[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
25 พฤษภาคม 2565 20:32:38 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรารักษาธรรม ธรรมรักษาเรา โดย พระภาวนาสุตาภิรัต วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี  (อ่าน 415 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 844


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 04 ตุลาคม 2564 16:08:33 »


https://i.pinimg.com/originals/d3/2c/2b/d32c2b14d38df7acfbf72e324ee4bf4b.jpg
เรารักษาธรรม ธรรมรักษาเรา โดย พระภาวนาสุตาภิรัต วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี


เรารักษาธรรม ธรรมรักษาเรา
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
(เทศน์ที่วัดพิชโสภาราม วันที่ ๑๗ ก.ค. ๕๖)

         วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้มาสโมสรประชุมที่วัดพิชโสภารามในหน้าพรรษาปี ๒๕๕๖ ก็ถือว่าเป็นอนุสรณ์ชีวิตของคณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลาย โอกาสที่เรามาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรม โอกาสที่เราจะให้สิ่งเหล่านี้มันระลึกหวนคืนมาอีกครั้งหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ประเมินไม่ได้ว่าชีวิตของเรานั้นจะมีอนาคตมาอยู่ร่วมกันอย่างนี้อีกหรือไม่ เพราะว่าชีวิตนั้นเป็นของไม่แน่นอน ชีวิตนั้นมีความเสื่อม มีความสิ้น มีความชรา มีความคร่ำคร่าลงไปตามลำดับๆ เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสว่า ไม่ให้ประมาท ให้ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด

          สิ่งที่คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้มาเดินจงกรมร่วมกัน มานั่งภาวนาร่วมกัน มาแผ่เมตตาร่วมกัน มาไหว้พระทำวัตรสวดมนต์สรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ มาสวดเจริญพุทธมนต์ร่วมกันนั้นถือว่าเป็นอนุสรณ์ของชีวิต ถ้าผู้ใดระลึกนึกถึงสิ่งเหล่านี้เป็นประจำแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นนิมิต เป็นเครื่องหมาย เป็นหลักฐานแห่งคุณงามความดี ถ้าผู้ใดระลึกนึกถึงบ่อยๆ บุคคลนั้นก็จะเกิดบุญบ่อยๆ ถ้าผู้ใดระลึกนึกถึงอยู่เนืองนิตย์บุญก็จะเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นเนืองนิตย์ ถ้าบุคคลใดคิดถึงบ่าย คิดถึงเช้า คิดถึงเย็น คิดถึงค่ำ บุญกุศลก็จะเกิดตั้งแต่เช้าบ่ายเย็นค่ำ นี้ในลักษณะของอนุสรณ์ของชีวิตที่เป็นบุญ

          แต่ถ้าผู้ใดป่วยเจ็บไข้ ผู้ใดจะจุติ คือละจากโลกนี้ไปแล้ว ก่อนที่จะจุติจากโลกนี้ไป ก่อนที่จะทำกาละ คือตายจากโลกนี้ไป มีนิมิตเครื่องหมายแห่งความดีที่คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมทั้งหลายได้บำเพ็ญร่วมกันไว้นี้ปรากฏแก่คณะครูบาอาจารย์หรือญาติโยมท่านใด นิมิตแห่งบุญกุศลนี้ก็จะนำญาติโยมทั้งหลายนั้นให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เพราะนิมิตเครื่องหมายแห่งความดีที่พวกเราทั้งหลายมาเดินจงกรมนั่งภาวนาแผ่เมตตานี้ เป็นนิมิตหมายที่มีพลังเป็นบุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่

          ถ้าเรามีจิตใจยึดถึงบุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่ที่มีพลังมาก มีอานิสงส์มาก เราก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ ถ้าเราจะป้องกันอบายภูมิชั่วกาลชั่วเวลาถ้าเรามีจิตใจยึดมั่นในบุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่จริงๆ แล้วก็จะทำให้เรานั้นไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้      

          ที่เราทั้งหลายได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรม ประการที่ ๑ ก็เพื่อประโยชน์ตน ประการที่ ๒ ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือประโยชน์แก่ประเทศชาติ แก่พระศาสนา แก่มวลสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่ร่วมกัน ประโยชน์นั้นแยกออกใหญ่ๆ ก็มีประโยชน์ตนกับประโยชน์แก่ผู้อื่น

          ประโยชน์ตนที่ญาติโยมคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้รับก็คือบุญกุศลเป็นเบื้องต้น ได้เห็นพระ เห็นเณร เห็นปะขาว เห็นแม่ชีเป็นจำนวนมากก็เกิดศรัทธาปสาทะเลื่อมใส ประการที่ ๒ ได้ทำทาน บ้างก็ให้ทาน บ้างก็ช่วยกันอุปถัมภ์อุปฐากค่าภัตตาหาร บ้างก็ใช้หนี้สงฆ์ บ้างก็บูชากัณฑ์เทศน์กัณฑ์ธรรม อันนี้ก็เป็นบุญเป็นทานแล้ว นอกนั้นคณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมยังมีโอกาสได้สมาทานศีล ได้รักษาศีล

          ศีลที่ญาติโยมคณะครูบาอาจารย์รักษานั้นถือว่าเป็นศีลที่บริสุทธิ์ คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมที่สมาทานศีลแล้วเป็นผู้ประคองกาย ประคองวาจา ประคองใจ ไม่ให้เกิดความโกรธ ไม่ให้เกิดความโลภ ไม่ให้เกิดความหลง ไม่ให้เกิดมานะทิฏฐิตัณหาในขณะที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ขณะที่เราเดินจงกรมขวาย่างหนอ มันเกิดความโกรธขึ้นมาเราก็กำหนด “โกรธหนอๆ” มันเกิดความหงุดหงิดขึ้นมาก็ “หงุดหงิดหนอๆ” มันเกิดความเกียจคร้านขึ้นมาก็ “เกียจคร้านหนอๆ” กำหนดลงไปที่ใจของเรา

          เพราะฉะนั้นศีลของบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมจึงเป็นศีลที่บริสุทธิ์ เพราะกำหนดจิตอยู่ตลอดเวลา กำหนดกาย กำหนดวาจาอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าศีลที่คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมทั้งหลายได้มารวมกันประพฤติปฏิบัติธรรม สมาทานศีลนั้นจึงเป็นศีลที่มีพลัง เป็นมหัคคตศีล ศีลที่มีอานุภาพมาก เพราะเป็นศีลที่กำหนด กาย วาจา ใจ ไม่ให้ล่วงเกิน อย่ากล่าวไปถึงกายกับวาจา ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมรักษาแม้ใจ ศีลที่คณะญาติโยม คณะครูบาอาจารย์ที่บำเพ็ญตบะ คือการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น จึงเป็นศีลที่น่าสรรเสริญ น่าบูชา

          นอกจากจะได้สมาทานศีลแล้วก็ยังเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้ฟังธรรม ก็มีคณะครูบาอาจารย์หลากหลายมาแสดงทัศนคติแห่งธรรม มาแสดงอุบายแห่งธรรมที่ตนเองได้ค้นคว้า ได้สดับ ได้ประทับจิตประทับใจ

          ครูบาอาจารย์แต่ละรูปนั้นมีอุปนิสัยไม่เหมือนกัน มีวาสนาบารมีไม่เหมือนกัน มีแนวทางประพฤติของตนๆ นั้นไม่เหมือนกัน ครูบาอาจารย์แต่ละรูปๆ นั้น แทงตลอดซึ่งการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นต่างกัน วิถีชีวิตบุพกรรมสิ่งต่างๆ ที่นอนเนื่องในขันธสันดานนั้นต่างกัน เพราะฉะนั้นการแสดงธรรม การกล่าวธรรมก็ต่างๆ กัน เรียกว่า นานาธรรม ธรรมนั้นต่างๆ กัน

          คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายที่ได้มาสดับรับฟังก็ถือเอาแต่เนื้อหาที่เป็นสาระ เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เนื้อหาที่ตรงกับจริตนิสัยของเรา ที่จะน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรมตลอดจนถึงพระนิพพานนั้นได้ เราก็อาศัยธรรมะส่วนนั้นไปปลอบประโลม ไปประคับประคองชีวิตของเราให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา เพราะชีวิตนั้นต้องมีธรรมค้ำประคอง ต้องมีธรรมนั้นคอยอุ้มชู สนับสนุน ต้องมีธรรมคอยส่งเสริม ต้องมีธรรมคอยโอบคอยอุ้ม คอยปกคอยคลุมไว้ตลอดเวลา

          แต่ถ้าชีวิตผู้ใดไม่มีธรรมคอยประคับประคอง ชีวิตผู้ใดไม่มีธรรมคอยสนับสนุน ชีวิตผู้ใดไม่มีธรรมคอยโอบคอยอุ้ม คอยปกคอยคลุมแล้ว ชีวิตของบุคคลนั้นก็จะร้อนด้วยอำนาจของไฟคือราคัคคิ ไฟคือราคะ โทสัคคิ ไฟคือโทสะ โมหัคคิ ไฟคือโมหะ หรือว่าไฟคือกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดต่างๆ มันก็จะแผดเผาทำให้จิตใจของบุคคลนั้นเร่าร้อนแล้วก็ไหม้เกรียมไปตามอำนาจของกิเลสที่มันปรากฏขึ้น บางคนก็ไหม้พอลนๆ พอขนไหม้นี้แหละ บางคนก็ไหม้จนขนคิ้วมันหมดไป ขนหัวมันหมดไป บางคนก็ปางตาย บางคนก็ถึงกับตายไปเลย อันนี้คือลักษณะของกิเลสที่มันแผดเผาจิตใจของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

          เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสว่า มีธรรมเป็นเครื่องค้ำประคอง ถ้าชีวิตของผู้ใดมีธรรมเป็นรั้ว มีธรรมเป็นกำแพง ไม่ก้าวล่วงอาณาเขตแห่งธรรม ชีวิตของบุคคลนั้นก็จะอยู่ในกรอบ อยู่ในข่าย อยู่ในการรักษาของธรรม

          ท่านกล่าวว่าธรรมจะรักษาเราหรือไม่รักษาเรานั้น ดูที่ว่าเรานั้นรักษาธรรมหรือไม่ ถ้าเรารักษาธรรม ธรรมก็รักษาเรา ท่านกล่าวอย่างนั้น เรารักษาศีล ศีลก็รักษาเรา เรารักสมาธิเราเจริญสมาธิ เมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นเป็นสมาธิแล้ว สมาธิมันก็รักษาจิตใจของเราให้เกิดปีติ เกิดความเย็น เกิดความนุ่มนวล เกิดความสุขุมคัมภีรภาพขึ้นมา เพราะอะไร เพราะสมาธิรักษาเรา ทำไมสมาธิรักษาเรา เพราะเรารักษาสมาธิไว้ไม่ให้เสื่อม ให้สมาธินั้นเกิดขึ้นในจิตในใจของเราอยู่ตลอดเวลา วิปัสสนาจะรักษาเรา เราต้องรักษาวิปัสสนานั้นให้ดีๆ อย่าให้วิปัสสนานั้นมันเสื่อม อย่าให้วิปัสสนานั้นมันเศร้าหมอง อย่าให้วิปัสสนานั้นมันขาด มันทะลุ มันด่าง มันพร้อย หรือว่าอย่าให้วิปัสสนานั้นมันเสื่อมสิ้นไป ให้เรารักษาวิปัสสนาด้วยการเดินจงกรม นั่งภาวนา กำหนดทันรูปทันนามให้ทันปัจจุบันธรรมอยู่ตลอดเวลา วิปัสสนาก็จะรักษาเรา เมื่อวิปัสสนารักษาเราวิปัสสนาก็จะเป็นตัวปัญญา

          ผู้ใดเจริญวิปัสสนา ผู้นั้นก็จะรู้อาการคู้ อาการเหยียด อาการก้ม อาการเงย ผู้นั้นก็จะรู้เท่าทันอาการพอง อาการยุบ ผู้นั้นก็จะรู้เท่าทันอาการยก อาการย่าง อาการเหยียบ ผู้นั้นจะรู้เท่าทันอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของรูปของนาม อันนี้เป็นลักษณะของการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ผู้ใดที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานจะรู้เท่าทันความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของรูปของนาม

          สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในโลกมนุษย์ก็ดี ในเทวดาก็ดี ในพรหมโลกก็ดี ท่านกล่าวว่าไม่มีอะไร มีแต่รูปกับนาม ถ้าผู้ใดรู้ทันความเกิดขึ้นของรูปของนาม รู้ทันความตั้งอยู่ของรูปของนาม รู้ทันความดับไปของรูปของนามแล้ว บุคคลนั้นก็ชื่อว่าเป็นอยู่โดยวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นกำแพง มีวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นเรือนใจ บาปธรรมทั้งหลายทั้งปวงจะได้ช่องเข้าไปทำร้ายจิตใจของบุคคลนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้เจริญด้วยสติ เป็นผู้มีธรรมคือสตินั้นเป็นกำแพง สติ เตสํ นิวารณํ มีสติเป็นเครื่องกางกั้นบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่ให้เข้าไปสู่จิตสู่ใจของคนทั้งหลายทั้งปวง

          เพราะฉะนั้นเรารักษาวิปัสสนากัมมัฏฐานตราบใด วิปัสสนากัมมัฏฐานก็จะรักษาเราตราบนั้น ไม่ใช่ว่าเรารักษาวิปัสสนากัมมัฏฐานมากมาย แต่วิปัสสนานั้นโกงไม่รักษาเราเลยอะไรทำนองนั้นเป็นไปไม่ได้ ธรรมะเป็นสัจธรรม ผู้ใดทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น เมื่อเรารักษาวิปัสสนา วิปัสสนาก็จะรักษาเรา นอกจากวิปัสสนาจะรักษาเราแล้วบุคคลผู้มาเกี่ยวข้องกับเราก็จะได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับความเห็นแก่ตัว ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่เป็นคนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น คนที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานพยายามเพียรที่จะละอารมณ์ ความโกรธ ความหงุดหงิด ความรำคาญ เพียรที่จะละความโกรธ ความโลภ ความหลง เพียรที่จะละสิ่งที่เป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เพียรที่จะละตัณหา เพียรที่จะละอุปาทาน เพียรที่จะละออกจากจิตจากใจอยู่เป็นประจำ

          เพราะฉะนั้นผู้ที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นจึงเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ เป็นผู้มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นผู้ที่มีจิตใจปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เพราะอะไร เพราะเป็นผู้สละอยู่เป็นประจำ ถึงจะไม่เห็นเขาสละทรัพย์สมบัติ สร้างอาคารปฏิบัติธรรม สร้างโรงครัว ถวายเป็นค่าภัตตาหารต่างๆ แต่เขาสละภายใน สละอยู่เป็นประจำ

          ทุกท่านทุกรูปที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม เมื่อเดินจงกรมนั่งภาวนาแล้วต้องเพียรสละอยู่ด้วยกันทุกท่านทุกรูป เพราะอะไร เพราะกิเลสที่มีอยู่ในจิตในใจนี้แหละจะมารบกวน มารังควาน มาขัดขวาง มาปรากฏ เป็นตอที่จะทำให้เรานั้นพยายามถากถาง พยายามละสิ่งเหล่านั้นไปให้พ้น ทุกคนที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นจะเพียรสละอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราสละภายในได้ ไม่ต้องกล่าวไปถึงการสละภายนอก

          เราจะได้ยินว่าโยมคนโน้นร่วมกันสร้างศาลาปฏิบัติธรรม หนึ่งแสนบาท สองแสนบาท ห้าแสนบาท หนึ่งล้านบาท อะไรทำนองนี้ โยมคนโน้นช่วยค่าภัตตาหารห้าสิบบาท ร้อยบาท ตามกำลังศรัทธา ตามกำลังทรัพย์ของตนเอง แต่ท่านกล่าวว่าบุคคลผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานศรัทธานั้นไม่มีเขตขวางกั้น ศรัทธานั้นมอบให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างเสียสละแม้แต่เอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ยังได้ ศรัทธาของผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานจึงเป็นศรัทธาที่รักษาพระศาสนาไว้ รักษาพระศาสนาให้มั่นคง เป็นตัวส่งเสริมให้พระศาสนายืนยาวนาน ตามที่เราพิจารณาในครั้งพุทธกาล

          ถ้าผู้ใดเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานจนได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสให้สวดสมมุติตระกูลนั้น ไม่ให้ภิกษุไปขอตระกูลนั้น เพราะอะไร เพราะบุคคลผู้มีศรัทธานับตั้งแต่เป็นพระโสดาบันแล้วมีศรัทธามั่นคง ขอสิ่งใดก็เกือบจะยอมเสียสละให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นบุคคลผู้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสไม่ให้ภิกษุไปขอในตระกูลนั้น

          เหมือนตระกูลของนางสุปปวาสา นางสุปปวาสานั้นปวารณาแก่สงฆ์ว่า “ถ้าพระคุณเจ้า เดือดร้อนประการใด ถ้านางจะช่วยได้ นางก็จะช่วย พระคุณเจ้าผู้เป็นไข้ ปรารถนาสิ่งใด ถ้าฉันพอที่จะช่วยได้ ก็จะช่วย” นางสุปปวาสานั้นได้ยินองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระภิกษุสงฆ์สามเณรว่า “ถ้าผู้ใดอยากอุปฐากเราตถาคต อยากจะดูแล อยากจะรักษาเราตถาคต ก็จงอุปฐากภิกษุผู้เป็นไข้เถิด จงดูแลรักษาภิกษุผู้เป็นไข้เถิด ผู้ใดรักษาอุปถัมภ์อุปฐากภิกษุผู้อาพาธผู้เป็นไข้ ก็เหมือนกับดูแลเราตถาคต” พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสอย่างนั้น

          นางสุปปวาสาก็เลยปวารณา เมื่อปวารณาแก่ภิกษุว่า ปรารถนาสิ่งใดนางก็จะพยายามขวนขวายหาสิ่งนั้นมาให้ วันหนึ่งเป็นวันพระในเมืองสาวัตถีนั้นไม่มีใครฆ่าสัตว์เพราะว่าเป็นวันอุโบสถ เมื่อเว้นจากการฆ่าสัตว์แล้วมีภิกษุรูปหนึ่งป่วยต้องการน้ำซุปเนื้อ ถ้าได้น้ำซุปเนื้อแล้วจะหายจากอาพาธนั้น แต่ว่าจะหาอย่างไรก็ไม่ได้ ก็ไปบอกความปรารถนาของตนนั้นแก่นางสุปปวาสา

          นางสุปปวาสานั้นก็เฉือนเนื้อที่น่องขาของตนเองเพราะว่าไม่มีเนื้อขายในตลาดกลัวภิกษุจะเป็นอันตรายไป ก็คิดว่าชีวิตของภิกษุนั้นมีค่ากว่าของเรา อริยสาวกจะมีศรัทธาถึงขนาดนั้น ถ้าท่านครองเพศของนักบวช ท่านอาจจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เมื่อท่านได้บรรลุพระอรหันต์ทำที่สุดแห่งพรหมจรรย์แล้ว ท่านอาจจะเผยแผ่ความสุขทั้งปวงนั้นให้เกิดขึ้นมากกว่าเรามีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นการมีชีวิตอยู่ของท่าน การที่เราต้องเป็นคนพิการทนทุกข์ทรมานนั้นมันคุ้มกัน อริยบุคคลจะคิดไปในลักษณะอย่างนั้นก็ยอมเสียสละเฉือนเนื้อต้นขาของตนเองไปให้แก่ผู้ที่มาขอเนื้อ

          คนทั้งหลายทั้งปวงก็เอาเนื้อนั้นไปโดยไม่พิจารณาว่าเนื้อคนหรือเนื้อสัตว์ ก็เอาไปต้มเอาไปตุ๋น เอาน้ำไปให้พระภิกษุผู้อาพาธฉัน เมื่อภิกษุฉันแล้วก็หายจากโรคจากอาพาธ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงทราบ พระองค์ก็ทรงเสด็จมาที่เรือนของนางสุปปวาสาก็ตรัสถามหานาง เมื่อตรัสถึงนางแล้วนางก็หลบอยู่ในห้อง ได้ทราบว่านางเฉือนเนื้อขาของตนเองนั้นไปทำทานให้แก่ภิกษุ ต้มตุ๋นเป็นน้ำซุปเนื้อให้แก่ภิกษุแล้ว พระองค์ก็ทรงเรียกนางให้ออกมาแล้วก็ตรัสว่า ขอแม่นางสุปปวาสานั้นจงอยู่เป็นปกติสุขเถิด แผลที่เฉือนเนื้อออกไปนั้นก็หายเป็นปกติ เหมือนกับไม่ได้เฉือนอะไรเลย อันนี้เป็นพุทธานุภาพ เป็นการทำทานด้วยจิตใจที่แรง

          เพราะฉะนั้นตระกูลที่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่าไม่ให้ขอในตระกูลนั้น ก็จะทำให้บุคคลในตระกูลนั้นเดือดร้อน ให้เขาทำทานตามสติตามปัญญาของเขา บุคคลผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นเป็นผู้เสียสละ เสียสละแม้อวัยวะตนเอง ไม่ต้องกล่าวไปถึงเรื่องทรัพย์เรื่องสินเรื่องเงินเรื่องทองต่างๆ

          ถ้าผู้ใดเจริญวิปัสสนา วิปัสสนาก็จะรักษาผู้นั้น แต่ถ้าผู้ใดเจริญวิปัสสนาสูงขึ้นได้บรรลุมรรคผลนิพพาน นับตั้งแต่พระโสดาบัน ท่านกล่าวว่ามรรคผลนิพพานก็จะรักษาคนนั้นไม่ให้ตกไปสู่อบายภูมิ เรารักษาธรรม ธรรมก็รักษาเรา ธรรมจะรักษาเรามากขนาดไหนนั้น ก็ต้องดูว่าเรารักษาธรรมได้มากขนาดไหน แต่ถ้าผู้ใดรักษาธรรมได้จนถึงการบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระโสดาบันเป็นต้น บุคคลนั้นก็จะเกิดธรรมรักษา จะเกิดอีกอย่างมาก ๗ ชาติถ้าไม่ประมาท

          ในขณะที่เกิดอย่างมาก ๗ ชาตินั้นก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ จะไม่ไปเกิดในนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน อยากจะไปเกิดอย่างไรๆ มันก็ไม่ไปเกิด อยากจะไปเกิดเป็นนกสักชาติบินไปโน้นบินไปนี้ก็ไปเกิดไม่ได้ เพราะอะไร เพราะวิสัยแห่งจิตใจนั้นมันเกินวิสัยของสัตว์เดรัจฉานแล้ว จิตใจมันละโมหะได้มากแล้วไม่สามารถที่จะกลับไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่มีโมหะเต็มในขันธสันดานได้ จิตใจมันสูงส่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน อย่างเช่นจะไปเกิดเป็นหมา เป็นวัว เป็นควาย มันก็ไปเกิดเป็นไม่ได้ เพราะว่าใจมันสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานแล้ว มันไม่สามารถที่จะไปทรงร่าง ทรงเพศของสัตว์เดรัจฉานนั้นได้ หรือว่าไม่สามารถที่จะไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกายได้ เพราะเปรตนั้นมีแต่ความลุ่มหลง มีแต่ความอยาก

          จิตใจของอริยบุคคลนั้นมันหายจากความอยาก สร่างจากความอยากแล้วจะไปเกิดเป็นเปรตได้อย่างไร อยากจะไปเกิดเป็นเปรตอย่างไรๆ มันก็ไม่เกิดเป็นเปรต อยากจะไปลักเล็กขโมยน้อยเขา อยากอย่างไรๆ จิตใจมันก็ไม่ไป เพราะอะไร เพราะผ่านการบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระโสดาบันแล้ว อยากทำชั่วในส่วนที่จะไปเกิดในอบายภูมิ ในเปรต ในอสุรกาย มันไม่ไปเพราะจิตใจเข้าถึงสภาวะของอริยบุคคลแล้ว สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว

          ถ้าผู้ใดรักษาธรรมะจนถึงขั้นของอริยบุคคลแล้ว ธรรมะก็จะรักษาบุคคลนั้นให้กว้างไกลแล้วก็มีพลังมีอานุภาพมากมายเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ เพราะฉะนั้นเมื่อบุคคลรักษาธรรม แล้วก็ธรรมรักษาบุคคลนั้นแล้ว บุคคลนั้นจะอยู่ ณ สถานที่แห่งใดธรรมก็ย่อมรักษาบุคคลนั้นในสถานที่นั้น บุคคลนั้นจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะกิน จะดื่ม จะพูด จะคิด ธรรมก็จะรักษาบุคคลนั้น ถึงบุคคลนั้นจะขี่เครื่องบิน นั่งเครื่องบินไปประเทศอินเดีย ไปประเทศสหรัฐ ไปอาหรับอะไรต่างๆ ธรรมะก็จะติดตามบุคคลนั้นไปประคับประคองจิตใจของบุคคลนั้นให้เกิดปีติ ให้เกิดความสุข

          ธรรมะนั้นปรากฏเป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาลไม่จำกัดสถานที่ นั่งอยู่ที่ไหนจิตใจสงบปีติธรรมมันเกิดขึ้นในขณะนั้น โดยเฉพาะบุคคลใดที่เคยไปดินแดนแห่งพุทธภูมิ ถ้าเราไปนั่งตรงหน้าพระพักตร์ตรงที่เป็นที่เสด็จดับขันธ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คล้ายๆ ว่าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปใหม่ๆ แต่ถ้าเรานั่งอยู่ในที่นั้นจิตใจมันสงบ เมื่อจิตใจมันสงบแล้วมันเกิดสมาธิ เมื่อเกิดสมาธิแล้วมันเกิดปีติ เกิดความสุขขึ้นมา เราจะเข้าใจว่าธรรมะนี้มันไม่จำกัดกาลไม่จำกัดสถานที่ ธรรมะนั้นมันมีจริงหนอ อยู่ในสถานที่แห่งใดถ้าจิตใจของเรามันสงบแล้วสามารถเสพอารมณ์ของธรรมะ รับอานุภาพของธรรมะ รับรังสีของธรรมะ ได้ในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ เกิดความซาบซึ้งในพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณเป็นอย่างมาก นี้ในลักษณะของธรรมะที่ปรากฏ

          หรือว่าเราจะไปนั่งอยู่ที่พุทธคยาตรงที่เป็นที่ตรัสรู้ ตรงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพิชิตมาร มารทั้งหลายทั้งปวงยอมแพ้ก็อยู่ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตรงที่วัชรศิลาอาสน์ ตรงที่พระองค์ทรงนั่งตรัสรู้ ตรงนั้นเป็นสิ่งที่พวกเราระลึกนึกถึง

          พระองค์ทรงอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าถ้าไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว แม้เนื้อและเลือดมันจะแห้งเหือดไป เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตาม จะไม่ยอมคลายความเพียร ถ้าไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็ยอมตายอะไรทำนองนี้ ถ้าเราพูดตามภาษาชาวบ้าน เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงอธิษฐานอย่างนี้ ไม่เคยมีชฎิล ไม่เคยมีดาบส มีนักบวชประเภทใดเคยอธิษฐานอย่างนี้มาก่อน ถ้าบุคคลนั้นไม่มั่นใจในปฏิปทาของตนเอง ไม่มั่นใจในบารมีของตนเองแล้วจะไม่กล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

          เหมือนกับคณะครูบาอาจารย์ญาติโยมถ้าคนไหนยังไม่มั่นใจว่า สอนกัมมัฏฐานแบบหลวงพ่อวัดพิชโสภารามนี้จะทำให้เราบรรลุมรรคผลนิพพานได้หรือเปล่าหนอ ถ้ายังไม่เชื่อยังลังเลสงสัยอยู่ก็ไม่กล้า ไม่กล้าที่จะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แต่ถ้าเชื่อว่าสอนกัมมัฏฐานแบบวัดพิชโสภารามนี้สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานหมดกิเลสสิ้นตัณหาได้ เราก็จะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตายก็ยอมตายไม่บรรลุก็ให้มันตายไปอะไรทำนองนี้

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เหมือนกัน พระองค์ทรงมั่นใจในบารมีที่พระองค์บำเพ็ญมาสี่อสงไขยกับแสนมหากัปทรงอธิษฐานลอยถาด ถาดมันทวนกระแสน้ำก็เป็นนิมิตเป็นเครื่องหมายว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้แน่นอน พระองค์มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นพระองค์ก็เอาชีวิตเป็นเดิมพันในที่สุดพระองค์ก็ทรงพิชิตมารที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา ถ้าผู้ใดไปประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วจิตใจมันสงบ ณ สถานที่แห่งนั้น ปีติธรรมมันเกิด ณ ที่แห่งนั้น สุขอันเกิดจากการประพฤติปฏิบัติธรรมเรียกว่า นิรามิสสุข สุขไม่อิงอามิสแต่อิงในธรรมมันเกิดในสถานที่แห่งนั้น บุคคลนั้นจะเข้าใจว่า ผู้ใดรักษาธรรม ธรรมก็จะรักษาผู้นั้นสมควรแก่เหตุสมควรแก่ผล

          เพราะฉะนั้นธรรมะที่คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมทั้งหลายได้ร่วมกันบำเพ็ญ ประพฤติปฏิบัติมา ถ้าคณะครูบาอาจารย์ญาติโยมนั้นไม่คลายการประพฤติปฏิบัติ รักษาการประพฤติปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาธรรมะก็จะรักษาผู้นั้นอยู่ตลอดกาลเวลา เหมือนที่กระผมอาตมภาพได้กล่าวมา

          ท้ายที่สุดนี้ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายจงพยายามรักษาธรรมให้มากที่สุดตามลำดับที่กระผมกล่าวแล้วธรรมก็จะรักษาครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมให้อยู่เป็นสุขในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อได้

          วันนี้กระผมอาตมภาพก็ได้กล่าวธรรมก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ขอให้ครูบาอาจารย์ญาติโยมทั้งหลายได้ขยับขยายคลายอิริยาบถ เตรียมกำหนดออกเพื่อเตรียมตัวแผ่เมตตาเป็นลำดับสืบต่อไป.

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
การอุทิศส่วนบุญ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 1 637 กระทู้ล่าสุด 22 ธันวาคม 2563 14:14:10
โดย Maintenence
อปัณณกปฏิปทา โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 1 838 กระทู้ล่าสุด 01 กุมภาพันธ์ 2564 16:28:09
โดย Maintenence
การสำรวมอินทรีย โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 1 705 กระทู้ล่าสุด 15 กรกฎาคม 2564 16:07:16
โดย Maintenence
ลำดับญาณ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 2 639 กระทู้ล่าสุด 07 สิงหาคม 2564 19:54:30
โดย Maintenence
การพิจารณาโดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 0 501 กระทู้ล่าสุด 06 กันยายน 2564 16:00:25
โดย Maintenence
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.662 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 03 มีนาคม 2565 18:04:57