[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
04 ตุลาคม 2565 01:29:48 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พงศาวดารจีน เปาเล่งถูกงอัน 'เปาบุ้นจิ้น'  (อ่าน 12357 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 4781


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 16 มิถุนายน 2564 16:16:32 »

.

     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)
    เรื่องที่ ๒๔ หมอความ

มีความว่า ยังมีชายชู้หนึ่งแซ่เตีย ชื่อสุยเก ตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลย่งอันติ้น แขวงเมืองไซเกีย ห่างเมืองไซเกียทางประมาณ ๕ ลี้ เตียสุยเกมีภรรยาชื่อนางเอี๋ยงสีๆ เป็นบุตรของเอียงอั๋นอยู่ในเมืองไซเกีย  เตียสุยเกเป็นผู้มีเงินทองทรัพย์สินมาก เกิดบุตรหญิงแก่นางเอี๋ยงสีคนหนึ่ง มีลักษณะงามยิ่งนักให้ชื่อนางเตียวหนึงๆ มีฝีมือปักและเย็บเสื้อดี และทั้งหมดจดรอบคอบในการบ้านเรือน  บิดามารดามีความรักใคร่ยิ่งนัก เตียสุยเกจึงพูดว่าบุตรของเราบัดนี้อายุก็ได้ ๑๕ ปีแล้ว ถ้าชายผู้ใดมีฝีมือคุณวุฒิดีจริงแล้วเราจะยกให้แก่ผู้นั้น เตียสุยเกมีลูกจ้างไว้ใช้สอยสองคนๆ หนึ่งแซ่อ้วนคนหนึ่งแซ่ย้ง แต่คนแซ่ย้งนั้นเป็นคนสุภาพเรียบร้อย และเอาใจใส่หมั่นดูแลในการงานเหย้าเรือน คนแซ่อ้วนนั้นเป็นคนสับปรับบิดพริ้วการงาน เตียสุยเกมีความโกรธเกลียดชัง ก็ขับไล่เสียจากบ้านเรือน  คนแซ่อ้วนนั้น ครั้นกลับไปบ้านแล้ว มีความอาฆาตว่าคนแซ่ย้งยุยงเตียสุยเกๆ จึงได้ขับไล่ตนเสีย

ครั้นอยู่มาเตียสุยเกป่วยลงหาซินแสหมอยามารักษาโรคนั้นก็ไม่บรรเทา มีแต่ทรุดหนักลงไปทุกวันประมาณมาได้สิบวัน เตียสุยเกเห็นอาการชีวิตจะไม่รอด เตียสุยเกมีความวิตกถึงนางเตียวหนึงผู้บุตรจึงปรับทุกข์ร้อนแก่นางเอี๋ยงสีผู้ภรรยาว่า เรามีบุตรแต่ผู้เดียวก็เป็นหญิงบุตรของเราก็เจริญวัยเป็นสาวขึ้นแล้ว แม้ข้าตายไปแล้วเจ้าอยู่ข้างหลังจะยกบุตรของเราให้มีเหย้าเรือนไป บุตรของเราก็จะต้องจากเจ้าไปไกลไม่มีผู้ใดจะอยู่ปฏิบัติเจ้าๆ ก็จะได้ความว้าเหว่เปลี่ยวใจ เราเห็นว่าย้งบั๊กคนใช้ของเราผู้นี้ เป็นผู้หมั่นการงานรอบคอบควรจะยกแก่ย้งบั๊ก จะได้ช่วยทำมาหากินและดูแลในการเหย้าเรือนจึงจะชอบ เตียสุยเกครั้นสั่งเสียภรรยาถี่ถ้วนทุกประการแล้ว พอโรคกำเริบขึ้นมาก็ถึงแก่ความตาย

นางเอี๋ยงสีภรรยากับนางเตียวหนึงผู้บุตรก็ร้องไห้เศร้าโศกถึงเตียสุยเกยิ่งนัก ครั้นค่อยคลายความโศกแล้วก็เอาศพเตียสุยเกไปฝังและเส้นไหว้ทำกงเต๊กตามธรรมเนียม

นางเอี๋ยงสีปรารภจะจัดแจงแต่งงานให้นางเตียวหนึงกับย้งบั๊กเป็นภริยาสามีกัน ครั้นนางเตียวหนึงได้รู้ความตามที่มารดาคิดอ่านนั้น จึงกอดนางเอี๋ยงสีผู้มารดาเข้าแล้วก็ร้องไห้พูดว่าบิดาข้าพเจ้าพึ่งจะตายลงยังไม่ทันจะข้ามปี มาบัดนี้มารดาจะแต่งให้ข้าพเจ้ามีเหย้าเรือนไปนั้นหาควรไม่ ถ้ากระไรขอให้มารดางดรอไปให้ได้สักปีหนึ่ง หรือสองปีก่อนเถิด

นางเอี๋ยงสีได้ฟังนางเตียวหนึงผู้บุตร พูดทัดทานดังนั้น ก็เชื่อฟังคำนางเตียวหนึงผู้บุตรทุกประการ

ฝ่ายย้งบั๊กซึ่งเป็นคนใช้อยู่ในเรือน ครั้นเห็นว่านางเอี๋ยงสีมีความเมตตารักใคร่จะยกนางเตียวหนึงให้เป็นภรรยา ย้งบั๊กก็ยิ่งมีความอุตสาหะจงรักภักดีหมั่นเพียรดูแลการเอาใจใส่มากขึ้นกว่าแต่ก่อน การงานสิ่งใดในเรือนนางเอี๋ยงสีก็เป็นที่ไว้วางใจแก่ย้งบั๊กทั้งสิ้น

อยู่มาวันหนึ่งถึงกำหนดวันซึ่งจะเสียเงินค่านา ย้งบั๊กจึงแจ้งความแก่นางเอี๋ยงสีๆ จึงมอบทั้งเงินทั้งเบี้ยแปะให้ย้งบั๊กไปเสียค่านาแทน ในวันนั้นญาติเอาเทียบ (คือการ์ด) มาเชิญนางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึงไปกินเลี้ยง หาได้อยู่บ้านไม่

ฝ่ายย้งบั๊กครั้นรับเงินกับเบี้ยแปะมาจากนางเอี๋ยงสีแล้วก็นับตรวจดู รุ่งเช้าจะได้ไปเสียค่านา

ฝ่ายผู้ซึ่งแซ่อ้วนคนใช้ของนางเอี๋ยงสีแต่เดิมนั้น วันนั้นแอบมาที่บ้านนางเอี๋ยงสีประสงค์จะลักสิ่งของ ครั้นได้เห็นย้งบั๊กกำลังนับเงินกับเบี้ยแปะอยู่แต่ผู้เดียวดังนั้น จึงเดินเข้าไปไกล้แล้วชี้หน้าด่าย้งบั๊กว่ามึงหรือเป็นคนสนิทของเศรษฐี ว่าดังนั้นแล้วก็ชักอาวุธออกจากตัวฟันย้งบั๊กถึงแก่ความตาย แล้วเก็บเอาเงินกับเบี้ยแปะซึ่งย้งบั๊กใส่ไว้ในหีบนั้นไปหมดสิ้น

ในขณะนั้นไม่มีผู้ใดซึ่งจะล่วงรู้เห็นว่าชายแซ่อ้วนฆ่าย้งบั๊กตาย

ฝ่ายนางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึงครั้นกินเลี้ยงแล้วก็กลับมาบ้าน เห็นย้งบั๊กมีบาดแผลโลหิตไหลอาบไปทั้งตัวนอนตายอยู่ดังนั้นก็ตกใจ ไม่แจ้งว่าผู้ใดมาทำร้ายแก่ย้งบั๊ก นางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึงก็ร้องไห้เศร้าโศกรักย้งบั๊กยิ่งนัก นางเอี๋ยงสีว่าเหตุทั้งนี้ด้วยวาสนาของเราไม่ใช่คู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแก่ย้งบั๊ก

ขณะนั้น นางเตียวหนึงก็ร้องไห้กลิ้งเกลือกไปมาไม่เป็นสมปฤดี  เวลานั้นยังมีชายผู้หนึ่งชื่อกังม้อ เป็นคนมีสาเหตุอยู่กับเตียวสุยเกมาก่อน มาเห็นดังนั้นจึงทำเรื่องราวฟ้องหากล่าวโทษนางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึง ไปยื่นต่ออั๋งจายกุ้ยนายอำเภอ ในฟ้องมีความว่า นางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึงผู้บุตรคบหาชายชู้หลายคน จึงได้หึงหวงกัน เกิดฆ่าฟันย้งบั๊กถึงแก่ความตาย

อั๋งจายกุ้ยนายอำเภอ ครั้นได้แจ้งความตามฟ้องดังนั้นแล้ว จึงให้นักการไปเกาะตัวนางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึงมาพิจารณาฟอกถาม นางเอี๋ยงสี นางเตียวหนึงก็ให้การชี้แจงตามความสุจริตที่ตนมิได้รู้เห็นเป็นใจหรือกระทำร้ายสิ่งใดแก่ย้งบั๊กลูกจ้างผู้ตาย และมิได้คบชู้สู่ชายด้วยผู้หนึ่งผู้ใดเลยแต่สักครั้งหนึ่งคราวเดียว

ฝ่ายอั๋งจายกุ้ยนายอำเภอ หามีวิจารญาณปัญญาอันจะสอดส่องให้สุดสิ้นกระแสความโดยละเอียดไม่ ก็ผูกนางเอี๋ยงสีและเตียวหนึงเข้าเฆี่ยนตีถึงสาหัส จะให้นางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึงรับเป็นสัตย์

นางเตียวหนึงร้องไห้แล้วก็พูดแก่นางเอี๋ยงสีผู้มารดาว่า โดยความสัตย์สุจริตของเรา เทพยดารักษาฟ้าและดินก็คงจะสอดส่องทิพเนตรเล็งเห็นความจริง แม้ว่ามารดาจะถึงแก่ความตายเพราะด้วยอาญาตุลาการ ผู้ปราศจากแก้วตาปัญญาใจเช่นนี้ก็ควรอยู่แล้วที่จะต้องจำใจตาย แต่มารดาอย่ารับเลยชื่อของเราจะเสียอยู่ชั่วฟ้าและดิน แต่ส่วนตัวของข้าพเจ้านั้นจะขอลามารดาตายไปพบกับสามีของข้าพเจ้า ณ เมืองผี

ฝ่ายอั๋งจายกุ้ยนายอำเภอ เห็นนางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึงไม่รับ จึงให้ผู้คุมๆ ตัวนางทั้งสองไปจำขังไว้ ณ คุก ในวันนั้นนางเตียวหนึงก็กัดลิ้นกลั้นใจถึงแก่ความตาย

นางเอี๋ยงสีเห็นนางเตียวหนึงผู้บุตรีถึงแก่ความตายก็ร้องไห้เศร้าโศกคิดจะฆ่าตัวตายตามบุตรไปบ้าง แต่บรรดาพวกนักโทษที่อยู่ใกล้เคียงกันชวนกันพูดชี้แจงให้นางเอี๋ยงสีฟังว่า ท่านจงยับยั้งใจไว้ก่อนด้วยเวลานี้เป็นเคราะห์ร้ายเวรกรรมตามสนองจะทำอย่างไรได้ ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ เปาเล่งถูชำระแล้วก็คงจะได้ตัวผู้ร้ายซึ่งกระทำแก่บุตรเขยท่านเป็นแน่ จงอุตส่าห์สู้ทนทุกข์กรรมไปก่อนเถิด

นางเอี๋ยงสีเมื่อได้ฟังเพื่อนนักโทษด้วยกันพูดจาว่ากล่าวชี้แจงก็เห็นจริงด้วย ความโทมนัสน้อยใจก็ค่อยบรรเทาลงจึงมิได้ทำอันตรายแก่ตัวให้ถึงแก่ความตาย

ฝ่ายเปาเล่งถูไปตรวจตามบรรดาหัวเมืองทุกๆ เมืองมา ครั้นมาถึงเมืองไซเกีย ตามบรรดานายทหารแขวงนายอำเภอและตุลาการจึงนำสารบบบัญชีผู้ซึ่งมีคดีเก่าใหม่มาให้เปาเล่งถูตรวจดู เปาเล่งถูเห็นสำนวนนางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึงไม่รับเป็นสัตย์ดังนั้น เปาเล่งถูพิจารณาเห็นว่าเป็นความไม่จริงดังโจทก์หา  เปาเล่งถูจึงให้หาตัวตามบรรดาราษฎร ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้เคียงกับนางเอี๋ยงสีมาไต่ถาม

ฝ่ายราษฎรทั้งหลายซึ่งอยู่ในตำบลนั้น ก็ให้การเบิกความไปตามจริงที่ตนได้รู้เห็นว่า เวลานั้นนางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึงไปกินเลี้ยงที่บ้านญาติ กลับมาถึงจึงได้เห็นย้งบั๊กตาย ก็มิได้แจ้งว่าผู้ใดมาทำร้ายย้งบั๊ก นางเอี๋ยงสีกับนางเตียวหนึงก็ร้องไห้เศร้าโศกถึงย้งบั๊กเป็นอันมาก

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น ก็พิจารณาด้วยวิจารณญาณจักษุเห็นความว่าคดีเรื่องนี้ คงจะมีตัวผู้ร้ายที่มีความบาดหมางกันเรื่องในบ้านเรือนนั้นเป็นต้นเหตุ จำจะต้องหาอุบายเอาตัวผู้ร้ายให้ได้ เปาเล่งถูตรึกตรองหาอุบายจะจับต้นเงื่อนของความเรื่องนี้อยู่จนงีบหลับเคลิ้มๆ เห็นนิมิตเป็นตัวชะนีดำตัวหนึ่ง เดินผ่านหน้าบ้านเปาเล่งถูมา ในทันทีมีสติตื่นขึ้น นั่งนิ่งตรึกตรองถึงนิมิตอันอักษรตัวชะนีนั้น ศัพนามอักษรจีนนั้นเรียกว่าอ้วน ครั้นเห็นแน่แก่ใจดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้ผู้คุมๆ ตัวนางเอี๋ยงสีมาแล้วถามว่า เจ้ามีคนใช้อยู่ในเรือนกี่คน คนแซ่อ้วนมีหรือไม่

นางเอี๋ยงสีได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้น นางจึงบอกว่า เดิมคนใช้ของข้าพเจ้ามีอยู่คนหนึ่งแซ่อ้วน แต่ข้าพเจ้าได้ขับไล่ออกจากข้าพเจ้าไปนานประมาณสักสองปีแล้ว

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น ก็ลงเนื้อเห็นแน่แก่ใจ ชายผู้แซ่อ้วนนั้นฆ่าย้งบั๊กตายเป็นแน่ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้วจึงสั่งให้คนใช้ไปเอาตัวชายผู้แซ่อ้วนนั้นมาถาม ชายแซ่อ้วนให้การปฏิเสธไม่รับ เปาเล่งถูจึงให้นักการไปบ้านชายผู้แซ่อ้วนนั้น ค้นได้ของกลางคือหีบๆ หนึ่งมาให้เปาเล่งถูๆ เปิดออกดูเห็นเบี้ยแปะกับเงินอยู่ในหีบ  เปาเล่งถูจึงให้นางเอี๋ยงสีมาดูว่า หีบๆ นี้จะเป็นหีบของนางเอี๋ยงสีหรือมิใช่

นางเอี๋ยงสี ครั้นแลเห็นหีบนั้นก็จำได้ว่าเป็นหีบของนางที่ใส่เงินกับเบี้ยแปะ ซึ่งได้มอบให้ย้งบั๊กไว้เพื่อจะเอาไปเสียค่านา เมื่อนางเอี๋ยงสีเห็นแน่แก่ใจของนางดังนั้นแล้วจึงแจ้งความให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ

เปาเล่งถูได้ฟังนางเอี๋ยงสีชี้แจง และจำของกลางได้แม่นยำเช่นนั้นแล้ว จึงสั่งนักการให้ล่ามโซ่ลั่นกุญแจคอชายแซ่อ้วนนั้นเข้าไว้แล้วจะผูกถามตามจารีตนครบาล จึงชายแซ่อ้วนก็รับเป็นสัตย์มิได้ทันจะผูกถือและโบยตี

เปาเล่งถูจึงตัดสินให้ปล่อยตัวนางเอี๋ยงสีพ้นจากเวรจำแล้วให้เอาตัวชายผู้แซ่อ้วนไปฆ่าเสีย ในส่วนกังม้อผู้เป็นโจทก์เอาเท็จมาฟ้องกล่าวโทษนางเอี๋ยงสีให้ต้องเวรจำและจนนางเตียวหนึงตาย ตัดสินให้เนรเทศกังม้อหมอความไปอยู่เมืองไกลอันกันดาร อย่าให้คนทั้งหลายดูเยี่ยงอย่างต่อไป
บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 4781


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2564 16:27:48 »

.

     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)
    เรื่องที่ ๒๕ หลวงจีนผู้วิเศษ

มีความว่า ยังมีชายผู้แซ่เจียงชื่อกี๋เบี้ยว ยี่ห้อเทียนสิว เป็นคนใจบุญตั้งอยู่ในยุติธรรมมั่งมีเงินทองเป็นอันมาก ตั้งบ้านเรือนอยู่ในแขวงเมืองเอี๋ยงจิ๋ว ครั้นอยู่มามีหลวงจีนรูปหนึ่งสำนักอยู่วัดโป๊อินยี่ มาบ้านเทียนสิว เรี่ยรายสร้างพระปฏิมากร เทียนสิวจึงจัดอาหารเจเลี้ยงหลวงจีนแล้วถามว่า ท่านมานี้จะมีธุระประสงค์สิ่งใดด้วยหรือไม่

หลวงจีนนั้นจึงบอกว่า รูปได้สร้างวัดไว้ที่ตำบลตังตังวัดหนึ่ง ก่อสร้างสิ่งใดขึ้นไว้ก็พร้อมมูลทุกอย่างแล้ว ยังขาดอยู่แต่พระปฏิมากรเท่านั้น บัดนี้รูปขอนำกุศลส่วนนี้มาแผ่ให้แก่ท่าน แล้วแต่ท่านจะศรัทธาตามแต่มากและน้อย

เทียนสิวได้ฟังดังนั้นก็มีความเลื่อมใสศรัทธา จึงให้คนใช้เข้าไปในตึกหยิบเอาทองคำเนื้อต่ำ ๕๐ ตำลึง มาถวายแก่หลวงจีน เพื่อให้ไปหล่อพระพุทธรูป หลวงจีนแลเห็นเทียนสิวเอาทองคำมาให้เป็นอันมาก จึงพูดว่ารูปสร้างพระปฏิมากรแต่องค์เดียวเท่านั้น ท่านให้ทองไปมากดังนี้ทองคงจะเหลือ

เทียนสิวได้ฟังหลวงจีนว่าดังนั้น จึงตอบว่า แม้ว่าจะเหลือใช้ในการหล่อพระแล้ว ท่านจงจำหน่ายใช้สอยในการอื่นต่อไปเถิด

ฝ่ายหลวงจีนเมื่อได้ฟังว่าดังนั้น ก็รับเอาทองคำนั้น ลาเทียนสิวกลับจะไปยังสำนัก ครั้นเดินไปได้ครึ่งทางคิดขึ้นได้ว่า เมื่อไปหาเทียนสิวนั้น ได้พิจารณาเห็นลักษณะเทียนสิวบอกอาการเคราะห์ร้ายอยู่ในขอบตา หลวงจีนคิดเห็นว่าเทียนสิวเป็นผู้ใจบุญศรัทธาอันกล้าหาญ มีเคราะห์ร้ายมาบังเกิดจะให้ถึงแก่ความตายเป็นที่เวทนายิ่งนัก จำเราจะต้องไปบอกให้เทียนสิวรู้ตัวไว้ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว หลวงจีนจึงกลับไปหาเทียนสิวบอกว่าข้าพเจ้าเห็นว่าท่านเป็นคนใจบุญ จึงมีความยินดีด้วยท่านยิ่งนัก ข้าพเจ้าเห็นลักษณะท่านในปีนี้มีเหตุร้ายอันหนึ่ง จะถึงแก่อันตรายชีวิตแห่งท่านเป็นแน่ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงรีบกลับมา หวังใจว่าจะเตือนท่าน ท่านจงมีสติอย่าได้มีความประมาท และอย่าไปทางไกล จงระวังรักษาตัวให้มาก ว่าแล้วก็ลากลับไป

ครั้นหลวงจีนไปแล้ว เทียนสิวจึงเข้าไปในตึกชั้นในเล่าความที่หลวงจีนมาบอกนั้น ให้นางเตียสีผู้ภรรยาฟังทุกประการ

นางเตียสีจึงพูดแก่สามีว่า ท่านอย่าดูหมิ่นหลวงจีนเลยเพราะว่าหลวงจีนนี้ คงจะเป็นผู้วิเศษอันหนึ่งจึงได้รู้การล่วงหน้า ไปแล้วจึงได้กลับมาเตือนสติเพื่อให้ท่านทราบดังนี้ ขอท่านจงได้ระวังอันตรายในส่วนตัวท่านอย่ามีความประมาทเลย

เทียนสิวได้ฟังภรรยาตักเตือนให้สติดังนั้น ก็ชวนภรรยาไปเที่ยวชมสวนดอกไม้ หวังใจว่าจะให้เพลิดเพลินลืมความวิตก เทียนสิวเดินเที่ยวตรวจดูในสวนดอกไม้ เห็นในสวนนั้นเป็นที่รกรุงรังไม่สะอาด เทียนสิวมีความโกรธจึงเรียกตั๋งเกกับนางชุนเฮียง ซึ่งเป็นบ่าวสำหรับรักษาสวนมาด่าตี

ตั๋งเกมีความโกรธแค้นอาฆาตแก่เทียนสิวอยู่ทุกวัน คอยหาช่วงจะทำร้ายเทียนสิวอยู่ทุกเวลา

ครั้นอยู่มาฮ่องนี้ซึ่งเป็นวงศ์ญาติของเทียนสิว เป็นขุนนางตำแหน่งห่องผัวอยู่ ณ เมืองตังเกีย มีหนังสือมาถึงเทียนสิวใจความว่าให้เทียนสิวไปเมืองตังเกีย

ครั้นเทียนสิวทราบความในหนังสือของฮ่องนี้แล้ว ก็เล่าความให้นางเตียสีผู้ภรรยาฟังทุกประการ นางเตียสีจึงห้ามว่าท่านหลวงจีนผู้วิเศษได้เตือนสติท่านไว้แล้วว่า ในปีนี้เคราะห์ท่านร้ายมาก บุตรของเราก็ยังเยาว์อยู่ ท่านอย่าได้ไปข้างไหนเลย เมื่อนางเตียสีห้ามปรามตักเตือนดังนั้น เทียนสิวก็หาเชื่อฟังไม่จึงจัดเงินใส่หีบ ๕๐๐ ตำลึงแล้วสั่งให้ตั๋งเกกับขิมถองซึ่งเป็นบ่าวจัดหาสิ่งของเสบียงเดินทาง ครั้นจัดเสร็จแล้วเทียนสิวก็สั่งนางเตียสีภรรยาให้ดูแลรักษาบ้านเรือน ครั้นสั่งแล้วเทียนสิวกับบ่าวสองคนก็ออกจากบ้านเรือนไปประมาณสองวัน ถึงตำบลลำแม่น้ำสามแยก เทียนสิวกับตั๋งเกขิมถองทั้งสามคนนายบ่าวก็ลงเรือจ้าง

ฝ่ายผู้แจวเรือจ้างสองคนๆ หนึ่งแซ่ตัน คนหนึ่งแซ่เอ้งก็แจวเรือออกจากท่าไประยะทางได้คืนหนึ่ง

ฝ่ายตั๋งเกบ่าวของเทียนสิวมีความโกรธแค้นอาฆาตผูกใจเจ็บมาแต่ก่อน ตั๋งเกจึงแนะนำคบคิดกันกับชายแซ่ตัน แซ่เอ้งเจ้าของเรือจ้างว่าเทียนสิวนายข้าพเจ้ามีเงินอยู่ในหีบห้าร้อยตำลึงกับเสื้อกางเกงแพรหลายสำรับ เราช่วยกันฆ่าเทียนสิวกับขิมถองเสียแล้วเก็บเอาเงินกับสิ่งของนั้นมาแบ่งปันกัน ท่านจะเห็นเป็นอย่างไร

ชายแซ่ตันแซ่เอ้งได้ฟังตั๋งเกกระซิบบอกแนะนำให้ดังนั้น จึงว่าแม้ท่านไม่แนะนำเราก็คิดอยู่แล้ว ตั๋งเกกับชายสองคนเจ้าของเรือจ้างตกลงปรึกษากันแล้ว พอเวลาดึกประมาณสองยามเทียนสิวนอนอยู่ในประทุนเรือตื่นขึ้นมาก็ออกจากประทุนจะไปถ่ายปัสสาวะ ชายแซ่ตันเห็นได้ทีก็เอาอาวุธแทงเทียนสิวๆ ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังคำเดียวก็ขาดใจตาย ชายแซ่ตันก็เอาศพเทียนสิวทิ้งลงไปในน้ำ

ขณะนั้นขิมถองบ่าวของเทียนสิวกำลังนอนหลับอยู่ ได้ยินเสียงเทียนสิวร้องก็ตกใจตื่น ลุกออกมาจากประทุนเรือ ชายแซ่เอ้งเอาไม้ตะบองตีขิมถองตกลงในแม่น้ำแล้วชายแซ่ตันแซ่เอ้งกับตั๋งเกก็งัดหีบออกเอาเงินและสิ่งขอมาแบ่งปันกัน ตั๋งเกครั้นได้เงินแล้วก็ขึ้นจากเรือจ้าง ไปอยู่ ณ เมืองโซวจิ๋วทำมาหากินตามภูมิลำเนา

ฝ่ายขิมถองเมื่อขณะชายแซ่เอ้งตีตกน้ำลงไปนั้น ด้วยขิมถองยังไม่ถึงที่ตายก็ว่ายน้ำอยู่กลางแม่น้ำจนเวลาสว่าง พอมีชายผู้หนึ่งชื่อฮื้อเองแจวเรือทอดแหหาปลามา พบขิมถองว่ายน้ำอยู่กลางแม่น้ำอ่อนกำลังจวนจะจมน้ำตายอยู่แล้ว ขิมถองเห็นเรือแจวมาก็ร้องให้ช่วย

ฮื้อเองครั้นเห็นดังนั้น ก็รีบแจวเรือเข้าไปรับขิมถองขึ้นจากน้ำแล้วฮื้อเองจึงเอาเสื้อกางเกงมาให้ผลัด ฮื้อเองจึงถามขิมถองว่าเป็นเหตุอย่างไรจึงได้ลอยน้ำอยู่ดังนี้

ขิมถองจึงเล่าความซึ่งเทียนสิวผู้นายกับบ่าวด้วยกันทั้งสามคนลงเรือจ้างจะไปเมืองตังเกีย เจ้าของเรือจ้างเป็นผู้ร้ายฆ่าเทียนสิวตายทิ้งลงในน้ำ ตัวข้าพเจ้าถูกตีตกลงในน้ำจึงได้ลอยอยู่จนท่านมาช่วย

ฮื้อเองได้ฟังดังนั้นจึงถามขิมถองว่า บัดนี้ท่านจะกลับบ้านของท่านหรือประการใด

ขิมถองจึงบอกว่า บ้านนายของข้าพเจ้าอยู่ถึงเมืองเอียงจิ๋วระยะทางไกลนัก บัดนี้ท่านได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าขึ้นจากน้ำรอดพ้นจากความตาย พระเดชพระคุณของท่านเป็นที่ยิ่ง ข้าพเจ้าจะอยู่ช่วยท่านทำมาหากินก่อน ต่อภายหลังข้าพเจ้าจึงจะกลับไปบ้าน

ฮื้อเองได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพาขิมถองกลับมายังบ้านเรือน ขิมถองก็อยู่ช่วยฮื้อเองแจวเรือทอดแหหาปลาอยู่ในลำน้ำนั้นต่อไป

ส่วนศพของเทียนสิวก็ขึ้นลอยน้ำมาปะทะเข้าฝั่งตำบลท่ายู้กั้งด้วยเวลานั้นเป็นฤดูเดือนห้าขึ้น ๑๕ ค่ำ ราษฎรมาประชุมกันที่วัดซูฮุยยี่ทำบุญขึ้นปีใหม่ หลวงจีนเจริญพระพุทธมนต์ทิ้งกระจาด ด้วยในการทิ้งกระจาดมีพิธีลอยกระทงดอกไม้ธูปเทียน แต่บรรดาหลวงจีนลงมาที่ท่ายู้กั้ง เจริญพระพุทธมนต์ลอยกระทง แลเห็นศพลอยปะทะติดอยู่กับฝั่งน้ำ พวกหลวงจีนจึงได้พากันไปดู พิจารณาเห็นมีบาดแผลรอยฟันแทงจึงพากันพูดว่า ศพนี้ชะรอยเป็นพ่อค้าทางเรือ ผู้ร้ายปล้นฆ่าตายลอยน้ำมา

ในขณะนั้นมีหลวงจีนผู้เฒ่ารูปหนึ่ง จึงปรึกษาแก่หลวงจีนเหล่านั้นว่า เราช่วยกันหามเอาศพนี้ไปฝังเสียก็จะได้ผลอานิสงส์เป็นอันมาก ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันดังนั้นแล้ว บรรดาหลวงจีนกับราษฎรชาวบ้านจึงช่วยกันหามเอาศพขึ้นจากฝั่งฝังไว้ แล้วก็พากันกลับวัดเจริญพระพุทธมนต์ทิ้งกระจาดการปีตามเคย

ฝ่ายเปาเล่งถู ไปเที่ยวตรวจตามหัวเมืองน้อยใหญ่ ออกจากเมืองหิวจิวไปเมืองตังเกียต่อไป ครั้นถึงตำบลเชงโหกุ้ย แขวงเมืองตังเกีย เปาเล่งถูอยู่บนหลังม้าแลเห็นลมป่วนพัดผงคลีฟุ้งอยู่หน้าม้าเปาเล่งถู ๆ พิเคราะห์ดูเห็นอัศจรรย์ดังนั้น จึงแวะเข้าพักยังกงก๊วนแล้วจึงให้เตียเหลงคนใช้ตามดูลมพัดนั้นจะเป็นไปถึงแห่งใด คนใช้ก็ตามดูลมป่วนนั้นไปถึงตำบลที่ฝังศพของเทียนสิวนั้น แล้วลมนั้นก็หายป่วน เตียเหลงจึงกลับมาแจ้งความแก่เปาเล่งถูว่า ลมป่วนนั้นพัดป่วนไปถึงที่ฝังศพแห่งหนึ่งอยู่ใกล้ฝั่งน้ำแล้วก็หยุดในที่นั้น

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นให้นึกสงสัยอยู่ไม่รู้วาย เพราะเห็นความว่าเกือบจะมีผู้ร้ายฆ่าฟันกันตาย เอาศพไปฝังไว้ที่นั่นเป็นแน่ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว เปาเล่งถูจึงสั่งให้จิวจายกุ้ยนายอำเภอไปสืบราษฎรว่าผู้นั้นตายด้วยโรคอันใด ใครเอามาฝังไว้ จิวจายกุ้ยจึงไปสืบถามตามราษฎรได้ความว่า เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนห้า บรรดาหลวงจีนวัดซู้ฮุยยี่ลงมาลอยกระทงทิ้งกระจาด ได้เก็บศพลอยน้ำมาฝังไว้ จิวจายกุ้ยได้ความดังนั้น จึงขุดศพมาชันสูตรดูเห็นมีรอยบาดแผลถูกอาวุธเหล็กมีคม จิวจายกุ้ยจึงจับเอาตัวหลวงจีนเหล่านั้นมาจำขังไว้แล้วจึงไปแจ้งความแก่เปาเล่งถูทุกประการ

เปาเล่งถูตริตรองพิจารณาเห็นว่า หลวงจีนอยู่วัดไกลฝั่งน้ำมากนักศพนั้นก็เป็นศพลอยน้ำมา ซึ่งจะติดใจสงสัยว่าหลวงจีนพวกนี้ฆ่าฟันคนตายก็ไม่เห็นมีทางที่จะให้เห็นได้ คิดเห็นดังนั้นแล้วเปาเล่งถูจึงสั่งให้ปล่อยหลวงจีนเหล่านั้นไปเสียทั้งสิ้น

ครั้นอยู่มาได้ประมาณได้สัก ๒๐ วัน ถึงฤดูเดือนหก ในลำแม่น้ำนั้นถึงกำหนดราษฎรชายหญิงจะเล่นแข่งเรือกันเป็นที่รื่นเริงสนุกสนานยิ่งนัก ในวันนั้นชายแซ่ตันแซ่เอ้ง ซึ่งแจวเรือจ้างทำร้ายแก่เทียนสิวนั้นก็แจวเรือมาดูราษฎรแข่งเรือกัน ชายแซ่ตันแซ่เอ้งทั้งสองคนนั่งเสพสุราอยู่ในเรือแลเห็นฮื้อเอ้งกับขิมถองแจวเรือปลามาขาย ชายแซ่ตันแซ่เอ้งจึงเรียกให้แวะเข้ามา เพื่อจะซื้อปลาทำกับแกล้มกินกับสุรา

ขณะนั้นขิมถองเห็นชายทั้งสองคน ซึ่งทำร้ายฆ่าเทียนสิวนายของตนก็จำหน้าได้ถนัด ครั้นกลับมาถึงบ้านขิมถองจึงบอกแก่ฮื้อเองว่าชายทั้งสองคนที่ซื้อปลานั้น คือผู้ร้ายซึ่งฆ่าเทียนสิวนายข้าพเจ้าๆ จำได้แน่นอน จะทำฉันใดดีจึงจะได้ตัวชายสองคนนี้ ขอท่านได้ช่วยคิดอ่านให้ข้าพเจ้าด้วย

ฮื้อเองได้ฟังขิมถองว่าดังนั้น จึงพูดแนะนำว่าบัดนี้เปาเล่งถูมาพักอยู่ที่กงก๊วนตำบลเชงโหกุ้ย ท่านจงไปฟ้องต่อเปาเล่งถูๆ คงจะเอาตัวมาชำระ ท่านอย่ามีความวิตกเลย

ขิมถองได้ฟังฮื้อเองพูดแนะให้ดังนั้น ก็มีความยินดี ขิมถองจึงไปหาเปาเล่งถู ณ ตำบลเชงโหกุ้ย คำนับเปาเล่งถูแล้วก็ร้องไห้เล่าความซึ่งตั๋งเกคบคิดกันกับเจ้าของเรือจ้างสองคนฆ่าเทียนสิวผู้นายตายตั้งแต่ต้นจนปลาย ให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ แล้วบอกว่าบัดนี้ชายสองคนซึ่งแจวเรือจ้างนั้นมาดูราษฎรแข่งเรือกันอยู่ที่แม่น้ำเชงโหกุ้ย

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงให้ขิมถองนักการไปจับตัวแซ่ตันแซ่เอ้งมาผูกถาม แล้วให้คนไปค้นดูสิ่งของที่ในเรือของชายแซ่ตันแซ่เอ้ง ได้เสื้อกางเกงกับหีบมีเงินและเบี้ยแปะมาเป็นของกลาง

ขิมถองแลเห็นหีบใส่เงินกับเสื้อกางเกง ก็จำได้แม่นมั่น ผู้ร้ายทั้งสองคนก็รับเป็นสัตย์ เปาเล่งถูจึงตัดสินให้เอาตัวผู้ร้ายสองคนนั้นไปฆ่าเสีย แล้วเปาเล่งถูจึงมอบเงินซึ่งชำระได้มาจากผู้ร้ายสองคนนั้น ให้แก่ขิมถองซื้อหีบใส่ศพเทียนสิวกลับไปยังเมืองเอี๋ยงจิวให้บุตรและภรรยาฝังตามธรรมเนียม

ขิมถองก็คำนับลาเปาเล่งถูกลับมาบ้านฮื้อเองแล้วซื้อหีบใส่ศพเทียนสิว จ้างเรือจ้างบรรทุกศพกลับมาบ้านเมืองเอี๋ยงจิวให้นางเตียวสีภรรยาเทียนสิวเอาศพไปฝังไว้ตามธรรมเนียม

ครั้นมาภายหลังเจียวติวเอง บุตรชายของเทียนสิวเจริญวัยขึ้น ก็ไปเล่าเรียนหนังสือมีสติปัญญาสอบไล่ได้เป็นขุนนางสืบตระกูลต่อมา และขิมถองนั้นเป็นผู้มีกตัญญูต่อเทียนสิวผู้นาย  นางเตียวสีก็อุดหนุนอนุกูลให้ทุนรอนไปทำมาหากินตามภูมิลำเนาก็มั่งมีสมบูรณ์ขึ้น โดยผลอานิสงส์คุณที่ตั้งอยู่ในความสัตย์ซื่อตรงและกตัญญูนั้น

ฝ่ายตั๋งเกซึ่งได้ส่วนแบ่งปันจากผู้ร้าย ไปอยู่เมืองโซจิวอยู่มาได้ประมาณสักสองปี ไปค้าขายทางแม่น้ำเอี๋ยงจื้อกังถูกอ้ายผู้ร้ายย่องเบาเอาทรัพย์สิ่งของไปหมดสิ้น แล้วซ้ำฆ่าตั๋งเกเสียด้วย  ผลอานิสงส์ที่ตั๋งเกมิได้ตั้งอยู่ในความสัตย์สุจริตคิดฆ่านายของตัวเสีย และหวังเอาทรัพย์สมบัติท่านโดยไม่ชอบธรรมเป็นของตน อานิสงส์นั้นเป็นทิฐะเห็นทันตาส่งให้ในชาตินั้น ให้มีผู้มาฆ่าตั๋งเกเสียบ้าง
บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 4781


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 29 พฤศจิกายน 2564 13:09:38 »

.

     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)
    เรื่องที่ ๒๖ เพื่อนทรยศ

มีความว่า ที่เมืองกังจิวยังมีชายพ่อค้าเกลือสองคน คนหนึ่งแซ่เป๋าชื่อสุน คนหนึ่งแซ่กังชื่อยิ้ม ทั้งสองคนนั้นเป็นเพื่อนมิตรสหายกัน แต่กังยิ้มเป็นคนไม่สุจริต แต่เป๋าสุนนั้นเป็นคนใจซื่อตรง ตั้งค้าขายเกลือจนมีเงินทองเป็นอันมาก

เป๋าสุนได้บุตรสาวของฮ่องอั๊ก อยู่ตำบลเชียตั๋งในเมืองกังจิวมาเป็นภรรยา มีบุตรด้วยกันคนหนึ่งชื่อเป๋าเสงๆ เป็นคนพอใจในการยิงสัตว์เป็นพรานเนื้อ นางฮ่องสีผู้มารดาด่าว่าห้ามปรามประการใดๆ เป๋าเสงก็ไม่เชื่อฟัง ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเวลาเช้าเป๋าเสงจึงพาบั้นอั๋นบ่าวไปเที่ยวยิงนกด้วย ครั้นไปถึงนอกรั้วสวนของพัวเตียงเกเศรษฐี เห็นนกเงือกตัวหนึ่งจับอยู่บนต้นไม้ เป๋าเสงก็ยิงด้วยเกาทัณฑ์ถูกนกนั้นตกลงมาจากยอดไม้ เป๋าเสงจึงใช้ให้บั้นอั๋นเข้าไปในสวนเก็บเอานก

ฝ่ายบั้นอั๋นครั้นจะเข้าไปในสวนเก็บเอานกนั้นก็ไม่ได้ ด้วยแลเห็นเศรษฐีพาบุตรและภรรยาเที่ยวชมสวนอยู่ บั้นอั๋นจึงกลับมาบอกแก่เป๋าเสงว่าท่านเศรษฐีอยู่ในสวน ยังเข้าไปเก็บเอานกไม่ได้ รอคอยพอให้ท่านเศรษฐีกลับไปบ้านเสียก่อน ข้าพเจ้าจึงจะเข้าไปเก็บนกนั้นได้

เป๋าเสงได้ฟังบั้นอั๋นบอกดังนั้น จึงนั่งรออยู่ที่ศาลาจนเวลาเที่ยงเศรษฐีนั้นจึงพาบุตรภรรยากลับไปบ้าน บั้นอั๋นจึงได้เข้าไปในสวนไม่เห็นนกจึงกลับมาบอกว่า ไม่เห็นนก เป๋าเสงเห็นบั้นอั๋นไม่ได้นกกลับมา เป๋าเสงมีความโกรธบั้นอั๋นแล้วพูดว่า เราใช้ให้เข้าไปเก็บนกซึ่งยิงตกมาจากต้นไม้กลับพูดบิดพลิ้วไปต่างๆ ให้นางสาวใช้ของเศรษฐีเก็บเอานกของเราไปเสีย ว่าดังนั้นแล้วเป๋าเสงก็ตรงเข้าชกตีเอาบั้นอั๋นถูกหน้าแตกโลหิตไหล แล้วเป๋าเสงก็กลับบ้าน บั้นอั๋นก็กลับมาบ้านพร้อมกัน

ขณะนั้นนางฮ่องสีผู้มารดาของเป๋าแสง แลเห็นหน้าบั้นอั๋นแตกมีโลหิตไหลดังนั้น จึงถามบั้นอั๋นคนใช้ว่า ไปถูกอะไรมาหน้าตาจึงได้แตกถึงสามครั้ง บั้นอั๋นขัดไม่ได้จึงได้บอกความตามที่ไปยิงนกให้นางฮ่องสีฟังทุกประการ

นางฮ่องสีได้ฟังดังนั้น มีความโกรธเป๋าเสงผู้บุตรยิ่งนักบ่นด่าว่าลูกอะไรเช่นนี้ หนังสือก็เกียจคร้านไม่ไปเล่าเรียนคิดเล่นแต่การยิงนกยิงเนื้อที่ไม่เป็นประโยชน์ ว่าดังนั้นแล้วนางฮ่องสีก็ตีสุนัขสำหรับไล่เนื้อของเป๋าเสงนั้นตาย แล้วนางฮ่องสีก็ทำลายเกาทัณฑ์กับตาข่ายเสีย แล้วขับไล่เป๋าเสงเสียมิให้เข้าบ้านต่อไป

เป๋าเสงมีความโกรธบั้นอั๋นว่า เก็บเอาความมาฟ้องมารดา ทำให้มารดาขับไล่เป๋าเสงเสียจากบ้านเรือน คิดอาฆาตบั้นอั๋นอยู่ทุกวัน

ฝ่ายกังยิ้มตั้งค้าขายเกลือไม่มีกำไร มีแต่ขาดทุนไปทุกวันเห็นว่าเป๋าสุนมีเงินมาก กังยิ้มคิดอุบายจะลวงเอาเงินที่เป๋าสุนไปเป็นอาณาประโยชน์ ครั้นคิดอุบายได้แล้วกังยิ้มจึงไปหาเป๋าสุนๆ ก็ต้อนรับเป็นอันดี แล้วจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกังยิ้มแล้วพูดจาไต่ถามถึงการค้าขายต่างๆ

กังยิ้มหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าเห็นช่องค้าขายอยู่แห่งหนึ่งมีผลประโยชน์เป็นอันมาก ครั้นข้าพเจ้าจะไปแต่ลำพัง ตัวข้าพเจ้าแต่ผู้เดียวเล่าทุนรอนข้าพเจ้าก็น้อย ข้าพเจ้าจะขอหุ้นส่วนกับท่าน

เป๋าสุนถามว่าประโยชน์นั้นอย่างไร กังยิ้มจึงลวงว่าสินค้าที่เมืองตังเกียมีอยู่เจ้าหนึ่ง มีแพรอย่างดีอยู่ร้อยหีบราคาถูกยิ่งนัก แต่ที่เมืองตังเกียนั้นทองคำมีราคากว่าเมืองเรา ข้าพเจ้าเห็นว่าเราเอาทองคำเมืองนี้ไปจำหน่ายขายแล้วซื้อเอาแพรเมืองตังเกียมาขายที่เมืองเรา ข้าพเจ้าเห็นว่าจะมีกำไรมากหลายเท่า ถ้าท่านเห็นด้วยแล้วจะต้องไปเสียโดยเร็ว ถ้าช้าอยู่พ่อค้าอื่นจะมากว้านเอาไปเสียหมดขอท่านจงรีบคิดอ่านไปซื้อเสียโดยเร็ว

เป๋าสุนได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่าเป็นความจริง มีความยินดีจึงกำหนดนัดกันที่จะไปเมืองตังเกีย กังยิ้มครั้นเสพสุรากินเลี้ยงแล้วก็ลาเป๋าสุนกลับมาบ้าน เป๋าสุนจึงเล่าความซึ่งกังยิ้มมาชวนไปค้าเมืองตังเกียให้นางฮ่องสีฟังทุกประการ

นางฮ่องสีได้ฟังสามีเล่าให้ฟังดังนั้น นางไม่ใคร่จะเต็มใจให้เป๋าสุนไปกับกังยิ้ม แต่ไม่อาจจะพูดจาขัดขวางทัดทานได้ก็นิ่งอยู่

ครั้นถึงวันกำหนดนัดเป๋าสุนจึงสั่งบั้นอั๋นคนใช้ว่า เวลาดึกสามยามเราจะล่วงหน้าไปก่อน เจ้าจบหาบเสบียงตามภายหลังให้พบกันที่ท่าเรือจ้าง เป๋าสุนสั่งบั้นอั๋นคนใช้ดังนั้นแล้ว ครั้นเวลาดึกสามยาม เป๋าสุนก็จัดทองคำห้าสิบตำลึงกับเงินใช้ตามทางใส่ไถ้ เสร็จแล้วเป๋าสุนก็ออกจากบ้านเดินทางจะไปลงท่าเรือ

ฝ่ายกังยิ้มครั้นถึงเวลากำหนดนัด กังยิ้มจึงให้จิวปู่คนใช้กับหลานของกังยิ้มคนหนึ่งหาบสุรากับเครื่องโต๊ะของกินไปถึงท่าฝั่งน้ำแห่งหนึ่งเป็นที่เปลี่ยวห่างไกลกันกับท่าเรือ ตัวกังยิ้มก็ออกจากบ้านเดินทางไปพบกับเป๋าสุนแล้วก็เดินไปจวนจะถึงท่าเรือจ้าง พอพบบั้นอั๋นคนใช้คอยดักอยู่ต้นทาง กังยิ้มจึงชวนเป๋าสุนว่า เวลานี้เป็นเวลาเช้า ข้าพเจ้าได้ให้คนใช้จัดอาหารกับสุรามาไว้คอยท่าท่าน เราไปเสพสุราอาหารเสียด้วยกันก่อนแล้วจึงค่อยลงเรือ กังยิ้มว่าดังนั้นแล้วก็ให้บั้นอั๋นนำหน้าไป ถึงฝั่งน้ำซึ่งกังยิ้มให้จัดโต๊ะและสุราไว้นั้น กังยิ้มกับเป๋าสุนก็นั่งเสพสุราด้วยกันประมาณสิบถ้วย กังยิ้มรินสุรามอบให้เป๋าสุนกินต่อไปอีก เป๋าสุนว่าเวลาเช้าข้าพเจ้าเสพสุราไม่ได้มาก จะเมาเหลือเกินไป

ฝ่ายกังยิ้มครั้นเห็นได้ทีดังนั้น ก็กระทำเป็นโกรธ ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เรานับถือท่านจะให้ท่านกินสุรากับเราท่านกลับมาพูดจาบิดพริ้วดูหมิ่นเรา กังยิ้มว่าดังนั้นแล้วก็ชักลูกตุ้มออกจากตัว ตีถูกเป๋าสุนล้มลงสลบอยู่กับที่ ขณะนั้นหลานของกังยิ้มก็ตรงเข้าฆ่าเป๋าสุนถึงแก่ความตาย แล้วก็เอาไถ้และเงินทองของเป๋าสุนไปทั้งสิ้น แล้วหามเอาศพเป๋าสุนทิ้งลงในลำแม่น้ำ แล้วกังยิ้มก็กลับมาบ้าน

ฝ่ายบั้นอั๋นหาบเสบียงสิ่งของไปท่าเรือจ้าง ก็หาเห็นเป๋าสุนลงไปไม่ บั้นอั๋นเที่ยวถามพวกเรือจ้างทุกๆ ลำก็บอกหาเห็นไม่ บั้นอั๋นเที่ยวตามสืบถามชาวเรือและชาวบ้านตั้งแต่เวลาเช้าจนเวลาเที่ยงก็ไม่ได้ข่าวเป๋าสุนเลย บั้นอั๋นจึงกลับมาบ้านเล่าความซึ่งมิได้พบกับเป๋าสุนให้นางฮ่องสีฟังทุกประการ

นางฮ่องสีได้ฟังดังนั้นก็ตกใจมีความทุกข์ร้อนถึงเป๋าสุนผู้เป็นสามีเป็นอันมาก อยู่มาประมาณสักสี่ห้าวันกังยิ้มจึงไปที่บ้านเป๋าสุนเพื่อจะแก้สงสัย นางฮ่องสีจึงถามกังยิ้มว่าท่านมาแล้วเหตุใดสามีของข้าพเจ้าจึงยังไม่เห็นมาเล่า

กังยิ้มจึงพูดแก้เพื่อจะมิให้ความเกี่ยวข้องในตัวว่า ข้าพเจ้าลงไปคอยท่าสามีท่านอยู่ก่อนที่ท่าเรือ ก็มิได้เห็นสามีของท่านลงไปตามที่นัดกันไว้ ข้าพเจ้าก็หวังใจว่าสามีท่านเห็นจะไม่ไป ข้าพเจ้าจึงลงเรือไปแต่ผู้เดียว

นางฮ่องสีเมื่อได้ฟังกังยิ้มบอกเล่าดังนั้น ก็ยิ่งมีความวิตกถึงสามีเป็นอันมาก อยู่มาได้สักสองสามวันนางฮ่องสีก็จ้างคนไปเที่ยวสืบเสาะติดตาม ก็ไม่ได้ข่าวคราวประการใดเลย นางฮ่องสีก็มิรู้ที่ว่าจะคิดอ่านต่อไปประการใด

ฝ่ายเป๋าเสงผู้บุตรเป๋าสุนซึ่งอยู่นอกบ้าน ได้ข่าวว่าเป๋าสุนผู้บิดาไปเมืองตังเกียกับบั้นอั๋น หายไปไม่แจ้งว่าผู้ใดกระทำร้าย เป๋าเสงมีความเกลียดชังบั้นอั๋นอยู่แต่ก่อนมาแล้วจึงจงใจปรักปรำเอาบั้นอั๋นคนใช้ว่าบั้นอั๋นคิดอุบายฆ่าเป่าสุนผู้บิดาตาย เป๋าเสงจึงไฟฟ้องต่ออ๋องจายจิวผู้รักษาเมืองกังจิว

อ๋องจายจิวไม่สู้มีสติปัญญาวิจารณญาณปัญญาอะไรนัก ก็ลงเนื้อเห็นตามถ้อยคำของเป๋าเสง จึงเอาตัวบั้นอั๋นมาผูกถามตามจารีตนครบาล บั้นอั๋นก็ให้การโดยความสุจริตของตนแลตามความเป็นมาแต่หลัง อ๋องจายจิวผู้รักษาเมืองเห็นบั้นอั๋นไม่รับ ก็ยิ่งผูกตีบั้นอั๋นถึงสาหัส บั้นอั๋นทนความเจ็บไม่ได้ ก็ต้องรับเป็นสัตย์โดยความไม่จริง เพราะทนเจ็บไม่ได้ ผู้รักษาเมืองจึงให้เอาตัวบั้นอั๋นไปจำไว้ ณ คุก

ในเดือนนั้นเป็นฤดูหนาว พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้มีรับสั่งให้เปาเล่งถูไปเที่ยวตรวจทุกข์สุขของราษฎรตามหัวเมืองน้อยใหญ่ในพระราชอาณาเขตประเทศจีน ครั้นเปาเล่งถูตรวจมาถึงเมืองตังเกีย ผู้รักษาเมืองกังจิวจึงส่งคำหาคำให้การและตัวบั้นอั๋นไปให้เปาเล่งถูตัดสินลงโทษบั้นอั๋น เปาเล่งถูตรวจดูคำบั้นอั๋นให้การรับเป็นสัตย์ และครั้นสอบถามบั้นอั๋นๆ ก็ร้องไห้ แล้วคำนับเปาเล่งถูเล่าความตามสัตย์จริงที่เป็นมานั้นให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ

เปาเล่งถูได้ฟังบั้นอั๋นให้การดังนั้น ใคร่ครวญพิจารณาดูรูปความและทั้งเห็นกิริยาอาการของบั้นอั๋นลักษณะเป็นคนตรง ตามความที่เป็นมาแล้ว ผู้พิจารณาก็ยังไต่สวนไม่สิ้นกระแสความ เป็นความพิจารณาบุกรุกตีรันเอาโดยแรง ของกลางและสิ่งสำคัญก็ยังไม่ได้ แม้ว่าบั้นอั๋นรับแล้วก็จริงจะเอาเป็นสัตย์สมคำหาก็ยังไม่ควร คิดเห็นดังนั้นแล้ว เปาเล่งถูทำเป็นโกรธตวาดบั้นอั๋นว่า ตัวเจ้าฆ่าเขาตายเจ้าก็ให้การรับเป็นสัตย์แล้ว จะต้องปรับโทษเจ้าให้ตายตกไปตามกัน เปาเล่งถูว่าดังนั้นแล้วจึงสั่งให้ผู้คุมๆ บั้นอั๋นไปจำไว้ ณ คุก  แล้วเปาเล่งถูจึงกระซิบสั่งหลีกิดคนใช้เป็นอุบายให้ไปที่เมืองกังจิว ถ้ามีผู้ใดผู้หนึ่งถามถึงความเรื่องที่ผู้ร้ายฆ่าเป๋าสุนตายบั้นอั๋นรับเป็นสัตย์นั้น ให้บอกให้พูดว่าเปาเล่งถูตัดสินเอาตัวบั้นอั๋นไปฆ่าเสียแล้ว ฟังดูราษฎรจะพูดจาว่ากระไรบ้าง ถ้าได้ความประการใดหรือใครผู้ใดพูดอย่างใดให้จับเอาตัวผู้พูดผู้บอกเล่านั้นมา จะได้ไต่สวนอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ได้ความจริงเป็นหลักฐานให้ขาวใสดุจว่าปีกนกยาง

หลีกิดคนใช้คำนับรับคำสั่งของเปาเล่งถูแล้วก็ไปยังเมืองกังจิวคอยรับทราบตามคำสั่งของเปาเล่งถูทุกประการ

ฝ่ายกังยิ้มตั้งแต่ได้เงินทองของเป๋าสุนมาแล้ว กังยิ้มก็ตั้งตัวทำมาหากินมั่งมีบริบูรณ์ขึ้นกว่าแต่ก่อน ครั้นอยู่มาราตรีหนึ่งกังยิ้มนอนหลับ ฝันเห็นว่าเทพยดาองค์หนึ่งมาบอกแก่กังยิ้มว่า ท่านเป็นคนทุจริตฆ่าเป๋าสุนตาย ถ้ามีหญิงสวมเสื้อแดงกางเกงแดงมาเมื่อใดแล้ว ความเรื่องนี้จะเกิดลุกลามมาถึงตัวท่าน กังยิ้มฝันเห็นดังนั้นแล้วก็ตกใจตื่น ให้นึกรำคาญใจไม่สบายเพราะความจริงตัวได้กระทำความไม่ดีไว้

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง มีหญิงผู้หนึ่งชื่อแซ่ไม่ปรากฏในจดหมายเหตุสวมเสื้อกางเกงสีแดง มาถามซื้อเกลือของกังยิ้ม บอกว่าสามีข้าพเจ้าตั้งทำปลาอยู่กลางคลองกังเด้า ให้ข้าพเจ้ามาถามราคาเกลือท่าน ถ้าตกลงราคาแล้ว สามีข้าพเจ้าจะซื้อหลายหาบ ถ้าที่ท่านไม่ตกลงสนนราคาแล้วจะต้องไปหาซื้อที่อื่นต่อไป

กังยิ้มได้ฟังหญิงที่สวมเสื้อแดงมาถามซื้อเกลือดังนั้น จึงว่าราคาเกลือนั้นเขาซื้อขายกันอย่างไรในท้องตลาดข้าพเจ้าก็จะขายให้ท่านตามราคาที่เขาซื้อขายกันอยู่ในเวลานี้ ว่าดังนั้นแล้วกังยิ้มก็จะพาหญิงที่สวมเสื้อแดงนั้นไปยังฉางเกลือ พอหญิงผู้นั้นขยับตัวจะไปชั่งเกลือด้วยกับกังยิ้ม บังเอิญจิวปู่คนใช้ของกังยิ้มยกกระถางน้ำที่ล้างถ้วยชามเป็นน้ำโสโครก เดินมาสะดุดพื้นน้ำในกระถางกระฉอกรดหญิงนั้นเสื้อเปียกเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว หญิงนั้นมีความโกรธยิ่งนัก กังยิ้มเห็นหญิงนั้นโกรธเป็นกำลัง จึงพูดว่าคนเช่นนี้ไม่มีกิริยาอัชฌาสัย ทำน้ำโสโครกหกถูกท่าน แม้ว่าเสื้อของท่านถูกน้ำโสกโครกจะเสียหายประการใด ข้าพเจ้าจะยอมใช้ให้แก่ท่าน

ฝ่ายหญิงสวมเสื้อแดงนั้น มิได้ว่ากล่าวประการใดก็กลับไปบ้าน ฝ่ายกังยิ้มครั้นหญิงนั้นกลับไปแล้ว มีความโกรธจิวปู่ยิ่งนักเพราะทำให้หญิงนั้นโกรธจนไม่ซื้อเกลือ ทำให้เสียประโยชน์ของกังยิ้มๆ จึงมัดจิวปู่กระทำโทษ

ฝ่ายจิวปู่เมื่อต้องมัดก็มีความโกรธกังยิ้มยิ่งนัก จิวปู่จึงไปหานางฮ่องสีภรรยาเป๋าสุน บอกความแก่นางฮ่องสีว่า สามีของท่านนั้นกังยิ้มคิดอุบายลวงให้ไปค้าด้วยกัน ครั้นถึงแม่น้ำที่จะลงท่าเรือจ้าง กังยิ้มมอมด้วยสุราฆ่าสามีท่านตายแล้วเอาศพนั้นโยนลงในแม่น้ำท่านไม่รู้หรือ

นางฮ่องสีได้ฟังดังนั้นมีความโกรธยิ่งนัก จึงบอกกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังให้ชาวบ้านใกล้เคียงได้รู้เห็นเป็นพยาน ขณะนั้นพอหลีกิดคนใช้ของเปาเล่งถูซึ่งให้ไปสอดแนมฟังข่าวเรื่องเป๋าสุนก็เข้าไปหานางฮ่องสีๆ จึงถามว่าท่านมาจากเมืองตังเกีย ท่านรู้ความเรื่องสามีของข้าพเจ้านั้นว่าท่านเปาเล่งถูชำระตัดสินตกลงประการใดบ้าง

หลีกิดนักการจึงบอกว่า บัดนี้เปาเล่งถูตัดสินให้เอาตัวบั้นอั๋นไปฆ่าเสียแล้ว

นางฮ่องสีได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ คิดถึงสามีและบั้นอั๋นแล้วพูดว่าบั้นอั๋นไม่มีความผิดสิ่งใดเลย มารับผิดตายแทนกังยิ้มหาควรไม่

หลีกิดได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ท่านได้ฟังความมาจากผู้ใดหรือ นางฮ่องสีจึงบอกว่าข้าพเจ้าได้ความมาจากจิวปู่คนใช้ของกังยิ้ม

หลีกิดได้ฟังดังนั้น จึงบอกความจริงว่าข้าพเจ้ามาทั้งนี้เปาเล่งถูใช้ให้ข้าพเจ้ามาสืบข่าวคราวเพื่อจะได้รู้ความจริง บัดนี้ก็ได้ความจริงแล้ว

นางฮ่องสีได้ทราบความจริงดังนั้นก็มีความยินดี จึงหยิบเงินสิบตำลึงให้หลีกิดเป็นค่าเดินทาง ให้ช่วยนำตัวจิวปู่ไปเมืองตังเกียฟ้องต่อเปาเล่งถู  หลีกิดครั้นรับเงินมาจากนางฮ่องสีแล้วก็พาจิวปู่ไปเมืองตังเกีย ครั้นถึงหลีกิดก็นำตัวจิวปู่เข้าไปหาเปาเล่งถู  จิวปู่คำนับเปาเล่งถูแล้วก็ยื่นฟ้องใจความตามซึ่งได้รู้เห็น ข้อที่กังยิ้มฆ่าเป๋าสุนและเอาทองคำห้าสิบตำลึงไปตั้งแต่ต้นจนปลายให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ

เปาเล่งถูจึงให้นักการไปเอาตัวกังยิ้มกับซงจิ้น ซึ่งเป็นหลานของกังยิ้มมาไต่ถามพร้อมหน้ากันทั้งโจทก์จำเลย กังยิ้มกับซงจิ้นก็ให้การรับเป็นสัตย์ เปาเล่งถูจึงให้ปล่อยตัวบั้นอั๋นออกจากเวรจำ  เปาเล่งถูให้เรียกทองคำของกลางได้มาแล้ว จึงตัดสินให้เอาตัวกังยิ้มกับซงจิ้นไปฆ่าเสียทั้งสองคน ทองคำของกลางห้าสิบตำลึงนั้นรางวัลให้แก่จิวปู่ครึ่งหนึ่ง เหลือนอกจากนั้นคืนมาให้นางฮ่องสีผู้ภรรยาของเป๋าสุน   

บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 4781


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 16 ธันวาคม 2564 16:15:23 »

.
   

พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)
    เรื่องที่ ๒๗ หม้อปีศาจ

มีความว่า มีชายผู้หนึ่งชื่อหลีเห่า มีเงินทองนับหมื่น หลีเห่าเป็นพ่อค้าใหญ่ ตั้งบ้านเรือนอยู่ในแขวงเมืองเอี๋ยงจิว อยู่มาวันหนึ่งหลีเห่าหาบสินค้าไปขาย ณ เมืองเตงจิว ระยะทางยังอีกสิบสี่ลี้เศษจึงจะถึงเมืองเตงจิว หลีเห่าแวะเข้าโรงเตี๊ยม ซื้อสุรากิน แล้วก็เดินทางต่อไป ครั้นถึงตำบลป่าแห่งหนึ่งหลีเห่าเมาสุราก็วางหาบลงใต้ร่มไม้ หลีเห่าก็นอนหลับสนิทหารู้สึกตัวไม่ จนเวลาเย็นจวนจะค่ำ

ยังมีชายสองคนๆ หนึ่งชื่อ เตงเชย คนหนึ่งชื่อ เตงบั้น ทั้งสองคนนี้เดินทางไปเห็นหลีเห่านอนหลับอยู่ใต้ร่มไม้ เตงเชย เตงบั้นก็แวะเข้าไปเอาหาบสินค้าของหลีเห่าไปเปิดดู เห็นมีทองคำอยู่ร้อยตำลึงกับสิ่งของต่างๆ เตงเชย เตงบั้นก็แบ่งปันกันละครึ่งแล้วก็กลับบ้าน แล้วหวนคิดขึ้นมาจึงปรึกษากนัว่า เจ้าของทรัพย์ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นสิ่งของมันคงจะไปฟ้องแก่เปาเล่งถูๆ คงจะคิดชำระจับเอาตัวทั้งสองจงได้  เราเห็นว่าฆ่าผู้เจ้าของทรัพย์นั้นเสียให้ตายแล้วเอาศพไปเผาเสียให้สูญหายจึงจะไม่เกิดความ ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันจึงกลับไปตีหลีเห่าจนถึงแก่ความตาย เตงเชย เตงบั้น พร้อมกันเอาศพนั้นใส่ในเตาหม้อเผาไฟเสียจนเป็นเถ้าธุลี แล้วจึงเอากระดูกกับเถ้านั้นตำเคล้าปนกันกับดินปั้นเป็นหม้อขาย

ยังมีชายผู้เฒ่าคนหนึ่งชื่ออ๋องเหลา ต้องการหม้อใช้จึงซื้อหม้อนั้นไปไว้ที่เรือ ในราตรีนั้นอ๋องเหลาได้ยินเสียงคนเรียกอยู่ในหม้อ อ๋องเหลาตกใจก็จุดไฟไปส่องดู ได้ยินปีศาจของหลีเห่าซึ่งสิงอยู่ในหม้อพูดบอกเล่าแก่อ๋องเหลาว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองเอี๋ยงจิว แซ่หลี ชื่อเห่า เป็นพ่อค้าหาบสินค้าไปขาย ณ เมืองเตงจิว มีอ้ายผู้ร้ายชื่อเตงเชย เตงบั้น ฆ่าข้าพเจ้าแล้วเอาศพของข้าพเจ้าไปเผาไฟในเตาเผาหม้อ แล้วจึงเอากระดูกกับเถ้าปนดินตำแหลกปั้นเป็นหม้อขายให้แก่ท่าน ขอท่านจงกระทำคุณแก่ข้าพเจ้า ช่วยสงเคราะห์นำหม้อนี้ไปหาท่านเปาเล่งถูผู้รักษาเมืองเตงจิว ข้าพเจ้าจะฟ้องกล่าวโทษอ้ายผู้ร้ายเพื่อให้เปาเล่งถูชำระโทษอ้ายผู้ร้าย

อ๋องเหลาได้ฟ้งหม้อพูดได้ เห็นเป็นการประหลาดอัศจรรย์ใจมาก จึงนำหม้อนั้นไปหาเปาเล่งถู เล่าความตามที่ปีศาจสิงในหม้อพูดได้เป็นเสียงคนให้เปาเล่งถูฟังทุกประการ

เปาเล่งถูจึงให้อ๋องเหลานำหม้อนั้นมาให้ดูจะได้ถามความ อ๋องเหลาจึงเอาหม้อนั้นวางลงตรงหน้าเปาเล่งถูๆ จึงถามหม้อนั้นๆ ก็ไม่พูดเหมือนเคยพูดที่บ้านอ๋องเหลา เปาเล่งถูมีความโกรธอ๋องเหลาจึงพูดว่า ผู้ฆ่าคนนี้สามารถเอาหม้อมาลวงเราว่าปีศาจสิง เป็นความเท็จหาจริงไม่ เปาเล่งถูว่าดังนั้นแล้วก็ขับไล่อ๋องเหลาให้ไปเสียจากบ้าน อ๋องเหลาก็ถือหม้อนั้นกลับไปบ้านมีความโกรธหม้อยิ่งนัก ในคืนวันนั้นหม้อที่ปีศาจสิงจึงพูดบอกอ๋องเหลาต่อไปอีกว่า ขอท่านได้กรุณานำข้าพเจ้าไปอีกสักครั้งหนึ่งเถิด ครั้งนี้ขอให้ท่านเอาเสื้อและกางเกงคลุมหม้อนี้ลงไว้แล้วข้าพเจ้าจึงจะชี้แจงได้

อ๋องเหลาเห็นเป็นการประหลาดอยู่ก็เชื่อว่าจะเป็นจริงได้ จึงนำหม้อนั้นไปยังเปาเล่งถูอีกตามความเชื่อใจของตน

ฝ่ายเปาเล่งถูครั้นแลเห็นผู้เฒ่านำหม้อมาอีก เปาเล่งถูจึงว่าครั้งก่อนท่านมาลวงเราทีหนึ่งแล้ว ครั้งนี้จะมาหวังหลอกเราเล่นอีกหรือๆ ท่านผู้นี้เป็นคนเสียจริตบ้าเบาเต็งดอกกระมัง

อ๋องเหลาได้ฟังเปาเล่งถูว่าดังนั้น ก็มิได้โต้ตอบชี้แจงประการใด ก็เอาหม้อวางลงตรงหน้าเปาเล่งถู แล้วเอาผ้าคลุมไว้ ปีศาจของหลีเห่าที่สิงอยู่ในหม้อนั้นจึงพูดขึ้นว่า ข้าพเจ้าซื่อหลีชื่อเห่า ตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ แขวางเมืองเตงจิว หาบสินค้ามานอนอยู่ในป่า เตงเชยเตงบั้นเป็นผู้ร้ายฆ่าข้าพเจ้าตายแล้วเก็บเอาทองคำและสิ่งของๆ ข้าพเจ้าไปแล้วเอาศพข้าพเจ้าเผาไฟในเตาเผาหม้อ และเอากระดูกข้าพเจ้าตำปนกับดินและเถ้า ปั้นเป็นหม้อขายให้อ๋องเหลามาฉะนี้ ขอท่านได้ชำระเอาความจริงโดยยุติธรรม

เปาเล่งถูได้ฟังปีศาจของหลีเห่าซึ่งสิงอยู่ในหม้อพูดได้ดังนั้น ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นความจริงได้อยู่ จึงสั่งนักการให้ไปเอาตัวเตงเชยเตงปั้นมาซักถามตามคำปีศาลสิงในหม้อมาฟ้องนั้น

เตงเชยเตงปั้นก็ให้การปฏิเสธไม่รับ เปาเล่งถูจึงให้ผู้คุมๆ ตัวเตงเชยเตงปั้นไปขังไว้ แล้วเปาเล่งถูจึงให้นักการไปเอาตัวภรรยาของเตงเชยเตงปั้นมาถามว่า สามีของเจ้าฆ่าผู้มีชื่อตายแล้วเอาทองคำของเขาไป ศพผู้เจ้าทรัพย์นั้นเอาเผาไฟแล้วเอากระดูกไปปนกับดินทำเป็นไหม้อ บัดนี้สามีของเจ้ารับเป็นสัตย์แล้ว แต่ทองคำและสิ่งของนั้นสามีเจ้าซัดทอดมาถึงเจ้าว่าเป็นผู้เก็บ เจ้าเก็บไปไว้แห่งใดจงให้การไปตามความสัตย์จริง หาไม่จะผูกตีให้ถึงสาหัส

หญิงทั้งสองซึ่งเป็นภรรยาเตงเชยเตงบั้น ได้ฟังเปาเล่งถูถามขู่ดังนั้นก็ตกใจกลัว ให้การรับว่าทองคำนั้นฝังซ่อนไว้ในฝาผนัง

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้น จึงบังคับให้นักการไปค้นของกลางได้ทองคำร้อยตำลึงมา แล้วเปาเล่งถูจึงให้คุมตัวเตงเชยเตงบั้นมาถาม เตงเชยเตงบั้นก็ให้การรับเป็นสัตย์ เปาเล่งถูจึงเบิกเงินสำหรับหัวเมืองยี่สิบตำลึงรางวัลให้แก่อ๋องเหลา และหม้อปีศาลหลีเห่าสิงอยู่นั้นมอบให้บุตรภรรยาของหลีเห่าไปฝังตามธรรมเนียมศพ ทองคำที่ชำระมาได้จากผู้ร้ายก็มอบให้ภรรยาหลีเห่าไปทั้งสิ้น


ความเรื่องนี้ซึ่งได้ความจริงนั้น ใช่จะเป็นแต่เพราะผีสางบันดาลแสดงแต่ส่วนเดียวก็หาไม่ ได้ความบริสุทธิ์ขาวเป็นสัตย์แท้เพราะอุบายของเปาเล่งถู ที่ย้อนไปเอาตัวภรรยาของผู้ร้ายทั้งสองมาลวงถามจึงได้ความได้ของกลางโดยอุบายความคิดของเปาเล่งถู เหตุว่าบรรดาความที่ศาลทั้งปวงพิจารณาหากันด้วยมีสิ่งของรูปพรรณ แม้ผู้ร้ายรับเป็นสัตย์ถ้าไม่ได้ของกลางก็นับว่าความเรื่องนี้ยังมัวฝ้าไม่ขาวใสบริสุทธิ์ได้ เพราะผู้ต้องคดีทนอาญาไม่ได้ก็ต้องรับ รับแล้วก็ต้องถ่ายเทนำของกลางมาให้ศาลจงได้ เป็นทองและเป็นผ้าแพรพรรณต่างๆ แต่ที่จริงของกลางนั้นผู้ต้องคดีเอาของตัวและของญาติมาส่งแทนบ้างก็มี ตามที่เราได้รู้มาแล้วหลายเรื่องแต่โบราณ  

บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 4781


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 101.0.4951.67 Chrome 101.0.4951.67


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2565 14:47:33 »

.
     

พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)
    เรื่องที่ ๒๘ มาตกรรมซ่อนเงื่อน

มีความว่า ยังมีชายผู้หนึ่งแซ่อ๋อง ชื่อซำล้องตง บ้านอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ ลำน้ำนั้นระยะทางห่างเมืองคัยฮงหูทางสี่สิบลี้ อ๋องซำล้องมีภรรยาชื่อนางจูก๊วนมีลักษณะรูปโฉมงาม แต่อ๋องซำล้องเป็นผู้เที่ยวค้าขายหากินไม่ใคร่จะได้อยู่บ้าน อยู่มาวันหนึ่งอ๋องซำล้องคิดจะใคร่ไปขายทางไกลต่อไป นางจูก๊วนจึงห้ามมิให้อ๋องซำล้องไป อ๋องซำล้องก็เชื่อภรรยาห้าม มิได้ไปค้าขายทางไกล เป็นแต่ค้าขายอยู่ในเขตแดนเมืองคัยฮงหู

ยังมีชายผู้หนึ่งแซ่หลีชื่อปิ่น เดิมหลีปินเป็นขุนนางกรมการไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรม ประกอบการทุจริตถูกอุทธรณ์ถอดจากที่มียศลดลงเป็นไพร่ กลับมาตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้กันกับบ้านอ๋องซำล้อง เวลาวันหนึ่งอ๋องซำล้องไม่อยู่ หลีปิ่นเป็นคนมักมากพอใจในบุตรภรรยาท่าน เมื่อได้เห็นภรรยาอ๋องซำล้องมีลักษณะรูปร่างหมดจดงดงาม มีความพอใจ หลีปิ่นเห็นอ๋องซำล้องไม่อยู่ ปรารถนาจะพูดจาแทะโลมนางจูก๊วนว่าท่านอ๋องซำล้องอยู่หรือไม่

นางจูก๊วนได้ฟังหลีปิ่นถามดังนั้นจึงบอกว่า สามีของข้าพเจ้าไม่อยู่ไปขายของที่ร้าน เวลานี้ก็มืดค่ำอยู่แล้ว แม้ว่าท่านจะมีกิจธุระอย่างใดต่อรุ่งขึ้นพรุ่งนี้จึงค่อยมา

หลีปิ่นเวลานั้น ในใจมืดมัวเมาลุ่มหนักในกามวิตถารเต็มไปด้วยความกำหนัดของหลีปิ่นๆ จึงผลักบานประตูเข้าไปในห้องเรือนแล้วจึงพูดว่า วันนี้ข้าพเจ้ามีธุระขอเชิญท่านมานั่งใกล้ ข้าพเจ้าจะชี้แจงความทุกข์ร้อนในใจของข้าพเจ้าให้ท่านฟัง

นางจูก๊วนเห็นกิริยาอาการของหลีปิ่นไม่เป็นผู้สุจริตดังนั้น นางจูก๊วนจึงว่าท่านก็เคยเป็นขุนนางมาก่อน การขนบธรรมเนียมดีชั่วประการใดๆ ท่านก็ทราบอยู่ทั้งสิ้นแล้ว และบัดนี้ท่านจะมาคิดทำการหยาบช้าต่อข้าพเจ้าฉะนี้ หาสมควรแก่ตัวท่านไม่ นางจูก๊วนว่าดังนั้นแล้วก็กลับเข้าไปเสียข้างในไม่อยู่พูดแก่หลีปิ่นต่อไป

หลีปิ่นได้ความอายอดสูใจดังนั้นแล้วก็กลับบ้าน ตรึกตรองเห็นว่าถ้าอ๋องซำล้องกลับมาบ้าน นางจูก๊วนคงจะบอกเล่าให้อ๋องซำล้องฟังทุกประการเป็นแน่แท้ จำจะต้องฆ่านางจูก๊วนเสียให้ตายจะได้ตัดความเสียได้ ตัวเราจึงจะไม่มีราคีเมือกคาวในความชั่ว ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว หลีปิ่นจึงถืออาวุธออกจากบ้านไปหานางจูก๊วนแล้วถามว่า เจ้าจำหน้าหลีปิ่นได้หรือไม่

ฝ่ายนางจูก๊วน ครั้นเห็นหลีปิ่นกลับมาอีกจึงพูดแก่หลีปิ่นว่า ท่านนี้เป็นคนทุจริต เห็นว่าสามีเราไม่อยู่จะมาข่มขืนทำการหยาบช้าต่อเรา ในทันทีนั้นหลีปิ่นมิได้พูดจาประการใดอีก ตรงเข้าแทงฟันนางจูก๊วนด้วยอาวุธถูกคอและแขนล้มลงโลหิตไหลอาบไปทั้งตัว นางจูก๊วนก็ขาดใจตาย หลีปิ่นก็ถอดเอารองเท้าของนางจูก๊วนข้างหนึ่ง แล้วกอบเอาโลหิตของนางจูก๊วนใส่ในรองเท้า ถือเดินออกไปจากเรือน โลหิตหยดย้อยเรี่ยรายทางไปจนถึงท่าน้ำ หลีปิ่นก็เอามีดเล่มหนึ่งที่แทงนางจูก๊วนกับรองเท้านั้น ฝังหมกโคลนไว้ยังท่าน้ำ แล้วหลีปิ่นก็กลับไปบ้าน

ฝ่ายเนียมลักซึ่งเป็นพี่น้องร่วมแซ่กับนางจูก๊วน ลงเรือเที่ยวค้าขายหาเลี้ยงชีวิต ครั้นอยู่มาในราตรีวันนั้น เนียมลักคิดถึงนางจูก๊วน จึงแวะเรือเข้าจอดท่าหน้าบ้านของนางจูก๊วน แล้วเนียมลักจึงขึ้นไปบนบ้านหวังใจจะถามข่าวคราวสุขทุกข์แห่งญาติ เนียมลักจึงร้องเรียกนางจูก๊วนเป็นหลายคำ ก็เงียบอยู่หามีคนขานรับไม่ เนียมลักจึงเดินเข้าไปในบ้านก็หาเห็นผู้ใดไม่ เนียมลักจึงเดินเข้าไปที่ครัวไฟ เห็นรองเท้าข้างหนึ่งวางอยู่บนเตาไฟ เนียมลักครั้นไม่เห็นผู้ใดแล้วก็กลับลงมายังเรือของตัวที่จอดอยู่ท่าหน้าบ้าน

ฝ่ายอ๋องซำล้องครั้นกลับมาจากการขายของ จุดไฟเข้าส่องในห้องเห็นนางจูก๊วนภรรยานอนตายอยู่ โลหิตไหลอาบไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าผู้ใดมาทำร้ายแก่ภรรยา อ่องซำล้องก็ร้องไห้อื้ออึงขึ้นแล้วอุ้มศพนางจูก๊วนขึ้นดู เห็นมีบาดแผลเป็นหลายแห่ง

ขณะนั้นเพื่อนบ้านได้ยินเสียงอ๋องซำล้องร้องไห้อื้ออึงขึ้นก็ตกใจต่างคนวิ่งมาดู เห็นรอยโลหิตหยดย้อยเรี่ยราดออกไปทางประตูนอกบ้าน จึงพูดกับอ๋องซำล้องว่า ภรรยาของท่านอ้ายผู้ร้ายฆ่าตายอยู่ในห้อง เหตุใดจึงมีโลหิตหยดตกเรี่ยราดออกไปฉะนี้ เป็นที่น่าสงสัยนัก ท่านจงตามรอยโลหิตนี้ไปดู จะไปสุดสิ้นลงที่ตรงใด

อ๋องซำล้องได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงเดินตรวจดูในครัวเห็นรองเท้าข้างหนึ่งวางไว้บนเตาไฟ แล้วอ๋องซำล้องจึงเดินตามโลหิตไปถึงท่าน้ำก็หายรอยโลหิต เห็นเรือเนียมลักจอดอยู่ อ๋องซำล้องก็ตรงเข้าทุบตีเนียมลัก แล้วจับเอาตัวไปพูดว่ามึงกับกูไม่มีข้อสาเหตุสิ่งใดกัน เหตุใดมึงจึงสามารถมาฆ่าภรรยาของกูตาย แล้วเก็บเอารองเท้าไปเสียข้างหนึ่ง ว่าดังนั้นแล้วอ๋องซำล้องจึงคุมตัวเนียมลักไปส่งยังเปาเล่งถูให้ชำระ

เปาเล่งถูจึงถามเนียมลักว่า อ๋องซำล้องหาว่าเจ้าฆ่านางจูก๊วนภรรยาอ๋องซำล้องตายนั้นจริงหรือหาไม่

เนียมลักให้การว่า ภรรยาของฮ๋องซำล้องกับข้าพเจ้าเป็นญาติกัน ข้าพเจ้ามิได้ฆ่านางจูก๊วนและเก็บเอารองเท้าข้างหนี่งไป เป็นความสัตย์ความจริงของข้าพเจ้า ขอท่านได้กรุณา

เปาเล่งถูเมื่อได้ฟังเนียมลักให้การดังนั้น จึงพิเคราะห์ใคร่ความไปดูว่า ที่เนียมลักฆ่านางจูก๊วนเสียแล้วและเก็บเอารองเท้าข้างหนึ่งไปนั้น จะมีประโยชน์อย่างไรแก่เนียมลัก ดูเป็นการไม่ควรจะเห็นได้ว่าเนียมลักจะฆ่านางจูก๊วน แต่โจทก์มากล่าวหาดังนี้ และทั้งเป็นทางสบเข้าที่จะให้เห็นไปอยู่อย่างหนึ่ง ที่เฉพาะโลหิตไหลหยดมาหยุดอยู่ที่ฝั่งน้ำ ตรงเข้าแก่เรือเนียมลักมาจอดอยู่ แต่เมื่อพิเคราะห์ดูกิริยาและสีหน้าเนียมลักกับทั้งถ้อยคำ ดูไม่น่าเชื่อว่าเนียมลักจะฆ่านางจูก๊วนเลย ความเรื่องนี้คงจะเป็นผู้อื่นฆ่าแต่เนียมลักจะเป็นคนเคราะห์ร้าย เปาเล่งถูคิดเห็นดังนั้นแล้วจึงสั่งผู้คุมให้คุมตัวเนียมลักไปขังไว้ก่อน เปาเล่งถูจึงคิดอุบายออกหนังสือแจ้งความบลใจความว่า รายที่เนียมลักฆ่านางจูก๊วนตายแล้วก็เก็บเอารองเท้าไปข้างหนึ่งนั้น ไม่แจ้งว่ารองเท้านั้นไปตกอยู่แห่งใด ถ้าผู้ใดเก็บรองเท้านั้นได้มาเป็นของนางจูก๊วนแน่แล้ว จะรางวัลให้แก่ผู้นั้นสามตำลึง

ตั้งแต่ได้ออกหนังสือบลมาได้ประมาณสักเดือนหนึ่งหลีปิ่นไปกระทำชู้ด้วยภรรยาของราษฎรอยู่ในตำบลนั้น หลีปิ่นเสพสุราเมาจึงบอกแก่ภรรยาผู้มีชื่อว่า วันนี้เราจะให้ลาภแก่เจ้า

หญิงที่เป็นชู้แก่หลีปิ่นจึงหัวเราะแล้วพูดว่า ตั้งแต่ท่านมารักใคร่กับข้าพเจ้ายังไม่ปรากฏว่าท่านจะเอาสิ่งใดมาให้แก่ข้าพเจ้าเลย วันนี้ท่านจะให้ลาภสิ่งใดแก่ข้าพเจ้า

หลีปิ่นจึงบอกว่า เราจะช่วยแนะลาภผลให้ หญิงนั้นจึงถามว่า ลาภผลอย่างใด เชิญท่านบอกแก่ข้าพเจ้าไปเถิด ถ้าข้าพเจ้าได้สมปรารถนาดังท่านแนะนำแล้ว ข้าพเจ้าจะซื้อสุรามาเลี้ยงท่าน

หลีปิ่นว่าอ๋องซำล้อง ฟ้องหากล่าวโทษเนียมลักว่าฆ่านางจูก๊วนตาย บัดนี้รับเป็นสัตย์แล้ว แต่รองเท้าคู่หนึ่งเปาเล่งถูจะเรียกเอาก็ไม่ได้ เปาเล่งถูออกหนังสือบลว่า ถ้าผู้ใดเก็บรองเท้านั้นได้จะให้รางวัลสามตำลึง เรารู้ว่ารองเท้านั้นหมกโคลนอยู่ที่หน้าบ้านของอ๋องซำล้อง เจ้าจงบอกให้สามีของเจ้าไปขุดเอา แล้วนำไปให้เปาเล่งถูเถิดก็จะได้เงินรางวัลเป็นแน่

หญิงมีชื่อซึ่งเป็นชู้แก่หลีปิ่น ครั้นได้ฟังหลีปิ่นบอกให้ดังนั้นก็ยังไม่เชื่อ ครั้นหลีปิ่นกลับไปบ้านแล้ว หญิงนั้นจึงบอกแก่สามีตนไปขุด ได้รองเท้าข้างหนึ่งกับมีดเล่มหนึ่งจึงนำไปให้เปาเล่งถูๆ ก็กระทำเป็นยินดี จึงถามว่ารองเท้านี้เจ้าได้มาแต่ไหน ได้โดยตนเองหรือมีผู้ใดแนะแหนบอกให้

ชายผู้ได้รองเท้ากับมีดพกมานั้น จึงแจ้งความแก่เปาเล่งถูว่า หลีปิ่นแนะนำบอกให้แก่ภรรยาข้าพเจ้า เปาเล่งถูจึงให้เงินเป็นรางวัลแก่ชายผู้นั้นสามตำลึง ชายผู้นั้นก็คำนับลากลับมาบ้าน เปาเล่งถูจึงให้นักการตามไปจนถึงบ้าน ถ้าพบปะหลีปิ่นให้จับตัวมาจะได้พิจารณาเอาความจริง นักการก็สะกดตามดูชายผู้นั้นไปตามคำสั่ง

ฝ่ายชายผู้นั้นครั้นได้เงินรางวัล ๓ ตำลึงกลับมาถึงบ้านแล้วก็จัดโต๊ะและสุราเชิญหลีปิ่นมากิน แล้วเอาเงินซึ่งได้มานั้นแบ่งให้แก่หลีปิ่น หญิงซึ่งเป็นชู้กับหลีปิ่นเห็นสามีได้เงินมาก็มีความยินดียิ่งนัก

ฝ่ายนักการตามสะกดมาเห็นชายผู้นั้นกับหลีปิ่นและหญิงภรรยาชายผู้นั้น ทั้งสามคนนั่งเสพสุราอยู่ด้วยกัน นักการก็จับตัวหลีปิ่นกับหญิงนั้นคุมตัวมาส่งให้เปาเล่งถูๆ จึงถามหญิงนั้นว่า รองเท้าซึ่งสามีของเจ้านำมาให้เรานั้นสามีได้มาแต่แห่งหนตำบลใด

หญิงนั้นครั้นได้ฟังเปาเล่งถูถามดังนั้นก็ตกใจกลัวยิ่งนัก จึงบอกไปตามความจริงว่า หลีปิ่นเป็นผู้แนะนำบอกแห่งให้แก่ข้าพเจ้าๆ จึงบอกให้สามีข้าพเจ้านำมาให้แก่ท่าน

เปาเล่งถูได้ฟังหญิงนั้นให้การรับดังนั้นแล้ว จึงถามหลีปิ่นว่า ตัวเจ้าฆ่าภรรยาของอ๋องซำล้องตาย แล้วเก็บรองเท้าไปข้างหนึ่ง เพื่อประโยชน์สิ่งใดด้วย จริงหรือหามิได้ จงรับเสียโดยดี หลีปิ่นไม่รับให้การปฏิเสธ เปาเล่งถูเห็นมีความพิรุธ โดยรูปความก็ได้ความชัดอยู่แล้ว ที่ข้อไปบอกแห่งรองเท้าและได้มีดกับรองเท้ามา จึงผูกตีหลีปิ่นๆ ทนไม่ได้ก็รับไปตามความจริงที่ตนได้กระทำไว้ทุกประการ เปาเล่งถูจึงปล่อยตัวเนียมลักสั่งให้เอาตัวหลีปินไปฆ่าเสีย

ความเรื่องนี้ได้ความจริงเพราะอุบายที่ออกหนังสือบล จึงได้ต้นเงื่อนความจริงและได้ทั้งของกลาง คือมีดกับรองเท้า แม้ถึงหลีปิ่นไม่รับจนต้องผูกตีจึงได้รับ ก็สมควรที่จะผูกตีได้ เพราะพยานคือผัวของหญิงมีชื่อ และหญิงที่เป็นชู้กับหลีปิ่นได้ของกลางมาเพราะหลีปิ่นเป็นหลักฐาน ควรเห็นได้ว่า ถ้าหลีปิ่นมิได้ทำร้ายเขาเหตุใดจะรู้ว่ามีดกับรองเท้าฝังอยู่ในที่นั้น รู้ได้ด้วยประการใดนอกจากกระทำแก่เขาเอง
บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 4781


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 104.0.0.0 Chrome 104.0.0.0


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 24 สิงหาคม 2565 15:21:09 »

.
   

     พงศาวดารจีน
     เรื่อง
     เปาเล่งถูกงอั้น  เปาบุ้นจิ้น
     ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)
    เรื่องที่ ๒๙ ใบไม้บอกความ

มีความว่า ยังมีชายผู้หนึ่งชื่อเซียงเจ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลซินติ้นกุ้ย แขวงเมืองคัยฮงหู เซี่ยงเจ่งมีบุตรภรรยาทำไร่นาทอปักเลี้ยงชีวิต แต่ตัวเซี่ยงเจ่งเป็นผู้พากเพียรเล่าเรียนหนังสือ น้ำใจก็ซื่อตรงตั้งอยู่ในยุติธรรม จะประกอบการสิ่งใดมิให้เป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่เพื่อนบ้านใกล้เคียง เซี่ยงเจ่งเพลิดเพลินไปด้วยการอ่านหนังสือและแต่งโคลงดีดสีเครื่องดนตรีเสพสุราเป็นต้น

อยู่มาวันหนึ่ง เซี่ยงเจ่งจึงพูดแก่ภรรยาว่า ธรรมดามนุษย์ซึ่งเกิดมาในโลกแล้วตายแล้วก็ไม่คืนกลับมาได้ เกิดแล้วก็ต้องตายเท่านั้นมิได้แก้ไขยักย้ายได้เลย จึงเห็นได้แน่ว่าความตายเป็นความเที่ยง เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ถ้าวาสนาไม่มีก็ไม่มีชื่อเสียงในแผ่นดิน เรามิได้มีความโทมนัสน้อยใจเลย เพราะเราเข้าใจว่ากุศลหนหลังเราจะมิได้สร้างสมอบรมไว้ เข้าสอบไล่หนังสือครั้งใดก็ตกทุกครั้ง ตัวเราก็ชราลงทุกวัน เราคิดจะหาแต่ความสุขในปัจจุบันและเผื่อโลกหน้าต่อไปเท่านั้น ในการยศศักดิ์เราไม่คิดแล้ว เซี่ยงเจ่งพูดแก่ภรรยาดังนั้นแล้วจึงให้ภรรยาเอาสุรามากิน เซี่ยงเจ่งกำลังเสพสุราอยู่ พอนายอำเภอตำบลติ้นกุ้ยมาเตือนให้เซี่ยงเจ่งไปเสียค่านา เซี่ยงเจ่งจึงเอาเงินลิ่มไปแลกตามร้านตลาดเป็นเงินสี่ตำลึงกับมีเศษสามเหรียญ เซี่ยงเจ่งจึงไปในเมืองคัยฮงหูเพื่อจะเสียค่านา เซี่ยงเจ่งครั้นเข้าไปถึงในเมืองจึงจ่ายซื้อเครื่องบวงสรวงไปบวงสรวงเทพารักษ์หลักเมือง ครั้นบวงสรวงเสร็จแล้ว เซี่ยงเจ่งเอาเครื่องบวงสรวงกับสุรามากิน เหลือจากนั้นเซี่ยงเจ่งก็ออกจากศาลเทพารักษ์หลักเมืองจะไปเสียค่านา

เมื่อขณะเซี่ยงเจ่งเข้าไปคำนับบวงสรวงเทพารักษ์หลักเมืองนั้น เซี่ยงเจ่งปลดไถ้ใส่เงินออกจากตัว วางไว้บนโต๊ะศาลเจ้าหลักเมือง ครั้นเวลากลับออกมาลืมไถ้ใส่เงินไว้บนโต๊ะในศาลเจ้าหลักเมือง

ยังมีชายผู้หนึ่ง แซ่เอียบ ชื่อขง เห็นเซี่ยงเจ่งลืมไถ้ใส่เงินไว้ ก็มีความยินดีจึงเก็บเอาไถ้ของเซี่ยงเจ่งไปเสีย

ฝ่ายเซี่ยงเจ่งเดินออกไปจากศาลได้ประมาณครึ่งชั่วโมง คิดขึ้นมาได้ว่าไถ้ใส่เงินลืมไว้ในศาลเจ้า เซี่ยงเจ่งตกใจจึงรีบกลับไปยังศาลเจ้าหลักเมืองก็หาเห็นไถ้เงินของตนไม่ เซี่ยงเจ่งมีความโทมนัสเสียใจยิ่งนัก จึงคิดขึ้นได้ว่าเปาเล่งถูเป็นผู้มีสติปัญญา ใจตั้งอยู่ในยุติธรรม และตัดสินคดีเรื่องใดของราษฎรซึ่งไม่มีหลักฐานเป็นความลี้ลับอันไม่มีเงื่อนสาย เปาเล่งถูสามารถที่จะพิจารณาสอดส่องหากระแสความด้วยอุบายและวิธีทางพิจารณาจนได้ความจริงโดยยุติธรรมขาวใสทุกเรื่อง จำเราจะต้องไปฟ้องต่อเปาเล่งถูให้ชำระเอาตัวผู้ที่เก็บเอาไถ้ที่ใส่เงินของเราไปให้จงได้ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้วเซี่ยงเจ่งก็ไปหาเปาเล่งถู

ฝ่ายเปาเล่งถูเห็นเซี่ยงเจ่งมาจึงทักถามว่า ท่านนี้มาจากตำบลใดมาหาเราด้วยธุรกิจสิ่งใด ท่านชื่อใด เราดูหน้าตาท่านไม่สบายมัวหมองฉะนี้

เซี่ยงเจ่งคำนับเปาเล่งถู แล้วจึงแจ้งความต่อเปาเล่งถูว่าข้าพเจ้าชื่อเซี่ยงเจ่งอยู่ตำบลบ้านซินติ้นกุ้ย แขวงเมืองคัยฮงหู จะเอาเงินไปเสียค่านา ข้าพเจ้าเข้าไปในศาลเจ้าหลักเหมืองคำนับเทพารักษ์ปลดไถ้ที่ใส่เงิน ออกจากตัววางไว้บนโต๊ะหน้าเทวรูป ครั้นเวลากลับออกจากศาลเจ้าลืมสติมิได้คิดถึงไถ้ที่วางไว้ ออกจากศาลเจ้าไปประมาณสักครึ่งชั่วโมงคิดขึ้นมาได้ กลับไปที่ศาล ไถ้ใส่เงินที่วางไว้นั้นหายไปเสียแล้วหาเห็นไม่ ไม่แจ้งว่าผู้ใดจะเก็บเอาไป ขอท่านได้ชำระแก่ข้าพเจ้าด้วย

เปาเล่งถูได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงพูดว่า ท่านผู้นี้เป็นคนเสียจริตดอกกระมัง มาฟ้องอะไรอย่างนี้ไม่เห็นมีหลักฐานทางที่จะพิจารณา จะไปไต่สวนว่ากล่าวเอาแก่ใคร หรือท่านรังเกียจติดใจสงสัยผู้ใดว่ามา ที่ท่านมากล่าวความเลื่อนลอยดังนี้เราไม่รู้ที่ว่าจะทำอย่างไรให้แก่ท่านได้

เซี่ยงเจ่งได้ฟังเปาเล่งถูว่าดังนั้น ก็กลับออกมาเดินบ่นไปว่าเขาเลื่องลือกันว่าเปาเล่งถูมีสติปัญญา ประกอบไปด้วยอุบายสามารถจะสอดส่องพิจารณาอรรถคดีลี้ลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนสาย อันปราศจากหลักฐานสักขีพยานของราษฎรได้ความจริงทุกเรื่อง มิได้ล่วงพ้นสติปัญญาของเปาเล่งถูไปได้เลย คำที่คนทั้งหลายเล่าลือพูดกันดังนี้เป็นความเท็จหาจริงไม่ วันนี้เราคดีทุกข์ร้อนมาฟ้องบ้าง ก็หารับชำระไม่กลับพูดว่าเราเป็นบ้าซ้ำไปเสียอีก เดินพลางบ่นพลาง

เปาเล่งถูได้ยินเซี่ยงเจ่งเดินบ่นกลับออกไปดังนั้น จึงมานั่งนึกตรึกตรองอยู่ในใจว่า ความรายนี้จำจะต้องเอาใจใส่ชำระสืบสาวเอาตัวผู้เก็บเงินของเซี่ยงเจ่งไปให้จงได้ ครั้นคิดเห็นดังนั้นแล้ว เปาเล่งถูจึงไปยังศาลเจ้าหลักเมือง จุดธูปเทียนคำนับเทพารักษ์แล้วอธิษฐานว่า ตัวข้าพเจ้าเป็นขุนนางต่างพระเนตรพระกรรณของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน สำหรับระงับทุกข์ร้อนของอาณาประชาราษฎรเพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุข คดีของราษฎรผู้ใดอย่างใด อันผู้ใดไม่สามารถจะล่วงรู้เป็นหลักฐานแล้ว ขออำนาจเทวานุภาพจงสงเคราะห์อนุเคราะห์บันดาลอุบัติเหตุลางนิมิตให้ข้าพเจ้าพิจารณาได้ความจริงเถิด ครั้นบนบานดังนั้นแล้ว เปาเล่งถูก็กลับมาบ้าน

ในราตรีวันนั้น เปาเล่งถูนั่งตริตรองรำพึงถึงเงินของเซี่ยงเจ่งที่หายอยู่ ตรองหาอุบายที่จะพิจารณา บังเอิญลมพัดใบไม้หนึ่งปลิวมาตกลงตรงหน้าเปาเล่งถู  เปาเล่งถูหยิบใบไม้นั้นมาพิจารณาดูเห็นมีรอยตัวแมลงกินปรุเป็นรู เปาเล่งถูจึงคิดประกอบตัว เป็นอักษรศัพท์กิริยานามในใบไม้นั้นเรียกว่า (เอียบ) ใบไม้ที่เป็นรอยปรุนั้นเรียกว่า (ขง) รวมอักษรสองตัวผสมกันเข้าว่า “เอียบขง”  เปาเล่งถูเห็นความดังนั้นแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า เปาเล่งถูจึงสั่งให้นักการแยกย้ายกันไปเที่ยวเรียกเอียบขงทุกๆ หลังเรือนราษฎร ถ้ามีผู้ใดขานรับให้จับตัวผู้นั้นมาให้แก่เรา นักการก็แยกย้ายกันไปเที่ยวเรียกชื่อเอียบขงทุกบ้านทุกเรือนตามคำเปาเล่งถูสั่ง

เตียเหลงกับเตียวโฮ้งเที่ยวเดินเรียกชื่อเอียบขง ไปถึงตึกแถวโรงร้านแห่งหนึ่ง เอียบขงอยู่ในตึกได้ยินเรียกถึงชื่อตัวก็ขานรับออกมา เตียเหลงเตียวโฮ้งก็จับเอาตัวเอียบขงมาส่งให้เปาเล่งถูๆ จึงถามเอียบขงว่าวันที่แล้วมานั้นท่านเข้าไปในศาลเจ้าหลักเมือง เงินของเซี่ยงเจ่งวางลืมไว้บนโต๊ะหน้าเทวรูปท่านเอาไป จงคืนให้เซี่ยงเจ่งผู้เจ้าของเสียเถิด เทพารักษ์หลักเมืองบอกแก่เราๆ รู้แล้ว ท่านอย่าคิดโลภอำพรางเอาของเขาไว้เลย จงคืนให้เสียโดยดีเถิด บุญคุณก็จะมีแก่เซี่ยงเจ่งด้วย

เอียบขงได้ฟังเปาเล่งถูถามและบังคับดังนั้นก็ตกใจ แล้วมาคิดอยู่ในใจว่าเงินรายนี้เราเก็บได้ มิได้มีผู้รู้เห็นเป็นพยานแต่สักคนหนึ่งเลย แต่อัศจรรย์ใจนักหนาที่ท่านเปาเล่งถูมารู้เรื่องนี้ ราวกะมีนัยน์ตาทิพย์ดุจเทพยดา จึงได้เจาะจงเอาชื่อเราตัวฉะนี้ ซึ่งจะอำพรางไว้นั้นจะไม่ได้เลย ครั้นคิดเป็นดังนั้นแล้ว เอียบขงก็รับว่าเก็บได้

เปาเล่งถูครั้นเห็นเอียบขงรับดังนั้น จึงบังคับให้เอียบขงนำนักการไปเอาของกลางซึ่งเก็บได้นั้นมาให้แก่เปาเล่งถูๆ จึงให้นักการไปตัวเซี่ยงเจ่งมาตรวจดูเงินกลางๆ นั้น ๔ ตำลึงกับเบี้ยแปะ ๕๐๐ เบี้ย ถูกต้องตามจำนวนของเซี่ยงเจ่งซึ่งใส่ไว้ในไถ้ เปาเล่งถูจึงตัดสินให้เซี่ยงเจ่งไปเสียค่านาตามบัญชี ๓ ตำลึง ยังคงเหลืออยู่ ๕๐๐ เบี้ยแปะ แบ่งให้เอียบขงกึ่งหนึ่งเป็นค่ารางวัลที่เก็บได้  เปาเล่งถูตัดสินดังนั้นแล้ว เซี่ยงเจ่งก็ยอมให้รางวัลแก่เอียบขง ตามคำเปาเล่งถูตัดสินทุกประการ แล้วเอียบขงกับเซียงเจ่งก็คำนับลาเปาเล่งถูกลับไปบ้าน เซี่ยงเจ่งสรรเสริญคุณเปาเล่งถูยิ่งนัก

เราตรวจดูรูปความและเหตุที่ของหายก็เป็นความเลื่อนลอยจริงๆ หามีหลักฐานทางพิจารณาไม่ แต่ครั้นเซี่ยงเจ่งพูดบ่นดังนั้นตามความเข้าใจของคนโง่ และเชื่อคุณความดีความปรีชาของเปาเล่งถู และไปฟ้องหมายใจว่าจะชำระให้ได้

ฝ่ายเปาเล่งถูเมื่อได้ยินเซี่ยงเจ่งบ่นนินทาดังนั้น จึงเกิดมานะและร้อนใจ จึงได้ขวนขวายหาอุบายและทางที่จะพิจารณาก็อุบายที่ให้เที่ยวเรียกชื่ออย่างนี้ ก็มิได้มีแบบแผนในที่ใด หากท่านผู้นั้นคิดขึ้นได้ด้วยสติปัญญาของท่านเอง จึงได้ความจริงดังนี้ก็ควรจะเป็นที่สรรเสริญจริงว่ามีสติปัญญาแท้แล้ว  

บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
คำค้น:
หน้า:  1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ เรื่องที่ เรื่องที่ ๔๑ กัสสปมันติยชาดก : บิดาชรากับบุตรน้อย
ชาดก พระเจ้า 500 ชาติ
Kimleng 0 373 กระทู้ล่าสุด 06 กุมภาพันธ์ 2564 19:58:21
โดย Kimleng
พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ เรื่องที่ เรื่องที่ ๔๒ ติตติรชาดก : ฤๅษีปากจัด
ชาดก พระเจ้า 500 ชาติ
Kimleng 0 363 กระทู้ล่าสุด 06 กุมภาพันธ์ 2564 20:02:37
โดย Kimleng
พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ เรื่องที่ เรื่องที่ ๔๓ โสมทัตตชาดก : โสมทัตคนประหม่า
ชาดก พระเจ้า 500 ชาติ
Kimleng 0 421 กระทู้ล่าสุด 06 กุมภาพันธ์ 2564 20:05:57
โดย Kimleng
พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ เรื่องที่ เรื่องที่ ๔๔ ธัมมัทรชาดก : ธรรมธัชบัณฑิต
ชาดก พระเจ้า 500 ชาติ
Kimleng 0 354 กระทู้ล่าสุด 11 มีนาคม 2564 18:33:29
โดย Kimleng
พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ เรื่องที่ เรื่องที่ ๔๕ อัฏฐิเสนชาดก : ฤๅษีอัฏฐิเสน
ชาดก พระเจ้า 500 ชาติ
Kimleng 0 317 กระทู้ล่าสุด 12 มีนาคม 2564 19:29:23
โดย Kimleng
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.225 วินาที กับ 34 คำสั่ง

Google visited last this page 30 กันยายน 2565 18:38:01