[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
24 ตุลาคม 2560 11:06:23 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 2 [3]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แสงสว่างทางปฏิบัติ  (อ่าน 2198 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 376


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 60.0.3112.90 Chrome 60.0.3112.90


ดูรายละเอียด
« ตอบ #40 เมื่อ: 15 สิงหาคม 2560 16:29:20 »




ภาพ ๕ ประการ

ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ภัยใหญ่ของวิปัสสนา มิใช่ว่าจะมีเฉพาะที่ได้เคยกล่าวมาแล้วนั้นก็หาไม่

เมื่อใด เราใช้สติเพ่งลึกลงไปตามลำดับๆ จิตใจของเราจดจ่ออยู่กับรูปนาม อยู่กับอาการพองอาการยุบ ไม่เผลอ สมาธิก็เกิดขึ้น พอสมาธิเกิดแล้ว ก็จะสร้างนิมิตต่างๆ นานาประการ ให้เกิดขึ้นด้วย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๕ ประการ ๑. ภาพล้อ ๒. ภาพล่อ ๓. ภาพหลอก ๔. ภาพลวง ๕. ภาพล้าง

ภาพทั้ง ๕ ประการนี้ จะเกิดขึ้นจากการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ผู้ใดมีมนสิการสำเหนียกไว้ในใจ พยายามรักษาสติอารมณ์ ข่มจิตใจไม่ให้เกิดอุทธัจจะความฟุ้งซ่าน ไม่ให้เกิดถีนะความท้อแท้ง่วงเหงาหาวนอน จิตใจของเราไม่เผลอไปจากอารมณ์ของกัมมัฏฐาน เช่น เรากำหนดอาการพองอาการยุบ จิตใจก็จับอยู่ที่อาการพองอาการยุบตลอดไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้เกิดสมาธิขึ้นมา

เมื่อสมาธิเกิด จิตใจก็ปลอดจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ประการ ทำให้จิตใจสะอาด สว่าง สงบ เมื่อจิตใจสะอาด สว่าง สงบ ประณีตดีแล้ว จิตใจก็จะสร้างนิมิตต่างๆ ขึ้นมา เช่น บางครั้งนั่งไป ก็จะเห็นป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร สถานที่ เห็นพระพุทธรูป เห็นเจดีย์ เห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระอรหันต์ เห็นนรก เห็นสวรรค์ เป็นต้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ จิตเป็นผู้ที่สร้างขึ้นมา แต่เมื่อรวมแล้ว ก็ได้แก่ภาพ ๕ ประการนั้นเอง

๑. ภาพล้อ นิมิตที่เรียกว่าภาพล้อนั้น บางท่านเรียกว่า กายทิพย์ คือจะปรากฏมีอีกภาพหนึ่ง เหมือนกับตัวของเราเอง

ผู้ปฏิบัติทำอะไร ภาพนั้นก็จะทำตามบ้าง เราจะยืนก็ยืนบ้าง เมื่อจะเดินก็เดินบ้าง เมื่อเราก้ม เหยียด คู้ เงย เคลื่อนไหว ก็ทำเช่นนั้นบ้าง เป็นดังว่าภาพนั้นล้อเลียนเรา บางทีผู้ปฏิบัติจะนึกใช้ให้ไปทำอะไรที่ไหนก็ได้ตามความนึกคิดในขณะนั้น อันนี้เรียกว่าภาพล้อ คือล้อเลียนเรา เลียนแบบเราทุกสิ่งทุกอย่าง

เรานั่งพระกัมมัฏฐานอยู่ ก็ปรากฏเป็นรูปๆ หนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้า เรามองดูแล้วก็เป็นรูปของเรานี้เอง เรากำหนดพองหนอยุบหนอ หรือว่าพุทโธๆ มันก็พองหนอยุบหนอหรือว่าพุทโธๆ เหมือนกับเรา เรามองซ้ายแลขวา มันก็มองซ้ายแลขวาด้วย เราลุกไปเดินจงกรม มันก็ลุกไปเดินจงกรมด้วย เรานึกเราคิดอย่างไรก็รู้หมด

บางท่าน เป็นคนที่มีขวัญอ่อน จิตใจไม่เข้มแข็ง ก็นึกว่าวิญญาณของเราออกไปแล้ว ภาษาบ้านเราภาคอีสานว่า ขวัญดิบออกแล้ว ทำให้เกิดจิตใจห่อเหี่ยวแห้งแล้ว หมดสมรรถภาพ ไม่เข้มแข็ง กลัวว่าจะตาย อะไรทำนองนี้ ผลสุดท้าย ก็ไม่กล้าที่จะปฏิบัติพระกัมมัฏฐานต่อไป ถ้าเป็นชาวบ้าน บางทีก็ต้องหาหมอสู่ขวัญมาเรียกขวัญ เชิญขวัญกัน บางคนจิตใจไม่เข้มแข็งถึงตายไปก็มี แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ เป็นจิตใจของเรานี้แหละ ออกมาหลอกมาล้อเลียนเรา

นิมิตที่เรียกว่าภาพล้อนี้จะหายไปได้ ก็โดยที่เราตั้งอกตั้งใจกำหนดให้ทันปัจจุบันรูปนาม ไม่เอาใจใส่แล้วในที่สุดก็จะหายไปเอง คือเราเอาสติมาตั้งไว้ที่ตา กำหนดว่าเห็นหนอๆ หรือรู้หนอๆ เท่านั้น นิมิตนั้นก็จะหายไป

ถ้ากำหนดแล้ว ภาพหายไปช้าๆ กำหนด ๓-๔ ครั้งก็ยังไม่หาย ให้เข้าใจเถิดว่า สติ สมาธิ ปัญญา ของเรายังหย่อน พยายามลุกขึ้นไปเดินจงกรมเพิ่มอีก ๕ นาที ๑๐ หรือ ๒๐ นาที จึงมานั่งต่อ สมาธิและญาณจะดีขึ้น ถ้ากำหนดเพียง ๑-๒ คำเท่านั้น ก็หายไปแสดงว่าสมาธิของเราดีแล้ว พยายามนั่งต่อไป สมาธิ ญาณ ปัญญา จะได้ดียิ่งขึ้น

๒. ภาพล่อ นิมิตที่เรียกว่า ภาพล่อ นั้น ได้แก่ นิมิตที่ปรากฏการณ์ด้วยความประณีตของจิต จึงสร้างนิมิตอันสวยงาม ให้หลงติดหลงดู ด้วยความชอบใจในนิมิตนั้น

เช่น บางครั้งนั่งไปจนเห็นดอกไม้ที่มีสีสัณฐานสวยสดงดงามบ้าง บางครั้งเห็นพระเจดีย์ที่หุ้มด้วยทองคำอร่ามเรืองบ้าง บางครั้งเห็นพระพุทธรูปที่ทำด้วยทองคำอร่ามเรืองบ้าง บางทีก็เห็นสวนดอกไม้ มีสีสวยสดงดงามเป็นที่รื่นรมย์ ทำให้จิตใจสบายบ้าง บางครั้งนั่งไปเห็นเทวดา เห็นเครื่องทรงของเทวดา เห็นวิมานของเทวดาบ้าง ล้วนแต่ทำให้เกิดความสุขขึ้นอย่างแปลกประหลาด ล่อให้ติดให้หลงใหลอยู่

ท่านนักปฏิบัติธรรมท่านใด มาติดอยู่กับนิมิตนี้แล้ว วิปัสสนาญาณจะเจริญขึ้นไม่ได้เลย เมื่อวิปัสสนาไม่บังเกิดขึ้นแล้ว ตนก็จะต้องหลงติดอยู่กับนิมิตนั้น ให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏะไม่มีที่สิ้นสุด

นิมิตที่เรียกว่า ภาพล่อ นี้ จะหายไปได้ด้วยการกำหนดรูปนามให้ทันปัจจุบัน โดยไม่เอาใจใส่กับนิมิตนั้น ผลสุดท้าย นิมิตนั้นก็จะหายไปเอง

๓. ภาพหลอก นิมิตที่เรียกว่า ภาพหลอก นั้น ได้แก่ นิมิตที่ทำให้เกิดความตกใจกลัว

เช่น บางครั้งนั่งไป เห็นเป็นสัตว์ร้ายต่างๆ เป็นงูจะเข้ามากัดบ้าง เป็นสุนัขมากัดบ้าง เห็นเสือ เห็นช้าง จะมาทำร้ายบ้าง เหมือนจะมีคนมายิงมาแทงบ้าง บางครั้งปรากฏเห็นซากศพเป็นต้นบ้าง ซึ่งล้วนแต่ทำให้เกิดความสะดุ้งหวาดกลัวและตกใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตใจก็จะพรากออกจากสมาธิ ทำให้วิปัสสนาหยุดชะงักลงไป ท่านทั้งหลายพึงสังวรพึงระวัง ในเวลามาประพฤติปฏิบัติ ถ้านิมิตอย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ แล้ว ส่วนมากมีแต่ทำให้ตกใจกลัว ไม่กล้าปฏิบัติพระกัมมัฏฐานต่อไป

บางทีก็ปรากฏเห็นภูตผีปีศาจ เห็นพวกเปรตสูงเท่ายอดมะพร้าวยอดตาลก็มี วิธีไหนที่เราจะเกิดความสะดุ้งตกใจ และเกิดความกลัว จิตของเราก็จะสร้างขึ้นมาเอง บางทีเราค้นคว้าอยู่เป็นเดือนๆ ก็ยังไม่รู้ความจริงว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ท่านทั้งหลายพึงระวังให้มาก สิ่งอื่นมาหลอกนั้นไม่เท่าไหร่ จิตของเราออกมาหลอกนี้มันสำคัญที่สุด คือจิตหนึ่งหลอกจิตหนึ่ง ก็เกิดความกลัวขึ้นมา

นิมิตที่เรียกว่า ภาพหลอก นี้ จะหายไปได้ ด้วยการใช้สติปัญญากำหนดอารมณ์รูปนาม ให้ทันปัจจุบันธรรม โดยที่ไม่เอาใจใส่ในนิมิตนั้นแล้ว ผลสุดท้าย ภาพหลอกนี้ก็จะอันตรธานหายไปเอง

๔. ภาพลวง นิมิตที่เรียกว่าภาพลวงนั้น จะเรียกว่า ปฏิภาคนิมิต ก็ได้ คือเรานึกถึงดวงจันทร์ ก็จะปรากฏเห็นดวงจันทร์ในขณะนั้น จะนึกให้ใหญ่ ดวงจันทร์ก็ใหญ่ขึ้นตามใจนึก นึกให้มีขนาดเล็ก ก็เล็กลงตามใจนึก เป็นต้น หรือนึกถึงนรก ก็จะเห็นนรก นึกถึงสวรรค์วิมาน ก็จะเห็นสวรรค์วิมานตามใจนึก นึกถึงพวกเทวดาพวกพรหม ก็เห็นพวกเทวดาพวกพรหมตามใจนึก

นึกถึงพระอรหันต์ ก็จะเห็นพระอรหันต์ตามใจนึก นึกถึงพระพุทธเจ้าก็จะเห็นพระพุทธเจ้าตามใจนึก ทำให้เข้าใจผิดหลงไปว่า พระอรหันต์ละจากอัตภาพนี้ปรินิพพานแล้ว ก็ยังมีรูปมีร่างอยู่ พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ก็ยังมีรูปมีนามอยู่ พระนิพพาน ก็เป็นเมืองเหมือนเมืองกรุงเทพฯ เมืองอเมริกา มีพระพุทธเจ้า มีพระอรหันต์เต็มไปหมด หรือบางที เรานึกถึงแสนโกฏิจักรวาล ก็เห็นไปทั้งแสนโกฏิจักรวาลตามใจนึก อย่างนี้เรียกว่า ภาพลวง เพราะเป็นนิมิตไม่ใช่สภาวธรรมที่แท้จริง คือเป็นของลวง เราเข้าใจผิดต่างหาก นักปฏิบัติธรรมส่วนมาก จะมาติดอยู่ที่ตรงนี้

เช่น พระรูปหนึ่ง ที่มาปฏิบัติอยู่ที่สำนักของเรานี้ เวลาภาพเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ท่านก็บอกว่าได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุคุณพิเศษ บรรลุอภิญญาแล้ว ใช้เวลาแนะนำให้เป็นชั่วโมงก็ไม่เอา เพราะทิฏฐิมานะ ความเห็นผิด ความถือตัวเกิดขึ้นมาพร้อม แนะนำอย่างไรท่านไม่เอา ผลสุดท้ายก็หาว่าครูบาอาจารย์สู้เขาไม่ได้ เมื่อไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เราก็ปล่อยตามยถากรรม ในที่สุดไปที่นั้นที่นี้ ใครๆ เขาก็หาว่าเป็นบ้า ไปที่ไหนๆ เขาก็ไม่ให้อยู่ ตกลงแผ่นดินทั้งแผ่นในประเทศไทยก็คับแคบไปหมด ไม่มีที่จะอยู่ ขอให้ท่านทั้งหลายพึงสังวรให้ดี อย่าไปหลงใหลในนิมิตดังกล่าวมา

นิมิตที่เรียกว่า ภาพลวง นี้ จะหายไปได้ ก็ต่อเมื่อพยายามกำหนดรู้รูปนามให้ทันปัจจุบัน โดยที่ไม่เอาใจใส่ในภาพลวงนั้นอีกต่อไป ภาพนั้นก็จะหายไปเอง

๕. ภาพล้าง นิมิตที่เรียกว่าภาพล้างนั้น เป็นด้วยเหตุภายนอก ที่มาทำลายล้างผลาญ ไม่ให้ได้วิปัสสนาญาณเกิดขึ้น หรือเจริญขึ้นไม่ได้ และภาพล้างนี้ก็เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ

๑) เกิดจากพวกเปรตมาขอส่วนบุญ คือพวกเปรตทั้งหลายที่เรียกว่า ปรทัตตูปชีวีเปรต จะมาขอส่วนบุญ เห็นว่าพระสงฆ์ สามเณร ปะขาว แม่ชี มาบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล หรือว่าพวกญาติๆ มาบวช มาบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศลอย่างนี้ ก็มาแสดงตัวขอส่วนบุญ

พวกนี้ เมื่อก่อนที่วัดของเรามีมากเต็มไปหมด ภาพนั้นมาปรากฏบ้าง ภาพนี้มาปรากฏบ้าง พอดีพระสงฆ์มาเจริญพระกัมมัฏฐาน พากันแผ่ส่วนบุญส่วนกุศล ก็หายไปทีละเล็กละน้อย จนทุกวันนี้เกือบจะไม่มีมาปรากฏแล้ว

มีปีหนึ่งจำไม่ได้ว่า พ.ศ. เท่าไร ปีนั้นครูบาอาจารย์ชั้นผู้ใหญ่มาปฏิบัติเสียเป็นส่วนมาก มีเจ้าคณะตำบล มีพระครูชั้นตรี ชั้นโท มาประพฤติปฏิบัติ แต่ท่านก็เป็นผู้ใหญ่มีอาวุโสเหนือกว่าเรา ท่านเป็นถึงขั้นหลวงพ่อ เวลาอธิบายธรรมะอะไรๆ ส่วนมาก ท่านจะไม่ยอมรับ ไม่ยอมฟัง คือไม่ตกลงปลงใจเชื่อ นั่งฟังไปตามธรรมดา เพราะท่านถือว่าท่านเป็นขั้นหลวงพ่อของเรา

ท่านเข้าใจว่าเราเป็นเด็กเป็นเล็กอยู่ อะไรๆ ก็คงสู้ท่านไม่ได้ เราอธิบายธรรมะก็ไม่คล้อยตามไม่ปฏิบัติตาม เวลาบอกว่า ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เวลานั่งสมาธิออกแล้วจะเป็นตอนเช้าก็ดี ตอนเย็นก็ดี ตอนกลางคืนก็ดี ก็ขอให้แผ่เมตตา เจริญเมตตา อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย ท่านก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม

วันหนึ่ง พวกอมนุษย์เหล่านี้พากันไปฟ้องว่า หลวงพ่อๆ ครูบาอาจารย์ชุดนี้ขาดเมตตาธรรม ก็สงสัยทำไมจึงเป็นอย่างนี้ พอมาสอบอารมณ์ก็เลยถามท่านดูว่า ท่านอาจารย์ เวลานั่งกัมมัฏฐานแล้ว ได้แผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไหม ท่านก็ตอบว่า บางครั้งนั่งไม่ได้ดี ก็ไม่แผ่เมตตา ถ้านั่งได้ดีจึงแผ่เมตตา

นี่แหละมันเป็นผลสะท้อนกลับอย่างนี้ พวกเปรตนี้มาปรากฏ เราจะสังเกตเห็นง่ายๆ ถ้าอดอาหารไม่มีอาหาร ไม่ได้รับอาหาร เรามองดู ร่างกายก็ซูบผอม อดโซ เราก็รู้ทันทีว่า พวกนี้ไม่ได้บริโภคอาหาร บางตัวนั้นมองดูไม่มีเครื่องนุ่งห่ม เราก็รู้ว่าญาติไม่ได้ทำบุญทำกุศล ไม่เคยเอาผ้ามาถวายพระ ไม่เคยอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ เราก็ตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ ผลสุดท้ายก็หายไปเอง

๒) เกิดจากเทวดาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เลื่อมใสในพระศาสนา เห็นพระสงฆ์ สามเณร ปะขาว แม่ชี ท่านผู้มีศรัทธาปสาทะมาบำเพ็ญธรรมะ ก็หาวิธีขัดขวางหรือกีดกันให้การประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ดำเนินไปไม่ได้ ขัดขวางกั้นกางไม่ให้ สมาธิ สมาบัติ ไม่ให้มรรคผลนิพพานเกิดขึ้น

พวกนี้รุนแรง ในครั้งพุทธกาลก็มี ดังมีเรื่องเล่าไว้ในธรรมบท ขุททกนิกายว่า

มีภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูป เรียนพระกัมมัฏฐานเฉพาะพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจบแล้ว ก็พากันออกไปสู่ป่าเพื่อเจริญสมณธรรม บังเอิญป่าที่ภิกษุเหล่านั้นจะไป เป็นที่อาศัยอยู่ของบรรดารุกขเทวดา คือเทวดาที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ เมื่อพวกเทวดาเห็นภิกษุไปสู่ราวป่าซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกตน ก็พากันลงมาจากต้นไม้สู่เบื้องล่าง

เพราะว่า พระภิกษุนี้เป็นพุทธบุตร บุตรของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ทรงศีลทรงธรรม เทวดาจะอยู่เหนือพระไม่ได้ ให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า แม้เทวดาก็ต้องกราบต้องไหว้พระ พวกพรหมก็ต้องกราบต้องไหว้พระ คือพระเรานี้ยังเหนือกว่าเทวดา กว่าพรหมอยู่ เทวดาทั้งหลายก็ลงจากต้นไม้มาเบื้องล่าง คิดว่า เราอาศัยที่ภาคพื้นดินไปพลางๆ ก่อน อีก ๔-๕ วัน ภิกษุทั้งหลายนี้คงจะหลีกไป จึงค่อยขึ้นไป

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ภิกษุเหล่านั้นตั้งใจจะจำพรรษาเจริญสมณธรรมที่นั่น และในขณะที่อยู่นั้น ภิกษุทั้งหลายก็ขาดเมตตาธรรม ไม่ได้แผ่เมตตาให้เทพบุตร เทพธิดา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อพวกนั้นไม่ได้รับเมตตาธรรมก็เกิดความไม่พอใจ แสดงอาการต่างๆ บางทีก็ทำให้มีเสียงพิลึกน่าสะพรึงกลัว หนังหัวพองสยองเกล้า ขนลุกชูชัน จะทำกัมมัฏฐานก็ไม่เป็นอันทำ สมาธิไม่เกิด บางทีนั่งไปก็ทำให้เกิดมีกลิ่นเหม็นไปทั่ว เหมือนกันกับมีซากศพ เหมือนกับมีคนมาตายอยู่ที่นั้น บางทีเดินจงกรมหรือไปบิณฑบาต ก็เห็นคนหัวขาดบ้าง เห็นคนตายบ้างนานัปการ เทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย แสดงอาการเพื่อเป็นการทรมานพระภิกษุเหล่านั้นให้ได้รับความเดือดร้อน

ตลอดไตรมาสพรรษาสามเดือนนี้ ไม่เป็นอันเจริญสมณธรรม ไม่สามารถบรรลุอริยมรรคอริยผลได้ พอออกพรรษาแล้ว ก็พากันไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้มีปฏิสันถารตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายประพฤติปฏิบัติธรรม บรรลุถึงที่สุดแห่งทุกข์หรือยัง พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้า ไม่สามารถที่จะเจริญสมณธรรมได้ แล้วนำเรื่องทั้งหลายกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ

พระองค์จึงตรัสสั่งให้ภิกษุเหล่านั้นกลับไปอยู่ที่เดิม ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นก็ทูลว่า ไม่สามารถที่จะไปอยู่ได้อีก พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงกลับไปอยู่ที่เดิมนั่นแหละ เพราะว่าเมื่อก่อนนั้น เธอไม่ได้นำพุทธาวุธไป จึงได้ถูกเบียดเบียนจากเทวดาเหล่านั้น แต่นี้เธอจงเรียน พุทธาวุธ แล้วไปอยู่ที่นั้นเถิด

ภิกษุเหล่านั้นก็เรียนเอาพุทธาวุธจนจบแล้วกลับไปป่านั้นอีก พอไปถึงชายป่า ก็พากันเจริญ กรณียเมตตสูตร อันเป็นพุทธาวุธที่พระองค์ประทานมา หลังจากนั้นก็พากันเจริญทุกเช้าทุกค่ำทุกวันๆ เหมือนที่พวกเราได้พากันสวดอยู่ทุกวันนี้ เป็นประจำเป็นการสวดเพื่อเราด้วย เพื่อญาติเราด้วย เพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย

เมื่อท่านพากันสวดอย่างนี้ บรรดาเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย ที่ได้รับเมตตาธรรม ก็มีความอบอุ่นใจเยือกเย็นใจ มีความดีใจ พากันอุปถัมภ์บำรุงภิกษุทั้งหลายไม่ให้เกิดความเดือดร้อน มิหนำซ้ำ เทวดาเหล่านั้น ยังช่วยไล่พวกนก พวกกา พวกสัตว์ทั้งหลายที่ร้องเสียงดัง ที่ทำให้เสียงนั้นมารบกวนการประพฤติปฏิบัติธรรมของภิกษุ

ครานั้น สถานที่นั้นได้เป็นที่สงบเงียบ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นก็ได้ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ไม่ช้าไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ สมความประสงค์ด้วยกันทุกรูป นี้เป็นเรื่องที่มีในสมัยพุทธกาล แต่เทวดามิจฉาทิฏฐินี้ใช่ว่าจะมีในครั้งพุทธกาลเท่านั้น แม้ในปัจจุบันก็มี ที่หลวงพ่อได้ประสบการณ์ก็มีมาก แต่จะไม่ขอนำมาเล่าในที่นี้

ทีนี้เราจะทำอย่างไร เมื่อเทวดามิจฉาทิฏฐิไม่เลื่อมใสในพระศาสนามาทรมานเราให้ได้รับความลำบาก เพื่อที่จะทำลายล้างวิปัสสนาของเราไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้เจริญขึ้น และเป็นสิ่งขัดขวางไม่ให้บรรลุอริยมรรคอริยผล มีหนทางเดียวเท่านั้น ท่านทั้งหลาย คือเรากำหนดรูปนามให้ทันปัจจุบันโดยที่ไม่เอาใจใส่ ผลสุดท้ายพวกเทวดาที่เป็นมิจฉาทิฏฐินี้ก็จะหลีกไปเอง หรือเราแผ่ส่วนบุญกุศลให้ อุทิศส่วนบุญกุศลให้ก็จะหลีกไปเอง

การแผ่ส่วนกุศลให้นี้ บางทีพวกเทวดามิจฉาทิฏฐิก็ไม่ยอมรับ ไม่ดีใจ เราก็อย่าไปเอาใจใส่ อย่าไปสนใจเลย เรามาสนใจเฉพาะรูปนามคืออาการพองอาการยุบที่เรากำหนดอยู่นี้ กำหนดให้ทันปัจจุบัน ผลสุดท้ายทำอะไรเราไม่ได้ก็จะหายไปเอง

ท่านทั้งหลาย ภัยใหญ่ของวิปัสสนานี้ มีมากมายหลายสิ่งหลายประการ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติอยู่ผู้เดียว ส่วนมากไปไม่ได้ ต้องอาศัยครูบาอาจารย์คอยประคับประคอง เช่นอย่างภาพทั้ง ๕ ประการนี้ ถ้าว่าผู้ใดเกิดขึ้นแล้ว หากไม่มีครูบาอาจารย์ช่วยประคับประคองชี้แนะหนทางให้ ก็จะทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นดวงธรรม หรือได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานแล้ว หรือบางท่านเกิดขึ้นมาแล้ว ก็เกิดความสะดุ้งตกใจ เกิดความกลัว ไม่กล้าที่จะเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไปอีก สุดท้ายการปฏิบัติก็ไม่ได้ผล

สรุป อันตรายทั้ง ๕ ประการ ที่กล่าวมานี้ คือ ภาพล้อ ภาพล่อ ภาพหลอก ภาพลวง ภาพล้าง ก็ล้วนแต่จิตของเรานี้เป็นผู้สร้างขึ้นมา ขออย่าไปสำคัญว่าเป็นดวงธรรม อย่าไปสำคัญว่าเราได้บรรลุอริยมรรคอริยผลแล้ว

เอาละ ท่านทั้งหลาย เท่าที่ได้น้อมนำเอาธรรมะ เรื่อง ภาพ ๕ ประการ มาบรรยายนี้ ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา.


พระราชปริยัตยากร
บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 376


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 61.0.3163.100 Chrome 61.0.3163.100


ดูรายละเอียด
« ตอบ #41 เมื่อ: 29 กันยายน 2560 09:29:15 »




สิ่งขวางกั้นการบรรลุธรรม

ท่านครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงตา ลูกพระ ลูกเณร ลูกชีทุกท่าน

การปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เราก็รู้กันอยู่ว่าเป็นทางดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์ คือเป็นปฏิปทาที่นำพาให้ผู้ที่ปฏิบัติได้ดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง คือพระนิพพาน อันเป็นที่ดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง แต่ว่าก่อนที่เราจะถึงซึ่งมรรค ผล พระนิพพานนั้น มีหลายสิ่งหลายประการที่เป็นอุปสรรคขัดข้องแก่การปฏิบัติ คือ ดี ก็เป็นสิ่งขัดข้อง หมายความว่า ดีเกินไป ก็ถือว่าเป็นสิ่งขัดข้อง ไม่ดี ก็ถือว่าเป็นสิ่งขัดข้อง คือ

๑.มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด ถ้าเรามีความเห็นผิด เพียงแต่เรามีความเห็­นผิด เช่น เห็นว่าพระพุทธเจ้าไม่มี พระธรรมไม่มี พระสงฆ์ไม่มี บิดา มารดา ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ ไม่มีคุณ นรกสวรรค์ไม่มี โลกนี้ โลกหน้าไม่มี อะไรทำนองนี้ ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ มีความเห็นผิด

หมายความว่า เห็นผิดจากความเป็นจริง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมีอยู่อย่างนี้ๆ แต่เราเห็นผิดจากความเป็นจริง เช่นว่า พระพุทธเจ้ามีอยู่ แต่มิจฉาทิฏฐิเห็นว่าพระพุทธเจ้าไม่มี พระธรรมมีอยู่ ทั้งๆ ที่เราได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะอันเป็นคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือว่าธรรมะอันเป็นคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีถึง ๘๔,๐๐๐ ข้อ และเป็นธรรมะที่ให้ประโยชน์ ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด แต่เราก็เห็นว่าไม่มี พระธรรมนี้ก็ไม่มี พระสงฆ์ก็ไม่มี เป็นแต่เรื่องสมมุติ อย่างเราเป็นพระ ผู้นั้นเป็นพระ ผู้นี้เป็นเณร ผู้นั้นเป็นอุบาสก ผู้นี้เป็นอุปัชฌาย์ เราก็เห็นว่าไม่มี เป็นแต่เรื่องสมมุติ ทั้งๆ ที่มารดาบิดาเป็นผู้มีพระคุณ แต่เราก็เห็นว่าไม่มี เห็นว่าเราเกิดจากความใคร่ของท่าน เกิดจากราคะดำกฤษณา เกิดจากความใคร่ของท่าน เสพสุขกันแล้วเราก็เกิดเป็นเราขึ้นมา เพราะฉะนั้น มารดาบิดาหามีคุณไม่

อีกอย่างหนึ่ง เห็นว่าโลกนี้ไม่มี ทั้งๆ ที่มันมีอยู่มิจฉาทิฏฐิก็เห็นว่าไม่มี เป็นแต่ธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุผสมกันขึ้นมาเท่านั้น เป็นมิจฉาทิฏฐิไปหมด โลกหน้าก็ไม่มี คนตายแล้วก็เป็นอันว่าหมดไป การที่จะเกิดใหม่ ภพใหม่ ชาติใหม่นั้นไม่มี ทั้งๆ ที่เหตุปัจจัยมันมีอยู่

สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เมื่อมีเหตุก็มีปัจจัย เหมือนกันกับเมล็ดถั่ว เมล็ดข้าว เมื่อมันมีเหตุคือยางอยู่ ก็ต้องเกิดอีก เมื่อมันหมดเชื้อหมดยางก็ไม่เกิด คนเรานั้นเหมือนกัน เมื่อยังมีกิเลสตัณหา ยังมีบุญมีบาป ก็ต้องเกิดอีก แต่มิจฉาทิฏฐิเห็นว่าไม่มี

สรุปแล้วว่า การที่เรามีความเห็นผิดจากความจริงที่มีอยู่ ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือว่าเวลาประพฤติปฏิบัติ เราเกิดมิจฉาทิฏฐิขึ้นมาว่า ผลของการประพฤติปฏิบัติไม่มี สมาธิ สมาบัติไม่มี ฌานไม่มี ฌานสมาบัติไม่มี ผลสมาบัติไม่มี นิโรธสมาบัติไม่มี นรก สวรรค์ นิพพานไม่มี อะไรทำนองนี้ ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ

เมื่อใดเรายังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ คือยังมีความเห็นผิดจากความเป็นจริงอยู่ ก็ถือว่าเป็นสภาวธรรมที่กั้นไม่ให้บรรลุมรรค ผล พระนิพพาน เมื่อใดเรายังละมิจฉาทิฏฐินี้ไม่ได้ โอกาสที่จะได้มาซึ่งมรรค ผล พระนิพพาน ก็ไม่มี อันนี้อย่างหนึ่ง

๒.อนันตริยกรรม คือทำกรรมหนัก เช่นว่า เราไป ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ก็ถือว่าเป็นอนันตริยกรรม หรือเราไปฆ่าพระพุทธเจ้า ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ก็ถือว่าเป็นอนันตริยกรรม คือกรรมหนัก

ถ้าผู้ใดไปฆ่าพ่อฆ่าแม่แล้ว ก็หมายความว่า หมดทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนกับท่อนไม้ที่เขาเอามาเผาเป็นเถ้าถ่าน จะทำเป็นไม้จิ้มฟัน จะเอาไปทำโน้นทำนี้ก็ไม่ได้ ข้อนี้ฉันใด ถ้าเราไปฆ่าพ่อฆ่าแม่แล้ว ถือว่าเป็นอนันตริยกรรม เมื่อจุติแล้วก็ไปสู่อบายภูมิ หากว่ามาประพฤติปฏิบัติธรรม มันจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรค ผล พระนิพพานนั้นก็หมดโอกาสแล้ว จะต้องใช้กรรมนี้ไปอีกนานแสนนาน

เมื่อใดที่อนันตริยกรรมนี้หมดอายุหมดสภาพแล้วนั้น เมื่อนั้นจึงจะได้รับผลบุญที่ได้สั่งสมอบรมมา หรือว่าเราไปทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อขึ้น ก็ถือว่าเป็นอนันตริยกรรม เมื่อเราได้ทำร้ายพระพุทธเจ้าอย่างนี้ โอกาสที่จะได้บรรลุสมาธิ สมาบัติ มรรค ผล พระนิพพานก็ไม่มี

เพราะเหตุไร การทำร้ายพระพุทธเจ้าเพียงพระโลหิตให้ห้อขึ้นเท่านั้น ก็จัดเป็นอนันตริยกรรม

เพราะว่า ผู้ใดหรือใครผู้หนึ่ง หรือสิ่งใด ที่จะมาทำร้ายพระพุทธเจ้าให้สิ้นพระชนม์ได้นั้นไม่มี คือไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ถึงนิพพานไปได้ อย่างมากที่สุด ก็ทำได้เพียงแค่พระโลหิตให้ห้อขึ้นเท่านั้น

เพราะฉะนั้น การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตให้ห้อนั้น เป็นอนันตริยกรรม ไม่มีโอกาสที่จะได้บรรลุสมาธิ สมาบัติ มรรค ผล พระนิพพานได้เลย หรือการฆ่าพระอรหันต์ให้ตายไป ก็เป็นอนันตริยกรรม เป็นกรรมหนัก หรือว่าการทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ก็ถือว่าเป็นอนันตริยกรรมเหมือนกัน

หากว่าเราทั้งหลาย เคยทำอนันตริยกรรมทั้ง ๕ นี้แล้ว อย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นไม่มีโอกาสจะได้บรรลุสมาธิ สมาบัติ มรรคผล พระนิพพานได้เลย โน้นแหละ อนันตริยกรรมต้องให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ ทั้งหมด เมื่ออนันตริยกรรมให้ผลหมดแล้ว กรรมอื่นจึงจะให้ผลต่อไป หากว่าผู้ใดเคยทำอนันตริยกรรมแล้ว ก็ถือว่าหมดสภาพ ชาตินี้ทั้งชาติหมดสภาพแล้ว

การที่จะปฏิบัติให้ได้บรรลุสมาธิ สมาบัติ มรรค ผล พระนิพพาน ไม่มีโอกาสเลย ทีนี้ถ้าเราไม่ทำถึงขนาดนั้น สมมุติว่า เราฆ่าพ่อฆ่าแม่ แต่ไม่ถึงตาย ก็ถือว่าเป็นบาปหนัก หากว่าเราไม่ขอขมาลาโทษท่านเสียก่อนแล้ว คือท่านมิได้อโหสิกรรมให้เรา ก็ไม่มีโอกาสจะได้บรรลุสมาธิ สมาบัติ มรรค ผล พระนิพพานเลย

เพราะฉะนั้น พ่อแม่ถือว่าเป็นผู้สำคัญที่สุด ถ้าว่าเราทำไม่ถูก ก็จะเป็นเครื่องกั้นกางให้การประพฤติปฏิบัติไม่ได้ผล แม้ถ้าพ่อแม่ของเราตายไปแล้วก็ตาม เมื่อตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ เราได้ทำร้ายท่าน เราล่วงเกินท่าน แต่ยังไม่ถึงขั้นอนันตริยกรรม ได้ล่วงเกินพ่อแม่ ได้ทำให้พ่อให้แม่น้ำตาไหล ทำให้พ่อให้แม่ต้องเจ็บใจ ทำให้พ่อแม่ต้องเป็นทุกข์ ทำให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อน อะไรทำนองนี้ เราก็ไม่มีโอกาสที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมให้บรรลุสมาธิ สมาบัติ มรรค ผล พระนิพพานได้เลย

เหตุนั้น เราต้องไปขอขมาลาโทษท่าน หากว่าท่านถึงแก่กรรมไปแล้ว เราก็ไปขอขมาลาโทษท่านที่หลุมศพ ถ้าหลุมฝังศพไม่มี เราก็ไปขอขมาลาโทษท่านที่อัฐิในเจดีย์ที่ก่อไว้ หรือหากเจดีย์ไม่มี ทีนี้เราจะทำอย่างไร เราก็นิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย ๔ รูป มาเป็นสักขีพยาน แล้วก็ขอขมาลาโทษท่าน ต่อหน้าพระสงฆ์

เมื่อเราทำได้อย่างนี้แล้ว การประพฤติปฏิบัติธรรมของเราก็สามารถที่จะได้มาซึ่งสมาธิ สมาบัติ มรรค ผล พระนิพพาน อันนี้ (คือวิธีปฏิบัติ) ถ้าเราได้ล่วงเกินต่อพ่อแม่ของเรา แต่ถ้าว่าทำอนันตริยกรรมแล้ว ก็หมดเลย หมดสภาพไปเลย ไม่รู้อีกเมื่อไหร่ กี่ภพ กี่ชาติ กี่กัป กี่กัลป์ อนันตริยกรรมนั้นหมดสภาพแล้ว ให้ผลสมบูรณ์ก่อนแล้ว กรรมอื่นจึงจะให้ผล

นอกจากนี้ หากว่าไม่ถึงนั้น ถ้าเราล่วงเกินพ่อแม่ของเรา ไม่ถึงขนาดให้ต้องเจ็บอกเจ็บใจ ไม่ถึงกับต้องน้ำตาร่วง ไม่ถึงกับต้องร้องห่มร้องไห้ อะไรทำนองนี้ แต่เราพูดหยอกล้อท่าน ในฐานะที่เราเป็นลูกของท่าน กระแนะกระแหนท่าน หยอกล้อท่าน หยอกล้อพ่อของเราว่า โอ..พ่อนี่รูปหล่อ สาวๆ ชอบ พ่อของเราชอบของคาว ชอบไปหาสาวนั้นสาวนี้ พูดทำให้พ่อไม่สบายใจ แต่ไม่ถึงกับต้องร้องไห้ ไม่ถึงกับต้องน้ำตาไหล ไม่ถึงต้องเจ็บอกเจ็บใจขนาดนั้น (ท่าน)ก็ขัดใจ ไม่พอใจ ลูกพูดเช่นนั้น (ท่าน)ก็ขัดใจไม่พอใจ แต่จะว่าอะไร(ลูก)ไม่ได้

เพียงเท่านี้แหละท่านทั้งหลาย การประพฤติปฏิบัติ ยกเว้นวิปัสสนา แต่สมถะเราต้องการให้ได้มาซึ่งกสิณฌาน คือเพื่อได้ซึ่งอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต ไม่มีโอกาสเลย เพียงเราไปเพ่งกสิณทั้ง ๑๐ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อต้องการให้เกิดอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิตนี้ ไม่มีโอกาสเลยท่านทั้งหลาย นี่เป็นบาปขั้นต่ำที่ขัดขวางหรือกั้นกางการเจริญภาวนา

แต่ถ้าเป็นวิปัสสนายังไปได้อยู่ ทำบาปเช่นนี้แล้วก็ยังพอไปได้อยู่ การที่เรากระแนะกระแหนพูดให้พ่อให้แม่ของเราเจ็บใจนี้ ยังพอจะปฏิบัติวิปัสสนาไปได้อยู่ แต่สมถะนี้ไปไม่ได้ ต้องขอขมาลาโทษเสียก่อน อันนี้เป็นเรื่องอันหนึ่ง ที่เราทั้งหลายผู้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน ต้องทำความเข้าใจ หากว่า เรายังมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นอกุศลจิตดังที่กล่าวมาแล้ว การประพฤติปฏิบัติธรรมของเราก็ไม่ก้าวหน้า ไม่สามารถจะบรรลุมรรค ผล พระนิพพานได้เลย

๓.อริยุปวาท คือกล่าวร้ายพระอริยเจ้า หรือท่านผู้ปฏิบัติเหมือนพระอริยเจ้า หมายความว่า เราล่วงเกินพระอริยเจ้า ด้วยการพูดก็ดี ด้วยการกระทำก็ดี เมื่อเราล่วงเกินพระอริยเจ้าอย่างนี้ โอกาสที่จะปฏิบัติให้บรรลุมรรค ผล พระนิพพาน ก็ไม่สามารถที่จะทำได้เลย

ทีนี้ มันมีข้อแม้อยู่ว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้นี้เป็นพระอริยเจ้า ผู้นี้ไม่ใช่พระอริยเจ้า นี่มันเป็นปัญหาอย่างนี้ท่านทั้งหลาย เหตุนั้น เวลาประพฤติปฏิบัตินี้ จึงพึงสังวร คือเราไม่สามารถที่จะพยากรณ์ได้เลยว่า ผู้นี้เป็นพระโสดาบัน ผู้นี้พระสกทาคามี ผู้นี้เป็นพระอนาคามี ผู้นี้เป็นพระอรหันต์

โยมชีที่มาปฏิบัตินี้ หรือผู้ที่มาถือศีลกินเพลอยู่ในขณะนี้ ผู้นี้ได้คุณสมบัติชั้นไหน เป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี หรืออรหันต์แล้ว เราก็ไม่รู้เลย เราจะไปด่า ไปสบประมาท(ผู้นั้น)ว่า เป็นคนชั่วช้า กิเลสหนา ปัญญาหยาบอย่างนั้นอย่างนี้ แม้ผู้นั้นเป็นเพียงแค่คนถือศีลกินเพล ได้มาประพฤติปฏิบัติ เขาได้เป็นพระโสดาบันแล้ว(หรือยัง)

พูดง่ายๆ ว่า อุบาสกอุบาสิกาเขาได้เป็นพระโสดาบันแล้ว(หรือยัง) สกทาคามีแล้ว หรือว่าอนาคามีแล้ว หรือแม่ชีได้เป็นโสดาบันแล้ว สกทาคามีแล้ว อนาคามีแล้ว หรือว่าสามเณรได้เป็นโสดาบันแล้ว สกทาคามี อนาคามีแล้ว หรือว่าพระ(ภิกษุ)ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว สกทาคามี อนาคามีแล้ว(หรือยัง) เราก็ไม่รู้

เพราะว่า แต่ละรูปแต่ละท่าน เมื่อประพฤติปฏิบัติแล้ว ก็ไม่ได้แสดงตัวว่าเราได้บรรลุอย่างโน้น เราได้บรรลุอย่างนี้ ไม่ได้แสดงออก ถ้าขืนแสดงออก แต่เราไม่ได้ไม่ถึงจริง ปรับอาบัติปาราชิก เหตุนั้น พระอริยบุคคล เมื่อท่านได้สำเร็จอริยมรรคอริยผลแล้ว จึงไม่แสดงออก

ถึงแม้ว่าท่านไม่ได้แสดงออกก็ตาม หากเราล่วงเกินท่าน อย่างเรื่องของนาง ขุชชุตตรา ที่หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังนั้น เพียงแต่ล่วงเกินเท่านั้น ท่านทั้งหลาย ก็ถือว่าเป็นบาป เป็นสิ่งขัดขวางกั้นกางการประพฤติปฏิบัติธรรมะของเราไม่ให้ได้ผล และบาปที่ได้เพราะล่วงเกินนั้นก็จะติดตามเราไปหลายภพ หลายชาติ หลายกัป หลายกัลป์

เหตุนั้น เราทั้งหลาย เมื่อถึงคราวจะประพฤติปฏิบัตินี้ เราจึงได้ทำพิธีขอขมาลาโทษท่านลับหลัง เพื่อป้องกันบาปที่เคยล่วงละเมิดท่านนั้น เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการประพฤติปฏิบัติ หมายความว่า อุปสรรคที่เป็นอกุศลอันขัดขวางการประพฤติปฏิบัติให้ได้ผล

๔.ปรารถนาพุทธภูมิ สิ่งที่เป็นมหากุศล ก็ขัดขวางหรือกั้นกางได้เหมือนกัน ดังที่เราท่าน(หากได้)ปรารถนาพุทธภูมิอย่างนี้ เราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า อย่างที่ท่านทั้งหลายที่มาปฏิบัติ มีศรัทธากล้า เมื่อได้ดื่มด่ำธรรมะ ยังปีติ ปราโมทย์ รื่นเริง บันเทิงใจให้เกิดขึ้นในจิตในใจแล้ว ก็มีศรัทธาอย่างบอกไม่ถูก จนอธิษฐานจิตหรือปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าว่า

สาธุ..ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ในอนาคต

เพียงแค่นี้แหละท่านทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่มีโอกาสที่จะได้บรรลุมรรค ผล พระนิพพานได้เลย เพราะเหตุไร เพราะว่าผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ก็ต้องบำเพ็ญบารมีไปเรื่อยๆ จนบารมีเต็มสมบูรณ์แล้วนั้นแหละ จึงจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณครั้งเดียว

เหตุนั้น ที่มีผู้กล่าวว่า ผู้ได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลแล้ว ยังมาเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ เพื่อช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายอีกได้อยู่ การพูดอย่างนี้ไม่ถูก ดังที่ได้ยินได้ฟังว่า ผู้นี้เมื่อก่อนโน้นเป็นพระสารีบุตร พระสารีบุตรกลับชาติมาเกิดเป็นผู้นี้ๆ (ผู้นั้น)หมดแล้ว หมดสภาพแล้ว ถ้าพูดอย่างนี้ หรือผู้นี้ เมื่อก่อนโน้นเป็นพระมหากัสสปะ ได้เคยเผาพระบรมศพของพระพุทธเจ้า กลับจากชาติพระมหากัสสปะมาเกิดเป็นผู้นี้ๆ คำกล่าวอย่างนี้เรียกว่าเป็น โมฆะ ใช้ไม่ได้

สรุปแล้วว่า ผู้ใดปรารถนาพุทธภูมิแล้ว สมมุติว่า ผู้นั้นเป็น(พระมหาโพธิสัตว์เจ้า)

ประเภทปัญญาธิกะ ก็ต้องบำเพ็ญบารมีอยู่ถึง ๔ อสงไขย กับอีก ๑ แสนมหากัป นับตั้งแต่ได้รับพยากรณ์มา จึงจะได้ตรัสรู้

ประเภทสัทธาธิกะ ก็ต้องบำเพ็ญบารมีอยู่ถึง ๘ อสงไขย กับอีก ๑ แสนมหากัป นับตั้งแต่ได้รับพยากรณ์แต่พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมา จึงจะได้ตรัสรู้

ประเภทวิริยาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมีอยู่ถึง ๑๖ อสงไขย กับอีก ๑ แสนมหากัป นับตั้งแต่ได้รับพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมา จึงจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า

หากว่า บารมียังไม่ถึงล่ะ บำเพ็ญบารมียังไม่เต็ม ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้บรรลุมรรค ผล พระนิพพานได้เลย เหตุนั้น ท่านผู้ใดที่ได้ปรารถนาพุทธภูมิ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ภพนี้ ชาตินี้ ก็ไม่มีโอกาสได้บรรลุอริยมรรคอริยผล แม้เพียงแต่ชั้นพระโสดาบันก็ไม่ได้

ครูบาอาจารย์หลายๆ รูปที่มาปฏิบัติอยู่ที่นี้ เวลาปฏิบัติแล้วไปไม่ได้ หลวงพ่อก็คิดว่า เอ..หลวงปู่รูปนี้ หรือว่าท่านรูปนี้ เพราะเหตุไร จึงปฏิบัติไม่ได้ สภาวะทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจนดี แต่การปฏิบัติไม่สามารถจะข้ามไปได้ ก็มาใคร่ครวญตริตรองพิจารณาดูว่า โอ...ท่านผู้นี้ หรือหลวงปู่รูปนี้ เคยปรารถนาพุทธภูมิไว้แล้ว ก็มาชี้แจงแสดงไขให้ท่านได้ทราบ

ท่านทั้งหลาย การที่ปรารถนาพุทธภูมิเช่นนี้ เป็นของที่ดี ที่เลิศ ที่ประเสริฐยิ่ง หาสรรพสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งที่จะปรารถนาพุทธภูมินั้น หาได้ยากที่สุด พระโพธิสัตว์องค์ใดที่ปรารถนาใหญ่ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะขนสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากโอฆะแอ่งแหล่งกันดาร หายากมาก มีแต่พระโพธิสัตว์เท่านั้น ต้องบำเพ็ญบารมีให้เต็มเปี่ยมเสียก่อนจึงจะได้ตรัสรู้ และท่านเล่า จะเอาอย่างไร หลวงปู่จะเอาอย่างไร

ถ้าเราจะปฏิบัติให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ชาตินี้ก็ไม่มีโอกาส ท่านจะต้องบำเพ็ญบารมีไปเรื่อยๆ อย่างนี้ จนบารมีเต็มเปี่ยมแล้วซะก่อน จึงจะได้บรรลุ ท่านจะเอาอย่างไร แต่ว่ามันมีวิธีแก้ไขได้อยู่

หากว่าเราปรารถนาพุทธภูมิแล้ว เรามาคิดอีกหน่อยหนึ่งว่า เรานี้คงจะไม่มีบารมีที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้า หรือว่าการที่จะท่องเที่ยวไปๆ มาๆ บำเพ็ญบารมีให้เต็ม ๒๐ อสงไขย กับอีก ๑ แสนมหากัป หรือ ๔๐ อสงไขย กับอีก ๑ แสนมหากัป หรือ ๘๐ อสงไขย กับอีก ๑ แสนมหากัปนี้ โอ..มันยาวไกลเหลือเกิน

ขอแก้ตัวใหม่ ขอแก้คำอธิษฐาน โดยที่เราเข้าไปในโบสถ์ หรือมีพระสงฆ์เป็นสักขีพยานก็ได้ แล้วกล่าวว่า

ข้าพเจ้าขอกราบคารวะประกาศต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เสด็จปรินิพพานไปนานแล้ว พร้อมกับทวยเทพนิกรเจ้าทั้งหลาย และครูบาอาจารย์ เมื่อก่อนโน้น ข้าพเจ้าได้เคยปรารถนาพุทธภูมิมา

แต่บัดนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะบำเพ็ญบารมีให้ถึงพุทธภูมิได้ ให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ ข้าพเจ้าจึงขอแก้คำอธิษฐานที่เคยปรารถนาพุทธภูมิ ข้าพเจ้าขอปรารถนาแต่เพียงให้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นสกทาคามี อนาคามี เป็นพระอรหันต์ ต่อหน้าพระสงฆ์ต่อหน้าเหล่าทวยเทพนิกรเจ้า ต่อหน้าองค์พระประธาน ดังนี้ แล้วก็มาปฏิบัติ ก็สามารถที่จะผ่านไปได้

อย่างเช่นหลวงปู่ยันต์ กับหลวงปู่อ่อน ที่มาจากเมืองลาว เวลาที่มาประพฤติปฏิบัติ สภาวธรรมทุกสิ่งทุกอย่างดีหมด สภาวะที่แก่กล้าเต็มไปหมด แต่ไม่สามารถที่จะผ่านการปฏิบัติไปได้ หลวงพ่อจึงได้แนะนำ ชี้แนะแนวทางให้ทุกสิ่งทุกอย่าง

หลวงปู่ก็ขอถอนคำปรารถนาพุทธภูมิ เข้าไปในโบสถ์ โบสถ์หลังนี้แหละ พอดีเข้าไปในโบสถ์(ถอนอธิษฐาน)แล้วก็ออกมาประพฤติปฏิบัติ พอดีเป็นตอนเช้า ปฏิบัติตอนเช้านั่นแหละ พอปฏิบัติตอนเช้าแล้วก็ผ่านการปฏิบัติไปได้เลยเพราะเหตุไร เพราะว่าสภาวะมันแก่กล้าเต็มที่แล้ว

นี่แหละ ท่านทั้งหลาย สภาวะทั้ง ๔ ประการดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ก็ถือว่า เป็นสิ่งกั้นกางการประพฤติปฏิบัติธรรมของเราไม่ให้บรรลุ (เป็น) พระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี หรือพระอรหันต์

เหตุนั้น สิ่งละอันพันละน้อยดังกล่าวมาแล้วนี้ หากว่าเรายังไม่จุใจ ไม่พอใจ เราจะขอ(ฟัง)เป็นเรื่องส่วนตัวก็ได้ หรือว่าที่ทำมานี้ ก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว เราก็ประพฤติปฏิบัติต่อๆ ไป หากว่าบุญวาสนาบารมีได้เคยสั่งสมอบรมมา ก็สามารถที่จะผ่านไปได้ ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย.


พระราชปริยัตยากร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 กันยายน 2560 09:30:49 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 376


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 61.0.3163.100 Chrome 61.0.3163.100


ดูรายละเอียด
« ตอบ #42 เมื่อ: 20 ตุลาคม 2560 09:46:35 »




สังโยชน์ ๑๐

การที่เรามาประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐานในครั้งนี้ เราได้ผลมากน้อยแค่ไหนเพียงไร ขอให้ท่านทั้งหลายได้ตัดสินใจเอาเอง

กิเลสนั้น ถ้ากล่าวโดยพระอภิธรรมจะมีอยู่ ๑๒ ตัว คือ โลภะ ๘ ตัว โทสะ ๒ ตัว แล้วก็โมหะอีก ๒ ตัว

โลภะ ๘ ตัวนั้น แยกเป็นความโลภที่ประกอบไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ ๔ ตัว แล้วก็เป็นความโลภที่ไม่ประกอบไปด้วยมิจฉาทิฏฐิอีก ๔ ตัว รวมเป็น ๘ ตัว

สำหรับ โทสะ ความโกรธ แยกออกเป็น ๒ ตัว คือ

โทสะตัวที่ ๑ เป็นความโกรธที่เกิดขึ้นโดยลำพัง คือเป็นอสังขาริก ไม่มีเครื่องกระตุ้น หรือไม่มีผู้ชักจูง เกิดขึ้นเองโดยลำพัง ท่านทั้งหลาย ถ้าหากว่าเรานึกย้อนหลัง ก็คงจะรู้ว่าความโกรธนี้ บางครั้งเรานอนอยู่เฉยๆ มันเกิดขึ้นมาเอง คือนึกถึงเรื่องอะไรที่ผ่านมาแล้วแต่อดีต ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความโกรธขึ้นมา ความโกรธนั้นเกิดขึ้นมาอีก

โทสะตัวที่ ๒ เกิดขึ้นเพราะมีผู้ชักจูง คือมีแรงกระตุ้น เป็นสสังขาริก คือมีผู้ชักจูง หรือมีผู้กระตุ้นก่อนจึงเกิดขึ้น

สำหรับ โมหะ ๒ ตัวนั้น

ตัวที่ ๑ เป็นความหลงที่เกิดโดยอำนาจของวิจิกิจฉา

ตัวที่ ๒ เป็นโมหะคือความหลงที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของ อุทธัจจกุกกุจจะ

หมายความว่า เราคิดมาก จิตใจของเราคิดฟุ้งซ่าน ซัดส่ายตามอารมณ์ต่างๆ คิดมากจนเกินไป คิดมากจนเกินขอบเขต ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความหลงขึ้นมาได้เหมือนกัน

กิเลสโดยแนวทางของอภิธรรมนั้นมีอยู่ ๑๒ ตัว ดังนี้

สำหรับผู้ประพฤติปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน หากว่าผ่านการประพฤติปฏิบัติไปได้ครั้งหนึ่ง คือได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน จะละโลภะไปได้ ๔ ตัว โทสะละยังไม่ได้ โมหะละได้ ๑ ตัว คือวิจิกิจฉา

ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ไปได้ครั้งที่ ๒ (เป็นพระสกทาคามี) โลภะก็ยังละได้ ๔ ตัวเท่าเดิม โทสะยังละไม่ได้ แต่ว่าอ่อนกำลังลง คือกิเลสที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดนั้นจะอ่อนกำลังลง แต่โมหะก็ยังละได้ ๑ ตัวเท่าเดิม คือวิจิกิจฉา

ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ได้ครั้งที่ ๓ (เป็นพระอนาคามี) โลภะก็ยังละได้ ๔ ตัวเท่าเดิม ส่วนโทสะละได้หมดทั้ง ๒ ตัว สำหรับโมหะก็ยังละได้ ๑ ตัวเท่าเดิมคือวิจิกิจฉา

ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ได้ครั้งที่ ๔ (เป็นพระอรหันต์) จึงจะละโลภะได้หมดทั้ง ๘ ตัว คือโลภะที่ละไปแล้ว ๔ ตัว ยังอีก ๔ ตัว ก็จะละให้หมดไปจากขันธสันดาน สำหรับโมหะก็ละได้ครบทั้ง ๒ ตัว คือเมื่อก่อนนั้นละโมหะ(ที่เกิดขึ้น)ด้วยอำนาจของวิจิกิจฉา เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ครั้งที่ ๔ แล้ว จึงจะละโมหะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของอุทธัจจกุกกุจจะ

นี้แนวทางของพระอภิธรรมโดยคร่าวๆ

สำหรับกิเลส ๑๐ นั้น จะไม่พูดถึง จะขอพูดถึงเฉพาะเรื่อง สังโยชน์ ๑๐ กิเลส ๑๐ นั้น ได้เคยบรรยายมาแล้ว

สำหรับ สังโยชน์ ๑๐ นั้น กล่าวโดยพระสูตร คือมีในพระสูตร ดังนี้

สังโยชน์ แปลว่า เครื่องผูก ถ้าเป็นคุณบทของบุคคล ก็เรียกว่าเป็นเครื่องผูกบุคคลไว้ ถ้าเป็นคุณบทของสัตว์ ก็เรียกว่าเป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ หมายความว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาในกามภพก็ดี ในรูปภพก็ดี ในอรูปภพก็ดี ที่ยังข้องอยู่ในภพ ไม่สามารถที่จะออกจากภพจากภูมิที่ตนเกิดแล้วได้ ก็เพราะว่ามีสังโยชน์นี้เป็นเครื่องผูกไว้ ไปได้ยาก ออกได้ยาก สลัดออกได้ยาก

เราคิดง่ายๆ ผู้ที่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานบางพวกคิดว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มีความสุขพอแล้ว ก็อยากเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่อย่างนั้นต่อไป ไม่อยากออกจากกำเนิดของสัตว์เดรัจฉาน นี่มันผูกไว้อย่างนี้ คือเห็นว่าการมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานนี้ก็ดีอยู่แล้ว การมาเกิดเป็นประเภทนี้ก็ดีแล้ว มันเป็นอย่างนี้

หรือว่า ผู้ที่มาเกิดในมนุสสภูมิ คือพวกเราทั้งหลายที่มาเกิดในโลกมนุษย์ เมื่อเกิดในโลกมนุษย์ ได้บำรุงบำเรอด้วยกามคุณ ก็เห็นว่าการอยู่ในโลกมนุษย์นั้นมีความสุขแล้ว ยิ่งผู้มีอันจะอยู่จะกินเป็นกุฎุมพี เป็นเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐี เป็นอภิมหาเศรษฐี เป็นพระราชา มหาราชา เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็เห็นว่าการที่ได้มาเกิดอยู่ในเมืองมนุษย์แล้วก็อยู่ในฐานะอย่างนี้ ก็ถือว่ามีความสุขพอดีแล้ว ไม่จำเป็นที่จะแสวงหาความสุขอื่นอีกต่อไป

ผู้ที่คิดเห็นอย่างนี้มีเป็นจำนวนมาก ดังที่พวกเราทั้งหลายได้เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ เช่นว่า ในบ้านของเราที่ผ่านมาหลายปีดีดัก นับตั้งแต่มีการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานมาจนถึงป่านนี้ ผู้ที่เข้ามาปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนั้นมีน้อยนิดเดียว ผู้ไม่ปฏิบัตินั้นมีเป็นจำนวนมาก

ผู้ไม่ปฏิบัติโดยเฉพาะโยมผู้ชาย เวลามีการจัดงานปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน คือเมื่อก่อนเราจัด ๓ เดือนบ้าง ๒ เดือนบ้าง ๔๐ วันบ้าง ๑ เดือนบ้าง จนได้ลดลงมาถึง ๑๐ วัน ถึงกระนั้น เราก็เห็นโยมผู้ชายมาประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นจำนวนน้อยเต็มที ปีหนึ่งๆ นี้มีไม่ถึง ๒๐ คนบางครั้ง บางคนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าท่านจัดอะไร

อย่างพ่อใหญ่อยู่ใกล้ๆวัดนี้ เราจัดงานปฏิบัติพระกัมมัฏฐานไปตั้ง ๖, ๗, ๘ ปีแล้ว วันหนึ่งแกเข้ามาในวัด เห็นพระกำลังทำกุฏิกัมมัฏฐานกันอยู่ ทำปะรำบ้าง ทำกุฏิกัมมัฏฐานบ้าง กางกลดบ้าง ทำความสะอาดบ้าง แกก็ถามว่า เพิ่นทำอีหยังกัน เพิ่นเฮ็ดอีหยังกัน คือพระท่านทำอะไรกัน ครูบาอาจารย์ทำอะไรกัน คือไม่รู้เลยว่าทางวัดนี้ทำอะไร ทางบ้านทำอะไร มันเป็นอย่างนี้

แล้วก็โยมผู้หญิงก็เหมือนกัน หายาก ยิ่งเป็นรุ่นใหม่มานี้ก็ยิ่งหายาก คือเห็นว่าการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีฐานะเป็นอยู่อย่างนี้ มีอาหารการบริโภค มีเครื่องบำรุงบำเรออยู่อย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นสุขพอดีแล้ว ก็อยากเป็นมนุษย์อยู่อย่างนี้ร่ำไป ผู้เป็นสามีภรรยากันก็อยากเป็นสามีภรรยากันตลอดไป ผู้เป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกเป็นหลานกัน ก็อยากเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกเป็นหลานกันตลอดไป นี่มันผูกมัดไว้ในภพอย่างนี้

หรือผู้ไปเกิดในฉกามาวจรสวรรค์ เกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดา ก็เห็นว่าการได้เกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดานี้ก็มีความสุขเหลือเฟือแล้ว ไม่สามารถที่จะกอบโกยเอาความสุขนั้นไปหมดได้ เพราะติดอยู่หรือข้องอยู่ในฉกามาวจรสวรรค์ หรือผู้ที่ไปเกิดเป็นรูปพรหม ก็เห็นว่าการได้เกิดเป็นรูปพรหมนี้ก็มีความสุขแล้ว

ผู้ไปเกิดในอรูปพรหม ก็ถือว่าการไปเกิดในอรูปพรหมนี้ก็มีความสุขแล้ว ก็ไม่มีการแสวงหาความสุขอันเกษม ความสุขที่ไม่เจือด้วยอามิส คือความสุขในพระนิพพาน ก็ไม่มีการแสวงหาอีก

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะอะไร ก็เพราะว่าสังโยชน์นั้นเป็นสิ่งที่ผูกรัดใจของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ข้องอยู่ ให้ติดอยู่ ในภพในภูมิที่ตนเกิดแล้ว

สังโยชน์นั้นมีอยู่ ๑๐ ประการ คือ

๑. สักกายทิฏฐิ คือความเห็นเป็นเหตุถือตัว คือเห็นว่าร่างกายอันยาววาหนาคืบ ตั้งแต่เท้าถึงศีรษะ ตั้งแต่ศีรษะถึงเท้านี้ เป็นเรา เป็นตัวของเรา โดยที่ไม่ได้พิจารณาแยบคายให้เห็นแจ้งประจักษ์โดยไตรลักษณ์

คือหลงติดอยู่ในสมมติว่าเป็นอัตตา คือเป็นตัวเป็นตน เป็นฆนะ หรือว่าเป็นก้อน ไม่ได้แยกออกไปว่า รูปนามนี้เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ประชุมกันอยู่ ก็สมมติว่าเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวของเรา คือหลงติดอยู่

แต่สำหรับผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน หากว่าได้เห็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชัดจนสามารถยังมัคคจิตผลจิตให้เกิดขึ้นในใจได้ครั้งหนึ่ง คือได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ก็เห็นแจ้งประจักษ์ทันทีว่า รูปนามขันธ์ ๕ นี้ไม่มีอะไรเลย เป็นแต่เพียงธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ ประชุมกันเข้าเท่านั้น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวของเรา ก็เมื่อเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ด้วยอำนาจใดๆทั้งสิ้น ถือว่าทำลายสักกายทิฏฐิได้แล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป

แต่คนส่วนมากที่ไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็จะพากันยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนว่า เป็นเรา เป็นของเรา ที่ทำสงครามประหารกันอยู่ทุกเมื่อทุกวันนี้ก็ดี การทะเลาะเบาะแว้งกัน การโกงกิน การคอร์รัปชั่น การทำลายกัน การประหัตประหารกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ ก็เพราะสักกายทิฏฐินี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย

๒. วิจิกิจฉา ความลังเลเป็นเหตุไม่แน่ใจในปฏิปทาของตน หมายความว่า มีความลังเลสงสัยในข้อปฏิบัติ

สมมติว่า เราได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ได้ฟังครูบาอาจารย์บรรยายธรรมะ นี้เป็นประเภทเบื้องต้น จัดเป็นกามาวจรกุศล ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมประเภทนี้แล้วหรือข้อนี้แล้ว ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นเทพบุตรเทพธิดาในฉกามาวจรสวรรค์ ก็เกิดความลังเลสงสัยขึ้นมาว่า เอ๊ะ คนตายแล้วมันเกิดจริงหรือ มันไปเกิดได้อย่างไร เทพบุตร เทพธิดานั้นมีจริงหรือ สวรรค์นั้นมีจริงหรือ ถ้าสวรรค์มีจริง ไหน? ไม่เห็นเลย ไม่เห็นสวรรค์ปรากฏเลย

เครื่องบินบินขึ้นไปบนอากาศก็ไม่เห็นปราสาทวิมานของเทพบุตรเทพธิดา นักวิทยาศาสตร์เขาสามารถไปนอกโลก นำยานอวกาศไปลงบนดวงจันทร์ ไปดาวอังคาร ดาวศุกร์ เป็นหลายๆล้านกิโลฯ แต่เขาก็ยังไม่เห็นปราสาทของเทพบุตรเทพธิดา คงจะเปล่าละมั้ง คงจะเป็นเรื่องโกหกกัน คงจะเป็นเรื่องหลอกให้หลงเชื่อให้ปฏิบัติตาม ก็เกิดความลังเลสงสัยขึ้นมา ในเรื่องการเกิด ในเรื่องวิญญาณ ในเรื่องภพนี้ภพหน้า ก็เกิดความสงสัยขึ้นมา

ตลอดถึงสงสัยในเรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือ ท่านกล่าวไว้ในอดีตน่ะ มีจริงหรือ ดังที่พวกเราทั้งหลายเห็นประชาชนคนไทยทั้งหลายพากันสงสัย พวกเราพากันไปนมัสการพระบรมธาตุ พระธาตุพนมอย่างนี้ คนทั้งหลายก็หาว่าโกหกกัน ไม่ใช่ ไม่มีหรอก ไม่เป็นของจริง เรื่องโกหกพกลมกัน มีในประเทศอินเดียอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ไม่ยอมเชื่อ และมีความลังเลสงสัยอยู่ตลอดเวลา

ถ้าพูดเรื่องพระธรรมก็เหมือนกัน พระธรรมที่ท่านกล่าวไว้ว่า ข้อนี้ประพฤติปฏิบัติแล้วทำให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ ไปเกิดเป็นเทวดา ข้อนี้ไปเกิดเป็นพรหม ข้อนี้ไปเกิดเป็นอรูปพรหม ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ได้ฌาน ปฏิบัติได้อย่างนี้ยังวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้นในขันธสันดาน ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ได้บรรลุอริยมรรคอริยผลเป็นพระอริยบุคคล สามารถปิดประตูอบายภูมิได้เด็ดขาด ตายแล้วก็จะไม่จมไปสู่อบายภูมิ มีพระนิพพานเป็นที่ได้เป็นที่ถึง มีพระนิพพานเป็นที่ไป ก็เกิดความลังเลสงสัยขึ้นมา ไม่กล้าตัดสินใจ

สำหรับเรื่องพระสงฆ์ก็เหมือนกัน ก็สงสัยว่าพระอริยสงฆ์นี้มีจริงหรือ สมัยนี้ยังมีพระอริยสงฆ์อยู่หรือ ก็เกิดความสงสัย พูดเอาง่ายๆ สมมุติว่าเราทั้งหลายอยู่ร่วมกันอยู่ในทุกวันนี้ ในวัดพิชโสภารามนี้ มีพระอริยบุคคลอยู่หรือ หรือว่าในบ้านแก้งเหนือ บ้านคำม่วง บ้านเรืองอุดมนี้ ยังมีพระอริยบุคคลอยู่หรือ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมร่วมกันนี้ ผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลนั้นมีอยู่ด้วยหรือไม่หนอ มันมีความเป็นจริงหรือไม่

ผู้ที่ละกิเลสตัณหาได้นี่ มันละได้จริงๆหรือ เกิดความสงสัยขึ้นมา ที่จริงมันก็น่าจะสงสัยอย่างนั้น สมมุติว่าโลภะความโลภอย่างนี้ ถ้าเราคิดแล้วมันไม่น่าจะละได้ ไม่น่าจะทำลายได้ เพราะว่ามันมีอำนาจจริงๆ หรือว่าโทสะคือความโกรธอย่างนี้ คิดแล้วมันไม่น่าจะละได้ มันไม่น่าจะหมดไปจากจิตจากใจของเรา หรือโมหะความหลงอย่างนี้ มันก็ไม่น่าจะหมดไปจากจิตใจของเรา

ราคะคือความกำหนัดในเพศตรงกันข้ามอย่างนี้ คิดๆแล้วมันไม่น่าจะหมดไปจากจิตใจของเรา หรือว่าความเศร้าโศก โสกะปริเทวะ ความน้อยใจ ความแห้งผากใจ ความขัดใจ ความคับแค้นใจเวลาประสบอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง มันไม่น่าจะหมดไปจากจิตจากใจของเรา มันน่าจะมีอยู่อย่างนี้ เพราะว่าถือว่ามันเป็นธรรมชาติของมัน คือเราคิดแล้วว่ามันไม่น่าจะหมดไป

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็หมดไปได้ คือมันมีแล้ว มันเกิดขึ้นมาได้มันก็ดับได้ สิ่งใดมี สิ่งนั้นก็สูญไปได้เหมือนกัน มีร้อนก็ต้องมีเย็น มีชั่วก็ต้องมีดี มีบาปก็ต้องมีบุญ มีโลกิยะก็ต้องมีโลกุตตระ มันเป็นของคู่กันอย่างนี้

แต่สำหรับผู้มีวิจิกิจฉานั้นก็จะเป็นผู้มีความลังเลสงสัยไม่แน่ใจในข้อวัตรปฏิบัติของตนอยู่ตลอดเวลา พูดธรรมะข้อใดๆก็มีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ตลอดไป ไม่กล้าตัดสินใจได้ นี้เป็นตัววิจิกิจฉา

แต่สำหรับท่านผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านโสดาปัตติมัคคญาณไปแล้ว คือยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นในขันธสันดานได้ครั้งหนึ่ง ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็จะหมดความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หมดความเคลือบแคลงสงสัยในปฏิปทาคือข้อปฏิบัติของตนในทันที

๓. สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเข้าใจว่ามีได้ด้วยศีลหรือพรตอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นว่า พวกเราทั้งหลายจะเห็นในตำรับตำรา หรือไปเห็นสถานที่ต่างๆ เขามีการบูชายัญ บูชาพระภูมิเจ้าที่ ตั้งศาลพระภูมิไว้ในบริเวณบ้านของตน ในเรือนของตน กราบไหว้ภูเขาแม่น้ำลำธาร ตลอดถึงการทรงเจ้าเข้าผีเป็นต้น โดยเข้าใจว่าการปฏิบัติเช่นนั้นทำให้พ้นทุกข์ ได้รับความสุข ทำให้ไปเกิดในสุคติโลกมนุษย์สวรรค์

บางทีก็บำเพ็ญตบะ เช่นว่า ถือการกินผลไม้เป็นวัตร ไม่ยอมรับประทานอาหารอย่างอื่น ไม่ยอมรับประทานพวกปลาพวกเนื้อ มีแต่ฉันผักผลไม้ บางทีก็ปฏิบัติเหมือนโค คือเดินเหมือนโค นอนเหมือนโค กินเหมือนโค เวลากินก็ไม่เอามือจับ เอาปากคาบเอาเลย คือโคมันกินอย่างไรก็กินอย่างนั้น เหมือนโคทุกอย่าง บางทีก็ปฏิบัติเหมือนแพะ เหมือนแกะ เหมือนลา

บางทีก็ปฏิบัติเหมือนสุนัข บางทีก็ปฏิบัติเหมือนแมว คือสุนัขมันเป็นอย่างไร เวลานอนมันนอนอย่างไร เวลากินมันกินอย่างไร แมวก็เหมือนกัน เวลามันเดินมันเดินอย่างไร เวลามันจะนอนมันทำอย่างไร เวลามันกินมันกินอย่างไร ก็ปฏิบัติเหมือนอย่างนั้น

บางทีก็ถือการนั่งตากแดดเป็นวัตร บางทีถือการยืนตากแดดเป็นวัตร หมายความว่า จะนั่งตากแดดอย่างนั้น ทั้งวันก็จะนั่งตากแดดอยู่อย่างนั้น บางทีก็ถือการเดินบนขวากบนหนามหรือการนั่งการนอนบนขวากบนหนามเป็นวัตร โดยเข้าใจว่าการประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ ได้บุญได้กุศล หากจุติแล้วก็จะไปบังเกิดในสุคติภพ

บางพวกก็ทำตนให้หมกมุ่นพัวพันอยู่ในกาม คือกามสุขัลลิกานุโยค บางพวกก็ทรมานตนให้ได้รับความลำบากลำบน เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

สรุปสั้นๆว่า การประพฤติปฏิบัติที่ไม่ดำเนินไปตามทางของอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ จัดว่าเป็นสีลัพพตปรามาส

ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ ข้อ หรือ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์พระคาถานั้น ถ้าเราอนุโลมลงมามันจะได้กัน ถ้าว่าเป็นธรรมที่จะทำให้พ้นทุกข์ ไม่ขัดต่อหลักศีลธรรมอันดีงามของพระศาสนาแล้ว จะไม่ขัดกับหลักของอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ หรือจะไม่ขัดกับกฎหลักของพระศาสนาคืออริยสัจ ๔ คืออริยมรรค ๘ ประการนั้น เมื่อย่อลงมาแล้วก็มีศีล สมาธิ ปัญญา ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ ข้อนั้น เมื่อย่อลงมาก็มี ๓ ประการเท่านั้นคือ (๑) เป็นศีล (๒) เป็นสมาธิ (๓) เป็นปัญญา

เมื่อเรากล่าวมาอย่างนี้ก็พอจะชี้ให้เห็นได้ว่า ข้อปฏิบัติใดๆที่ขัดกับหลักของศีล ขัดกับหลักของสมาธิ ขัดกับหลักของปัญญา หากว่าขัดต่อหลักทั้ง ๓ ประการนี้ ธรรมะหรือข้อปฏิบัตินั้นถือว่าเป็นสีลัพพตปรามาส ขอให้เข้าใจง่ายๆอย่างนี้ ถ้าว่าพูดไปอย่างอื่นก็จะเข้าใจได้ยาก

สรุปเอาสั้นๆว่า ข้อปฏิบัติข้อใด ถ้าขัดกับหลักศีลสมาธิปัญญาแล้ว ข้อปฏิบัตินั้นถือว่าเป็นสีลัพพตปรามาส เป็นธรรมหรือเป็นสิ่งที่ผูกสัตว์ไว้ในภพ ไม่สามารถจะออกจากภพชาติได้

สีลัพพตปรามาสนี้ เมื่อผู้ใดเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ไปแล้ว ก็จะรู้จะเข้าใจได้ทันทีว่า การประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ไม่ถูก การประพฤติปฏิบัติอย่างนี้จึงถูก ก็จะละสีลัพพตปรามาสได้ทันที ไม่ยึดมั่นถือมั่นในข้อวัตรปฏิบัติใดๆทั้งสิ้น ที่ขัดต่อหลักอริยมรรค ๘ ประการ หรือขัดกับหลักศีล สมาธิ ปัญญา

๔. กามราคะ ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม คือมีความกำหนัดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ทั้งที่เป็นสภาคารมณ์ ทั้งที่เป็นวิสภาคารมณ์

หมายความว่า ความกำหนัดในที่นี้ หากว่าพูดถึงบุคคล ก็จะมีความกำหนัดทั้งที่เป็นเพศเดียวกันด้วย ทั้งที่ต่างเพศด้วย ไม่ใช่ว่ากำหนัดเฉพาะเพศตรงข้ามเท่านั้น คือมีความใคร่ ความพอใจ ความชอบใจ ความติดใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ทั้งที่เป็นสภาคารมณ์ และวิสภาคารมณ์

แต่ถ้าผู้ใดปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ไปได้ครั้งที่ ๓ คือสามารถยังอนาคามิมรรคให้เกิดขึ้นในขันธสันดาน ก็สามารถที่จะทำลายกามราคะให้หมดไปจากขันธสันดาน แม้ถ้าว่าผู้นั้นบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา ก็สามารถที่จะบวชอยู่ได้ตลอดชีวิต หากว่าผู้นั้นอยู่ครองฆราวาส ก็จะออกบวช หากว่าไม่ออกบวช ก็จะไม่มีการบริโภคกาม

หากมีสามีภรรยา ก็ต่างคนต่างอยู่ เหมือนกันกับพี่กับน้อง คือจะไม่มีการร่วมสังวาส คือตัดขาดจากกามแล้ว ครั้นจุติแล้วก็จะไม่มาสู่กามภพอีก คือจะไม่มาเกิดในมนุสสภูมิ จะไม่ไปเกิดในเทวภูมิ ชาตินี้ถือว่าเป็นชาติสุดท้ายของพระอนาคามี เมื่อจุติแล้วก็จะไปเกิดยังพรหมโลกในสุทธาวาสพรหมชั้นใดชั้นหนึ่ง แล้วบำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วปรินิพพาน

หากผู้ใดมีความมั่นใจว่าเราพ้นแล้วจากกาม ไม่ข้องเกี่ยวในกามแล้ว ในภพนี้ชาตินี้ไม่คิดว่าจะมีลูกมีเมียจะมีลูกมีผัวอีกต่อไป ก็เป็นอันว่าเราประพฤติปฏิบัติจนสามารถยังอนาคามิมรรคอนาคามิผลให้เกิดขึ้นในขันธสันดาน เป็นพระอริยบุคคลขั้นที่ ๓ แล้ว

๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ได้แก่ ความหงุดหงิดด้วยอำนาจของโทสะ อันนี้ก็เป็นตัวโทสะนั่นเอง คือหมายความว่า เมื่อผู้ประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐานจนสามารถยังมัคคญาณผลญาณให้เกิดขึ้นในขันธสันดานครั้งที่ ๓ แล้ว ปฏิฆะความกระทบกระทั่งแห่งจิต หรือความหงุดหงิดในเมื่อกระทบกับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรส กับสัมผัสใดๆนั้นก็ไม่มี

รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสใดๆ ที่เกิดขึ้นมา จะเป็นอิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่ชอบใจพอใจก็ตาม จะเป็นอนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่ไม่ชอบใจไม่พอใจก็ตาม ก็จะไม่มีความหงุดหงิด ไม่มีความกระทบกระทั่งในจิตในใจ จิตใจก็จะเฉยอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆว่า ไม่โกรธ คือมันจะเป็นเรื่องดีๆเกิดขึ้นมาก็เฉยๆ เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นมาก็เฉยๆ เหมือนกับคนไม่มีหัวใจ เหมือนคนใจจืดใจจาง

บางทีดูเหมือนกับคนบ้า ไม่รู้จักดีใจ ไม่รู้จักเสียใจ เขาได้ทองเป็นแท่งๆ ก็เฉยๆ เขาได้เงินเป็นล้านๆบาท หรือเป็นพันๆล้านบาท ก็เฉยๆ ขึ้นไปธนาคารเห็นเงินเขากองพะเนินเทินตั้ง ก็เฉยๆ เหมือนเห็นกระดาษธรรมดา คือความดีใจเสียใจจะไม่มี ใครจะมายั่วมายุยังไงก็ตาม ก็จะรู้สึกเฉยๆอยู่ตลอดเวลา

อันนี้ ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ ก็แสดงว่าท่านผู้นั้นสามารถยัง มัคคญาณ ผลญาณ ให้เกิดขึ้นในขันธสันดานได้ ๓ ครั้งแล้ว ได้บรรลุเป็นพระอนาคามีแล้ว ข้อนี้แหละเป็นสิ่งที่สำคัญท่านทั้งหลาย เวลาประพฤติปฏิบัติมาถึงนี้แล้ว ส่วนมากนักปฏิบัติเข้าใจว่าตนได้บรรลุเป็นอรหันต์แล้ว ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว

เพราะว่าสภาวะจิตใจของพระอนาคามีกับพระอรหันต์นั้นมันคล้ายๆกัน มันคล้ายคลึงกันจริงๆ ได้บรรลุพระอนาคามีแล้วก็คล้ายๆกับว่าได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ คือว่า เมื่อได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็คล้ายๆว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คล้ายๆว่าไม่ได้ทำลายกิเลสตัณหาอะไรให้หมดไปเลย คือใจมันเฉยไปตั้งแต่เราผ่านอนาคามิมรรคครั้งที่ ๓ แล้ว กิเลสที่ยังเหลืออยู่ก็ได้เบาบางลงไปมาก

สังโยชน์ ๕ ข้อเบื้องต่ำนี้ เป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือเป็นสังโยชน์อย่างต่ำ หรือว่าอย่างหยาบ

๖. รูปราคะ คือความใคร่ ความพอใจ ความติดใจอยู่ในรูปธรรม เช่น ชอบใจในบุคคลบางคน หรือวัสดุบางสิ่ง หรือในวัตถุอันเป็นอารมณ์แห่งรูปฌาน

มันแปลกนะท่านทั้งหลาย ความรักในเพศเดียวกันอย่างนี้ มันเป็นความรักที่ชุ่มฉ่ำเหลือเกิน จนไม่อาจหาอะไรมาเปรียบเทียบได้ คือเราจะหาอะไรมาเปรียบมันก็เปรียบไม่ได้ สมมุติว่า พระไปรักสามเณรอย่างนี้ ก็เป็นความรักที่ชุ่มฉ่ำในจิตในใจ ไม่เคลือบแคลงด้วยกิเลสตัณหาอะไรทั้งนั้น

หากไปรักไปชอบเพศที่ตรงกันข้าม เช่นว่า เราเป็นผู้ชายไปชอบผู้หญิงอย่างนี้ ความชอบนั้นก็เรียกว่าเป็นไปโดยธรรม เป็นความชอบที่ไม่เจือด้วยกิเลสตัณหา แต่ในจิตในใจน่ะ คล้ายๆกับว่าความชอบนั้นไม่มีกิเลสตัณหาอะไรทั้งสิ้น นี้มันเป็นอำนาจแห่งอริยมรรคอริยผลทั้งสิ้นอย่างนี้

สรุปอีกอย่างหนึ่งว่า รูปราคะนี้ หมายความว่า จิตใจของผู้ปฏิบัติยังมีความพอใจชอบใจ มีความติดใจ มีความใคร่อยู่ในรูปธรรม เช่น เราชอบใจในบุคคลบางคน หรือชอบใจวัสดุบางสิ่งบางประการ หรือชอบใจในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปฌาน เช่นว่า เราเจริญสมถกัมมัฏฐาน เอากสิณ ๑๐ มาบริกรรมอย่างนี้ พอดีได้อุคคหนิมิต ได้ปฏิภาคนิมิตขึ้นมา ก็มีความชอบใจพอใจในปฏิภาคนิมิตนั้น

เช่น เราเอาดินมาเป็นอารมณ์อย่างนี้ พอดีปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นมา ก็เห็นดินนั้นเหมือนแก้วมณีสวยสดงดงาม เมื่อก่อนมันเป็นดินธรรมดา เมื่อมันเกิดปฏิภาคนิมิตขึ้นมาแล้ว จะเห็นดินนั้นมีแสงเหมือนกับแสงพระอาทิตย์แรกอุทัย เห็นดินนั้นเหมือนแก้วมณี ก็จะมีความพอใจชอบใจในสีในแสงนั้นๆที่เกิดขึ้น

กัมมัฏฐานอันอื่นก็ตาม เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นมาแล้ว ปฏิภาคนิมิตนั้นจะแปรสภาพเป็นของที่สวยสดงดงามเหมือนกับของมีค่าและวัตถุล้ำค่า ผู้ปฏิบัติที่ยังละไม่ได้ก็จะมีความพอใจชอบใจ มีความติดใจหรือมีความใคร่ในรูปนั้นๆ

๗. อรูปราคะ ความติดใจอยู่ในอรูปธรรม เช่น พอใจในความสุขที่เกิดขึ้น นั่งพระกัมมัฏฐานไป เกิดความสุขขึ้นมา เกิดความสุขกายขึ้นมาก็ดี เกิดความสุขใจขึ้นมาก็ดี ก็พอใจ บางทีมีสัญญาคือความจำได้ ของต่างๆที่ล่วงมาเลยมาตั้ง ๑๐, ๒๐, ๓๐ ปี ก็จำได้ หรือว่าเราท่องหนังสืออ่านหนังสือ หรือว่าเราฟังเทศน์ฟังธรรม ไม่น่าจะจำได้อย่างนี้ก็จำได้ จำได้โดยฉับพลัน จำเนื้อหาสาระได้มาก

สิ่งใดที่ผ่านมา โน้น เมื่ออายุของเรา ๓ ปี เราก็ยังจำได้ มันเกิดขึ้นมาในจิตในใจ ก็เลยติดอยู่ในสัญญานั้น บางทีเรามีความรู้ความฉลาด ก็ติดอยู่ในความรู้ความฉลาดความสามารถของเรา เรียกว่าติดอยู่ในส่วนที่เป็นนามธรรม เรียกสั้นๆว่า ติดอยู่ในส่วนที่เป็นนามธรรม ตลอดถึงการติดอยู่ในอารมณ์ของอรูปฌาน

ก็อรูปฌานนั้น เอาสิ่งที่ไม่มีรูปมาเป็นอารมณ์ เช่นว่า เอาวิญญาณคือความรู้ เอาสัญญาคือความจำได้หมายรู้อย่างนี้ มาบริกรรมเป็นอรูปฌาน ก็ติดใจอยู่ในสภาวธรรมนั้นๆ อันนี้ก็เป็นอรูปราคะ

๘. มานะ คือ ความถือตัว สำคัญตัวว่าเป็นโน่นเป็นนี่ เช่นว่า

(๑) เราเป็นผู้เลิศกว่าเขา ก็สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา

(๒) เราเลิศกว่าเขา แต่สำคัญตัวว่าเสมอเขา

(๓) เราเลิศกว่าเขา แต่สำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา หรือบางที

(๔) เราเสมอเขา แต่สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา

(๕) เราเสมอเขา ก็สำคัญตัวว่าเสมอเขา

(๖) เราเสมอเขา แต่สำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา หรือบางที

(๗) เราเลวกว่าเขา แต่สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา

(๘) เราเลวกว่าเขา แต่สำคัญตัวว่าเสมอเขา

(๙) เราเลวกว่าเขา ก็สำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา

อันนี้เป็นลักษณะของมานะ

หากว่าผู้ปฏิบัติยังไม่ได้บรรลุอรหัตตมรรคอรหัตตผล มานะทั้ง ๙ ประการนี้ก็ยังมีอยู่ในขันธสันดาน โดยเฉพาะว่าเราเลิศกว่าเขาแต่สำคัญว่าเราเลวกว่าเขาอย่างนี้ คือมันเป็นการถ่อมตัวจนเกินไป ไม่เข้าใจฐานะตามความเป็นจริง ก็ถือว่าเป็นมานะ มานะนี้ ผู้ได้สำเร็จอรหัตตมรรคอรหัตตผลแล้ว จึงจะละได้

๙. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน คือความคิดพล่าน เช่น นึกอะไรๆก็เกินไปกว่าเหตุ จิตไม่สามารถยับยั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวได้นานๆ แล้วก็คิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ อะไรร้อยแปดพันประการ ภาษาบ้านเราว่า ตัวทำให้คิดมาก จนจิตไม่สามารถจับอารมณ์เดียวได้นานๆ เดี๋ยวก็คิดโน้น เดี๋ยวก็คิดนี้

ส่วนมาก สิ่งที่เป็นเหตุให้คิดนั้นก็เพราะกุกกุจจะ คือตัวที่ทำให้นึกถึงบาปเก่าที่ทำไว้ และบุญที่ไม่ได้ทำ ก็เกิดความเดือดร้อนขึ้นมาในจิตในใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอุทธัจจะ คือคิดมาก

อย่างพวกเราทั้งหลาย สมมุติว่าเราทำบาปมาก เราล่วงละเมิดศีลของเราอย่างนี้ เมื่อตายแล้วเราอาจไปตกนรก หรือไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ได้ทนทุกข์ทรมานอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เกิดความคิดมากขึ้นมา เลยกลายเป็นโมหจริตไป

อุทธัจจะ คือคิดมากตัวนี้ ถ้าผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านมัคคญาณผลญาณครั้งที่ ๔ คือยังอรหัตตมรรคอรหัตตผลให้เกิดขึ้นในขันธสันดานได้แล้วโน้นแหละถึงจะละได้ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะละได้ทำลายได้

๑๐. อวิชชา ความเขลา อันเป็นเหตุให้ไม่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ สรุปแล้วก็คือไม่รู้อริยสัจ ๔ คือ แม้ว่าการประพฤติปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านมัคคญาณผลญาณ ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีมาแล้ว ก็ยังมีอวิชชาอยู่

ความหลงหรือความไม่รู้ในที่นี้ ก็คือความไม่รู้ว่าอาการบรรลุอริยมรรคอริยผลครั้งที่ ๔ นั้นจะเป็นอย่างไรหนอ เราไม่รู้ เพียงแค่ว่าเราสำเร็จเป็นพระอนาคามีเท่านั้น เราไม่สามารถที่จะตัดสินใจว่าสภาวะความเป็นไปของพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร จิตใจของท่านเป็นอย่างไร ในเมื่อบรรลุอริยมรรคอริยผลครั้งที่ ๔ นั้น

การเห็นอริยสัจทั้ง ๔ ประการจะเป็นอย่างไร เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วจะเป็นอย่างไร กิเลสตัณหาทั้งหลายทั้งปวง เมื่อมันดับแล้วจะเป็นอย่างไร ก็ยังมีความข้องใจสงสัยอยู่ แต่เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็หมดความเคลือบแคลงสงสัย ตัวอวิชชานี้ก็หมดไปจากขันธสันดาน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 ตุลาคม 2560 09:49:23 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 8
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 376


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 61.0.3163.100 Chrome 61.0.3163.100


ดูรายละเอียด
« ตอบ #43 เมื่อ: 20 ตุลาคม 2560 09:50:59 »



สังโยชน์ ๑๐ (ต่อ)


สรุปทีนี้

(พระโสดาบัน) ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ไปได้ครั้งที่ ๑ ได้ชื่อว่าบรรลุโสดาปัตติผลญาณ สามารถละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส คือละสังโยชน์ได้ ๓ ตัว ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีคติเที่ยง ตายแล้วก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิอีก มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า จะเกิดอีกอย่างมากเพียง ๗ ชาติเท่านั้น ก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วปรินิพพาน

คือ พระโสดาบันนั้น แม้จะประมาทมากสักปานใดก็ตาม ก็จะไม่เกิดอีกในชาติที่ ๘ คือจะเกิดอีกอย่างมากเพียง ๗ ชาติเท่านั้น ก็จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วปรินิพพาน

(พระสกทาคามี) ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ เป็นครั้งที่ ๒ ได้สำเร็จเป็นพระสกทาคามี ผู้ที่สำเร็จเป็นพระสกทาคามีแล้วนี้ แม้ไม่สามารถที่จะละสังโยชน์ที่เหลืออยู่ให้หมดไปได้ แต่ก็ทำให้สังโยชน์ที่เหลืออยู่นั้นเบาบางลงไป คือแม้ท่านไม่สามารถละสังโยชน์ตัวใดตัวหนึ่งเพิ่มขึ้นได้อีก แต่ทำให้เบาบางลง ก็สามารถทำลายภพชาตินั้นให้น้อยลงไป

คือหมายความว่า ผู้ที่เป็นพระสกทาคามีนี้ จะมาสู่ภพสู่ภูมิอีกเพียงชาติเดียว คือจะเกิดอีกเพียงชาติเดียวเท่านั้น พอมาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วก็ปรินิพพาน

(พระอนาคามี) ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานกระทั่งสามารถยังอนาคามิมัคคญาณให้เกิดขึ้นในขันธสันดาน สามารถละสังโยชน์เพิ่มเติมได้อีก ๒ ตัว คือ กามราคะ และปฏิฆะ ผู้ที่ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้วจะไม่มาเกิดในกามภพนี้อีก ชาตินี้ถือว่าเป็นชาติสุดท้ายของท่าน เมื่อจุติแล้วก็จะไปบังเกิดในสุทธาวาสพรหมในรูปพรหม แล้วก็เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วก็ปรินิพพานในพรหมโลกชั้นนั้นๆ

(พระอรหันต์) ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผ่านญาณ ๑๖ ได้ครั้งที่ ๔ ยังอรหัตตมรรคให้เกิดขึ้นในขันธสันดาน สามารถละสังโยชน์ได้เพิ่มอีก ๕ ตัว คือรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ก็เป็นอันว่าพระอรหันต์นั้นสามารถละสังโยชน์ได้ครบทั้ง ๑๐ ตัว

ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ตามที่หลวงพ่อได้บรรยายมานี้ ก็พอที่จะทำให้ท่านทั้งหลายสามารถตัดสินใจได้แล้วว่า การที่เรามาประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐานครั้งนี้ เราได้บรรลุอริยมรรคอริยผลมากน้อยแค่ไหนเพียงไร หรือได้ผลมากน้อยแค่ไหนเพียงไร ก็พอที่จะตัดสินใจเอาเองได้แล้วตอนนี้

หากว่าเราได้บรรลุแล้วก็จะได้เบาใจ หลวงพ่อก็สาธุ อนุโมทนา หากว่าเรายังไม่ได้บรรลุ เราก็มีโอกาสแก้ตัวอยู่ เพราะว่าเรายังเหลืออีก ๑๕ วันเศษๆ จึงจะออกจากห้องกัมมัฏฐานแห่งนี้ หรือในครั้งนี้เรายังไม่สามารถแก้ตัว ก็คิดว่าท่านทั้งหลายยังไม่ละสังขารไปในเร็ววัน ในปีนี้หรือปีต่อไป พวกเราทั้งหลายคงจะได้อยู่ในโลกนี้อีกหลายปีอยู่ เราก็มีโอกาสที่จะแก้ตัวได้

ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้นำข้อวัตรปฏิบัติที่ได้ศึกษาได้ปฏิบัติมา ไปดำเนินในปฏิปทาให้ถูกต้อง ประพฤติปฏิบัติต่อไปจนกว่าจะสามารถยังอริยมรรคอริยผลให้เกิดขึ้นในขันธสันดานของตน เพื่อว่าจะไม่ได้เวียนว่ายตายเกิดในมหรรณพภพสงสารยาวนานอีกต่อไป

หากว่ายังมีการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอยู่ เราก็จะไม่ได้ไปสู่อบายภูมิ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จะมีสุคติเป็นที่ได้ที่ถึง จนกว่าจะถึงฝั่งคือพระอมตมหานฤพาน

เอาละ ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เท่าที่หลวงพ่อได้บรรยายธรรมเรื่อง สังโยชน์ ๑๐ ประการ มา ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.


พระราชปริยัตยากร
บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
คำค้น:
หน้า:  1 2 [3]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.33 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 06 ตุลาคม 2560 04:08:16