[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
26 สิงหาคม 2562 12:39:35 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Did you know?  (อ่าน 1562 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3454


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 14 กันยายน 2561 14:05:11 »



ประตูเมืองนครเขื่อนขันธ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เว็บไซต์ farm4.static.flickr.com

พระประแดง เมืองหน้าด่านสมัยขอมเรืองอำนาจ

อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เดิมคือ นครเขื่อนขันธ์ (Nakhon Khuean Khan) สร้างขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๑ และเปลี่ยนเป็นเมืองพระประแดง หรือจังหวัดพระประแดง ในสมัยรัชกาลที่ ๖

พระประแดง เป็นเมืองหน้าด่านสมัยขอม (พ.ศ.๑๔๐๐)  คำว่า ประแดง หรือ บาแดง แปลว่า คนนำสาร  ฉะนั้น หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เมืองหน้าด่านจะต้องรีบแจ้งข่าวสารไปให้เมืองหลวง (ละโว้) ทราบให้เร็วที่สุด

มีความเชื่อว่า เมืองปากน้ำสมุทรปราการก็เป็นส่วนหนึ่งของพระประแดงด้วย.





พระศรีมหาโพธิ

พระศรีมหาโพธิ ที่มีอยู่ในเมืองไทยแต่โบราณล้วนได้พันธุ์มาจากลังกา ที่ได้พันธุ์จากพุทธคยาโดยตรงมาได้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ก็ได้เพียงเมล็ดซึ่งเจ้าเมืองอังกฤษในอินเดียจัดถวายเท่านั้น   เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จพุทธคยา มิสเตอร์เดรียสัน เจ้าเมืองคยาได้ถวายต้นโพธิ์พันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ ๓ ต้น พระองค์จึงนับว่าเป็นบุคคลแรกที่ได้นำต้นพระศรีมหาโพธิจากพุทธคยาโดยตรงมายังประเทศไทย



วัฒนธรรมการแต่งกายของหญิงไทยสมัยโบราณ
ขอขอบคุณภาพจาก เว็บไซต์ f.ptcdn.info
*หมายเหตุ ภาพประกอบนี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่โพสท์แต่อย่างใด

บ้านขี้ทูด

ที่ตำบลหนองหญ้าปล้องในมณฑลอุดร มีบ้านขี้ทูดอยู่หมู่บ้านหนึ่ง บ้านขี้ทูดนี้มาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ  แต่เป็นธรรมเนียมมาแต่โบราณ (ทั่วทั้งมณฑลอุดร และน่าจะตลอดไปถึงมณฑลอีสาน) ถือกันว่า ถ้าใครเป็นโรคกุฏฐัง ต้องย้ายมาอยู่ตำบลนี้เองโดยไม่ต้องมีใครขับไล่  สร้างบ้านเรือนทำมาหากินกันโดยปรกติ กำนันผู้ใหญ่บ้านที่ปกครอง ล้วนเป็นโรคกุฏฐังทั้งสิ้น  ที่มา "นิทานโบราณคดี" พระนิพนธ์ พระบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ


ถูกสาป

ในระหว่างที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทับอยู่ที่เมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย เมื่อจะเสด็จไปไหนก็มีราชรถเทียมม้าจัดถวาย และมีขบวนทหารม้า แซงหน้าหลังอย่างสมพระเกียรติ  วันหนึ่งขณะที่พระองค์เสด็จไปตามถนน มีดาบสตนหนึ่งถวายพระพรอยู่ริมทางหน้าแถวผู้คนที่มาดู แต่ครั้นพอกระบวนผ่านไป พระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็นฤๅษีตนนั้นแสดงอาการโกรธแค้น กล่าวคำที่พระองค์พอจะทรงเข้าใจได้ว่าเป็นการสาปแช่ง ทรงได้รับคำกราบทูลจากขุนนางอังกฤษ ซึ่งอยู่ในรถด้วยว่า เป็นประเพณีของอินเดีย เมื่อเวลามหาราชเสด็จไปไหนมีขบวนแห่ ย่อมโปรยเงินเป็นทานแก่ราษฎรที่มาอยู่ข้างราชวิถี พวกนั้นเคยได้เงินก็อยากได้อีก พระองค์ก็ทรงเข้าพระทัยในอาการของดาบสนั้น และทรงอธิบายว่า ได้รับความรู้สองอย่างคือ  ประเพณีพระเจ้าแผ่นดินโปรยเงินเป็นทาน ในเวลาที่เสด็จโดยขบวนพยุหยาตราของไทยนั้น คงจะเป็นประเพณีที่ไทยเราได้มาจากอินเดีย  และเกี่ยวกับการสาป ซึ่งเป็นคติที่ไทยเราได้รับมาจากอินเดียเหมือนกัน พระองค์พึ่งจะทรงพบว่า เขาใช้วิธีตะโกนแช่งเอาซึ่งๆ หน้า มิได้ลอบภาวนาสาปในที่ลับ อย่างที่เรียกว่า "กฤตยาคม" หรือปั้นรูปสาปแล้วฝังไว้ ดังที่ทรงเคยพบเห็น แสดงว่ามีสองอย่างต่างครูกัน   ที่มา "นิทานโบราณคดี" พระนิพนธ์ พระบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ




ขอขอบคุณเจ้าของเว็บไซต์ภาพประกอบ : sara1000update.com

กบาล

กบาล มีหลายความหมาย พูดถึงคำว่า "กบาล" โดยมากเรามักนึกถึงส่วนกลางของศีรษะ และเป็นคำไม่สุภาพ เช่น เขกกบาล ตีกบาล เป็นต้น

ในอีกความหมายหนึ่ง "กบาล" คือ ภาชนะรูปร่างสี่เหลี่ยม สำหรับใส่ของไปวางเซ่นผีตามทางสามแพร่ง

ธรรมเนียมโบราณเขาทำ "กบาล" ด้วยกาบกล้วย วิธีคือลอกกาบกล้วยมาเป็นแผ่นๆ ตัดท่อนๆ วางเป็นพื้นและหักพับตั้งยกเป็นขอบ แล้วเอาไม้กลัดกลัดกาบกล้วยเป็นปาก ให้คงรูปร่างเป็นกระบะสี่เหลี่ยม ข้างในใส่อาหารหวานคาว หมาก พลู บุหรี่ เหล้าขาว บางคนอาจปั้นตุ๊กตาดินเหนียวแทนตัวหรือผู้ต้องการให้เสียกบาล เวลาเอาไปกระบะตั้งเซ่นผีก็ต้องเอาไปวางที่ตรง “ทางสามแพร่ง” แล้วจุดธูปบอกกล่าว  เพราะคนไทยเชื่อกันว่า “ทางสามแพร่ง” คือ "ทางผีผ่าน” เหมือนประตูสู่ภพภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ของเซ่นไหว้จึงต้องมาวางรอผีไว้ตรงนี้

นอกจากนี้แล้ว กบาล ยังหมายถึงเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ในงานหล่อโลหะ มีลักษณะเป็นแผ่นกลมเหมือนงบน้ำอ้อย ทำด้วยดินเหนียวผสมขี้เถ้าแกลบ ใช้ปิดปากจอกและรูผุดของพิมพ์ขณะสุมพิมพ์หล่อพระพุทธรูป เพื่อกันมิให้ความร้อนระเหยออกไปจากพิมพ์ 

กบาลนี้ยังใช้เป็นเครื่องตรวจดูความพร้อมของพิมพ์ที่สุมไฟให้สุก ว่าจะได้ที่หรือยัง ถ้าเปิดหงายแผ่นกบาลดู และเห็นว่าแผ่นกบาลยังมีสีดำและมีเปลวไฟลุกขึ้นมาจากปากจอก ซึ่งเรียกว่า "รุกดวง" แสดงว่าขี้ผึ้งกำลังละลาย ถ้าตรงกลางแผ่นกบาลเริ่มมีสีแดงและมีเขม่าดำๆ โดยรอบ เรียกว่า"ออกดวง" แสดงว่ายังไม่ได้ที่

ภายหลังเผาพิมพ์จนขี้ผึ้งไหลออกทางกระบวนซึ่งเป็นรางสำหรับรับขี้ผึ้งเหลวหมดแล้ว พิมพ์จะร้อนระอุพอดี และแผ่นกบาลซึ่งเปิดขึ้นดูจะเป็นสีขาว เรียกว่า"ดวงดับ" แสดงว่าขี้ผึ้งหมดแล้ว พร้อมที่จะเททองได้

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2562 14:39:45 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3454


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2561 18:52:23 »



การย่ำยาม

การย่ำยาม หมายถึง การให้สัญญาณ โดยใช้เครื่องดนตรีบรรเลง มีการปฏิบัติสืบเนื่องมาแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน
ย่ำ คือ การตีกลองหรือฆ้องถี่ๆ หลายครั้งเพื่อบอกเวลาหรือกำหนดเปลี่ยนเวรยาม เรียกว่า ย่ำกลอง ย่ำฆ้อง หรือย่ำยาม
ยาม คือ ชื่อส่วนแห่งวัน

การย่ำยามที่ใช้ในพระบรมมหาราชวังของไทยในสมัยโบราณ มีระยะห่างกันตามเวลาดังนี้ คือ ๖.๐๐ น. (ย่ำรุ่ง)  ๑๒.๐๐ น. (ย่ำเที่ยง)  ๑๘.๐๐ น. (ย่ำค่ำ)  ๒๑.๐๐ น. (ยามหนึ่ง)  ๒๔.๐๐ น. (ยามสอง)  ๓.๐๐ น. (ยามสาม)

ในบาลี แบ่งคืนออกเป็น ๓ ยาม มีระเวลาห่างกันยามละ ๔ ชั่วโมง  เรียกว่า
ปฐมยาม  คือ ยามแรก กำหนดเวลา ๔ ชั่วโมงตั้งแต่ย่ำค่ำ หรือ ๑๘ นาฬิกา ถึง ๔ ทุ่ม หรือ ๒๒ นาฬิกา  
มัชฌิมยาม คือ ยามกลาง กำหนดเวลาตั้งแต่ ๔ ทุ่ม หรือ ๒๒ นาฬิกา ถึงตี ๒ หรือ ๒ นาฬิกา
ปัจฉิมยาม คือ ยามหลัง หรือยามสุดท้าย  กำหนดเวลาตั้งแต่ตี ๒ หรือ ๒ นาฬิกา ถึงย่ำรุ่ง หรือ ๖ นาฬิกา.





เรื่องห้ามไม่ให้เจ้านายไปสุพรรณ

มีคติโบราณเชื่อถือกันว่า ห้ามมิให้เจ้านายเสด็จไปสุพรรณบุรี ถ้าขืนไปจะเกิดเหตุอาเพศต่างๆ เช่น ทำให้เสียพระจริต เป็นต้น  ไม่ทราบแน่นอนว่าห้ามมาตั้งแต่เมื่อไร และมีสิ่งใดเป็นตัวการให้เกิดอาเพศเหล่านั้น เพียงแต่พูดกันไปต่างๆ นานา และเจ้านายก็ไม่เสด็จไปสุพรรณบุรีมาช้านาน

จนถึง ปี พ.ศ.๒๔๓๕ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจหัวเมืองฝ่ายเหนือ ครั้งเที่ยวกลับก็รับสั่งให้เตรียมการไปสุพรรณ เพื่อพิสูจน์และเลิกถอนความเชื่อนั้น โดยมิทรงฟังคำทูลทัดทานของผู้ใด

เมื่อเสด็จถึงเมืองสุพรรณ พระยาสุนทรสงครามเจ้าเมือง หลบหน้าหนีเข้ากรุงเทพฯ เพราะมีความผิดที่กดขี่เอาเงินจากราษฎร  พระองค์จึงทรงรับสั่งให้ปลดพระยาสุนทรสงคราม ออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองทันที เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง  ในระหว่างที่ประทับอยู่เมืองสุพรรณ พระองค์ได้เสด็จชมโบราณสถานต่างๆ และเสด็จไปทำพลีกรรมเทพารักษ์ หลักเมือง ทรงพิจารณาเห็นว่า ศาลเทพารักษ์ทรุดโทรมมาก จึงทรงเป็นหัวหน้าชักชวนให้ช่วยกันสมทบทุนสร้างศาลขึ้นใหม่ ก็มีประชาชนโดยเฉพาะคนจีนร่วมบริจาคเงินทองเป็นอันมาก เมื่อพระองค์ทรงจัดการสิ่งต่างๆ เรียบร้อยแล้วก็เสด็จกลับโดยปลอดภัย

ตั้งแต่นั้นมา เจ้านายก็เริ่มเสด็จไปเที่ยวเมืองสุพรรณ  จนถึงปี พ.ศ.๒๔๔๗  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทูลเชิญเสด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรี และหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรีแล้ว ความเชื่อถือก็หมดไป
 

ที่มา (โดยสรุป) : นิทานโบราณคดี พระนิพนธ์พระบรมวงศ์เธอสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ



ภาพ : แม่น้ำโขง

เรื่องแม่น้ำโขง

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเรื่องแม่น้ำโขงที่ทรงรู้เห็นเมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดรและอีสาน ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ สรุปเรื่องได้ดังนี้

ลักษณะแม่น้ำโขง
เป็นแม่น้ำที่แปลกกว่าแม่น้ำอื่นในเมืองไทยหลายสถานกล่าวคือ ใหญ่กว่าแม่น้ำใดๆ ในเมืองไทย  ในฤดูที่เสด็จพอพลบค่ำหมอกก็ลง เรือจะเดินได้ต่อเมื่อแดดแจ้งหมอกจางแล้ว มีเกาะที่เป็นดอนอยู่ใต้น้ำหลายแห่ง ในฤดูน้ำหลากเกาะนี้จะอยู่ใต้น้ำ พอหน้าแล้ง จึงจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมา ท้องน้ำเป็นดินอุดมใช้เพาะปลูกได้ดี ตามริมฝั่งแม่น้ำโขงนอกจากบริเวณที่เป็นเมืองแล้ว มักจะเป็นป่าที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีผู้คนอยู่อาศัย เพราะเป็นที่ดอนเฉพาะริมตลิ่งเท่านั้น  ถัดตลิ่งเข้าไปเป็นลำลาบ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็ท่วมลึก เพาะปลูกไม่ได้ ราษฎรจึงมักไม่ค่อยตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง นอกจากริมฝั่งตรงที่มีเกาะกลางน้ำเพาะปลูกพืชล้มลุกเป็นสินค้าได้เท่านั้น

เรือที่ใช้ในแม่น้ำโขง ราษฎรใช้กันแต่เรือพายอย่างขุดมาดไม้ต้นเดียว เพราะมีเกาะแก่งมากจะใช้เรือกระดานต่อ หรือเรืออื่นๆ ไม่สะดวก การขนส่งสินค้าก็ใช้เรือสองลำผูกติดกัน หรือใช้แพ ในเวลานั้นมีเรือกลไฟของบริษัทฝรั่งเศสมาเดินประจำทาง ระหว่างสุวรรณเขตกับเวียงจันทน์ กิจการก็ไม่เจริญ รัฐบาลฝรั่งเศสต้องช่วยเหลือจึงดำรงอยู่ได้ การขึ้นล่องในแม่น้ำโขงเต็มไปด้วยอันตราย คือมีเกาะแก่งน้ำตื้นมากมาย สัตว์ร้าย เช่น จระเข้ เงือก ชุกชุม  นอกจากนั้นก็มีหินนอนวันใต้น้ำ ซึ่งคนล่องเรือไม่เห็นด้วยน้ำขุ่น และมีหาดทรายลอย คือทรายที่พัดมากับสายน้ำ มาตกพอกพูนขึ้นเป็นหาดพื้นชั่วคราว ซึ่งคนเดินเรือไม่รู้ได้ว่าอยู่ที่ใด สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดอันตรายขึ้นเนืองๆ

แก่งในแม่น้ำโขงก็ผิดกับแก่งในแม่น้ำเมืองไทย ด้วยแม่น้ำเมืองไทยจะมีแก่งเฉพาะบริเวณภูเขา แต่แม่น้ำโขงแม้บริเวณที่ไม่มีภูเขาเลยก็มีแก่งมากมาย และบางแก่งก็ร้ายแรง ต้องมีผู้เชี่ยวชาญนำเรือผ่านแก่งจึงจะไปได้ ทรงเล่าว่าแก่งในเมืองไทยที่พอจะเปรียบกับแก่งในแม่น้ำโขงก็มีแก่งเชียงใหม่เท่านั้น และทรงเล่าถึงการล่องแก่งที่เชียงใหม่ฝากไว้ในเรื่องนี้อย่างพิสดารด้วย

การล่องแก่งในแม่น้ำโขงนั้น นอกจากจะมีอันตรายจากการกระทบกับแก่งหินแล้ว ยังมีน้ำวนร้ายที่ชาวบ้านเรียกว่า “เอิบ” ซึ่งชาวเมืองกลัวกันมากกว่าแก่งหินเสียอีก และนอกจากแก่งแล้วในแม่น้ำโขงยังมี “เรียว” คือชายหาดทรายสองฟากยื่นมาใกล้กัน ทำให้ร่องน้ำแคบและคดเคี้ยว ถ้าเรือล่องหลีกไม่พ้นก็เกยล่ม

เนื่องจากความยากลำบากและมีอันตรายในการขึ้นล่อง  ดังนั้น การค้าขายตามลำแม่น้ำโขงจึงมีน้อย มักขนสินค้ากันทางบกเป็นส่วนมาก


ที่มา : นิทานโบราณคดี  พระนิพนธ์ พระบรมวงศ์เธอสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
-----------------------------------------------
ลำลาบ ที่ลุ่มไหล่เนินดอนซึ่งเป็นคันยาว มักมีน้ำขังตลอดปีหรือบางฤดู

เงือก ตามที่ทรงอธิบาย คงจะตรงกับที่เรียกกันทั่วไปว่า ปลาไฟฟ้า ซึ่งปลาชนิดนี้ ในท้องน้ำเมืองไทยก็มี ปลาไฟฟ้ามักอยู่ตามหนองบึง น้ำเงียบๆ (แต่ทรงกล่าวว่าเงือกชนิดที่มีในแม่น้ำโขงไม่มีในเมืองไทย)


เรื่อง เส้นแบ่งเขตแดนไทย-ลาว

เส้นแบ่งเขตแดนไทย–ลาว ตามลำแม่น้ำโขง  เป็นผลสืบเนื่องจากหนังสือสัญญาที่ไทยทำไว้กับฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ (ค.ศ.๑๘๙๓) ซึ่งกำหนดให้สยาม (ไทย) สละข้ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนฝั่งซ้าย รวมทั้งเกาะทุกเกาะในแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส  ต่อมาได้มีการทำอนุสัญญาฉบับลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๙ (ค.ศ.๑๙๒๖)  ซึ่งว่าด้วยแม่น้ำโขงโดยเฉพาะอนุสัญญาฉบับนี้กำหนดเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทย – ลาว ในแม่น้ำโขง  โดยระบุว่า ในตอนที่แม่น้ำโขงไม่แยกออกเป็นหลายสายเพราะมีเกาะตั้งอยู่  ให้ถือร่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่งเขตแดน  ส่วนในตอนที่แยกออกเป็นหลายสาย ให้ใช้ร่องน้ำลึกของสายแยกที่ใกล้ฝั่งไทยที่สุดเป็นเส้นแบ่งเขตแดน  แม้ภายหลังร่องน้ำลึกดังกล่าวจะตื้นเขินจนเชื่อมเกาะติดกับฝั่ง ก็ยังคงให้ถือร่องน้ำเดิมที่ตื้นเขินนั้นเป็นเส้นแบ่งเขตแดนตลอดไป  หากจะย้ายเส้นแบ่งเขตแดนก็ให้เป็นหน้าที่ของคณะข้าหลวงใหญ่ประจำแม่น้ำโขงเป็นผู้พิจารณา  โดยย้ายไปได้เพียงร่องน้ำที่อยู่ใกล้ที่สุด ถัดจากร่องน้ำเดิมที่ตื้นเขินเท่านั้น  นอกจากนี้ ยังได้ระบุชื่อเกาะ ๘ เกาะให้เป็นดินแดนของไทยด้วย เช่น ดอนเขียว  ดอนเขียวน้อย  ดอนน้อย  ดอนบ้านแพง

ที่มา :“เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ” :  หนังสือสารานุกรมไทยฯ โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม ๓๒  หน้า ๑๖๒-๑๖๔




พิธีอัศวเมธ

ในอินเดียโบราณมีพิธีประกาศความเป็นใหญ่เป็นโตของพระราชาอยู่พิธีหนึ่งเรียกว่าพิธี “อัศวเมธ” คือการฆ่าม้าบูชายัญ

พิธีนี้ คุณสุชีพ  ปุญญานุภาพ เล่าไว้ในหนังสือคุณลักษณะพิเศษแห่งศาสนาพุทธว่า “ได้มีการเลือกม้าตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เมื่อคลอดออกมาแล้วก็ต้องดูแลประคบประหงมเป็นพิเศษตลอดเวลาสามปี มีการบูชาเทวดา ๓ องค์ คือพระอินทร์ เพื่อให้ดูแลลูกม้าตัวนั้น พระยมเพื่อให้ป้องกันม้านั้นจากความตายและอุบัติเหตุต่างๆ พระวรุณเทพเจ้าแห่งฝนเพื่อให้ฝนตกลงมายังความชุ่มชื้นให้แก่พื้นดิน เพื่อจะได้มีหญ้าดีๆ ให้ลูกม้านั้นกิน”

“ภายหลังที่ลูกม้านั้นอายุเกิน ๓ ปีแล้ว ก็มีการปล่อยให้เที่ยวไปตามชอบใจ มีผู้คนติดตามไปเป็นอันมากและมีกองทัพยกตามไปด้วย เข้าบ้านเมืองไหนถ้าเขายอมแพ้ก็แล้วไป ถ้าไม่ยอมแพ้ก็รบกัน คราวนี้มีผู้ใดต้องการทำลายพิธีนี้ ผู้นั้นก็ยกทัพมาไล่จับม้า ถ้าจับได้ก็ทำลายพิธีสำเร็จ แต่โดยมากผู้ที่จะทำพิธีนี้มักแน่ใจในชัยชนะ คือได้เตรียมการรุกรานไว้แล้ว”  และมีเรื่องเล่าเพิ่มเติมในหนังสือเล่มอื่นว่า “เจ้าชายแห่งประเทศต่างๆ ที่ม้านี้ผ่านไป ถ้ายอมแพ้ก็ต้องร่วมไปในขบวนทัพที่ติดตามม้านี้ด้วย เมื่อครบปีแล้วจึงพาม้ากลับเมืองแล้วฆ่าม้านั้นบูชายัญ” พูดง่ายๆ ก็ว่าพิธีอัศวเมธนี้เป็นวิธีการล่าเมืองขึ้นชนิดหนึ่งของจักรพรรดิ์โบราณหาเหตุอะไรไม่ได้แล้ว ก็หาเหตุปล่อยม้ายกทัพผ่านเมืองชาวบ้านเล่นอย่างนั้นแหละ

พิธีอัศวเมธ มีอธิบายในเรื่องศุนหเศป บ่อเกิดรามเกียรติ์ และลิลิตนารายณ์สิบปาง ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไว้ดังนี้ว่า

พิธีอัศวเมธเป็นพิธีสำคัญอันมีกำหนดไว้ว่า ให้ทำเพื่อขอพรพระเป็นเจ้าในเรื่องปรารถนาอะไรสำคัญๆ พิธีอัศวเมธนี้เฉพาะพระราชาธิบดีจึงจะทำได้  และในโบราณกาลเป็นพิธีขอลูกเท่านั้น แต่ต่อๆ มากลายเป็นพิธีแผ่อำนาจไป เริ่มต้นลงมือทำพิธีเรียกว่า “อัคนิษโฎม” คือพิธีบูชาไฟและฉลองม้าตัวสำคัญ แล้วปล่อยม้านั้นให้เดินทางไปในแคว้นต่างๆ มีกองทัพตามไปด้วย เมื่อม้าไปถึงแห่งใด ผู้ครองแว่นแคว้นนั้นต้องทำการเคารพ หรือมิฉะนั้นก็ต้องสู้รบกับกองทัพที่ตามม้านั้นไป เมื่อม้าได้เที่ยวครบหนึ่งปีแล้วจึงพากลับพระนคร และพระราชาผู้เป็นเจ้าของม้าทำพิธีฉลองเป็นการใหญ่ แล้วฆ่าม้าสำคัญนั้นบูชายัญ พระอัครมเหสีของพระราชาต้องเป็นผู้ลงมือฆ่าม้า แล้วต้องเผาศพม้าอยู่ตลอดคืน พร้อมด้วยมเหสีรองและสนมกำนัล เช้าขึ้นจึงสรงชำระพระกายแล้วขึ้นเฝ้าพระราชสามี ทางไสยศาสตร์นิยมกันว่า แม้พระราชาองค์ใดกระทำพิธีอัศวเมธให้ได้ร้อยครั้งจักได้เป็นพระอินทร์ ครอบครองเทวดาแลมนุษย์ทั่วไป  


ที่มา :
           - นารายณ์สิบปาง สี่สำนวน, รศ.ประจักษ์ ประภาพิทยากร สำนักพิมพ์ บริษัท พี.วาทิน.พับลิเคชั่น จำกัด
           - เว็บไซต์ silpathai.net



นกหัสดี หรือ หัสดีลิงค์ (Hussadee bird) ลักษณะตัวเป็นนก หัวเป็นราชสีห์
มีงวงและงาแบบช้าง มีปีกและลำตัวใหญ่โต พลังมหาศาล

นกหัสดีลิงค์

ในทางธรรมะ เปรียบนกหัสดีลิงค์เหมือนกิเลส

เมื่อตามองเห็น เมื่อหูได้ยินเสียง เมื่อจมูกได้ดมกลิ่น เมื่อลิ้นกระทบรส เมื่อกายได้สัมผัส ใจ ก็ตอบรับ... ด้วยรัก-ชัง  จึงเป็นที่มาของราคะ โลภะ โทสะ โมหะ

ผู้รู้เล่นคำผวนให้จำง่ายๆ เมื่อ “ตาหัน ก็เกิด ตัณหา”

ผู้ที่ยิงธนูฆ่านกหัสดีลิงค์ ชื่อนางสีดา ธิดาเจ้านครตักกะสิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า  เรื่องในตำนาน หลายพันปีที่แล้ว

เมื่อเจ้านครตักกะสิลาสวรรคต ตามประเพณีต้องแห่พระศพไปถวายพระเพลิงที่ทุ่งหลวง ไกลพระนคร ระหว่างทางเจ้านกยักษ์จากหิมพานต์ สักกะไดลิงค์ หรือหัสดีลิงค์ ก็บินมาโฉบเอาพระศพไป

นกหัสดีลิงค์ หัวเป็นช้าง หางเป็นหงส์ มีพละกำลังดั่งช้างสารห้าเชือกรวมกัน เมื่อมหาเทวีตักกะสิลานครเกณฑ์คนไปสู้ก็ถูกนกฆ่าตายไม่เหลือ


แต่เมื่อนาง “สีดา” พระราชธิดา อาสายิงด้วยศรอาบยาพิษ ปักกลางอก นกหัสดีลิงค์ก็ตาย

พระมหาเทวีสั่งให้ทำหอแก้ว หรือพระเมรุบนหลังนกหัสดีลิงค์ ประกอบพิธีถวายพระเพลิงจ้านคร  ประเพณีสืบทอดต่อๆ กันมา จนเป็นหนึ่งในอารยะประเพณีวิถีอีสาน

เมื่อผู้ใหญ่หรือพระสงฆ์ที่นับถือตาย การทำเมรุเป็นนกหัสดีลิงค์ ด้วยความเชื่อว่านกหิมพานต์นี้ สามารถนำดวงวิญญาณผู้ตายไปสู่สวรรค์  
... ข้อมูลจากคอลัมน์ "ชักธงรบ" น.๒ นสพ.ไทยรัฐ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2562 14:42:08 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3454


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 08 มีนาคม 2562 08:14:45 »


แผนที่จารชนพม่า หมายเลข ๘๘ แสดงถิ่นฐานที่ตั้งชุมชนชาวอินเดียในสมัยกรุงธนบุรี

กุฎีใหญ่

กุฎีใหญ่ เป็นชื่อย่อมาจาก กุฎีบางกอกใหญ่ เรียกสั้นๆ ว่า กุฎีใหญ่

แผนที่ที่จารชนพม่าได้ลอบกระทำขึ้นเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของชนต่างชาติต่างภาษาในกรุงธนบุรีและปริมณฑล หากจะยึดเอาข้อมูลตามแผนที่ บริเวณด้านใต้ของป้อมวิไชยประสิทธิ์ข้ามคลองบางกอกใหญ่ลงมา เป็นที่ตั้งของกลุ่มบ้านเรือนหรือหมู่บ้านแขกมุสลิม ซึ่งเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นชุมชนซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อมัสยิดกุฎีใหญ่ หรือมัสยิดกุฏีต้นสน  

ตำราบางเล่มระบุว่า ...กุฎีใหญ่ เป็นชื่อที่ย่อมาจาก กุฎีบางกอกใหญ่ บางทีก็เรียกกันว่า กุฎีต้นสน เป็นชุมชนมัสลิมที่ปฏิบัติตามแนวทางนิกายสุหนี่ที่อพยพมาจากหัวแหลม หัวรอ หรือคลองตะเคียน พระนครศรีอยุธยา มีอาชีพค้าขายสินค้าประเภทแป้งกระแจะ น้ำอบร่ำ น้ำมันหอม เสื้อผ้า และสินค้าที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งเรียกว่า เครื่องเทศ รวมทั้งเครื่องใช้ประจำวันต่างๆ โดยออกเร่ขายทางเรือ จึงมีที่พักเป็นแบบเรือนแพ ปักหลักผูกลอยอยู่ในน้ำ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ได้อพยพล่องมาตามลำน้ำเจ้าพระยา และแวะเข้าจอดตามลำคลองบางกอกใหญ่เต็มสองฟากฝั่งและลึกเข้าไปจนถึงตลาดพลู ต่อมาจึงได้มีมุสลิมจากภูมิลำเนาอื่นอพยพมาสมทบด้วย โดยส่วนใหญ่ก็ยังนิยมอยู่กันในเรือนแพ แต่ก็พอมีอยู่บ้างที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรอบๆ บริเวณนั้น จึงเรียกผู้คนในชุมชนนี้ว่า แขกแพ ครั้นภายหลังมีอิสลามิกชนมารวมตัวอยู่จำนวนมากไม่สามารถขยับขยายได้ จึงได้มีการสร้างมิสยิดบางหลวง หรือ กุฎีขาว ขึ้นที่ฟากตรงข้ามบริเวณซอยบางหลวงในปัจจุบัน
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3454


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 01 เมษายน 2562 14:49:27 »




กลบบัตรสุมเพลิง

พิธีของพราหมณ์ที่นำมาใช้ในเมืองไทยตั้งแต่สมัยอยุธยามีหลายพิธี พิธีที่เลิกไปนาน คือพิธีกลบบัตรสุมเพลิง (สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ส.พลายน้อย พิมพ์คำสำนักพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๓) 

ชื่อพิธี มีในเอกสารโบราณ เขียนกันหลายอย่าง กลบบาท ก็มี กลบบาตร ก็มี ลองอ่านกันดูแล้วคิดต่อกันเอาเอง คำไหนถูกต้องมากกว่า

พระราชพงศาวดาร สมัยอยุธยา มีความตอนหนึ่งว่า เมื่อศักราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก (พ.ศ.๑๘๙๓) วันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ เพลา ๓ นาฬิกา ๙ บาท สถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา

ชีพ่อพราหมณ์ให้ฤกษ์ตั้งพิธีกลบบัตร (ต้นฉบับเขียนกลบบาตร)

อาจารย์ ส.พลายน้อย อธิบายว่า พิธีนี้เป็นพิธีทำให้ผืนดินบริสุทธิ์ เช่น มีคนสามัญไปคลอดลูกในพระราชวังชั้นใน ต้องทำพิธีกลบบัตรสุมเพลิง ณ ที่นั้น

ถือกันว่า ถ้าโลหิตตกในพระราชวัง ถือเป็นเสนียด ต้องปลูกศาลเพียงตา ขุดพื้นดินในที่ซึ่งมีคนตายหรือโลหิตตก ให้มีขนาดกว้างยาวประมาณสองศอก ลึกศอกเศษ

ใช้แกลบกลบลงไปในหลุมสูงหนึ่งศอก แล้วก่อกองไฟในหลุม หยิบเครื่องสังเวยเจ็บหยิบใส่ลงในกองเพลิง อ่านโองการแล้วเกลี่ยดินกลบหลุมนั้น

การสร้างพระตำหนัก ก็เคยมี พระราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศว่า  เมื่อวันพฤหัสบดี ๒๒ สิงหาคม ร.ศ.๑๓๑ (พ.ศ.๒๔๕๕) เวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีกลบบัตร (ต้นฉบับเขียนกลบบาท) สุมเพลิง ปักผังพระตำหนักที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ที่สวนจิตรลดา

ครั้นถึงเวลาเช้า  ๓ โมง กับ ๓๐ นาที อันเป็นสิริมงคลได้ฤกษ์ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายมั่น นายคง นายอยู่ นายไชย กระทำพิธีกลับพื้นปถพี ปักผังตามพระราชประเพณีแต่โบราณ  แล้วโปรดเกล้าฯ พระราชทานรางวัลเงินคนละ ๑๒ บาท กับเสื้อผ้าแก่คนทั้ง ๔ นี้ คนละสำรับ

ฝ่ายพระสิทธิไชย ก็กระทำพิธีกลบบัตรสุมเพลิง ในขณะเมื่อเริ่มกลับพื้นปถพี พระมหาราชครูพิธีก็หลั่งน้ำสังข์บนพื้นปถพีที่กลับตามแบบพราหมณ์แล้ว เป็นเสร็จการ

พิธีกลบบัตรสุมเพลิง ครั้ง...๑๒ พฤษภาคม ๒๔๖๗ นั้น จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน เขียนว่า เวลา ๖.๐๐ พราหมณ์พฤติบาศได้ตั้งพระราชพิธีกลบบัตรสุมเพลิง ที่หน้าประตูสวัสดิโสภา

เพราะเหตุเมื่อคืนวันนี้ เวลา ๒.๐๐ ฝนตก จ่าตรีเขียน กรมยุทธศึกษาทหารเรือเดินทางมา เกรงฝนจะเปียก จึงถอดเครื่องแบบหนีเข้าไปแฝงอยู่ใกล้ซุ้มประตู  บังเอิญอสนีบาตตกต้องยอดซุ้มประตูนั้น ออกแตกเป็นสามเสี่ยง ยอดนภศูลตก ปูนพังลงมาตกลงในพระบรมมหาราชวัง ทับหลังคาโรงทหารรักษาวัง ชำรุดยาวประมาณ ๑ วา

จ่าตรีเขียน ล้มลงตายริมประตูภายนอกห่างประมาณ ๒ ศอก แพทย์ทหารเรือตรวจว่าไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ที่จะทำให้ถึงตายได้ สันนิษฐานว่าคงจะตายด้วยหัวใจหยุด อันเกิดแต่ความกลัว

คนรุ่นหลัง บางคนทันเห็นพิธีโล้ชิงช้าที่หน้าโบสถ์พราหมณ์ เรียกพิธีตรียัมพวาย (รับพระอิศวร) พิธีตรีปวาย (รับพระนารายณ์)

พิธีพราหมณ์ที่ยังทำกันทุกปี คือพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เรายังเห็นพราหมณ์นุ่งขาวห่มขาว ในพิธียกเสาหลักเมืองจังหวัด และพิธีบวงสรวงสำคัญกันอยู่

ส่วนพิธีกลบบัตรสุมเพลิงนั้น เรื่องฟ้าผ่าจ่าตรีเขียนตายนอกประตูสวัสดิภา...น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย
  ที่มา "กลบบัตรสุมเพลิง" คอลัมน์ชักธงรบ นสพ.ไทยรัฐ ฉบับประจำวันอังคารที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๒
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3454


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 26 เมษายน 2562 14:58:24 »


เจ้าพระยาอภัยราชา - Rolin-Jacquemyns
ขอขอบคุณภาพจาก เว็บไซต์วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี

เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลัง ยัคมินส์)

ในขณะที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จยุโรปในปี พ.ศ.๒๔๓๔ นั้น ที่ปรึกษากฎหมายนานาประเทศ ประจำกระทรวงต่างประเทศว่างลง พระองค์จึงทรงรับเป็นธุระสืบหาผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย (ซึ่งขณะนั้นจำเป็นต้องใช้ชาวต่างประเทศ) เพื่อพามาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะสบโอกาสที่พระองค์อยู่ในยุโรปแล้ว

พระองค์ทรงสืบหาได้ตัวชาวเบลเยียมคนหนึ่งชื่อ มองสิเออ โรลัง ยัคมินส์ เข้ามาถวาย  มองสิเออโรลัง ยัคมินส์เข้ามาถึงเมืองไทย ในปี พ.ศ.๒๔๓๕ รับราชการเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ทุกพระองค์ เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยดี มีความรู้ความสามารถมาก เคยเป็นถึงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในประเทศเบลเยี่ยมมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาข้าราชการทั่วไป ไม่เฉพาะแต่การต่างประเทศเท่านั้น

มองสิเออโรลัง ยัคมินส์รับราชการด้วยความจงรักภักดียิ่งจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาอภัยราชา ในปี พ.ศ.๒๔๓๙ นับเป็นชาวต่างประเทศคนที่สองที่ได้เป็นถึงเจ้าพระยา ต่อจากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์

เจ้าพระยาอภัยราชารับราชการอยู่ราว ๗ ปี ก็ทูลลาออกกลับไปเบลเยี่ยม เพราะป่วยด้วยโรคชราและทนอากาศร้อนไม่ไหว กลับไปอยู่ได้สองสามปีก็ถึงอสัญกรรม บุตรชายของท่านสองคนยังรับราชการช่วยไทยต่อมา คือคนโตมีความสามารถเหมือนบิดา เป็นขุนนางชั้นบารอนของเบลเยี่ยม เป็นผู้พิพากษาของเมืองไทยในศาลต่างประเทศ ณ กรุงเฮก  คนที่สองเป็นกงสุลเยเนราลไทย ณ กรุงบรัสเซลส์


------------------------------
ข้อสังเกต : การที่กระทรวงต่างประเทศของไทยต้องจ้างชาวต่างประเทศเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายนานาประเทศนั้น มีความจำเป็นและเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะเวลานั้นประเทศไทยต้องเกี่ยวข้องและทำสัญญาต่างๆ กับต่างประเทศเป็นอันมาก และเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ มีความสำคัญต่อเอกราชของไทย ดังที่ทราบกันดีแล้วจากประวัติศาสตร์ เพราะเวลานั้นไทยเรายังไม่มีผู้ใดที่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่างประเทศและการต่างประเทศมากนัก เพื่อให้นโยบายการต่างประเทศดำเนินไปอย่างรอบคอบจึงจำเป็นต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3454


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 14 สิงหาคม 2562 13:16:55 »




กาแฟโบราณ

น้ำชากาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่นิยมกินกันมานาน จนแทบไม่รู้ว่าน้ำชากับกาแฟอะไรมาก่อน

ร้านน้ำชาในสามสี่จังหวัดภาคใต้ ก็ไม่แยกขาย “ชาร้อน” หรือ “กาแฟร้อน” บางร้านถ้าร้องสั่ง “ฉ่งซำ” ก็จะได้ทั้งชาและกาแฟร้อนผสมกันในแก้วเดียว

ส.พลายน้อยเล่าไว้ในหนังสือ “เรื่องข้างสำรับ” (สำนักพิมพ์พิมพ์คำ พ.ศ.๒๕๕๙) ว่า คนไทยเพิ่งรู้จักกาแฟในสมัยรัชกาลที่ ๓

รัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่สนใจเรื่องกาแฟ โปรดให้ข้าราชการน้อยใหญ่ปลูกต้นกาแฟบริเวณวัดราชประดิษฐ์ฯ ด้านตะวันออกของพระบรมมหาราชวังก็เคยเป็นสวนกาแฟมาก่อน  ทางฝั่งธนบุรีมีสวนกาแฟใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิษฐ์ บุนนาค) ขึ้นหน้าขึ้นตาถึงขั้นรับแขกเมืองอย่างเซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง ในสมัยรัชกาลที่ ๔

แต่คนไทยสมัยนั้นยังไม่เรียกกาแฟ เรียกกะแฝ่บ้าง เข้าแฝ่บ้าง กาแฝ่บ้าง

ฝรั่งนั้นเป็นต้นเล่าตำนานกำเนิดกาแฟว่า สมัยหนึ่งนานมาแล้ว พระอียิปต์ที่อพยพเข้าไปในอบิสสิเนีย สังเกตเห็นแพะที่เลี้ยงไว้ยืนลืมตาไม่เป็นอันหลับนอน ก็เฝ้าดูจนเห็นว่ามันไปกินใบไม้อย่างหนึ่งเข้าไป

พระลองรับประทานพืชต้นนั้นบ้าง ซึ่งก็คือกาแฟ ผลก็คือนอนไม่หลับเหมือนกัน

มีเรื่องหนึ่งเล่าว่า พวกนักปราชญ์กับพวกนักบวชในอาระเบียน เก็บเอากาแฟมาชงกินแบบชา (แสดงว่าชากินกันมาก่อนกาแฟ) ต่อมาพวกเปอร์เซียรู้จักเก็บเมล็ดกาแฟมาคั่ว ทำให้มีกลิ่นหอม เมื่อราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ กาแฟจึงได้รับความนิยม  

อาระเบียนเป็นประเทศแรกที่มีร้านกาแฟ มีคนนิยมไปนั่งจิบกันไป คุยกันไป  เรื่องคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง ร้านกาแฟก็กลายเป็นสภากาแฟที่สุมหัวนินทาผู้มีอำนาจ พวกที่ถูกรุมนินทาจึงรวมหัวกันกำจัดโดยอ้างว่าผิดวินัยบัญญัติของพระศาสนา  เมืองเมกกะถูกบันทึกว่าเป็นเมืองที่สั่งให้ปิดร้านกาแฟเป็นแห่งแรกของโลก เมื่อปี ค.ศ.๑๕๑๑     กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ก็มีสภากาแฟ ผลก็คือถูกสั่งปิดเมื่อ ค.ศ.๑๕๓๔  กรุงสแตนติโนเปิล ประเทศอิตาลี สั่งปิดร้านกาแฟเมื่อปี ๑๕๓๔  ถึงตอนนั้นร้านกาแฟก็ยิ่งแพร่หลาย

ในประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ มีกาแฟในงานพระราชทานเลี้ยงของพระราชสำนัก  ในอังกฤษ พระเจ้าชาลส์ที่ ๒ ทรงปรึกษาผู้พิพากษาหาทางสั่งปิดร้านกาแฟ แต่ปิดไม่ได้ ยิ่งสั่งปิดร้านกาแฟยิ่งเพิ่ม...อ่านประวัติกาแฟในสมัยโบราณ ก็ได้บทเรียนคือ “ยิ่งปิดก็ยิ่งเพิ่ม ยิ่งห้ามยิ่งยุุ”


คัดย่อจากบทความ “กาแฟโบราณ” คอลัมน์ชักธงรบ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒

บรรยากาศร้านกาแฟโบราณ ข้างศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ - เจ้าแม่ทับทิม
อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ (๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๒)









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 สิงหาคม 2562 13:23:17 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.301 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page วานนี้