[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
26 เมษายน 2562 11:38:56 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สมุนไพรเพื่อสุขภาพ  (อ่าน 8171 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3377


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 13 มกราคม 2562 15:23:23 »

.



กระท่อม-กัญชา    
เป็นยาวิเศษหรือยาเสพติดร้ายแรง ?  
 
มีอาจารย์ฝรั่งชาวอเมริกันที่เป็นนักภาษาศาสตร์ระดับโลกคนหนึ่งชื่อ ดร.วิลเลียม เจ. เกดนีย์ เคยกล่าวว่า เรื่องราวของวัฒนธรรมไทยทั้งหมดอยู่ในเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน”

เกดนีย์คือใคร คนไทยเดี๋ยวนี้คงไม่รู้จัก

แต่ถ้าเอ่ยชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ คนไทยย่อมรู้จักบ้าง

เกดนีย์คนนี้แหละเป็นผู้เคยดูแลอุปถัมภ์จิตร ภูมิศักดิ์ ในช่วงที่เขามาสอนหนังสือและทำวิจัยด้านไทยคดีที่เมืองไทยอยู่นาน จนได้ผู้หญิงไทยไปเป็นพจนานุกรมฉบับแนบกายกลับอเมริกาไปด้วย ฮา!

เรื่องราวของกระท่อม-กัญชาก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวไทยและทหารไทยที่สอดแทรกอยู่มากมายในวรรณกรรมประจำชาติเรื่องขุนช้างขุนแผน เช่น ตอนขุนแผนประชุมพลยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่


“ครานั้นขุนแผนแสนศักดา ดูท้องฟ้าเห็นจำรัสรัศมี
สบยามตามตำราว่าฤกษ์ดี สั่งให้ตีฆ้องชัยไว้เดโช
ยกจากวัดใหม่ชัยชุมพล พวกพหลพร้อมพรั่งตั้งโห่
พระสงฆ์ส่งสวดชยันโต ออกทุ่งโพธิ์สามต้นขับพลมา
โห่ร้องฆ้องลั่นมาหึ่งหึ่ง  นายจันสามพันตึงเป็นกองหน้า
กองหลังสีอาดราชอาญา พวกทหารสามสิบห้าต่างคลาไคล
บ้างคอนกระสอบหอบกัญชา ตุ้งก่าใส่ย่ามตามเหงื่อไหล
บ้างเหล้าใส่กระบอกหอกคอนไป          ล้าเมื่อไรใส่อึกไม่อื้ออึง
บ้างห่อใบกระท่อมตะพายแล่ง เงี่ยนยาหน้าแห้งตะแคงขึง
ถุนกระท่อมในห่อพอตึงตึง ค่อยมีแรงเดินดึ่งถึงเพื่อนกันฯ”

จะเห็นได้ว่ากองทัพไทยไม่ใช่เดินด้วยท้องเท่านั้น แต่ต้องเดินด้วยกระท่อม-กัญชาด้วยนะ อิ อิ… เรียกว่า “คอนกระสอบหอบกัญชา…ตะพ่ายใบกระท่อม” ชยันโตโห่เอาฤกษ์เอาชัยยกทัพออกมาจากวัดใหม่ชัยชุมพลกันเลย

หน้าที่ของใบกระท่อมในกองทัพนั้นชัดเจนอยู่แล้วคือ ช่วยให้พลทหารมีเรี่ยวแรงเดินกลางแดดร้อนๆ เป็นกระบวนทัพไม่แตกแถวหรือทิ้งช่วงกัน ดังกลอนว่า “ถุนกระท่อมในห่อพอตึงตึง ค่อยมีแรงเดินดึ่งถึงเพื่อนกัน”

คำว่า “ถุน” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหมายถึง “เสพพอแก้ขัด” ไม่ได้เสพเอาจริงเอาจัง ซึ่งถ้าไม่ได้ “ถุนกระท่อม” เดินทัพ มีหวังหัวแถวกับหางแถวคงไปกันคนละทิศคนละทาง ฮา! ส่วนหน้าที่ของกัญชา ก็ตอนหยุดพักพลเสพคลายเครียดที่เหนื่อยล้าเดินทัพมาทั้งวัน


“ขุนแผนก็สั่งให้หยุดพัก ที่ล้าเลื่อยเมื่อยหนักก็นอนสลบ
บรรดาพวกพหลพลรบ จุดคบกองไฟไว้เป็นวง
ลางคนหาเขียงหั่นกัญชา นั่งชักตุ้งก่าจนคอก่ง
บ้างมีแต่กัญชามานั่งลง ผลัดกันหั่นส่งใส่ไฟโพลง
ที่ไม่มีขอซื้อสามมื้อสลึง พอส่งถึงรับหั่นควันโขมง
อยากหวานเมางวงล้วงกระโปร่ง          บ้างโก้งโค้งค้นหาพุทรากวน”

นี่ละครับชีวิตทหารไทยย้อนยุค ซึ่งหาดูได้จากภาพทหารลิงดูดบ้องกัญชาตามฝาผนังวัดพระแก้ว แต่ในเรื่องขุนช้างขุนแผน อุปกรณ์เสพกัญชาคลาสสิคกว่า คือเป็น “ตุ้งก่า” หรือหม้อสูบกัญชาของแขก อย่างแขกเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์ในเรื่อง “ระเด่นลันได” ซึ่งนางประแดะคอยจุดชุดกัญชาที่เป็น “หม้อตุ้งก่า” ถวายผัว ดังกลอนว่า

“แล้วเชิญหม้อตุ้งก่าออกมา นางนั่งเป่าชุดจุดถวาย
ทรงศักดิ์ชักพลางทางยิ้มพราย            โฉมฉายควั่นอ้อยคอยแก้คอ”

ข้อสังเกตในที่นี้คือ กัญชาคู่กับของหวาน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะสูบกัญชาเพลินจนขาดน้ำตาล แล้วแต่ว่าจะสะดวกของหวานแบบไหน จะเป็นอ้อยหรือพุทรากวนก็ไม่เกี่ยง ถ้าสมัยนี้ก็อาจจะใช้ลูกอมจูปาจุ๊ปส์หรือช็อกโกแลตแทนก็ได้ ฮา

แต่กัญชาไม่ใช่ว่าจะเสพติดกันง่ายๆ เพราะหลายคนก็คงไม่ชอบ เช่น มีบรรยายไว้ตอนพลายชุมพลจับเสน่ห์ โดยปลอมตัวเป็นแขกชวากับจหมื่นศรีไปล่อจับเถรขวาดที่ทำเสน่ห์พลายงาม

แผนขั้นแรกคือ ประเคนหม้อตุ้งก่าจุดกัญชาถวายพระ กะมอมกัญชาก่อน แต่พระแสบคอไม่เล่นด้วย


“สองแขกขยับจับตุ้งก่า  จ้าหลิ่มยัดกัญชาไฟจุดเข้า
สูบคนละจ้าหลิ่มทำยิ้มเมา    เถรเฒ่าว่าอะไรข้างในดัง
สองแขกว่าข้างในนั้นใส่น้ำ        เถรขวาดว่ามันทำเป็นอีฉัง
กูจะขอลองรสหมดหรือยัง หยิบไฟเก้กังมาทันใด
สองแขกก็ยัดกัญชาส่ง    เถรชักคอก่งไม่ทนได้
แสบคอเป็นจะตายหงายหน้าไป          กูไม่เอาแล้วอย่าส่งมา”

พอแผนขั้นแรกคือมอมกัญชาจ้าหลิ่ม (พวยใส่ใบกัญชา) ไม่สำเร็จ แผนขั้นสอง คือมอมยาฝิ่น ปรากฏว่าเถรขวาดติดฝิ่นงอมแงม เผลอคายความลับอย่างลืมตัว

ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมยาเสพติดในวรรณกรรมประจำชาติเรื่องนี้บอกเราว่า กระท่อม-กัญชา เสพติดยากกว่าติดฝิ่นกินเหล้าหรือติดหมาก และบุหรี่เสียอีก

มีตัวอย่างวรรณกรรมสะท้อนสังคมไทยให้เห็นว่าติดหมากขนาดไหน แต่ไม่ได้หมายว่า เหล้า กัญชา ยาฝิ่นเป็นของดี ตอนหน้ามาติดตามนะ





กระท่อม-กัญชา
เป็นยาวิเศษหรือยาเสพติดร้ายแรง ในวัฒนธรรมไทย (๒)
 

ความตอนที่แล้ว เล่าถึงวรรณคดีไทยขุนช้างขุนแผนตอนพลายชุมพลจับเสน่ห์ โดยปลอมตัวเป็นแขกชวากับจหมื่นศรีไปล่อจับเถรขวาดที่ทำเสน่ห์พลายงาม

แผนขั้นแรกคือ ประเคนหม้อตุ้งก่าจุดกัญชาถวายพระ กะมอมกัญชาก่อน แต่พระแสบคอไม่เล่นด้วย ความว่า


“สองแขกขยับจับตุ้งก่า  จ้าหลิ่มยัดกัญชาไฟจุดเข้า
สูบคนละจ้าหลิ่มทำยิ้มเมา    เถรเฒ่าว่าอะไรข้างในดัง
สองแขกว่าข้างในนั้นใส่น้ำ  เถรขวาดว่ามันทำเป็นอีฉัง
กูจะขอลองรสหมดหรือยัง    หยิบไฟเก้กังมาทันใด
สองแขกก็ยัดกัญชาส่ง  เถรชักคอก่งไม่ทนได้
แสบคอเป็นจะตายหงายหน้าไป          กูไม่เอาแล้วอย่าส่งมา”

เมื่อแผนขั้นแรกคือมอมกัญชาจ้าหลิ่ม (พวยใส่ใบกัญชา) ไม่สำเร็จ แผนขั้นสองคือมอมยาฝิ่น ปรากฏว่าเถรขวาดติดฝิ่นงอมแงม เผลอคายความลับอย่างลืมตัว จากประสบการณ์ทางวัฒนธรรมยาเสพติดในวรรณกรรมประจำชาติเรื่องนี้บอกเราว่า กระท่อม-กัญชา เสพติดยากกว่าติดฝิ่น กินเหล้าหรือติดหมาก บุหรี่เสียอีก ยังมีตัวอย่าง ดูอย่างนางทองประศรีมารดาขุนแผน ตื่นเช้ามาไม่ทันล้างหน้าก็ตำหมากใส่ปากแล้ว

“ครั้นรุ่งแจ้งแสงสว่างหล้า                  ทองประศรีตื่นตาหาช้าไม่
ล้างหน้าตำหมากใส่ปากไว้    นั่งเคี้ยวไป เคี้ยวไปแล้วตรองการ”

แต่ก็สะกิดเตือนไว้แน่นอน เหล้า กัญชา ยาฝิ่น ย่อมไม่ใช่ของดีตามค่านิยมไทย ดังเช่น พ่อแม่ไม่ยกลูกสาวให้คนกินเหล้าเมากัญชาติดยาฝิ่น ดังเนื้อความตอนนางศรีประจันสอบถามความประพฤติของพลายแก้วที่จะมาเป็นลูกเขยว่า

“ตูจะขอถามความท่านยาย                ลูกชายนั้นดีหรืออย่างไร
ไม่เล่นเบี้ยกินเหล้าเมากัญชา    ฝิ่นฝามันสูบบ้างหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม สังคมไทยจนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๘๖-๒๔๘๗ พืชกระท่อม-กัญชายังไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทำลายสุขภาพหรือผิดศีลธรรมร้ายแรงเหมือนกับเหล้าบุหรี่ด้วยซ้ำ พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ.๒๔๘๖-๒๔๘๗ และพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ.๒๔๘๗ ซึ่งออกมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เพราะรัฐบาลยุคนั้นต้องการเก็บภาษีผูกขาดจากฝิ่นให้มากขึ้น จึงต้องกำจัดคู่แข่งซึ่งปลูกง่าย เสพง่ายแต่ไม่มีรายได้เข้ารัฐ

ถึงกระนั้น กฎหมายทั้งสองฉบับก็ยังอนุญาตให้ใช้พืชสมุนไพรทั้งสองชนิดในการประกอบโรคศิลปะได้ โดยเฉพาะแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน ที่มีอยู่ทั่วทุกท้องถิ่นทั้งประเทศไทย มีตำรับยาดีที่ประกอบด้วยส่วนพืชกระท่อม-กัญชา ทั้งที่เป็นยาตำราหลวงและพื้นบ้านนับร้อยตำรับที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิมของไทยกลับถูกตัดตอนทำหมันโดยรัฐไทยที่ขาดความรู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

โดยตราพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ตีตรวนพืชกระท่อม-กัญชา จากที่เคยเป็นสมุนไพรให้คุณทางการแพทย์อย่างอนันต์ กลายเป็นยาเสพติดให้โทษมหันต์ หรือพืชอาชญากรอุกฉกรรจ์ไปเลย

กล่าวเฉพาะพืชกระท่อมเอง สหประชาชาติมิได้ประกาศให้อยู่ในบัญชีรายชื่อยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์แต่อย่างใด

นอกจากพม่า มาเลเซีย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลียแล้ว ก็ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ตีตราพืชกระท่อมเป็นพืชผิดกฎหมายเลย ยกเว้นประเทศไทยซึ่งเป็นถิ่นภูมิปัญญาพืชกระท่อมแท้ๆ

คิดดูเถอะ เมืองไทยมีข้อมูลการใช้พืชกระท่อมตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมากที่สุด แต่เรากลับไม่ได้รับประโยชน์จากพืชกระท่อมเลย

ผิดกับประเทศที่ไม่เคยมีภูมิปัญญากระท่อมในอดีต อย่างญี่ปุ่นก็ยังชิงจดสิทธิบัตรสารไมตร้าจีนีน (7-hydroxy mitragynine) เป็นยาระงับปวดน้องๆ มอร์ฟีนเลยทีเดียว

ส่วนกัญชานั้นหลายประเทศ ทั้งในญี่ปุ่น แคนาดา สหรัฐอเมริกาและยุโรป อาทิ เนเธอร์แลนด์ สามารถเข้าถึงการใช้ประโยชน์ของกัญชาในเชิงรุก ขณะที่เมืองไทยซึ่งเป็นแหล่งต้นพันธุ์กัญชาที่ดีที่สุดในโลก คือ พันธุ์หางกระรอก ในชื่อพฤกษศาสตร์ว่า แคนนาบิส ซาติวา (Cannabis sativa L. ) กลับยังไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ว่าจะปลดล็อกกัญชาไปในทิศทางใด ที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและราคาถูกที่สุดโดยไม่ตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนผูกขาดทางการแพทย์

ถ้าว่ากันโดยสปีชีส์ (species) แล้ว นักพฤกษศาสตร์ย่อมรู้ดีว่า พืชวัตถุใดที่มีชื่อสปีชีส์ภาษาละตินว่า “sativa , sativum หรือ sativus” แสดงว่า พืชชนิดนั้นกินเป็นอาหารได้อย่างปลอดภัย (Eatable product)

เช่น ข้าวเจ้า (Oryza sativa), ข้าวโอ๊ต (Avena sativa), เกาลัด (Castanea sativa), กระเทียม (Allium sativum), ผักชี (Cariandrum sativum) และหญ้าฝรั่น (Crocus sativus) เป็นต้น

การสร้างมายาคติว่าการปลดล็อกกระท่อม-กัญชาจะทำให้มีคนขี้ยามากขึ้น และมีการใช้ในทางที่ผิดมากขึ้น โดยลืมไปว่ากระท่อม-กัญชาเป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นยาดีได้ด้วย ไม่ใช่เหล้าบุหรี่ที่มีแต่โทษ

การล็อกหรือผูกขาดกระท่อม-กัญชาเท่ากับเป็นการปิดกั้นไม่ให้หมอไทย หมอพื้นบ้านได้ใช้ภูมิปัญญาพัฒนาด้านบวกของสมุนไพรทั้งสองนี้ได้อย่างเต็มที่ จึงเปิดช่องให้พวกขาดความรู้นำไปใช้ในทางที่ผิดด้านเดียว

จนฝ่ายความมั่นคงหวาดผวาหรือเกิดภาพหลอนจากมายาภาพที่พวกตนสร้างขึ้นเอง โดยที่หารู้ไม่ว่า ทั้งการปิดกั้นหรือการผูกขาดจะก่อให้เกิดโทษอย่างมหันต์ยิ่งกว่าการคลายล็อกและการเปิดกว้างเสียอีก

มูลนิธิสุขภาพไทยลงภาพกัญชาเมื่อครั้งที่ผ่านมาคลาดเคลื่อน ได้แก้ไขภาพที่ถูกต้องในครั้งนี้ จึงขออภัยผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้

หวังใจว่ากระท่อม-กัญชาจะกลับมาสู่การใช้ประโยชน์เพื่อช่วยบำบัดรักษาโรคและดูแลสุขภาพให้กับคนไทยได้วันหน้า




เห็ดขี้ควาย บัญชียาเสพติดที่ฝรั่งนำไปจดสิทธิบัตร  

นอกจากรอลุ้นปลดล็อกกัญชาให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแล้ว วันนี้ชวนผู้อ่านมาฟังเรื่องราวของสมุนไพรจากธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่จัดว่าเป็นยาเสพติดเหมือนกัญชา กระท่อม และยังเหมือนกันที่เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยด้วย

นั่นคือ เห็ดขี้ควาย

ประเทศไทยไม่ค่อยเหมือนใครในโลก กระท่อมก็จัดให้เป็นยาเสพติดจนปิดกั้นการค้นคว้าวิจัยนำมาใช้ประโยชน์

เห็ดขี้ควายที่ภูมิปัญญาพื้นบ้านนำมาเป็นยารักษาโรค แต่ก็จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ

โดยผู้ใดผลิต ขาย นำเข้าหรือส่งออกต้องจำคุกตั้งแต่ ๒-๑๕ ปี และปรับตั้งแต่ ๒๐๐,๐๐๐-๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นผู้เสพ จำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในบางประเทศมีการศึกษาวิจัยเห็ดขี้ควายกันนานแล้ว เช่น

การพัฒนายาจากเห็ดขี้ควายในอเมริกามีการจดสิทธิบัตรขั้นตอนการสกัดสารที่ได้จากเห็ด คือ ไซโลไซบินและไซโลซินจากเห็ดขี้ควาย ซึ่งจดสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๕๙ หรือ พ.ศ.๒๕๐๑ (เลขสิทธิบัตร US3183172A)

ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๘๑ หรือ พ.ศ.๒๕๒๔ มีการจดสิทธิบัตรในการพัฒนาสารสเคอร์โรเตีย (sclerotia) ซึ่งได้จากสารไซโรไซ

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนายาจากสารสกัดจากเห็ดขี้ควายร่วมกับเห็ดชนิดอื่นๆ ด้วย

นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างในต่างประเทศที่ให้ความสนใจการพัฒนาสารจากเห็ดขี้ควายเพื่อใช้เป็นยาแผนปัจจุบัน

และในปัจจุบันมีผู้พยายามพัฒนายาจากเห็ดขี้ควาย เพื่อใช้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เพื่อให้คลายเครียด ลดความซึมเศร้า

เห็ดขี้ควายคืออะไร

ที่เรียกชื่อเช่นนี้ก็เพราะเป็นเห็ดที่ขึ้นอยู่บนกองขี้ควาย แต่ต้องเข้าใจว่าเห็ดที่ขึ้นบนกองมูลสัตว์นี้มีอยู่หลายชนิด ในทางวิชาการได้แยกแยะไว้แล้วว่า เห็ดที่นำใช้ประโยชน์ คือ ชนิดที่อยู่ในสกุล Psilocybe เช่น Psilocybe cubensis, Psilocybe semilanceata, Psilocybe semilanceata, Psilocybe azurescens เป็นต้น

เห็ดขี้ควายชนิดที่พบได้ทั่วไปและนิยมนำมาใช้เป็นยากล่อมจิต คือ ชนิด Psilocybe cubensis เห็ดขี้ควายชนิดนี้มีทั้งเก็บมาจากธรรมชาติและเพาะเลี้ยง มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษ คือ magic mushroom

เป็นเห็ดที่มีฤทธิ์กับระบบประสาท พบได้ตามกองขี้ควายแห้ง จึงเป็นที่มาของชื่อเห็ดชนิดนี้ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพ หมวกดอกมีสีเหลืองปนน้ำตาล

ทั้งดอกมีสีอ่อน แต่กลางหมวกมีสีเข้มกว่าบริเวณอื่นๆ ใต้หมวกดอกมีลักษณะเป็นครีบ มีสีน้ำตาลดำ

บริเวณก้านใกล้กับหมวกดอกมีวงแหวนปรากฏอยู่

ในอดีตนานนับพันปี กลุ่มคนที่อยู่ในอเมริกาเหนือใช้เป็นยากล่อมประสาท ทำให้เกิดการฮึกเหิม มีความกล้าออกไปสู้ศึกสงคราม

ในระยะต่อมาได้มีการนำมาใช้เป็นยาระงับประสาท และในตำรายาไทยก็มีการกล่าวถึงด้วยว่า มีรสเบื่อเมา มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด แก้นอนไม่หลับ แก้พิษไข้ร้อน กระสับกระส่าย

หมอไทยใช้เห็ดขี้ควายเป็นยาทำให้ง่วงหรือนอนหลับ จึงเรียกยานี้ว่ายาสุขไสยาสน์

ที่สำคัญยิ่งในภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย โดยเฉพาะในภาคอีสานมีการใช้เห็ดขี้ควายในตำรับยาต่างๆ มากกว่า ๒๐ ตำรับ ที่มีการปรุงยากันมาก ได้แก่ ตำรับยาแก้ไข้หมากไม้ (ไข้ที่เป็นในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล มักเป็นในช่วงที่มีผลไม้ออกมากๆ ไข้ชนิดนี้เมื่อเป็นแล้วห้ามทานผลไม้) ยกตัวอย่างยาแก้ไข้หมากไม้ ให้เอาเห็ดขี้ควายปิ้งให้แห้ม (เกรียม) ฮากข้าว ฮากแตงกัว (แตงกวา) ฝนกินดีแล

ยารักษาโรคผิวหนัง ที่มีการใช้เห็ดขี้ควาย

เช่น

ยาออกสุก (เป็นอีสุกอีใส) ตุ่มบ่ขึ้น (ตุ่มไม่ออก) ให้เอา ไข่เป็ด ๑ เห็ดขี้ควาย ๑ ทาดีแล หรืออีกตำรับให้ใช้ ฮากแค้งขม (มะแว้ง) เห็ดขี้ควาย ขนบั่วไก่ขาว (ขนอ่อนของไก่ชี) ฝนใส่น้ำหน่อไม้ส้ม ทาดีแล

ย่าฆ่าตุ่ม (เมื่อเป็นไข้หมากไม้ ต้องมีตุ่มออกมาลำตัว) ให้เอาเห็ดขี้ควาย ยางแมงวัน (ยางจากต้นมะม่วงหัวแมงวัน) มาขั้ว (ใส่กระเบื้องหรือกระทะตั้งไฟให้ร้อน แล้วคนไปจนสุกหรือเกรียม) สมกัน (ผสมกัน) ทาดีแล

ยาลวงแก้วตาควาย (โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง มีลักษณะเหมือนตาควาย) ให้เอา เห็ดขี้ควาย ๑ คาบงู ๑ เอาเถ้าเขาควายขาด เผาดอม (ด้วย) กันใส่ดี

ในท้องถิ่นอีสานบ้านเฮานั้น เห็ดขี้ควายเป็นเห็ดที่กินได้ เคยมีการนำมาใส่ในอาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ

บางพื้นที่ก็นำมาทาเกลือปิ้งกิน

แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่กินหรือสูบเข้าไปปริมาณมากจะทำให้มีอาการมึนเมา ประสาทหลอน เห็นภาพและแสงต่างๆ มีลักษณะอาการคล้ายกับเสพแอลเอสดี

สารที่ทำให้เกิดอาการมึนเมาและประสาทหลอนคือสาร ไซโลไซบิน (Psilocybin)

เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนไปเป็นสารที่คล้ายสารเซอโรโทนิน (Serotonin) แล้วสารตัวนี้ไปทำให้ไปรบกวนการทำงานของเซอโรโทนินที่เป็นธรรมชาติในร่างกายเรา ที่ทำให้คนที่กินเข้าไปควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้

อาจแรงถึงทำให้มีอารมณ์ก้าวร้าวและฆ่าตัวตายได้

มีการประมาณการว่า กินขนาดที่ทำให้เกิดพิษได้ คือ กินหรือเสพมากกว่า ๑๕ ดอก หรือกินเห็ดแห้งเข้าไป ๑-๔ กรัม

แต่ในปัจจุบันสารไซโลไซบินและไซโลซินจากเห็ดขี้ควายที่ทำให้มึนเมาประสาทหลอนนี้ ถูกนักวิจัยต่างชาติจดสิทธิบัตรไว้ในประเทศของเขาแล้ว

แต่ในประเทศไทยทางมูลนิธิสุขภาพไทยกำลังตรวจค้นดูว่า มีการอนุญาตให้จดสิทธิบัตรไปหรือยัง

ถ้ามีการอนุญาตก็จะเกิดคำถามคำโตเช่นกัญชาว่า รับจดไปได้อย่างไร ในเมื่อเห็ดเป็นสมุนไพรธรรมชาติ และเป็นความรู้ที่ใช้บำบัดรักษาโรคดังได้ยกตัวอย่างไว้แล้ว ซึ่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.๒๕๕๒ ไม่คุ้มครอง

ผู้นิยมสมุนไพรต้องช่วยกันติดตามคุ้มครองสิทธิภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยให้ดี ขณะนี้ต่างชาติกำลังพัฒนายาจากเห็ดขี้ควายเพื่อใช้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และเพื่อเป็นยาคลายเครียด ลดความซึมเศร้า

สารไซโรไซบินและไซโรซินจะเป็นสารเสพติด แต่ถ้าดูจากความรู้การใช้ประโยชน์ของชาวบ้าน ตัวเห็ดขี้ควายทั้งดอกไม่ใช่สารเสพติด หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องน่าจะมาช่วยกันเร่งเก็บและจัดระบบความรู้ ทำการศึกษาวิจัยและส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง อย่าให้ต่างชาติหยิบฉวยไปใช้ได้ง่ายๆ

หวังว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี จะมีส่วนช่วยทำให้สัมฤทธิผลโดยเร็ว




บัว ล้ำค่า ราคาประหยัด  

คนไทยคุ้นเคยกับบัวหรือดอกบัว เพราะนำมาใช้ประโยชน์มากมาย อาจนึกไปว่าบัวนั้นเป็นพืชน้ำที่มีในไทยหรือในอินเดียต้นทางธรรมของพระพุทธศาสนาที่มีมากว่า ๒,๖๐๐ ปีแล้วเท่านั้น

แต่ในวงการนักพฤกษศาสตร์โลกได้พยายามค้นหาแหล่งกำเนิดบัว พบหลักฐานสำคัญ คือ ซากฟอสซิล ((fossil) หรือซากดึกดำบรรพ์ของบัวหลวงจำนวนมากในทวีปอเมริกาเหนือ และในยุโรป เก่าแก่แค่ไหน? ขอบอกว่าไม่ใช่เก่าแก่หลักพันปี แต่ที่ประมาณการคือ มีมาแล้ว ๗๐-๑๓๕ ล้านปี ในประเทศญี่ปุ่นก็พบฟอสซิลบัวหลวงอายุประมาณ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ ปี และสำหรับบัวสายก็พบซากฟอสซิลเก่าแก่ไม่แพ้กัน คือ ประมาณ ๑๑๕-๑๒๕ ล้านปีมาแล้ว

นอกจากพบซากฟอสซิลในญี่ปุ่นแล้ว ยังพบเมล็ดบัวหลวงที่กลายเป็นหินกระจัดกระจายในประเทศจีน

และที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งตรงที่มีการขุดค้นในเหมืองเก่าแห่งหนึ่งแถบแมนจูเรีย พบเมล็ดบัวหลวงแห้ง

จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ทำการตรวจหาอายุเมล็ดแห้งนี้ พบว่ามีอายุเก่าแก่ประมาณ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปี

ต่อมานักพฤกษศาสตร์ได้ลองนำเมล็ดบัวหลวงไปเพาะ ไม่น่าเชื่อว่าในเวลา ๑๘ เดือน เมล็ดบัวนี้เติบโตได้ให้ดอกด้วย แต่มีดอกที่เล็กกว่าดอกบัวหลวงในปัจจุบัน มีกลีบดอกเพียง ๕-๗ กลีบ แต่ให้สีชมพูที่เหมือนกับดอกบัวในยุคปัจจุบัน

การค้นพบนี้แสดงให้มนุษย์รู้ว่า เมล็ดบัวสามารถพักตัวและยังมีชีวิตอยู่รอดได้ยาวนานหลายพันปี

ไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุผลนี้หรือไม่ ที่วัฒนธรรมของชาวจีนถือว่าบัวและดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของสิริมงคล เช่น ภาพบัวที่แสดงถึงการต่อเนื่องไม่จบสิ้น การรวมกัน การปรองดอง ภาพฝักบัวหมายถึงอวยพรให้มีบุตรในเร็ววัน ภาพเด็กอุ้มปลาและมีดอกบัวก็จะหมายถึงให้มีเงินทองใช้ติดต่อกันทุกๆ ปีไม่ขาดมือ เป็นต้น

ในวัฒนธรรมอียิปต์ ถือว่า บัวเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาบูชาเทพเจ้า และดอกบัวเองก็ยังนับถือว่าเป็นเทพเจ้าด้วย และชาวอียิปต์ซึ่งนิยมชมชอบสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในแม่น้ำไนล์ ก็ถือว่าบัวที่ขึ้นตามริมน้ำไนล์เป็นสิ่งที่ดีงาม เพราะกระแสน้ำไนล์ชำระล้างอยู่ตลอดเวลาจึงถือเป็นพืชแห่งความบริสุทธิ์ มีการค้นพบดอกบัวแห้งในสุสานของกษัตริย์แห่งอียิปต์ ซึ่งมีอายุประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปี ในตอนแรกเข้าใจว่าเป็นบัวหลวง แต่ภายหลังการตรวจสอบพบว่าเป็นบัวสายดอกสีขาวชนิดดอกบานตอนกลางคืน และจากการสำรวจของนักโบราณคดีก็พบภาพเขียนรูปสระบัวสายในซากอาคารด้วย นี่ย่อมแสดงให้เห็นความสำคัญของบัวที่มีมาตั้งแต่ในอดีต

ในเอเชียบ้านเราทั้งไทย แขก จีน มักจะนิยมบัวหลวงหรือปทุมชาติ ซึ่งอาจเป็นเพราะบัวหลวงมีถิ่นกำเนิดในทวีปนี้ และบัวก็มักเกี่ยวพันกับศาสนาทั้งพราหมณ์และพุทธ เช่น ในรูปปั้นของเทพเจ้าที่เคารพของชาวฮินดูก็พบการนำสัญลักษณ์บัวมาใช้ ส่วนพุทธศาสนาคงไม่ต้องอธิบายมากนัก คนไทยคุ้นเคยกันดีของความหมายและการนำบัวหรือดอกบัวมาบูชา

ในด้านประโยชน์ บัวเป็นพืชน้ำที่นำมาใช้ได้ทุกส่วน ประโยชน์ทั้งด้านอาหาร ยาสมุนไพร และประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ การนำบัวมากินเป็นอาหาร เช่น กลีบดอกก็กินได้จิ้มน้ำพริก สายบัวมีรสเย็นชื่นใจ ช่วยดับร้อนแก้ไข้ กินสดๆ กินแล้วให้พลังงานต่ำใช้ควบคุมน้ำหนักตัว มีใยอาหารช่วยระบบขับถ่ายได้อีกด้วย เมล็ดกินได้ทั้งเมล็ดอ่อนและแก่ เมล็ดอ่อนนำมากินสด ถ้าไม่เอาดีบัวหรือต้นอ่อนออกก็จะได้รสชาติขมๆ

แต่ดีบัวนี้ คือ ยาสมุนไพรอย่างดี ปัจจุบันพบว่า ดีบัวมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์หลายชนิด มีอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อ “เมธิลคอรีพอลลีน” ((methylcorypalline) ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพระดับครัวเรือน ราคาถูกหาง่าย ให้ผลดี และยังมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาว่า ดีบัวมีฤทธิ์ช่วยลดความดันโลหิต และช่วยให้นอนหลับดีด้วย

รากบัวหรือเหง้าบัวก็นำมาทำอาหารและเครื่องดื่มกินได้

หากจะย่นย่อสรรพคุณของบัวทุกๆ ส่วน ได้ว่า

ใบอ่อน บำรุงร่างกายให้ชุ่มชื่น

ใบแก่ แก้ไข้ บำรุงโลหิต นำไปสูบแก้ริดสีดวงจมูกได้

ดอก กลิ่นหอม ใช้แก้ไข้มีพิษร้อน แก้เสมหะและโลหิต บำรุงหัวใจ และบำรุงครรภ์ทำให้คลอดบุตรง่าย และนำมาต้มน้ำกินแก้อ่อนเพลียได้

เกสร หอมเย็น แก้ไข้ แก้เสมหะ แก้ร้อนในอ่อนเพลีย ถือเป็นยาหอมบำรุงหัวใจ บำรุงประสาทบำรุงกำลัง

ดีบัว แก้กระหายน้ำ ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจ แก้น้ำกามเคลื่อนขณะหลับ

ก้านดอก ถ้านำมาตากแห้ง ใช้สูบแก้ริดสีดวงจมูก ก้านใบ ใช้เป็นยาห้ามเลือดได้

ราก ตามสรรพคุณยาไทยมีรสมัน แก้ไข้พิษร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ชูกำลัง เป็นยาเย็น ใช้บำรุงกำลัง แก้กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย แก้อาเจียนได้

วิธีทำ นำรากบัวล้างน้ำสะอาด หั่นเป็นแว่น ใส่หม้อต้มกับน้ำให้เดือดสัก ๑๐ นาที แต่งน้ำตาลเล็กน้อย ดื่มอุ่นๆ หรือใส่น้ำแข็งกินก็ได้

เหง้า นำมาต้มดื่ม ใช้บำรุงกำลัง แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไอขับเสมหะ แก้อาการอ่อนเพลีย

เทศกาลส่งมอบความห่วงใยและความสุขที่กำลังจะมาถึงนี้ หากจะอุดหนุนทั้งภาคเกษตร และธุรกิจผลิตภัณฑ์ชุมชน และเป็นสัญลักษณ์ดีงาม สิริมงคล บัวต้นสดพร้อมกระถางงามๆ เป็นของขวัญที่ดีต่อใจและให้ความหมายที่ประเสริฐ นำของฝากเช่นเกสรบัวแห้ง เป็นเครื่องดื่มชาชง บำรุงสุขภาพอย่างดีเยี่ยม หรือดีบัวแห้ง ก็คือสมุนไพรที่ดีต่อหัวใจ ของขวัญธรรมชาติ ธรรมดา แต่ล้ำค่า ราคาประหยัดจ้า


ที่มา : หนังสือมติชนสุดสัปดาห์
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3377


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 24 มกราคม 2562 14:57:47 »

.


ฟักทอง  

หลายคนอาจคิดว่า ฟักทองเป็นพืชถิ่นของไทย แต่ถ้าฉุกคิดถึงเทพนิยายยอดนิยมที่คนทั่วโลกรู้จักมานานนับศตวรรษเรื่อง ซินเดอเรลลา คงเห็นจินตนาการรองเท้าแก้ว และรถฟักทอง นี่ย่อมบอกว่าดินแดนทางตะวันตกต้นทางของเทพนิยายมีต้นฟักทองให้ผลโตสีเหลืองอร่ามหรือสีเหลืองส้มๆ มานมนานแล้ว

นักพฤกษศาสตร์บอกว่า ฟักทองมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ เป็นไม้เถาที่ขึ้นได้ทั้งในเขตร้อนไปจนถึงขึ้นได้ในเขตหนาว เราจึงเห็นฟักทองแพร่กระจายไปทั่วโลก หากท่องเที่ยวต่างเมือง คิดจะกินฟักทองผัดไข่ก็หากินได้ไม่ยากนัก

ฟักทองหาง่ายขนาดนี้ และยังมีประโยชน์มากมายสำหรับคนทุกเพศวัยด้วย

ไม่ได้กล่าวเกินจริง เริ่มจากในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ตโฟน ใช้คอมพิวเตอร์ เปิดแท็บเล็ตกันวันละหลายชั่วโมง ดวงตาของคนวัยเด็กไปจนวัยเกษียณต้องการอาหารสมุนไพรที่คอยปกป้องหรือชะลอการเสื่อมถอยของดวงตา ซึ่งฟักทองมีคำตอบ

เนื่องจากผลฟักทองมีวิตามินเอที่สูงมาก ส่งผลดีต่อดวงตาหรือบำรุงสายตา และแก้ปัญหาการมองในที่มืด ลดปัญหาและป้องกันเยื่อบุตาแห้งด้วย

ที่พิเศษไปกว่านั้น เมื่อนักโภชนาการพบว่าในเนื้อฟักทองมีสารสำคัญที่เรียกว่า ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งมีอยู่ในพืชผักหลายชนิด

แต่ฟักทองเป็นพืชที่หาง่ายและมีอยู่จำนวนมาก สารสำคัญ ๒ ชนิดนี้ คือยาบำรุงดวงตา ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นต้อกระจก และกระจกตาเสื่อม ในร่างกายของเราพบสารลูทีนมากที่จอรับภาพของจอประสาทตา

ลูทีนช่วยในการกรองแสงที่จะมาทำอันตรายดวงตาของเรา แสงอันตราย เช่น แสงสีฟ้าจากจอสมาร์ตโฟนที่กระจายออกมาแล้วส่องมาทำร้ายดวงตาของเรา ลูทีนนี้จึงช่วยปกป้องได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าเล่นมือถือวันละหลายชั่วโมง กินฟักทองแล้วจะช่วยได้ เราต้องลดเวลาใช้สายตาด้วย)

วิตามินเอและสารเบต้าแคโรทีนในผลฟักทองยังมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ ซึ่งไม่เพียงสุภาพสตรีที่ห่วงใบหน้าและผิวตัวเท่านั้น

ปัจจุบันบุรุษก็ใส่ใจสุขภาพผิวด้วย การกินฟักทองเป็นประจำ ร่างกายก็จะได้รับสมุนไพรบำรุงผิวจากธรรมชาติ

หรือในเวลานี้มีการทำมาส์กหน้าด้วยฟักทอง ทำง่ายๆ ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเสร็จ นำฟักทองมาต้มให้สุก บดให้เละอาจเติมน้ำบ้างได้ รอให้เย็นแล้วบางคนใช้ฟักทองล้วนๆ ทาให้ทั่วใบหน้า บางคนเพิ่มน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าวก็ได้ นำมาทาพอกให้ทั่วใบหน้า ปล่อยไว้สัก ๒๐-๓๐ นาที ล้างออก

ลองสัมผัสผิวดูจะรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลได้

ฟักทองยังเป็นอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารเหล่านี้หากเราเรียนรู้การกินเป็นประจำก็เป็นการส่งเสริมสุขภาพ เพราะมีส่วนในการช่วยชะลอวัย ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ การกินฟักทองยังได้รับใยอาหารมากพอสมควร

เรารู้กันดีว่าใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ การขับถ่ายได้ดียังมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณงามตามธรรมชาติด้วย และมีบางคนที่กำลังลดน้ำหนักตัวก็เลือกกินฟักทองเป็นอาหารช่วยควบคุมน้ำหนักตัว

สำหรับชายวัยกลางคนขึ้นไป ควรหันมาสนใจฟักทองอย่างยิ่ง เพราะฟักทองเป็นอาหารชั้นเลิศช่วยต่อมลูกหมาก

ความรู้นี้มาจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของทั้งไทยและยุโรป ในไทยจะออกมาในแนวช่วยแก้ไขปัญหาปัสสาวะขัด หรือปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อย และพุ่งไม่แรง ซึ่งอาการเหล่านี้ในชายที่มีอายุมากขึ้นจะพบว่ามาจากปัญหาต่อมลูกหมากโต

ซึ่งความรู้ดั้งเดิมของทั้งไทยและยุโรปแนะนำให้กินเมล็ดฟักทองจะแก้อาการเหล่านี้ได้

จนเมื่อการวิจัยสมัยใหม่พบว่า เมล็ดฟักทองมีสารชนิดหนึ่งชื่อ เคอร์บิซิน (Curbicin) ช่วยลดการปัสสาวะตอนดึก และปัสสาวะคล่องขึ้นในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต

และพบสารอีกชนิดชื่อ เบต้า-ไซโตสเตอรอล (Beta-sitosterol) ซึ่งไปช่วยยับยั้งสารชนิดหนึ่งที่ไปทำให้เซลล์เนื้อเยื่อของต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้นใหญ่ขึ้น

พูดง่ายๆ ไปช่วยไม่ให้ต่อมลูกหมากโตขึ้น และสารนี้ยังช่วยให้ปัสสาวะคล่องขึ้นด้วย

ในการศึกษายังทดลองให้กินน้ำมันจากเมล็ดฟักทองด้วย ซึ่งก็ได้ผลดี ช่วยลดการปัสสาวะตอนกลางคืน ช่วยลดขนาดต่อมลูกหมากได้ในบางราย

ในเมล็ดฟักทองยังเป็นอาหารที่หาง่ายและมีธาตุสังกะสีอยู่จำนวนมาก ซึ่งขอบอกว่าธาตุสังกะสีสำคัญสุดๆ ต่อการสร้างฮอร์โมนเพศชาย สร้างสเปิร์มและช่วยให้คุณภาพสเปิร์มดีด้วย

การกินเมล็ดฟักทองจึงไม่ใช่เฉพาะชายสูงวัย ครอบครัววัยเจริญพันธุ์คุณพ่อบ้านก็ควรกินเมล็ดฟักทองเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วย การกินเมล็ดฟักทองคั่วสุก เป็นสมุนไพร เพื่อต่อมลูกหมาก แนะนำให้กิน เช้าเย็น ครั้งละ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ

ประโยชน์ของฟักทองยังมีอีกมาก - ฟักทองช่วยลดอาการซึมเศร้า

พบว่าในฟักทองมีส่วนไปเพิ่มสารที่เรียกว่าเซโรโทนิน และนอร์อิฟิเนฟริน สาร ๒ ชนิดนี้ถ้าร่างกายมีลดลงจะทำให้มีปัญหาซึมเศร้า แต่ฟักทองไปช่วยให้สารเหล่านี้เพิ่มกลับไปปกติได้ สารเซโรโทนิน คือสารที่ช่วยให้ร่างกายมีความสุข

หากปรุงเมนูฟักทองกินเป็นประจำ เลือกเมล็ดฟักทองเป็นของคบเคี้ยวกินเล่น หวังได้ว่าสุขภาพดีได้ทุกวัย สุขใจได้ตลอดปี


ที่มา : หนังสือมติชนสุดสัปดาห์



มะเฟือง  
Averrhoa carambola L.
OXALIDACEAE

ไม้ต้นขนาดกลาง ลำต้นและกิ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน

แกนกลางมีไส้คล้ายฟองน้ำสีแดงอ่อน ใบประกอบมีใบย่อย ๕-๑๑ ใบ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง และตาข้างตามกิ่งและลำต้น สีชมพูอ่อนถึงเกือบแดง ผลแหลมเป็นเหลี่ยมมีร่องเป็นพูประมาณ ๔-๖ พู

พันธุ์มะเฟืองที่พบในไทยได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง รสเปรี้ยว มีทั้งลูกใหญ่และลูกเล็ก พันธุ์กวางตุ้ง ผลสีขาว ขอบสีเขียว รสหวาน  พันธุ์ไต้หวัน ผลใหญ่ กลีบบาง ขอบบิด รสหวาน  และพันธุ์มาเลเซีย ผลใหญ่ น้ำเยอะ หวานอมเปรี้ยว

ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณใช้ผลมะเฟืองเป็นตัวยาช่วยในยาแก้ไอ ขับเสมหะน้ำ แต่ควรระวังในการรับประทาน เนื่องจากมีกรดออกซาลิกสูง อาจเพิ่มโอกาสเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคไต
เนื่องจากสารนี้ไปจับตัวกับแคลเซียมและตกเป็นผลึกนิ่วในไตและที่สำคัญ ผู้ที่รับประทานยาลดไขมัน ยาคลายเครียดอยู่ไม่ควรรับประทานมะเฟือง เนื่องจากว่ามะเฟืองมีฤทธิ์ไปต่อต้านการทำงานของตัวยาด้วย




ตะลิงปลิง  
Averrhoa bilimbi L.
OXALIDACEAE

ไม้ต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นสีชมพู ผิวเรียบมีขนนุ่มปกคลุมอยู่ตามกิ่ง ใบประกอบแบบขนนก ดอกช่อออกตามกิ่งและลำต้น สีแดงเข้ม ผลสด ฉ่ำน้ำ สีเหลืองแกมเขียว รสเปรี้ยวจัด

ตำรายาไทยใช้ ผล มีสรรพคุณ แก้เสมหะเหนียว ฟอกโลหิต ราก แก้พิษร้อนใน กระหายน้ำ แต่ควรระวังในการรับประทาน เนื่องจากมีกรดออกซาลิกสูงเช่นเดียวกับมะเฟือง อาจเพิ่มโอกาสเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้
เนื่องจากสารนี้ไปจับตัวกับแคลเซียมและตกเป็นผลึกนิ่วในไต





มะระขี้นก  
Momordica charantia L.
CUCURBITACEAE

ไม้เลื้อยพันต้นไม้อื่น ยาว ๒ เมตร มีมือเกาะ ลำต้นเป็นเหลี่ยมมีขนปกคลุม ขอบใบหยัก เว้าลึก มี ๕-๗ หยัก ปลายใบแหลม

ดอกเดี่ยว แยกเพศ สีเหลืองอ่อน กลีบดอกบาง ช้ำง่าย
ผลสดรูปกระสวย ผิวขรุขระ มีปุ่มยื่นออกมา ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองถึงส้ม ผลแก่แตกอ้าออก
เมล็ดสุกมีสีแดงสด รูปร่างกลมแบน

ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ.๒๕๕๖ ใช้เนื้อผลดิบเป็นตัวยาตรง ในยาแก้ร้อนใน ใบมะระขี้นก ในยาบรรเทาหัด อีสุกอีใส

ส่วนเนื้อผลดิบเป็นตัวยาช่วยในยาแก้ไข้






สะเดา

สะเดา ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indica A. Juss. วงศ์กระท้อน Meliaceae ชื่ออื่นๆ สะเดา สะเดาบ้าน (ภาคกลาง), สะเลียม (ภาคเหนือ), เดา กระเดา กะเดา (ภาคใต้), จะดัง จะตัง (ส่วย), ผักสะเลม (ไทลื้อ), ลำต๋าว (ลั้วะ), สะเรียม (ขมุ), ตะหม่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ควินิน (ทั่วไป), สะเดาอินเดีย (กรุงเทพฯ) พบขึ้นทั่วไปตามป่าแล้งในอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน ศรีลังกา และไทย

จัดเป็นพันธุ์ไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ ๒๐-๒๕ เมตร เนื้อไม้แข็งแรงทนทาน ใบสะเดามีสีเขียวเข้ม เมื่ออ่อนมีสีแดง ใบประกอบขนนกชั้นเดียว ใบย่อยรสขมจัด ขอบใบจักเล็กๆ ส่วนดอกสะเดาออกเป็นช่อ ดอกขนาดเล็กสีขาวหรือ สีเทา กลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบดอกมี ๕ กลีบแยกจากกัน ลักษณะเป็นรูปช้อนแคบยาวประมาณ ๔-๖ ม.ม. มีขนนุ่มสั้นขึ้นทั้งสองด้าน ในช่อดอกมีสารจำพวกไกลโคไซด์ Nimbasterin ๐.๐๐๕% และมีน้ำมันหอมระเหยที่มีรสเผ็ดจัดอยู่ ๐.๕% นอกจากนี้ยังพบว่ามีสาร Nimbecetin, Nimbesterol, กรดไขมัน และสารที่มีรสขม

ผลกลมยาวเล็กน้อย เมื่อสุกสีเหลือง ส่วนเมล็ดสะเดามีลักษณะกลมรี ผิวเมล็ดค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ ตามยาว สีเหลืองซีดหรือเป็นสีน้ำตาล ในน้ำหนัก ๑ กิโลกรัมมีเมล็ดประมาณ ๔,๐๐๐ เมล็ด ในเมล็ดจะมีน้ำมันอยู่ประมาณ ๔๕% มีน้ำมันขม Margosic acid ๔๕% หรือเรียกว่า im oil และมีสารขม Nimbin

เกี่ยวกับสรรพคุณของสะเดา นำคำตอบมาจากเว็บไซต์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ข้อมูลของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า สะเดาเป็น ผักสมุนไพรพื้นบ้านที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีน แร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

สรรพคุณทางยาของสะเดา

๑. ดีท็อกซ์สารพิษตกค้างในร่างกาย ใบสะเดาเมื่อนำมาต้มในน้ำร้อนใช้จิบอย่างน้อยวันละครั้ง ล้างพิษในกระแสเลือด กระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น

๒.รักษาโรคผิวหนัง สารเกดูนิน (Gedunin) และนิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและเมล็ดมีประสิทธิภาพสูงในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียและเชื้อไวรัส ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราที่เท้า เล็บ กลาก-เกลื้อน หิด เริม แผลจากโรคสะเก็ดเงิน (เชื้อแบคทีเรีย) หัด ลมพิษ ผดผื่นคัน หูด และอีสุกอีใส
 
๓. แก้ไข้มาลาเรีย สารเคมีกลุ่มลิโมนอยด์ (Limonoids) ได้แก่ สารเกดูนิน และนิมโบลิดี ในใบและเมล็ดสะเดา สามารถยับยั้งเชื้อฟัลซิปารัม (P.Falciparum) ซึ่งเป็นเชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาชนิดหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๔. รักษาโรคไขข้อ ขอบใบสะเดา เมล็ดสะเดา และเปลือกต้น เป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคไขข้อได้ ช่วยลดอาการปวด บวมในข้อ โดยอาจนำมาสกัดเป็นน้ำมันใช้ทาบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และอาการปวดหลังช่วงล่าง หรือนำใบมาต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อรักษาอาการของโรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ โรคกระดูกพรุน

๕. ช่วยย่อยอาหาร ใบสะเดานำมาทำเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยได้ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำดี ช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น อีกทั้งน้ำดีที่ถูกกระตุ้นสร้างออกมานั้นจะช่วยย่อยอาหารประเภทไขมันได้ดีขึ้นด้วย

๖. บำรุงสุขภาพช่องปาก บำรุงเหงือกและฟัน นิยมนำมา สกัดเป็นส่วนผสมในยาสีฟันทั่วไป ช่วยรักษาโรครำมะนาด โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก

๗.ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอก และมะเร็ง มีผลวิจัยบางชิ้นเผยว่า สารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) และ สารลิโมนอยด์ (Limonoids) ที่พบในเปลือก ใบ และผลสะเดา มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง

๘. คุมกำเนิด ใช้น้ำมันสะเดาเพื่อคุมกำเนิดในผู้หญิงและผู้ชาย โดยใช้วิธีต่างกัน ผู้หญิงจะใช้น้ำมันสะเดาชุบสำลีทาบริเวณปากช่องคลอด ส่วนผู้ชายจะใช้ฉีดน้ำมันสะเดาบริเวณท่อนำอสุจิ

๙. สะเดาช่วยบำรุงกระดูกและข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย

๑๐. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน โดยจะยับยั้งการผลิตอินซูลินได้กว่าร้อยละ ๕๐ และยังช่วยปรับสมดุลความอยากอาหาร

๑๑. ดีท็อกซ์สารพิษในกระแสเลือด ทำให้มีปริมาณเลือดดีหมุนเวียนในร่างกายมากขึ้น

๑๒. ต้านมะเร็งสารพอลิแซ็กคาไรด์ และสารลิโมนอยด์ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย

๑๓. ลดการติดเชื้อราในช่องคลอด

๑๔. บำรุงหัวใจ ผลของต้นสะเดาหากนำมาต้ม ใช้จิบอย่างน้อย วันละครั้ง มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นปกติ




กุยช่าย

กุยช่าย (Chinese Chive) พืชสมุนไพรจำพวกผัก มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียกหัวซู ภาคอีสานเรียก หอมแป้น กูไฉ่ หรือ ผักแป้น โดยทั่วไปมี ๒ ประเภท คือ กุยช่ายเขียวและกุยช่ายขาว ต่างกันในเรื่องการปลูกและดูแลรักษาเท่านั้น

ต้นกุยช่ายเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ ๓๐-๔๕ ซ.ม. เหง้าเล็ก ใบแบนเป็นรูปขอบขนาน บริเวณโคนมีกาบบางซ้อนสลับกันไปมา ดอกกุยช่ายนั้นคนทั่วไปมักนิยมเรียกกันว่า ดอกไม้กวาด ออกดอกเป็นช่อสีขาว กลิ่นหอม ก้านช่อดอกมีลักษณะกลม มีใบประดับหุ้มช่อดอก ผลทรงกลม เมื่อผลแก่จะแตกตามตะเข็บ มีเมล็ดในช่องผนังด้านในช่องละ ๑-๒

เมล็ด สีน้ำตาลแบนและขรุขระ

สรรพคุณ ใบช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ฟกช้ำบวม แก้ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด แก้อาการปวดแน่นหน้าอก ขับลม เมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิเส้นด้ายหรือพยาธิแส้ม้า บำรุงตับ บำรุงไต แก้อาการปวดเอว เหง้าแก้อาการฟกช้ำบวม แก้กลาก


ที่มาข้อมูล Khaosod daily
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วานนี้ โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3377


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 05 เมษายน 2562 16:22:22 »



รู้จักต้นคูนหรืออ้อดิบ
กินให้ถูกมีประโยชน์ กินผิด ‘อันตราย’
 

เมื่อต้นเดือนมีนาคม มีข่าวว่าผู้หญิงคนหนึ่งสั่งแกงส้มปลาใส่อ้อดิบกับไก่ต้มขมิ้นมากิน

เพียงแค่กินคำแรกก็ได้เรื่อง หลังจากเคี้ยวกินมีความรู้สึกแปลกๆ ในปาก แสบเริ่มชา ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนในปากแล้ว ลามถึงในลำคอ จนต้องนำส่งโรงพยาบาล

หลังจากสืบสาวก็ได้ความว่า แม่ค้าร้านแกงไม่รู้จักหรือแยกไม่ออกระหว่าง “อ้อดิบ” กับ “บอน” ซึ่งพืชจำพวกบอนเป็นพืชพิษ ถ้าจะนำมาปรุงอาหารต้องมีความรู้และประสบการณ์อย่างดี ไม่เช่นนั้นจะเกิดอันตรายได้ง่าย

ในทางวิชาการ เรียก อ้อดิบ หรือ ต้นคูน หรือ โหรา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia gigantea (Blume) Hook. F. H. ชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Green Taro

ภาคกลางและภาคอีสานเรียกว่า ทูน คูน หัวคูณ

ภาคเหนือเรียกว่า ตูน ภาคใต้เรียกว่า เอาะดิบ ออกดิบ ออดิบ นครศรีธรรมราช-ยะลา เรียก ออดิบ ชุมพรเรียกว่า กะเอาะขาว ประจวบคีรีขันธ์เรียกว่า บอน กาญจนบุรีเรียกว่า กระดาดขาว

แต่ต้องระวังเพราะเรียกชื่อซ้ำกันแต่เป็นคนละชนิดกับกระดาษขาว (Alocasia alba Schott) และกระดาษดำ (Alocasia macrorrhizos (L. ) G. Don

คูนหรืออ้อดิบ เป็นพืชตระกูลบอน มีหัวอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นลูกศร มีนวลเคลือบแผ่นใบ ก้านใบยาวกลมมีนวลเคลือบ มี ๒ ชนิด คือ ชนิดสีเขียวอ่อน ใบมีสีเขียวอ่อน ก้านใบสีเขียวอมขาว ชนิดสีม่วง ใบและก้านใบสีม่วง ออกดอกเป็นช่อเชิงลด มีกาบหุ้ม ก้านช่อดอกกลมยาว มีกาบหุ้มจนมิด เมื่อดอกยังไม่บาน ช่อดอกทรงกระบอก  ในบางพื้นที่ที่มีความชื้นสูง จะส่งเสริมปลูกเป็นแปลงเพราะสามารถเก็บก้านและใบมากินได้ตลอดปี

ในการนำอ้อดิบมาประกอบอาหาร มักใช้ก้านที่โตเต็มที่ ลอกเอาเปลือกเขียวที่หุ้มอยู่ออก กินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก แกล้มแกงรสจัด ส้มตำ

ชาวเหนือมักนำใบอ่อนและก้านไปแกงส้มใส่ปลา ปรุงเป็นผักในแกงแคหรือแกงกะทิ

ชาวใต้นิยมนำก้านไปแกงเหลืองใส่ปลา ยำอ้อดิบเป็นอาหารที่ทำกินกันในจังหวัดสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช เป็นอาหารที่มีราคาถูก ทำง่าย กินได้เป็นประจำ

ประโยชน์ด้านสมุนไพร ใบใช้รักษาแผลใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ และดอก แก้แผลเรื้อรัง ลำต้นใต้ดินนำมาตำพอกช่วยถ่ายแก้พิษไข้ พิษร้อน หรือเอาเหง้ามาตำพอกแก้ฝี และถ้านำผลอ้อดิบสดๆ มาฝนผสมกับน้ำผึ้งกินช่วยละลายเสมหะได้

นอกจากนี้ ฝักแก่ยังมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของแมลง ถ้านำฝักมาบดผสมน้ำ แช่ทิ้งไว้ ๒-๓ วัน กรองเอาน้ำที่ได้ไปฉีดพ่นกำจัดแมลงและหนอนในแปลงผักต่างๆ ได้ ฝักแก่ยังใช้แทนฟื้นในการหุงต้มกับเตาเศรษฐกิจได้ มีขนาดที่พอเหมาะ ใช้สะดวกไม่ต้องผ่าไม่ต้องตัดฟืน เนื้อของฝักแก่ยังใช้แทนกากน้ำตาลในการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการทำเกษตรธรรมชาติ ได้จุลินทรีย์ไปขยายทำปุ๋ยหรือสารกำจัดแมลงศัตรูพืช

คูน หรือ อ้อดิบ เป็นพืชที่มีศักยภาพที่ดี ควรจะส่งเสริมให้มีการปลูกเป็นอาชีพ

นอกจากทำอาหารกินได้แล้วยังเป็นการอนุรักษ์พืชในกลุ่มนี้

เพราะส่วนใหญ่เราเคยชินกับความเป็นพิษของบอนและเผือก จึงทำให้ไม่กล้ากินคูนหรืออ้อดิบ ซึ่งเป็นพืชในกลุ่มบอน แต่ไม่มีพิษเหมือนชนิดอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม อ้อดิบมีลักษณะค่อนข้างใกล้เคียงกับ กระดาษขาว (Alocasia alba Schott) และกระดาษดำ (Alocasia macrorrhizos (L. ) G. Don ในทางวิทยาศาสตร์จัดว่าเป็นพืชคนละสกุล เนื่องจากมีลักษณะของดอกที่แตกต่างกัน

ต้นกระดาษขาวมีข้อมูลค่อนข้างน้อย ส่วนต้นกระดาษดำ มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Elephant ear, Giant taro, Ape, Ear elephant, Giant alocasia, Pai มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า กระดาดดำ (กาญจนบุรี) กระดาดแดง (กรุงเทพฯ) บึมบื้อ (เชียงใหม่) บอนกาวี เอาะลาย (ยะลา) โหรา (สงขลา) คือ โทป๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เผือกกะลา มันโทป้าด (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) กลาดีบูเก๊าะ (มลายู-ยะลา) เป็นต้น

กระดาดดำมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าทอดไปตามพื้นดิน ลำต้นสั้นตั้งตรงและเป็นสีม่วงปนสีน้ำตาล มีหัวอยู่ใต้ดิน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แยกหน่อและไหล มีเขตการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนทั่วไป ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาค จัดเป็นไม้พิษอีกชนิดหนึ่ง ต้นกระดาดทั้งขาวและดำ จะมีสารจำพวกเรซิน และ Protoanemonine ซึ่งเป็นพิษ และยังมีแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) อีกมาก ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังบวมแดง ถ้าจะกินเหง้า ต้องต้มให้สุก หรือทำใส่แกงต้มสุกค่อยกินได้

อ้อดิบกินได้ แต่มีคำแนะนำต้องมั่นใจว่าเป็นชนิดที่กินได้ หากไม่มั่นใจควรปรึกษาผู้รู้ ส่วนแม่ค้ามือใหม่ก่อนคิดปรุงอาหารกับพืชจำพวกบอนต้องเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายที่ไม่ตั้งใจขึ้นได้ ปัจจุบันมีสถานที่พักผ่อนแนวรีสอร์ต จัดสวนหรือจัดภูมิทัศน์ด้วยการปลูกอ้อดิบไว้ แล้วนำมาปรุงอาหารบริการนักท่องเที่ยวด้วย

แกงส้มอ้อดิบสอนให้รู้ว่า ทั้งอาหารและยาสมุนไพรมีประโยชน์ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องถูกชนิดด้วย
 มติชนสุดสัปดาห์




๕ ความรู้สมุนไพร เราเข้าใจดีแค่ไหน?

การจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๖ ที่ผ่านมาเมื่อต้นเดือนมีนาคมนั้น มูลนิธิสุขภาพไทยจัดนิทรรศการและสาธิตอาหารและยาสมุนไพรหลายเรื่อง มีผู้สนใจอย่างดี ที่ขอหยิบยกมาเล่าเพื่อการขยายผลก็เป็นกิจกรรมสำรวจผู้ที่มาชมงานว่า มีความรู้ความเข้าใจสมุนไพรดีแค่ไหน คล้ายๆ ทดสอบว่า ข้อมูลที่แชร์กันสนั่นในโลกโซเชียลนั่น เชื่อได้หรือไม่?


ผู้อ่านลองให้คะแนนตัวเองตามไปด้วยก็ได้ มูลนิธิตั้งคำถามไว้ ๖ ข้อ เป็นเรื่องสมุนไพร ๕ เรื่อง อีก ๑ เรื่องว่าด้วยการนวดไทย การเล่นเกมที่บูธถือเป็นการสำรวจดูว่าคนที่มาเที่ยวงานสมุนไพรมีความรู้ดีแค่ไหนไปในตัวด้วย มีผู้มาทดสอบทั้งหมด ๒๐๘ คน ได้ผลดังนี้

คำถามที่ ๑
ฝาง แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงเลือด เหมาะกับคนท้องใช่หรือไม่?

ให้เลือกคำตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” มีคนตอบถูกเพียงร้อยละ ๒๖ ตอบผิด ร้อยละ ๗๔ซึ่งไม่น่าเชื่อเลย และพลอยเป็นห่วงเรื่องการใช้ฝาง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า ไม่ควรกินฝางในสตรีตั้งครรภ์ เพราะฝางมีสรรพคุณขับประจำเดือน จะทำให้แท้งลูกได้ สำหรับคนปกติทั่วไปไม่มีผลข้างเคียงใดๆ
ฝางเสน หรือเรียกสั้นๆ ว่า ฝาง ชื่อวิทยาศาสตร์ Caesalpinia sappan L. เป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเย็น ตามตำรายาไทย แก่นฝางเสนมีสรรพคุณบำรุงโลหิต ขับประจำเดือน แก้ปอดพิการ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน ช่วยลดความร้อนในร่างกาย กระหายน้ำ แก้ไอ ขับระดู และน้ำยาอุทัยที่นำมาผสมน้ำดื่มกินแก้กระหายนั้นก็ทำมาจากฝางนั่นเอง

คำถามที่ ๒
กินเห็ดสดๆ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายใช่หรือไม่?

ในช่วงที่ผ่านมาคนทั่วไปสนใจการกินเห็ดกันมาก แต่ไม่น่าเชื่อว่า มีผู้ตอบถูกเพียงร้อยละ ๓๕ ตอบผิดร้อยละ ๖๕ คำถามข้อนี้อาจลวงให้หลงคำตอบ เพราะเห็ดนั้นมีสรรพคุณเสริมภูมิคุ้มกันได้
แต่ที่ต้องย้ำให้รู้คือ ห้ามกินเห็ดสดๆ เด็ดขาด ต้องนำมาทำให้สุกก่อนทุกครั้ง และเห็ดมีทั้งชนิดที่กินได้และชนิดที่มีพิษ (ห้ามกิน) จึงต้องรู้จักเห็ดอย่างดีก่อนนำมาปรุงกินเพื่อประโยชน์ทั้งอาหารและยา

คำถามที่ ๓
น้ำมะนาวล้างไตใช่หรือไม่?

ข้อนี้ดูง่ายๆ หรือหมูๆ กว่าข้ออื่น แต่ผู้ที่ตอบคำถามนี้ก็ได้ผลชนะกันไม่ขาด
คือ มีผู้ตอบถูกคิดเป็นร้อยละ ๕๖ ยังมีคนเข้าใจผิดถึงร้อยละ ๔๔ ซึ่งไม่น่าเชื่อ อาจเป็นเพราะเชื่อในข่าวสารทางการแชร์กันมาก และนึกไปว่ารสเปรี้ยวของมะนาวคงไปช่วยล้างไต ซึ่งไม่เป็นความจริง มะนาวมีสารซิเตรตสามารถป้องกันการเกิดนิ่วบางชนิด แต่น้ำมะนาวไม่ได้ช่วยในการล้างไต

มะนาวมีประโยชน์ด้านสมุนไพรมากมาย สรรพคุณเด่นสุด คือ เป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอ

วิธีปรุงน้ำมะนาวให้เป็นยาสมุนไพรง่ายที่สุดคือ การคั้นน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาล และแต่งรสด้วยเกลือเล็กน้อย ใช้วิธีจิบน้ำมะนาวทีละน้อย เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์บริเวณคอเพื่อลดอาการไอและเจ็บคอ

น้ำมะนาวมีวิตามินซีและมีกรดซิตริกตามธรรมชาติ ซึ่งให้ทั้งความเปรี้ยวและออกฤทธิ์ช่วยให้อารมณ์แจ่มใส คลายเครียด ช่วยแก้ความอ่อนล้าอ่อนเพลีย หากท่านกำลังอยู่ในอาการเหนื่อยล้าหรือต้องการความสดชื่น หรืออากาศร้อนๆ ในเวลานี้ถ้าได้ดื่มน้ำมะนาวเย็นๆ สักแก้วจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นแน่นอน

คำถามที่ ๔
กินใบย่านาง แก้เข่าเสื่อมใช่หรือไม่?

ย่านางเป็นอาหารที่กินกันทั่วไป จึงช่วยให้มีผู้ตอบถูกมาก คิดเป็นร้อยละ ๖๔ และตอบผิดร้อยละ ๓๖ แต่ก็ยังเข้าใจผิดถึงประมาณ ๑ ใน ๓  จึงขอให้ความรู้เพิ่มเติมว่า โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของขาหรือเข่าผิดรูป น้ำหนักตัวมาก ใช้ข้อเข่าหักโหม และซ้ำๆ เช่น งอเข่ามากเกินไป การคุกเข่า หรือนั่งยองๆ เป็นเวลานาน ฯลฯ

ย่านาง เป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น ใบย่านางมีวิตามินเอ และวิตามินซีสูง ยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไฟเบอร์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไทอะมีน ไรโบฟลาวิน และไนอะซีน

ย่านาง เป็นยาเย็น มีสรรพคุณโดดเด่น เกี่ยวกับการดับพิษและลดไข้ หรือลดความร้อนในร่างกาย รากย่านางเป็นยาสำคัญตัวหนึ่งในกลุ่มยา ๕ ราก ที่เป็นยาตำรับโบราณคู่บ้านคู่เมืองไทย ใช้สำหรับแก้ไข้ทั้งปวง ประกอบด้วยรากย่านาง รากคนทา รากมะเดื่อชุมพร รากชิงชี่ และรากเท้ายายม่อม แต่เนื่องจากย่านางเป็นพืชผักที่หาง่ายในตลาดสด จึงนิยมนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรตัวเดี่ยวเพื่อแก้ไข้

คำถามที่ ๕
ว่านชักมดลูกตัวผู้หรือตัวเมีย? ที่ใช้แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยมดลูกเข้าอู่เร็ว


ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรยอดนิยมอีกชนิดหนึ่ง ก็นึกว่าคนทั่วไปจะตอบถูกสักร้อยละ ๘๐ แต่กลายเป็นว่า มีผู้ตอบถูกร้อยละ ๖๒ เท่านั้น และตอบผิดร้อยละ ๓๗ คงเพราะคนทั่วไปไม่รู้ว่าว่านชักมดลูกมีชนิดตัวผู้และตัวเมีย

ว่านชักมดลูกตัวผู้ ไม่มีสรรพคุณแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติและมดลูกเข้าอู่เร็ว แต่ควรจำไว้ว่า ว่านชักมดลูกตัวผู้มีพิษต่อตับ ไต ม้าม และที่วางขายในท้องตลาด พบว่ามีการใช้ทั้งตัวผู้และตัวเมียปะปนกันจึงต้องระวัง และควรเลือกผู้ผลิตที่วางใจได้จริง ๆ ไม่นำสมุนไพรผิดชนิดมาใช้

ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) มีสรรพคุณรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ ตกขาว ช่วยขับน้ำคาวปลา นอกจากนี้นักวิจัยยังพบอีกว่า ว่านชักมดลูกตัวเมียมีสารสำคัญ คือ กลุ่มไฟโตเอสโตรเจน ที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่าวิตามินซี ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง สรุปได้ว่า ว่านชักมดลูกตัวเมียเป็นฮอร์โมนธรรมชาติจากพืชช่วยดูแลสุขภาพของสตรี ช่วยชะลอความเสื่อม ป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ จากความเสื่อมของร่างกาย และมีความปลอดภัยเป็นอย่างดี

คำถามที่ ๖ เก็บไว้เล่าคราวหน้า เฉพาะ ๕ คำถามนี้มิตรรักแฟนสมุนไพรตอบถูกหรือผิดไปกี่ข้อ ผลการสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นเบื้องต้นว่า ท่ามกลางกระแสตื่นตัวการใช้สมุนไพร แต่คนจำนวนมากยังมีความรู้หรือเข้าใจสมุนไพรไม่ถูกต้องมากมายด้วย ต้องมาช่วยกันเรียนรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์สมุนไพรให้ถูกต้อง
 ... มติชนสุดสัปดาห์
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3377


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 19 ชั่วโมงที่แล้ว »

.



สมุนไพร ที่ผู้หญิงครึ่งโลกต้องการ  

การคงความเป็นหนุ่มสาวนั้นเป็นความใฝ่ฝันของคนทั่วโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

มีตำนานและความเชื่อมากมายที่จะทำให้ร่างกายกลับคืนคงความหนุ่มสาว อายุยืนยาวในทุกชนชาติ ตั้งแต่น้ำพุแห่งความหนุ่มสาว จอกศักดิ์สิทธิ์ ยาอายุวัฒนะ พลังจักระของอินเดีย เป็นต้น

การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านก็มีตำรับยาอายุวัฒนะมากมาย

การคงความหนุ่มสาวนั้น การแพทย์แผนปัจจุบันเชื่อว่า เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายที่สำคัญคือเอสโตรเจนในผู้หญิง และเทสโทสเตอโรนในผู้ชาย เมื่อฮอร์โมนเหล่านี้ลดน้อยลงหรือหมดไป ร่างกายจะเข้าสู่ความชรา ผิวหนังเหี่ยวย่น กล้ามเนื้อลีบลง ผมร่วง กระดูกบางไขมันในเลือดสูง เกิดโรคหัวใจหลอดเลือด ฯลฯ

ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างรวดเร็วในช่วง ๔-๕ ปีหลังหมดประจำเดือน

บางรายต้องใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์เพื่อลดอาการร้อนวูบวาบ อารมณ์เปลี่ยนแปลง กระดูกบาง แต่ก็มีผลข้างเคียงจากฮอร์โมนสังเคราะห์ จึงมีการหาฮอร์โมนทดแทนที่ได้จากธรรมชาติ เพื่อความปลอดภัย และได้ผลเหมือนฮอร์โมนจากร่างกายมากที่สุด


สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก คือว่านชักมดลูกตัวเมียกับฮอร์โมนเพศหญิงธรรมชาติ ข้อมูลจากสำนักข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) ว่า สรรพคุณตามตำรายาไทย มีการใช้เหง้าว่านชักมดลูกรักษาอาการของสตรี เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย ริดสีดวงทวาร และไส้เลื่อน

ซึ่งจากภูมิปัญญาดั้งเดิมนี้ นักวิจัยไทยได้ทำการวิจัยในหนูทดลอง พบว่าว่านชักมดลูกตัวเมียมีสารสำคัญคือกลุ่มไฟโตเอสโตรเจน (สารที่ได้จากพืชในธรรมชาติที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน) ซึ่งมีศักยภาพในการรักษาสุขภาพของสตรีวัยทอง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมและความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย

นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่าวิตามินซี ต้านการอักเสบซึ่งเป็นผลดีกับโรคในระบบประสาท รักษาและซ่อมแซมระบบหลอดเลือดและหัวใจ กระตุ้นการหลั่งน้ำดี ลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ยังพบสารช่วยลำเลียงไขมันออกจากเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไปในตับ และเสริมให้เกิดการขับคอเลสเตอรอลและกรดน้ำดีสู่ทางเดินอาหารและออกจากร่างกายพร้อมอุจจาระ ว่านชักมดลูกตัวเมียยังช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรงป้องกันเยื่อบุผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจขาดความยืดหยุ่น ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนในหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ รักษาความหนาแน่นของมวลกระดูกได้เท่ากับกลุ่มหนูที่กินเอสโตรเจน ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม
ป้องกันโรคสมองเสื่อมในหนูทดลอง

ข้อมูลการใช้ว่านชักมดลูกในประเทศไทย พบว่าว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรในตระกูลขมิ้น ในตำรายาไทยใช้รักษาอาการของสตรี แก้มดลูกพิการ ทำให้มดลูกเข้าอู่ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ

ปัจจุบันมีการนำว่านชักมดลูกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ขายกันอย่างกว้างขวาง

จึงทำให้ ศ.ดร.ภาวิณี ปิยะจตุรวัฒน์ ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชและพิษวิทยา พบว่าว่านชักมดลูกที่ขายในท้องตลาดนั้นมีการปะปนกันทั้งตัวเมียและตัวผู้ ว่านชักมดลูกตัวผู้ จะมีพิษต่อตับ ไต ม้าม แถมยังไม่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีน้อยมากอีกด้วย

ว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) มีลักษณะต่างจากตัวเมียเล็กน้อย หัวจะกลมแป้นกว่า แขนงข้างจะยาวกว่า แต่ผู้ปลูกมักจะตัดหรือหักแขนงข้างออกเพื่อนำไปปลูก ทำให้แยกตัวผู้ตัวเมียไม่ออก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โรงพยาบาลของรัฐที่เคยส่งเสริมต้องเลิกทำการผลิตยาว่านชักมดลูกสำหรับสตรีหมดประจำเดือน เพราะหาแหล่งวัตถุดิบที่ถูกต้องไม่ค่อยได้

ดีที่ในเวลานี้ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการเพาะเนื้อเยื่อว่านชักมดลูกตัวเมีย ได้ทดลองปลูกไปจนขยายพันธุ์ในพื้นที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา มานานร่วม ๑๐ ปี จนเป็นแหล่งปลูกและขยายพันธุ์ว่านชักมดลูกตัวเมียมากที่สุดของประเทศไทย

แล้วด้วยความพอดีที่ประธานมูลนิธิสุขภาพไทยมีที่ดินอยู่ละแวกนั้น จึงได้ร่วมขอพันธุ์ว่านชักมดลูกทำการปลูกตามประสาคนชอบปลูกดอกไม้ ต้นไม้ ทำไปทำมาหลายปีจึงแบ่งวัตถุดิบมาให้สถานที่ผลิตยาของมูลนิธิสุขภาพไทยผลิตออกมาเผยแพร่
 
ว่านชักมดลูกตัวเมียเป็นฮอร์โมนธรรมชาติจากพืช มีศักยภาพในการรักษาสุขภาพของสตรีวัยทอง ช่วยชะลอความเสื่อม และป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ที่เกิดจากความเสื่อมเนื่องจากการสูงวัย มีความปลอดภัยเพราะมีการใช้กันมายาวนาน

สุขภาพหญิงวัยทองกว่า ๑,๐๐๐ ล้านคนทั่วโลกยังคงแสวงหาสมุนไพรจากธรรมชาติ ว่านชักมดลูกตัวเมียเป็นสมุนไพรธรรมดาๆ ปลูกง่าย ใช้เป็นยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการผลิตซับซ้อน จึงมีราคาไม่แพง ผู้หญิงทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก จะปลูกและใช้เพื่อการพึ่งตนเองของชุมชนก็ได้ จะพัฒนาเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนก็ได้อีกด้วย

สนใจศึกษาข้อมูลลึกซึ้งสอบถามสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หากสนใจถามการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพว่านชักมดลูก
 มติชนสุดสัปดาห์




‘ย่างไฟ’ ใจกลางกรุง  

การย่างไฟ เป็นความรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพที่พบได้ในชุมชนภาคอีสานของไทย

จากการเก็บความรู้ของเครือข่ายหมอพื้นบ้านอีสาน ๗ จังหวัดร่วมกับมูลนิธิสุขภาพไทยตั้งแต่ ๑๐ กว่าปีก่อน พบว่าการย่างไฟ คือกระบวนการรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ช่วยให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนดี ช่วยให้หายไวขึ้น และป้องกันเลือดตกในหรือเลือดคั่งค้าง

ซึ่งในสังคมเกษตรกรรมแบบเดิม ชาวบ้านที่ตกต้นไม้ ถูกชนจากสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย ฯลฯ ก็จะนำผู้ป่วยมาทำการย่างไฟ แต่ในปัจจุบันคนที่ได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือจักรยานยนต์ก็ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมนี้บำบัดรักษาได้เช่นกัน

เมื่อมีความรู้ดีๆ จากชุมชนอยู่กับมูลนิธิสุขภาพไทยก็เลยได้นำมาใช้ประโยชน์ เหตุการณ์ประมาณกลางเดือนธันวาคมปีกลาย เจ้าหน้าที่มูลนิธิท่านหนึ่งประสบอุบัติเหตุรถชนกัน ยังดีมีแต่คนเจ็บ ไม่มีใครเสียชีวิต อาการบาดเจ็บจากแรงกระแทกไปถึงหน้าอก รวมทั้งอาการฟกช้ำตามร่างกาย เช่น หัวไหล่ สะโพก ขาหนีบ หน้าขา หน้าแข้ง ก็ค่อยๆ ปวดระบมในวันหลังเกิดเหตุ

ก่อนวันสิ้นปี น้องๆ ในสำนักงานจึงนำเสนอแพ็กเกจ “ย่างไฟ” ขึ้นที่สำนักงานมูลนิธิ ยกภูมิปัญญาอีสานมาไว้กลางเมืองหลวง

 
กระบวนการย่างไฟนั้นควรทำในตอนกลางวัน ในพื้นที่โล่งใต้ร่มไม้หรือชายคา อุปกรณ์สำคัญคือแคร่ไม้ไผ่ให้คนเจ็บได้นอน

ที่สำนักงานมูลนิธิไม่มีแคร่จึงประยุกต์ใช้ม้านั่งยาวยกมาใช้ ซึ่งมีลักษณะต้องตามตำราคือ เป็นไม้ซีกๆ เพื่อให้ความร้อนผ่านถึงได้ (ถ้าเป็นแคร่ก็ควรมีร่องห่างให้ความร้อนผ่านได้)

สูตรสมุนไพรของหมอพื้นบ้าน ซึ่งเคยรวบรวมไว้มีถึง ๘ ตำรับ มาจากหมอพื้นบ้านในภาคอีสาน เช่น มหาสารคาม อุดรธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ และสุรินทร์ เป็นต้น  ขอยกตัวอย่างสัก ๒ ตำรับ คือ ๑ ตำรับบ้านเชียงเหียน ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม ตัวยาได้แก่ ใบและยอดเปล้าน้อย ใบและยอดหนาด ใบและยอดมะขามเปรี้ยว ตะไคร้หอมใช้ทั้งต้น ไพล (ใช้ทั้งต้นหรือใช้เฉพาะหัวก็ได้) ขมิ้นชัน (ใช้ทั้งต้นหรือใช้เฉพาะหัวก็ได้) ต้นเหมือดแอ๋ (ใบและยอด) ใบพลับพลึง สมุนไพรทั้งหมดนี้นำมาอย่างละเท่าๆ กัน และนำข้าวเปลือก (ทางอีสานจะหาข้าวเหนียวได้ง่ายก็ใช้ข้าวเปลือกข้าวเหนียว) ๒๐ ลิตร หรือประมาณ ๑ ถัง

ตำรับที่ ๒ จากหมอพื้นบ้านอำเภอเขาวง จ.กาฬสินธุ์ มีตัวยาคือ ใบเปล้าใหญ่ ใบเปล้าน้อย ใบหนาด ใบละหุ่ง ใบมะขามเปรี้ยว ใบพลับพลึง ตะไคร้หอมใช้ทั้งต้น เถาเอ็นอ่อน (ใช้ทั้งเถา ใบและยอดด้วยก็ได้) เปลือกต้นแดง (ทุบให้แตก) หัวไพล และข้าวเปลือกข้าวเหนียวเช่นกัน

วิธีการใช้ ไม่ว่าจะเป็นสูตรตำรับไหนก็จะทำคล้ายๆ กันคือ นำสมุนไพรทั้งหมดมาในอัตราส่วนเท่าๆ กัน เช่น อย่างละ ๑ กิโลกรัม นำมาสับหรือหั่นให้เป็นชิ้นๆ แล้วคลุกเคล้า  เวลาผสมกันให้ใส่ข้าวเปลือกลงไปผสมด้วย

ขั้นตอนการย่างไฟ เตรียมแคร่ เตรียมสมุนไพร ก่อไฟ ถ้าทำในชุมชนมักจะใช้ฟืนจากไม้สมุนไพร เช่น มะขามป้อม ขี้เหล็ก สะแกนา มะขาม ซึ่งเป็นไม้ที่ให้ไฟร้อนสม่ำเสมอ แล้วหาแผ่นสังกะสียาววางไว้ใต้แคร่ เพื่อนำเอาฟืนติดไฟหรือถ่านเกลี่ยให้ทั่วสังกะสีให้ความร้อนส่งไปทั่วแคร่นั่นเอง แต่ทางมูลนิธิประยุกต์เพราะไม่มีแผ่นสังกะสี ใช้เตาถ่าน ๓ ใบ จึงก่อไฟด้วยถ่านไร้ควัน วางเตาเว้นระยะตั้งแต่หน้าอกถึงเท้า  จากนั้นวางสมุนไพรที่สับเป็นชิ้นๆ ลงบนแคร่ให้ทั่ว แล้ววางผ้าหรือเสื่อทับลงไปที่สมุนไพรต่างๆ  

ขอแนะนำเสื่อที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น เสื่อกก ไม่ควรใช้เสื่อพลาสติก แล้วต้องพรมน้ำให้ชุ่มเสื่อ ความชื้นจะเป็นตัวนำความร้อนและสมุนไพรมาสัมผัสผิวของผู้ป่วย ก่อนทำการย่างไฟ ภูมิปัญญาดั้งเดิมให้ผู้ย่างดื่มเหล้าขาวผสมน้ำตาลทรายแดง กินไม่มากนะ แค่ถ้วยเล็กๆ ประมาณ ๓๐-๔๐ ซีซีเท่านั้น เพื่อให้เลือดลมในร่างกายหมุนเวียน เป็นการปรับธาตุร่างกาย และเป็นยาดั้งเดิมที่ใช้แก้อาการช้ำในด้วย บางคนที่ไม่ดื่มสุราจะไม่กินก็ได้

ก่อนการย่างควรอาบน้ำอุ่นหรือน้ำต้มใบมะขามและใบหนาด แต่ถ้าผู้ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลต้องระวังอย่าให้น้ำถูกแผลจะทำให้แผลแห้งช้า

หลังอาบน้ำควรใส่เสื้อผ้าหลวมๆ เพื่อการระบายอากาศ  ให้นอนบนเสื่อบนแคร่ แล้วหาผ้าห่มหรือผ้าคลุมตั้งแต่คอถึงเท้า

ในชุมชนอีสานจะใช้ผ้าย้อมครามผืนใหญ่มาห่มคลุม เพราะผ้าครามช่วยระบายความร้อนได้ดี ไม่ทำให้ผู้ย่างไฟอึดอัด
 
การนอนย่างไฟควรให้มีคนเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา เพื่อประเมินความร้อนว่ามากหรือน้อยไป หากมากไปจะเกิดผิวหนังพองได้ แต่ถ้าไม่ร้อนเลย สรรพคุณสมุนไพรก็ไม่ส่งผลต่อผู้ย่างไฟนั่นเอง

การเฝ้าดูนี้ยังช่วยในการพรมน้ำที่เสื่อให้ชุ่มอยู่เสมอเป็นการช่วยกระจายความร้อนด้วย

การย่างไฟในชุมชนจึงเป็นสายสัมพันธ์ของคนในครอบครัวรวมไปถึงเพื่อนบ้านที่มาช่วยกัน  ซึ่งแสดงถึงความห่วงใยถึงผู้ประสบอุบัติเหตุ  นอกจากนี้หมอพื้นบ้านยังทำพิธีสู่ขวัญหรือช้อนขวัญหรือการสะเดาะเคราะห์ให้ด้วย ซึ่งวิถีเป็นวัฒนธรรมสุขภาพแบบองค์รวมที่รักษากายและใจไปพร้อมกัน

ที่กลางกรุงเมืองหลวง ชาวมูลนิธิสุขภาพไทยหลายคนรับเอาภูมิปัญญาดั้งเดิมอันงดงาม แสดงความห่วงใยจึงจัดทำการย่างไฟให้ถึง ๓ รอบ แม้ว่าจะหาสมุนไพรได้ไม่ครบสูตร แต่ก็ได้สมุนไพรใกล้ตัวสำคัญๆ คือไปเด็ดใบมะขามจากสวนหน้าสำนักงาน เก็บใบพลับพลึงมาจากบ้าน และไปตลาดซื้อเพียงหัวขมิ้นชัน หัวไพล และต้นตะไคร้ รวม ๕ ชนิดก็ได้สรรพคุณดีและมีกลิ่นน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการเจ็บระบมของผู้รับอุบัติเหตุได้อย่างดี
 มติชนสุดสัปดาห์




ส้มป่อย สมุนไพรมหามงคล  

ในประเพณีสิบสองเดือนของไทยนั้น กล่าวได้ว่าวันมหาสงกรานต์เป็นเทศกาลรื่นเริงที่สืบทอดมายาวนานและเป็นที่นิยมของมหาชนมากที่สุด แม้รัฐบาลยุคมาลานำไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะเปลี่ยนวันปีใหม่ตามอย่างฝรั่งมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๓ แล้ว

แต่ตรุษไทยก็ยังคึกคักกว่าตรุษฝรั่งหรือยิ่งกว่าตรุษจีนเสียอีก ทั้งนี้เพราะวันมหาสงกรานต์มีตำนานเล่าขาน และความเชื่อดึกดำบรรพ์ที่ผูกพันเป็นประเพณีชีวิตชาวไทยมานานนับพันปีไม่มีเสื่อมคลาย

และยังมีสมุนไพรตัวหนึ่งที่สร้างสีสันในตำนานตรุษไทย

นั่นคือ ส้มป่อย (ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia concinna (Willd.) DC. )

ส้ม หมายถึงรสเปรี้ยว  ป่อย หมายถึง ประเพณี  ซึ่งชื่อนี้ก็บ่งบอกความสำคัญของสมุนไพรชนิดนี้ว่า เป็นสิ่งรสเปรี้ยวที่เกี่ยวกับประเพณี
 
เนื่องจากเทศกาลตรุษไทยไม่เหมือนตรุษชาติอื่น ตรงที่มีมิติโหราศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเศรษฐกิจ และชะตาของบ้านเมืองในคราวขึ้นศักราชใหม่  ซึ่งบางปีก็ดี บางปีก็ไม่ดีนัก  อย่างปีนี้เถลิงศกใหม่ปีกุนราศีมีนยกขึ้นสู่ราศีเมษในวันอาทิตย์ นางมหาสงกรานต์ประจำวันนี้ชื่อ ทุงสะเทวี ขี่ครุฑถือจักรสังข์มาอย่างน่าเกรงขาม ท่านว่าปีนี้ผลผลิตข้าวไม่สู้ดีนัก และจะเกิดเหตุจลาจล ถึงขั้นยุทธสงครามในบ้านเมือง ซึ่งจะจริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่การจราจรนั้นเกิดจลาจลแน่ๆ ในช่วงสัปดาห์สงกรานต์ ซึ่งจะมียอดคนบาดเจ็บ เสียชีวิตเป็นจำนวนมากยิ่งกว่าสงครามกลางเมืองเสียอีก

เคล็ดลับหนึ่งในการชำระล้างอัปมงคล ให้กลับร้ายกลายเป็นดี ก็คือการสรงน้ำพระพุทธรูป การรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ การปล่อยนกปล่อยปลา และการเล่นน้ำดับร้อนทั่วหล้า ส้มป่อยจึงเป็นสมุนไพรตัวเลือกอย่างหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มความศักดิ์สิทธิ์ให้น้ำมหาสงกรานต์ แต่ดั้งเดิมนั้น ส้มป่อยเป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลปี๋ใหม่เมืองล้านนา น้ำที่ใช้ในการสรงน้ำพระ และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่จะขาดสมุนไพรรสเปรี้ยวตัวนี้ไม่ได้เลย

ส่วนของส้มป่อยที่นิยมใช้ คือ ฝัก ถ้าได้ฝักส้มป่อยที่เก็บในวันพระใหญ่เดือนห้าที่แห้งคาต้นเลยก็ยิ่งดี โดยเลือกฝักที่มี ๗ ข้อ ใช้จำนวน ๗ ฝัก  นอกจากเป็นเคล็ดมงคลแล้ว ฝักสมบูรณ์ที่แห้งคาต้นเมื่อนำไปย่างไฟอ่อนๆ จนกรอบ จะมีกลิ่นหอมสะอาด จากนั้นหักเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่แช่น้ำจะได้กลิ่นเปรี้ยวหอมอบอวล เมื่อนำไปอาบ ดำหัว หรือทำน้ำมนต์ประพรม เชื่อว่า สามารถไล่เสนียดจัญไร ล้างอาถรรพ์ แก้คุณไสย ยาสั่ง ยาแฝด และยังช่วยเพิ่มพลังจิตวิญญาณ เสริมมงคลชีวิตให้สดใสตลอดทั้งปี

นอกจากใช้น้ำส้มป่อยอาบคนเป็นเพื่อความสุขสวัสดีแล้ว ยังใช้อาบน้ำคนตายเพื่อส่งวิญญาณไปสู่สุคติอีกด้วย
 
หากทำตามสูตรโบราณแท้ๆ น้ำส้มป่อยต้องผสมขมิ้นชัน จึงจะขลังยกกำลังสอง เพราะนักเลงว่านนับถือว่า หัวขมิ้นชัน เป็นว่านพญายาตัวหนึ่งที่ใช้ล้างคุณไสยที่ศัตรูกระทำ สูตรน้ำส้มป่อยตำรับนี้มีชื่อว่า “สุคันโธทกะ” (สุคันธะ = กลิ่นหอม, + อุทกะ = น้ำ) หรือ “น้ำหอม” นั่นเอง

สูตรดั้งเดิมประกอบด้วย ฝักส้มป่อยแห้งปิ้งไฟ หักแช่ในน้ำขมิ้นชันสด นอกจากนี้ยังมีดอกคำฝอย ลอยดอกไม้สดจำพวกมะลิ สารภี เพื่อเพิ่มความหอมจรุงใจ ให้สมชื่อว่าน้ำสุคนธ์หรือน้ำหอมอโรมาเทอราปี (Aromatherapy) ตำรับไทยโบราณขนานแท้

ในอดีตชนชั้นสูงนิยมใช้น้ำสุคนธ์เป็นทั้งน้ำหอมและน้ำเสริมสิริมงคล จนกลายเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ ดังคำกลอนของท่านสุนทรภู่ที่กล่าวอาลัยถึงพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๒ ว่า
 
“เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ  ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นกลิ่นสุคนธา           วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์”
 
สันนิษฐานว่า การที่ชาวล้านนาเลือกส้มป่อยเป็นไม้มงคลในเทศกาลตรุษไทย น่าจะมีอะไรที่มากกว่าความขลังในตำนาน

เพราะถ้าว่ากันตามตรง ต้นส้มป่อยเป็นพืชพรรณไม้หนามที่ไม่มีอะไรสะสวยน่าดูน่าชมเลย

แต่การที่คนโบราณท่านโปรโมตส้มป่อยให้เป็นสมุนไพรในวัฒนธรรม แสดงว่าต้องมีคุณประโยชน์อะไรที่จับต้องได้ เช่น สรรพคุณทางยาและคุณค่าทางอาหาร

แปลกแต่จริง ใบส้มป่อยเป็นผักพื้นบ้านสีเขียว รสเปรี้ยว แต่กลับอุดมด้วยแคโรทีนหรือโปรวิตามิน A จากพืช ช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ  ที่สำคัญคือ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงต้านโรค และต้านอนุมูลอิสระ

ทุกวันนี้ สารพัดเมนูอาหารล้านนา เป็นต้นว่า ต้มปลา ต้มเนื้อ ต้มขาหมู ต้มข่าไก่ก็ยังนิยมใส่ยอดใบส้มป่อยอ่อนๆ เพื่อดับคาวและให้รสเปรี้ยวละมุน

หรือเมนูพื้นๆ อย่างน้ำพริกอ่องใบส้มป่อย ใบอ่อนส้มป่อยสดจิ้มน้ำพริก ลาบ แจ่วก็ช่วยให้เจริญอาหารได้ไม่จำเจ หากมื้อไหนไม่มีเวลาบรรจง เพียงมีข้าวสวย ปลา ผัดกับยอดส้มป่อยแค่นี้ก็เป็นจานด่วนรสเลิศแล้ว

ส่วนสรรพคุณทางยาของส้มป่อย แม้จะดูพื้นๆ แต่ก็มีความสำคัญต่อสุขภาพชีวิตของชาวบ้านไกลปืนเที่ยง ห่างไกลหมอ โดยเฉพาะทางแถบป่าดงภาคเหนือในอดีตที่ชุกชุมด้วยไข้ป่าคร่าชีวิตคนนับหมื่น หากไม่มีน้ำต้มส้มป่อยดื่มแก้ไข้มาลาเรีย คงมีสถิติคนตายมากกว่านี้

ในปัจจุบันแม้ไข้ป่าหรือที่เรียกตามภาษาแพทย์แผนไทยว่า ไข้เหนือ จะสร่างซาไปแล้ว แต่ความสำคัญของส้มป่อยต่อสุขภาพของมหาชนยังมีอยู่เพียบ

สัปดาห์นี้ขอให้ได้น้ำส้มป่อยกลิ่นหอมบำรุงสุขภาพจิตใจ สร้างเสริมมงคลชีวิตรับขวัญปีใหม่ไทยกันถ้วนหน้า ฉบับหน้าเจาะลึกสรรพคุณใบและฝักส้มป่อยกัน
 



ที่ผ่านมาได้เล่าถึงส้มป่อย เป็นพืชสมุนไพรแห่งความเป็นสิริมงคล พืชศักดิ์สิทธิ์ หรือไม้ที่ช่วยขจัด ปลดปล่อยความโชคร้าย ไล่เคราะห์กรรมและความอัปมงคลให้ห่างไกลชีวิตของเรา จึงเป็นสมุนไพรที่ประกอบในพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะฤกษ์ยามดีขึ้นปีใหม่ไทยก็ต้องมีน้ำส้มป่อยประพรมให้สวัสดีมีชัยกันถ้วนหน้า

นอกจากนี้ ในความเชื่อของชาวล้านนา ส้มป่อยยังเป็นพืชที่ใช้ในพิธีกรรมการขอลดโทษหนักให้เบาบาง หรือขอให้สิ่งที่ผิดพลั้งไปให้กลับคืนมา ดังเช่นชาวเหนือจะเรียกผู้ที่ไปทำสิ่งไม่ดีว่า ไป “ขึด” จะทำให้คนคนนั้นพบกับความชั่วร้ายหรือสิ่งไม่ดีกับชีวิต หรือบางคนที่ทำผิดข้อห้ามของครูอาจารย์หรือบรรพบุรุษที่เรียกกันว่าผิดครูนั้น ชาวล้านนาจะให้ผู้นั้นอาบน้ำด้วยน้ำส้มป่อย เพื่อให้สิ่งไม่ดีลดหรือเบาบางลง หรือของขลังของดีในตัวที่จะเสื่อมไปเพราะการทำไม่ดีนั้นได้กลับคืนมาดังเดิม

นอกจากการใช้ประโยชน์ด้านพิธีกรรมแล้ว มากล่าวถึงสรรพคุณที่เจาะเฉพาะสรรพคุณของใบกับฝักส้มป่อย ดังนี้
 
นํ้าต้มยอดอ่อนหรือใบอ่อน ผสมน้ำผึ้ง ดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ รักษาไต สำหรับใบเพสลาดต้มน้ำดื่ม ขับระดูขาว ฟอกโลหิตระดูสตรีให้งาม หรือทั้งใบทั้งฝักต้มน้ำอาบสำหรับสตรีใกล้คลอดช่วยให้คลอดลูกง่าย หรือสำหรับสตรีหลังคลอดช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วแทนการอยู่ไฟได้ ช่วยรักษาผิวพรรณให้ผ่องใสมีน้ำมีนวล

หากคุณแม่สุขภาพดี คุณลูกก็พลอยแข็งแรงสมบูรณ์ไปด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำใบมาตำห่อผ้าทำลูกประคบคลายเส้นเอ็น แก้เคล็ดขัดยอก และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ฝัก เป็นส่วนที่นิยมใช้กันมากในด้านเป็นยาสระผมแก้รังแค บำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นเงางาม แก้ผมร่วงแตกปลายและยังช่วยปลูกผมแก้ผมหงอกก่อนวัย เรียกได้ว่าเป็นแชมพูยาแผนไทยขนานแท้ เพราะฝักส้มป่อยมีสารซาโปนิน (Saponin) จำพวกอะคาซินิน เอ-บี (Acacinin A-B) สูงถึง 20.8% อันเป็นที่มาของชื่อวิทยาศาสตร์ของส้มป่อยว่า Acacia นั่นเอง

สารซาโปนินนี่เองเป็นสารสำคัญที่ก่อให้เกิดฟองที่คงทนถาวร เป็นทั้งแชมพูยาสำหรับสระผมและเป็นสบู่ยาชำระผิวพรรณให้สะอาดหมดจด ลบรอยฝ้ารอยด่างดำให้จางลง
ฝรั่งเองก็รู้จักคุณสมบัติข้อนี้ของฝักส้มป่อยเป็นอย่างดี จึงมีชื่อเรียกสามัญว่า Soap Pod หรือฝักสบู่นั่นเอง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุใดน้ำต้มฝักส้มป่อยจึงเหมาะกับการใช้อาบและรดน้ำดำหัวในประเพณีสงกรานต์ของชาวเหนือ ซึ่งต้องยกย่องภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพชน ที่นำเอาสิ่งดีงามมาใช้ในเทศกาลมงคลเช่นนี้  แต่ยังมีสรรพคุณหลักของฝักส้มป่อยที่อินเทรนด์ กับปัญหาหมอกควันพิษในภาคเหนือ นั่นคือ สรรพคุณรักษาโรคทางเดินหายใจ ที่มีสาเหตุมาจากฝุ่นจิ๋ว  PM ๒.๕

วิธีทำน้ำยา ง่ายนิดเดียวคือ นำฝักส้มป่อยที่ปิ้งไฟพอหอมเหลือง แล้วหักผักเป็นชิ้นเล็กๆ สำหรับชงน้ำร้อน จิบชุ่มคอ ชื่นใจ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว จึงช่วยลดอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่ต้องเผชิญกับหมอกควันได้

ถ้ากล่าวตามแบบฉบับตำรายาไทยดั้งเดิม ระบุสรรพคุณว่า

ใบ แก้โรคตา ชำระเมือกมันในลำไส้ ยาถ่ายเสมหะ ถ่ายระดูขาว แก้บิด ฟอกล้างโลหิตระดู ประคบให้เส้นเอ็นหย่อน

ใบ ยังนำมาใช้ในสูตรยาอบสมุนไพร มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งช่วยชะล้างสิ่งสกปรก รักษาโรคผิวหนัง บำรุงผิวพรรณ แก้หวัด แก้ปวดเมื่อย และยังเป็นส่วนประกอบในยาลูกประคบสมุนไพร ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง หรือทำเป็นลูกประคบแก้เส้นตึงให้เส้นอ่อน

ในตำรับยากลางบ้าน ที่ผู้คนใช้กันสืบต่อมานั้น ก็จะนำใบอ่อน ต้มเอาน้ำผสมกับน้ำผึ้ง กินเป็นยาขับปัสสาวะ ฝักมีรสเปรี้ยว ใช้เป็นยาถ่าย ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ไข้จับสั่น และเมื่อนำฝักมาปิ้งไฟให้เหลือง นำมาชงน้ำ ใช้จิบแก้ไอ ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว

วัฒนธรรมพื้นบ้านแต่เดิมที่ยังไม่มีแชมพูสระผม ก็ใช้น้ำฝักส้มป่อยสระผม ทำให้ผมชุ่มชื้นเป็นเงางาม ไม่มีรังแค ฝักยังนำมาตำพอกหรือชุบสำลีปิดแผลโรคผิวหนังด้วย
 
ปัจจุบันตำรายาในบัญชียาหลักแห่งชาติที่ประกาศให้ใช้บริการในหน่วยบริการสุขภาพต่างๆ นั้น ในตำรับยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร มีตำรับยาแผนไทยอยู่ตำรับหนึ่ง ชื่อ “ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง” ซึ่งมีส้มป่อยเป็นสมุนไพรร่วมด้วย

ตัวยาประกอบด้วย ดีเกลือฝรั่ง ยาดำ ใบมะกา ใบมะขาม ใบส้มป่อย ฝักคูน รากขี้กาแดง รากขี้กาขาว รากตองแตก ฝักส้มป่อย สมอไทย สมอดีงู เถาวัลย์เปรียง ขี้เหล็ก หัวหอม หญ้าไทร ใบไผ่ป่า สรรพคุณ แก้อาการท้องผูก กรณีที่ใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผล

ต้นส้มป่อยเป็นพันธุ์ไม้หนามคล้ายต้นชะอม ทนแล้งจัดได้ แพร่พันธุ์ได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับเป็นยารักษามหาชนทั่วประเทศไทยไม่เฉพาะแต่ชาวเหนือเท่านั้น

ดังนั้น จึงสมควรที่ชาวไทยทุกภูมิภาค จะช่วยกันฟื้นฟูการใช้ส้มป่อย เป็นการสืบสานมรดกภูมิปัญญาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
   มติชนสุดสัปดาห์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 ชั่วโมงที่แล้ว โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3377


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 19 ชั่วโมงที่แล้ว »


บอน พืชพิษ กินได้แต่ต้องทำให้ถูกวิธี  

สัปดาห์ที่ผ่านมานำเสนอแม่ค้าข้าวแกงที่เข้าใจผิด นำเอาบอนซึ่งถือเป็นพืชพิษมาปรุงอาหารเพราะคิดว่าคือ อ้อดิบ หรือเรียกว่า คูน หรือ โหรา ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia gigantea (Blume) Hook. F. H.

จึงขอขยายความให้เข้าใจยิ่งขึ้น เนื่องจากการนำพืชพิษมาปรุงเป็นอาหารต้องมีความรู้หรือภูมิปัญญาการทำอาหาร และที่สำคัญยิ่งต้องมีจรรยาบรรณในการประกอบการ ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ คิดว่าตนเองรู้ดีแต่ใช้พืชผิดชนิดจะทำให้ผู้บริโภคเป็นอันตรายได้

บอน จัดเป็นพืชพิษชนิดหนึ่ง ในเมืองไทยมีรายงานพืชในสกุลเดียวกับบอน จำนวน ๕ ชนิด คือ
๑) Colocasia esculenta (L.) Schott เรียกว่า เผือกหรือบอนหรือ Cocoyam, Taro
๒) Colocasia fallax Schott เรียกว่าตุนเขียว หรือ Dwarf taro, Silver leaf dwarf elephant ear
๓) Colocasia gigantea (Blume) Hook. F. H. เรียกว่าคูน หรือโหรา หรือออกดิบ
๔) Colocasia lihengiae C.L. Long & K. M. Liu เรียกว่าบอนยูนนาน เป็นพืชนำเข้ามาจากต่างประเทศ
และ ๕) Colocasia menglaensis J.T. Yin & Z. F. Xu เรียกว่าบอนเมงลา
 
บอนที่มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Elephant ear, Cocoyam, Dasheen, Eddoe, Japanese taro, Taro มีชื่อพื้นเมืองไทยว่า ตุน (เชียงใหม่) บอนหอม (ภาคเหนือ), บอนจืด (ภาคอีสาน), บอนเขียว บอนจีนดำ (ภาคกลาง), บอนท่า บอนน้ำ (ภาคใต้), คึ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), ขื่อที้พ้อ ขือท่อซู่คึทีโบ คูชี้บ้อง คูไทย ทีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), กลาดีไอย์ (มาเลย์-นราธิวาส) กลาดีกุบุเฮง (มาเลย์-ยะลา) เผือก บอน (ทั่วไป) เป็นต้น

ในทางพฤกษศาสตร์ บอนและเผือก เป็นพืชชนิดเดียวกัน บอนเป็นพืชล้มลุกในวงศ์ Araceae อวบน้ำ ชอบขึ้นบนดินโคลนหรือบริเวณที่มีน้ำขัง มีหัวใต้ดิน ใบรูปไข่แกมรูปหัวใจ ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบเว้าลึกรูปสามเหลี่ยม ก้านใบสีเขียวหรือออกม่วง ดอก สีครีมหรือเหลืองนวล ออกเป็นช่อ ดอกตัวผู้อยู่ตอนบน ดอก ตัวเมียอยู่ตอนล่าง ก้านช่อสั้นกว่าก้านใบ มีใบประดับสีเหลืองรองรับ ผลสด รูปขอบขนาน เมล็ด ขนาดเล็กจำนวนมาก พบได้ทุกภาคของไทย

เผือกและบอน มีชื่ออย่างเดียวกันแต่มีลักษณะภายนอกแตกต่างกันบางประการ คือ เผือกจะมีก้านใบและเส้นใบเป็นสีม่วง ลงหัวเป็นหัวเผือก ส่วนบอนมีสีเขียวทุกส่วนของลำต้น มีการลงหัวบ้าง ไม่ลงหัวบ้าง

ก้านใบของบอนและเผือกนำมาแกงกินได้ แต่ต้องกำจัดส่วนที่เป็นพิษออกก่อน โดยการนำมาต้ม ถ้าเป็นก้านเผือก ต้มประมาณ ๑๕ นาที พิษก็จะกำจัดออกไปหมด แต่ถ้าเป็นบอนต้องต้มไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมง จากนั้นนำมาใช้ทำอาหารประเภทต้ม เช่น แกงส้ม แกงกะทิ แกงบอน เป็นต้น

ส่วนของไหลและหัวใต้ดินนำมาลวกหรือต้มรับประทานเป็นอาหารได้ ส่วนใบอ่อนและก้านใบอ่อนนำมาลอกเปลือกออก ใช้จิ้มน้ำพริกกินได้แต่ต้องทำให้สุกก่อนจึงจะไม่คัน

โดยนำมาต้ม ๒-๓ ครั้ง แล้วคั้นเอาน้ำทิ้งหรือนำไปเผาไฟก่อนนำมาใช้ปรุงอาหาร เวลาปอกเปลือกควรสวมถุงมือและสับเป็นท่อนๆ ก่อนนำไปต้ม เพราะพิษที่ถูกผิวหนังจะทำให้คันมาก

ถ้าไม่ใส่ถุงมือ ภูมิปัญญาโบราณให้ทามือด้วยปูนแดงที่กินกับหมากให้ทั่วทั้งมือก่อนสัมผัส นอกจากนี้ก้านบอนยังนำมาดองเพื่อกินได้อีกด้วย
 
วิธีการเลือกบอนมาเป็นอาหาร ให้เลือกใช้ต้นอ่อนพันธุ์สีเขียวสดและไม่มีสีขาวนวลเคลือบอยู่ตามแผ่นใบและก้านใบ โดยบอนสีเขียวสดจะเรียกว่า “บอนหวาน” (ชนิดคันน้อย) ส่วนชนิดที่มีสีซีดกว่าและมีสีขาวนวลกว่าจะเรียกว่า “บอนคัน” (ชนิดคันมาก)

ส่วนที่นำมาใช้แกง คือ หลี่บอน เป็นยอดอ่อนหรือใบอ่อนของบอนที่อยู่ใกล้กับโคนต้นหรือจะนำไปปรุงกับเครื่องปรุงที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะขามเปียก มะดัน ส้มป่อย น้ำมะกรูด เป็นต้น

หรือจะนำมาขยำกับเกลือเพื่อให้ยางบอนออกมากที่สุด เพื่อช่วยดับพิษคันหรือช่วยทำลายผลึกของแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ที่มีอยู่มากในต้นบอน

บางคนใช้วิธีการนึ่งบอนแต่ต้องนึ่งให้สุก โดยลองจับดูแล้วมีลักษณะนิ่มจนเละ เพราะถ้าบอนไม่สุกเมื่อกินจะทำให้เกิดอาการระคายคอ และการปรุงแกงบอน ควรใช้น้ำมะขามเปียกหรือน้ำส้มป่อยก็ได้

หากสัมผัสลำต้นหรือยางจากบอนจะทำให้เกิดอาการคันและปวดแสบปวดร้อนได้ ต่อมาจะเกิดอาการอักเสบ บวมและพองเป็นตุ่มใส หากนำมาเคี้ยวหรือรับประทานสดจะทำให้เกิดอาการคันคออย่างรุนแรง เนื่องจากผลึกของแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ทำให้น้ำลายไหลออกมามาก ทำให้ลิ้น ปาก เพดาน และใบหน้าบวมจนทำให้พูดได้ลำบาก

หากมีอาการเป็นพิษรุนแรงจะทำให้พูดไม่ได้ ลิ้นหนัก คันปาก ลำคอบวมและอักเสบอย่างรุนแรง จึงต้องระมัดระวัง
 
ประโยชน์ด้านสมุนไพร สำหรับหมอยาไทยที่มีความรู้และลดพิษจากบอนจึงสามารถปรุงยา เช่น หัวใช้เป็นยาระบาย ห้ามเลือด น้ำคั้นจากก้านใบใช้เป็นยานวด แก้ฟกช้ำ ลำต้นบดใช้พอกแผลรวมทั้งแผลจากงูกัด ชาวเขาเผ่ามูเซอ เย้า ใช้ ราก ต้มน้ำดื่ม แก้ท้องเสีย เจ็บคอ เสียงแหบ ตำรายาไทยใช้ ไหล ตำผสมเหง้าขมิ้นอ้อย ขี้วัว กะปิ และเหล้าโรงเล็กน้อย พอกฝีมะตอย

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา มีการศึกษาในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดจากใบบอนแห้งด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อหนอง มีเส้นใยช่วยในการดูดซับสารก่อกลายพันธุ์ สารสกัดจากรากบอนมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเนื้องอก หัวใต้ดินของต้นบอนมีฤทธิ์ช่วยลดความดันโลหิต น้ำจากก้านใบมีฤทธิ์เป็นยากระตุ้นและทำให้เลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณที่ได้รับยานั้นมากขึ้น แต่การศึกษาเหล่านี้ยังอยู่ในระดับห้องทดลองยังจำเป็นต้องศึกษาวิจัยต่อไป

บางพื้นที่นำใบบอนมาต้มให้หมูกินหรือนำมาสับผสมเป็นอาหารหมู

ที่น่าติดตามข้อมูลเพิ่มเติม คือ มีกลุ่มชาวบ้านตัดก้านบอนมาลอกเปลือกตากแห้งแล้วส่งขายต่างประเทศสร้างรายได้จากพืชพิษได้ด้วย

ใบบอนให้รูปทรงความสวยงามปลูกเป็นไม้ประดับได้ และพืชพิษยังปลูกไว้ช่วยรักษาริมตลิ่งของแม่น้ำลำคลองไม่ให้ถูกกัดเซาะได้อีกด้วย บอนพืชพิษใช้ให้ถูกวิธีมีประโยชน์หลายด้านอย่ามองข้าม
 มติชนสุดสัปดาห์



ผักยืนต้น คนกินสุขภาพดี คนปลูกให้โลกร่มเย็น    

ผักยืนต้นคืออะไร

คนทั่วไปอาจจะสับสนเพราะผักที่เรารู้จักและกินกันอยู่ทุกนี้ ส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก มีอายุสั้น และน่าจะนึกไม่ถึงว่าในความเป็นจริง

พืชผักที่เรากินกันอยู่ในทุกวันนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ มาจากไม้ยืนต้น หรือเรียกว่า ผักยืนต้นทั้งที่มีขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ถ้ารวมไม้พุ่มและไม้เลื้อยที่มีเถาขนาดใหญ่เข้าไปด้วยก็น่าจะมากถึงร้อยละ ๕๐ เลยทีเดียว

จากการศึกษาของนักศึกษาปริญญาเอกชาวเยอรมัน ที่มาทำการสำรวจพืชผักกินได้ในจังหวัดกาฬสินธุ์เมื่อช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้น พบว่าถิ่นอีสานในเมืองกาฬสินธุ์มีผักยืนต้นถึง ๓๔๘ ชนิด

ตามภูมิปัญญาอีสานกล่าวไว้ว่า “กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินปลาเป็นอาหาร”

ซึ่งอธิบายได้ว่า การกินข้าวเป็นหลักเนื่องจากข้าวเป็นแหล่งพลังงานชั้นยอด (โดยเฉพาะกินข้าวกล้องยิ่งดี) เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานที่ดีจากการกินข้าว แต่ในปัจจุบันมีสื่อหลายแหล่งกล่าวอ้างว่า คนที่เป็นเบาหวานไม่ควรกินข้าวเหนียว น่าจะเป็นข้อมูลไม่ครบถ้วนและไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิต เนื่องจากคนไทยโดยเฉพาะภาคอีสานและเหนือกินข้าวเหนียวมานานนับเป็นพันปี

หากมีปัญหาเบาหวาน น่าจะรู้จักกินในปริมาณที่เหมาะเพื่อให้ได้แป้งเข้าสู่ร่างกายที่พอดี และควรมีการออกกำลังหรือทำงานที่มีการใช้แรงสม่ำเสมอ มิใช่ให้เลิกกินข้าวเหนียว
 
กินผักเป็นยา มีความหมายว่ากินผักจะช่วยทำให้เกิดสมดุลของธาตุในร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่เจ็บป่วยง่าย ปัจจุบันมีงานวิจัยต่างๆ ยืนยันได้ว่าในผักต่างๆ มีวิตามินแร่ธาตุมากมาย มีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก มีสารที่ช่วยลดการอักเสบภายในร่างกาย พืชผักช่วยขับถ่ายช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย กินผักมีแต่ประโยชน์ต่อร่างกาย

การกินปลาเป็นอาหาร หมายถึงการได้รับสารโปรตีน เพื่อการเสริมสร้างและใช้ในการซ่อมแซมบำรุงให้ร่างกายปกติดี และโปรตีนจากปลาเป็นโปรตีนที่ส่งเสริมสุขภาพมากกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นๆ

การกินผักให้เกิดประโยชน์นั้น มีข้อมูลศึกษาไว้มากมายพอจะสรุปได้ ๒ แนวทาง คือ

กินตามฤดูกาล เพราะผักที่เจริญได้ดีในแต่ละฤดูกาลก็เพราะสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป

เมื่อเรากินผักที่ตรงกับฤดูกาลเหมือนธรรมชาติสร้างให้มา เพื่อให้เรากินปรับสมดุลของร่างกายเรานั่นเอง

ในแต่ละฤดูกาลธาตุในร่างกายของเรามักจะแปรเปลี่ยนไปไม่สมดุล ก็ควรกินผักปรับสมดุลของธาตุในร่างกาย เช่น ในช่วงฤดูร้อน (กุมภาพันธ์-พฤษภาคม) ความร้อนของฤดูกาลทำให้ธาตุไฟกำเริบ มีผลไปกระทบกับธาตุดินและธาตุน้ำในร่างกาย อาจทำให้ตัวร้อน ปวดหัว วิงเวียน อ่อนเพลีย กระหายน้ำ ร้อนใน ท้องผูก ปัสสาวะน้อยและมีสีเหลืองจัด  ฤดูกาลนี้ควรกินอาหารที่มีรสเปรี้ยว ขม จืด เย็น

ผักยืนต้นที่เหมาะกับการกินในหน้าร้อน เช่น ยอดอ่อนและดอกของผักกุ่มน้ำ (Crateva religiosa G.Forst. ) ซึ่งจะออกดอกในช่วงกุมภาพันธ์-เดือนมิถุนายน

ยอดอ่อนและดอกของผักกุ่มไม่สามารถกินเป็นผักสดได้ เพราะมีสารพิษไซยาไนด์อยู่เป็นจำนวนมาก ตามภูมิปัญญาให้นำมาดองก่อนรับประทาน เพื่อกำจัดสารพิษออกไปก่อน

ดอกกุ่มน้ำดองช่วยแก้อาการครั่นเนื้อครั่นตัว เช่นเดียวกับผักกุ่มบก (Crateva adansonii subsp. trifoliata (Roxb.) Jacobs) ซึ่งออกดอกกุมภาพันธ์-เดือนกรกฎาคม

ดอกช่วยแก้อาการเจ็บคอได้ด้วย
 
ในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน-กันยายน) เมื่อมีฝนตก ทำให้อากาศเย็น มีผลไปกระทบธาตุลม อาจทำให้ครั่นเนื้อ ครั่นตัว เป็นหวัด ท้องอืดเฟ้อ ในฤดูนี้ควรกินอาหารเผ็ดร้อนและรสสุขุม เช่น แกงเลียง แกงส้ม

ผักยืนต้นที่กินได้ในฤดูนี้ เช่น มะรุม (Moringa oleifera Lam.) ยอดอ่อนและดอกนำมาลวกจิ้มกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก แจ่ว ผลอ่อนและผลแก่นำมาแกงส้มได้ ผลอ่อนกินเป็นผักกับส้มตำหรือลาบ

ดอกใช้แก้อาการไข้หัวลมหรืออาการไข้เปลี่ยนฤดู เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันมะเร็ง แก้หวัด

ใบมะรุมมีวิตามินเอสูง มีแคลเซียมสูงเกือบเท่านม มีธาตุเหล็กสูงกว่าผักขม มีวิตามินซีมากพอๆ กับส้ม และมีโพแทสเซียมเกือบเท่ากล้วย
 
ฤดูหนาว (ตุลาคม-มกราคม) มีอากาศเย็น โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน อากาศเย็นมักมีผลต่อธาตุน้ำ อาจทำให้มึนหัว น้ำมูกไหล ผิวแห้ง ท้องอืด เคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวก

ในช่วงนี้ควรกินอาหารหรือผักที่มีรสขม เผ็ดร้อนและเปรี้ยว

ผักที่มีรสขม เช่น เพกา (Oroxylum indicum (L.) Kurz) ยอดอ่อน ดอกและฝักนำมากินเป็นอาหารได้  ดอกนิยมนำมาลวกกินกับน้ำพริก ลาบ ก้อย ยำ

ฝักมีรสขม ต้องนำมาเผาไฟให้สุกหรือผิวนอกเกรียม ขูดเอาส่วนที่ไหม้ออกจะช่วยลดความขมได้ นิยมนำมากินเป็นผักเคียงหรือนำมาผัดกับไข่ก็ได้

มีการศึกษาพบว่าฝักเพกาช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และหากถือคติโบราณ “หวานเป็นลมขมเป็นยา” แล้วละก็ กินผักรสขมอยู่เสมอๆ ก็น่าจะดีต่อสุขภาพ

ผักที่ให้รสขมอีกชนิดหนึ่งที่ปัจจุบันคนเมืองรู้จักกันดีคือ แคนาหรือแคป่า (Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem.)

ดอกจะออกในช่วงมีนาคม-มิถุนายน ดอกนำมาใช้ประกอบอาหารได้ โดยนำมาทำเป็นแกงส้ม หรือนำมาลวกต้มจิ้มกินกับน้ำพริก

รสขมจากดอกจะช่วยทำให้อาหารอร่อยยิ่งขึ้น ทำให้นอนหลับ ขับเสมหะ โลหิต และลม ที่คนเมืองกรุงรู้จักไม้ชนิดนี้ดีเพราะในช่วงเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา นักตกแต่งสวนนิยมนำมาทำเป็นไม้ประดับตามหมู่บ้านจัดสรรหรือตามปั๊มน้ำมัน ในภูมิปัญญาอีสานเตือนไว้ว่าไม่ควรปลูกไม้ชนิดนี้ใกล้บ้าน เนื่องจากดอกมีละอองเกสรขนาดเล็กจำนวนมาก เมื่อหายใจเอาละอองเข้าไปจะทำให้เป็นหวัดหรือเกิดอาการภูมิแพ้ได้

ผักที่เป็นไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้อายุหลายปีเป็นทางเลือกที่ดี เพราะน่าจะมีโอกาสปนเปื้อนสารเคมีน้อยกว่าผักที่มีอายุสั้นหรือผักตามตลาดทั่วไป

การเลือกปลูกและกินก็มีหลากหลายให้เลือกได้ตามภูมินิเวศของต้นไม้และผู้ปลูก

ผักยืนต้นจึงน่าที่จะเป็นอนาคตที่ดีของอาหารปลอดภัย และช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโลกด้วย
 มติชนสุดสัปดาห์



ตรีผลา : ยาแก้โรคร้อน  

ว่ากันถึงอัตลักษณ์ของยาไทยไม่เหมือนยาฝรั่งก็ตรงที่ยาไทยเป็นยากินตามธาตุ ตามวัย และตามฤดูกาล

ถ้าถามว่าฤดูนี้ควรกินยาอะไร  ก็ตอบแบบกำปั้นทุบดินได้ทันทีว่า ต้องกินยาชื่อ “ตรีผลา” ซึ่งหมอแผนโบราณท่านรู้ดีว่า “ตรีผลาเป็นพิกัดยาในคิมหันตฤดู”  พูดให้ฟังง่ายๆ ก็คือ เป็นยาสามัญประจำฤดูร้อนนั่นเอง

ทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักยาตรีผลา แม้แต่ฝรั่งมังค่าที่นิยมยาไทย ก็ยังมีสำนวนติดปากว่า “นึกยาอะไรไม่ออก ก็บอกให้ใช้ตรีผลาไว้ก่อน” (When in doubt, use Triphala)

ในคอลัมน์นี้ก็เคยเขียนถึงพิกัด (กลุ่ม) ยาผลไม้พื้นบ้าน ๓ อย่างนี้ไว้บ้างแล้ว เข้าใจว่าน่าจะเป็นพิกัดยาโบราณที่ใช้กันมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลโน้น ดูจากชื่อผลไม้ที่นำมาประกอบยา ได้แก่ สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม ล้วนแต่เป็นชื่อสมุนไพรในพุทธประวัติ ที่พระท่านใช้ขบเคี้ยวเป็นยารักษาสุขภาพได้หลังเพล แต่ที่ยังไม่มีใครรู้กันก็คือตรีผลาเป็นยาสำหรับแก้โรคหน้าร้อน ไม่ว่าจะใช้เป็นพิกัดยาสมุนไพรเฉพาะ ๓ ชนิดนี้ หรือจะนำพิกัดตรีผลาไปเป็นส่วนหนึ่งของตำรับยาใหญ่ชุดอื่น ไม่ว่าจะเป็นตำรับยาแก้ไข้เด็ก ยาบำรุงโลหิตสตรี ยารักษาโรคหอบอันเกิดจากน้ำเหลืองเสียและเสมหะกำเริบ รวมทั้งโรคอุจจาระธาตุต่างๆ ด้วย เป็นต้น

ในหน้าร้อนอ่อนเพลียอย่างนี้ จึงขอแนะนำย้ำกันอีกครั้งให้รับประทานตรีผลาเป็นยาเย็นที่มีสรรพคุณคลายร้อน บำรุงร่างกายไปพร้อมๆ กัน และยังช่วยรักษาท้องไส้ให้ปลอดภัยจากโรคทางเดินอาหารที่มากับหน้าร้อนอีกด้วย

เคล็ดลับของการปรุงตำรับยาตรีผลาให้ได้ฤทธิ์ยาดีตรงตามพระคัมภีร์สรรพคุณแลมหาพิกัดที่มีมาแต่โบราณ ก็คือ ต้องใช้เนื้อผลที่แก่จัดของผลไม้ยาทั้ง ๓ ชนิด ที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ ดังนี้คือ สมอไทย (Terminalia chebula Retz. ) สมอพิเภก (Terminalia bellirica Roxb.) และมะขามป้อม (Phyllanthus emblica L. )

ทำไมต้องใช้ผลสมอไทยแก่

เพราะเนื้อผลแก่ไม่มีรสเปรี้ยวเพียงรสเดียวเหมือนผลอ่อน แต่มีรสฝาดแทรก เจือขมเล็กน้อย จึงมิใช่มีแต่ฤทธิ์ระบายถ่ายอย่างเดียว แต่มีฤทธิ์พิเศษที่หมอทองเอกแห่งท่าโฉลงน่าจะทราบดี คือ ฤทธิ์ “คุมธาตุ รู้เปิด รู้ปิดเอง”

คุมธาตุ ในที่นี้หมายถึงคุมอุจจาระธาตุ

รู้เปิด หมายถึงมีฤทธิ์ช่วยระบายเวลาท้องผูก

ส่วนรู้ปิด หมายถึงมีฤทธิ์หยุดระบายได้เองโดยอัตโนมัติ

เมื่อท้องร่วงเป็นกลไกป้องกันร่างกายเสียน้ำมากเกินไป นอกจากนี้ยังแก้ลมป่วงที่เกิดจากท้องร่วงอย่างแรง และแก้อาเจียน แต่ที่สำคัญคือ รสผลแก่ ช่วยถ่ายพิษไข้ ระบายพิษร้อนภายในอันเกิดจากดีพลุ่ง แก้ปิตตะ (ดี) พิการ ขับน้ำเหลืองเสีย แก้หืดไอ และบำรุงร่างกาย ยิ่งถ้าเอาผลสมอไทยแก่ดองฉี่วัว ใช้ดื่มแก้ปวดเมื่อย ตามเนื้อตัว ตามข้อ แก้อ่อนเพลียได้ดีนักเช่นกัน
 
ทําไมต้องใช้ผลสมอพิเภกแก่

เพราะเนื้อผลแก่มีทั้ง ๓ รส คือ เปรี้ยว ฝาด สุขุม ซึ่งไม่เพียงแก้เสมหะจุกคอ ช่วยให้ชุ่มคอ แก้คอแห้งผากยามร้อนบรรลัยเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงธาตุสี่ แก้ไข้

ส่วนผลมะขามป้อมแก่นั้นก็มีทั้ง ๔ รส คือ มีรสเปรี้ยวฝาดนำ และรสขมเจือเผ็ดตาม

นอกจากช่วยระบาย ทำให้ชุ่มคอแล้ว ยังช่วยขับปัสสาวะ แก้ไข้ แก้ร้อนในแก้ลมวิงเวียน และบำรุงหัวใจ มีฤทธิ์ใหม่ของมะขามป้อมที่พบจากการวิจัยในหนูทดลองคือ ช่วยลดพิษสารโลหะหนัก เช่น สารตะกั่ว ปรอท แคดเมียม ต่อตับและไต ซึ่งอินเทรนด์กับการแก้ปัญหามลพิษจากฝุ่นจิ๋ว ๒.๕ ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ ด้วย

ดังนั้น เนื้อผลไม้ยาทั้ง ๓ อย่างดังกล่าว เมื่อประกอบเข้าเป็นพิกัดยาตรีผลา จึงมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคร้อน และสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่มากับหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี

เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์ยาตรีผลาออกมาแพร่หลายเป็นจำนวนมากทั้งในรูปแบบยาแคปซูล ยาเม็ด และยาน้ำ รวมทั้งเครื่องดื่ม จึงไม่ยากที่ผู้นิยมสมุนไพรไทยจะแสวงหามาไว้เป็นยาสามัญใกล้ตัวสำหรับเยียวยาสุขภาพในยามหน้าร้อนอย่างนี้

มติชนสุดสัปดาห์




เห็ดพิมานและเห็ดซางฮวง เห็ดในสกุลฟิลินัส  

ในช่วงปีที่ผ่านมา ข่าวทางสื่อมวลชนได้พูดถึง “เห็ดพิมาน” กันค่อนข้างบ่อยมาก

โดยเฉพาะกล่าวถึงตำรับยารักษามะเร็ง จนรายการทางโทรทัศน์นำไปขยายผล และนำเสนอข้อมูลการเพาะเลี้ยงเห็ดพิมานกันมากมาย

สนนราคาขายกันหลักล้านบาทต่อกิโลกรัม

คําว่า “เห็ดพิมาน” เป็นชื่อเรียกในภาษาไทย และในตำรายาแผนไทยเก่าแก่บางเล่มได้กล่าวไว้ว่า เห็ดพิมานเป็นยารักษาโรคที่มีการใช้บำบัดอาการรักษาได้หลายอาการ เช่น

ตำรับยาเย็น สำหรับผู้ที่มีอาการไข้ ให้ใช้เห็ดพิมาน ๑ ส่วน ฮากหนามแน่ ๑ ส่วน ฮากดอกซ้อน ๑ ส่วน ฮากเทียนดำ ๑ ส่วน หัวพันมหา ๑ ส่วน แมงวัน ๓ ตัว ฝนใส่น้ำเหล้า เด็ดแต้มตามตุ่มที่ออกตามตัวเนื่องมาจากพิษไข้ หรือใช้เป็นยากิน ซึ่งในตำรับประกอบด้วย จันแดง ๑ ส่วน เห็ดพิมาน ๑ ส่วน เห็ดขาม ฮากหวดข้าน้อย ฮากถั่วพู ฝนกินดีแล

เรื่องราวเห็ดพิมานเริ่มมีการศึกษาหาข้อเท็จจริงในปี พ.ศ.๒๕๓๕ มีนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการจัดจำแนกชนิด พบว่าเห็ดพิมานที่ปรากฏในตำรายาโบราณ พบว่ามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phellinus rimosus  เป็นเห็ดที่อยู่ในสกุลฟิลินัส (Phellinus) ซึ่งเห็ดในสกุลนี้เป็นเห็ดที่มีการเจริญเติบโตจำเพาะกับต้นไม้ ดังนั้นเห็ดพิมานก็ควรจะเป็นเห็ดที่เจริญได้ดีบนต้นพิมานหรือกระถินพิมาน (Acacia tomentosa Willd. )

แต่ความรู้ในปัจจุบันกลับพบว่าเห็ดในสกุลฟิลินัสที่เจริญได้ดีบนต้นพิมานคือเห็ดฟิลินัส ชนิด Phellinus pomaceus (Pers.) Maire ส่วนเห็ดพิมานชนิด Phellinus rimosus (ซึ่งเราเข้าใจแต่เดิมนั้น) พบได้บนต้นแดง (Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub. ) จึงเรียกในภาษาไทยว่า “เห็ดหิ้งต้นแดง”
 
เห็ดในสกุลฟิลินัสที่มีการบันทึกในตำรายาจีนโบราณ และในตำราเภสัช (Chinese Pharmacopeia) ของจีน พบว่าคือชนิด Phellinus igniarius ซึ่งในภาษาไทยเรียก “เห็ดซางฮวง”

แต่ก็มีคนไทยตั้งชื่อเรียกอีกชื่อว่า “เห็ดอุ้งตีนหมี”

เห็ดชนิดนี้เจริญได้ดีบนต้นเต็ง (Shorea obtusa Wall. ex Blume)

“เห็ดซางฮวง” หรือ “เห็ดอุ้งตีนหมี” มีการบันทึกว่าใช้เป็นยาบำรุง ปรับสมดุลโลหิต โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีประจำเดือนไม่ปกติ เมื่อได้รับสารสกัดจากเห็ดนี้จะทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ลดอาการปวดประจำเดือนได้เป็นอย่างดี

ขอบอกให้ชัดว่า เห็ดชนิดนี้จะให้ผลได้ดีเมื่อได้ กินสารสกัด ไม่ใช่กินเนื้อเห็ดโดยตรง

การสกัดส่วนใหญ่เป็นการสกัดโดยใช้น้ำร้อนหรือสกัดด้วยแอลกอฮอล์ จึงทำให้ได้สารสำคัญที่อยู่ในเนื้อเห็ดมาใช้ประโยชน์สามารถออกฤทธิ์ในร่างกายได้

นอกจากนี้ สาระสำคัญที่ได้จากเห็ดส่วนใหญ่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ร่างกายดูดซึมเอาไปใช้ยาก

นักวิทยาศาสตร์จึงแนะว่าควรมีการตัดโครงสร้างทางเคมีของสารสำคัญนี้ให้มีขนาดเล็กลงก่อน ร่างกายจึงดูดซึมไปใช้ได้ดี

การตัดโครงสร้างทางเคมีของสารสกัดจากเห็ดนั้น มีการแนะนำ เช่น การกินร่วมกับวิตามินซี เป็นต้น

เรื่องชนิดเห็ดมีความซับซ้อนในชื่อเรียกพอสมควร ดังในประเทศจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีมีการใช้เห็ดชนิด Phellinus linteus ซึ่งเป็นเห็ดในสกุลฟิลินัสอีกชนิดหนึ่ง แต่ชื่อในภาษาไทยก็มีการเรียกชื่อซ้ำกันอีกว่า “เห็ดซางฮวง”  เป็นการเรียกทับศัพท์เดิมที่เป็นภาษาเกาหลีที่มีความหมายว่า “เห็ดสีเหลืองบนต้นหม่อน”

คณะนักวิทยาศาสตร์ของจีนได้ทำการศึกษาเห็ดซางฮวงชนิดนี้ โดยการใช้เทคนิคการตรวจสอบดีเอ็นเอ  พบว่าเห็ดซางฮวงที่นิยมนำมาใช้ทำยาถูกแยกออกเป็น ๒ ชนิด คือ Tropicoporus linteus และ Sanghuangporus sanghuang ในส่วนของชนิด Tropicoporus linteus พบได้ในเอเชียนั้นจะเจริญได้ดีบนต้นเค็ง (Dialium cochinchinense Pierre) ดังนั้น เพื่อไม่ให้สับสน ในภาษาไทยควรเรียกเห็ดซางฮวงชนิดนี้ว่า “เห็ดเค็ง” (เพราะขึ้นในต้นเค็ง)  ส่วนเห็ดชนิด Sanghuangporus sanghuang ซึ่งส่วนใหญ่พบได้มากในที่มีอากาศเย็น เจริญได้ดีบนต้นหม่อน (Morus spp. ) ใต้หมวกเห็ดมีสีเหลืองสดใส ในภาษาไทยจึงเรียกเห็ดชนิดนี้ว่า “เห็ดต้นหม่อน”

ในปัจจุบันมีงานวิจัยไม่น้อยกว่า ๓,๕๐๐ ชิ้น ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับเห็ดในสกุลฟิลินัสนี้

สำหรับในประเทศไทย เท่าที่พบหลักฐาน เริ่มมีการศึกษาเห็ดในสกุลนี้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๔ โดย ดร.แฟรงค์ ชาญบุญยสิทธิ์ ซึ่งได้รับเห็ดชนิด Phellinus linteus และ Phellinus igniarius จากเพื่อนที่เป็นคนจีน

โดยที่เวลานั้นเพื่อนชาวจีนเรียกเห็ดกลุ่มนี้ว่าเห็ดหลินจือ เพราะในอดีตเห็ดชนิดนี้ในประเทศจีนเรียกว่าเห็ดหลินจือ

ดังมีหลักฐานที่เรียกเห็ดหลินจือนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา (The University of Pennsylvania Museum of Archaeology and Anthropology, USA) ซึ่งเป็นของจักรพรรดิเฉียนหลง มีความยาว ๑๖ x๓/๘ นิ้ว

เห็ดดอกนี้เมื่อทำการจัดจำแนกโดยใช้ความรู้ในปัจจุบันพบว่าไม่ใช่เห็ดหลินจือแต่คือเห็ด สกุลฟิลินัส ชนิด
 Phellinus linteus
มติชนสุดสัปดาห์


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 ชั่วโมงที่แล้ว โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า:  1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.369 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 14 ชั่วโมงที่แล้ว