[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
30 พฤศจิกายน 2565 11:56:59 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การกินเจตามนัยแห่งพุทธศาสนามหายาน  (อ่าน 5957 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 25 เมษายน 2553 18:19:42 »




การกินเจตามนัยแห่งพุทธศาสนามหายาน

ที่มาของการกินเจนั้นก็มีต่างๆกันไปตามแต่ข้อมูลที่จะหากันได้แต่สำหรับพุทธศาสนามหายานนั้นมีเหตุผลที่เดียวที่สั้นๆและง่ายๆว่า “มหากรุณาไม่อาจกินเนื้อสรรพชีวิต”  ถ้าคุณมีมหากรุณาแล้วคุณจะรู้เองว่าเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ควรกินหรือไม่  ด้วยเหตุผลทางอนามัยศาสตร์และระบาดวิทยามนุษย์จะไม่บริโภคเนื้อสัตว์ที่ตายเองตามธรรมชาติเพราะไม่มั่นใจว่าสัตว์ที่ตายนั้นตายด้วยโรคหรือไม่ ด้วยเหตุนี้เนื้อสัตว์ทั้งหมดที่บริโภคนั้นมาจากการฆ่าทั้งสิ้น  จากสถิติในปัจจุบัน (ภายใน 5 ปีที่ผ่านมานี้) ประเทศไทยมีจำนวนไก่ที่เลี้ยงไม่น้อยกว่า 200 ล้านตัวต่อปีซึ่งจำนวนดังกล่าวนี้ไม่ใช่การเลี้ยงเพื่อดูเล่นหากแต่เป็นการเลี้ยงเพื่อการฆ่ามาเป็นอาหารของมนุษย์  นี่นับเพียงเฉพาะไก่อย่างเดียวเท่านั้นยังมากมายถึงขนาดนี้ถ้ารวมสัตว์ชนิดอื่นจะมีมากมายขนาดไหน  เนื้อสัตว์แต่ละคำที่มนุษย์กินเข้าไปนั้นสำหรับคนที่ทานอาจเป็นเรื่องปกติแต่สำหรับสัตว์นั้นมันต้องแลกมาด้วยความกลัว, เสียงกรีดร้อง, หยาดน้ำตา, เลือด และชีวิต นี่คือสิ่งที่คุณจะพบเห็นได้ที่โรงฆ่าสัตว์ขณะเดียวกันก็คือสิ่งที่มนุษย์ที่มักกล่าวอ้างตนว่าเป็นสัตว์ประเสริฐยัดเยียดให้สิ่งมีชีวิตที่เป็นเพื่อนร่วมโลก     


คำว่า “เจ” 《斋》 ตรงกับภาษาจีนกลางว่า “ไจ” มีความหมายถึงศีล 8 ขึ้นไป (ศีล 8 ของมหายานกับเถรวาทตรงกัน) ซึ่งไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการงดเว้นบริโภคเนื้อสัตว์ แม้จะเป็นการเข้าใจผิดในการใช้ภาษาแต่นั้นก็ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะด้วยเหตุที่ว่าในหมู่ประชาชนโดยเฉพาะคนจีนนั้นเข้าใจตรงกันว่าการกินเจคือการงดเว้นบริโภคเนื้อสัตว์ (ซึ่งจะกล่าวว่าผิดก็ไม่ถูกนักเพราะแม้จะไม่กล่าวถึงโดยตรงแต่ก็มีความสัมพันธ์โดยอ้อมกับศีลข้อ 1 คือละเว้นการฆ่า)  คนจีนนั้นแม้จะมีประเพณีเทศกาลกินเจในทุกๆปีแต่ในขณะที่เทศกาลอื่นกลับเต็มไปด้วยการฆ่าเป็ดไก่และสัตว์ชนิดอื่นๆเพื่อนำมาเซ่นไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ (ในข้อนี้ไม่ได้ตำหนิชาวจีนนะครับเพราะผมเองก็เป็นคนจีน) ตลอดจนถึงวันเกิดของเทพเจ้าองค์ต่างๆ แม้แต่ในตะวันตกในเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า (Easter day) มีการฆ่าไก่งวงในวันเดียวมากกว่า 1 ล้านตัว  ซึ่งถ้าสัตว์เหล่านั้นได้คงบอกว่า “วันฉลองของเขาคือวันตายของเรา”   

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 ตุลาคม 2553 18:29:10 โดย เงาฝัน » บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 25 เมษายน 2553 18:25:01 »


                     

หลายคนอาจไม่กินเจด้วยให้เหตุผลว่าตนไม่ได้สั่งให้เขาฆ่าต่อให้ตนไม่กินเขาก็ต้องฆ่าอยู่ดี  ประหนึ่งว่าถ้าคนอื่นไม่ทำดีก็ไม่มีเหตุผลที่ตนเองจะต้องทำ (คล้ายๆกับการถกเถียงระหว่างผู้สูบบุหรี่กับโรงงานยาสูบว่าใครจะเลิกก่อนกัน) ซึ่งถ้าสัตว์ที่คุณกินเหล่านั้นเป็นบิดรมารดาหรือคนที่คุณรักคุณจะไม่มีทางพูดเช่นนี้แน่นอน  ซึ่งอยากจะบอกว่าความจริงก็เป็นเช่นนั้น  มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ไม่ว่านับถือศาสนาใดมากกว่าร้อยละ 99 ไม่มีศีล 5 เป็นอย่างน้อยและผลของการไม่มีศีล 5 นั้นเมื่อตายลงย่อมไม่มีโอกาสที่จะเกิดเป็นคนได้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงขึ้นสวรรค์  ถึงแม้บางท่านอาจแย้งว่ามีการบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ผู้วายชนม์ขอนี้เรียนว่าผู้ที่จะรับส่วนกุศลจากการอุทิศได้นั้นต้องเป็นเปรตสถานเดียวเท่านั้น  ลุ่มหลงในกองกรรมคือทางสู่อบายซึ่งส่วนหนึ่งก็ปรากฏเป็นสัตว์ที่มนุษย์ฆ่านั้นเอง คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเนื้อสัตว์ที่คุณทานนั้นไม่ใช่พ่อแม่พี่น้องของคุณ ( ทั้งในปัจจุบันและอดีตชาติ )

เพราะสรรพชีวิตทั่วทั้งวัฏฏะสงสารที่จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันนั้นไม่มี และถ้าไม่มีความเกี่ยวข้องกันแล้วคุณอยากจะฆ่าหรือจะกินเนื้อของคนอื่นและสัตว์อื่นขอเรียนว่าคุณไม่มีความสามารถขนาดนั้น ในขณะเดียวกันถ้าคุณโลภโกรธหลงและไม่มีศีลต่อไปคุณก็ต้องลงสู่อบายและ 1 ในนั้นคือเกิดเป็นสัตว์ให้เขาฆ่า การเกิดเป็นสัตว์นั้นกล่าวกันถึงขนาดว่าพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปมาตรัสรู้ที่เกิดเป็นไก่ก็ยังเกิดเป็นไก่ต่อไปอยู่ดีหมุนเวียนว่ายวนนับไม่ถ้วน ในเรื่องนี้พุทธศาสนาแสดงเอาไว้มากโดยเฉพาะสมัยพุทธกาลเกี่ยวกับคนที่กลับชาติมาเกิดมาเป็นสัตว์  เวลาที่ผ่านไปเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นความก้าวหน้าของการขยายพันธุ์, เลี้ยงและการฆ่าก็ยิ่งมีมากขึ้น  กรรมแห่งปาณาติบาตของมนุษยชาติใหญ่หลวงนักถึงตอนนั้นภัยมาจากทิศทั้ง 10 ใคร่ขอเรียนถามว่ามนุษย์จะหนีไปทางไหน ?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 ตุลาคม 2553 18:33:53 โดย เงาฝัน » บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 25 เมษายน 2553 19:29:03 »




เจตนานั้นเป็นตัวกรรมนี่เป็นคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศาสนา  ว่าถ้าวันนี้คุณกินเจเพราะอยากให้ตนและคนที่เกี่ยวข้องกับคุณ (มีพ่อแม่, ลูกหลาน, เพื่อนฝูงเป็นต้น) ได้บุญ, ร่ำรวย, หายป่วย,  มีสุขภาพแข็งแรง, ประสพความสำเร็จในหน้าที่การงาน ฯลฯ แล้ว  ขอเรียนว่ายังห่างไกลกับพุทธศาสนามหายานมาก  มหากรุณาจิตไพศาลโดยไม่แบ่งแยกว่าเขาคนนั้นจะเป็นใครเป็นคนหรือเป็นสัตว์หรือไม่  การกินเจหรือการทำกุศลทั้งปวงหากทำเพื่อประโยชน์แห่งสรรพชีวิตผลานิสงส์ย่อมพ้นประมาณ แต่ถ้าทำด้วยความโลภกุศลนั้นจะเป็นเพียงแค่ “เปลือก” นี่เป็นเหตุผลว่าคนที่เห็นแก่ตัวทำบุญมากแต่ได้ผลน้อยขณะที่พระโพธิสัตว์แม้ทำกุศลน้อยแต่ได้อานิสงส์มาก

ด้วยเหตุนี้พระโพธิสัตว์ในแต่ละชาติที่ผ่านไปจึงพัฒนาขึ้นมากไม่ว่าจะด้านใดๆก็ตาม และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระโพธิสัตว์มีไม่ใช่เพื่อตนและพวกพ้องแห่งตนหากแต่เพื่อสรรพชีวิตโดยไม่จำกัดว่าสรรพชีวิตดังกล่าวนั้นจะเป็นอย่างไรมีนิสัยและความประพฤติอย่างไร  หลายคนอาจจะปรารถนาพระโพธิญาณแต่ต้องถามว่าเพื่ออะไรถ้าเพื่อสรรพชีวิตนั้นย่อมประเสริฐ  แต่ถ้าเพื่อตนจะได้มีสถานะที่สูงส่งหรือมีอิทธิฤทธิ์หรือเพราะแค่ความ “อยาก” จะเป็นแล้วความปรารถนานั้นย่อมไม่มีวันสำเร็จไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนก็ตาม การเข้าถึงพระพุทธศาสนามหายาหาใช่อยู่ที่เครื่องแบบภายนอกแบบบรรพชิตจีน, หาใช่อยู่ที่การกราบไหว้พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์สัตว์ทั้งหลายตลอดจนถึงหาใช่การสวดสาธยายมนต์และธารณีต่างๆ เพราะถ้าคุณไม่มีมหากรุณาจิตแล้วย่อมไม่มีประโยชน์ 

                                http://img412.imageshack.us/img412/4936/14195707.jpg
การกินเจตามนัยแห่งพุทธศาสนามหายาน
 

พระพุทธศาสนามหายานถึงพร้อมด้วยเหตุ 3 ประการคือ ศรัทธา, มหากรุณาและปัญญา  หลายคนชำนาญพระสูตรมหายานมาก, หลักธรรมเช่นไร?, โพธิสัตว์จริยาเป็นเช่นไร? แต่ถ้าในชีวิตประจำวันยังสาละวนอยู่กับว่าตนอยากได้ไม่อยากได้อะไร, ชอบหรือไม่ชอบอะไร โดยลืมความต้องการและความทุกข์ยากของคนอื่น,ของสังคมและของสรรพชีวิตนั่นก็แปลว่ายังห่างไกลจากมหายานมาก  พระพุทธศาสนามหายานนั้นไม่ได้สอนว่าให้คุณปฏิบัติตนเพื่อวันข้างหน้าคุณจะเข้าถึงความเป็นพระโพธิสัตว์  แต่สอนว่าถ้าวันนี้คุณมีปณิธานและตั้งใจทำจริงๆวันนี้และเดี๋ยวนี้คุณก็คือพระโพธิสัตว์โดยไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้หรือวันไหนๆ  และในพระสูตรมหายานยังกล่าวว่า “ไม่เรียนเถรวาทแล้วค่อยเรียนมหายานไม่ใช่ศิษย์ตถาคต” เพราะด้วยเหตุที่ว่าถ้าจับหลักไม่ได้แล้วพระพุทธเจ้าศาสนามหายานก็จะกลายเป็นเทวนิยมไป  ด้วยเหตุนี้ในการศึกษาพุทธศาสนามหายานจึงมีการเทียบเคียงตลอดเวลาว่า หลักธรรมข้อนี้หมวดนี้เถรวาทแสดงไว้ว่าอย่างไรและมหายานแสดงไว้ว่าอย่างไรซึ่งพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆของเถรวาทนั้นได้แปลไปเป็นภาษาจีนนานมากแล้ว   


แน่นอนการกินเจนั้นเป็นสิ่งที่ดีแต่ไม่หมายความว่าคนที่ไม่กินเจเป็นคนที่เลว  พระพุทธศาสนามหายานแสดงว่าสรรพชีวิตทั้งปวงเสมอภาค สุนัข, นักโทษ, พระพุทธเจ้า ล้วนมีพุทธภาวะไม่แตกต่างกัน, ไม่เพิ่มและไม่ลด, ไม่มากและไม่น้อยกว่ากัน คนที่ยังไม่กินเจนั้นเพียงเพราะว่าเหตุปัจจัยยังไม่ถึงพร้อมเมื่อใดถึงที่เหตุถึงพร้อมผลย่อมเกิดอย่างไม่ต้องสงสัย  ในทางกลับคนที่ทานเนื้อสัตว์แล้วสำนึกบุญคุณของสัตว์ที่มาเป็นอาหารแก่ตนเพียงครั้งเดียวย่อมประเสริฐกว่าคนที่กินเจด้วยความโลภตลอดชีวิต ที่สำคัญคุณสามารถกินเจเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อสะดวกและมีศรัทธา (ตลอดชีวิตได้ยิ่งดี) หรือไม่จำเป็นต้องทานทั้ง 3 มื้อใน 1 วัน  อาจเป็นมื้อใดมื้อหนึ่งก็ได้   


และที่กล่าวมาข้างต้นนี้คือสารัตถะแห่งมหายานและการกินเจโดยสังเขป (เท่าที่สติปัญญาของผมจะพอมี) และถ้าจะพอมีบุญกุศลอยู่บ้างก็ขออุทิศแก่สรรพชีวิตทั้งปวงจะเป็นผู้นิรทุกข์เข้าถึงความสุขในทุกสถานในการทุกเมื่อเข้าถึงพระอมตะธรรมคือพระนิพพานอันได้แก่สาวกญาณ,ปัจเจกญาณ และสัมมาสัมโพธิญาณตามแต่ปรารถนาด้วยกันทุกท่านเทอญ......... 





ขอบพระคุณที่ทั้งหมดมากมายค่ะ
q112233@windowslive.com


http://www.q1133.com/index.php/dharma-/79-vegetarian
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 ตุลาคม 2553 18:41:02 โดย เงาฝัน » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 25 เมษายน 2553 21:18:27 »

http://i46.photobucket.com/albums/f112/thavee/october/10.jpg
การกินเจตามนัยแห่งพุทธศาสนามหายาน



การทาน เจ นอกจากจะไม่เบียนเบียนชีวิตสัตว์แล้วยังทำให้อายุยืนยาวขึ้นโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 ปี


http://img412.imageshack.us/img412/4936/14195707.jpg
การกินเจตามนัยแห่งพุทธศาสนามหายาน


ประโยชน์ของการกิน เจ คือทำให้ร่างกายได้ปรับสมดุลย์ตามธรรมชาติและอีกประการหนึ่งความจริงแล้วเนื้อสัตว์นั้นมีใช่อาหารที่แท้

จริงของมนุษย ถ้ามนุษย์บริโภคแต่เนื้อสัตว์จะทำให้ร่างขาดการต่อต้าอนุมูลอิสระและอาหารของมนุษย์จริงแท้แล้วก็คือธัญพืชนั่นเอง ถ้าลองทำหรือ

ปฏิบัติดู

สักระยะหนึ่ง(งดบริโภคเนื้อสัตว์)ร่างกายจะแข็งแรงขึ้นโรคภัยที่เคยเป็นก็ทุเลาขึ้น ถ้ามองกลับด้านกันหากมี แม่ไก่ หรือ แม่สุกรอยากกินเนื้อของเรา

แล้ว เราจะยอมให้เขากินมั๊ย ? หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เราไปปล้นชีวิตเขามาเพื่อความอยู่รอดของเรา ถ้ามองในทัศนส่วนตัวแล้วข้าพเจ้า

(บางครั้ง)เห็นว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับสัตว์ แม้แต่มด - ปลวกก็ยังรักชีวิตของมันนับประสาอะไรกับสัตว์ใหญ่เช่น โค กระบือ สุกร

หรือสัตว์ใหญอื่นที่มี พระคุณต่อคน โลกทุกวันนี้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นก็ด้วยการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง เช่นภาวะโรคร้อน โรคใหม่ ๆ ที่อุบัติขึ้น เช่น

ไข้หวัด 2009 ภัยธรรมชาติเริ่มมีถี่ขึ้นในระยะ 10 กว่าปีผ่านมนี้มีแผ่นดินไหว ถี่มาก นั่นแสดงว่าธรรมชาติเริ่มจะเอาคืนจากมนุษย์แล้ว

ในส่วนนี้ยังขยายประเด็นได้อีกยาวเลยทีเดียว ถ้าจะให้สรุปด้าน วิทยาศาสตร์ก็สอดคล้องกับหลักทางศาสนาตัวอย่างเช่นโรคภัยจากสัตว์ที่

ระบาดมามถึงมนุษย์มีอีกหลายสายพันธุ์ แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน 2553 22:20:14 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 25 เมษายน 2553 21:36:47 »



Chinese Buddhist Evening Ceremony Amitabha Sutra 佛教 晚課 阿彌陀經2


อนุโมทนาค่ะ น้อง"บางครั้ง"    

ฝันดีนะคะ   สลึมสลือ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 เมษายน 2553 05:29:29 โดย เงาฝัน, เหตุผลที่แก้ไข: เพิ่มบทสวดมนต์ตอนเย็นค่ะ » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: 25 เมษายน 2553 22:13:10 »

http://i46.photobucket.com/albums/f112/thavee/october/10.jpg
การกินเจตามนัยแห่งพุทธศาสนามหายาน



.....................................ทาน เจ แล้วดีอย่างไร เรามาดูคำตอบกัน...............................


ผู้น้อยได้รับวิถีธรรมตั้งแต่เด็ก......... เพราะตอนนั้นชอบที่จะค้นหาเรียนรู้
ตอนที่คณะอาวุโสธรรม ได้มาบุกเบิกใหม่ ๆ  อาวุโสเหล่านั้นก็มีการสอนภาษาจีนกันด้วย
เด็ก ๆ ทุกคนล้วนแล้วแต่สนุกกับการเรียนภาษาจีนในยามเย็น
ผู้น้อยจะเรียกว่า โชคดี  หรือว่าโชคร้ายกันหล่ะครับ
ตอนเด็กนั้นผู้น้อยมีนิสัย เอาแต่ใจตัวเอง  อารมณ์ร้อน
คุณพ่อคุณแม่ทำอาชีพเชือดไก่ขายส่งตลาด (ก่อนผู้น้อยจะเกิด) ตอนเช้ามืดก็จะมีแม่ค้ามารับเอาไปขายต่ออีกทีหนึ่ง
หรือบางเจ้าก็เอาไปส่งที่ตลาดทำอย่างนี้มาหลายปี
ตอนนั้นผู้น้อยเองก็ยังไม่รู้ ว่าการทำสิ่งเหล่านี้  ล้วนเป็นการสร้างวิบากกรรม หนี้กรรม
เวลาผ่านไปธุรกิจนี้ก็ต้องเจ้งทุกคนคงทราบดีว่าเพราะอะไร.......
คุณพ่อคุณแม่เป็นหนี้อยู่หลายปี ส่วนแม่ค้าบางคนก็ไม่ยอมจ่ายเงิน
ส่วนตัว ผู้น้อยเองก็ได้เป็นโรคผิวหนัง  ตั้งแต่เริ่มจำความได้  รักษายังไงก็ไม่หาย  ไปหาหมอตั้งหลายที่ก็ไม่หายซักที
ทั้งยาสมุนไพรก็ดี ยาคลีนิกแพง ๆ ก็ดี  ก็ยังไม่หาย
ตุ่มคันจะขึ้นตามข้อพับ แขน ขา คอ หลัง ตอนเย็นจะคันมาก จึงทำให้ผู้น้อยเป็นคนขี้อายและไม่กล้าคบเพื่อนๆ  ช่วงวัยเด็กจึงไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท
ตอนอยู่ชั้นประถมผู้น้อยก็มักจะเจ็บ ปวดทรมานกับการเป็นฝี หายจากที่หนึ่งก็ไปเป็นอีกที่หนึ่ง อยู่อย่างนี้ทั้งปีซึ่งเป็นฝีเม็ดใหญ่มาก
โชคดีที่เบื้องบนเมตตา จึงเป็นคนค่อนข้างหัวดี คูณครูมักชอบเอ็นดูให้การช่วยเหลืออยู่เสมอ
และมีอยู่หลายครั้งต่อหลายครั้งเช่นกันที่ ตุ่มคันกลายเป็นหนองพุพอง ทำให้เจ็บทรมานยิ่งนัก เมื่ออาการดีขึ้นดูเหมือนจะหาย อีก 2-3 วัน อาการคันก็กลับมาอีกเป็นอยู่อย่างนี้จนขึ้นชั้นมัธยมในช่วงวัยนั้น อาการคันรุนแรงมากขึ้น ผู้น้อยจะเกาจนเลือดไหลก็ยังไม่หายคัน
บางครั้งนึกน้อยใจตัวเอง ตอนนั้นคันมากจึงได้เอา แอลกอฮอล มาราดที่แผล มันแสบและทรมานมาก เหมือนไก่ที่ถูกเชือดแล้วทิ้งลงน้ำร้อน
อะไรประมาณนั้น และยังมีบางครั้งที่ผู้น้อยเกา ๆ ๆ ๆ แล้วเอามะนาวและเกลือมาทา แสบผิวหนังและชาไปสักพักก็คันขึ้นมาอีก
ผู้น้อยเกาจนเลือดไหลไม่รู้ตัวบางครั้งก็เกาจนทั้งแขนทั้งขา แดงด้วยผื่นคันเต็มไปหมดเวรกรรมอะไรนะ.........ให้ฉันมาเจออย่างนี้
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีสิ่งดี ๆ มาด้วยอยู่เสมอ แม้ผู้น้อยจะเป็นอย่างนี้ผู้คนรอบข้างมากมายที่ให้การช่วยเหลือทำให้เรามองเห็นสิ่งที่แตกต่างออกไปจากคนอื่นที่มากขึ้นเข้าใจชีวิตมากขึ้นเข้าใจผู้อื่นที่ยังด้อยกว่าเรามากขึ้นจนกระทั่งถึง ม.3 เรื่องราวการบำเพ็ญได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ตั้งแต่เป็นเด็กเมื่อรับธรรมแล้วผู้น้อยชอบและอยากไปสถานธรรมมากแต่ก็มี อุปสรรค ทำให้ไปไม่ได้สักที
ผู้น้อยเริ่มเข้ามาศึกษาฝึกฝนทาน เจ ช่วยงานธรรมหลายครั้งที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาให้โอวาทเมตตาให้กำลังใจชี้แนะหลายครั้งต่อหลายครั้งที่มีโอกาสไปช่วยงาน ธรรมต่างจังหวัดจึงทำให้ตัวผู้น้อยเองได้ประจักษ์ในคุณานุคุณของ ธรรมะ บุญญาธิการของสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยหนุนนำงานธรรม
อาการโรค ผิวหนังดีขึ้นเรื่อย ๆ ๆ ๆ จนเหลือแต่รอยด่างดำ

ทาน เจแล้วดี  ผิวพรรณผ่องใส

ทาน เจแล้วดี  โรคภัยไกลห่าง

ทาน เจแล้วดี  พุทธจิตธรรมญาณสว่างไสว

ทาน เจแล้วดี  พระพุทธะชี้แนะไม่ห่าง

ทาน เจแล้วดี  ธรรมกระจ่างเกิดปัญญา

พระอาจารย์กล่าวเมตตากับผู้น้อยในยาม ที่ผู้น้อยทุกข์ใจว่า
พระอาจารย์มีศิษย์ตั้งมากมาย ศิษย์แต่ละคนต่างล้วนก็ทุกข์ ขอให้อาจารย์ช่วยอาจารย์ก็ยังไม่ทุกข์เลยแล้วศิษย์เป็นแค่นี้จิ๊บจ๊อยไม่ต้องกลัวผู้น้อยไม่ใช่คนที่ว่าดีอะไรมากนักหนา แต่อยากแบ่งปันประสบการณ์ทาน เจ แล้วดีนั้นจริงแท้ขอให้สหายธรรมมั่นในธรรมเจริญรอยตามพระพุทธา



รัก.................นะโม อมิตาพุทธ.................... รัก


 
รัก.....................................นะโม พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์............................ รัก



 รัก..................................นะโม พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์................................. รัก



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน 2553 22:43:59 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 27 เมษายน 2553 00:24:03 »




สัจธรรมแห่งการกินเจ
โดย
ท่านพุทธทาส


คลิ๊กค่ะ : http://www.sookjai.com/index.php?topic=1057.msg3339#msg3339
บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
เทพีคู่หาบเงิน–หาบทอง ดอกไม้งามในวันพ&#
สุขใจ ห้องสมุด
sithiphong 1 4266 กระทู้ล่าสุด 10 พฤษภาคม 2553 09:51:55
โดย เงาฝัน
มรณานุสติ : เรียนรู้ความตายอย่างมีสติ : พระไพศาล
กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ
เงาฝัน 9 9815 กระทู้ล่าสุด 10 มิถุนายน 2553 05:38:00
โดย เงาฝัน
พระพุทธศาสนากับจักรวาลฟิสิกส์สมัยใหม่
กระบวนการ NEW AGE
เงาฝัน 3 9848 กระทู้ล่าสุด 09 กันยายน 2553 02:15:05
โดย เงาฝัน
ฟ้าสางทางมรดกที่ขอฝากไว้ ท่านพุทธทาส « 1 2 »
ธรรมะจากพระอาจารย์
เงาฝัน 25 17705 กระทู้ล่าสุด 09 ธันวาคม 2553 21:37:30
โดย หมีงงในพงหญ้า
สิงหาสนทวาตริงศติกา วิกรมจริต <<<คุณธรรมสำหรับผู้เป็นเจ้าคนนายคน>>>
เสียงธรรมเทศนา
ขอทานน้อย_ป่าหิมพานต์ 4 4408 กระทู้ล่าสุด 20 ธันวาคม 2554 23:17:42
โดย ☂Frowzy Dress ℉ ~♪
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.059 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 30 ตุลาคม 2565 17:30:17