[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
14 ธันวาคม 2562 21:14:23 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ญาณสังวรธรรม (เทศนาพิเศษ) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  (อ่าน 1946 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3529


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 31 ตุลาคม 2562 11:55:07 »




ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------

โอฆตรณกถา*
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
สทฺธาย ตรติ โอฆํ       อปฺปมาเทน อณฺณวํ
วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ ปญฺญาย ปริสุชฺฌตีติ

บัดนี้ จักรับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนาฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี อนุรูปพระราชกุศล ๕๐ วัน พระราชทานที่ศพ พลตรี หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล ตามทางพระพุทธศาสนา

หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ ได้ทรงมีประวัติราชการอันงดงาม เพราะได้ทรงได้รับความอบรมมาเป็นอันดีตั้งแต่ในเบื้องต้น ทรงสำเร็จการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วก็ได้ทรงกลับเข้ามารับราชการฉลองพระเดชพระคุณ ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งราชการที่สำคัญทั้งในทางราชการประจำ ทั้งในคณะรัฐบาล มีพระเกียรติปรากฏทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความที่ทรงเจริญด้วยความรู้ความสามารถและหน้าที่ราชการทั้งปวงนำให้ทรงมีพระเกียติประวัติอันดีเช่นนี้ กล่าวได้ว่าเพราะทรงดำรงอยู่ในธรรมะของราชตระกูลเทวกุล ตามพระราชนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการว่า “อย่าเลินเล่อเผลองงหลงใหล มีทั้งอายทั้งกลัวความชั่วช้า รักษามั่นความดีที่สุกใส สงบอย่างผู้เลิศในโลกไซร้ ท่านกล่าวไว้นี้คือ เทวธรรม”  ธรรมะตามพระนิพนธ์นี้ก็เป็นธรรมะในพระพุทธศาสนานั้นเอง จึงกล่าวได้ว่าสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ สืบมาถึงพระโอรสธิดา ได้ทรงมีธรรมะในพระพุทธศาสนา มีศรัทธาเป็นต้น  ฉะนั้น จะถวายวิสัชนายกธรรมะ ๔ ข้อ คือ ศรัทธา ๑ อัปปมาท ๑ วิริยะ ๑ ปัญญา ๑  ตามพระพุทธนิพนธ์ภาษิตบทอุเทศว่า สทฺธาย ตรติ โอฆํ เป็นต้น แปลความว่า ย่อมข้ามโอฆะ (ห้วงน้ำ) ได้ด้วยศรัทธา ย่อมข้ามอัณณพ (น้ำลึก) ได้ด้วยอัปปมาท ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา ดั่งนี้

ข้อแรก ย่อมข้ามโอฆะ (ห้วงน้ำ) ได้ด้วยศรัทธา มีอธิบายว่า ศรัทธาได้แก่ ความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ ในบุคคลที่ควรเชื่อ สิ่งที่ควรเชื่อนั้น คือสิ่งที่เป็นความจริงและเป็นประโยชน์ตามที่ต้องการ ในทางคดีโลกก็เช่นเรื่องที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทางการศึกษา การอาชีพ ทางความประพฤติตน ตลอดถึงเรื่องทั้งปวงที่มีผู้มาบอกกล่าวชักชวนที่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญน้อยหรือมาก ตามแต่ที่จะเกิดคุณหรือโทษน้อยหรือมาก เพราะบางเรื่องที่ไม่ควรเชื่อ เมื่อไปเชื่อเข้าก็ให้เกิดโทษได้มากมาย ในทางที่ตรงกันข้ามคือเรื่องที่ควรเชื่อ เมื่อมีความเชื่อในเรื่องเช่นนี้ก็ให้เกิดคุณเป็นอันมาก เช่นความเชื่อที่เป็นเหตุให้เลือกการศึกษาที่ถูกต้อง การอาชีพที่ถูกต้อง ความประพฤติตนที่ถูกต้อง ตลอดถึงเรื่องเลือกคบบุคคลที่ถูกต้อง ในทางคดีธรรม เรื่องที่ควรเชื่อนั้นก็ได้แก่ กรรม ผลของกรรม ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในข้อท้ายนี้เป็นศรัทธาในบุคคลที่ควรเชื่ออันจำเป็นจะต้องมี เพราะทุกๆ คนในเบื้องต้นจำเป็นจะต้องมีความเชื่อในบุคคลที่ควรเชื่อ เช่นเชื่อคำสั่งสอนของมารดาบิดา เชื่อคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ เชื่อการปกครองของพระมหากษัตริย์ คือเชื่อฟังกฎหมายบ้านเมือง ตลอดถึงเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผู้พระบรมศาสดา ทั้งนี้จะต้องเชื่อความรู้ไม่ดูหมิ่นความรู้ของบุคคลเหล่านี้ เช่นบุตรธิดาเชื่อความรู้ของบิดามารดาไม่หมิ่นความรู้ของท่าน จึงจะทำให้เกิดความเชื่อฟังโอวาทของท่านไม่เห็นว่าท่านเป็นคนล้าสมัยไม่มีความรู้อะไร พิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าทุกๆ คนจำต้องเรียนความรู้ของบุคคลอื่นอยู่เป็นอันมาก ตำรับตำราทั้งหลายที่เล่าเรียนกันก็เป็นความรู้ของคนอื่นทั้งนั้นที่ได้ค้นคว้าเรียบเรียงเอาไว้ ความรู้ที่เป็นของตนเองจริงๆ นั้นหมายถึงว่าที่ตนเองคิดขึ้นมาได้ใหม่จริงๆ น่าจะมีน้อยมาก ฉะนั้นผู้ที่มีสติจึงไม่อวดดีดื้อดึง ย่อมเคารพเชื่อฟังในบุคคลที่ควรเชื่อฟังทั้งหลายดังเช่นที่กล่าวมาข้างต้น ศรัทธาคือความเชื่อที่ถูกต้องย่อมเป็นเหตุให้ข้ามโอฆะคือห้วงน้ำได้ คำว่าโอฆะคือห้วงน้ำนี้โดยตรงหมายถึงห้วงน้ำที่ไหลบ่ามาท่วมบ้านเรือน ดังเช่นในคราวน้ำท่วมหมายถึงอารมณ์วู่วามที่เกิดขึ้นในจิตใจ อันก่อให้เกิดปรารถนาต้องการตลอดถึงความโลภ โกรธ หลง อย่างวู่วาม เป็นเหตุให้เกิดความดื้อดึงไม่เชื่อฟังในสิ่งที่ควรเชื่อในบุคคลที่ควรเชื่อ ห้วงน้ำชนิดนี้สามารถพัดพาบุคคลให้ประสบความวิบัติเป็นอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่าห้วงน้ำภายนอก แต่ถ้ามีศรัทธาคือความเชื่อที่ตั้งมั่นอยู่ในสิ่งที่ควรเชื่อในบุคคลที่ควรเชื่อดังกล่าวแล้ว ย่อมจะเอาชนะห้วงน้ำในจิตใจของตนได้ คือจะไม่ประพฤติไปตามอำนาจของอารมณ์และกิเลสที่วู่วามนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นผู้ข้ามพ้นอันตรายมีความสวัสดี ฉะนั้น จึงได้มีพระพุทธนิพนธ์ตรัสไว้ว่า ย่อมข้ามโอฆะ คือห้วงน้ำได้ด้วยศรัทธา ดั่งนี้

ศรัทธาคือความเชื่อดั่งนี้ย่อมนำให้เกิดสติ อีกอย่างหนึ่งศรัทธาอย่างนั้นจะมีขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยมีสติคือความระลึกและความรู้ตัว สตินี้แหละเป็นความไม่ประมาท คือความไม่มัวเมาเลินเล่อเผลอเพลิน ซึ่งได้มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้เป็นข้อที่ ๒ ว่าย่อมข้ามอัณณพ (น้ำลึก) ได้ด้วยอัปปมาท คือความไม่ประมาท ความไม่ประมาทคือความไม่มัวเมาเลินเล่อเผลอเพลินดังกล่าว จำต้องประกอบด้วยสติ ท่านจึงอธิบายความไม่ประมาทไว้ว่า คือความไม่อยู่ปราศจากสติ อันสิ่งที่เป็นเหตุทำให้เผลอสติหรือเสียสตินั้นย่อมมีอยู่เป็นอันมาก อันได้แก่อารมณ์คือเรื่องทั้งหลาย อันเป็นเรื่องที่ชวนให้ยินดีตื่นเต้นลุ่มหลง เช่นลาภยศสรรเสริญสุขก็มี อันเป็นเรื่องที่ชวนให้ยินร้ายเสียใจ เช่นความเสื่อมลาภเสื่อมยศนินทาทุกข์ก็มี ทั้งบุคคลสามัญย่อมมีกิเลสต่างๆ ฝังลึกประจำอยู่ในจิตใจ จึงเปรียบได้กับอัณณพ คือน้ำลึกเช่นทะเลหรือมหาสมุทรอันลึกซึ่งมีคลื่นลมจัด ทุกๆ คนย่อมดำเนินชีวิตผ่านกิเลสและอารมณ์ทั้งหลายเหมือนอย่างโดยสารเรือข้ามมหาสมุทรที่ประกอบด้วยคลื่นลมจัด ถ้าเรือเล็กไปหรือประคองลำเรือไม่ดีย่อมจะอับปางเป็นอันตรายในท่ามกลางมหาสมุทร กระแสชีวิตของบุคคลก็ฉันนั้น ถ้าเป็นผู้ประมาทมัวเมาเลินเล่อเผลอเพลินมีสติรักษาตนไม่เพียงพอก็จะต้องประสบวิบัติเป็นอันตราย พระบรมศาสดาตรัสสอนให้ทำความไม่ประมาทในที่ ๔ สถานคือ ๑ ในการละกายทุจริต ประพฤติกายสุจริต ๒ ในการละวจีทุจริต ประพฤติวจีสุจริต ๓ ในการละมโนทุจริต ประพฤติมโนสุจริต ๔ ในการละความเห็นผิด ทำความเห็นให้ถูก อีกอย่างหนึ่ง ๑ ระวังใจไม่ให้กำหนดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ๒ ระวังใจไม่ให้ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ๓ ระวังใจไม่ให้หลงใหลในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ๔ ระวังใจไม่ให้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ทั้งนี้ต้องอาศัยความมีสติเป็นเพื่อรักษาตัวอยู่เสมอ จึงไม่สามารถข้ามพ้นอัณณพคือน้ำลึกหมายถึงทะเลแห่งชีวิตซึ่งประกอบด้วยคลื่นลมขึ้นลงสูงต่ำอยู่เสมอ มีความสวัสดีตลอดไปได้ จึงได้มีพระพุทธนิพนธ์ตรัสไว้ว่า ย่อมข้ามอัณณพคือทะเลลึกได้ด้วยความไม่ประมาท ดั่งนี้

ความไม่ประมาทย่อมนำให้เกิดความเพียรเป็นเหตุให้พ้นความทุกข์ได้ จึงได้มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้เป็นข้อที่ ๓ ว่า ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ความเพียรนั้นหมายถึงความพากเพียรพยายามละการที่ควรละ ประกอบกระทำการที่ควรประกอบกระทำ มีฉันทะคือความพอใจใคร่จะทำ มีวิริยะคือความกล้าที่จะทำ มีจิตตะคือความเอาใจใส่ไม่ทอดธุระในการที่ทำ มีวิมังสาคือความใคร่ครวญพิจารณาในการทำให้รอบคอบถูกต้อง วิริยะคือความเพียรนี้เป็นธรรมะที่ก่อให้เกิดการกระทำขึ้น ความสำเร็จของกิจการทั้งหลายย่อมเกิดจากการกระทำ แต่ทั้งนี้ก็ต้องหมายความว่าต้องเว้นจากการที่ไม่ควรกระทำด้วย เพราะถ้าไปทำการที่ไม่ควรกระทำ ส่วนการที่ควรกระทำกลับไม่ทำย่อมไม่เกิดผลดีแต่กลับเกิดผลร้าย  ฉะนั้น เพื่อควบคุมความหมายให้สมบูรณ์จึงได้มีอธิบายความเพียรเป็น ๒ สถาน (เพียรละและเพียรทำ) ดังกล่าวแล้ว แลพึงเข้าใจว่าในการละนั้นก็ไม่ใช่ของง่ายนัก เช่นเมื่อมีความอยากแรงกล้าจะทำอะไร แม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่ก็ยากที่จะหักห้ามใจได้ ขณะที่โกรธขึ้นมาอยากจะว่าร้ายทำร้ายต่อคนที่โกรธ ก็ยากที่จะห้ามใจได้ เพราะฉะนั้น คนเราจึงต้องทำความชั่ว ความผิดต่างๆ แต่ความดีนั้นกลับยากที่จะกระทำ ความเพียรจึงต้องใช้โดยตรงก็คือเพียรข่มใจตนเองไม่ให้ผลุนผลันทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ และเพียรยกใจตนเองจากความเกียจคร้านให้ทำให้สิ่งที่ควรทำโดยมีศรัทธาและความไม่ประมาทดังกล่าวมาแล้วโดยลำดับนั้นแหละเป็นเครื่องช่วยสนับสนุน อีกอย่างหนึ่ง พึงทำความเข้าใจว่า ๒ ข้อข้างต้นนั้นมาปรากฏเป็นการกระทำขึ้นในข้อนี้  ฉะนั้น ข้อนี้จึงเป็นข้อสำคัญในด้านการกระทำ ซึ่งมี ๒ ข้อข้างต้นสนับสนุน ถ้าปราศจาก ๒ ข้อข้างต้นเสียแล้ว ความเพียรชอบคือละการที่ควรละทำการที่ควรทำจะเกิดขึ้นมาไม่ได้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ความเพียรควรเร่งรีบทำในวันนี้ทีเดียว ใครเล่าจะรู้ว่า ความตายจะมาต่อวันพรุ่งนี้ และว่า ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย ก็เพื่อให้รีบเร่งกระทำความเพียรทันเวลาทันท่วงที ก็จะสามารถล่วงพ้นความทุกข์ประสบความสุขได้โดยลำดับ อันความทุกข์เดือดร้อนต่างๆ ที่เกิดจากการข้ามห้วงน้ำหรือทะเลลึกแห่งชีวิตก็เพราะขาดความเพียรชอบนี้เอง หรือจะกล่าวว่าเพราะขาดศรัทธาในข้อ ๑ ขาดความไม่ประมาทในข้อ ๒ ก็ได้ ทั้ง ๓ ข้อ ย่อมส่องความถึงกัน อีกอย่างหนึ่ง การใช้ความเพียรในทางที่ผิดไม่เรียกว่าความเพียร ในที่นี้ ความเพียรชอบเท่านั้นที่มุ่งหมายในที่นี้เพราะเป็นเหตุให้ล่วงความทุกข์ได้ จึงได้มีพระพุทธนิพนธ์ตรัสไว้ว่า ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ดั่งนี้

อันความเพียรชอบนั้น มีอยู่ข้อหนึ่งที่สำคัญก็คือเพียรอบรมปัญญาให้บังเกิดขึ้นเพราะบุคคลจะบรรลุถึงความบริสุทธิ์ได้ก็ด้วยปัญญา ดังพระพุทธโอวาทข้อที่ ๔ ว่าย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา ปัญญาคือความรู้ทั่วถึง สัจจะคือความจริงตามเหตุผล หรือความรู้ทั่วถึงเหตุผลตามความเป็นจริงเกิดขึ้นจาก ๑. สุตะคือการสดับฟังได้แก่การเรียนอาศัยตาหูเป็นต้น ๒. จินตาความพินิจพิจารณา ๓. ภาวนาความอบรมให้มีขึ้น ให้เป็นขึ้น ทุกๆ คนจำเป็นต้องอบรมปัญญาด้วยวิธีดังกล่าว ทั้งในทางคดีโลกทั้งในทางคดีธรรม สำหรับในทางคดีโลกนั้นก็เพื่อประกอบอาชีพละเพื่อประโยชน์ที่ต้องการต่างๆ ส่วนในทางคดีธรรมก็เพื่อรู้จักบาปบุญคุณโทษประโยชน์มิใช่ประโยชน์ และเพื่อรู้ในอริยสัจเพื่อกำจัดกิเลสและกองทุกข์ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันเครื่องเศร้าหมองที่ตรงกันข้ามกับความบริสุทธิ์ของบุคคลนั้น ในพระพุทธศาสนาเรียกว่ากิเลส แปลว่าเครื่องเศร้าหมอง กิเลสทางจิตใจเช่นความดิ้นรนปรารถนา ความโลภโกรธหลงอันเป็นอกุศลมูลคือมูลเหตุอกุศลต่างๆ กิเลสทางกรรมดังที่เรียกว่ากรรมกิเลส มีการฆ่าเขาการลักของเขารวมเรียกว่าทุจริตต่างๆ พิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่าเป็นเครื่องเศร้าหมองจริงๆ เพราะบุคคลผู้มีจิตใจประกอบด้วยกิเลสเหล่านี้ทั้งมีกรรมเป็นกรรมกิเลสดังกล่าวย่อมมีจิตใจเศร้าหมอง มีหน้าตาเศร้าหมองไม่ผ่องใส ทั้งเมื่อต้องประสบทุกข์ต่างๆ อันเป็นผลของกิเลสก็ยิ่งเศร้าหมองมากขึ้นอีก วิธีกำจัดเครื่องเศร้าหมองเหล่านี้เมื่อกล่าวโดยสรุปก็พึงกำจัดได้ด้วยศีลสมาธิและปัญญา เพราะว่าศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบดังจะเรียกว่ากรรมกิเลสก็ได้ เพราะเมื่อมีศีลก็จะเว้นจากกรรมกิเลสทั้งปวงได้ สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลางที่เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจ ดังที่เรียกว่านิวรณ์คือเครื่องกั้นจิตไว้ไม่ให้บรรลุความดี ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียดที่นอนจมหมักหมมอยู่ในจิต

อนึ่ง ท่านแสดงว่า ปัญญาเป็นเครื่องละได้เป็นอย่างดี พิจารณาดูก็จะพึงเห็นได้ว่ากิเลสนั้นเกิดขึ้นในจิตเพราะจิตประกอบด้วยโมหะคือความหลง หรืออวิชชาคือความไม่รู้ในสัจธรรม  ฉะนั้น เพื่ออบรมจิตให้เกิดปัญญาคือความรู้จริงขึ้น อวิชชาและโมหะหายไป กิเลสก็จะตกไปจากจิตไม่ตั้งอยู่ได้ เหมือนอย่างการคบคนโกงทรยศด้วยเข้าใจว่าเป็นมิตรแท้ก็ด้วยโมหะคือความหลงเข้าใจผิด เมื่อมีปัญญาคือความรู้จริงขึ้นว่าผู้นี้เป็นเช่นนี้ ก็จะเลิกคบเป็นมิตรแท้ทันที การให้ปัญญาคือความรู้แก่จิตใจจึงเป็นข้อสำคัญในการละเครื่องเศร้าหมองทางจิตใจทั้งปวง ทั้งนี้จะมีขึ้นได้ก็ด้วยอาศัยการอบรมปัญญาในธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งปฏิบัติอบรมจิตใจตามพระธรรมคำสั่งสอน ก็จะได้ปัญญาเห็นธรรมขึ้นโดยลำดับ เป็นเครื่องละเครื่องเศร้าหมองไปโดยลำดับ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะบรรลุถึงความบริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมองไปโดยลำดับจนถึงบริสุทธิ์สิ้นเชิง จึงได้มีพระพุทธนิพนธ์ตรัสไว้เป็นข้อที่ครบ ๔ ว่า ย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญาดังนี้ แม้การอบรมปัญญาในข้อที่ ๔ นี้ ก็พึงทราบว่าต้องมีธรรมใน ๓ ข้อข้างต้นสนับสนุน คือต้องมีศรัทธามีความไม่ประมาทและมีความเพียร อบรมศีลสมาธิปัญญาให้เกิดขึ้นเป็นมรรคสมังคีคือความพร้อมเพรียงกันแห่งองค์มรรคอันหมายถึงการปฏิบัติร่วมกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวและความบรรลุถึงความบริสุทธิ์นั้นก็หมายความว่าเป็นการข้ามโอฆะ คือห้วงน้ำข้ามอัณณพคือทะเลลึก เป็นการล่วงทุกข์ได้ด้วยประการฉะนี้

หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงศ์ เทวกุล ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจต่างๆ มาด้วยดีโดยลำดับจนถึงที่สุดกล่าวได้ว่าเพราะทรงปฏิบัติพระองค์อยู่ในทางแห่งพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีศรัทธาเป็นต้นดังที่ได้รับพระราชทานถวายวิสัชนามา

ขออำนาจพระราชกุศลทักษิณานุปทานพระราชทานที่ศพหม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงศ์ เทวกุล ทั้งนี้ จงเป็นผลสัมฤทธิ์วิบากสมบัติสมดังที่ได้มีพระมหากรุณาพระราชทานอุทิศหม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงศ์ เทวกุล โดยฐานะนิยม

ในอวสานแห่งพระธรรมเทศนานี้พระสงฆ์ทั้ง ๔ รูปจะได้รับพระราชทานสวดคาถาธรรมบรรยายโดยสรภัญญะวิธีเพิ่มพูลอัปปมาทธรรมสืบต่อไป

ถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา ยุติลง เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ขอถวายพระพร


* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ในการพระราชกุศล ๕๐ วัน พระราชทานที่ศพ พลตรี ม.จ.ปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๑๓
บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า:  1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
อานาปานสติ 4.2 ขั้นธัมมานุปัสสนา นัย ๒ โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
เสียงธรรมเทศนา
自由人 0 909 กระทู้ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2556 16:03:36
โดย 自由人
อานาปานสติ 4.1 ขั้นธัมมานุปัสสนา นัย ๑ โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
เสียงธรรมเทศนา
自由人 0 921 กระทู้ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2556 16:05:55
โดย 自由人
อานาปานสติ 3 ขั้นจิตตานุปัสสนา โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
เสียงธรรมเทศนา
自由人 0 840 กระทู้ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2556 16:12:40
โดย 自由人
อานาปานสติ 2 ขั้นเวทนานุปัสสนา โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
เสียงธรรมเทศนา
自由人 0 758 กระทู้ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2556 16:14:45
โดย 自由人
อานาปานสติ 1 ขั้นกายานุปัสสนา โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
เสียงธรรมเทศนา
自由人 0 895 กระทู้ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2556 16:16:36
โดย 自由人
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.21 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 05 พฤศจิกายน 2562 20:32:22