[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
22 กุมภาพันธ์ 2562 16:44:59 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สมุนไพรเพื่อสุขภาพ  (อ่าน 7460 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3348


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 13 มกราคม 2562 15:23:23 »

.



กระท่อม-กัญชา    
เป็นยาวิเศษหรือยาเสพติดร้ายแรง ?  
 
มีอาจารย์ฝรั่งชาวอเมริกันที่เป็นนักภาษาศาสตร์ระดับโลกคนหนึ่งชื่อ ดร.วิลเลียม เจ. เกดนีย์ เคยกล่าวว่า เรื่องราวของวัฒนธรรมไทยทั้งหมดอยู่ในเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน”

เกดนีย์คือใคร คนไทยเดี๋ยวนี้คงไม่รู้จัก

แต่ถ้าเอ่ยชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ คนไทยย่อมรู้จักบ้าง

เกดนีย์คนนี้แหละเป็นผู้เคยดูแลอุปถัมภ์จิตร ภูมิศักดิ์ ในช่วงที่เขามาสอนหนังสือและทำวิจัยด้านไทยคดีที่เมืองไทยอยู่นาน จนได้ผู้หญิงไทยไปเป็นพจนานุกรมฉบับแนบกายกลับอเมริกาไปด้วย ฮา!

เรื่องราวของกระท่อม-กัญชาก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวไทยและทหารไทยที่สอดแทรกอยู่มากมายในวรรณกรรมประจำชาติเรื่องขุนช้างขุนแผน เช่น ตอนขุนแผนประชุมพลยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่


“ครานั้นขุนแผนแสนศักดา ดูท้องฟ้าเห็นจำรัสรัศมี
สบยามตามตำราว่าฤกษ์ดี สั่งให้ตีฆ้องชัยไว้เดโช
ยกจากวัดใหม่ชัยชุมพล พวกพหลพร้อมพรั่งตั้งโห่
พระสงฆ์ส่งสวดชยันโต ออกทุ่งโพธิ์สามต้นขับพลมา
โห่ร้องฆ้องลั่นมาหึ่งหึ่ง  นายจันสามพันตึงเป็นกองหน้า
กองหลังสีอาดราชอาญา พวกทหารสามสิบห้าต่างคลาไคล
บ้างคอนกระสอบหอบกัญชา ตุ้งก่าใส่ย่ามตามเหงื่อไหล
บ้างเหล้าใส่กระบอกหอกคอนไป          ล้าเมื่อไรใส่อึกไม่อื้ออึง
บ้างห่อใบกระท่อมตะพายแล่ง เงี่ยนยาหน้าแห้งตะแคงขึง
ถุนกระท่อมในห่อพอตึงตึง ค่อยมีแรงเดินดึ่งถึงเพื่อนกันฯ”

จะเห็นได้ว่ากองทัพไทยไม่ใช่เดินด้วยท้องเท่านั้น แต่ต้องเดินด้วยกระท่อม-กัญชาด้วยนะ อิ อิ… เรียกว่า “คอนกระสอบหอบกัญชา…ตะพ่ายใบกระท่อม” ชยันโตโห่เอาฤกษ์เอาชัยยกทัพออกมาจากวัดใหม่ชัยชุมพลกันเลย

หน้าที่ของใบกระท่อมในกองทัพนั้นชัดเจนอยู่แล้วคือ ช่วยให้พลทหารมีเรี่ยวแรงเดินกลางแดดร้อนๆ เป็นกระบวนทัพไม่แตกแถวหรือทิ้งช่วงกัน ดังกลอนว่า “ถุนกระท่อมในห่อพอตึงตึง ค่อยมีแรงเดินดึ่งถึงเพื่อนกัน”

คำว่า “ถุน” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหมายถึง “เสพพอแก้ขัด” ไม่ได้เสพเอาจริงเอาจัง ซึ่งถ้าไม่ได้ “ถุนกระท่อม” เดินทัพ มีหวังหัวแถวกับหางแถวคงไปกันคนละทิศคนละทาง ฮา! ส่วนหน้าที่ของกัญชา ก็ตอนหยุดพักพลเสพคลายเครียดที่เหนื่อยล้าเดินทัพมาทั้งวัน


“ขุนแผนก็สั่งให้หยุดพัก ที่ล้าเลื่อยเมื่อยหนักก็นอนสลบ
บรรดาพวกพหลพลรบ จุดคบกองไฟไว้เป็นวง
ลางคนหาเขียงหั่นกัญชา นั่งชักตุ้งก่าจนคอก่ง
บ้างมีแต่กัญชามานั่งลง ผลัดกันหั่นส่งใส่ไฟโพลง
ที่ไม่มีขอซื้อสามมื้อสลึง พอส่งถึงรับหั่นควันโขมง
อยากหวานเมางวงล้วงกระโปร่ง          บ้างโก้งโค้งค้นหาพุทรากวน”

นี่ละครับชีวิตทหารไทยย้อนยุค ซึ่งหาดูได้จากภาพทหารลิงดูดบ้องกัญชาตามฝาผนังวัดพระแก้ว แต่ในเรื่องขุนช้างขุนแผน อุปกรณ์เสพกัญชาคลาสสิคกว่า คือเป็น “ตุ้งก่า” หรือหม้อสูบกัญชาของแขก อย่างแขกเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์ในเรื่อง “ระเด่นลันได” ซึ่งนางประแดะคอยจุดชุดกัญชาที่เป็น “หม้อตุ้งก่า” ถวายผัว ดังกลอนว่า

“แล้วเชิญหม้อตุ้งก่าออกมา นางนั่งเป่าชุดจุดถวาย
ทรงศักดิ์ชักพลางทางยิ้มพราย            โฉมฉายควั่นอ้อยคอยแก้คอ”

ข้อสังเกตในที่นี้คือ กัญชาคู่กับของหวาน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะสูบกัญชาเพลินจนขาดน้ำตาล แล้วแต่ว่าจะสะดวกของหวานแบบไหน จะเป็นอ้อยหรือพุทรากวนก็ไม่เกี่ยง ถ้าสมัยนี้ก็อาจจะใช้ลูกอมจูปาจุ๊ปส์หรือช็อกโกแลตแทนก็ได้ ฮา

แต่กัญชาไม่ใช่ว่าจะเสพติดกันง่ายๆ เพราะหลายคนก็คงไม่ชอบ เช่น มีบรรยายไว้ตอนพลายชุมพลจับเสน่ห์ โดยปลอมตัวเป็นแขกชวากับจหมื่นศรีไปล่อจับเถรขวาดที่ทำเสน่ห์พลายงาม

แผนขั้นแรกคือ ประเคนหม้อตุ้งก่าจุดกัญชาถวายพระ กะมอมกัญชาก่อน แต่พระแสบคอไม่เล่นด้วย


“สองแขกขยับจับตุ้งก่า  จ้าหลิ่มยัดกัญชาไฟจุดเข้า
สูบคนละจ้าหลิ่มทำยิ้มเมา    เถรเฒ่าว่าอะไรข้างในดัง
สองแขกว่าข้างในนั้นใส่น้ำ        เถรขวาดว่ามันทำเป็นอีฉัง
กูจะขอลองรสหมดหรือยัง หยิบไฟเก้กังมาทันใด
สองแขกก็ยัดกัญชาส่ง    เถรชักคอก่งไม่ทนได้
แสบคอเป็นจะตายหงายหน้าไป          กูไม่เอาแล้วอย่าส่งมา”

พอแผนขั้นแรกคือมอมกัญชาจ้าหลิ่ม (พวยใส่ใบกัญชา) ไม่สำเร็จ แผนขั้นสอง คือมอมยาฝิ่น ปรากฏว่าเถรขวาดติดฝิ่นงอมแงม เผลอคายความลับอย่างลืมตัว

ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมยาเสพติดในวรรณกรรมประจำชาติเรื่องนี้บอกเราว่า กระท่อม-กัญชา เสพติดยากกว่าติดฝิ่นกินเหล้าหรือติดหมาก และบุหรี่เสียอีก

มีตัวอย่างวรรณกรรมสะท้อนสังคมไทยให้เห็นว่าติดหมากขนาดไหน แต่ไม่ได้หมายว่า เหล้า กัญชา ยาฝิ่นเป็นของดี ตอนหน้ามาติดตามนะ





กระท่อม-กัญชา
เป็นยาวิเศษหรือยาเสพติดร้ายแรง ในวัฒนธรรมไทย (๒)
 

ความตอนที่แล้ว เล่าถึงวรรณคดีไทยขุนช้างขุนแผนตอนพลายชุมพลจับเสน่ห์ โดยปลอมตัวเป็นแขกชวากับจหมื่นศรีไปล่อจับเถรขวาดที่ทำเสน่ห์พลายงาม

แผนขั้นแรกคือ ประเคนหม้อตุ้งก่าจุดกัญชาถวายพระ กะมอมกัญชาก่อน แต่พระแสบคอไม่เล่นด้วย ความว่า


“สองแขกขยับจับตุ้งก่า  จ้าหลิ่มยัดกัญชาไฟจุดเข้า
สูบคนละจ้าหลิ่มทำยิ้มเมา    เถรเฒ่าว่าอะไรข้างในดัง
สองแขกว่าข้างในนั้นใส่น้ำ  เถรขวาดว่ามันทำเป็นอีฉัง
กูจะขอลองรสหมดหรือยัง    หยิบไฟเก้กังมาทันใด
สองแขกก็ยัดกัญชาส่ง  เถรชักคอก่งไม่ทนได้
แสบคอเป็นจะตายหงายหน้าไป          กูไม่เอาแล้วอย่าส่งมา”

เมื่อแผนขั้นแรกคือมอมกัญชาจ้าหลิ่ม (พวยใส่ใบกัญชา) ไม่สำเร็จ แผนขั้นสองคือมอมยาฝิ่น ปรากฏว่าเถรขวาดติดฝิ่นงอมแงม เผลอคายความลับอย่างลืมตัว จากประสบการณ์ทางวัฒนธรรมยาเสพติดในวรรณกรรมประจำชาติเรื่องนี้บอกเราว่า กระท่อม-กัญชา เสพติดยากกว่าติดฝิ่น กินเหล้าหรือติดหมาก บุหรี่เสียอีก ยังมีตัวอย่าง ดูอย่างนางทองประศรีมารดาขุนแผน ตื่นเช้ามาไม่ทันล้างหน้าก็ตำหมากใส่ปากแล้ว

“ครั้นรุ่งแจ้งแสงสว่างหล้า                  ทองประศรีตื่นตาหาช้าไม่
ล้างหน้าตำหมากใส่ปากไว้    นั่งเคี้ยวไป เคี้ยวไปแล้วตรองการ”

แต่ก็สะกิดเตือนไว้แน่นอน เหล้า กัญชา ยาฝิ่น ย่อมไม่ใช่ของดีตามค่านิยมไทย ดังเช่น พ่อแม่ไม่ยกลูกสาวให้คนกินเหล้าเมากัญชาติดยาฝิ่น ดังเนื้อความตอนนางศรีประจันสอบถามความประพฤติของพลายแก้วที่จะมาเป็นลูกเขยว่า

“ตูจะขอถามความท่านยาย                ลูกชายนั้นดีหรืออย่างไร
ไม่เล่นเบี้ยกินเหล้าเมากัญชา    ฝิ่นฝามันสูบบ้างหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม สังคมไทยจนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๘๖-๒๔๘๗ พืชกระท่อม-กัญชายังไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทำลายสุขภาพหรือผิดศีลธรรมร้ายแรงเหมือนกับเหล้าบุหรี่ด้วยซ้ำ พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ.๒๔๘๖-๒๔๘๗ และพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ.๒๔๘๗ ซึ่งออกมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เพราะรัฐบาลยุคนั้นต้องการเก็บภาษีผูกขาดจากฝิ่นให้มากขึ้น จึงต้องกำจัดคู่แข่งซึ่งปลูกง่าย เสพง่ายแต่ไม่มีรายได้เข้ารัฐ

ถึงกระนั้น กฎหมายทั้งสองฉบับก็ยังอนุญาตให้ใช้พืชสมุนไพรทั้งสองชนิดในการประกอบโรคศิลปะได้ โดยเฉพาะแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน ที่มีอยู่ทั่วทุกท้องถิ่นทั้งประเทศไทย มีตำรับยาดีที่ประกอบด้วยส่วนพืชกระท่อม-กัญชา ทั้งที่เป็นยาตำราหลวงและพื้นบ้านนับร้อยตำรับที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิมของไทยกลับถูกตัดตอนทำหมันโดยรัฐไทยที่ขาดความรู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

โดยตราพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ตีตรวนพืชกระท่อม-กัญชา จากที่เคยเป็นสมุนไพรให้คุณทางการแพทย์อย่างอนันต์ กลายเป็นยาเสพติดให้โทษมหันต์ หรือพืชอาชญากรอุกฉกรรจ์ไปเลย

กล่าวเฉพาะพืชกระท่อมเอง สหประชาชาติมิได้ประกาศให้อยู่ในบัญชีรายชื่อยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์แต่อย่างใด

นอกจากพม่า มาเลเซีย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลียแล้ว ก็ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ตีตราพืชกระท่อมเป็นพืชผิดกฎหมายเลย ยกเว้นประเทศไทยซึ่งเป็นถิ่นภูมิปัญญาพืชกระท่อมแท้ๆ

คิดดูเถอะ เมืองไทยมีข้อมูลการใช้พืชกระท่อมตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมากที่สุด แต่เรากลับไม่ได้รับประโยชน์จากพืชกระท่อมเลย

ผิดกับประเทศที่ไม่เคยมีภูมิปัญญากระท่อมในอดีต อย่างญี่ปุ่นก็ยังชิงจดสิทธิบัตรสารไมตร้าจีนีน (7-hydroxy mitragynine) เป็นยาระงับปวดน้องๆ มอร์ฟีนเลยทีเดียว

ส่วนกัญชานั้นหลายประเทศ ทั้งในญี่ปุ่น แคนาดา สหรัฐอเมริกาและยุโรป อาทิ เนเธอร์แลนด์ สามารถเข้าถึงการใช้ประโยชน์ของกัญชาในเชิงรุก ขณะที่เมืองไทยซึ่งเป็นแหล่งต้นพันธุ์กัญชาที่ดีที่สุดในโลก คือ พันธุ์หางกระรอก ในชื่อพฤกษศาสตร์ว่า แคนนาบิส ซาติวา (Cannabis sativa L. ) กลับยังไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ว่าจะปลดล็อกกัญชาไปในทิศทางใด ที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและราคาถูกที่สุดโดยไม่ตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนผูกขาดทางการแพทย์

ถ้าว่ากันโดยสปีชีส์ (species) แล้ว นักพฤกษศาสตร์ย่อมรู้ดีว่า พืชวัตถุใดที่มีชื่อสปีชีส์ภาษาละตินว่า “sativa , sativum หรือ sativus” แสดงว่า พืชชนิดนั้นกินเป็นอาหารได้อย่างปลอดภัย (Eatable product)

เช่น ข้าวเจ้า (Oryza sativa), ข้าวโอ๊ต (Avena sativa), เกาลัด (Castanea sativa), กระเทียม (Allium sativum), ผักชี (Cariandrum sativum) และหญ้าฝรั่น (Crocus sativus) เป็นต้น

การสร้างมายาคติว่าการปลดล็อกกระท่อม-กัญชาจะทำให้มีคนขี้ยามากขึ้น และมีการใช้ในทางที่ผิดมากขึ้น โดยลืมไปว่ากระท่อม-กัญชาเป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นยาดีได้ด้วย ไม่ใช่เหล้าบุหรี่ที่มีแต่โทษ

การล็อกหรือผูกขาดกระท่อม-กัญชาเท่ากับเป็นการปิดกั้นไม่ให้หมอไทย หมอพื้นบ้านได้ใช้ภูมิปัญญาพัฒนาด้านบวกของสมุนไพรทั้งสองนี้ได้อย่างเต็มที่ จึงเปิดช่องให้พวกขาดความรู้นำไปใช้ในทางที่ผิดด้านเดียว

จนฝ่ายความมั่นคงหวาดผวาหรือเกิดภาพหลอนจากมายาภาพที่พวกตนสร้างขึ้นเอง โดยที่หารู้ไม่ว่า ทั้งการปิดกั้นหรือการผูกขาดจะก่อให้เกิดโทษอย่างมหันต์ยิ่งกว่าการคลายล็อกและการเปิดกว้างเสียอีก

มูลนิธิสุขภาพไทยลงภาพกัญชาเมื่อครั้งที่ผ่านมาคลาดเคลื่อน ได้แก้ไขภาพที่ถูกต้องในครั้งนี้ จึงขออภัยผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้

หวังใจว่ากระท่อม-กัญชาจะกลับมาสู่การใช้ประโยชน์เพื่อช่วยบำบัดรักษาโรคและดูแลสุขภาพให้กับคนไทยได้วันหน้า




เห็ดขี้ควาย บัญชียาเสพติดที่ฝรั่งนำไปจดสิทธิบัตร  

นอกจากรอลุ้นปลดล็อกกัญชาให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแล้ว วันนี้ชวนผู้อ่านมาฟังเรื่องราวของสมุนไพรจากธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่จัดว่าเป็นยาเสพติดเหมือนกัญชา กระท่อม และยังเหมือนกันที่เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยด้วย

นั่นคือ เห็ดขี้ควาย

ประเทศไทยไม่ค่อยเหมือนใครในโลก กระท่อมก็จัดให้เป็นยาเสพติดจนปิดกั้นการค้นคว้าวิจัยนำมาใช้ประโยชน์

เห็ดขี้ควายที่ภูมิปัญญาพื้นบ้านนำมาเป็นยารักษาโรค แต่ก็จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ

โดยผู้ใดผลิต ขาย นำเข้าหรือส่งออกต้องจำคุกตั้งแต่ ๒-๑๕ ปี และปรับตั้งแต่ ๒๐๐,๐๐๐-๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นผู้เสพ จำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในบางประเทศมีการศึกษาวิจัยเห็ดขี้ควายกันนานแล้ว เช่น

การพัฒนายาจากเห็ดขี้ควายในอเมริกามีการจดสิทธิบัตรขั้นตอนการสกัดสารที่ได้จากเห็ด คือ ไซโลไซบินและไซโลซินจากเห็ดขี้ควาย ซึ่งจดสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๕๙ หรือ พ.ศ.๒๕๐๑ (เลขสิทธิบัตร US3183172A)

ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๘๑ หรือ พ.ศ.๒๕๒๔ มีการจดสิทธิบัตรในการพัฒนาสารสเคอร์โรเตีย (sclerotia) ซึ่งได้จากสารไซโรไซ

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนายาจากสารสกัดจากเห็ดขี้ควายร่วมกับเห็ดชนิดอื่นๆ ด้วย

นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างในต่างประเทศที่ให้ความสนใจการพัฒนาสารจากเห็ดขี้ควายเพื่อใช้เป็นยาแผนปัจจุบัน

และในปัจจุบันมีผู้พยายามพัฒนายาจากเห็ดขี้ควาย เพื่อใช้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เพื่อให้คลายเครียด ลดความซึมเศร้า

เห็ดขี้ควายคืออะไร

ที่เรียกชื่อเช่นนี้ก็เพราะเป็นเห็ดที่ขึ้นอยู่บนกองขี้ควาย แต่ต้องเข้าใจว่าเห็ดที่ขึ้นบนกองมูลสัตว์นี้มีอยู่หลายชนิด ในทางวิชาการได้แยกแยะไว้แล้วว่า เห็ดที่นำใช้ประโยชน์ คือ ชนิดที่อยู่ในสกุล Psilocybe เช่น Psilocybe cubensis, Psilocybe semilanceata, Psilocybe semilanceata, Psilocybe azurescens เป็นต้น

เห็ดขี้ควายชนิดที่พบได้ทั่วไปและนิยมนำมาใช้เป็นยากล่อมจิต คือ ชนิด Psilocybe cubensis เห็ดขี้ควายชนิดนี้มีทั้งเก็บมาจากธรรมชาติและเพาะเลี้ยง มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษ คือ magic mushroom

เป็นเห็ดที่มีฤทธิ์กับระบบประสาท พบได้ตามกองขี้ควายแห้ง จึงเป็นที่มาของชื่อเห็ดชนิดนี้ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพ หมวกดอกมีสีเหลืองปนน้ำตาล

ทั้งดอกมีสีอ่อน แต่กลางหมวกมีสีเข้มกว่าบริเวณอื่นๆ ใต้หมวกดอกมีลักษณะเป็นครีบ มีสีน้ำตาลดำ

บริเวณก้านใกล้กับหมวกดอกมีวงแหวนปรากฏอยู่

ในอดีตนานนับพันปี กลุ่มคนที่อยู่ในอเมริกาเหนือใช้เป็นยากล่อมประสาท ทำให้เกิดการฮึกเหิม มีความกล้าออกไปสู้ศึกสงคราม

ในระยะต่อมาได้มีการนำมาใช้เป็นยาระงับประสาท และในตำรายาไทยก็มีการกล่าวถึงด้วยว่า มีรสเบื่อเมา มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด แก้นอนไม่หลับ แก้พิษไข้ร้อน กระสับกระส่าย

หมอไทยใช้เห็ดขี้ควายเป็นยาทำให้ง่วงหรือนอนหลับ จึงเรียกยานี้ว่ายาสุขไสยาสน์

ที่สำคัญยิ่งในภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย โดยเฉพาะในภาคอีสานมีการใช้เห็ดขี้ควายในตำรับยาต่างๆ มากกว่า ๒๐ ตำรับ ที่มีการปรุงยากันมาก ได้แก่ ตำรับยาแก้ไข้หมากไม้ (ไข้ที่เป็นในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล มักเป็นในช่วงที่มีผลไม้ออกมากๆ ไข้ชนิดนี้เมื่อเป็นแล้วห้ามทานผลไม้) ยกตัวอย่างยาแก้ไข้หมากไม้ ให้เอาเห็ดขี้ควายปิ้งให้แห้ม (เกรียม) ฮากข้าว ฮากแตงกัว (แตงกวา) ฝนกินดีแล

ยารักษาโรคผิวหนัง ที่มีการใช้เห็ดขี้ควาย

เช่น

ยาออกสุก (เป็นอีสุกอีใส) ตุ่มบ่ขึ้น (ตุ่มไม่ออก) ให้เอา ไข่เป็ด ๑ เห็ดขี้ควาย ๑ ทาดีแล หรืออีกตำรับให้ใช้ ฮากแค้งขม (มะแว้ง) เห็ดขี้ควาย ขนบั่วไก่ขาว (ขนอ่อนของไก่ชี) ฝนใส่น้ำหน่อไม้ส้ม ทาดีแล

ย่าฆ่าตุ่ม (เมื่อเป็นไข้หมากไม้ ต้องมีตุ่มออกมาลำตัว) ให้เอาเห็ดขี้ควาย ยางแมงวัน (ยางจากต้นมะม่วงหัวแมงวัน) มาขั้ว (ใส่กระเบื้องหรือกระทะตั้งไฟให้ร้อน แล้วคนไปจนสุกหรือเกรียม) สมกัน (ผสมกัน) ทาดีแล

ยาลวงแก้วตาควาย (โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง มีลักษณะเหมือนตาควาย) ให้เอา เห็ดขี้ควาย ๑ คาบงู ๑ เอาเถ้าเขาควายขาด เผาดอม (ด้วย) กันใส่ดี

ในท้องถิ่นอีสานบ้านเฮานั้น เห็ดขี้ควายเป็นเห็ดที่กินได้ เคยมีการนำมาใส่ในอาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ

บางพื้นที่ก็นำมาทาเกลือปิ้งกิน

แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่กินหรือสูบเข้าไปปริมาณมากจะทำให้มีอาการมึนเมา ประสาทหลอน เห็นภาพและแสงต่างๆ มีลักษณะอาการคล้ายกับเสพแอลเอสดี

สารที่ทำให้เกิดอาการมึนเมาและประสาทหลอนคือสาร ไซโลไซบิน (Psilocybin)

เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนไปเป็นสารที่คล้ายสารเซอโรโทนิน (Serotonin) แล้วสารตัวนี้ไปทำให้ไปรบกวนการทำงานของเซอโรโทนินที่เป็นธรรมชาติในร่างกายเรา ที่ทำให้คนที่กินเข้าไปควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้

อาจแรงถึงทำให้มีอารมณ์ก้าวร้าวและฆ่าตัวตายได้

มีการประมาณการว่า กินขนาดที่ทำให้เกิดพิษได้ คือ กินหรือเสพมากกว่า ๑๕ ดอก หรือกินเห็ดแห้งเข้าไป ๑-๔ กรัม

แต่ในปัจจุบันสารไซโลไซบินและไซโลซินจากเห็ดขี้ควายที่ทำให้มึนเมาประสาทหลอนนี้ ถูกนักวิจัยต่างชาติจดสิทธิบัตรไว้ในประเทศของเขาแล้ว

แต่ในประเทศไทยทางมูลนิธิสุขภาพไทยกำลังตรวจค้นดูว่า มีการอนุญาตให้จดสิทธิบัตรไปหรือยัง

ถ้ามีการอนุญาตก็จะเกิดคำถามคำโตเช่นกัญชาว่า รับจดไปได้อย่างไร ในเมื่อเห็ดเป็นสมุนไพรธรรมชาติ และเป็นความรู้ที่ใช้บำบัดรักษาโรคดังได้ยกตัวอย่างไว้แล้ว ซึ่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.๒๕๕๒ ไม่คุ้มครอง

ผู้นิยมสมุนไพรต้องช่วยกันติดตามคุ้มครองสิทธิภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยให้ดี ขณะนี้ต่างชาติกำลังพัฒนายาจากเห็ดขี้ควายเพื่อใช้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และเพื่อเป็นยาคลายเครียด ลดความซึมเศร้า

สารไซโรไซบินและไซโรซินจะเป็นสารเสพติด แต่ถ้าดูจากความรู้การใช้ประโยชน์ของชาวบ้าน ตัวเห็ดขี้ควายทั้งดอกไม่ใช่สารเสพติด หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องน่าจะมาช่วยกันเร่งเก็บและจัดระบบความรู้ ทำการศึกษาวิจัยและส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง อย่าให้ต่างชาติหยิบฉวยไปใช้ได้ง่ายๆ

หวังว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี จะมีส่วนช่วยทำให้สัมฤทธิผลโดยเร็ว




บัว ล้ำค่า ราคาประหยัด  

คนไทยคุ้นเคยกับบัวหรือดอกบัว เพราะนำมาใช้ประโยชน์มากมาย อาจนึกไปว่าบัวนั้นเป็นพืชน้ำที่มีในไทยหรือในอินเดียต้นทางธรรมของพระพุทธศาสนาที่มีมากว่า ๒,๖๐๐ ปีแล้วเท่านั้น

แต่ในวงการนักพฤกษศาสตร์โลกได้พยายามค้นหาแหล่งกำเนิดบัว พบหลักฐานสำคัญ คือ ซากฟอสซิล ((fossil) หรือซากดึกดำบรรพ์ของบัวหลวงจำนวนมากในทวีปอเมริกาเหนือ และในยุโรป เก่าแก่แค่ไหน? ขอบอกว่าไม่ใช่เก่าแก่หลักพันปี แต่ที่ประมาณการคือ มีมาแล้ว ๗๐-๑๓๕ ล้านปี ในประเทศญี่ปุ่นก็พบฟอสซิลบัวหลวงอายุประมาณ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ ปี และสำหรับบัวสายก็พบซากฟอสซิลเก่าแก่ไม่แพ้กัน คือ ประมาณ ๑๑๕-๑๒๕ ล้านปีมาแล้ว

นอกจากพบซากฟอสซิลในญี่ปุ่นแล้ว ยังพบเมล็ดบัวหลวงที่กลายเป็นหินกระจัดกระจายในประเทศจีน

และที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งตรงที่มีการขุดค้นในเหมืองเก่าแห่งหนึ่งแถบแมนจูเรีย พบเมล็ดบัวหลวงแห้ง

จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ทำการตรวจหาอายุเมล็ดแห้งนี้ พบว่ามีอายุเก่าแก่ประมาณ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปี

ต่อมานักพฤกษศาสตร์ได้ลองนำเมล็ดบัวหลวงไปเพาะ ไม่น่าเชื่อว่าในเวลา ๑๘ เดือน เมล็ดบัวนี้เติบโตได้ให้ดอกด้วย แต่มีดอกที่เล็กกว่าดอกบัวหลวงในปัจจุบัน มีกลีบดอกเพียง ๕-๗ กลีบ แต่ให้สีชมพูที่เหมือนกับดอกบัวในยุคปัจจุบัน

การค้นพบนี้แสดงให้มนุษย์รู้ว่า เมล็ดบัวสามารถพักตัวและยังมีชีวิตอยู่รอดได้ยาวนานหลายพันปี

ไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุผลนี้หรือไม่ ที่วัฒนธรรมของชาวจีนถือว่าบัวและดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของสิริมงคล เช่น ภาพบัวที่แสดงถึงการต่อเนื่องไม่จบสิ้น การรวมกัน การปรองดอง ภาพฝักบัวหมายถึงอวยพรให้มีบุตรในเร็ววัน ภาพเด็กอุ้มปลาและมีดอกบัวก็จะหมายถึงให้มีเงินทองใช้ติดต่อกันทุกๆ ปีไม่ขาดมือ เป็นต้น

ในวัฒนธรรมอียิปต์ ถือว่า บัวเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาบูชาเทพเจ้า และดอกบัวเองก็ยังนับถือว่าเป็นเทพเจ้าด้วย และชาวอียิปต์ซึ่งนิยมชมชอบสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในแม่น้ำไนล์ ก็ถือว่าบัวที่ขึ้นตามริมน้ำไนล์เป็นสิ่งที่ดีงาม เพราะกระแสน้ำไนล์ชำระล้างอยู่ตลอดเวลาจึงถือเป็นพืชแห่งความบริสุทธิ์ มีการค้นพบดอกบัวแห้งในสุสานของกษัตริย์แห่งอียิปต์ ซึ่งมีอายุประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปี ในตอนแรกเข้าใจว่าเป็นบัวหลวง แต่ภายหลังการตรวจสอบพบว่าเป็นบัวสายดอกสีขาวชนิดดอกบานตอนกลางคืน และจากการสำรวจของนักโบราณคดีก็พบภาพเขียนรูปสระบัวสายในซากอาคารด้วย นี่ย่อมแสดงให้เห็นความสำคัญของบัวที่มีมาตั้งแต่ในอดีต

ในเอเชียบ้านเราทั้งไทย แขก จีน มักจะนิยมบัวหลวงหรือปทุมชาติ ซึ่งอาจเป็นเพราะบัวหลวงมีถิ่นกำเนิดในทวีปนี้ และบัวก็มักเกี่ยวพันกับศาสนาทั้งพราหมณ์และพุทธ เช่น ในรูปปั้นของเทพเจ้าที่เคารพของชาวฮินดูก็พบการนำสัญลักษณ์บัวมาใช้ ส่วนพุทธศาสนาคงไม่ต้องอธิบายมากนัก คนไทยคุ้นเคยกันดีของความหมายและการนำบัวหรือดอกบัวมาบูชา

ในด้านประโยชน์ บัวเป็นพืชน้ำที่นำมาใช้ได้ทุกส่วน ประโยชน์ทั้งด้านอาหาร ยาสมุนไพร และประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ การนำบัวมากินเป็นอาหาร เช่น กลีบดอกก็กินได้จิ้มน้ำพริก สายบัวมีรสเย็นชื่นใจ ช่วยดับร้อนแก้ไข้ กินสดๆ กินแล้วให้พลังงานต่ำใช้ควบคุมน้ำหนักตัว มีใยอาหารช่วยระบบขับถ่ายได้อีกด้วย เมล็ดกินได้ทั้งเมล็ดอ่อนและแก่ เมล็ดอ่อนนำมากินสด ถ้าไม่เอาดีบัวหรือต้นอ่อนออกก็จะได้รสชาติขมๆ

แต่ดีบัวนี้ คือ ยาสมุนไพรอย่างดี ปัจจุบันพบว่า ดีบัวมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์หลายชนิด มีอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อ “เมธิลคอรีพอลลีน” ((methylcorypalline) ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพระดับครัวเรือน ราคาถูกหาง่าย ให้ผลดี และยังมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาว่า ดีบัวมีฤทธิ์ช่วยลดความดันโลหิต และช่วยให้นอนหลับดีด้วย

รากบัวหรือเหง้าบัวก็นำมาทำอาหารและเครื่องดื่มกินได้

หากจะย่นย่อสรรพคุณของบัวทุกๆ ส่วน ได้ว่า

ใบอ่อน บำรุงร่างกายให้ชุ่มชื่น

ใบแก่ แก้ไข้ บำรุงโลหิต นำไปสูบแก้ริดสีดวงจมูกได้

ดอก กลิ่นหอม ใช้แก้ไข้มีพิษร้อน แก้เสมหะและโลหิต บำรุงหัวใจ และบำรุงครรภ์ทำให้คลอดบุตรง่าย และนำมาต้มน้ำกินแก้อ่อนเพลียได้

เกสร หอมเย็น แก้ไข้ แก้เสมหะ แก้ร้อนในอ่อนเพลีย ถือเป็นยาหอมบำรุงหัวใจ บำรุงประสาทบำรุงกำลัง

ดีบัว แก้กระหายน้ำ ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจ แก้น้ำกามเคลื่อนขณะหลับ

ก้านดอก ถ้านำมาตากแห้ง ใช้สูบแก้ริดสีดวงจมูก ก้านใบ ใช้เป็นยาห้ามเลือดได้

ราก ตามสรรพคุณยาไทยมีรสมัน แก้ไข้พิษร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ชูกำลัง เป็นยาเย็น ใช้บำรุงกำลัง แก้กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย แก้อาเจียนได้

วิธีทำ นำรากบัวล้างน้ำสะอาด หั่นเป็นแว่น ใส่หม้อต้มกับน้ำให้เดือดสัก ๑๐ นาที แต่งน้ำตาลเล็กน้อย ดื่มอุ่นๆ หรือใส่น้ำแข็งกินก็ได้

เหง้า นำมาต้มดื่ม ใช้บำรุงกำลัง แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไอขับเสมหะ แก้อาการอ่อนเพลีย

เทศกาลส่งมอบความห่วงใยและความสุขที่กำลังจะมาถึงนี้ หากจะอุดหนุนทั้งภาคเกษตร และธุรกิจผลิตภัณฑ์ชุมชน และเป็นสัญลักษณ์ดีงาม สิริมงคล บัวต้นสดพร้อมกระถางงามๆ เป็นของขวัญที่ดีต่อใจและให้ความหมายที่ประเสริฐ นำของฝากเช่นเกสรบัวแห้ง เป็นเครื่องดื่มชาชง บำรุงสุขภาพอย่างดีเยี่ยม หรือดีบัวแห้ง ก็คือสมุนไพรที่ดีต่อหัวใจ ของขวัญธรรมชาติ ธรรมดา แต่ล้ำค่า ราคาประหยัดจ้า


ที่มา : หนังสือมติชนสุดสัปดาห์
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3348


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 13 มกราคม 2562 15:24:51 »

.


ฟักทอง    

หลายคนอาจคิดว่า ฟักทองเป็นพืชถิ่นของไทย แต่ถ้าฉุกคิดถึงเทพนิยายยอดนิยมที่คนทั่วโลกรู้จักมานานนับศตวรรษเรื่อง ซินเดอเรลลา คงเห็นจินตนาการรองเท้าแก้ว และรถฟักทอง นี่ย่อมบอกว่าดินแดนทางตะวันตกต้นทางของเทพนิยายมีต้นฟักทองให้ผลโตสีเหลืองอร่ามหรือสีเหลืองส้มๆ มานมนานแล้ว

นักพฤกษศาสตร์บอกว่า ฟักทองมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ เป็นไม้เถาที่ขึ้นได้ทั้งในเขตร้อนไปจนถึงขึ้นได้ในเขตหนาว เราจึงเห็นฟักทองแพร่กระจายไปทั่วโลก หากท่องเที่ยวต่างเมือง คิดจะกินฟักทองผัดไข่ก็หากินได้ไม่ยากนัก

ฟักทองหาง่ายขนาดนี้ และยังมีประโยชน์มากมายสำหรับคนทุกเพศวัยด้วย

ไม่ได้กล่าวเกินจริง เริ่มจากในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ตโฟน ใช้คอมพิวเตอร์ เปิดแท็บเล็ตกันวันละหลายชั่วโมง ดวงตาของคนวัยเด็กไปจนวัยเกษียณต้องการอาหารสมุนไพรที่คอยปกป้องหรือชะลอการเสื่อมถอยของดวงตา ซึ่งฟักทองมีคำตอบ

เนื่องจากผลฟักทองมีวิตามินเอที่สูงมาก ส่งผลดีต่อดวงตาหรือบำรุงสายตา และแก้ปัญหาการมองในที่มืด ลดปัญหาและป้องกันเยื่อบุตาแห้งด้วย

ที่พิเศษไปกว่านั้น เมื่อนักโภชนาการพบว่าในเนื้อฟักทองมีสารสำคัญที่เรียกว่า ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งมีอยู่ในพืชผักหลายชนิด

แต่ฟักทองเป็นพืชที่หาง่ายและมีอยู่จำนวนมาก สารสำคัญ ๒ ชนิดนี้ คือยาบำรุงดวงตา ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นต้อกระจก และกระจกตาเสื่อม ในร่างกายของเราพบสารลูทีนมากที่จอรับภาพของจอประสาทตา

ลูทีนช่วยในการกรองแสงที่จะมาทำอันตรายดวงตาของเรา แสงอันตราย เช่น แสงสีฟ้าจากจอสมาร์ตโฟนที่กระจายออกมาแล้วส่องมาทำร้ายดวงตาของเรา ลูทีนนี้จึงช่วยปกป้องได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าเล่นมือถือวันละหลายชั่วโมง กินฟักทองแล้วจะช่วยได้ เราต้องลดเวลาใช้สายตาด้วย)

วิตามินเอและสารเบต้าแคโรทีนในผลฟักทองยังมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ ซึ่งไม่เพียงสุภาพสตรีที่ห่วงใบหน้าและผิวตัวเท่านั้น

ปัจจุบันบุรุษก็ใส่ใจสุขภาพผิวด้วย การกินฟักทองเป็นประจำ ร่างกายก็จะได้รับสมุนไพรบำรุงผิวจากธรรมชาติ

หรือในเวลานี้มีการทำมาส์กหน้าด้วยฟักทอง ทำง่ายๆ ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเสร็จ นำฟักทองมาต้มให้สุก บดให้เละอาจเติมน้ำบ้างได้ รอให้เย็นแล้วบางคนใช้ฟักทองล้วนๆ ทาให้ทั่วใบหน้า บางคนเพิ่มน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าวก็ได้ นำมาทาพอกให้ทั่วใบหน้า ปล่อยไว้สัก ๒๐-๓๐ นาที ล้างออก

ลองสัมผัสผิวดูจะรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลได้

ฟักทองยังเป็นอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารเหล่านี้หากเราเรียนรู้การกินเป็นประจำก็เป็นการส่งเสริมสุขภาพ เพราะมีส่วนในการช่วยชะลอวัย ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ การกินฟักทองยังได้รับใยอาหารมากพอสมควร

เรารู้กันดีว่าใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ การขับถ่ายได้ดียังมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณงามตามธรรมชาติด้วย และมีบางคนที่กำลังลดน้ำหนักตัวก็เลือกกินฟักทองเป็นอาหารช่วยควบคุมน้ำหนักตัว

สำหรับชายวัยกลางคนขึ้นไป ควรหันมาสนใจฟักทองอย่างยิ่ง เพราะฟักทองเป็นอาหารชั้นเลิศช่วยต่อมลูกหมาก

ความรู้นี้มาจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของทั้งไทยและยุโรป ในไทยจะออกมาในแนวช่วยแก้ไขปัญหาปัสสาวะขัด หรือปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อย และพุ่งไม่แรง ซึ่งอาการเหล่านี้ในชายที่มีอายุมากขึ้นจะพบว่ามาจากปัญหาต่อมลูกหมากโต

ซึ่งความรู้ดั้งเดิมของทั้งไทยและยุโรปแนะนำให้กินเมล็ดฟักทองจะแก้อาการเหล่านี้ได้

จนเมื่อการวิจัยสมัยใหม่พบว่า เมล็ดฟักทองมีสารชนิดหนึ่งชื่อ เคอร์บิซิน (Curbicin) ช่วยลดการปัสสาวะตอนดึก และปัสสาวะคล่องขึ้นในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต

และพบสารอีกชนิดชื่อ เบต้า-ไซโตสเตอรอล (Beta-sitosterol) ซึ่งไปช่วยยับยั้งสารชนิดหนึ่งที่ไปทำให้เซลล์เนื้อเยื่อของต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้นใหญ่ขึ้น

พูดง่ายๆ ไปช่วยไม่ให้ต่อมลูกหมากโตขึ้น และสารนี้ยังช่วยให้ปัสสาวะคล่องขึ้นด้วย

ในการศึกษายังทดลองให้กินน้ำมันจากเมล็ดฟักทองด้วย ซึ่งก็ได้ผลดี ช่วยลดการปัสสาวะตอนกลางคืน ช่วยลดขนาดต่อมลูกหมากได้ในบางราย

ในเมล็ดฟักทองยังเป็นอาหารที่หาง่ายและมีธาตุสังกะสีอยู่จำนวนมาก ซึ่งขอบอกว่าธาตุสังกะสีสำคัญสุดๆ ต่อการสร้างฮอร์โมนเพศชาย สร้างสเปิร์มและช่วยให้คุณภาพสเปิร์มดีด้วย

การกินเมล็ดฟักทองจึงไม่ใช่เฉพาะชายสูงวัย ครอบครัววัยเจริญพันธุ์คุณพ่อบ้านก็ควรกินเมล็ดฟักทองเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วย การกินเมล็ดฟักทองคั่วสุก เป็นสมุนไพร เพื่อต่อมลูกหมาก แนะนำให้กิน เช้าเย็น ครั้งละ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ

ประโยชน์ของฟักทองยังมีอีกมาก - ฟักทองช่วยลดอาการซึมเศร้า

พบว่าในฟักทองมีส่วนไปเพิ่มสารที่เรียกว่าเซโรโทนิน และนอร์อิฟิเนฟริน สาร ๒ ชนิดนี้ถ้าร่างกายมีลดลงจะทำให้มีปัญหาซึมเศร้า แต่ฟักทองไปช่วยให้สารเหล่านี้เพิ่มกลับไปปกติได้ สารเซโรโทนิน คือสารที่ช่วยให้ร่างกายมีความสุข

หากปรุงเมนูฟักทองกินเป็นประจำ เลือกเมล็ดฟักทองเป็นของคบเคี้ยวกินเล่น หวังได้ว่าสุขภาพดีได้ทุกวัย สุขใจได้ตลอดปี


ที่มา : หนังสือมติชนสุดสัปดาห์
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3348


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 24 มกราคม 2562 14:57:47 »


มะเฟือง  
Averrhoa carambola L.
OXALIDACEAE

ไม้ต้นขนาดกลาง ลำต้นและกิ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน

แกนกลางมีไส้คล้ายฟองน้ำสีแดงอ่อน ใบประกอบมีใบย่อย ๕-๑๑ ใบ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง และตาข้างตามกิ่งและลำต้น สีชมพูอ่อนถึงเกือบแดง ผลแหลมเป็นเหลี่ยมมีร่องเป็นพูประมาณ ๔-๖ พู

พันธุ์มะเฟืองที่พบในไทยได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง รสเปรี้ยว มีทั้งลูกใหญ่และลูกเล็ก พันธุ์กวางตุ้ง ผลสีขาว ขอบสีเขียว รสหวาน  พันธุ์ไต้หวัน ผลใหญ่ กลีบบาง ขอบบิด รสหวาน  และพันธุ์มาเลเซีย ผลใหญ่ น้ำเยอะ หวานอมเปรี้ยว

ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณใช้ผลมะเฟืองเป็นตัวยาช่วยในยาแก้ไอ ขับเสมหะน้ำ แต่ควรระวังในการรับประทาน เนื่องจากมีกรดออกซาลิกสูง อาจเพิ่มโอกาสเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคไต
เนื่องจากสารนี้ไปจับตัวกับแคลเซียมและตกเป็นผลึกนิ่วในไตและที่สำคัญ ผู้ที่รับประทานยาลดไขมัน ยาคลายเครียดอยู่ไม่ควรรับประทานมะเฟือง เนื่องจากว่ามะเฟืองมีฤทธิ์ไปต่อต้านการทำงานของตัวยาด้วย




ตะลิงปลิง  
Averrhoa bilimbi L.
OXALIDACEAE

ไม้ต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นสีชมพู ผิวเรียบมีขนนุ่มปกคลุมอยู่ตามกิ่ง ใบประกอบแบบขนนก ดอกช่อออกตามกิ่งและลำต้น สีแดงเข้ม ผลสด ฉ่ำน้ำ สีเหลืองแกมเขียว รสเปรี้ยวจัด

ตำรายาไทยใช้ ผล มีสรรพคุณ แก้เสมหะเหนียว ฟอกโลหิต ราก แก้พิษร้อนใน กระหายน้ำ แต่ควรระวังในการรับประทาน เนื่องจากมีกรดออกซาลิกสูงเช่นเดียวกับมะเฟือง อาจเพิ่มโอกาสเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้
เนื่องจากสารนี้ไปจับตัวกับแคลเซียมและตกเป็นผลึกนิ่วในไต





มะระขี้นก  
Momordica charantia L.
CUCURBITACEAE

ไม้เลื้อยพันต้นไม้อื่น ยาว ๒ เมตร มีมือเกาะ ลำต้นเป็นเหลี่ยมมีขนปกคลุม ขอบใบหยัก เว้าลึก มี ๕-๗ หยัก ปลายใบแหลม

ดอกเดี่ยว แยกเพศ สีเหลืองอ่อน กลีบดอกบาง ช้ำง่าย
ผลสดรูปกระสวย ผิวขรุขระ มีปุ่มยื่นออกมา ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองถึงส้ม ผลแก่แตกอ้าออก
เมล็ดสุกมีสีแดงสด รูปร่างกลมแบน

ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ.๒๕๕๖ ใช้เนื้อผลดิบเป็นตัวยาตรง ในยาแก้ร้อนใน ใบมะระขี้นก ในยาบรรเทาหัด อีสุกอีใส

ส่วนเนื้อผลดิบเป็นตัวยาช่วยในยาแก้ไข้

บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3348


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 01 กุมภาพันธ์ 2562 16:15:57 »




สะเดา

สะเดา ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indica A. Juss. วงศ์กระท้อน Meliaceae ชื่ออื่นๆ สะเดา สะเดาบ้าน (ภาคกลาง), สะเลียม (ภาคเหนือ), เดา กระเดา กะเดา (ภาคใต้), จะดัง จะตัง (ส่วย), ผักสะเลม (ไทลื้อ), ลำต๋าว (ลั้วะ), สะเรียม (ขมุ), ตะหม่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ควินิน (ทั่วไป), สะเดาอินเดีย (กรุงเทพฯ) พบขึ้นทั่วไปตามป่าแล้งในอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน ศรีลังกา และไทย

จัดเป็นพันธุ์ไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ ๒๐-๒๕ เมตร เนื้อไม้แข็งแรงทนทาน ใบสะเดามีสีเขียวเข้ม เมื่ออ่อนมีสีแดง ใบประกอบขนนกชั้นเดียว ใบย่อยรสขมจัด ขอบใบจักเล็กๆ ส่วนดอกสะเดาออกเป็นช่อ ดอกขนาดเล็กสีขาวหรือ สีเทา กลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบดอกมี ๕ กลีบแยกจากกัน ลักษณะเป็นรูปช้อนแคบยาวประมาณ ๔-๖ ม.ม. มีขนนุ่มสั้นขึ้นทั้งสองด้าน ในช่อดอกมีสารจำพวกไกลโคไซด์ Nimbasterin ๐.๐๐๕% และมีน้ำมันหอมระเหยที่มีรสเผ็ดจัดอยู่ ๐.๕% นอกจากนี้ยังพบว่ามีสาร Nimbecetin, Nimbesterol, กรดไขมัน และสารที่มีรสขม

ผลกลมยาวเล็กน้อย เมื่อสุกสีเหลือง ส่วนเมล็ดสะเดามีลักษณะกลมรี ผิวเมล็ดค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ ตามยาว สีเหลืองซีดหรือเป็นสีน้ำตาล ในน้ำหนัก ๑ กิโลกรัมมีเมล็ดประมาณ ๔,๐๐๐ เมล็ด ในเมล็ดจะมีน้ำมันอยู่ประมาณ ๔๕% มีน้ำมันขม Margosic acid ๔๕% หรือเรียกว่า im oil และมีสารขม Nimbin

เกี่ยวกับสรรพคุณของสะเดา นำคำตอบมาจากเว็บไซต์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ข้อมูลของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า สะเดาเป็น ผักสมุนไพรพื้นบ้านที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีน แร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

สรรพคุณทางยาของสะเดา

๑. ดีท็อกซ์สารพิษตกค้างในร่างกาย ใบสะเดาเมื่อนำมาต้มในน้ำร้อนใช้จิบอย่างน้อยวันละครั้ง ล้างพิษในกระแสเลือด กระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น

๒.รักษาโรคผิวหนัง สารเกดูนิน (Gedunin) และนิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและเมล็ดมีประสิทธิภาพสูงในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียและเชื้อไวรัส ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราที่เท้า เล็บ กลาก-เกลื้อน หิด เริม แผลจากโรคสะเก็ดเงิน (เชื้อแบคทีเรีย) หัด ลมพิษ ผดผื่นคัน หูด และอีสุกอีใส
 
๓. แก้ไข้มาลาเรีย สารเคมีกลุ่มลิโมนอยด์ (Limonoids) ได้แก่ สารเกดูนิน และนิมโบลิดี ในใบและเมล็ดสะเดา สามารถยับยั้งเชื้อฟัลซิปารัม (P.Falciparum) ซึ่งเป็นเชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาชนิดหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๔. รักษาโรคไขข้อ ขอบใบสะเดา เมล็ดสะเดา และเปลือกต้น เป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคไขข้อได้ ช่วยลดอาการปวด บวมในข้อ โดยอาจนำมาสกัดเป็นน้ำมันใช้ทาบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และอาการปวดหลังช่วงล่าง หรือนำใบมาต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อรักษาอาการของโรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ โรคกระดูกพรุน

๕. ช่วยย่อยอาหาร ใบสะเดานำมาทำเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยได้ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำดี ช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น อีกทั้งน้ำดีที่ถูกกระตุ้นสร้างออกมานั้นจะช่วยย่อยอาหารประเภทไขมันได้ดีขึ้นด้วย

๖. บำรุงสุขภาพช่องปาก บำรุงเหงือกและฟัน นิยมนำมา สกัดเป็นส่วนผสมในยาสีฟันทั่วไป ช่วยรักษาโรครำมะนาด โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก

๗.ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอก และมะเร็ง มีผลวิจัยบางชิ้นเผยว่า สารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) และ สารลิโมนอยด์ (Limonoids) ที่พบในเปลือก ใบ และผลสะเดา มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง

๘. คุมกำเนิด ใช้น้ำมันสะเดาเพื่อคุมกำเนิดในผู้หญิงและผู้ชาย โดยใช้วิธีต่างกัน ผู้หญิงจะใช้น้ำมันสะเดาชุบสำลีทาบริเวณปากช่องคลอด ส่วนผู้ชายจะใช้ฉีดน้ำมันสะเดาบริเวณท่อนำอสุจิ

๙. สะเดาช่วยบำรุงกระดูกและข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย

๑๐. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน โดยจะยับยั้งการผลิตอินซูลินได้กว่าร้อยละ ๕๐ และยังช่วยปรับสมดุลความอยากอาหาร

๑๑. ดีท็อกซ์สารพิษในกระแสเลือด ทำให้มีปริมาณเลือดดีหมุนเวียนในร่างกายมากขึ้น

๑๒. ต้านมะเร็งสารพอลิแซ็กคาไรด์ และสารลิโมนอยด์ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย

๑๓. ลดการติดเชื้อราในช่องคลอด

๑๔. บำรุงหัวใจ ผลของต้นสะเดาหากนำมาต้ม ใช้จิบอย่างน้อย วันละครั้ง มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นปกติ



กุยช่าย

กุยช่าย (Chinese Chive) พืชสมุนไพรจำพวกผัก มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียกหัวซู ภาคอีสานเรียก หอมแป้น กูไฉ่ หรือ ผักแป้น โดยทั่วไปมี ๒ ประเภท คือ กุยช่ายเขียวและกุยช่ายขาว ต่างกันในเรื่องการปลูกและดูแลรักษาเท่านั้น

ต้นกุยช่ายเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ ๓๐-๔๕ ซ.ม. เหง้าเล็ก ใบแบนเป็นรูปขอบขนาน บริเวณโคนมีกาบบางซ้อนสลับกันไปมา ดอกกุยช่ายนั้นคนทั่วไปมักนิยมเรียกกันว่า ดอกไม้กวาด ออกดอกเป็นช่อสีขาว กลิ่นหอม ก้านช่อดอกมีลักษณะกลม มีใบประดับหุ้มช่อดอก ผลทรงกลม เมื่อผลแก่จะแตกตามตะเข็บ มีเมล็ดในช่องผนังด้านในช่องละ ๑-๒

เมล็ด สีน้ำตาลแบนและขรุขระ

สรรพคุณ ใบช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ฟกช้ำบวม แก้ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด แก้อาการปวดแน่นหน้าอก ขับลม เมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิเส้นด้ายหรือพยาธิแส้ม้า บำรุงตับ บำรุงไต แก้อาการปวดเอว เหง้าแก้อาการฟกช้ำบวม แก้กลาก


ที่มาข้อมูล Khaosod daily
บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า:  1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.212 วินาที กับ 31 คำสั่ง

Google visited last this page 11 กุมภาพันธ์ 2562 14:59:01