[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
20 พฤษภาคม 2567 04:21:24 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความทรงจำนอกมิติ : บริโภคนิยมกับปัญญาญาณ-อะไรถึงก่อน?  (อ่าน 7455 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มดเอ๊ก
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +8/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 5081


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 06 มีนาคม 2554 06:26:37 »




  คิดว่าผู้เขียนมีสิทธิ์ที่จะคิดจะฝัน แถมยังคิดยังฝันชนิดที่มีเหตุผลเสียด้วย ฉะนั้นจึงคิดว่าตั้งแต่มนุษย์คนแรกได้อุบัติขึ้นมาบนโลกนี้แล้วเมื่อประมาณ 150,000 ปีก่อน มีเผ่าพันธุ์ของโฮโม ซาเปียนส์แล้ว ซึ่งตามหลักฐานทางโบราณวิทยาศาสตร์ (archeology) นั้นทีแรกก็มี 2 สายพันธุ์ คือ มีทั้งโฮโม ซาเปียนส์ นีอันเดอธัลลิสต์ กับโฮโม ซาเปียนส์ ซาเปียนส์ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษยชาติเราและอยู่ร่วมกันโดยสันติ จนกระทั่งโฮโม ซาเปียนส์ นีอันเดอธัลลิสต์สูญพันธุ์ไปโดยไม่ทราบสาเหตุเพียงเมื่อราว  30,000 ปีก่อนเท่านั้นเอง เหลือแต่เราโดดๆ พอดีในคราบมนุษย์โครมาฌอนที่วิวัฒนาการแล้ว และอยากคิดอยากฝันอย่างมีเหตุผลต่อไปด้วยว่าหลักการที่นักควอนตัมฟิสิกส์ 2 คนคิดที่มีคนเชื่อมากขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลานี้ (คือ cosmological anthropic principle) นั้น และความคิดที่ว่ามนุษยชาติมีความสำคัญที่คุณภาพ ไม่ใช่ที่ปริมาณหรือจำนวนของประชากร ซึ่งดูได้จากการที่มีผู้ตายไปด้วยกาฬโรคที่ยุโรปและที่อเมริกากลางในตอนนั้น ราวๆ คริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งตายไปเพียง 1 ใน 3 ของประชากรโลก ซึ่งแม้กระนั้นก็ยังเหลือประชากรโลกถึง 500 ล้านกว่าคน ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าประชากรจะหายไปในทันทีถึง 4 ใน 5 ของประชากรโลกในปัจจุบัน - ประมาณ 6,600 ล้านคน - ก็ยังเหลืออีกถึงร่วม 1,400 ล้านคน หรือเกือบ 3 เท่าของประชากรในตอนนั้น เพราะว่าเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาตินั้นสำคัญกับจักรวาลอย่างที่สุด แต่ทว่า “คุณภาพของมนุษย์” ต่างหากที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ปริมาณหรือจำนวนของประชากร ในสมัยศตวรรษที่ 15 นั้น ในสมัยที่กาฬโรคระบาดนั้น แทบจะไม่มีนักวิชาการหรือปัญญาชนเลยที่ตายด้วยกาฬโรค คล้ายๆ กับว่าโลกต้องการนักวิชาการปัญญาชนเพื่อใช้มากกว่าในเวลานั้น

บทความนี้มีอยู่ 2 คำที่ต้องทำความเข้าใจกัน คำนั้นคือคำว่าบริโภคนิยมกับคำว่าปัญญา คำว่าบริโภคนิยมมาจากคำในภาษาอังกฤษที่แปลตรงตัว (consumerism) ผู้เขียนเชื่อว่าหากเราคิดจะแก้ไขนิสัยทางด้านลบของประชากรโลกที่แย่มากๆ เราจำต้องรู้และแก้ไขสาเหตุของความแย่มากๆ ที่ว่านั้นไปด้วยกัน มิฉะนั้นก็แก้ไขให้ถาวรไม่ได้ ดังนั้นเรื่องที่เราจำต้องแก้ไขไปด้วยกันคือ หลักการวัตถุหรือเนื้อเยื่อนิยม (materialism) ของปัจเจกบุคคลผู้นั้นๆ กับหลักการหรือระบบเศรษฐกิจทุนนิยมการตลาดเสรี  ซึ่งมีองค์การสหประชาชาติ และมีสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุน ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีแต่ก่อกิเลสตัณหาทางจิตโดยรวม และก่อความเห็นแก่ตัวให้แต่ละคนเป็นปัจเจกที่ทำให้ประชาโลกโดยรวม รวมทั้งประเทศคอมมิวนิสต์เองก็ให้การสนับสนุน ระบบที่ผู้เขียนคิดให้ตายก็หาประโยชน์ไม่ได้ ทั้ง 2 สาเหตุ 2  หลักการ โดยเฉพาะประเด็นอันหลัง - อาจจะยิ่งใหญ่สุดๆ ซึ่งใครๆ คิดว่าแก้ยากสุดยาก แต่ผู้เขียนคิดว่าเราจำต้องแก้ มนุษย์นั้นมีศักยภาพที่แทบไม่มีการสิ้นสุด เพียงแต่ส่วนใหญ่มักไม่รู้ และโดยเฉพาะไม่รู้จักวิธีเอามาใช้เหมือนไก่ที่เขี่ยได้แหวนเพชรกระนั้น เพราะคิดว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่เป็นเรื่องยากที่เราจะต้องคิดต้องลอง มนุษย์ถึงได้อยู่กับความชั่วร้าย เพราะมันง่ายดีตามที่โพลตินัสบอกไว้เมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน

ส่วนคำอีกคำหนึ่ง คือคำว่าปัญญา ที่พุทธศาสนาถือว่าเป็นเป้าหมายของมนุษย์ทุกคนเลยที่ต้องแสวงหา ภาษาไทยเราใช้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่มันแตกต่างระหว่างกันมาก และวิธีได้มาของปัญญาก็ต่างกัน  ภาษาไทยแปลว่าปัญญาทั้งหมดเลย ภาษาอังกฤษแม้จะมี 4-5 คำ แต่ให้ความหมายไม่ชัดเจนสำหรับผู้เขียนและคนทั่วไปที่ไม่จบอักษรศาสตร์ เพราะฉะนั้นคำว่าปัญญาอาจจะหมายถึงคำในภาษาอังกฤษที่ไม่เหมือนกัน เป็นต้นว่า ปัญญาความฉลาด หรือที่ผู้เขียนใช้มั่วๆ ว่าสติปัญญาความฉลาด (intelligence or  intellect) นั้น แตกต่างจากปัญญาระดับสูงหรืออภิปัญญาที่ไม่มีในตำรา หรือที่ผู้เขียนคิดว่าที่พุทธศาสนาใช้ - ถ้าหากไม่มีคำขยายเลยล้วนคิดว่าเป็นภาวนามยปัญญา หรือ wisdom ซึ่งได้มาจากการภาวนา หรือ  intuition เช่น ได้มาจากการทำสมาธิ) - ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนเชื่อพระพุทธเจ้าว่าเส้นทางของปัญญา (Line- Ken Wilber) นั้นเป็นเส้นทางแยกจากสติปัญญาความฉลาด (intelligence) ต่างหาก ไม่ใช่ต่อยอดขึ้นมาตรงๆ แต่หากจะเรียกว่าเป็นการต่อยอดก็จะเป็นการต่อยอดที่เป็นคนละเส้นทาง (คนละ line) จินตมยปัญญาและสูตมยปัญญาจึงไม่ใช่เส้นทางซึ่งไม่ใช่เป็นการต่อยอดเพื่อเป็นภาวนามยปัญญา เพราะเป็นคนละเส้นทางกัน ส่วนประโยคสุดท้ายของบทความที่ถามนั้น ถามระหว่างทั้ง 2 โลก เราจะเลือกอย่างไหน หรือปล่อยให้อย่างไหนพังก่อน? หากคุณภาพของมนุษย์สำคัญที่สุด

การเป็นบริโภคนิยม (consumerism) คือการมุ่งหากิเลสทางจิตสำนึกที่ว่านั้นที่ไม่มีทางที่คนผู้นั้นจะรู้ตัว เพราะว่านั่นคือนอร์มของสังคมโลกที่คนไม่เห็นแก่กิเลสตัณหาต่างหากคือคนบ้า ทั้งๆ ที่ระบบและตำราเศรษฐกิจทุนนิยมหนังสือ “ความมั่งคั่งของประชาชาติ” มีอายุได้เพียง 10  กว่าปี นั่นก็เพราะกิเลสและตัณหานั่นแหละ นอกจากนี้ยังไม่มีทางพอในระดับของจิตสำนึกที่ประชาชนมีอยู่ในปัจจุบันนอกจากการปฏิวัติ หรือจะรอให้จิตมีวิวัฒนาการสูงกว่านี้ ส่วนเงินนั้นหากเราคิดว่าโลกนี้ แม้จะมีเงินใช้ตั้งนานมาแล้ว แต่การเป็นบริโภคนิยมโดยเฉพาะคือการมอมเมาตัวเองหรือการมุ่งหวังแสวงหากิเลสตัณหาราคะที่มาถึงมนุษยชาติหลังการมีอัตตาตัวตน ซึ่งผู้เขียนคิดว่า มาถึงและแสดงออก (manifest) พร้อมกับการมาถึงของชีวิตในโลก ก่อนอื่นเราจะต้องรู้ว่าความเป็นตัวตนหรืออัตตา (self) นั้นเป็นคนละอย่างกับอหังการ มมังการ (ego) ที่มาทีหลัง และอหังการก็เกิดมาจากอัตตาตัวตนนั้น ทั้งนี้ ผู้เขียนคิดและเชื่อว่า อัตตา (self) นั้นเป็นส่วนหนึ่งของจิตไร้สำนึกของจักรวาล คือเป็นส่วนที่เรียกว่าจิตโบราณ (archetype) ก็ต้องบอกอีกครั้งว่าผู้เขียนคิดเอาเองว่าเรื่องของจิตทั้งแผงเราอาจจะพอเข้าใจได้ แต่เข้าใจได้ถูกต้องหรือไม่? เป็นคนละเรื่องกัน หากใครไม่เห็นด้วยอย่างไร? ก็เป็นสิทธิ์ของคนผู้นั้น แต่ถ้าจะลองฟังดูก็ไม่เสียหายอะไร โดยหลักการแล้ว หากว่าเราไม่ลงไปเรื่องที่ซับซ้อนนักมันก็ไม่ยาวเกินไปด้วย ข้อสรุปเรื่องจิตมีดังนี้

- จิตที่ผู้เขียนเข้าใจจะมีเพียง 2 ประการเท่านั้น คือ จิตไร้สำนึก (unconsciousness) กับจิตสำนึก  (consciousness) แล้วความยุ่งยากทั้งหลายก็เริ่มขึ้น เพราะว่าความรู้ทางตะวันตกเกิดไปพบจิตสำนึกก่อน แล้วก็ไปเรียกจิตสำนึกนั้นว่าจิตยามที่รู้ตัว (consciousness) แล้วฟรอยด์ถึงได้มาพบจิตไร้สำนึกทีหลัง แต่เป็นคาร์ล จุง และตอนหลังนี้ อาร์โนลด์ มินเดล ที่ตลอดทั้งชีวิตได้พูด เขียน อธิบายเรื่องของจิตทั้งหมด รวมทั้งจิตไร้สำนึก (ที่บางครั้งก็เป็นจิตรู้หรือจิตสำนึกได้เหมือนกัน เช่น เมื่อตายไปแล้วอยู่ในปรภพ หรือที่เรียกว่าความพ้องจองกัน (synchronicity) จนกระทั่งมาถึงวันนี้และเดี๋ยวนี้ ผู้เขียนถึงสามารถเข้าใจเรื่องของจิตทั้งหมด โดยหลักการอย่างถ่องแท้ ส่วนจะผิด-ถูกอย่างไร และถูกใจใครหรือไม่? เป็นคนละประเด็น

- นักพุทธศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่กล่าวไว้เหมือนๆ กันว่า จิต (ไร้สำนึก) มีมาตั้งแต่ต้น คือมีมาก่อน “อนันตจักรวาล” ซึ่งมีจำนวนที่ไม่มีที่สิ้นสุด (นะอันโต นะชาติ) จักรวาลวิทยาใหม่ที่มีไม่ถึง 10 ปี บอกเช่นนั้นตรงกับพุทธศาสนา ที่ผู้เขียน (และนักวิชาการอื่นๆ เช่น จุงและมินเดล) เรียกว่าจิตจักรวาล ทั้งๆ ที่พุทธศาสนาและนักวิทยาศาสตร์ใหม่บอกเหมือนกันว่าจิต (ไร้สำนึก) มีมาก่อนอุบัติการณ์ของจักรวาลนี้หรือจักรวาลไหนๆ ที่มีจำนวนไม่สิ้นสุด เพราะมาจากสุญตาทางพุทธศาสนา หรือมาจาก  ultimate space หรือสนามที่พลังงานเป็นสูญทางวิทยาศาสตร์ เพราะว่าเมื่อมีจักรวาลเกิดขึ้น จิตที่มีมาก่อนก็จะเข้ามาอยู่ในทุกที่ว่างของจักรวาลนั้น โดยทันที จึงเรียกจิต (ไร้สำนึก) นี้ว่าจิตจักรวาล

- สติกับสัมปชัญญะนั้นแตกต่างกันมาก ทั้งรูปแบบที่มา และความละเอียด สตินั้นมี 3 ระดับ ที่แต่ละระดับโดยอัตโนมัติจะไล่ลึกลงไปเรื่อยๆ คือมีที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า conscious (or primary  awareness, awareness (or secondary awareness) และ awakening หรือบางครั้งใช้ในภาษาไทยสามัญธรรมดาว่า ได้สติและรู้ตัวแล้ว มีสติสัมปชัญญะแล้ว และตื่นแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วล้วนแล้วแต่เป็นสติทั้งสิ้น แต่ในทางพุทธศาสนาจะแยกสัมปชัญญะไปต่างหาก คือเป็นจิต “รู้ตัวเอง” ซึ่งมีในสติทั้ง 3 ระดับที่ใสและละเอียด ที่สำคัญและต้องจำไว้เสมอคือ สติทั้ง 3 ระดับคือสิ่งที่ควบคุมสมองและสัมพันธ์กับสมอง  และสติยิ่งสูงก็ยิ่งมีความลึก (depth) มากขึ้นเรื่อยๆ และแยกย่อยต่อไปเรื่อยๆ เช่น ระดับสุดท้าย  (awakening) จะลึกที่สุดถึงนิพพาน

- เราต้องรู้ว่าในความรู้ทางตะวันตกที่ได้จากศาสนา (judo-christ-muslem) มีอยู่ 5 อย่างที่ประกอบเป็นการดำรงอยู่ (existence) ของสรรพสิ่งและสรรพปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวง รวมทั้งชีวิต คือ สสารวัตถุ (mater) รูปกาย (body) จิต (mind) วิญญาณ (เป็นดวงๆ หรือ soul) พระเจ้าเทวดา  (spirit) ซึ่งทางฮินดูหรือพุทธก็มี 5 เหมือนกัน (5 ปลอก หรือ 5 ขันธ์ คือ สสารเนื้อเยื่อ ความรู้สึกอารมณ์หรือพลังงาน ความจำได้หมายรู้ หรือความคิดจิตใจ วิญญาณและวิญญาณขันธ์ หรือความจริงทางโลก  พระเจ้าและความจริงทางธรรม หรือความจริงที่แท้จริง

บริโภคนิยม (consumerism) คือความสุรุ่ยสุร่าย - ความไม่มีทางพอที่ทำร้ายและทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างที่สุด โดยมีระบบเศรษฐกิจทุนนิยม - ที่มีความเลวร้ายที่สุดที่แท้จริง (the real root of  all evils) ที่ก่อกิเลสความเห็นแก่ตัว ส่วนปัญญาทั้ง 2 ระดับ (ทั้ง intelligence และทั้ง wisdom) เป็นจิตสำนึกที่บริหารด้วยสมองและที่สมองไปตามสเปกตรัมของจิตสู่สภาวะจิตวิญญาณ (spirituality) ที่ไล่ไปถึงนิพพาน มนุษยชาติจะต้องได้รับกรรมร่วมโดยรวมของเผ่าพันธุ์ภายในเร็วๆ วันนี้ แต่จะเป็นคุณภาพของมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่ปริมาณหรือจำนวนของประชากรที่อาจจะเหลืออยู่.

http://www.thaipost.net/sunday/060311/35306

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

ทิ นัง มิไฮ นัง มิจะนัง ทิกุนัง แปลว่า
ที่นั่ง มีให้นั่ง มึงจะนั่ง ที่กูนั่ง ทิ้งไว้เป็น
ปริศนาธรรม นะตะเอง
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7861


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 9.0.597.107 Chrome 9.0.597.107


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 06 มีนาคม 2554 11:07:30 »

ขอบคุณครับ อ.มด

 ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
ความทรงจำนอกมิติ : รูป นาม วิญญาณกับจักรวาลวิทยา
กระบวนการ NEW AGE
มดเอ๊ก 0 2494 กระทู้ล่าสุด 21 กุมภาพันธ์ 2553 14:00:45
โดย มดเอ๊ก
ความทรงจำนอกมิติ : วิวัฒนาการสุดท้ายของสังคมมนุษย์
กระบวนการ NEW AGE
มดเอ๊ก 0 2772 กระทู้ล่าสุด 08 มีนาคม 2553 08:52:02
โดย มดเอ๊ก
ความทรงจำนอกมิติ : ประวัติศาสตร์คือบันทึกความสัมพันธ์ของดินกับฟ้า
กระบวนการ NEW AGE
มดเอ๊ก 0 2087 กระทู้ล่าสุด 05 เมษายน 2553 08:47:42
โดย มดเอ๊ก
ความทรงจำนอกมิติ : ทฤษฎีรวมแรงทั้งหมดกับพุทธศาสนา
กระบวนการ NEW AGE
มดเอ๊ก 0 2036 กระทู้ล่าสุด 18 เมษายน 2553 17:16:25
โดย มดเอ๊ก
ความทรงจำนอกมิติ : มนุษย์กับโลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย
กระบวนการ NEW AGE
มดเอ๊ก 0 2084 กระทู้ล่าสุด 03 พฤษภาคม 2553 08:42:23
โดย มดเอ๊ก
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.343 วินาที กับ 34 คำสั่ง

Google visited last this page 26 มีนาคม 2567 16:41:41