[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
13 พฤศจิกายน 2562 21:18:25 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผีกระสือ - ผีกระหัง  (อ่าน 556 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3507


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2562 16:12:30 »




กระสือ

กระสือ เป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นผีที่เข้าสิงคนเพศหญิง โดยมากมักเป็นหญิงแก่ ชอบกินของโสโครกหรือของสดคาว เช่นเดียวกับกระหัง กลางวันจะมีลักษณะร่างกายเหมือนคนทั่วไป แต่มีพฤติกรรมหรืออาการแปลกๆ ผิดปกติ เช่น ไม่ชอบสบตาคน ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว บ้างก็ไม่ชอบแสงสว่าง

กระสือเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใดไม่เป็นที่ทราบ  คนในสมัยโบราณมักจะเรียกว่า "ผีลากไส้” และต่อมาก็เรียกว่า “กระสือ” หรือ “ผีกระสือ” บางพื้นถิ่นเรียกว่า ผีปอบหรือผีโพง

กระสือเกิดจากผู้ที่มีนิสัยโลภ โทสะ ชอบกดขี่ข่มเหงและขูดรีดชาวบ้าน รับสินบน ทำผิดศีลค่อนข้างมาก แล้วได้ทำการบูชาไสยศาสตร์มนต์ดำ(เดรัจฉานวิชา) แต่เกิดทำผิดข้อห้าม ด้วยอำนาจแรงกรรม วิญญาณภูต ผี ปีศาจที่ตนเลี้ยงไว้ก็ได้หลุดแล้วเข้าตัวของคนนั้น วิญญาณบรมครูก็เลยลงโทษ จนกลายเป็นกระสือไปในที่สุด บ้างก็กล่าวว่าเกิดจากกรรมชั่วเก่าๆ ที่ทำไว้เมื่อชาติที่แล้ว

เสถียรโกเศศเล่าว่า ผีกระสือมักออกหากินตอนดึก และไปแต่หัวกับตับไตไส้พุง ส่วนร่างกายทิ้งไว้ที่บ้าน เวลาไปจะเห็นเป็นดวงไฟดวงโต เป็นแสงเขียวเรืองวาบๆ ผีกระสือมักจะมาตอนที่มีคนคลอดลูกเพราะได้กลิ่นคาวของเลือด และเข้าสิงกินหญิงที่คลอดลูกหรือทารกที่คลอด  

ในสมัยก่อน เมื่อบ้านไหนมีคนคลอดลูก กลิ่นสดคาวของเลือดจะชักนำให้ผีกระสือมาและกินตับไตไส้พุงของหญิงที่คลอดลูกหรือของทารกที่คลอดนั้น เหตุนี้ชาวบ้านจึงมักจะเอาหนามพุทราสะไว้ที่ใต้ถุนเรือนตรงที่มีร่อง ผีกระสือกลัวหนามพุทราจะเกี่ยวลำไส้ จะไม่กล้าผ่านเข้ามา เชื่อกันว่าผีกระสือชอบกินอุจจาระและของสกปรกอื่นๆ กินแล้วเช็ดปากตามผ้าที่มีคนตากไว้ คนสมัยก่อนจึงห้ามตากผ้ากลางคืน  ผ้าที่ถูกกระสือเช็ดจะมีรอยเปื้อนเป็นดวงๆ ถ้านำผ้านั้นไปต้ม ผีกระสือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนปากจนทนไม่ไหว และจะต้องมาขอร้องไม่ให้ต้มผ้านั้นต่อไป

ในการสืบทอดเชื้อสายนั้น เชื่อกันว่าผีกระสือจวนจะตาย จะคายน้ำลายใส่ปากลูกหลานคนใดคนหนึ่งไว้ เมื่อถ่ายน้ำลายให้ลูกหลานแล้วจึงจะตายได้  คนไทยยังเชื่อกันอีกว่า กล้วยที่แกนทั้งเครือเป็นเพราะถูกผีกระสือดูด มีสำนวนเปรียบเทียบผู้ที่มีร่างกายผมแห้งมากๆ ว่า “ผอมเหมือนผีกระสือดูด” และเรียกคนที่ตะกละกินว่า “ตะกละเหมือนผีกระสือ

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่ามีว่านชนิดหนึ่งเรียกว่า “ว่านกระสือ” มีต้นและหัวคล้ายขมิ้นอ้อย มีสีขาว ฉุนร้อน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกล่าวถึงตำรากบิลว่าน ว่า เมื่อหัวแก่มีธาตุปรอทลงกิน มีพรายแสงเรืองในเวลากลางคืน มีสรรพคุณอยู่คง ชอบเที่ยวหากินสิ่งโสโครกและเข้าสิงกินคน และบอกชื่อเจ้าของว่านที่ปลูกว่าเป็นตัวกระสือทำให้ขายหน้าและทำให้ว่านนี้ไม่เป็นที่นิยมปลูกกัน

คำว่า “กระสือ” ยังนำไปใช้เรียกหนอนชนิดหนึ่งว่า “หนอนกระสือ” หมายถึง หนอนซึ่งเป็นตัวอ่อนของหิ่งห้อยตัวเมีย เป็นหนอนที่ไม่มีปีก ชอบคลานไปตามพื้นดินและอยู่ในที่ชื้นแฉะตามป่า ออกหากินในเวลากลางคืน ที่ได้ชื่อเช่นนี้เนื่องจากมีสีแสงสีเขียวเรืองออกมาจากตัว

การปราบกระสือนั้น ไม่สามารถไล่ผีที่มาสิงสู่ออกจากร่างเหยื่อได้ ว่ากันว่าวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคนๆ นั้น ซึ่งสังเกตได้ว่าเป็นการหยั่งลึกในขั้นที่วิญญาณ (กายทิพย์) สามารถบังคับให้ร่างกาย (กายหยาบ) ของผู้ถูกสิงนั้นอยู่ในสภาพที่วิปลาสผิดธรรมชาติได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นการถอดหัวและอวัยวะภายในให้หลุดออกมาจากร่างกาย รวมถึงการลอยตัวอยู่ในอากาศ ฉะนั้น ร่างกายของคนๆนั้นเมื่อถูกวิญญาณร้ายบังคับให้ทำในสิ่งที่หากมนุษย์ธรรมดาทำแล้วเสียชีวิต ก็เท่ากับว่ากายนั้นเป็นร่างกายที่ไร้สิ้นซึ่งความเป็นมนุษย์ เป็นร่างกายที่เสียหายและยังคงมีชีวิตอยู่ได้โดยอำนาจของวิญญาณภูติกระสือที่อยู่ในร่างเท่านั้น ถึงแม้กระสือจะถูกไล่ออกจากร่างไป แต่ร่างกายนั้นก็ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างคนปกติ ดังนั้นการปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคนๆ นั้นไปด้วยเลย บางท้องที่เล่าว่ากระสือชราเมื่อมีการถ่ายทอดความเป็นกระสือสู่ลูกหลานรุ่นต่อไปแล้ว ตนเองจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นานก่อนจะเสียชีวิตในสภาพที่หัวกับอวัยวะภายในหลุดออกมาจากตัว ซึ่งเป็นผลพวงจากการถูกวิญญาณร้ายบังคับให้แยกออกไปหากินเมื่อครั้งยังมีกระสืออยู่ในร่าง เมื่อถ่ายทอดกระสือออกจากร่างไปแล้ว หัวกับตัวก็จะไม่สามารถต่อติดเชื่อมกันอีกต่อไป





กระหัง

กระหัง หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า กระหาง เป็นผีอีกชนิดหนึ่ง  เป็นผีผู้ชาย คู่กับผีกระสือ ซึ่งเป็นผู้หญิง เชื่อกันว่าเป็นผีที่เข้าสิงผู้ชาย โดยเฉพาะคนที่เรียนวิชาคมหรือเล่นไสยศาสตร์ เมื่ออาคมแกร่งกล้าหรือผิดครู ไม่สามารถควบคุมได้ก็จะเข้าตัว กลายเป็นผีกระหัง  เสถียรโกเศศเล่าว่าผู้ที่เป็นกระหังจะมีหางสั้นๆ ที่ก้นและจะคอยระวังไม่ให้ใครมาลูบก้น  ชอบกินของโสโครกหรือของสดคาวเช่นเดียวกับกระสือ

กระหังนั้นยามกลางวันก็จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมผู้คนในสังคม แต่ตกกลางคืนมันจะกลับกลายร่างเดิมของมันเต็มตัว ชอบไปไหนๆ ในเวลากลางคืน ใช้กระด้งต่างปีก สากตำข้าวต่างขา และสากกะเบือต่างหาง   คติความเชื่อของคนไทยเรื่องผีกระหังมีมานานแล้ว แต่เมื่อใดไม่เป็นที่ทราบ  

ความเชื่อเรื่องผีกระสือ ผีกระหัง มีปรากฏในบทละครนอกเรื่อง มณีพิชัย บรรยายเหตุการณ์พระนางจันทร พระมารดาของมณีพิชัย ไม่ชอบนางยอพระกลิ่นลูกสะใภ้ ซึ่งมณีพิชัยได้เดินทางเข้าป่าแล้วเต่งตั้งให้นางเป็นมเหสี อยากให้โอรสได้อภิเษกสมรสกับธิดาเจ้าเมืองจีนที่มั่งคั่ง จึงวางแผนใส่ร้ายป้ายสียอพระกลิ่น จึงฆ่าแมวแล้วเอาหางแมวเหน็บไว้ที่มวยผมแล้วเอาเลือดแมวป้ายปากไว้ที่นางยอพระกลิ่น และนำซากแมวไปฝังแล้วปลุกนางกำนัล แกล้งเล่าว่ามีคนรูปร่างสวยงาม ไม่ทราบว่าเป็นผีกระสือหรือผีกระหังมากินแมว พอจะจับมันก็กระโจนหนีไป จนยอพระกลิ่นต้องโทษประหาร สั่งให้จับยอพระกลิ่นใส่หีบไปฝัง ดังนี้


              ครั้นฝังศพแมวแล้วมิช้า           ก็กลับมาปราสาทสุกใส
              ปลุกนางสาวสวรรค์กำนัลใน     เล่าไถลตอแหลกระแตวับ
              เมื่อตะกี้กระสือหรือกระหาง          . รูปร่างรื่นรวยสวยสรรพ
              ขึ้นมากินแมวด่างข้างสำรับ     เราจะจับมันก็โจนเผ่นโผนไป



อ้างอิง
- หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง, มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์  
- //housenumber13.weebly.com
- //th.wikipedia.org
- //broadcastthai.com
ภาพประกอบ
- หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง, มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์  

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 กุมภาพันธ์ 2562 16:21:53 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
โผล่อีก ดวงไฟปริศนา ที่แปดริ้ว ชาวแปดริ้วเชื่อเป็น ผีกระสือ
ร้อยภูติ พันวิญญาณ
▄︻┻┳═一 0 1487 กระทู้ล่าสุด 11 มกราคม 2554 22:10:49
โดย ▄︻┻┳═一
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.272 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page วานนี้