[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
16 มิถุนายน 2567 16:33:40 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิทานสอนใจ : อดีตชาติของ "พระโลสกติสสะ" ผู้ทำบาปต่อคนดี  (อ่าน 3836 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
sithiphong
ชมรมพระวังหน้า
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +7/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 918


ชมรมพระวังหน้า

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 02 พฤษภาคม 2553 21:59:11 »

นิทานสอนใจ : อดีตชาติของ "พระโลสกติสสะ" ผู้ทำบาปต่อคนดี
Life & Family - Manager Online


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
2 พฤษภาคม 2553 09:56 น.
 
 
ในอดีตกาล สมัยศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสป ภิกษุรูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในวัดหมู่บ้านหนึ่ง ท่านเป็นผู้มีศีล สงบเสงี่ยม เรียบร้อย หมั่นบำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนาอยู่เสมอ ได้กุฎุมพี (ผู้มีทรัพย์ มีอันจะกิน เป็นชนชั้นกลาง เป็นคนมั่งคั่ง แต่ไม่ถึงขั้นเศรษฐี) เป็นผู้หนึ่งที่ปฏิบัติบำรุง (อุปัฏฐาก) อยู่เป็นสุขเสมอมา

ต่อมามีพระอรหันต์ท่านหนึ่ง จากป่าหิมพานต์ จาริกผ่านหมู่บ้านนั้น กุฎุมพีเห็นท่านแล้วมีจิตเลื่อมใส จึงรับบาตร นิมนต์ให้นั่งในเรือน ถวายอาหารด้วยความเคารพ สดับธรรมกถาเล็กน้อยแล้ว ไหว้พระเถระแล้วกล่าวว่า

"พระคุณเจ้า นิมนต์ไปพักที่วัดใกล้บ้านของกระผมเถิด ตอนเย็นพวกกระผมจะไปเยี่ยมท่าน"

พระขีณาสพ (ผู้สิ้นอาสวกิเลส) จึงไปสู่อาวาสที่กุฎุมพีแนะนำ นมัสการภิกษุเจ้าอาวาสแล้ว สนทนาปราศรัยกันเล็กน้อยพอให้เกิดความคุ้นเคย ท่านเจ้าอาวาสถามว่า

"ฉันอาหารมาเรียบร้อยแล้วหรือ"

"เรียบร้อยแล้วครับท่าน" พระอาคันตุกะตอบ

"ได้ที่บ้านของกุฎุมพีใกล้อาวาสนี้เองครับท่าน"

พระขีณาสพ ถามถึงเสนาสนะอันตนจะพึงได้เพื่อพักอยู่ชั่วคราว เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสแล้ว ก็จัดแจงปัดกวาดให้เรียบร้อย เก็บบาตรไว้ในที่ควรวาง นั่งเข้าฌาน และผลสมาบัติ (ผู้ได้ฌาน และชำนาญในการเข้า ย่อมเข้าฌานได้เสมอทุกเวลาที่ต้องการ ส่วนผลสมาบัตินั้นแปลว่า เข้าเสวยรสแห่งอริยผลที่ตนได้แล้ว พระอริยเจ้าตั้งแต่โสดาบันเท่านั้นจึงจะเข้าได้ ปุถุชนเข้าไม่ได้)

พอถึงเวลาเย็น กุฎุมพีก็ให้คนถือพวงดอกไม้ และน้ำมันสำหรับเติมประทีปไปยังอาวาส พบภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาสก่อน นมัสการแล้วถามว่า

"พระคุณเจ้า มีพระอาคันตุกะมาพักรูปหนึ่งไม่ใช่หรือ?"

"มีอุบาสก" พระตอบ

"ท่านพักอยู่ที่ไหนครับ?"

"โน้น อยู่กุฏิโน้น"

กุฎุมพีผู้มีศรัทธาเลื่อมใสไปหาพระขีณาสพ ฟังธรรมกถาอยู่จนค่ำ จุดประทีปสว่างไสวแล้วนิมนต์พระเถระทั้ง 2 เพื่อรับภัตตาหารที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้นแล้วกลับไป

ฝ่ายพระภิกษุเจ้าอาวาสยังเป็นปุถุชน ยังมีกิเลสตัวโลภะและริษยาอยู่ เห็นกุฎุมพีเอาใจใส่เคารพนบนอบต่อพระขีณาสพเช่นนั้น คิดว่า "ถ้าพระรูปนี้อยู่ที่นี่นาน ก็จะทำให้กุฎุมพีไม่เคารพนับถือเราอย่างเช่นเคย คงจะโอนความเคารพนับถือไปให้พระอาคันตุกะเสียหมด เราควรแสดงอาการไม่พอใจให้ปรากฏ เพื่อไม่ให้เขาพักอยู่ที่นี่นาน"

คิดดังนี้แล้วก็ลงมือทำ คือ เมื่อพระขีณาสพมาปรนนิบัติมาสนทนาด้วยก็ไม่ยอมพูดด้วย เห็นอาการเช่นนั้น พระขีณาสพก็รู้และเข้าใจคิดว่า"พระเถระ เจ้าอาวาสนี้ไม่รู้หรอกว่า เราไม่ติดไม่ห่วงใยในลาภ ในตระกูล หรือความเป็นใหญ่ในหมู่คณะ" ดังนี้แล้วกลับไปยังที่อยู่ของตน มีความสุขอยู่ในฌานและในผลสมาบัติ

วันรุ่งขึ้น ก่อนออกบิณฑบาต เจ้าอาวาสไปตีระฆังแต่ถ้าตีตามปกติ เกรงพระขีณาสพจะไปด้วย จึงเอาหลังเล็บเคาะระฆัง ไปเคาะประตูเหมือนกัน แต่เคาะด้วยหลังเล็บนั่นเอง เป็นทำนองว่าได้ทำแล้ว ไปเรือนของกุฎุมพีแต่ผู้เดียว

กุฎุมพีรับบาตร นิมนต์ให้นั่ง พลางถามว่า "ท่านพระอาคันตุกะไปไหนเสียเล่า ทำไมจึงไม่มาด้วย?"

เจ้าอาวาสตอบอย่างประชดประชันแดกดันว่า

"อาตมาไม่ทราบความประพฤติ ความเป็นไปของพระผู้ใกล้ชิดสนิทสนมของท่าน อาตมาตีระฆังก็แล้ว เคาะประตูก็แล้ว ก็ยังเงียบอยู่ เมื่อวานคงฉันอาหารอันประณีตในบ้านท่านอิ่มหมีพีมันแล้วหลับเพลินไปกระมัง? ภิกษุอย่างนี้ ท่านยังเลื่อมใสได้ลงหรือ?"

ฝ่ายพระขีณาสพ ออกจากฌานและผลสมาบัติกำหนดบิณฑบาตของตนแล้ว ทรงบาตรจีวรเหาะไปทางอากาศแต่ไปที่อื่น

กุฎุมพีนิมนต์เจ้าอาวาสให้ฉันข้าวปายาสอันปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวดเรียบร้อยแล้ว รับบาตรด้วยของหอม ใส่ข้าวปายาสจนเต็มแล้วกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ! พระเถระอาคันตุกะเห็นจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาไม่ได้ ขอฝากข้าวปายาสนี้ไปถวายด้วยเถิด"

เจ้าอาวาสรับบาตรมาแล้ว เดินทางกลับวัด เดินไปคิดไปว่า "ถ้าภิกษุอาคันตุกะได้บริโภคมธุปายาสอันอร่อยเช่นนี้ เราจับคอฉุดให้ออกจากวัดไปก็คงไม่ไป ถ้าเราเอาข้าวปายาสนี้ให้คนอื่น กุฎุมพีก็คงจะไม่รู้ภายหลัง ถ้าทิ้งลงในน้ำ เนยใสจะลอยเป็นแผ่นอยู่เหนือน้ำ ถ้าทิ้งไว้บนแผ่นดิน พวกนก กา ก็จะพากันมาล้อมกิน สิ่งที่เราทำก็ไม่เป็นความลับ เราควรทิ้งข้าวปายาสนี้ในที่ใดหนอ"

มองไปเห็นไฟกำลังไหม้ซังข้าวอยู่ในนาแห่งหนึ่ง คุ้ยถ่านขึ้นมา เทข้าวปายาสลงไปแล้วกลบด้วยขี้เถ้าแล้วกลับวัด เมื่อไปถึงวัดไม่เห็นพระอาคันตุกะ จึงฉุกคิดว่า "ชะรอยภิกษุนั้นจะเป็นพระขีณาสพผู้ได้ เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ใจผู้อื่น)รู้ใจของเราแล้วจึงไปเสียที่อื่น โอ เพราะปากท้องเป็นเหตุ เราทำกรรมหนักอันไม่ควรเสียแล้ว"

ทันใดนั้น ความเสียใจอย่างใหญ่หลวงได้เกิดขึ้นแก่ท่านตั้งแต่วันนั้นมา ร่างกายของท่านก็ซบซีดผ่ายผอม (อรรถถา ใช้คำว่าเป็นมนุษย์เปรต) มีชีวิตอยู่ต่อมาอีกไม่นานก็มรณภาพไปเกิดในนรก หมกไหม้อยู่ในนรกเป็นเวลาหลายแสนปี

ด้วยอำนาจแห่งเศษกรรมนำให้เกิดในกำเนิดยักษ์อีก 500 ชาติ ไม่เคยได้กินอาหารเต็มท้องเลยสักวันเดียว ได้กินรกคนเต็มท้องอยู่มื้อหนึ่งแล้วก็ตายในวันนั้น ไปเกิดเป็นสุนัขอีก 500 ชาติ ไม่เคยได้อาหารเต็มท้องเช่นเดียวกัน มาได้เต็มท้องเอาวันสุดท้ายคือวันตายได้กินอาเจียนของคนๆ หนึ่งแล้วตาย เขายังท่องเที่ยวเสวยวิบากแห่งกรรมในสังสารวัฏอีกนาน

ในชาติสุดท้าย เกิดเป็นบุตรของชาวประมงคนหนึ่ง ณ หมู่บ้านชาวประมงในแคว้นโกศลซึ่งอยู่รวมกันประมาณหนึ่งพันครอบครัว ในวันที่เด็กถือปฏิสนธิชาวประมงทั้งหมดเที่ยวหาปลาแต่ไม่มีใครได้ปลาเลยสักตัวเดียวแม้แต่ตัวเล็กๆ ตั้งแต่วันนั้นมา หมู่บ้านชาวประมงก็เสื่อมโทรมลงมากทีเดียว ขณะที่เขาอยู่ในท้องมารดา หมู่บ้านชาวประมงถูกไฟไหม้ถึง 7 ครั้ง ถูกพระราชาลงโทษปรับสินไหม 7 ครั้ง ชาวประมงทั้งหลายจึงลำบากแร้นแค้นลงเรื่อยๆ

ชาวประมงประชุมกัน คิดกันว่า ก่อนหน้านี้ พวกเราไม่เคยลำบากเช่นนี้เลย เดี๋ยวนี้พวกเราย่ำแย่ มีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิด เกิดขึ้นอย่างน่าพิศวง ในหมู่พวกเราต้องมีตัวกาลกรรณีเป็นแน่ ทำอย่างไรจึงจะค้นหาตัวกาลกรรณีในหมู่พวกเราได้ ตกลงแยกออกเป็น 2 พวก คือฝ่ายละ 500 ครอบครัว เมื่อแยกแล้วมารดาของเขาอยู่ในกลุ่มใด กลุ่มนั้นก็ลำบากแร้นแค้น ส่วนอีกกลุ่มก็เจริญรุ่งเรืองดี เขาแยกกลุ่มออกไปเรื่อยๆ จนเป็นกลุ่มน้อย จะน้อยเพียงใด กลุ่มที่เขาอยู่ก็ย่ำแย่ ในที่สุดเหลือครอบครัวของเขาเพียงครอบครัวเดียว คนอื่นๆ เขาทำมาหากินได้ตามปกติ คนทั้งหลายจึงรู้ว่าคนในครอบครัวนี้เป็นกาลกรรณี จึงขับไล่ โบยตีให้ออกไป
 
 

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

คณะหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร 1.หลวงปู่พระอุตรเถระเจ้า 2.หลวงปู่พระโสณเถระเจ้า 3.หลวงปู่พระมูนียะเถระเจ้า(หลวงปู่อิเกสาโร)4.หลวงปู่พระฌาณียะเถระเจ้า(หลวงปู่ขรัวขี้เถ้า) 5.หลวงปู่พระภูริยะเถระเจ้า(หลวงปู่หน้าปาน)
sithiphong
ชมรมพระวังหน้า
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +7/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 918


ชมรมพระวังหน้า

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 02 พฤษภาคม 2553 22:00:12 »

นิทานสอนใจ : อดีตชาติของ "พระโลสกติสสะ" ผู้ทำบาปต่อคนดี
Life & Family - Manager Online

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
2 พฤษภาคม 2553 09:56 น.

พ่อแม่ของเขาเลี้ยงชีพด้วยความแร้นแค้นฝืดเคืองเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องอดทน ธรรมดาพ่อแม่ย่อมรักลูก แม้รู้ว่าเป็นเหตุให้ตนต้องลำบากเพียงใด เมื่อครรภ์แก่ก็คลอด ณ ที่แห่งหนึ่ง พ่อแม่ของเขาเลี้ยงเขามาด้วยความลำบากและอดทนจริงๆ จนเขาเติบโตพอวิ่งเล่นได้ เห็นว่าควรปล่อยเขารับชะตากรรมของเขาเองได้แล้ว คนอื่นๆ เป็นอันต้องอดทนลำบากกับเขามามากแล้ว จึงมอบภาชนะดินเผาไว้ในมือ พลางกล่าวว่า

"ลูกเอ๋ย เจ้าจงถือภาชนะนี้ไปที่เรือนหลังนั้นเถิด"

หลอกลูกให้ไปขอทานแล้วหนีไป เด็กน้อยต้องอยู่อย่างว้าเหว่ เลี้ยงตัวเองด้วยความยากลำบาก สุดจะพรรณนาได้ แต่ธรรมดาของท่านผู้เกิดมาเป็นภพสุดท้าย ใครๆ ไม่อาจทำลายได้ ย่อมไม่ประสบภัยพิบัติถึงเสียชีวิตด้วยเหตุใดๆ เพราะอุปนิสัยแห่งอรหัตผลรุ่งเรืองอยู่ในหทัยของท่านเหมือนดวงประทีปอยู่ในที่ครอบครองอันมิดชิด ลมไม่อาจพัดไฟให้ดับได้

เด็กน้อยเที่ยวหากินตามประสาเด็กที่ไม่มีคนเลี้ยงค่ำไหนนอนนั่น ไม่ได้อาบน้ำไม่ได้แต่งตัว ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า มีชีวิตอยู่อย่างเศร้าหมองลำเค็ญจนอายุ 7 ขวบ

วันหนึ่ง กำลังเลือกเก็บเม็ดข้าวสุกกินทีละเม็ดในที่ที่คนล้างหม้อแล้วเขาไว้ใกล้ประตูเรือนแห่งหนึ่งพอดี พระสารีบุตรออกบิณฑบาตในเมืองสาวัตถีเดินมาพบเข้า เห็นแล้วรำพึงว่า เด็กคนนี้น่าสงสารนักเป็นเด็กที่ไหนหนอ คิดดังนี้แล้วยิ่งสงสารมากขึ้นจึงเรียกให้เข้าหา ถามว่า พ่อแม่อยู่ไหน เขาเกิดที่บ้านไหน เขาเล่าเรื่องของตัวเองเท่าที่จำได้ให้พระเถระฟัง

"เธอจะบวชไหม?" พระสารีบุตรถามด้วยความกรุณา

"กระผมอยากบวช ขอรับ แต่คนกำพร้าพ่อแม่อย่างผมใครจะบวชให้เล่า?

"เราจะบวชให้เอง"

"ขอบพระคุณขอรับท่าน"

พระเถระ พาเด็กน้อยวัย 7 ขวบ ไปยังเชตวันวิหาร ให้ของกิน อาบน้ำให้เอง และบวชให้เป็นสามเณรก่อน เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ให้อุปสมบท ท่านมีชื่อว่า "โลสกติสสะ" แม้บวชแล้วก็เป็นผู้มีลาภน้อยไม่มีบุญในเรื่องลาภ เพราะเคยทำลายลาภของพระอรหันต์ในชาติก่อน

แม้ในคราวที่พระเจ้าปเสนทิโกศลถวายอสทิสทาน (ทานที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีทานใดเสอมเหมือน) อันเป็นทานใหญ่ยิ่งของเมืองสาวัตถีพระโลสกติสสะก็ไม่ได้ฉันเต็มท้อง ท่านได้อาหารเพียงพอสืบต่อชีวิตไปได้เท่านั้น ใครใส่บาตรท่านแม้เพียงข้าวต้มกระบวยเดียว ก็ปรากฏเสมือนเต็มเสอมขอบปากบาตร คนอื่นๆ เห็นเข้าแล้วคิดว่า บาตรของภิกษุรูปนี้เต็มแล้ว จึงถวายองค์หลังๆ ต่อไป

ท่านทราบเหมือนกันว่า คงจะเป็นวิบากกรรมนำให้เป็นเช่นนี้ จึงไม่ประมาท หมั่นเจริญวิปัสสนา ต่อมาได้บรรลุอรหัตผลอันเป็นผลสุดยอดของการบำเพ็ญเพียรแต่ยังคงมีลาภน้อยอยู่นั่งเอง

เพราะขาดอาหาร สังขารของท่านจึงร่วงโรยทรุดโทรมเร็วก่อนเวลาอันควร จนวันที่ต้องนิพพาน พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรทราบเรื่องนี้ จึงดำริว่า

"วันนี้พระโลสกติสสะจะนิพพาน เราควรให้อาหารแก่เขาจนเพียงพอ"

ดังนี้แล้ว พาท่านไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี แม้จะพบผู้คนมากมายแต่พระสารีบุตรก็ไม่ได้แม้แต่การยกมือไหว้จากมหาชน ทานจึงพาพระโลสกะกลับไปยังโรงฉัน บอกให้นั่งลงที่นั่นก่อน ท่านเองจะออกไปใหม่ คราวนี้ประชาชนชวนกันถวายของมากมาย ท่านรีบแบ่งอาหารที่ได้แล้วส่งกลับไปให้พระโลสกะซึ่งรออยู่ที่โรงฉัน แต่คนที่นำอาหารไป เกิดลืมว่าให้ถวายแก่พระชื่ออะไร จึงกินเสียเองหมด เมื่อพระสารีบุตรกลับมาถึงวัด พระโลสกะไปไหว้

"คุณได้ฉันอาหารแล้วหรือยัง?" พระเถระถาม

"ยังเลยครับท่าน" พระโลสกะตอบ

พระเถระถามทราบเรื่อง รู้สึกสลดใจมากว่า กำลังแห่งกรรมเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ เห็นเวลายังพอมีอยู่จึงกล่าวว่า

"เอาเถอะคุณ คุณนั่งอยู่ที่นี่แหละ ผมจะออกไปใหม่"


 
ท่านรีบไปยังพระราชวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาให้รับบาตรพระเถระแล้วทรงเห็นว่า ไม่ใช่เวลาที่จะถวายของคาว จึงถวายแต่ของหวาน เช่น เนยใส เนยข้น น้ำผึ้ง น้ำอ้อย พระเถระรีบกลับไป เรียนพระโลสกะมาให้รีบฉัน พระโลสกะ ครั้นจะไม่ฉันก็เกรงใจพระเถระ

"มาเถิด โลสกะ มาฉันเถิด ผมจะยืนถือบาตรให้ คุณนั่งฉัน ถ้าผมไม่ถือบาตรไว้ในบาตรต้องไม่มีอะไร"

ด้วยกำลังฤทธิ์ของพระเถระ ด้วยบุญบารมีของพระเถระ ของ 4 อย่างนั้นไม่หายไป พระโลสกะฉันตามต้องการจนอิ่มและนิพพานในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่นิพพานของพระโลสกะด้วย รับสั่งให้ปลงศพของท่าน คือเผาแล้วให้เก็บอัฐิธาตุบรรจุเจดีย์ไว้เป็นที่บูชาของมหาชน

ท่านบิดาเล่าเรื่องนี้จบแล้วกล่าวว่า

"ดูเถิด ดูอานุภาพของผลบุญและผลบาปซึ่งท่านเรียกว่ากุศลวิบากและอกุศลวิบาก ซึ่งต่อสู้กันอยู่ในชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลายผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ผลบุญช่วยปกป้องผองภัย ส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้ามีชีวิตผาสุก ผลบาปกระหน่ำซ้ำเติมให้ทุกข์ยากลำเค็ญ

ดูตัวอย่างชีวิตของพระโลสกะ ท่านต้องเสวยผลแห่งบาปที่ทำต่อพระอรหันต์อย่างสาหัส แต่ความดีที่ทำไว้ก็ไม่ได้สูญหาย ได้เคยรักษาศีล เจริญภาวนามาเป็นปัจจัยให้ได้อุปนิสัยแห่งอรหัตผล ซึ่งในภพสุดท้ายที่จะได้เป็นพระอรหันต์นั้น แม้จะประสบภัยพิบัติอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ท่านเสียชีวิตได้ กรรมชั่วน่ากลัว กรรมดีมีผลน่าชื่นใจจริงๆ"

ดังนั้น การทำความดีกับคนดีมีผลดีมากอย่างไร การทำร้ายต่อคนดีก็ย่อมมีผลร้ายมากอย่างนั้น ท่านจึงจัดเป็นไฟอย่างหนึ่ง เรียกว่า ทักขิไณยัคคิ ไฟคือ ทักขิไณยบุคคล ให้คุณอนันต์ให้โทษมหันต์ สุดแล้วแต่เราเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร

ขอบคุณนิทานดี ๆ จากหนังสือเพื่อเยาวชน สำนักพิมพ์คนรู้ใจค่ะ
 
บันทึกการเข้า

คณะหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร 1.หลวงปู่พระอุตรเถระเจ้า 2.หลวงปู่พระโสณเถระเจ้า 3.หลวงปู่พระมูนียะเถระเจ้า(หลวงปู่อิเกสาโร)4.หลวงปู่พระฌาณียะเถระเจ้า(หลวงปู่ขรัวขี้เถ้า) 5.หลวงปู่พระภูริยะเถระเจ้า(หลวงปู่หน้าปาน)
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7493


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2553 04:20:23 »


ดูเถิด ดูอานุภาพของผลบุญและผลบาปซึ่งท่านเรียกว่ากุศลวิบากและอกุศลวิบาก ซึ่งต่อสู้กันอยู่ในชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลายผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ผลบุญช่วยปกป้องผองภัย ส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้ามีชีวิตผาสุก ผลบาปกระหน่ำซ้ำเติมให้ทุกข์ยากลำเค็ญ

ดูตัวอย่างชีวิตของพระโลสกะ ท่านต้องเสวยผลแห่งบาปที่ทำต่อพระอรหันต์อย่างสาหัส แต่ความดีที่ทำไว้ก็ไม่ได้สูญหาย ได้เคยรักษาศีล เจริญภาวนามาเป็นปัจจัยให้ได้อุปนิสัยแห่งอรหัตผล ซึ่งในภพสุดท้ายที่จะได้เป็นพระอรหันต์นั้น แม้จะประสบภัยพิบัติอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ท่านเสียชีวิตได้ กรรมชั่วน่ากลัว กรรมดีมีผลน่าชื่นใจจริงๆ"

ดังนั้น การทำความดีกับคนดีมีผลดีมากอย่างไร การทำร้ายต่อคนดีก็ย่อมมีผลร้ายมากอย่างนั้น ท่านจึงจัดเป็นไฟอย่างหนึ่ง เรียกว่า ทักขิไณยัคคิ ไฟคือ ทักขิไณยบุคคล ให้คุณอนันต์ให้โทษมหันต์ สุดแล้วแต่เราเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร




     อนุโมทนาสาธุธรรมค่ะ คุณหนุ่ม     

บันทึกการเข้า
sithiphong
ชมรมพระวังหน้า
สมาชิกขาประจำ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +7/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 918


ชมรมพระวังหน้า

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 04 พฤษภาคม 2553 18:56:28 »


ดูเถิด ดูอานุภาพของผลบุญและผลบาปซึ่งท่านเรียกว่ากุศลวิบากและอกุศลวิบาก ซึ่งต่อสู้กันอยู่ในชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลายผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ผลบุญช่วยปกป้องผองภัย ส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้ามีชีวิตผาสุก ผลบาปกระหน่ำซ้ำเติมให้ทุกข์ยากลำเค็ญ

ดูตัวอย่างชีวิตของพระโลสกะ ท่านต้องเสวยผลแห่งบาปที่ทำต่อพระอรหันต์อย่างสาหัส แต่ความดีที่ทำไว้ก็ไม่ได้สูญหาย ได้เคยรักษาศีล เจริญภาวนามาเป็นปัจจัยให้ได้อุปนิสัยแห่งอรหัตผล ซึ่งในภพสุดท้ายที่จะได้เป็นพระอรหันต์นั้น แม้จะประสบภัยพิบัติอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ท่านเสียชีวิตได้ กรรมชั่วน่ากลัว กรรมดีมีผลน่าชื่นใจจริงๆ"

ดังนั้น การทำความดีกับคนดีมีผลดีมากอย่างไร การทำร้ายต่อคนดีก็ย่อมมีผลร้ายมากอย่างนั้น ท่านจึงจัดเป็นไฟอย่างหนึ่ง เรียกว่า ทักขิไณยัคคิ ไฟคือ ทักขิไณยบุคคล ให้คุณอนันต์ให้โทษมหันต์ สุดแล้วแต่เราเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร




     อนุโมทนาสาธุธรรมค่ะ คุณหนุ่ม     



อันตรายมากนะครับ สำหรับการที่เราไม่รู้ว่า พระภิกษุองค์ไหนหรือฆารวาสท่านไหน  ท่านเป็นอย่างไร  หากท่านเป็นอริยบุคคลระดับตั้งแต่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี หรือ อรหันต์  แล้วเราไปล่วงเกิน  บอกได้แต่เพียงว่า  แย่แน่ๆ  แต่จะแย่อย่างไรต้องขึ้นอยู่กับท่านเป็นอริยบุคคลระดับไหนครับ
บันทึกการเข้า

คณะหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร 1.หลวงปู่พระอุตรเถระเจ้า 2.หลวงปู่พระโสณเถระเจ้า 3.หลวงปู่พระมูนียะเถระเจ้า(หลวงปู่อิเกสาโร)4.หลวงปู่พระฌาณียะเถระเจ้า(หลวงปู่ขรัวขี้เถ้า) 5.หลวงปู่พระภูริยะเถระเจ้า(หลวงปู่หน้าปาน)
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
"ในหลวง" ทรงขอบใจยื่นจดสิทธิบัตร"ยีนความหอมข้าวไทย"
สุขใจ ห้องสมุด
ไอย 0 2937 กระทู้ล่าสุด 30 ธันวาคม 2552 12:07:44
โดย ไอย
Doomsday Clock หรือ "นาฬิกาโลกาวินาศ" ถูกปรับให้เหลืออีก 5 นาที.. สู่วันสิ้นโลก
รวมข่าวภัยพิบัติ ทั้งในอดีต และปัจจุบัน
【ツ】ต้นไม้ความสุข ♪ 1 3635 กระทู้ล่าสุด 17 มกราคม 2553 15:49:01
โดย 【ツ】ต้นไม้ความสุข ♪
คำเตือน !! "เซ็กส์เสื่อม" ของแถม จาก "ออฟฟิศซินโดรม" (มนุษย์บ้างานระวังให้ดี)
สุขใจ อนามัย
หมีงงในพงหญ้า 1 4122 กระทู้ล่าสุด 13 เมษายน 2553 07:47:53
โดย PETER
หนังสั้น "ราตรีสวัสดิ์" เรียกน้ำตาอีกแล้ว (Shortfile - "GoodNight")
หนังกลางแปลง (ดูหนัง รีวิวหนัง)
Sweet Jasmine 0 2956 กระทู้ล่าสุด 29 เมษายน 2553 14:49:08
โดย Sweet Jasmine
นิทานสอนใจ : ว่าด้วยเรื่อง "มหาปทุมชาดก" (พระโพธิสัตว์)
พุทธประวัติ - ประวัติพระสาวก
sithiphong 2 3925 กระทู้ล่าสุด 18 พฤษภาคม 2553 10:40:55
โดย หมีงงในพงหญ้า
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.487 วินาที กับ 33 คำสั่ง

Google visited last this page 22 มีนาคม 2567 17:13:57