[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
26 เมษายน 2562 11:35:25 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 ... 4 5 [6]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระเครื่อง  (อ่าน 121753 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 6 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1148


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #100 เมื่อ: 08 มกราคม 2562 15:45:12 »



เหรียญเม็ดแตง วัดช้างให้
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน มีเพื่อนกับคนที่รู้จักกันถามเรื่องการที่จะห้อยพระเครื่องสักองค์ ควรจะหาพระเครื่องอะไรห้อยคอดี กลุ่มคนที่ถามก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องพระเครื่องนัก คำถามก็คือเขาอยากจะหาพระเครื่องห้อยคอแบบห้อยองค์เดียวหรือหาให้ลูกหลานห้อยสักองค์ น่าจะห้อยพระอะไรดี

ครับความจริงเรื่องนี้ก็แล้วแต่ใครจะชอบพระอะไร ก็ห้อยพระนั้นๆ แต่ถ้าจะถามผมโดยความเห็นส่วนตัวแล้วให้ห้อยองค์เดียว ผมก็จะห้อยพระหลวงปู่ทวดครับ ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมจะเลือกพระหลวงปู่ทวดของวัดช้างให้ รุ่นที่ทันพระอาจารย์ทิมปลุกเสก หลายคนก็บอกว่าหายากและแพง ข้อนี้ก็แล้วแต่ว่าเราจะเลือกรุ่นไหน สภาพอย่างไร ถ้าจะหาเพื่อนำมาเป็นกำลังใจปกป้องคุ้มครองก็รุ่นไหนก็ได้ครับ สภาพก็แล้วแต่ว่าสวยหรือไม่ ถ้าหย่อนงามหน่อยราคาก็จะถูกลงมาต่างกันมาก

ยกตัวอย่างถ้ามีทุนทรัพย์มากก็หารุ่นแรกเนื้อว่าน พิมพ์อะไรก็ว่ากันไป หรือจะเป็นเหรียญรุ่นแรก พระรุ่นหลังเตารีด สนนราคาก็จะต่างกันตามพิมพ์และสภาพของพระ ส่วนผมชอบเหรียญเม็ดแตง เนื่องจากเป็นเหรียญขนาดเล็กน่ารัก เลี่ยมห้อยคอก็สวยงาม เหรียญเม็ดแตงก็มีการปลุกเสกอยู่ 2 ปี คือปี พ.ศ.2506 กับปี พ.ศ.2508 นอกจากนี้ในปัจจุบันก็ยังแยกบล็อกออกอีกมากมาย สนนราคาก็แตกต่างกันไป สนนราคาสวยๆ ก็ตั้งแต่หลักหมื่นกว่าๆ ถึงหลักแสน ตามรุ่นตามบล็อกและความสวย

ครับนอกจากนี้ก็ยังมีเหรียญรุ่นที่ยังไม่แพงอีกหลายรุ่น เช่น เหรียญรุ่น 3-4 มีทั้งเหรียญรูปไข่และเสมา เนื้อเหรียญก็มีทั้งเนื้อทองแดงและอัลปาก้า สร้างประมาณปี พ.ศ.2503-2505 มีหลายบล็อก ก็มีสนนราคาแตกต่างกันไป ตั้งแต่หลักพันยันหลักหมื่น ถ้าสภาพสึกหน่อยก็ถูกหรือถูกมากก็มีตามสภาพ ผมเองก็เช่าหาทั้งสภาพสวยและสึกๆ เพื่อนบางคนว่าเช่าพระสึกๆ มาทำไม ไม่เช่าสวยๆ ไปเลยดีกว่า ผมเองไม่ได้เช่ามาเพื่อขายต่อ แต่เช่าเนื่องจากศรัทธาและเพื่อเป็นกำลังใจปกป้องคุ้มครอง จึงไม่ค่อยจำเป็นที่จะต้องหาสวยมากๆ เช่าพระสวยๆ นั้นดีแน่ครับ แต่ก็ต้องดูกำลังทรัพย์ที่พอจะเช่าได้ด้วย ผมเองถ้ามีโอกาสเช่าพระสวยๆ ก็เช่าเหมือนกันนะครับ ตามกำลังทรัพย์ที่พอจะเช่าได้ ณ เวลานั้นครับ

ก็มีเพื่อนถามว่าทำไมผมจึงเลือกพระหลวงปู่ทวด ผมก็บอกตามความคิดส่วนตัวว่า ผมเองศรัทธาในองค์หลวงปู่ มีความเชื่อมั่นว่า ถ้าเราประพฤติดีหลวงปู่ท่านก็จะช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากสิ่งไม่ดีทั้งปวง แม้จะมีเรื่องร้ายแรงเท่าใด หลวงปู่ก็จะช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบาหรือแคล้วคลาดปลอดภัยได้ครับ และถ้าหาพระหลวงปู่ทวดวัดช้างให้รุ่นที่ทันพระอาจารย์ทิมปลุกเสกไม่ได้ ก็เป็นรุ่นใดก็ได้ครับ หรือจะเป็นของวัดอื่นๆ ก็ยังได้ ขอให้ระลึกถึงท่านอยู่เสมอ กระทำความดีละชั่ว ก็ได้ผลเหมือนกันหมดครับ

ในวันนี้ผมขอนำรูปเหรียญเม็ดแตง วัดช้างให้ ปี พ.ศ.2508 ทั้งด้านหน้าและด้านหลังมาให้ชมครับ

ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





พระผง หลวงปู่ทองคำ สุวโจ
"หลวงปู่ทองคำ สุวโจ" เดิมจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ที่สำนักสงฆ์วังงูเหลือม ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

ในปี 2561 ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ จวบจนปัจจุบัน

หลวงปู่พร้อมญาติโยมที่เลื่อมใสศรัทธา ร่วมใจกันก่อสร้างอาศรมแห่งนี้ขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรม

เป็นเพียงโรงเรือนชั้นเดียวเปิดโล่ง 3 ด้าน ใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเพียงใช้ประโยชน์กันแดดกันฝนเท่านั้น

ปัจจุบันอายุ 91 ปี พรรษา 37

เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2472 ที่บ้านมะโม ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

อายุ 16 ปี บรรพชาที่วัดบ้านคำครั่ง อ.กระนวน จ.ขอนแก่น นอกจากจะมุมานะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ยังสนใจวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงเดินทางไปกราบสักการะขอฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ขณะจำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์ฝั้น ศึกษาพระธรรมวินัยและสรรพวิชาต่างจากหลวงปู่ฝั้น ด้วยความขยันพากเพียร

ด้วยความจำเป็นบางประการจึงลาสิกขาและกลับมาอุปสมบทในปี 2523 อีกครั้ง ที่อุโบสถวัดราชพิสัย ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

ในปี 2561 ภายหลังย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์

มีโครงการจัดซื้อที่ดินถวายให้วัดโนนไซ เมืองเฟือง สปป.ลาว ซึ่งเป็นวัดที่ท่านให้ความอุปถัมภ์มาโดยตลอด รวมทั้งทำนุบำรุงวัดในประเทศอีกหลายแห่ง แต่ยังขาดปัจจัยอยู่เป็นจำนวนมาก

เนื่องจากหลวงปู่เป็นผู้มีมีความรู้ด้านพืชสมุนไพร ท่านจะนำความรู้ด้านสมุนไพร ช่วยบรรเทาอาการโรคเหล่านั้นให้ แต่มีปัญหาคือ สมุนไพรบางอย่างเริ่มหายาก หลวงปู่จึงมีโครงการที่จะจัดซื้อที่ดิน เพื่อปลูกสมุนไพรไว้รักษาโรคให้แก่ญาติโยม แต่ยังขาดปัจจัยอยู่เป็นจำนวนมาก

คณะศิษยานุศิษย์รวมทั้งญาติโยมที่เคารพเลื่อมใสศรัทธา ได้มีมติจัดสร้างวัตถุมงคล พระเนื้อผง ดวงโภคทรัพย์มหาเศรษฐีขึ้น สำหรับมวลสารที่นำมาเป็นส่วนผสมในการจัดสร้างวัตถุมงคลครั้งนี้ อาทิ เกศา จีวร ชานหมาก ผงกสิณไฟ หลวงปู่ทองคำ ผงงาช้าง ผงเก่าหลวงปู่หมุนวัดบ้านจาน เป็นต้น

ลักษณะของพระเนื้อผงดวงโภคทรัพย์มหาเศรษฐีรุ่นนี้ เป็นรูปไข่ขอบเกลียวเชือก

ด้านหน้าบริเวณกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ทองคำ ครึ่งองค์ห่มจีวรเฉียง

ด้านหลังจากด้านขวาของเหรียญขึ้นไปด้านบนวนลงไปด้านซ้ายเขียนว่า อาศรมสุวโจ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ ส่วนขอบด้านล่างเขียนว่า "โภคทรัพย์มหาเศรษฐี" บริเวณกลางเหรียญเป็นอักขระยันต์พุทธคุณเด่นรอบด้าน

จำนวนการสร้าง อาทิ เนื้อชานหมากฝังตะกรุดทองคำ 100 เหรียญ เนื้อผงใบลานฝังตะกรุดทองคำ-เงิน 500 เหรียญ เนื้อผงอิทธิเจฝังตะกรุดเงินสร้าง 3,000 เหรียญ เนื้อผงดำ สร้าง 2,000 พันเหรียญ เนื้อผงเทา 3,000 เหรียญ และเนื้อขาว 50,000 เหรียญ

ข่าวสดออนไลน์






พระสมเด็จ วัดระฆังฯ ที่สร้างโดยเจ้าประคุณพระ พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
โอกาสนี้ ผมขอนำรูปพระสมเด็จ วัดระฆังฯ ที่สร้างโดยเจ้าประคุณพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งมีทั้งพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ พระสมเด็จพิมพ์ทรงเจดีย์ พระสมเด็จพิมพ์ฐานแซม และพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูม มาให้ชมเพื่อเป็นสิริมงคล และขอบารมีของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ช่วยคุ้มครองท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านครับ

1.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่แม่พิมพ์เกศทะลุซุ้ม
พระแม่พิมพ์นี้เอกลักษณ์ของแม่พิมพ์ ที่ครูบาอาจารย์รุ่นเก่านำมาตั้งชื่อของแม่พิมพ์ที่เห็นได้ชัดก็คือ เอกลักษณ์ของพระแม่พิมพ์นี้คือพระเกศขององค์พระที่ยาวทะลุเลยซุ้มครอบแก้วไปจรดกรอบแม่พิมพ์

2.พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่แม่พิมพ์เส้นแซมใต้ฐาน
แม่พิมพ์นี้เอกลักษณ์ของแม่พิมพ์คือจะมีเส้นแซมที่อยู่ระหว่างใต้หน้าตักขององค์พระกับเส้นฐานชั้นบน และโดยเฉพาะองค์พระที่อยู่ในซุ้มครอบแก้วก็จะมีขนาดเขื่องกว่าแม่พิมพ์อื่นเล็กน้อย

3.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์
แม่พิมพ์นี้จะพบเห็นได้บ่อยกว่าแม่พิมพ์ทรงเจดีย์แม่พิมพ์อื่นๆ เอกลักษณ์ของพระแม่พิมพ์นี้ก็คือที่บริเวณช่วงกลางพระเกศจะมีรอยขยักป่องออกมาที่ด้านซ้ายขององค์พระ (ขวามือเรา) เพียงด้านเดียว ส่วนอีกด้านจะเป็นเส้นตรงเรียบๆ

4.พระสมเด็จ วัดระฆังฯพิมพ์ฐานแซม
แม่พิมพ์นี้เป็นแม่พิมพ์ใหญ่ของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม เนื่องจากองค์พระในซุ้มครอบแก้วจะมีขนาดเขื่องกว่าแม่พิมพ์ฐานแซม แม่พิมพ์อื่นๆ เอกลักษณ์คือพระเกศจะสั้นและกว้างตั้งแต่โคนพระเกศและจะค่อยๆ เรียวแหลมขึ้นไปจรดขอบซุ้ม ครอบแก้ว

5.พิมพ์ทรงเจดีย์ พระสมเด็จวัดระฆังฯ
แม่พิมพ์นี้จะพบเห็นได้น้อย เป็นแม่พิมพ์ทรงเจดีย์ ที่สวยงาม เอกลักษณ์ของ แม่พิมพ์นี้พระเกศจะสวยงาม ตรงบริเวณกลางพระเกศจะมีขยักป่องออกทั้ง 2 ด้าน คล้ายทรงของเกศเปลวเพลิง และจะมีเส้นแซมอยู่ระหว่างใต้หน้าตักกับฐานชั้นบน ในสมัยก่อนบางท่านอาจจะนับแม่พิมพ์นี้ไปอยู่กับพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตู

6.พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์เกศบัวตูม
พระสมเด็จพิมพ์นี้เท่าที่พบจะมีแม่พิมพ์เดียว เอกลักษณ์ของแม่พิมพ์ก็คือพระเกศจะคล้ายมีมุ่นมวยผมที่โคนพระเกศ และตรงกลางพระเกศจะป่องออกทั้ง 2 ด้านมีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม และปลายพระเกศจะไม่ยาวไปจรดซุ้ม องค์พระล่ำสัน ฐานก็จะหนาและมีเส้นแซมสองเส้น

7.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่แม่พิมพ์อกวี
พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่แม่พิมพ์นี้ลำพระองค์ ของพระตั้งแต่หน้าอกจะกว้างแล้วจึงค่อยๆ เรียวลงมาจนถึงช่วงท้องที่อยู่เหนือมือที่ประสานกัน มองดูรูปทรงเป็น วีเชฟคล้ายกับตัวอักษรตัว V ในภาษาอังกฤษ

8.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่แม่พิมพ์ อกกระบอก
เอกลักษณ์ของแม่พิมพ์นี้ก็อยู่ที่ส่วนของลำพระองค์เช่นกัน คือหน้าอกขององค์พระจะลงมาตรง ไม่เรียว ไม่เว้า มองดูคล้ายรูปทรงกระบอก

9.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์พิมพ์เล็ก
แม่พิมพ์นี้จัดอยู่ในกลุ่มของพิมพ์ทรงเจดีย์ แต่เอกลักษณ์ของแม่พิมพ์นี้ก็คือะมีขนาดขององค์พระเล็กกว่าแม่พิมพ์อื่นๆ ของกลุ่มแม่พิมพ์ทรงเจดีย์

10.พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม
แม่พิมพ์นี้ องค์พระจะค่อนข้างชะลูด พระเกศเรียวยาวจรดซุ้ม หน้าตักแสดงการขัดสมาธิเพชรชัดเจน โดยหน้าตักจะคอดตรงกลาง คล้ายสากตำข้าวในสมัยโบราณ

แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





พระสีวลี เนื้อผงไม้ตะเคียน
พระครูภาวนาชยานุสิฐ หรือพระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ ประธานคณะสงฆ์วัดป่าวังน้ำเย็น ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังภาคอีสาน พระปฏิบัติดีสืบสายธรรมจากหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง จ.นครพนม

ทำให้ญาติโยมชาวมหาสารคามที่มีความเลื่อมใสศรัทธา ร่วมกันบริจาคที่ดินบริเวณ บ้านวังน้ำเย็น ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม พื้นที่กว่า 11 ไร่ คือ บริเวณที่ตั้งวัดป่าวังน้ำเย็นในปัจจุบัน มอบให้พระอาจารย์สุริยันต์ สร้างวัด

ซึ่งพระอาจารย์สุริยันต์ก็รับนิมนต์ โดยร่วมแรงร่วมใจกับญาติโยมและคณะศิษย์พัฒนาที่รกร้างว่างเปล่าผืนนี้ จนกลายสภาพเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรือง

ด้วยความศรัทธาที่ญาติโยมมีต่อพระอาจารย์สุริยันต์ ทำให้การพัฒนาถาวรวัตถุภายในวัดป่าวังน้ำเย็นลุล่วงในเวลาอันรวดเร็ว อาทิ หอระฆัง ศาลาปฏิบัติธรรมไม้ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างจากไม้เนื้อแข็งประกอบด้วยไม้แดง ไม้ประดู่ และตกแต่งด้วยไม้สักทอง อุโบสถไม้ซุง พระมหาเจดีย์ศรีมหาสารคาม เป็นต้น

จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางพุทธศาสนาที่สำคัญของจังหวัดมหาสารคาม

สำหรับถาวรวัตถุที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและใกล้แล้วเสร็จคือพระอุโบสถไม้ ใช้งบ 100 ล้านบาท แต่ก็ยังขาดปัจจัยอยู่จำนวนมาก

วัดป่าวังน้ำเย็นและคณะศิษย์ได้หารือกันและมีมติดำเนินการจัดสร้างวัตถุมงคล "พระสีวลี เนื้อผงไม้ตะเคียน" วัตถุ ประสงค์เพื่อหารายได้สมทบทุนก่อสร้างพระอุโบสถไม้ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งพระส่วนหนึ่งสำหรับแจกญาติโยมที่มาบริจาคทำบุญกับทางวัด

ด้านหน้าของวัตถุมงคลรุ่นนี้เป็นภาพพระอรหันต์พระสีวลี ในท่าก้าวเดินมือขวาแบกกลดและสะพายอัฐบริขาร ด้านล่างเขียนว่า วัดป่าวังน้ำเย็น

ส่วนด้านหลังจากด้านขวาของเหรียญเขียนว่า พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ ส่วนด้านซ้ายเขียนว่า ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม บริเวณกลางเหรียญมีอักขระยันต์ ยันต์มหาปรารถนา พุทธคุณเด่นรอบด้าน ล่างสุดเป็นตัวเลข ๒๕๖๑ เป็นปีพุทธศักราชที่จัดสร้าง

จำนวนการสร้างประกอบด้วย ชุดกองบุญ สร้าง 2,561 ชุด บูชาชุดละ 100 บาท รับพระ 3 องค์ คือ เนื้อผงไม้ตะเคียนผสมจีวร เกศาพระอาจารย์สุริยันต์ ปิดทองคำแท้ พระเนื้อผงไม้ตะเคียน และพระเนื้อผงว่านแดงผสมไม้ตะเคียน มวลสารที่นำมาทำได้จากผงไม้ตะเคียนเสาไม้พระอุโบสถไม้วัดป่าวังน้ำเย็น

วัตถุมงคลรุ่นนี้นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกในงานสวดมนต์ข้ามปีวัดป่าวังน้ำเย็น ในคืนวันที่ 31 ธ.ค.2561 พระอาจารย์สุริยันต์อธิษฐานจิตเดี่ยว 

ข่าวสดออนไลน์




พระปิดตาของหลวงปู่อินทร์ อินฺทโชโต
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เราจะมาคุยกันถึงพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งสร้างโดย พระครูอินทร์ อินฺทโชโต วัดสายชล ณ รังสี (วัดแหลมบน) หลวงปู่อินทร์ ประชาชนโดยทั่วไปอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อของท่านนัก แต่ถ้าเป็นชาวแปดริ้วรุ่นเก่าๆ จะรู้จักท่านดีครับ ท่านได้สร้างพระเครื่องพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักไว้ พุทธคุณเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพันครบเครื่องครับ

พระครูอินทร์ อินฺทโชโต (หลวงปู่อินทร์) วัดสายชล ณ รังสี ท่านมีเชื้อสายจีน เกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ตำบลจุกเฌอ เมื่อปี พ.ศ.2416 หลวงปู่ท่านกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เล็กๆ จึงได้มาอยู่ที่วัดสายชล ณ รังสี ซึ่งชาวบ้านมักเรียกว่า "วัดแหลมบน" ท่านเป็นศิษย์วัดของ พระครูคณานุกิจวิจารณ์ (ชื่น) หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า "หลวงปู่เฮ้ย" เนื่องจากท่านเรียกใครมักขึ้นต้นว่า "เฮ้ย" จนติดปาก หลวงปู่อินทร์เรียนหนังสืออยู่ที่วัดนี้ และอยู่จนอายุครบบวช หลวงปู่ชื่นท่านได้จัดการอุปสมบทให้หลวงปู่อินทร์ที่วัดแหลมบนนี้ โดยมี พระครูญาณรังษีมุนีวงษ์ (ทำ) เจ้าอาวาสวัดสัมปทวนนอก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูคณานุกิจวิจารณ์ (ชื่น) วัดสายชลฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ประดิษฐ์ วัดสายชลฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อบวชแล้วท่านก็อยู่จำพรรษาที่วัดสายชลฯ ได้ศึกษาพระธรรมและสรรพวิทยาคมต่างๆ จาก พระครูญาณ ทำ และจากหลวงปู่ชื่น จนแตกฉาน ต่อมาในปี พ.ศ.2471 หลวงปู่อินทร์ได้รับนิมนต์ให้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากพระอาจารย์ประดิษฐ์

หลวงปู่อินทร์ท่านได้บูรณะและพัฒนาวัดสายชลฯ ให้มีความเจริญรุ่งเรืองโดยลำดับ ได้ซ่อมแซมหมู่กุฏิสงฆ์ ทำถนนคอนกรีตในบริเวณวัด สร้างโรงเรียนประชาบาล และอื่นๆ ชาวบ้านต่างเคารพศรัทธาในตัวท่านมาก นอกจากนี้ท่านยังเชี่ยวชาญในด้านแพทย์แผนโบราณอีกด้วย เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก โดยมีชาวบ้านต่างก็มาขอให้ท่านช่วยรักษาโรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะดึกดื่นค่อนคืนแค่ไหน เมื่อมีชาวบ้านมาขอให้ท่านช่วย ท่านก็จะช่วยเหลือตลอด จนหายดีเกือบทุกราย ปัจจุบันตำรายาของท่านยังคงรักษาอยู่ที่วัดสายชลฯ หลวงปู่อินทร์มีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่เป็นพระเกจิอาจารย์ เช่น หลวงพ่อทอง วัดก้อนแก้ว พระครูศาสนกิจบริหาร (จ้อย จุลฺลปาโล) เป็นต้น นอกจากนี้ที่เป็นฆราวาสที่เป็นแพทย์แผนโบราณที่มีชื่อเสียงของแปดริ้วก็คือ คุณปู่แสวง มหารักษ์ เป็นต้น

หลวงปู่อินทร์ท่านครองวัดสายชลฯ มาจนถึงปี พ.ศ.2491 ท่านก็ได้มรณภาพ สิริอายุได้ 75 ปี พรรษาที่ 55

หลวงปู่อินทร์ท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้ เช่น ผ้าประเจียด ตะกรุด และพระเครื่อง เช่น พระปิดตาเนื้อผงคลุกรักและเนื้อตะกั่ว พระพุทธกวัก และนางกวัก เนื้อผงคลุกรัก ในส่วนพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักมี 2 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก ปัจจุบันก็ไม่ค่อยได้พบเห็นกัน พุทธคุณเด่นทางด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพัน ในวันนี้ผมจึงนำรูปพระปิดตาของหลวงปู่อินทร์ เนื้อผงคลุกรักจากนิตยสารพระท่าพระจันทร์มาให้ชมกันครับ 

ชมรมพระเครื่อง  แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





พระขุนแผนของหลวงพ่อแช่ม
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จังหวัดนครปฐม ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีประชาชนเคารพนับถือมาก และมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย วัตถุมงคลที่หลวงพ่อท่านสร้างไว้ก็เป็นที่นิยมและหายากในปัจจุบันครับ

หลวงพ่อแช่ม เกิดเมื่อปี พ.ศ.2400 ที่ตำบลตาก้อง จังหวัดนครปฐม โยมบิดาชื่อ ชื่น โยมมารดาชื่อ ใจ พอถึงวัยเรียน บิดามารดาจึงนำมาฝากเรียนกับพระอาจารย์จ้อย วัดดอนเจดีย์ และได้บรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาหนังสือไทย-ขอม และวิทยาคม จนอายุครบบวช ท่านจึงได้อุปสมบทที่วัด ตาก้อง โดยมี พระครูอุตรการบดี (ทา) วัดพะเนียงแตก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสมถกิตติคุณ (กลั่น) วัดพระประโทนเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ตุ่ม ซึ่งเป็นน้าของท่าน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "อินทโชโต" เมื่อบวชแล้วท่านก็หมั่นศึกษาพระธรรมวินัย สามารถท่องบทสวดมนต์ต่างๆ ทั้งสวดเดินหน้าและถอยหลังได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากนี้ท่านยังสนใจศึกษาวิปัสสนาธุระ และชอบออกธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ ทั้งทางประเทศพม่า และกัมพูชา

หลวงพ่อแช่มได้ศึกษาวิทยาคมกับหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก หลวงพ่อกลั่น วัดพระประโทน พระอาจารย์ตุ่ม เป็นต้น หลวงพ่อแช่มมีพลังจิตสูง เคยมีคนมานิมนต์ท่านและนำรถมารับ ท่านกลับบอกว่า "ให้ไปก่อน เดี๋ยวข้าไปถึงก่อนเอ็ง" ปรากฏว่าท่านไปยืนรออยู่ก่อนจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านในแถบนั้นรู้กันเป็นอย่างดี และเชื่อว่าท่านย่นระยะทางได้ เคยมีลูกศิษย์ถามท่านและอยากจะเรียนวิชานี้กับท่าน ท่านก็บอกว่า "เมื่อเราไปย่นเขา กลับมาวัดก็ต้องมาเดินจงกรมใช้หนี้เขานะ มันไม่ง่ายนักหรอกข้าจะบอกให้ พวกเอ็งรู้ไว้ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปย่นเข้า ที่ว่าจำเป็นก็คือ มันมีธุระด่วนต้องรีบไป"

และมีอยู่เรื่องหนึ่ง เคยมีคนมาขโมยมาลักม้าที่วัดของท่าน แต่พวกขโมยกลับจูงม้าออกจากวัดไม่ได้ เดินวนเวียนอยู่อย่างนั้น ต้องนำมาคืน ท่านก็ไม่ได้เอาเรื่อง และเทศน์สอนให้กลับใจ หลวงพ่อแช่มไม่ยึดติดกับยศศักดิ์ ท่านให้พระปลั่งเป็นเจ้าอาวาสวัดตาก้อง ส่วนท่านขอเป็นพระลูกวัดธรรมดา

สหธรรมิกของหลวงพ่อแช่มก็คือ หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ เป็นต้น

ศิษยานุศิษย์ของท่านก็คือ หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ หลวงพ่อลี วัดปากคลองบางครก เป็นต้น

หลวงพ่อแช่มเป็นที่เคารพนับถือของชาวนครปฐมมาก วัตถุมงคลของหลวงพ่อแช่มที่ท่านได้สร้างไว้ได้แก่ ตะกรุดโทน ตะกรุดสามกษัตริย์ พระผงผสมดินหน้าตะโพน ธง เสื้อยันต์ ผ้าประเจียดแดง ลูกสะกด ต่อมาครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา ปี พ.ศ.2484 ลูกศิษย์ขอให้หลวงพ่อออกเหรียญรูปท่าน ซึ่งท่านก็อนุญาต เป็นเหรียญด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อแช่มนั่งเต็มองค์ ยกมือขึ้นข้างหนึ่ง และนั่งทับปืนยาวไขว้กันอยู่ รูปทรงเหรียญเป็นรูปแบบพัดยศ มีขอบข้างเป็นขยัก 16 ขยัก เหรียญนี้มีอยู่ 2 พิมพ์คือพิมพ์หูเดียว และสองหู มีประสบการณ์มากมาย เด่นทางมหาอุด คงกระพัน แคล้วคลาด

หลวงพ่อแช่มมรณภาพในปี พ.ศ.2490 สิริอายุได้ 90 ปี

พระขุนแผนเนื้อดินหน้าตะโพนผสมผงของหลวงพ่อแช่ม พุทธคุณยอดเยี่ยม สนนราคายังไม่สูงนัก แต่ปัจจุบันเริ่มหายาก วันนี้ผมก็เลยนำรูปพระขุนแผนของหลวงพ่อแช่มมาให้ชมครับ

ชมรมพระเครื่องแทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์

บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1148


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #101 เมื่อ: 16 มกราคม 2562 13:58:51 »

.



หลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน หลวงพ่อยอด อินทโชติ หรือพระครูประสุดสังฆกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองปลาหมอ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของจังหวัดสระบุรี พระรูปเหมือน รุ่นแรกของท่านได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 5 ของชุดเบญจภาคีพระรูปเหมือน ปัจจุบันหายากมากและสนนราคาสูงมากเช่นกันครับ

หลวงพ่อยอดเกิดเมื่อประมาณ พ.ศ.2400 ที่จังหวัดนครราชสีมา พออายุครบบวชจึงได้อุปสมบทโดยมีพระอาจารย์อินทร วัดมะรุม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปล้อง วัดมะรุม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์รอด วัดมะค่า เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "อินทโชติ" ท่านได้ศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระจากพระอุปัชฌาย์จนแตกฉาน จึงได้เดินทางมาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่ วัดชนะสงคราม ท่านได้มีโอกาสรู้จักกับพระคณาจารย์ผู้โด่งดังแห่งเมืองพระนคร ศรีอยุธยา 2 รูปคือ หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม และหลวงพ่อฉาย วัดพนัญเชิง ท่านได้ศึกษาวิทยาการต่างๆ อยู่หลายพรรษาแล้วจึงได้เดินทางสู่พระนครศรีอยุธยา โดยอยู่จำพรรษากับหลวงพ่อกลั่นระยะหนึ่ง หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินทางต่อผ่านมาทางอำเภออุทัย อำเภอหนองแค ผ่านหมู่บ้านหนองปลาหมอ และ ณ ที่แห่งนั้นมีสำนักสงฆ์ร้างอยู่ ท่านจึงได้พัฒนาสร้างเป็นวัดขึ้นในปี พ.ศ.2432 จนเจริญรุ่งเรืองมาถึงทุกวันนี้

หลวงพ่อยอดได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอธิการหมวด เป็นพระอุปัชฌาย์ จนถึงพระครูเจ้าคณะแขวงที่พระครูประสุดสังฆกิจ ท่านปกครองวัดหนองปลาหมอนานถึง 54 ปี จึงมรณภาพในปี พ.ศ.2486 สิริอายุได้ 86 ปี พรรษาที่ 63

วัตถุมงคลของหลวงพ่อยอดที่นิยมมี ตะกรุดโทน เหรียญรูปหลวงพ่อยอด พระรูปเหมือนรุ่นแรก สำหรับพระรูปเหมือนรุ่นแรกนั้นสร้างในปี พ.ศ.2487 ถึงแม้จะสร้างไม่ทันในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม คือสร้างหลังจากที่ท่านมรณภาพแล้วหนึ่งปี โดยพระครูวิบูลย์คณานุสรณ์ (หลวงพ่อเฉื่อย) อดีตเจ้าอาวาสวัดสหมิตรมงคล ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อยอด มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมปลุกเสกด้วยเช่น หลวงพ่อคง วัดพุทไธศวรรย์ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อเกิด วัดสะพาน หลวงพ่อนาค วัดหนองสีดา หลวงพ่อเที่ยง วัดศาลาแดง เป็นต้น ที่ใต้ฐานพระรูปเหมือนหลวงพ่อยอดทุกองค์จะบรรจุผงอัฐิของหลวงพ่อยอดเอาไว้ แล้วอุดด้วยโลหะทองแดง

พระรูปเหมือนหลวงพ่อยอดมีพุทธคุณสูงและมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งอยู่คง แคล้วคลาด เมตตามหานิยมครบเครื่อง ปัจจุบันหายากมากสนนราคาสูงมากเช่นกันครับ วันนี้ผมได้นำรูปเหมือนหลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ รุ่นแรกมาให้ ชมครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์  - ข่าวสดออนไลน์




พระกลีบบัว วัดลิงขบ
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระกลีบบัว วัดลิงขบ ของดีราคาถูก ซึ่งเป็นพระเก่าแก่ พุทธคุณสูง มีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย แต่เนื่องด้วยจำนวนของพระที่พบมีมาก หาได้ไม่ยากนัก จึงทำให้สนนราคายังไม่สูง แต่ในเรื่องของพุทธคุณนั้นยอดเยี่ยมครับ

วัดลิงขบหรือวัดบวรมงคลเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเยื้องกับวัดราชาธิวาสฯ แต่เดิมเป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ชาวรามัญอพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกันมาก จึงทรงมีพระราชดำริเห็นควรที่จะพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ชาวรามัญ มีวัดเป็นที่ทำบุญกันโดยลำพังตามประเพณีของตน สมเด็จกรมพระราชวังบรมมหาเสนานุรักษ์ จึงทรงสถาปนาวัดลิงขบขึ้นเป็นพระอารามหลวง ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมขุนธิเบศร์บวรทรงปฏิสังขรณ์ ทั้งพระราชทานนามใหม่ให้สมกับที่เป็นพระอารามหลวงว่า "วัดบวรมงคล"

ที่วัดแห่งนี้มีเจดีย์องค์หนึ่ง เป็นแบบทรงลังกา ซึ่งอยู่มุมเขตด้านเหนือ ซึ่งสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ในครั้งการปฏิสังขรณ์ และในเจดีย์องค์นี้ได้เกิดการชำรุด และมีพระพิมพ์กลีบบัวไหลลอดออกมาตามแนวอิฐที่ผุกร่อน เด็กๆ ในแถบนั้นก็เก็บเอามาให้พ่อแม่ดู และเกิดมีการซื้อ-ขายกันขึ้น ในที่สุดก็มีคนแอบเข้าไปขุดพระที่องค์เจดีย์ ทางวัดรู้ข่าวโดยพระญาณเวทีผู้ช่วยเจ้าอาวาส จึงได้ให้พระภิกษุไปสำรวจแต่ก็มีคนไปแอบขุดหาพระกันอีก พระสุมงคลมุนีเจ้าอาวาส จึงได้ติดต่อไปยังกรมการศาสนาและกรมศิลป์ว่าหากปล่อยไว้อย่างนี้คงมีคนมาแอบขุดจนตัวเจดีย์พังแน่

ทางวัดจึงได้เปิดกรุเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2509 โดยมีทหารเรือจากเรือรบหลวงจันทบุรี มาช่วยในการเปิดกรุ จัดเวรยามเฝ้า การขุดได้ขุดตรงส่วนคอระฆัง พบพระบรมธาตุ พระพุทธรูป พระเครื่องพิมพ์ต่างๆ ทั้งชนิดเนื้อชิน และเนื้อดิน นอกจากนี้ยังพบพระเนื้อผงแบบพระสมเด็จฯ และพระกลีบบัวที่เป็นเนื้อผงจำนวนเล็กน้อย (ไม่ระบุจำนวน) กับเครื่องรางและของมีค่าอีกจำนวนหนึ่ง และส่วนฐาน ได้พบพระพิมพ์กลีบบัวเนื้อดินเผา บรรจุอยู่ในกระถางมังกร 4 ใบ ในส่วนของพระกลีบบัวเนื้อดินเผา มีจำนวนมากที่สุดกว่าพระพิมพ์อื่นๆ นับได้ประมาณเจ็ดหมื่นกว่าองค์ ทางวัดได้จัดพิธีฉลองสมโภชพระบรมธาตุ ตลอดจนพระพุทธรูปและพระเครื่อง 3 วัน

ทางวัดและคณะกรรมการได้เปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเช่าพระพิมพ์กลีบบัว ในราคาองค์ละ 30 บาท เพื่อนำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ที่ชำรุด พระพิมพ์กลีบบัวเนื้อดิน มีทั้งแบบดินละเอียดและเนื้อหยาบ พระส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของแร่ทรายเงินทรายทองปะปนอยู่เกือบทุกองค์ ผิวของพระบางองค์จะมีคราบรารักจับอยู่ที่ผิวของพระมากบ้างน้อยบ้าง ด้านหลังจะเป็นหลังเรียบและหลังเว้า มีรอยกดพิมพ์เป็นลายมือติดอยู่ด้านใต้องค์พระจะมีรูรอยไม้เสียบยกพระออกจากแม่พิมพ์ทุกองค์ มีพบบางองค์มีการลงรักน้ำเกลี้ยง และลงชาดมาแต่ในกรุ เข้าใจว่าพระเหล่านี้น่าจะเป็นพระคะแนน แต่ก็มีจำนวนน้อย พระบางองค์ที่ติดแม่พิมพ์ดีมีหน้ามีตาสวยงาม สนนราคาก็อาจจะสูงกว่าธรรมดานิดหน่อย

พระกรุนี้เมื่อมีผู้นำไปใช้ห้อยคอแล้วต่อมาเกิดมีประสบการณ์ ในด้านแคล้วคลาด และอยู่คงกันไม่น้อย ชาวบ้านในแถบนั้นต่างรู้กันดี ปัจจุบันสนนราคาก็ยังไม่แพงนัก ทั่วๆ ไปอยู่ที่พันเศษๆ แล้วแต่ความสวยงามเป็นหลัก ถ้ามีหน้ามีตาก็แพงหน่อยครับ

วันนี้ผมก็ได้นำรูปพระกลีบบัววัดลิงขบ เนื้อดินเผามาให้ชมกันด้วยครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์  - ข่าวสดออนไลน์




เหรียญพระอู่ทองปางห้ามสมุทร
"พระครูอุทัยธรรมวิสุทธิ์" หรือ "หลวงพ่อวิโรจน์ กัมมสุทโธ" เจ้าคณะตำบลห้วยรอบ-ดอนกลอย และ เจ้าอาวาสวัดทุ่งพึ่งใหม่ ต.ทุ่งพึ่ง อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี พระเถราจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย

เป็นศิษย์สายตรงพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงพ่อผล จันทโณ วัดทุ่งพึ่ง (เก่า) และหลวงพ่อปลั่ง ฐิตวิริโย (พระอุปกิตธรรมสาร) วัดห้วยรอบ อดีตเจ้าคณะอำเภอหนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี มีนามเดิม วิโรจน์ กระต่ายขาว พื้นเพเป็นชาวอุทัยธานี เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 25 พ.ค.2497

เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2522 ณ พัทธสีมาวัดทุ่งพึ่งใหม่ ต.ทุ่งพึ่ง อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี โดยมี หลวงพ่อปลั่ง (พระอุปกิตธรรมสาร) วัดห้วยรอบ เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2526 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งพึ่งใหม่ "วัดทุ่งพึ่งใหม่" เดิมเป็นวัดร้าง เรียก "วัดหนองหญ้า" บริเวณเป็นป่ารกชัฏ ราวปี พ.ศ.2472 ชาวบ้านหนองพัง พร้อมใจกันพัฒนาบริเวณและจัดสร้างวัดขึ้นมาใหม่ ขนานนามว่า "วัดทุ่งพึ่งใหม่" เพราะมีวัดทุ่งพึ่งเก่าอยู่แล้ว ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่วันที่ 2 ก.ย.2480 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

ย้อนไปในปี พ.ศ.2537 จัดสร้างวัตถุมงคล "เหรียญพระอู่ทองปางห้ามสมุทร" ไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อมอบสมนาคุณพุทธ ศาสนิกชน ตลอดจนคณะศิษยานุศิษย์ที่เข้านมัสการและร่วมทำบุญ

วัตถุมงคลจัดสร้างเป็นเนื้อทองแดงรมดำ มีหูห่วง

ด้านหน้าเหรียญ ขอบเป็นลายกนกล้อมรอบ ตรงกลางเป็นรูปนูน พระอู่ทองประทับยืนบนบัวคว่ำ บัวหงาย มือซ้าย-ขวา ยื่นไปข้างหน้า เป็นปางห้ามสมุทร

ส่วนด้านหลังเหรียญ มีขอบรอบ ตรงกลางมียันต์ "นะ หน้าทอง" ด้านข้างทั้งสองมีอักษรไทย "วัดทุ่งพึ่งใหม่ (หนองหญ้า) อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี รุ่น ๑ ๒๕๓๗"

วัตถุมงคลดังกล่าว เข้าพิธีนั่งปรกอธิษฐานจิต นาน 12 เดือน โดยหลวงพ่อเสน่ห์ วัดสว่างอารมณ์, หลวงพ่อเสน่ห์ วัดพันสี และหลวงพ่อปลั่ง วัดห้วยรอบ มีพุทธคุณเด่นรอบด้าน

ที่มา ข่าวสดออนไลน์




พระสมเด็จทองเหลือง หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
"พระธรรมมุนี" แห่งวัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี หรือ หลวงพ่อแพ เขมังกโร หนึ่งในพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดสิงห์บุรี วัตถุมงคลล้วนเป็นที่นิยมและแสวงหา

โดยเฉพาะ พระสมเด็จทองเหลือง ซึ่งจำลองแบบมาจากพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่ท่านเคารพศรัทธาอย่างสูง

หลวงพ่อแพ เป็นชาวสิงห์บุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2448 ณ บ้านสวนกล้วย ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี

มารดาเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียง 8 เดือน บิดาจึงยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของ นายบุญ และนางเพียร ขำวิบูลย์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา

พออายุ 11 ขวบ บิดามารดาบุญธรรมนำไปฝากที่สำนักอาจารย์ป้อม เพื่อศึกษาเล่าเรียนตามแบบโบราณนิยม และศึกษาต่อที่สำนักวัดอาจารย์สม ภิกษุชาวเขมร วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ

จนอายุได้ 16 ปี จึงกลับบ้านเกิดเพื่อบรรพชา ที่วัดพิกุลทอง มี พระอธิการพัน จันทสโร เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์

จากนั้นเดินทางกลับไปอยู่วัดชนะสงครามตามเดิม จนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค แต่หลังจากสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค นัยน์ตาเกิดอาการอักเสบ เจ็บปวดอย่างรุนแรง แพทย์แนะนำไม่ให้ใช้สายตาเพ่งอ่านหนังสือ เพราะอาจพิการได้ การศึกษาด้านพระปริยัติธรรมจึงต้องยุติลง แต่ด้วยความที่เป็นผู้มีใจ ใฝ่การศึกษาท่านจึงหันมาศึกษาด้านสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานที่สำนักพระครูภาวนา วัดพระเชตุพนฯ

เมื่ออายุครบ 21 ปี ในปี พ.ศ.2469 กลับมาอุปสมบท ณ วัดพิกุลทอง โดยมี พระมงคลทิพยมุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ ราชาวาส กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสิทธิเดช วัดชนะสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และเจ้าอธิการอ่อน วัดจำปาทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "เขมังกโร" แล้วกลับไป จำพรรษาที่วัดชนะสงคราม ศึกษาด้านพระปริยัติธรรมขั้นสูง

จากนั้นได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ ปรมาจารย์ชื่อดังยุคนั้น เพื่อเรียนวิชาอาคมจนแตกฉานเชี่ยวชาญ

พ.ศ.2473 พระอาจารย์หยด พวงมะสิต เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ลาสิกขา ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง ชาวบ้านพิกุลทองและจำปาทอง จึงนิมนต์ท่านให้รับตำแหน่งในปี พ.ศ.2474 ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 26 ปี

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เรื่อยมา สมณศักดิ์สุดท้ายได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นกรณีพิเศษ ในโอกาส รัชกาลที่ 9 เสด็จครองราชย์ครบ 50 ปี เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมมุนี

เป็นพระนักพัฒนาและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อพระบวรพุทธศาสนาอย่างเอนกอนันต์ และนับเป็นพระคณาจารย์รูปสำคัญของเมืองสิงห์บุรี ได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่ประชาชนผู้เดือดร้อนหรือตกทุกข์ได้ยาก

มรณภาพ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 สิริอายุ 94 ปี

หลวงพ่อแพ เริ่มสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2482 เพื่อแจกบรรดาลูกศิษย์ลูกหา รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 300 แบบพิมพ์ ทั้ง พระสมเด็จ พระนางพญา พระรอด พระปิดตา พระลีลาทุ่งเศรษฐี พระสีวลี พระสังกัจจายน์ พระขุนแผน พระผงรูปเหมือน นางกวัก ฯลฯ

การสร้างวัตถุมงคลของท่านนั้น ไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงามเป็นหลัก หากแต่เน้นไปในเรื่องของความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลนั้นๆ โดยท่านจะพิถีพิถันในการปลุกเสก ทั้งวิชาอาคมและอำนาจจิต เพื่อให้เกิดความเข้มขลังแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง

สำหรับ "พระสมเด็จทองเหลือง" นั้น นับเป็น "พระสมเด็จรุ่นแรก" สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2494 สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูศรีพรหมโสภิต โดยจำลองแบบพิมพ์จากพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งท่านเคารพนับถืออย่างสูง จัดสร้างเป็นเนื้อทองเหลืองแบบเนื้อขันลงหิน มีลักษณะพิเศษคือ จะปรากฏเกล็ดทองทั่วองค์พระ พระสมเด็จทองเหลือง มี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ลึกและพิมพ์ตื้น

ลักษณะเป็นพระเครื่องแบบหล่อโบราณ รูปทรงสี่เหลี่ยม ด้านหน้า เป็นรูปจำลององค์พระประธานประทับนั่ง แสดงปางสมาธิ เหนืออาสนะฐานบัว ภายในซุ้มครอบแก้ว มีฐานบัลลังก์รองรับ 2 ชั้น ระหว่างฐานทั้งสองจะมีเส้นฐานแซม พระพักตร์แบบผลมะตูม พระเกตุมาลาเป็นต่อม รัศมีเป็นดอกบัวตูม พระกรรณยาว พระอุระปรากฏเส้นสังฆาฏิชัดเจนและยาวลงมาจดพระหัตถ์ ส่วน ด้านหลัง ตรงกลางเป็นยันต์ตัวพุดซ้อนกัน 3 ตัว เรียกว่า "ยันต์พุดซ้อน" ใต้ยันต์เป็นอักขระขอม 3 ตัว อ่านว่า "ช ย"

"พระสมเด็จทองเหลือง หลวงพ่อแพ" นับเป็นพระเครื่องอันดับต้นๆ ของจังหวัดสิงห์บุรี ที่ทรงคุณค่าและครบครันในด้านของพุทธคุณ ถือเป็นวัตถุมงคลของหลวงพ่อแพที่ได้รับความนิยมสะสมมากรุ่นหนึ่งทีเดียวครับผม

ที่มา พันธุ์แท้พระเครื่อง ข่าวสดออนไลน์




พระปิดตา หลวงพ่อทับ วัดอนงค์
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระเนื้อโลหะผสมชนิดหนึ่งที่นำมาสร้างวัตถุมงคลและเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว คือเนื้อโลหะเมฆสิทธิ์ ซึ่งเป็นโลหะผสมที่สร้างให้ถูกต้องตามตำรับโบราณนั้นยากมาก ในสมัยหลวงพ่อทับ วัดอนงคงคารามฯ ได้ผสมเนื้อโลหะชนิดนี้ขึ้น และนำมาสร้างวัตถุมงคลของท่าน ปัจจุบันหายากมากครับ

หลวงพ่อทับ เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ.2389 มรณภาพในปี พ.ศ.2480 ประวัติของท่านไม่ได้มีบันทึกไว้ แต่จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บอกต่อกันมาว่า หลวงพ่อทับจำพรรษาอยู่ที่วัดอนงค์ เป็นพระลูกวัดในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) แต่มีพรรษาแก่กว่าสมเด็จฯ หลวงพ่อทับเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคม วิชาอีกอย่างหนึ่งคือท่านเชี่ยวชาญในด้านการผสมโลหะที่มีคุณวิเศษ หลวงพ่อทับได้คิดค้นพบการผสมโลหะจนเป็นเนื้อเมฆสิทธิ์ที่มีคุณวิเศษ เนื้อโลหะจะมีผิวเป็นประกายสีรุ้ง และสีตากุ้ง คุณวิเศษของโลหะคือเด่นทางด้านอยู่คง แคล้วคลาด และเสริมดวงกันดวงตก ว่ากันว่าการหลอมโลหะของหลวงพ่อทับต้องคุมไฟและแร่ธาตุด้วยคาถาและกระแสจิตที่สูงจึงจะสำเร็จ

วัตถุมงคลของหลวงพ่อทับที่ท่านได้สร้างไว้มีหลายอย่างเช่น พระพิมพ์ปางซ่อนหา พระปิดตา พระชัยวัฒน์ และลูกอม เป็นต้น หลวงพ่อทับมีความสนิทสนมกับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ในงานปลุกเสกของวัดสุทัศน์ ก็จะนิมนต์หลวงพ่อทับไปร่วมพิธีทุกครั้ง หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ก็มีความสนิทสนมกับหลวงพ่อทับ และเมื่อหลวงปู่ศุข มากรุงเทพฯ ก็จะมาพักที่วัดอนงค์เสมอ มีการแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กันตลอด

หลวงพ่อทับเป็นพระสงฆ์ที่เคร่งในพระธรรมวินัย สมถะไม่สะสม พูดจาไพเราะ ใครมาพบท่านก็จะเลื่อมใสศรัทธา ท่านศึกษาวิชาหลอมโลหะและทดลองจนเชี่ยวชาญ จนได้โลหะธาตุกายสิทธิ์ที่เรียกกันว่า "เมฆสิทธิ์" ลูกศิษย์จึงขอให้ท่านสร้างพระและวัตถุมงคลให้เพื่อไว้คุ้มครองป้องกันตัว หลวงพ่อทับก็กรุณาสร้างให้ โดยสร้างเป็นพระหลายอย่าง ที่รู้จักกันมากก็คือพระพิมพ์ปางซ่อนหา และพระปิดตา ส่วนเครื่องรางของขลังก็จะเป็นลูกอม ซึ่งผู้ที่ได้รับไปก็จะมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย คนที่ดวงตกก็จะแคล้วคลาดปลอดภัยพ้นเคราะห์ไปได้ เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว วัตถุมงคลเนื้อเมฆสิทธิ์ของหลวงพ่อทับจึงเป็นที่เสาะหากันมากมาตั้งแต่ในสมัยที่หลวงพ่อยังไม่มรณภาพ

ปัจจุบันนี้วัตถุมงคลเนื้อเมฆสิทธิ์ของหลวงพ่อทับ วัดอนงค์นั้นหายากมาก ของปลอมเลียนแบบมีมากมายหลากหลายฝีมือ แต่ก็ยังทำเนื้อโลหะได้ไม่เหมือน ทำได้ก็แค่คล้ายๆ การเช่าหาก็ต้องพึ่งพาผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเท่านั้นครับ พระปิดตาของหลวงพ่อทับมีทั้งแบบที่เป็นพระแต่งตะไบมาแต่เดิม และแบบไม่ได้แต่ง ด้านหลังก็มีทั้งหลังเรียบและหลังอูม ปัจจุบันหาแท้ๆ ยากมากครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระปิดตา เนื้อเมฆสิทธิ์ พิมพ์แต่ง หลังเรียบ ของหลวงพ่อทับ วัดอนงค์ มาให้ชมครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์




เหรียญหล่อหน้าเสือรุ่นแรก หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระครูภาวนากิตติคุณ (หลวงพ่อน้อย) วัดธรรมศาลา ซึ่งคนส่วนใหญ่จะรู้จักเหรียญหล่อเนื้อทองเหลืองหน้าเสือ และเหรียญหล่อคอน้ำเต้าของท่านเป็นอย่างดี

หลวงพ่อน้อยเกิดที่บ้านหนองอ้อ ตำบลธรรมศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2426 โยมบิดาชื่อ แสง โยมมารดาชื่อ อ่อน เมื่อวัยเด็กโยมบิดามารดาก็นำไปฝากเรียนหนังสือไทยกับพระครูปริมานุรักษ์ (นวม) เจ้าอาวาสวัดธรรมศาลา และต่อมาเมื่ออายุได้ 15 ปี โยมบิดาก็ได้นำไปฝากไว้กับท่านพระอธิการชา เจ้าอาวาสวัดสามกระบือเผือกเพื่อศึกษาต่อ จากนั้นจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร และไปมากับวัดธรรมศาลาเป็นประจำ ต่อมาเมื่อบิดามารดาถึงวัยชรา หลวงพ่อน้อยจึงได้ลาสิกขามาอยู่ช่วยเหลือบิดามารดาประกอบอาชีพ ณ บ้านหนองอ้อ อันเป็นภูมิลำเนาเดิม

เมื่อหลวงพ่อน้อยท่านอายุครบ 20 ปี จึงได้อุปสมบท ณ วัดธรรมศาลา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2446 โดยมีพระอธิการทอง วัดละมุด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูปริมานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดธรรมศาลา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสมุห์แสง วัดใหม่ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า "อินฺทสโร" นับจากหลวงพ่อน้อยอุปสมบทแล้วท่านก็ปฏิบัติตาม พระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด และสนใจทางด้านวิปัสสนาธุระ ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยและวิทยาคมจากอาจารย์หลายท่าน ได้แก่ พระอธิการทอง วัดละมุด พระครูปริมานุรักษ์ พระครูทักษินานุกิจ แจ้ง พระสมุห์แสง โดยอาศัยที่หลวงพ่อน้อยท่านมีความรู้เรื่องอักษรขอมมาแต่เดิม และมีสมาธิที่แน่วแน่จึงศึกษาพุทธาคมได้ด้วยความรวดเร็ว ร่ำเรียนวิชาใดก็สำเร็จไปทุกอย่าง

อุปนิสัยของหลวงพ่อน้อยท่านเป็นพระที่สงบเสงี่ยมสำรวมอยู่เป็นนิจ มักน้อยสันโดษมีเมตตาต่อบุคคลและสัตว์ เป็นที่เคารพเลื่อมใสแก่คนทั่วไป หลวงพ่อได้สร้างอาคารโรงเรียนประชาบาลเมื่อปี พ.ศ.2495 สร้างพระอุโบสถเมื่อปี พ.ศ.2501 สร้างสะพานคอนกรีตและถนนในปี พ.ศ.2502 สร้างอาคารโรงเรียนหลังที่ 2 ในปี พ.ศ.2505 สร้างฌาปนสถานในปี พ.ศ.2510 สร้างกุฏิสงฆ์ในปี พ.ศ.2511 สร้างหอระฆังในปี พ.ศ.2512 เป็นต้น

ในงานพุทธาภิเษกต่างๆ หลวงพ่อน้อยได้รับนิมนต์ให้ร่วมปลุกเสกด้วยแทบทุกครั้ง หลวงพ่อน้อยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เป็นที่เคารพเลื่อมใสของบุคคลทั่วไป แต่หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้สร้างวัตถุมงคลของท่านเลย จนในปี พ.ศ.2494 ก็มีลูกศิษย์ของท่านได้มาขอให้หลวงพ่อน้อยสร้างเหรียญ เพื่อจะได้แจกเป็นที่ระลึกแก่ศิษย์ เป็นเหรียญปั๊มทรงเสมา ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อครึ่งองค์ มีอักษรตัวนูนคำว่า หลวงพ่อน้อย ด้านหลังเป็นยันต์ นะปถมัง

เหรียญรุ่นนี้ถือเป็นเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อ เหรียญที่รู้จักกันมากก็คือเหรียญหล่อหน้าเสือ และเหรียญหล่อคอน้ำเต้า ซึ่งนิยมกันมาก โดยเฉพาะเหรียญหล่อหน้าเสือ รุ่นแรก สนนราคาสูงมาก ที่เรียกกันว่า พิมพ์หน้าเสือก็เนื่องจากเมื่อทำเสร็จแล้วนำไปให้หลวงพ่อดู ท่านก็บอกว่าหน้าดุอย่างกับเสือ เลยเรียกเหรียญหล่อรุ่นแรกพิมพ์นี้กันว่าเหรียญหล่อหน้าเสือกันเรื่อยมาจนทุกวันนี้

วันนี้ผมได้นำรูปเหรียญหล่อหน้าเสือรุ่นแรกมาให้ชมครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์


   

เหรียญเสาร์ 5 หลวงพ่อเกษม
หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง พระเกจิผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น "เนื้อนาบุญที่ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา" ตัวท่านนั้นเป็นเครือญาติสายตรงของตระกูล ณ ลำปาง แต่ครั้นได้บรรพชาเป็นสามเณรหน้าไฟในงานศพที่วัดบุญยืน (วัดป่าดั๊ว) ที่ลำปางเพียงแค่ 7 วัน นับเป็นการสร้างพื้นฐานความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และปีพ.ศ.2470 จึงตัดสินใจบรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้งหนึ่ง

ปีพ.ศ.2475 เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบุญยืน โดยมี พระธรรมจินดานายก (ฝ่าย) เจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหาร เจ้าคณะจังหวัดลำปาง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอุตรวงศ์ธาดา หรือ พระครูปัญญาลิ้นทอง เจ้าอาวาสวัดหมื่นเทศ เจ้าคณะอำเภอเมืองลำปาง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระธรรมจินดานายก (อุ่นเรือน) เจ้าอาวาสวัดบุญยืน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "เขมโก" แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม

มุ่งมั่นศึกษาภาษาบาลีเป็นพิเศษจนมีความชำนาญและคล่องแคล่ว ปีพ.ศ.2479 สอบนักธรรมเอกได้ แต่ด้วยการ "ลด ละ วาง" ของท่าน จึงปฏิเสธการเข้าสอบเปรียญ 3 ประโยค

นอกจากนี้ ยังสนใจในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นพิเศษ จึงฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาแก่น สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดประตูป่อง พระภิกษุฝ่ายอรัญวาสี จากนั้นก็มุ่งเจริญวิปัสสนาและถือธุดงค์เป็นวัตรปฏิบัติ เพื่อบำเพ็ญภาวนาจาริกหาความวิเวก เว้นแต่ช่วงเข้าพรรษาท่านจะกลับมาจำพรรษาที่วัดบุญยืน

เมื่อเจ้าอาวาสวัดบุญยืนมรณภาพ คณะสงฆ์และชาวบ้านร่วมกันนิมนต์หลวงพ่อเกษมให้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส

ต่อมาเมื่อภารกิจต่างๆ ของวัดเริ่มเบาบางลง จึงลาออกจากตำแหน่ง แต่ถูกคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ยับยั้ง จึงตัดสินใจหลบออกจากวัด บุญยืนเงียบๆ ในปีพ.ศ.2492

เริ่มธุดงค์เจริญวิปัสสนาไปตามสถานที่วิเวกต่างๆ เช่น ป่าช้าของศาลาวังทาน ป่าช้าบนดอยแม่อาง ฯลฯ ก่อนที่จะปักหลักตั้งมั่นบำเพ็ญธรรมที่ป่าช้าประตูม้า ซึ่งก็คือ "สุสานไตรลักษณ์" ที่มีชื่อเสียงและเกียรติคุณขจรขจายจนถึงปัจจุบัน

วัตถุมงคลต่างๆ ที่หลวงพ่อสร้างและปลุกเสกจึงล้วนเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อีกทั้งทวีความทรงคุณค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา หนึ่งในนั้นคือ "เหรียญศิริมงคลเสาร์ 5" เหรียญที่ชาวลำปางหวงแหนมาก เป็นหนึ่งในหลายๆ เหรียญที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และเป็นเหรียญที่มีการทำเทียมมากที่สุดรุ่นหนึ่งด้วย

เหรียญศิริมงคลเสาร์ 5 จัดสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกสมทบทุนสร้างศาลาเจ้าแม่สุชาดา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2516 โดยหลังจากการปลุกเสกของหลวงพ่อเกษมที่สุสานไตรลักษณ์เป็นที่เรียบร้อย ท่านได้พูดกับบรรดาลูกศิษย์ที่มาร่วมพิธีว่า "ถ้าเอาไปใช้แล้วไม่ดี ให้เอามาคืนเฮา"

เหรียญดังกล่าวสร้างประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะเมื่อคราวเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 จนได้รับการเรียกขานว่า "เหรียญวีรชน" และด้วยรูปทรงของเหรียญเป็นรูประฆังคว่ำ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เหรียญระฆัง"

เหรียญศิริมงคลเสาร์ 5 หรือเหรียญวีรชน หรือเหรียญระฆังหลวงพ่อเกษม ปี 2516 นี้มี 2 เนื้อ คือ เนื้อเงินและเนื้อทองแดง ทุกเนื้อจะมีจุดตำหนิเพื่อการพิจารณาดังนี้ ด้านหน้าจะมีเส้นรัศมีออกจากองค์หลวงพ่อ และแผ่ไปยังบริเวณข้างเหรียญ ส่วนด้านหลัง จะมีเส้นรัศมีแผ่ไปยังบริเวณข้างเหรียญ และที่ใต้ตัวนะ (เหนือยันต์แถวแรก) จะมีขนแมวคล้ายกอหญ้าแผ่ออก

นอกจากนี้จะแบ่งเป็นบล็อก (พิมพ์) ต่างๆ ตามการเล่นหาของชาวลำปางได้ 5 บล็อก คือ 1.บล็อกเสาอากาศ (พิมพ์นิยม) 2.บล็อกเขี้ยว 3.บล็อกสิบโท 4.บล็อกสิบโทมีเขี้ยว และ 5.บล็อกสายฝน ซึ่งจะมีความแตกต่างกันของจุดตำหนิแม่พิมพ์ในแต่ละบล็อก

ที่มา พันธุ์แท้พระเครื่อง  ข่าวสดออนไลน์




เหรียญกฐินหลวงพ่อพร้า 61
"หลวงพ่อพร้า อัตตสันโต" หรือ "พระครูวิจิตรชยานุรักษ์" ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอสรรคบุรี และ เจ้าอาวาสวัดโคกดอกไม้ ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เจ้าของสมญานาม "หลวงพ่อพร้า เจ้าตำรับน้ำมนต์บาทเดียว"

ปัจจุบัน สิริอายุ 96 ปี พรรษา 76

พื้นเพเป็นชาวชัยนาท เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ค.2466 เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ค.2486 ที่พัทธสีมา วัดโคกดอกไม้ โดยมีพระครูปัตย์ วัดสนามชัย เป็นพระอุปัชฌาย์

ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง ซึ่งเป็นหลวงลุงของท่าน รวมทั้งได้เรียนสรรพวิชามากมายจากหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม อีกด้วย

ด้วยความที่เมื่อท่านเยาว์วัย ท่านอยากเรียน แต่ไม่มีโอกาส เนื่องจากฐานะทางบ้านยากจน ท่านจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้ว่า "....หากมีโอกาสได้บวช จะอุปถัมภ์การศึกษาแก่เด็กที่พ่อแม่ฐานะยากจน จะช่วยให้เต็มความสามารถ...."

ตั้งแต่บัดนั้นมา ท่านมุ่งปฏิบัติตนตามคำอธิษฐานของท่านมาโดยตลอด ด้วยการอุปถัมภ์เด็กๆ ที่ยากจน และทำนุบำรุงปูชนียสถานถาวรวัตถุภายในวัดจนรุ่งเรือง ตลอดจนช่วยเหลือสังคมส่วนรวมตลอดมา

ย้อนไปในปี พ.ศ.2561 หลวงพ่อพร้าได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นมารุ่นหนึ่ง คือ เหรียญกฐินหลวงพ่อพร้า ปี 2561" เพื่อมอบสมนาคุณศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนที่ร่วมทำบุญ มีเนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อสำริด, เนื้อทองแดง และเนื้อตะกั่ว ซึ่งงานทอดกฐิน ประจำปี 2561 วัดโคกดอกไม้ ได้ปัจจัยเกือบ 8 ล้าน โดยนำปัจจัย ดังกล่าว จัดสร้างมณฑปวัดโคกดอกไม้

หลวงพ่อพร้าเมตตาปลุกเสกเดี่ยวเป็นกรณีพิเศษ

ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ หูห่วงตัน ด้านหน้าเหรียญมีขอบรอบ ตรงกลางเป็นรูปนูนหลวงพ่อพร้านั่งสมาธิเต็มองค์ ใต้ขอบด้านบนมีอักขระขอม "อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ" กำกับด้วยอักษรไทย "พระครูวิจิตรชยานุรักษ์ หลวงพ่อพร้า"

ด้านหลังเหรียญมีขอบรอบ เช่นกัน ตรงกลางเป็นยันต์ห้า บรรจุอักขระขอม "อะ หัน ติ โก อุด ธัง อัด โธ นะ ชา ลี ติ นะ ผุด ผัด ผิด" กำกับด้วย "นะ โม พุท ธา ยะ" ส่วนด้านข้างทั้งสอง เป็นยันต์ "นะ คง" "นะ แคล้ว" ตอกโค้ดวัด และมีอักษรไทย "วัดโคกดอกไม้ จ.ชัยนาท ๒๕๖๑"

ปัจจุบัน มีเหลือบ้างเพียงเนื้อเดียว คือ เนื้อสำริด ติดต่อได้ที่วัดโคกดอกไม้

ที่มา ข่าวสดออนไลน์
บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1148


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #102 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2562 16:13:51 »

.



พระกริ่งหนองแสของหลวงปู่กลีบ วัดตลิ่งชัน
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระกริ่งของสายวัดสุทัศน์ที่มีพุทธคุณเยี่ยมยอด สนนราคาไม่สูง ก็ต้องยกให้พระกริ่งของหลวงปู่กลีบ วัดตลิ่งชัน ที่นักนิยมสะสมพระเครื่องมักจะเรียกว่า "พิมพ์กริ่งหนองแส วัดตลิ่งชัน" เนื่องจากนำแบบพิมพ์ของพระกริ่งหนองแสมาทำแบบพิมพ์ โดยการแนะนำของท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) และได้มอบชนวนพระกริ่งของวัดสุทัศน์ มาให้ด้วย

หลวงปู่กลีบเกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2419 ที่บ้านคลองชักพระ อ.ตลิ่งชัน กทม. โยมบิดาชื่อสิงห์ โยมมารดาชื่อห่วง ต่อมาได้อุปสมบทที่วัดตลิ่งชัน โดยมี พระอธิการม่วง วัดเจ้ากรับ หรือที่ปัจจุบันเรียกว่าวัดนายโรง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอมรเมธาจารย์ (เข้ม) วัดมหาธาตุ พระอาจารย์เทศ วัดกัลยาณมิตร เป็นพระกรรมวาจา จารย์ หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้วได้ 3 พรรษา ก็ขออนุญาตพระอุปัชฌาย์มาจำพรรษาที่วัดมหาธาตุเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม 1 พรรษา แล้วจึงได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทัศน์ เพื่อศึกษาพระปริยัติและมูลกัจจายน์ และได้ศึกษากับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ด้วย จนถึงปี พ.ศ.2448 เจ้าอาวาสวัดตลิ่งชันว่างลง พระครูธรรมจริยาภิรมย์ เจ้าอาวาสวัดคฤหบดี ได้พิจารณาเห็นว่าพระภิกษุกลีบเป็นพระที่มีพรรษายุกาล และมีคุณสมบัติที่จะสั่งสอนพระภิกษุ สามเณรได้ จึงเสนอแต่งตั้งให้พระภิกษุกลีบมาเป็นเจ้าอาวาสวัดตลิ่งชันตั้งแต่นั้นมา

หลังจากที่ได้ครองวัดแล้วหลวงปู่ก็ยังคงแวะเวียนมาที่วัดสุทัศน์เสมอมา เนื่องจากท่านนับถือในองค์สมเด็จพระสังฆราช (แพ) มาก และต่อมาก็ได้มาสนิทสนมกับท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) เป็นอย่างมาก หลวงปู่กลีบได้บริหารวัดตลิ่งชันจนเจริญขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปี พ.ศ.2454 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบล และในปี พ.ศ.2467 ท่านก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ พระครูทิวากรคุณ ตำแหน่งเจ้าคณะหมวด ในปี พ.ศ.2469 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌายะ หลวงปู่กลีบมรณภาพในปีพ.ศ.2501 สิริอายุได้ 82 ปี พรรษาที่ 62

หลวงปู่กลีบได้สร้างวัตถุมงคลไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งสงครามอินโดจีน โดยลูกศิษย์ลูกหาของท่านได้ตัดเสื้อกั๊กบ้าง ผ้าประเจียดบ้าง มาขอให้ท่านลงอักขระให้ ท่านก็กรุณาลงให้ บ้างก็นำแผ่นโลหะมา ให้ท่านช่วยทำตะกรุดให้บ้าง ในครั้งนั้นปรากฏว่ามีผู้ได้รับประสบการณ์ถูกยิงไม่เข้า ต่อมาในปี พ.ศ.2479 หลวงปู่มีอายุครบ 60 ปี คณะศิษย์จึงขออนุญาตหลวงปู่จัดทำบุญแซยิด และได้สร้างเหรียญรูปท่าน และแหวนมงคล 8

ต่อมาในปี พ.ศ.2494 หลวงปู่ก็ได้ปรึกษากับท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) เรื่องหาปัจจัยสร้างมณฑปที่ยังค้างอยู่ ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) จึงได้แนะนำให้สร้างพระกริ่ง โดยใช้พิมพ์ของพระกริ่งหนองแสเป็นแบบ และได้กำหนดเอาวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2494 ทำพิธีหล่อ โดยใช้ชนวนพระกริ่งของวัดสุทัศน์ที่ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) มอบให้และทองชนวนของหลวงปู่กลีบมาเทหล่อหลังจากที่ทำพิธีที่วัดสุทัศน์เสร็จแล้ว หลวงปู่ก็ได้นำกลับมาปลุกเสกเดี่ยวอีกหนึ่งพรรษา จึงนำมาแจกในปี พ.ศ.2495 พระกริ่งรุ่นนี้หล่อตันแล้วจึงนำมาเจาะรูบรรจุเม็ดกริ่ง และอุดด้วยทองชนวน วรรณะออกสีเหลืองอมเขียว ผิวสีน้ำตาลอ่อน

ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปพระกริ่งหนองแสของหลวงปู่กลีบ วัดตลิ่งชัน มาให้ชมกันครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์




พระนางพญากรุโรงทอ พิมพ์ใหญ่มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหู
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน จังหวัดพิษณุโลกเป็นเมืองโบราณ เก่าแก่สืบต่อกันมายาวนาน วัดเก่าแก่ก็มีอยู่มากมาย และเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยถึงกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันก็ยังเป็นเมืองสำคัญทางการทหารอยู่ครับ พระเครื่องเก่าแก่ของจังหวัดนี้ ก็มีอยู่หลายกรุหลายวัด และมีชื่อเสียงมาก พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก เป็นพระที่ได้รับความนิยมสูงสุดในพระกรุที่มีชื่อว่า พระนางพญา และได้รับการ จัดให้มาอยู่ในพระชุดเบญจภาคี พระ ของกรุวัดนางพญาเองมีอยู่ด้วยกันหลาย พิมพ์ พระที่มีชื่อว่าพระนางพญาของจังหวัดพิษณุโลกก็มีอยู่หลายกรุ ค่านิยม ก็รองๆ กันมา วันนี้เรามาคุยกันถึง พระนางพญากรุวัดโพธิ์หรือที่ปัจจุบันมักเรียกว่า "กรุโรงทอ"

วัดโพธิ์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ใต้โรงทอผ้าไทยลงมาเล็กน้อย ตรงข้ามกับบริเวณที่ตั้งของกรมทหาร โบราณสถานของวัดนี้ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เป็นชิ้นเป็นอันอยู่เลย มีแต่ซากฐานของพระเจดีย์เป็นกองอิฐ ซึ่งบางแห่งก็เป็นเนินอิฐที่มีแต่พงหญ้าและเถาวัลย์ปกคลุมแทบมองไม่ออกว่าเป็นฐานเจดีย์ สิ่งที่เห็นเรียบร้อยเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่ภายหลัง

พระเครื่องของกรุวัดโพธิ์ (โรงทอ) เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายก็เมื่อปีที่ทางการได้สร้างโรงทอผ้าไทย ได้มีการปรับพื้นที่บริเวณวัดโพธิ์ ได้มีการขุดพบพระเครื่องขึ้นที่บริเวณนี้ เช่น พระนางพญาเนื้อดินเผา พุทธลักษณะรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายคลึงกับพระนางพญา กรุวัดนางพญาพิมพ์สังฆาฏิ พระนางพญากรุโรงทอ มีอยู่สองพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหู นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ซุ้มเส้นคู่ เนื้อชิน และพระสกุลท่ามะปรางค์ เป็นต้น จากการพบพระเครื่อง เนื่องในการสร้างโรงทอผ้าไทยนี้เองจึงมีคนที่เรียก ชื่อพระกรุนี้ว่า "กรุโรงทอ" และในปัจจุบันมักเรียกพระกรุนี้ว่า "กรุโรงทอ" เป็นส่วนใหญ่ครับ

พระนางพญากรุโรงทอ เป็นพระเนื้อดินเผา มีทั้งเนื้อดินละเอียดและเนื้อหยาบ (แก่กรวด) จากพุทธลักษณะ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระที่สร้างในยุคเดียวกันกับพระนางพญา กรุวัดนางพญา คือสร้างในยุคกรุงศรีอยุธยา พุทธคุณนั้นเฉกเช่นเดียวกับพระนางพญา กรุวัดนางพญา คือดีทั้งด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดและโภคทรัพย์

ปัจจุบันพระนางพญา กรุโรงทอนี้ค่อนข้างหา แท้ๆ ยากเช่นกันครับ โดยเฉพาะพิมพ์ใหญ่มีหู เรื่องของปลอมเลียนแบบมีมานานแล้ว ทั้งพิมพ์ใหญ่มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหูครับ พระนางพญา กรุโรงทอทั้งสองพิมพ์สนนราคาก็ค่อนข้างสูง แต่ราคาก็ยังย่อมเยากว่าของกรุวัดนางพญาครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระนางพญากรุโรงทอ ทั้งพิมพ์ใหญ่มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหู จากหนังสือ อมตพระกรุอันล้ำค่าของไทย มาให้ชมกันด้วยครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์




พระกริ่งไตรมาส หลวงปู่ทองคำ
หลวงปู่ทองคำ สุวโจ อาศรมสุวโจ จ.สุรินทร์ ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์

ร่วมกันก่อสร้างอาศรมแห่งนี้ขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

สร้างเป็นเพียงโรงเรือนชั้นเดียวเปิดโล่ง 3 ด้าน ใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเพียงใช้ประโยชน์กันแดดกันฝนเท่านั้น

ปัจจุบัน อายุ 91 ปี พรรษา 37

เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2472 ที่บ้าน มะโม ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

อายุ 16 ปี บรรพชาที่วัดบ้านคำครั่ง อ.กระนวน จ.ขอนแก่น นอกจากจะมุมานะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแล้ว ยังสนใจวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงเดินทางไปกราบสักการะขอฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ด้วยความจำเป็นบางประการจึงต้องลาสิกขาและกลับมาอุปสมบทในปี 2523 อีกครั้ง ที่อุโบสถวัดราชพิสัย ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

ต่อมาในปี 2561 ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ และหากช่วงใดว่างจากการปฏิบัติศาสนกิจ หลวงปู่ทองคำจะข้ามไปประเทศ สปป.ลาว เป็นประจำ เนื่องจากท่านให้ความอุปถัมภ์ วัดโนนไซ เมืองเฟือง สปป.ลาว มาอย่างต่อเนื่อง

คณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธา นำโดย "บอย สำโรงทาบ" มีโครงการที่จะสร้างอาศรมถวายหลวงปู่ขึ้นที่ประเทศ สปป.ลาว แต่ยังขาดปัจจัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีมติจัดสร้างวัตถุมงคล "พระกริ่งไตรมาสรวยทันตา"

พุทธศิลป์คล้ายกับพระกริ่งที่มีการจัดสร้างจากวัดทั่วไป แต่จุดสังเกตของพระกริ่งหลวงปู่ทองคำ รุ่นนี้ที่บริเวณใต้ก้นพระจะตอกโค้ดรูปหยดน้ำและอักษรตัว ท เป็นที่รู้กันว่านี่คือวัตถุมงคลของหลวงปู่ทองคำ และที่บริเวณบัลลังก์ด้านหลังจะมีอักขระยันต์ 5 ตัว พุทธคุณเด่นรอบด้าน

จำนวนการสร้างประกอบด้วยเนื้อทองคำ 2 องค์ เนื้อทองคำก้นทองคำ 49 องค์ เนื้อเหล็กน้ำพี้ผสมแร่ก้นเงิน 119 องค์ เนื้อเงินก้นเงิน 1,000 องค์ นวโลหะก้นเงิน 3,000 องค์ เนื้อทองผสมอุดผง 2 หมื่นองค์ เป็นต้น

ที่มา ข่าวสดออนไลน์





เหรียญพระธาตุพรหมมณี
"พระครูธรรมไตรสังวรกิจ" หรือ หลวงพ่อหอม รตินธโร เจ้าคณะตำบลกุสุมาลย์ และเจ้าอาวาสวัดไตรคามวสี ต.โพธิ์ไพศาล อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร พระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากัมมัฏฐาน

เป็นศิษย์สืบสายธรรม หลวงปู่คำดี ปัญโญภาโส หรือ พระราชมงคลนายก อดีตเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แม่ทัพธรรมภาคอีสาน

เป็นพระสายป่าที่เคร่งครัดในศีลาจารวัตรที่งดงาม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และเป็นที่เคารพศรัทธา

เกิดเมื่อวันที่ 1 มี.ค.2503 ที่บ้านอีกุด ต.โพธิ์ไพศาล อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร มีนามเดิมว่า ผจญ ใบแสน

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บรรพชาเมื่อปี พ.ศ.2522 ที่วัดป่าสันติวาส (ปัจจุบันคือวัดป่าสันติกุสุมาลย์)

เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อ พ.ศ.2524 ขณะมีอายุ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จ.นครพนม มี พระราชสุทธาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิศาลปัญโญภาส (หลวงปู่คำดี ปัญโญภาส) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ปัจจุบันอายุ 59 ปี พรรษา 20

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2561 ลูกศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา ได้ขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคล มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างถนนคอนกรีตภายในวัด เป็นเหรียญหล่อโบราณหลวงพ่อหอมรุ่นแรก

จัดสร้างเป็นเหรียญเนื้อเงิน 39 เหรียญ เนื้อชนวน 999 เหรียญ เนื้อสัตตะรุ้ง 999 เหรียญ และเนื้อทองแดงเถื่อน 509 เหรียญ รวม 2,546 เหรียญ

ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหูห่วง

ด้านหน้าเหรียญ ขอบเหรียญมีเส้นสันนูน ใต้หูห่วงมีอักขระตัวธรรม 4 ตัว อ่านว่า มะ รุ คุ รุ เป็นหัวใจของคาถา ตรงกลางเหรียญมีรูปเหมือนหลวงพ่อหอม ในท่านั่งขัดสมาธิเต็มองค์

ด้านล่างสุดสลักตัวเลขไทย ๒๕ ซึ่งเป็นนัมเบอร์เหรียญ ด้านซ้ายบริเวณอังสะเหนือหัวไหล่ของเหรียญตอกโค้ดตัว นะ ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้า ในวงล้อมดาว 8 แฉก หมายถึงพระอรหันต์ 8 ทิศ เหนือไหล่ขวาสลักคล้ายเปลวดวงอาทิตย์ ในวงล้อมสลักอักขระคำว่า หอม ซึ่งเป็นชื่อของหลวงพ่อ

ด้านหลังเหรียญ แบบเรียบ สลักตัวหนังสือนูนไล่กัน 5 บรรทัด อ่านว่า ที่ระฤก ร.ศ.๒๓๗ หลวงพ่อหอม รตินธโร วัดไตรคามวสี จ.สกลนคร

เหรียญรุ่นดังกล่าวประกอบพิธีพุทธาภิเษกนำฤกษ์ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2561 มีหลวงพ่อหอมนั่งอธิษฐานเดี่ยว และเสกวาระที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2561 มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังรวม 5 รูป นั่งอธิษฐานจิต

เป็นเหรียญใหม่ที่ใช้วิธีหล่อเหรียญแบบโบราณ ออกแบบได้ลงตัวสวยงาม เฉพาะเหรียญเงินไม่ธรรมดา

ปัจจุบันราคาพุ่งสูงเท่าตัว

ที่มา ข่าวสดออนไลน์




เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อคูณ
"หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา อมตเถราจารย์ดังแห่งเมืองย่าโม เป็นพระสงฆ์ในดวงใจของคนไทยทั่วประเทศ เปรียบประดุจผู้วิเศษและเทพเจ้าของชาวบ้าน เป็นพระดี มีวิชา มีเมตตา เกินบรรยาย ท่านสร้างวัด สร้างคน สร้างผลงานไว้มากมาย สร้างขวัญกำลังใจ และสร้างปาฏิหาริย์ให้กล่าวขวัญกันไม่รู้จบ กิตติคุณแห่งอำนาจบารมีของท่านรํ่าลือระบือไกลจนได้รับการขนานนามให้เป็น "เทพเจ้าแห่งที่ราบสูง"

เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ พ.ศ.2512 ออกที่วัดแจ้งนอก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เหรียญรุ่นแรกมีเนื้อเดียว คือ เนื้อทองแดง รมดำ โดยออกให้ประชาชนทำบุญบูชา เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2512 เป็นที่ระลึกงานฉลองพระประธาน วัดแจ้งนอก จ.นครราชสีมา จำนวนสร้าง 10,000 เหรียญ

ลักษณะเหรียญ เป็นเหรียญรูปไข่ ครึ่งองค์มีเนื้อเดียว คือ เนื้อทองแดงรมดำ

จำนวนเหรียญที่สร้างมีจำนวนไม่มากพอต่อความต้องการของประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาในตัวหลวงพ่อ จนมีบางคนที่ไม่ได้เหรียญรุ่นนี้ กล่าวหาว่าหลวงพ่อแจกให้เฉพาะคนรวย ไม่ให้คนจน ท่านจึงแก้ปัญหาโดยโยนเหรียญที่เหลือทั้งหมดลงสระนํ้าในวัด ใครอยากได้เหรียญให้ลงไปงมหากันเอาเอง เพื่อความเสมอภาค มีบางคนเรียกเหรียญรุ่นนี้ว่า "รุ่นโยนสระ" เหรียญส่วนใหญ่จึงมีรอยถลอกปอกผิวเหรียญ ซึ่งถือเป็นของธรรมดาสำหรับเหรียญรุ่นนี้

ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปหลวงพ่อคูณครึ่งองค์ มีตัวอักษรล้อมรอบหลวงพ่อ โดยด้านบนเขียนว่า "พระอาจารย์คูณ ปริสุทฺโธ" ด้านล่างมีจุดคั่น 2 จุด เขียนว่า "วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา"

ด้านหลังเหรียญมีอักขระยันต์อยู่ตรงกลาง ล้อมด้วยตัวอักษรเขียนว่า "ที่ระลึกฉลองพระประธาน วัดแจ้งนอก ในเมืองนครราชสีมา ๙ ส.ค. ๑๒"

ปัจจุบันวงการพระเครื่องได้แยกบล็อกเหรียญปี 2512 นี้ออกเป็น 2 บล็อกย่อย คือบล็อกจมูกโด่ง และบล็อกจมูกบี้ โดยบล็อกจมูกโด่งจะได้รับความนิยมมากกว่า หากมีสภาพความสวยคมชัดพอๆ กัน เท่าที่พบเห็นมีทั้งแบบมีรอยจาร และไม่มีรอยจาร

ทุกวันนี้เหรียญรุ่นแรกนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้มีของปลอมเลียนแบบที่ทำได้อย่างเฉียบขาดออกมาเป็นจำนวนมาก ผู้ที่คิดจะเช่าหาต้องรอบคอบ พิจารณาตำหนิและธรรมชาติของเหรียญอย่างละเอียดลออที่สุด ด้านหลังเหรียญหูเหรียญจะมีครีบปลิ้นและรอยปั๊มกระแทก หากมีเม็ดผดผื่นอาจจะเป็นเหรียญเสริม หรือเหรียญปลอมก็ได้

บางเหรียญมีผู้นำไปให้หลวงพ่อลงเหล็กจารอักขระให้เป็นพิเศษ ช่วยเสริมให้ราคาเช่าบูชาสูงกว่าปกติพอสมควร เหรียญรุ่นนี้มีพุทธคุณโดดเด่นด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ปลอดภัยเป็นเลิศ นับเป็นเหรียญที่มีประสบการณ์ ด้านพุทธคุณมากมายเหรียญหนึ่งของ หลวงพ่อคูณ

ความสนใจของนักสะสมเหรียญรุ่นนี้อยู่ที่ว่าเป็น "เหรียญรุ่นแรก" ของหลวงพ่อคูณ เหรียญสภาพสวยๆ รมดำเดิมๆ ทุกวันนี้ราคาเช่าหาบูชากันเป็นหลักล้านขึ้นถึงล้านปลายๆ เชื่อว่าในอนาคตเหรียญรุ่นนี้จะเป็นเหรียญหลักล้านยอดนิยมของวงการอย่างแน่นอนครับผม

ที่มา พันธุ์แท้พระเครื่อง ราม วัชรประดิษฐ์ ข่าวสดออนไลน์





หลวงพ่อทบ วัดเขาน้อย
หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ แห่งวัดเขาน้อย หรือชื่อเป็นทางการว่า "วัดพระพุทธบาทชนแดน" จ.เพชรบูรณ์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่มากด้วยคุณวุฒิและพุทธาคมแกร่งกล้า นอกจากนั้นท่านยังเป็นพระนักพัฒนาและเผยแผ่พระพุทธศาสนากว้างไกลโด่งดังไปถึงประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง

เกิดที่บ้านยางหัวลม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เมื่อปีพ.ศ.2424 บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 16 ปี ที่วัดช้างเผือก โดยมีพระอาจารย์สี เจ้าอาวาสวัดเป็นพระอุปัชฌาย์ ศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน รวมทั้งวิทยาอาคมต่างๆ เมื่ออายุครบบวชจึงอุปสมบทที่วัดศิลาโมง บ้านนายม อ.เมือง โดยพระครูเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปาน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "ธัมมปัญโญ" แล้วกลับไปจำพรรษาที่วัดช้างเผือกดังเดิม

ศึกษาด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานและมนต์คาถาต่างๆ จากพระอาจารย์สีและพระอาจารย์ปาน ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อทรัพย์คาพันธ์ ที่ได้รับการกล่าวขวัญกันว่าเป็นผู้วิเศษและมีวาจาสิทธิ์จนเชี่ยวชาญ จากนั้นจึงออกธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อบำเพ็ญภาวนาและฝึกฝนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ระหว่างนั้นได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้านคาถาอาคมจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังทั้งประเทศพม่า ลาว และเขมร จนเป็นที่รู้จักและเคารพนับถือในด้านมนต์คาถาของบรรดาชาวเขมร

ท่านอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาโดยแท้ สร้างและพัฒนาบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ท่านสร้างพระอุโบสถแล้วเสร็จถึง 16 หลัง จนมาถึงพระอุโบสถวัดช้างเผือกหลังที่ 17 แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จท่านก็มรณภาพเสียก่อนที่วัดช้างเผือก

ดังคำที่พระอาจารย์สีกล่าวกับท่านไว้ว่า "หากถึงวาระสุดท้ายขอให้กลับไปวัดช้างเผือก อย่าปล่อยให้ร้าง"

ก่อนท่านมรณภาพจึงได้ย้ำกับลูกศิษย์ลูกหาให้สร้างวิหารหรือมณฑปเพื่อเก็บศพเอาไว้ไม่ให้เผา มิฉะนั้นวัดช้างเผือกจะดำเนินการสู่ความเจริญรุ่งเรืองมิได้ สมณศักดิ์สุดท้ายได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็นที่ พระครูวิชิตพัชราจารย์ พระครูสัญญาบัตรพัดยศ เจ้าคณะอำเภอชนแดน และสิ่งอัศจรรย์อีกสิ่งคือ ท่านมรณภาพในปีพ.ศ.2519 ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 4 เช่นเดียวกับที่ท่านเกิด สิริอายุรวม 95 ปี

สร้างปาฏิหาริย์ต่างๆ ให้เป็นที่ปรากฏมากมาย อาทิ ถ่ายภาพไม่ติด ไฟดับ วาจาสิทธิ์ ฯลฯ ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านเป็นที่รู้จักขจรไกลและเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนโดยถ้วนหน้า

วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังของท่านจึงล้วนเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหาในแวดวงนักนิยมสะสมวัตถุมงคลพระคณาจารย์อย่างกว้างขวาง ทั้งรูปหล่อโบราณ เสาร์ห้า รูปเหมือนลอยองค์ เสาร์ห้า (พิมพ์หัวไม้ขีด) รูปเหมือนบูชา ล็อกเกต ตะกรุดโทนถักเชือก ไปจนถึงลูกอมถักเชือก

เห็นชื่อชั้นแล้วบอกได้เลยว่าน่าสะสมมากเลยครับผม

ที่มา พันธุ์แท้พระเครื่อง ราม วัชรประดิษฐ์  ข่าวสดออนไลน์




เหรียญมังกรคู่ หลวงพ่อบุญเลิศ
"หลวงพ่อบุญเลิศ สีลเตโช" เจ้าสำนักสงฆ์บุญเลิศ หมู่ 1 บ้านเนินกระถิน ต.ลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี พระเกจิอีกรูปหนึ่งที่ได้รับความเคารพเลื่อมใสศรัทธา

นอกจากนี้ มีความรู้ในการรักษาโรคกระดูกด้วยพืชสมุนไพรควบกับใช้วิทยาคม

ปัจจุบัน อายุ 62 ปี พรรษา 20

มีนามเดิม บุญเลิศ สกุลธะนู เกิดปี พ.ศ.2500 ที่บ้านหนองหว้า ม.2 ต.พยุห์ อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ

ย่างเข้าสู่ช่วงวัยหนุ่ม มีโอกาสเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรรักษากระดูกควบกับศึกษามนต์พิธี วิทยาคมต่างๆ จากอาจารย์ฆราวาสชาวเขมร

ใช้ชีวิตฆราวาสเป็นหมอธรรมหมอยาพื้นบ้านรักษาและช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก จนถึงปี 2543 จึงตัดสินใจหันหน้าเข้าหาพระธรรม เข้าพิธีอุปสมบทที่อุโบสถวัดบ้านเปื่อย อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ โดยมี พระครู จันทโสตถิคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์

ต่อมาได้ออกธุดงค์แสวงหาความหลุดพ้นตามรอยพระตถาคตไปตามป่าเขาลำเนาไพรทั่วประเทศ เคยจาริกแสวงบุญไปจนถึง จ.ปัตตานี

พ.ศ.2548 เดินธุดงค์มาที่ภูลำพญาเขตตำบลลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้รักษาชาวบ้านที่ป่วยจนหายเป็นปกติญาติโยมในพื้นที่เกิดเลื่อมใสศรัทธา ร่วมกันถวายที่ดินให้หลวงปู่สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นจนแล้วเสร็จ คือ สำนักสงฆ์บุญเลิศ ตั้งอยู่หมู่ 1 บ้านเนินกระถิน ต.ลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ในปัจจุบัน

เนื่องจากหลวงปู่มีความรู้ความชำนาญในการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูก ในแต่ละวันจึงมีญาติโยมที่เจ็บป่วยมาขอรับการรักษาจากท่านเป็นประจำ บางครั้งศาลาที่พักรองรับญาติโยมไม่เพียงพอ

คณะศิษยานุศิษย์รวมทั้งญาติโยมที่เลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อบุญเลิศ นำโดย "อรุณ คนสร้างบุญ" ขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคล "เหรียญมังกรคู่รุ่นดีเลิศ" วัตถุประสงค์เพื่อหารายได้สมทบทุนก่อสร้างศาลา สำหรับเป็นที่พักให้กับญาติโยมที่เจ็บไข้ได้ป่วยได้พักอาศัย

ลักษณะวัตถุมงคลรุ่นนี้ เป็นเหรียญมีหูไม่เจาะห่วง

ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อครึ่งองค์ ห่มจีวรเฉียง ที่บริเวณขอบเหรียญทั้งซ้ายและขวาจะมีรูปมังกรข้างละ 1 ตัว บริเวณหางพันกัน ส่วนหัวมังกรจะชูกงล้อธรรมจักร

ส่วนด้านหลังบริเวณกลางเหรียญจะเป็นอักขระยันต์ พุทธคุณเด่นรอบด้าน ด้านล่างเขียนว่า รุ่นดีเลิศ จากด้านขวาของเหรียญลงมาด้านล่างวนขึ้นไปด้านซ้ายเขียนว่าหลวงพ่อบุญเลิศ สีลเตโช พ.ศ.๒๕๖๑ สำนักสงฆ์บุญเลิศ จ.สระบุรี

จัดสร้างรวมหลายเนื้อ อาทิ เนื้อทองคำ สร้างตามจำนวนสั่งจอง เนื้อเงิน 99 เหรียญ เนื้อนวะ 299 เหรียญ อัลปาก้า 399 เหรียญ เนื้อฝาบาตร 499 เหรียญ ทองแดงผิวรุ้ง 4,999 เหรียญ กะไหล่ทอง 199 เหรียญ ทองแดงผิวไฟ 1,000 เหรียญ

ที่มา ข่าวสดออนไลน์




พระยอดธงหลวงพ่อเฟื่อง
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระเกจิอาจารย์ที่ชาวดำเนินสะดวกเคารพนับถือมาก ก็คือ หลวงพ่อเฟื่อง วัดอมรญาติสมาคม ท่านได้สร้างพระยอดธงไว้และมีประสบการณ์มากมาย เป็นที่หวงแหนของชาวดำเนินสะดวกมาก ปัจจุบันหายากครับ

หลวงพ่อเฟื่อง เกิดเมื่อปี พ.ศ.2420 โยมบิดาชื่อภู่ โยมมารดาชื่อมิ่ง ตอนเด็กท่านไม่ได้เรียนหนังสือ ต่อมาได้อุปสมบทในปี พ.ศ.2440 ที่วัดโชติทายการาม โดยมี พระครูปรีชาวิหารกิจ (ช่วง) เจ้าอาวาสวัดโชติทายการามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองอยู่ วัดโชติทายการาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการโต วัดไผ่ล้อม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากบวชแล้วท่านก็จำพรรษาอยู่ที่วัดโชติทายการาม ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและฝึกพระกรรมฐานกับหลวงพ่อช่วง และท่านสามารถท่องพระปาติ โมกข์ได้ตั้งแต่พรรษาแรก แม้ท่านจะอ่านหนังสือไม่ออก

ต่อมาได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดไผ่ล้อม ได้ศึกษาวิทยาคมต่างๆ กับพระอธิการโตและสำเร็จอย่างรวดเร็ว หลวงพ่อเฟื่องได้ช่วยพระอธิการโตบูรณะพระอุโบสถของวัดไผ่ล้อมที่ชำรุดทรุดโทรม กุฏิ วิหารและศาลาการเปรียญจนสำเร็จ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านเป็นอย่างมาก ครั้นต่อมาพระอธิการโตมรณภาพ ชาวบ้านจึงอาราธนาหลวงพ่อเฟื่องขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา

พอปี พ.ศ.2454 หลวงพ่อน้อยวัดอมรญาติฯ มรณภาพ ญาติโยมได้มาอาราธนาหลวงพ่อเฟื่องมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอมรญาติฯ ซึ่งเป็นวัดที่บ้านเกิดของท่านเอง ท่านจึงมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอมรญาติสมาคม เมื่อมาจำพรรษาอยู่ที่วัดอมรญาติฯ แล้วท่านก็ได้พัฒนาวัดและเน้นเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ ท่านได้สร้างโรงเรียนให้การศึกษาแก่เด็กในละแวกนั้นให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียน จนกระทั่งปี พ.ศ.2471 ท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลท่านัด ต่อมาในปี พ.ศ.2473 ก็ได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ ปี พ.ศ.2492 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูอดุลสารธรรม หลวงพ่อเฟื่องเป็นที่รักเคารพของชาวดำเนินสะดวกมาก ท่านครองวัดมาจนถึงปี พ.ศ.2500 จึงมรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 81 ปี พรรษาที่ 61

ในสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ลูกศิษย์และญาติโยมได้ขออนุญาตหลวงพ่อสร้างวัตถุมงคลไว้หลายรุ่น รุ่นแรกสร้างเป็นพระยอดธง ซึ่งท่านได้พบแร่จากสระน้ำภายในวัดอมรญาติฯ ว่ากันว่าเป็นแร่ศักดิ์สิทธิ์ชาวบ้านเรียกกันว่า "แร่ปลาช่อน" บ้าง "แร่ปลาทอง" บ้าง หลวงพ่อเฟื่องได้นำแร่นี้มาเป็นส่วนผสมของพระยอดธง พระยอดธงได้มีการสร้างอยู่ด้วยกัน 3 รุ่น รุ่นแรกสร้างประมาณปี พ.ศ.2470 รุ่น 2 สร้างประมาณปี พ.ศ.2481 ส่วนรุ่น 3 สร้างประมาณปี พ.ศ.2492 ได้รับความนิยมทั้ง 3 รุ่น มีประสบการณ์มากมาย ปัจจุบันค่อนข้างหายาก โดยเฉพาะรุ่นแรกใครมีก็จะหวงแหนเป็นพิเศษ นอกจากนี้ก็ยังมีเหรียญรูปท่านอีก 3 รุ่น ล้วนได้รับความนิยมและหายากครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระยอดธงรุ่นแรกของหลวงพ่อเฟื่อง เนื้อโลหะผสม ปี พ.ศ.2470 มาให้ชมครับ ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากหนังสือสุดยอดพระคณาจารย์เมืองราชบุรี

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์




พระวัดกลางนาคปรก
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เราก็จะมาคุยกันถึงของดีราคาถูกกันอีก พระที่ว่าของดีราคาถูกและเป็นพระเก่าเสียด้วย ก็คือพระวัดจันทาราม แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า วัดกลางตลาดพลู พระเครื่องของวัดนี้เป็นพระเนื้อชินตะกั่ว ลงรักปิดทอง พุทธคุณเด่นทางอยู่ยงคงกระพันชาตรีและแคล้วคลาดยอดเยี่ยมครับ

วัดจันทารามหรือวัดกลางตลาดพลูนั้น ตั้งอยู่บนถนนเทอดไท แขวงบางยี่เรือ กทม. เดิมเป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยก่อนเรียกว่า "วัดบางยี่เรือกลาง" แต่ชาวบ้านชอบเรียกสั้นๆ ว่า "วัดกลาง" ถึงสมัยรัชกาลที่ 3 พระยาสุรเสนาได้บูรณะใหม่ และทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานนามว่า "วัดจันทาราม" ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

จากคำบอกเล่าของพระวิสุทธิศีลคุณ อดีตเจ้าอาวาส ว่าพระเครื่องของวัดกลางนี้ สร้างโดยอดีตเจ้าอาวาสรูปหนึ่งของวัด แต่ไม่มีบันทึกนามของท่าน เพียงแต่เรียกกันว่า พระอาจารย์เฒ่า เป็นผู้สร้างขึ้นตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 4 โดยติดพระไว้กับแผงไม้แล้วประดับไว้โดยรอบพระอุโบสถหลังเดิม พระทั้งหมดสร้างด้วยเนื้อชินตะกั่ว มีด้วยกันหลายพิมพ์ ทั้งพิมพ์พระประจำวัน และพิมพ์ต่างๆ ตามพุทธประวัติ ด้านหน้าลงรัก ปิดทอง ส่วนด้านหลังจะมีครั่งติดอยู่เพื่อยึดติดกับแผ่นกระดาน บางองค์มีรอยตะปูเจาะยึดติดกับแผ่นกระดาน

ต่อมาภายหลังได้มีการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ พระอุโบสถหลังเก่านี้จึงเปลี่ยนเป็นศาลาการเปรียญแทน และในปี พ.ศ.2485 ทางวัดได้รื้อศาลาการเปรียญหลังนี้เพื่อสร้างใหม่ ระหว่างที่รื้อถอนนั้น ได้มีผู้เข้ามาเก็บพระเครื่องเหล่านี้ไปบูชา และเกิดประสบการณ์ต่างๆ ชาวบ้านในแถบนั้นก็เข้ามาแกะเอาพระกันมากเข้าจนทางวัดต้องเก็บแผงพระเข้าไว้และใส่กุญแจ ต่อมาเมื่อทางการได้ออกหนังสือเวียนขอพระเครื่องจากพระอารามต่างๆ เพื่อเอาไปแจกแก่บรรดาทหารตำรวจที่เข้าร่วมรบในสงครามอินโดจีน พระวิสุทธิศีลคุณจึงนำพระเครื่องที่แกะออกจากแผงบรรจุถุงผ้าไปมอบให้ทางการส่วนหนึ่ง ปรากฏว่าในเวลาต่อมาจึงได้มีการเล่าขานถึงพุทธคุณของพระเครื่องวัดกลางว่าดีทางด้านแคล้วคลาดและอยู่ยงคงกระพัน แต่พระเครื่องของวัดกลางก็ได้หมดไปจากวัดเสียแล้ว

เรื่องประสบการณ์ทางด้านแคล้วคลาดนี้มีเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย คนเก่าคนแก่ในแถบนั้นรู้เรื่องเป็นอย่างดี พระวัดกลางเป็นพระที่น่าเก็บเนื่องจากปัจจุบันสนนราคาก็ยังไม่แพง ราคาแค่พันเศษๆ เท่านั้น แถมบางครั้งอาจจะได้เพียงหลักร้อย สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องรักเก่าทองเก่าก็สามารถศึกษาจากรักทองของพระวัดกลางเปรียบเทียบเป็นครูได้เป็นอย่างดีครับ เรียกว่าเช่าพระองค์เดียวได้สองอย่างเลยครับ วันนี้ผมได้นำพระวัดกลางนาคปรกมาให้ชมครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง ข่าวสดออนไลน์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 กุมภาพันธ์ 2562 16:15:52 โดย 自由人 » บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1148


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #103 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2562 16:16:43 »

.


เหรียญตอก 1 หลวงปู่ทองคำ
"หลวงปู่ทองคำ สุวโจ" เดิมท่านจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ที่สำนักสงฆ์วังงูเหลือม ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

ในปี 2561 ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ จวบจนปัจจุบัน

ร่วมใจกันก่อสร้างอาศรมแห่งนี้ขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ถูกสร้างเป็นเพียงโรงเรือนชั้นเดียวเปิดโล่ง 3 ด้าน ใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเพียงใช้ประโยชน์กันแดดกันฝนเท่านั้น

ปัจจุบัน อายุ 92 ปี พรรษา 38

เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2472 ที่บ้านมะโม ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

อายุ 16 ปี บรรพชาที่วัดบ้านคำครั่ง อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและวิปัสสนากัมมัฏฐาน

จึงเดินทางไปกราบสักการะขอฝากตัวเป็นศิษย์กับ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ขณะจำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์ฝั้น

ด้วยความจำเป็นบางประการ ท่านลาสิกขา และกลับมาอุปสมบทในปี 2523 อีกครั้ง ที่อุโบสถวัดราชพิสัย ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

ในปี พ.ศ.2561 หลังย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรม สุวโจ บ้านหนองเกราะ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ หากช่วงใดว่างจากการปฏิบัติศาสนกิจ หลวงปู่ทองคำ จะข้ามไปประเทศ สปป. ลาว เป็นประจำ

เนื่องจากให้ความอุปถัมภ์วัดโนนไซ เมืองเฟือง สปป.ลาว มาอย่างต่อเนื่องและเพื่อความสะดวก ขณะที่ท่านข้ามไปโปรดญาติโยมพำนักอยู่ที่ สปป.ลาว คณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธา นำโดย "บอย สำโรงทาบ" จึงมีโครงการที่จะสร้างอาศรมถวายหลวงปู่ขึ้นที่ประเทศ สปป.ลาว แต่ยังขาดปัจจัยอยู่เป็นจำนวนมาก

จึงจัดสร้างวัตถุมงคล "เหรียญตอก 1 รวยทันตา" ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหูไม่เจาะรู

ด้านหน้าเหรียญ บริเวณกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ทองคำครึ่งองค์ ห่มจีวรเฉียง ที่หน้าอกซ้ายตอกเลข 1

ด้านหลังเหรียญ ที่ใต้หูเหรียญ เขียนคำว่า "หลวงปู่ทองคำ สุวโจ" จากด้านขวาลงมาด้านล่างวนขึ้นไปด้านซ้ายมีตัวอักษร เขียนคำว่า "อาศรมสุวโจ ต.ศรีสุข อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์" บริเวณกลางเหรียญเป็นรูปเต่าและมีอักขระยันต์เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งมั่นคง อายุยืน และเรียกทรัพย์ พุทธคุณเด่นรอบด้าน ใต้อักขระยันต์มีตัวเลข ๙๑ เป็นอายุของหลวงปู่ทองคำ

จำนวนการสร้างประกอบด้วย เนื้อทองคำ 10 เหรียญ เนื้อทองคำหลังเรียบจารพระยาปากเข็ด 22 เหรียญ เนื้อทองใบใหญ่ 300 เหรียญ เนื้อตะกั่ว 1 พันเหรียญ และเนื้อทองแดง 1 หมื่นเหรียญ

อธิษฐานจิตเดี่ยวหลายครั้ง จัดเป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นหนึ่งที่มีอนาคตยาวไกลราคาเริ่มขยับขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา ข่าวสดออนไลน์




พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม พิมพ์เล็ก
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน อำเภอชัยบาดาลเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดลพบุรี และที่อำเภอนี้เป็นชุมชนเก่าแก่ชุมชนหนึ่ง ซึ่งเก่าแก่ถึงสมัยทวารวดีมีการพบลูกปัดโบราณและโบราณวัตถุต่างๆ อยู่หลายยุค ตลอดจนพระเครื่อง ซึ่งพระเครื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยก่อนก็คือ "พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม" ซึ่งเราจะมาคุยถึงกัน

ม่วงค่อมเป็นตำบลตำบลหนึ่งในอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ชื่อเดิม "ม่วงขอม" เนื่องจากดินแดนแถบนี้เคยตกอยู่ในอาณานิคมของขอม แต่ต่อมาเรียกเพี้ยนกันเป็น "ม่วงค่อม" ในปี พ.ศ.2516 ได้มีการขุดพบพระร่วงนั่งที่ม่วงค่อมแห่งนี้ และพบเป็นจำนวนมากพอสมควร

พระร่วงนั่ง กรุม่วงค่อม เป็นพระขนาดเล็กเหมาะแก่การนำมาเลี่ยมห้อยคอ พระที่พบนั้นเป็นพระเครื่องเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงเป็นส่วนใหญ่ พระที่พบเป็นพระประทับนั่งปางสมาธิ สวมหมวกชีโบ มีกำไรแขน ศิลปะแบบลพบุรี จากพุทธศิลปะสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศิลปะลพบุรียุคปลายๆ พระพุทธลักษณะในแบบนี้สังคมพระเครื่องมักเรียกกันว่า "พระร่วง" แทบทั้งสิ้น สร้อยต่อท้ายว่าม่วงค่อมก็เพื่อให้ทราบว่าเป็นพระที่ขึ้นมาจากที่ใด จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกกันว่า "พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม" พิมพ์ของพระที่พบจะแยกออกได้เป็นพระพิมพ์ใหญ่ พระพิมพ์เล็กและพิมพ์ฐานสูง แต่พุทธลักษณะโดยรวมก็คล้ายคลึงกันมาก ผิดที่ขนาดลำพระองค์ของตัวองค์พระและฐานขององค์พระเท่านั้น ขนาดขององค์พระก็ไม่ต่างกันมากนัก คือมีขนาดฐานกว้างประมาณ 2 ซ.ม. สูงประมาณ 3.5 ซ.ม.

พระที่พบส่วนมากจะเป็นพระพิมพ์เล็ก ส่วนพิมพ์อื่นๆ นั้นพบน้อยกว่ามาก ที่จะพบทั่วๆ ไปในปัจจุบันก็มักจะเป็น พระพิมพ์เล็กแทบทั้งสิ้น และเนื้อเป็นเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง ซึ่งพระกรุนี้จะมีสนิมแดงที่จัดมากสีจะแดงเข้มอมม่วง มีไขขาวปกคลุม พระที่ขึ้นจากกรุใหม่ๆ จะมีไขขาวปกคลุมผิวค่อนข้างมาก เมื่อนำมาล้าง ไขขาวออกแล้ว ผิวสนิมจะจัดมากและคลุมทั่วทั้งองค์พระ มีรอยรานของผิวสนิมแบบใยแมงมุมตามแบบฉบับของสนิมแดงแท้ ทำให้พิจารณาง่ายถึงอายุความเก่าของพระครับ

พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อมนี้ เมื่อมีผู้นำไปใช้ห้อยคอก็เกิดประสบการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ จนเป็นที่กล่าวขวัญกันว่าเด่นทางด้านคงกระพันชาตรี และแคล้วคลาด นับว่าเข้มขลังมากองค์หนึ่งเลยทีเดียวครับ ส่วนเรื่องสนนราคาก็ยังไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับพระร่วงเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงอย่างอื่นๆ ในสมัยก่อนหลังจากแตกกรุออกมาซักสิบปีก็ยังหาไม่ยากนัก แต่ปัจจุบันก็ไม่ค่อยพบเห็นเช่นกันครับ ของปลอมแปลงมีออกมาเช่นกัน ต้องพิจารณาพิมพ์และผิวสนิมให้ดีครับ

ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปพระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม พิมพ์เล็ก ซึ่งเป็นพิมพ์ที่พบเห็นกันมากที่สุดจาก หนังสืออมตพระกรุอันล้ำค่าของไทย มาให้ชมครับ

ที่มา ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์ ข่าวสดออนไลน์
บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1148


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #104 เมื่อ: 09 มีนาคม 2562 15:11:40 »

.


พระพิจิตรเม็ดน้อยหน่า

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ในสมัยโบราณการเลี่ยมพระห้อยคอนั้นยังไม่ค่อยมีร้านทำมากนัก ใครจะเลี่ยมพระก็ต้องไปร้านทองเลี่ยม เกาะขอบด้วยทองคำบ้าง เงินบ้าง นากบ้าง แต่ก็ต้องใช้เงินมากหน่อย ส่วนคนที่เบี้ยน้อยหอยน้อยก็จะนำพระมาถักเชือกบ้าง ถักลวดทองแดงบ้างหุ้มองค์พระไว้ ห่อไว้ในผ้าบ้างหรือเวลาจะไปไหนก็อมพระไว้ในปากบ้าง พระที่นิยมอมไว้ในปากสมัยก่อนก็น่าจะเป็น "พระพิจิตรเม็ดน้อยหน่า" มากที่สุด เนื่องจากเป็นพระเนื้อดินเผาขนาดเล็ก และพุทธคุณนั้นก็โดดเด่นมากทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี และแคล้วคลาด ผมได้รับการบอกเล่าจากคนรุ่นเก่าๆ มาหลายคนต่างก็ยกย่องให้พระพิจิตรเม็ดน้อยหน่าว่าสุดยอด

ในสมัยก่อนตอนเป็นวัยรุ่นก็พยายามหาพระพิจิตรเม็ดน้อยหน่าเช่นกัน ขอเขาดูบ้างว่าเป็นอย่างไร ลักษณะไหน ครูพักลักจำบ้าง ก็เสาะหาไปเรื่อยๆ ขอเขาบ้าง เช่าหาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยได้พระพิจิตรเม็ดน้อยหน่าแท้ๆ เลย เป็นพระปลอมบ้างพระสร้างใหม่ๆ บ้าง แต่ก็ไม่ละความพยายาม ไปขอความรู้จากผู้ใหญ่ในสนามวัดมหาธาตุสนามหลวง ก็พอได้ดูพระแท้ๆ และผู้ใหญ่ท่านก็สอนให้จดจำทั้งพิมพ์และเนื้อพระ เอกลักษณ์ต่างๆ และยังได้รับความรู้เพิ่มอีกว่านอกจากพระพิจิตรเม็ดน้อยหน่าแล้วยังมีพระลักษณะคล้ายๆ กันอีก และก็เป็นพระกรุเดียวกันแต่พระพิมพ์นี้หายากกว่าเพราะพระที่พบในกรุจะมีพิมพ์นี้จำนวนน้อยกว่า พระที่ว่าคือ "พระพิจิตรเขี้ยวงู"

หมั่นไปหาผู้ใหญ่ในสนามพระบ่อยๆ ก็ได้ดูทั้ง "พระพิจิตรเม็ดน้อยหน่า" และ "พระพิจิตรเขี้ยวงู" ก็พอจะรู้ว่าพระทั้ง 2 แบบมีเนื้อแบบเดียวกัน ขนาดเดียวกัน แต่เป็นคนละพิมพ์กัน พระพิจิตรเขี้ยวงูจะมีองค์พระที่ผอมกว่าองค์พระมีลักษณะเรียวๆ กว่า พระเม็ดน้อยหน่านอกจากของจังหวัดพิจิตรแล้วก็ยังมีของจังหวัดกำแพงเพชรอีกด้วย แต่พิมพ์และเนื้อพระจะต่างกัน ของจังหวัดพิจิตรเนื้อพระมักจะเป็นสีดำเกือบทั้งหมด มีที่เป็นสีออกแดงบ้างแต่ก็พบน้อยมาก ของจังหวัดกำแพงเพชรมักจะเป็นเนื้อสีออกแดงและเนื้อออกจะออกทางพระของกำแพงเพชร

พระพิจิตรเม็ดน้อยหน่าของพิจิตรเนื้อดินจะละเอียดหนึกนุ่ม พระที่ผ่านการใช้ส่วนใหญ่จะดำเงาเป็นมัน พิมพ์ของพระที่ตื้นๆ พระพิจิตรเขี้ยวงูก็เช่นกันเนื้อดินแบบเดียวกัน และพิมพ์พระก็จะตื้นๆ เช่นเดียวกัน ปัจจุบันพระทั้ง 2 พิมพ์หายากมาก ของปลอมเลียนแบบมีมากมายหลายฝีมือ และมีการปลอมกันมานานแล้ว แต่เนื้อพระจะทำไม่ได้เหมือนกัน แม้แต่พิมพ์ก็ถอดยาก เพราะพระแท้ๆ ก็มีพิมพ์ตื้นๆ จึงถอดยาก ถ้าแกะแม่พิมพ์ใหม่ยิ่งเพี้ยนใหญ่ เวลาจะเช่าหาก็ต้องพิจารณาดีๆ จดจำพิมพ์และเนื้อพระให้ได้เพราะเนื้อพระจะเป็นเอกลักษณ์ของพระกรุนี้

วันนี้ผมได้นำรูป "พระพิจิตรเม็ดน้อยหน่า" กรุท่าฉนวน จากหนังสือ อมตพระกรุอันล้ำค่าของไทย มาให้ชมครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์




เหรียญแซยิด 60 หลวงพ่ออ๊อด  

"พระครูปลัดอิทธิพล ปธานิโก" หรือ "พระอาจารย์อ๊อด วัดสายไหม" เจ้าอาวาสวัดสายไหม ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เจ้าตำรับวัตถุมงคลตะกรุดลูกปืน

ศึกษาวิชาด้านการทำตะกรุดมาจากพ่อรอด สุขแสงจันทร์ ฆราวาส เมื่อร่ำเรียนได้วิชาความรู้มาแล้ว จึงได้มาบวชเรียนอยู่ที่วัดสายไหม เป็นเวลากว่า 25 ปี ก่อนจะจัดสร้างปลุกเสกตะกรุดลูกปืนแจกจ่ายประชาชน

นอกจากนี้ ยังจัดสร้างวัตถุมงคลอีกหลายอย่าง อาทิ เหรียญเนื้อปลอกลูกปืน พระปิดตาเนื้อผงชุบรัก เหรียญเสมารุ่นเสาร์ ๕ ประกอบพิธีบวงสรวง พุทธาภิเษก และนั่งปรกอธิษฐานจิต ที่วัดสายไหม

ในปี พ.ศ.2562 จะมีอายุครบ 60 ปี หรือ 5 รอบ วัดสายไหมจึงได้จัดสร้างวัตถุมงคลที่ระลึก "เหรียญแซยิด 60 (5 รอบ)" เพื่อเป็นการฉลองครบรอบอายุวัฒนมงคล 60 ปี

ลักษณะเหรียญ เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงสูง ขนาด 3 คูณ 2 เซนติเมตร

ด้านหน้า เป็นรูปหลวงพ่ออ๊อด นั่งขัดสมาธิ ด้านขวามีคำว่า "แซยิด 60" หมายถึงครบรอบอายุ 60 ปี หรือ 5 รอบ ด้านซ้ายมีคำว่า "รุ่นเดียว" คำนี้ถือเป็นจุดเด่นของเหรียญรุ่นนี้เลยทีเดียว หมายถึง อายุ 60 ของแต่ละคนแต่ละท่าน จะมีแค่ครั้งเดียว ผ่านเลยไปแล้วก็ไม่เป็น 60 ปี หรือ 5 รอบได้ แฝงไปด้วยปริศนาทางธรรม ดังบทความที่หลวงพ่ออ๊อด ยกขึ้นมาเตือนสติลูกศิษย์และญาติโยมอยู่เสมอว่า "วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่หนอ" เป็นบทความย้ำเตือนสติให้ขวนขวายกระทำความดีในขณะที่เราและท่านทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่ ด้านล่างเป็น พ.ศ.2562 หมายถึงปีที่ครบรอบหรือปีที่จัดสร้างนั้น บรรทัดล่างเป็นชื่อ หลวงพ่ออ๊อด พร้อมฉายา ปธานิโก

ด้านหลังเหรียญ เป็นยันต์ตรีนิสิงเห เป็นยันต์ที่มีพลังพุทธคุณ ด้วยยันต์ตรีนิสิงเห เป็นยันต์ครูใหญ่แห่งยันต์ทั้งปวง มีคุณทางด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ที่สำคัญยังช่วยหนุนนำดวงชะตามิให้ตกต่ำอีกด้วย โบราณใช้แขวนเรือนเวลาคลอดบุตรหรือเรือนผู้มีลูกอ่อน เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจและโรคภัยไข้เจ็บ ด้านล่างเป็นชื่อวัดสายไหม

สำหรับการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสมทบทุนสร้างวัดสายไหมแห่งที่ 2 อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่สร้างไปแล้วกว่าร้อยละ 30 สามารถสั่งจองได้แล้ว ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 25 ก.ค.2562

กำหนดประกอบพิธีพุทธาภิเษก วันที่ 28 ก.ค.2562 เวลา 07.09 น. และรับวัตถุมงคล วันที่ 1 ส.ค.2562 เป็นต้นไป

จัดสร้างเหรียญรุ่นนี้ไว้ทั้งหมด 4 เนื้อ คือ ทองแดง, เนื้อเงิน, เนื้อนวะ และเนื้อทองคำ


ข่าวสดออนไลน์




เหรียญหลวงปู่เต็ม  

หลวงปู่เต็ม ฐิตธัมโม หรือ "พระครูพิศิษฏ์วิหารคุณ" อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านตำแย และอดีตเจ้าคณะตำบลนาสีนวนเขต 1 อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง สืบสายธรรมจากหลวงปู่ใบ ปุณโณ บูรพาจารย์รุ่นเก่าชื่อดัง

เกิดเมื่อปี พ.ศ.2474 ณ บ้านตำแย ต.นาสีนวน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม อุปสมบท ณ วัดบ้านหนองอุ่ม ฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ใบ ปุณโณ เจ้าอาวาสวัดบ้านตำแย ศึกษาสรรพวิชาทั้งกัมมัฏฐานและวิทยาคม

มรณภาพอย่างสงบ ในปี พ.ศ.2545 สิริอายุ 71 ปี พรรษา 51

วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมเป็นสุดยอดปรารถนาของบรรดาคณะศิษยานุศิษย์และนักสะสมนิยมพระเครื่อง คือ เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่เต็ม รุ่นแรกสร้างปี พ.ศ.2533

เหรียญนี้จัดสร้างขึ้นในวาระที่ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้า คณะตำบลชั้นโท ในราชทินนามที่ พระครูพิศิษฏ์วิหารคุณ

แจกคณะศิษย์ รวมทั้งแจกให้กับพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมงานมุทิตาสักการะ รวมทั้งผู้บริจาคสมทบทุนสร้างสาธารณูปโภคสาธารณูปการในวัด

เป็นเหรียญรูปไข่ มีหู จัดสร้างเนื้อทองแดงรมดำ จำนวนการสร้างประมาณ 5,000 เหรียญ

ด้านหน้าเหรียญยกขอบ จากด้านขวาโค้งลงมาด้านล่างวนขึ้นไปด้านขวา เขียนคำว่า "พระครูพิศิษฏ์วิหารคุณ" ตรงกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่เต็มครึ่งองค์ หันหน้าตรง

ด้านหลัง เริ่มจากด้านขวาของเหรียญโค้งขึ้นไปทางด้านซ้ายของเหรียญ เขียนคำว่า "วัดบ้านตำแย ต.นาสีนวน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม" ด้านล่างสุด เขียนว่า "พ.ศ.๒๕๓๓" เป็นปีพุทธศักราชที่สร้าง ส่วนตรงกลางเหรียญมียันต์อักขระ 3 แถว อ่านว่า "นะ มะ พะ ทะ นะ มะ อะ อุ นะ ชา ริ ติ" เป็นคาถาตั้งธาตุ

รุ่นนี้ หลวงปู่เต็มประกอบพิธีพุทธาภิเษกเดี่ยว ภายในอุโบสถตลอดพรรษา

ยังพอหาเช่าได้ตามศูนย์พระเครื่องในอำเภอกันทรวิชัยและเมืองมหาสารคาม


ข่าวสดออนไลน์





เหรียญหลวงปู่นาม

พระครูสุวรรณศาสนคุณ พระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมแห่งสุพรรณบุรี มีพลังจิตเข้มขลัง วิทยาคมแก่กล้า ชาวบ้านต่างเรียกขานนามท่านว่า "หลวงปู่นาม สาสปโชโต" หรือ พระอุปัชฌาย์นาม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้อยชมภู่ ต.บ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

ท่านมีนามเดิมว่า นาม ไม่ทราบนามสกุล เกิดเมื่อปี พ.ศ.2464 เป็นชาวเมืองสุพรรณบุรีโดยกำเนิด สำหรับประวัติชื่อโยมบิดา-มารดา และประวัติในวัยเด็ก ไม่สามารถสืบค้นได้ แม้กระทั่งตัวหลวงปู่เองก็จำเหตุการณ์ในช่วงวัยเด็กไม่ค่อยได้

เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบ้านกร่าง มีพระเมธีธรรมสาร (ไสว) วัดบ้านกร่าง เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นยอดพระเกจิที่ชาวเมืองสุพรรณบุรีให้ความเลื่อมใสศรัทธา ท่านเป็นคนเงียบ ไม่พูด ไม่คุย แต่ชาวเมืองสุพรรณทราบดีว่า พระรูปนี้เป็นยอดพระเกจิที่เข้มขลังขนานแท้ ท่านสืบพุทธคุณสายลุ่มแม่น้ำท่าจีนและสายสุพรรณฯมาอย่างครบถ้วนรุ่นแรก ได้รับความนิยม เป็นสุดยอดปรารถนา มีลักษณะรูปทรงคล้ายดอกไม้ มีหู เนื้อทองแดง

ด้านหน้าเหรียญ มีรูปหลวงปู่นามนั่งเต็มองค์ขัดสมาธิ ยกขอบเหรียญสูง ในพื้นที่ว่างสลักรูปยันต์โดยไม่มีที่ว่างเลย ยันต์ทั้งหมดเป็นยันต์ครูใน 5 สายวิชา ที่ท่านสืบทอดมา คือ

ด้านหลังเหรียญ มีอักขระยันต์กำกับไว้เต็มพื้นที่ ด้านล่างใต้ยันต์ เขียนข้อความว่า "วัดน้อยชมภู่" ทั้งนี้ อักขระยันต์ที่ปรากฏทั้งด้านหน้า-หลังเหรียญ ประกอบด้วย

1.อักขระยันต์สายสมเด็จโต วัดระฆัง ลงปถมัง อานุภาพของยันต์ปถมังหนักไปทางด้านอิทธิฤทธิ์ อยู่ยงคงกระพันชาตรี สะกดทั้งมนุษย์และสัตว์ให้ตกอยู่ในอำนาจ และเป็นกำบังล่องหนหายตัว

2.สายหลวงพ่อเนียม วัดน้อย "ยันต์ต่ออายุ" ให้ยืนยาว แก้โรคภัยเวรภัย

3.หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว "ยันต์เฑาะว์ มหาพรหม" (พุทธคุณสำเร็จดังปรารถนา)

4.หลวงพ่อ เฒ่าวัดค้างคาว "ยันต์ค่ายกลถอดรูป" (จักรกรณี) ป้องกัน โชคลาภ ค้าขาย

5.หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า "ยันต์ปฐมองค์ 8" เรียกลาภเข้ามา 8 ทิศ

เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างเพียง5,160 เหรียญ มีโค้ดกำกับ ถือเป็นเหรียญที่มีความงดงามและมีอนาคต


ข่าวสดออนไลน์




เหรียญหลวงปู่ขาว

หลวงปู่ขาว ปัญญาวุฑโฒ หรือ "พระครูปัญญาวุฒิวิชัย" เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งสารคาม เป็นศิษย์สืบสายธรรมพระครูวิชัยกันทรารักษ์

เกิดเมื่อปี พ.ศ.2466 ที่บ้านคันธารราษฎร์ จ.มหาสารคาม เมื่ออายุครบบวชได้ เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสุวรรณมงคล โดยมีพระครูวิชัยกันทรารักษ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

ฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิทยาคมจากพระครูวิชัยกันทรารักษ์ ไม่ว่าจะเป็นเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี กันบ้านกันเมือง นอกจากนี้ ยังศึกษาไสยเวทเพิ่มเติมจากพ่อธรรมบัว บ้านหนองโก ทำให้ท่านมีวิทยาคมที่เข้มขลัง เป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวอำเภอกันทรวิชัย

ปัจจุบันสิริอายุ 86 ปี พรรษา 66 ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอกันทรวิชัย และเจ้าอาวาสวัดพุทธมงคล ต.คันธารราษฎร์ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม

กล่าวกันว่า งานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลในจังหวัดมหาสารคาม จะต้องนำวัตถุมงคลมาให้หลวงปู่อธิษฐานจิตปลุกเสกให้ หรือนิมนต์หลวงปู่ร่วมพิธีทุกงาน

วัตถุมงคลสร้างไว้เพียงรุ่นเดียว ถือเป็นสุดยอดปรารถนา คือ เหรียญกลมรูปเหมือนหลวงปู่ขาว รุ่นเมตตา วัดพุทธมงคล พ.ศ.2551 จัดสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสอายุวัฒนมงคล 85 ปี

มอบให้ศิษยานุศิษย์ รวมทั้งแจกให้กับผู้ที่มาร่วมงานมุทิตาจิต เป็นเหรียญทรงกลม มีหูห่วง เนื้อทองแดงรมดำ จำนวนการสร้าง 10,000 เหรียญ

ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงปู่ขาว ครึ่งองค์ จากด้านซ้ายของเหรียญโค้งขึ้นไปด้านบนวนลงไปทางด้านขวา เขียนว่า "หลวงปู่ขาว วัดพุทธมงคล อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม"

ด้านหลังเหรียญ บริเวณใต้ห่วงเขียนว่า "รุ่นเมตตา" บริเวณกลางเหรียญเป็นยันต์อักขระ นะโม พุทธายะ เป็นยันต์ที่มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย และจากขอบเหรียญด้านซ้ายวนลงมาด้านล่างวกขึ้นไปด้านขวา เขียนว่า "อายุวัฒนมงคล ๘๕ ปี ๓๑ ม.ค.๕๑" เป็นปีพุทธศักราชที่จัดสร้าง

ถึงแม้จะเป็นเหรียญใหม่ จัดสร้างได้เพียงแค่ปีเศษก็ตาม แต่ผู้ที่มีเหรียญหลวงปู่ขาวในครอบครอง ต่างมีประสบการณ์อัศจรรย์มากมาย สามารถผ่อนหนักเป็นเบา

ส่งผลให้เป็นเหรียญที่มีอนาคตไกล กระแสเริ่มแรง ต่างเริ่มเช่าหาเก็บกันไว้ ทำให้เริ่มหายากขึ้น


ข่าวสดออนไลน์




พระกริ่งนิรันตรายรุ่นแรก หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต

"พระนิรันตราย" นับเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความเคารพอย่างกว้างขวาง และได้มีการจัดสร้างเป็นวัตถุมงคล ทั้งพระบูชา พระกริ่ง พระพิมพ์ และเหรียญ

"วัดเขาตาเงาะอุดมพร" อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ โดย หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต จึงดำริจัดสร้างพระกริ่งนิรันตราย (จำลอง) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เพื่อเป็นปูชนียวัตถุอนุสรณ์มอบเป็นปฏิการคุณ แด่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์บูรณปฏิสังขรณ์อารามแห่งนี้ ซึ่งจะมีพิธีพุทธาภิเษกประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นี้

รายการจัดสร้างพระกริ่งนิรันตราย (จำลอง) ประกอบด้วย พระบูชาขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว และขนาด 1 นิ้ว (ตั้งหน้ารถ)

พระกริ่งนิรันตราย จัดสร้างเป็นเนื้อทองคำ เนื้อเงินก้นทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวโลหะ เนื้อทองสัมฤทธิ์ เนื้อทองระฆังโบราณ เนื้อทองแดงผิวรุ้ง และชุดกรรมการอุปถัมภ์ การจัดสร้างจำนวนจำกัด วัตถุมงคลมีโค้ดและหมายเลขทุกองค์

ติดต่อสั่งจองวัตถุมงคลได้ที่วัดเขาตาเงาะอุดมพร จ.ชัยภูมิ โทร.09-3540-2444 และศูนย์วัตถุมงคลวัดยานนาวา กรุงเทพฯ โทร.08-4899-9541, 08-9341-8111, 08-8288-9111

สําหรับพระนิรันตราย พระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีการค้นพบในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และนำมาทูลเกล้าฯ ถวาย ในราวปี พ.ศ.2399 นับเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญประจำรัชกาล

โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานในพระแท่นมณฑลในพระราชพิธีต่างๆ อาทิ พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ (ทำบุญตรุษ), พระราชพิธีสงกรานต์ ฯลฯ

ตามประวัติการค้นพบกล่าวไว้ว่า ในครั้งนั้นเมื่อปีรัตนโกสินทร์ศกที่ 74 หรือ พ.ศ.2399 กำนันอิน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่เมืองปราจิณบุรี ฝันว่าจับช้างเผือกได้ หลังจากนั้นไม่นาน ท่านกับบุตรชายชื่อนายยัง ได้เดินทางเข้าป่าเพื่อขุดมันนกในบริเวณชายป่า ห่างจากดงศรีมหาโพธิประมาณ 3 เส้น ได้พบพระพุทธรูปสมัยทวารวดี หล่อด้วยทองคำเนื้อหก มีน้ำหนักถึง 8 ตำลึง จึงนำไปมอบให้พระเกรียงไกร กระบวนยุทธ์ ปลัดเมืองฉะเชิงเทรา พระเกรียงไกรได้พากำนันอินและนายยังเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระพุทธรูปทองคำ

คำว่า "นิรันตราย" อันหมายถึง ปราศจากอันตรายนิรันดร์ นั้น ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 พระราชทานพระนาม สืบเนื่องจากในปี พ.ศ.2403 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ได้สร้างปาฏิหาริย์เป็นที่ปรากฏ เมื่อมีคนร้ายลักลอบเข้าหอเสถียรธรรมปริตร ลักเอาพระกริ่งทองคำองค์น้อยไป แต่กลับไม่เอาพระพุทธรูปทองคำที่ประดิษฐานอยู่คู่กันไปด้วย ทั้งที่องค์พระมีขนาดเขื่องกว่า

พระองค์มีพระราชดำริว่า พระพุทธรูปซึ่งกำนันอินทูลเกล้าฯ ถวายนั้น เป็นทองคำทั้งแท่งและใหญ่กว่าพระกริ่ง ควรที่คนร้ายจะลักองค์ใหญ่ไป แต่กลับละไว้ เช่นเดียวกับผู้ที่ขุดได้ ไม่ทำอันตราย เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่แคล้วคลาดถึง 2 ครั้ง จึงมีพระราชดำริให้เจ้าพนักงานหล่อพระพุทธรูปนั่ง ปางสมาธิเพชร เนื้อทองคำ ขนาดหน้าตักกว้าง 5 นิ้วครึ่ง เพื่อสวมพระพุทธรูปองค์ใน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร ศิลปะสมัยทวารวดี ไว้อีกชั้นหนึ่ง พระราชทานพระนามว่า "พระนิรันตราย" และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หล่อพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งเป็นเนื้อเงินบริสุทธิ์ไว้คู่กัน

ในปี พ.ศ.2411 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หล่อพระพุทธรูปพิมพ์เดียวกัน เป็นเนื้อทองเหลืองกะไหล่ทอง โดยมีเรือนแก้วเป็นพุ่มพระมหาโพธิ์ มีอักขระขอมแสดงพระพุทธคุณจำหลักลงในวงกลีบบัว เบื้องหน้า 9 เบื้องหลัง 9 ยอดเรือนแก้วเป็นรูป พระมหามงกุฎ ตั้งติดอยู่กับฐานชั้นล่าง รองฐานพระซึ่งเป็นที่สำหรับรับน้ำสรงพระ จำนวน 18 องค์ เท่ากับจำนวนปีที่เสด็จอยู่ในสิริราชสมบัติ พระราชทานนามว่า "พระนิรันตราย" เช่นกัน

เพื่อจะพระราชทานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญประจำพระอารามต่างๆ แต่ยังไม่ทันทำกะไหล่ทอง พระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นายช่างทำกะไหล่ทองคำทั้ง 18 องค์ให้แล้วเสร็จ และพระราชทานไปตามวัดคณะธรรมยุตจำนวน 18 วัด ตามพระราชประสงค์ของพระบรมราชชนก ประกอบด้วย วัดราชาธิวาส, วัดบวรนิเวศวิหาร, วัดเทพศิรินทราวาส, วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม, วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, วัดบรมนิวาส,วัดมกุฏกษัตริยาราม, วัดโสมนัสวิหาร,วัดบุรณศิริมาตยาราม, วัดราชผาติการาม, วัดปทุมวนาราม, วัดสัมพันธวงศ์, วัดเครือวัลย์, วัดบุปผาราม, วัดเขมาภิรตาราม จ.นนทบุรี, วัดยุคันธราวาส จ.นนทบุรี, วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ จ.พระนครศรีอยุธยา และวัดเสนาสนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากนั้นทรงสร้างพระราชทานเพิ่มอีกวัดละ 1 องค์

ปัจจุบัน "พระนิรันตรายองค์จริง" ประดิษฐาน ณ หอพระสุราลัยพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง


ข่าวสดออนไลน์




รูปหล่อหลวงปู่ปัน

หลวงปู่ปัน สัมปันนธัมโม วัดเทพนิมิตจันทร์แสงวนาราม บ้านขามป้อม ต.สวนหม่อน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ปัจจุบัน สิริอายุ 80 ปี พรรษา 20

มีนามเดิม ปัน คำวงศ์ เกิดปี พ.ศ.2482 ที่บ้านหนองบัว ต.นางาม อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น

อายุ 20 ปี อุปสมบทที่อุโบสถวัดในหมู่บ้านอยู่ได้ประมาณ 10 พรรษา ลาสิกขาออกไปประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว

ขณะใช้ชีวิตฆราวาสมีโอกาสรับใช้อุปัฏฐาก "หลวงปู่ผาง จิตตคุตโต" วัดอุดมคงคาคีรีเขต อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น

กราบขอฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาวิทยาคมกับหลวงปู่ผาง

จนถึงปี 2542 เมื่อหมดภาระทางครอบครัว จึงเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ อุปสมบท ณ อุโบสถวัดชัยชุมพล (ธรรมยุต) อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ โดยมีพระครูอรรถธรรมโสภณ หรือหลวงปู่แหล่ เป็นพระอุปัชฌาย์

ออกธุดงค์ไปจำพรรษาอยู่ตามวัดป่าหลายแห่งทั่วประเทศ ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน อาทิ วัดเขาบอระเพ็ด, วัดใหม่สุวรรณโณ จ.สระบุรี, วัดโนนสว่าง จ.บุรีรัมย์, วัดป่าพัฒนาคีรี อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เป็นต้น

ในปี 2560 บรรดาญาติโยมบ้านขามป้อม ต.สวนหม่อน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ได้กราบนิมนต์หลวงปู่ ให้มาจำพรรษาที่วัดเทพนิมิตจันทร์แสงวนาราม หลวงปู่พิจารณาแล้วเห็นว่าวัดแห่งนี้เป็นสถานที่เงียบสงบ ภายในอุดมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เหมาะสำหรับปฏิบัติธรรมยิ่งนัก ท่านจึงรับนิมนต์ปฏิบัติศาสนกิจอยู่วัดแห่งนี้

เนื่องจากวัดเทพนิมิตจันทร์แสงวนาราม เป็นวัดที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาเท่าที่ควร ถาวรวัตถุภายในวัดก็ยังไม่มี บรรดาคณะศิษยานุศิษย์และผู้เลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ปัน นำโดย "ศุภกิจ พิสมัย" และ "พ.อ.อำนาจ ชนะชาญชัย" มีมติร่วมกันจัดสร้างวัตถุมงคลเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ปัน รุ่น 1

เพื่อหาปัจจัยสมทบทุนสร้างกุฏิให้หลวงปู่จำพรรษา และพัฒนาสาธารณูปโภค ภายในวัด

วัตถุมงคลรุ่นนี้ เป็นแบบหล่อเบ้าทุบ เป็นรูปเหมือนลอยองค์หลวงปู่ปัน นั่งวิปัสสนาบนฐานภูเขา สำหรับจำนวนการสร้างประกอบด้วย

1.เนื้อทองคำสร้างไม่เกิน 9 องค์ 2.ชุดกรรมการ รับพระ 7 องค์ สร้างจำนวน 168 ชุด 3.เนื้อเงินนำฤกษ์ 499 องค์ 4.เนื้อนวะดินไทยโบราณนำฤกษ์ตะกรุดทองคำ 499 องค์ 5.นวะปลอกผิวกลับดำ 499 องค์ 6.เนื้อทองชนวนพระเก่า 999 องค์ 6.เนื้อทองแดงเถื่อนผสมชนวน 2,999 องค์ เป็นต้น

หากเช่าทุกรายการจะสมนาคุณเนื้อเหล็กน้ำพี้ฝังตะกรุดทองคำ 1 องค์ และเนื้อทองแดงเถื่อนชุบ 3 เค จำนวน 1 องค์

ติดต่อโทร.06-2653-2899, 08-3095-1110


ข่าวสดออนไลน์




พระกริ่งใหญ่

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ณ ปัจจุบันนี้มีการหลอกขายหรือให้เช่าพระเครื่องปลอมเยอะมาก โดยมีวิธีการในการหลอกลวงที่แยบยลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปลอมแปลงที่ใกล้เคียงกับพระแท้ๆ มากขึ้นจนเกือบเหมือนของจริงมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มมิจฉาชีพก็จะมีการเล่านิทานประกอบการขายได้อย่างน่าเชื่อถือ และมีทีมงานละครประกอบด้วย ปัจจุบันก็มีผู้ที่ถูกหลอกอยู่หลายรายครับ

เนื่องจากมีผู้ที่นำพระเครื่องมาขอออกใบรับรองพระแท้ที่สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยบางท่าน ได้นำเรื่องมาร้องเรียนและขอความช่วยเหลือหรือขอคำแนะนำอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากพระเครื่องที่เขานำมาขอออกใบรับรองนั้น เป็นพระไม่แท้ สิ่งที่ได้รับฟังมา

โดยส่วนใหญ่ก็จะได้รับการยืนยันจากผู้ขายว่าเป็นพระแท้ บางรายยังแอบอ้างชื่อเจ้าของเดิมเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหรือเป็นเซียนพระที่มีชื่อเสียงในสังคม แต่พอสืบความไปยังต้นเรื่องก็ปรากฏว่า บุคคลที่เขาอ้างถึงไม่รู้เรื่องด้วยเลย พอสอบถามผู้ซื้อว่าคุณได้ซื้อมาจากเจ้าตัวเองเลยหรือเปล่า ก็ปรากฏว่าไม่ใช่ แต่ผู้ที่นำมาขายอ้างถึงและยืนยัน ผู้ซื้อก็ดูพระไม่เป็น เพียงแต่ศึกษาในเบื้องต้นว่า พระแบบนั้นแบบนี้หน้าตาลักษณะเป็นอย่างไรเท่านั้น และพระปลอมที่เขานำมาขายก็มีการแอบอ้างที่มาที่ไปจนน่าเชื่อถือ บางรายยังมีใบประกาศนียบัตรผ่านการประกวดงานใหญ่ๆ มาแล้ว หรือมีใบรับรองพระแท้จากสถาบันต่างๆ พอนำมาตรวจสอบปรากฏว่าเป็นพระปลอม แถมใบประกาศฯและใบรับรองก็ยังเป็นของปลอมอีกต่างหาก

บางรายก็มาขอให้ทางสมาคมช่วยเป็นตัวกลาง เรียกให้ผู้ที่ขายพระปลอมนำเงินมาคืน ครับเรื่องในส่วนนี้ทางสมาคมก็ไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะดำเนินการได้แต่อย่างใด ผู้เสียหายต้องไปติดต่อกับผู้ขายเอง ถ้าเขาไม่ยอมคืนเงินก็คงต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ขายเองครับโดยอาจจะอ้างการพิสูจน์แล้วว่า พระที่ขายไม่ตรงกับที่เขาบอกขาย ถ้าจะให้ดีก็นำพระองค์นั้นๆ ไปเสนอขายตามศูนย์พระมาตรฐานหลายๆ ร้าน และควรให้มีพยานในการเสนอขายด้วยว่าไม่มีใครรับซื้อเลย เนื่องจากพระแท้ซึ่งอยู่ในความนิยมเช่นพระยอดนิยมต่างๆ นั้น จะมีมูลค่ารองรับอยู่เสมอ ส่วนมูลค่าต่างๆ นั้นอาจจะไม่เท่ากันนักแต่ก็ควรจะมีมูลค่ารองรับอยู่ครับ ส่วนพระปลอมนั้น ถ้าเอาเข้าไปเสนอขายในศูนย์พระมาตรฐานเขาจะไม่ซื้อเลย ก็เท่ากับว่าไม่มีมูลค่ารองรับ สิ่งเหล่านี้เป็นการพิสูจน์ได้โดยไม่ต้องมาเถียงกันว่าอย่างนั้นแท้อย่างนี้เก๊ ซึ่งก็เถียงกันไม่จบ แต่มูลค่ารองรับนั้นจบและเป็นมาตรฐานของสังคมพระเครื่องครับ

ปัจจุบันก็พบผู้ที่เข้ามาในสังคมพระรุ่นใหม่ๆ บางท่านก็เข้ามาเพราะชื่นชอบ เพราะศรัทธาในพระเครื่อง บ้างก็เข้ามาเนื่องจากจะเริ่มทำเป็นอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่จะเริ่มเข้ามาทำเป็นอาชีพก็อาจจะโดนหลอกจากพวกมิจฉาชีพได้บ้างซึ่งก็เป็นธรรมดา ผู้ที่เข้ามาเป็นเซียนพระหรือผู้เข้ามาเพื่อประกอบอาชีพซื้อ-ขายพระเครื่องนั้น ต่างคนก็เคยโดนพระเก๊มาทั้งนั้น นั่นเป็นเรื่องจริง แต่เขาก็ศึกษาและเพิ่มทักษะจากประสบการณ์ จนเป็นผู้ชำนาญการในเวลาต่อมา ส่วนคนดีคนเลวนั้นก็มีได้ทุกอาชีพ บางคนเก่งแต่เลวก็มีครับ และคนดีด้วยเก่งด้วยก็มีครับ จะคบใครเชื่อใจใครก็ควรจะต้องค่อยๆ คบหาและดูภูมิหลังเขาหน่อยครับ

วันนี้ผมขอนำรูปพระเครื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เขียน แต่เป็นพระกริ่งใหญ่จากประเทศจีนแท้ๆ สวยๆ มาให้ชมครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์




เหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่นปาฏิหาริย์ EOD

หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด หรือ EOD (Explosive Ordnance Disposal) มีหน้าที่หลัก คือ ตรวจสอบ เก็บกู้ หรือ ทำลายวัตถุต้องสงสัยว่าเป็นวัตถุระเบิดทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์วางระเบิดสะเทือนขวัญตามสถานที่ต่างๆ อย่างไม่กลัวอันตราย

ด้วยเหตุนี้ ขวัญและกำลังใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับบุคลากรในหน่วยงาน จึงมีการจัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อนำรายได้เป็นทุนจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ป้องกันภัย โดยขอความอนุเคราะห์จากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังเมตตาอนุญาตให้จัดสร้างและร่วมพิธีปลุกเสก

เมื่อปี พ.ศ.2557 คณะศิษย์หน่วยทำลายและเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD อโณทัย จังหวัดปัตตานี โดยมี พ.อ.ทวีศักดิ์ จันทราสินธุ์ เป็นประธาน ขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคลพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) รุ่นปาฏิหาริย์ EOD ปี 2557 ประกอบด้วย เหรียญรูปไข่ พิมพ์ครึ่งองค์, เหรียญเสมา พิมพ์เต็มองค์ และรูปเหมือนปั๊มปาฏิหาริย์

วัตถุประสงค์หลัก เพื่อนำรายได้ถวายหลวงพ่อคูณจำนวน 20 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินถวายวัดบุไผ่ (บ้านไร่ 2) อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เพื่อโครงการสร้างรูปเหมือนหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่ที่สุดในโลก และเพื่อมอบเป็นทุนในการก่อตั้งกองทุนช่วยเหลือนักทำลายและเก็บกู้วัตถุระเบิด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ในครั้งนั้นคณะศิษย์หลวงพ่อคูณ ผู้จัดสร้างรุ่นปาฏิหาริย์ EOD ได้ประกาศงานบุญเปิดรับบริจาค 2,000 บาท เพื่อซื้อแว่นตากันสะเก็ดระเบิดให้กับเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยผู้ร่วมบุญได้รับพระชุดหลวงพ่อคูณ ปาฏิหาริย์ EOD เนื้อมหาชนวนแจกทหาร 3 พิมพ์ คือ เหรียญเสมา เหรียญรูปไข่ และรูปเหมือนปั๊ม จัดสร้างเพียงพิมพ์ละ 999 องค์ ปรากฏว่าด้วยบุญบารมีของหลวงพ่อคูณ ทำให้คณะศิษย์ช่วยกันระดมทุนหาเงินได้เกือบ 6 แสนบาท ซื้อแว่นตากันระเบิดได้จำนวน 316 ชุด ส่งมอบให้ทหารตำรวจหน่วย EOD เป็นผลสำเร็จ

ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกวาระแรก เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2557 (วันมาฆบูชา) ณ อุโบสถวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา โดยหลวงพ่อคูณ เมตตาจุดเทียนชัยในพิธีพุทธาภิเษก ที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา และอธิษฐานจิตร่วมกับพระเกจิคณาจารย์ดัง

จากนั้น ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกวาระที่ 2 วันที่ 8 มี.ค.2557 ณ พระอุโบสถวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา และทำลายบล็อก

เหรียญรูปไข่หลวงพ่อคูณ-รุ่นปาฏิหาริย์ EOD มีหูเชื่อม ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อคูณครึ่งองค์หันหน้าตรง หลับตา ด้านหลังเหรียญ ตรงกลางเป็นอักขระยันต์ ใต้ยันต์ เขียนคำว่า "ปาฏิหาริย์" ขอบโค้งด้านล่าง เขียนคำว่า "พระเทพวิทยาคม หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่"

วัตถุมงคลหลวงพ่อคูณ รุ่นปาฏิหาริย์ EOD เป็นรุ่นที่ถูกบรรจุเข้าทำเนียบรุ่นวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณ พร้อมหนังสือประกาศรับรองรุ่นอย่างเป็นทางการ โดย พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ ประธานกรรมการวัดบ้านไร่ ลงนามรับรอง และได้รับการบรรจุเข้ารายการประกวดพระเครื่องของสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ตลอดปี 2559-2560

นับเป็นรุ่นประวัติศาสตร์ของวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณที่ได้ให้ความอนุเคราะห์กับหน่วย
EOD

ข่าวสดออนไลน์

บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1148


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #105 เมื่อ: 09 มีนาคม 2562 15:14:19 »

.


พระกริ่งพระชัยวัฒน์เทพวิทยาคม

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์เทพวิทยาคม เป็นพระกริ่งของหลวงพ่อคูณที่มีพิธีกรรมการสร้างดีมาก และเป็นพระกริ่งรุ่นเดียวของหลวงพ่อคูณที่เทหล่อในวัดบ้านไร่ทุกองค์ ตั้งแต่เริ่มจนถึงองค์สุดท้ายและพุทธาภิเษกในพระอุโบสถวัดบ้านไร่

ทางคณะกรรมการวัดบ้านไร่โดยคณะศิษยานุศิษย์นำโดย นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานอำนวยการกิตติมศักดิ์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษา ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ประธานอำนวยการ เป็นต้น มีดำริที่จะสร้างพระกริ่งและพระชัยวัฒน์เทพวิทยาคมขึ้น วัตถุประสงค์ในการสร้างเพื่อหาทุนเบื้องต้นในการก่อสร้างวิหารเทพวิทยาคม (วิหารวิสุทธปัญญา)

การดำเนินการ ฤกษ์เททองวันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เวลา 15 นาฬิกา 09 นาที ซึ่งเป็นราชาแห่งฤกษ์ เป็นวันที่เหมาะในการจัดสร้างวัตถุมงคล ซึ่งจะมีความศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์ในตัว อันหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ความสำเร็จและเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ในการหล่อพระกริ่งและพระชัยวัฒน์เทพวิทยาคม นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การสร้างพระของหลวงพ่อคูณ ซึ่งได้กระทำอย่างยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ โดยทุกขั้นตอนได้ดำเนินการ แบบโบราณตำรับการหล่อพระกริ่งของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ และเน้นเรื่องพิธีกรรมในการลงเลขยันต์ในแผ่นโลหะตามตำราเก่าแก่ซึ่งปรากฏขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคลในปัจจุบัน)

ฤกษ์เททองพระกริ่งเทพวิทยาคม ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 โดยที่หลวงพ่อคูณมาเป็นประธานในพิธีและเททอง เบ้าแรกด้วยตัวเอง พิธีมหาพุทธาภิเษก 9 วัน ในวันเสาร์ ที่ 23 เมษายน 2554 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 กรรมวิธีการหล่อทั้งหมดดำเนินการภายในวัดบ้านไร่โดยตลอดมิได้นำไปดำเนินการนอกวัดแต่อย่างไรทั้งสิ้น ในการเททองหล่อพระกริ่งทุกครั้งที่มีการเททองหล่อตลอดระยะเวลาเดือนเศษ จะมีพระสงฆ์สวดชยันโตระหว่างเททองทุกครั้ง และมีหลายครั้งที่หลวงพ่อคูณได้ลงร่วมอธิษฐานจิตตอนเททองด้วย

สำหรับพิธีมหาพุทธาภิเษกพระทั้งหมดได้ทำติดต่อกัน 9 วัน ภายใน โบสถ์วัดบ้านไร่ หลวงพ่อคูณได้เป็นผู้จุดเทียนชัยในพิธีมหาพุทธาภิเษก วันแรก และได้ร่วมนั่งอธิษฐานจิตด้วย

พระกริ่งและพระชัยวัฒน์เทพวิทยาคม มีการสร้างแบบเนื้อทองคำเทหล่อเบ้าดินไทย เนื้อทองคำหล่อแบบเบ้าเหวี่ยง พระกริ่งพระชัยวัฒน์เนื้อนวโลหะหล่อแบบดินไทย และพระกริ่งพระชัยวัฒน์เนื้อนวโลหะหล่อเบ้าเหวี่ยง ทุกองค์มีโค้ดและหมายเลขกำกับและมีบัตรสมาร์ตการ์ดกำกับทุกองค์

พระกริ่งพระชัยวัฒน์เทพวิทยาคมของหลวงพ่อคูณ เป็นพระที่พิธีการสร้างทุกขั้นตอนอยู่ภายในวัดบ้านไร่ และถูกต้องตามตำรับโบราณทุกขั้นตอน จึงเป็นพระกริ่งพระชัยวัฒน์ที่น่าบูชาเป็นอย่างยิ่งครับ

วันนี้ผมได้นำรูปพระกริ่งพระชัยวัฒน์เทพวิทยาคม เนื้อนวโลหะหล่อแบบเบ้าเหวี่ยงมาให้ชมครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์




เหรียญสิงห์ 1 หลวงปู่สิงห์

หลวงปู่สิงห์ คัมภีโร หรือ พระครูสิริสุขวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดศรีสุข และเจ้าคณะตำบลศรีสุข เขต 1 ต.ศรีสุข อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม

ปัจจุบัน สิริอายุ 94 ปี พรรษา 73 พระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคม วัตรปฏิบัติของท่านเสมอต้นเสมอปลาย จึงอยู่ในศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมาอย่างยาวนาน

สำหรับวัตถุมงคลของหลวงปู่สิงห์ จัดสร้างออกมาหลายรุ่น และในแต่ละรุ่นได้รับความนิยมในพื้นที่รวมทั้งจากบรรดาศิษยานุศิษย์ ทำให้ราคาเช่าหาวัตถุมงคลของหลวงปู่กระแสแรงขึ้นแทบทุกรุ่น

ในปี 2561 เนื่องในวาระที่หลวงปู่สิงห์ สิริอายุวัฒนะ 93 ปี คณะศิษยานุศิษย์จัดงานมุทิตาสักการะขึ้น และจัดสร้างวัตถุมงคล เหรียญมงคลสิงห์ 1 เพื่อนำรายได้สมทบทุนพัฒนาสาธารณูปโภค รวมทั้งถวายหลวงปู่ เพื่อบำรุงธาตุขันธ์หลวงปู่ยามที่เกิดอาพาธเจ็บป่วย

ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหู ไม่เจาะห่วง

ด้านหน้า เป็นรูปเหมือนหลวงปู่ครึ่งองค์ห่มจีวรเฉียง ที่พื้นเหรียญจะตอกโค้ดและหมายเลขกำกับ

ด้านหลัง บริเวณใต้ห่วงมีตัวอักษร เขียนว่า ที่ระฤกทำบุญครบรอบ ๙๓ ปี จากด้านขวาของเหรียญลงมาด้านล่างวนขึ้นไปด้านซ้าย เขียนว่า หลวงปู่สิงห์ คมฺภีโร หรือ พระครูสิริสุขวัฒน์ วัดศรีสุข อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ๙ พ.ย.๒๕๖๑ เป็นวันครบรอบวันเกิดหลวงปู่ บริเวณกลางเหรียญเป็นอักขระยันต์พุทธคุณเด่นรอบด้าน

จำนวนการสร้างน้อยมาก ประกอบด้วย เนื้อทองคำสร้าง 5 เหรียญ เนื้อเงินหน้ากากทองคำสร้าง 11 เหรียญ เนื้อเงินลงยาคละสี สร้าง 29 เหรียญ เนื้ออัลปาก้า 190 เหรียญ เนื้อทองแดงรมดำ 399 เหรียญ

ประกอบพิธีพุทธาภิเษก จัดขึ้นในคืนวันที่ 30 พ.ย. 2561 ภายในกุฏิกลางน้ำที่จำวัดหลวงปู่ สำหรับพระเกจิอาจารย์ที่นั่งปรก อาทิ หลวงปู่สิงห์ คัมภีโร, พระอาจารย์เขียว สุเมโธ วัดโพธิ์สามต้น, พระอาจารย์มนูญชัย วัดป่าศรัทธาธรรมวิทยา เป็นต้น

หลังเสร็จสิ้นพิธี เปิดให้ผู้ที่มาร่วมพิธีเช่าบูชา ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

จัดเป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นที่น่าสนใจ

ติดต่อวัดศรีสุข หรือศูนย์พระเครื่องในเมืองมหาสารคามบางแห่ง


ข่าวสดออนไลน์




เหรียญรุ่นแรกปี 2492 หลวงพ่อเสือ วัดสามกอ ฉะเชิงเทรา

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน หลวงพ่อเสือ วัดสามกอ ฉะเชิงเทรา ท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้ทั้งเหรียญและตะกรุด แต่ก็ค่อนข้างหายากสักหน่อย เนื่องจากมีจำนวนไม่มากนัก อีกอย่างที่ทุกวันนี้ยังมีผู้คนไปขอกันเสมอก็คือน้ำมนต์ที่หน้ารูปเหมือนของท่านที่วัดสามกอครับ

หลวงพ่อเสือ ท่านเป็นชาวเมืองชลบุรี เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2421 ที่บ้านข้างวัดหลวง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

โยมบิดาชื่อแสวง โยมมารดาชื่อเปลี่ยน ตอนที่ท่านยังเด็กๆ อยู่นั้นได้รับการศึกษาอักษรสมัยที่วัดหลวง พออายุได้ 16 ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดหลวง เมื่อท่านบวชเป็นเณรได้ 2 พรรษา ก็ได้ติดตามพระอาจารย์ไปธุดงค์ และได้คาถาบทหนึ่งคือ "โอมหัง วันโท นะโมพุทธายะ" ท่านก็หมั่นฝึกภาวนาระหว่างทำสมาธิเสมอ เมื่ออายุครบบวช ท่านจึงได้อุปสมบทที่วัดบางกรูด อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ท่านบวชได้ 5 พรรษา ก็ได้ลาสิกขาบทกลับมายังบ้านเกิด

ได้อุปสมบทครั้งที่ 2 ที่วัดสนามจันทร์โดยมีหลวงพ่อแย้ม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อคำเป็นพระคู่สวด ได้นามฉายาว่า "วิรุฬหผโล" เมื่ออุปสมบทแล้วท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบางกรูดอยู่ 2-3 พรรษา ต่อมาได้ออกธุดงค์ไปนมัสการพระพุทธชินราช แล้วธุดงค์ต่อไปยังประเทศพม่า ระหว่างทางได้พบกับพระอาจารย์พม่ารูปหนึ่ง นามว่า พระอาจารย์โชติ กะธัมมจริยะ อยู่ที่วัดโชติการาม ท่านจึงฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานอยู่ระยะหนึ่ง

ต่อมาได้ธุดงค์ต่อมาจนถึงถ้ำเชียงดาว ท่านก็อยู่จำพรรษาอีก 3 พรรษา แล้วได้ออกธุดงค์ไปดอยปุย อยู่กับชาวเขาที่นั่นอีกหลายพรรษา กระทั่งมีอายุได้ 45 ปี (พ.ศ.2466) จึงเดินทางกลับมาถึงบริเวณที่เป็นวัดสามกอ ท่านก็ได้พักปักกลด ณ ที่แห่งนั้น ชาวบ้านแถบนั้นก็ได้มาฟังท่านเทศน์และเกิดความเลื่อมใส จึงนิมนต์ขอให้พักอยู่ต่อ และได้สร้างกุฏิให้ ท่านก็ได้โปรดญาติโยมโดยได้จำพรรษาอยู่ตรงที่เป็นวัดสามกอ ท่านได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีความทุกข์ร้อน เจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ มาโดยตลอด จนชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างวัดขึ้น จนเป็นวัดสามกอ ในทุกวันนี้

หลวงพ่อเสือจะอยู่บนกุฏิโล่งๆ ไม่มีห้องน้ำ และไม่เคยมีใครเห็นท่านสรงน้ำเลย แต่พอตอนเย็นจะได้ยินเสียงซู่ๆ เหมือนกับฝนตกในกุฏิของท่านเสมอ จนศิษย์สงสัย จึงคอยสังเกตดู ก็เห็นหลวงพ่อเสือยืนอยู่ที่นอกชานและตัวเปียก โดยไม่เห็นว่าท่านตักน้ำอาบเลย ทำให้ศิษย์สงสัยว่าท่านได้เรียกน้ำมาอาบได้โดยไม่ต้องเดินไปอาบที่ในคลองเลย ทุกๆ ปี

เมื่อถึงวันเกิดของท่าน คณะศิษย์จะทำพิธีสรงน้ำถวายท่านและเป็นที่สังเกตได้ เมื่อหลวงพ่อลงมาจากกุฏิเพื่อรอรับการสรงน้ำจะมีฝนตกทุกครั้ง หลวงพ่อเสือเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านมาก พอถึงเดือนธันวาคมปี พ.ศ.2498 ท่านได้บอกกับลูกศิษย์ว่าให้ไปตามช่างถ่ายรูปมาถ่ายรูปท่าน และท่านก็ได้เทศน์ให้ฟังเป็นครั้งสุดท้าย โดยท่านได้บอกว่าจะละสังขารภายใน 3-5 วันนี้ และต่อมาท่านก็ได้บอกกับหลวงตาเผยว่า อีก 2 วันนี้ห้ามรบกวน ท่านไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว อีก 2 วันค่อยเปิดดู แล้วก็เดินเข้ากุฏิปิดประตู

ต่อมาอีก 2 วันตรงกับวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2498 บรรดาศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือท่านที่เฝ้าอยู่หน้ากุฏิหลวงพ่อเสือ ก็ได้เปิดห้องดูตามที่ ได้สั่งเสียไว้ ก็พบว่าท่านนอนตะแคงขวา ห่มผ้าจีวรสังฆาฏิเรียบร้อย ตรงหน้าของท่านมีหนังสือเขียนไว้ว่า "เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา" ใบหน้าของหลวงพ่อเหมือนคนนอนหลับ แต่ท่านได้ละสังขารไปแล้ว และขณะนั้นก็ได้เกิดเสียงฟ้าร้องฟ้าคะนองอากาศมืดครึ้ม ฝนเทลงมาประมาณ 15 นาทีก็หยุดลง

หลวงพ่อเสือท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้ให้แก่ศิษย์หลายอย่าง เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ หนังหน้าผากเสือ เหรียญรูปท่าน 3 รุ่น รุ่นแรกสร้างในงานทำบุญฉลองอายุครบ 70 ปี หลวงพ่อในปี พ.ศ. 2492 รุ่น 2 สร้างเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมาวัดแก้วศิลาราม พ.ศ. 2493 รุ่น 3 สร้างแจกในวันทำบุญวันเกิดปี 2495

น้ำมนต์ของหลวงพ่อเสือนั้นศักดิ์สิทธิ์มากมีคนมาขอกันมาก ขอให้รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเพื่อเป็นสิริมงคลต่างๆ ก็ตาม อธิษฐานขอเอาตามประสงค์ หลวงพ่อเสือท่านได้ทำน้ำมนต์ไว้ให้

โดยได้สั่งไว้ว่า ใครปรารถนาน้ำมนต์ ก็ขออธิษฐานในสิ่งปรารถนา โดยไม่ผิดศีลธรรม หลังจากนั้นเมื่อได้น้ำมนต์ไปแล้วก็ให้ตักน้ำฝนที่สะอาดเทกลับคืนให้ปริมาณเท่าๆ กับที่ตักไปให้เท่าเดิม จึงสังเกตได้ว่า น้ำมนต์ของท่านจนทุกวันนี้จะมีอยู่ในบาตรหน้ารูปเหมือนหล่อของท่านเสมอไม่มีขาด และก็มีคนไปขออธิษฐานตลอดมาจนทุกวันนี้ครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปเหรียญรุ่นแรกปี 2492 มาให้ชมกันครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์




พระกริ่งบาเก็งท่านเจ้าคุณศรีฯ(สนธิ์)วัดสุทัศน์

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน โดยส่วนตัวผมเองนั้นไม่ได้ศึกษาเรื่องพระกริ่งมากนัก แต่ก็ชื่นชอบเป็นบางรุ่น เช่น สนใจพระกริ่งบาเก็งรุ่นที่ 1 ที่ท่านเจ้าคุณศรีฯ สร้างไว้ได้และตั้งชื่อว่า "พระกริ่งหลักชัย" เป็นนิมิตมงคล พระกริ่งบาเก็งรุ่น 1 ท่านเจ้าคุณศรีฯ ได้สร้างขึ้นโดยนำพระกริ่งบาเก็งนอกของข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมาถอดพิมพ์โดยช่างหรัส พัฒนางกูล เพื่อนำมาเป็นแบบพิมพ์หุ่นเทียนของพระกริ่งรุ่นนี้

พระกริ่งบาเก็ง รุ่น 1 ประกอบพิธี ณ บริเวณพระอุโบสถวัดสุทัศน์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2487 ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม ในการสร้างครั้งนี้สมเด็จพระสังฆราชแพ ได้ประทานแผ่นทองลงอักขระยันต์ที่ท่านทรงจารและปลุกเสกด้วยพระองค์เองเป็นส่วนผสมหลัก นอกจากนี้ยังมีชนวนทองของพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ที่สะสมไว้จากพิธีครั้งก่อนๆ ทั้งของสมเด็จพระสังฆราชแพ และของท่านเจ้าคุณศรีฯ เอง เงินกลมตรายันต์จำนวนมาก เพื่อมาเททองหล่อองค์พระ เนื้อพระกริ่งรุ่นนี้จึงออกขาวอมเทา แต่ถ้าขัดพระลงไปอีกชั้นหนึ่งจะเห็นเนื้อในออกแดงอมชมพูคล้ายเนื้อนาก ถ้าทิ้งไว้ผิวจะกลับดำอมเทามีกระแสเงินประปราย

พระกริ่งรุ่นนี้เมื่อเทหล่อเสร็จช่างประจำวัดจะนำมาเกลาผิวพอให้ดูเรียบร้อยเท่านั้น ไม่ได้แต่งจนสวยงามเป็นพิเศษแต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นพระที่อยู่ในลักษณะเดิม (ไม่แต่ง) พระกริ่งรุ่นนี้รายละเอียดของเม็ดพระศกจะไม่ติดชัด เนื่องจากหุ่นเทียนเป็นการทอดแบบจากพระกริ่งบาเก็งนอกมา ซึ่งรายละเอียดของเม็ดพระศกก็จะไม่ค่อยคมชัดมาแต่เดิม ดังนั้นพระกริ่งบาเก็ง รุ่น 1 ของท่านเจ้าคุณศรีฯ ซึ่งไม่ได้มีการแต่งเม็ดพระศกจึงไม่ค่อยชัด จำนวนการสร้างพระกริ่งบาเก็งรุ่น 1 มี 162 องค์

พระกริ่งรุ่นนี้เป็นพระกริ่งแบบกริ่งในตัว อุดบรรจุกริ่ง 2 รู ที่ด้านหลังใกล้บัวเม็ดสุดท้ายทั้ง 2 ข้าง และส่วนใหญ่จะมีการตอกโค้ด มีทั้งแบบไม่มีไส้(โค้ดเล็ก) และแบบมีไส้ ในตำแหน่งใต้ข้อศอกขวาด้านหลัง บางองค์ท่านเจ้าคุณศรีฯ จะจารอักขระพุดซ้อนที่ใต้ฐานด้วยตัวท่านเอง เข้าใจว่าท่านที่ได้รับไปนำมาให้ท่านเจ้าคุณลงเหล็กจารให้อีกทีหนึ่ง ในส่วนพระบางองค์ที่ไม่มีการตอกโค้ดหรือลงเหล็กจารก็มี เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อยุติ การพิจารณาต้องดูที่พิมพ์และกระแสเนื้อ เป็นหลัก

พระกริ่งบาเก็งรุ่น 1 เมื่อแจกหมดไปแล้วลูกศิษย์ที่ยังไม่ได้รับก็มาขอให้ท่านเจ้าคุณสร้างเพิ่มเติมขึ้นอีก ท่านก็กรุณาสร้างขึ้นอีกครั้งในปีเดียวกันเป็นพระกริ่ง บาเก็งรุ่น 2 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2487 โดยใช้แม่พิมพ์เดียวกัน เนื้อหาก็ใกล้เคียงกันมากเพราะใช้ทองชนวนที่เหลือจากการเทรุ่น 1 มาเท ผิวกลับดำอมเทาเช่นเดียวกัน เอาแว่นขยายส่องดูก็เป็นประกายเงินเช่นเดียวกัน และก็ไม่ได้ตกแต่งเช่นเดียวกับพระกริ่งบาเก็งรุ่น 1 การอุดบรรจุกริ่งก็แบบเดียวกับพระกริ่งบาเก็งรุ่น 1 บางองค์มีการตอกโค้ด และลงเหล็กจารเช่นเดียวกับรุ่น 1 แต่บางองค์ก็ไม่มี จำนวนการสร้าง 202 องค์

เรื่องพระกริ่งบาเก็งรุ่น 1 กับรุ่น 2 จะคล้ายกันมากแทบจะแยกกันไม่ออก แล้วจะแยกแยะกันอย่างไร สำหรับผู้ที่ชำนาญการเขาแยกได้อยู่แล้วครับ ทีนี้ผมจะนำมาบอกว่าเขาแยกกันออกได้อย่างไรง่ายๆ และชัดเจนครับ พระกริ่งบาเก็งรุ่นที่สร้างในครั้งที่ 2 นี้ ช่างเขาได้ปาดหุ่นเทียนใต้ฐานด้านหลังไว้ เพื่อให้แยกแยะได้ง่าย เป็นการปาดในพิมพ์ ให้สังเกตที่ใต้ฐานบริเวณขอบด้านหลังจะเห็นได้ชัดว่าพระกริ่งบาเก็งรุ่น 2 จะมีการปาดฐานเป็นรอยเว้าเข้าไปเล็กน้อยพอมองเห็นได้ชัดครับ ดังในรูปที่ผมได้นำมาลงทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และก้นครับ

สำหรับพระกริ่งบาเก็งของท่านเจ้าคุณศรีฯ ท่านยังสร้างต่อมาอีก เป็นพระกริ่งบาเก็งรุ่นที่ 3 รุ่นที่ 4 และรุ่นที่ 5 ส่วนในรุ่นอื่นๆ นั้นแยกกันได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นพระกริ่งรุ่น 3 ที่มีการแต่งสวยทุกองค์ หรือพระกริ่งรุ่น 4 ที่มีเนื้อออกไปทางอมเหลือง หรือพระกริ่งบาเก็ง 5 เฉพาะรุ่นนี้การบรรจุกริ่งด้วยการปะก้นด้วยทองฝาบาตร ซึ่งก็สามารถแยกออกได้ง่ายว่าเป็นรุ่นใด

ครับ ก็มีพระกริ่งบาเก็งรุ่น 1 กับรุ่น 2 นี่แหละครับที่คล้ายกันมาก แต่ก็สามารถแยกออกได้เช่นกัน ตามที่ผมเล่ามาครับ ในครั้งแรกๆ ที่ผมศึกษาพระกริ่งบาเก็งรุ่น 1 อยู่ก็งงอยู่เหมือนกันว่าเขาแยกออกได้อย่างไร เรื่องนี้ในสมัยก่อนเขาก็ไม่บอกกันง่ายๆ ครับ จนผู้ใหญ่ท่านได้ชี้แนะให้ดูจึงเข้าใจ และนำมาเล่าสู่กันฟังครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์




รูปหล่อหลวงปู่ทองคำ

"หลวงปู่ทองคำ สุวโจ" เดิมจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ที่สำนักสงฆ์วังงูเหลือม ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

ในปี 2561 ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ จวบจนปัจจุบัน

หลวงปู่ พร้อมญาติโยมที่เลื่อมใสศรัทธา ร่วมใจกันก่อสร้างอาศรมแห่งนี้ขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับหลวงปู่อาศัยปฏิบัติธรรม

ด้วยความที่หลวงปู่มีวัตรปฏิบัติที่สมถะเรียบง่าย อาศรมแห่งนี้จึงถูกสร้างเป็นเพียงโรงเรือนชั้นเดียวเปิดโล่ง 3 ด้าน ใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเพียงใช้ประโยชน์กันแดดกันฝนเท่านั้น

หากช่วงใดว่างจากการปฏิบัติศาสนกิจ หลวงปู่ทองคำจะข้ามไปประเทศ สปป. ลาว เป็นประจำ เนื่องจากท่านให้ความอุปถัมภ์วัดโนนไซ เมืองเฟือง สปป.ลาว มาอย่างต่อเนื่อง

เพื่อความสะดวกขณะที่ข้ามไปโปรดญาติโยมพำนักอยู่ที่ สปป.ลาว คณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ นำโดย "บอย สำโรงทาบ" จึงมีโครงการที่ จะสร้างอาศรมถวายหลวงปู่ ที่ประเทศ สปป.ลาว และจัดสร้างวัตถุมงคล "รูปหล่อหลวงปู่ทองคำ รุ่นไตรมาสรวยทันตา" พุทธศิลป์ออกแบบ ได้สวยงามลงตัวมากลักษณะเป็นรูปเหมือนของหลวงปู่นั่งในท่าวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่บนฐานเขียง

ด้านหน้าฐานเขียนว่า หลวงปู่ทองคำ

ด้านหลังที่บริเวณฐานเขียนว่าอาศรมสุวโจ จ.สุรินทร์ และที่ใต้ฐานจะตอกโค้ดกำกับทุกองค์

จำนวนการสร้าง ประกอบด้วย เนื้อทองคำ 22 องค์ เนื้อเงิน 350 องค์ เนื้อทองโบราณอุดผง 400 องค์ เนื้อตะกั่วอุดผง 1,000 องค์ เนื้อทองทิพย์รมดำ 3,000 องค์

ประกอบพิธีพุทธาภิเษก หลวงปู่ทองคำ อธิษฐานจิตเดี่ยวหลายครั้ง

ติดต่อโทร.06-1795-7556


ข่าวสดออนไลน์



เหรียญหล่อ หลวงปู่รอด วัดสามไถ

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ในบรรดาเหรียญหล่อของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เหรียญหลวงปู่รอด วัดสามไถ เป็นเหรียญหล่อที่หายากและมีสนนราคาสูง เนื่องจากมีจำนวนการสร้างน้อย และชาวบ้านหวงแหนกันมาก มีเรื่องกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเหรียญนี้กันมากถึงพุทธคุณที่เด่นทางด้านคงกระพันและแคล้วคลาด

ประวัติของหลวงปู่รอดนั้นไม่ได้มีการบันทึกไว้แต่แรก ประวัติบางตอนจึงค่อนข้างจะหายากซักหน่อย หลวงปู่รอดเป็นคนที่มีเชื้อสายลาว เกิดที่บ้านสามไถ พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2384 โยมบิดาสืบค้นไม่ทราบชื่อ ทราบแต่ชื่อโยมมารดาชื่อ แม่เฒ่ากา เมื่ออายุได้ 7 ขวบ โยมบิดาได้นำท่านไปฝากให้เรียนหนังสือกับพระอธิการแดง เจ้าอาวาสวัดสามไถ ต่อมาจนอายุได้ 11 ขวบ จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร หลวงปู่รอดเป็นคนชอบหาความสงบวิเวก บำเพ็ญวิปัสสนาตั้งแต่ยังเป็นสามเณร หลังจากที่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับพระอาจารย์แดงได้ 4 พรรษา ท่านจึงได้กราบลาพระอธิการแดง ไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐานต่อที่ทางภาคอีสาน

เมื่ออายุครบบวชท่านจึงอุปสมบท แต่ประวัติตอนนี้ขาดช่วงไปจึงไม่ทราบว่าท่านอุปสมบทที่วัดใดและมีท่านใดเป็นพระอุปัชฌาย์ ทราบแต่เพียงว่าต่อมาท่านได้เข้าศึกษาพระธรรมวินัยและพระปริยัติธรรมต่อที่กรุงเทพฯ และได้พบกับหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ซึ่งเป็นพระภิกษุรุ่นน้อง ต่อมาในปี พ.ศ. 2427 เมื่อพระอธิการแดง เจ้าอาวาสวัดสามไถมรณภาพ ทางคณะสงฆ์จึงได้แต่งตั้งให้หลวงปู่รอดมาเป็นเจ้าอาวาสวัดสามไถสืบแทน และในปี พ.ศ.2429 ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงปู่รอดเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก และท่านก็ได้เข้มงวดกวดขันพระภิกษุสามเณรที่อยู่ในการปกครองของท่าน ให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด การปลงอาบัติของพระภิกษุภายในวัด ต้องมาปลงอาบัติกับท่านทุกๆ เช้า ห้ามปลงอาบัติกับเพื่อนพระภิกษุด้วยกัน การเคร่งครัดของท่านทำให้ญาติโยมต่างก็เคารพนับถือท่านมาก และต่างก็พาบุตรหลานมาบวชกับท่านเป็นจำนวนมาก เพื่อจะได้มีพระอุปัชฌาย์ที่ดี จะได้อบรมบ่มนิสัยให้อยู่ในศีลในธรรม และจะได้เป็นคนดีต่อไป หลวงปู่รอดท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องนี้ และในด้านขมังเวท ขนาดพระญาณไตรโลก (ฉาย) เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังเคารพนับถือท่านมากและเดินทางมากราบนมัสการหลวงปู่รอดเป็นประจำทุกปีตลอดมา

ในปี พ.ศ. 2467 หลวงปู่รอดได้จัดงานยกช่อฟ้าพระอุโบสถ คณะศิษย์จึงได้ขออนุญาตท่านสร้างเหรียญหล่อรูปเหมือนท่านขึ้น โดยมีคณะกรรมการ 12 คน โดยทำพิธีหล่อที่วัด หลวงปู่รอดจะจารแผ่นโลหะให้ เมื่อช่างนำมาหลอมปรากฏว่าแผ่นโลหะไม่หลอมละลาย คณะกรรมการจึงกราบเรียนท่านว่าแผ่นโลหะไม่ยอมละลาย หลวงปู่จึงบอกว่าหลอมละลายแล้ว เมื่อคณะกรรมการกลับมาดูปรากฏว่าแผ่นโลหะได้ละลายแล้ว พระทั้งหมดหลวงปู่ได้นำมาปลุกเสกเดี่ยวตลอดทั้งคืนในพระอุโบสถ หลวงปู่รอดมรณภาพในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2480 สิริอายุได้ 96 ปี พรรษาที่ 75

เหรียญหล่อของหลวงปู่รอดวัดสามไถนี้ ปัจจุบันหาของแท้ๆ ได้ยากมากครับ สนนราคาหลักแสนบาท พุทธคุณนั้นเด่นทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรีและแคล้วคลาดครับ ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปถ่ายหลวงปู่รอด และเหรียญหล่อของท่าน จากหนังสือตามรอยสุดยอดอมตะภาพถ่าย 108 พระคณาจารย์แดนสยาม มาให้ชมครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์




พระพิจิตร กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระเครื่องที่เป็นพระกรุพระเก่าองค์เล็กๆ ที่มีเรื่องราวเล่าขานกันมากในสมัยผมยังเป็นเด็กจนถึงตอนเป็นวัยรุ่น ก็สนใจและชอบฟังเรื่องราวต่างๆ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่เขาคุยกันและเล่าให้ฟังถึงความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับความอยู่ยงคงกระพันและแคล้วคลาด ซึ่งก็มีเรื่องในสมัยสงครามโลกที่ทหารไทยถูกทหารญี่ปุ่นยิงแต่ไม่เข้าเพราะอมพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าอยู่ในปาก เรื่องราวต่างๆ ล้วนเป็นการยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า ทำให้พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าหายากใครมี ต่างก็หวงแหน ทำให้มีสนนราคามูลค่าสูง

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า เป็นพระเครื่องเนื้อชินเงินองค์เล็กมาก เป็นพระที่ขุดพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งเป็นวัดสำคัญของเมืองพิจิตร สร้างในสมัยกรุงสุโขทัยตอนปลาย พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าที่พบมีอยู่หลายพิมพ์ เช่น พิมพ์แขนกลม พิมพ์แขนหักศอก และพิมพ์ไม่มีฐาน เป็นต้น นอกจากนี้ในกรุนี้ก็ยังมีพระเครื่องขนาดเล็กอีกหลายพิมพ์ เช่น พระนาคปรกพิจิตร พระพิจิตรสามเหลี่ยม หรือที่เรียกว่า พิจิตรหน้าวัง ที่เป็นเนื้อดินก็พบพระพิจิตรผงดำ เป็นต้น

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเป็นพระที่มีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นทรงรีๆ แบนๆ คล้ายกับเม็ดข้าวเม่า จึงได้ชื่อเรียกนี้มาแต่โบราณ พุทธลักษณะของพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า เนื่องจากขนาดขององค์พระเล็กมาก จึงแสดงเป็นเส้นสายลายเส้นเท่านั้นแต่ก็คมชัดทุกองค์ แสดงเป็นพระเศียร พระเกศ ลำพระองค์ แสดงเป็นปางสมาธิบนฐานหมอน และพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่านี้มักจะมีเกศเอียงไปทางขวาขององค์พระ นักนิยมพระเครื่องในสมัยก่อนบางท่านก็จะเรียกพระพิจิตรเกศคดบ้างก็มี

ด้านหลังของพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าจะ เป็นลักษณะลายผ้าหยาบๆ ถ้าเป็นลายผ้า ละเอียดๆ ละก็น่าจะไม่ใช่ครับ สำหรับพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเท่าที่พบมีอยู่เนื้อเดียวคือ เนื้อชินเงิน บางองค์ก็พบที่แก่ตะกั่วก็มีบ้าง พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเท่าที่พบจะบางมากไม่หนาอย่างพระทั่วๆ ไป ส่วนมากที่พบพระจะมีรอยระเบิดที่ผิวเป็นส่วนมาก หรือแตกปริตามขอบข้างเสียเป็นส่วนใหญ่ ผิวส่วนมากจะออกสีดำคล้ำๆ แบบสนิมตีนกา

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่ามีพุทธคุณเด่นทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี มีชื่อเสียงโด่งดังมาช้านาน สมัยโบราณนิยมใช้อมใส่ปากเวลาไปไหนมาไหนแบบเดียวกับพระพิจิตรเม็ดน้อยหน่า จึงทำให้พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่านั้นชำรุดสูญหายไปมาก ปัจจุบันจึงไม่ค่อยพบเห็นพระแท้ๆ กันเลย หายากมากจริงๆ ครับ

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเป็นพระประเภทที่เรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋ว พระที่พบในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ที่มีขนาดเล็กแบบเดียวกับพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าก็มี เช่น พระพิจิตรสามเหลี่ยมหน้าวัง พระนาคปรกกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุก็มีขนาดเล็กเช่นกัน ขนาดใกล้เคียงกับพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า และจัดเป็นพระชุดจิ๋วแต่แจ๋วของเมืองพิจิตรเช่นกันครับ แต่พระทั้งหมดทุกแบบนั้นหาของแท้ๆ ยากจริงๆ ของปลอมเลียนแบบนั้นมีมานานแล้ว เนื่องเป็นพระที่มีความนิยมมากมาแต่อดีต จึงมีพระเลียนแบบทุกยุคทุกสมัย จะเช่าหาก็ต้องระมัดระวังกันหน่อย ต้องศึกษาหรือเช่ากับผู้ที่ไว้วางใจได้เท่านั้นครับ

ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าทั้งพิมพ์แขนกลมและพิมพ์แขนหักศอก กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จากหนังสือ อมตพระกรุ อันล้ำค่าของไทย มาให้ชมครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์




ล็อกเกตหลวงปู่เบ้า

หลวงปู่เบ้า จัตตมโล เจ้าอาวาสวัดบ้านโนนมาลัย ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ พระเกจิอาจารย์ที่มีวิทยาคมที่เข้มขลัง ได้รับความเคารพเลื่อมใสศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั้งในและนอกพื้นที่มากพอสมควร

ปัจจุบัน สิริอายุ 96 ปี พรรษา 28

มีนามเดิม เบ้า สัตยาคุณ เกิดปี พ.ศ.2465 พื้นเพเป็นชาวบ้านโพนงาม ต.บัวแดง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด

อายุ 20 ปี อุปสมบทที่วัดในหมู่บ้าน แต่หลังจากที่ท่านอุปสมบทได้ประมาณ 9 พรรษา ท่านมีความจำเป็นต้องลาสิกขาออกมาช่วยครอบครัวทำมาหากิน

ใช้ชีวิตฆราวาสมาจนถึงปี 2533 เมื่อหมดภาระทางครอบครัว จึง ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ อุโบสถวัดอัมพวัน ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมีเจ้าอธิการสุวรรณ สิริปุญโญ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้จำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดบ้านโนนมาลัย ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่นั้นมาตราบจนปัจจุบัน

เนื่องจากวัดบ้านโนนมาลัย ยังเป็นวัดที่ยังขาดแคลนถาวรวัตถุที่มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติศาสนกิจหลายรายการ อาทิ กุฏิที่หลวงปู่เบ้า มีสภาพที่ทรุดโทรม บรรดาคณะศิษยานุศิษย์และผู้เคารพเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ นำโดย "แท็กสกล พระใหม่" ได้ขออนุญาต จัดสร้างวัตถุมงคลล็อกเกตรุ่นแรก เพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างกุฏิสงฆ์ให้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์

วัตถุมงคลรุ่นนี้ ลักษณะเป็นล็อกเกต รูปไข่

ด้านหน้าล็อกเกต เป็นรูปเหมือนหลวงปู่ครึ่งองค์ ห่มจีวรเฉียง ด้าน ล่างมีตัวอักษรเขียนว่า หลวงปู่เบ้า "จตฺตมโล"

ด้านหลังล็อกเกต อุดวัตถุมงคลหลายอย่าง อาทิ ชานหมาก เกศา จีวร หลวงปู่เบ้า น้ำมนต์เทียนชัย ตะกรุด และพระธาตุเหล็กไหล เป็นต้น จำนวนการสร้างน้อยมาก ประกอบด้วย ฉากทองตะกรุดทองคำ 29 เหรียญ ฉากทองตะกรุดเงิน 99 เหรียญ ฉากขาวตะกรุดทอง และตะกรุดทองทิพย์ 399 เหรียญ พุทธคุณวัตถุมงคลรุ่นนี้เด่นในทุกด้าน

ประกอบพิธีพุทธาภิเษก จัดขึ้นภายในศาลาการเปรียญวัดโนนมาลัย พระเกจิอาจารย์ที่นั่งปรกอธิษฐานจิต อาทิ หลวงปู่เบ้า จัตตมโล จ.บุรีรัมย์, หลวงปู่ขำ เกสาโร วัดหนองแดง จ.มหาสารคาม, หลวงปู่ที โชติปัญโญ ที่พักสงฆ์บ้านกระต่ายด่อน จ.ศรีษะเกษ เป็นต้น พระเกจิทุกรูปล้วนมีพุทธาคมที่เข้มขลัง มีพลังใจที่แก่กล้า จึงมั่นใจได้ในความเข้มขลัง

ผู้มีจิตศรัทธาประสงค์ร่วมทำบุญ ติดต่อได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร.06-1492-9499


ข่าวสดออนไลน์

บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1148


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #106 เมื่อ: 09 มีนาคม 2562 15:16:37 »

.


พระร่วงหลังลายผ้า ลพบุรี

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระร่วงหลังลายผ้า ลพบุรี เป็นพระร่วงยืนเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง และเป็นพระร่วงยอดนิยมเช่นเดียวกับพระร่วงหลังรางปืน เป็นพระที่ได้รับความนิยมมากมาตั้งแต่สมัยก่อน ปัจจุบันหาพระแท้ๆ ยากมาก

ลพบุรีเป็นแหล่งชุมชนโบราณตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์สืบต่อมายาวนาน สถาปัตยกรรมที่พบมากที่สุดก็จะเป็นสถาปัตยกรรมสมัยลพบุรี (ขอม) ซึ่งพบอยู่หลายแห่ง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นวัดสำคัญของลพบุรี มีการสร้างมาตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจและปกครองดินแดนแถบนี้ ตัวองค์พระปรางค์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ต่อๆ มาหลายครั้งจนถึงสมัยอาณาจักรอยุธยา รูปแบบภายนอกที่เห็นก็จะมีการดัดแปลงไปบ้างตามยุคสมัยที่บูรณปฏิสังขรณ์ในช่วงนั้นๆ

การพบพระในกรุองค์พระปรางค์ก็เนื่อง จากมีผู้เข้าไปลักลอบขุดกรุ และได้พบพระเครื่องพระบูชาจำนวนมากมาย การขุดครั้งแรกก็ประมาณปี พ.ศ.2440 พระเครื่องที่ โด่งดังมากๆ ในสมัยนั้นก็คือพระร่วงยืนหลังลายผ้า เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง พระหูยาน นอกจากนี้ก็ยังพบพระเครื่องพิมพ์อื่นๆ อีกมากมาย ทั้งพระแผงขนาดเขื่องด้วย ต่อมาก็มีการแอบเข้าไปขุดอีกหลายครั้ง และในบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุก็ยังมีกรุอื่นๆ อีกหลายกรุที่พบพระเครื่องต่างๆ อีกหลายครั้ง

พระร่วงยืนหลังลายผ้า กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเท่าที่พบมีอยู่ 2 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่และพระพิมพ์เล็ก พระพิมพ์ใหญ่จะนิยมมากและมีผู้รู้จักมากกว่า พระร่วงพิมพ์ใหญ่จะมีพุทธลักษณะคล้ายกับพระร่วงหลังรางปืนที่ถูกขุดพบภายหลังที่ศรีสัชนาลัยมาก แต่ด้านหลังจะผิดกันที่เป็นแบบหลังลายผ้า และเป็นร่องรางปืน พระร่วงของลพบุรีจะเป็นแบบหลังลายผ้า และจะเป็นลายผ้าแบบหยาบๆ พระที่พบส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงแทบทั้งสิ้น และมีไขขาวปกคลุมผิวสนิมอยู่บางๆ สีสนิมก็จะออกแดงเข้มอมดำอมส้มจัดสลับกันไปปกคลุมอยู่ทั่วทั้งองค์พระ และจะเห็นร่องรอยการแตกปริของสนิมเป็นเส้นบางๆ คล้ายใยแมงมุมปรากฏอยู่ตามองค์พระแสดงถึงความเก่าแก่ของสนิมที่ขึ้นสลับซับซ้อนกันตามกาลเวลา จำนวนพระที่พบก็ไม่มากนัก ยิ่งพระที่สมบูรณ์ไม่ชำรุดยิ่งน้อยกว่ามาก

พระร่วงยืนหลังลายผ้า ถ้าพูดถึงในด้านศิลปะแล้วก็เป็นศิลปะแบบขอม สันนิษฐานว่าน่าเป็นศิลปะขอมแบบบายนหรืออาจจะสูงกว่านั้นเล็กน้อย องค์พระประทับยืนอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว พระพักตร์ดูเคร่งขรึม พระเศียรทรงเทริดจีโบ จีวรห่มคลุม มีรัดประคดเด่นชัด ประทับยืนปางประทานพรยกพระหัตถ์ขวาเสมอพระอุระ (อก) พระหัตถ์ซ้ายปล่อยห้อยลงมาด้านล่างแนบตามลำพระองค์และหงายพระหัตถ์ออกด้านหน้า แท่นที่ประทับยืนจะเป็นแบบฐานเขียง เอกลักษณ์ด้านหลังพระทุกองค์จะเห็นด้านหลังมีรอยลายผ้าหยาบๆ อยู่ทุกองค์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่นำมาเรียกหาเป็นชื่อเฉพาะกันต่อมา ถ้าได้ยินคำว่าพระร่วงหลังลายผ้าก็จะรู้กันทันทีว่าเป็นพระร่วงยืนกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี

คนในสมัยก่อนนิยมนำมาเลี่ยมห้อยคอกันมาก ว่ากันว่าเด่นทางด้านอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด และอำนาจบารมี เสริมส่งให้เจริญก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง ในสมัยปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยเห็นใครห้อยพระร่วงหลังลายผ้ากันนัก เนื่องจากองค์พระมีขนาดเขื่อง ห้อยคอก็คงห้อยได้องค์เดียว และอีกอย่างหนึ่งก็คือหาพระแท้ๆ ยากมาก สนนราคาก็สูงมาก ใครมีก็จะหวงแหนและเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีไม่ค่อยนำออกมาให้ใครชมสักเท่าไรนักครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระร่วงหลังลายผ้า ลพบุรี ทั้งด้านหน้าและด้านหลังจากหนังสือ อมตพระกรุ อันล้ำค่าของไทย มาให้ชมครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์




พระนาคปรกใบมะขาม และสร้อยตะกรุดประคำคาบ ท่านเจ้าคุณสนิทสมณคุณ วัดท้ายตลาด

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วัดท้ายตลาด ฝั่งธนฯ กทม. เป็นวัดที่มีความสำคัญและมีพระเครื่องอันโด่งดังหลายยุค เช่น พระเนื้อผงผสมใบลานที่บรรจุไว้ในกรุองค์พระเจดีย์ พระปรกใบมะขามของท่านเจ้าคุณสนิท นอกจากนี้ก็ยังมีตะกรุดทองคำชุด 19 ดอก ซึ่งเรียกกันว่า "สร้อยตะกรุดประคำคาบ" ซึ่งนิยมเสาะแสวงหา และหาได้ยากยิ่งครับ

วัดโมลีโลกยาราม (วัดท้ายตลาด) เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีนามเดิมว่า วัดท้ายตลาด ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐาน จึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระมหาศรี วัดราชสิทธิ เป็นพระเทพโมลี แล้วให้มาครองวัดนี้ ต่อมาได้เลื่อนเป็น พระพุทธโฆษาจารย์ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงเปลี่ยนนามพระอาราม เป็น "วัดพุทไธศวรรยาวาส" พอมาถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 3 โปรดให้ปฏิสังขรณ์พระอารามโดยตลอด พร้อมกับ พระอารามอื่นๆ อีก และทรงเปลี่ยนนามเป็น "วัดโมลีโลกยาราม" มาจนทุกวันนี้ แต่ชาวบ้านก็มักเรียกกันจนติดปากว่า "วัดท้ายตลาด"

วัดท้ายตลาดมีความสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นสถานการศึกษาของพระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 อนึ่ง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) สมัยที่ยังเป็น พระพุทธโฆษาจารย์ ได้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ของรัชกาลที่ 3 และถวายอักษรรัชกาลที่ 4 ต่อมาเมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) มรณภาพ รัชกาลที่ 3 โปรดให้หล่อรูปพร้อมกับหล่อพระรูป สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) ประดิษฐานไว้ในหอที่ทรงสร้างไว้ในวัดเรียกกันว่า "หอสมเด็จ"

ท่านเจ้าคุณสนิทสมณคุณ (เงิน เขมจารี) อดีตเจ้าอาวาส วัดท้ายตลาด เกิดที่เมืองพระตะบอง เมื่อปี พ.ศ.2396 ท่านมีความสนิทสนมกับพระยาคทาธร ธรณินทร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ต่อมาท่านจึงย้ายมาอยู่ที่วัดท้ายตลาด เจ้าคุณสนิทนอกจากจะเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาคมแล้ว ยังมีความรู้เชี่ยวชาญทางด้านแพทย์แผนโบราณด้วย และได้ช่วยรักษาชาวบ้านจนมีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยนั้น ชาวบ้านต่างเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านมาก และช่วยบูรณปฏิสังขรณ์วัดท้ายตลาดตลอดมา

ท่านเจ้าคุณสนิท มรณภาพราวปี พ.ศ.2463 สิริอายุได้ 68 ปี

ท่านเจ้าคุณสนิทได้สร้างวัตถุมงคลไว้และมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ที่รู้จักกันดีก็คือ พระปรกใบมะขาม ซึ่งถือกันว่าเป็นอันดับ 1 ของพระปรกใบมะขาม ปัจจุบันหายากมาก นอกจากนี้วัตถุมงคลที่หายากมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ สร้อยตะกรุดประคำคาบ ซึ่งแทบไม่ได้พบเห็นกันเลย ผู้ที่ได้รับมักเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดเท่านั้น ตะกรุดสร้อยประคำคาบ จะเป็นตะกรุดทองคำพวงจำนวน 19 ดอก พร้อมด้วยลูกประคำทองคำคั่นระหว่างดอกตะกรุด และสร้อยทองคำสวมคอร้อยตะกรุดไว้ในสมัยโบราณเรียกว่า "สร้อยตะกรุดประคำคาบ" ปัจจุบันนับว่าหายากมากที่สุด และนิยมมาก แต่ก็แทบจะไม่เคยได้เห็นของแท้กันเลย พุทธคุณของพระนาคปรกใบมะขามและสร้อยตะกรุดประคำคาบเด่นทางด้านแคล้วคลาดและอยู่ยงคงกระพัน ปกป้องคุ้มครองป้องกันภัย ปัจจุบันหาของแท้ยากมาก สนนราคาก็สูงมาก เวลาจะเช่าควรตรวจสอบให้ดีๆ ครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปท่านเจ้าคุณสนิทสมณคุณ วัดท้ายตลาด พระนาคปรกใบมะขาม และสร้อยตะกรุดประคำคาบของท่านเจ้าคุณสนิท จากหนังสือตามรอยตำนาน สุดยอดอมตะภาพถ่าย 108 พระคณาจารย์แดนสยาม มาให้ชมกันครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์




เหรียญพระอาจารย์บัวลม

"พระอาจารย์บัวลม สิริธัมมรังสี" เจ้าอธิการวัดพุทธมีชัยยาราม บ้านดอนเซง นครไกสอนพมวิหาร แขวงสุวรรณเขต ประเทศ สปป.ลาว นอกจากนั้นท่านยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะนครไกสอนพมวิหาร

ปัจจุบันสิริอายุ 39 ปี พรรษา 19

เป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติดี เสมอต้นเสมอปลาย

เกิดปีพ.ศ.2523 ที่บ้านท่าเมืองแขก เมืองสารวัน แขวงสารวัน ประเทศสปป.ลาว บิดา-มารดาชื่อ นายจารสุนทร และนางจันไทย สุวรรณเสน

อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์เข้าพิธีอุปสมบทที่พระอุโบสถวัดบ้านท่าเมืองเก่า โดยมีพระอาจารย์บุญมี เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้มาจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดพระธาตุโพนเมืองไซภูทอง แขวงสุวรรณเขต 5 พรรษา มุมานะศึกษาพระปริยัติธรรม จนถึงปี พ.ศ.2550 จึงย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดพุทธมีชัยยาราม จนถึงปัจจุบัน

ถึงแม้ท่านอายุและพรรษาน้อย จึงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ดังนี้ 1.เจ้าคณะนครไกสอนพมวิหาร 2.หัวหน้ากรรมาธิการสาธารณูปการนครไกสอนพมวิหาร 3.คณะกรรมการแนวลาวสร้างชาตินครไกสอนพมวิหาร 4.รองหัวหน้าที่ทำการนครไกสอนพมวิหาร และ 5.เจ้าอธิการวัดพุทธมีชัยยาราม

นอกจากจะเป็นพระนักพัฒนาแล้ว ยังเป็นพระเกจิอาจารย์ ศึกษาจากพระอาจารย์หลายท่าน

เมื่อเร็วๆ นี้ได้รับการนิมนต์มาร่วมพิธีสวดนพเคราะห์ ที่วัดป่าบ้านดินดำ ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม

สำหรับวัตถุมงคลเคยสร้างในปี พ.ศ.2559 ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหูห่วง

ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนท่านครึ่งองค์ห่มจีวรเฉียง ด้านขวาของเหรียญวนขึ้นไปด้านซ้ายเขียนว่า พระอาจารย์ซาน้อย ศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิเดชสารวัน ล่างสุดเขียนว่า วัดพุทธมีชัย

ด้านหลังบริเวณกลางเหรียญเป็นอักขระยันต์นะโมพุทธายะ พุทธคุณเด่นรอบด้าน ล่างสุดเขียนว่า พ.ศ.2559 เป็นปีพุทธศักราชที่จัดสร้าง

จำนวนการสร้างรวม 1,000 เหรียญ แยกเป็นเนื้อทองแดง 500 เหรียญ เนื้อเงิน 250 เหรียญ เนื้อว่าน 250 เหรียญ

ล่าสุด วัดพุทธมีชัยมีโครงการจัดสร้างพระธาตุพุทธมีชัย เพื่อฉลองการตรัสรู้ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า และบรรจุอัฐิธาตุของพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของ สปป.ลาว เป็นต้น แต่ต้องใช้งบประมาณการก่อสร้างกว่า 15 ล้านบาท จึงนำเหรียญรุ่นนี้เปิดให้พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญสร้างพระธาตุ

หากมีโอกาสข้ามไปที่นครไกสอนพมวิหาร แขวงสุวรรณเขต ประเทศสปป.ลาว อย่าลืมแวะทำบุญสร้างพระธาตุกับทางวัดพุทธมีชัย


ข่าวสดออนไลน์



เหรียญหลวงพ่อห้อง วัดช่องลม

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระเกจิอาจารย์ของจังหวัดราชบุรีที่โด่งดังมากๆ รูปหนึ่ง ก็คือ หลวงพ่อห้อง วัดช่องลม ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ชาวราชบุรีเคารพนับถือมาก และท่านก็ได้อนุญาตให้ศิษย์สร้างเหรียญหล่อและเหรียญปั๊มขึ้น ปัจจุบันหายากมากและสนนราคาสูง

พระครูอินทเขมาจารย์ หรือที่ชาวบ้านมักเรียกท่านว่าหลวงพ่อห้อง ท่านเกิดที่บ้านตำบลหน้าเมือง จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2388 โยมบิดาชื่อ แสง โยมมารดาชื่อ นาค ครั้นเมื่อท่านอายุครบบวช ตรงกับปี พ.ศ. 2509 ท่านจึงได้อุปสมบทที่วัดช่องลม จังหวัดราชบุรี โดยมีพระอธิการวัดช่องลมเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูธรรมเสนา (จันทร์) วัดพญาไม้ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพระครูอินทเขมา (เรือง) วัดท้ายเมือง เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่อท่านอายุได้ 36 ปี พรรษาที่ 15 ในปี พ.ศ. 2424 ท่านพระครูอินทเขมา (เรือง) ได้เห็นถึงความอุตสาหะวิริยะหมั่นเพียร และเอาใจใส่ในธุระของการศาสนา จึงได้แต่งตั้งท่านให้เป็นพระปลัด ต่อมาในปี พ.ศ. 2432 หลวงพ่อห้องท่านก็ได้พระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระครูอินทเขมา ตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี ปี พ.ศ. 2455 ท่านก็ได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี ปี พ.ศ.2461

หลวงพ่อห้องเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีจริยวัตรที่น่าเลื่อมใส ท่านได้ช่วยระงับอธิกรณ์น้อยใหญ่ และบริหารคณะสงฆ์ด้วยดีเสมอมา นอกจากนี้ท่านยังได้บำรุงพระพุทธศาสนาโดยการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ ภายในวัดช่องลมให้เจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ สำหรับวัดอื่นๆ ภายในจังหวัดราชบุรี ท่านก็อนุเคราะห์ช่วยเหลือตามกำลังและสติปัญญา ท่านได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาวัดต่างๆ ในจังหวัดราชบุรี ในปีหนึ่งๆ จะมีผู้มาขออุปสมบทกับท่านเป็นจำนวนมาก ท่านปฏิบัติหน้าที่โดยมิขาดตกบกพร่อง แม้ในปีหลังๆ ที่ท่านได้อาพาธใกล้มรณภาพ ก็ยังมีผู้ปรารถนาจะให้ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์มานิมนต์ท่านๆ ก็รับหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ให้

ในปี พ.ศ. 2469 ราวต้นเดือนพฤษภาคม หลวงพ่อก็เริ่มอาพาธหนักขึ้น นายแพทย์มาเยียวยารักษาท่าน ก็แนะนำให้ท่านฉันอาหารในเวลาเย็นเพื่อจะได้ช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ด้วยท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ท่านไม่ยอมฉันอาหารเย็นเลย ท่านบอกกับลูกศิษย์ที่เฝ้าดูแลท่านว่า "ถึงแม้จะถึงชีวิตก็จะไม่ขอล่วงพระธรรมวินัยแม้แต่เพียงเล็กน้อยก็จะไม่ยอม" ในที่สุดการอาพาธในครั้งนั้นก็เป็นวาระสุดท้ายในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2469 ท่านก็ทำสมาธิมรณภาพในเวลาตี 4 กับ 55 นาที สิริอายุได้ 82 ปี พรรษาที่ 61

ในปี พ.ศ.2465 หลวงพ่อห้องได้อนุญาตให้สร้างเหรียญรูปเหมือนของท่านตามที่คณะศิษย์ได้ขออนุญาต โดยมีทั้งเหรียญหล่อและเหรียญปั๊ม เป็นรูปท่านนั่งสมาธิเต็มองค์ทั้งสองแบบ ส่วนเหรียญปั๊มด้านหน้ามีอักษรไทยเขียนว่า "ว,ช,ล," อันหมายถึงวัดช่องลม เหรียญนี้เป็นเหรียญนิยมของจังหวัดราชบุรี และมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ปัจจุบันหาของแท้ๆ ยากครับ สนนราคาค่อนข้างสูง

ในวันนี้ผมได้นำรูปเหรียญยอดนิยมของจังหวัดราชบุรี คือเหรียญหลวงพ่อห้อง วัดช่องลม ทั้งเหรียญหล่อและเหรียญปั๊ม จากหนังสือตามรอยตำนานสุดยอดอมตะภาพถ่าย 108 พระคณาจารย์แดนสยาม มาให้ชมครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





เหรียญปั๊มและเหรียญหล่อรุ่นแซยิด หลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน หลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากของจังหวัดสมุทรสาคร วัตถุมงคลของท่านก็ได้รับความนิยมกันมาก เนื่องจากมีประสบการณ์ต่างๆ มากมายเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนโดยทั่วๆ ไป

หลวงปู่รอด ท่านเป็นชาวปทุมธานี มีเชื้อสายรามัญ ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2406 โยมบิดาชื่อ ทองดี โยมมารดาชื่อ เกษร เมื่อตอนที่ท่านเด็กๆ ท่านมีร่างกายอ่อนแอ ขี้โรค บิดา-มารดาจึงได้นำท่านไปถวายเป็นบุตรบุญธรรมของพระอุปัชฌาย์แค วัดบางน้ำวน ซึ่งท่านเป็นพระเถระที่มีเชื้อสายรามัญ และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวรามัญในสมัยนั้น

หลังจากที่บิดา-มารดาของหลวงปู่รอดได้ยกท่านให้แก่พระอุปัชฌาย์แคแล้ว ปรากฏว่าหลวงปู่รอดท่านก็เป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายหายจากโรคภัยนานา พระอุปัชฌาย์แคจึงตั้งชื่อให้ท่านว่า "รอด" ตั้งแต่บัดนั้นมา

พอท่านอายุได้ 12 ปีก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ศึกษาเล่าเรียนกับพระอุปัชฌาย์แค วัดบางน้ำวน จนกระทั่งอายุครบ 20 ปี จึงได้อุปสมบทที่วัดบางน้ำวน โดยมีพระอุปัชฌาย์แค เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาว่า "พุทธสณฺโฑ"

เมื่ออุปสมบทก็ได้ปรนนิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์และศึกษาวิทยาคมต่างๆ จากพระอุปัชฌาย์แค หลวงปู่รอดเป็นพระที่รักสงบ มุ่งปฏิบัติอย่างเคร่งครัด วิชาที่เรียนกับพระอุปัชฌาย์แคคือ เมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี วิชาทำธงไม่ให้ฝนตก และป้องกันฟ้าผ่า วิชาเสกของหนักให้เบาดั่งปุยนุ่น ฯลฯ

นอกจากท่านจะเรียนวิทยาคมแล้ว ท่านก็ยังเรียนวิปัสสนากรรมฐานอีกด้วย จนเป็นที่ไว้ใจของพระอุปัชฌาย์ หลังจากที่พระอุปัชฌาย์แคมรณภาพ ท่านก็ได้รับการนิมนต์จากชาวบ้านขอให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสสืบแทน

ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาต่อท่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงมาช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามจนเจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ นอกจากจะพัฒนาวัดของท่านแล้วท่านยังช่วยเหลือวัดอื่นๆ อีกด้วย เรื่องของการศึกษาท่านก็ได้จัดให้มีการสอนพระปริยัติธรรมและสร้างโรงเรียนประชาบาลให้เด็กๆ ในแถบนั้นได้ศึกษาเล่าเรียนชื่อ "โรงเรียนรอดพิทยาคม"

ในปี พ.ศ.2439 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางน้ำวน ปี พ.ศ.2447 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลบางโทรัด ปี พ.ศ.2452 ได้รับพระราชทานตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2482 ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูชั้นประทวน และเป็นกรรมการศึกษา หลวงปู่รอดมรณภาพในปี พ.ศ.2488 สิริอายุได้ 82 ปี พรรษาที่ 62

หลวงปู่รอดเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เก่งกล้าทางด้านวิทยาคมมาก ท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้หลายอย่าง เช่น ตะกรุดโทน เหรียญหล่อเหรียญปั๊มรุ่นแซยิด เหรียญ หล่อพิมพ์พนมมือ เหรียญปั๊มพิมพ์เสมาอัลปาก้า เป็นต้น สำหรับเหรียญปั๊มเหรียญหล่อรุ่นแซยิด สร้างในปี พ.ศ.2477 นั้นเป็นเหรียญรุ่นที่นิยมอย่างมาก หายากสวยๆ สนนราคาอยู่ที่หลักแสน และในวันนี้ผมก็ได้นำรูปเหรียญปั๊มและเหรียญหล่อรุ่นแซยิดมา
ให้ชมครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์




เหรียญข้าวหลามตัดหลวงพ่อพัฒน์

หลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม วัดห้วยด้วน (ธารทหาร) อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ พระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมที่มีชื่อเสียง เป็นศิษย์พุทธาคมหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ, หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำสาคร, หลวงพ่อหมึก วัดสระทะเล และหลวงพ่อโหมด วัดโคกเดื่อ

เกิดเมื่อวันที่ 12 พ.ค.2465 ที่บ้านสระทะเล ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์

เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.2489 ณ อุโบสถวัดสระทะเล ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี โดยมีพระธรรมไตรโลกาจารย์ (หลวงพ่อยอด) วัดเขาแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการชั้ว วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์

มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม เริ่มเรียนนักธรรมชั้นตรีและชั้นโทไปได้สักระยะ โดยระหว่างนั้น หลวงพ่อเดิมได้ไปสร้างเสนาสนะและอุโบสถอยู่ที่วัดอินทราราม จึงไปเรียนพุทธาคมด้วย

เมื่อพบกับหลวงพ่อเดิมที่วัดอินทราราม หลวงพ่อเดิมเริ่มถ่ายสรรพวิชา ทั้งกัมมัฏฐานและพุทธาคม โดยให้หลวงพ่อพัฒน์ไปจำวัดอยู่ที่วัดเขาแก้วกับหลวงพ่อกัน

ด้วยขณะนั้นวัดอินทรารามกำลังซ่อมสร้างเสนาสนะอยู่ จึงไม่สะดวกในการพำนักจำพรรษา จึงต้องเดินไปเช้าเย็นกลับระหว่างวัดทั้งสอง เรียนวิชาอยู่เกือบสองพรรษาจึงจบ

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 หลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม ย้ายมาพัฒนาวัดธารทหาร (ห้วยด้วน) เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ชาวหนองบัว ตราบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

วัตถุมงคลล่าสุดของหลวงพ่อพัฒน์ คือ "รุ่นวางศิลาฤกษ์" ที่ท่านอนุญาตให้คณะกรรมการวัดห้วยด้วน จัดสร้างเพื่อนำรายได้สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ รูปแบบเป็นพระขุนแผน-กุมารทอง สะท้อนแสง, รูปหล่อโบราณ รวยข้ามปี และเหรียญข้าวหลามตัด หลังพระพรหมสี่หน้า โดยท่านเมตตาปลุกเสกนำฤกษ์ ค่ำของคืนวันแรม 15 ค่ำ เดือน 12 ตามตำราโบราณ และวัตถุมงคลรุ่นนี้ บรรจุมวลสารศักดิ์สิทธิ์หลายชนิดจากพระเกจิชื่อดังทั่วประเทศ

สำหรับลักษณะเหรียญข้าวหลามตัด-หลวงพ่อพัฒน์ หลังพระพรหมสี่หน้า

ด้านหน้าเหรียญ ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อพัฒน์เต็มองค์นั่งขัดสมาธิ รอบรูปเหมือน เขียนคำว่า "วัดห้วยด้วน" "นครสวรรค์" "หลวงพ่อพัฒน์-วางศิลาฤกษ์"

ด้านหลังเหรียญ เป็นรูปเศียรพระพรหมสี่หน้า

ประกอบพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันอังคารที่ 25 ธ.ค.2561 เวลา 09.09 น. โดยมีนายเสมอ งิ้วงาม หรือ "ป๋อง สุพรรณ" เซียนพระชื่อดัง ประธานฝ่ายฆราวาส

สอบถามโทร.08-6103-8283, 08-6211-6953


ข่าวสดออนไลน์
บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1148


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #107 เมื่อ: 11 เมษายน 2562 10:48:26 »

.



พระครูไชยคีรีศรีสวัสดิ์ (หลวงปู่เข็ม) วัดม่วง

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระครูไชยคีรีศรีสวัสดิ์ (พระอุปัชฌาย์เข็ม) วัดม่วง จังหวัดราชบุรี พระเกจิอาจารย์เก่าแก่ที่ชาวราชบุรีให้ความเคารพนับถือมากรูปหนึ่ง ท่านได้อนุญาตให้สร้างเหรียญไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งปัจจุบันหายากมากครับ

วัดม่วงเป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ครั้งปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีหลักฐานจารึกเป็นอักษรมอญระบุไว้ ชุมชนชาวบ้านม่วงในสมัยก่อนนั้นคนส่วนใหญ่มีเชื้อสายชาวมอญ และมีคนไทย คนจีน คนลาวอาศัยอยู่ปะปนกัน ปัจจุบันยังเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรมชาวมอญ และมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านตั้งอยู่ในบริเวณวัดบ้านม่วง เป็นแหล่งค้นคว้ารวบรวมประวัติความเป็นมา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นชาวมอญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีคัมภีร์จารึกภาษามอญ โบราณวัตถุ เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่บ่งบอกถึงมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจครับ

พระครูไชยคีรีศรีสวัสดิ์ หรือ พระอุปัชฌาย์เข็ม ประวัติของท่านเท่าที่สืบค้นได้ว่า ท่านเป็นคนชาวบ้านม่วง เชื้อสายมอญ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2389 ได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุได้ 13 ปี และเมื่ออายุครบบวชท่านก็ได้อุปสมบทที่วัดม่วง ท่านเป็นพระสงฆ์ที่เชี่ยวชาญในทางวิปัสสนากรรมฐาน และท่านได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่วัดม่วง ซึ่งชาวบ้านทั้งมอญ ลาว ไทย จีน ต่างก็เคารพศรัทธาในตัวท่านมาก ต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ก็มีคนมาบวชกับท่านเป็นจำนวนมาก ทั้งคนต่างจังหวัดก็มาขอบวชกับท่านมากมาย รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงก็ยังมาขอบวชกับท่านด้วย ถึงขนาดต้องอุปสมบทหมู่ เนื่องจากในแต่ละปีจะมีคนมาขอบวชกับท่านเป็นจำนวนมาก นอกจากมาขอบวชแล้วก็ยังมีพระภิกษุที่บวชตามประเพณีจากที่ต่างๆ มาขอสึกกับท่าน ในตอนออกพรรษาอีกมากเช่นกัน

ในปี พ.ศ.2440 หลวงปู่เข็มจึงได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็น พระครูไชยคีรีศรีสวัสดิ์ ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดม่วงก็เจริญรุ่งเรืองมาก ได้มีการสร้างพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กำแพงวัด และโรงเรียน ทำให้วัดบ้านม่วงเป็นศูนย์กลางการเรียนการศึกษาพระธรรมในสมัยนั้น มีพระอาจารย์แปลบาลี มอญ และจารหนังสือไว้อย่างมากมาย หลวงปู่เข็ม เป็นพระสงฆ์ที่มีเมตตาธรรมสูง ใครจะมานิมนต์ท่านไปไหนท่านก็ไม่เคยขัดศรัทธา เป็นที่รักเคารพของชาวบ้านเป็นอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จมาที่วัดม่วง และพระราชทานไตรแพรถวายแก่หลวงปู่เข็มด้วย

หลวงปู่เข็มยังมีวิชาแพทย์แผนโบราณ ช่วยเหลือชาวบ้านอยู่ตลอด ว่ากันว่ายาลูกกลอนของท่านศักดิ์สิทธิ์นักรักษาโรคได้หลายอย่าง หลวงปู่เข็มเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ท่านจะทำวัตรสวดมนต์ไม่เคยขาด ภายในวัดจะมีสัตว์ต่างๆ มาอาศัยบารมีของหลวงปู่อยู่มากมาย

ในปี พ.ศ.2464 ได้มีการสร้างพระอุโบสถหลังที่เห็นในปัจจุบัน หลวงปู่เข็มได้ออกเหรียญรูปท่านแจกให้เป็นที่ระลึกในการสร้างพระอุโบสถ มีทั้งเนื้อเงิน และเนื้อทองแดง ปัจจุบันก็หาชมได้ยาก ท้องถิ่นเขาหวงกันมากครับ หลวงปู่เข็มมรณภาพในปี พ.ศ.2476 สิริอายุได้ 87 ปี พรรษาที่ 66

ในวันนี้ผมได้นำรูปเหรียญรุ่นแรกของท่านมาให้ชมกันครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





พระคงลำพูน

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน เรื่องของการพิจารณาพระเครื่องนั้นๆ ว่าเป็นพระแท้หรือไม่แท้ มีหลักเกณฑ์สำคัญอยู่ 3 ข้อ คือ

1.เรื่องรายละเอียดของแม่พิมพ์และร่องรอยของธรรมชาติจากการผลิต

2.เรื่องเนื้อหาขององค์พระ (วัสดุที่นำมาสร้างพระ)

3.ธรรมชาติความเก่าตามอายุการสร้าง

การพิจารณามีความสำคัญทั้ง 3 ข้อ การวิเคราะห์ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้เลยครับ มีบางท่านกล่าวว่า เรื่องพิมพ์ไม่มีความสำคัญไม่ต้องจำ หัดดูเนื้อคราบผิวก็พอนั้นเป็นการเข้าใจที่ผิดและจะนำมาซึ่งความผิดพลาดได้ง่ายมาก

วันนี้ผมจะพูดถึงเพียงเรื่องพิมพ์หรือรายละเอียดของแม่พิมพ์มีความสำคัญอย่างไร พระเครื่องหรือพระพิมพ์นั้น เป็นการผลิตขึ้นมาจากแม่พิมพ์ ดังนั้นสิ่งที่เกิดจากแม่พิมพ์อันเดียวกันก็ต้องมีรายละเอียดที่เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเส้นริ้วรอยต่างๆ มิติความลึกตื้นก็จะเหมือนกันหมด เพราะเกิดขึ้นจากแม่พิมพ์อันเดียวกัน และไม่ว่าสิ่งผลิตใดๆ ก็ตามที่เกิดจากแม่พิมพ์อันเดียวกัน ก็จะมีรายละเอียดเหมือนกัน เช่น เหรียญกษาปณ์ หรือธนบัตร รุ่นเดียวกันและมีแม่พิมพ์ตัวเดียวกันก็จะเหมือนกันทั้งหมด ไม่เช่นนั้นเหรียญกษาปณ์หรือธนบัตรก็จะพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าเก๊หรือแท้ สิ่งแรกที่จะต้องพิจารณาก่อนข้ออื่นๆ ก็คือ รายละเอียดของพิมพ์เนื่องจากเป็นสิ่งแรกๆ ที่เราจะเห็นก่อนสิ่งอื่นๆ และเห็นได้ด้วยตาเปล่า เอาล่ะผมขอยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ เช่น มีฝาแฝดอยู่คู่หนึ่ง คุณจะจดจำได้อย่างไรว่าคนไหนเป็นคนไหน แน่นอนครับเราก็จะจดจำสิ่งแตกต่างของคนหนึ่งว่าคนนี้ชื่ออะไร ก็เท่ากับว่าเราจดจำพิมพ์หรือตำหนิที่แตกต่าง ไม่ต้องไปเอาแว่นขยายไปส่องดูเนื้อผิวของคนคนนั้นก่อนจึงจะบอกได้ว่าคนไหนชื่ออะไร ตรรกะง่ายๆ และเป็นหลักความจริงไม่ใช่เพ้อฝันครับ

การพิจารณาพระแท้หรือไม่ สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือรายละเอียดของพิมพ์ และก็เป็นสิ่งแรกที่จะต้องพิจารณาก่อนว่าถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะรู้ว่าถูกต้องหรือไม่ก็ต้องศึกษาเรื่องของรายละเอียดของแม่พิมพ์เสียก่อน ต้องจดจำให้ได้ทุกมิติ พูดแบบนี้บางท่านก็อาจจะคิดว่ายาก แต่ความเป็นจริงถ้าเราศึกษาอย่างถูกต้องและศึกษาทีละพิมพ์ก็จะจดจำได้ไม่ยากนัก ข้อสำคัญต้องยึดหลักความเป็นจริงไม่ใช่จินตนาการเอาเอง ถ้าเรากำลังพิจารณาพระเครื่ององค์นั้นอยู่ และพระองค์นั้นรายละเอียดผิดแปลกจากพระแท้ๆ ที่เขาเล่นหากันโดยที่มีมูลค่ารองรับ คือมีพิมพ์ที่แตกต่างออกไป สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาก็ผิดเสียแล้ว ข้อที่ 2 ที่ 3 ก็ไม่ต้องไปพิจารณาต่อให้เสียเวลาครับ เพราะสิ่งแรกที่ต้องทำให้ถูกต้องก็ผิดเสียแล้ว ถ้าพิจารณาต่อในข้อต่อๆ ไปก็ต้องผิดทั้งหมดครับ พระที่ผลิตหรือขึ้นรูปจากแม่พิมพ์อันเดียวกันก็ต้องเหมือนกัน แต่ถ้ายังไม่เหมือนก็ไม่ต้องดูต่อให้เสียเวลาครับ

ทีนี้ถ้าถามว่า พระเครื่องที่เป็นพิมพ์เดียวกันจะมีแม่พิมพ์อันเดียวกันหรือไม่ ถ้าต้องผลิตจำนวนมากๆ ครับเรื่องนี้ก็ต้องศึกษาให้รู้ก่อนว่า การสร้างแม่พิมพ์ของแต่ละยุคสมัยนั้นเขาทำออกมาอย่างไร เช่น พระกรุเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยาขึ้นไปนั้นเขาสร้างแม่พิมพ์อย่างไร เรื่องนี้มีประวัติบันทึกไว้ และมีการค้นพบแม่พิมพ์พระต่างๆ ตั้งแต่ในสมัยตอนเปิดกรุ ไม่ว่าจะเป็นที่กรมศิลปากรหรือพวกที่ลักลอบขุด โดยจะพบแม่พิมพ์ที่ใช้พิมพ์พระเครื่องนั้นอยู่ในกรุด้วย ซึ่งคนโบราณเขาก็จะบรรจุไว้ในกรุพร้อมๆ กับพระเครื่องนั่นแหละ จะพบมากพบน้อยก็ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของกรุว่าถูกทำลายทรุดโทรมไปมากแค่ไหน เรื่องของตัวแม่พิมพ์นั้นนักขุดก็จะไม่ค่อยสนใจเท่าไร เพราะขายไม่ได้ และไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะเก็บรักษาไว้ นอกจากนักประวัติศาสตร์จึงจะเห็นความสำคัญเก็บรักษาและบันทึกไว้ ถ้าถามว่าแม่พิมพ์ที่ถูกขุดพบนั้นจะนำมาสร้างพระชนิดนั้นได้อีกหรือไม่และเหมือนกันหรือไม่ ก็ตอบว่า นำมาผลิตได้แต่จะไม่เหมือนเดิม เนื่องจากว่าแม่พิมพ์นั้นๆ จะชำรุดไปตามกาลเวลา หรือสึกหรอไปตามกาลเวลาจึงนำมาผลิตใหม่ไม่เหมือนเดิมครับ เรื่องนี้ถ้าจะให้อธิบายก็ต้องใช้เนื้อที่หน้ากระดาษมาก ไว้จะเล่าเหตุผลให้ฟังในครั้งต่อไปครับ

ทีนี้ผมขอยกตัวอย่างพระคงลำพูนซึ่งมีการพบพระจำนวนมาก เขาสร้างพระอย่างไรถ้าแม่พิมพ์มีอันเดียว ครับเรื่องนี้ก็ต้องศึกษากันว่าเขาทำอย่างไร ในสมัยโบราณนั้น เขาจะทำแม่พิมพ์โดยการแกะตัวแม่พิมพ์เป็นแบบตัวผู้คือแกะเป็นแบบองค์พระตามที่เราเห็นเลยอันเดียว โดยอาจจะแกะจากหินละเอียดหรือจากไม้ก็ได้ จากนั้นก็จะสร้างแม่พิมพ์ที่เป็นดินเผาขึ้น โดยการนำดินเหนียวมาถอดพิมพ์จากตัวแม่ซึ่งเป็นแบบตัวผู้ ก็จะได้แม่พิมพ์ตัวเมียที่กลับด้านกัน โดยกดทำแม่พิมพ์ได้จำนวนหลายๆ ตัวเท่าความต้องการ จากนั้นก็นำแม่พิมพ์ที่ได้นั้นไปเผา เพื่อให้กลายเป็นแม่พิมพ์ดินเผา เพื่อนำมากดพิมพ์พระจริงๆ ต่อไป ซึ่งก็จะสร้างจำนวนมากๆ ได้ ดังนั้นพระที่ได้มาก็จะมีรายละเอียดของแม่พิมพ์เหมือนๆ กันหมด เนื่องจากทุกองค์เกิดมาจากแม่พิมพ์ตัวผู้อันเดียวกัน เรื่องแม่พิมพ์ดินเผาที่ผมยกตัวอย่างมานี้เขาทำเป็นแม่พิมพ์ดินเผาก็เพราะเขาจะสร้างพระเครื่องชนิดเนื้อดินเผา ส่วนแม่พิมพ์ที่ทำพระเนื้อโลหะก็จะเป็นอีกแบบ แต่ก็จะสร้างแม่พิมพ์ตัวผู้ก่อนเช่นเดียวกัน เพียงแต่วัสดุและกรรมวิธีที่ทำเป็นแม่พิมพ์ตัวเมียก็จะแตกต่างกันและใช้โลหะพวกโลหะผสมแทน พระเครื่องหรือพระพิมพ์ตั้งแต่สมัยอยุธยาและเก่าขึ้นไปนั้นทำแม่พิมพ์แบบนี้ทั้งสิ้น พระเครื่องที่ผลิตขึ้นมาจากแม่พิมพ์จึงมีรายละเอียดของแม่พิมพ์เหมือนกันหมด เรื่องนี้จึงเป็นสาระสำคัญอันดับแรกที่ต้องพิจารณา ส่วนเรื่องของเนื้อพระก็คือวัสดุที่นำมาสร้างเป็นองค์พระก็สำคัญ ที่ต้องพิจารณาในอันดับต่อไปจนถึงเรื่องธรรมชาติความเก่าขององค์พระ ทุกอย่างสำคัญหมดทุกข้อขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้

ถ้ามีคนสอนว่าให้ศึกษาเนื้อพระเพียงอย่างเดียวอย่างอื่นไม่ต้องศึกษา ก็ให้นึกไว้ได้เลยว่า คนผู้นั้นไม่รู้จริง หรือไม่ก็กำลังจะพาเราไปหลงทาง และจะไม่มีวันที่จะสามารถพิจารณาพระเครื่องว่าแท้หรือไม่ได้เลย มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าศึกษาเนื้อพระเพียงอย่างเดียวก็พอ เพราะเหมือนกับเรียนทางลัดได้ เพราะดูเนื้อเป็นแล้วก็ดูพระเป็นทุกอย่าง ก็เตรียมตัวโดนหลอกหรือโดนต้มและทำใจไว้ได้เลยครับ

การศึกษาเรื่องแม่พิมพ์นั้นไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญนักหรอกครับ เพียงแต่มีความสนใจและตั้งใจจริงเท่านั้น ก็สามารถศึกษาได้ง่ายและไม่สับสนครับ เนื้อที่หมดพอดีเดี๋ยวจะไปรบกวนเนื้อที่เขียนของคนอื่น แล้วจะเขียนถึงวิธีศึกษาเรื่องพิมพ์ในครั้งต่อไปนะครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระคงลำพูนมาให้ดูเปรียบเทียบเล่นๆ ว่าพระแท้เขามีรายละเอียดแม่พิมพ์เหมือนกันทุกมิติหรือไม่ครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





เหรียญหลวงปู่เสือ

หลวงปู่เสือ สุวัณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดคงคาเลิงใต้ ต.เลิงใต้ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่มีวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัด สืบสายธรรมจากหลวงปู่ศรีธรรมศาสน์ วัดใต้โกสุม อ.โกสุมพิสัย

เกิดเมื่อปี พ.ศ.2461 ที่เชียงส่ง ต.เลิงใต้ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคามเข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดบ้านเชียงส่ง มีหลวงปู่ศรีธรรมศาสน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ศึกษาพระธรรมวินัย มูลกัจจายน์ บาลี อักษรขอม อักษรธรรม และศึกษาวิทยาคมจากหลวงปู่ศรีธรรมศาสน์

มรณภาพอย่างสงบ ในปี พ.ศ.2538 สิริอายุ 77 ปี พรรษา 54

วัตถุมงคลจัดสร้างออกมาหลายรุ่น แต่ที่ได้รับความนิยม คือ เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่เสือ สร้างปี พ.ศ.2529

รุ่นนี้ วัดคงคาเลิงใต้ จัดสร้างขึ้นในวาระที่หลวงปู่เสือ สิริอายุครบ 69 ปี แจกคณะศิษยานุศิษย์ รวมทั้งประชาชนที่เข้าร่วมงานมุทิตาสักการะ เป็นเหรียญทองแดงรมดำ มีหูห่วง จำนวนการสร้างประมาณ 3,000 เหรียญ

ด้านหน้า ยกขอบเป็นเกลียว จากด้านขวาของเหรียญมีอักขระโค้งขึ้นไปด้านบนวน ลงไปทางขอบเหรียญด้านซ้าย อ่านว่า "อิ หัง ทะ โร เก ทิ นัง" เป็นยันต์คงกระพันชาตรี และด้านขวาของเหรียญ มีตัวอักษรไทยโค้งลงไปด้านล่างวกขึ้นไปด้านซ้าย เขียนคำว่า "หลวงพ่อปลัดเสือ สุวณฺโณ" บริเวณกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่เสือเต็มองค์ในท่านั่งขัดสมาธิ

ด้านหลัง เป็นยันต์อักขระพระเจ้าห้าพระองค์ นะโม พุทธายะ มียันต์อุณาโลมปิดด้านบน 3 ตัว ด้านขวาของเหรียญมีตัวอักษรไทยโค้งลงไปด้านล่างวนขึ้นไปด้านซ้าย เขียนคำว่า "วัดคงคาเลิงใต้ อ.โกสุม จ.มหาสารคาม"

หลวงปู่เสือประกอบพิธีพุทธาภิเษกเดี่ยว ภายในอุโบสถตลอดพรรษา จึงการันตีได้ในความเข้มขลังยิ่ง

กล่าวกันว่า ผู้ที่มีเหรียญรุ่นนี้ห้อยคอพกติดตัวล้วนเคยมีประสบการณ์อัศจรรย์มากมาย บางรายบูชาแล้วได้โชคลาภเป็นประจำ

จัดเป็นเหรียญยอดนิยมในพื้นที่อีกเหรียญหนึ่งของอำเภอโกสุมพิสัย อีกทั้งเป็นเหรียญ ที่ราคาเช่าหายังไม่สูงเท่าใดนัก เหรียญสวย จะอยู่หลักร้อยปลาย สวยน้อยราคาอยู่หลักร้อยต้น


ข่าวสดออนไลน์




เหรียญหลวงปู่ผาง

หลวงปู่ผาง สิริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดน้อยดวงสิทธิ์บูรพาราม ต.ท่าสองคอน อ.เมือง จ.มหาสารคาม เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง

เกิดประมาณ ปี พ.ศ.2420 ที่บ้านท่าสองคอน ต.ท่าสองคอน ช่วงวัยหนุ่ม เป็นนักเลงตีรันฟันแทง เมื่ออายุ 33 ปี เข้าพิธีอุปสมบท

ต่อมา ญาติโยมนิมนต์ท่านให้จำพรรษาอยู่ที่วัดน้อยดวงสิทธิ์บูรพาราม จวบจนวาระสุดท้าย

มรณภาพในปี พ.ศ.2495 สิริอายุ 75 ปี พรรษา 42

สำหรับวัตถุมงคลที่โด่งดังเป็นสุดยอดปรารถนา ในช่วงที่หลวงปู่ผางยังมีชีวิต คือ ผ้ายันต์เสาร์ห้า ท่านทำแจกญาติโยมที่มาร่วมทำบุญที่วัด จำนวนการสร้างไม่แน่นอน

แต่หลังจากมรณภาพนานกว่า 25 ปี ในปี พ.ศ.2520 วัดน้อยดวงสิทธิ์บูรพาราม มีโครงการที่จะพัฒนาเสนาสนะภายในวัด แต่ยังขาดปัจจัยอยู่จำนวนหนึ่ง จึงได้จัดสร้าง "เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ผาง"

ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่เนื้อทองแดง ด้านหน้าเหรียญ ยกขอบเป็นเกลียวเชือก มีรูปหลวงปู่ผางนั่งขัดสมาธิเต็มองค์ในท่ากัมมัฏฐาน มีข้อความจากด้านซ้ายโค้งไปตามขอบเหรียญถึงด้านขวาเขียนว่า หลวงปู่ผาง สิริสุทฺโธ วัดน้อยดวงสิทธิ์ บ้านท่าสองคอน ใต้ฐานเขียนว่า จ.มหาสารคาม ๒๕๒๐

ด้านหลัง เป็นยันต์ตรีนิสิงเห 4 ทิศ เขียนว่า สุขโต อุททังอะโท โทอุททังอัตะ เป็นคาถาหัวใจพระพุทธเจ้า ด้านล่างเขียนคำว่า รุ่น ๑

ประกอบพิธีพุทธาภิเษก มีการตั้งปะรำพิธีบวงสรวงอัญเชิญดวงวิญญาณหลวงปู่ผาง ให้ลงมาอธิษฐานจิตเหรียญรูปเหมือนของท่านประกอบพิธีพุทธาภิเษกตลอดคืน

ส่วนจำนวนการสร้างประมาณ 3,000 เหรียญ เปิดให้บูชาเหรียญละ 9 บาท

จัดเป็นเหรียญดังอีกเหรียญหนึ่งของเมืองมหาสารคาม ได้รับความนิยมในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก


ข่าวสดออนไลน์




เหรียญหมุนเงิน-ทอง หลวงปู่ขำ

หลวงปู่ขำ เกสโร หรือ "พระครูโสภณสราธิการ" เจ้าอาวาสวัดบ้านหนองแดง ต.หนองกุง อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม พระเถระที่อายุพรรษามากที่สุดรูปหนึ่ง

ปัจจุบัน สิริอายุ 91 ปี พรรษา 71

เกิดที่บ้านหนองแดง ต.หนองกุง อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม

เมื่ออายุครบ 20 บริบูรณ์ อุปสมบทที่พัทธสีมาวัดบ้านค้อ มีหลวงปู่รอด พรหมสโร วัดหนองกุง อ.นาเชือก เป็นพระอุปัชฌาย์

ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิทยาคมจากหลวงปู่เนาว์ ยโสธโร อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เจ้าอาวาสวัดบ้านหนองแดง

พ.ศ.2512 หลวงปู่เนาว์อาพาธหนัก จึงได้สั่งให้ญาติโยมไปนิมนต์ท่านกลับมา จำพรรษาที่วัดบ้านหนองแดง และท่านก็รับนิมนต์กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้

หลังหลวงปู่เนาว์มรณภาพ ได้รับการแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองแดง เรื่อยมาตราบจนปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2561 สมาคมกีฬาจังหวัดมหาสารคาม ร่วมกับสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขาจังหวัดมหาสารคาม ชมรมพระเครื่องจังหวัดมหาสารคาม ได้ร่วมกันจัดงานประกวดพระเครื่องพระบูชา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

เพื่อหาเงินพัฒนาการกีฬาของจังหวัด

คณะกรรม การจัดงานมีมติจัดสร้างวัตถุมงคลหลวงปู่ขำ วัดหนองแดง รุ่นหมุนเงิน-หมุนทอง ลักษณะเป็นเหรียญกลมมีหู ไม่เจาะรู

ด้านหน้า เป็นรูปเหมือนหลวงปู่ขำห่มจีวรเฉียงครึ่งตัว ที่พื้นเหรียญตอกโค้ดและหมายเลขกำกับ ล่างสุดเขียนว่าหลวงปู่ขำ เกสาโร

ด้านหลัง ใต้หูเหรียญเขียนว่าหมุนเงิน หมุนทอง บริเวณกลางเหรียญมีถุงเงินถุงทองพร้อมอักขระยันต์กำกับพุทธคุณเด่นทุกด้าน ด้านขวาของเหรียญลงมาด้านล่างวนขึ้นไป ด้านซ้ายเขียนว่า วัดหนองแดง อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม ๒๕๖๑ เป็นปีพุทธศักราชที่จัดสร้าง

เนื้อทองคำ สร้างตามสั่งจอง เนื้อเงินหน้ากากทองคำ 752 เหรียญ เงินลงยาคละสี 99 เหรียญ เป็นต้น และเนื้อนวะหน้ากากเงิน 3,333 เหรียญ

ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษก โดยมีพระเทพสิทธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม ประธานฝ่ายสงฆ์จุดเทียนชัย พระเกจิอาจารย์ที่ร่วมพิธีอธิษฐานจิตล้วนมีชื่อเสียง อาทิ หลวงปู่ลุน วัดป่าเรไรย์ จ.มหาสารคาม, หลวงปู่ขำ วัดหนองแดง จ.มหาสารคาม, หลวงปู่บาล อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์, หลวงปู่อุดมทรัพย์ จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น

ติดต่อวัดหนองแดง หรือศูนย์พระเครื่องในเมืองมหาสารคามบางแห่ง


ข่าวสดออนไลน์




พระเนื้อผงกรุวัดสามปลื้ม

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระกรุวัดสามปลื้ม พระเนื้อผงเก่าแก่ชนิดหนึ่งที่ขุดพบเมื่อครั้งรื้อถอนองค์พระเจดีย์ที่ชำรุดภายในวัด ในสมัยก่อนมีความนิยมมาก และมีประสบการณ์ต่างๆ เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ปัจจุบันกลับไม่ค่อยมีการพูดถึงกันนัก

วัดสามปลื้ม หรือชื่อเป็นทางการก็คือ วัดจักรวรรดิราชาวาส ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหาร วัดนี้เดิมชื่อว่า วัดสามปลื้มเป็นวัดราษฎร์เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในปี พ.ศ.2362 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)ได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด และได้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์จากวัดราษฎร์บูรณะ วัดพระเชตุพนฯ และวัดอื่นๆ มาจำพรรษาที่วัดสามปลื้ม ต่อมาเจ้าพระยาบดินทรเดชาได้น้อมเกล้าฯ ถวายวัดสามปลื้มแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้เป็นพระอารามหลวงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดจักรวรรดิราชาวาส" แต่ชาวบ้านก็ยังมักเรียกกันว่า วัดสามปลื้มกันจนติดปาก

สาเหตุที่มีการพบพระเครื่องต่างๆ ของวัดสามปลื้มนั้น ก็เนื่องจากองค์พระเจดีย์ต่างๆ ที่เคยมีอยู่ภายในวัดหลายองค์ได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา และมีการรื้อถอนองค์พระเจดีย์เก่าที่ชำรุดพังทลายลงเพื่อขยายเนื้อที่มาทำประโยชน์ในด้านอื่นๆ แทน และก็มีการรื้อถอนกันอยู่หลายครั้ง จากการรื้อถอนองค์พระเจดีย์ก็ได้พบพระเครื่องพระพุทธรูปต่างๆ มากมาย มีทั้งพระโคนสมอ พระเนื้อชินพระพุทธรูปไม้แกะ ซึ่งก็มีอยู่หลายยุคหลายสมัย แต่มีพระเจดีย์อยู่องค์หนึ่ง พบพระเครื่องเนื้อผงสีขาว ซึ่งเป็นพระเครื่องที่นิยมกันมากและมีชื่อเสียงมากก็คือ พระเครื่องเนื้อผงสีขาว ที่ต่อมาเรียกกันว่าพระวัดสามปลื้ม จำนวนพระที่พบมีจำนวนมากเป็นหมื่นองค์ ในครั้งแรกๆ ก็ไม่ค่อยได้มีคนสนใจเท่าไรนัก พระเครื่องที่พบทางวัดก็ยังไม่ได้นำไปเก็บรักษาไว้เพียงแต่กองไว้ที่ลานวัด ก็มีคนหยิบพระไปเรื่อยๆ จนพระเริ่มงวดลง ทางวัดจึงนำพระไปเก็บรักษาไว้ในกุฏิ แต่ก็ยังมีผู้ที่มาขอจากท่านเจ้าอาวาสเสมอๆ จนพระหมดไปในที่สุด พระเครื่องที่มีผู้ได้รับไปนั้นต่อมาเกิดมีประสบการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านแคล้วคลาดและคงกระพัน จึงเป็นที่นิยมและเสาะหากันมากในสมัยนั้น

พระเนื้อผงกรุวัดสามปลื้มนั้นใครเป็นผู้สร้าง เท่าที่สืบค้นดูก็พอจะทราบว่า พระเครื่องเนื้อผงวัดสามปลื้มนั้นสร้างในประมาณปี พ.ศ.2414-15 ซึ่งคณะกุฏิของวัดสามปลื้มเป็นผู้สร้างขึ้น ในขณะนั้นคณะกุฏิของวัดสามปลื้ม มีชื่อโด่งดังมากในด้านวิปัสสนากรรมฐาน และมีพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอยู่หลายรูป ได้แก่ พระธรรมานุกูล (ด้วง) ท่านเจ้าอาวาส พระอาจารย์พรหม พระอาจารย์ช้าง และพระอาจารย์อื่นๆ อีกหลายรูป ได้สร้างพระเนื้อผงพิมพ์ทรงต่างๆ และได้บรรจุไว้องค์พระเจดีย์ ซึ่งต่อมาได้มีการขุดพบและเป็นที่นิยมและเรียกกันว่า "พระวัดสามปลื้ม" พระกรุนี้มีอยู่หลายพิมพ์ และที่นิยมมากที่สุดก็คือพิมพ์เศียรโล้น ซึ่งมีพบจำนวนน้อย พระพิมพ์เศียรแหลม พระพิมพ์ห้าเหลี่ยม พระพิมพ์บัวฟันปลา พระพิมพ์สามเหลี่ยม เป็นต้น

พระส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อผงสีขาว มีลงรักปิดทองมาแต่ในกรุ องค์พระขนาดค่อนข้างเขื่อง เนื้อของพระจะไม่แกร่งนัก ค่อนข้างแตกเปราะได้ง่าย ด้วยเหตุนี้กระมังต่อมาจึงเกิดชำรุดเสียหายไปมาก ปัจจุบันพระกรุนี้หาพระแท้ๆ ยากเช่นกัน และพุทธคุณก็โดดเด่นทางด้านแคล้วคลาด เมตตามหานิยม ควรค่าแก่การอนุรักษ์ครับ

ในวันนี้ผมนำรูปพระวัดสามปลื้ม พิมพ์สามเหลี่ยมใหญ่มาให้ชมครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





พระปรกใบมะขาม หลวงปู่ใจวัดเสด็จ

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระปรกใบมะขาม ที่จัดอยู่ในเบญจภาคีของพระปรกใบมะขามนั้น มีพระปรกใบมะขามชนิดเดียวที่เป็นเนื้อเมฆพัด คือ พระปรกใบมะขามพิมพ์เล็กของหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ จังหวัดสมุทรสงคราม หลวงปู่ใจได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมในการสร้างตะกรุดลูกอมจากหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว กาญจนบุรี และท่านได้รับคำชมจากหลวงปู่ยิ้มว่า สามารถเพ่งไส้เทียนให้ขาดได้รวดเร็วกว่าตอนที่ท่านเริ่มเรียนเสียอีก

หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2405 ที่ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โยมบิดาชื่อขำ โยมมารดาชื่อหุ่น ต่อเมื่ออายุได้ 15 ปี บิดามารดาได้ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่ ตำบลเมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม อันเป็นบ้านเดิมของบิดา และเมื่ออายุได้ 22 ปี จึงได้อุปสมบทที่วัดบางเกาะเทพศักดิ์ ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา โดยมีพระอุปัชฌาย์จุ้ย เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อินฺทสุวณฺโณ"

เมื่ออุปสมบทแล้วก็จำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะเทพศักดิ์ ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ต่อมามีโยมอิ่มกับโยมอ่อน ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่านได้ถวายที่ดินจำนวน 3 ไร่ 3 งาน 91 ตารางวา ให้กับพระสมุห์แพ เจ้าอธิการวัดใหญ่ยายเงิน (วัดราษฎร์บูรณะ) ซึ่งเป็นฐานานุกรมของ พระครูวิมลเกียรติ (เกลี้ยง) วัดบางสะแก เพื่อให้สร้างวัด ต่อมาพระสมุห์แพป่วยหนัก ไม่สามารถจะดำเนินการให้เป็นไปตามประสงค์ของนางอิ่มได้ จึงได้มอบโฉนดที่ดินแปลงนั้นให้กับขุนศรีโยธามาตย์ภักดีกับหมื่นชำนาญ ให้นำไปให้ทานวัดใดวันหนึ่งเพื่อดำเนินการต่อไป ขุนศรีโยธามาตย์กับหมื่นชำนาญจึงได้นำมามอบให้กับพระอุปัชฌาย์จุ้ยให้ดำเนินการต่อไป

ต่อมามีผู้บริจาคทรัพย์ร่วมอีก พระอุปัชฌาย์จุ้ยจึงได้ซื้อเรือนไม้หนึ่งหลังมาปลูกสร้างเป็นกุฏิ และสร้างวัดในปี พ.ศ.2434 และพระอุปัชฌาย์จุ้ยก็ได้มอบให้พระภิกษุใจมาเป็นผู้ปกครอง พร้อมด้วยพระภิกษุอีก 4 รูป ในตอนนั้นมีกุฏิอยู่ 2 หลัง ชื่อว่า "วัดใหม่ยายอิ่ม" และหลวงปู่ใจได้รับการแต่งตั้งจาก พระครูวิมลเกียรติ์ (ป้าน) วัดเมืองใหม่ เจ้าคณะเมืองราชบุรี ได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าอธิการปกครองวัด หลวงปู่ใจได้พัฒนาจนวัดมีความเจริญรุ่งเรือง

ต่อมาได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ประทานนามวัดใหม่ว่า "วัดเสด็จ"

หลวงปู่ใจได้รับสมณศักดิ์ดังต่อไปนี้ ปี พ.ศ.2458 เป็นผู้รั้งเจ้าคณะแขวงบางคณที ปี พ.ศ.2460 เป็นเจ้าคณะแขวงบางคณทีและได้รับพระราชทานสัญญาบัตร มีพระราชทินนามว่า "พระครูสิทธิสาร" พ.ศ.2469 เป็นเจ้าคณะแขวงอัมพวา พ.ศ.2495 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระสุทธิสารวุฒาจารย์ พ.ศ.2504 ได้รับพระ ราชทานสมณศักดิ์เป็นที่ พระราชมงคลวุฒาจารย์ เจ้าคุณชั้นราช หลวงปู่ใจวัดเสด็จ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ปี พ.ศ.2505 สิริอายุได้ 100 ปี พรรษาที่ 78

หลวงปู่ใจได้ศึกษาวิทยาคมจาก หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว กาญจนบุรี หลวงปู่แจ้ง วัดประดู่ หลวงพ่อพ่วง วัดปากสมุทร หลวงพ่อปลัดทิม วัดเมืองใหม่ เป็นต้น

ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้หลายอย่าง เช่น พระปรกใบมะขาม เนื้อเมฆพัด พิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ พระเมฆพัด พิมพ์ซุ้มประตู พระพุทธชินราช พระหล่อเนื้อโลหะผสมปางประจำวัน เหรียญพระประจำวัน ผ้ายันต์ ตะกรุดลูกอมร้อยไหมเจ็ดสี มีเนื้อทองคำ นาก และเนื้อเงิน ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา ตะกรุดสามกษัตริย์ ฯลฯ

พระปรกใบมะขาม เนื้อเมฆพัด ของหลวงปู่ใจที่นิยมกันมากคือพระปรกใบมะขามพิมพ์เล็ก ซึ่งจัดอยู่ในชุดเบญจภาคีพระปรกใบมะขาม วันนี้ผมจึงนำรูปพระปรกใบมะขามพิมพ์เล็กมาให้ชมกันครับ ปัจจุบันหายากมาก


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





เหรียญพระมาลัยหลวงปู่ทองคำ

หลวงปู่ทองคำ สุวโจ เดิมจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ที่สำนักสงฆ์วังงูเหลือม ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

ในปี 2561 ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ จวบจนปัจจุบัน

หลวงปู่ พร้อมญาติโยมที่เลื่อมใส ศรัทธา ร่วมใจกันก่อสร้างอาศรมแห่งนี้ ขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับหลวงปู่ อาศัยปฏิบัติธรรม

ด้วยความที่หลวงปู่มีวัตรปฏิบัติที่สมถะเรียบง่าย อาศรมแห่งนี้จึงถูกสร้างเป็นเพียงโรงเรือนชั้นเดียวเปิดโล่ง 3 ด้าน ใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเพียงใช้ประโยชน์กันแดดกันฝนเท่านั้น

ปัจจุบัน อายุ 92 ปี พรรษา 38 เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2472 ที่บ้านมะโม ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

อายุ 16 ปี บรรพชาที่วัดบ้านคำครั่ง อ.กระนวน จ.ขอนแก่น นอกจากจะมุมานะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ยังสนใจวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงเดินทางไปกราบสักการะขอฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ขณะอยู่กับพระอาจารย์ฝั้นก็ศึกษาพระธรรมวินัยและสรรพวิชาต่างๆ จากหลวงปู่ฝั้น ด้วยความขยันพากเพียร

ด้วยความจำเป็นบางประการจึงลาสิกขา และกลับมาอุปสมบทในปี 2523 อีกครั้ง ที่อุโบสถวัดราชพิสัย ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

ภายหลังหลวงปู่ทองคำ ย้ายมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ หากช่วงใดว่างจากการปฏิบัติศาสนกิจ หลวงปู่ทองคำ จะข้ามไปประเทศ สปป. ลาว เป็นประจำ เนื่องจากท่านให้ความอุปถัมภ์วัดโนนไซ เมืองเฟือง สปป.ลาว

เนื่องจากในปี 2562 หลวงปู่ทองคำ สิริอายุ 92 ปี คณะศิษยานุศิษย์รวมทั้งผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธา ร่วมกันจัดงานมุทิตาสักการะฉลองอายุวัฒนมงคล 92 ปี หลวงปู่ทองคำ ระหว่างวันที่ 11-12 เม.ย.2562 ที่อาศรมสุวโจ บ้านหนองเกราะ นอกจากนี้ ยังมีมติจัดสร้างวัตถุมงคล เหรียญพระมาลัย

วัตถุมงคลเหรียญพระมาลัย มีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ด้านหน้าเป็นรูปพระมาลัย อัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ที่มีอิทธิฤทธิ์โปรดสัตว์ในนรก เพื่อแสดงธรรมช่วยปลดปล่อยสัตว์นรกให้ไปเกิดในสุคติยภูมิ

ด้านหลังเหรียญจะเรียบมีรอยจารอักขระยันต์ลายมือหลวงปู่ทองคำ พร้อมกับตอกโค้ดและหมายเลขเลียงลำดับทุกองค์

จำนวนการสร้างประกอบด้วย เนื้อทองคำ สร้าง 9 องค์ เนื้อเงินหลังแผ่นทองคำพระยา 300 องค์ เนื้อทองทิพย์ สร้าง 1,000 องค์ เนื้อผงสร้าง 10,000 องค์ และยังมีพระบูชาพระมาลัย ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว สร้าง 200 องค์

ในส่วนของการประกอบพิธีพุทธาภิเษก จัดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 11 เม.ย.2562 ภายในงานฉลองอายุวัฒนมงคล 92 ปี

โดยหลวงปู่ทองคำ จะนั่งปรกอธิษฐานจิตเดี่ยว ด้วยความที่ท่านมีพลังจิตที่แก่กล้า ประกอบกับเจตนาการสร้างที่บริสุทธิ์ จึงมั่นใจได้ในความเข้มขลัง หลังเสร็จพิธีมีการแจกวัตถุมงคล


ข่าวสดออนไลน์

บันทึกการเข้า
自由人
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1148


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #108 เมื่อ: 11 เมษายน 2562 10:50:21 »

.



เหรียญวางศิลาฤกษ์พระเจดีย์

พระครูจันทสิริธร หรือ "หลวงพ่อสารันต์ จันทูปโม" เจ้าอาวาสวัดดงน้อย ต.กกโก อ.เมือง จ.ลพบุรี

ปัจจุบัน สิริอายุ 72 ปี พรรษา 52

มีนามเดิมว่า สารันต์ เนียมสุริยะ เกิดเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2490 ที่บ้านปราสาท ต.ปราสาท อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

พ.ศ.2510 อุปสมบทที่วัดบรมนิเวศ แขวงเมืองพระตะบอง มี พระพุทธโชโต เป็นพระอุปัชฌาย์

พระพุทธโชโต พาท่านไปฝากไว้กับสมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระสังฆราชประเทศกัมพูชา และพำนักรับใช้อยู่ที่ วัดอุนาลอม กรุงพนมเปญ

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระเลขานุการ สมเด็จพระสังฆราช แห่งกัมพูชา

ในราวปี พ.ศ.2518 ประเทศกัมพูชาเกิดสงคราม หลวงพ่อสารันต์ตัดสินใจเก็บเครื่องอัฐบริขารมุ่งหน้าสู่แผ่นดินไทยที่วัดปราสาท อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

ขออุปสมบทเป็นพระภิกษุไทยที่วัดปราสาท มี พระครูสถิตธรรมสาส์น (หลวงพ่อแถม) เป็นพระอุปัชฌาย์

จำพรรษาอยู่ที่วัดปราสาทระยะหนึ่ง ก็ออกธุดงค์ฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร, หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด จ.อุบลราชธานี, หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ และครูบาพรหมจักรักษา วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน

ต่อมาธุดงค์ผ่านมาถึงบ้านดงน้อย ปักกลดพำนักอยู่ระยะหนึ่ง ชาวบ้านดงน้อยเห็นวัตรปฏิบัติของท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธา พร้อมใจอาราธนาให้พำนักอยู่ที่วัดดงน้อย ต.กกโก อ.เมือง จ.ลพบุรี

พ.ศ.2522 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ขณะนั้นวัดดงน้อยอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม

ใช้ความรู้ ความสามารถ ด้านมนต์วิชาที่ร่ำเรียนมาสงเคราะห์ญาติโยมอย่างเต็มความสามารถ จนเกิดพลังศรัทธาช่วยพัฒนาวัดจนมีความเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ

ล่าสุด ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ ในราชทินนาม "พระครูจันทสิริธร"

วันที่ 6 พ.ย.2547 จัดสร้างวัตถุมงคล เป็นเหรียญวางศิลาฤกษ์องค์พระเจดีย์ธรรมสถานเฉลิมพระเกียรติเขาเตียน ต.วังเพลิง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

ลักษณะเป็นเหรียญกลม (ใหญ่) ไม่มีหูห่วง

ด้านหน้าเหรียญ มีขอบรอบ 2 ชั้น ตรงกลางเป็นรูปนูนหลวงพ่อสารันต์ นั่งสมาธิเต็มองค์ มีอักขระขอมพระคาถา "อิ ติ ปิ โส" ล้อมรอบ ที่ขอบเหรียญมีอักขระขอมรอบเหรียญ "นะ โม พุท ธา ยะ นะ มะ พะ ทะ จะ พะ กะ สะ อะ มะ ทะ มะ อะ อุ อิ สะหวา สุ สะ ทา โสต ถี ภะ วัน ตุ เม" และมีอักษรไทย "หลวงพ่อสารันต์ วัดดงน้อย ตำบลกกโก อ.เมือง จ.ลพบุรี

ด้านหลังเหรียญ มีขอบรอบ 2 ชั้น ตรงกลางเป็นรูปนูนองค์พระเจดีย์ ด้านล่างมีอักษรไทย "งานวางศิลาฤกษ์ องค์พระเจดีย์ ณ ธรรมสถานเฉลิมพระเกียรติเขาเตียน" มีอักขระขอมรอบองค์พระเจดีย์ "อิ ติ ปา ระ มี ตา ติง สา อิ ติ โพ ธิมะ นุ ปัด โต" ส่วนรอบขอบเหรียญมีอักขระขอม "พระคาถาบารมีสิบทัศ"

เป็นวัตถุมงคลเด่นอีกชุด ที่น่าหาเช่าบูชา


ข่าวสดออนไลน์





พระกริ่งอรหัง วัดราชาฯ

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันถึงพระกริ่งรุ่นเก่าๆ พิธีกรรมการสร้างดี แต่สนนราคาไม่สูงนัก พอที่จะไขว่คว้ามาเช่าหาบูชากันได้ เข้ากับเศรษฐกิจในยุคนี้กันดีกว่านะครับ ในอนาคตราคาน่าจะขยับขึ้นไปกว่าปัจจุบันแน่นอนครับ พระกริ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือพระกริ่งอรหัง วัดราชาธิวาสวรมหาวิหาร บางท่านจะยังคงไม่ทราบว่าที่วัดราชาฯนั้นก็เคยมีการสร้างพระกริ่งไว้รุ่นหนึ่งนะครับ เอาล่ะมารู้จักกับพระกริ่ง วัดราชาฯ กันครับ

วัดราชาฯ นี้เป็นวัดเก่าแก่มาแต่สมัยโบราณ เดิมมีชื่อว่าวัดสมอราย และเป็นวัดที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์วัดหนึ่ง กล่าว คือวัดราชาฯเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้งที่ทรงพระผนวช และเมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระผนวชก็ได้ประทับอยู่ ณ วัดราชาฯแห่งนี้ สืบต่อมาพระองค์จึงเสด็จจากวัดราชาฯไปครองวัดบวรนิเวศฯ

ในราวปี พ.ศ.2492-2493 พระศาสน์โสภณ (ปลอด) อถฺการี ได้ดำริจัดสร้างพระกริ่งขึ้นและท่านได้ขึ้นไปเมืองเหนือ เพื่อรวบรวมพระพุทธรูปบูชาที่ชำรุดแตกหัก ได้มาเป็นจำนวนมากจากกรุต่างๆ ในภาคเหนือ มีสุโขทัย สวรรคโลก กำแพงเพชร เป็นต้น เพื่อนำมาเป็นเนื้อหลัก นอกจากนั้นก็ยังมีแผ่นทอง แผ่นเงินจารอักขระถูกต้องตามตำราดั้งเดิมทุกประการ ส่วนพิธีกรรมนั้นก็เพียบพร้อมทั้งพิธีพุทธ พิธีพราหมณ์ รูปแบบของพระกริ่งก็ใช้การถอดแบบของพระกริ่งปวเรศองค์ของวัดบวรฯ เป็นต้นแบบ แต่ช่างในสมัยนั้นถอดแบบออกมาไม่ค่อยคมชัด จึงทำให้พระกริ่งอรหัง วัดราชาฯ ไม่ค่อยสวยงามนัก จำนวนการสร้างประมาณ 1,000 องค์เท่านั้น ในครั้งที่วัดนำออกมาให้เช่าบูชา ราคาองค์ละ 1,000 บาท ซึ่งในสมัยนั้นนับว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างจะสูงมากทีเดียวครับ

การเทพระกริ่งอรหัง วัดราชาฯนั้นเป็นการเทแบบหล่อตันทั้งองค์ แล้วจึงนำมาเจาะด้วยสว่าน บรรจุเม็ดกริ่งทีหลัง แล้วจึงอุดก้นด้วยทองฉนวน (แบบที่เรียกว่าบรรจุเม็ดกริ่งนอก) ถ้าพลิกดูที่ใต้ฐานจะเห็นรอยอุดเป็นจุดวงกลม และมีตัวตอก ตอกคำว่า "อรหัง" เป็นอักษรขอม แบบตัวบรรจง เส้นตัวตอกจะลึกคมชัด ถือเป็นโค้ดได้เลยทีเดียวครับ เนื้อของพระกริ่งอรหัง วัดราชาฯนี้ จะออกไปทางเนื้อสัมฤทธิ์ คล้ายกับเนื้อพระบูชาเชียงแสนสิงห์สาม ผิวออกไปทางสีน้ำตาล ถ้าใช้ถูกสัมผัสจะมีจุดดำเป็นหย่อมๆ และผิวค่อนข้างคล้ำ

รูปทรงรายละเอียดของพระกริ่งอรหัง วัดราชาฯ อาจจะดูไม่ค่อยสวยงามนัก แต่เป็นพระกริ่งที่มีเนื้อหาดี เนื่องจากใช้เนื้อพระบูชาเก่าๆ ที่แตกหักชำรุดมาเป็นเนื้อหลักในการผสมเนื้อ พิธีกรรมการสร้างนั้นก็ดี ถูกต้องตามตำราทุกประการ แถมยังเป็นพระกริ่งที่มีอายุการสร้างเก่าแก่ การปลอมแปลงก็ยังมีไม่มากนักและฝีมือการทำปลอมยังไม่ค่อยดี สามารถแยกแยะได้ไม่ยากนักอีกทั้งสนนราคาก็ยังไม่แพง และยังพอหาเช่าได้ไม่ยากนักเช่นกัน ส่วนพุทธคุณนั้นก็ยอดเยี่ยมในทุกๆ ด้านครับ ในวันนี้ก็ได้นำรูปมาให้ชมกันครับ


ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
ข่าวสดออนไลน์





พระสมเด็จหลวงพ่อเหมียน

"วัดโบสถ์เทพนิมิต" หรือที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักกันในนาม "วัดโคกกระดี่" ตั้งอยู่บ้านโคกกระดี่ หมู่ที่ 6 ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

จากคำปรารภและการจดบันทึกของ พระครูนิสัยจริยคุณ (หลวงพ่อโอด) วัดจันเสน อดีตเจ้าคณะอำเภอตาคลี จ.นครสวรรค์ เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ความว่า...."วัดโบสถ์เทพนิมิต (โคกกระดี่) ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เป็นวัดเก่าแก่ที่มีมานานแล้วแต่ครั้งใดไม่ปรากฏ สันนิษฐานว่า สร้างในสมัยขอมยังเรืองอำนาจอยู่ในดินแดนแถบนี้ อายุของวัดประมาณพันกว่าปี ซึ่งเท่ากับวัดจันเสนเมืองโบราณ" ทั้งนี้ ชาวบ้านได้เข้าไปหักร้างถางป่าก็พบโบสถ์ ปัจจุบันเหลือแต่ฐานทำด้วยศิลาแลง ใบสีมาทำด้วยหิน มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ด้วย องค์พระเป็นสีดำ ชาวบ้านพากันเรียกว่า "หลวงพ่อดำ"

หลวงพ่อดำ เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ปางสะดุ้งมาร เนื้อหินทรายดำ หน้าตักกว้าง 30 นิ้ว เดิมประดิษฐานบนแท่นพระอุโบสถหลังเก่าที่ทำด้วยศิลาแลง เนื่องจากพระพุทธรูปถูกปล่อยทิ้งไว้กลางแจ้ง ไม่มีหลังคาคลุมเป็นเวลานาน บางส่วนจึงชำรุดแตกหัก ซึ่งได้ซ่อมแซมและประดิษฐานไว้ในวิหาร ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา

พ.ศ.2561 พระครูนิมิตสันตยากร (บุญฤทธิ์ สันตจิตโต) เจ้าคณะตำบลหัวหวายเขต 2 เจ้าอาวาสวัดโบสถ์เทพนิมิต(โคกกระดี่) รูปปัจจุบัน ที่ชาวบ้านเรียกขาน หลวงพ่อเหมียน ได้จัดสร้างวัตถุมงคล "พระสมเด็จ" เพื่อมอบให้กับบรรดาศิษยานุศิษย์ จำนวน 299 องค์ พร้อมปลุกเสกเดี่ยว

พระครูนิมิตสันตยากร หรือ หลวงพ่อเหมียน เป็นศิษย์เอกสายตรงหลวงพ่อประยุทธ วัดคีรีล้อม, หลวงพ่อปลอด วัดหนองหม้อ และหลวงพ่อนงค์ วัดสว่างวงษ์ ก่อนหลวงพ่อเหมียนจะมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านได้ออกธุดงควัตรมา 8 ปี

ปัจจุบัน สิริอายุ 52 ปี พรรษา 28

มวลสารที่นำมาผสมเป็นวัตถุมงคล "พระสมเด็จหลวงพ่อเหมียน" ชุดนี้ มี ผงว่านจำปาสัก, ผงพญากาสัก, ผงงาช้าง, ผงอิทธิเจ, ผงชานหมากหลวงพ่อกวย, ผงหลังคาโบสถ์ 299 โบสถ์, ผงพระสมเด็จเก่า, ผงแป้งหลวงพ่อโม, ผงเหล็กไหลน้ำหลวงพ่อปลอด, ผงธูปหลวงพ่อดำ, น้ำหอม 9 กลิ่น และแร่เหล็กน้ำพี้

หลวงพ่อเหมียนปลุกเสกเดี่ยวตลอดไตรมาส (3 เดือน) ท่านผสมผงด้วยตัวท่านเอง และมอบให้พระเริงฤทธิ์ ปัญญธัมโม (พระพี่ชาย) เป็นผู้ปั๊มเพียงท่านเดียว

ลักษณะด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปนูนพระพุทธนั่งสมาธิ มีซุ้มหวายครอบ ประทับนั่งบนแท่น 3 ชั้น ส่วนด้านหลังเรียบ ฝังแร่เหล็กไหลน้ำหลวงพ่อปลอด จำนวน 3 เม็ด


ข่าวสดออนไลน์
บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า:  1 ... 4 5 [6]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.474 วินาที กับ 33 คำสั่ง

Google visited last this page 50 นาทีที่แล้ว