงอสิบสี หงอเตียวสิบฟังทุกประการ หงอสิบสีกับหงอเตียวสิบได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงพิจารณาดูเห็นโลหิตไหลออกจากปากจากจมูก และนอนตายเปลือยกายอยู่ดังนั้น เห็นความชัดว่าตายด้วยมีอ้ายผู้ร้ายมาทำการข่มขืนจึงได้ตายด้วยอาการเช่นนี้ หงอสิบสี หงอเตียวสิบเห็นว่าไม่ใช่อื่นไกล ชะรอยนางชุนเฮียงภรรยาของตินยี่เป็นคนเสเพลไปเที่ยวคบชู้สู่ชาย มีเตียม่องชิดเป็นต้น จึงได้ชักนำคนพาลมากระทำการหยาบช้าแก่นางตันฮ่วยเอ้ง จึงได้ตายลงดังนี้ ว่าดังนั้นแล้วจึงให้คนใช้ไปเชิญอำเภอมาพลิกศพและทำคำกฎหมายตราสินชันสูตรบาดแผลศพไว้ตามกฎหมาย แล้วจับตัวนางชุนเฮียงล่ามโซ่ใส่กุญแจส่งตัวไปยังผู้รักษาเมืองให้ชำระไต่สวน แล้วหงอสิบสี หงอเตียวสิบ ก็หานางนมมาเลี้ยงบุตรของนางตันฮ่วยเอ้งไว้ต่อไป ฝ่ายตินยี่คืนวันนั้นหาได้อยู่ไม่ ไปดูแลการงานบ้านเรือนของตันปังมั่ว ครั้นกลับมาเห็นเกิดการเกี่ยวข้องด้วยนางชุนเฮียงภรรยาของตัวดังนั้น ตินยี่จึงทำฟ้องฉบับหนึ่งไปยื่นต่อผู้รักษาเมือง ใจความว่า นางชุนเฮียง ภรรยาของตินยี่ไม่ซื่อตรงต่อตินยี่ ไปคบหาเป็นชู้แก่เตียม่องชิด ซึ่งเป็นคนพาลมากระทำร้ายแก่นางตันฮ่วยเอ้ง นายของตินยี่ให้ถึงแก่ความตายไปนั้น ขอท่านได้พิจารณาให้เห็นเป็นยุติธรรม

ฝ่ายผู้รักษาเมืองครั้นรับฟ้องของตินยี่ตรวจดูรู้ความแล้ว จึงได้ให้ผู้คุมคุมตัวเตียม่องชิดกับนางชุนเฮียงมาซักถาม นางชุนเฮียงให้การว่าได้เป็นชู้แก่เตียม่องชิดนั้นจริง แต่ข้อที่หาว่าได้กระทำการหยาบช้าฆ่านางตันฮ่วยเอ้งนั้นหามิได้ เมื่อนางชุนเฮียงให้การแบ่งรับแบ่งสู้ดังนั้นแล้ว ศาลจึงถามเตียม่องชิดต่อไปตามฟ้องของตินยี่โจทก์ เตียม่องชิดก็ให้การแบ่งรับแบ่งสู้ เหมือนนางชุนเฮียงให้การเหมือนกัน แล้วเตียม่องชิดให้ทานบนแก่ศาลว่า ถ้าข้าพเจ้ากับนางชุนเฮียงได้สมรู้ร่วมคิดกัน กระทำแก่นางตันฮ่วยเอ้งดังหา สืบได้ความจริงแล้ว ข้าพเจ้ากับนางชุนเฮียงขอยอมตายตามกฎหมายแผ่นดิน ไม่มีความโทมนัสน้อยใจเลย แต่ขอให้สืบสวนทวนพยานให้แก่ข้าพเจ้าโดยยุติธรรมเถิด

เมื่อผู้รักษาเมืองได้ฟังคำให้การและทานบนของเตียม่องชิดท้าให้สืบสวนดังนั้น ผู้รักษาบ้านเมืองจึงถามหงอสิบสี่ หงอเตียวสิบผู้โจทก์ ว่าผู้คนบ่าวไพร่ซึ่งอยู่ในบ้านของนางตันฮ่วยเอ้ง ยังมีอีกกี่คนให้คุมเอาตัวมาจะได้ไต่สวนสืบถามต่อไป

หงอสิบสี่ กับหงอเตียวสิบ จึงแจ้งความแก่ผู้รักษาเมืองว่า ยังมีเด็กหญิงเป็นคนใช้อีกสองคน ข้าพเจ้าจะส่งตัวมาให้แก่ท่าน ว่าดังนั้นแล้ว ก็ให้คนไปตามนางชุนเฮียงนางกุ้ยเอ้งมาให้ผู้รักษาเมืองไต่สวน ผู้รักษาเมืองจึงพาหญิงเด็กสาวสองคนนั้นไปยังหลังจวนค่อยปลอบถาม

นางชุนเฮียงเบิกความว่า เดิมนายข้าพเจ้าไปอาบน้ำท่านให้ข้าพเจ้าดูบุตรของท่านอยู่ ครั้นบุตรของท่านร้อง ข้าพเจ้าปลอบไม่หยุด ข้าพเจ้าจึงได้ไปตามนายข้าพเจ้าที่ห้องอาบน้ำ เห็นประตูปิดเป็นที่มืดอยู่ ข้าพเจ้าจึงเอาเทียนไปจุดไฟมาส่องดู จึงได้เห็นศพนายของข้าพเจ้านอนตายเปลือยกายอยู่ในห้องน้ำ นอกจากนี้ข้าพเจ้ามิได้รู้เห็นว่าผู้ใดกระทำให้นายข้าพเจ้าตาย

ผู้รักษาเมืองจึงถามนางชุนเฮียงกับนางกุ้ยเองว่า หงอสิบสีกับหงอเตียวสิบสองคนนี้ เคยไปมาหาสู่บ้านเรือนนายของเจ้าบ้างหรือไม่ หญิงเด็กสองคนก็ให้การเบิกความว่า ข้าพเจ้าหาได้เห็นหงอสิบสี หงอเตียวสิบไปมาที่บ้านเรือนนายข้าพเจ้าไม่ แล้วผู้รักษาเมืองถามต่อไปอีกว่า เตียม่องชิดได้ไปมาที่บ้านเรือนนายของเจ้าหรือไม่ หญิงเด็กสองคนก็ให้การเบิกความว่า เตียม่องชิดนี้เคยไปมาพักพิงอยู่ที่บ้านเรือนของนายข้าพเจ้าเป็นนิตย์ ผู้รักษาเมืองครั้นได้ไต่สวนดังนั้นแล้ว จึงพูดแก่ตุลาการว่า หงอสิบสีกับหงอเตียวสิบทั้งสองคนนี้ เดิมเราเข้าใจว่าฟ้องแก้เกี้ยว ที่จริงนั้นตกหนักอยู่ที่เตียม่องชิดผู้เดียวเพราะพิจารณาเห็นว่า ได้ไปมาหาสู่เป็นชู้กันแก่นางชุนเฮียงซึ่งเป็นภรรยาตินยี่ เป็นคนใช้ของนางตันฮ่วยเอ้งจึงได้กระทำการหยาบช้าให้นางตันฮ่วยเอ้งถึงแก่ความตาย นอกกว่านั้นแล้วไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ผู้รักษาเมืองว่าดังนั้นแล้วจึงสั่งให้ผู้คุม คุมตัวเตียม่องชิดกับนางชุนเฮียงไปขังไว้กองลหุโทษก่อน แล้วสั่งให้พวกพ้องของนางตันฮ่วยเอ้งเอาศพนางไปฝังไว้ตามธรรมเนียม

ฝ่ายพวกชาวบ้านร้านถิ่นที่ใกล้เคียงพากันสรรเสริญตินยี่ว่าเป็นผู้กตัญญูต่อนาย จึงพากันทำหนังสือขึ้นเสนอความชอบของตินยี่ต่อผู้รักษาเมืองให้ทราบ แต่เตียม่องชิดกับนางชุนเฮียงต้องจำขังอยู่ในกองลหุโทษช้านานประมาณปีกว่า ผู้รักษาเมืองกรมการจะชำระให้เป็นสัตย์ลงก็ยังไม่เป็นไปได้

ฝ่ายท่านเปาเล่งถู เป็นข้าหลวงไปตรวจตามบรรดาหัวเมืองครั้นมาถึงเมืองซัวตั๋ง ผู้รักษาเมืองและกรมการก็ออกไปต้อนรับเปาเล่งถูตามธรรมเนียม เปาเล่งถูก็เข้าพักอยู่ก๋งก๊วนซึ่งเป็นตึกหลวงสำหรับข้าหลวง

ฝ่ายบิดาเลี้ยงของเตียม่องชิดเป็นหมอความ จึงทำเรื่องราวกล่าวโทษผู้รักษาเมืองกรมการไปร้องต่อเปาเล่งถูฉบับหนึ่ง ใจความว่าตินยี่ หงอสิบสี หงอเตียวสิบ พร้อมใจกันเป็นโจทก์ฟ้องกล่าวโทษปรักปรำเตียม่องชิด นางชุนเฮียงว่าเป็นชู้กัน ยังมิหนำซ้ำว่าเตียม่องชิดไปกระทำการข่มขืนนางตันฮ่วยเอ้งให้ถึงแก่ความตาย ถ้อยคำสำนวนมีแจ้งอยู่ในคำฟ้องและคำให้การนั้นแล้ว ความข้อนี้ก็ได้สืบสวนทวนพยานแล้ว ไม่ได้ความจริงตามโจทก์กล่าวหา เป็นแต่ยกข้อสาเหตุที่เตียม่องชิดไปมากระทำชู้แก่นางชุนเฮียงขึ้นว่าเท่านั้น เตียม่องชิดกับนางชุนเฮียงต้องทนทุกข์เวทนาจำขังอยู่ในกองลหุโทษ ช้านานมาแล้วขอท่านได้ชำระโดยยุติธรรม

ฝ่ายเปาเล่งถู ครั้นรับเรื่องราวของบิดาเลี้ยง เตียม่องชิดมาตรวจดูแจ้งข้อความดังนั้นแล้ว ก็นิ่งตรึกตรองอยู่ ในวันนั้นยังหาได้ออกไปนั่งศาลไม่ ในราตรีวันนั้นเปาเล่งถูหลับสนิท นิมิตฝันเห็นว่ามีหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ ทำกิริยาดุจดังเข้ายื่นเรื่องราวฟ้อง แล้วหญิงนั้นกล่าวคำโคลงเป็นอักษรซ่อนกล ๔ บท ใจความว่า เจ๊กสื่อลิบ โค้วหยินสือ ยิบอั๊วทองคัวเจ๊กเลียวกือ เซียกยิกเล่าโค้วฮัมโออวงซีจูฮ่องซี้พังเซ้อยหิน  ครั้นกล่าวคำโคลงดังนั้นแล้ว ก็อันตรธานหายไป เปาเล่งถูครั้นได้สติตื่นขึ้นมาแล้วเห็นแมลงมุมตัวหนึ่งชักใยออกจากปาก แล้วก็ตกลงมาตายอยู่ดังนั้น เป็นข้อปัญหาอันหนึ่งที่จะให้วินิจฉัยอาศัยเหตุที่เปาเล่งถูเคยสังเกตกำหนดมะนะสิการะตริตรอง ในสรรพเหตุลางและนิมิตต่างๆ ในคดีของราษฎรเกิดขึ้นเป็นข้อความอันลี้ลับลึกซึ้ง และยากที่ตุลาการจะไต่สวนให้ได้ความจริงเป็นยุติธรรมลงได้ เปาเล่งถูเคยไต่สวนพิจารณาได้ความจริงทุกเรื่อง ไม่พ้นคลองปัญญาเปาเล่งถูไปได้ เปาเล่งถูจึงคิดขึ้นมาได้ว่าได้รับเรื่องราวของราษฎรไว้ฉบับหนึ่งใจความว่าขืมขืนนางตันฮ่วยเอ้ง นางตันฮ่วยเอ้งปากกัดลิ้นขาดถึงแก่ความตาย เปาเล่งถูคิดคำโคลงเป็นอักษรซ่อนกลนั้นยังไม่ออกแต่คิดเห็นว่า ตัวแมลงมุมตกลงมา ตัวแมลงมุมอยู่ในศัพท์อักษรจีนอ่านว่าจู เปาเล่งถูคิดเห็นดังนั้นแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าก็ไปยังศาลพร้อมด้วยผู้ว่าราชการเมืองและกรมการ จึงส่งถ้อยคำสำนวนฝ่ายโจทก์และจำเลยว่าด้วยข่มขืนนางตันฮ่วยเอ้ง นางตันฮ่วยเอ้งกัดลิ้นตายนั้นมาให้เปาเล่งถูตรวจพิจารณา ครั้นเปาเล่งถูตรวจตลอดแล้วจึงตามเตียม่องชิดว่า นางชุนเฮียงกับนางกุ้ยเอ้งเบิกความว่านางตันฮ่วยเอ้งเมื่อยังปกติยังไม่เกิดอันตรายนั้น ไม่มีชายผู้ใดไปมาหาสู่เป็นที่ชอบอัชฌาสัย มีแต่เจ้าเป็นชายชู้ของนางชุนเฮียงผู้เดียว เคยไปมาหาสู่นางชุนเฮียงจนถึงนางตันฮ่วยเอ้งถึงแก่ความตายนั้น ตุลาการชำระลงเนื้อเห็นว่าตัวเจ้าเป็นผู้ร้าย บัดนี้เจ้ามาร้องว่าไม่เป็นยุติธรรมฉันใด

เตียม่องชิดได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้น จึงให้การว่าข้าพเจ้าเป็นสัตว์ผู้ยากมีปากก็มีเสียเปล่าทุ่มเถียงไม่ขึ้น ผู้รักษาเมืองกรมการจะปรึกษาโทษวางบทปรับให้ข้าพเจ้าถึงความตาย เพราะฉะนั้น บิดาเลี้ยงของข้าพเจ้าเห็นว่าท่านเป็นหูทิพย์ตาทิพย์ อาจจะสอดส่องเห็นความเท็จจริงทุกข์สุขของราษฎรจึงทำเรื่องราวมายื่นต่อท่าน ขอท่านได้ชำระให้เห็นจริงเป็นยุติธรรม

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงให้ผู้คุมคุมตัวนางชุนเฮียงแยกออกไปให้ห่างเตียม่องชิด เปาเล่งถูจึงถามเตียม่องชิดต่อไปว่า เมื่อเดิมนางตันฮ่วยเอ้งไปอาบน้ำนั้นมีสิ่งของสิ่งใดบ้างเป็นสำคัญ เตียม่องชิดให้การว่าข้าพเจ้าไม่ทราบว่ามีสิ่งใด เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นจึงว่าถ้าไม่ให้การไปตามจริงแล้ว เจ้าก็ต้องตายตามบท

เตียม่องชิดได้ฟังดังนั้นก็มีความเสียใจ จึงคิดว่าเวรกรรมของเราซึ่งได้กระทำไว้แต่หนหลัง จึงให้เป็นไปดังนี้ คิดดังนั้นแล้วเตียม่องชิดจึงให้การเดาๆ ไปว่า ในห้องน้ำคงมีม่านทองและหีบและเตียงเป็นต้น ครั้นเตียม่องชิดให้การดังนั้นแล้ว เปาเล่งถูจึงให้ผู้คุมคุมตัวนางชุนเฮียงมาถามว่า ในห้องน้ำของนางตันฮ่วยเอ้งนายของเจ้ามีสิ่งของอันใดบ้าง นางชุนเฮียงให้การว่า นายข้าพเจ้าเป็นผู้มั่งมีบริบูรณ์ไปด้วยเงินทองเสื้อผ้าใส่หีบเก็บไว้บนตึกชั้นสูง ในห้องอาบน้ำหามีสิ่งใดไม่

เปาเล่งถูได้ฟังคำให้การของนางชุนเฮียง กับเตียม่องชิดหาต้องกันไม่ เปาเล่งถูพิจารณาเห็นว่า ความเรื่องนี้เตียม่องชิดหาได้กระทำร้ายแก่นางตันฮ่วยเอ้งไม่ คงเป็นผู้อื่นทำเป็นแน่ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว เปาเล่งถูจึงถามนางชุนเฮียงต่อไปว่า นายของเจ้าเดิมเคยชอบพออัชฌาสัยแก่ผู้มีชื่อที่เคยไปมาหาสู่นั้น คนแซ่จูมีบ้างหรือหาไม่

นางชุนเฮียงจึงให้การว่า เมื่อยู่พังสามีของนางตันฮ่วยเอ้งซึ่งเป็นนายของข้าพเจ้าชอบพออัชฌาสัยกันแก่จูฮ่องสื่อ บุตรขุนนางผู้ใหญ่ตำแหน่งเล้ยโป้วเซียงจื๊อ ผู้นั้นเคยไปมาหาสู่อยู่เนืองนิตย์ ตั้งแต่ยู่พังไปสอบไล่หนังสือพวกโจรจับเอาตัวไป ตั้งแต่นั้นมาไม่เห็นจูฮ่องสื่อไปมาหาสู่เลย มาเมื่อในระหว่างปีนี้จูฮ่องสื่อมานอนค้างอ้างแรมอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านฮ่องก๊กฉายระยะทางก็ใกล้กันกับบ้านนายข้าพเจ้าไม่สู้ไกลนัก  เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงกลับไปยังก๋งก๊วน ในราตรีวันนั้นฝันเห็นว่าหญิงมากล่าวคำโคลงดังที่กล่าวแล้วนั้นอีก ครั้นได้สติตื่นขึ้นมาแล้ว ก็คิดเห็นคำโคลงที่เป็นปริศนานั้นได้ว่าอักษรตัวเจ๊กกับตัวสื่อประสมเข้าด้วยกันเป็นอักษรตัวเล้อย อักษรตัวลิบกับตัวโค้วตัวหู่นั้นประสมกันเข้าเป็นอักษรตัวโป้ว อักษรตัวยิบ ประสมกันเข้ากับตัวอัวเป็นอักษรตัวกง อักษรตัวเจ๊กประสมกันเข้ากับตัวเลียวเป็นอักษรตัวจื๊อ อักษรตัวจูกับฮ่อง สำเนียงอันเดียวกันกับตัวฮ่อง ออกความว่าแซ่จูชื่อฮ่องสื่อแปลความไทยว่าจูฮ่องสื่อ เป็นบุตรขุนนางผู้ใหญ่ตำแหน่งเล้อยโป้วเซียงจื๊อ เปาเล่งถูคิดปริศนาคำโคลงเห็นตกลงดังนั้นแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นเปาเล่งถูออกนั่งยังที่ว่าราชการ จูฮ่องสื่อมาคำนับเปาเล่งถู เปาเล่งถูจึงแกล้งถามจูฮ่องสื่อว่า กิตติศัพท์เลื่องลือกันว่าท่านเป็นผู้เล่าเรียนรู้หนังสือมาก ข้าพเจ้าอยากจะให้ท่านคิดคำโคลงซ้อนกลให้ข้าพเจ้าสักหน่อยจะได้หรือไม่

จูฮ่องสื่อได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้นก็บอกปฏิเสธว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้เล่าเรียนรู้แต่น้อย เหลือกำลังสติปัญญาที่จะคิดได้ ว่าดังนั้นแล้วก็ลากลับไปบ้าน

ในขณะนั้นฮ่องก๊กฉายกับพวกเพื่อนสี่ห้าคนมาคำนับเปาเล่งถู เปาเล่งถูจึงถามว่า บรรดาท่านที่มาหาข้าพเจ้านี้ ท่านก็เป็นผู้เล่าเรียนรู้หนังสือดีทั้งสิ้น แต่จูฮ่องสื่อนี้เป็นคนมีลักษณะหมดจดดี และพูดว่าไม่ได้เล่าเรียนรู้หนังสือเหมือนท่านทั้งหลายนั้นยังกระไรอยู่ ฮ่องก๊กฉายได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้นจึงพูดว่า จูฮ่องสื่อนี้ได้เล่าเรียนหนังสือครูเดียวกันกับข้าพเจ้าที่ตำบลช่องฮองลี้ถึงสี่ปี เมื่อเดือนแปดขึ้นแปดค่ำปีก่อนนี้ จูฮ่องสื่อก็ทิ้งการเล่าเรียนไปเที่ยวเสีย เพราะฉะนั้น ความรู้จึงไม่พอจะโต้ตอบแก่ท่านผู้ที่รู้ได้

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงตรวจดูในคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องหากล่าวโทษเตียม่องชิด วันคืนเดือนปีถูกต้องกันแก่วันที่จูฮ่องสื่อออกจากโรงเรียนสมกันกับที่ฮ่องก๊กฉายบอกเล่านั้น เปาเล่งถูคิดเห็นในความฝันกับสอบได้ในความตรงกันแน่นอนดังนั้นแล้ว จึงให้นักการไปเอาตัวจูฮ่องสื่อมาผูกแล้วตีถาม จูฮ่องสื่อได้ความเจ็บปวดก็ให้การรับเป็นสัตย์ แล้วเปาเล่งถูพร้อมด้วยผู้รักษาเมืองกรมการลงตัดสินปรับโทษเป็นสองสถาน สถานหนึ่งโทษของจูฮ่องสื่อกระทำความหยาบช้าข่มขืนนางตันฮ่วยเอ้ง นางตันฮ่วยเอ้งกลั้นใจกัดปลายลิ้นถึงแก่ความตายนั้น โทษของจูฮ่องสื่อถึงประหารชีวิต อีกสถานหนึ่ง ในส่วนโทษของนางชุนเฮียงนอกใจสามีไปกระทำชู้ด้วยเตียม่องชิดนั้น ในขณะนี้นางชุนเฮียงมีครรภ์อยู่ ถ้าคลอดบุตรแล้วเมื่อใด ให้เนรเทศนางชุนเฮียงกับเตียม่องชิดชายชู้ไปอยู่เสียยังเมืองไกลให้เป็นตัวอย่างต่อไป ครั้นตัดสินถ้อยความเสร็จแล้ว เปาเล่งถูก็ไปตรวจเมืองอื่นต่อไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 มิถุนายน 2559 15:15:22 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 08 ธันวาคม 2558 17:12:32 »

.


     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๖

มีความว่าที่เมืองกวางตุ้ง ยังมีชายผู้หนึ่งแซ่ฮู้ ชื่อจื๊อฮวย จื๊อฮวยคนนี้เดิมเป็นชาวเมืองจิกกัง เป็นพ่อค้าเช่าตึกค้าขายอยู่ในเมืองกวางตุ้ง มีเงินเป็นทุนอยู่หมื่นตำลึง จื๊อฮวยมีภรรยาน้อยคนหนึ่งชื่อนางอ๋องสี จื๊อฮวยเป็นคนดุร้ายหยาบช้า ถ้าเสพสุราเมาเวลาใดนางอ๋องสีภรรยาน้อยปฏิบัติไม่ถูกใจแล้ว จื๊อฮวยก็ตีด่ามิได้ปรานีปราสัย แต่กระทำเช่นนั้นมาเป็นหลายครั้งหลายหน จนนางอ๋องสีเหลือที่จะอดจะทนได้ ครั้นเวลาดึกนางอ๋องสีก็ไปยังบ่อน้ำที่หลังบ้านโจนลงในบ่อถึงแก่ความตายอยู่ในบ่อนั้น

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า จื๊อฮวยหาเห็นนางอ๋องสีภรรยาน้อยไม่ จึงได้เที่ยวตามหาก็หาพบเห็นไม่ ก็เป็นที่จนใจอยู่ จึงเขียนหนังสือบนปิดไว้หลายตำบล ประมาณมาได้สักสองเดือนก็ไม่ได้ข่าวคราว จื๊อฮวยก็เลิกในการค้าขายที่เมืองกวางตุ้ง กลับไปยังเมืองจิกกังบ้านเดิม

ยังมีชายผู้หนึ่งชื่อหลิมฮก ออกร้านขายข้าวแกงอยู่ในเมืองกวางตุ้ง หลิมฮกมีทุนค้าขายรวมได้สองพันตำลึง จึงสู่ขอแต่งงานวิวาห์แก่นางพังชุนเน้ย อยู่กินเป็นภรรยาสามีแก่กัน แต่นางพังชุนเน้ยมีจิตสันดานรุนแรงหนาไปด้วยกามราคะยิ่งนัก ลอบคบชู้สู่ชายนอกใจสามีอยู่เนืองนิตย์

ฝ่ายบิดามารดาของหลิมฮกรู้เห็นเหตุการณ์ ที่นางพังชุนเน้ยประพฤติเป็นคนชั่วใจง่าย จึงบอกความให้หลิมฮกรู้ หลิมฮกมีความโกรธยิ่งนักก็ตีด่านางพังชุนเน้ย มิได้มีความปรานีปราสัย นางพังชุนเน้ยมีความแค้นยิ่งนัก จึงไปบ้านของตัวบ่นว่าบิดามารดาเกิดข้าพเจ้ามาแล้ว ถ้าเห็นว่าข้าพเจ้ามาเป็นคนไม่ดีแล้ว ควรจะทิ้งเสียให้ตายแต่เวลายังอยู่ในผ้าอ้อม ก็จะเป็นการสิ้นทุกข์ไป นี่บิดามารดาเลี้ยงมาจนใหญ่ปานนี้ มายกให้แก่คนใจคอโหดร้ายฉะนี้ ถ้าทำความดีก็แต่เพียงหยาบช้าด่าค่อนขอดต่างๆ ถ้ากระทำความผิด ก็ทุบตีมิได้ปรานีปราสัย ข้าพเจ้าเห็นว่าข้าพเจ้าจะต้องฆ่าตัวตายเสียดีกว่าที่จะอยู่เป็นมนุษย์ต่อไป

ฝ่ายบิดามารดานางพังชุนเน้ยได้ฟังนางพังชุนเน้ยบ่นว่าดังนั้นจึงปลอบโยนเอาใจนางพังชุนเน้ยผู้บุตรว่าเขาเป็นสามีของเจ้า เจ้าอย่าต่อล้อต่อเถียงเขา ให้เชื่อถ้อยฟังคำสามีจึงจะถูกต้องตามแบบอย่างธรรมเนียม ถ้าเจ้าไม่เชื่อถ้อยฟังคำเขาแล้วก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องทะเลาะวิวาททุบตีกันเป็นธรรมดา

นางพังชุนเน้ยได้ฟังบิดามารดาตักเตือนสั่งสอนดังนั้นก็ลากลับมายังบ้าน อยู่มาวันหนึ่งเวลาเช้ามืดด้วยเป็นฤดูหนาวนางพังชุนเน้ยเปิดประตูโรงออกไปก่อไฟผิง ยังมีชายนักเลงเจ้าชู้คนหนึ่งชื่อค้อตัด ไปอาบน้ำกลับมาทางนั้น เห็นนางพังชุนเน้ยนั่งผิงไฟอยู่แต่ผู้เดียว ค้อตัดจึงเข้าไปใกล้พูดจายั่วยวนตามธรรมดาชายกับหญิง แล้วว่าสามีของท่านยังไม่ตื่นหรือ เชิญเจ้าไปกินน้ำร้อนที่บ้านเราก็จะดีครัน

นางพังชุนเน้ยจึงตอบชายผู้นั้นว่า บ้านของท่านมีผู้อยู่กินแล้วจะให้ข้าพเจ้าไปกระไรได้ ค้อตัดจึงตอบว่า ข้าพเจ้าอยู่แต่ผู้เดียวเท่านั้น ไม่มีผู้ใดมาอยู่ร่วมกับข้าพเจ้าดอกท่านอย่าวิตกเลย

นางพังชุนเน้ยได้ฟังค้อตัดพูดดังนั้น ด้วยจิตของนางมีแต่ความยินดีพอใจในการชั่วอยู่เสมอ กับทั้งความที่คิดแค้นหลิมฮกผู้สามีอยู่ด้วย ก็ตามค้อตัดไปยังบ้านเรือนค้อตัด ร่วมประเวณีกันตามความปรารถนา ถ้าเวลาใดค้อตัดจะไปเที่ยวก็ลั่นกุญแจขังนางพังชุนเน้ยไว้ในห้องต่อกลับมาจากเที่ยวจึงได้ไขกุญแจเข้าไปหลับนอนด้วยกัน

ฝ่ายหลิมฮกครั้นตื่นจากนอนแลเห็นไฟติดอยู่กับเตา แต่หาเห็นนางพังชุนเน้ยไม่ หลิมฮกก็พึงเข้าใจว่านางพังชุนเน้ยคงจะตามชายชู้ไปเป็นแน่ หลิมฮกไปเที่ยวสืบเสาะแสวงหาก็ไม่ได้ข่าวคราวว่านางพังชุนเน้ยไปอยู่แห่งหนตำบลใด

ฝ่ายพังเล่ผู้บิดาของนางพังชุนเน้ย ครั้นแจ้งว่านางพังชุนเน้ยผู้บุตรหายไป ก็ลงเนื้อเห็นเข้าใจว่าหลิมฮกเป็นคนดุร้าย เคยทุบตีนางพังชุนเน้ยอยู่เนืองๆ มาบัดนี้นางพังชุนเน้ยหายไป ไม่ได้ข่าวคราวก็หวังใจเสียว่าหลิมฮกคงตีนางพังชุนเน้ยสาหัสถึงแก่ความตายแล้วหามเอาศพไปซ่อนเสียมิให้ใครรู้เห็นเป็นแน่แล้ว จึงได้ทำอุบายเป็นที่ว่าเที่ยวสืบหาเพื่อจะแก้สงสัยเท่านั้น พังเล่ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว ก็มีความโกรธหลิมฮกผู้บุตรเขยยิ่งนัก จึงแต่งฟ้องไปยื่นต่อผู้ว่าราชการเมืองใจความว่าข้าพเจ้าพังเล่ยกนางพังชุนเน้ยให้แก่หลิมฮกเป็นภรรยา ครั้นอยู่มาหลิมฮกเป็นคนใจร้ายกาจทุบตีนางพังชุนเน้ยบุตรีของข้าพเจ้า มิได้มีความเมตตาปรานีฉันภรรยา เมื่อเห็นว่าบุตรีของข้าพเจ้าเป็นคนชั่วร้ายสามานย์ประการใด ก็ชอบแต่จะคืนบุตรของข้าพเจ้ามาให้แก่ข้าพเจ้าผู้บิดามารดา มาบัดนี้หลิมฮกทุบตีบุตรีข้าพเจ้าถึงสาหัส จนบุตรข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย แล้วเอาศพไปซ่อนเสียมิให้ข้าพเจ้าพบเห็นและทำกลอุบายว่าบุตรของข้าพเจ้าหนีไป ถ้าบุตรข้าพเจ้าหนีไปจริงแล้ว คงมีผู้ได้พบปะและได้ข่าวคราวบ้าง ความข้อนี้ขอท่านได้เรียกตัวหลิมฮกมาพิจารณาตามกฎหมายและทางยุติธรรม

ครั้นผู้รักษาเมืองได้แจ้งความตามฟ้องของพังเล่ตลอดแล้ว จึงให้นักการไปคุมตัวหลิมฮกมาซักถาม หลิมฮกก็ให้การยืนคำอยู่ว่า มิได้ตีนางพังชุนเน้ยให้ถึงแก่ความตาย นางพังชุนเน้ยหนีตามชายชู้ไป ผู้รักษาเมืองและตุลาการพิจารณาเห็นยังก้ำกึ่งกันอยู่ จำจะต้องสอบสวนต่อไปอีก จึงสั่งให้ผู้คุมคุมเอาตัวหลิมฮกไปจำขังไว้ก่อนในกองลหุโทษ

ฝ่ายค้อตัดชายชู้ของนางพังชุนเน้ย ครั้นแจ้งความว่าบิดาของนางพังชุนเน้ยฟ้องหากล่าวโทษหลิมฮกดังนั้น จึงปรึกษาแก่นางพังชุนเน้ยว่า บัดนี้เกิดความขึ้นดังนี้แล้ว เราจะอยู่ที่ตำบลนี้ไม่ได้ จำเราจะต้องไปอยู่เมืองอื่นจึงจะพ้นภัย นางพังชุนเน้ยได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย ครั้นเวลากลางคืนค้อตัดก็พานางพังชุนเน้ยออกจากแขวงเมืองกวางตุ้งไปอยู่ยังเมืองฮุนหนำ เงินทองที่ติดตัวมาเป็นเสบียงอาหารก็ร่อยหรอหมดสิ้นลงไปทุกวัน ค้อตัดมีความวิตกจึงบอกแก่นางพังชุนเน้ยว่า เราสองคนมาอยู่เมืองนี้เงินที่จะสอยก็หมดลง ในเมืองนี้วงศ์ญาติของเราก็ไม่มี เพราะฉะนั้นจึงมีความวิตกยิ่งนัก

นางพังชุนเน้ยจึงพูดว่า ข้อนั้นท่านอย่ามีความวิตก ถ้าท่านอนุญาตให้ข้าพเจ้าเป็นคนหาเงินแล้ว การกินอยู่นุ่งห่มก็พอจะเลี้ยงกันไปได้วันหนึ่งๆ

ค้อตัดได้ฟังนางพังชุนเน้ยว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงเช่าโรงให้นางพังชุนเน้ยอยู่เป็นหญิงหาเงิน ครั้นได้มาก็เลี้ยงกันอยู่ ณ ตำบลแขวางเมืองฮุนหนำ

ฝ่ายราษฎรชาวบ้านแขวงเมืองกวางตุ้ง พบปะศพผู้หญิงตายอยู่ในบ่อน้ำ ด้วยบ่อน้ำนั้นลึกหลายวา จึงเอาพะองพาดลงไปในบ่อ แล้วก็เอาเชือกหย่อนลงไปผูกมัดชักเอาศพนั้นขึ้นมาได้ พร้อมด้วยกำนันอำเภอมาชันสูตรพลิกศพ แต่ศพนั้นเน่าเปื่อยจำหน้าไม่ได้

ฝ่ายพังเล่ครั้นแจ้งว่า ชาวบ้านได้ศพหญิงตายอยู่ในบ่อน้ำนั้นมา พังเล่ก็ไปดูเห็นศพหญิงดังนั้น ก็หวังใจว่าเป็นศพของบุตรตน จึงร้องไห้ ขณะนั้นตุลาการก็คุมตัวหลิมฮกมาที่ศพนั้น แล้วซักถามหลิมฮกว่าศพนี้เป็นศพของภรรยาท่าน ที่พังเล่ฟ้องหากล่าวโทษแล้วมิใช่หรือ จงรับเสียโดยดีเถิด

หลิมฮกจึงให้การว่า ลักษณะศพหญิงผู้นี้หาใช่ศพของภรรยาข้าพเจ้าไม่ ภรรยาของข้าพเจ้ามีลักษณะอายุมาก ลักษณะศพหญิงผู้นี้ยังอ่อนกว่าภรรยาข้าพเจ้ามาก ประการหนึ่งภรรยาของข้าพเจ้ารูปร่างสูง รูปหญิงผู้ตายนี้เป็นคนต่ำ อีกประการหนึ่งภรรยาของข้าพเจ้ามีผมอันยาวจรดส้น ศพหญิงนี้ผมสั้น ขอท่านได้พิจารณาโดยยุติธรรมเถิด

ผู้รักษาเมืองได้ฟังหลิมฮกให้การไม่รับดังนั้นจึงว่า เขาได้ศพมาแล้วยังไม่รับ กลับให้การเป็นสำนวนต่อไปอีก เล่าว่าดังนั้นจึงให้นักการตีหลิมฮก ๔๐ ทียกหนึ่ง หลิมฮกเหลือที่จะทนทานก็จำใจให้การรับตามข้อหา แล้วต้องจำอยู่ในกองลหุโทษ ครั้นอยู่มาเปาเล่งถูถือรับสั่งพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ ออกไปตรวจตามบรรดาหัวเมือง ไปถึงเมืองกวางตุ้งเข้า ผู้รักษาเมืองกรมการก็ออกไปต้อนรับเชิญเปาเล่งถูเข้ามาพักอยู่ในก๋งก๊วน แล้วผู้รักษาเมืองกรมการนำคำหาคำให้การคดีเรื่องหลิมฮกรับเป็นสัตย์ว่าด้วยฆ่านางพังชุนเน้ยตายนั้นมาเสนอเปาเล่งถู เปาเล่งถูตรวจดูถ้อยคำสำนวนฝ่ายโจก์จำเลยตลอดแล้ว เห็นว่านางพังชุนเน้ยเป็นหญิงหลายใจมักมากในกามราคะ เพราะฉะนั้นหลิมฮกสามีจึงได้ทุบตี ชะรอยนางพังชุนเน้ยจะหนีตามผู้ชายไปเป็นแน่ เปาเล่งถูคิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงพูดแก่ผู้รักษาเมืองกรมการว่า ความเรื่องนี้จะเหมาเอาหลิมฮกว่าเป็นสัตย์นั้นจะยังไม่ได้ก่อน เพราะว่าหญิงผู้นี้เป็นหญิงไม่ซื่อตรงต่อสามี เห็นจะหนีตามผู้ชายไปเป็นแน่ จำจะต้องมีตราวางไปตามหัวเมืองทุกแขวงทุกตำบลจึงจะได้ตัว ว่าแล้วเปาเล่งถูจึงสั่งให้เขียนหนังสือประทับตรายี่ห้อของเปาเล่งถูออกไปวางทุกๆ เมือง บนจับตัวนางพังชุนเน้ยกับให้สืบดูเพื่อให้รู้ชัดว่า ศพหญิงที่ได้มานั้น จะเป็นบุตรภรรยาของผู้ใดแน่

ฝ่ายนักการครั้นไปสืบได้ความว่า ภรรยาของจื๊อฮวยหนีไปโจนลงบ่อตาย จื้อฮวยหารู้ไม่ จื้อฮวยยังได้ออกหนังสือบนจับ เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงให้นักการไปตามตัวจื๊อฮวยมาสอบถาม จื้อฮวยก็ให้การเหมือนดังคำราษฎรกล่าวกันนั้น ให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ เปาเล่งถูจึงสั่งให้ปล่อยตัวจื๊อฮวยกลับไปบ้าน แล้วสั่งให้ปล่อยหลิมฮกออกจากเวรจำ ไปหากินตามภูมิลำเนาของตนแล้วเปาเล่งถูจุดธูปเทียนบูชาเทพยดา ซึ่งรักษาฟ้าและดิน อธิษฐานขอให้จับตัวนางพังชุนเน้ยให้จงได้ โดยเห็นเหตุว่าเพราะภรรยาของจื๊อฮวยไปโจนบ่อตาย จึงเป็นเหตุให้หลิมฮกต้องเวรจำและถูกเฆี่ยนตีแทบจะถึงแก่ชีวิตอันตราย

ครั้นอยู่มามีชายผู้หนึ่ง ชื่อทังกัว เปาเล่งถูใช้ให้ไปราชการที่เมืองฮุนหนำ ทังกัวไปถึงเมืองฮุนหนำส่งหนังสือให้ผู้รักษาเมืองแล้ว ทังกัวก็เข้าพักอยู่ที่ตึกก๋งก๊วน คอยรับหนังสือตอบของผู้รักษาเมืองฮุนหนำ อยู่มาวันหนึ่งทังกัวทราบว่าที่เมืองฮุนหนำมีหญิงรูปงามเป็นคนรับจ้างประเวณีผู้หนึ่งพึ่งมาอยู่ใหม่ ทังกัวก็ออกจากที่อยู่ไปยังสำนักของนางพังชุนเน้ย ทังกัวจึงถามนางพังชุนเน้ยว่า เจ้าเป็นชาวเมืองไหน รูปร่างงดงามหมดจด เหตุใดจึงมาเป็นคนหาเงินอย่างนี้

นางพังชุนเน้ยจึงเล่าความตามจริงว่า บิดามารดาของข้าพเจ้าท่านก็เป็นคนดีเรียบร้อย แต่งให้ข้าพเจ้ามีสามีๆ ของข้าพเจ้าเป็นคนหยาบช้าดุร้ายยิ่งนัก ข้าพเจ้าอดรนทนไม่ได้ จึงหนีมาอยู่เมืองนี้ครั้นขัดสนจนยากไม่มีทุนรอนจะทำมาหากินจึงจำใจจำเป็นหาเงินด้วยการอย่างนี้ พอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้น

ทังกัวได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงพิจารณาดูรูปร่างลักษณะก็จำได้แน่ว่าเป็นภรรยาของหลิมฮก ทังกัวจึงพูดว่า ข้ากับตัวเจ้านี้เป็นคนบ้านเดียวเมืองเดียวกัน เจ้านี้เป็นภรรยาของหลิมฮกมิใช่หรือ

นางพังชุนเน้ยได้ฟังทังกัวว่าดังนั้นก็ตกใจ นางจึงเล่าความจริงให้ทังกัวฟังทุกประการแล้วจึงว่า ถ้าท่านกลับไปเมืองกวางตุ้งแล้ว ท่านอย่าบอกเล่าแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้เลย ว่าแล้วนางพังชุนเน้ยก็เอาเงินมาให้ทังกัวหวังจะปิดปากมิให้พูดบอกแก่ผู้ใด แต่ทังกัวไม่รับเงินแล้วจึงพูดว่าเจ้าพลัดบ้านเมืองมาได้ความขัดสนยากจนจงเก็บเอาไว้ใช้สอยเถิด รุ่งขึ้นพรุ่งนี้แล้วเราจะลาเจ้ากลับไปบ้าน ว่าแล้วทังกัวก็ลานางพังชุนเน้ยกลับมาก๋งก๊วน ทังกัวคิดอยู่ในใจว่าหลิมฮกก็เป็นคนบ้านเดียวกันกับเรา หลิมฮกได้ความยากถูกเฆี่ยนตีจำจองก็เพราะหญิงคนนี้ จำเราจะไปแจ้งความแก่หลิมฮกให้รู้จึงจะชอบ ครั้นได้หนังสือตอบแล้ว ทังกัวก็รีบกลับไปยังเมืองกวางตุ้ง ส่งหนังสือตอบข้อราชการให้แก่เปาเล่งถูแล้ว ทังกัวก็ไปเล่าบอกแก่หลิมฮก ตามที่ได้พบปะแก่นางพังชุนนั้นให้หลิมฮกฟังทุกประการ

หลิมฮกได้ฟังทังกัวมาบอกเล่าดังนั้น ก็มีความยินดีจึงแต่งเรื่องราวไปยื่นต่อเปาเล่งถู ว่าด้วยนางพังชุนเน้ยไปอยู่เมืองฮุนหนำให้เปาเล่งถูทราบ ตามถ้อยคำของทังกัวบอกเล่านั้นทุกประการ

เปาเล่งถูจึงให้นักการพร้อมด้วยทังกัว หลิมฮกถือหนังสือคำสั่งของเปาเล่งถูไปยังเจ้าเมืองฮุนหนำ ให้จับตัวนางพังชุนเน้ยกับค้อตัดชายชู้ มอบให้นักการคุมตัวส่งมายังเมืองกวางตุ้ง

ครั้นได้ตัวนางพังชุนเน้ยกับค้อตัดชายชู้มาแล้ว เปาเล่งถูจึงตัดสินให้นางพังชุนเน้ยคืนสินเดิมให้หลิมฮก ส่วนตัวค้อตัดชายชู้นั้น ปรับไหมมีโทษเนรเทศออกจากเมืองกวางตุ้ง แล้วเอาเงินสำหรับจ่ายราชการมารางวัลให้แก่ทังกัวสามตำลึง ครั้งนั้นเปาเล่งถูมาชำระถ้อยความคดีของราษฎรชาวเมืองกวางตุ้งอยู่ช้านาน ราษฎรพากันสรรเสริญเปาเล่งถูเป็นอันมาก

ในคดีเรื่องหลิมฮกนี้ ผู้รักษาเมืองกรมการลงเนื้อเห็นว่า หลิมฮกตีเมียตายจริง เพราะได้ศพนางอ๋องสีภรรยาจื๊อฮวยมา จึงได้ผูกหลิมฮก หลิมฮกทนเจ็บไม่ได้จึงต้องจำใจรับ แต่คำที่หลิมฮกให้การคัดค้านชี้แจงว่ามิใช่ศพนางพังชุนเน้ยลักษณะ ๓ อย่าง คือ ๑ รูปศพสูงใหญ่  ๒ รูปศพมีอายุมากไป   ๓ ผมสั้นไม่ยาวถึงส้นเหมือนนางพังชุนเน้ย ผู้รักษาเมืองกรมการก็ยกเสียว่าเป็นสำนวนโต้แย้งไม่เชื่อฟัง การที่แล้วแต่เห็นเช่นนี้พร้อมกัน จึงได้เห็นผิดห่างไกลจากความจริงไปมาก ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีเปาเล่งถู หลิมฮกคงต้องตายด้วยความไม่จริงตามกฎหมายและความเห็นของผู้รักษาเมืองและกรมการในสมัยนั้นเป็นแน่ เพราะฉะนั้นควรผู้พิพากษาจะต้องจำไว้ดำริอยู่เสมอ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 ธันวาคม 2558 16:17:15 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2558 16:21:16 »

.

     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๗

มีความว่า ที่ตำบลเท่งฮั้ยกุ้ยแขวงเมืองเบงปอหู ยังมีชายสองคนๆ หนึ่งแซ่โค้วชื่อคั้ว  คนหนึ่งแซ่แฮ ชื่อเจง  แฮเจงเป็นขุนนางตำแหน่งซี่เล้ง ทั้งสองคนนี้เป็นมิตรสหายรักใคร่กันเสมอหนึ่งญาติ

ครั้นอยู่มาแฮเจงมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อเชียงสี มาภายหลังโค้วคั้วมีบุตรหญิงคนหนึ่งให้ชื่อกุ้ยเง็ก  นางกุ้ยเง็กกับเชียงสีเจริญวัยใหญ่ขึ้นด้วยกัน ฝ่ายแฮเจงผู้บิดาของเชียงสีจึงวานเฒ่าแก่มาสู่ขอนางกุ้ยเง็กให้เป็นภรรยาของเชียงสี ด้วยนางกุ้ยเง็กกับเชียงสีอายุยังเยาว์อยู่ แฮเจงเอากำไลทองคำคู่หนึ่งเป็นของหมั้นโค้วคั้ว ข้างฝ่ายบิดานางกุ้ยเง็กจึงเอาปิ่นประดับด้วยเพชรเป็นของหมั้นตอบแทน

ฝ่ายแฮเจงเป็นขุนนางก็ตั้งอยู่ในยุติธรรม มิได้คิดเบียดเบียนราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน แฮเจงเข้าไปทำราชการอยู่ในเมืองหลวง ครั้นอยู่มาป่วยลงถึงแก่กรรม โค้วคั้วซึ่งเป็นขุนนางตำแหน่งเกียมสู่จึงเกื้อกูลนำเอาศพแฮเจงมายังบ้านเดิมหาที่ฮวงซุ้ยฝังไว้ตามธรรมเนียม

ฝ่ายเชียงสีบุตรของแฮเจง ตั้งแต่แฮเจงผู้บิดาถึงแก่กรรมล่วงไปแล้ว เชียงสีไปเล่าเรียนหนังสือตั้งแต่อายุ ๑๐ ปี จนอายุได้ ๑๖ ปี ถึงแก่ความยากจนลงเป็นอันมาก

ครั้นอยู่มาโค้วคั้วเห็นว่านางกุ้ยเง็กผู้บุตร และเชียงสีเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นด้วยกันทั้งสองฝ่ายแล้ว จึงเตือนเชียงสีให้นัดวันแต่งงานวิวาหมงคลเป็นภรรยาสามีกันตามประเพณีธรรมเนียม

ฝ่ายเชียงสีมีความเจียมตนด้วยเห็นว่าตัวยากจน ไม่มีทรัพย์สินเงินทองสิ่งของจะแต่งงานจึงขอบอกเลิก

ฝ่ายโค้วคั้วจึงบอกแก่บุตรภรรยาว่า ถ้าไม่มีเงินถึงร้อยตำลึงและสิ่งของมาแต่งตามธรรมเนียม พ้นกำหนดสามปีไปแล้ว มีผู้ใดมาขอก็จะยกให้แก่ผู้นั้น

นางกุ้ยเง็กได้ฟังโค้วคั้วผู้บิดาว่าจะยกให้ผู้อื่นดังนั้น จึงพูดแก่บิดามารดาว่า บิดามารดาจะกระทำดังนั้นหาควรไม่ เพราะได้รับคำมั่นสัญญาไว้ต่อกัน แม้จะยากจนประการใดๆ ข้าพเจ้าก็ไม่ทิ้ง ซึ่งบิดาจะมาละทิ้งความสัตย์เสียเช่นนั้น ก็จะเป็นที่ติเตียนของเทพยดามนุษย์ทั้งหลายทั่วโลก

โค้วคั้วผู้บิดาได้ฟังนางกุ้ยเง็กดังนั้น จึงตอบบุตรว่า ถ้าไม่มีเงินร้อยตำลึงกับสิ่งของมาแต่งการวิวาห์ตามธรรมเนียมแล้ว เราเป็นอันไม่ยอมยกให้เป็นอันขาด

นางกุ้ยเง็กได้ฟังบิดาว่าดังนั้น จึงลักเงินทองสิ่งของต่างๆ ซ่อนไว้แล้ว จึงกระซิบสั่งนางชิวเฮียงสาวใช้คนสนิทให้ไปเชิญตัวเชียงสีมาจะเกื้อหนุนให้เงินทองสิ่งของให้สมความปรารถนา

นางชิวเฮียงคนใช้รับคำสั่งนางกุ้ยเง็กดังนั้นแล้ว จึงไปหาเชียงสีแล้วแจ้งความว่า นางกุ้ยเง็กนายของข้าพเจ้าเห็นว่าท่านอนาถายากจนจง ก็มีความเมตตาอาลัยในตัวท่านยิ่งนักด้วยคิดเห็นว่าบิดามารดาทั้งสองฝ่าย ก็ได้กระทำคำมั่นสัญญาไว้ต่อกัน หวังจะให้ท่านกับนางกุ้ยเง็ก เป็นภรรยาสามีร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ครั้นมาบัดนี้ท่านผู้บิดาของนายข้าพเจ้า เห็นว่าท่านไม่มีเงินทองสิ่งของจะไปแต่งงานตามธรรมเนียมแล้ว ถ้าพ้นกำหนดสามปีไปแล้ว จะยกนางกุ้ยเง็กให้แก่ผู้อื่น นางกุ้ยเง็กไม่ลืมคำมั่นสัญญาเสียเลย จึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาแจ้งความแก่ท่านว่า อย่าให้ท่านมีความวิตกทุกข์ร้อนไปเลย ให้ท่านไปหานายข้าพเจ้า นายข้าพเจ้าจะอุดหนุนอนุกูลให้เงินทองสิ่งของมาแก่ท่านจะได้แต่งงานวิวาหมงคลอยู่กินเป็นภรรยาสามีกันตามประเพณี เวลาค่ำพรุ่งนี้ดึกสองยาม เชิญท่านไปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน นายข้าพเจ้าจะให้เงินทองสิ่งของแก่ท่าน

เชียงสีได้ฟังดังนั้นมีความยินดียิ่งนัก แล้วก็รับตามคำนางชิวเฮียงซึ่งมานัดไว้นั้นทุกประการ แล้วนางชิวเฮียงก็ลากลับเข้าไปในบ้าน

ฝ่ายเชียงสีมีความยินดี จึงไปบอกเล่าให้หลีเสียนหู่ผู้เป็นเพื่อนรักอันสนิทให้รู้ความลับของตนทุกประการ หลีเสียนหู่เป็นคนทุจริตเห็นเชียงสีไว้ใจบอกเล่าความลับดังนั้น ก็กระทำเป็นพลอยยินดีด้วย จึงซื้อสุรามาเลี้ยงมอมเชียงสีแล้วว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านเป็นคนยากจนขัดสนมาก็ช้านานแล้ว มาบัดนี้มีลาภจะบังเกิดแก่ท่านแล้ว ข้าพเจ้าพลอยมีความยินดีด้วยท่านยิ่งนัก วันนี้เรากับท่านเสพสุรากันเล่นให้เป็นที่สบายใจด้วยกัน ถ้าถึงเวลากำหนดที่นัดไว้ ท่านจึงค่อยไป ว่าดังนั้นแล้วหลีเสียนหู่ก็รินสุราส่งให้เชียงสีกิน ครั้นเชียงสีเสพสุราพอมึนตึงตัวแล้ว หลีเสียนหู่จึงเอายาเบื่อเจือลงในสุรารินให้เชียงสีกิน เชียงสีครั้นกินสุราที่เจือยาเบื่อเข้าไป ก็ยิ่งมึนเมามากไม่มีสติ ก็เลยนอนหลับใหลไป หลีเสียนหู่ครั้นเห็นเชียงสีหลับสนิทแล้ว จึงปลอมเป็นเชียงสีไปยังสวนดอกไม้หลังบ้านนางกุ้ยเง็กซึ่งได้นัดไว้นั้น หลีเสียนหู่ก็กระทำเป็นเสียงเชียงสี ร้องเรียกนางชิวเฮียง นางชิวเฮียงได้ยินเสียงดังนั้น ก็สำคัญว่าเสียงเชียงสีมาเรียก จึงเปิดประตูสวนดอกไม้หลังบ้านออกไปรับ เห็นหาใช่เชียงสีไม่ นางชิวเฮียงจึงรีบกลับเข้ามาแจ้งความแก่นางกุ้ยเง็กว่า หาใช่เชียงสีไม่ เชียงสีนั้นข้าพเจ้าจำได้ทั้งรูปร่างลักษณะและน้ำเสียง เหตุใดจึงเป็นผู้อื่นไปดังนี้

นางกุ้ยเง็กจึงว่า เจ้านัดแก่เขาไว้ไม่มีใครล่วงรู้เลย ด้วยเวลานี้เดือนตกสิ้นแสงแล้ว ในอากาศมืดมัวไป เจ้าจึงจำหน้าคนไม่ได้ เจ้าจงเอาสิ่งของเงินทองซึ่งห่อไว้นั้นไปให้แก่เชียงสีเสียเถิด ด้วยเวลาก็ดึกอยู่แล้ว เชียงสีเขาจะคอยจะเสียเวลาไป


  นางชิวเฮียงจึงถือเอาสิ่งของกับเงินทอง ซึ่งนางกุ้ยเง็กจัดห่อไว้นั้นออกไป ครั้นออกไปถึงประตูสวนเดินเข้าไปใกล้หลีเสียนหู่ผู้ร้าย นางชิวเฮียงเห็นแน่จำได้ถนัดว่ามิใช่เชียงสีแล้ว นางชิวเฮียงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าผู้ร้ายหาใช้เชียงสีไม่ พอขาดเสียงลงหลีเสียนหู่ก็ชกถูกนางชิวเฮียงล้มลง แล้วเอาเท้ากระทืบหน้าอกนางชิวเฮียง นางชิวเฮียงก็ถึงแก่ความตายลงในทันใดนั้น หลีเสียนหู่เก็บเอาห่อเงินทองสิ่งของทั้งนั้นกลับไปบ้าน เก็บของทั้งนั้นไว้ดีแล้ว ก็ขึ้นบนเตียงกระทำเป็นนอนหลับเคียงอยู่กับเชียงสี เพื่อจะมิให้เชียงสีรู้ว่าตนเป็นผู้ร้ายลอบปลอมไปเอาสิ่งของและฆ่าคนตายด้วย

ฝ่ายเชียงสีครั้นสร่างฤทธิ์ยาและสุราแล้ว ตื่นขึ้นคิดได้ว่าได้นัดไว้แก่นางชิวเฮียง ให้ไปรับสิ่งของที่นางกุ้ยเง็กจะให้ ครั้นคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงรีบไปยังสวนดอกไม้หลังบ้านนางกุ้ยเง็ก ครั้นเข้าในบ้านเห็นนางชิวเฮียงนอนตายอยู่ เชียงสีสำคัญว่านางชิวเฮียงคอยอยู่ช้านานจึงได้นอนหลับไป เชียงสีเข้าไปใกล้เอามือต้องตัวนางชิวเฮียง จึงได้รู้ว่านางชิวเฮียงถึงความตายเสียแล้ว จนศพนั้นแข็ง เชียงสีมีความตกใจก็รีบกลับไปยังบ้านเรือนตน

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าผู้คนบ่าวไพร่ซึ่งอยู่ในบ้านโค้วคั้วไม่เห็นนางชิวเฮียงมรับใช้การงานตามเคย จึงไปเที่ยวตามหาก็พบศพนางชิวเฮียงนอนตายอยู่ที่ริมประตูสวนดอกไม้ จึงไปแจ้งความแก่โค้วคั้วและนางกุ้ยเง็ก นางกุ้ยเง็กก็ตกใจ แต่โค้วคั้วมีความสงสัยว่านางชิวเฮียงจะมีความผิดด้วยข้อใดต่อนางกุ้ยเง็ก นางกุ้ยเง็กจึงตีนางชิวเฮียงคนใช้ให้ถึงแก่ความตายฉะนี้ โค้วคั้วมีความสงสัยดังนั้นแล้วจึงถามนางกุ้ยเง็กผู้บุตรว่าเหตุใดนางชิวเฮียงจึงได้ไปนอนตายอยู่ที่ประตูสวนฉะนี้

นางกุ้ยเง็กได้ฟังบิดาถามดังนั้น จึงเล่าความตามจริงซึ่งได้ใช้ให้นางชิวเฮียงไปนัดแก่เชียงสีให้เข้ามาในสวนดอกไม้ เพื่อจะให้สิ่งของเงินทองไปกระทำสินสอด เพราะมิได้รู้ว่าเชียงสีเป็นผู้ร้ายใจฉกรรจ์ถึงแก่ฆ่าคนได้ฉะนี้


โค้วคั้วได้ฟังบุตรบอกเล่าดังนั้น มีความโกรธเชียงสียิ่งนักจึงแต่งทนายไปฟ้องหากล่าวโทษเชียงสีต่อผู้รักษาเมืองใจความว่า

เดิมบิดาของเชียงสีได้หมั้นขอนางกุ้ยเง็กบุตรของโค้วคั้วไว้จะให้เป็นภรรยาเชียงสี ทั้งสองฝ่ายได้รับขันหมากหมั้นสัญญาต่อกันแล้ว ครั้นอยู่มาถึงกำหนดนัดแต่งงานวิวาหมงคล เชียงสีไม่มีทรัพย์สมบัติเงินทองที่จะแต่งงาน นางกุ้ยเง็กมีความเมตตาอาลัยในเชียงสีจึงให้นางชิวเฮียงไปบอกนัดเชียงสีให้ไปรับเงินทองสิ่งของที่ในสวนดอกไม้หลังบ้าน เชียงสีไม่เอาแต่ของกลับฆ่านางชิวเฮียงให้ถึงแก่ความตายเสียด้วย ขอท่านได้เรียกตัวเชียงสีมาพิจารณาให้เห็นเท็จและจริงโดยยุติธรรมตามกฎหมาย

ฝ่ายผู้รักษาเมืองครั้นได้แจ้งในคำฟ้องขอโค้วคั้วดังนั้นแล้ว จึงให้นักการถือหมายไปเกาะตัวเชียงสีมาซักถาม เชียงสีให้การใจความว่าเดิมบิดามารดาได้หมั้นสัญญานางกุ้ยเง็กไว้ เพื่อจะให้ไปเป็นภรรยาข้าพเจ้านั้นเป็นความจริง ครั้นอยู่มาเห็นว่าข้าพเจ้ายากจนไม่มีเงินทองสิ่งของจะแต่งการมงคล โค้วคั้วเป็นผู้กลับกลอกหาตั้งอยู่ในสัตยานุสัตย์ไม่ คิดอุบายให้นางชิวเฮียงไปนัดให้ข้าพเจ้ามารับสิ่งของเงินทองว่าเป็นของนางกุ้ยเง็กจะให้ ครั้นข้าพเจ้ามาถึงสวนดอกไม้ตามคำนัดเห็นแต่ศพนางชิวเฮียงนอนตายอยู่ ข้าพเจ้าก็กลับไปบ้านข้าพเจ้า ข้อซึ่งหาว่าข้าพเจ้าฆ่านางชิวเฮียงตายนั้นหามิได้ ขอท่านได้พิจารณาโดยยุติธรรมตามกฎหมายเถิด

ฝ่ายผู้รักษาเมืองและกรมการ จึงเทียบคำฟ้องกับคำให้การของเชียงสีมาพิจารณาดูแล้ว จึงถามโค้วคั้วต่อไป โค้วคั้วให้การเพิ่มเติมว่า บุตรของข้าพเจ้าให้นางชิวเฮียงนำเงินไปให้เชียงสีถึงร้อยตำลึงเศษ กับทองคำเป็นรูปพรรณต่างหาก นางกุ้ยเง็กคนกลางเป็นพยานอยู่ ขอท่านได้พิจารณาให้เห็นเท็จและจริงเถิด

ผู้รักษาเมืองกรมการจึงถามนางกุ้ยเง็กว่า ฝ่ายหนึ่งก็บิดาฝ่ายหนึ่งก็เป็นสามีจงเบิกความไปตามจริง นางกุ้ยเง็กจึงเบิกความว่าเดิมบิดามารดาได้รับคำมั่นสัญญาไว้ต่อกันนั้นจริง ครั้นต่อมาเชียงสีไม่มีเงินทองจะมาแต่งงานตามธรรมเนียม บิดาข้าพเจ้าก็จะไม่ยอมยกให้ ส่วนตัวข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยบิดาในที่จะตัดทางไมตรี ข้าพเจ้าจึงให้นางชิวเฮียงไปนัดให้เชียงสีไปยังสวนดอกไม้หลังบ้านข้าพเจ้า ครั้นถึงเวลานัดเชียงสีก็ไปตามนัด ข้าพเจ้าจึงให้นางชิวเฮียงเอาเงินทองสิ่งของออกไปให้ หรือว่าเชียงสีจะข่มนางชิวเฮียง นางชิวเฮียงจะไม่ยอม หรือว่าเชียงสีจะโกรธว่าบิดาข้าพเจ้าเห็นว่ายากจนลงจะไม่ยอมยกข้าพเจ้าให้ จึงได้ฆ่านางชิวเฮียงตาย ข้าพเจ้าก็หาทราบในใจของเชียงสีไม่ ขอท่านได้พิจารณาโดยยุติธรรมเถิด

ฝ่ายผู้รักษาเมืองได้ฟังนางกุ้ยเง็กเบิกความจริงดังนั้น ก็ตบโต๊ะหัวเราะแล้วจึงพูดว่า คำหากับคำให้การและพยานก็สมกันทั้งสิ้นแล้ว เราเห็นว่าเชียงสีพิรุธเป็นสัตย์แท้ จะปฏิเสธว่ามิได้ฆ่านางชิวเฮียงนั้นกระไรได้

เชียงสีจึงให้การชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า คำใดที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วนั้น ก็เป็นความจริงทั้งสิ้น แต่ข้อที่นางชิวเฮียงรับเอาเงินทองสิ่งของมาให้ ก็จัดว่าเป็นผู้มีคุณอยู่ส่วนหนึ่ง แล้วข้าพเจ้าจะกลับประทุษร้ายต่อผู้มีคุณอันหาเหตุสมควรมิได้เสียดังนี้ ท่านเห็นควรแก่ข้อความแล้วหรือ ขอท่านได้พิจารณาแต่โดยใจอันเป็นกลางยุติธรรมแท้ก่อน ถ้าท่านจะลงความเห็นอยู่ว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ฆ่านางชิวเฮียงผู้มีคุณแล้ว ก็จัดว่าเป็นเวรกรรมของข้าพเจ้าที่ได้ทำไว้แต่ชาติก่อนมาตามสนอง ข้าพเจ้าจะทำกระไรได้ หากจะให้เป็นไปเองโดยยถากรรม

ครั้นเชียงสีให้การชี้แจงดังนั้นแล้ว ผู้รักษาเมืองกรมการจึงตัดสินปรับโทษเชียงสีใส่ด้วยบทถึงประหารชีวิต แต่ผู้ว่าราชการเมืองได้มีหนังสือบอกไปยังเมืองกวางตุ้ง ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ๆ ยังไม่มีตราอนุญาตให้ทำโทษตามตัดสิน จึงต้องรอตราและงดการทำโทษประหารชีวิตเชียงสีไว้ เชียงสีต้องจำอยู่ในระหว่างกองลหุโทษประมาณสักสามปี

ฝ่ายเปาเล่งถู ถือรับสั่งพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้เป็นข้าหลวงไปเที่ยวตรวจตามบรรดาหัวเมือง มาถึงเมืองเบงปอหูเข้าพักอยู่ยังก๋งก๊วนตำบลเท่งฮั้ยกุ้ย ผู้รักษาเมืองและกรมการออกไปต้อนรับเปาเล่งถูตามธรรมเนียมผู้รักษาเมือง กรมการจึงนำคำฟ้องของโค้วคั้วและคำให้การของเชียงสี และคำพยานคนกลางและคำพิพากษาที่ได้ลงเนื้อ เห็นว่าเชียงสีฆ่านางชิวเฮียงตายสมโจทก์หา ปรึกษาตัดสินปรับโทษใส่ด้วยบทถึงประหารชีวิตให้ตายตกไปตามกันนั้นมาให้เปาเล่งถูตรวจดู

ครั้นเปาเล่งถูตรวจดูคำหาคำให้การ คำพยานคนกลางเห็นข้อที่นางชิวเฮียงรับเอาเงินทองสิ่งของมาจากมือนางกุ้ยเง้ก ไปให้แก่เชียงสี เชียงสีกลับฆ่านางชิวเฮียงตายเสียดังนั้นมีความสงสัย ลงเนื้อเห็นว่าเป็นพิรุธผู้ร้ายฆ่าคนตายนั้น ยังไม่ควรเห็นเอาเป็นจริงลงไปได้ เปาเล่งถูจึงสั่งให้ผู้คุมคุมตัวเชียงสีมา เปาเล่งถูจึงสอบถามต่อไปว่าการซึ่งนางกุ้ยเง็กให้นางชิวเฮียงมานัดให้เจ้าไปรับเอาเงินทองสิ่งของ ดังนั้นความข้อนี้รู้กันแต่เจ้ากับนางชิวเฮียงและนางกุ้ยเง็กเท่านั้นหรือ หรือว่าเจ้าแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้ต่อออกไปอีกบ้าง เชียงสีได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้นก็นึกขึ้นได้ จึงคำนับแล้วแจ้งความว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ยากจน ครั้นนางกุ้ยเง็กบอกให้เงินทองแก่ข้าพเจ้าดังนั้น ก็มีความยินดี ข้าพเจ้าจึงไปบอกแก่หลีเสียนหู่ผู้เพื่อนรักของข้าพเจ้า หลีเสียนหู่จึงเชิญข้าพเจ้าไปเสพสุราที่บ้านหลีเสียนหู่ หลีเสียนหู่ให้ข้าพเจ้าเสพสุราแล้ว ก็นอนหลับอยู่ในเรือนของหลีเสียนหู่ ครั้นข้าพเจ้าสร่างเมาได้สติแล้วจึงไปยังสวนดอกไม้หลังบ้านของนางกุ้ยเง็ก จึงได้เห็นศพนางชิวเฮียงนอนตายอยู่ ข้าพเจ้าจึงได้กลับไปบ้าน เหตุการณ์เป็นไปดังนี้จึงได้ตกหนักอยู่แก่ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ในคำให้การของข้าพเจ้านั้นทุกประการแล้ว ขอท่านผู้มีแก้วตาปัญญาญาณเป็นที่พึ่งพิงพิจารณาโดยยุติธรรม ตัวข้าพเจ้านอกจากความละเมิดแล้ว ก็มิได้กระทำความผิดสิ่งใดเลย

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น พิจารณาเห็นกระแสความโดยคำให้การชัดแน่ในปัญญาว่า หลีเสียนหู่เป็นผู้ร้ายฆ่านางชิวเฮียงตายก็มิได้ถามต่อไป แล้วจึงสั่งผู้รักษาเมืองกรมการว่า คดีเรื่องนี้ต้องงดไว้ก่อนจะต้องสืบสวนให้ละเอียดอีกสักชั้นหนึ่ง เห็นควรแล้วจึงจะปรับโทษตามกฎหมาย แล้วเปาเล่งถูจึงคิดอุบายให้ผู้ที่มีกิริยาสุภาพเรียบร้อยซึ่งเป็นชาวเมืองเบงปอหู ไปเกลี้ยกล่อมชักชวนหลีเสียนหู่มาให้รู้จักมักคุ้นเคยแก่เปาเล่งถู เปาเล่งถูก็กระทำเป็นพูดจาปราศรัยด้วยหลีเสียนหู่เป็นอันดีโดยอย่างสนิท หลีเสียหู่หาได้รู้ในกลอุบายของเปาเล่งถูไม่ หลีเสียนหู่ก็ไปมาหาสู่อาสาเป็นคนใช้สนิทของเปาเล่งถูมาช้านานประมาณครึ่งปี

อยู่มาวันหนึ่งเปาเล่งถูจึงบอกแก่หลีเสียนหู่ว่า ตัวเรามาอยู่รักษาราชการเมืองนี้ก็ช้านานแล้ว มาบัดนี้เราอยากจะมีภรรยาขอท่านได้เป็นธุระแสวงหาซื้อทองรูปพรรณอย่างเก่ามาให้เราจะเอาไปหมั้นแต่งภรรยา ถ้าท่านหามาให้เราได้เราจะมีความขอบใจท่านยิ่งนัก

หลีเสียนหู่ได้ฟังดังนั้น ก็รับคำเปาเล่งถูว่าจะไปสืบหามาให้จงได้ ครั้นอยู่มาหลีเสียนหู่จึงเอาทองคำรูปพรรณที่ได้มาจากนางชิวเฮียงนั้นมาให้เปาเล่งถูเป็นหลายสิ่ง

เปาเล่งถูครั้นเห็นทองรูปพรรณได้มาดังนั้นก็กระทำเป็นยินดีแล้วเปาเล่งถูจึงให้นักการไปตามตัวนางกุ้ยเง็กกับบิดามารดาของนางมาพร้อมกันกับเชียงสีนักโทษ แล้วเปาเล่งถูจึงเอาทองรูปพรรณที่หลีเสียนหู่นำมาให้นั้น แผ่ออกต่อหน้าผู้รักษาเมืองและตุลาการแล้วจึงถามว่า สิ่งของเหล่านี้จะเป็นของๆ นางกุ้ยเง็กที่นัดให้แก่เชียงสีใช่หรือมิใช่

ขณะนั้นนางกุ้ยเง็กแลเห็นสิ่งของ คือกำไลทองคำประดับพลอยสองคู่ โถแป้งทำด้วยทองคำหนึ่งโถ กระจกบานลับแลทำขอบด้วยทองคำหนึ่งบาน นางกุ้ยเง็กพิจารณาเห็นสิ่งของเหล่านั้นก็จำได้แม่นยำแก่ใจ จึงคำนับเปาเล่งถูแล้วบอกว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นของของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้จัดไว้กับเงินร้อยตำลึง และเสื้อกางเกงแพรอย่างดีกับทองคำรูปพรรณเหล่านี้ ให้นางชิวเฮียงนำออกไปให้แก่เชียงสี นางชิวเฮียงจึงได้ตายไปดังนั้น

ขณะนั้นเชียงสีจึงพูดขึ้นต่อหน้าเปาเล่งถูว่า เพราะฉะนั้นหลีเสียนหู่จึงเอาสุรามอมข้าพเจ้าให้เมาหลับ แล้วจึงได้ไปทำร้ายแก่นางชิวเฮียงให้ถึงแก่ความตาย จึงได้สิ่งของเหล่านี้มากระทำให้ข้าพเจ้าต้องโทษได้ความลำบากจวนจะถึงแก่ชีวิตอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ท่านเปาเล่งถูข้าหลวงผู้ตาทิพย์ใจตรงตงฉินพิจารณาสอดส่องแล้ว ข้าพเจ้าก็คงต้องตายตามกฎหมายแผ่นดินเป็นแน่

เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเห็นว่า ควรท่านผู้เป็นรัตนราชบุรุษอันเป็นเทศาข้าหลวงกระทรวงความ ระงับทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ต่างพระเนตรพระกรรณ ควรจะคำนึงถึงความเรื่องนี้เอาเป็นแบบอย่างทางพิจารณา ซึ่งจะถือเอาแต่ว่าพิรุธให้การสมคำหาพยานเบิกความสมร่วมในข้อหาคำให้การของจำเลยเองแล้ว เป็นความจริง ฉะนั้น บางทีก็หาเป็นความจริงไม่ก็มี ดุจเรื่องเชียงสีจำเลยให้การสมโจทก์หาพัวพันตรงต่อใจความงามจริงทุกสิ่งทุกประการ แต่หากตุลาการมิได้สอดส่องวินิจฉัยให้สิ้นกระแสความก่อน จึงไปยุติอยู่เพียงเชียงสีให้การสมข้อหาคำพยานคนกลาง จึงกระทำให้ผู้พิจารณาลงความเห็นไปอย่างเดียวว่าเป็นจริงเป็นสัตย์มิได้เฉลียวเล็งหาเหตุให้รอบคอบก่อน ส่วนท่านเปาเล่งถูท่านแส่หาทางที่จะชักนำให้มีเหตุเห็นความอย่างอื่นต่อไปอีก เพราะยังไม่ลงความเห็นแต่โดยง่ายโดยหยาบ จึงได้ถามเชียงสีว่าความที่แนะนัดกันแก่นางชิวเฮียงและนางกุ้ยเง็กนั้น รู้กันแต่สามคนเท่านั้นหรือ หรือแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้เห็นด้วยบ้าง เพราะการพิจารณาของเปาเล่งถูละเอียดและเพ่งเล็งแต่จะเอาความจริงอย่างเดียวใช่ว่าท่านผู้นั้นเป็นเทพยดาเมื่อไร ประการหนึ่งความคิดและอุบายที่ท่านทอดเทไว้หลายเดือนก็โดยประสงค์จะให้ได้ของกลางเพื่อให้เป็นความจริงสนิท มิให้มีข้ออุทธรณ์คัดค้านได้ เพราะฉะนั้นชื่อเสียงของท่านจึงปรากฏจนพวกเราที่เกิดมาในภายหลังพลอยได้รู้เห็นด้วย ควรจะต้องมีสติตริตรองให้รอบคอบถี่ถ้วน ซึ่งจะถือว่าพิรุธและสมข้อหา แล้วแต่เท่านั้นบางเรื่องจะไม่เป็นความจริงเช่นพิจารณาได้ความฉะนั้นเลยดังเราท่านได้ทราบเนืองๆ

ครั้นแล้วเปาเล่งถูจึงสั่งให้ถอดเชียงสีออกจากเวรจำ เปาเล่งถูพร้อมด้วยเจ้าเมืองกรมการ จึงซักถามหลีเสียนหู่ หลีเสียนหู่ก็ให้การรับเป็นสัตย์ เปาเล่งถูตัดสินปรับโทษ หลีเสียนหู่ให้ทหารคุมตัวไปฆ่าเสียตามกฎหมาย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 พฤษภาคม 2559 10:41:37 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 11 เมษายน 2559 16:08:07 »

.


     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๘  โจรเรือจ้าง

มีความว่า ที่ตำบลงอกุ้ยแขวงเมืองโซวจิ๋ว ยังมีชายสองคน คนหนึ่งชื่อหอตั๋นกุ้ย คนหนึ่งชื่อฮวยซิน  หอตั๋นกุ้ยเป็นน้องเขยของฮวยซิน หอตั๋นกุ้ยคบคิดกันผู้ร้ายกระทำการเรือจ้างรับส่งคนโดยสารในลำน้ำ

ยังมีชายผู้หนึ่งชื่อเมงเหลง ตั้งบ้านเรือนอยู่แขวงเมืองเตงจิ๋ว  ครั้นอยู่มาเมงเหลงจัดหาเงินเป็นทุนรอนใส่ไถ้แล้ว เมงเหลงกับคนใช้คนหนึ่งชื่อหลีเฮ็ง ก็ออกจากเมืองเตงจิ๋วจะไปเมืองโซวจิ๋วจัดซื้อผ้าพา เพื่อจะมาขายที่เมืองตังไซ ครั้นซื้อได้ผ้าแพรเป็นสินค้าแล้ว จึงว่าจ้างเจ้าเรือจ้างบรรทุกแพรที่ซื้อมา

ฝ่ายหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซิน ซึ่งเป็นเจ้าของเรือจ้างก็รับบรรทุกแพรของเมงเหลง ในเรือหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินจึงจัดซื้อเครื่องกับแกล้มและสุราลงเรือคิดอ่านจะมอมเหล้าเมงเหลงกับหลีเฮ็ง แล้วจึงจะจับโยนน้ำให้ตาย จะได้เอาสินค้านั้นไปขายเป็นอาณาประโยชน์ คิดอ่านกันดังนั้นแล้ว ครั้นได้เวลาหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินก็ถอนหลักถอนเรือออกจากท่าแจวไปประมาณห้าวันถึงตำบลเจียงอ๋อง วันนั้นเป็นเวลาจวนค่ำ จึงจอดเรือเข้าที่ริมฝั่งหุงต้มหาอาหารกินพร้อมกันทั้งเมงเหลงกับหลีเฮ็งรวมทั้งเจ้าของเรือจ้างเป็น ๔ คน คนด้วยกัน หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินผู้เจ้าของเรือจ้างจึงรินสุราส่งให้เมงเหลงกับหลีเฮ็งกินจนเมาไม่ได้สติอารมณ์ ครั้นเวลาดึกประมาณสองยาม หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินเห็นได้ทีก็ถอยเรือออกจากท่าแจวออกไปกลางแม่น้ำ หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินก็ช่วยกันหามเมงเหลงกับหลีเฮ็งโยนลงไปกลางแม่น้ำ

ฝ่ายเมงเหลงกับหลีเอ็งเมาสุรานอนหลับอยู่ ไม่รู้ตัว ครั้นอ้ายผู้ร้ายหามทิ้งลงไปในน้ำจึงตื่นรู้สึกตัว แต่หลีเฮ็งว่ายน้ำไม่เป็นก็จมน้ำตาย ฝ่ายเมงเหลงนั้นว่ายน้ำเป็นแต่ลำน้ำนั้นกว้างลึกว่ายน้ำไปจวนจะสิ้นกำลังอยู่แล้ว เผอิญมีขอนไม้ลอยมาหนึ่งขอน เมงเหลงก็เกาะขอนไม้ลอยไปตามน้ำไหลได้ถึงสามคุ้งน้ำ พบเรือใหญ่ลำหนึ่งแจวทวนน้ำขึ้นไปเมงเหลงเห็นเรือใหญ่ถ่อแจวขึ้นมาดังนั้นก็มีความยินดีร้องไห้ช่วยรับ

ฝ่ายเตียจิ้นผู้เจ้าของเรือกับเมงเหลงเป็นบุตรผู้พี่ผู้น้องกันข้างฝ่ายมารดา ครั้นได้ยินเสียงคนร้องไห้ช่วยดังนั้น เตียจิ้นก็เข็นเรือสำปั้นเล็กลงจากเรือใหญ่ รีบพายเข้าไปรับเมงเหลง ครั้นรับขึ้นมาบนเรือแล้วเตียจิ้นจึงถามเมงเหลงว่าเหตุการณ์อย่างไรจึงได้เป็นไปเช่นนี้ เมงเหลงจึงเล่าความว่าด้วยไปค้าผ้าแพรเป็นสินค้า หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินเป็นเจ้าของเรือจ้าง รับบรรทุกสินค้าไปส่งตั้งแต่ต้นจนปลายให้เตียจิ้นฟังทุกประการ เตียจิ้นจึงถามว่าอ้ายผู้ร้ายสองคนหลักฐานบ้านเรือนมันมีหรือไม่   เมงเหลงบอกว่ามีบ้านเรือน เตียจิ้นได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราต้องฟ้อง  เตียจิ้นว่าดังนั้นแล้วแลดูหน้าเมงเหลงเห็นหน้าตาไม่สบาย ด้วยได้ออกเงินลงทุนไปเป็นอันมาก เกิดวิบัติสูญหายไปด้วยโจรผู้ร้าย เมงเหลงนั่งเป็นทุกข์กอดเข่าอยู่ เตียจิ้นเห็นดังนั้นจึงรินสุราให้เมงเหลงกินเพื่อจะให้สร่างคลายความทุกข์ ครั้นเวลารุ่งเช้าเตียจิ้นก็เร่งให้ลูกจ้างรีบแจวเรือถึงเมืองโซวจิ๋ว จึงแต่งฟ้องไปยื่นต่อท่านเปาเล่งถูกใจความว่า ข้าพเจ้าเมงเหลงตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลแขวงเมืองเตงจิ๋ว มาซื้อผ้าแพร ณ เมืองโซวจิ๋วกับคนใช้ผู้หนึ่งชื่อหลีเฮ็ง ครั้นซื้อผ้าแพรได้แล้วจึงจ้างหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินผู้เป็นเจ้าของเรือจ้างรับบรรทุกสินค้าไปส่ง ครั้นถึงตำบลเจียงอ๋องแวะเข้าจอดที่ท่า หอตุ๋นกุ้ยกับฮวยซินเอาสุรามอมข้าพเจ้ากับหลีเอ็งจนเมาหมดสติหลับอยู่ไม่รู้ตัว  ครั้นเวลาดึกสองยามหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินก็ถอนเรือออกจากท่าถึงกลางแม่น้ำ หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินก็ช่วยกันหามข้าพเจ้ากับหลีเฮ็งทิ้งลงในแม่น้ำ หลีเฮ็งว่ายน้ำไม่เป็นก็ถึงแก่ความตาย แต่ข้าพเจ้าว่ายน้ำเป็นจึงพบผู้มีชื่อช่วยรับขึ้นจากน้ำพ้นจากความตาย แต่ผ้าแพรที่เป็นสินค้านั้น หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินซึ่งเป็นผู้ร้ายจะบรรทุกไปจำหน่ายขายตำบลใดหาแจ้งไม่ ขอท่านได้เรียกตัวหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซิน ซึ่งเป็นผู้ร้ายมาพิจารณาโดยยุติธรรมตามพระราชกำหนดกฎหมาย

เปาเล่งถูครั้นได้แจ้งความตามฟ้องแล้วนั้น จึงให้นักการสองคนเดินหมายไปเกาะตัวหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซิน ก็หาพบไม่ ด้วยหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินยังหากลับมาบ้านไม่ เปาเล่งถูได้ทราบดังนั้น จึงสั่งให้นักการไปเกาะเอาตัวบุตรภรรยาของหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินมาเป็นตัวจำนำขังไว้ก่อนกว่าจะได้ตัวหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินผู้ร้าย นักการก็กระทำตามคำสั่งของเปาเล่งถูทุกประการ แล้วเปาเล่งถูทำอุบายสั่งให้เอาตัวเมงเหลงไปจำไว้เสียด้วย เปาเล่งถูจึงให้เซี่ยน้งกับหลีกิวนักการทั้งสองนายกับพลตระเวนลงเรือคอยดักตามลำแม่น้ำ จับตัวหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินให้จงได้

ฝ่ายหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซิน ครั้นได้สินค้าของเมงเหลงแล้ว ในเวลากลางคืนวันนั้นก็แจวล่องตามน้ำลงไป ถึงตำบลเจียงอ๋องจึงเช่าเรือเล็กบรรทุกผ้าแพรทั้งสิ้น เรือเดิมของตนนั้นเอาไปจ้างผู้มีชื่อเฝ้าไว้ แล้วกระทำอุบายพูดว่า ถูกผู้ร้ายปล้นเก็บเอาสิ่งของไปทั้งสิ้น ครั้นจัดการจ้างผู้มีชื่อเฝ้าเรือนั้นเป็นปรกติแล้ว หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินก็บรรทุกสินค้านั้นไปยังเมืองน่ำเกีย จำหน่ายสินค้าได้เงินพันสามร้อยตำลึง เงินนั้นก็แบ่งปันกัน แล้วกลับมายังตำบลเจียงอ๋องคิดเงินค่าเช่าให้แก่เจ้าของเรือ   หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินก็ลงเรือเดิมของตนคิดจะกลับไปบ้าน

ฝ่ายเซี่ยน้งกับหลีกิวนักการของเปาเล่งถู ที่ไปคอยจับหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินอยู่นั้น จึงให้พลตระเวนเที่ยวตรวจทางเรือ ตัวเซี่ยน้งกับหลีกิวก็ขึ้นเดินทางบก ไปถึงตำบลเจียงอ๋องพบหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินเห็นเรือจอดอยู่ หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินจึงถามว่า นายทั้งสองคนนี้ไปข้างไหน เซี่ยน้งหลีกิวจึงบอกว่า ข้าพเจ้าไปราชการกลับมาจากเมืองสงกัง บัดนี้ข้าพเจ้าจะหาเรือจ้างไปส่งข้าพเจ้ากลับบ้าน หอตั๋นกุ้ยว่าถ้ากระนั้นท่านจงไปกับเรือข้าพเจ้าเถิด เซี่ยน้งกับหลีกิวได้ฟังหอตั๋นกุ้ยว่าให้โดยสารไปดังนั้นก็กระทำเป็นยินดี เซี่ยน้งกับหลีกิวก็ลงเรือมาด้วยหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซิน

ครั้นมาถึงเมืองโซวจิ๋วเรือจอดเข้าที่ท่าแล้ว เซี่ยน้งกับหลีกิวก็จับตัวหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินจำโซ่ลั่นกุญแจ หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินมีความตกใจจึงถามว่านายทั้งสองมากับข้าพเจ้าแล้ว เหตุใดกลับจับข้าพเจ้าทั้งสองดังนี้

เซี่ยน้งกับหลีกิวจึงบอกว่า ไปถึงศาลแล้วก็คงจะได้รู้เรื่อง ว่าแล้วก็คุมตัวหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินไปส่งยังเปาเล่งถูๆ จึงถามว่าไปได้ตัวอ้ายผู้ร้ายสองคนนี้มาจากตำบลใด เซี่ยน้ง หลีกิวจึงแจ้งความว่าข้าพเจ้าไปสืบถามทุกตำบลรายทางตลอดไป ถึงตำบลเจียงฮอ๋องได้ความว่าอ้ายผู้ร้ายทั้งสองคนนี้ไปเมืองน่ำเกีย ข้าพเจ้าหวังใจว่าจะตามไปให้ถึงเมืองน่ำเกียก็เผอิญไปประจวบพบเข้าที่ตำบลเจียงอ๋อง หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินถามข้าพเจ้าๆ ลวงบอกว่าไปราชการกลับมาจากเมืองสงกังจะกลับบ้าน หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินจึงให้ข้าพเจ้าโดยสารมา ครั้นถึงท่าข้าพเจ้าจึงจับตัวคุมมาส่งท่าน เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งนักการอีก ๔ คนให้ไปรักษาเรือของหอตั๋นกุ้ย และตรวจดูว่าในเรือจะมีสิ่งของอันใดบ้าง แล้วเปาเล่งถูจึงให้แยกกันถามว่า เจ้าสองคนนี้ฆ่าเมงเหลงตายแล้ว เก็บเอาทรัพย์สิ่งของเงินทองไปมากน้อยเท่าใด จงให้การรับเสียโดยดี อย่าต้องให้ผูกตีจะได้ความเจ็บป่วยมากไปเปล่าๆ

หอตั๋นกุ้ยให้การปฏิเสธว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้แจวเรือจ้างส่ง เมื่อไปนั้นพบพวกผู้ร้ายมาปล้น แต่ตัวข้าพเจ้าก็แทบจะไม่พ้นฝีมือโจรซึ่งข้าพเจ้าจะได้เป็นผู้ร้ายนั้นหามิได้

เปาเล่งถูมีความโกรธจึงว่า มึงเป็นผู้ร้ายคิดอุบายเอาสุรามอมเขาให้เมาแล้วจับเขาโยนลงในน้ำให้เขาถึงแก่ความตาย มึงเป็นผู้ร้ายปากกล้าใจแข็งไม่รับโดยดี จะยอมตายในอาญาได้ก็ตามแต่ใจเอง ว่าแล้วก็สั่งให้นักการตีหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินคนละ ๔๐ ที แล้วเปาเล่งถูให้นักการลงไปขนของในเรือของหอตั๋นกุ้ยขึ้นมาจนหมด แล้วให้ผู้คุมๆ ตัวเมงเหลงโจทก์มาดูสิ่งของ ถ้าสิ่งใดซึ่งเป็นของๆ เมงเหลงจำได้แน่นอนแล้วจะได้เป็นของกลางชำระต่อไป

ครั้นนักการขนสิ่งของต่างๆ ขึ้นมาจากเรือแล้ว เมงเหลงตรวจดูเห็นมีเงินตำลึงหนึ่งกับผ้าแพรผืนหนึ่ง หาใช่ของเมงเหลงไม่ เมงเหลงจึงพูดกับหอตั๋นกุ้ยและฮวยซินว่า ท่านนี้เอาสุรามอมข้าพเจ้าให้เมาแล้วจับตัวข้าพเจ้ากับคนใช้ของข้าพเจ้าโยนลงน้ำ แล้วเอาสิ่งของๆ ข้าพเจ้าไป ไม่ควรเลยที่จะมากระทำแก่ข้าพเจ้าถึงเช่นนี้

หอตั๋นกุ้ยว่าข้าพเจ้าเป็นลูกจ้างแจวเรือให้ท่านนั่งไป เมื่อผู้ร้ายมาตีเรือนั้น ข้าพเจ้าหนีเอาตัวรอดไปได้ ตัวท่านผู้ร้ายจับโยนลงน้ำ ผู้ร้ายเก็บเอาสินค้าของท่านไปสิ้น แล้วทิ้งเรือไว้ข้าพเจ้าจึงได้เรือคืนมา  ดังนั้น แล้วข้าพเจ้าก็ได้ไปทำคำกฎหมายตราสินไว้ต่อกำนันและอำเภอตามกฎหมายเป็นพยาน ส่วนตัวผู้ร้ายนั้นท่านไม่ฟ้องหากล่าวโทษ ท่านกลับมาฟ้องหากล่าวโทษข้าพเจ้าหาควรไม่

ในขณะเมื่อโจทก์และจำเลยทุ่มเถียงโต้ตอบกันอยู่นั้น เปาเล่งถูนั่งตรึกตรองอยู่ในใจว่า โจทก์หาสินค้าถึงพันตำลึง สิ่งของเหล่านี้จำหน่ายได้เงินแล้ว คงจะฝากฝังไว้กับผู้ใดหรือซ่อนไว้ในเรือแห่งหนึ่งแห่งใดเป็นแน่ จำจะคิดอุบายเอาของกลางมาให้จงได้ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว เปาเล่งถูจึงให้ผู้คุมคุมตัวโจทก์และจำเลยไปขังไว้ตามเดิม

ครั้นรุ่งขึ้นจึงให้ผู้คุม คุมตัวโจทก์และจำเลยมาแยกกันถามแห่งละคน แล้วเปาเล่งถูจึงให้คุมตัวฮวยซินมาถามแต่ผู้เดียวก่อนว่า เรือจอดอยู่ตำบลท่าโหซิน หอตั๋นกุ้ย ฮวยซินผู้เจ้าของเรือจ้างกับเมงเหลง หลีเฮ็งรวมด้วยกันทั้งสี่คนว่านอนหลับอยู่  อ้ายผู้ร้ายตัดให้เชือกเรือขาดลอยออกกลางแม่น้ำนั้น ตัวอ้ายผู้ร้ายนั้นมีลักษณะรูปพรรณสูงต่ำดำขาวแลนุ่งห่มสีผ้าเสื้ออย่างไร และประมาณสักกี่คน เรือของอ้ายผู้ร้ายกี่ลำเล็กใหญ่สักเท่าใด

ฮวยซินให้การว่า เวลาดึกประมาณสองยามมีอ้ายผู้ร้ายคนหนึ่งขึ้นมาบนเรือ รูปร่างลักษณะใหญ่สูงแปดศอก สวมเสื้อสีเขียว เรือของอ้ายผู้ร้ายนั้น ๓ ลำล้อมเขามาทั้งสามด้าน เมงเหลงกับหลีเฮ็งตกใจกลัวโจนลงน้ำ พวกอ้ายผู้ร้ายจึงจับตัวข้าพเจ้า ๆ ร้องขอชีวิตไว้ว่าตัวข้าพเจ้าเป็นแต่ลูกจ้างหาใช่นายเรือไม่ อ้ายผู้ร้ายจึงปล่อยตัวข้าพเจ้า แล้วเก็บสินค้าซึ่งมีอยู่ในเรือไปหมดสิ้น สิ้นคำให้การฮวยซิน เปาเล่งถูจึงได้คุมตัวหอตั๋นกุ้ยมาถามว่า พวกผู้ร้ายมีมากน้อยสักกี่คน รูปร่างอ้ายผู้ร้ายสูงต่ำดำขาวอย่างไร นุ่งห่มสีเสื้อกางเกงอย่างไร พวกอ้ายผู้ร้ายมีเรือมากี่ลำ

หอตั๋นกุ้ยให้การว่า เมื่อเวลาดึกประมาณสองยาม พวกผู้ร้ายตัดเรือลอยออกมากลางแม่น้ำ เรือผู้ร้ายมีอยู่ประมาณเจ็ดแปดลำล้อมเข้ามา ตัวอ้ายผู้ร้ายเป็นเด็กหนุ่มสวมเสื้อแดงกระโจนขึ้นมาบนเรือ จับตัวเมงเหลงกับหลีเฮ็งโยนลงในน้ำ แล้วจับตัวข้าพเจ้ากับฮวยซินไป ข้าพเจ้าจึงร้องขอชีวิตต่อพวกผู้ร้ายว่า ตัวข้าพเจ้าเป็นแต่ลูกจ้างหาใช่นายเรือไม่ พวกผู้ร้ายจึงได้ปล่อยตัวข้าพเจ้า แล้วพวกอ้ายผู้ร้ายก็เก็บเอาผ้าแพรซึ่งเป็นสินค้าที่อยู่ในเรือทั้งสิ้น แล้วข้าพเจ้าได้ไปทำคำกฎหมายตราสินไว้ต่ออำเภอที่ตำบลเจียงอ๋อง แจ้งอยู่ในคำตราสินนั้นทุกประการแล้ว สิ้นคำให้การของหอตั๋นกุ้ยแต่เท่านี้

เปาเล่งถูจึงเอาคำให้การของหอตั๋นกุ้ย กับคำให้การของฮวยซินเข้าเทียบกันดูเห็นคำให้การแตกต่างกัน คดีเรื่องเดียวกันเวลาอันเดียวกัน สถานที่อันเดียวกันเป็นถ้อยคำอันมีพิรุธไม่ควรฟัง จึงว่ามึงสองคนนี้คบคิดกันเป็นผู้ร้ายแน่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย อันสิ่งของซึ่งเอาไปนั้นเอาไว้ที่ไหน จงนำไปเอาคืนมาให้แก่โจทก์เขาเสียโดยดีจึงจะพ้นอาญา ว่าดังนั้นแล้วเปาเล่งถูก็ขึ้นนั่งเกี้ยวให้ไพร่หามลงไปยังเรือหอตั๋นกุ้ยและฮวยซิน ตรวจดูในท้องเรือก็ไม่เห็นว่าจะมีสิ่งใด แล้วแลไปเห็นกระทงเรืออันหนึ่งหนาแน่น เปาเล่งถูจึงเดินเข้าไปใกล้พิจารณาดูเห็นมีรอยลิ้นชัก และมีช่องกุญแจ เปาเล่งถูจึงให้นักการเอาขวานงัดออกมา เห็นหีบมีลิ้นชักมีน้ำหนักใส่ของไว้ในนั้น เปาเล่งถูจึงให้นักการยกขึ้นมาไว้ยังศาลจึงสั่งให้ผู้คุม คุมตัวโจทก์และจำเลยมาพร้อมกัน เปาเล่งถูจึงถามหอตั๋นกุ้ยว่าหีบลิ้นชักนี้ใส่สิ่งใดไว้ข้างใน หอตั๋นกุ้ยบอกว่าเงินของผู้มีชื่อฝากไว้แก่ข้าพเจ้า เปาเล่งถูจึงให้เปิดหีบออกมาตรวจดู เห็นมีหีบหนังสองหีบอยู่ข้างใน เปาเล่งถูจึงถามเมงเหลงว่า เมื่อลงเรือไปนั้น นอกจากสินค้าแล้วมีสิ่งใดเป็นสำคัญบ้าง เมงเหลงบอกว่ามีหีบหนังสองหีบ มียี่ห้ออักษรตัวเต็งเป็นสำคัญอยู่ในหีบ

เปาเล่งถูจึงให้เปิดหีบหนังสองหีบนั้นออกดู มีอักษรตัวเต็งสมคำเมงเหลงบอก กับตรวจดูเงินในหีบๆ ละ ๖๕๐ ตำลึง เงินรวมเป็นเงิน ๑,๓๐๐ ตำลึง เปาเล่งถูมีความโกรธยิ่งนักจึงว่า เงินอยู่ในหีบสองหีบเป็นเงินแบ่งกันแล้ว มึงเป็นผู้ร้ายใจแข็งปากกล้า บัดนี้ได้ของกลางแล้วมึงก็ไม่รับ แล้วให้ตีถามต่อไปอีก

หอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินได้ความเจ็บปวดยิ่งนัก สุดที่จะปิดความจริงไว้ได้ ก็ให้การรับตามความจริงทุกประการ เปาเล่งถูก็เขียนชื่อประทับตราในคำพิพากษาตัดสิน ให้เอาตัวหอตั๋นกุ้ยกับฮวยซินไปตัดศีรษะเสียตามกฎหมาย และส่วนเมงเหลงซึ่งได้ลงทุนไปค้านั้น ทั้งทุนทั้งกำไร รวมเป็นเงิน ๑,๓๐๐ ตำลึงหักทุนออก แล้วกำไรนั้นยกให้แก่บุตรภรรยาของหลีเฮ็งที่ไปด้วยกับเมงเหลง จึงได้ตายด้วยฝีมืออ้ายผู้ร้าย เปาเล่งถูเมื่อชำระความเรื่องผู้ร้ายปล้นนั้นแล้ว ก็ออกจากเมืองโซวจิ๋วตรวจหัวเมืองอื่นต่อไป  

บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2559 10:43:52 »

.

     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๙ ฆ่าล้างโคตร

มีความว่า ยังมีขุนนางนอกราชการผู้หนึ่งชื่อซูอวน ตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลห้อหนำ แขวงเมืองไซเกีย  ที่ตำบลห้อหนำห่างกันแค่เมืองไซเกียระยะทางห้าลี้  ซูอวนเป็นเศรษฐีบริบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก ซูอวนมีบุตรชายสองคน คนที่ ๑ ชื่อซูกัว คนที่ ๒ ชื่อซูม้าโต บุตรของซูอวนทั้งสองคน ก็มีวิชาความรู้และคุณวุฒิต่างๆ  ซูม้าโตตั้งโรงรับจ้าง เป็นช่างสลัก อยู่ตำบลเอี๋ยงจิว มีภรรยาชื่อนางเล่าสี นางเป็นบุตรของเล่าโตแจ๊ มีรูปโฉมลักษณะเป็นอันงามยิ่งนัก  นางเล่าสีมีบุตรชายด้วยซูม้าโตคนหนึ่งอายุห้าปี  อยู่มาฤดูเดือนสามข้างจีนในเมืองไซเกียมีงานปี ตามวัดและศาลเจ้าตามโคมตามตะเกียงทำซุ้มมีการเล่นต่างๆ เป็นที่ประชุมราษฎรไปนมัสการพระปฏิมากรและเซ่นไหว้เทพารักษ์เป็นที่สนุกสนานยิ่งนัก

นางเล่าสีภรรยาซูม้าโต จึงลามารดาของซูม้าโตขอไปดูงานในเมืองไซเกีย ฝ่ายมารดาของซูม้าโตก็อนุญาตให้นางเล่าสีผู้บุตรสะใภ้ไปดูงานปี  นางเล่าสีแต่งตัวเต็มภาคภูมิแล้วจึงชวนนางหมุยเฮียงกับเตียอ้วนก๋ง ซึ่งเป็นคนใช้ไปด้วย

ครั้นเข้าไปถึงในเมือง นางเล่าสีก็เอากระดาษเงินกระดาษทอง กับดอกไม้ธูปเทียนเครื่องสักการบูชาเข้าไปนมัสการพระพุทธปฏิมากรในวัดงิวซัวยี่ กับบ่าวไพร่ด้วยกันทั้งสามคน  ครั้นนมัสการพระพุทธรูปแล้ว ก็ออกจากวัดจะไปเที่ยวดูการเล่นต่อไป แต่บรรดาราษฎรที่มาดูการนั้น แลเห็นนางเล่าสีก็พากันสรรเสริญว่านางเล่าสีมีลักษณะงามยิ่งนัก ในคืนวันนั้นราษฎรเดินเที่ยวดูงานหนาแน่นมากมายเบียดเสียดกัน จึงนางหมุยเฮียงกับเตียอ้วนก๋งก็พลัดกันแก่นางเล่าสีๆ เหลียวมาดูก็หาเห็นนางหมุยเฮียงกับเตียอ้วนก๋งไม่ นางเล่าสีก็ตกใจเที่ยวเดินค้นหาตามซุ้มตะเกียงโคมก็หาเห็นไม่

ขณะนั้นก็บังเกิดลมพายุพัดมา ซุ้มตะเกียงไฟก็ดับไปทั้งสิ้น ราษฎรที่มาดูการก็พากันแตกตื่น เดินเบียดเสียดกันเพื่อจะกลับบ้านเรือน นางเล่าสีก็ยืนแอบอยู่หน้าโรงร้านริมทางคอยหานางหมุยเฮียงกับเตียอ้วนก๋งอยู่ก็หาพบเห็นไม่ ขณะนั้นได้ยินเสียงทหารโห่ร้องแห่นำหน้าเตียวอ๋อง พระเจ้าน้องยาเธอของพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการมณฑลเมืองไซเกีย เสด็จไปเที่ยวดูงานกลับมาทางนั้น เตียวอ๋องอยู่บนหลังม้าแลไปเห็นนางเล่าสีมีลักษณะงามยิ่งนัก เตียวอ๋องคิดจะใคร่ได้นางเล่าสีเป็นภรรยา จึงหยุดม้าตรงหน้านางเล่าสีแล้วจึงถามนางเล่าสีว่า นางคนนี้บ้านเรือนอยู่ตำบลใดแขวงใดจึงมายืนอยู่ที่นี่

ฝ่ายนางเล่าสีได้ฟังเตียวอ๋องถามดังนั้น จึงถวายคำนับแล้วทูลลวงว่า ข้าพเจ้าเป็นคนชาวเมืองตันเกียตามสามีของข้าพเจ้ามาเมืองนี้เที่ยวเดินดูการเล่นเกิดพายุพัดมาจึงพลัดกัน ข้าพเจ้าจึงได้ยืนคอยอยู่ที่นี่กว่าจะพบสามีของข้าพเจ้า

เตียวอ๋องได้ฟังนางบอกดังนั้นจึงลวงว่า เวลานี้ก็ดึกดื่นอยู่แล้วจงไปพักอยู่ที่บ้านของเราก่อน รุ่งขึ้นจึงค่อยกลับเถิด นางเล่าสีได้ฟังเตียวอ๋องว่าดังนั้น นางคิดในใจว่าเตียวอ๋องเป็นถึงพระเจ้าน้องยาเธอคงจะตั้งอยู่ในยุติธรรมและทั้งจะมีความละอาย ไม่กล้าประพฤติการทุจริตหยาบช้า ทั้งพระองค์เล่าก็เป็นข้าหลวงพิเศษ รักษามณฑล ระงับทุกข์ร้อนของราษฎรต่างพระเนตรพระกรรณของพระจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ นางเล่าสีคิดเห็นดังนั้น และทั้งเป็นการเข้าตาจนอยู่ด้วยจึงตามเตียวอ๋องไป ครั้นไปถึงวังของเตียวอ๋องๆ จึงให้หญิงเฒ่าแก่สาวใช้พานางเล่าสีเข้าไปพักอยู่ในห้องตึกชั้นใน แล้วเตียวอ๋องก็ตามเข้าไปในห้องนั่งเคียงนางเล่าสี แล้วพูดจาแทะโลมว่า เรานี้เป็นพระเจ้าน้องยาเธอ ของพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ เป็นผู้สำเร็จราชการมณฑลเมืองไซเกียนี้ วันนี้ก็เป็นบุญของเจ้าจึงได้มาพบปะกับเรา เราเห็นเจ้ามีลักษณะอันงามเรามีความรักใคร่เจ้ายิ่งนัก จะชุบเลี้ยงเจ้าเป็นภรรยามิให้น้อยหน้าแก่ชนทั้งปวง

ฝ่ายนางเล่าสีเมื่อได้ฟังเตียวอ๋องพูดจาเล้าโลมดังนั้น ก็นั่งก้มหน้านิ่งอยู่ด้วยกำลังมีความทุกข์ร้อนถึงบุตรและสามี ดังประหนึ่งว่าเพลิงกาฬมาเผาผลาญอยู่ในทรวงอก คิดจะหาช่องโอกาสหลีกหนีไปให้พ้น ก็ไม่เห็นช่องทางแต่อย่างใด

ขณะนั้น เตียวอ๋องมีความกำเริบร้อนด้วยเพลิงราคะกลัดกลุ้มในพระทัยไม่สามารถจะยั้งหยุด และรำลึกถึงความอายและพระเกียรติยศได้ ก็ประหัตประหาญโดยกำลังเรี่ยวแรงกระทำการข่มขืนนางเล่าสีสมประสงค์ ฝ่ายนางเล่าสีก็เป็นอันจนใจจำยอมต้องตกอยู่ในอำนาจเตียวอ๋อง

ฝ่ายเตียวอ้วนก๋งกับนางหมุยเฮียงพลัดแก่นางเล่าสี เที่ยวหาทุกหนทุกแห่งก็ไม่พบปะ จึงพากันกลับบ้าน เล่าความซึ่งพลัดกันให้มารดาสามีของนางเล่าสีฟัง  ซูม้าโตกับบิดามารดาซึ่งอยู่เรือนเดียวกันได้ฟังดังนั้น ก็มีความตกใจเป็นทุกข์ถึงนางเล่าสียิ่งนัก ซูม้าโตกับบ่าวไพร่ซึ่งอยู่ในเรือน ก็แยกกันไปเที่ยวติดตามค้นหาก็มิพบเห็น

อยู่มาวันหนึ่งคนใช้ของซูม้าโตสืบได้ข่าวว่า นางเล่าสีตกอยู่ในวังเตียวอ๋อง แต่จะเอาเป็นแน่นอนทีเดียวยังไม่ได้ ครั้นอยู่มาได้ประมาณสักเดือนหนึ่ง นางเล่าสีซึ่งตกอยู่ในวังของเตียวอ๋อง นางเล่าสีมีความทุกข์ร้อนถึงบุตรและซูม้าโตผู้สามียิ่งนัก

ฝ่ายหญิงเฒ่าแก่ซึ่งเป็นคนใช้ของเตียวอ๋อง จึงพานางเล่าสีไปที่ห้องทอผ้าแพรและปักเย็บเป็นลวดลายต่างๆ นางเล่าสีเข้าในที่บังคับผิวพรรณก็เศร้าหมองหาปกติเหมือนแต่เดิมไม่ เตียวอ๋องเห็นดังนั้นจึงถามนางเล่าสีว่า อยู่กับเราเราจะชุบเลี้ยงให้ถึงขนาดจะมาเศร้าหมองด้วยเหตุอันใดเล่า

นางเล่าสีได้ฟังดังนั้นจึงทูลว่า ข้าพเจ้าคิดถึงสามีกับบุตรของข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นจึงมีความเศร้าหมอง เตียวอ๋องได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วเตียวอ๋องจึงสั่งให้ผู้รักษาเมืองเกณฑ์ตามบรรดาพวกช่างไหมมาปลูกกี่ตั้งโรงทอปักในวังของเตียวอ๋อง เพื่อเหตุจะหาผลประโยชน์ของเตียวอ๋องๆ ทราบกิติศัพท์เลื่องลือกันว่า พวกแซ่ซูม้าในเมืองไซเกียนี้ เป็นช่างชำนาญในการปักทองมีฝีมือเยี่ยมกว่าชาวช่างทั้งหลาย จำจะขอแรงมาช่วยทอปักในครั้งนี้ ว่าแล้วเตียวอ๋องก็สั่งให้เกณฑ์พวกแซ่ซูมาปักทอ

ฝ่ายซูม้าโต ครั้นได้แจ้งว่าเตียวอ๋องเกณฑ์ให้ไปทอปัก ซูม้าโตก็ตั้งใจไปเพื่อจะได้สืบข่าวนางเล่าสี ซูม้าโตลามารดาออกจากบ้านไปยังเตียวอ๋อง เข้าไปคำนับเตียวอ๋องๆ จึงให้พวกซูม้าโตไปทอปักอยู่ที่โรงด้านทิศตะวันออก

ฝ่ายนางเล่าสีอยู่งานเฝ้าเตียวอ๋องอยู่ข้างใน ครั้นแจ้งว่าพวกแซ่ซูม้าต้องเกณฑ์มาทอปัก นางเล่าสีคิดเห็นว่าซูม้าโตสามีคงจะต้องถูกเกณฑ์มาทอปักด้วยเป็นแน่ นางเล่าสีเห็นเตียวอ๋องเมาสุรานอนหลับสนิทแล้ว นางจึงออกไปยังโรงปักทอ พบซูม้าโตๆ ก็จำได้ว่านางเล่าสีภรรยา นางเล่าสีก็เข้ากอดซูม้าโตผู้สามีแล้วก็ร้องไห้เล่าความซึ่งไปดูงานพลัดกันกับเตียวอ้วนก๋งและนางหมุยเฮียง จนถึงพบเตียวอ๋องๆ ข่มขืนเป็นภรรยา ให้ซูม้าโตผู้สามีฟังทุกประการ

ฝ่ายเตียวอ๋องค่อยสร่างเมาตื่นขึ้นมาหาเห็นนางเล่าสีไม่ จึงถามหญิงคนใช้ๆ จึงทูลว่านางเล่าสีออกไปยังโรงปักทอ เตียวอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เดินตามออกไป เห็นนางเล่าสีกับซูม้าโตนั่งร้องไห้อยู่ด้วยกันทั้งสองคน เตียวอ๋องมีความโกรธยิ่งนัก จึงสั่งให้ทหารข้างที่ ให้จับตัวซูม้าโต นางเล่าสีกับพวกพ้องซึ่งต้องเกณฑ์มาด้วยนั้น รวมเป็นสี่คนด้วยกันให้คุมตัวไปฆ่าเสีย แล้วเตียวอ๋องคิดขึ้นมาได้ถึงความชั่วที่ตัวทำว่าถ้าพวกพ้องของซูม้าโตรู้เรื่องจะเกิดความใหญ่ขึ้น จึงสั่งให้ทหารห้าร้อยคนไปล้อมบ้านซูม้าโต จับพวกซูม้าโตฆ่าเสียทั้งตระกูล แล้วริบทรัพย์สิ่งของเงินทองไปเป็นอาณาประโยชน์ของเตียวอ๋อง แล้วเอาไฟเผาบ้านเรือนซูม้าโตเสียสิ้น

ขณะนั้นเตียอ้วนก๋งซึ่งเป็นคนใช้ของนางเล่าสี อุ้มบุตรชายของนางเล่าสีอายุได้ ๕ ปี ไปเที่ยวซื้อของให้เด็กกิน ครั้นได้ทราบว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นดังนั้นก็กลับมาเห็นเพลิงไหม้บ้านเรือนซูม้าโตหมดสิ้นแล้วก็ตกใจ จึงไปถามชาวบ้านๆ บอกเล่าจึงได้ทราบ แล้วพวกชาวบ้านบอกว่าท่านจงรีบออกไปเสียจากตำบลนี้เถิด หาไม่ภัยจะมีมาถึงตัวท่าน

เตียวอ้วนก๋ง ครั้นได้ฟังดังนั้น จึงอุ้มบุตรของนางเล่าสีรีบหนีไปยังตำบลเจียงจิ๋วเพื่อบอกข่าวให้ซูม้ากัวผู้พี่ของซูม้าโตรู้ความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ฝ่ายเตียวอ๋อง ครั้นคุมทหารไปทำร้ายแก่พวกแซ่ซูม้าแล้ว กลับมายังสถานที่อยู่คิดขึ้นมาได้อีกโดยวิสัยคนพาลว่า ซูม้ากัวพี่ชายของซูม้าโตอยู่ที่ตำบลเจียงจิ๋วรู้การก็จะเกิดความใหญ่ขึ้น จำจะต้องกำจัดเสียให้สิ้นเชิงจึงจะได้ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว เตียวอ๋องจึงเขียนเป็นหนังสือลับฉบับหนึ่งไปถึงซุนปุนหงีขุนนางฝ่ายกรมเมืองๆ ซัวตั๋งให้ซุนปุนหงีเป็นธุระช่วยฆ่าซูม้ากัวเสีย อย่าให้ทันซูม้ากัวไปร้องฟ้องได้ ครั้นเขียนหนังสือแล้วเข้าผนึกมอบให้คนใช้คนสนิทนำไปให้ซุนปุนหงี ณ เมืองซัวตั๋ง

ฝ่ายซุนปุนหงี ครั้นได้รับหนังสือลับของเตียวอ๋องทราบความประสงค์แล้ว ซุนปุนหงีกับพวกพ้องอันสนิทไปยังตำบลเอี๋ยงจิ๋วเพื่อจะกำจัดซูม้ากัวตามคำสั่งของเตียวอ๋องทุกประการ

ฝ่ายซูม้ากัวตั้งโรงค้าขายทอปักอยู่ตำบลเอี๋ยงจิ๋วครั้นอยู่มาในราตรีหนึ่งซูม้ากัวนิมิตเห็นว่า ซูม้าโตทั้งครอบครัวอพยพพากันมาหาซูม้ากัวๆ เห็นมีโลหิตอาบมาทุกตัวคนแล้วก็ตกใจตื่นคิดเห็นว่าความฝันนี้วิปลาสยิ่งนัก ครั้นรุ่งเช้าซูม้ากัวจึงไปทำนายฝันต่อซินแสหมอดูๆ จึงทำนายว่าความฝันของท่านนี้ ต้นมือร้ายนักถ้าปลายนั้นท่านจะมีความเจริญ

ครั้นซินแสทำนายแล้ว ซูม้ากัวก็กลับมาบ้านมีความวิตกยิ่งนัก ซูม้ากัวก็ขึ้นม้าออกจากตำบลเอี๋ยงจิ๋ว กลับมาบ้านเดิมเพื่อจะถามข่าวทุกข์สุขของบิดามารดา ครั้นถึงตำบลม้าเหลงเตี๊ยนพบเตียอ้วนก๋งอุ้มบุตรซูม้าโตมา ซูม้ากัวยังไม่ทนจะถามข้อความทุกข์สุข เตียอ้วนก๋งก็ร้องไห้เล่าความที่เตียวอ๋องกระทำการหยาบช้าสาหัส ให้ได้ความเดือดร้อนยากแค้นให้ซูม้ากัวฟังทุกประการ ซูม้ากัวก็ลงจากหลังม้าร้องไห้จนเป็นลมสลบไป  ครั้นได้สติฟื้นขึ้นมาแล้วจึงพาเตียวอ้วนก๋งไปยังเมืองกัยฮงหู จะทำฟ้องๆ ต่อเปาเล่งถูพบซุนปุนหงีมาจากเมืองซัวตั๋ง พวกของซุนปุนหลีแลเห็นซูม้ากัวก็รู้จักจำได้ จึงไปแจ้งความแก่ซุนปุนหงีๆ จึงสั่งให้จับตัวซูม้ากัวเข้าไปยังเมืองกัยฮงหู ซุนปุนหงีจึงพูดพาลว่าซูม้ากัวเดินตัดหน้าฉานของซุนปุนหงี จึงให้บ่าวไพร่ของตัวทุบตีซูม้ากัวจนแน่นิ่งไปไม่มีลมหายใจเข้าออก แล้วกลับสะดุ้งตกใจกลัวว่า เปาเล่งถูจะรู้เรื่องแล้วจะเกิดความใหญ่โตขึ้น ครั้นคิดดังนั้นแล้ว จึงให้พวกพ้องบ่าวไพร่ของตนเอาเข่งใส่ศพซูม้ากัว แล้วเอามะพูดใส่ถมทับข้างบนแล้วให้หามลงไปท่าน้ำเพื่อจะทิ้งลงในน้ำแต่ยังไม่ทันจะถึงท่าน้ำ

ฝ่ายเปาเล่งถูในวันนั้น ไม่มีความสบายใจเผอิญให้เกิดความรำคาญ จึงขึ้นม้าออกจากเมืองเพื่อจะไปเดินเล่นให้สบายใจ พอถึงประตูข้างทิศตะวันตกจะแยกไปทางอื่น เผอิญม้าที่เปาเล่งถูขี่ไปนั้นทำพยศหาไปไม่ เปาเล่งถูมีความโกรธจึงลงแซ่ม้าก็ไม่ไป เปาเล่งถูเฉลียวใจคิดว่าม้านี้เคยขี่มาเนืองนิตย์ ไม่เคยที่จะทำพยศดื้อดึงดังนี้เลย ชะรอยวันนี้จะมีเหตุอย่างไรเป็นแน่ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้วเปาเล่งถูก็ลงจากม้าเข้านั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ริมทางต้นหนึ่ง แล้วจึงใช้ให้เตียเหลงกับเตียวโฮว ไปเที่ยวสอดแนมซับทราบฟังข่าวคราวร้ายดีของราษฎรตามโรงสุราและโรงน้ำชาและโรงข้าวแกงในบริเวณใกล้เคียงเหล่านั้น

ครั้นเตียเหลงเตียวโฮ้วเที่ยวไปเดินดูตามถนน เห็นคนหามเข่งผลมะพูดมาดังนั้น จึงกลับมาแจ้งความแก่เปาเล่งถูๆ ได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้เตียเหลงกับเตียวโฮ้วไปเอาตัวผู้หามเข่งมาทั้งเข่งด้วย จึงถามว่าหามอะไร จะไปข้างไหน มาแต่ไหน ผู้ที่หามตกใจกลัวด้วยเป็นการไม่ดี ก็บอกว่าผลมะพูดที่โรงพักของซุนปุนหงีนายข้าพเจ้า เห็นกองอยู่เกลื่อนกลาดมากมายนัก จึงให้ข้าพเจ้าเอาใส่เข่งเพื่อจะหามเอาไปทิ้งเสียในแม่น้ำ

เปาเล่งถูพิจารณาดูสีหน้าคนหามเข่งที่ ๔ คนไม่ปรกติ และทั้งเห็นเข่งนั้นใหญ่โตมาก เกือบจะมีสิ่งใดสักอย่างหนึ่งหมกอยู่ในผลมะพูดนั้น คิดเห็นดังนั้นแล้วจึงอุบายพูดว่า ฮูหยินภรรยาของเราพอใจอยากจะกินผลมะพูด เจ้าทั้ง ๔ คนจงหามไปขายให้แก่ภรรยาเราที่บ้าน

ฝ่ายคนหามเข่ง ๔ คนได้ฟังเปาเล่งถูบอกดังนั้น ก็ยิ่งสะทกสะท้านครั่นคร้ามตกใจกลัวยิ่งนัก แต่จนใจด้วยขัดมิได้ก็จำใจหามเข่งมะพูดนั้นไปยังบ้านเปาเล่งถูๆ จึงให้เทผลมะพูดนั้นออกจากเข่ง เห็นศพอยู่ในก้นเข่งนั้น เปาเล่งถูจึงถามผู้หามเข่งว่าเหตุใดจึงมีศพคนตายอยู่ในเข่งฉะนี้ จงให้การไปตามจริง ถ้าอำพรางไว้เราจะทำโทษให้ถึงสาหัส

ฝ่ายผู้ที่หามเข่งทั้ง ๔ คนตกใจกลัวตัวสั่น ก็ให้การตามความสัจจริงทุกประการ ที่ซุนปุนหงีกระทำให้ซูม้ากัวถึงแก่ความตายนั้น เปาเล่งถูจึงให้เตียเหลงกับเตียวโฮ้วไปเอาตัวซุนปุนหงี เตียเหลงเตียวโฮ้วจึงให้คนหามเข่งนำไปเอาตัวซุนปุนหงีมาให้เปาเล่งถูๆ จึงสั่งให้ผู้คุมจำขังไว้

ฝ่ายเตียอ้วนก๋งเมื่อไปกับซูม้ากัวถึงเมืองกัยฮงหูแล้ว ซูม้ากัวไปยื่นฟ้องต่อเปาเล่งถูก็หายไปหาเห็นกลับมาไม่ เตียอ้วนก๋งจึงไปยังหอกลองที่สำหรับราษฎรมีทุกข์ร้อนจะได้ตีร้องเรื่องราว เตียอ้วนก๋งจึงตีกลองสัญญาณนั้นขึ้น

ฝ่ายเปาเล่งถูครั้นได้ยินกลองสัญญาณดังนั้นแล้ว จึงสั่งคนใช้ให้ออกไปนำตัวผู้ตีกลองเข้ามาหาเปาเล่งถู คนใช้จึงออกไปนำตัวเตียอ้วนก๋งเข้ามาหาเปาเล่งถูๆ จึงถามว่ามีผู้ใดกดขี่ข่มเหงแต่อย่างใดหรือจึงได้ตีกลองสัญญาณนี้ขึ้น

เตียอ้วนก๋งจึงวางเด็กซึ่งเป็นบุตรของซูม้าโตลงจากมือแล้วจึงคุกเข่าลงคำนับแจ้งความ ซึ่งเตียวอ๋องพระเจ้าน้องยาเธอกระทำร้ายฆ่าซูม้าโตทั้งตระกูล จนถึงเตียอ้วนก๋งเลี้ยงดูบุตรของซูม้าโตและไปหาซูม้ากัวพากันมาฟ้องและหายไปไม่เห็นซูม้ากัวกลับมาตั้งแต่ต้นจนสิ้นความให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ

เปาเล่งถูจึงให้คนใช้นำเตียอ้วนก๋งไปดูศพซูม้ากัวว่าจะใช่หรือมิใช่ เตียอ้วนก๋งไปถึงเห็นศพซูม้ากัวหน้าตายังสดอยู่เหมือนเป็น เตียอ้วนก๋งก็ร้องไห้รำพันไปต่างๆ

เปาเล่งถูพิเคราะห์ดูศพซูม้ากัว เห็นยังสดใสอยู่ ชะรอยจะยังไม่สิ้นชีวิตทีเดียว จะเป็นแต่สลบไปเท่านั้น เปาเล่งถูจึงให้จุดเทียน ตั้งเครื่องสักการบูชาไปยังศาลเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานว่าถ้าซูม้ากัวผู้นี้ยังไม่ถึงแก่ความตาย ก็ขอให้ฟื้นคืนมาเป็นโจทก์อีกชั้นหนึ่ง ข้าพเจ้าจะชำระคดีเรื่องนี้ต่อไป  ครั้นอธิษฐานแล้วเปาเล่งถูก็กลับมาบ้าน ในคืนวันนั้นซูม้ากัวก็กลับฟื้นคืนชีวิต เปาเล่งถูมีความยินดียิ่งนัก จึงให้ซินแสหมอยารักษาซูม้ากัวหายเป็นปรกติ เปาเล่งถูจึงถามซูม้ากัวๆ ก็ร้องไห้เล่าความซึ่งซุนปุนหงีคบคิดกับเตียวอ๋องทำร้ายแก่ซูม้ากัวให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงพูดแก่ซูม้ากัวว่าท่านจงรักษาตัวอยู่ในบ้านข้าพเจ้าก่อน แล้วข้าพเจ้าจะชำระให้ ท่านอย่ามีความวิตกเลย พูดแล้วเปาเล่งถูก็กลับไปที่อยู่ จึงกระซิบสั่งความลับเป็นกลอุบายให้แก่นางหลีฮูหยิน กับเตียเหลงเตียวโฮ้วให้กระทำตามความคิดของเปาเล่งถู แล้วเปาเล่งถูก็กระทำเป็นป่วยอยู่หลายวัน

ฝ่ายพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ทรงทราบว่า เปาเล่งถูป่วยจึงรับสั่งให้ขุนนางตำแหน่งหมอ ออกไปตรวจดูโรคของเปาเล่งถูก่อน ถ้าหนักหนาจริงแล้ว พระองค์จึงจะได้เสด็จออกไปเยี่ยมเปาเล่งถูต่อภายหลัง ฝ่ายขุนนางตำแหน่งหมอ ก็ออกไปยังเปาเล่งถูตามรับสั่ง ครั้นถึงเมืองกัยฮงหูแล้วก็เข้าไปจะตรวจดูโรคเปาเล่งถูตามรับสั่ง

ฝ่ายนางหลีฮูหยินภรรยาเปาเล่งถู ครั้นเห็นขุนนางข้าหลวงฝ่ายแพทย์มาจากเมืองหลวงก็ต้อนรับจัดที่พักให้ตามสมควร แล้วขุนนางหมอจะขอเข้าไปตรวจดูโรคเปาเล่งถู นางหลีฮูหยินจึงห้ามไว้ว่าโรคของท่านผู้สามีของข้าพเจ้านั้น ป่วยวิปลาสนัก ถ้าถูกต้องเนื้อตัวเข้าแล้วก็มีอาการให้เจ็บปวดกระสับกระส่ายร้อนรน จะต้องเอาเส้นด้ายผูกข้อมือให้ท่านตรวจดูลม เหมือนเช่นที่ท่านตรวจโรคนางข้างในที่เป็นสนมจึงจะได้ ว่าดังนั้นแล้วนางหลีฮูหยินจึงเอาเส้นด้ายผูกข้อมือเปาเล่งถูข้างละเส้น ให้หมอตรวจหมอก็แนะจับเส้นด้ายที่ผูกข้อมือเปาเล่งถู ก็เห็นว่าเทพจรเดินเต้นยังเป็นปรกติอยู่ ลมเทพจรมิได้วิปลาสเสียหายแต่อย่างใด ครั้นตรวจดูแล้วขุนนางหมอก็คำนับเปาเล่งถูและนางหลีฮูหยินกลับเข้ามาเมืองหลว’


ครั้นข้าหลวงกลับไปแล้ว เปาเล่งถูจึงสั่งนางหลีฮูหยินภรรยาว่า ถ้าเรากระทำตายแล้วเจ้าจงรีบเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน กระทำเป็นเศร้าโศกเสียใจทูลว่าเราตายแล้ว ถ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า เราเมื่อก่อนจะใกล้ตายได้สั่งเสียไว้กระไรบ้าง เจ้าจงกราบทูลว่าเราได้สั่งไว้ขอให้เตียวอ๋องซึ่งเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ เป็นผู้ตั้งอยู่ในยุติธรรมและซื่อสัตย์กตัญญูต่อแผ่นดินนั้น สมควรว่าราชการแทนตัวเราต่อไปได้ นางหลีฮูหยินก็รับคำสั่งของเปาเล่งถู จึงนำตราตำแหน่งเอ๋ซุนอ้านเข้าไปเฝ้าถวายตราคืน แล้วก็ร้องไห้กราบทูลพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ว่า เปาเล่งถูสามีของข้าพเจ้าถึงแก่กรรมไปเสียแล้ว

ขณะนั้น แต่บรรดาขุนนางข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือน เฝ้าอยู่พร้อมกันในที่นั้น ได้ฟังนางหลีฮูหยินภรรยาเปาเล่งถูกราบทูลว่าเปาเล่งถูถึงแก่กรรมเสียแล้ว ต่างคนต่างสำคัญว่าจริงก็พากันเศร้าโศกสลดใจลงเป็นอันมาก

พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้จึงตรัสถามว่า เปาเล่งถูเมื่อจะตายนั้นได้สั่งเสียไว้ประการใดบ้างหรือไม่ นางหลีฮูหยินก็ทูลตามคำเปาเล่งถู ซึ่งสั่งไว้นั้นให้พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ทรงทราบทุกประการ นางหลีฮูหยินถวายตราสำหรับยศคืนแล้ว ก็ถวายบังคมลากลับมายังเมืองคัยฮงหู

ฝ่ายพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ทรงพระกรรณแสงอาลัยเสียดายเปาเล่งถูยิ่งนัก ครั้นสร่างความโศกแล้วพระองค์จึงพระราชทานเครื่องเส้นให้หันอ๋อง ซึ่งเป็นพระญาติพระวงศ์กับขุนนนางรองเสนาบดี นำเครื่องเซ่นไปเซ่นศพเปาเล่งถูตามธรรมเนียม แล้วจัดให้ขุนนางเป็นข้าหลวงถือหนังสือรับสั่งออกไปยังเมืองไซเกีย ให้เตียวอ๋องกลับเข้ามาเฝ้าจะได้รับตราตำแหน่งเอ๋ซุนอ้านแทนเปาเล่งถูต่อไป

ฝ่ายเตียวอ๋อง ครั้นเห็นข้าหลวงถือหนังสือรับสั่งมาก็ตั้งโต๊ะบูชารับหนังสือรับสั่ง แล้วจึงได้รู้ว่าเปาเล่งถูตาย โปรดให้เตียวอ๋องเป็นที่แทนเปาเล่งถูต่อไป  เตียวอ๋องมีความยินดียิ่งนัก ก็ลงเรือออกจากเมืองไซเกียระยะทางสองวันถึงเมืองตังเกีย จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ จึงพระราชทานตราสำหรับยศเอ๋ซุนอ้านให้แก่เตียวอ๋องๆ มีความยินดียิ่งนัก จึงถวายบังคมลาลงเรือไปยังเมืองคัยฮงหู ตามบรรดาโรง ร้าน ตึก เรือน เอาผ้าแดงและแพสีคาดหน้าร้านโรงเรือนตึกคอยรับเตียวอ๋องทุกบ้านเรือนราษฎร

ฝ่ายเตียวอ๋องเข้าไปถึงบ้านเปาเล่งถู เห็นกระดาษเขียวเขียนอักษาด้วยฝุ่นขาวปิดไว้ทุกช่องประตู เตียวอ๋องเห็นดังนั้นมีความโกรธจึงตวาดเอานางหลีฮูหยินว่า เปาเล่งถูก็ตายแล้ว เหตุใดจึงไม่เอาศพไปฝังเสียตามธรรมเนียม ยังเอาศพไว้ในบ้านนี้ๆ ก็หาใช่บ้านช่องของท่านไม่ ตึกหลวงก่อสร้างไว้เป็นก๋งก๊วนสำหรับข้าราชการจะได้มาพักอยู่รักษาราชการ เรามาถึงเมืองนี้ราษฎรชาวบ้านร้านตลาดต้อนรับเอาผ้าแดงคาดให้พรชัยมงคลแก่เรา ท่านกระทำเช่นนี้หาถูกต้องแบบแผนธรรมเนียมไม่

ฝ่ายเปาเล่งถูแต่งตัวเต็มยศเดินออกมาจากห้อง ร้องตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังเป็นข้อสัญญาณอาณัติ ให้ไพร่พลทหารซึ่งรักษาเปาเล่งถูอยู่นั้นรู้ก็ปิดประตูจวนเสียทั้ง ๔ ด้าน  เตียวโฮ้วกับเตียเหลงก็ตรงเข้าจับตัวเตียวอ๋องเปลื้องเครื่องยศออกจากตัว แล้วเอาเครื่องจำครบมาจำเตียวอ๋องไว้แล้วหามเอาหีบหลวงสำหรับใส่ศพนั้นไปเผาเสีย  เปาเล่งถูจึงเชิญลายพระราชหัตถ์ของพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ ซึ่งทรงพระอนุญาตให้อาญาสิทธิ์ สำหรับลงโทษเสนาบดีขุนนางผู้ใหญ่ และเจ้านายมีกรมและหากรมมิได้ ซึ่งกระทำความผิดได้ทั้งสิ้นวางไว้บนโต๊ะเครื่องบูชา แล้วเปาเล่งถูขึ้นนั่งบนที่ว่าราชการ แล้วสั่งให้ผู้คุมคุมตัวซุนปุนหงีและซูม้ากัวโจทก์มาพร้อมกันแล้ว เปาเล่งถูจึงถามเตียวอ๋องว่าตัวท่านมียศใหญ่เป็นถึงพระเจ้าน้องยาเธอ ตระกูลอันสูงประเสริฐ แต่แล้วเหตุใดท่านจึงประพฤติตนเป็นคนพาลอันร้ายกาจ ดุจจะบุคคลอันหาตระกูลมิได้ ข่มขืนภรรยาเขาแล้วยังมิหนำซ้ำฆ่าเขาเสียจะให้สิ้นโคตรแล้วริบเอาเงินทองทรัพย์สมบัติของเขาไปเป็นอาณาประโยชน์ของตน และเผาบ้านเรือนของเขาเสียด้วย จริงหรือหามิได้จงรับเสียโดยดีอย่าให้ต้องเฆี่ยนตีเลย

เตียวอ๋องได้ฟังเปาเล่งถูซักถามดังนั้น ก็ให้การปฏิเสธไม่รับเปาเล่งถูจึงให้ผู้คุมๆ ตัวซุนปุนหงีมาถาม ด้วยเรื่องฆ่าซูม้ากัวตายนั้นซุนปุนหงีก็รับเป็นสัตย์ ซัดทอดถึงเตียวอ๋องว่ามีหนังสือมาให้ฆ่าซูม้ากัว

เปาเล่งถูว่าท่านประพฤติผิดทำการชั่วทุจริตถึงเพียงนี้ สืบสวนทวนพยานชาวบ้านร้านตลาดก็ได้ความจริงสมโจทก์หาทั้งสิ้น ท่านไม่รับแล้วจะทนอาญาแผ่นดินได้ก็สุดแล้วแต่ท่าน ว่าดังนั้นแล้วเปาเล่งถูก็สั่งให้นักการผูกเตียวอ๋องเข้าตีตามอาญา เตียวอ๋องเจ็บปวดทนมิได้ก็รับเป็นสัตย์ตามจริงที่ตนได้กระทำนั้นทุกประการ

เปาเล่งถูจังพิพากษาตัดสินลงโทษเตียวอ๋องกับซุนปุนหงี ให้ริบเอาทรัพย์สมบัติเป็นของหลวงกึ่งหนึ่งๆ ให้แก่เตียวอ้วนก๋งซึ่งมีความกตัญญูต่อนาย จะได้เลี้ยงบุตรของซูม้าโตกับนางเล่าสีสืบตระกูลต่อไป แต่ส่วนตัวเตียวอ๋องกับซุนปุนหงีนั้น ให้ทหารคุมตัวไปฆ่าเสีย แล้วเปาเล่งถูจึงทำเรื่องราวถวายใจความว่าด้วยโทษของเตียวอ๋องกับซุนปุนหงีกับถ้อยคำสำนวนโจทก์หาจำเลย ให้การสืบพยานเบิกความสมรับเป็นสัตย์นั้นสอดเข้าซองผนึกแล้ว เปาเล่งถูก็กลับเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ ทูลถวายเรื่องนั้น  

พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ตรัสว่าเราไม่รู้เลย ว่าท่านทำกลอุบาย เราเข้าใจว่าท่านถึงแก่ความตายไปจริงๆ เรามีความเสียดายท่านดุจดังว่าแขนซ้ายขวาของเราขาดออกไปจากกายเราทั้งสองข้าง ซึ่งเตียวอ๋องน้องเราประพฤติชั่ว ทำการทุจริตเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน ให้ราษฎรได้ความเดือดร้อนในอันใช่ที่ ท่านพิจารณาไต่สวนได้ความจริง ฆ่าเสียตามกฎหมายนั้น เราไม่มีความอาลัยในเตียวอ๋องอันเป็นคนทุจริตนั้นเลย

ประเทศใดเมืองใดมีขุนนางซื่อตรง สุจริต ตั้งอยู่ในยุติธรรมเอาใจใส่สอดส่องสุขทุกข์ของอาณาประชาราษฎร และเอาธุระราชกิจการบ้านเมืองทั่วถึงรอบคอบ เป็นที่พอพระทัยและเป็นที่วางพระทัยของพระเจ้าแผ่นดิน และหวังใจของราษฎรดังท่านแล้ว ราษฎรในประเทศบ้านเมืองนั้นย่อมมีแต่ความสุข และทั้งจะมีความเจริญแก่บ้านเมืองขึ้นด้วย พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ตรัสดังนั้นแล้ว ก็พระราชทานเงินทองและเสื้อยศอย่างสูงให้แก่เปาเล่งถู แล้วก็เสด็จเข้า

ความเรื่องนี้ควรที่กุลบุตร อันบังเกิดมาในภายหลัง เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ฉะนี้  จะต้องมีหิริโอตัปปะสะดุ้งกลัวต่อโทษและมีความอายอันจะยืนอยู่ชั่วกับปาวสาน ดุจเตียวอ๋องน้องพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ทำความชั่วไว้ช้านาน ชื่อเสียงยังประจานอยู่จนทุกวันนี้ เหตุเดิมก็เกิดขึ้นเพราะสตรีรูปงามเป็นมูล ครั้นเมื่อลุอำนาจแก่ความรักดังนั้นในชั้นที่สอง ซึ่งต่อมาแต่ความโง่ด้วยโมหะคติ แตกแยกออกผลผลิเป็นไปโดยโทสะจริตคิดฆ่าเขา หากมีเปาเล่งถูผู้ประเสริฐทั้งความรู้และความตรงองค์วิจารณ์ ทั้งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน แม้หาไม่ไหนจะล่วงรู้ถึงความชั่วทุจริตของผู้เป็นเจ้านายอันมีอำนาจมากเช่นนั้น ควรเราท่านผู้ฟังผู้อ่านจะจดจำและวิจารณ์ในสรรพกิจ นึกว่าเป็นศิษย์ท่านเปาเล่งถูดูจะสมควรเป็นความดี ความเจริญแก่โรงศาลบ้านเมืองมากตามสมัยและเวลาเช่นนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 พฤษภาคม 2559 10:45:43 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2559 15:19:29 »

.


     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๑๐ น้ำใจมนุษย์

มีความว่าที่ตำบลสีเถาติ้น แขวงเมืองเตงจิ๋ว ในตำบลนั้น ราษฎรตั้งบ้านเรือนอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเป็นอันมาก ราษฎรตำบลนั้นทำมาหากินด้วยการปาณาติบาตเป็นพื้น ผู้ที่จิตเป็นพาลนั้นมาก ผู้ใจบุญประกอบด้วยเมตตาจิตนั้นน้อย ที่ตำบลติ้นตั๋งฝั่งตะวันออกนั้น ยังมีเศรษฐีอยู่คนหนึ่งแซ่ซุ่ย ชื่อเตียงเก่ เป็นคนตั้งอยู่ในยุติธรรม ประกอบไปด้วยเมตตาจิต ซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีมีภรรยาชื่อนางเตียสีเซ้ง มีบุตรด้วยกันคนหนึ่งเป็นชายชื่อซุ่ยเข้งๆ อายุได้สิบแปดปี มีลักษณะงามและกิริยาเรียบร้อยเล่าเรียนรู้ลึกซึ้ง เศรษฐีผู้บิดามารดามีความรักใคร่ยิ่งนัก

ยังมีหลวงจีนผู้วิเศษรูปหนึ่ง สำนักอยู่เขาซำไท่ซัว อยู่มาวันหนึ่งหลวงจีนนั้นออกจากสำนักไปถึงตำบลติ้นตั๋ง หลวงจีนผู้วิเศษนั้นรู้ว่าเศรษฐีเป็นผู้มีใจบุญประกอบไปด้วยความเมตตาจิต หลวงจีนผู้วิเศษจึงแวะเข้าไปยังบ้านเศรษฐีขออาหารเจกิน

ฝ่ายเศรษฐีครั้นทราบว่าหลวงจีนมาหา ก็แต่งตัวนุ่งห่มโดยสุภาพเรียบร้อยออกมาต้อนรับ เชิญหลวงจีนผู้วิเศษให้นั่งในที่อันสมควรแล้ว ซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีจึงถามหลวงจีนว่า ท่านสำนักอยู่ตำบลใด บัดนี้ท่านมาหาข้าพเจ้าด้วยธุระประสงค์สิ่งใดหรือ ข้าพเจ้ามีความยินดียิ่งนัก ว่าดังนั้นแล้วซุ่ยเตียงเก่จึงสั่งให้พ่อครัวจัดอาหารเจมาเลี้ยงหลวงจีน ครั้นหลวงจีนกินอาหารแล้วจึงแจ้งความแก่เศรษฐีว่า ข้าพเจ้าสำนักอยู่ที่เขาซำไท่ซัว มาหาท่านวันนี้ด้วยทราบเหตุใหญ่อย่างหนึ่ง ขอท่านได้อนุญาตให้แก่ข้าพเจ้าๆ จะชี้แจงให้ท่านฟัง ซุ่นเตียงเก่ได้ฟังหลวงจีนบอกดังนั้นจึงยกมือขึ้นคำนับแล้วว่า ท่านจะมีธุระเหตุการณ์อันใดจงบอกเถิด ข้าพเจ้าอนุญาตให้

หลวงจีนผู้วิเศษจึงบอกว่า ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นคนใจบุญใจกุศลประกอบด้วยเมตตาจิต ข้าพเจ้ามาทั้งนี้หวังจะบอกให้ท่านทราบเหตุร้ายอันจะเกิดขึ้น ด้วยราษฎรตำบลนี้จะตายด้วยน้ำแดงหลากลงมาจากเหนือ จะท่วมบ้านเรือนราษฎร ราษฎรจะพากันจมน้ำตายเป็นอันมาก ท่านจงจัดหาเรือไว้สำรองเมื่อเวลาน้ำท่วมมาจะได้อาศัย เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้มาแจ้งความแก่ท่านให้ทราบไว้ก่อน จะได้คิดอ่านตระเตรียม

ซุ่ยเตียงเก่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงถามหลวงจีนต่อไปว่า น้ำแดงซึ่งจะมาท่วมนั้นจะมีกำหนดวันใดเดือนใดเป็นแน่ หลวงจีนบอกว่าสิงโตศิลาที่ตำบลตลาดโป๊เต๊กพังนั้นเป็นที่กำหนดสังเกต ถ้าสิงโตนั้นมีโลหิตไหลออกมาจากตาเมื่อใดแล้ว น้ำจะท่วมมาเมื่อนั้น

ซุ่ยเตียงเก่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าจะต้องป่าวร้องให้ราษฎรในตำบลที่ใกล้เคียงกับข้าพเจ้ารู้ เขาจะได้เตรียมเรือแพไว้ท่า เมื่อเวลาน้ำท่วมจะได้อาศัย
หลวงจีนผู้วิเศษ เมื่อได้ฟังซุ่ยเตียงเก่ว่าดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงพูดว่าราษฎรตำบลนี้นอกจากท่านแล้วล้วนแต่คนใจบาปหยาบช้าทั้งสิ้น ท่านจะไปบอกเล่าแก่เขานั้น เขาจะเชื่อถือฟังถ้อยคำของท่านหรือ ซึ่งน้ำจะท่วมมาทั้งนี้ก็เป็นเพราะเคราะห์กรรมของราษฎรทั้งหลาย หากให้เป็นไปตามยถากรรมของเขา แต่ตัวท่านนี้จะรอดจากความตาย เพราะน้ำท่วมนี้แล้ว แต่กระนั้นเคราะห์ของท่านก็ยังจะมีมาถึงอีก กระทำให้ท่านได้ความเดือดร้อนเป็นที่ยิ่ง

ซุ่ยเตียงเก่ได้ฟังดังนั้น จึงถามต่อไปว่า ซึ่งท่านทำนายว่าข้าพเจ้ามีเคราะห์ร้าย จะกระทำให้ข้าพเจ้าถึงแก่ความตายหรือไม่ หลวงจีนบอกว่า อันความสุขและทุกข์นั้นเป็นคู่กันย่อมเป็นธรรมดาของเราท่าน ท่านจงหยิบกระดาษกับพู่กันมาให้ข้าพเจ้าๆ จะเขียนอักษรไว้ให้แก่ท่านต่อภายหน้าท่านจึงจะรู้ได้เอง

ซุ่ยเตียงเก่ได้ฟังดังนั้น จึงหยิบกระดาษกับพู่กันและหมึกมาให้หลวงจีน ๆ เขียนอักษรเป็นคำโคลงให้ไว้สี่บาท บาทต้นใจความว่าเทียนเหียงอั้งจุ้ยล้วงเล่า บาท ๒ ว่างุ่ยบุ๊ตเสี่ยงอ้วนโปยิกงิว บาท ๓ ว่าจี่อิวหยินหลายฮิวโก๊หุ่น บาท ๔ ว่าอึนเสงยอนเต๊กกำล้าง แปลเป็นภาษาไทยว่าน้ำแดงหลากลงมาจากเหนือท่วมบ้านราษฎร ก็เพราะเทพยดาและเวรกรรมหากให้เป็น ถ้าพบสัตว์แล้วจงช่วยชีวิตสัตว์ๆ นั้นย่อมรู้คุณ แม้ว่าพบมนุษย์ปุถุชนแล้วจงเมินเฉยเสียเถิด อย่าได้กระทำคุณเลย ถ้าทำคุณแล้วคุณนั้นจะกลับบูชาโทษให้ ครั้นหลวงจีนแต่งโคลงแล้วก็ส่งคำโคลงให้แก่ซุ่ยเตียงเก่ ๆ อ่านดูแล้วก็ฉงน คิดคำโคลงนั้นไม่แจ้งว่าจะออกความประการใด จึงถามหลวงจีน ๆ จึงบอกว่าท่านไปภายหน้าก็คงจะรู้ ว่าดังนั้นแล้วหลวงจีนผู้วิเศษจะลาซุ่ยเตียงเก่ไปสู่สำนัก ซุ่ยเตียงเก่จึงเอาเงินสิบตำลึงให้แก่ผู้วิเศษ เป็นค่าเสบียงเดินทาง

หลวงจีนผู้วิเศษไม่รับเงินแล้วว่าข้าพเจ้าบวชเรียนจำศีลภาวนาอยู่ตามเขาและป่าหาความสุข ปราศจากทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าขอบใจท่านยิ่งนัก แต่ทรัพย์ของท่านนั้นท่านจงเก็บไว้จะได้เลี้ยงบ่าวไพร่ของท่าน ว่าดังนั้นหลวงจีนผู้วิเศษก็ลากลับไป

ซุ่ยเตียงเก่จึงเข้าไปในตึกชั้นใน เล่าความซึ่งหลวงจีนบอกเหตุร้ายว่าน้ำจะท่วมนั้นให้นางเต็งสีเซ้งภรรยาฟังทุกประการ แล้วซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีจึงเรียกช่างมาต่อเรือเตรียมไว้ ๒๐ ลำ จะได้บรรทุกสิ่งของและบุตรภรรยาข้าทาสลงในเรือเมื่อเวลาน้ำท่วม ในขณะเมื่อช่างต่อเรืออยู่นั้นราษฎรไปมาได้แลเห็นดังนั้นจึงถามซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีว่า ท่านให้ช่างต่อเรือมากมายลำฉะนี้เพื่อประสงค์ประโยชน์อันใด ซุ่ยเตียงเก่ก็เล่าบอกตามความที่หลวงจีนผู้วิเศษมาบอกนั้นให้ผู้มาถามฟังทุกคน ราษฎรตำบลนั้นได้ฟังซุ่ยเตียงเก่บอกดังนั้นก็พากันหัวเราะหามีความเชื่อถือไม่ ซุ่ยเตียงเก่จึงใช้ให้เหลาโอวซึ่งเป็นคนใช้ไปคอยตรวจดูสิงโตที่ตำบลตลาดเป็นนิตย์ ราษฎรชาวโรงร้านเห็นเหลาโอวมาตรวจดูสิงโตนั้นทุกๆ วัน จึงถามเหลาโอวว่า ข้าพเจ้าเห็นท่านมาดูสิงโตทุกวันนั้นเพื่อประสงค์ด้วยเหตุอันใด เหลาโอวคนใช้ของเศรษฐีจึงบอกว่า ถ้าสิงโตตัวนี้มีโลหิตไหลออกจากนัยน์ตาเมื่อใดน้ำจะท่วม ราษฎรจะพากันจมน้ำตายเป็นอันมาก เพราะฉะนั้นนายข้าพเจ้าจึงให้ข้าพเจ้ามาคอยตรวจดูอยู่เสมอๆ ถ้าสิงโตมีโลหิตไหลออกจากนัยน์ตาเมื่อใดแล้วจะได้ขนสิ่งของบรรทุกบุตรภรรยาข้าทาสลงเรือ จึงจะพ้นภัยอันนั้น

ราษฎรชาวบ้านได้ฟังดังนั้นแล้วถึงพูดว่า ฤดูนี้เป็นฤดูแล้งมีอยู่บ้างหรือที่จะมีน้ำท่วม สิงโตเล่าก็เป็นสิงโตศิลาหรือจะมีโลหิตไหลออกมาได้ คนเช่นนี้เราเห็นอยู่แต่ว่าจะเป็นคนเสียจริตดอกกระมังว่าดังนั้นแล้วก็พากันหัวเราะ

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งมีชายผู้หนึ่งแซ่ชื่อมิได้ปรากฏ เป็นผู้ขายเนื้อสุกร เป็นผู้พอใจเล่นสัพยอก จึงเอาโลหิตสุกรมาป้ายเข้าที่นัยน์ตาสิงโตตัวนั้น ฝ่ายเหลาโอวไปตรวจดูเห็นนัยน์ตาสิงโตมีโลหิตดังนั้น ก็กลับไปบอกแก่ซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีๆ จึงสั่งให้บ่าวไพร่ข้าทาสขนทรัพย์สิ่งของ บรรทุกลงในเรือ ๒๐ ลำที่ต่อไว้นั้น ครั้นเวลากลางดึกก็เกิดลมพายุมืดฟ้ามัวฝน, ฝนตกลงมาข้างทิศเหนือ ถึงสามคืนสามวันมีน้ำแดงหลากไหลลงมา ท่วมหลังคาตึกบ้านร้านของราษฎรพากันจมน้ำตาย ประมาณสองหมื่นเศษ

ฝ่ายซุ่ยเตียงเก่เศรษฐี พร้อมด้วยบุตรภรรยาข้าทาสชายหญิงอยู่ในเรือ ลอยไปกลางแม่น้ำหาได้เป็นอันตรายเหมือนคนทั้งหลายไม่ แลเห็นภูเขาๆ หนึ่งพังทลายลง เศรษฐีเห็นค่างฝูงหนึ่งลอยน้ำมา เศรษฐีจึงให้คนใช้เอาไม้ทอดละไปในน้ำ ฝูงค่างนั้นก็เกาะไม้ปีนขึ้นบนเรือของเศรษฐีรอดพ้นจากความตาย

ยังมีนกแขวกฝูงหนึ่งลอยน้ำมา ขนปีกเปียกบินขึ้นไม่ได้ ซุ่ยเตียงเก่เห็นก็สั่งให้ข้าทาสซึ่งอยู่ในเรือ แจวเรือเก็บนกแขวกขึ้นมาบนเรือครั้นขนปีกแห้งแล้ว นกนั้นก็บินไปได้ตามปกติ

ยังมีชายผู้หนึ่งเกาะขอนไม้ลอยตามน้ำลงมา แลเห็นเรือของเศรษฐีลอยอยู่กลางแม่น้ำ ชายผู้นั้นร้องเรียกว่าขอท่านได้เมตตาช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ด้วยเถิด ซุ่ยเตียงเก่ครั้นเห็นชายเกาะขอนไม้ลอยน้ำมาร้องให้ช่วยดังนั้น ซุ่ยเตียงเก่จึงสั่งบ่าวทาสให้แจวเรือเข้าไปรับ

ขณะนั้นนางเตียงสีเซ้ง คิดขึ้นมาได้ถึงคำโคลงของหลวงจีนผู้วิเศษ นางเตียสีเซ้งจึงห้ามซุ่ยเตียงเก่ผู้สามีว่าคำโคลงของหลวงจีนผู้วิเศษว่าไว้ว่า ถ้าทำคุณแก่สัตว์ๆ นั้นคงจะรู้จักคุณ ถ้าทำคุณแก่มนุษย์ๆ จะให้โทษ ซุ่ยเตียงเก่ได้ฟังนางเตียสีเซ้งภรรยาว่าดังนั้นจึงตอบว่า เจ้าเอ๋ยแต่สัตว์เดรัจฉานเรายังช่วยได้, นี่มนุษย์ทั้งคนเราจำจะต้องช่วยไว้จึงจะควร เมื่อเขาไม่รู้จักคุณเราแล้วก็แล้วไป เทพยดารักษ์ก็คงสอดส่องเห็นความดีของเรา ว่าดังนั้นแล้วซุ่ยเตียงเก่ก็ให้คนใช้แจวเรือเข้าไปรับชายผู้นั้นขึ้นมาบนเรือ เศรษฐีจึงให้เสื้อกางเกงใหม่ผลัดนุ่งห่ม จึงถามแซ่และชื่อและตำบลบ้าน

ชายผู้นั้นคำนับซุ่ยเตียงเก่แล้วก็ร้องไห้ บอกว่าข้าพเจ้าแซ่เล่า ชื่อเอ้ง บิดาข้าพเจ้าชื่อเล่าโต๊ะ ตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลโป๊เต๊กพัง น้ำท่วมมาบิดากับมารดาจะตายเป็นประการใดก็ไม่แจ้ง, บัดนี้ท่านมีพระเดชพระคุณช่วยชีวิตไว้ข้าพเจ้าจะขออยู่เป็นข้าท่านให้ท่านใช้กว่าจะหาชีวิตไม่

ซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีได้ฟังเล่าเอ้งว่าดังนั้น ก็มีความสงสาร ครั้นอยู่มาได้ประมาณ ๒ วันน้ำนั้นก็ลด ซุ่ยเตียงเก่ก็กลับมายังบ้านเดิมซุ่ยเตียงเก่จึงบอกแก่เล่าเอ้งว่า ข้าพเจ้ามีบุตรคนเดียวจะเอาตัวท่านเป็นบุตรบุญธรรม จะได้เป็นคู่อยู่ด้วยกันกับบุตรข้าพเจ้า

เล่าเอ้งได้ฟังซุ่ยเตียงเก่ว่าดังนั้นก็มีความยินดี แล้วก็คำนับซุ่ยเตียงเก่กับเตียสีเซ้ง รับใช้การงานและนับถือเศรษฐีต่างบิดามารดา อยู่มาได้ประมาณหกเดือน ในขณะเมื่อวันเดือนน้ำท่วมบ้านเรือนนั้น นางฮ่องไทเฮ้าซึ่งเป็นพระราชชนนีแห่งพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ เชิญพระราชลัญจกร คือดวงตราหยกของวิเศษ สำหรับแผ่นดินต่อมาทุกชั่วกษัตริย์ลงเรือพระที่นั่งเพื่อจะให้พ้นภัยน้ำแดงมาท่วม ในเวลานั้นดวงตราหยกของวิเศษนั้นได้หายไป ไม่แจ้งว่าจะไปตกอยู่แห่งหนตำบลใด พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้รับสั่งให้มีหมายประกาศป่าวร้องให้ราษฎรรู้ทั่วกันตลอดพระราชอาณาเขตว่า ถ้าผู้ใดได้ดวงตราหยกนั้นนำมาถวายแล้ว จะพระราชทานเงินทองเสื้อผ้าและยศศักดิ์ชุบเลี้ยงให้เป็นขุนนาง, มีชื่อเสียงปรากฏในแผ่นดิน

ครั้นอยู่มาคืนวันหนึ่ง ซุ่ยเตียงเก่นิมิตฝันเห็นว่าเทพยดาองค์หนึ่งมาบอกแก่ซุ่ยเตียงเก่ว่า เซียงเต้คือพระสยมภูวญาณซึ่งเป็นประธานโลก เห็นว่าท่านผู้ตั้งอยู่ในยุติธรรม และประกอบด้วยเมตตาจิตมีน้ำใจไม่ตระหนี่ตั้งอยู่ในศีลทานการกุศล จึงรับสั่งให้ข้าพเจ้ามาบอกแก่ท่านว่าดวงตราหยกของสำหรับแผ่นดินที่หายไปนั้น ตกอยู่ในสระแก้วหลังพระตำหนักของฮ่องไทเฮ้า ครั้นบอกดังนั้นแล้ว เทพยเจ้าก็อันตรธานหายไป ซุ่ยเตียงเก่ก็ได้สติตื่นรู้สึกตัวทันที จึงเล่าความฝันให้ภรรยากับบุตรฟังทุกประการ ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าคนใช้ของซุ่ยเตียงเก่มาบอกว่า บัดนี้มีหมายประกาศปิดป่าวร้องว่าตราหยกของวิเศษสำหรับแผ่นดินหาย ถ้าผู้ใดพบปะรู้เห็นนำไปถวายจะพระราชทานยศศักดิ์ลาภผลเป็นอันมาก

ซุ่ยเตียงเก่จึงปรึกษากับภรรยาว่า ความฝันของเราต้องกันตรงกันแก่หมายประกาศ จะต้องให้บุตรของเราเข้าไปยังเมืองหลวงแจ้งความแก่เสนาบดี ให้นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ตามความที่ข้าฝันนั้น เจ้าจะเห็นเป็นอย่างไร

นางเตียสีเซ้งได้ฟังซุ่ยเตียงเก่ปรึกษาดังนั้นจึงว่าลาภและยศนั้นย่อมเป็นธรรมดา เมื่อจะมีมาถึงจริงแล้วโดยแต่จะไม่ขวนขวายก็หากจะต้องได้อยู่เองโดยธรรมดา บุตรของเรามีอยู่ผู้เดียวเท่านี้ ถ้าจะให้ไปเล่าระยะทางก็ห่างไกลและกันดาร จะได้ความลำบาก

ขณะนั้นเล่าเอ้ง นั่งอยู่ในที่นั้นได้ฟังซุ่ยเตียงเก่ปรึกษาแก่ภรรยาดังนั้น จึงเข้ามาใกล้แล้วคำนับพูดว่าพระคุณของท่านซึ่งได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ และอุปถัมภ์บำรุงเลี้ยงรักษาเสมอเหมือนบิดามารดาอันบังเกิดเกล้าฯ บัดนี้ข้าพเจ้าจะขออาสาท่านไปเมืองหลวงสืบข่าวคราวดูก่อน ถ้าเห็นช่องควรจะแจ้งความต่อเสนาบดีให้นำกราบทูลได้แน่นอนแล้วซุ่ยเข้งจึงค่อยไปต่อภายหลัง

ซุ่ยเตียงเก่เศรษฐี ได้ฟังเล่าเอ้งพูดจาชี้แจงดังนั้นก็เห็นชอบด้วยจึงจัดเงินเป็นค่าเดินทางให้แก่เล่าเอ้งแล้วว่า ถ้าน้องท่านได้ดีก็คงจะได้ดีด้วยกัน อย่ามีความกินแหนงแคลงใจสิ่งใดเลย เล่าเอ้งก็คำนับลาซุ่ยเตียงเก่ออกจากตำบลติ้นตั๋ง เดินทางรอนแรมหลายวันมาจนถึงเมืองหลวงก็เข้าพักยังโรงเตี๊ยม แล้วเล่าเอ้งปลดเอากระดานป้ายซึ่งปิดหมายประกาศนั้นออกเสีย

ส่วนทหารผู้รักษาตำบลท้องที่ตำบลนั้น เห็นเล่าเอ้งทำดังนั้นก็คุมเอาตัวเล่าเอ้งเข้าไปหาอ๋องใจเสียง ขุนนางผู้ใหญ่ๆ จึงถามเล่าเอ้งว่ารู้เห็นอย่างไรในเรื่องตราหยกดวงนี้ จึงสามารถมั่นแก่ใจปลดเอาหมายประกาศออกเสียฉะนี้

เล่าเอ้งคำนับแล้วบอกว่า เทพยดามาดลใจให้นิมิตฝันว่าพระราชกรตราหยกวิเศษนั้น ตกจมอยู่ในกลางสระแก้วที่หลังพระตำหนักของฮ่องไทเฮ้า ถ้าให้คนลงไปค้นหาคงจะพบ

อ๋องใจเสียงได้ฟังเล่าเอ้งแจ้งความดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้เล่าเอ้งพักอยู่ยังก๋งก๊วน แล้วอ๋องใจเสียงก็เข้าไปเฝ้ากราบทูลพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ โดยกระแสความตามที่เล่าเอ้งมาบอกเล่าความฝันนั้นให้ทรงทราบทุกประการ

พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังอ๋องใจเสียงกราบทูลดังนั้นก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก ด้วยวันนั้นเป็นวันสารทฤดูเดือนสิบ พระองค์ทรงประทับโต๊ะเสวยพร้อมด้วยนางพระสนมฝ่ายใน อยู่ในสวนพระราชอุทยานหลังพระตำหนักจึงรับสั่งให้หญิงคนใช้ลงไปดำค้นหาดวงตราหยกในสระแก้ว

พวกผู้หญิงลงไปดำค้นหาได้ดวงตราหยก นำขึ้นมาถวายพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ๆ ครั้นได้ตราหยกของวิเศษสำหรับแผ่นดินแล้วมีพระทัยยินดียิ่งนัก เสด็จออกยังที่ว่าราชการจึงรับสั่งให้หาเล่าเอ้งเข้ามาเฝ้า เล่าเอ้งก็ถวายบังคมตามธรรมเนียม แล้วก็เดินถอยออกมายืนอยู่ในสถานที่อันควร

พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้จึงตรัสถามเล่าเอ้งว่า เจ้าฝันเห็นไปหรือว่าเทวดามาบอกให้ จึงได้รู้ว่าตราหยกวิเศษของเราตกอยู่ในสระแก้ว เล่าเอ้งจึงทูลรับ รับสั่งชิงเอาความชอบของซุ่ยเตียงเก่เศรษฐี ปิดบังความจริงที่ซุ่ยเตียงเก่เป็นผู้ฝันเห็นนั้น

พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังเล่าเอ้งกราบทูลดังนั้น ทรงสำคัญเข้าพระทัยว่าเป็นความจริงของเล่าเอ้ง ก็ทรงพระกรุณาปราณีตรัสสรรเสริญเล่าเอ้งว่า ท่านนี้ชะรอยจะได้กระทำความดีอันเป็นส่วนกุศลสุจริตไว้เป็นอันมากมาแต่ก่อนแล้ว จึงเทพยดาเจ้าได้อนุเคราะห์บันดาลดลใจให้ท่านฝันเห็น จึงมีความชอบต่อแผ่นดินดังนี้ ตรัสดังนั้นแล้วก็เสด็จขึ้น

ครั้นวันฤกษ์ดีมีรับสั่งให้พนักงานจัดโต๊ะและสุราเลี้ยงขุนนางฝ่ายทหารพลเรือน พร้อมด้วยพระญาติพระวงศ์ในพระที่นั่ง พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้จึงพระราชทานนางก๋งจู๊พระราชธิดาที่สอง ซึ่งเป็นบุตรนางฮ่องหนึ่งสนมให้แก่เล่าเอ้ง แล้วทรงให้เล่าเอ้งรับยศในตำแหน่งไซช้อฮู่ม้า

เล่าเอ้งครั้นได้รับตำแหน่งแล้ว ก็ถวายบังคมลาออกไปอยู่ด้วยนางก๋งจู๊ เล่าเอ้งครั้นมียศศักดิ์วาสนาบริบูรณ์ไปด้วยเงินทองทรัพย์สมบัติบ่าวไพร่แล้ว ก็ลืมซุ่ยเตียงเก่ผู้มีคุณเสีย

ฝ่ายซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีครั้นแจ้งความว่า เล่าเอ้งมีวาสนาได้เป็นขุนนางตำแหน่งที่ฮู่ม้าราชบุตรเขยของพระเจ้าแผ่นดิน ซุ่ยเตียงเก่จึงให้ซุ่ยเข้งผู้บุตรเข้าไปยังเมืองหลวง สืบดูว่าจะจริงดังคำเล่าลือหรือไม่ ซุ่ยเข้งก็จัดเงินใส่ไถ้พอสมควรเป็นเสบียงเดินทางพร้อมแล้วก็คำนับลาซุ่ยเตียงเก่และมารดา ซุ่ยเข้งกับคนใช้คนหนึ่งชื่อเส่ยหยีออกจากบ้านรอนแรมมาหลายวัน ถึงเมืองตังเกียคือเมืองหลวง ซุ่ยเข้งกับเส่ยหยีก็เข้าพักอยู่โรงเตี๊ยม แล้วซุ่ยเข้งก็เที่ยวสืบถามตามราษฎรชาวบ้านร้านตลาดได้ความว่าเล่าเอ้งเป็นขุนนางตำแหน่งที่ฮู่ม้า ซุ้ยเข้งก็คอยหาโอกาสที่จะให้พบแก่เล่าเอ้ง

อยู่มาวันหนึ่งเล่าเอ้งก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินแล้วกลับออกมา ซุ่ยเข้งเห็นเล่าเอ้งขี่ม้ามีพลทหารนำหน้าตามหลังหลายสิบคน เป็นที่สง่ายิ่งนัก ซุ่ยเข้งจึงยืนอยู่ข้างทาง พอเล่าเอ้งซึ่งเป็นคนอกตัญญูมิได้รู้คุณท่านที่ผู้มีคุณแลเห็นซุ่ยเข้งบุตรของเศรษฐีก็กระทำเป็นไม่รู้จัก จึงตวาดด้วยเป็นอันดังว่า อ้ายคนนี้มาจากไหนสามารถมาตัดหน้าฉานกู ทหารจงจับเอาตัวไปทำโทษ พวกทหารก็กรูกันเข้าจับตัวซุ่ยเข้งไปยังบ้านเล่าเอ้ง แล้วก็ยึดตัวลงตี ๒๐ ตี เนื้อหนังแตกเลือดไหล ซุ่ยเข้งได้ความจับปวดยิ่งนัก แล้วเล่าเอ้งสั่งให้คุมตัวซุ่ยเข้งไปจำขังไว้ ณ คุก  ซุ่ยเข้งก็ร้องไห้เล่าความหลังซึ่งได้กระทำคุณไว้ต่อเล่าเอ้ง ตั้งแต่ต้นจนปลายให้ผู้คุมฟังทุกประการ

ฝ่ายเส่ยหยีคนใช้ของซุ่ยเข้งซึ่งพักอยู่โรงเตี้ยม ครั้นแจ้งความว่า เล่าเอ้งเฆี่ยนตีซุ่ยเข้งแล้วเอาตัวไปจำขังไว้ ณ คุกก็ตกใจ เส่ยหยีก็ไปยังคุกหาที่พักอยู่นอกคุก หุงต้มอาหารปฏิบัติซุ่ยเข้งผู้นายอยู่ช้านาน เงินทองของซุ่ยเข้งก็หมดลง จนถึงเส่ยหยีต้องไปเที่ยวขอทานชาวบ้านร้านตลาดมาเลี้ยงซุ่ยเข้ง

ครั้นอยู่มาฝูงค่าง ที่ซุ่ยเข้งได้ช่วยชีวิตไว้เมื่อครั้งน้ำท่วมนั้น ฝูงค่างนั้นก็นำเอาเนื้อย่างและผลไม้มานั่งคอยอยู่บนต้นไม้ ครั้นเห็นผู้คุมๆ ตัวซุ่ยเข้งออกมานอกคุก ฝูงค่างนั้นก็ลงมาจากยอดไม้ เอาผลไม้กับเนื้อโคย่างมาให้ซุ่ยเข้งมิได้ขาดวัน ผู้คุมเห็นประหลาดดังนั้นจึงถามซุ่ยเข้งๆ จึงบอกว่าเมื่อครั้งน้ำท่วมนั้น สัตว์เหล่านี้บิดาของข้าพเจ้ากับข้าพเจ้าได้ช่วยชีวิตไว้ พร้อมกันกับช่วยชีวิตเล่าเอ้งวันเดียวกัน สัตว์เหล่านี้รู้คุณของข้าพเจ้า จึงได้เอาผลไม้และเนื้อย่างมาแทนคุณข้าพเจ้า

ผู้คุมได้ฟังซุ่ยเข้งเล่าให้ฟังดังนั้น ก็ถอนใจใหญ่แล้วจึงพูดว่า ชั้นแต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังรู้คุณคน เป็นมนุษย์ไม่รู้จักคุณท่านผู้มีคุณแล้ว สู้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ไม่ได้ ดูเป็นน่าอับอายแก่เดรัจฉานอันเป็นชาติต่ำช้านัก

อยู่มาวันหนึ่งฝูงนกแขวกบินมาจับอยู่หน้าคุก ครั้นเห็นซุ่ยเข้งออกมานอกคุก นกแขวกฝูงนั้นก็บินลงมายืนใกล้ซุ่ยเข้งแล้วก็ร้องขึ้น  ซุ่ยเข้งเห็นนกแขวกฝูงนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อครั้งน้ำท่วมได้ช่วยชีวิตนกเหล่านี้ไว้ แล้วซุ่ยเข้งจึงว่า ถ้านกนี้รู้คุณของเราแล้วจงช่วยนำเอาหนังสือข่าวทุกข์ร้อนของเรา กลับไปให้แก่บิดามารดาของเราให้รู้ด้วยเถิด ซุ่ยเข้งว่าดังนั้นแล้วก็ยืมหมึกพู่กันและกระดาษของนายผู้คุมมาเขียนหนังสือ ใจความว่าด้วยเล่าเอ้งไม่รู้จักคุณ กลับพาลเฆี่ยนตีแล้วจับตัวขังคุกให้เศรษฐีผู้บิดาแจ้งทุกประการ ครั้นเขียนหนังสือแล้วก็เข้าผนึก แล้วเอาเส้นด้ายร้อยหนังสือผูกเข้ากับตัวนกแขวกตัวหนึ่ง นกนั้นก็บินไป ประมาณสองวันก็ถึงบ้านเศรษฐี

ฝ่ายซุ่ยเตียงเก่กับนางเตียสีเซ้ง ออกไปนั่งเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ รำพันบ่นถึงซุ่ยเข้งผู้บุตรที่เข้าไปเมืองหลวงช้านานหลายวันแล้วยังไม่เห็นกลับมา พอแลไปเห็นนกแขวกบินถลาลงมายืนร้องอยู่ใกล้ๆ ซุ่ยเตียงเก่เห็นมีหนังสือผูกติดอยู่กับตัวนก เป็นการประหลาดมากดังนั้นจึงแก้หนังสือออกจากตัวนก เปิดผนึกออกอ่านแจ้งความทุกประการแล้ว ก็เล่าความให้นางเตียสีเซ้งภรรยาฟังทุกประการ

นางเตียสีเซ้งก็ร้องไห้คิดถึงบุตร ที่ไปได้ความทุกข์ยาก แล้วบ่นว่าซุ่ยเตียงเก่ผู้สามีว่าท่านหลวงจีนผู้วิเศษได้ทำนายไว้แล้ว ท่านก็ไม่เชื่อ ขืนกระทำคุณต่อมนุษย์ ข้าพเจ้าจักเตือนท่านๆ ก็ไม่เชื่อ บุตรข้าพเจ้าจึงได้ความทุกข์ยากถึงเพียงนี้

ซุ่ยเตียงเก่ได้ฟังภรรยาว่าดังนั้น ให้มีความแค้นเล่าเอ้งยิ่งนัก ซุ่ยเตียงเก่จัดได้เงินทองใส่ไถ้กับคนใช้ตามไปสี่ห้าคน ออกจากบ้านเดินทางรอนแรมมาตามระยะทางมาหลายเวลา ถึงเมืองตังเกียเที่ยวสืบถามชาวบ้านร้านตลาดได้ความจริงว่า ซุ่ยเข้งผู้บุตรต้องจำอยู่ในคุกกองมหันตโทษ ซุ่ยเตียงเก่เดินไปพอได้ครึ่งทางพบเส่ยหยีซึ่งเป็นคนใช้ ที่ให้มากับซุ่ยเข้งผู้บุตร ไปเที่ยวขอทานกลับมา

เส่ยหยีครั้นเห็นซุ่ยเตียงเก่เศรษฐี แล้วก็เข้ามากอดเอาเท้าเศรษฐีผู้นายแล้วก็ร้องไห้ เล่าความที่เล่าเอ้งกระทำให้ซุ่ยเข้งต้องทนทุกข์อยู่ในคุกให้ซุ่ยเตียงเก่ฟังทุกประการ แล้วเส่ยหยีก็พาเศรษฐีเข้าไปพบแก่ซุ่ยเข้งที่ในคุก

ซุ่ยเข้งเห็นเศรษฐีผู้บิดามาก็มีความยินดี ก็เล่าความให้บิดาฟังทุกประการ ซุ่ยเตียงเก่จึงว่าบิดาจะไปให้พบแก่เล่าเอ้ง ถ้าเป็นประการใดบิดาจะทำฟ้องไปยื่นต่อท่านเปาเล่งถูให้ชำระ ว่าดังนั้นแล้วซุ่ยเตียงเก่ก็ไปยังบ้านเล่าเอ้ง แลเห็นตึกกว้างบ้านเรือนภาคภูมิใหญ่โตรโหฐาน มีบ่าวไพร่ผู้คนเข้าออกเป็นสง่าผ่าเผย ซุ่ยเตียงเก่จึงเข้าไปนั่งคอยอยู่ในห้องตึกชั้นนอก พอเล่าเอ้งออกมาซุ่ยเตียงเก่จึงว่าตัวท่านบัดนี้ก็ได้ดีแล้วมาลืมเราเสีย ถึงกระนั้นก็ช่างเถิด ยังมิหนำกระทำให้บุตรของเราได้ความเดือดร้อนถึงสาหัส เห็นควรอยู่แล้วหรือ

ฝ่ายเล่าเอ้ง ครั้นเห็นซุ่ยเตียงเก่ว่ากล่าวดังนั้นก็มีความละอายจึงกลับเข้าไปข้างในปิดประตูเสียมิให้ซุ่ยเตียงเก่ตามเข้าไปได้

ซุ่ยเตียงเก่มีความแค้นเล่าเอ้งยิ่งนัก จึงไปยังเมืองคัยฮงหู ทำฟ้องไปยื่นต่อเปาเล่งถู มีในความว่าตั้งแต่วันน้ำท่วมราษฎรล้มตายนั้นและได้ช่วยชีวิตเล่าเอ้ง แล้วเอาเล่าเอ้งเลี้ยงไว้ จนถึงซุ่ยเตียงเก่นิมิตเห็นว่าเทพรักษ์มาบอกเล่าด้วยเรื่องดวงตราหยกตกอยู่ในสระแก้ว มาจนถึงเล่าเอ้งกระทำข่มเหงเฆี่ยนตี แล้วจำขังซุ่ยเข้งไว้ในคุกจนทุกวันนี้

เปาเล่งถูรับฟ้องมาตรวจดูแล้วคิดจะเอาตัวเล่าเอ้งมาชำระ จึงให้ซุ่ยเตียงเก่ซุ่มอยู่ในบ้านเปาเล่งถูๆ จึงให้นักการไปเมืองตังเกียสอบถามถ้อยคำของซุ่ยเข้ง จะตรงกันกับฟ้องของซุ่ยเตียงเก่หรือไม่ ครั้นนักการไปสอบถามได้ความแล้วกลับมาแจ้งความ เปาเล่งถูเห็นถ้อยคำของซุ่ยเข้งตรงกันสมกันกับฟ้องของซุ่ยเตียงเก่ทุกประการ เปาเล่งถูจึงสั่งให้พ่อครัวจัดโต๊ะและสุราไว้พร้อม จึงมีเทียบไปเชิญเล่าเอ้งมากินเลี้ยงที่บ้านเปาเล่งถู ณ เมืองคัยฮองหู ซึ่งเป็นเมืองด่านของเมืองตังเกีย ระยะทางเดินด้วยม้าสองชั่วโมงจึงจะถึง

เปาเล่งถูจึงกระซิบสั่งคนใช้สำหรับรินสุราเลี้ยงนั้น ให้จัดสุราใส่ในป้านคะเนเพียงสามถ้วย ถ้าสุราในป้านหมดให้ร้องบอกว่าหมด ครั้นเปาเล่งถูจัดการดังนั้นแล้ว พอเล่าเอ้งมาถึงเปาเล่งถูจึงเชิญเล่าเอ้งเข้านั่งโต๊ะเสพสุราเป็นที่รื่นเริง ขณะเมื่อนั่งรับประทานสุราอยู่นั้น เปาเล่งถูชำเลืองดูป้านสุราที่คนใช้รินให้เล่าเอ้งฮู่ม้ากินนั้น พอน้ำสุราหมดลง เปาเล่งถูจึงกระทำเป็นพูดขึ้นว่า เอาสุราเพิ่มเติมมาอีกให้ท่านฮู่ม้ากิน คนใช้จึงบอกว่าหมดแล้ว เปาเล่งถูจึงว่าน้ำสุราหมดแล้วเอาน้ำท่าก็ได้ คนใช้จึงตักเอาน้ำท่าใส่ป้านมารินให้เล่าเอ้งฮู่ม้ากิน

เล่าเอ้งมีความโกรธจึงพูดว่า ขุนนางฝ่ายทหาร พลเรือนและเจ้านายผู้ใหญ่ผู้น้อย ก็ยังไม่มีผู้ใดดูหมิ่นข้าพเจ้า แต่ท่านดูหมิ่นข้าพเจ้าเสียจริงๆ

เปาเล่งถูตอบว่า ในเมื่อวันเดือนแปดปีนี้น้ำทั้งลำแม่น้ำท่านฮู่ม้ายังกินเข้าไปได้ มาบัดนี้มีน้ำอยู่ป้านเดียวเท่านั้น ท่านจะกินไม่ได้หรือ

เล่าเอ้งได้ฟังเปาเล่งถูพูดจาแดกดันกระทบถึงเรื่องซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีช่วยชีวิตขึ้นมาจากน้ำก็ตกใจ

ขณะนั้นซุ่ยเตียงเก่เดินมาใกล้เล่าเอ้ง ยกมือขึ้นชี้หน้าเล่าเอ้งแล้วจึงพูดว่า คนผู้นี้ข้าพเจ้าได้กระทำคุณไว้แล้วกลับลบหลู่คุณของข้าพเจ้าเสีย ยังมิหนำกระทำให้บุตรของข้าพเจ้าได้รับความเดือดร้อนด้วย พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงทราบทรงชุบเลี้ยงไว้ ภายหลังคงจะหลู่คุณพระเจ้าแผ่นดินอีกเป็นแน่ ขอท่านได้ชำระให้เห็นเท็จและจริงโดยยุติธรรมเถิด

ขณะนั้นนักการและคนใช้ของเปาเล่งถู ก็ปิดประตูบ้านเสียทันที เปาเล่งถูจึงถอดหมวกและเสื้อยศของเล่าเอ้งออกแล้วจึงให้นักการตีสี่สิบทีแล้วถามตามคำฟ้องหาของซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีฟ้องนั้น

เล่าเอ้งก็ให้การรับถูกต้อง สมดังคำของซุ่ยเตียงเก่ฟ้องทุกประการ เปาเล่งถูจึงเรียบเรียงข้อความตามเรื่องราวของซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีกับถ้อยคำของเล่าเอ้ง ที่ให้การรับถูกต้อง สมดังคำฟ้องของซุ่ยเตียงเก่เศรษฐี นำเข้าไปถวายพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ๆ จึงรับสั่งให้หาตัวซุ่ยเตียงเก่เข้าไปเฝ้าแล้วตรัสถาม ซุ่ยเตียงเก่กราบทูลตามข้อความตั้งแต่หลวงจีนผู้วิเศษทำนายด้วยเรื่องน้ำจะท่วม มาจนถึงเล่าเอ้งกระทำแก่ซุ่ยเข้งผู้บุตร ให้พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ทรงทราบทุกประการ

พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ตรัสสรรเสริญซุ่ยเตียงเก่เศรษฐีว่า ท่านนี้เป็นผู้ใจบุญ เทพยดาจึงได้ช่วยอุปถัมภ์บำรุงมิให้ถึงแก่ความล่มจม วันพรุ่งนี้เราจะต้องตัดสินเล่าเอ้งคนอกตัญญู ตรัสดังนั้นแล้วก็เสด็จเข้าข้างใน

ครั้นรุ่งขึ้นพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ เสด็จออกราชการ จึงรับสั่งให้เปาเล่งถูถอดซุ่ยเข้งออกจากคุก แล้วโปรดพระราชทานเครื่องยศและตั้งให้เป็นผู้รักษาเมืองบู๊เสียกุ๊ย แล้วตั้งให้ซุ่ยเตียงเก่เป็นขุนนาง ตำแหน่งอิวซูคี้หงี เป็นผู้ว่ากล่าวตักเตือนราษฎรให้รู้จักคุณและโทษ

พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ ครั้นประทานให้ยศแก่เศรษฐีแล้ว จึงรับสั่งว่าเล่าเอ้งผู้นี้ ซุ่ยเตียงเก่เขาก็ได้กระทำคุณกลับบูชาโทษให้เขา โทษควรเอาไปประหารชีวิตเสีย ครั้นรับสั่งดังนั้นแล้วก็เสด็จขึ้น เจ้าพนักงานก็เอาตัวเล่าเอ้งไปประหารชีวิตเสียตามรับสั่ง

ตามเรื่องเศรษฐีซุ่ยเตียงเก่นี้ควรเป็นคติหลายอย่าง เมื่อว่าตามธรรมเนียมโลก ที่จะห้ามมิให้เกื้อกูลอนุเคราะห์แก่เพื่อนมนุษย์ เมื่อเวลาตกยากก็จะขาดความกรุณาไป ควรแต่จะทำคุณไว้ฝ่ายเดียว ด้วยเป็นการดีทั้งโลกและธรรม แต่ไม่ควรที่จะไว้ใจวางใจแก่มนุษย์ตามคำสุภาษิต ที่ท่านกล่าวว่ายากที่รู้ใจของเขาว่าดีและร้ายประการใด สันดานเดิม เป็นนิสัยติดเนื่องมาก็มีในการดีและการชั่วเกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัยในปัจจุบันก็มี จึงให้กลับดีกลับชั่วได้ ยกไว้แต่ใจพระอริยะเจ้าสี่คู่แปดหมู่เท่านั้นวางใจได้

ประการหนึ่งว่าโดยทางความ ความเรื่องนี้ไม่สู้ลึกลับและยากแก่ผู้พิจารณายากเท่าเล่าเอ้งเป็นพระราชบุตรเขยเท่านั้น ถ้ามิใช่เปาเล่งถูและมิใช่พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ บางทีจะเลยกลบเกลื่อนแปรผันไปได้หลายทาง ควรเราท่านผู้อ่านผู้ฟังจะจดจำจารึกไว้ในใจว่าคนชั่วประกอบการทุจริต แม้จะได้ลาภยศศักดิ์ก็จะเป็นไปได้คราวหนึ่ง แต่จะไม่ยั่งยืนยืดยาวมั่นคงถาวร ตนคงจะต้องรับผลของความทุจริตที่เป็นบาป อันตนได้กระทำไว้ ดุจเล่าเอ้งที่ได้กล่าวมานี้เป็นตัวอย่าง

บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 09 สิงหาคม 2559 15:59:02 »

.


     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๑๑ รองเท้าข้างเดียว

มีความว่าที่เมืองกังจิวเสีย ยังมีชายผู้หนึ่งชื่อเตียเต๊กฮั๊วๆ มีภรรยาชื่อนางหันหลันเอ็ง นางเป็นบุตรของหันเอ้งสิว อยู่บ้านตำบลน่ำเฮียง เตียเต๊กฮั้วอยู่กินกับนางหันหลันเอ็งมาก็ช้านาน แต่ไม่เกิดบุตรด้วยกันถ้าถึงวันพระข้างขึ้นและข้างแรม เตียเต๊กฮั้วก็ตั้งพิธีบวงสรวงนิมนต์หลวงจีนหงออ้วนเสี่ย สำนักวัดย่งเนงยี่มาสวดมนต์อธิษฐานขอให้มีบุตร

หลวงจีนหงออ้วนเสี่ยมาสวดมนต์ครั้งใด แลเห็นนางหันหลันเอ็งมีลักษณะรูปร่างมารยาทสะอาดหมดจด ก็มีใจประหวดผูกพันธ์ปฏิพัทธ์ เกิดความกำหนัดนึกรักไม่รู้เสื่อมคลาย อยู่มาวันหนึ่งหลวงจีนหงออ้วนเสี่ยมาสวดมนต์ที่บ้านเตียเต๊กอั้ว วันนั้นเตียเต๊กฮั้วไม่อยู่บ้าน ไปจ่ายเครื่องแจช่ายที่ตลาด เพื่อจะได้หุงต้มเลี้ยงหลวงจีนหงออ้วนเสี่ยๆ คิดอุบายได้อย่างหนึ่ง จึงให้หญิงเด็กคนใช้ของนางหันหลันเอ็งไปลักเอารองเท้าของนางหันหลันเอ็งมาได้ข้างหนึ่ง แล้วหลวงจีนก็เอารองเท้านั้นไปยังวัด ทำเป็นเอารองเท้านั้นขึ้นชูชมเชยแล้วก็วางลง

ขณะนั้นพอเตียเต๊กฮั้วมา จะนิมนต์หลวงจีนหงออ้วนเสี่ยไปเลี้ยงเจ ครั้นเตียเต๊กฮั้วเห็นหลวงจีนหงออ้วนเสี่ยถือรองเท้าเชิดชูชมเชยอยู่ดังนั้น ก็จำได้ว่าเป็นรองเท้าของนางหันหลันเอ็ง เตียเต๊กฮั้วให้มีความสงสัยสนเท่ห์ว่า หลวงจีนหงออ้วนเสี่ยจะเป็นชู้กัน จนถึงทำการสังวาสขาดจากศีลสมณะแล้ว นางหันหลันเอ็งจึงได้ปลงใจให้รองเท้ามาดังนี้ เตียเต๊กฮั้วคิดเห็นดังนั้นแล้วก็มีความโกรธยิ่งนัก จึงกล่าวความหยาบช้าแก่หลวงจีนนั้นเป็นอันมาก ครั้นกลับมาถึงบ้านก็ตีด่านางหันหลันเอ็งผู้ภรรยา ด้วยความโกรธหึงหวง แล้วจึงพูดว่ามึงเป็นหญิงไม่ซื่อสัตย์ต่อสามี ไปเป็นชู้ทำการชั่วอันมิดีกับด้วยหลวงจีนแล้วให้รองเท้ากันไปข้างหนึ่งเป็นสำคัญกูได้รู้เห็น

นางหันหลังเอ็งภรรยาจึงเถียงว่า เมื่อเวลากลางวันข้าพเจ้านอนหลับไป ครั้นตื่นขึ้นมารองเท้าข้าพเจ้าหายไปข้างหนึ่งเป็นการดังนี้ นางหันหลันเอ็งพูดชี้แจงสักเท่าใดๆ เตียเต๊กฮั้วก็มิได้เชื่อฟัง เตียเต๊กฮั้วก็ขับไล่นางหันหลันเอ็งมิให้อยู่ในบ้านด้วยต่อไป นางหันหลันเอ็งก็ร้องไห้ลาเตียเต๊กอั้วกลับไปอยู่บ้านเดิมของนางกับด้วยบิดามารดา

ฝ่ายหลวงจีนหงออ้วนเสี่ย ครั้นแจ้งว่าเตียเต๊กฮั้วขับไล่นางหันหลันเอ็งกลับไปยู่บ้านเดิมแล้ว หลวงจีนหงออ้วนเสี่ยก็หนีออกจากสำนักกลับมาอยู่ตำบลไซเฮียง แขวงอำเภอไทหงวนบ้านเดิม หลวงจีนหงออ้วนเสี่ยก็แปลงเพศเป็นคฤหัสถ์ไว้ผมยาวเกล้ามวย แล้วเปลี่ยนแซ่และชื่อเสียใหม่ ชื่อพังหยินๆ จึงวานอ๊วงคิม ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเป็นสื่อไปขอนางหันหลันเอ็งต่อเอ้งสิวผู้บิดาๆ ก็ยอมยกนางหันหลันเอ็งผู้บุตรให้แก่พังหยิน แล้วก็นัดวันแต่งงานให้นางหันหลังเอ็งอยู่กินเป็นสามีภิริยากันกับพังหยิน ครั้นอยู่มาถึงฤดูสารทเดือนสิบในวันนั้น พังหยินนั่งเสพสุราอยู่ด้วยกันกับนางหันหลันเอ็ง พังหยินก็พูดสัพยอกนางหันหลันเอ็งว่าเจ้ากับพี่ได้กันเป็นภิริยาสามีทุกวันนี้ ก็เพราะคุณของนางเส่ยหมุยลักเอารองเท้าของเจ้ามาให้พี่ พี่จึงได้เจ้าเป็นภรรยาสมความปรารถนารักใคร่

นางหันหลันเอ็ง ได้ฟังดังนั้นก็ยังมีความสงสัยอยู่ จึงถามพังหยินๆ ก็เล่าตามความจริงว่าด้วยเรื่องรองเท้าข้างหนึ่ง จนถึงเตียเต๊กฮั้วขับไล่ให้นางหันหลันเอ็งฟังทุกประการ

ครั้นนางหันหลันเอ็งได้ทราบความตลอดต้นจนปลายดังนั้น ก็มีความเสียใจว่าเสียรู้เล่ห์กลของหลวงจีน จึงมิได้อยู่กินด้วยกันกับสามีเดิม ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว นางหันหลันเอ็งก็ยิ่งมีความโกรธพังหยินยิ่งนัก แต่แสร้างกระทำหน้าชื่นมิให้พังหยินรู้ ครั้นเวลาดึกพังหยินนอนหลับสนิท นางหันหลันเอ็งก็เอามีดเชือดคอของตัวเองถึงแก่ความตาย

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า หันเอ้งสิวผู้บิดาของนางหันหลันเอ็งแจ้งว่าบุตรตาย แต่ไม่ทราบว่าจะตายด้วยเหตุใด หันเอ้งสิวก็ทำฟ้องไปยื่นต่อเปาเล่งถู ใจความว่าเดิมได้ยกนางหันหลันเอ็งผู้บุตรให้แก่เตียเต๊กฮั้วเป็นภรรยา ครั้นอยู่มาเตียเต๊กฮั้วเกิดหึงหวง คิดสงสัยภรรยาว่ามีชู้ เพราะด้วยรองเท้าข้างหนึ่งซึ่งหลวงจีนวัดย่งเนงยี่ลักเอาไป เตียเต๊กฮั้วจึงได้ตีขับไล่นางหันหลันเอ็งจนถึงขาดจากผัวเมีย ข้าพเจ้าจึงได้ยกนางหันหลันเอ็งให้เป็นภรรยาพังหยิน  มาบัดนี้ด้วยเหตุอย่างไรกันขึ้นนางหันหลันเอ็งบุตรของข้าพเจ้าจึงได้ตายด้วยคมอาวุธฉะนี้ ขอท่านได้พิจารณาให้ได้ความจริงโดยยุติธรรม

เปาเล่งถูครั้นอ่านฟ้องแจ้งความดังนั้นแล้ว จึงให้ผู้คุมขังทั้งโจทก์ทั้งจำเลยไว้ ครั้นเวลาค่ำเปาเล่งถูนั่งตรึกตรองเรื่องความนางหันหลันเอ็งอยู่เคลิ้มหลับไป ฝันเห็นว่ามีหญิงคนหนึ่งมาคุกเข่าลงคำนับที่ตรงหน้าเปาเล่งถู แล้วก็เล่าความซึ่งพังหยินเมื่อยังบวชเป็นหลวงจีน คิดอุบายให้นางหันหลันเอ็งขาดจากผัวเมียกัน ตั้งแต่ต้นจนปลายให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ แล้วปีศาจนางหันหลันเอ็งก็อันตรธานหายไป

เปาเล่งถูได้สติตื่นขึ้นทันที ครั้นรุ่งเช้าเวลาเช้าเปาเล่งถูจึงให้ผู้คุมๆ ตัวทั้งโจทก์ทั้งจำเลยมาถาม เปาเล่งถูยกกรณีเหตุเรื่องรองเท้าขึ้นถามพังหยินว่า เหตุใดจึงคิดอุบายกระทำให้สามีภิริยาเขาขาดจากผัวเมียกัน ภายหลังตัวจึงย้อนไปสู่ขอเอามาเป็นภรรยา จนถึงนางหันหลันเอ็งได้ความเจ็บแค้นถึงแก่เชือดคอตาย จงให้การไปแต่ตามความจริงที่ตนได้กระทำมาโดยดีทุกประการ อย่าให้ต้องผูกถือเฆี่ยนตีเลย

พังหยินมีความกลัวสะทกสะท้าน คิดเห็นว่าเป็นความจริงโดยจะไม่รับ เปาเล่งถูก็คงจะเฆี่ยนตีผูกทำให้ได้ความลำบากมากไปเปล่าๆ ที่ไหนเราจะทนไปได้ ประการหนึ่งก็เป็นความจริงอยู่ด้วย พังหยินก็ให้การรับเป็นสัตย์โดยชื่นตา

เปาเล่งถูจึงตัดสินปรับโทษของพังหยิน ข้อที่บวชเป็นชีบาณาสงฆ์แล้ว มาคิดอุบายกระทำให้เขาขาดจากผัวเมียกัน แล้วกลับมาย้อนขอกระทำให้เขาเสียตัวโดยที่ไม่รู้กล โทษของพังหยินถึงเชือดเนื้อให้กากินจนถึงแก่ความตาย ครั้นตัดสินแล้วเปาเล่งถูจึงสั่งเพชฌฆาตให้นำตัวพังหยินไปทำโทษตามคำตัดสิน




     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๑๒ ทำคุณบูชาโทษ

มีความว่า ที่ตำบลซินเอียแขวงเมืองตังเกีย ตำบลนั้นระยะทางห่างเมืองตังเกีย ๒๐ ลี้ มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อชินติดหงวนๆ ได้นางสิวหมึงเป็นภรรยา  นางสิวหมึงเป็นบุตรของซ้องเตร็กๆ อยู่ตำบลน่ำถวน  นางสิวหมึงเป็นผู้ได้เล่าเรียนหนังสือความรู้ลึกซึ้ง อายุได้ ๑๙ ปี จึงได้มาเป็นภรรยาชินติดหงวน นางสิวหมึงมีกิริยามารยาทเรียบร้อย ราษฎรชาวบ้านตำบลนั้น พากันพูดสรรเสริญนางสิวหมึงเป็นอันมาก

ครั้นอยู่มาวงศ์ญาติของชินติดหงวนกระทำการวิวาห์มงคล แต่งงานบ่าวสาว จึงมีเทียบมาเชิญชินติดหงวนไปนั่งโต๊ะกินเลี้ยง ชินติดหงวนสั่งเสียนางสิวหมึงภรรยาแล้ว ก็ออกจากบ้านไปช่วยการของวงศ์ญาติ ครั้นชินติดหงวนไปจากบ้านได้สองสามวันแล้ว นางสิวหมึงไม่เห็นสามีกลับมา นางสิวหมึงตั้งตาคอยแลดูต้นทางอยู่จึงออกไปคอยมองดูว่า ชินติดหงวนผู้สามีจะกลับมาหรือยัง

ยังมีหลวงจีนรูปหนึ่งเดินมาแต่ไกล แลเห็นนางสิวหมึงยืนอยู่ที่ประตูบ้าน มัวแลดูนางไม่วางตาจนเท้าถลำตกลงในคูริมคันถนน เสื้อกางเกงเปียกน้ำทั้งสิ้น ด้วยฤดูนั้นเป็นฤดูหนาว

ฝ่ายนางสิวหมึงครั้นเห็นหลวงจีนขึ้นมาจากคู เสื้อกางเกงเปียกเนื้อตัวเปื้อนดังนั้น ก็มีความสงสาร นางสิวหมึงจึงเข้าไปในโรงครัวก่อไฟใส่อั้งโล่มาให้หลวงจีนผิง แล้วเอาน้ำร้อนมาให้หลวงจีนกิน

หลวงจีนจึงพูดว่า ข้าพเจ้าเดินถลำตกลงไปในคูจนเนื้อตัวเสื้อกางเกงเปียกเปื้อนหมดทั้งสิ้น ท่านเป็นผู้ใจบุญเอาไฟมาให้ผิงและได้ย่างเสื้อกางเกงให้แห้ง และทั้งได้รับประทานน้ำชาด้วย ข้าพเจ้ามีความขอบใจท่านยิ่งนัก

นางสิวหมึงจึงว่าท่านย่างเสื้อกางเกงแห้งแล้ว ก็เชิญไปเสียเถิด ถ้าอยู่ช้าสามีข้าพเจ้ากลับมาเห็นท่านอยู่ที่นี้จะมีความเคลือบแคลงใจว่า ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ดีคบหาแก่ท่านดูหาสมควรไม่ หลวงจีนก็รับคำว่าจะไป ในทันใดนั้นพอดีชินติดหงวนมาถึงเข้า แลเห็นหลวงจีนกับนางสิวหมึงนั่งผิงไฟอยู่ด้วยกัน ชินติดหงวนมีความสงสัยกระทบจิตคิดหึงก็มึนตึงขึ้งโกรธอยู่ในใจ  ครั้นหลวงจีนได้เห็นกิริยาชินติดหงวนทำอาการมึนตึงนั้นก็ตกใจกลัว ลุกขึ้นทันทีรีบเดินหลีกไปเสียให้พ้น

ชินติดหงวนครั้นเห็นหลวงจีนลุกขึ้นเดินไปโดยด่วนดังนั้น ก็โกรธจึงด่านางสิวหมึงว่า ตัวเป็นผู้หญิงมีสามีชอบแต่จะอยู่ดูแลแต่ในการบ้านเรือนจึงจะถูกต้องตามธรรมเนียมผู้หญิงๆ อะไรเช่นนี้ ออกไปนั่งลอยหน้าอยู่กับหลวงจีน ชะรอยจะกระทำการชั่วเป็นชู้กันเป็นแน่ ชินติดหงวนว่าดังนั้นแล้ว ก็ขับไล่นางสิวหมึงมิให้อยู่ต่อไป

นางสิวหมึงก็ร้องไห้ มิได้โต้ตอบแก่ชินติดหงวนผู้สามีประการใด  นางสิวหมึงก็กลับไปอยู่กับบิดามารดาที่บ้านเรือนของนาง และนางสิวหมึงก็มิได้เล่าบอกความซึ่งสามีหึงหวงด้วยเรื่องก่อไฟให้หลวงจีนผิงให้บิดามารดาฟังไม่

ฝ่ายหลวงจีนนั้นกลับมาอยู่สำนักวัดไซเลมยี่ ครั้นสืบรู้ว่านางสิวหมึงนั้น ชินติดหงวนผู้สามีขับไล่ กลับมาอยู่กับบิดามารดาประมาณได้ปีหนึ่งแล้ว หลวงจีนนั้นจึงหนีเจ้าวัดกลับมาบ้านเดิม กลับแปลงเพศเป็นฆราวาสไว้ผมมวยตามเดิม เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เรียกว่าเล่าอี้ๆ จึงวานลี้ โอว เป็นสื่อไปพูดจากับซ้องเตร๊กผู้บิดาของนางสิวหมึง ขอนางสิวหมึงเป็นภรรยาเล่าอี้

ซ้องเตร๊กจึงพูดว่าบุตรของข้าพเจ้า ชินติดหงวนสามีขับไล่มาอยู่บ้าน จะเป็นเพราะบุตรของข้าพเจ้าทำความผิดประการใดข้าพเจ้าก็หาทราบไม่ แต่ดูน้ำใจของบุตรข้าพเจ้า พิเคราะห์ดูกิริยาเขายังซื่อตรงรักสามีของเขาอยู่ หรือเขาจะตัดขาดกันประการใด ข้อนี้ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถจะหยั่งรู้น้ำใจของเขาได้ ครั้นข้าพเจ้าจะยกให้ไว้ปันก็จะเป็นการข่มขืนน้ำใจบุตรของข้าพเจ้าไป ดูเป็นการหาสมควรไม่ ว่าดังนั้นแล้วซ้องเตร๊กก็หัวเราะ

ลี้โอวผู้แม่สื่อได้ฟังดังนั้นแล้วก็มิได้ว่าประการใด จึงไปหามารดาของนางสิวหมึง แล้วก็เล่าความตามที่เล่าอี้วานให้เป็นสื่อมาขอนางสิวหมึงนั้นให้มารดานางสิวหมึงฟัง ฝ่ายมารดาของนางสิวหมึงได้ฟังเล่าอี้บอกดังนั้น ก็มีความยินดีด้วยปรารถนาแต่จะให้บุตรมีสามีเท่านั้นตามวิสัยน้ำใจหญิง จึงพูดแก่เล่าอี้ว่าสามีของนางสิวหมึงได้ขับไล่นางสิวหมึงมาอยู่บ้านข้าพเจ้าช้านานประมาณได้ปี ๑ แล้ว หาได้เลี้ยงดูกันตามธรรมเนียมภรรยาสามีไม่ อีกประการหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ได้ทราบว่า ชินติดหงวนก็มีภรรยาใหม่แล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะยอมยกให้นางสิวหมึงมีสามีต่อไปก็ได้ เจ้าจงไปบอกนัดแก่เล่าอี้เถิดว่า ให้เล่าอี้หาวันดีฤกษ์ดีมาแต่งงานตามธรรมเนียมเถิด

ลี้โอวได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงไปแจ้งความแก่เล่าอี้ว่า บัดนี้มารดาของนางสิวหมึง ยอมยกนางสิวหมึงให้แล้วให้ท่านคิดหาวันดีฤกษ์ดีเถิด เมื่อเล่าอี้ได้ฟังลี้โอวบอกดังนั้น มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง

ฝ่ายนางสิวหมึงครั้นแจ้งความว่า มารดาจะยกให้มีสามีต่อไป นางสิวหมึงไม่เต็มใจ ด้วยยังมีความอาลัยถึงสามีของตนอยู่จึงพิไรรำพันบ่นโดยความเสียใจที่มารดาจะข่มขืนให้มีสามีใหม่

ครั้นวันฤกษ์ดีเล่าอี้ก็จัดสิ่งของมาแต่งงานตามธรรมเนียม ฝ่ายนางสิวหมึงโดยขัดมารดาไม่ได้ ก็จำใจเป็นภรรยาอยู่กินด้วยกับเล่าอี้ ครั้นอยู่มาเวลาวันหนึ่งเล่าอี้ไปเสพสุรามา มานั่งเคียงนางสิวหมึงแล้วพูดสัพยอกว่า เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ นางสิวหมึงตอบว่า เดิมท่านเป็นคนชาวบ้านใด ข้าพเจ้าจำท่านไม่ได้  เล่าอี้จึงบอกว่าเดิมข้าพเจ้าเป็นหลวงจีนอยู่วัดไซเลมยี่ เดินมาตามทางมัวแลชมเจ้าจนลืมสติพลัดตกลงในคูถนน เจ้าได้สงเคราะห์ให้ผิงไฟและซักเสื้อกางเกง กินน้ำชา  ตั้งแต่ต้นจนปลายให้นางสิวหมึงฟังทุกประการ

นางสิวหมึงได้ฟังดังนั้นก็มีความแค้นยิ่งนัก ครั้นอยู่มาได้สองสามวัน นางสิวหมึงก็หนีกลับบ้าน เล่าความให้ซ้องเตร๊กผู้บิดาฟังทุกประการ  ซ้องเตร๊กจึงทำฟ้องไปยื่นต่อเปาเล่งถู กล่าวโทษเล่าอี้ตามความที่นางสิวหมึงเล่าบอกแก่ซ้องเตร๊กทุกประการ เปาเล่งถูจึงหาตัวเล่าอี้มาถามว่า ตัวไปบวชเป็นหลวงจีนอยู่วัดวาอาราม เป็นชีบาณาสงฆ์ฝ่ายสมณะแล้วเหตุใดจึงแปลงเพศคืนมาเป็นคฤหัสถ์ไปมีภรรยานั้นจริงหรือหาไม่

เล่าอี้ได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้นก็ไม่รับ เปาเล่งถูจึงให้นักการไปสืบที่วัดไซเลมยี่ ได้ความว่าเล่าอี้บวชอยู่วัดไซเลมยี่แล้ว หนีไปแปลงเพศเป็นฆราวาส ครั้นสืบได้ความจริงดังนั้นแล้ว เล่าอี้ก็รับเป็นสัตย์สมแก่ฟ้องของซ้องเตร๊กทุกประการแล้ว เปาเล่งถูจึงสั่งให้เอาตัวเล่าอี้ไปจำขังไว้ ณ คุก แล้วตัดสินให้เนรเทศเล่าอี้ไปอยู่เสียเมืองไกลกำหนดพันลี้ ส่วนนางสิวหมึงก็กลับไปอยู่กับบิดามารดาตามเดิม

ฝ่ายชินตัดหงวนครั้นหายโกรธนางสิวหมึงแล้ว จึงให้คนใช้ไปรับนางสิวหมึงกลับมาเลี้ยงเป็นภรรยาต่อไปตามเดิม


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กุมภาพันธ์ 2560 16:28:10 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2559 15:54:55 »

.



     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๑๓ เต่าแจ้งเหตุ

มีความว่า ที่แขวงเมืองจิกไซ ยังมีเศรษฐีคนหนึ่งแซ่กิ๊ต ชื่ออั๋ง  กิ๊ตอั๋งเป็นคนใจบุญ ครั้นอยู่มาวันหนึ่งมีชาวนาผู้หนึ่งนำเต่าตัว ๑ มาขายให้แก่กิ๊ตอั๋งๆ จึงถามชาวนาผู้นั้นว่า เต่านี้ท่านได้มาแต่ไหน ชายชาวนาบอกว่า ได้มาจากหน้าศาลเจ้าเล่งอ๋อง

กิ๊ตอั๋งได้ฟังดังนั้น ก็คิดราคาค่าเต่าให้ผู้นั้นแล้ว จึงสั่งพ่อครัวให้เอาเต่านั้นไปขังไว้ยังในครัว ครั้นเวลากลางคืนได้ยินเสียงกรนดังดุจเสียงคนนอนกรน กิ๊ตอั๋งจึงจุดเทียนเข้าไปส่องดูในครัว ก็หาเห็นมีผู้ใดนอนกรนไม่ เห็นแต่เต่าขังอยู่ในตะกร้า กิ๊ตอั๋งเห็นเป็นวิปลาสดังนั้น ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า กิ๊ตอั๋งจึงให้คนใช้นำเอาเต่านั้นไปปล่อยยังบึงหน้าศาลเจ้าเล่งอ๋อง  ครั้นอยู่มาประมาณได้สักสองเดือน กิ๊ตอั๋งคิดถึงเซียงเฮงซึ่งเป็นเพื่อนรักตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลฝั่งตะวันออก กิ๊ตอั๋งจึงจัดโต๊ะและสุรา ให้คนใช้ไปเชิญเซียงเฮงมากินเลี้ยงเสพสุราด้วยกันเป็นที่รื่นเริง ขณะเมื่อเสพสุราอยู่ด้วยกันกับเซียงเฮงนั้น กิ๊ตอั๋งจึงพูดกับเซียงเฮงว่า ข้าพเจ้าจะบรรทุกสินค้าไปขาย ณ เมืองไซเกีย แต่มาวิตกด้วยหนทางกันดาร กว่าจะลงไปถึงท่าเรือจอด ท่านจะต้องเป็นธุระไปช่วยข้าพเจ้าด้วย

เซียงเฮงได้ฟังกิ๊ตอั๋งว่าดังนั้น จึงตอบว่าแม้หนทางจะกันดารสักเท่าใด ข้าพเจ้าไม่มีความรังเกียจ จะไปช่วยท่านให้เต็มกำลังของข้าพเจ้า

กิ๊ตอั๋งได้ฟังเซียงเฮงว่าดังนั้น จึงพูดว่าท่านเป็นธุระช่วย ข้าพเจ้ามีความขอบใจท่านเป็นที่ยิ่ง แต่ระยะทางตั้งแต่บ้านข้าพเจ้าลงไปถึงท่าเรือเดินเจ็ดวันจึงจะถึง ท่านจงกลับไปบ้านท่านรอให้ข้าพเจ้าบรรทุกสิ่งของซึ่งเป็นสินค้าลงเรือเสร็จแล้ว ท่านจึงไปลงเรือจะได้ไปด้วยกัน

เซียงเฮงรับคำกิ๊ตอั๋งมั่นเหมาะดังนั้นแล้ว ครั้นเลี้ยงดูกันเสร็จแล้ว เซียงเฮงก็คำนับลากิ๊ตอั๋งไปบ้าน ครั้นเซียงเฮงกลับไปแล้ว กิ๊ตอั๋งก็ให้ลูกจ้างและบ่าวทาส ซึ่งอยู่ ณ เรือนขนสินค้าลงเรือ

ฝ่ายนางซุนสีภรรยากิ๊ตอั๋ง มีบุตรชายกับกิ๊ตอั๋งคนหนึ่ง บุตรนั้นยังเยาว์อยู่ นางซุนสีจึงห้ามมิให้กิ๊ตอั๋งไป กิ๊ตอั๋งจึงว่าสินค้าก็ขนลงเรือแล้ว จำจะต้องไปงดอยู่ไม่ได้ แต่ระยะเวลาที่จะไปอย่างช้าอยู่ใน ๑ ปี อย่างเร็วอยู่ใน ๖ เดือนก็คงจะกลับมา เจ้าจงอยู่เรือนเลี้ยงรักษาบุตรให้จงดี อย่าให้เป็นอันตรายได้ กว่าข้าจะกลับมา

นางซุนสีภรรยาห้ามกิ๊ตอั๋งไม่ฟังดังนั้นแล้ว ก็ร้องไห้อุ้มบุตรเข้าไปในเรือนแล้ว ก็มิได้พูดจาทัดทานห้ามปรามสามีต่อไป

ฝ่ายเซียงเฮงครั้นถึงกำหนด ก็ไปลงเรือจ้างซึ่งบรรทุกสินค้าของกิ๊ตอั๋ง ครั้นเห็นกิ๊ตอั๋งมาถึงก็มีความยินดี เซียงเฮงเป็นคนสันดานไม่ซื่อตรงกอร์ปไปด้วยโลภเจตนาคิดจะทำร้ายกิ๊ตอั๋ง จะได้เอาสินค้านั้นไปขายเอาผลประโยชน์เสียเอง คิดจะเอาสุรามอมกิ๊ตอั๋ง จึงชวนกิ๊ตอั๋งว่า เวลานี้เราจะออกเรือไปก็เย็นจวนเวลาจะค่ำอยู่แล้ว ตำบลบ้านข้างหน้าโน้นมีร้านขายสุรา เราไปซื้อสุรากินให้สบายก่อน รุ่งขึ้นเวลาเช้าเราจึงค่อยออกเรือไป

กิ๊ตอั๋งได้ฟังเซียงเฮงชวนดังนั้น ก็ไปเสพสุราด้วยเซียงเฮงๆ ก็เอาสุรามอมกิ๊ตอั๋งกินจนเมาไม่มีสติเลย เซียงเฮงก็พากิ๊ตอั๋งกลับมาถึงตำบลซินเฮง ที่ข้างถนนนั้นมีบ่ออยู่บ่อหนึ่งลึกหลายวา เซียงเฮงก็ผลักกิ๊ตอ๋องลงไปในบ่อน้ำ กิ๊ตอั๋งก็ถึงแก่ความตาย เซียงเฮงก็ลงเรือที่บรรทุกสินค้านั้นให้ลูกจ้างแจวไปถึงเมืองไซเกีย จำหน่ายขายสินค้านั้นเสร็จแล้วมีกำไรเป็นอันมาก ก็กลับเมืองไซเฮง จึงแบ่งเงินซึ่งมีกำไรนั้นกึ่งหนึ่งเอาเป็นอาณาประโยชน์ตน เหลือนอกนั้นเซียงเฮงจึงนำมาคืนให้นางซุนสีภรรยากิ๊ตอั๋งๆ จึงถามเซียงเฮงว่าท่านมาแล้ว เหตุไฉนสามีของข้าพเจ้าจึงยังไม่มาถึง

เซียงเฮงจึงลวงนางซุนสีว่า เมื่อมาถึงท่าเรือแล้ว สามีของท่านมอบเงินให้ข้าพเจ้าคุมมาส่งให้แก่ท่านก่อนด้วยสามีของท่านยังไปเที่ยวดูงาน และเสพสุรากับพวกเพื่อนอยู่ แล้วสามีของท่านจึงจะมาต่อภายหลัง

นางซุนสีได้ฟังเซียงเฮงบอกดังนั้นก็เชื่อ มิได้มีความเคลือบแคลงสงสัย จึงจัดโต๊ะและสุราอาหารมาให้เซียงเฮงกิน เซียงเฮงครั้นเสพสุรากินอาหารเสร็จแล้ว ก็ลานางซุนสีกลับไปบ้าน เซียงเฮงคิดอุบายได้อย่างหนึ่ง จึงไปตรวจดูศพที่ตายฝังไว้ใหม่ๆ ในวันหนึ่งสองวัน เซียงเฮงจึงลักขุดเอาศพนั้นมา แล้วเอากระเป๋าของกิ๊ตอั๋งที่เคยผูกติดตัวอยู่เสมอ ที่เซียงเฮงได้แก้เอาไว้แต่เมื่อวันมอมสุรากิ๊ตอั๋งนั้นผูกไว้เข้ากับบั้นเอวศพ แล้วก็เอาศพทิ้งลงในแม่น้ำสามแยก แล้วเซียงเฮงก็ทำอุบายไปบอกแก่นางซุนสีว่า สามีของท่านลงเรือข้ามแม่น้ำมาเรือล่ม สามีท่านจมน้ำตายเสียแล้ว บัดนี้ศพลอยมาปะเข้าที่ฝั่งลำแม่น้ำสามแยก ขอให้ท่านใช้คนไปดูจะใช่หรือมิใช่

นางซุนสีได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงใช้ให้อันถองคนใช้ไปดู อันถองก็ไปกับเซียงเฮงพิจารณาดูศพ หน้าตาลักษณะศพนั้นหาเหมือนกิ๊ตอั๋งไม่ แต่เห็นมีกระเป๋าคาดอยู่กับเอวศพ อันถองก็กลับมาแจ้งความแก่นางซุนสีว่า ลักษณะศพนั้นหน้าตาหาเหมือนไม่

นางซุนสีได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันคนตายหลายเวลาแล้วเนื้อหนังย่อมจะเน่าเปื่อยไหนเลยจะจำได้ แต่มีของสิ่งใดติดตัวเป็นสำคัญบ้าง อันถองบอกว่าเห็นมีแต่กระเป๋าแพรปักด้วยไหมทองเป็นสำคัญ นางซุนสีได้ฟังดังนั้นให้นึกแน่ในใจก็ร้องไห้รำพันพูดว่า กระเป๋าใบนี้มารดาของข้าพเจ้าทำให้คาดไว้กับตัว จึงได้ติดตัวไปจนถึงแก่ความตาย นางซุนสีจึงบอกแต่บรรดาญาติ ให้จัดหีบใส่ศพเอาไปฝังไว้ตามธรรมเนียม แล้วก็ทำกงเต๊กเซ่นไหว้แผ่กุศลไปให้กิ๊ตอั๋ง กิ๊ตอั๋งถึงแก่กรรมล่วงมาได้เกือบปี

ฝ่ายเซียงเฮงตั้งแต่ได้ทรัพย์สมบัติของกิ๊ตอั๋งไปทำทุนค้าขายก็บริบูรณ์ขึ้น การที่เซียงเฮงกระทำร้ายต่อกิ๊ตอั๋งนั้นไม่มีผู้ใดสามารถจะล่วงรู้ได้ เหตุเป็นการลี้ลับซ่อนเงื่อนสาย

ฝ่ายเปาเล่งถูไปตรวจตามบรรดาหัวเมือง ครั้นไปเมืองจิกไซถึงตำบลซินเฮง เปาเล่งถูนั่งอยู่บนหลังม้าแลเห็นเต่าตัวหนึ่งคลานมาขวางหน้าม้าอยู่ เปาเล่งถูเห็นเต่านั้นมีน้ำตาไหลอาบอยู่ เต่านั้นกระทำก้มศีรษะคำนับเปาเล่งถูถึงสามครั้ง แล้วก็ออกเดินคลานไป เปาเล่งถูเห็นเต่ากระทำอาการผิดประหลาดอัศจรรย์ดังนั้น ก็คิดสงสัยอยู่ในใจว่า ในที่ตำบลนี้คงจะมีเหตุสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นแน่ ด้วยเปาเล่งถูเคยจับเหตุนิมิตลาง และดำริตริตรองแต่ในที่จะสอดส่องแสวงหาความจริงและเท็จอันลี้ลับลึกซึ้ง อันปราศจากเงื่อนไขสักขีพยาน ครั้นเห็นเต่าทำอาการวิปลาสดังนั้นแล้วเปาเล่งถูก็หยุดม้า จึงสั่งให้คนใช้ตามไปดูเต่านั้นว่าจะไปทางไหน ครั้นเต่านั้นคลานไปถึงปากบ่อก็กระโจนลงไปในบ่อ คนใช้นั้นก็กลับมาแจ้งความแก่เปาเล่งถูตามที่ได้เห็น

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงคิดเห็นว่าชะรอยในบ่อนั้นจะมีสิ่งใดอยู่เป็นแน่แล้ว เปาเล่งถูจึงเรียกคนตำบลนั้นมาห้าคน ใช้ให้เอาพระองพาดลงไปดูในบ่อว่าจะมีสิ่งใด คนชาวบ้านตำบลนั้นก็ลงไปในบ่อ พบศพคนตายอยู่ในบ่อศพหนึ่ง จึงเอาเชือกผูกฉุดลากเอาศพนั้นขึ้นมา เปาเล่งถูพิจารณาดูศพนั้น เห็นหน้าตายังสดอยู่ เปาเล่งถูให้สืบถามตามชาวบ้านตำบลนั้นก็ไม่ได้ความว่าผู้ใดตาย เปาเล่งถูจึงให้เขียนหนังสือปิดทั่วไป ทั้งเขตแขวงเมืองจิกไซ แล้วให้หลีเฉียวกับเตียเจียวไปเที่ยวสืบหาอีก ได้ความที่วงศ์ญาติของกิ๊ตอั๋งบอกว่าเมื่อต้นปีกิ๊ตอั๋งข้ามลำแม่น้ำเรือล่มจมน้ำตาย เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นมีความสงสัยว่า คนผู้เดียวตายถึงสองแห่งดังนี้จะกระไรอยู่ คิดดังนั้นแล้วจึงให้ตามตัวนางซุนสีภรรยากิ๊ตอั๋งมาพิจารณาดูศพ

นางซุนสีครั้นมาถึง แลเห็นศพก็จำหน้าได้ว่ากิ๊ตอั๋งผู้เป็นสามีของตน ก็ร้องไห้กลิ้งเกลือกไปมาอยู่กับศพแล้วจึงพูดว่าศพที่ได้มาก่อนนั้นจำหน้าไม่ได้ อันศพนี้เป็นศพของสามีข้าพเจ้าโดยแท้แล้ว

เปาเล่งถูจึงถามว่า ศพนั้นมีกระเป๋าคาดหรือไม่ นางซุนสีบอกว่าสามีข้าพเจ้าเคยคาดกระเป๋าอยู่เนืองนิตย์มาบัดนี้หามีไม่ เปาเล่งถูจึงถามต่อไปว่า สามีของท่านไปอย่างไรมาอย่างไรจึงได้ถึงแก่ความตาย นางซุนสีได้ฟังดังนั้นจึงเล่าความซึ่งกิ๊ตอั๋งชวนเซียงเฮงไปค้าขายเมืองไซเกีย ตั้งแต่ต้นจนปลายให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันศพลอยน้ำนั้นเซียงเฮงลักเอาศพผู้อื่นมาปลอม เห็นได้ที่เอากระเป๋าของสามีเจ้ามาคาดไว้กับเอวศพปลอม เพื่อประโยชน์จะให้ท่านเชื่อ เซียงเฮงเป็นผู้ร้ายฆ่าสามีท่านแน่แล้วไม่ต้องสงสัยผู้อื่นเลย ว่าดังนั้นแล้วเปาเล่งถูก็ไปยังที่ว่าราชการ จึงให้คนใช้ไปเอาตัวเซียงเฮงมาถาม เซียงเฮงไม่รับเปาเล่งถูจึงให้คนยกศพนั้นมาให้ดู เซียงเฮงไม่มีสำนวนที่จะแก้ตัวได้ประการใด ด้วยความอาเพศเพราะศพนั้นยังสดอยู่ ดูเหมือนพึ่งจะตายลงใหม่ๆ เพราะฉะนั้นเซียงเฮงจึงจำเป็นต้องรับ ทั้งเป็นความจริงใจของตัวด้วย

แล้วเปาเล่งถูจึงเล่าความให้นางซุนสีฟังว่า ความเรื่องนี้ได้ความเพราะเต่าเป็นเหตุ นางซุนสีจึงเล่าความที่ชาวนานำเอาเต่ามาขายให้ กิ๊ตอั๋งซื้อไว้แล้วปล่อยเสีย

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น ก็ถอนใจใหญ่แล้วพูดว่า ชั้นแต่สัตว์เดรัจฉานยังรู้จักคุณมนุษย์ แต่มนุษย์ด้วยกัน หาใคร่จะรู้จักคุณกันไม่ ว่าดังนั้นแล้วเปาเล่งถูจึงตัดสินให้เอาตัวเซียงเฮงไปฆ่าเสีย นางซุนสีก็เอาศพสามีไปฝังไว้ตามธรรมเนียม  ครั้นภายหลังบุตรและหลานของกิ๊ตอ๋องไปเล่าเรียนหนังสือสอบไล่ได้เป็นขุนนางสืบตระกูลต่อมาในแผ่นดินซ้อง



     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๑๔ เสียงนกบอกเหตุ

มีความว่าที่ตำบลกังอิมแขวงเมืองปอจิ๋ว มีชายผู้หนึ่งแซ่เชี้ยชื่อซูหยวน ไปค้ากลับมาถึงตำบลป่าแห่งหนึ่งอันมีแต่เขาและต้นไม้ หนทางนั้นเป็นที่กันดารนัก เยือกเย็นเงียบสงัด พ้นตำบลป่าเขานั้นไป ทางประมาณ ๕ ลี้ถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง ในหุบเขานั้นยังมีชายสองคนพี่น้องเป็นแซ่ต๋ำ ผู้พี่ชื่อกุ้ยอิ๊ด ผู้น้องชื่อกุ้ยหยี สองคนพี่น้องตั้งบ้านเรือนอยู่ในหุบเขานั้น เที่ยวตัดฟืนขายเลี้ยงชีวิต ถ้าเห็นผู้คนเดินไปมาทางนั้นแต่ผู้เดียว มีเงินทองทรัพย์สมบัติติดตัวไปมา กุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยีก็ฆ่าเสีย แล้วเก็บเอาทรัพย์สมบัติเงินทองไปเป็นอาณาประโยชน์ ครั้นเชี้ยซูหยวนเดินมาถึงชายหุบเขานั้น พบกุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยีจึงถามว่า ทางที่จะไปตำบลกังอิมนั้นใกล้หรือไกล

กุ้ยอิ๊ดครั้นได้ฟังเชี้ยซูหยวนถามดังนั้นจึงบอกว่าระยะทางลดเลี้ยวนัก อีกสักสองวันจึงจะถึง ตัวท่านนี้ไปตำบลใดมา เชี้ยซูหยวนบอกว่า ข้าพเจ้าไปขายผ้าที่เมืองปอจิ๋วกลับมา บัดนี้หลงทางเข้ามาที่นี่ ขอท่านทั้งสองได้สงเคราะห์ชี้ต้นทางให้แก่ข้าพเจ้าด้วย

กุ้ยอิ๊ดได้ฟังดังนั้น จึงชี้บอกว่า จงอ้อมชายเขาออกไปก็จะถึงทางน้อยดอก เชี้ยซูหยวนได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่าคนชาวป่าตัดฟืนมิใช่คนผู้ร้าย เชี้ยซูหยวนก็เดินไปตามคำ ซึ่งกุ้ยอิ๊ดบอกให้นั้น เดินไปได้ประมาณพักใหญ่ถึงช่องแคบล้วนแต่ป่าก็ยืนยั้งอยู่

ฝ่ายกุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยีสองคนพี่น้องชำนาญในทางป่า ก็เดินลัดมาสกัดอยู่ที่ช่องเขานั้น จึงชักอาวุธออกฟันเชี้ยซูหยวนล้มลงถึงแก่ความตาย ทั้งสองคนพี่น้องก็เข้าแก้เอาไถ้เงินออกจากตัวเชี้ยซูหยวนและขุดหลุมฝังศพเชี้ยซูหยวนไว้ที่ชายเขาช่องแคบนั้น แล้วกลับบ้านเอาเงินแบ่งปันกัน

ครั้นอยู่มาช้านานประมาณได้สักหกเดือน ฝ่ายเปาเล่งถูไปตรวจตามหัวเมือง จะไปทางเมืองปอจิ๋ว เดินไปทางตำบลป่าชายเขานั้น เปาเล่งถูอยู่บนหลังม้า ได้ยินเสียงนกร้องสำเนียงคล้ายภาษามนุษย์ว่าคนผู้เดียวเดินไปทางเปลี่ยว เมื่อเปาเล่งถูได้ยินนกร้องประหลาดดังนั้นเปาเล่งถูคิดอยู่ในใจว่า ที่ตำบลป่านี้เป็นที่เปลี่ยว เกลือกจะมีผู้ร้ายฆ่าคนเดินทางเอาเงินทองทรัพย์สมบัติในที่ตำบลนี้เป็นแน่ ครั้นคิดดังนั้นแล้ว เปาเล่งถูจึงให้เตียเหลงคนใช้ไปตรวจดูตามลำธารและชายเขาช่องแคบว่าจะมีศพฝังหรือทิ้งไว้ที่ใดประการใดบ้าง

เตียเหลงก็ไปตรวจดูพบที่ฝังศพ อยู่ชายเขาแห่งหนึ่ง เตียเหลงก็กลับมาแจ้งความแก่เปาเล่งถูกทุกประการ เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นจึงคิดอยู่ในใจว่าผู้ร้ายรายนี้จะต้องคิดเอาตัวให้ได้ เปาเล่งถูคิดดังนั้นแล้วก็พอเวลาค่ำลง เปาเล่งถูนอนตรึกตรองอยู่ด้วยเรื่องจะหาเหตุจับตัวโจรผู้ร้ายหลับไป นิมิตเห็นว่ามีชายผู้หนึ่งมาร้องไห้รำพันฟ้องต่อเปาเล่งถูว่าเดินทางหลงมาพบกุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยีๆ ฆ่าเสียเอาศพฝังไว้ริมชายเขา เงินทองที่มีอยู่ในไถ้ กุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยีผู้ร้ายก็เก็บเอาไปแบ่งปันกัน เงินนั้นมีตราเป็นรูปอักษรยี่ห้อตัวเทียน อ้ายผู้ร้ายสองคนนั้นเอาไปเก็บซ่อนไว้ใต้เตียงนอน ขอท่านได้ไปค้นดูก็จะได้ความจริงว่าดังนั้นแล้วปีศาจก็อันตรธานหายไป เปาเล่งถูก็ตกใจตื่น รุ่งขึ้นเปาเล่งถูจึงสั่งให้คนใช้ไปเอาตัวกุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยีทั้งสองคนมา เปาเล่งถูจึงตามกุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยีว่า มีผู้เดินทางทางนี้เหตุใดจึงได้ฆ่าเขาเสีย เรารู้แล้วแน่นอนจงรับเสียโดยดีเถิดอย่าให้เฆี่ยนเลย

กุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยีไม่รับให้การปฏิเสธ เปาเล่งถูจึงให้คนใช้ไปค้นที่บ้านเรือนกุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยี ได้เงินยี่ห้อตัวเทียนเหมือนความฝันของเปาเล่งถูทุกประการ เปาเล่งถูมีความโกรธยิ่งนัก จึงให้นักการผูกจะตี กุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยีก็รับเป็นสัตย์ เปาเล่งถูจึงให้สั่งตัวเข้าไปยังเมืองปอจิ๋วแล้วเปาเล่งถูจึงสั่งให้คุมตัวกุ้ยอิ๊ดกุ้ยหยีไปฆ่าเสียตามกฎหมาย ท่านผู้พิจารณาทั้งปวงควรฟัง เหตุเดิมก็เพียงได้ยินนกร้องเท่านั้น ยังสามารถพิจารณาเอาความจริงได้


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กุมภาพันธ์ 2560 16:30:52 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 23 ธันวาคม 2559 15:00:07 »

.


     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๑๕ ข้าเก่าเมียรัก

มีความว่า ที่เมืองโกยฮงหู มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อหงอสิบหยีๆ มีภรรยาชื่อนางเชี้ยสีมีลักษณะรูปอันสะคราญสวยสะอาด หงอสิบหยีมีมิตรสหายคนหนึ่งชื่อหันมังๆ เป็นคนซื่อตรงไปมาหาสู่หงอสิบหยีอยู่เนืองนิตย์ นางเชี้ยสีเป็นหญิงไม่ซื่อตรงต่อสามี มักพอใจเล่นชู้สู่ชาย ครั้นเห็นหันมังมาหาหงอสิบหยี นางเชี้ยสีทำกิริยาใช้หางตาพูดจายั่วเย้าหยอกเอินให้หันมังมีความเสน่หาอาลัย ด้วยเล่ห์กลต่างๆ ของสตรี

ฝ่ายหันมังมีความซื่อตรงสุจริต นับถือหงอสิบหยีฉันใด ก็มีความยำเกรงและนับถือภรรยาของหงอสิบหยีฉันนั้น มิได้คิดทรยศสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อหงอสิบหยีเลย

ครั้นอยู่มาเป็นฤดูร้อนเดือนอ้ายสารทขนมอี๋ บรรดาพวกเพื่อนของหงอสิบหยี เชิญหงอสิบหยีไปกินเลี้ยง ในวันนั้นหงอสิบหยีหาได้อยู่ที่เรือนไม่ หันมังมาหาหงอสิบหยีก็หาพบไม่ นางเชี้ยสีจึงจัดโต๊ะและสุรามาตั้งริมห้องนอน เชิญให้หันมังมานั่งโต๊ะเสพสุราด้วยนางเชี้ยสี นางเชี้ยสีรินสุราส่งให้หันมังกินพอมึนๆ แล้วนางเชี้ยสีหัวเราะพูดกับหันมังว่า ฤดูนี้เป็นฤดูหนาว ป่านฉะนี้ภรรยาท่านคงจัดโต๊ะสุราคอยท่านอยู่ที่บ้านแล้ว

หันมังตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ยากจนไหนเลยภรรยาข้าพเจ้าจะปฏิบัติข้าพเจ้าถึงเช่นนั้น ขณะนั้นนางเชี้ยสีมีความกำหนัดในฉันทราคะให้เร่าร้อนกำเริบมากขึ้น จึงรินสุราแล้วขยับเข้าไปนั่งใกล้หันมังแล้วส่งถ้วยสุราให้หันมัง พูดว่าสุราถ้วยนี้มีโอชารสมาก แม้ว่าท่านมีแก่ใจรักข้าพเจ้าแล้วเชิญท่านเสพสุราแล้วจะได้ร่วมรักกันตามประเวณีโลก

หันมังได้ฟังนางเชี้ยสีพูดจาเป็นหญิงนอกใจสามีดังนั้น หันมังตกใจคิดเห็นว่า นางเชี้ยสีเล่าก็เป็นภรรยาของเพื่อนฝูงที่รัก ครั้นจะประพฤติเป็นคนทุจริตแล้ว ก็จะเป็นที่ติเตียนแห่งเทพยดาและมนุษย์ หาสมควรแก่เราผู้มีชื่อว่าซื่อตรงไม่ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว หันมังก็ลานางเชี้ยสีกลับไปบ้าน ครั้นเดินออกไปพ้นบ้านหงอสิบหยี ก็พอพบหงอสิบหยีๆ จึงพูดแก่หันมังว่า วันนี้ท่านมาบ้านข้าพเจ้าๆ มิได้อยู่เสพสุราด้วยกับท่านๆ จงกลับมาเสพสุราด้วยข้าพเจ้าก่อน แล้วจึงค่อยไป

หันมังว่าข้าพเจ้าจะขอลาท่านไปก่อน วันอื่นจึงค่อยมาพบกันใหม่ ว่าดังนั้นแล้วหันมังก็ลาหงอสิบหยีกลับไปบ้าน หงอสิบหยีจึงเข้ามาในบ้านถามภรรยาว่า หันมังมาบ้านจัดโต๊ะและสุราเลี้ยงเขาหรือเปล่า นางเชี้ยสีจึงพูดใส่ความว่า ท่านไม่อยู่หันมังมา ข้าพเจ้าได้จัดโต๊ะสุราเลี้ยงหันมังเป็นอันดี หันมังเสพสุราเมาแล้วพูดจาสัพยอกแทะโลมข้าพเจ้าๆ จึงตัดพ้อว่าให้หันมังได้ความอายก็กลับไปเสียแล้ว หงอสิบหยีได้ฟังภรรยาบอกความดังนั้น ยังมีความสงสัยอยู่มิได้เชื่อแน่ลงได้ ครั้นอยู่มาได้สองสามวัน หงอสิบหยีก็เข้าไปเที่ยวเล่นในเมืองพบหันมังๆ จึงเชิญหงอสิบหยีเข้าไปในโรงเตี๊ยม หันมังจึงให้เจ้าของร้านจัดกับแกล้มและสุรามาเลี้ยงหงอสิบหยี หันมังจึงบอกแก่หงอสิบหยีว่า ภรรยาของท่านข้าพเจ้าก็มีความนับถือเสมอเหมือนพี่สะใภ้ของข้าพเจ้า ตัวท่านเล่าข้าพเจ้าก็นับถือยำเกรงดุจดังว่าพี่ชายของข้าพเจ้า แต่ภรรยาของท่านนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นคนไม่ซื่อตรงต่อท่านซึ่งเป็นสามี ข้าพเจ้ามาหาได้โดยความสุจริต ภรรยาของท่านพูดจาว่ากล่าวแก่ข้าพเจ้าล้วนแต่ถ้อยคำที่เป็นชู้สาวกัน ถ้าเพื่อนบ้านร้านตลาดเขาได้ยินเข้า ก็จะเหมาเอาว่าข้าพเจ้าเป็นชู้กับภรรยาท่าน เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่อาจไปมาหาสู่แก่ท่านได้ต่อไปเหมือนแต่ก่อน ครั้นเสพสุราแล้วหันมังกับหงอสิบหยีต่างคนก็ต่างคำนับกันลากลับไปบ้าน ครั้นอยู่มางอหลันเป็นน้าของหันมัง ตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ เมืองโซวจิ๋ว มีหนังสือมาชวนหันมังไปค้าขายด้วย หันมังก็ไปลาหงอสิบหยีแต่หาพบหงอสิบหยีไม่ ครั้นหันมังไปได้ประมาณ ๔-๕ เดือน หงอสิบหยีจึงได้รู้ หงอสิบหยีมีคนใช้อยู่ในเรือนคนหนึ่ง ชื่ออวงกิดๆ เป็นคนช่างพูดประจบประแจงแก่นางเชี้ยสีๆ ก็เป็นชู้กันกับอวงกิด ถ้าหงอสิบหยีไม่อยู่อวงกิดกับนางเชื้ยสีก็ลักลอบหลับนอนด้วยกัน มิให้ผู้ใดล่วงรู้ความลับได้

อยู่มาวันหนึ่งหงอสิบหยีจะไปซื้อผ้าม่านลายมังกรที่ตำบลโทเค้า จะเอาอวงกิดไปด้วย อวงกิดไม่อยากจะห่างนางเชี้ยสี จึงพูดจาบิดพลิ้วไปต่างๆ หงอสิบหยีเห็นอวงกิดพูดบิดพลิ้วจะไม่พอใจไปก็โกรธจึงด่าว่าอวงกิดๆ ก็ไปเล่าบอกแก่นางเชี้ยสีทุกประการ นางเชี้ยสีแนะอุบายให้อวงกิดคิดกำจัดหงอสิบหยีผู้สามีตนว่า ท่านก็มีสติปัญญาคิดกำจัดหงอสิบหยีเสียได้แล้ว กลับมาอยู่ด้วยกันจะมิสะดวกดีหรือ อวงกิดได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงไปจัดหาสิ่งของเครื่องเดินทางไปกับหงอสิบหยี ออกจากบ้านเดินทางไปได้สองวันถึงตำบลกิ๋วกัง จึงไปว่าจ้างแก่เจ้าของเรือจ้างให้แจวส่งไปทางทะเลสาบเฮกเหลง ด้วยที่ทะเลสาบตำบลเฮกเหลงมีศาลเจ้าเล่งอ๋อง ชาวเรือไปมาต้องแวะกระทำการสักการบูชาบวงสรวงเซ่นไหว้ ขณะเมื่อไปนั้นอวงกิดได้จัดซื้อสุราและเครื่องเซ่นไปพร้อม ครั้นออกเรือไปถึงศาลเจ้าเล่งอ๋องก็แวะเข้าไปเซ่นไหว้บวงสรวง พอเวลาพลบค่ำอวงกิดเอาสุรามามอมให้หงอสิบหยีกินเข้าไปมาก ผู้แจวเรือจ้างก็ถอยเรือออกจากศาลเจ้าเล่งอ๋องแจวไป ครั้นเวลาดึกประมาณสองยามหงอสิบหยีเมาสุราพอสร่างก็ตื่นขึ้น จึงให้อวงกิดพยุงออกไปนั่งถ่ายปัสสาวะริมข้างเรือ อวงกิดเห็นได้ทีก็ผลักหงอสิบหยีตกลงไปกลางแม่น้ำถึงแก่ความตาย อวงกิดก็ทำเป็นร้องขึ้นว่าหงอสิบหยีนายข้าพเจ้าตกน้ำลงไปแล้ว ขอท่านผู้แจวเรือจ้างช่วยด้วย

ขณะนั้นหลีหยีผู้เจ้าของเรือก็ตกใจ ทิ้งแจวเสียวิ่งไปยังหัวเรือด้วยน้ำในแม่น้ำนั้นลึกนักแลหาก็ไม่เห็น แต่หลีหยีมีความสงสัยอยู่ในใจว่า หงอสิบหยีกับอวงกิดนี้คงจะมีสาเหตุอันใดแก่กันสักอย่างหนึ่งเป็นแน่ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว หลีหยีก็แจวเรือกลับมายังที่เดิม อวงกิดก็คิดค่าจ้างให้แก่หลีหยีแล้วก็กลับมาบ้าน เล่าความลับแก่นางเซี้ยสีภรรยาของหงอสิบหยีฟังทุกประการ

นางเซี้ยสีมีความยินดียิ่งนัก ก็จัดโต๊ะและสุราเลี้ยงอวงกิดนั่งโต๊ะเสพสุราด้วยกันเป็นที่รื่นเริง นางเชี้ยสีกับอวงกิดก็อยู่กินด้วยกันเป็นสามีภรรยาต่อมา บรรดาชาวบ้านเรือนใกล้เคียงก็ย่อมรู้อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่มิใช่การของเขาก็นิ่งอยู่

ฝ่ายหันมังไปเมืองโซวจิ๋ว ถึงตำบลฝั่งแม่น้ำกิ๋วกังแลเห็นหงอสิบหยีเดินมา หันมังก็มีความยินดี จึงรีบเดินเข้าไปจับมือหงอสิบหยี แล้วก็เล่าความซึ่งน้าชายให้ไปเมืองโซวจิ๋วให้หงอสิบหยีฟังทุกประการ แล้วถามหงอสิบหยีว่าข้าพเจ้าเห็นหน้าตาของท่านมัวหมองไป ท่านไม่มีความสบายด้วยเหตุอันใดหรือ

หงอสิบหยีได้ฟังดังนั้น จึงจูงมือหันมังเข้าไปนั่งพักในศาลาแล้วพูดว่า ตั้งแต่ท่านจากข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้ามีความคิดถึงถ้อยคำของท่านซึ่งบอกเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า นางเชี้ยสีภรรยาของข้าพเจ้าเป็นหญิงไม่ซื่อตรงต่อสามีก็เป็นการจริงของท่าน ข้าพเจ้ามิได้เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน ขืนเลี้ยงไว้เป็นภรรยาตัวข้าพเจ้าจึงต้องตายจากท่านไปฉะนี้ หันมังได้ฟังหงอสิบหยีปรับทุกข์ร้อนดังนั้น หารู้ไม่ว่าหงอสิบหยีถึงแก่กรรมแล้วไม่ ยังสำคัญใจอยู่ว่าหงอสิบหยียังมีชีวิตอยู่ หันมังจึงว่าเหตุใดท่านจึงเอาความตายมากล่าวดังนี้หาควรไม่

หงอสิบหยีจึงบอกแก่หันมังว่า ท่านอย่ามีความตกใจกลัวข้าพเจ้าผู้เป็นปีศาจเลย ข้าพเจ้าจะเล่าความจริงให้ท่านฟัง ว่าแล้วปีศาจหงอสิบหยีก็เล่าความซึ่งอวงกิดกับนางเชี้ยสีเป็นชู้กัน จนถึงอวงกิดผลักตกลงในน้ำถึงแก่ความตายให้หันมังฟังทุกประการ

หันมังได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ รักหงอสิบหยียิ่งนักแล้ว ถามหงอสิบหยีต่อไปว่า เมื่อเวลาอวงกิดผลักท่านลงน้ำนั้นมีผู้ใดรู้เห็นเป็นพยานบ้าง

หงอสิบหยีจึงบอกว่า หลีหยีเป็นผู้แจวเรือจ้างได้รู้เห็นเป็นพยาน ประการหนึ่งท่านกับข้าพเจ้าแม้ว่าจะรักใคร่กันมากก็จริง แต่เวลานี้ข้าพเจ้าเป็นปีศาจเสียแล้วจะนั่งพูดสนทนาแก่ท่านผู้เป็นมนุษย์นานนักก็ไม่ได้ ครั้นพูดดังนั้นแล้ว ปีศาจหงอสิบหยีก็อันตรธานสูญหายไปทันที

หันมังขณะเมื่อพบปีศาจหงอสิบหยีนั้น ให้มึนมัวดุจดั่งผู้นอนฝันก็ใช่ ครั้นเมื่อได้สติแล้ว ก็รีบไปยังเมืองโซวจิ๋ว พบหงอหลันผู้น้าแล้ว ด้วยยังไม่มีการจะไปค้าขายแห่งใด หันมังกลับมาบ้าน เที่ยวสืบถามชาวบ้านๆ บอกว่าหงอสิบหยีตายล่วงมาได้ ๖๐ วัน แล้วหันมังก็จัดหาเครื่องเซ่นไปที่บ้านของหงอสิบหยี จึงเข้าไปเซ่นที่บูชาอันมีป้ายเขียนชื่อและแซ่ของหงอสิบยีไว้นั้น หันมังคิดถึงความหลังซึ่งได้สาบานต่อกันไว้ก็ร้องไห้รำพันไปต่างๆ

ขณะนั้นนางเชี้ยสีก็มิได้ออกมาต้อนรับหันมังตามธรรมเนียม มีแต่นางตันสีภรรยาน้อยของหงอสิบหยีออกไปต้อนรับหันมังเท่านั้น

หันมังครั้นกลับมาบ้านแล้ว ก็คิดการที่จะฟ้องหากล่าวโทษอวงกิดกับนางเชี้ยสี จึงรีบไปยังเมืองโซวจิ๋วปรึกษากับหงอหลันผู้น้าชายๆ จึงถามว่า ความเรื่องนี้มีที่อ้างที่สืบพยานหรือไม่ หันมังจึงพูดว่า ถ้าจะสืบแล้วต้องสืบหลีหยีผู้เจ้าของเรือจ้าง ด้วยปีศาจหงอสิบหยีได้บอกเล่าให้ข้าพเจ้าฟังถ้วนถี่ทุกประการแล้ว หงอหลันได้ฟังดังนั้นจึงว่าหงอสิบหยีกับท่านมีความรักใคร่นับถือกัน จึงบันดาลเป็นปีศาจมาบอกเล่าให้ท่านฟัง ควรจะทำฟ้องไปยื่นต่อเปาเล่งถูคงจะได้ความจริง ครั้นปรึกษากันตกลงดังนั้นแล้ว หันมังก็ไปยังเมืองตังเกียทำฟ้องไปยื่นต่อเปาเล่งถู ใจความว่านางเชี้ยสีกับอวงกิดกระทำชู้กัน แล้วคบคิดกันกระทำร้ายหงอสิบหยีสามีของนางเชี้ยสีให้ถึงแก่ความตาย

เปาเล่งถูจึงให้นักการไปเอาตัวนางเชี้ยสีกับอวงกิดมาไต่ถาม นางเชี้ยสีกับอวงกิดก็ให้การเป็นสำนวนแก้ไขปฏิเสธไม่ยอมรับ เปาเล่งถูจึงสั่งให้เอาตัวขังคุกไว้ทั้งสองคน แต่แยกกันอยู่คนละแห่งมิให้ปรึกษาหารือกันได้ อยู่มาได้สักสองเดือน เปาเล่งถูจึงกระซิบถามหันมังว่าเมื่อเวลาหงอสิบหยีลงเรือไปนั้นลงเรือของใคร ใครเป็นเจ้าของเรือจ้าง หันมังจึงแจ้งความว่าปีศาจของหงอสิบหยีบอกแก่ข้าพเจ้าว่า หลีหยีเป็นเจ้าของเรือจ้างแจวไปส่ง เป็นผู้ได้รู้เห็นเป็นพยาน

เปาเล่งถูจึงถามต่อไปว่า ผู้แจวเรือชื่อหลีหยีนั้นสำนักอยู่แห่งหนตำบลใดท่านรู้หรือไม่ หันมังแจ้งความว่าหลีหยีอยู่ตำบลตีนเขาลำแม่น้ำกิ๋วกัง เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงให้นักการไปตามหลีหยีมาถาม ขณะนั้นเปาเล่งถูให้นักการเตรียมเครื่องผูกมาวางไว้พร้อมหวังจะให้อวงกิดกับนางเชี้ยสีมีความกลัวจะได้รับเสียโดยดี

ฝ่ายอวงกิดเมื่อได้เห็นหลีหยีตัวพยานมา มีความวิตกสะทกสะท้านครั่นคร้ามด้วยเป็นความจริงใจ ก็ให้การรับเป็นสัตย์ว่าได้เป็นชู้แก่นางเชี้ยสีมาช้านานและได้สมสู่คบคิดกันกระทำให้หงอสิบหยีถึงแก่ความตาย ด้วยคิดอุบายมอมสุราแล้วผลักให้ตกลงจมน้ำตาย จริงตามที่หันมังฟ้องหานั้นทุกประการ

เปาเล่งถูครั้นเห็นอวงกิดกับนางเชี้ยสีรับเป็นสัตย์สมที่โจทก์หาดังนั้นแล้ว จึงปรึกษาโทษวางบทปรับตัดสินให้เอาตัวอวงกิดกับนางเชี้ยสีไปฆ่าเสีย และหงอสิบหยีมีบุตรหญิงอยู่ ๑ คน อายุได้ ๑๔ ปี ให้ยกให้แก่บุตรชายของหันมังเป็นภรรยา ด้วยหันมังเป็นคนซื่อตรงสุจริตต่อหงอสิบหยีซึ่งเป็นมิตรสหาย แล้วเอาเงินรางวัลให้แก่หันมังตามสมควร


โปรดติดตามตอนต่อไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กุมภาพันธ์ 2560 16:31:39 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2560 16:34:56 »

.


     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

     เรื่องที่ ๑๖ มารยาหญิง

มีความว่า ที่เมืองตังเกียในครั้งนั้น ราษฎรมีความอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโจรผู้ร้าย ในฤดูเดือนสามตรุษจีนแล้ว  ครั้น ณ วันขึ้นสิบห้าค่ำ เปาเล่งถูจัดเครื่องสังเวยไปบวงสรวงเทพารักษ์ศาลเจ้าหลักเมือง แล้วกลับมาถึงตำบลพระเจดีย์ปากคลองกั๊งเค้า ได้ยินเสียงหญิงกระทำเป็นร้องไห้รักสามี แล้วหัวเราะต่อกระซิกแก่ชายชู้  เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นเป็นที่สงสัยแก่ใจยิ่งนัก จึงหยุดม้าถามชาวบ้านตำบลนั้นว่า เสียงหญิงร้องไห้นั้นเขารำพันถึงผู้ใด

ชาวบ้านจึงบอกว่า สามีของผู้นั้นถึงแก่ความตาย เปาเล่งถูจึงให้คนใช้ไปตามตัวหญิงผู้นั้นมาถามว่า เจ้านี้แซ่ใดชื่อใดสามีเจ้าตายด้วยโรคอันใด

หญิงนั้นจึงให้การว่า ข้าพเจ้าชื่ออาหงอ สามีของข้าพเจ้าป่วยมาประมาณเดือนหนึ่งแล้ว ได้หาหมอมารักษาหลายหมอก็รักษาไม่หาย มาบัดนี้ถึงแก่ความตายด้วยโรคนั้น ข้าพเจ้ามีบุตรชายด้วยกันคนหนึ่ง ไม่มีผู้ใดจะได้ช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงบุตร เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้เศร้าโศกรำพันถึงสามีของข้าพเจ้า

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น แล้วพิจารณาดูหน้าตานางอาหงอ เห็นรอยผัดหน้าด้วยแป้งยังเป็นนวลอยู่ และผมนั้นก็เกล้ามวยหวีกราดใส่น้ำมันดูเรียบร้อย ครั้นพิจารณาเห็นดังนั้นแล้ว จึงมีคำสั่งให้กำนันพันบ้านนายบ้านไปขุดเอาศพสามีของนางอาหงอมาพิจารณา ก็ไม่เห็นว่ามีบาดแผลสิ่งใดภายนอกเป็นสำคัญ เปาเล่งถูเห็นอุบายอย่างหนึ่ง จึงว่าแก่ตันเสียงนายบ้านว่า ศพรายนี้คงมีสิ่งใดภายในเป็นที่สำคัญ เรามีความสงสัยยิ่งนักท่านจงตรวจดูให้ละเอียดก่อน ถ้าท่านตรวจดูไม่ละเอียดแล้วเราจะทำโทษท่านให้จงหนัก

ฝ่ายตันเสียงครั้นกลับไปบ้านแล้ว มีความวิตกยิ่งนัก ฝ่ายนางอาเอี๋ยงภรรยาของตันเสียง เห็นตันเสียงหน้าตาเศร้าหมองไม่มีความสบาย จึงถามตันเสียงว่า ท่านวันนี้ไปราชการกลับมาเหตุใดดูสีหน้าท่านไม่สบายเลย

ตันเสียงจึงเล่าความซึ่งเปาเล่งถูให้ขุดศพเล่าสิบหยี สามีของนางอาหงอมาพิจารณา เราพิจารณาไม่เห็นมีสิ่งใดจะเป็นที่สำคัญเลย เปาเล่งถูกำหนดให้สามวัน ถ้าชันสูตรไม่ได้สิ่งใดแล้วจะทำโทษเรา เราจึงมีความร้อนรำคาญใจด้วยเหตุนี้

นางอาเอี๋ยงภรรยาตันเสียง ได้ฟังสามีบอกความดังนั้น จึงแนะอุบายให้ตันเสียงว่า ธรรมดาหญิงซึ่งนอกใจสามีมิให้ผู้ใดล่วงรู้นั้น ข้าพเจ้าได้ยินได้ฟังผู้หลักผู้ใหญ่เล่าบอกไว้ว่า มักเอาเหล็กตาปูตอกเข้าที่รูจมูก เมื่อเวลานอนหลับไม่รู้สึกตัว ก็คงจะถึงแก่ความตาย ท่านจงไปชันสูตรดูเถิดก็คงจะพบเห็นสิ่งสำคัญเป็นแน่

ตันเสียงได้ฟังภรรยาพูดแนะนำให้ดังนั้น ก็มีความยินดี จึงไปชันสูตรดูที่รูจมูกศพ ได้เห็นเหล็กตาปูสองอัน ครั้นเห็นดังนั้นแล้ว จึงไปคำนับแจ้งความแก่เปาเล่งถูๆ มีความสงสัยต่อไปอีก จึงถามตันเสียงว่า ปัญญาความคิดนี้ ออกจาความคิดของท่านหรือ หรือท่านได้อุบายมาจากผู้ใด ตันเสียงบอกว่าได้ความคิดมาจากภรรยาแนะสอนให้

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงให้ผู้คุมๆ ตัวนางอาหงอมาแล้วจึงถามว่า เจ้าเป็นหญิงนอกใจผัวไปกระทำชู้แก่ผู้ใด จึงได้ฆ่าสามีของตัวเสียฉะนั้น จงให้การรับเสียโดยดี อย่าให้ต้องผูกเฆี่ยนตีถึงสาหัสเลย

นางอาหงอได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้น กับได้เห็นเครื่องผูกผู้ร้ายก็มีความกลัวทั้งเป็นความจริงใจด้วย จึงให้การรับเป็นสัตย์ว่าได้กระทำชู้ด้วยเตียต๋อ แล้วจึงเอาเหล็กตาปูตอกรูจมูกสามีให้ถึงแก่ความตาย ให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ

เปาเล่งถูครั้นเห็นนางอาหงอรับเป็นสัตย์ดังนั้นแล้ว  จึงตัดสินให้ปรับโทษเอาตัวนางอาหงอไปฆ่าเสีย แต่โทษส่วนตัวเตียต๋อซึ่งเป็นชายชู้กับนางอาหงอนั้น ให้เนรเทศไปเป็นพลทหารอยู่ ณ หัวเมืองไกล ครั้นตัดสินความเรื่องนางอาหงอแล้ว จึงคิดเห็นว่าได้พิจารณาความเรื่องนี้ได้ความจริง เพราะนางอาเอี๋ยงๆ นี้ชะรอยจะเคยได้กระทำร้ายมาแก่สามีครั้งหนึ่งแล้วเป็นแน่ จึงได้พูดแนะนำให้ตันเสียงชันสูตรดังนั้น  ครั้นเปาเล่งถูคิดเห็นความดังนั้นแล้ว จึงให้หาตัวตันเสียงมาถามว่าอาเอี๋ยงภรรยาของท่านคนนี้ เดิมเป็นสาวหรือเป็นแม่ม่าย ท่านจึงได้มาเป็นภรรยา

ตันเสียงได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้น จึงบอกว่าเป็นแม่หม้ายผัวตาย เปาเล่งถูจึงว่าภรรยาของท่านมีความชอบท่านจงตามตัวมาเราจะรางวัลให้

ตันเสียงได้ฟังดังนั้น จึงไปตามตัวนางอาเอี๋ยงมาแล้ว เปาเล่งถูรางวัลให้ตามสมควรแล้วจึงถามว่า สามีเดิมของเจ้านั้นเดิมป่วยเป็นโรคอะไร จึงได้ถึงแก่ความตาย

นางอาเอี๋ยงได้ฟังเปาเล่งถูถามถึงสามีดังนั้น ก็ตกใจ เพราะว่าตนได้กระทำร้ายสามีๆ จึงได้ถึงแก่ความตาย จึงบอกเปาเล่งถูว่าสามีของข้าพเจ้าเป็นลมถึงแก่ความตาย ศพนั้นฝังไว้ที่เนินข้างทิศใต้นอกเมือง

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า สามีของเจ้าจะมิได้ตายตามปกติดอกกระมัง ว่าดังนั้นแล้วเปาเล่งถูจึงให้นางอาเอี๋ยงนำคนใช้ของเปาเล่งถูไปขุดศพนั้นชันสูตร

ฝ่ายนางอาเอี๋ยงมีความวิตกเกรงว่า ความผิดที่ตนได้กระทำไว้นั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ มาบัดนี้ถ้าเราชี้ที่ฝังศพสามีเดิมให้อ๋องเหลียงคนใช้ของเปาเล่งถูขุดขึ้นมาแล้ว ชันสูตรได้ความจริงตัวเราก็จะไม่พ้นโทษ จำจะอุบายชี้ศพผู้อื่นให้ขุดมาชันสูตร ไม่มีสิ่งสำคัญแล้ว ความก็คงจะสงบเงียบตลอดไปได้ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงนำชี้ที่ฝังศพของผู้อื่น ให้อ๋องเหลียงขุดขึ้นมาชันสูตร ก็หาเห็นมีสิ่งใดไม่ แล้วนางอาเอี๋ยงจึงว่า คำเล่าลือกันว่าเปาเล่งถูเป็นผู้สอดส่องรู้เหตุการณ์คดีทั้งสามภพ มาบัดนี้มาคุ้ยเขี่ยหาความให้แก่เราก็ไม่ได้ความจริง

ในขณะนั้นมีผู้เฒ่าผู้หนึ่ง อายุประมาณสักเจ็ดสิบปี มือถือไม้เท้าเดินมา จึงถามอ๋องเหลียงคนใช้ของเปาเล่งถูว่า ท่านมากระทำการสิ่งใดหรือ อ๋องเหลียงก็เล่าความซึ่งเปาเล่งถูให้มาขุดศพสามีเดิมของนางอาเอี๋ยง ให้ผู้เฒ่านั้นฟังทุกประการ ผู้เฒ่าจึงบอกว่านางอาเอี๋ยงลวงท่านให้ขุดศพของผู้อื่น หาใช่ศพสามีของนางอาเอี๋ยงไม่ ข้าพเจ้าจะนำชี้ให้ท่านขุด ว่าดังนั้นแล้วผู้เฒ่านั้นก็นำอ๋องเหลียงไปขุดศพสามีของนางอาเอี๋ยง ครั้นแล้วผู้เฒ่านั้นก็อันตรธานหายไป

ฝ่ายอ๋องเหลียงเมื่อขุดศพขึ้นมาแล้ว ชันสูตรดูศพเห็นมีเหล็กตาปูสองอันอยู่ในรูจมูกแล้ว อ๋องเหลียงก็คุมตัวนางอาเอี๋ยงกับเหล็กตาปูนั้นมาให้เปาเล่งถูๆ จึงซักถามนางอาเอี๋ยงๆ ก็รับด้วยเป็นความจริงใจ ที่ตนได้ประทุษร้ายต่อสามีจริง เปาเล่งถูจึงตัดสินปรับโทษนางอาเอี๋ยง ให้เพชฌฆาตคุมตัวนางอาเอี๋ยงไปฆ่าเสีย

ความเรื่องนี้ควรนิยมชมความคิดสติปัญญาเปาเล่งถู และควรเห็นความเอาธุระในน้ำใจของเปาเล่งถู ว่าท่านเพ่งเล็งแต่จะสอดส่องแส่หาความจริง เอาธุระทุกข์ร้อนของราษฎรและราชการ โดยเหตุการณ์อันเป็นตำแหน่งหน้าที่ของท่าจริงๆ เหตุเดิมก็เพียงได้ยินนางอาหงอร้องไห้คร่ำครวญแล้วกลับหัวเราะ กับได้เห็นนางอาหงอแต่งตัวทาแป้งหวีผมเกล้ามวยสะอาด ผิดกว่าคนเศร้าโศกเท่านั้น จึงได้สอดส่องไต่สวน จนได้ความจริงไปชั้นหนึ่งในเรื่องนั้น ส่วนในเรื่องนางอาเอี๋ยงได้กระแสความแต่เพียงว่า นางอาเอี๋ยงบอกอุบายให้ตันเสียงสามีชันสูตรศพเท่านั้น เราควรได้รู้เห็นได้ว่าท่านเปาเล่งถูผู้นี้ มีสันดานปกติตั้งใจจริงๆ เสมออยู่ ในราชการอันเป็นตำแหน่งหน้าที่ของท่านมิได้ทอดธุระละเว้น ควรเสวกามาตย์ราชปรินายกผู้เป็นข้าบาทมลิกากรแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งเรา จะเอาเป็นแบบบรรทัดปฏิบัติให้เป็นไปในราชกิจ อันเป็นตำแหน่งหน้าที่แห่งตนๆ ชื่อเสียงจะได้หอมปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุ และพระราชพงศาวดารตลอดชั่วฟ้าและดิน ดุจท่านเปาบุ้นจิ้นซึ่งมีนามตามยศและความดีว่า เปาเล่งถูในครั้งแผ่นดินซ้อง


โปรดติดตามตอนต่อไป
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 25 มิถุนายน 2561 19:25:50 »



     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)
    เรื่องที่ ๑๗ เพชฌฆาต
มีความว่าที่ตำบลโป๊ถะถอนแขวงเมืองเตียวเข้ง ตำบลนั้นห่างจากเมืองเตียวเข้งทางประมาณสามสิบลี้ มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อฮ่วงเตียงเก่ๆ มีบุตรชายสองคน คนที่ ๑ ชื่อฮ่วงเสียน คนที่ ๒ ชื่อฮ่วงซีเสียน ๆ ได้นางเลียงเนี้ยบุตรของตันค้อ ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองเตียวเข้งมาเป็นภรรยา นางเลียงเนี้ยมีกิริยามารยาทเรียบร้อย และประกอบไปด้วยความซื่อตรงกตัญญูต่อบิดามารดาเป็นที่ยิ่ง ครั้นอยู่มาได้ประมาณปี ๑ ตันค้อ ผู้บิดาของนางเลียงเนี้ยป่วย จิ้นอั๋นคนใช้ของตันค้อไปแจ้งความแก่นางเลียงเนี้ย ว่าบิดาของนางเลียงเนี้ยป่วย นางเลียนเนี้ยได้ทราบความดังนั้นก็ตกใจ จึงรีบหาอาหารให้จิ้นอั๋นกิน แล้วนางเลียงเนี้ยจึงลาฮ่วงซีเสียนสามีขอไปเยือนบิดา ฮ่วงซีเสียนจึงห้ามไว้ว่าจงรอท่าเพียงสองวันจึงค่อยไป นางเลียงเนี้ยได้ฟังสามีห้ามดังนั้นจึงว่า บัดนี้บิดาของข้าพเจ้าป่วยมากขอท่านได้อนุญาตให้ข้าพเจ้าไปเถิด ฮ่วงซีเสียนก็ไม่ยอมอนุญาตให้ภรรยาไป

นางเลียงเนี้ยได้ฟังสามีห้ามไว้ดังนั้น มีความโทมนัสน้อยใจยิ่งนัก ครั้นเวลากลางคืนนางเลียงเนี้ยคำนึงอยู่ในใจว่า ตัวเราพี่น้องก็ไม่มีๆ แต่เราผู้เดียว ครั้งนี้บิดาเราป่วยลงไม่มีผู้ใดจะดูแลปฏิบัติรักษาบิดาเรา จำเราจะต้องหนีไปปฏิบัติบิดาของเราจึงจะชอบ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว เวลาค่ำประมาณดึกสามยามเศษ นางเลียงเนี้ยจึงจัดเงินทองสิ่งของใส่ตะกร้าเสร็จแล้ว จึงเรียกจิ้นอั๋นคนใช้ไปด้วย เปิดประตูออกทางหลังบ้านแล้วก็เดินไป จิ้นอั๋นคนใช้ก็เดินตามหลังไปด้วยกันระยะทางสองลี้ถึงตำบลป่าจี๋หลิม  ฤดูนั้นน้ำค้างและหมอกกลุ่มไม่แลเห็นหน้ากันถนัด จิ้นอั๋นว่าเวลานี้ก็จวนสว่างแล้วหมอกและน้ำค้างตกลงมามาก จำจะต้องเข้าไปพักในละเมาะป่า คอยให้แสงอาทิตย์ส่องสว่างแล้วจึงค่อยไป

นางเลียงเนี้ยได้ฟังจิ้นอั๋นว่าดังนั้นจึงตอบว่า ละเมาะป่านั้นเกลือกว่าจะมีคนร้ายซุ่มอยู่ เราควรจะไปพักศาลเจ้าข้างหน้าเถิด ครั้นเดินไปได้ประมาณ ๑ ลี้ พบชายสามคนหาบเนื้อสุกรไปขาย คนหนึ่งชื่อเตียหมัน คน ๑ ชื่อเล่าเต๊ก คน ๑ ชื่อหงอกิ๋ว ทั้งสามคนได้เห็นนางเลียงเนี้ยเดินคล้อยไปแล้ว จึงพูดปรึกษากันว่าหญิงคนนี้เดินทางกับเด็กคนหนึ่งชะรอยจะไปเยือนญาติซึ่งอยู่ในเมือง คงจะมีเงินทองติดตัวไปด้วยเป็นแน่ เราเข้าตีชิงเอาไปแบ่งกันคงจะสมความปรารถนา ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันดังนั้นแล้ว ก็รีบเดินตามนางเลียงเนี้ยไป

ฝ่ายนางเลียงเนี้ย ครั้นเห็นชายซึ่งหาบสุกรรีบเดินตามมาข้างหลังผิดกิริยาดังนั้น นางเลียงเนี้ยก็ถอดแหวนและกำไลออกเอาห่อซ่อนไว้ในพก

ฝ่ายพวกผู้ร้ายสามคนตามมาทัน ก็ตรงเข้าไปแย่งชิงเอาของและเงินทองที่ในตะกร้า ขณะนั้นเตียหมันมีความสงสัยว่าสิ่งของคงจะมีอยู่ในตัวนางเลียงเนี้ยบ้างเป็นแน่ จึงเข้าไปใกล้เห็นนางเลียงเนี้ยเอามือกุมพกอยู่ เตียเต๊กก็เอามีดที่สำหรับฟันสุกรฟันถูกแขนซ้ายนางเลียงเนี้ยล้มลง สิ่งของก็หลุดออกไป เตียเต๊กก็เก็บเอาไปทั้งสิ้น ขณะนั้นจิ้นอั๋นเด็กคนใช้เดินตามไปทัน เห็นนางเลียงเนี้ยล้มสลบอยู่โลหิตไหลอาบไปทั้งตัวก็ตกใจกลัวพวกผู้ร้าย จึงรีบกลับมาบ้านแจ้งความแก่ฮ่วงซีเสียนทุกประการ

ขณะนั้นฮวงซีเสียนกำลังกินอาหารอยู่ ครั้นแจ้งความดังนั้นก็ตกใจแล้วบ่นว่า ไม่ควรเลยเราได้ห้ามแล้วก็ไม่ฟัง ขืนไปอันตรายจึงได้มีมาถึงตัวดังนี้ ว่าแล้วฮ่วงซีเสียนจึงจ้างพวกหามเกี้ยวไปหามนางเลียงเนี้ยกลับมา เห็นมีบาดแผลที่แขนซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์ยิ่งนัก จึงหาหมอบาดแผลมารักษาแล้วถามจิ้นอั๋นคนใช้ว่า ผู้ร้ายนั้นรูปร่างหน้าตาลักษณะสูงต่ำเพียงใด เจ้าจำหน้าได้หรือไม่

จิ้นอั๋นคนใช้บอกว่า พวกหาบเนื้อสุกรขาย แต่หน้าตาอย่างไรจำไม่ได้ ด้วยเวลาพอสว่างหมอกและน้ำค้างลงมาก

ฮ่วงซีเสียนได้ฟังดังนั้น จึงทำเรื่องราวไปร้องต่อเปาเล่งถู  ในขณะนั้นเปาเล่งถูเป็นผู้รักษาเมืองเตียวเข้ง ครั้นได้แจ้งความตามเรื่องราวของฮ่วงซีเสียนดังนั้นแล้ว คิดเห็นความว่า อ้ายผู้ร้ายรายนี้จะมิใช่มาแต่ไกล เกือบจะเป็นคนอยู่ในเมืองนี้เอง จำจะต้องคิดเอาตัวให้จงได้ ครั้นตริตรองเห็นความดังนั้นแล้ว จึงถามจิ้นอั๋นว่า อ้ายผู้ร้ายรายนี้เจ้าจำหน้าได้หรือไม่ จิ้นอั๋นแจ้งความว่าเป็นพวกหาบสุกรขายด้วยเวลานั้นหมอกและน้ำค้างตกมาก ข้าพเจ้าจำหน้าไม่ได้ถนัด

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงตริตรองเห็นความว่าพวกหาบสุกรขายซึ่งเป็นผู้ร้ายนี้ ยังหาทันจะกลับบ้านไม่ เปาเล่งถูจึงคิดอุบายให้ฮ่วงซีเสียนกลับไปบ้าน เอาเสื้อกับผ้าของนางเลียงเนี้ยซึ่งมีโลหิตเปื้อนเปรอะนั้นมาให้เปาเล่งถูๆ จึงกำชับฮ่วงเส้งซึ่งเป็นคนใช้ว่า ท่านจงเอาเสื้อกับผ้านี้ไปป่าวร้องตามบรรดาคนหาบสุกรไปขาย ว่าไปพบโจรผู้ร้ายที่ตำบลจิ๋หลิม พวกโจรผู้ร้ายตีปล้นพวกหาบสุกรขายนั้น พวกหาบสุกรขายจึงทิ้งหาบวิ่งหนีไปสองคน คนหนึ่งต่อสู้กับผู้ร้าย พวกผู้ร้ายฆ่าตายเสียแล้ว ครั้นข้าพเจ้าจะเก็บศพนั้นมาให้เล่า ก็ไม่แจ้งว่าจะเป็นญาติของผู้ใด หรือเป็นสามีของผู้ใด ข้าพเจ้าจึงถอดเอาเสื้อกับผ้าซึ่งติดโลหิตมาจากตัวของผู้ตายคนใดแน่นอนแล้ว ข้าพเจ้าจะนำไปเก็บเอาศพนั้นมา จะได้ฝังเสียตามธรรมเนียม แล้วเปาเล่งถูจึงกำชับสั่งต่อไปอีกว่า ท่านรีบไปป่าวร้องให้พวกพ้องของผู้ที่ขายสุกรนั้นรู้แต่ฝ่ายเดียว นอกจากนั้นอย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ ถ้าได้ความประการใด จงจับเอาตัวมาให้เราโดยเร็ว อย่าให้พวกขายสุกรทันรู้ตัว ฮ่วงเส้งครั้นรับคำสั่งของเปาเล่งถูดังนั้นแล้วก็ไปทำตามคำสั่งทุกประการ

ฝ่ายนางอาจูซึ่งเป็นภรรยาของเตียหมัน นั่งอยู่นอกประตูบ้าน เห็นมีผู้มาร้องเช่นนั้นก็ตกใจ ด้วยเตียหมันผู้สามีไปขายสุกรยังไม่กลับมา นางอาจูจึงวิ่งออกไปถามฮ่วงเส้งว่า ผู้ร้ายปล้นฆ่าพวกขายสุกรนั้นพื้นที่ตำบลใดเป็นแน่

ฮ่วงเส้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีด้วย จะได้รู้ความจึงถามนางอาจูว่า พวกพ้องของท่านไปขายสุกรทั้งนั้นกี่คนด้วยกัน นางอาจูบอกว่าไปสามคนด้วยกัน ผู้ที่ตายนั้นจะเป็นสามีของข้าพเจ้าหรือผู้ใดก็ไม่แจ้ง ข้าพเจ้ามีความวิตกนัก

ในขณะนั้นเมื่อนางอาจูภรรยาของเตียหมันพูดอยู่นั้น พอเวลาบ่าย ๑ โมง เตียหมันกลับมาถึงยังหากลับมาบ้านไม่ จึงแวะเข้าโรงเตี๊ยมขายสุราอยู่หน้าบ้าน ซื้อสุรากิน

ฝ่ายนางอาจูเห็นสามีกลับมาก็มีความยินดี จึงชี้บอกฮ่วงเส้งว่า นั่นสามีข้าพเจ้ากลับมาแล้วข้าพเจ้าสิ้นความวิตก ฮ่วงเส้งได้ฟังดังนั้น ฮ่วงเส้งกับคนใช้สองคนก็ตรงเข้าจับตัวเตียหมัน และค้นในตัวได้สิ่งของเป็นของกลางก็คุมตัวมาส่งให้เปาเล่งถูๆ จึงขู่ถามว่าพวกเพื่อนของมึงอีกสองคนอยู่ที่ไหน จงบอกความมาตามจริง ถ้าอำพรางไว้ กูจะผูกตีให้ถึงสาหัส

เตียหมันได้ฟังดังนั้น ก็รับเป็นสัตย์ แล้วซัดทอดถึงหงอกี๋กับเล่าเต๊กพวกเพื่อนทั้งสองคน เปาเล่งถูจึงให้ฮ่วงเส้งกับคนใช้ไปเอาตัวมา ฮ่วงเส้งกับหลีโป๊ไปถึงกลางทางก็พอพบหงอกี๋กับเล่าเต๊กกลับมา ก็จับเอาตัวมาส่งให้เปาเล่งถูๆ ซักถามก็รับเป็นสัตย์ทั้งสองคน โทษเอาตัวอ้ายผู้ร้ายทั้งสามคนนั้นไปฆ่าเสีย



     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)
    เรื่องที่ ๑๘ อุบายชิงเมียเขา
มีความว่า ยังมีชายผู้หนึ่งแซ่แพ ชื่อเอ็งหัง ๆ มีภรรยาชื่อนางค้อสี  แพเอ็งหังมีฝีมือเป็นช่างสลัก ตั้งบ้านอยู่ตำบลแขวงเมืองซัวตั๋ง แพเองหังพานางค้อสีภรรยาออกจากเมืองซัวตั๋ง ไปตั้งรับจ้างสลักอยู่แขวงเมืองเกงฮวย  แพเองหังเช่าโรงเตี๊ยมอยู่ ครั้นอยู่มาได้ประมาณสักหกเดือน หามีการทำพอแก่การเลี้ยงชีวิตไม่ คิดจะกลับบ้าน แต่เงินที่จะเสียค่าเช่าโรงเตี๊ยมและเดินทางหาพอไม่ ต้องจำใจจำเป็นอยู่เที่ยวรับจ้างหากินในการอื่นต่อไป

ฝ่ายนางค้อสี ซึ่งเป็นภรรยาของแพเอ็งหัง สามีเป็นช่างสลักรับจ้างหากินยังขัด นางจึงปักรองเท้าขายพอเป็นโสหุ้ย ครั้นอยู่มามีชายผู้หนึ่งชื่อเตียวฮ่วงอู๋ เป็นนักเรียนได้สอบไล่ถึงชั้นกือหยิน มาทำราชการ ณ เมืองเกงฮวย ที่ตึกของเตียวฮ่วงอู๋พักอยู่นั้นหน้าตึกตรงกันกับหน้าตึกโรงเตี๊ยม ของนางอ๋องผัวที่ให้แพเองหังเช่าอยู่นั้น เตียวฮ่วงอู๋แลเห็นนางค้อสีมีรูปร่างลักษณะงามเป็นที่พอใจเตียวฮ่วงอู๋ๆ คิดจะใคร่ได้นางค้อสีเป็นภรรยา เตียวฮ่วงอู๋จึงถามนางอ๋องผัวว่า หญิงคนนี้เป็นชาวบ้านใดเมืองใด ท่านช่วยสงเคราะห์ให้สำเร็จในความประสงค์แห่งข้าพเจ้าจะได้หรือไม่

นางอ๋องผัวได้ฟังเตียวฮ่วงอู๋ถามดังนั้น นางคิดอุบายได้อย่างหนึ่งจึงบอกเตียวฮ่วงอู๋ว่า ท่านอย่ามีความวิตกด้วยบัดนี้แพเองหังก็เป็นผู้ขัดสนยากจน ไม่มีเงินจะให้ค่าเช่าโรง ข้าพเจ้าจะลวงพาตัวนางค้อสีมาขายให้แก่ท่านๆ คงจะสมความปรารถนา ครั้นพูดจาปรึกษากันดังนั้นแล้ว เตียวฮ่วงอู๋ก็ลานางอ๋องผัวกลับมาบ้าน

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง นางอ๋องผัวจึงคิดอุบายหาช่องให้แพเองหังไปรับจ้างสลักหนังสือ นางอ๋องผัวจึงพูดแก่แพเอ็งหังว่า บัดนี้มีผู้จะจ้างท่านสลักหนังสือ ข้าพเจ้าจะพาท่านไปท่านจะเห็นประการใด

นางค้อสีได้ฟังนางอ๋องผัวว่าดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดแก่สามีว่า บัดนี้ท่านผู้เจ้าของโรงเตี๊ยมท่านหาช่องให้แก่เรา ท่านจงไปกับท่านเถิด

แพเองหังได้ฟังภรรยาว่าดังนั้น จึงจัดเครื่องมือใส่หีบตามนางอ๋องผัวไปถึงบ้านคิมเทียนก่ำ แพเองหังจึงถามคิมเทียนก่ำว่า ท่านนี้หรือจะจ้างข้าพเจ้าสลักหนังสือ คิมเทียนก่ำจึงบอกว่า หาใช่ข้าพเจ้าไม่ ด้วยหลีก๋งเขาเป็นคนต้องการจะจ้างสลักหนังสือ ว่าดังนั้นแล้ว คิมเทียนก่ำก็พาแพเองหังไปหาหลีก๋งๆ ว่าราคาค่าจ้างตกลงกันแล้วหลีก๋งจึงจัดโรงงานให้แพเองหังอยู่สลักหนังสือ

ฝ่ายนางค้อสีเห็นแพเองหังได้ช่องหากินดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก อยู่มาวันหนึ่งแพเองหังกลับมาโรงเตี๊ยม นางอ๋องผัวผู้เจ้าของโรงจึงบอกแพเองหังว่า ท่านจงอุตส่าห์ทำการอยู่กับหลีก๋งไปก่อนเถิด หลีก๋งผู้นี้เขารักผู้มีฝีมือ ถ้าเขาเป็นขุนนางขึ้นเมื่อใดแล้ว ตัวท่านคงจะได้พึ่งบุญเขาต่อไป แต่ภรรยาของท่านอยู่ที่โรงเตี๊ยมนี้กับข้าพเจ้าแล้ว ท่านอย่ามีความห่วงใยสิ่งใดเลย

แพเองหังได้ฟังนางอ๋องผัว ผู้เจ้าของโรงเตี๊ยมว่าดังนั้น ก็เป็นที่วางใจ แพเองหังมีบุตรด้วยนางค้อสีคนหนึ่งเป็นชาย อายุได้ ๕ ปี จะไปตำบลใดแพเองหังก็อุ้มเอาไปด้วย แพเองหังก็พาบุตรไปทำการอยู่ที่บ้านของหลีก๋ง

ฝ่ายนางอ๋องผัวครั้นเห็นแพเองหังไปแล้ว นางจึงไปหาเตียวฮ่วงอู๋ พูดว่า การซึ่งข้าพเจ้าคิดไว้กับท่านนั้น คงจะสำเร็จความปรารถนา บัดนี้แพเองหังยอมขายตัวภรรยาของแพเองหังให้แก่ท่านเป็นภรรยาแล้ว ตัวท่านจะไปเป็นขุนนางอยู่บ้านใดเมืองใดเล่า

เตียวฮ่วงอู๋ได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า มีรับสั่งให้ข้าพเจ้ากับตันเล่ากุ้ยไปเป็นนายอำเภอ และการที่จะขายตัวนางค้อสีให้เป็นภรรยาข้าพเจ้านั้น จะเป็นเงินมากน้อยสักเท่าใด

นางอ๋องผัวได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า จะต้องการเงินร้อยตำลึง เตียวฮ่วงอู๋ได้ฟังนั้นก็หยิบเงินร้อยตำลึงกับเงินรางวัลให้แก่นางอ๋องผัวสิบตำลึง รวมเป็นร้อยกับสิบตำลึงให้แก่นางอ๋องผัวๆ จึงนัดถามเตียวฮ่วงอู๋ว่า ท่านจะไปเมื่อใดแน่ข้าพเจ้าจะได้พานางค้อสีมาส่งให้แก่ท่าน

เตียวฮ่วงอู๋ ว่า ข้าพเจ้าจะไปทางเรือๆ นั้นจอดอยู่ที่ท่าหน้าบ้านของเตียเกอ๋อง ข้าพเจ้าจะคอยรับนางค้อสีให้ลงท่านั้น ครั้นนัดกันดังนั้นแล้ว นางอ๋องผัวก็คำนับลาเตียวฮ่วงอู๋กลับมายังโรงเตี๊ยม นางอ๋องผัวจึงพูดลวงนางค้อสีว่า บัดนี้สามีของท่านตั้งรับจ้างทำการเป็นปกติ แล้วให้คนหามเกี้ยวมารับท่านไปอยู่แห่งเดียวด้วยกัน ท่านจงจัดแจงเก็บสิ่งของขึ้นเกี้ยวไปเถิด ข้าพเจ้าจะตามไปส่ง

นางค้อสีได้ฟังดังนั้น นึกสำคัญเข้าใจว่าเป็นความจริง ก็จัดสิ่งของขึ้นเกี้ยว พวกหามเกี้ยวก็หามไปยังท่าซึ่งนัดกันไว้นั้น นางอ๋องผัวก็ตามไปส่งจนถึงท่า แล้วพานางค้อสีลงในเรือของเตียวฮ่วงอู๋ นางค้อสีเห็นเตียวฮ่วงอู๋เป็นขุนนางมีบ่าวไพร่ อยู่ในเรือเป็นเกียรติยศ นางค้อสีเห็นเป็นการผิดประหลาดดังนั้นก็ตกใจ จึงต่อว่านางอ๋องผัวว่าเดิมท่านบอกแก่ข้าพเจ้าว่า สามีของข้าพเจ้าให้มารับ มาบัดนี้หาใช่สามีของข้าพเจ้าไม่

นางอ๋องผัวจึงบอกว่า สามีของท่านไม่มีเงินจะเลี้ยงดูท่านบัดนี้ยกให้แก่เตียวฮ่วงอู๋ นายอำเภอแล้ว ด้วยเตียวฮ่วงอู๋ผู้นี้เป็นผู้ไร้ภรรยาอยู่ ท่านจงไปกับเขาเถิด

นางค้อสีได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้คิดถึงตัวที่ได้เสียทีเสียกลอุบายของนางอ๋องผัว ตกเข้ามาอยู่ในที่บังคับจะหนีไปแห่งใดก็ไม่ได้ ก็เป็นการจำใจจำจากสามีไปทั้งรัก

ฝ่ายเตียวฮ่วงอู๋ สมรู้ร่วมคิดกับนางอ๋องผัว ได้นางค้อสีมาสมความปรารถนาแล้ว ก็รีบถอยเรือออกจากท่าไปรักษาราชการตามตำแหน่งหน้าที่ของนายอำเภอ อยู่แขวงเมืองซัวตั๋ง

ฝ่ายแพเองหังคิดถึงนางค้อสี ซึ่งเป็นภรรยาอยู่ที่โรงเตี๊ยม แพเองหังพาบุตรกลับมาโรงเตี๊ยมก็หาเห็นนางค้อสีไม่ แพเองหังจึงถามนางอ๋องผัว ว่า ภรรยาของข้าพเจ้าไปไหนจึงหาเห็นไม่

นางอ๋องผัวได้ฟังแพเองหังถามดังนั้น ก็กระทำเป็นโกรธแล้วพูดว่า วันที่แล้วมานั้นท่านให้คนหามเกี้ยวมารับเอาภรรยาท่านไปแล้ว ในส่วนเงินค่าเช่าโรงเตี๊ยมของข้าพเจ้าก็ยังค้างอยู่ยังหาได้ไม่ บัดนี้ท่านทำเล่ห์กลเพทุบายมาถาม ท่านเห็นควรอยู่แล้วหรือ

แพเองหัง ครั้นได้ฟังนางอ๋องผัวว่ากล่าวพ้อตัดดังนั้น ทั้งไม่เห็นภรรยาด้วยแล้วก็เป็นที่จนใจ เดินร้องไห้มือเช็ดน้ำตากลับไปยังบ้านหลีก๋ง ครั้นอยู่มาประมาณได้สัก ๖ เดือน สิ้นการในบ้านของหลีก๋งแล้ว ไม่มีการจะทำต่อไป โสหุ้ยค่ากินก็หมดลง แพเองหังก็ไปเที่ยวรับจ้างเป็นช่างเย็บเพื่อจะได้เลี้ยงบุตร

อยู่มาวันหนึ่งขุนนางตำแหน่งเตง เล้งตง เล้ยโป้ว เป็นชาวเมืองซัวตั๋ง มาเป็นขุนนางอยู่ ณ เมืองเกงฮวยเวลานั้น วันนั้นจึงเรียกให้แพเอ็งหังเข้ามาในบ้านจ้างเย็บเสื้อ ครั้นแพเองหังทำการได้ ๖ ชั่วโมงพอแล้วในการตัดเสื้อ พอจิ๊นฉายคนใช้ของเตงเล้งตงเอาผ้าออกมาให้แพเองหังเย็บมุ้ง ขณะนั้นบุตรของแพเองหังไม่สบาย ตัวร้อนเข้ามานอนทับผ้าอยู่ แพเองหังกระทำการเย็บมุ้งหาได้ไม่ พอบุตรแพเอ็งหังสร่างไข้ตื่นขึ้น อ้อนจะรับประทานอาหาร จิ๊นฉายจึงถามแพเองหังว่าท่านเย็บมุ้งไม่เป็นละหรือ

แพเองหังได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ เล่าความทุกข์ยากเรื่องที่ภรรยาอยู่โรงเตี๊ยมกับนางอ๋องผัวหายไป ให้จิ๊นฉายฟังทุกประการ จิ๊นฉายได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงเข้าไปแจ้งความแก่นางฮูหยินภรรยาของท่านขุนนางผู้นายให้ฟัง ตามถ้อยคำของแพเองหังบอกเล่าทุกข์ร้อนนั้นทุกประการ ฮูหยินได้ฟังดังนั้นจึงได้รู้ว่าแพเองหังเป็นชาวเมืองซัวตั๋ง อยู่ตำบลบ้านเดียวกัน นางฮูหยินจึงให้คนใช้ออกไปตามแพเองหังเข้ามาข้างใน แล้วนางฮูหยินจึงใช้ให้แพเองหังเย็บหน้าม่าน นางฮูหยินจึงถามแพเอ็งหังด้วยความทุกข์ยากและการหากิน แพเองหังก็ร้องไห้พลางเล่าความซึ่งนางอ๋องผัวยักย้ายเอาภรรยาของแพเองหังไปจากกันให้นางฮูหยินฟังทุกประการ

นางฮูหยินจึงพูดว่าตั้งแต่นี้ไป ท่านอย่าได้ไปเที่ยวรับจ้างเย็บเสื้อผ้าต่อไปเลย จงอยู่ดูแลการงานในบ้านของข้าพเจ้าเถิด

แพเองหังได้ฟังนางฮูหยินว่าดังนั้น ก็อยู่รับใช้การงานในบ้านของนางฮูหยินต่อไป ขณะนั้นพอเตงเล้งตงกลับมาจากที่ว่าราชการเมือง นางฮูหยินจึงเล่าความซึ่งแพเองหังเป็นชาวเมืองเดียวกัน ให้เตงเล้งตงผู้สามีฟังทุกประการแล้วว่า ขอท่านจงเห็นแก่แพเองหังว่า เป็นคนบ้านเดียวกันเถิด

เตงเล้งตงได้ฟังภรรยาบอกเล่าดังนั้น จึงถามแพเองหังว่าท่านเป็นช่างสลัก มีหนังสือสำหรับตัวมาหรือไม่ แพเองหังได้ฟังเตงเล้งตงถามดังนั้น จึงนำหนังสือสำหรับตัวออกมาให้เตงเล้งตงดูในหนังสือว่าด้วยเป็นช่างสลัก ขอหนังสือเดินทางมาตั้งแต่เดือนหกในปีที่แล้วมานั้น เตงเล้งตงจึงบอกแก่แพเองหังว่า ข้าพเจ้าจะให้ท่านไปเป็นขุนนางอยู่รักษาราชการตำบลกุ้ยไจกับตันเล่ากุ้ย ว่าดังนั้นแล้วเตงเล้งตงจึงให้เงินทองเสื้อกางเกงแก่แพเองหัง สำหรับประดับยศ แพเองหังก็คำนับลาเตงเล้งตงไป แพเองหังจึงแวะเข้าไปลานางอ๋องผัว แล้วก็เล่าความซึ่งเตงเล้งตงให้ไปรักษาราชการอยู่กับตันเล่ากุ้ยนายอำเภอตำบลกุ้ยไจ ให้นางอ๋องผัวฟังทุกประการ

นางอ๋องผัวได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ด้วยนางอ๋องผัวยกนางค้อสีให้แก่เตียวฮ่วงอู๋ ขุนนางตำบลกุ้ยไจ เกลือกว่าไปตำบลนั้นคงจะพบปะกันกับนางค้อสีก็จะเกิดความขึ้น นางอ๋องผัวคิดจะกำจัดแพเองหัง จึงอุบายพูดกับแพเองหังว่า ท่านก็เป็นผู้ขัดสน มาบัดนี้ท่านขุนนางตำแหน่งเตงเล้งตงอุปถัมภ์ท่านให้มีความสุขขึ้น ข้าพเจ้าจะให้เสื้อเขียวท่านสักตัวหนึ่ง กับผ้าแพรสีจะได้โพกศีรษะเป็นเกียรติยศ ว่าดังนั้นแล้วนางอ๋องผัวก็หยิบเสื้อและผ้ามาให้แพเองหัง แล้วถามว่าท่านจะไปเมื่อใด แพเองหังบอกว่าจะไปพรุ่งนี้ นางอ๋องผัวได้ทราบดังนั้นแล้ว จึงรีบไปบอกให้อ๋องเหนงซึ่งเป็นน้องชายว่า บัดนี้เตงเล้งตงเกื้อกูลเงินทองให้แก่แพเองหังๆ จะกลับบ้าน น้องจงรีบไปดักสกัดทางฆ่าเสียแล้วตัดศีรษะมาให้พี่ อันเงินทองของแพเองหังนั้น น้องจงแบ่งเอาไปสองส่วนๆ หนึ่งให้แก่พี่

ฝ่ายแพเองหังครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า กินอาหารแล้วก็ลานางอ๋องผัวออกจากโรงเตี๊ยมไปถึงตำบลหลิมเช็ง ด้วยตำบลนั้นเป็นทางเปลี่ยวไม่ใคร่จะมีผู้คนเดินไปมา

ฝ่ายอ๋องเหนงครั้นเห็นแพเองหังกับเด็กชาย ซึ่งเป็นบุตรของแพเองหังเดินมา อ๋องเหนงก็ชักดาบออกจากฝัก ตรงเข้าไปฟันถูกแพเองหัง แต่เอาสันฟันลง แพเองหังหาเป็นอันตรายไม่ อ๋องเหนงฟันลงอีกถึงสามครั้ง ก็บังเอิญให้เอาแต่สันฟันลงทุกที เหตุทั้งนี้ด้วยเดชะอำนาจกุศลผลบุญแต่บุบชาติปางก่อน ซึ่งแพเองหังได้สร้างสมมาบันดาล เพราะแพเองหังยังไม่ถึงที่กำหนดจะตาย จึงเทพยดาบันดาลด้วยเทวานุภาพคุ้มกันให้เป็นไปเช่นนั้น เพื่อจะมิให้เป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

อ๋องเหนงครั้นทำร้ายแพเองหังไม่ได้ดังนั้นแล้ว จึงถามแพเองหังว่าเมื่อท่านมาอยู่เมืองนี้ มีผู้ใดกระทำให้ท่านได้รับความเดือดร้อนบ้าง แพเองหังได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้เล่าความที่ตนทุกข์ยากมาจากเมืองซัวตั๋ง มาอยู่เมืองเกงฮวย อาศัยโรงเตี๊ยมของนางอ๋องผัวๆ ยักย้ายนางค้อสีภรรยาให้พลัดพรากจากกันไป หาแจ้งว่าตกไปอยู่แห่งหนตำบลใดไม่ให้อ๋องเหนงฟังทุกประการ

อ๋องเหนงครั้นได้ฟังดังนั้นก็กลับคิดมีใจสงสาร แล้วจึงบอกแก่แพเองหังว่า นางอ๋องผัวนั้นเป็นพี่ของข้าพเจ้าใช้ให้ข้าพเจ้ามาทำร้ายท่าน ๆ จงถอดเสื้อของท่านซึ่งใส่มานั้นให้แก่ข้าพเจ้า กับตัดเอาผมของเด็กซึ่งเป็นบุตรท่านนั้นมาให้ด้วย ข้าพเจ้าได้จะได้กลับไปลวงนางอ๋องผัวผู้พี่ของข้าพเจ้าว่า ได้ฆ่าท่านกับบุตรตายแล้วได้เสื้อกับผมเด็กไปให้เห็นเป็นสำคัญ

แพเองหังได้ฟังอ๋องเหนงว่าดังนั้นก็มีความยินดี จึงถอดเสื้อและตัดผมบุตรมาส่งให้อ๋องเหนงๆ ก็กลับไปบอกแก่นางอ๋องผัวผู้พี่สาวตามซึ่งคิดลวงนั้นทุกประการ

ฝ่ายนางอ๋องผัว ครั้นได้ฟังอ๋องเหนงผู้น้องบอกดังนั้น ก็มีความยินดียิ่งนัก แล้วพูดว่าครั้งนี้เราสิ้นความวิตกแล้ว

ฝ่ายแพเองหังไปถึงตำบลกุ้ยไจ จึงส่งหนังสือของเตงเล้งตงให้ตันเล่ากุ้ยๆ ก็จัดที่ให้แพเองหังอยู่ ครั้นอยู่มาได้ประมาณสองเดือนบุตรของแพเองหังไปเที่ยวเล่นในบ้านของเตียวฮ่วงอู๋

ฝ่ายนางค้อสีแลเห็นบุตรของตนก็จำได้ จึงคิดสงสัยอยู่ในใจว่า เหตุใดหนอบุตรของเราจึงได้มาถึงตำบลนี้ นางค้อสีเมื่อได้แลเห็นบุตรของตนนั้น ก็มิอาจกลั้นความโศกไว้ได้สู้สะกดใจไว้ แต่น้ำตานั้นไหลอาบหน้าอยู่ คิดคอยหาช่องและโอกาสที่จะได้พบกับแพเองหังผู้สามีให้จงได้

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเตียวฮ่วงอู๋ จึงจัดโต๊ะสุรามีเทียบเชิญบรรดาขุนนาง ซึ่งมารักษาราชการอำเภอมากินเลี้ยง ขณะเมื่อขุนนางมานั่งโต๊ะกินเลี้ยงอยู่นั้น นางค้อสีแอบมองดูอยู่หลังฉาก แลเห็นแพเองหังผู้สามีจำได้แม่ยำดังนั้น นางค้อสีจึงวิ่งออกไปกอดเอาเท้าแพเองหังเข้าไว้แล้วก็ร้องไห้ เล่าความซึ่งนางอ๋องผัวคิดอุบายเอาตัวนางมายกให้แก่เตียวฮ่วงอู๋เป็นภรรยา ให้แพเองหังฟังทุกประการ

แพเองหังครั้นได้แลเห็นนางค้อสี และฟังนางบอกเล่าดังนั้นก็มีความยินดี แพเองหังก็เลิกจากกินเลี้ยงพานางค้อสีผู้ภรรยากลับมาที่อยู่ ทำเรื่องราวกล่าวโทษนางอ๋องผัวว่าคบคิดกับเตียวฮ่วงอู๋ ยักย้ายนางค้อสีไปด้วยกลอุบายล่อลวง ยกให้เตียวฮ่วงอู๋กระทำชู้ด้วยภรรยาของแพเองหัง และนางอ๋องผัวผู้ร้ายกาจคิดตัดรอนใช้ให้อ๋องเหนงผู้น้องชายไปดักทางทำร้ายแพเองหัง ตั้งแต่ต้นจนปลายไปยื่นต่อเปาเล่งถูๆ ครั้นได้แจ้งความตามฟ้องของแพเองหังแล้ว มีความโกรธยิ่งนัก จึงสั่งเตียโฮ้วเตียวเหลงคนใช้ให้ไปเอาตัวนางอ๋องผัวกับเตียวฮ่วงอู๋ นายอำเภอมาซักถาม  นางอ๋องผัวกับเตียวฮ่วงอู๋ก็รับเป็นความสัตย์ สมข้อหาในฟ้องของแพเองหังทุกประการ  เปาเล่งถูจึงตัดสินให้ตีนางอ๋องผัวร้อยทีแล้วให้คุมตัวไปฆ่าเสีย ในส่วนโทษของเตียวฮ่วงอู๋นั้น เปาเล่งถูแต่งบอกเข้าไปถวายพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ ขอถอดเตียวฮ่วงอู๋ออกจากยศขุนนาง จ่ายให้เป็นพลทหารอยู่ในกองบู๊หลิม


โปรดติดตามตอนต่อไป
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 15 สิงหาคม 2561 12:47:57 »



     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)
    เรื่องที่ ๑๙ โจรอิทธิพล
มีความว่า ในแผ่นดินพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ สมัยหนึ่งเกิดฝนแล้งอาณาประชาราษฎรทำนาไม่ได้ ราษฎรพากันล้มตายได้ความลำบากเพราะความอดอาหาร จึงมีรับสั่งให้เปาเล่งถูเป็นข้าหลวง ออกไปเปิดฉางข้าวแจกจ่ายให้แก่อาณาประชาราษฎรรับพระราชทาน  ครั้นเปาเล่งถูไปถึงเมืองตันจิ๋วแจกข้าวในฉางให้แก่ราษฎรเสร็จแล้วกลับมายังตึกก๋งก๊วน

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเปาเล่งถูจึงตรวจดูนักโทษ ซึ่งมีคดีจริงและเท็จแล้ว มีเสมียนพนักงานเข้ามาแจ้งความแก่เปาเล่งถูว่า มีหญิงผู้หนึ่งมือหนึ่งอุ้มบุตร มือหนึ่งถือเรื่องราวเข้ามายื่นฟ้อง แต่ว่าจะด้วยคดีประการใดยังไม่แจ้ง เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นจึงประกาศว่า ตัวเราเป็นผู้รับๆ สั่งเป็นข้าหลวงแจกเสบียงให้แก่อาณาประชาราษฎร แม้ว่าราษฎรคนใดได้รับความเดือดร้อน แต่ท่านผู้มีอำนาจกดขี่ข่มเหง ผู้นั้นจะมาฟ้องร้องแล้วไม่ต้องให้มีผู้ใดนำ และไม่ให้ผู้ใดขัดขวางห้ามปราม ผู้ซึ่งมีความทุกข์ร้อนนั้นได้ ครั้นประกาศดังนั้นแล้ว เปาเล่งถูจึงให้หาหญิงนั้นเข้ามาในที่ว่าราชการ เปาเล่งถูแลเห็นหญิงนั้นมีลักษณะรูปมารยาทงดงามยิ่งนัก จึงถามหญิงนั้นว่า ท่านมาหาเราด้วยธุระประการใดหรือ

หญิงนั้นจึงคำนับเปาเล่งถูแล้วยื่นเรื่องราวให้เปาเล่งถูในเรื่องราวนั้นใจความว่า ข้าพเจ้าแซ่หงอตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลเน้ยถอง แขวงเมืองตันจิ๋ว ระยะทางห่างเมืองตันจิ๋วห้าลี้ บิดามารดาข้าพเจ้ายกข้าพเจ้าให้เป็นภรรยาเตียหือ ๆ สามีข้าพเจ้าเป็นนักเรียน ได้ไปคบหาซุนงิ้มซึ่งเป็นบุตรของซุนโตก่ำเป็นมิตรสหาย ซุนงิ้มไปมาหาสู่นอนค้างอ้างแรมอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าเนืองนิจ อยู่มาวันหนึ่งเตียวสือสามีข้าพเจ้าไปเยือนญาติอยู่ทางไกลหาได้อยู่บ้านเรือนไม่ ซุนงิ้มมาพูดจาสัพยอกแทะโลมข้าพเจ้าๆ ว่ากล่าวให้ได้ความอัปยศแล้ว ซุนงิ้มก็กลับไปบ้าน ข้าพเจ้าเห็นว่าซุนงิ้มเป็นคนทรยศต่อมิตรหาซื่อตรงไม่ ครั้นสามีข้าพเจ้ากลับมา ข้าพเจ้าก็บอกให้สามีข้าพเจ้าทราบ สามีข้าพเจ้าก็โกรธจึงได้ขาดไมตรี มิได้ไปมาหาสู่กันเหมือนแต่เดิม

ครั้นอยู่มาได้ประมาณเดือนหนึ่งเป็นเดือนสิบเอ็ด ซุนงิ้มจึงให้คนใช้มาเชิญสามีของข้าพเจ้าไปกินเลี้ยงที่วัดคัยหงวนยี่ โดยขัดไม่ได้สามีข้าพเจ้าจึงไปกินเลี้ยงเสพสุราด้วยซุนงิ้ม ครั้นกลับมาถึงบ้านเข้าไปนอนในห้องร้องว่าปวดท้องแล้วก็อาเจียนออกมาเป็นโลหิต แล้วได้บอกแก่ข้าพเจ้าว่า วันนี้ไปกินเลี้ยงเสพสุราด้วยซุนงิ้มๆ วางยาพิษให้กินจึงได้เป็นดังนี้ ครั้นเวลาดึกประมาณสองยาม สามีของข้าพเจ้าก็ถึงแก่ความตาย ครั้นสามีข้าพเจ้าตายยังไม่ทันจะได้ครึ่งเดือน ซุนงิ้มให้สื่อเฒ่าแก่มาขอข้าพเจ้าเป็นภรรยา ข้าพเจ้าจึงได้รู้ชัดว่าซุนงิ้มวางยาพิษสามีข้าพเจ้าให้ถึงแก่ความตาย ประโยชน์เพื่อจะได้ขอข้าพเจ้าไปเป็นภรรยา ข้าพเจ้าจึงไปฟ้องต่อท่านผู้รักษาเมืองกรมการขอให้ชำระ ผู้รักษาเมืองกรมการกลับเป็นใจเข้าด้วยซุนงิ้มขู่บังคับข้าพเจ้าว่า ถ้าไม่ยอมสมัครเป็นภรรยาซุนงิ้มแล้ว ตัวข้าพเจ้าจะต้องตายแล้วจะไม่มีแผ่นดินที่จะฝังศพด้วย เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าได้ความเดือดร้อนนัก ขอท่านซึ่งเป็นผู้ตั้งอยู่ในยุติธรรม ได้พิจารณาความเรื่องนี้ของข้าพเจ้าตามพระราชกำหนดกฎหมายโดยทางยุติธรรม

เปาเล่งถู ครั้นตรวจดูในเรื่องราวของนางหงอสีตลอดแล้วจึงถามนางหงอสีว่าบ้านเจ้ามีผู้คนอยู่ที่เรือนเดียวกันกี่คน นางหงอสีได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้น จึงตอบว่า ย่าของข้าพเจ้าคนหนึ่งอายุได้เจ็ดสิบสองปี กับบุตรของข้าพเจ้าอายุได้ ๒ ปี

เปาเล่งถูครั้นได้ฟังดังนั้น จึงเก็บเอาเรื่องราวของนางหงอสีไว้ แล้วสั่งให้นางหงอสีไปอยู่ตำบลอื่น แล้วเปาเล่งถูจึงให้หาตามบรรดาผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้าน ตำบลบ้านของนางหงอสีที่อยู่นั้นมาไต่ถามว่า ซุนงิ้มซึ่งเป็นบุตรของซุนโตก่ำนั้น เป็นคนประพฤติการอย่างใด ทำมาหากินด้วยอันใด และตัวซุนโตก่ำประพฤติอย่างใด

บรรดาผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้น จึงบอกว่า ท่านมีคำถามแล้ว พวกข้าพเจ้าได้รู้ได้เห็นอย่างไรก็จะต้องบอกเล่าไปตามตรง ไม่อาจสามารถจะอำพรางไว้ได้ อันซุนโตก่ำผู้นี้มิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม เห็นบุตรภรรยาผู้ใดถ้าพอใจแล้วก็ฉุดลากเอามาตามอำเภอใจโดยอำนาจพลการตนเอง ผู้รักษาเมืองและกรมการก็มีความเกรงกลัวอำนาจของซุนโตก่ำยิ่งนัก

ในส่วนซุนงิ้มซึ่งเป็นบุตรนั้น ก็ถืออำนาจบิดาหาเกรงกลัวผู้ใดไม่ อีกประการหนึ่งซุนงิ้มไปชิงเอาที่นาสำหรับวัดคัยหงวนยี่ไปเป็นอาณาประโยชน์ของตนเองเสียหลายไร่ และในวัดคัยหงวนยี่นั้น เป็นที่ประชุมของซุนงิ้มตั้งโต๊ะเสพสุราและพาหญิงงามเมืองไปกระทำการอุลามกในวัด ถ้าชอบใจบุตรและภรรยาขอผู้ใดแล้วย่อมฉุดคร่ามาข่มขืนเป็นภรรยาตามชอบใจ เจ้าวัดและลูกวัดคัยหงวนยี่ได้ความเดือดร้อนด้วยซุนงิ้มเป็นอันมาก

เปาเล่งถูได้ฟังแต่บรรดาผู้ใหญ่บ้านลูกบ้านชี้แจง ซึ่งซุนโตก่ำพ่อลูกประพฤติการทุจริตดังนั้น เปาเล่งถูก็ถอนใจใหญ่กลับมายังก๋งก๊วน อยู่มาวันหนึ่งเปาเล่งถูจึงปลอมเป็นราษฎรไปเที่ยวที่วัดคัยหงวนยี่จึงเข้าไปทางประตูหลังวัดขึ้นไปดูสำนักที่หลวงจีนอยู่ แล้วได้ยินเสียงเด็กศิษย์วัดบอกกันว่า ซุนงิ้มกงจือมาแล้ว บรรดาหลวงจีนและศิษย์วัดมีความกลัวเกรงซุนงิ้มก็พากันหลีกทางให้ ซุนงิ้มก็เข้าไปในที่อยู่ของหลวงจีน  ขณะนั้นเปาเล่งถูเห็นดังนั้นก็เข้าไปในโบสถ์ยืนแอบแง้มประตูและดูซุนงิ้มจะทำประการใด

ขณะนั้นพวกพ่อครัวก็ยกโต๊ะและสุรามาตั้งไว้คอยท่า ฝ่ายซุนงิ้มขี่ม้าเข้ามาในวัด มีบ่าวไพร่ตามหลังไปด้วยประมาณยี่สิบคนกับพ่อครัวคนสนิทขี่ม้าตามหลังไปด้วย กับหญิงสำหรับขับร้องอีกสองคนนำหน้าซุนงิ้มเข้ามาในวัดแล้วก็ลงจากหลังม้าเข้าไปยังสำนัก

หลวงจีนเจ้าวัดมีความกลัวอำนาจของซุนงิ้มออกมาออกต้อนรับซุนงิ้มตามธรรมเนียม ซุนงิ้มนั่งเสพสุราพูดจาอาจหาญว่า หัวเมืองฝ่ายตะวันตกนี้เราไม่ให้ผู้ใดโตเกินหน้าเราไปได้

ขณะนั้นเปาเล่งถูยืนแอบอยู่ที่แง้มประตูโบสถ์ กับได้ยินถ้อยคำของซุนงิ้มพูดจาอาจหาญดังนั้น เปาเล่งถูมีความโกรธยิ่งนัก แต่อุตส่าห์สะกดใจไว้ได้

ขณะนั้นมีหลวงจีนลูกวัดเดินเข้าไปในโบสถ์ เห็นเปาเล่งถูยืนแอบดูซุนงิ้มอยู่นั้นจึงถามเปาเล่งถูว่า ท่านนี้บ้านอยู่ตำบลใดจึงได้มาเที่ยวเล่นในวัดนี้

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ข้าพเจ้าอยู่ในเมือง เป็นคนใช้ของเปาเล่งถูๆ ให้ข้าพเจ้ามาตามพ่อครัวทำกับข้าว จะเลี้ยงโต๊ะขุนนางแต่ข้าพเจ้าไม่รู้จักชื่อและแซ่พ่อครัวผู้นั้นอยู่แห่งใด หลวงจีนผู้เฒ่าลูกวัดได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่าพ่อครัวผู้นั้น แซ่เชี้ยอยู่บ้านซุนโตก่ำเป็นผู้ทำกับข้าวฝีมือดียิ่งนัก

เปาเล่งถูถามต่อไปว่า พ่อครัวผู้นั้นมีเหตุการณ์เล่าลืออย่างไรบ้าง หลวงจีนผู้เฒ่าได้ฟังถามดังนั้น จึงเล่าความให้เปาเล่งถูฟังว่า เดิมซุนงิ้มบุตรของซุนโตก่ำให้ทำโต๊ะเลี้ยงเตียหือนักเรียนซิวจ๋ายในวัดนี้ พ่อครัวผู้นั้นเป็นผู้ประกอบยาพิษใส่ในสุราให้เตียหือกิน ครั้นเตียหือกลับไปบ้านก็ถึงแก่ความตาย ความเรื่องนี้นอกจากท่านเปาเล่งถูแล้ว ไม่มีผู้ใดจะฝ่าฝืนชำระสะสางได้

เปาเล่งถูได้ฟังหลวงจีนเล่าความดังนั้น ก็ออกจากวัดรีบไปยังก๋งก๊วนในวันนั้นจึงให้หลีโอ้ว ไปยังบ้านซุนโตก่ำเอาตัวเชี้ยสีพ่อครัวมาซักถามด้วยคดีวางยาพิษ เชี้ยสีให้การปฏิเสธไม่รับ เปาเล่งถูจึงให้เอาหลักคามาปักจะผูก เชี้ยสีตกใจกลัวก็รับเป็นสัตย์และซัดทอดถึงซุนงิ้ม

เปาเล่งถูจึงจัดโต๊ะและสุราไว้พร้อมแล้ว จึงให้คนใช้ถือเทียบไปเชิญซุนงิ้มกงจื้อ กับซุนโตก่ำสองคน พ่อลูกมากินโต๊ะ พอคนใช้ไปแล้วเปาเล่งถูก็จัดนักการ ๒๓ คน เตรียมเครื่องผูกผู้ร้ายไว้พร้อม ในวันนั้นซุนโตก่ำหามากินโต๊ะไม่ มาแต่ซุนงิ้มผู้บุตร เปาเล่งถูครั้นเห็นซุนงิ้มมาก็กระทำเป็นดีใจต้อนรับเข้าไปข้างใน เชิญให้นั่งโต๊ะเสพสุรา

ซุนงิ้มคำนับเปาเล่งถูแล้วจึงพูดว่า ข้าพเจ้าหาทันคิดไม่ ด้วยท่านเป็นข้าหลวงมาทางไกล ชอบแต่ข้าพเจ้าจะต้อนรับท่านจึงจะถูกต้อง มาบัดนี้ท่านกลับจัดโต๊ะต้อนรับข้าพเจ้านั้นหาควรไม่

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ข้าพเจ้าจะปรึกษาข้อราชการด้วยท่าน จึงได้เชิญท่านมานั่งโต๊ะเสพสุราด้วยกัน ว่าดังนั้นแล้วก็ให้คนใช้จัดโต๊ะรินสุราให้ซุนงิ้มกิน ซุนงิ้มเสพสุราพอมึนๆ เปาเล่งถูจึงส่งเรื่องราวของนางหงอสีมาให้ซุนงิ้มดู

ซุนงิ้มจึงลุกออกจากโต๊ะแล้วตอบเปาเล่งถูว่า ความเรื่องนี้ผู้ใดเป็นพยานยืนยันว่า ข้าพเจ้าวางยาพิษให้เตียหือซึ่งเป็นนักเรียนสิวจ๋ายตาย

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นจึงให้นักการคุมตัวเชี้ยสีมาแล้วเปาเล่งถูก็อ่านคำให้การของเชี้ยสีซึ่งรับเป็นสัตย์ และซัดทอดถึงซุนงิ้มให้ฟังทุกประการแล้ว เปาเล่งถูตบโต๊ะเป็นสัญญาขึ้น พวกนักการที่เปาเล่งถูจัดเตรียมไว้นั้น ก็กรูกันกลุ้มรุมกันเข้าถอดเสื้อหมวก สำหรับยศของซุนงิ้มออกจากตัว ซุนงิ้มก็รับเป็นสัตย์แล้วอ้อนวอนเปาเล่งถูว่าโทษของข้าพเจ้าได้ผิดแล้ว ขอท่านได้ยกให้แก่ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นมีความโกรธยิ่งนัก แล้วพูดว่ามึงสองคนพ่อลูกอยู่ในเมืองนี้ กระทำให้ราษฎรและหลวงจีนซึ่งจำศีลภาวนาอยู่ในวัดได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก ในส่วนอื่นนั้นกูพอจะยกให้มึงได้ แต่ในส่วนกฎหมายแผ่นดินแล้ว กูยกให้มึงไม่ได้ ว่าดังนั้นแล้วเปาเล่งถูจึงสั่งนักการให้ยึดตัวซุนงิ้มลงตี ๕๐ ที  ซุนงิ้มทนความเจ็บไม่ได้ก็ขาดใจตาย เปาเล่งถูจึงให้ตัดเอาศีรษะกับตัวไปเสียบประจานไว้นอกเมืองให้ราษฎรดูมิให้เอาเยี่ยงอย่างต่อไป

แล้วเปาเล่งถูก็แต่งบอกว่า ด้วยซุนโตก่ำกับซุนงิ้มพ่อลูก ประพฤติล่วงอาญาแผ่นดินเที่ยวกดขี่ข่มเหงราษฎรกับเรื่องราวของนางหงอสี และถ้อยคำสำนวนให้การรับเป็นสัตย์ สอดซองเข้าไปกับใบบอก นำขึ้นถวายพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ทรงทราบทุกประการ พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ครั้นแจ้งในใบบอกของเปาเล่งถูดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีตรัสสรรเสริญเปาเล่งถูยิ่งนัก จึงโปรดให้มีหนังสือรับสั่งถึงเปาเล่งถูฉบับหนึ่งในความว่า ให้เปาเล่งถูเป็นผู้สำราชราชการมณฑลหัวเมืองฝ่ายทิศตะวันตก และหัวเมืองฝ่ายทิศใต้ และถอดซุนโตกำออกจากยศขุนนางลงเป็นไพร่ และโทษเชี้ยสีซึ่งเป็นพ่อครัวของซุนงิ้มใช้ให้วางยาพิษนั้นให้จ่ายเป็นตัวพลทหารไปอยู่หัวเมืองอันร้ายกาจด้วยความไข้ แต่ความชอบของนางหงอสี ที่มีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อสามีนั้น ให้เบิกเงินคลังสำหรับเมืองเป็นเบี้ยเลี้ยงให้นางหงอสีกินทุกๆ เดือน กว่านางหงอสีจะมีสามีเลี้ยงดูต่อไป

เปาเล่งถูครั้นได้รับหนังสือรับสั่งดังนั้น ก็จัดการตามรับสั่งทุกประการ

ความเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นการลี้ลับ อันหาเงื่อนทางพิจารณาได้โดยยาก แต่หากเปาเล่งถูเป็นผู้เจ็บร้อนต่อราชการจริงๆ และเจ็บร้อนแทนผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนด้วยและไม่เกียจคร้านเบื่อหน่ายในที่จะแสวงหาความจริง จึงได้อุตส่าห์สอดส่องล่วงลัดไปจับเอาตัวเชี้ยสีพ่อครัวได้ไว้เป็นอันสำคัญ ที่ผู้ใดจะคัดค้านไม่ได้ว่าชำระโดยอาญาเฆี่ยนตีหรือโดยความเห็น หรือโดยอำนาจที่พระเจ้าแผ่นดินวางพระทัยเชื่อถือได้โดยปัญญา และตามทางพิจารณาอันควรสรรเสริญจริงๆ

บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3350


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 31 มกราคม 2562 16:01:49 »

.

     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)
    เรื่องที่ ๒๐ หลวงจีนรับเคราะห์

มีความว่ามีชายผู้หนึ่งชื่อตั๋งเตียงเก่ๆ มีบุตรคนหนึ่งชอตั๋งสุน  ตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลด่านตำเถาะ แขวงเมืองตังเกีย  ระยะทางห่างเมืองตังเกียประมาณสามสิบลี้  ตั๋งเตียงเก่ทำโรงเตี๊ยมไว้ริมด่าน สำหรับให้คนเดินทางไปมาเช่าพักอาศัยหลับนอน ตั๋งเตียงเก่ทำมาหากินด้วยการอย่างนี้มาจนมีเงินทองเป็นเศรษฐีขึ้น ตั๋งสุนผู้บุตรได้นางเอี๋ยงสีซึ่งอยู่ในเมืองตังเกีย มาเป็นภรรยา นางเอี๋ยงสีมีลักษณะรูปเป็นอันงาม แต่ใจไม่สุจริตซื่อตรงต่อสามี พอใจคบชู้สู่ชาย ตั๋งสุนไปค้าทางไกล เดือน ๑ บ้าง ๒ เดือนบ้าง จึงจะได้กลับบ้าน

นอกเมืองตังเกียออกไป ระยะทางห่างเมืองตังเกียสิบสี่ลี้ ยังมีชายผู้หนึ่งชื่อซุนกั๊กเป็นผู้แจวเรือจ้าง ซุนกั๊กเคยไปมาหาสู่อยู่ที่บ้านของตั๋งสุนเนืองๆ นางเอี๋ยงสีก็รักใคร่เป็นชู้กันแก่ซุนกั๊ก ถ้าตั๋งสุนไม่อยู่ไปค้าขายทางไกลแล้ว ซุนกั๊กก็มาลักลอบกินอยู่หลับนอนกับนางเอี๋ยงสี กระทำดุจดังว่าเป็นภรรยาสามีกัน แต่ไปมาหาสู่ลักลอบทำชู้กับนางเอี๋ยงสีมาช้านานหลายเดือน

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ซุนกั๊กจึงชวนนางเอี๋ยงสีว่า เราไปมาหาสู่ลักลอบทำชู้กันฉะนี้ ถ้าสามีของเจ้าเขาจับได้เราทั้งสองก็จะได้ความอัปยศและเดือดร้อน อย่ากระนั้นเลย เราพากันไปอยู่เสียบ้านอื่นเมืองไกลก็คงมีความสุข

นางเอี๋ยงสีได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย แล้วนางเอี๋ยงสีกับซุนกั๊กก็สัญญาสาบานกัน แล้วนัดกำหนดวันซึ่งจะหนีไปนั้น  นางเอี๋ยงสีก็เก็บสิ่งของเงินทองรวมเข้าไว้ในหีบคอยท่าซุนกั๊กมารับวันใดจะได้ไปด้วยกันในวันนั้น

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งขึ้นสิบสองค่ำเดือนอ้าย วันนั้นกำหนดนัดกันจะหนี พอเวลาพลบค่ำลงยังมีหลวงจีนรูปหนึ่งเดินทางมา จึงแวะเข้าไปหาตั๋งเตียงเก่เศรษฐีขออาศัยโรงเตี๊ยม

ตั๋งเตียงเก่เศรษฐีจึงถามหลวงจีนว่า ท่านแซ่ใดสำนักอยู่วัดใด หลวงจีนนั้นจึงบอกว่า ข้าพเจ้าชื่อเตาเหลง สำนักอยู่วัดใต้ปียี่เขาหังซัว ข้าพเจ้าเดินทางมาเวลาค่ำแล้วจะขออาศัยท่านสักคืนหนึ่งเถิด รุ่งขึ้นเวลาเช้าจึงจะลาท่านไป

ตั๋งเตียงเก่เป็นผู้ใจบุญ ได้ฟังหลวงจีนบอกขออาศัยดังนั้นตั๋งเตียงเก่ก็จัดที่ในโรงเตี๊ยมให้หลวงจีนอาศัย ด้วยฤดูนั้นเป็นฤดูหนาวตั๋งเตียงเก่ก็ปิดประตูนอน

ฝ่ายนางเอี๋ยงสีจัดสิ่งของคอยท่าซุนกั๊ก พอเวลาดึกประมาณสองยาม ซุนกั๊กก็มาตามซึ่งนัดกันไว้ นางเอี๋ยงสีกับซุนกั๊กก็ขนหีบสิ่งของเงินทองออกจากบ้าน นางเอี๋ยงสีจึงบอกแก่ซุนกั๊กว่าหนาวเย็นเท้าเป็นเหน็บชาไปแล้ว เดินไม่ได้ เรากลับเข้ามารออยู่ให้ซาความหนาวเสียก่อนคืนวันหน้าจึงค่อยไปเถิด

ฝ่ายซุนกั๊กเกรงว่าการจะเกิดร้าวฉานอื้อฉาวขึ้น กับเห็นเงินทองสิ่งของอยู่ในหีบมาก ซุนกั๊กเป็นคนพาลสันดานหินชาติต่ำช้าปรารถนาแต่จะได้ทรัพย์อย่างเดียวเป็นประโยชน์ จึงชักมีดออกจากพกฆ่านางเอี๋ยงสีตาย แล้วแลเห็นบ่อเก่ามีอยู่ที่หลังบ้านตั๋งเตียงเก่บ่อหนึ่งลึกหลายวา ซุนกั๊กจึงอุ้มเอาศพนางเอี๋ยงสีไปโยนลงในบ่อ แล้วซุนกั๊กก็แบกเอาหีบสิ่งของเงินทองไปเป็นอาณาประโยชน์สมความปรารถนา

ฝ่ายหลวงจันตาเหลงที่อาศัยนอนในโรงเตี๊ยม ในเวลาดึกประมาณสามยาม หลวงจีนเตาเหลงก็เปิดประตูหลังโรงเตี๊ยมเดินออกไปเพื่อจะถ่ายอุจจาระ เป็นเวลากลางคืน มืดมัวด้วยหมอกและน้ำค้างลง หลวงจีนเดินไปหาแลเห็นไม่ ก็ถลำตกลงไปในบ่อทับศพนางเอี๋ยงสีอยู่ หลวงจีนเตาเหลงก็ตกใจ ร้องให้ชาวบ้านช่วยก็ไม่มีใครจะได้ยิน ด้วยบ่อนั้นลึกหลายวา

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า  ตั๋งเตียงเก่ก็เปิดประตูบ้านและโรงเตี๊ยมออกไป หาเห็นนางเอี๋ยงสีไม่ กลับเข้ามาตรวจดูเงินทองและสิ่งของๆ ตั๋งสุนก็หายไป แล้วตั๋งเตียงเก่ก็ไปเที่ยวสอบถามนายกองตระเวนด่านทางๆ บอกว่าหาพบปะไม่ ตั๋งเตียงเก่จึงไปหาซินแซหมอดูให้ซินแสทำนาย ซินแสทายว่าให้ไปหาทางหลังบ้าน ออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้คงจะพบ ตั๋งเตียงเก่ก็ไปเที่ยวค้นหาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามซินแสทาย  ครั้นเดินไปทางหลังโรงเตี๊ยมตรงหน้าบ่อส้วมออกไป ด้วยทางนั้นหญ้าขึ้นรกเลี้ยว

ตั๋งเตียงเก่แลเห็นโลหิตไหลหยดย้อย เรี่ยรายไปตามทาง ตั๋งเตียงเก่เห็นดังนั้นก็มีความสงสัยนัก จึงตามรอยโลหิตไปถึงปากบ่อ จึงแลลงไปเห็นหลวงจีนอยู่ในบ่อ กับเห็นศพนางเอี๋ยงสีอยู่ในบ่อนั้นด้วย จึงเอาสาแหรกผูกเชือกหย่อนคนลงไปเอาศพนางเอี๋ยงสีกับหลวงจีนขึ้นมา  ตั๋งเตียงเก่กำลังโกรธหาได้ทันจะถามต้นสายปลายเหตุประการใดไม่ ก็ทุบตีหลวงจีนเตาเหลงมิได้มีความปรานี แล้วส่งตัวหลวงจีนไปยังนายอำเภอให้ชำระ

ฝ่ายหลวงจีนเตาเหลงก็ให้การว่า เวลาดึกประมาณสามยามออกจากโรงเตี๊ยมจะไปถ่ายอุจจาระ เดินไปถลำตกลงไปในบ่อจึงได้เห็นศพนางเอี๋ยงสีนอนตายอยู่

นายอำเภอไม่มีสติปัญญาความรู้อะไรนัก ก็ผูกหลวงจีนเฆี่ยนตีตามอาญาวิธีชำระผู้ร้าย โดยจารีตนครบาล

หลวงจีนเตาเหลงทนความเจ็บมิได้ ก็จำใจให้การรับเป็นสัตย์ว่าได้ฆ่านางเอี๋ยงสีจริง นายอำเภอจึงส่งตัวหลวงจีนเตาเหลงเข้าไปยังเมืองตังเกียให้เปาเล่งถูกตัดสิน

 เปาเล่งถูพิจารณาดูถ้อยคำของหลวงจีนเตาเหลง บอกตำบลสำนักชื่อแซ่และถ้อยคำรับเป็นสัตย์ ดูยังเคลื่อนคลาดทั้งสิ่งของที่หายก็ไม่ได้ เปาเล่งถูยังไม่เห็นด้วย จึงสั่งให้ผู้คุมๆ ตัวหลวงจีนมาสอบถามต่อไป

หลวงจีนเตาเหลงจึงให้การว่า สำนักอยู่วัดใต้ปียี่ แขวงตำบลลกจิ๋ว เดินทางมาพอเพลาค่ำเข้าสำนักอาศัยโรงเตี๊ยมของ ตั๋งเตียงเก่ จนถึงเวลาดึกออกไปจะถ่ายอุจจาระถลำตกลงไปในบ่อ จึงได้เห็นศพนางเอี๋ยงสีตายอยู่ในบ่อดังนั้น เหตุทั้งนี้เพราะเป็นเวลาเวรกรรมของข้าพเจ้า ซึ่งได้กระทำไว้แต่หนหลัง จึงบันดาลให้ข้าพเจ้ามารับโทษแทนผู้ร้าย ดังนั้น ขอท่านได้พิจารณาโดยยุติธรรมเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

เปาเล่งถูครั้นสอบถามหลวงจีนเตาเหลง ให้การดังนั้น พิจารณาเห็นว่าตำบลที่หลวงจีนอาศัยสำนักอยู่ กับด่านตำเถาะระยะทางไกลถึง ๗๐๐ ลี้เศษห่างกันลึกซึ้งนัก ถ้าหลวงจีนฆ่านางเอี๋ยงสีตายจริงแล้ว คงจะหนีไปให้พ้นซึ่งกลับมาอยู่ในบ่อกับศพนางเอี๋ยงสีนั้น ก็ควรเห็นได้ว่าผู้อื่นทำร้ายไว้แล้ว หลวงจีนเตาเหลงจึงมารับเคราะห์ของอ้ายผู้ร้ายเป็นแน่ เปาเล่งถูเห็นความดังนั้นแล้วจึงสั่งให้ผู้คุมๆ ตัวหลวงจีนไปขังไว้ก่อน แล้วเปาเล่งถูจึงคิดกลอุบายเอาตัวผู้กระทำร้ายแก่นางเอี๋ยงสีให้ได้ความจริงต่อไป  เปาเล่งถูจึงคัดเลือกนักโทษซึ่งจำอยู่ในคุกได้คน ๑ ชื่อมิได้ปรากฏ เป็นผู้ร้ายโทษถึงตายจะต้องประหารชีวิต  จึงเอามาโกนผมแปลงศพเป็นหลวงจีน ปลอมเป็นหลวงจีนเตาเหลง จึงให้เพชฌฆาตนำตัวนักโทษปลอมนั้นไปประหารชีวิตเสีย เพื่อจะให้กิตติศัพท์ว่าฆ่าหลวงจีนเตาเหลงแล้ว เปาเล่งถูจึงให้เสมียนคนใช้การลับไปเที่ยวฟังข่าวราษฎรจะพูดจาว่าขานประการใดบ้าง

ฝ่ายพวกเสมียนและนักการก็แยกย้ายกันไป ในเมืองบ้างนอกเมืองบ้าง นักการลับพวกหนึ่งที่ไปเที่ยวนอกเมืองเดินทางไปได้สามลี้จึงแวะเข้าไปในโรงเตี๊ยมหยุดพัก ซื้อขนมและน้ำชากิน หญิงผู้เฒ่าเจ้าของโรงเตี๊ยมจึงถามพวกนักการว่า คดีรายหลวงจีนจำเลย ตั๋งเตียงเก่โจทก์ ฟ้องหากล่าวโทษว่ารับเป็นสัตย์นั้น เปาเล่งถูท่านตัดสินชำระอย่างไร ท่านทราบหรือไม่ 

พวกนักการลับได้ฟังหญิงผู้เฒ่าถามดังนั้น จึงบอว่ารายที่ฆ่าเอี๋ยงสีตายนั้น ตกลงหลวงจีนเตาเหลงรับเป็นสัตย์ ตัดสินให้เอาตัวไปฆ่าเสียเมื่อเดือนที่แล้วมา

หญิงแก่เจ้าของโรงเตี๋ยมได้ฟังดังนั้น ก็ตบอกแล้วว่า กิตติศัพท์เขาระบือลือเลื่องว่า ท่านเปาเล่งถูข้าหลวงมณฑลเป็นผู้มีสติปัญญาตั้งอยู่ในยุติธรรม ตัดสินความของราษฎรได้ความจริง มาบัดนี้ตัดสินคดีรายหลวงจีนนี้รับเคราะห์ ตายเสียด้วย ไม่มีความผิดจริงๆ ข้าพเจ้ามีความสงสารยิ่งนัก

พวกนักการลับได้ฟังหญิงชราเจ้าของโรงเตี๊ยมว่าดังนั้น จึงถามต่อไปว่า การที่ตัดสินแล้วไปแล้ว ท่านรู้เห็นอย่างไรที่จริงในความเรื่องนี้ จงเล่าสู่กันฟังเถิด

ผู้เจ้าของโรงเตี๊ยมจึงเล่าความ นางเอี๋ยงสีกับซุนกั๊กเป็นชู้กันลักลอบไปมาหาสู่หลับนอนด้วยกันอยู่เสมอ ซุนกั๊กเห็นมีเงินทองมากจึงฆ่านางเอี๋ยงสีเสียเป็นแน่ ด้วยความเห็นของข้าพเจ้าเห็นไปเช่นนี้

ฝ่ายนักการครั้นกินขนมน้ำชาแล้ว ก็กลับมาแจ้งความแก่เปาเล่งถูตามที่หญิงแก่เจ้าของโรงเตี๊ยมพูดจาให้ฟัง เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้คนใช้ไปจับเอาตัวซุนกั๊กมาถามเป็นคำลวงว่าหลวงจีนฆ่านางเอี๋ยงสีเสีย โทษของหลวงจีนนั้นก็ได้เอาตัวไปประหารชีวิตเสีย ตามกฎหมายแล้ว แต่โทษของเจ้าส่วนเป็นชายชู้แก่นางเอี๋ยงสีๆ ลักเอาเงินทองสิ่งของของๆ สามีไปให้แก่เจ้าจริงหรือ

ซุนกั๊กได้ฟังเปาเล่งถูพูดดังนั้นก็ไม่รับ เปาเล่งถูจึงลวงว่าถ้ารับเสียโดยดีแล้ว และคืนสิ่งของทองเงินมาให้เสียโดยดีแล้ว เราไม่ทำโทษท่าน

ซุนกั๊กได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงรับว่าเป็นชู้แก่นางเอี๋ยงสีจริง จะขอคืนสิ่งของมาให้ เปาเล่งถูมีความยินดีจึงถามต่อไปว่าเงินทองสิ่งของเอาไปเก็บไว้แห่งใด ซุนกั๊กจึงบอกว่าเก็บไว้ที่เรือนข้าพเจ้า

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงให้คนใช้ลงไปที่เรือนของซุนกั๊ก ได้สิ่งของเงินทองซ่อนไว้ในลิ้นชักเป็นอันมาก จึงนำเอาของกลางมาให้เปาเล่งถูพิจารณา เปาเล่งถูจึงหาตัวตั๋งเตียงเก่ผู้โจทก์มาดูสิ่งของ

ตั๋งเตียงเก่ครั้นเห็นสิ่งของก็จำได้แม่นยำ จึงบอกแก่เปาเล่งถูว่าสิ่งของเรานี้ข้าพเจ้าจำได้ทุกสิ่ง ขอท่านได้พิจารณาเถิด

เปาเล่งถูจึงถามซุนกั๊กว่า เจ้าลงมือฆ่านางเอี๋ยงสีเองหรือไม่ ซุนกั๊กให้การปฏิเสธไม่รับ เปาเล่งถูจึงให้นักการไปเอาตัวนางอ๋องผัวเจ้าของโรงเตี๊ยมขายน้ำชา มาให้การเบิกความเป็นพยานตามซึ่งได้รู้เห็น แล้วจึงปล่อยตัวหลวงจีนออกจากคุกกลับไปยังสำนัก แล้วตัดสินให้เอาตัวซุนกั๊กไปตัดศีรษะเสีย

(ในคดีเรื่องนี้เรียกว่าไม่มีหัวเงื่อน ความเท็จอันจะให้ศาลเห็นว่าพิรุธไปตกอยู่ที่หลวงจีนเตาเหลง ผู้ตกบ่อลงไปอยู่กับศพ แต่หนทางพิจารณาของผู้มีปัญญาตั้งอยู่ในยุติธรรม มีช่องอยู่ที่ของกลาง ถ้าหลวงจีนทำจริงของหายเป็นอันมาก หลวงจีนจะเอาไปไว้ที่ไหนเพราะเปาเล่งถูเห็นความอย่างนี้ จึงคิดอุบายใช้กฎหมายในใจ ให้เอานักโทษที่ถึงที่ตายแล้วทำอุบายฆ่า เพราะจะฆ่ามันโดยโทษของมันก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร ที่เอามันมาโกนผมให้ความปรากฏว่าเอาหลวงจีนไปฆ่า จึงมีผู้พูดจาติเตียนเปาเล่งถูกขึ้น จึงชำระได้ของกลาง เมื่อได้ของกลางเช่นนี้แล้ว โดยมันจะไม่รับก็เรียกว่าผู้ร้ายใจแข็ง แต่กระนั้นเปาเล่งถูยังอุตสาหะเอาหญิงแก่เจ้าของโรงเตี๊ยมมาสืบอีก เพื่อจะกันความครหานินทามิให้นักปราชญ์ในภายหน้าติเตียนท่านได้)

บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.794 วินาที กับ 31 คำสั่ง

Google visited last this page 20 กุมภาพันธ์ 2562 13:51:21