[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
18 พฤศจิกายน 2561 22:08:31 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ดังฤา!! ช้างตายทั้งตัว จะเอาใบบัวไปปิดให้มิด  (อ่าน 626 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 9
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 469


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 55.0.2883.87 Chrome 55.0.2883.87


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 24 มกราคม 2560 14:25:52 »





ดังฤา!! ช้างตายทั้งตัว จะเอาใบบัวไปปิดให้มิด

เมื่อมีเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์เกิดขึ้นในวงศาสนา ก็เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง จะต้องทำความจริงให้ประจักษ์ให้ได้ ใครจะผิด ใครจะถูก ก็ต้องสืบสวนสอบสวนกันอย่างเป็นธรรม ผิดถูกก็ตัดสินกันไปตามพระธรรมวินัย หากพระธรรมวินัยเอาผิดไม่ได้ เพระเหตุแห่งความไม่มีหิริ โอตตัปปะ ก็ต้องใช้กฎหมายเข้าไปจัดการ ถ้าทำผิดแล้วไม่ต้องถูกลงโทษ ปล่อยให้ลอยนวลอยู่ได้ แผ่นดินนี้ก็คงลุกเป็นไฟ พระอลัชชีจะเต็มบ้านเต็มเมือง

หากวิเคราะห์จากคลิปวีดีโอที่ปรากฏ แม้จะไม่เห็นใบหน้าพระอย่างชัดแจ้ง แต่ถ้าคนที่รู้จักตัวจริงของพระ มันก็พอมองออกว่า คนในคลิปมันน่าจะเป็นใคร? เห็นแค่เงาก็ยังรู้ได้เลย เห็นด้านข้าง เห็นด้านหลัง มันก็รู้ได้ เว้นแต่คนที่ไม่เคยเห็นกัน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นั่นก็อาจจะไม่รู้ แต่ดูจากการแถลงข่าวของฝ่ายหญิง ดูสีหน้าท่าทาง ดูแววตา มันก็พอจะบ่งชี้ให้เห็นความจริงได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับลูกผู้หญิงคนหนึ่ง เรื่องอย่างนี้มันก็เป็นเรื่องที่น่าอับอายไม่ใช่น้อย และเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ไม่ใช่เรื่องมีเกียรติ ใครมันจะอยากมาประจานตัวเองให้สังคมดูถูกเหยียดหยาม หากเธอกรุเรื่องขึ้นเองโดยไม่มีมูลความจริง เธอก็ต้องเสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง ไม่น่าที่จะกล้าออกมาเปิดโปงพฤติกรรมของพระได้ขนาดนี้ ใครมันก็รู้นี่ การเอาเรื่องไม่จริงมาพูด สุดท้ายมันก็ต้องถูกจับผิดจนได้ ไม่มีใครจะปกปิดความจริงไว้ได้อย่างมิดชิด เพราะความลับไม่มีในโลก

เรื่องลามกจกเปรตอย่างนี้ ดูในอดีตที่ผ่านมา กรณีที่พระมีเพศสัมพันธ์กับสีกา แล้วสีกาออกมาเปิดโปง แม่มจริงทุกราย ไล่มาตั้งแต่ นิกร ยันตระ ภาวนาพุทโธ ไอ้เณรคำ จนมาถึงไอ้จานบินนะจ๊ะ และรายต่อไปที่กำลังเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่าโชยมา ไอ้คึก.. ทุกคนมันปฏิเสธหมด ยังไม่เห็นมีเห้.. ตัวไหน ออกมายอมรับว่า แม่มผิดจริงสักตัว? มีแต่บอกว่า มันถูกกลั่นแกล้งทั้งนั้น แล้วผลที่สุดมันเป็นอย่างไรล่ะ?

ไอ้เรื่องลามกจกเปรตพรรค์อย่างนี้ ถ้ามันไม่จำนนด้วยหลักฐาน ไอ้พวกหน้าด้านไร้ยางอาย มันก็ปฏิเสธไปจนวันตายนั่นแหละ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จำเป็นที่พวกเราชาวพุทธต้องช่วยกันพิสูจน์ ทำความจริงให้ประจักษ์ ใครผิดก็ว่ากันไปตามผิด ใครถูกก็ว่าไปตามถูก ไม่จำเป็นต้องปกป้องกัน คนทำผิดต้องถูกประณาม และถูกลงโทษให้สมควรกับความผิด จะไปถือว่า เป็นพระผู้ใหญ่บวชมานาน มีชื่อเสียงโด่งดัง มีคนนับหน้าถือตามากมาย ทำผิดแล้วต้องเลี้ยงเอาไว้ อย่างนั้นหรือ? ถ้าเป็นแบบนั้น ศาสนาคงถึงกาลอวสาน พวกเราชาวพุทธจะยอมปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ หากใครมันจะมองภาพลักษณ์ของศาสนาว่าเสื่อมเสียไปบ้าง ก็ยังดีเสียกว่า ปล่อยให้มีพระอลัชชีเต็มบ้านเต็มเมือง

มองดูชาวพุทธนับถือศาสนากันทุกวันนี้ บางทีเห็นแล้วก็อ่อนเพลียละเหี่ยใจ เพราะดูเหมือนว่า อะไรหลายๆ อย่างมันค่อยๆ ผิดเพี้ยนไปจากหลักธรรมหลักวินัย จนแทบจะกลายเป็นหน้ามือกับหลังเท้า ศาสนาพุทธเปรียบเป็นขุมทรัพย์อันประเสริฐ เต็มไปด้วยเพชรนิลจินดาที่มีค่าควรเมือง แต่พวกเรากลับพอใจกันเพียงแค่ขี้แร่ ขี้ตะกั่ว พอใจแค่เปลือกแค่สะเก็ด ไม่สนใจเอากระพี้ เอาแก่น ยิ่งนานก็ยิ่งห่างไกลจากศาสนามากขึ้นไปทุกที เพราะมีแต่ศรัทธาโดยหาปัญญามิได้

บางทีเห็นพระมีชื่อเสียงโด่งดัง มีคนใหญ่คนโตนับหน้าถือตามากๆ มีคนบริจาคเงินเยอะๆ ก็แห่กันไปกราบไปไหว้ ก็ไปเหมาเอาเองว่าเป็นพระดี บ้างก็บอกใบ้ให้หวยแม่นยำ บ้างก็ทำนายทายทักดีเลิศ บ้างก็สืบโชคชะตาราศีให้โชคให้ลาภ บ้างก็สะเดาะเคราะห์ให้ร่ำให้รวย บ้างก็สร้างโบสถ์สร้างวิหารหรูหราโอ่อ่า วัดวาอาวาสก็ดูวิจิตรอลังการ วันหนึ่งๆ ไม่ต้องทำเห้..อะไร นั่งรับแขกวางมาดสงบเสงี่ยมสำรวม พูดจาไพเราะอ่อนหวาน มีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง เทศน์ไปไกลถึงพระนิพพานโน่น แต่ข้อวัตรปฏิบัติก็มองเห็นกันอยู่ต่ำๆ

พวกคนโง่หลงงมงายเห็นเพียงแค่นั้น ก็ถือว่า นั่นคงจะเป็นพระสุปฏิปันโน ผู้เปี่ยมล้นด้วยบุญวาสนาบารมีอันยิ่งใหญ่ บางทีก็เหมาเอาว่าเป็นพระอริยเจ้าบ้าง หรือไม่ก็เป็นพระอรหันต์กันไปเลย เอาผม ขน เล็บ เอาอะไรต่อมิอะไร มาอวดอ้างว่าเป็นพระธาตุ เป็นเครื่องยืนยันความเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่มีใครรู้ว่า จริงหรือไม่จริง แล้วก็ขู่ไว้อีกด้วยว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ฮ่าๆ ๆ ก็เล่นนับถือศาสนาทำกันแบบนี้ แล้วมันจะเจริญธรรมกันไปได้อย่างไร? ปฏิบัติปรนเปรอกันจนเลอะเทอะ ยกยอปอปั้นกันจนเคลิบเคลิ้มหลงใหล แทบจะกลายเป็นบ้าไปด้วยกัน ทั้งพระทั้งโยม ดีไม่ดี ก็วางมาดรับสมอ้างเป็นพระอริยะไปเสียเลย ทั้งที่กิเลส ความโลภ โกรธ หลง ยังอยู่เต็มกระโหลก บางองค์พรรษายังไม่ทันเท่าไร ก็แหกปากเรียกกันเป็น "พ่อแม่ครูอาจารย์"เข้าไปโน่น ไม่กลัวขี้กลากจะกินหัวกันบ้างเลย เห็นแล้วก็คงได้แต่ปลงธรรมสังเวช ตัวใครตัวมันเถิดโว๊ย!!

เหตุการณ์ฉาวคาวโลกีย์ทำนองนี้ ไม่ใช่เพิ่งมีเพิ่งเป็น ก็มีและเป็นมานานแล้ว ยิ่งนานก็ยิ่งจะเป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ อยู่ที่มันจะถูกเปิดโปงออกมาเมื่อไรเท่านั้นเอง ทุกวันนี้พระอริยะแบบโมเม แทบจะเดินชนกันตายวันละหลายๆ ศพ ถ้าชาวพุทธยังคงนับถือศาสนาเอาตามความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่สนใจศึกษาพระธรรมวินัย และข้อวัตรปฏิบัติ เพื่อนำมาปฏิบัติต่อตนเองให้ถูกต้อง และหวังผลอย่างจริงจัง

หากชาวพุทธไม่ตระหนักเลยว่า ข้อวัตรปฏิปทาอันใดจักเป็นไปเพื่อการทำลายล้างกิเลสที่ควรบำเพ็ญ และข้อวัตรปฏิปทาแบบใดจักเป็นไปเพื่อการสั่งสมกิเลสอันควรต้องลดละเพิกถอน หากยังพากันเคารพนับถือศาสนากันอย่างงมงาย ปฏิบัติกันไปอย่างสะเปะสะปะตามใจฉัน ไม่รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ อันใดใช่ประโยชน์ อันใดไม่ใช่ประโยชน์ มันก็เท่ากับเป็นการเหยียบย่ำทำลายศาสนาภายในใจของตนเองให้พินาศย่อยยับลงไปอย่างน่าเสียดาย นี่แหละ ที่ว่าศาสนาเสื่อม คือเสื่อมจากใจคนที่ไม่ปฏิบัติศาสนานั่นเอง

ก็ไม่รู้จะไปโทษใครเล่าเว๊ย!! ก็คงต้องโทษชาวพุทธด้วยกันเองนี่แหละ!! ที่มีของดีแล้วไม่รู้จักว่าดี ไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ใส่ใจปฏิบัติบำเพ็ญ ไม่รักษาศีล ไม่เจริญสมาธิ ไม่อบรมปัญญา ทั้งๆ ที่ ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นของเลอเลิศสุดประเสริฐ เป็นหนทางให้เข้าถึงแก่นแท้ของศาสนา แต่กลับพอใจหลงชื่นชมยินดีกันอยู่เพียงแค่เปลือก แค่สะเก็ด แล้วมรรค ผล นิพพาน อันเป็นแก่นแท้ของศาสนา จะพึงบังเกิดปรากฏอยู่ ณ ที่ใด ทั้งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสยืนยันไว้แล้วว่า" หากยังมีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ตราบใด โลกไม่พึงว่างจากพระอรหันต์" แต่การปฏิบัติของพวกเรา ยิ่งนานกลับยิ่งห่างไกลจากมรรค ผล นิพพาน จนแทบจะเลือนลางหายไป

ดังนั้น ชาวพุทธจงอย่าเพียงแต่นับถือศาสนาอย่างเดียว จงช่วยกันปฏิบัติศาสนาด้วยเถิด ธรรมวินัยยังเป็นองค์แทนพระบรมศาสดา "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นได้ชื่อว่า เห็นพระตถาคต" ยังคงเป็นความจริงอยู่ตลอดกาล ทำไมพระธรรมวินัยจึงจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าในสายตาของชาวพุทธได้ ถ้าชาวพุทธไม่เห็นคุณค่า แล้วจะให้ใครที่ไหนมาเห็นคุณค่า และถ้าชาวพุทธเห็นคุณค่า ทำไมจึงไม่พากันปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และถ้าชาวพุทธไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จะให้ใครที่ไหนมาปฏิบัติได้ แล้วจะให้ศาสนาไปเจริญอยู่ที่ไหนอีก ถ้าไม่เจริญอยู่ภายในใจของชาวพุทธทุกคน


ที่มา : วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.206 วินาที กับ 31 คำสั่ง

Google visited last this page 20 ตุลาคม 2561 05:50:54