[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
26 มกราคม 2564 16:27:36 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความทรงจำนอกมิติ : สมาธิ-สะกดจิตตัวเองกับอภิญญาจิตวิญญาณ  (อ่าน 1292 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มดเอ๊ก
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +8/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 4640


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 08 กุมภาพันธ์ 2554 08:42:05 »



 โพลล์ในประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมมากๆ และนานแล้ว เช่น ในสหรัฐอเมริกาต่างบ่งชี้ว่าคนบางคนมีความสามารถเหนือธรรมชาติ หรือตามที่ศาสนาพุทธเราเรียกว่า อภิญญา ได้มากกว่า 40% และที่สำคัญมากกว่าคือพบมากกว่าในคนที่ได้รับการศึกษาสูงๆ (Gallup Poll, 2005) ความสามารถหรือความรู้เหนือธรรมชาติหรืออภิญญานี้มี 2 รูปแบบกว้างๆ คือ ESP กับ PK ซึ่งเป็นคำย่อ (ของ extrasensory  perception) กับ (psychokinesis) ที่ได้มาจากภาษากรีก) ซึ่งเป็นการอธิบายการทำงานระหว่างกันและกัน คำแรกอธิบายการทำงานระหว่างจิตกับร่างกายคนอื่น (มาก) กับเหตุการณ์ (น้อย) คำหลังอธิบายการทำงานของจิตกับวัตถุภายนอก 

  ฝรั่งที่ส่วนใหญ่มักจะได้รับการศึกษาสูงกว่าคนในประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา และมักจะหัดให้เด็กอ่านหนังสือมาตั้งแต่ยังเล็กๆ อีกอย่างที่เห็นได้ชัดคือตัวอย่างที่ผู้ใหญ่มักทำ เด็กๆ ก็จะทำตาม  คือหากผู้ใหญ่ชอบอ่านหนังสือและอ่านให้เด็กเห็น เด็กๆ ก็ชอบอ่านหนังสือกันไปด้วย ลูกชายที่อยู่อเมริกามาตั้งแต่เด็กและอยู่ต่างประเทศมานับรวมๆ กันได้เกือบ 40 ปี ก็ชอบอ่านหนังสือ เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งเป็นอเมริกันอ่านหนังสือทุกวัน สัปดาห์ละ 2-3 เล่ม และทำมานานแล้ว นึกถึงคนไทยที่อ่านหนังสือเฉลี่ยปีหนึ่งๆ ปีละ 3-4 เล่มแล้วต่างกันมาก เรา-ตั้งแต่เล็กๆ ก็มีคุณปู่คุณตาคุณย่าคุณยายผลัดกันเอาใจ พอโตขึ้นมาหน่อยก็ติดเกมติดกามแล้วก็บ้าเข็มขัดตามเพื่อนหรือติดยา จะเอาเวลาที่ไหน? มาอ่าน ก็ไม่รู้ว่าจะโทษใคร? นอกจากโทษรัฐบาล เพราะอาสาเข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองเอง

ด่าคนไทยรัฐบาลไทยแล้วรู้สึกค่อยยังชั่ว

 บทความบทนี้ อย่างเคย มีอยู่ 2 ตอน คือ ตอนแรกเป็นเหตุ สมาธิซึ่งเป็นการปฏิบัติในศาสนาที่อุบัติขึ้นทางตะวันออก ในสายตาของผู้เขียนและนักฟิสิกส์บางคนมองไม่ต่างจากการสะกดจิตตัวเอง -  เบาๆ ส่วนตอนหลังเป็นผล ผลคืออภิญญากับภาวะจิตวิญญาณ (spirituality) ที่ไล่ไปถึงนิพพาน พุทธศาสนานั้นจะเน้นสติปัญญา (intelligence) และปัญญาระดับสูง (wisdom or intuition ซึ่งไม่ใช่ลางสังหรณ์นะ) ในขณะเดียวกันนั้นก็ค่อยๆ มีภาวะจิตวิญญาณหรือธรรมจิตที่จะไล่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามขั้นตอนของวิวัฒนาการทางจิต ซึ่งมีสเปกตรัมหลากหลาย (มี 8 ระดับในเคน วิลเบอร์ และในสไปรัล ไดนามิกส์) ผู้เขียนเชื่อว่า เกิดเป็นมนุษย์นั้นมีศักยภาพเหลือหลาย คือแทบจะไม่มีอะไรเลยที่มนุษย์เราทำไม่ได้  - นอกจากเป็นธรรมชาติจริงๆ - ที่ว่ามีศักยภาพเหลือหลายนั้นคือเราทำเทียมธรรมชาติได้ แต่เหตุผลและประโยชน์ของการทำเทียมหรือจำลองธรรมชาติ ขึ้นกับความรู้ (information) และความรู้หรือข้อมูลนั้นขึ้นกับวิวัฒนาการทางจิตไล่ไปตามสเปกตรัมตามที่ว่านั้นอีกที โปรดอย่าลืมว่าวิวัฒนาการนั้นแปลหรือนิยามว่าการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นธรรมชาตินั้นจะต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลาสู่ความซับซ้อนกว่ายิ่งกว่าเก่าขึ้นไปเสมอ ความเชื่อในนิยายโบร่ำโบราณจักรๆ วงศ์ๆ (mythic) ย่อมซับซ้อนกว่าการเสกด้วยเวทมนต์คาถามายากลง่ายๆ (magic) และในตอนนี้หรือในปัจจุบันนี้มนุษย์เราส่วนใหญ่จะมีวิวัฒนาการจิตอยู่ที่ขั้นหรือระดับของตัวตนและเหตุผล (self-egoic rational) แต่ก็ยังมีส่วนน้อยและน้อยนิดไล่ลงไปขั้นหรือระดับที่ "ต่ำลงไป" กว่าขั้นหรือระดับนี้ลงไปตามลำดับ 

 การสะกดจิตนั้นนิยามกันว่าเป็นการทำโดยผู้อื่นที่ทำให้คนที่ถูสะกดจิตมีสภาพจิตครึ่งหลับครึ่งตื่น  และจำไม่ได้กับพฤติกรรมของตนในระหว่างที่ตนถูกสะกดจิตอยู่นั้น การสะกดจิตตนเองที่ก็คือการทำสมาธิที่นักจิตวิทยาถือว่าเป็นสภาพการสะกดจิตอย่างเบาๆ ประการหนึ่ง โดยการพิจารณาหรือสร้างความคิดมุ่งเน้นเฉพาะต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดแต่เพียงอย่างเดียว (one-pointed mind concentration) โดยยุติความคิดในด้านอื่น การสร้างสมาธิด้วยวิธีนี้จะต้องพร้อมใน 3 รูปแบบ คือความตั้งใจภายในด้วยจิตที่มุ่งมั่น (intention) หนึ่ง ความตั้งใจจากภายนอกด้วยกาย วาจา จิตใจ (attention) เช่น อยู่ในสถานที่ที่เงียบสงบ หนึ่ง และการทำเช่นนั้นอย่างซ้ำๆ (repetition) อีกหนึ่ง และทั้ง 3 รูปแบบนี้จะหลงลืมหรือหย่อนยานอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้เด็ดขาด และทั้งหมดนั้นทางศาสนาตะวันออกที่อุบัติขึ้นที่อินเดียและจีนจะบอกว่าต้องทำสมาธิไม่ต่ำกว่า 10% ของวันวันหนึ่งที่มี (2.5 ชั่วโมงต่อวัน) เป็นเวลานาน มิน่าที่ผู้เขียนถึงรู้สึกตกใจที่สำนักปฏิบัติจิตปฏิบัติธรรมต่างก็บอกผู้เขียนว่า อย่างน้อยจะต้องทำสมาธิในทางพุทธศาสนาวันละ 2 ชั่วโมง เช้าชั่วโมง เย็นชั่วโมงไปตลอดทั้งชีวิต (ผู้เขียนเพิ่งเริ่มนั่งอย่างจริงๆ จังๆ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 โดยไม่ขาดการปฏิบัติเลย (ผู้เขียนได้ปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่เมื่อกว่า 25 ปีก่อน แต่ไม่ได้ปฏิบัติทุกๆ วันอย่างสม่ำเสมอและจริงๆ จังๆ) มิน่าอีกทีที่ บี.อแลน วอลเลซ นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงของโลกและนับถือพุทธศาสนา เพราะได้ติดตามองค์ทะไล ลามะ มาตลอดถึงได้กล่าวว่าการทำสมาธินั้นต้องทำให้ได้รวมกันแล้วถึง 10,000-15,000 ชั่วโมงค่อนข้างจะติดต่อกัน (B.Alan Wallace : Hidden  Dimensions, 2007) แล้วปีหนึ่งๆ ก็มีเพียง 365 วันเท่านั้น ตลอดทั้งชีวิตที่เหลือของผู้เขียนจึงถูกต้องตามสำนักที่สอนสมาธิปฏิบัติบอกดังกล่าวมานั้น

 อภิญญาในพุทธศาสนา-ความรู้เหนือธรรมชาติ (extrasensory perception หรือ ESP อันเป็น  paraphysics) หรือเป็นคำตอบของคำถามที่เราอยากรู้อันเป็นการทำนายอนาคตนั้น ริชาร์ด อแลน มิลเลอร์ นักฟิสิกส์ที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นผู้ปฏิบัติสมาธิของเซนพุทธศาสนาได้บอกว่า ว่ากันตามจริงก็เป็นการคาดการณ์ (เดา) แต่ดีกว่าการเดาสุ่มๆ ไปเท่านั้นมากนัก คือ ดีกว่าการเดาของผู้ไม่ปฏิบัติสมาธิเลยที่เฉลี่ยได้เพียง 22-27 ใน 100 ครั้ง หรือคนที่มีความสามารถเหนือธรรมชาติที่มีชื่อ (psychics) เช่น คนทรงเจ้า อาจารยโหราศาสตร์ ฯลฯ ทำนายได้ที่อย่างดีก็ถูกเพียง 61 ครั้ง แต่หากสะกดจิตตัวเองแบบที่ริชาร์ด มิลเลอร์ แนะนำคือ ทำตามสมการที่มิลเลอร์ให้มา (ดูข้างล่าง) จะทำนายได้ถึง 83 ใน 100 ครั้ง ที่สำคัญคือ มิลเลอร์บอกว่าจักรวาลเป็นโฮโลแกรม (holographic universe) เป็นคนแรกตั้งแต่ช่วงต้นของทศวรรษที่ 1960 และที่สำคัญกว่านั้นมิลเลอร์ยังบอกว่าเป็นพลังงานจิตซึ่งก่อให้เกิดอภิญญา (ที่ทางวชิรญาณและมหายานพุทธศาสนาบอกว่าแยกออกจากจิต (ไร้สำนึก) ของจักรวาลไม่ได้ ทั้ง 2 ได้แยกตัวออกมาจากสุญตาหรือความว่างเปล่า (void) อภิญญานั้นพระพุทธเจ้าไมค่อยสนับสนุนนัก เพราะเป็นเรื่องที่คนทำสมาธิที่จะได้ทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะติดอยู่ตรงนั้น จึงเลยมักจะไม่ขวนขวายแสวงหาปัญญาและการหลุดพ้นต่อ ซึ่งพุทธศาสนาถือว่าปัญญาคือจุดสุดยอดดังที่ผู้เขียนเล่าไว้หลายครั้งแล้ว) และมิลเลอร์ยังบอกว่า หากพลังงานจิตและจิตจักรวาลมีไม่พอ ซึ่งหมายความว่าหากไม่เข้มข้น (intense) พอ ก็ให้ทำสมาธิซ้ำๆ ต่อไปเพื่อให้สมาธินั้นมีความเข้มข้นพอ การสะกดจิตตัวเองที่ก็เป็นการทำสมาธิตามที่ริชาร์ด  อแลน มิลเลอร์ ได้ร่วมวิจัยมาตั้งแต่ปีต้นๆ ทศวรรษที่ 1970 นั้น และตอนหลังได้กลายเป็นโครงการของกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกา (U.S. Navy - SEALS) ได้สรุปว่าการสะกดจิตตัวเองคือการทำสมาธิและการได้รับ "ความรู้เหนือธรรมชาติ" (อภิญญา) ซึ่งหากจะเอาเพียงแค่นี้ ใครๆ ก็ทำได้หรือทำนายได้ (ไม่จำเป็นต้องเป็น psychics) แต่ต้องเข้าถึงจิตที่ "ว่างเปล่าโดยปราศจากความคิดใดๆ" (blank mind) ในขณะเข้าภวังค์ (trance) แล้วพยายามตอบคำถามที่อยากรู้นั้นหรือทำนายได้นั้น "อย่างเข้มข้น" แต่ต้องระลึกเสมอว่าตนนั้นไม่ใช่อรหันต์และทำนายได้ถูกต้องเผงเพียง 83% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 17% จึงผิดทั้งหมด และนั่นก็ไม่ใช่น้อยหากเป็นเรื่องทำนายอนาคตของโลก มิลเลอร์ยังได้ให้สมการไว้ให้คนที่สนใจกว่าผู้ที่อ่านบทความนั้นเฉยๆ สมการมีดังนี้

E(psi) = A(e) x i(c) x  t

  E(psi) คือ พลังงานจิต (ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกคำตอบที่เราอยากรู้หรืออภิญญานั้นจะเท่ากับ A(e)  หรือตัวคงที่ของภูมิประเทศที่ไม่ต้องนำมาคูณก็ได้หากภูมิประเทศไม่เปลี่ยนแปลง คูณกับความเข้มข้นของสมาธิ i(c) หรือ intense concentration คูณกับ t หรือเวลาของความเข้มข้นของการทำสมาธิ หรือก็คือสตินั่นเอง  (เว็บไซต์ nwbotanicals.org)   
 ส่วนภาวะ-สภาวะจิตวิญญาณ (spirituality) นั้นเป็นเส้นทางนำสู่นิพพานหรือเป็นเส้นทางวิวัฒนาการของจิตไปตามสเปกตรัมสู่โอเมกาพอยต์ของปิแอร์ เตยา เดอ ชาดัง เป็นสภาวะที่ไม่มี "ตัวกูของกู" (Selfless and egoless) โดยสิ้นเชิง ดังนั้นถึงได้ไม่มี "ทุกขา"

ที่เล่ามานี้ หากอ่านให้ดีจะพบว่าการทำสมาธิของผู้เขียนที่ได้ปฏิบัติหรือคิดว่าปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนานั้นไม่ได้กล่าวเฉพาะเถรวาทพุทธศาสนา ส่วนการสะกดจิตตัวเองที่มีผู้เขียนบอกว่าเป็นการทำสมาธินั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิตามแบบฉบับของพุทธศาสนาในแบบที่คนไทยส่วนใหญ่มากๆ นับถือ แต่หมายถึงการทำสมาธิทั่วๆ ไป และต้องขอบอกอีกครั้งหนึ่งว่าบทความนี้มีจุดมุ่งหมายคล้อยตามการวิจัยของนักฟิสิกส์ชาวอเมริกันชื่อ ริชาร์ด อแลน มิลเลอร์ เผื่อว่ามีผู้อ่านคนใดประสงค์ที่จะทดสอบสมการของมิลเลอร์ว่าจะประยุกต์ใช้ในการทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ของโลกหรือประเทศไทยว่ามีหรือหนักหน่วงหรือไม่? ซึ่งเว็บไซต์ได้ให้ไว้แล้วข้างบน หรือบทความของเขาผู้นั้นในวารสาร (Nexus ,vol.17 (3), 2010) ผู้เขียนขอย้ำว่าบทความบทนี้ไม่ได้มีเจตนาใดๆ เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มากๆ รวมทั้งผู้เขียนให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่ง.



http://www.thaipost.net/sunday/060211/33926


http://www.tairomdham.net/index.php/topic,5142.0.html

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

ทิ นัง มิไฮ นัง มิจะนัง ทิกุนัง แปลว่า
ที่นั่ง มีให้นั่ง มึงจะนั่ง ที่กูนั่ง ทิ้งไว้เป็น
ปริศนาธรรม นะตะเอง
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
ศีล - สมาธิ - ปัญญา
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
時々๛कभी कभी๛ 2 1972 กระทู้ล่าสุด 09 กันยายน 2553 13:05:26
โดย หมีงงในพงหญ้า
ศีล สมาธิ ปัญญา {อัพยากตศีล}
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
時々๛कभी कभी๛ 4 2316 กระทู้ล่าสุด 04 พฤศจิกายน 2553 21:59:12
โดย 時々๛कभी कभी๛
เมื่ออยู่ใน “สมาธิ” นั้นเล่า ก็มิใช่ว่าจิตจะโง่เง่าซึม - หลวงปู่เทสก์
ธรรมะจากพระอาจารย์
Compatable 0 4970 กระทู้ล่าสุด 12 กุมภาพันธ์ 2558 12:24:18
โดย Compatable
สมาธิ ฝึกง่าย ๆ สุขได้ทุกที่ แม้มีเวลาไม่กี่นาที
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
มดเอ๊ก 0 671 กระทู้ล่าสุด 28 กรกฎาคม 2559 02:43:30
โดย มดเอ๊ก
ภาวนาภิรัตธรรม - ศีล สมาธิ ปัญญา
ไขปัญหาโลก ธรรม และความรัก
Maintenence 1 18 กระทู้ล่าสุด 20 มกราคม 2564 16:12:21
โดย Maintenence
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.681 วินาที กับ 33 คำสั่ง

Google visited last this page 13 ตุลาคม 2563 17:56:21