[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
24 กุมภาพันธ์ 2562 09:36:39 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 ... 4 5 [6]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระเครื่อง  (อ่าน 117672 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1109


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #100 เมื่อ: 08 มกราคม 2562 15:45:12 »



เหรียญเม็ดแตง วัดช้างให้
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน มีเพื่อนกับคนที่รู้จักกันถามเรื่องการที่จะห้อยพระเครื่องสักองค์ ควรจะหาพระเครื่องอะไรห้อยคอดี กลุ่มคนที่ถามก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องพระเครื่องนัก คำถามก็คือเขาอยากจะหาพระเครื่องห้อยคอแบบห้อยองค์เดียวหรือหาให้ลูกหลานห้อยสักองค์ น่าจะห้อยพระอะไรดี

ครับความจริงเรื่องนี้ก็แล้วแต่ใครจะชอบพระอะไร ก็ห้อยพระนั้นๆ แต่ถ้าจะถามผมโดยความเห็นส่วนตัวแล้วให้ห้อยองค์เดียว ผมก็จะห้อยพระหลวงปู่ทวดครับ ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมจะเลือกพระหลวงปู่ทวดของวัดช้างให้ รุ่นที่ทันพระอาจารย์ทิมปลุกเสก หลายคนก็บอกว่าหายากและแพง ข้อนี้ก็แล้วแต่ว่าเราจะเลือกรุ่นไหน สภาพอย่างไร ถ้าจะหาเพื่อนำมาเป็นกำลังใจปกป้องคุ้มครองก็รุ่นไหนก็ได้ครับ สภาพก็แล้วแต่ว่าสวยหรือไม่ ถ้าหย่อนงามหน่อยราคาก็จะถูกลงมาต่างกันมาก

ยกตัวอย่างถ้ามีทุนทรัพย์มากก็หารุ่นแรกเนื้อว่าน พิมพ์อะไรก็ว่ากันไป หรือจะเป็นเหรียญรุ่นแรก พระรุ่นหลังเตารีด สนนราคาก็จะต่างกันตามพิมพ์และสภาพของพระ ส่วนผมชอบเหรียญเม็ดแตง เนื่องจากเป็นเหรียญขนาดเล็กน่ารัก เลี่ยมห้อยคอก็สวยงาม เหรียญเม็ดแตงก็มีการปลุกเสกอยู่ 2 ปี คือปี พ.ศ.2506 กับปี พ.ศ.2508 นอกจากนี้ในปัจจุบันก็ยังแยกบล็อกออกอีกมากมาย สนนราคาก็แตกต่างกันไป สนนราคาสวยๆ ก็ตั้งแต่หลักหมื่นกว่าๆ ถึงหลักแสน ตามรุ่นตามบล็อกและความสวย

ครับนอกจากนี้ก็ยังมีเหรียญรุ่นที่ยังไม่แพงอีกหลายรุ่น เช่น เหรียญรุ่น 3-4 มีทั้งเหรียญรูปไข่และเสมา เนื้อเหรียญก็มีทั้งเนื้อทองแดงและอัลปาก้า สร้างประมาณปี พ.ศ.2503-2505 มีหลายบล็อก ก็มีสนนราคาแตกต่างกันไป ตั้งแต่หลักพันยันหลักหมื่น ถ้าสภาพสึกหน่อยก็ถูกหรือถูกมากก็มีตามสภาพ ผมเองก็เช่าหาทั้งสภาพสวยและสึกๆ เพื่อนบางคนว่าเช่าพระสึกๆ มาทำไม ไม่เช่าสวยๆ ไปเลยดีกว่า ผมเองไม่ได้เช่ามาเพื่อขายต่อ แต่เช่าเนื่องจากศรัทธาและเพื่อเป็นกำลังใจปกป้องคุ้มครอง จึงไม่ค่อยจำเป็นที่จะต้องหาสวยมากๆ เช่าพระสวยๆ นั้นดีแน่ครับ แต่ก็ต้องดูกำลังทรัพย์ที่พอจะเช่าได้ด้วย ผมเองถ้ามีโอกาสเช่าพระสวยๆ ก็เช่าเหมือนกันนะครับ ตามกำลังทรัพย์ที่พอจะเช่าได้ ณ เวลานั้นครับ

ก็มีเพื่อนถามว่าทำไมผมจึงเลือกพระหลวงปู่ทวด ผมก็บอกตามความคิดส่วนตัวว่า ผมเองศรัทธาในองค์หลวงปู่ มีความเชื่อมั่นว่า ถ้าเราประพฤติดีหลวงปู่ท่านก็จะช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากสิ่งไม่ดีทั้งปวง แม้จะมีเรื่องร้ายแรงเท่าใด หลวงปู่ก็จะช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบาหรือแคล้วคลาดปลอดภัยได้ครับ และถ้าหาพระหลวงปู่ทวดวัดช้างให้รุ่นที่ทันพระอาจารย์ทิมปลุกเสกไม่ได้ ก็เป็นรุ่นใดก็ได้ครับ หรือจะเป็นของวัดอื่นๆ ก็ยังได้ ขอให้ระลึกถึงท่านอยู่เสมอ กระทำความดีละชั่ว ก็ได้ผลเหมือนกันหมดครับ

ในวันนี้ผมขอนำรูปเหรียญเม็ดแตง วัดช้างให้ ปี พ.ศ.2508 ทั้งด้านหน้าและด้านหลังมาให้ชมครับ

ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





พระผง หลวงปู่ทองคำ สุวโจ
"หลวงปู่ทองคำ สุวโจ" เดิมจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ที่สำนักสงฆ์วังงูเหลือม ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

ในปี 2561 ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ จวบจนปัจจุบัน

หลวงปู่พร้อมญาติโยมที่เลื่อมใสศรัทธา ร่วมใจกันก่อสร้างอาศรมแห่งนี้ขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรม

เป็นเพียงโรงเรือนชั้นเดียวเปิดโล่ง 3 ด้าน ใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเพียงใช้ประโยชน์กันแดดกันฝนเท่านั้น

ปัจจุบันอายุ 91 ปี พรรษา 37

เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2472 ที่บ้านมะโม ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

อายุ 16 ปี บรรพชาที่วัดบ้านคำครั่ง อ.กระนวน จ.ขอนแก่น นอกจากจะมุมานะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ยังสนใจวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงเดินทางไปกราบสักการะขอฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ขณะจำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์ฝั้น ศึกษาพระธรรมวินัยและสรรพวิชาต่างจากหลวงปู่ฝั้น ด้วยความขยันพากเพียร

ด้วยความจำเป็นบางประการจึงลาสิกขาและกลับมาอุปสมบทในปี 2523 อีกครั้ง ที่อุโบสถวัดราชพิสัย ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

ในปี 2561 ภายหลังย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์

มีโครงการจัดซื้อที่ดินถวายให้วัดโนนไซ เมืองเฟือง สปป.ลาว ซึ่งเป็นวัดที่ท่านให้ความอุปถัมภ์มาโดยตลอด รวมทั้งทำนุบำรุงวัดในประเทศอีกหลายแห่ง แต่ยังขาดปัจจัยอยู่เป็นจำนวนมาก

เนื่องจากหลวงปู่เป็นผู้มีมีความรู้ด้านพืชสมุนไพร ท่านจะนำความรู้ด้านสมุนไพร ช่วยบรรเทาอาการโรคเหล่านั้นให้ แต่มีปัญหาคือ สมุนไพรบางอย่างเริ่มหายาก หลวงปู่จึงมีโครงการที่จะจัดซื้อที่ดิน เพื่อปลูกสมุนไพรไว้รักษาโรคให้แก่ญาติโยม แต่ยังขาดปัจจัยอยู่เป็นจำนวนมาก

คณะศิษยานุศิษย์รวมทั้งญาติโยมที่เคารพเลื่อมใสศรัทธา ได้มีมติจัดสร้างวัตถุมงคล พระเนื้อผง ดวงโภคทรัพย์มหาเศรษฐีขึ้น สำหรับมวลสารที่นำมาเป็นส่วนผสมในการจัดสร้างวัตถุมงคลครั้งนี้ อาทิ เกศา จีวร ชานหมาก ผงกสิณไฟ หลวงปู่ทองคำ ผงงาช้าง ผงเก่าหลวงปู่หมุนวัดบ้านจาน เป็นต้น

ลักษณะของพระเนื้อผงดวงโภคทรัพย์มหาเศรษฐีรุ่นนี้ เป็นรูปไข่ขอบเกลียวเชือก

ด้านหน้าบริเวณกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ทองคำ ครึ่งองค์ห่มจีวรเฉียง

ด้านหลังจากด้านขวาของเหรียญขึ้นไปด้านบนวนลงไปด้านซ้ายเขียนว่า อาศรมสุวโจ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ ส่วนขอบด้านล่างเขียนว่า "โภคทรัพย์มหาเศรษฐี" บริเวณกลางเหรียญเป็นอักขระยันต์พุทธคุณเด่นรอบด้าน

จำนวนการสร้าง อาทิ เนื้อชานหมากฝังตะกรุดทองคำ 100 เหรียญ เนื้อผงใบลานฝังตะกรุดทองคำ-เงิน 500 เหรียญ เนื้อผงอิทธิเจฝังตะกรุดเงินสร้าง 3,000 เหรียญ เนื้อผงดำ สร้าง 2,000 พันเหรียญ เนื้อผงเทา 3,000 เหรียญ และเนื้อขาว 50,000 เหรียญ

ข่าวสดออนไลน์






พระสมเด็จ วัดระฆังฯ ที่สร้างโดยเจ้าประคุณพระ พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
โอกาสนี้ ผมขอนำรูปพระสมเด็จ วัดระฆังฯ ที่สร้างโดยเจ้าประคุณพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งมีทั้งพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ พระสมเด็จพิมพ์ทรงเจดีย์ พระสมเด็จพิมพ์ฐานแซม และพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูม มาให้ชมเพื่อเป็นสิริมงคล และขอบารมีของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ช่วยคุ้มครองท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านครับ

1.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่แม่พิมพ์เกศทะลุซุ้ม
พระแม่พิมพ์นี้เอกลักษณ์ของแม่พิมพ์ ที่ครูบาอาจารย์รุ่นเก่านำมาตั้งชื่อของแม่พิมพ์ที่เห็นได้ชัดก็คือ เอกลักษณ์ของพระแม่พิมพ์นี้คือพระเกศขององค์พระที่ยาวทะลุเลยซุ้มครอบแก้วไปจรดกรอบแม่พิมพ์

2.พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่แม่พิมพ์เส้นแซมใต้ฐาน
แม่พิมพ์นี้เอกลักษณ์ของแม่พิมพ์คือจะมีเส้นแซมที่อยู่ระหว่างใต้หน้าตักขององค์พระกับเส้นฐานชั้นบน และโดยเฉพาะองค์พระที่อยู่ในซุ้มครอบแก้วก็จะมีขนาดเขื่องกว่าแม่พิมพ์อื่นเล็กน้อย

3.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์
แม่พิมพ์นี้จะพบเห็นได้บ่อยกว่าแม่พิมพ์ทรงเจดีย์แม่พิมพ์อื่นๆ เอกลักษณ์ของพระแม่พิมพ์นี้ก็คือที่บริเวณช่วงกลางพระเกศจะมีรอยขยักป่องออกมาที่ด้านซ้ายขององค์พระ (ขวามือเรา) เพียงด้านเดียว ส่วนอีกด้านจะเป็นเส้นตรงเรียบๆ

4.พระสมเด็จ วัดระฆังฯพิมพ์ฐานแซม
แม่พิมพ์นี้เป็นแม่พิมพ์ใหญ่ของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม เนื่องจากองค์พระในซุ้มครอบแก้วจะมีขนาดเขื่องกว่าแม่พิมพ์ฐานแซม แม่พิมพ์อื่นๆ เอกลักษณ์คือพระเกศจะสั้นและกว้างตั้งแต่โคนพระเกศและจะค่อยๆ เรียวแหลมขึ้นไปจรดขอบซุ้ม ครอบแก้ว

5.พิมพ์ทรงเจดีย์ พระสมเด็จวัดระฆังฯ
แม่พิมพ์นี้จะพบเห็นได้น้อย เป็นแม่พิมพ์ทรงเจดีย์ ที่สวยงาม เอกลักษณ์ของ แม่พิมพ์นี้พระเกศจะสวยงาม ตรงบริเวณกลางพระเกศจะมีขยักป่องออกทั้ง 2 ด้าน คล้ายทรงของเกศเปลวเพลิง และจะมีเส้นแซมอยู่ระหว่างใต้หน้าตักกับฐานชั้นบน ในสมัยก่อนบางท่านอาจจะนับแม่พิมพ์นี้ไปอยู่กับพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตู

6.พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์เกศบัวตูม
พระสมเด็จพิมพ์นี้เท่าที่พบจะมีแม่พิมพ์เดียว เอกลักษณ์ของแม่พิมพ์ก็คือพระเกศจะคล้ายมีมุ่นมวยผมที่โคนพระเกศ และตรงกลางพระเกศจะป่องออกทั้ง 2 ด้านมีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม และปลายพระเกศจะไม่ยาวไปจรดซุ้ม องค์พระล่ำสัน ฐานก็จะหนาและมีเส้นแซมสองเส้น

7.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่แม่พิมพ์อกวี
พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่แม่พิมพ์นี้ลำพระองค์ ของพระตั้งแต่หน้าอกจะกว้างแล้วจึงค่อยๆ เรียวลงมาจนถึงช่วงท้องที่อยู่เหนือมือที่ประสานกัน มองดูรูปทรงเป็น วีเชฟคล้ายกับตัวอักษรตัว V ในภาษาอังกฤษ

8.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่แม่พิมพ์ อกกระบอก
เอกลักษณ์ของแม่พิมพ์นี้ก็อยู่ที่ส่วนของลำพระองค์เช่นกัน คือหน้าอกขององค์พระจะลงมาตรง ไม่เรียว ไม่เว้า มองดูคล้ายรูปทรงกระบอก

9.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์พิมพ์เล็ก
แม่พิมพ์นี้จัดอยู่ในกลุ่มของพิมพ์ทรงเจดีย์ แต่เอกลักษณ์ของแม่พิมพ์นี้ก็คือะมีขนาดขององค์พระเล็กกว่าแม่พิมพ์อื่นๆ ของกลุ่มแม่พิมพ์ทรงเจดีย์

10.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม
แม่พิมพ์นี้ องค์พระจะค่อนข้างชะลูด พระเกศเรียวยาวจรดซุ้ม หน้าตักแสดงการขัดสมาธิเพชรชัดเจน โดยหน้าตักจะคอดตรงกลาง คล้ายสากตำข้าวในสมัยโบราณ

แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





พระสีวลี เนื้อผงไม้ตะเคียน
พระครูภาวนาชยานุสิฐ หรือพระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ ประธานคณะสงฆ์วัดป่าวังน้ำเย็น ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังภาคอีสาน พระปฏิบัติดีสืบสายธรรมจากหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง จ.นครพนม

ทำให้ญาติโยมชาวมหาสารคามที่มีความเลื่อมใสศรัทธา ร่วมกันบริจาคที่ดินบริเวณ บ้านวังน้ำเย็น ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม พื้นที่กว่า 11 ไร่ คือ บริเวณที่ตั้งวัดป่าวังน้ำเย็นในปัจจุบัน มอบให้พระอาจารย์สุริยันต์ สร้างวัด

ซึ่งพระอาจารย์สุริยันต์ก็รับนิมนต์ โดยร่วมแรงร่วมใจกับญาติโยมและคณะศิษย์พัฒนาที่รกร้างว่างเปล่าผืนนี้ จนกลายสภาพเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรือง

ด้วยความศรัทธาที่ญาติโยมมีต่อพระอาจารย์สุริยันต์ ทำให้การพัฒนาถาวรวัตถุภายในวัดป่าวังน้ำเย็นลุล่วงในเวลาอันรวดเร็ว อาทิ หอระฆัง ศาลาปฏิบัติธรรมไม้ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างจากไม้เนื้อแข็งประกอบด้วยไม้แดง ไม้ประดู่ และตกแต่งด้วยไม้สักทอง อุโบสถไม้ซุง พระมหาเจดีย์ศรีมหาสารคาม เป็นต้น

จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางพุทธศาสนาที่สำคัญของจังหวัดมหาสารคาม

สำหรับถาวรวัตถุที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและใกล้แล้วเสร็จคือพระอุโบสถไม้ ใช้งบ 100 ล้านบาท แต่ก็ยังขาดปัจจัยอยู่จำนวนมาก

วัดป่าวังน้ำเย็นและคณะศิษย์ได้หารือกันและมีมติดำเนินการจัดสร้างวัตถุมงคล "พระสีวลี เนื้อผงไม้ตะเคียน" วัตถุ ประสงค์เพื่อหารายได้สมทบทุนก่อสร้างพระอุโบสถไม้ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งพระส่วนหนึ่งสำหรับแจกญาติโยมที่มาบริจาคทำบุญกับทางวัด

ด้านหน้าของวัตถุมงคลรุ่นนี้เป็นภาพพระอรหันต์พระสีวลี ในท่าก้าวเดินมือขวาแบกกลดและสะพายอัฐบริขาร ด้านล่างเขียนว่า วัดป่าวังน้ำเย็น

ส่วนด้านหลังจากด้านขวาของเหรียญเขียนว่า พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ ส่วนด้านซ้ายเขียนว่า ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม บริเวณกลางเหรียญมีอักขระยันต์ ยันต์มหาปรารถนา พุทธคุณเด่นรอบด้าน ล่างสุดเป็นตัวเลข ๒๕๖๑ เป็นปีพุทธศักราชที่จัดสร้าง

จำนวนการสร้างประกอบด้วย ชุดกองบุญ สร้าง 2,561 ชุด บูชาชุดละ 100 บาท รับพระ 3 องค์ คือ เนื้อผงไม้ตะเคียนผสมจีวร เกศาพระอาจารย์สุริยันต์ ปิดทองคำแท้ พระเนื้อผงไม้ตะเคียน และพระเนื้อผงว่านแดงผสมไม้ตะเคียน มวลสารที่นำมาทำได้จากผงไม้ตะเคียนเสาไม้พระอุโบสถไม้วัดป่าวังน้ำเย็น

วัตถุมงคลรุ่นนี้นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกในงานสวดมนต์ข้ามปีวัดป่าวังน้ำเย็น ในคืนวันที่ 31 ธ.ค.2561 พระอาจารย์สุริยันต์อธิษฐานจิตเดี่ยว 

ข่าวสดออนไลน์




พระปิดตาของหลวงปู่อินทร์ อินฺทโชโต
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เราจะมาคุยกันถึงพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งสร้างโดย พระครูอินทร์ อินฺทโชโต วัดสายชล ณ รังสี (วัดแหลมบน) หลวงปู่อินทร์ ประชาชนโดยทั่วไปอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อของท่านนัก แต่ถ้าเป็นชาวแปดริ้วรุ่นเก่าๆ จะรู้จักท่านดีครับ ท่านได้สร้างพระเครื่องพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักไว้ พุทธคุณเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพันครบเครื่องครับ

พระครูอินทร์ อินฺทโชโต (หลวงปู่อินทร์) วัดสายชล ณ รังสี ท่านมีเชื้อสายจีน เกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ตำบลจุกเฌอ เมื่อปี พ.ศ.2416 หลวงปู่ท่านกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เล็กๆ จึงได้มาอยู่ที่วัดสายชล ณ รังสี ซึ่งชาวบ้านมักเรียกว่า "วัดแหลมบน" ท่านเป็นศิษย์วัดของ พระครูคณานุกิจวิจารณ์ (ชื่น) หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า "หลวงปู่เฮ้ย" เนื่องจากท่านเรียกใครมักขึ้นต้นว่า "เฮ้ย" จนติดปาก หลวงปู่อินทร์เรียนหนังสืออยู่ที่วัดนี้ และอยู่จนอายุครบบวช หลวงปู่ชื่นท่านได้จัดการอุปสมบทให้หลวงปู่อินทร์ที่วัดแหลมบนนี้ โดยมี พระครูญาณรังษีมุนีวงษ์ (ทำ) เจ้าอาวาสวัดสัมปทวนนอก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูคณานุกิจวิจารณ์ (ชื่น) วัดสายชลฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ประดิษฐ์ วัดสายชลฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อบวชแล้วท่านก็อยู่จำพรรษาที่วัดสายชลฯ ได้ศึกษาพระธรรมและสรรพวิทยาคมต่างๆ จาก พระครูญาณ ทำ และจากหลวงปู่ชื่น จนแตกฉาน ต่อมาในปี พ.ศ.2471 หลวงปู่อินทร์ได้รับนิมนต์ให้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากพระอาจารย์ประดิษฐ์

หลวงปู่อินทร์ท่านได้บูรณะและพัฒนาวัดสายชลฯ ให้มีความเจริญรุ่งเรืองโดยลำดับ ได้ซ่อมแซมหมู่กุฏิสงฆ์ ทำถนนคอนกรีตในบริเวณวัด สร้างโรงเรียนประชาบาล และอื่นๆ ชาวบ้านต่างเคารพศรัทธาในตัวท่านมาก นอกจากนี้ท่านยังเชี่ยวชาญในด้านแพทย์แผนโบราณอีกด้วย เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก โดยมีชาวบ้านต่างก็มาขอให้ท่านช่วยรักษาโรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะดึกดื่นค่อนคืนแค่ไหน เมื่อมีชาวบ้านมาขอให้ท่านช่วย ท่านก็จะช่วยเหลือตลอด จนหายดีเกือบทุกราย ปัจจุบันตำรายาของท่านยังคงรักษาอยู่ที่วัดสายชลฯ หลวงปู่อินทร์มีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่เป็นพระเกจิอาจารย์ เช่น หลวงพ่อทอง วัดก้อนแก้ว พระครูศาสนกิจบริหาร (จ้อย จุลฺลปาโล) เป็นต้น นอกจากนี้ที่เป็นฆราวาสที่เป็นแพทย์แผนโบราณที่มีชื่อเสียงของแปดริ้วก็คือ คุณปู่แสวง มหารักษ์ เป็นต้น

หลวงปู่อินทร์ท่านครองวัดสายชลฯ มาจนถึงปี พ.ศ.2491 ท่านก็ได้มรณภาพ สิริอายุได้ 75 ปี พรรษาที่ 55

หลวงปู่อินทร์ท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้ เช่น ผ้าประเจียด ตะกรุด และพระเครื่อง เช่น พระปิดตาเนื้อผงคลุกรักและเนื้อตะกั่ว พระพุทธกวัก และนางกวัก เนื้อผงคลุกรัก ในส่วนพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักมี 2 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก ปัจจุบันก็ไม่ค่อยได้พบเห็นกัน พุทธคุณเด่นทางด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพัน ในวันนี้ผมจึงนำรูปพระปิดตาของหลวงปู่อินทร์ เนื้อผงคลุกรักจากนิตยสารพระท่าพระจันทร์มาให้ชมกันครับ 

ชมรมพระเครื่อง  แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





พระขุนแผนของหลวงพ่อแช่ม
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จังหวัดนครปฐม ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีประชาชนเคารพนับถือมาก และมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย วัตถุมงคลที่หลวงพ่อท่านสร้างไว้ก็เป็นที่นิยมและหายากในปัจจุบันครับ

หลวงพ่อแช่ม เกิดเมื่อปี พ.ศ.2400 ที่ตำบลตาก้อง จังหวัดนครปฐม โยมบิดาชื่อ ชื่น โยมมารดาชื่อ ใจ พอถึงวัยเรียน บิดามารดาจึงนำมาฝากเรียนกับพระอาจารย์จ้อย วัดดอนเจดีย์ และได้บรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาหนังสือไทย-ขอม และวิทยาคม จนอายุครบบวช ท่านจึงได้อุปสมบทที่วัด ตาก้อง โดยมี พระครูอุตรการบดี (ทา) วัดพะเนียงแตก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสมถกิตติคุณ (กลั่น) วัดพระประโทนเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ตุ่ม ซึ่งเป็นน้าของท่าน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "อินทโชโต" เมื่อบวชแล้วท่านก็หมั่นศึกษาพระธรรมวินัย สามารถท่องบทสวดมนต์ต่างๆ ทั้งสวดเดินหน้าและถอยหลังได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากนี้ท่านยังสนใจศึกษาวิปัสสนาธุระ และชอบออกธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ ทั้งทางประเทศพม่า และกัมพูชา

หลวงพ่อแช่มได้ศึกษาวิทยาคมกับหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก หลวงพ่อกลั่น วัดพระประโทน พระอาจารย์ตุ่ม เป็นต้น หลวงพ่อแช่มมีพลังจิตสูง เคยมีคนมานิมนต์ท่านและนำรถมารับ ท่านกลับบอกว่า "ให้ไปก่อน เดี๋ยวข้าไปถึงก่อนเอ็ง" ปรากฏว่าท่านไปยืนรออยู่ก่อนจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านในแถบนั้นรู้กันเป็นอย่างดี และเชื่อว่าท่านย่นระยะทางได้ เคยมีลูกศิษย์ถามท่านและอยากจะเรียนวิชานี้กับท่าน ท่านก็บอกว่า "เมื่อเราไปย่นเขา กลับมาวัดก็ต้องมาเดินจงกรมใช้หนี้เขานะ มันไม่ง่ายนักหรอกข้าจะบอกให้ พวกเอ็งรู้ไว้ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปย่นเข้า ที่ว่าจำเป็นก็คือ มันมีธุระด่วนต้องรีบไป"

และมีอยู่เรื่องหนึ่ง เคยมีคนมาขโมยมาลักม้าที่วัดของท่าน แต่พวกขโมยกลับจูงม้าออกจากวัดไม่ได้ เดินวนเวียนอยู่อย่างนั้น ต้องนำมาคืน ท่านก็ไม่ได้เอาเรื่อง และเทศน์สอนให้กลับใจ หลวงพ่อแช่มไม่ยึดติดกับยศศักดิ์ ท่านให้พระปลั่งเป็นเจ้าอาวาสวัดตาก้อง ส่วนท่านขอเป็นพระลูกวัดธรรมดา

สหธรรมิกของหลวงพ่อแช่มก็คือ หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ เป็นต้น

ศิษยานุศิษย์ของท่านก็คือ หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ หลวงพ่อลี วัดปากคลองบางครก เป็นต้น

หลวงพ่อแช่มเป็นที่เคารพนับถือของชาวนครปฐมมาก วัตถุมงคลของหลวงพ่อแช่มที่ท่านได้สร้างไว้ได้แก่ ตะกรุดโทน ตะกรุดสามกษัตริย์ พระผงผสมดินหน้าตะโพน ธง เสื้อยันต์ ผ้าประเจียดแดง ลูกสะกด ต่อมาครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา ปี พ.ศ.2484 ลูกศิษย์ขอให้หลวงพ่อออกเหรียญรูปท่าน ซึ่งท่านก็อนุญาต เป็นเหรียญด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อแช่มนั่งเต็มองค์ ยกมือขึ้นข้างหนึ่ง และนั่งทับปืนยาวไขว้กันอยู่ รูปทรงเหรียญเป็นรูปแบบพัดยศ มีขอบข้างเป็นขยัก 16 ขยัก เหรียญนี้มีอยู่ 2 พิมพ์คือพิมพ์หูเดียว และสองหู มีประสบการณ์มากมาย เด่นทางมหาอุด คงกระพัน แคล้วคลาด

หลวงพ่อแช่มมรณภาพในปี พ.ศ.2490 สิริอายุได้ 90 ปี

พระขุนแผนเนื้อดินหน้าตะโพนผสมผงของหลวงพ่อแช่ม พุทธคุณยอดเยี่ยม สนนราคายังไม่สูงนัก แต่ปัจจุบันเริ่มหายาก วันนี้ผมก็เลยนำรูปพระขุนแผนของหลวงพ่อแช่มมาให้ชมครับ

ชมรมพระเครื่องแทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์

บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1109


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #101 เมื่อ: 16 มกราคม 2562 13:58:51 »

.



หลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน หลวงพ่อยอด อินทโชติ หรือพระครูประสุดสังฆกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองปลาหมอ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของจังหวัดสระบุรี พระรูปเหมือน รุ่นแรกของท่านได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 5 ของชุดเบญจภาคีพระรูปเหมือน ปัจจุบันหายากมากและสนนราคาสูงมากเช่นกันครับ

หลวงพ่อยอดเกิดเมื่อประมาณ พ.ศ.2400 ที่จังหวัดนครราชสีมา พออายุครบบวชจึงได้อุปสมบทโดยมีพระอาจารย์อินทร วัดมะรุม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปล้อง วัดมะรุม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์รอด วัดมะค่า เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "อินทโชติ" ท่านได้ศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระจากพระอุปัชฌาย์จนแตกฉาน จึงได้เดินทางมาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่ วัดชนะสงคราม ท่านได้มีโอกาสรู้จักกับพระคณาจารย์ผู้โด่งดังแห่งเมืองพระนคร ศรีอยุธยา 2 รูปคือ หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม และหลวงพ่อฉาย วัดพนัญเชิง ท่านได้ศึกษาวิทยาการต่างๆ อยู่หลายพรรษาแล้วจึงได้เดินทางสู่พระนครศรีอยุธยา โดยอยู่จำพรรษากับหลวงพ่อกลั่นระยะหนึ่ง หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินทางต่อผ่านมาทางอำเภออุทัย อำเภอหนองแค ผ่านหมู่บ้านหนองปลาหมอ และ ณ ที่แห่งนั้นมีสำนักสงฆ์ร้างอยู่ ท่านจึงได้พัฒนาสร้างเป็นวัดขึ้นในปี พ.ศ.2432 จนเจริญรุ่งเรืองมาถึงทุกวันนี้

หลวงพ่อยอดได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอธิการหมวด เป็นพระอุปัชฌาย์ จนถึงพระครูเจ้าคณะแขวงที่พระครูประสุดสังฆกิจ ท่านปกครองวัดหนองปลาหมอนานถึง 54 ปี จึงมรณภาพในปี พ.ศ.2486 สิริอายุได้ 86 ปี พรรษาที่ 63

วัตถุมงคลของหลวงพ่อยอดที่นิยมมี ตะกรุดโทน เหรียญรูปหลวงพ่อยอด พระรูปเหมือนรุ่นแรก สำหรับพระรูปเหมือนรุ่นแรกนั้นสร้างในปี พ.ศ.2487 ถึงแม้จะสร้างไม่ทันในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม คือสร้างหลังจากที่ท่านมรณภาพแล้วหนึ่งปี โดยพระครูวิบูลย์คณานุสรณ์ (หลวงพ่อเฉื่อย) อดีตเจ้าอาวาสวัดสหมิตรมงคล ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อยอด มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมปลุกเสกด้วยเช่น หลวงพ่อคง วัดพุทไธศวรรย์ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อเกิด วัดสะพาน หลวงพ่อนาค วัดหนองสีดา หลวงพ่อเที่ยง วัดศาลาแดง เป็นต้น ที่ใต้ฐานพระรูปเหมือนหลวงพ่อยอดทุกองค์จะบรรจุผงอัฐิของหลวงพ่อยอดเอาไว้ แล้วอุดด้วยโลหะทองแดง

พระรูปเหมือนหลวงพ่อยอดมีพุทธคุณสูงและมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งอยู่คง แคล้วคลาด เมตตามหานิยมครบเครื่อง ปัจจุบันหายากมากสนนราคาสูงมากเช่นกันครับ วันนี้ผมได้นำรูปเหมือนหลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ รุ่นแรกมาให้ ชมครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์  - ข่าวสดออนไลน์




พระกลีบบัว วัดลิงขบ
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระกลีบบัว วัดลิงขบ ของดีราคาถูก ซึ่งเป็นพระเก่าแก่ พุทธคุณสูง มีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย แต่เนื่องด้วยจำนวนของพระที่พบมีมาก หาได้ไม่ยากนัก จึงทำให้สนนราคายังไม่สูง แต่ในเรื่องของพุทธคุณนั้นยอดเยี่ยมครับ

วัดลิงขบหรือวัดบวรมงคลเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเยื้องกับวัดราชาธิวาสฯ แต่เดิมเป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ชาวรามัญอพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกันมาก จึงทรงมีพระราชดำริเห็นควรที่จะพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ชาวรามัญ มีวัดเป็นที่ทำบุญกันโดยลำพังตามประเพณีของตน สมเด็จกรมพระราชวังบรมมหาเสนานุรักษ์ จึงทรงสถาปนาวัดลิงขบขึ้นเป็นพระอารามหลวง ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมขุนธิเบศร์บวรทรงปฏิสังขรณ์ ทั้งพระราชทานนามใหม่ให้สมกับที่เป็นพระอารามหลวงว่า "วัดบวรมงคล"

ที่วัดแห่งนี้มีเจดีย์องค์หนึ่ง เป็นแบบทรงลังกา ซึ่งอยู่มุมเขตด้านเหนือ ซึ่งสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ในครั้งการปฏิสังขรณ์ และในเจดีย์องค์นี้ได้เกิดการชำรุด และมีพระพิมพ์กลีบบัวไหลลอดออกมาตามแนวอิฐที่ผุกร่อน เด็กๆ ในแถบนั้นก็เก็บเอามาให้พ่อแม่ดู และเกิดมีการซื้อ-ขายกันขึ้น ในที่สุดก็มีคนแอบเข้าไปขุดพระที่องค์เจดีย์ ทางวัดรู้ข่าวโดยพระญาณเวทีผู้ช่วยเจ้าอาวาส จึงได้ให้พระภิกษุไปสำรวจแต่ก็มีคนไปแอบขุดหาพระกันอีก พระสุมงคลมุนีเจ้าอาวาส จึงได้ติดต่อไปยังกรมการศาสนาและกรมศิลป์ว่าหากปล่อยไว้อย่างนี้คงมีคนมาแอบขุดจนตัวเจดีย์พังแน่

ทางวัดจึงได้เปิดกรุเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2509 โดยมีทหารเรือจากเรือรบหลวงจันทบุรี มาช่วยในการเปิดกรุ จัดเวรยามเฝ้า การขุดได้ขุดตรงส่วนคอระฆัง พบพระบรมธาตุ พระพุทธรูป พระเครื่องพิมพ์ต่างๆ ทั้งชนิดเนื้อชิน และเนื้อดิน นอกจากนี้ยังพบพระเนื้อผงแบบพระสมเด็จฯ และพระกลีบบัวที่เป็นเนื้อผงจำนวนเล็กน้อย (ไม่ระบุจำนวน) กับเครื่องรางและของมีค่าอีกจำนวนหนึ่ง และส่วนฐาน ได้พบพระพิมพ์กลีบบัวเนื้อดินเผา บรรจุอยู่ในกระถางมังกร 4 ใบ ในส่วนของพระกลีบบัวเนื้อดินเผา มีจำนวนมากที่สุดกว่าพระพิมพ์อื่นๆ นับได้ประมาณเจ็ดหมื่นกว่าองค์ ทางวัดได้จัดพิธีฉลองสมโภชพระบรมธาตุ ตลอดจนพระพุทธรูปและพระเครื่อง 3 วัน

ทางวัดและคณะกรรมการได้เปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเช่าพระพิมพ์กลีบบัว ในราคาองค์ละ 30 บาท เพื่อนำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ที่ชำรุด พระพิมพ์กลีบบัวเนื้อดิน มีทั้งแบบดินละเอียดและเนื้อหยาบ พระส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของแร่ทรายเงินทรายทองปะปนอยู่เกือบทุกองค์ ผิวของพระบางองค์จะมีคราบรารักจับอยู่ที่ผิวของพระมากบ้างน้อยบ้าง ด้านหลังจะเป็นหลังเรียบและหลังเว้า มีรอยกดพิมพ์เป็นลายมือติดอยู่ด้านใต้องค์พระจะมีรูรอยไม้เสียบยกพระออกจากแม่พิมพ์ทุกองค์ มีพบบางองค์มีการลงรักน้ำเกลี้ยง และลงชาดมาแต่ในกรุ เข้าใจว่าพระเหล่านี้น่าจะเป็นพระคะแนน แต่ก็มีจำนวนน้อย พระบางองค์ที่ติดแม่พิมพ์ดีมีหน้ามีตาสวยงาม สนนราคาก็อาจจะสูงกว่าธรรมดานิดหน่อย

พระกรุนี้เมื่อมีผู้นำไปใช้ห้อยคอแล้วต่อมาเกิดมีประสบการณ์ ในด้านแคล้วคลาด และอยู่คงกันไม่น้อย ชาวบ้านในแถบนั้นต่างรู้กันดี ปัจจุบันสนนราคาก็ยังไม่แพงนัก ทั่วๆ ไปอยู่ที่พันเศษๆ แล้วแต่ความสวยงามเป็นหลัก ถ้ามีหน้ามีตาก็แพงหน่อยครับ

วันนี้ผมก็ได้นำรูปพระกลีบบัววัดลิงขบ เนื้อดินเผามาให้ชมกันด้วยครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์  - ข่าวสดออนไลน์




เหรียญพระอู่ทองปางห้ามสมุทร
"พระครูอุทัยธรรมวิสุทธิ์" หรือ "หลวงพ่อวิโรจน์ กัมมสุทโธ" เจ้าคณะตำบลห้วยรอบ-ดอนกลอย และ เจ้าอาวาสวัดทุ่งพึ่งใหม่ ต.ทุ่งพึ่ง อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี พระเถราจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย

เป็นศิษย์สายตรงพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงพ่อผล จันทโณ วัดทุ่งพึ่ง (เก่า) และหลวงพ่อปลั่ง ฐิตวิริโย (พระอุปกิตธรรมสาร) วัดห้วยรอบ อดีตเจ้าคณะอำเภอหนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี มีนามเดิม วิโรจน์ กระต่ายขาว พื้นเพเป็นชาวอุทัยธานี เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 25 พ.ค.2497

เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2522 ณ พัทธสีมาวัดทุ่งพึ่งใหม่ ต.ทุ่งพึ่ง อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี โดยมี หลวงพ่อปลั่ง (พระอุปกิตธรรมสาร) วัดห้วยรอบ เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2526 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งพึ่งใหม่ "วัดทุ่งพึ่งใหม่" เดิมเป็นวัดร้าง เรียก "วัดหนองหญ้า" บริเวณเป็นป่ารกชัฏ ราวปี พ.ศ.2472 ชาวบ้านหนองพัง พร้อมใจกันพัฒนาบริเวณและจัดสร้างวัดขึ้นมาใหม่ ขนานนามว่า "วัดทุ่งพึ่งใหม่" เพราะมีวัดทุ่งพึ่งเก่าอยู่แล้ว ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่วันที่ 2 ก.ย.2480 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

ย้อนไปในปี พ.ศ.2537 จัดสร้างวัตถุมงคล "เหรียญพระอู่ทองปางห้ามสมุทร" ไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อมอบสมนาคุณพุทธ ศาสนิกชน ตลอดจนคณะศิษยานุศิษย์ที่เข้านมัสการและร่วมทำบุญ

วัตถุมงคลจัดสร้างเป็นเนื้อทองแดงรมดำ มีหูห่วง

ด้านหน้าเหรียญ ขอบเป็นลายกนกล้อมรอบ ตรงกลางเป็นรูปนูน พระอู่ทองประทับยืนบนบัวคว่ำ บัวหงาย มือซ้าย-ขวา ยื่นไปข้างหน้า เป็นปางห้ามสมุทร

ส่วนด้านหลังเหรียญ มีขอบรอบ ตรงกลางมียันต์ "นะ หน้าทอง" ด้านข้างทั้งสองมีอักษรไทย "วัดทุ่งพึ่งใหม่ (หนองหญ้า) อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี รุ่น ๑ ๒๕๓๗"

วัตถุมงคลดังกล่าว เข้าพิธีนั่งปรกอธิษฐานจิต นาน 12 เดือน โดยหลวงพ่อเสน่ห์ วัดสว่างอารมณ์, หลวงพ่อเสน่ห์ วัดพันสี และหลวงพ่อปลั่ง วัดห้วยรอบ มีพุทธคุณเด่นรอบด้าน

ที่มา ข่าวสดออนไลน์




พระสมเด็จทองเหลือง หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
"พระธรรมมุนี" แห่งวัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี หรือ หลวงพ่อแพ เขมังกโร หนึ่งในพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดสิงห์บุรี วัตถุมงคลล้วนเป็นที่นิยมและแสวงหา

โดยเฉพาะ พระสมเด็จทองเหลือง ซึ่งจำลองแบบมาจากพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่ท่านเคารพศรัทธาอย่างสูง

หลวงพ่อแพ เป็นชาวสิงห์บุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2448 ณ บ้านสวนกล้วย ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี

มารดาเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียง 8 เดือน บิดาจึงยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของ นายบุญ และนางเพียร ขำวิบูลย์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา

พออายุ 11 ขวบ บิดามารดาบุญธรรมนำไปฝากที่สำนักอาจารย์ป้อม เพื่อศึกษาเล่าเรียนตามแบบโบราณนิยม และศึกษาต่อที่สำนักวัดอาจารย์สม ภิกษุชาวเขมร วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ

จนอายุได้ 16 ปี จึงกลับบ้านเกิดเพื่อบรรพชา ที่วัดพิกุลทอง มี พระอธิการพัน จันทสโร เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์

จากนั้นเดินทางกลับไปอยู่วัดชนะสงครามตามเดิม จนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค แต่หลังจากสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค นัยน์ตาเกิดอาการอักเสบ เจ็บปวดอย่างรุนแรง แพทย์แนะนำไม่ให้ใช้สายตาเพ่งอ่านหนังสือ เพราะอาจพิการได้ การศึกษาด้านพระปริยัติธรรมจึงต้องยุติลง แต่ด้วยความที่เป็นผู้มีใจ ใฝ่การศึกษาท่านจึงหันมาศึกษาด้านสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานที่สำนักพระครูภาวนา วัดพระเชตุพนฯ

เมื่ออายุครบ 21 ปี ในปี พ.ศ.2469 กลับมาอุปสมบท ณ วัดพิกุลทอง โดยมี พระมงคลทิพยมุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ ราชาวาส กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสิทธิเดช วัดชนะสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และเจ้าอธิการอ่อน วัดจำปาทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "เขมังกโร" แล้วกลับไป จำพรรษาที่วัดชนะสงคราม ศึกษาด้านพระปริยัติธรรมขั้นสูง

จากนั้นได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ ปรมาจารย์ชื่อดังยุคนั้น เพื่อเรียนวิชาอาคมจนแตกฉานเชี่ยวชาญ

พ.ศ.2473 พระอาจารย์หยด พวงมะสิต เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ลาสิกขา ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง ชาวบ้านพิกุลทองและจำปาทอง จึงนิมนต์ท่านให้รับตำแหน่งในปี พ.ศ.2474 ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 26 ปี

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เรื่อยมา สมณศักดิ์สุดท้ายได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นกรณีพิเศษ ในโอกาส รัชกาลที่ 9 เสด็จครองราชย์ครบ 50 ปี เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมมุนี

เป็นพระนักพัฒนาและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อพระบวรพุทธศาสนาอย่างเอนกอนันต์ และนับเป็นพระคณาจารย์รูปสำคัญของเมืองสิงห์บุรี ได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่ประชาชนผู้เดือดร้อนหรือตกทุกข์ได้ยาก

มรณภาพ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 สิริอายุ 94 ปี

หลวงพ่อแพ เริ่มสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2482 เพื่อแจกบรรดาลูกศิษย์ลูกหา รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 300 แบบพิมพ์ ทั้ง พระสมเด็จ พระนางพญา พระรอด พระปิดตา พระลีลาทุ่งเศรษฐี พระสีวลี พระสังกัจจายน์ พระขุนแผน พระผงรูปเหมือน นางกวัก ฯลฯ

การสร้างวัตถุมงคลของท่านนั้น ไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงามเป็นหลัก หากแต่เน้นไปในเรื่องของความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลนั้นๆ โดยท่านจะพิถีพิถันในการปลุกเสก ทั้งวิชาอาคมและอำนาจจิต เพื่อให้เกิดความเข้มขลังแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง

สำหรับ "พระสมเด็จทองเหลือง" นั้น นับเป็น "พระสมเด็จรุ่นแรก" สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2494 สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูศรีพรหมโสภิต โดยจำลองแบบพิมพ์จากพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งท่านเคารพนับถืออย่างสูง จัดสร้างเป็นเนื้อทองเหลืองแบบเนื้อขันลงหิน มีลักษณะพิเศษคือ จะปรากฏเกล็ดทองทั่วองค์พระ พระสมเด็จทองเหลือง มี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ลึกและพิมพ์ตื้น

ลักษณะเป็นพระเครื่องแบบหล่อโบราณ รูปทรงสี่เหลี่ยม ด้านหน้า เป็นรูปจำลององค์พระประธานประทับนั่ง แสดงปางสมาธิ เหนืออาสนะฐานบัว ภายในซุ้มครอบแก้ว มีฐานบัลลังก์รองรับ 2 ชั้น ระหว่างฐานทั้งสองจะมีเส้นฐานแซม พระพักตร์แบบผลมะตูม พระเกตุมาลาเป็นต่อม รัศมีเป็นดอกบัวตูม พระกรรณยาว พระอุระปรากฏเส้นสังฆาฏิชัดเจนและยาวลงมาจดพระหัตถ์ ส่วน ด้านหลัง ตรงกลางเป็นยันต์ตัวพุดซ้อนกัน 3 ตัว เรียกว่า "ยันต์พุดซ้อน" ใต้ยันต์เป็นอักขระขอม 3 ตัว อ่านว่า "ช ย"

"พระสมเด็จทองเหลือง หลวงพ่อแพ" นับเป็นพระเครื่องอันดับต้นๆ ของจังหวัดสิงห์บุรี ที่ทรงคุณค่าและครบครันในด้านของพุทธคุณ ถือเป็นวัตถุมงคลของหลวงพ่อแพที่ได้รับความนิยมสะสมมากรุ่นหนึ่งทีเดียวครับผม

ที่มา พันธุ์แท้พระเครื่อง ข่าวสดออนไลน์




พระปิดตา หลวงพ่อทับ วัดอนงค์
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระเนื้อโลหะผสมชนิดหนึ่งที่นำมาสร้างวัตถุมงคลและเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว คือเนื้อโลหะเมฆสิทธิ์ ซึ่งเป็นโลหะผสมที่สร้างให้ถูกต้องตามตำรับโบราณนั้นยากมาก ในสมัยหลวงพ่อทับ วัดอนงคงคารามฯ ได้ผสมเนื้อโลหะชนิดนี้ขึ้น และนำมาสร้างวัตถุมงคลของท่าน ปัจจุบันหายากมากครับ

หลวงพ่อทับ เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ.2389 มรณภาพในปี พ.ศ.2480 ประวัติของท่านไม่ได้มีบันทึกไว้ แต่จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บอกต่อกันมาว่า หลวงพ่อทับจำพรรษาอยู่ที่วัดอนงค์ เป็นพระลูกวัดในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) แต่มีพรรษาแก่กว่าสมเด็จฯ หลวงพ่อทับเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคม วิชาอีกอย่างหนึ่งคือท่านเชี่ยวชาญในด้านการผสมโลหะที่มีคุณวิเศษ หลวงพ่อทับได้คิดค้นพบการผสมโลหะจนเป็นเนื้อเมฆสิทธิ์ที่มีคุณวิเศษ เนื้อโลหะจะมีผิวเป็นประกายสีรุ้ง และสีตากุ้ง คุณวิเศษของโลหะคือเด่นทางด้านอยู่คง แคล้วคลาด และเสริมดวงกันดวงตก ว่ากันว่าการหลอมโลหะของหลวงพ่อทับต้องคุมไฟและแร่ธาตุด้วยคาถาและกระแสจิตที่สูงจึงจะสำเร็จ

วัตถุมงคลของหลวงพ่อทับที่ท่านได้สร้างไว้มีหลายอย่างเช่น พระพิมพ์ปางซ่อนหา พระปิดตา พระชัยวัฒน์ และลูกอม เป็นต้น หลวงพ่อทับมีความสนิทสนมกับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ในงานปลุกเสกของวัดสุทัศน์ ก็จะนิมนต์หลวงพ่อทับไปร่วมพิธีทุกครั้ง หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ก็มีความสนิทสนมกับหลวงพ่อทับ และเมื่อหลวงปู่ศุข มากรุงเทพฯ ก็จะมาพักที่วัดอนงค์เสมอ มีการแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กันตลอด

หลวงพ่อทับเป็นพระสงฆ์ที่เคร่งในพระธรรมวินัย สมถะไม่สะสม พูดจาไพเราะ ใครมาพบท่านก็จะเลื่อมใสศรัทธา ท่านศึกษาวิชาหลอมโลหะและทดลองจนเชี่ยวชาญ จนได้โลหะธาตุกายสิทธิ์ที่เรียกกันว่า "เมฆสิทธิ์" ลูกศิษย์จึงขอให้ท่านสร้างพระและวัตถุมงคลให้เพื่อไว้คุ้มครองป้องกันตัว หลวงพ่อทับก็กรุณาสร้างให้ โดยสร้างเป็นพระหลายอย่าง ที่รู้จักกันมากก็คือพระพิมพ์ปางซ่อนหา และพระปิดตา ส่วนเครื่องรางของขลังก็จะเป็นลูกอม ซึ่งผู้ที่ได้รับไปก็จะมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย คนที่ดวงตกก็จะแคล้วคลาดปลอดภัยพ้นเคราะห์ไปได้ เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว วัตถุมงคลเนื้อเมฆสิทธิ์ของหลวงพ่อทับจึงเป็นที่เสาะหากันมากมาตั้งแต่ในสมัยที่หลวงพ่อยังไม่มรณภาพ

ปัจจุบันนี้วัตถุมงคลเนื้อเมฆสิทธิ์ของหลวงพ่อทับ วัดอนงค์นั้นหายากมาก ของปลอมเลียนแบบมีมากมายหลากหลายฝีมือ แต่ก็ยังทำเนื้อโลหะได้ไม่เหมือน ทำได้ก็แค่คล้ายๆ การเช่าหาก็ต้องพึ่งพาผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเท่านั้นครับ พระปิดตาของหลวงพ่อทับมีทั้งแบบที่เป็นพระแต่งตะไบมาแต่เดิม และแบบไม่ได้แต่ง ด้านหลังก็มีทั้งหลังเรียบและหลังอูม ปัจจุบันหาแท้ๆ ยากมากครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระปิดตา เนื้อเมฆสิทธิ์ พิมพ์แต่ง หลังเรียบ ของหลวงพ่อทับ วัดอนงค์ มาให้ชมครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์




เหรียญหล่อหน้าเสือรุ่นแรก หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระครูภาวนากิตติคุณ (หลวงพ่อน้อย) วัดธรรมศาลา ซึ่งคนส่วนใหญ่จะรู้จักเหรียญหล่อเนื้อทองเหลืองหน้าเสือ และเหรียญหล่อคอน้ำเต้าของท่านเป็นอย่างดี

หลวงพ่อน้อยเกิดที่บ้านหนองอ้อ ตำบลธรรมศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2426 โยมบิดาชื่อ แสง โยมมารดาชื่อ อ่อน เมื่อวัยเด็กโยมบิดามารดาก็นำไปฝากเรียนหนังสือไทยกับพระครูปริมานุรักษ์ (นวม) เจ้าอาวาสวัดธรรมศาลา และต่อมาเมื่ออายุได้ 15 ปี โยมบิดาก็ได้นำไปฝากไว้กับท่านพระอธิการชา เจ้าอาวาสวัดสามกระบือเผือกเพื่อศึกษาต่อ จากนั้นจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร และไปมากับวัดธรรมศาลาเป็นประจำ ต่อมาเมื่อบิดามารดาถึงวัยชรา หลวงพ่อน้อยจึงได้ลาสิกขามาอยู่ช่วยเหลือบิดามารดาประกอบอาชีพ ณ บ้านหนองอ้อ อันเป็นภูมิลำเนาเดิม

เมื่อหลวงพ่อน้อยท่านอายุครบ 20 ปี จึงได้อุปสมบท ณ วัดธรรมศาลา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2446 โดยมีพระอธิการทอง วัดละมุด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูปริมานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดธรรมศาลา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสมุห์แสง วัดใหม่ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า "อินฺทสโร" นับจากหลวงพ่อน้อยอุปสมบทแล้วท่านก็ปฏิบัติตาม พระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด และสนใจทางด้านวิปัสสนาธุระ ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยและวิทยาคมจากอาจารย์หลายท่าน ได้แก่ พระอธิการทอง วัดละมุด พระครูปริมานุรักษ์ พระครูทักษินานุกิจ แจ้ง พระสมุห์แสง โดยอาศัยที่หลวงพ่อน้อยท่านมีความรู้เรื่องอักษรขอมมาแต่เดิม และมีสมาธิที่แน่วแน่จึงศึกษาพุทธาคมได้ด้วยความรวดเร็ว ร่ำเรียนวิชาใดก็สำเร็จไปทุกอย่าง

อุปนิสัยของหลวงพ่อน้อยท่านเป็นพระที่สงบเสงี่ยมสำรวมอยู่เป็นนิจ มักน้อยสันโดษมีเมตตาต่อบุคคลและสัตว์ เป็นที่เคารพเลื่อมใสแก่คนทั่วไป หลวงพ่อได้สร้างอาคารโรงเรียนประชาบาลเมื่อปี พ.ศ.2495 สร้างพระอุโบสถเมื่อปี พ.ศ.2501 สร้างสะพานคอนกรีตและถนนในปี พ.ศ.2502 สร้างอาคารโรงเรียนหลังที่ 2 ในปี พ.ศ.2505 สร้างฌาปนสถานในปี พ.ศ.2510 สร้างกุฏิสงฆ์ในปี พ.ศ.2511 สร้างหอระฆังในปี พ.ศ.2512 เป็นต้น

ในงานพุทธาภิเษกต่างๆ หลวงพ่อน้อยได้รับนิมนต์ให้ร่วมปลุกเสกด้วยแทบทุกครั้ง หลวงพ่อน้อยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เป็นที่เคารพเลื่อมใสของบุคคลทั่วไป แต่หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้สร้างวัตถุมงคลของท่านเลย จนในปี พ.ศ.2494 ก็มีลูกศิษย์ของท่านได้มาขอให้หลวงพ่อน้อยสร้างเหรียญ เพื่อจะได้แจกเป็นที่ระลึกแก่ศิษย์ เป็นเหรียญปั๊มทรงเสมา ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อครึ่งองค์ มีอักษรตัวนูนคำว่า หลวงพ่อน้อย ด้านหลังเป็นยันต์ นะปถมัง

เหรียญรุ่นนี้ถือเป็นเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อ เหรียญที่รู้จักกันมากก็คือเหรียญหล่อหน้าเสือ และเหรียญหล่อคอน้ำเต้า ซึ่งนิยมกันมาก โดยเฉพาะเหรียญหล่อหน้าเสือ รุ่นแรก สนนราคาสูงมาก ที่เรียกกันว่า พิมพ์หน้าเสือก็เนื่องจากเมื่อทำเสร็จแล้วนำไปให้หลวงพ่อดู ท่านก็บอกว่าหน้าดุอย่างกับเสือ เลยเรียกเหรียญหล่อรุ่นแรกพิมพ์นี้กันว่าเหรียญหล่อหน้าเสือกันเรื่อยมาจนทุกวันนี้

วันนี้ผมได้นำรูปเหรียญหล่อหน้าเสือรุ่นแรกมาให้ชมครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์


   

เหรียญเสาร์ 5 หลวงพ่อเกษม
หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง พระเกจิผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น "เนื้อนาบุญที่ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา" ตัวท่านนั้นเป็นเครือญาติสายตรงของตระกูล ณ ลำปาง แต่ครั้นได้บรรพชาเป็นสามเณรหน้าไฟในงานศพที่วัดบุญยืน (วัดป่าดั๊ว) ที่ลำปางเพียงแค่ 7 วัน นับเป็นการสร้างพื้นฐานความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และปีพ.ศ.2470 จึงตัดสินใจบรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้งหนึ่ง

ปีพ.ศ.2475 เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบุญยืน โดยมี พระธรรมจินดานายก (ฝ่าย) เจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหาร เจ้าคณะจังหวัดลำปาง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอุตรวงศ์ธาดา หรือ พระครูปัญญาลิ้นทอง เจ้าอาวาสวัดหมื่นเทศ เจ้าคณะอำเภอเมืองลำปาง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระธรรมจินดานายก (อุ่นเรือน) เจ้าอาวาสวัดบุญยืน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "เขมโก" แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม

มุ่งมั่นศึกษาภาษาบาลีเป็นพิเศษจนมีความชำนาญและคล่องแคล่ว ปีพ.ศ.2479 สอบนักธรรมเอกได้ แต่ด้วยการ "ลด ละ วาง" ของท่าน จึงปฏิเสธการเข้าสอบเปรียญ 3 ประโยค

นอกจากนี้ ยังสนใจในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นพิเศษ จึงฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาแก่น สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดประตูป่อง พระภิกษุฝ่ายอรัญวาสี จากนั้นก็มุ่งเจริญวิปัสสนาและถือธุดงค์เป็นวัตรปฏิบัติ เพื่อบำเพ็ญภาวนาจาริกหาความวิเวก เว้นแต่ช่วงเข้าพรรษาท่านจะกลับมาจำพรรษาที่วัดบุญยืน

เมื่อเจ้าอาวาสวัดบุญยืนมรณภาพ คณะสงฆ์และชาวบ้านร่วมกันนิมนต์หลวงพ่อเกษมให้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส

ต่อมาเมื่อภารกิจต่างๆ ของวัดเริ่มเบาบางลง จึงลาออกจากตำแหน่ง แต่ถูกคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ยับยั้ง จึงตัดสินใจหลบออกจากวัด บุญยืนเงียบๆ ในปีพ.ศ.2492

เริ่มธุดงค์เจริญวิปัสสนาไปตามสถานที่วิเวกต่างๆ เช่น ป่าช้าของศาลาวังทาน ป่าช้าบนดอยแม่อาง ฯลฯ ก่อนที่จะปักหลักตั้งมั่นบำเพ็ญธรรมที่ป่าช้าประตูม้า ซึ่งก็คือ "สุสานไตรลักษณ์" ที่มีชื่อเสียงและเกียรติคุณขจรขจายจนถึงปัจจุบัน

วัตถุมงคลต่างๆ ที่หลวงพ่อสร้างและปลุกเสกจึงล้วนเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อีกทั้งทวีความทรงคุณค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา หนึ่งในนั้นคือ "เหรียญศิริมงคลเสาร์ 5" เหรียญที่ชาวลำปางหวงแหนมาก เป็นหนึ่งในหลายๆ เหรียญที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และเป็นเหรียญที่มีการทำเทียมมากที่สุดรุ่นหนึ่งด้วย

เหรียญศิริมงคลเสาร์ 5 จัดสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกสมทบทุนสร้างศาลาเจ้าแม่สุชาดา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2516 โดยหลังจากการปลุกเสกของหลวงพ่อเกษมที่สุสานไตรลักษณ์เป็นที่เรียบร้อย ท่านได้พูดกับบรรดาลูกศิษย์ที่มาร่วมพิธีว่า "ถ้าเอาไปใช้แล้วไม่ดี ให้เอามาคืนเฮา"

เหรียญดังกล่าวสร้างประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะเมื่อคราวเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 จนได้รับการเรียกขานว่า "เหรียญวีรชน" และด้วยรูปทรงของเหรียญเป็นรูประฆังคว่ำ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เหรียญระฆัง"

เหรียญศิริมงคลเสาร์ 5 หรือเหรียญวีรชน หรือเหรียญระฆังหลวงพ่อเกษม ปี 2516 นี้มี 2 เนื้อ คือ เนื้อเงินและเนื้อทองแดง ทุกเนื้อจะมีจุดตำหนิเพื่อการพิจารณาดังนี้ ด้านหน้าจะมีเส้นรัศมีออกจากองค์หลวงพ่อ และแผ่ไปยังบริเวณข้างเหรียญ ส่วนด้านหลัง จะมีเส้นรัศมีแผ่ไปยังบริเวณข้างเหรียญ และที่ใต้ตัวนะ (เหนือยันต์แถวแรก) จะมีขนแมวคล้ายกอหญ้าแผ่ออก

นอกจากนี้จะแบ่งเป็นบล็อก (พิมพ์) ต่างๆ ตามการเล่นหาของชาวลำปางได้ 5 บล็อก คือ 1.บล็อกเสาอากาศ (พิมพ์นิยม) 2.บล็อกเขี้ยว 3.บล็อกสิบโท 4.บล็อกสิบโทมีเขี้ยว และ 5.บล็อกสายฝน ซึ่งจะมีความแตกต่างกันของจุดตำหนิแม่พิมพ์ในแต่ละบล็อก

ที่มา พันธุ์แท้พระเครื่อง  ข่าวสดออนไลน์




เหรียญกฐินหลวงพ่อพร้า 61
"หลวงพ่อพร้า อัตตสันโต" หรือ "พระครูวิจิตรชยานุรักษ์" ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอสรรคบุรี และ เจ้าอาวาสวัดโคกดอกไม้ ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เจ้าของสมญานาม "หลวงพ่อพร้า เจ้าตำรับน้ำมนต์บาทเดียว"

ปัจจุบัน สิริอายุ 96 ปี พรรษา 76

พื้นเพเป็นชาวชัยนาท เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ค.2466 เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ค.2486 ที่พัทธสีมา วัดโคกดอกไม้ โดยมีพระครูปัตย์ วัดสนามชัย เป็นพระอุปัชฌาย์

ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง ซึ่งเป็นหลวงลุงของท่าน รวมทั้งได้เรียนสรรพวิชามากมายจากหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม อีกด้วย

ด้วยความที่เมื่อท่านเยาว์วัย ท่านอยากเรียน แต่ไม่มีโอกาส เนื่องจากฐานะทางบ้านยากจน ท่านจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้ว่า "....หากมีโอกาสได้บวช จะอุปถัมภ์การศึกษาแก่เด็กที่พ่อแม่ฐานะยากจน จะช่วยให้เต็มความสามารถ...."

ตั้งแต่บัดนั้นมา ท่านมุ่งปฏิบัติตนตามคำอธิษฐานของท่านมาโดยตลอด ด้วยการอุปถัมภ์เด็กๆ ที่ยากจน และทำนุบำรุงปูชนียสถานถาวรวัตถุภายในวัดจนรุ่งเรือง ตลอดจนช่วยเหลือสังคมส่วนรวมตลอดมา

ย้อนไปในปี พ.ศ.2561 หลวงพ่อพร้าได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นมารุ่นหนึ่ง คือ เหรียญกฐินหลวงพ่อพร้า ปี 2561" เพื่อมอบสมนาคุณศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนที่ร่วมทำบุญ มีเนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อสำริด, เนื้อทองแดง และเนื้อตะกั่ว ซึ่งงานทอดกฐิน ประจำปี 2561 วัดโคกดอกไม้ ได้ปัจจัยเกือบ 8 ล้าน โดยนำปัจจัย ดังกล่าว จัดสร้างมณฑปวัดโคกดอกไม้

หลวงพ่อพร้าเมตตาปลุกเสกเดี่ยวเป็นกรณีพิเศษ

ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ หูห่วงตัน ด้านหน้าเหรียญมีขอบรอบ ตรงกลางเป็นรูปนูนหลวงพ่อพร้านั่งสมาธิเต็มองค์ ใต้ขอบด้านบนมีอักขระขอม "อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ" กำกับด้วยอักษรไทย "พระครูวิจิตรชยานุรักษ์ หลวงพ่อพร้า"

ด้านหลังเหรียญมีขอบรอบ เช่นกัน ตรงกลางเป็นยันต์ห้า บรรจุอักขระขอม "อะ หัน ติ โก อุด ธัง อัด โธ นะ ชา ลี ติ นะ ผุด ผัด ผิด" กำกับด้วย "นะ โม พุท ธา ยะ" ส่วนด้านข้างทั้งสอง เป็นยันต์ "นะ คง" "นะ แคล้ว" ตอกโค้ดวัด และมีอักษรไทย "วัดโคกดอกไม้ จ.ชัยนาท ๒๕๖๑"

ปัจจุบัน มีเหลือบ้างเพียงเนื้อเดียว คือ เนื้อสำริด ติดต่อได้ที่วัดโคกดอกไม้

ที่มา ข่าวสดออนไลน์
บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1109


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #102 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2562 16:13:51 »

.



พระกริ่งหนองแสของหลวงปู่กลีบ วัดตลิ่งชัน
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระกริ่งของสายวัดสุทัศน์ที่มีพุทธคุณเยี่ยมยอด สนนราคาไม่สูง ก็ต้องยกให้พระกริ่งของหลวงปู่กลีบ วัดตลิ่งชัน ที่นักนิยมสะสมพระเครื่องมักจะเรียกว่า "พิมพ์กริ่งหนองแส วัดตลิ่งชัน" เนื่องจากนำแบบพิมพ์ของพระกริ่งหนองแสมาทำแบบพิมพ์ โดยการแนะนำของท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) และได้มอบชนวนพระกริ่งของวัดสุทัศน์ มาให้ด้วย

หลวงปู่กลีบเกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2419 ที่บ้านคลองชักพระ อ.ตลิ่งชัน กทม. โยมบิดาชื่อสิงห์ โยมมารดาชื่อห่วง ต่อมาได้อุปสมบทที่วัดตลิ่งชัน โดยมี พระอธิการม่วง วัดเจ้ากรับ หรือที่ปัจจุบันเรียกว่าวัดนายโรง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอมรเมธาจารย์ (เข้ม) วัดมหาธาตุ พระอาจารย์เทศ วัดกัลยาณมิตร เป็นพระกรรมวาจา จารย์ หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้วได้ 3 พรรษา ก็ขออนุญาตพระอุปัชฌาย์มาจำพรรษาที่วัดมหาธาตุเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม 1 พรรษา แล้วจึงได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทัศน์ เพื่อศึกษาพระปริยัติและมูลกัจจายน์ และได้ศึกษากับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ด้วย จนถึงปี พ.ศ.2448 เจ้าอาวาสวัดตลิ่งชันว่างลง พระครูธรรมจริยาภิรมย์ เจ้าอาวาสวัดคฤหบดี ได้พิจารณาเห็นว่าพระภิกษุกลีบเป็นพระที่มีพรรษายุกาล และมีคุณสมบัติที่จะสั่งสอนพระภิกษุ สามเณรได้ จึงเสนอแต่งตั้งให้พระภิกษุกลีบมาเป็นเจ้าอาวาสวัดตลิ่งชันตั้งแต่นั้นมา

หลังจากที่ได้ครองวัดแล้วหลวงปู่ก็ยังคงแวะเวียนมาที่วัดสุทัศน์เสมอมา เนื่องจากท่านนับถือในองค์สมเด็จพระสังฆราช (แพ) มาก และต่อมาก็ได้มาสนิทสนมกับท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) เป็นอย่างมาก หลวงปู่กลีบได้บริหารวัดตลิ่งชันจนเจริญขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปี พ.ศ.2454 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบล และในปี พ.ศ.2467 ท่านก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ พระครูทิวากรคุณ ตำแหน่งเจ้าคณะหมวด ในปี พ.ศ.2469 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌายะ หลวงปู่กลีบมรณภาพในปีพ.ศ.2501 สิริอายุได้ 82 ปี พรรษาที่ 62

หลวงปู่กลีบได้สร้างวัตถุมงคลไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งสงครามอินโดจีน โดยลูกศิษย์ลูกหาของท่านได้ตัดเสื้อกั๊กบ้าง ผ้าประเจียดบ้าง มาขอให้ท่านลงอักขระให้ ท่านก็กรุณาลงให้ บ้างก็นำแผ่นโลหะมา ให้ท่านช่วยทำตะกรุดให้บ้าง ในครั้งนั้นปรากฏว่ามีผู้ได้รับประสบการณ์ถูกยิงไม่เข้า ต่อมาในปี พ.ศ.2479 หลวงปู่มีอายุครบ 60 ปี คณะศิษย์จึงขออนุญาตหลวงปู่จัดทำบุญแซยิด และได้สร้างเหรียญรูปท่าน และแหวนมงคล 8

ต่อมาในปี พ.ศ.2494 หลวงปู่ก็ได้ปรึกษากับท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) เรื่องหาปัจจัยสร้างมณฑปที่ยังค้างอยู่ ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) จึงได้แนะนำให้สร้างพระกริ่ง โดยใช้พิมพ์ของพระกริ่งหนองแสเป็นแบบ และได้กำหนดเอาวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2494 ทำพิธีหล่อ โดยใช้ชนวนพระกริ่งของวัดสุทัศน์ที่ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) มอบให้และทองชนวนของหลวงปู่กลีบมาเทหล่อหลังจากที่ทำพิธีที่วัดสุทัศน์เสร็จแล้ว หลวงปู่ก็ได้นำกลับมาปลุกเสกเดี่ยวอีกหนึ่งพรรษา จึงนำมาแจกในปี พ.ศ.2495 พระกริ่งรุ่นนี้หล่อตันแล้วจึงนำมาเจาะรูบรรจุเม็ดกริ่ง และอุดด้วยทองชนวน วรรณะออกสีเหลืองอมเขียว ผิวสีน้ำตาลอ่อน

ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปพระกริ่งหนองแสของหลวงปู่กลีบ วัดตลิ่งชัน มาให้ชมกันครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์




พระนางพญากรุโรงทอ พิมพ์ใหญ่มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหู
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน จังหวัดพิษณุโลกเป็นเมืองโบราณ เก่าแก่สืบต่อกันมายาวนาน วัดเก่าแก่ก็มีอยู่มากมาย และเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยถึงกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันก็ยังเป็นเมืองสำคัญทางการทหารอยู่ครับ พระเครื่องเก่าแก่ของจังหวัดนี้ ก็มีอยู่หลายกรุหลายวัด และมีชื่อเสียงมาก พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก เป็นพระที่ได้รับความนิยมสูงสุดในพระกรุที่มีชื่อว่า พระนางพญา และได้รับการ จัดให้มาอยู่ในพระชุดเบญจภาคี พระ ของกรุวัดนางพญาเองมีอยู่ด้วยกันหลาย พิมพ์ พระที่มีชื่อว่าพระนางพญาของจังหวัดพิษณุโลกก็มีอยู่หลายกรุ ค่านิยม ก็รองๆ กันมา วันนี้เรามาคุยกันถึง พระนางพญากรุวัดโพธิ์หรือที่ปัจจุบันมักเรียกว่า "กรุโรงทอ"

วัดโพธิ์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ใต้โรงทอผ้าไทยลงมาเล็กน้อย ตรงข้ามกับบริเวณที่ตั้งของกรมทหาร โบราณสถานของวัดนี้ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เป็นชิ้นเป็นอันอยู่เลย มีแต่ซากฐานของพระเจดีย์เป็นกองอิฐ ซึ่งบางแห่งก็เป็นเนินอิฐที่มีแต่พงหญ้าและเถาวัลย์ปกคลุมแทบมองไม่ออกว่าเป็นฐานเจดีย์ สิ่งที่เห็นเรียบร้อยเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่ภายหลัง

พระเครื่องของกรุวัดโพธิ์ (โรงทอ) เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายก็เมื่อปีที่ทางการได้สร้างโรงทอผ้าไทย ได้มีการปรับพื้นที่บริเวณวัดโพธิ์ ได้มีการขุดพบพระเครื่องขึ้นที่บริเวณนี้ เช่น พระนางพญาเนื้อดินเผา พุทธลักษณะรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายคลึงกับพระนางพญา กรุวัดนางพญาพิมพ์สังฆาฏิ พระนางพญากรุโรงทอ มีอยู่สองพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหู นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ซุ้มเส้นคู่ เนื้อชิน และพระสกุลท่ามะปรางค์ เป็นต้น จากการพบพระเครื่อง เนื่องในการสร้างโรงทอผ้าไทยนี้เองจึงมีคนที่เรียก ชื่อพระกรุนี้ว่า "กรุโรงทอ" และในปัจจุบันมักเรียกพระกรุนี้ว่า "กรุโรงทอ" เป็นส่วนใหญ่ครับ

พระนางพญากรุโรงทอ เป็นพระเนื้อดินเผา มีทั้งเนื้อดินละเอียดและเนื้อหยาบ (แก่กรวด) จากพุทธลักษณะ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระที่สร้างในยุคเดียวกันกับพระนางพญา กรุวัดนางพญา คือสร้างในยุคกรุงศรีอยุธยา พุทธคุณนั้นเฉกเช่นเดียวกับพระนางพญา กรุวัดนางพญา คือดีทั้งด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดและโภคทรัพย์

ปัจจุบันพระนางพญา กรุโรงทอนี้ค่อนข้างหา แท้ๆ ยากเช่นกันครับ โดยเฉพาะพิมพ์ใหญ่มีหู เรื่องของปลอมเลียนแบบมีมานานแล้ว ทั้งพิมพ์ใหญ่มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหูครับ พระนางพญา กรุโรงทอทั้งสองพิมพ์สนนราคาก็ค่อนข้างสูง แต่ราคาก็ยังย่อมเยากว่าของกรุวัดนางพญาครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระนางพญากรุโรงทอ ทั้งพิมพ์ใหญ่มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหู จากหนังสือ อมตพระกรุอันล้ำค่าของไทย มาให้ชมกันด้วยครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์




พระกริ่งไตรมาส หลวงปู่ทองคำ
หลวงปู่ทองคำ สุวโจ อาศรมสุวโจ จ.สุรินทร์ ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์

ร่วมกันก่อสร้างอาศรมแห่งนี้ขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

สร้างเป็นเพียงโรงเรือนชั้นเดียวเปิดโล่ง 3 ด้าน ใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเพียงใช้ประโยชน์กันแดดกันฝนเท่านั้น

ปัจจุบัน อายุ 91 ปี พรรษา 37

เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2472 ที่บ้าน มะโม ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

อายุ 16 ปี บรรพชาที่วัดบ้านคำครั่ง อ.กระนวน จ.ขอนแก่น นอกจากจะมุมานะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแล้ว ยังสนใจวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงเดินทางไปกราบสักการะขอฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ด้วยความจำเป็นบางประการจึงต้องลาสิกขาและกลับมาอุปสมบทในปี 2523 อีกครั้ง ที่อุโบสถวัดราชพิสัย ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

ต่อมาในปี 2561 ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ และหากช่วงใดว่างจากการปฏิบัติศาสนกิจ หลวงปู่ทองคำจะข้ามไปประเทศ สปป.ลาว เป็นประจำ เนื่องจากท่านให้ความอุปถัมภ์ วัดโนนไซ เมืองเฟือง สปป.ลาว มาอย่างต่อเนื่อง

คณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธา นำโดย "บอย สำโรงทาบ" มีโครงการที่จะสร้างอาศรมถวายหลวงปู่ขึ้นที่ประเทศ สปป.ลาว แต่ยังขาดปัจจัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีมติจัดสร้างวัตถุมงคล "พระกริ่งไตรมาสรวยทันตา"

พุทธศิลป์คล้ายกับพระกริ่งที่มีการจัดสร้างจากวัดทั่วไป แต่จุดสังเกตของพระกริ่งหลวงปู่ทองคำ รุ่นนี้ที่บริเวณใต้ก้นพระจะตอกโค้ดรูปหยดน้ำและอักษรตัว ท เป็นที่รู้กันว่านี่คือวัตถุมงคลของหลวงปู่ทองคำ และที่บริเวณบัลลังก์ด้านหลังจะมีอักขระยันต์ 5 ตัว พุทธคุณเด่นรอบด้าน

จำนวนการสร้างประกอบด้วยเนื้อทองคำ 2 องค์ เนื้อทองคำก้นทองคำ 49 องค์ เนื้อเหล็กน้ำพี้ผสมแร่ก้นเงิน 119 องค์ เนื้อเงินก้นเงิน 1,000 องค์ นวโลหะก้นเงิน 3,000 องค์ เนื้อทองผสมอุดผง 2 หมื่นองค์ เป็นต้น

ที่มา ข่าวสดออนไลน์





เหรียญพระธาตุพรหมมณี
"พระครูธรรมไตรสังวรกิจ" หรือ หลวงพ่อหอม รตินธโร เจ้าคณะตำบลกุสุมาลย์ และเจ้าอาวาสวัดไตรคามวสี ต.โพธิ์ไพศาล อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร พระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากัมมัฏฐาน

เป็นศิษย์สืบสายธรรม หลวงปู่คำดี ปัญโญภาโส หรือ พระราชมงคลนายก อดีตเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แม่ทัพธรรมภาคอีสาน

เป็นพระสายป่าที่เคร่งครัดในศีลาจารวัตรที่งดงาม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และเป็นที่เคารพศรัทธา

เกิดเมื่อวันที่ 1 มี.ค.2503 ที่บ้านอีกุด ต.โพธิ์ไพศาล อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร มีนามเดิมว่า ผจญ ใบแสน

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บรรพชาเมื่อปี พ.ศ.2522 ที่วัดป่าสันติวาส (ปัจจุบันคือวัดป่าสันติกุสุมาลย์)

เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อ พ.ศ.2524 ขณะมีอายุ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จ.นครพนม มี พระราชสุทธาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิศาลปัญโญภาส (หลวงปู่คำดี ปัญโญภาส) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ปัจจุบันอายุ 59 ปี พรรษา 20

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2561 ลูกศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา ได้ขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคล มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างถนนคอนกรีตภายในวัด เป็นเหรียญหล่อโบราณหลวงพ่อหอมรุ่นแรก

จัดสร้างเป็นเหรียญเนื้อเงิน 39 เหรียญ เนื้อชนวน 999 เหรียญ เนื้อสัตตะรุ้ง 999 เหรียญ และเนื้อทองแดงเถื่อน 509 เหรียญ รวม 2,546 เหรียญ

ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหูห่วง

ด้านหน้าเหรียญ ขอบเหรียญมีเส้นสันนูน ใต้หูห่วงมีอักขระตัวธรรม 4 ตัว อ่านว่า มะ รุ คุ รุ เป็นหัวใจของคาถา ตรงกลางเหรียญมีรูปเหมือนหลวงพ่อหอม ในท่านั่งขัดสมาธิเต็มองค์

ด้านล่างสุดสลักตัวเลขไทย ๒๕ ซึ่งเป็นนัมเบอร์เหรียญ ด้านซ้ายบริเวณอังสะเหนือหัวไหล่ของเหรียญตอกโค้ดตัว นะ ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้า ในวงล้อมดาว 8 แฉก หมายถึงพระอรหันต์ 8 ทิศ เหนือไหล่ขวาสลักคล้ายเปลวดวงอาทิตย์ ในวงล้อมสลักอักขระคำว่า หอม ซึ่งเป็นชื่อของหลวงพ่อ

ด้านหลังเหรียญ แบบเรียบ สลักตัวหนังสือนูนไล่กัน 5 บรรทัด อ่านว่า ที่ระฤก ร.ศ.๒๓๗ หลวงพ่อหอม รตินธโร วัดไตรคามวสี จ.สกลนคร

เหรียญรุ่นดังกล่าวประกอบพิธีพุทธาภิเษกนำฤกษ์ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2561 มีหลวงพ่อหอมนั่งอธิษฐานเดี่ยว และเสกวาระที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2561 มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังรวม 5 รูป นั่งอธิษฐานจิต

เป็นเหรียญใหม่ที่ใช้วิธีหล่อเหรียญแบบโบราณ ออกแบบได้ลงตัวสวยงาม เฉพาะเหรียญเงินไม่ธรรมดา

ปัจจุบันราคาพุ่งสูงเท่าตัว

ที่มา ข่าวสดออนไลน์




เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อคูณ
"หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา อมตเถราจารย์ดังแห่งเมืองย่าโม เป็นพระสงฆ์ในดวงใจของคนไทยทั่วประเทศ เปรียบประดุจผู้วิเศษและเทพเจ้าของชาวบ้าน เป็นพระดี มีวิชา มีเมตตา เกินบรรยาย ท่านสร้างวัด สร้างคน สร้างผลงานไว้มากมาย สร้างขวัญกำลังใจ และสร้างปาฏิหาริย์ให้กล่าวขวัญกันไม่รู้จบ กิตติคุณแห่งอำนาจบารมีของท่านรํ่าลือระบือไกลจนได้รับการขนานนามให้เป็น "เทพเจ้าแห่งที่ราบสูง"

เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ พ.ศ.2512 ออกที่วัดแจ้งนอก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เหรียญรุ่นแรกมีเนื้อเดียว คือ เนื้อทองแดง รมดำ โดยออกให้ประชาชนทำบุญบูชา เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2512 เป็นที่ระลึกงานฉลองพระประธาน วัดแจ้งนอก จ.นครราชสีมา จำนวนสร้าง 10,000 เหรียญ

ลักษณะเหรียญ เป็นเหรียญรูปไข่ ครึ่งองค์มีเนื้อเดียว คือ เนื้อทองแดงรมดำ

จำนวนเหรียญที่สร้างมีจำนวนไม่มากพอต่อความต้องการของประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาในตัวหลวงพ่อ จนมีบางคนที่ไม่ได้เหรียญรุ่นนี้ กล่าวหาว่าหลวงพ่อแจกให้เฉพาะคนรวย ไม่ให้คนจน ท่านจึงแก้ปัญหาโดยโยนเหรียญที่เหลือทั้งหมดลงสระนํ้าในวัด ใครอยากได้เหรียญให้ลงไปงมหากันเอาเอง เพื่อความเสมอภาค มีบางคนเรียกเหรียญรุ่นนี้ว่า "รุ่นโยนสระ" เหรียญส่วนใหญ่จึงมีรอยถลอกปอกผิวเหรียญ ซึ่งถือเป็นของธรรมดาสำหรับเหรียญรุ่นนี้

ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปหลวงพ่อคูณครึ่งองค์ มีตัวอักษรล้อมรอบหลวงพ่อ โดยด้านบนเขียนว่า "พระอาจารย์คูณ ปริสุทฺโธ" ด้านล่างมีจุดคั่น 2 จุด เขียนว่า "วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา"

ด้านหลังเหรียญมีอักขระยันต์อยู่ตรงกลาง ล้อมด้วยตัวอักษรเขียนว่า "ที่ระลึกฉลองพระประธาน วัดแจ้งนอก ในเมืองนครราชสีมา ๙ ส.ค. ๑๒"

ปัจจุบันวงการพระเครื่องได้แยกบล็อกเหรียญปี 2512 นี้ออกเป็น 2 บล็อกย่อย คือบล็อกจมูกโด่ง และบล็อกจมูกบี้ โดยบล็อกจมูกโด่งจะได้รับความนิยมมากกว่า หากมีสภาพความสวยคมชัดพอๆ กัน เท่าที่พบเห็นมีทั้งแบบมีรอยจาร และไม่มีรอยจาร

ทุกวันนี้เหรียญรุ่นแรกนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้มีของปลอมเลียนแบบที่ทำได้อย่างเฉียบขาดออกมาเป็นจำนวนมาก ผู้ที่คิดจะเช่าหาต้องรอบคอบ พิจารณาตำหนิและธรรมชาติของเหรียญอย่างละเอียดลออที่สุด ด้านหลังเหรียญหูเหรียญจะมีครีบปลิ้นและรอยปั๊มกระแทก หากมีเม็ดผดผื่นอาจจะเป็นเหรียญเสริม หรือเหรียญปลอมก็ได้

บางเหรียญมีผู้นำไปให้หลวงพ่อลงเหล็กจารอักขระให้เป็นพิเศษ ช่วยเสริมให้ราคาเช่าบูชาสูงกว่าปกติพอสมควร เหรียญรุ่นนี้มีพุทธคุณโดดเด่นด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ปลอดภัยเป็นเลิศ นับเป็นเหรียญที่มีประสบการณ์ ด้านพุทธคุณมากมายเหรียญหนึ่งของ หลวงพ่อคูณ

ความสนใจของนักสะสมเหรียญรุ่นนี้อยู่ที่ว่าเป็น "เหรียญรุ่นแรก" ของหลวงพ่อคูณ เหรียญสภาพสวยๆ รมดำเดิมๆ ทุกวันนี้ราคาเช่าหาบูชากันเป็นหลักล้านขึ้นถึงล้านปลายๆ เชื่อว่าในอนาคตเหรียญรุ่นนี้จะเป็นเหรียญหลักล้านยอดนิยมของวงการอย่างแน่นอนครับผม

ที่มา พันธุ์แท้พระเครื่อง ราม วัชรประดิษฐ์ ข่าวสดออนไลน์





หลวงพ่อทบ วัดเขาน้อย
หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ แห่งวัดเขาน้อย หรือชื่อเป็นทางการว่า "วัดพระพุทธบาทชนแดน" จ.เพชรบูรณ์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่มากด้วยคุณวุฒิและพุทธาคมแกร่งกล้า นอกจากนั้นท่านยังเป็นพระนักพัฒนาและเผยแผ่พระพุทธศาสนากว้างไกลโด่งดังไปถึงประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง

เกิดที่บ้านยางหัวลม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เมื่อปีพ.ศ.2424 บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 16 ปี ที่วัดช้างเผือก โดยมีพระอาจารย์สี เจ้าอาวาสวัดเป็นพระอุปัชฌาย์ ศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน รวมทั้งวิทยาอาคมต่างๆ เมื่ออายุครบบวชจึงอุปสมบทที่วัดศิลาโมง บ้านนายม อ.เมือง โดยพระครูเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปาน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "ธัมมปัญโญ" แล้วกลับไปจำพรรษาที่วัดช้างเผือกดังเดิม

ศึกษาด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานและมนต์คาถาต่างๆ จากพระอาจารย์สีและพระอาจารย์ปาน ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อทรัพย์คาพันธ์ ที่ได้รับการกล่าวขวัญกันว่าเป็นผู้วิเศษและมีวาจาสิทธิ์จนเชี่ยวชาญ จากนั้นจึงออกธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อบำเพ็ญภาวนาและฝึกฝนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ระหว่างนั้นได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้านคาถาอาคมจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังทั้งประเทศพม่า ลาว และเขมร จนเป็นที่รู้จักและเคารพนับถือในด้านมนต์คาถาของบรรดาชาวเขมร

ท่านอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาโดยแท้ สร้างและพัฒนาบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ท่านสร้างพระอุโบสถแล้วเสร็จถึง 16 หลัง จนมาถึงพระอุโบสถวัดช้างเผือกหลังที่ 17 แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จท่านก็มรณภาพเสียก่อนที่วัดช้างเผือก

ดังคำที่พระอาจารย์สีกล่าวกับท่านไว้ว่า "หากถึงวาระสุดท้ายขอให้กลับไปวัดช้างเผือก อย่าปล่อยให้ร้าง"

ก่อนท่านมรณภาพจึงได้ย้ำกับลูกศิษย์ลูกหาให้สร้างวิหารหรือมณฑปเพื่อเก็บศพเอาไว้ไม่ให้เผา มิฉะนั้นวัดช้างเผือกจะดำเนินการสู่ความเจริญรุ่งเรืองมิได้ สมณศักดิ์สุดท้ายได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็นที่ พระครูวิชิตพัชราจารย์ พระครูสัญญาบัตรพัดยศ เจ้าคณะอำเภอชนแดน และสิ่งอัศจรรย์อีกสิ่งคือ ท่านมรณภาพในปีพ.ศ.2519 ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 4 เช่นเดียวกับที่ท่านเกิด สิริอายุรวม 95 ปี

สร้างปาฏิหาริย์ต่างๆ ให้เป็นที่ปรากฏมากมาย อาทิ ถ่ายภาพไม่ติด ไฟดับ วาจาสิทธิ์ ฯลฯ ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านเป็นที่รู้จักขจรไกลและเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนโดยถ้วนหน้า

วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังของท่านจึงล้วนเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหาในแวดวงนักนิยมสะสมวัตถุมงคลพระคณาจารย์อย่างกว้างขวาง ทั้งรูปหล่อโบราณ เสาร์ห้า รูปเหมือนลอยองค์ เสาร์ห้า (พิมพ์หัวไม้ขีด) รูปเหมือนบูชา ล็อกเกต ตะกรุดโทนถักเชือก ไปจนถึงลูกอมถักเชือก

เห็นชื่อชั้นแล้วบอกได้เลยว่าน่าสะสมมากเลยครับผม

ที่มา พันธุ์แท้พระเครื่อง ราม วัชรประดิษฐ์  ข่าวสดออนไลน์




เหรียญมังกรคู่ หลวงพ่อบุญเลิศ
"หลวงพ่อบุญเลิศ สีลเตโช" เจ้าสำนักสงฆ์บุญเลิศ หมู่ 1 บ้านเนินกระถิน ต.ลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี พระเกจิอีกรูปหนึ่งที่ได้รับความเคารพเลื่อมใสศรัทธา

นอกจากนี้ มีความรู้ในการรักษาโรคกระดูกด้วยพืชสมุนไพรควบกับใช้วิทยาคม

ปัจจุบัน อายุ 62 ปี พรรษา 20

มีนามเดิม บุญเลิศ สกุลธะนู เกิดปี พ.ศ.2500 ที่บ้านหนองหว้า ม.2 ต.พยุห์ อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ

ย่างเข้าสู่ช่วงวัยหนุ่ม มีโอกาสเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรรักษากระดูกควบกับศึกษามนต์พิธี วิทยาคมต่างๆ จากอาจารย์ฆราวาสชาวเขมร

ใช้ชีวิตฆราวาสเป็นหมอธรรมหมอยาพื้นบ้านรักษาและช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก จนถึงปี 2543 จึงตัดสินใจหันหน้าเข้าหาพระธรรม เข้าพิธีอุปสมบทที่อุโบสถวัดบ้านเปื่อย อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ โดยมี พระครู จันทโสตถิคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์

ต่อมาได้ออกธุดงค์แสวงหาความหลุดพ้นตามรอยพระตถาคตไปตามป่าเขาลำเนาไพรทั่วประเทศ เคยจาริกแสวงบุญไปจนถึง จ.ปัตตานี

พ.ศ.2548 เดินธุดงค์มาที่ภูลำพญาเขตตำบลลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้รักษาชาวบ้านที่ป่วยจนหายเป็นปกติญาติโยมในพื้นที่เกิดเลื่อมใสศรัทธา ร่วมกันถวายที่ดินให้หลวงปู่สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นจนแล้วเสร็จ คือ สำนักสงฆ์บุญเลิศ ตั้งอยู่หมู่ 1 บ้านเนินกระถิน ต.ลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ในปัจจุบัน

เนื่องจากหลวงปู่มีความรู้ความชำนาญในการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูก ในแต่ละวันจึงมีญาติโยมที่เจ็บป่วยมาขอรับการรักษาจากท่านเป็นประจำ บางครั้งศาลาที่พักรองรับญาติโยมไม่เพียงพอ

คณะศิษยานุศิษย์รวมทั้งญาติโยมที่เลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อบุญเลิศ นำโดย "อรุณ คนสร้างบุญ" ขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคล "เหรียญมังกรคู่รุ่นดีเลิศ" วัตถุประสงค์เพื่อหารายได้สมทบทุนก่อสร้างศาลา สำหรับเป็นที่พักให้กับญาติโยมที่เจ็บไข้ได้ป่วยได้พักอาศัย

ลักษณะวัตถุมงคลรุ่นนี้ เป็นเหรียญมีหูไม่เจาะห่วง

ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อครึ่งองค์ ห่มจีวรเฉียง ที่บริเวณขอบเหรียญทั้งซ้ายและขวาจะมีรูปมังกรข้างละ 1 ตัว บริเวณหางพันกัน ส่วนหัวมังกรจะชูกงล้อธรรมจักร

ส่วนด้านหลังบริเวณกลางเหรียญจะเป็นอักขระยันต์ พุทธคุณเด่นรอบด้าน ด้านล่างเขียนว่า รุ่นดีเลิศ จากด้านขวาของเหรียญลงมาด้านล่างวนขึ้นไปด้านซ้ายเขียนว่าหลวงพ่อบุญเลิศ สีลเตโช พ.ศ.๒๕๖๑ สำนักสงฆ์บุญเลิศ จ.สระบุรี

จัดสร้างรวมหลายเนื้อ อาทิ เนื้อทองคำ สร้างตามจำนวนสั่งจอง เนื้อเงิน 99 เหรียญ เนื้อนวะ 299 เหรียญ อัลปาก้า 399 เหรียญ เนื้อฝาบาตร 499 เหรียญ ทองแดงผิวรุ้ง 4,999 เหรียญ กะไหล่ทอง 199 เหรียญ ทองแดงผิวไฟ 1,000 เหรียญ

ที่มา ข่าวสดออนไลน์




พระยอดธงหลวงพ่อเฟื่อง
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระเกจิอาจารย์ที่ชาวดำเนินสะดวกเคารพนับถือมาก ก็คือ หลวงพ่อเฟื่อง วัดอมรญาติสมาคม ท่านได้สร้างพระยอดธงไว้และมีประสบการณ์มากมาย เป็นที่หวงแหนของชาวดำเนินสะดวกมาก ปัจจุบันหายากครับ

หลวงพ่อเฟื่อง เกิดเมื่อปี พ.ศ.2420 โยมบิดาชื่อภู่ โยมมารดาชื่อมิ่ง ตอนเด็กท่านไม่ได้เรียนหนังสือ ต่อมาได้อุปสมบทในปี พ.ศ.2440 ที่วัดโชติทายการาม โดยมี พระครูปรีชาวิหารกิจ (ช่วง) เจ้าอาวาสวัดโชติทายการามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองอยู่ วัดโชติทายการาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการโต วัดไผ่ล้อม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากบวชแล้วท่านก็จำพรรษาอยู่ที่วัดโชติทายการาม ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและฝึกพระกรรมฐานกับหลวงพ่อช่วง และท่านสามารถท่องพระปาติ โมกข์ได้ตั้งแต่พรรษาแรก แม้ท่านจะอ่านหนังสือไม่ออก

ต่อมาได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดไผ่ล้อม ได้ศึกษาวิทยาคมต่างๆ กับพระอธิการโตและสำเร็จอย่างรวดเร็ว หลวงพ่อเฟื่องได้ช่วยพระอธิการโตบูรณะพระอุโบสถของวัดไผ่ล้อมที่ชำรุดทรุดโทรม กุฏิ วิหารและศาลาการเปรียญจนสำเร็จ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านเป็นอย่างมาก ครั้นต่อมาพระอธิการโตมรณภาพ ชาวบ้านจึงอาราธนาหลวงพ่อเฟื่องขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา

พอปี พ.ศ.2454 หลวงพ่อน้อยวัดอมรญาติฯ มรณภาพ ญาติโยมได้มาอาราธนาหลวงพ่อเฟื่องมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอมรญาติฯ ซึ่งเป็นวัดที่บ้านเกิดของท่านเอง ท่านจึงมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอมรญาติสมาคม เมื่อมาจำพรรษาอยู่ที่วัดอมรญาติฯ แล้วท่านก็ได้พัฒนาวัดและเน้นเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ ท่านได้สร้างโรงเรียนให้การศึกษาแก่เด็กในละแวกนั้นให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียน จนกระทั่งปี พ.ศ.2471 ท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลท่านัด ต่อมาในปี พ.ศ.2473 ก็ได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ ปี พ.ศ.2492 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูอดุลสารธรรม หลวงพ่อเฟื่องเป็นที่รักเคารพของชาวดำเนินสะดวกมาก ท่านครองวัดมาจนถึงปี พ.ศ.2500 จึงมรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 81 ปี พรรษาที่ 61

ในสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ลูกศิษย์และญาติโยมได้ขออนุญาตหลวงพ่อสร้างวัตถุมงคลไว้หลายรุ่น รุ่นแรกสร้างเป็นพระยอดธง ซึ่งท่านได้พบแร่จากสระน้ำภายในวัดอมรญาติฯ ว่ากันว่าเป็นแร่ศักดิ์สิทธิ์ชาวบ้านเรียกกันว่า "แร่ปลาช่อน" บ้าง "แร่ปลาทอง" บ้าง หลวงพ่อเฟื่องได้นำแร่นี้มาเป็นส่วนผสมของพระยอดธง พระยอดธงได้มีการสร้างอยู่ด้วยกัน 3 รุ่น รุ่นแรกสร้างประมาณปี พ.ศ.2470 รุ่น 2 สร้างประมาณปี พ.ศ.2481 ส่วนรุ่น 3 สร้างประมาณปี พ.ศ.2492 ได้รับความนิยมทั้ง 3 รุ่น มีประสบการณ์มากมาย ปัจจุบันค่อนข้างหายาก โดยเฉพาะรุ่นแรกใครมีก็จะหวงแหนเป็นพิเศษ นอกจากนี้ก็ยังมีเหรียญรูปท่านอีก 3 รุ่น ล้วนได้รับความนิยมและหายากครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระยอดธงรุ่นแรกของหลวงพ่อเฟื่อง เนื้อโลหะผสม ปี พ.ศ.2470 มาให้ชมครับ ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากหนังสือสุดยอดพระคณาจารย์เมืองราชบุรี

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์




พระวัดกลางนาคปรก
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เราก็จะมาคุยกันถึงของดีราคาถูกกันอีก พระที่ว่าของดีราคาถูกและเป็นพระเก่าเสียด้วย ก็คือพระวัดจันทาราม แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า วัดกลางตลาดพลู พระเครื่องของวัดนี้เป็นพระเนื้อชินตะกั่ว ลงรักปิดทอง พุทธคุณเด่นทางอยู่ยงคงกระพันชาตรีและแคล้วคลาดยอดเยี่ยมครับ

วัดจันทารามหรือวัดกลางตลาดพลูนั้น ตั้งอยู่บนถนนเทอดไท แขวงบางยี่เรือ กทม. เดิมเป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยก่อนเรียกว่า "วัดบางยี่เรือกลาง" แต่ชาวบ้านชอบเรียกสั้นๆ ว่า "วัดกลาง" ถึงสมัยรัชกาลที่ 3 พระยาสุรเสนาได้บูรณะใหม่ และทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานนามว่า "วัดจันทาราม" ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

จากคำบอกเล่าของพระวิสุทธิศีลคุณ อดีตเจ้าอาวาส ว่าพระเครื่องของวัดกลางนี้ สร้างโดยอดีตเจ้าอาวาสรูปหนึ่งของวัด แต่ไม่มีบันทึกนามของท่าน เพียงแต่เรียกกันว่า พระอาจารย์เฒ่า เป็นผู้สร้างขึ้นตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 4 โดยติดพระไว้กับแผงไม้แล้วประดับไว้โดยรอบพระอุโบสถหลังเดิม พระทั้งหมดสร้างด้วยเนื้อชินตะกั่ว มีด้วยกันหลายพิมพ์ ทั้งพิมพ์พระประจำวัน และพิมพ์ต่างๆ ตามพุทธประวัติ ด้านหน้าลงรัก ปิดทอง ส่วนด้านหลังจะมีครั่งติดอยู่เพื่อยึดติดกับแผ่นกระดาน บางองค์มีรอยตะปูเจาะยึดติดกับแผ่นกระดาน

ต่อมาภายหลังได้มีการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ พระอุโบสถหลังเก่านี้จึงเปลี่ยนเป็นศาลาการเปรียญแทน และในปี พ.ศ.2485 ทางวัดได้รื้อศาลาการเปรียญหลังนี้เพื่อสร้างใหม่ ระหว่างที่รื้อถอนนั้น ได้มีผู้เข้ามาเก็บพระเครื่องเหล่านี้ไปบูชา และเกิดประสบการณ์ต่างๆ ชาวบ้านในแถบนั้นก็เข้ามาแกะเอาพระกันมากเข้าจนทางวัดต้องเก็บแผงพระเข้าไว้และใส่กุญแจ ต่อมาเมื่อทางการได้ออกหนังสือเวียนขอพระเครื่องจากพระอารามต่างๆ เพื่อเอาไปแจกแก่บรรดาทหารตำรวจที่เข้าร่วมรบในสงครามอินโดจีน พระวิสุทธิศีลคุณจึงนำพระเครื่องที่แกะออกจากแผงบรรจุถุงผ้าไปมอบให้ทางการส่วนหนึ่ง ปรากฏว่าในเวลาต่อมาจึงได้มีการเล่าขานถึงพุทธคุณของพระเครื่องวัดกลางว่าดีทางด้านแคล้วคลาดและอยู่ยงคงกระพัน แต่พระเครื่องของวัดกลางก็ได้หมดไปจากวัดเสียแล้ว

เรื่องประสบการณ์ทางด้านแคล้วคลาดนี้มีเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย คนเก่าคนแก่ในแถบนั้นรู้เรื่องเป็นอย่างดี พระวัดกลางเป็นพระที่น่าเก็บเนื่องจากปัจจุบันสนนราคาก็ยังไม่แพง ราคาแค่พันเศษๆ เท่านั้น แถมบางครั้งอาจจะได้เพียงหลักร้อย สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องรักเก่าทองเก่าก็สามารถศึกษาจากรักทองของพระวัดกลางเปรียบเทียบเป็นครูได้เป็นอย่างดีครับ เรียกว่าเช่าพระองค์เดียวได้สองอย่างเลยครับ วันนี้ผมได้นำพระวัดกลางนาคปรกมาให้ชมครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง ข่าวสดออนไลน์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 กุมภาพันธ์ 2562 16:15:52 โดย 自由人 » บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1109


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #103 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2562 16:16:43 »

.


เหรียญตอก 1 หลวงปู่ทองคำ
"หลวงปู่ทองคำ สุวโจ" เดิมท่านจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ที่สำนักสงฆ์วังงูเหลือม ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

ในปี 2561 ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ จวบจนปัจจุบัน

ร่วมใจกันก่อสร้างอาศรมแห่งนี้ขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ถูกสร้างเป็นเพียงโรงเรือนชั้นเดียวเปิดโล่ง 3 ด้าน ใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเพียงใช้ประโยชน์กันแดดกันฝนเท่านั้น

ปัจจุบัน อายุ 92 ปี พรรษา 38

เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2472 ที่บ้านมะโม ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

อายุ 16 ปี บรรพชาที่วัดบ้านคำครั่ง อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและวิปัสสนากัมมัฏฐาน

จึงเดินทางไปกราบสักการะขอฝากตัวเป็นศิษย์กับ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ขณะจำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์ฝั้น

ด้วยความจำเป็นบางประการ ท่านลาสิกขา และกลับมาอุปสมบทในปี 2523 อีกครั้ง ที่อุโบสถวัดราชพิสัย ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

ในปี พ.ศ.2561 หลังย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรม สุวโจ บ้านหนองเกราะ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ หากช่วงใดว่างจากการปฏิบัติศาสนกิจ หลวงปู่ทองคำ จะข้ามไปประเทศ สปป. ลาว เป็นประจำ

เนื่องจากให้ความอุปถัมภ์วัดโนนไซ เมืองเฟือง สปป.ลาว มาอย่างต่อเนื่องและเพื่อความสะดวก ขณะที่ท่านข้ามไปโปรดญาติโยมพำนักอยู่ที่ สปป.ลาว คณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธา นำโดย "บอย สำโรงทาบ" จึงมีโครงการที่จะสร้างอาศรมถวายหลวงปู่ขึ้นที่ประเทศ สปป.ลาว แต่ยังขาดปัจจัยอยู่เป็นจำนวนมาก

จึงจัดสร้างวัตถุมงคล "เหรียญตอก 1 รวยทันตา" ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหูไม่เจาะรู

ด้านหน้าเหรียญ บริเวณกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ทองคำครึ่งองค์ ห่มจีวรเฉียง ที่หน้าอกซ้ายตอกเลข 1

ด้านหลังเหรียญ ที่ใต้หูเหรียญ เขียนคำว่า "หลวงปู่ทองคำ สุวโจ" จากด้านขวาลงมาด้านล่างวนขึ้นไปด้านซ้ายมีตัวอักษร เขียนคำว่า "อาศรมสุวโจ ต.ศรีสุข อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์" บริเวณกลางเหรียญเป็นรูปเต่าและมีอักขระยันต์เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งมั่นคง อายุยืน และเรียกทรัพย์ พุทธคุณเด่นรอบด้าน ใต้อักขระยันต์มีตัวเลข ๙๑ เป็นอายุของหลวงปู่ทองคำ

จำนวนการสร้างประกอบด้วย เนื้อทองคำ 10 เหรียญ เนื้อทองคำหลังเรียบจารพระยาปากเข็ด 22 เหรียญ เนื้อทองใบใหญ่ 300 เหรียญ เนื้อตะกั่ว 1 พันเหรียญ และเนื้อทองแดง 1 หมื่นเหรียญ

อธิษฐานจิตเดี่ยวหลายครั้ง จัดเป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นหนึ่งที่มีอนาคตยาวไกลราคาเริ่มขยับขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา ข่าวสดออนไลน์




พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม พิมพ์เล็ก
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน อำเภอชัยบาดาลเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดลพบุรี และที่อำเภอนี้เป็นชุมชนเก่าแก่ชุมชนหนึ่ง ซึ่งเก่าแก่ถึงสมัยทวารวดีมีการพบลูกปัดโบราณและโบราณวัตถุต่างๆ อยู่หลายยุค ตลอดจนพระเครื่อง ซึ่งพระเครื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยก่อนก็คือ "พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม" ซึ่งเราจะมาคุยถึงกัน

ม่วงค่อมเป็นตำบลตำบลหนึ่งในอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ชื่อเดิม "ม่วงขอม" เนื่องจากดินแดนแถบนี้เคยตกอยู่ในอาณานิคมของขอม แต่ต่อมาเรียกเพี้ยนกันเป็น "ม่วงค่อม" ในปี พ.ศ.2516 ได้มีการขุดพบพระร่วงนั่งที่ม่วงค่อมแห่งนี้ และพบเป็นจำนวนมากพอสมควร

พระร่วงนั่ง กรุม่วงค่อม เป็นพระขนาดเล็กเหมาะแก่การนำมาเลี่ยมห้อยคอ พระที่พบนั้นเป็นพระเครื่องเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงเป็นส่วนใหญ่ พระที่พบเป็นพระประทับนั่งปางสมาธิ สวมหมวกชีโบ มีกำไรแขน ศิลปะแบบลพบุรี จากพุทธศิลปะสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศิลปะลพบุรียุคปลายๆ พระพุทธลักษณะในแบบนี้สังคมพระเครื่องมักเรียกกันว่า "พระร่วง" แทบทั้งสิ้น สร้อยต่อท้ายว่าม่วงค่อมก็เพื่อให้ทราบว่าเป็นพระที่ขึ้นมาจากที่ใด จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกกันว่า "พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม" พิมพ์ของพระที่พบจะแยกออกได้เป็นพระพิมพ์ใหญ่ พระพิมพ์เล็กและพิมพ์ฐานสูง แต่พุทธลักษณะโดยรวมก็คล้ายคลึงกันมาก ผิดที่ขนาดลำพระองค์ของตัวองค์พระและฐานขององค์พระเท่านั้น ขนาดขององค์พระก็ไม่ต่างกันมากนัก คือมีขนาดฐานกว้างประมาณ 2 ซ.ม. สูงประมาณ 3.5 ซ.ม.

พระที่พบส่วนมากจะเป็นพระพิมพ์เล็ก ส่วนพิมพ์อื่นๆ นั้นพบน้อยกว่ามาก ที่จะพบทั่วๆ ไปในปัจจุบันก็มักจะเป็น พระพิมพ์เล็กแทบทั้งสิ้น และเนื้อเป็นเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง ซึ่งพระกรุนี้จะมีสนิมแดงที่จัดมากสีจะแดงเข้มอมม่วง มีไขขาวปกคลุม พระที่ขึ้นจากกรุใหม่ๆ จะมีไขขาวปกคลุมผิวค่อนข้างมาก เมื่อนำมาล้าง ไขขาวออกแล้ว ผิวสนิมจะจัดมากและคลุมทั่วทั้งองค์พระ มีรอยรานของผิวสนิมแบบใยแมงมุมตามแบบฉบับของสนิมแดงแท้ ทำให้พิจารณาง่ายถึงอายุความเก่าของพระครับ

พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อมนี้ เมื่อมีผู้นำไปใช้ห้อยคอก็เกิดประสบการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ จนเป็นที่กล่าวขวัญกันว่าเด่นทางด้านคงกระพันชาตรี และแคล้วคลาด นับว่าเข้มขลังมากองค์หนึ่งเลยทีเดียวครับ ส่วนเรื่องสนนราคาก็ยังไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับพระร่วงเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงอย่างอื่นๆ ในสมัยก่อนหลังจากแตกกรุออกมาซักสิบปีก็ยังหาไม่ยากนัก แต่ปัจจุบันก็ไม่ค่อยพบเห็นเช่นกันครับ ของปลอมแปลงมีออกมาเช่นกัน ต้องพิจารณาพิมพ์และผิวสนิมให้ดีครับ

ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปพระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม พิมพ์เล็ก ซึ่งเป็นพิมพ์ที่พบเห็นกันมากที่สุดจาก หนังสืออมตพระกรุอันล้ำค่าของไทย มาให้ชมครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์
บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า:  1 ... 4 5 [6]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.288 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 21 กุมภาพันธ์ 2562 16:45:32