[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
22 เมษายน 2567 11:00:07 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: the art of use sense episode 2  (อ่าน 6438 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
sometime
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 01 เมษายน 2553 15:14:28 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2

<table class="maeva" cellpadding="0" cellspacing="0" border="0" style="width: 800px" id="sae1"> <tr><td style="width: 800px; height: 576px" colspan="2" id="saeva1"><script type="text/javascript"><!-- // --><![CDATA[ var oldLoad = window.onload; window.onload = function() { if (typeof(oldLoad) == "function") oldLoad(); if (typeof(aevacopy) == "function") aevacopy(); } // ]]></script><embed type="application/x-mplayer2" src="http://www.fungdham.com/download/song/allhits/18.wma" width="800px" height="576px" wmode="transparent" quality="high" allowFullScreen="true" allowScriptAccess="never" ShowControls="True" autostart="false" autoplay="false" /></td></tr> <tr><td class="aeva_t"><a href="http://www.fungdham.com/download/song/allhits/18.wma" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.fungdham.com/download/song/allhits/18.wma</a></td><td class="aeva_q" id="aqc1"></td></tr></table>


.............................the art of use sense episode 2............................


..........................................ตอนที่ 1 อยู่นี่จ้า........................................


http://www.sookjai.com/index.php?topic=1667.0



ฉะนั้นเราก็ยังคงมีความงาม เพราะว่าไม่ตกลงในอบาย ไม่อยู่ในอบาย ไม่มีลักษณะแห่งอบายเข้ามาเกี่ยวข้อง เราจึงมีความงาม มีสติในการที่จะเว้นเสียได้จากอบายทั้งปวง ก็เรียกว่ามีความงามในการละเสียได้ซึ่งอบาย
อบาย  อย่างนี้ไม่มีแล้ว ความเสื่อมแห่งการเป็นมนุษย์ก็ไม่มี แล้วความเสื่อมแห่งทรัพย์สมบัติจะมีได้อย่างไร เพราะมันทำสิ่งที่ใหญ่กว่า สำคัญกว่า ถูกต้องเสียแล้วเรื่องเล็ก ๆ น้อย ก็ไม่มีทางที่จะผิดพลาดได้ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดีว่า อบาย อบายนี้เป็นเรื่องของความเสื่อม ถ้าเป็นความเสื่อมของทรัพย์สมบัติ นี้ก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ เป็นเรื่องชาวบ้าน แต่ถ้ามันเป็นความเสื่อมของความเป็นมนุษย์ นั่นมันเป็นเรื่องของบัณฑิต นักปราชญ์ ของพระอริยเจ้า เขาไม่ยอมให้เสื่อมจากความเป็นมนุษย์ แม้จะต้องเสื่อมจากทรัพย์สมบัติ ก็รักษาเอาความเป็นมนุษย์ไว้ได้ ไม่มีความเสื่อมของความเป็นมนุษย์ อย่างนี้เรียกว่า เป็นความงาม มีสติพอ แล้วก็รักษาความงามอันนี้ไว้ได้ ฉะนั้น เรามาฝึกฝนศิลปะแห่งการมีสติ การใช้สติป้องกันไม่ให้อบาย ๔ ประการนี้มาย่ำยี หรือมาแผ้วพานได้เป็นข้อที่ 1.................................................

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:52:58 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 10:29:37 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


ข้อที่ 2 ความงามในการดำรงชีพ ในความหมายธรรมดา ในการแสวงหาทรัพย์สมบัติก็ดี ในการบริโภคทรัพย์สมบัติก็ดี ในการเก็บรักษามีไว้สะสมไว้ก็ดี สามประการนี้ต้องมีความถูกต้องจนถึงกับเรียกว่า มีความงดงาม หาทรัพย์อย่างงดงาม บริโภคทรัพย์อย่างงดงาม สะสมทรัพย์อย่างงดงาม ใครทำได้อย่างนี้หรือเปล่า?
ในการแสวงหาทรัพย์อย่างงดงาม มันก็ต้องเป็นสัมมาอาชีวะ ไม่ใช่เรื่องลักเรื่องขโมย เรื่องคอรัปชั่น เรื่องอะไรที่ว่า เอาแต่ได้ ก็แล้วกัน ผิดถูกไม่รู้ นี้มันเป็นการแสวงหาที่น่าเกลียดน่าชัง ไม่มีความงดงาม แต่คนก็แสวงหากันโดยมาก ฉะนั้น ไปศึกษาดูให้ดีว่า จะแสวงหาทรัพย์สมบัติกันอย่างไร จึงจะเว้นเสียได้จากความผิดพลาดในทางศีล ในทางธรรม ในทางกฎหมาย ในทางอะไรทุกอย่าง
ที่ว่าหาทรัพย์อย่างงดงามนี้ อาตมาอยากจะเสนอแนะว่า ในการหาทรัพย์นั่นเอง ถ้าฉลาดจริง ๆ แล้ว มันต้องทาให้มีความได้ด้วย โดยทั่วไปคนจะมองเห็นหรือยึดถือเสียว่า ถ้าหาทรัพย์มันก็เหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อย ทนทุกข์ทรมาน อย่างนี้มันเป็นการหาทรัพย์ที่ไม่งดงาม เป็นเรื่องของคนโง่ เป็นเรื่องของคนไม่มีศิลปะ ถ้ามีศิลปะมันต้องหาทรัพย์ได้อย่างสนุกสนาน มีความสุขอยู่ในการหาทรัพย์นั้นจะยกตัวอย่างเรื่องธรรมดาสามัญและต่ำต้อยที่สุดว่า เป็นชาวนาเลี้ยงควายก็พอใจสนุกอยู่กับควาย เมื่อเห็นแม่ควายกินหญ้า ลูกควายกินนม ก็สบายใจเหลือประมาณ เพราะว่าเขาเป็นคนมีธรรมะ ไม่มีกิเลสตัณหาครอบงำใจ เขาจึงไม่ต้องการที่จะไปกินเหล้าเมายาที่ไหนเพื่อให้มีความสุข เมื่อเห็นแม่ควายกินหญ้า เมื่อเห็นลูกควายกินนม เขาก็ชื่นอกชื่นใจ สบายใจสบายตาเสียแล้ว นี้เรียกว่า เลี้ยงควายก็มีความสุข เป็นศิลปะอยู่ในการเลี้ยงควาย
เอาควายมาไถนา ก็มีความสุขอยู่กับคันไถนั่นเอง มีจิตใจสำนึกในหน้าที่ของมนุษย์ รู้สึกว่า เราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์แล้ว ก็เป็นการประพฤติธรรม เขาประพฤติธรรม เมื่อจับไถไถนาอยู่ ไม่ต้องดิ้นรนในจิตใจว่าจะไปพักผ่อน จะไปเที่ยวสนุก จะไปกินเหล้าเมายา เขาก็เป็นสุขเพราะรู้สึกว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม แล้วก็เป็นสุขตลอดเวลาที่ได้ไถนา หรือว่าถ้าต้องขุดนา เมื่อฟันลงไปด้วยจอบทุกทีก็สำนึกว่า นี่เราทำหน้าที่ที่ถูกต้อง เป็นการประพฤติธรรม เราฟันลงไปทีหนึ่ง งานมันก็เสร็จไปทีหนึ่ง ฟันอีกทีหนึ่ง งานก็เสร็จทีหนึ่ง งานของเรากำลังเสร็จ กำลังก้าวหน้าไปทุกทีที่เราฟันลงไป ก็มีความพอใจ มีความสุขอยู่ในการขุดนา.................................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:44:35 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 10:36:09 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


ทีนี้ต่อไปจะทำอะไร จะเป็นเรื่องของการคราด การดำ การหว่าน การอะไรก็ทำอยู่ด้วยความพอใจทั้งนั้น ข้าวออกรวงมาก็ไม่ค่อยได้สนใจนักสำหรับพ่อบ้าน เป็นเรื่องของแม่บ้านเอาไปขาย เราพอใจมีความสุขเสียแล้วเมื่อได้ทำนา ฉะนั้นขายข้าวได้เงินเท่าไร เราก็ไม่รู้ไม่ชี้ มันแล้วแต่แม่บ้าน พ่อบ้านก็ไปเป็นสุขกับแม่ควายกินหญ้า ลูกควายกินนมต่อไปอีกชีวิตนี้มันไม่มีความทุกข์ มันเป็นการรับประกันความไม่ล้มเหลวในทางเศรษฐกิจ คือมันต้องได้ผล แล้วเราก็มีความสุขตลอดเวลา มีดวงตาอนแจ่มใส พอใจในความมีชีวิตของตน นี่เรียกว่าศิลปะคือทำให้มีความงามอยู่ในเนื้อในตัว ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ ของชาวนาคนนั้น.............................................
นี้อาตมาเห็นว่า เป็นความงามอย่างมีธรรมะ ธรรมะที่มีอยู่ที่คนคนนั้นเป็นความงาม ธรรมะกับศิลปะจึงเป็นอันเดียวกันอย่างนี้ ถ้าชาวนาของเราทุกคนเป็นชาวนามีธรรมศิลปะอย่างนี้แล้ว ก็จะอยู่กันเป็นผาสุก ไม่ต้องไปเบียดเบียนใครที่ไหน ไม่ต้องสร้างความขัดแย้งกระทบกระทั่งขึ้นมากับใคร
มันก็เลยยิ่งงามใหญ่ มันงามทั้งพวกแห่งชาวนา งามทั้งหมู่บ้านแห่งชาวนา เย็นตาเย็นใจแก่บุคคลผู้ได้พบเห็น นี้เรียกว่าการแสวงหาทรัพย์ก็มีศิลปะคือความงามทีนี้ การบริโภคใช้สอยทรัพย์นั้น ถ้าใช้ไปในทางอบายมุข มันก็ไม่มีส่วนที่จะงาม มันต้องใช้ไปอย่างถูกต้อง แล้วมันก็งาม ไม่มีเรื่องกินเกิน ใช้เกิน บริโภคเกิน อะไรเกินอย่างที่เป็น ๆ กันอยู่ จนทรัพย์สมบัติที่เป็นรายได้นั้นไม่พอกับรายจ่าย มันก็เป็นความไม่น่าดูอย่างยิ่ง ก็เรียกว่าไม่งาม เพราะเขาใช้ไม่เป็นเพราะเขากินไม่เป็น บริโภคไม่เป็น เนื่องมาแต่การแสวงหาก็ไม่เป็น คือไม่งาม แล้วมันก็ไม่งามมาถึงการใช้จ่ายหรือการบริโภค
ฉะนั้น การบริโภคปัจจัยในลักษณะที่ถูกต้องและพอดีนั้น เป็นความงาม แม้แต่กินข้าวสักคำหนึ่งก็มีลักษณะแห่งความงดงาม คือไม่มีกิเลสตัณหา ไม่มีความตะกละ ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องให้ดูแล้วมันน่าเกลียด ฉะนั้น การบริโภคโดยส่วนใหญ่หรือโดยส่วนย่อย หรือรายละเอียดอะไร ๆ มันก็ดูงามไปหมด ครอบครัวนั้น
บริโภคใช้สอยทรัพย์สมบัติในลักษณะที่ใครมองเห็นแล้วก็เคารพนับถือและเลื่อมใส นี้เรียกว่าเขามีศิลปะในการบริโภค มีความงามในการบริโภค
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:45:05 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 10:37:53 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


ที่มีการสะสม มีไว้เป็นหลักทรัพย์ ก็ทำถูกต้องตามหลักการ คือว่ามันจะต้องมีส่วนที่สะสมเอาไว้เป็นหลักประกัน นั้นมันก็เป็นความงามอยู่ในตัวมันเองแล้ว แล้วก็สะสมไว้ อย่างที่เรียกว่าจริงหรือตรงต่ออุดมคติ ไม่เอาไปทำอบายมุข หรือทำอะไรให้มันผิดหลักของการสะสมไว้เป็นหลักประกัน
เขามีคำพูดเลยไปถึงว่า สะสมไว้สำหรับชาตินี้ยังไม่พอ ยังต้องสะสมไว้เพื่อชาติหน้าในอนาคตอีกด้วย นี้ถ้าทำถูกต้องตามกฎหมาย มันก็ยิ่งงดงาม เพราะคำว่าชาติหน้านั้นน่ะ นับตั้งแต่นาทีนี้ไป มันก็เป็นชาติหน้าไปหมด ปัญหาอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นในอนาคต แม้แต่ชั่วโมงหน้านี้ มันก็แก้ไขได้อย่างถูกต้องและทันแก่เวลา
นี่แหละการสะสมทรัพย์สมบัติ มันต้องงดงามอย่างถึงขนาดนี้ อย่าให้มันโง่จนยุ่ง จนต้องหยิบต้องยืมต้องกู้กัน อย่าให้มันปั่นป่วนไปหมด มันไม่ควรจะมี ถ้าว่ามีสติปัญญากระทำมาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นแล้วมันจะไม่มีความโกลาหลวุ่นวายในทำนองนั้น เพราะฉะนั้น ขอให้กระทำอย่างดีที่สุด คืออย่างมีศิลปะในการหาทรัพย์ก็ดี ในการบริโภคทรัพย์ก็ดี ในการสะสมทรัพย์ไว้ก็ดี จะต้องมีสติป้องกันความผิดพลาดได้ทุกขั้นตอน
สตินี้หมายถึงมีปัญญารวมอยู่ด้วย ธรรมดาคนเราย่อมรู้จักคิด รู้จักนึก รู้จักผิดถูกชั่วดี ส่วนนั้นมันเป็นปัญญา แต่ถ้าว่าไม่มีสติแล้ว ปัญญาไม่รู้ว่ามันไปคลานงุ่มง่ามอยู่เสียที่ไหน มันไม่มาช่วยแก้ปัญหาทันท่วงที ฉะนั้น จึงต้องมีสติ คือสิ่งที่ไปดึงเอาปัญญาเข้ามาใช้ให้ทันท่วงที ที่มันเกิดปัญหา
ถ้าสติเอาปัญญามาได้ทันท่วงทีฉับไว อย่างนี้ปัญญานั้น เปลี่ยนชื่อใหม่ แทนที่จะเรียกว่าปัญญา กลับได้ชื่อใหม่ว่าปฏิภาณ ปฏิภาณนั้นก็เป็นปัญญาชนิดหนึ่ง คือปัญญาไว ปัญญามาทันท่วงที ไม่ใช่ปฏิภาณลมปากเล่นลิ้น โกหก หลอกลวง นั้นมันเป็นปฏิภาณของคนพาล ถ้าปฏิภาณที่แท้จริงตามหลักธรรมะแล้ว คือปัญญาที่มาไว้ มาทันท่วงที จนสามารถพูดออกไปได้ทันควันและถูกต้อง นี้เรียกว่า ปฏิภาณ
เรามีสติ หมายความว่ามีปัญญาทันท่วงที แต่เราเรียกว่ามีสติ การมีปัญญาทันท่วงที เราไปเรียกเสียใหม่ว่า มีสติ ถ้าทันท่วงทีมาก ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกเราไปเรียกชื่อใหม่ว่า ปฏิภาณ ฉะนั้น คนที่มีปฏิภาณแล้วจะไม่อับจน จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ไม่ว่าทางกายหรือทางจิต ไม่ว่าทางวัตถุหรือทางนามธรรม จะไม่เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สมบัติหรือการกระทำใด ๆ ที่จะต้องกระทำอยู่เป็นประจำวัน..............................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:45:28 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 10:40:20 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


เดี๋ยวนี้ สติไม่มี คือปัญญาปฏิภาณไม่มี มันก็ทำผิดเสียเรื่อย ก็ต้องมีข้อแก้ตัวเรื่อย สำหรับจะทำความชั่ว มีข้อแก้ตัวสำหรับจะไปดื่มน้ำเมา ไปเล่นการพนัน หรือไปทำอะไรก็ตาม นี่สติไม่มีพอ ที่จะเอาปัญญามาหักห้ามกิเลส กิเลสก็ครอบครองจิตใจของบุคคลนั้น แล้วมันก็สกปรกเหลือที่จะสกปรกแหละ เพราะคำว่ากิเลสนั้น แปลว่าของสกปรก
คำว่า กิเลส นั้นขอให้ทราบไว้ด้วยว่าถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือ ของสกปรก เขาเอาความหมายของของสกปรก อุจจาระ ปัสสาวะ ที่มันสกปรกนี่ ที่เรียกกันอยู่ก่อนแล้ว ไปใช้เป็นชื่อเรียกของสกปรกทางจิตใจ คือกิเลส เดี๋ยวนี้เขาแปลให้อย่างสุภาพ ๆ ว่าความเศร้าหมอง ความเศร้าหมอง ที่จริงมันก็คือความสกปรก ขอให้ท่านทั้งหลายรู้ไว้เถอะว่า กิเลสนั้นคือของสกปรก ของสกปรกมันจะงามได้อย่างไร ต่อเมื่อไม่มีภาวะสกปรกมันจึงจะมีภาวะแห่งความงาม
เอ้า..............ทีนี้ก็ดูต่อไปในข้อที่ 3 คือ ความงามเกิดมาจากการละเสียได้ซึ่งการทุศีลทุกระดับ การทุศีล ตัวหนังสือแปลว่า มีศีลที่ชั่วเสียแล้ว ทุ แปลว่า ชั่ว หรือแปลว่า โทษประทุษร้ายเสียแล้ว ศลที่โทษมันประทุษร้ายเสียแล้ว หมดความเป็นศีลแล้ว เป็นศีลชั่วแล้วอย่างนี้เรียกว่า ทุศีล ความงามจะเกิดขึ้นต่อเมื่อปราศจากความทุศีล ไปสำรวจดูให้ดีว่าเรามีความทุศีลหรือไม่?
คำว่า ศีล ในที่นี้หมายถึง ระเบียบ วินัย ทุกอย่างทุกประการที่ป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ความผิดปรกติ ความกระทบกระทั่งและเบียดเบียน เพราะว่าคำว่า ศีล นี้ แปลว่า ปรกติ ปรกติไม่มีเหตุ ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรที่น่าเกลียดน่าชัง เพราะว่ามันปรกติ คำว่า สี-ล แปลว่า ปรกติ รักษาศีลเถอะ จะเกิดความปรกติ เต็มทุกความหมายแห่งสิกขาบทของศีลนั้น ๆ
ทีนี้พอทุศีล ก็ถือว่า ศีลถูกโทษประทุษร้ายเสียแล้ว มันก็ใช้อะไรไม่ได้ เหมือนกะว่าดอกไม้ ผลไม้ ใบไม้ ที่ถูกหนอนกัดกินหมดแล้ว มันก็ใช้อะไรไม่ได้ นั่นแหละคือภาวะแห่งความทุศีล มันก็เป็นกิเลส มันก็ไม่งาม ฉะนั้นเราจะต้องมีศีล นับตั้งแต่ระเบียบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทางมารยาทด้วย จึงจะเรียกว่ามีศีลสมบูรณ์
คำว่า มีศีลสมบูรณ์ นั้น ศีลที่เป็นหลักประธาน เป็นข้อ ๆ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 แล้วศีลประกอบศีล........................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:45:53 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 10:48:38 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


ตัวเล็กตัวน้อย ที่จะประกอบศีลที่เป็นหลักเป็นประธานนั้นก็สมบูรณ์ แล้วมารยาที่พึงประพฤติแสดงออกภายนอกก็สมบูรณ์ ที่เที่ยว ที่ไปที่มา ที่กินที่เล่น ที่เรียกว่าโคจรนั้นก็สมบูรณ์ อย่างนี้จึงจะเรียกว่ามีศีล ไม่มีทุศีล ไม่ฝ่าระเบียบ ไม่แหวกแนวของระเบียบ ก็เรียกว่า ปรกติที่สุด สงบที่สุด เลยงดงามที่สุด ศีลจะมีความงามที่สุดด้วยอย่างหนึ่งเหมือนกัน ฉะนั้น ความทุศีลมันก็ไม่งาม
เดี๋ยวนี้เรามีสติในการรักษาเอาไว้ได้ซึ่งความมีศีล นี่เรียกว่า ศิลปะในการมีสติ ยึดเอาไว้ได้ซึ่งความมีศีล มันต้องเป็นงานฝีมือ เป็นงานละเอียดอ่อน ประณีต สุขุม ของบุคคลผู้เฉลียวฉลาด ซื่อตรง ไม่คดโกง ตั้งใจจริง มันจึงจะรักษาศีลไว้ได้ ก็มีความงามที่เกิดมาจากการไม่ทุศีล แล้วก็ทุกระดับ ระดับเด็ก ระดับผู้ใหญ่ ระดับฆราวาส ระดับบรรพชิต คือทุกระดับทีเดียวทีนี้ ข้อที่ 4 พวกถัดไปอีกก็เรียกว่า มีความงามในการบริโภคปัจจัย 4 ข้อนี้มันก็คล้าย ๆ กันกับในเรื่องดำรงชีพ การหา การบริโภค การสะสมทรัพย์ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ขอบอกว่าแยกออกมาเป็นคนละเรื่องดีกว่า การบริโภคปัจจัย 4 ต้องถูกต้องและมีความงาม ปัจจัย 4 นี้รู้กันแล้วว่า อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ รวมเป็น 4 ประการ นี้เรียกว่าปัจจัย 4 ต้องทำให้มีความงาม เพราะว่าแต่ละอย่าง ๆ นี้มันมีความหมายที่กำกวมจะยกตัวอย่างเหมือนกับว่าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรานุ่งห่มมันทำไม? ว่านุ่งห่มเพื่อปกปิดของน่าละอายนี่ อย่างนั้นก็ได้ ฉะนั้น ความมุ่งหมายของการนุ่งห่ม เพื่อจะปกปิดความละอายก็ได้ มันก็งามไปอย่างหนึ่งแล้ว เพราะเราไม่เอาของน่าเกลียดมาอวดกัน
มันก็งามแล้ว ทีนี้นุ่งห่มเพื่อป้องกันผิวหนังไม่ให้ถูกแดดเผา ไม่ให้ถูกลมพัด นี้มันก็มุ่งหมายอีกอันหนึ่ง หรือว่าป้องกันเหลือบ ยุง ที่มาคอยกัดกินนี้ก็อย่างหนึ่ง มันมีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง นอกจากปกปิดของน่าละอาย...............................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:46:15 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 10:51:10 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


ทีนี้มันยังมีความหมายเตลิดไปถึงว่า อะไร ๆ ที่มันมีประโยชน์มีคุณค่าแล้วมันก็กลายเป็นสินค้าไป เพราะฉะนั้น เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มนี้ มันกลายเป็นสินค้าไป ก็กลายเป็นวัตถุแห่งศิลปะ ที่เขาจะต้องถักต้องทอต้องเย็บต้องย้อมอะไร ให้มันสวย กลายเป็นวัตถุศิลปะ กลายเป็นของที่สำหรับค้าสำหรับขายของพ่อค้าไปเสียก็มี
อะไรเป็นความมุ่งหมายอันแท้จริงของเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม? ฉะนั้นเราควรจะถือเอาหลักว่า ที่มันให้ประโยชน์ด้วย ความงามด้วย ให้เป็นการกระทำที่ละเอียดอ่อนของคนผู้มีปัญญาด้วย เครื่องนุ่งห่มนี้จึงจะเป็นปัจจัยที่ให้ความงาม ตามความหมายของคำว่าธรรมะ แล้วก็เป็นศิลปะสมบูรณ์
ความหมายมันมีได้หลายอย่าง แล้วก็คาบเกี่ยวกันบ้าง กำกวมกันบ้าง อะไรก็ตามเรื่อง เราต้องรู้เท่าว่าอันไหนเป็นความหมายสำคัญ เป็นความหมายนำหน้า เป็นความหมายแท้จริง ทำให้มันถูกต้อง
ในปัจจัย 4 ของภิกษุนี้ ท่านยกเอาวีจรและเครื่องนุ่งห่มมาเป็นข้อที่ 1 ดูก็แปลกอยู่ แต่ชาวบ้านเขาพูดกันว่า ปัจจัยที่ 1 คืออาหารมากกว่า นี้ดูเหมือนจะเห็นแก่ปากแก่ท้อง หรือกลัวตายมากเกินไป เอาอาหารมาเป็นเรื่องที่ 1 เรื่องที่วัดที่วาของพระพุทธเจ้าท่านเอาจีวรมาเป็นเรื่องที่ 1
เราจะทำให้มันถูกต้อง ตามความหมายของคำว่า ปัจจัย คือ ส่งเสริม รักษา ป้องกัน บำรุง ชีวิตได้เป็นอย่างดี นั่นแหละคือความงาม เราอย่าใช้ปัจจัยเพื่ออย่างอื่นเลย ใช้ปัจจัยเพื่อให้สำเร็จประโยชน์แก่ความมีชีวิตอย่างถูกต้อง ให้มันมีคุณค่า มีคุณสมบัติ เป็นร่างกายหรือชีวิตที่ถูกต้อง ถูกต้อง
คือเหมาะสมที่จะทำหน้าที่สูงสุด ให้ได้รับประโยชน์สูงสุดของการที่เกิดมาเป็นมนุษย์ พูดรวม ๆ ไว้ทีก่อนว่า สูงสุดของความเป็นมนุษย์นั่นแหละ วัตถุประสงค์มุ่งหมายนี้เราจงบริโภคปัจจัย 4 นี้เพื่อประโยชน์แก่ความตั้งอยู่ได้แห่งความเป็นมนุษย์ที่เหมาะสม สำหรับจะได้รับสิ่งสูงสุด
ที่มนุษย์ควรจะได้รับ อย่าใช้อาหาร อย่าใช้เครื่องนุ่งห่ม อย่าใช้ที่อยู่อาศัย อะไรให้มันเป็นไปในทางกิเลสตัณหาเลย แล้วมันมีความหมายอยู่ตรงที่ว่า พอดีนั่นแหละคือความงาม ถ้ามันขาด หรือมันเกิน มันก็ไม่งาม จะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หยูกยาอะไรก็ตามแต่ ถ้ามันขาดหรือมันเกิน แล้วมันก็หาความงามไม่ได้ ฉะนั้น จงให้มันมีความพอเหมาะพอดี ซึ่งมันออกจะเป็นของจำกัดเฉพาะคนอยู่มาก ต้องไปแสวงหาอัตราเฉพาะคนพอเหมาะพอดีเฉพาะคนเอาเอง ในที่นี้เราใช้คำกลาง ๆ ความหมายรวมว่าอย่าให้มันขาด อย่าให้มันเกิน...................................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:46:54 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 10:53:56 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


เราอยากจะกินแต่อาหารอร่อย ไม่รู้ไปเอาเหตุผลมาแต่ไหน การอยากกินอาหารอร่อยนี่มันเป็นเหตุผล หรือว่ามันเป็นความต้องการของกิเลส? ถ้าเป็นความต้องการของกิเลสแล้ว ก็อย่าเอาเลย ถ้ามันเป็นเหตุผล มีเหตุผลที่ต้องกินให้อร่อย ก็เอามาพูดจากันดู หมอยืนยันว่าเรื่องอร่อยนี้ไม่ได้มีความหมายว่า มันจะบำรุงร่างกายได้ดีที่สุด อาจจะเป็นของแสลงไปเสียก็ได้ ฉะนั้นความอร่อยหรือความเห็นแก่ความอร่อยนั้น จึงไม่ใช่ความถูกต้อง แล้วมันยังโง่มากนะ
คนที่กินอาหารอร่อยนี่ มันโง่ตามเขาที่เขาว่ากัน ว่าถ้ามันแพงแล้วมันก็อร่อย ทั้ง ๆ ที่ไม่อร่อย มันก็หลอกตัวเองว่าดี ว่าควรกิน เพราะว่ามันแพงนี่ คนสมัครกินอาหารแพงมันโง่อย่างนี้ มันหลอกตัวเองให้อร่อยจึงเรียกว่าเป็นคนโง่ เมื่อโง่แล้วมันก็ไม่งามหรอก เพราะมันมีความผิดอยู่ในการกระทำนั้นเสียแล้ว
เราควรจะมองกันตามหลักธรรมดาสามัญทั่วไปว่า อร่อยนั้นมันอยู่ที่หิว เรื่องทำให้หิวนี่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ทำงานให้มันเหนื่อยหน่อย มันก็หิวแล้ว มันก็กลับเป็นผลดีแก่การงาน ครั้นหิวแล้วอาหารอะไร ๆ มันก็อร่อยไปหมด เพราะความอร่อยนั้นมันมีรากฐานอยู่บนความหิว ฉะนั้น หาความหิวมาให้พอดี แล้วอาหารมันก็อร่อยแน่ อย่าต้องไปกินอาหารที่ว่าแพง แล้วว่านิยมกันมันบ้าสุดเหวี่ยง ถึงกับอาหารบางชนิดคำละ 1,000 โน่น ไม่อยากจะเชื่อ แต่เขาว่ามันเป็นความจริง อาหารที่คนชั้นสูงคนรวยเขานิยมกันอยู่ มีอัตราขนาดคำละ 1,000 บาทก็มี มันก็บ้า เป็นหมื่น เป็นแสนแหละ แล้วมันจะมีความงามมาแต่ไหนเล่า?
ฉะนั้น เมื่อเราหิว พอหิวแล้วมันก็อร่อย แล้วความอร่อยนั้นดีกว่า เป็นความงามที่ควรจะยึดถือในที่นี้ ในความหมายธรรมดาสามัญว่า ถ้าอร่อยแล้วก็คือมันอร่อยต่อความหิว เมื่อมีความหิว ความกระหายพอแล้ว น้ำ เปล่า ๆ ขันเดียว แก้วเดียว มนก็อร่อย วิเศษสูงสุดอยู่แล้ว น้ำเปล่า ๆ น้ำจืดเปล่า ๆ มันก็ยังอร่อยสูงสุดได้ ถ้ามันมีความหิวหรือความกระหายรู้จักใช้รากฐานอันนี้ คือความหิวนี้สำหรับบริโภคอาหาร มันก็จะไม่หมดเปลือง มันก็จะไม่กินจนเป็นโรคภัยไข้เจ็บ แล้วยังได้ความอร่อยหรือเรียกว่าความงามในทางวัตถุ แต่อย่าให้เลยไปถึงกิเลสเลย ธรรมดาสามัญ หิว กินอะไรก็ได้ แล้วก็อร่อย นี้ก็เรียกว่าความงามทางวัตถุได้
การแต่งเนื้อแต่งตัว ก็ให้อยู่ในความมุ่งหมายเดิมว่า ปกปิดความละอายที่จำเป็น แล้วก็ป้องกันความร้อน เหลือบยุง ลมแดด เท่าที่จำเป็นแลวก็ไม่ต้องเกิน ที่แพงเกิน มักจะบาง แล้วเสียเร็ว ขาดเร็ว แล้วก็ไม่ป้องกันเสียด้วยซ้ำไป ไม่ใช่ว่ามันแพง มันสวย แล้วมันจะป้องกันความละอาย หรือเหลือบยุง ลมแดดได้ แล้วบางทีมันอาจจะเป็นอันตราย คือความสวยงามทำนองนั้นมันยั่วให้อันธพาลมาฉุดคร่าไปก็ได้ ฉะนั้นอย่าบูชาความงามชนิดนั้น.........

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:47:17 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 11:02:09 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


ที่อยู่อาศัย มันไม่ได้งามอยู่ที่ว่าสีสันทาไว้สวยหรือว่าลงทุนแพง ๆ มันอยู่ที่มีความเหมาะสม เย็นตาเย็นใจในลักษณะของธรรมชาติ ฉะนั้นอย่าทิ้งธรรมชาติมันจะสูญเสียความงามตามธรรมชาติ จะเป็นบ้านเรือนก็ดี จะเป็นเครื่องใช้สอยก็ดี เป็นยานพาหนะก็ดี อะไร ๆ ก็ดี ที่รวมอยู่ในคำว่าเครื่องใช้สอยในที่อยู่ที่อาศัยนี้ มันไม่จำเป็นจะต้องเกินในจำนวน คือมากเกิน มันไม่ต้องเกินในเรื่องค่าเรื่องราคา นิยมว่าเขาว่าแพงแล้วมันจึงจะดี อย่างนี้มันยิ่งโง่ ยิ่งโง่ แล้วก็ยิ่งไม่งาม ความโง่อยู่กับความงามไม่ได้ เว้นไว้แต่เป็นเรื่องของคนโง่ คนโง่มันก็ว่าความโง่นั่นแหละงาม แต่คนมีปัญญามันงามด้วยไม่ได้ ฉะนั้นเราก็รู้เอาเองว่า มันควรจะมีสักเท่าไร หรืออย่างไร
ทีนี้ยารักษาโรค ความมีโรคไม่งามแน่ ความหายโรคนั้นเป็นความงาม ฉะนั้น ก็จัดให้มันหายโรคตามที่ถูกที่ควร เดี๋ยวนี้ทำกลับกันอยู่ก็มี ที่ทำให้เกิดโรคแสลงแก่โรค เห็นเป็นของถูกของควรไปเสียก็มี ฉะนั้นเราจึงกินจึงดื่ม จึงทำอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างที่มันแสลงแก่โรค นำมาซึ่งโรคโดยไม่รู้สึกตัวบ้าง ขอให้คิดดูให้ดี ๆ เรายังมีความผิด มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของเราอยู่เป็นอันมาก แล้วส่วนมากก็มักจะเป็นเรื่องโรคทางจิต ทางวิญญาณที่ทำผิดกันมาก ถ้าเป็นโรคทางกายนี้หมอช่วยได้มาก ช่วยให้มันมีความถูกต้องตามกรณีนั้น ๆ แต่ถ้าเป็นโรคทางจิตทางวิญญาณแล้ว ดูเขายังปล่อยให้ไปตามบุญตามกรรมกันมาก ไม่มีความถูกต้อง ฉะนั้นแม้กายจะไม่มีโรค แต่จิตและวิญญาณมันมีโรคเสียแล้ว มันก็ไม่งามด้วยเหมือนกันฉะนั้นขอให้ทุกคนใช้ปัจจัย 4 ให้ถูกต้อง ให้เกิดความงาม ทางอาหาร การนุ่งห่ม การอยู่อาศัย การบำบัดโรค ที่เรียกว่าปัจจัยทั้ง 4 จึงจะเรียกว่ามีธรรมะ มีความงามอย่างธรรมะ มีศิลปะ ซึ่งเป็นตัวเดียวกันกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น
ทีนี้พวกต่อไป อาตมาจะเขยิบสูงขึ้นไป ๆ ตามลำดับเป็นข้อที่ 5 ว่า ความงามในการละเสียได้ซึ่งนิวรณ์ พอพูดถึงนิวรณ์ ก็เป็นเรื่องทางจิตใจแล้ว สูงขึ้นไปถึงเรื่องจิตใจแล้ว ความรู้สึกเลวร้ายทางจิตใจที่เกิดขึ้นและรบกวนอยู่เป็นประจำวันให้จิตสูญเสียความบริสุทธิ์ ความสงบสุข หรือเสรีภาพ นี่เขาเรียกว่า นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้นจิต ปิดกั้นจิต ให้ติดอยู่ในความไม่น่าดู ติดอยู่ในวงของกิเลสตัณหา ความไม่น่าดู..............................................

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:47:40 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 11:05:32 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


นิวรณ์ที่ 1 จิตมันครุ่นอยู่ในเรื่องทางกามารมณ์ ไปรู้เอาเองเถอะ พูดมากมันก็เสียเวลาเปล่า คนหนุ่มคนสาวก็อย่างหนึ่ง พ่อบ้านแม่เรือนก็อย่างหนึ่ง บางทีคนแก่คนเฒ่าแล้วก็ยังมามีปัญหาทางกามารมณ์ ความรู้สึกทางกามารมณ์ที่มันครุ่นขึ้นมา ทำให้จิตกระสับกระส่ายหรือว่ามันสูญเสีย
ภาวะแห่งความแจ่มใส สงบเย็น ก็เรียกว่านิวรณ์ ความรู้สึกอย่างนี้มันเกิดขึ้นเมื่อไร จิตมันก็กระสับกระส่ายไม่เป็นปรกติ แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย
จะเขียนหนังสือสัก 2 - 3 บรรทัดให้ดีนี่ ก็ทำไม่ได้ ถ้าความรู้สึกทางกามารมณ์มันมาครอบงำจิต ศิลปะ.........................แห่งการใช้สติใน
ทุกกรณี 14
ทีนี้ถัดไปก็คือ นิวรณ์ที่ 2 ความรู้สึกในทางขัดใจ เคียดแค้น ทางกามารมณ์นี้เรียกว่า กามฉันทะ คือ เรื่องหลงรัก ทีนี้ที่หลงเกลียดนี่เรียกว่า พยาบาท ความไม่พอใจในวัตถุ ในบุคคล ในสถานการณ์ หรือแม้แต่เรื่องของตัวเอง ชีวิตของตัวเอง ก็ไม่พอใจ ขัดแค้น เคียดแค้นอยู่นี่เรียกว่า พยาบาท เป็นนิวรณ์ อึดอัดใจอยู่เพราะความไม่พอใจ จิตนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่โปร่ง ไม่เย็น ไม่สงบ สูญเสียความสงบสุข แล้วมันก็ไม่งาม เราเองแหละรู้สึกมากกว่าใคร ว่าจิตกำลังขัดแค้นอะไรอยู่ แล้วมันไม่งาม แล้วมันแสดงออกมาให้คนอื่นเห็นได้ว่า มันมีอะไรขัดแค้นอยู่ในใจ มันก็ไม่น่าดู มันก็ไม่งดงาม
ทีนี้ ความรู้สึกถัดไปอีก นิวรณ์ที่ 3 ก็เรียกว่า ถีนมิทธะ คือ จิตถอยกำลัง หดหู่ แฟบฟุบ ละเหี่ยละห้อย มึนชา ง่วงเหงา คือว่าจิตแฟบหรือต่ำลงไปเป็นนิวรณ์ บางคราวรู้สึกว่า จิตนี้มันไม่เอาด้วย
มันไม่อยากจะทำอะไรด้วย มันคอยแต่จะหลบจะแฟบไป จะไม่ทำอะไร คือมึนชาไปหมด งัวเงียไปหมด มันตรงกันข้ามกับนิวรณ์ถัดไปคือ................
อุทธัจจกุกกุจจะ
นิวรณ์ที่ 4 อุทธัจจกุกกุจจะ คือมันฟุ้ง ในบางคราวจิตมันฟุ้ง ฟุ้งจนทำอะไรไม่ได้ ในบางคราวมันแฟบ แฟบจนทำอะไรไม่ได้ ที่แฟบนี้เรียกว่า ถีนมิทธะ ที่ฟุ้งเรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจะ ต่างก็เป็นนิวรณ์ด้วยกันทั้งนั้น เล่าอาการอย่างนี้ก็จะพอแล้วเพราะว่าทุกคนเคยมี............................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:48:01 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 11:10:33 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


นิวรณ์ที่ 5 อันสุดท้ายคือ วิจิกิจฉา คือ ความโลเลแห่งจิตใจ ไม่รู้จะเอาอยางไรกันแน่ แม้เรื่องที่เคยเรียนมาดีแล้ว เชื่อว่าถูกต้องแล้ว ก็ยังมาเกิดลังเลกันอีก แล้วก็ลังเลกังวลไปเสียทุกอย่าง แม้ในสิ่งที่อยู่ข้างนอกว่ามันก็จะไม่ถูก จะเป็นอันตราย หรือจะเกิดอะไรขึ้น ที่เราตั้งใจไว้มันจะล้มเหลวหมด กระทั่งว่าแผนการที่เราคิดไว้ดีแล้วนั้น มันอาจจะไม่ถูก มันจะผิดพลาดขึ้นมา มันลังเลไปถึงว่า หลักธรรมะ หลักศาสนาที่เคยยึดถือเป็นหลักอยู่ ก็ชักจะไม่เชื่อมั่นเสียแล้ว นี่เรียกว่า ลังเล
อย่าเห็นเป็นเรื่องไม่สำคัญ นิวรณ์นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเกิดทุกวัน เกิดแทบตลอดเวลา แล้วก็บั่นทอนความสุขของชีวิตอย่างยิ่ง แล้วก็บั่นทอนความสามารถของจิตใจ ที่จะทำการงานให้ได้ผลดี ฉะนั้นผลที่เราควรจะได้ มันก็ลดลงไปเป็นอันมาก เพราะเหตุแห่งนิวรณ์ ภาวะอย่างนี้ไม่งาม ต้องขจัดออกไปเสียด้วยศิลปะแห่งการใช้สติ ไปศึกษาเรื่องนิวรณ์ให้ดี แล้วป้องกันนิวรณ์ไว้ได้ในทุกความหมาย คือทั้ง 5 อย่าง
สรุปอีกทีหนึ่งว่า จิตมันแส่ไปแต่ในเรื่องกามเรื่องเพศ นี้ก็เป็นนิวรณ์ จิตมันกลัดกลุ้มอยู่ด้วยความขัดเคืองโกรธแค้น ไม่พอใจ อาฆาตจองเวรอะไร นี้ก็เป็นนิวรณ์ จิตมันแฟบไม่มีกำลัง นี้ก็เป็นนิวรณ์ จิตมันฟุ้งจนทำอะไรไม่ได้ นี้ก็เป็นนิวรณ์ จิตมันก็ลังเลไม่แน่ใจในการกระทำ ก็เป็นนิวรณ์ ล้วนแต่สกปรก ในพวกกิเลส แล้วมันก็ไม่งาม ถ้าไม่มีนิวรณ์มนจึงจะงาม ก็มีสติในการที่จะป้องกันในการที่จะขจัดออกไป ในการที่จะรักษาจิตไว้ให้เกลี้ยงเกลาจากนิวรณ์ การกระทำได้อย่างนี้เป็นศิลปะ เป็นธรรมะ เป็นความงามดูต่อไปอีกว่า ข้อที่ 6 ความงามเกิดมาจากการเห็นพระธรรม คือไตรลักษณ์ คนโง่ไม่เห็นไตรลักษณ์ ไม่รู้จักไตรลักษณ์ คนโง่นั้นย่อมหาความงามไม่ได้ เป็นความสกปรกน่าเกลียด ตามภาษาของพระอริยเจ้า คนที่เห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้จะต้องงาม เพราะว่าสติปัญญาของเขาได้งามเสียแล้ว แล้วจิตใจของเขาก็งามตามไปด้วย ร่างกายของเขาก็ประพฤติตามความงามนั้น ร่างกายก็พลอยงามไปด้วย คนที่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นจะไม่มีทุศีล จะไม่ทำอะไรเลว ๆ อย่างนั้นในภายนอก แม้ในภายนอกก็มีความงาม เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จึงมีความงดงามที่เรียกว่า มีอินทรีย์ผ่องใส ใครเห็นเข้าแล้วก็พอใจ โดยบอกไม่ถูกว่าทำไมจะต้องไปพอใจ เพราะมีความงามชนิดนี้ ความงามที่เกิดมาจากความรู้แจ้งในธรรมะอันสูงสุดมีอยู่ในใจ ส่องแสงออกมาถึงภายนอก ทำให้อิริยาบถทั้งหลายงาม ให้เนื้อตัวงาม ให้แววตางาม ให้ทุกอย่างงาม.............................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:48:23 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 11:13:42 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


เห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นความงามแห่งสติปัญญา ลงไปถึงจิตใจ แล้วลงไปถึงเนื้อตัวอิริยาบถ จงมีชีวิตอยู่ด้วยการเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง เรื่องไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มันจะส่องแสงมีรัศมีที่ส่องแสงของจิตของสติปัญญา มีความงามชนิดหนึ่ง
ซึ่งไม่เหมือนความงามชนิดอื่น ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งจะต้องสร้างขึ้นมาให้ได้ ให้มีความงามชนิดนี้ให้ได้
นี้อาตมาแยกให้มันละเอียดมากหน่อยตรงนี้เพราะมันพอจะแยกออกจากกันได้ถัดไปใน ข้อที่ 7 ความงามในการที่ไม่เกิดกิเลสตัณหา ความงามที่มันไม่เกิดกิเลสตัณหา เมื่อไรเกิดกิเลสตัณหา มันก็สกปรกและไม่งาม แต่เดี๋ยวนี้คนแต่ละคน แต่ละวัน ๆ นั้นมันเกิดกิเลสตัณหา บางทีเกิดอยู่ในใจ ไม่มีใครรู้ บางทีเกิดอยู่ในใจบังคับไว้ไม่ได้ ออกมาข้างนอกให้คนอื่นเห็น คนอื่นเขาก็รู้ เขาก็เห็น เขาก็ว่าไม่งาม เขาก็รู้สึกว่าไม่งาม ตัวเองก็รู้สึกว่าไม่งามอยู่แล้ว ไปให้คนอื่นเห็นเข้าด้วยมันก็ไม่งามเพิ่มขึ้นมาอีกทางหนึ่ง
ต้องมีสติมาก ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร กิเลสตัณหาก็ไม่เกิดขึ้น พูดอย่างนี้บางคนฟังไม่ถูกแต่เรื่องมันก็ยาวเกินไปที่จะเอามาอธิบายในเวลาอันสั้น ฉะนั้นไปศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาทเอาเอง แล้วก็ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้ปรุงแต่งเป็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทขึ้นมา กิเลสตัณหาประจำวัน ในชีวิตประจำวัน ในเรื่องประจำวัน มันก็ไม่เกิด เราก็มีความงาม
ต่อไปเป็นข้อที่ 8 มันต้องแข่งกับเวลาแล้ว ความงามในการที่จะไม่เกิดตัวกู - ของกู ใครลองคิดดูบ้าง เกิดตัวกู - ของกูขึ้นมาเมื่อไร มันงามหรือไม่งาม ? แต่เดี๋ยวนี้บางคนยังไม่รู้จักว่าตัวกู - ของกูคืออะไรเสียอีก ก็เลยฟังไม่ถูก ตัวกู - ของกู คือความเกิดขึ้น เป็นความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู เนื่องจากอวิชชา ความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เราไปหลงรักหลงเกลียดอะไรเข้า มันก็เกิดความอยากไปตามอำนาจของความรักและความเกลียด เมื่อความอยากนี้เป็นไปเต็มที่แล้ว มันก็เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูผู้อยาก อยากเอามาเป็นของกู หรือถือว่ามันเป็นศัตรูของกู เรื่องของตัวกูมันก็กลุ้มไปหมด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:48:47 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 11:17:35 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


เรื่องตัวกู - ของกูอย่างนี้ เป็นความเลวร้ายที่สุดในการทำมนุษย์ให้ทนทุกข์ทรมาน เราเห็นแล้วจะเห็นว่ามันไม่งามอย่างยิ่ง แต่คนเราก็เต็มไปด้วยความรู้สึกชนิดนี้เพราะว่าสะสมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่คลอดจากท้องแม่ให้ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู เป็นของกู แล้วก็ให้รู้จักอยากให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเรื่องสวย เรื่องงาม เรื่องหอม เรื่องหวาน เรื่องเอร็ดอร่อยต่าง ๆ นานา
ถ้าความอยากมันเป็นไปเต็มที่แล้ว ความรู้สึกว่าตัวกูผู้อยากมันก็ตามมา พอตัวกูผู้อยากเกิดขึ้นในจิตใจเดี๋ยวนี้ อะไรเป็นตัวกู อะไรเป็นของกูก็เกิดขึ้นมาแล้ว ก่อนนี้มันเงียบอยู่ มันไม่มีความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกู มันไม่มีเรื่อง พอมันเกิดความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกู ถึงจะมีเรื่อง ยากที่จะป้องกันไว้ได้ มันก็มีเรื่องของกิเลสตัณหา แล้วแต่ว่ามันเกิดตัวกู - ของกูประเภทไหน ชนิดไหน
ฉะนั้น ความงามหมดไปเพราะเกิดความรู้สึกชนิดตัวกู-ของกู และเห็นแก่ตัวทั้งนั้นเลย ไม่เห็นแก่ผู้อื่น จิตว่างไม่ได้แล้วทีนี้ตัวกู - ของกูเข้ามาอยู่เต็มจิตแล้ว จิตไม่ว่างแล้ว ไม่มีธรรมะแล้ว ตัวกู - ของกูเข้ามาอยู่เต็ม ธรรมะหายไปหมด
จิตนั้นก็ไม่งาม เหลืออยู่แต่ตัวกู - ของกู หัวสลอน สกปรก เป็นลักษณะของพญามาร ภูตผีปีศาจสลอนไปหมด หาความงามในจิตไม่ได้ นี่มารอยู่ตรงนี้มารเกิดอย่างนี้ ในลักษณะอย่างนี้ เราก็ไม่รู้จักมัน แล้วก็ไปหลงรักมัน เอามาเป็นตัวเราเสียด้วย ก็เลยไม่ต้องมีการกำจัดมาร หรือทำลายล้างมารกันเลย
กำจัดความรู้สึกชนิดนี้เสียให้ได้ อย่าให้มีตัวกู-ของกู จิตก็ว่างจากกิเลส ก็มีแต่ธรรมะทุกอย่างครบถ้วน
มื่อไม่มีตัวกู มันมีธรรมะ เมื่อมีธรรมะ มันไม่มีตัวกูมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องมีสติจัดให้ดี ให้มันไม่เกิดตัวกู ของกู ถ้าเกิดขึ้นก็รู้ทัน กำจัดออกไปเสียโดยเร็ว ถ้าเก่งกว่านั้นก็กำจัดความคิดชนิดนี้ได้ตลอดเวลา
กำจัดตัวกู ของกูเสียได้นี้ เป็นพระอรหันต์ เรียกว่า เป็นผู้ตายเสร็จแล้วก่อนร่างกายตาย กิเลสตัณหาหมดแล้วก่อนแต่ร่างกายตาย ความคิดว่าตัวกู ของกู ตายหมดแล้วไม่อาจจะเกิดอีกก่อนแต่ที่ร่างกายนี้จะตาย นี้งามสักเท่าไร ขอให้ลองคิดดูเถิด ธรรมะสูงสุดมันอยู่ที่หมดความยึดถือเป็นตัวกู ของกู นี่ธรรมะสูงสุด ก็งามสูงสุด..........................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:49:10 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 11:23:08 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2



เอ้า..................................... เวลาบังคับให้หมดแล้ว ก็พูดข้อสุดท้าย


ข้อที่ 9 ว่าความงามที่เกิดจากการตายอย่างมีสติ ความงามที่มีอยู่ในการตายอย่างมีสติ นี้จะตายกันอยู่แล้วยังอยากจะงามอีก ลองคิดดูเถอะ แม้จะตายอยู่แล้วก็ยังแสดงฝีไม้ลายมือครั้งสุดท้ายว่า จะตายให้งาม นี้ไม่ใช่กิเลสตัณหาความต้องการอย่างนี้เป็นการทำหน้าที่ เป็นการประพฤติให้ตรงตามหน้าที่ แม้จะตายก็ตายอย่างมีศิลป์ มีศิลปะแห่งการตาย คือตายให้มันงาม คือตายด้วยสติ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นเช่นนี้เอง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นนี้เอง อิทัปปัจจยตา เช่นนี้เอง ไม่ต้องกระเสือกกระสนวุ่นวายใจ เดือดร้อนอะไร
สงบรำงับอย่างยิ่งด้วยอำนาจสติ แล้วจิตก็ดับไป เหมือนดับสวิทช์ไฟ นี่งามหรือไม่งามก็ลองคิดดู? เรียกว่าตายอย่างงดงามที่สุด ตายอย่างมีศิลปะที่สุด ก็คือตายอย่างมีสติ ศิลปะแห่งการใช้สติมันมาจบลงตรงที่ว่า ตายอย่างงดงาม เป็นธรรมะสูงสุด เป็นศิลปะสูงสุดอาตมาได้กล่าวกะท่านทั้งหลายในวันนี้ ด้วยเรื่องศิลปะแห่งการใช้สติในทุก ๆ กรณี หมายความว่า ทุกขั้นตอนและทุก ๆ คน ให้ทุกอย่างเป็นไปถูกต้องตามทางของพระธรรมะ ซึ่งงามอยู่ในตัวพระธรรม มีธรรมะก็มีความงาม มีความงามก็มีธรรมะ มีธรรมะก็มีความงาม มีความงามก็เป็นศิลปะ ฉะนั้น เราจึงมีศิลปะในทุกกรณี ทุกขั้นตอน ในการละเสียซึ่งอบายมุขงามของชาวบ้านทั่วไป ก็ละอบายมุขเสียให้ได้เถอะ มันก็งามขั้นต้น งามขั้นแรกของเรื่องของชาวบ้าน
แล้วก็งามในการดำรงอาชีพ การหาทรัพย์สมบัติ การบริโภคทรัพย์สมบัติ การสะสมไว้ซึ่งทรัพย์สมบัติ ก็ถูกต้องและงดงามบริโภคปัจจัย 4 ที่เป็นเครื่องบำรุงรักษาชีวิต ก็ถูกต้องงดงาม ไม่มีส่วนใดที่น่าติเตียน เพราะมันไม่โง่
ทีนี้งามเพราะว่า ไม่มีนิวรณ์รบกวนใจตลอดวัน ๆ ตลอดวันไม่มีนิวรณ์รบกวนใจ มันก็งามข้างใน.............................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:49:38 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: 02 เมษายน 2553 11:27:56 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 2


และงามออกมาถึงข้างนอก คนที่ไม่หงุดหงิดงุ่นง่านด้วยนิวรณ์นั้นน่ะ มันน่าดู คืองดงาม
ทีนี้งามเพราะสติปัญญาเห็นไตรลักษณ์ บังคับชีวิตนี้ให้งดงาม ให้ปรกติแล้วก็งามเพราะไม่มีกิเลสตัณหาประจำวัน เหมือนที่เกิดกันอยู่
ล้วก็งามเพราะไม่เกิดตัวกู ของกู ด้วยความเผลอสติแล้วก็งามอันสุดท้ายคือ ตายอย่างงดงามที่สุด เพราะตายอย่างมีสติ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ
เพราะเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของสิ่งทั้งปวงแล้ว นี้เรียกว่าตายอย่างมีสติ ดับไปเหมือนปิดสวิทช์ไฟเรื่องมันก็จบที่ว่าจะมีศิลปะในการใช้สตินี้ 9 หัวข้อนี้มันก็พอแล้ว จะพูดให้มากกว่านี้ก็ได้ แต่มันจะฟั่นเฝือ ขอให้ท่านทั้งหลายเก็บไปสนใจแล้วก็พอใจในการที่จะมีชีวิตที่งดงาม คือประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ซึ่งเป็นความงามตามธรรมชาติของธรรมะนั้น ๆ
การบรรยายในวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายด้วยความหวังว่า ต่อไปนี้ท่านทั้งหลายก็จะมีความงามเพิ่มขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย สิ้นสุดการบรรยายนี้แล้วให้พระคุณเจ้าทั้งหลายได้สวดบทพระธรรมสำหรับส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรม ในหน้าที่ของตน ขอจงได้อดทนฟังต่อไปอีกสักขณะหนึ่ง........................



.............................จงรีบออกมาเสียจากวัตถุนิยม...........................


วัตถุนิยมเป็นความรู้ที่ขาดสติปัญญา เป็นทาสของ ตา - หู - จมูก - ลิ้น กาย มีสติปัญญาใชอายตนะเพื่อการศึกษาให้วัตถุเพียงแต่รับใช้จิต จงให้จิตอยู่ในอำนาจของสิ่งใด ๆ ความสุขที่แท้จริงอยู่เหนือวัตถุสำเร็จเมื่อใดโลกนี้เป็นนครอมตะมหานิพพาน


.....................................................THE END................................................


.......................................the art of use sense episode 2.............................


(:LOVE:)พระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาส อินทปัญโญ รัก


http://forums.212cafe.com/boxser/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2553 11:50:06 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
the art of use sense episode 1
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
sometime 9 4890 กระทู้ล่าสุด 01 เมษายน 2553 14:07:40
โดย เงาฝัน
ปาย ปาย ชอปปิ้งกัน episode 1
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
時々๛कभी कभी๛ 2 2301 กระทู้ล่าสุด 08 ธันวาคม 2553 17:41:26
โดย หมีงงในพงหญ้า
บทสวดองค์เทพต่าง ๆ episode 3
จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม
時々๛कभी कभी๛ 0 3641 กระทู้ล่าสุด 02 สิงหาคม 2554 10:07:19
โดย 時々๛कभी कभी๛
Sense Zen ธนูโพชฌงค์ ยิงธนูดูจิต ฝึกปัญญาสามฐาน(คิด กาย ใจ)
จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม
มดเอ๊ก 3 3840 กระทู้ล่าสุด 02 กรกฎาคม 2559 03:06:07
โดย มดเอ๊ก
[ไลฟ์สไตล์] - ดินเนอร์หรูบนเครื่องบินลำใหญ่ Na-Oh Bangkok ชมเรื่องราว Episode ใหม่ที่น่าติดตาม
สุขใจ ร้านน้ำชา
สุขใจ ข่าวสด 0 285 กระทู้ล่าสุด 01 กุมภาพันธ์ 2565 14:19:01
โดย สุขใจ ข่าวสด
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.66 วินาที กับ 30 คำสั่ง

Google visited last this page 27 ตุลาคม 2566 11:02:15