[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
17 พฤษภาคม 2565 18:48:45 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การบำเพ็ญบารมี - พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี  (อ่าน 284 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 844


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 96.0.4664.45 Chrome 96.0.4664.45


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 09 ธันวาคม 2564 13:09:29 »




การบำเพ็ญบารมี
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
(เทศน์ที่วัดสามแยกโพธาราม ๑๕ ม.ค.๕๗))

         ก็ขอปรับความเข้าใจกับคณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทุกท่านทุกคนว่า การฟังธรรมก็เหมือนกับการประพฤติปฏิบัติธรรมไปด้วย ฉะนั้นจึงขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายนั้นได้นั่งสมาธิฟัง ขาขวาทับขาซ้ายมือขวาทับมือซ้ายตั้งกายให้ตรงดำรงสติให้มั่น ทางคณะญาติโยมผู้เป็นอุบาสิกาก็นั่งท่าเทพธิดา ทำกายของเราให้มั่นคงทำสติให้ตั้งมั่น เอาสติของเราไปไว้ที่หูข้างใดข้างหนึ่ง หูของเรามีอยู่สองข้าง ข้างใดที่ได้ยินเสียงชัดเจนเรียกว่าข้างนั้นรูปนามมันปรากฏชัดเราก็เอาสติไปกำหนดที่หูข้างนั้นกำหนดว่า “เสียงหนอๆ” หรือเรากำหนดว่า “ได้ยินหนอๆ” คำใดคำหนึ่งตามที่เราถนัดแต่ว่าเราตั้งสติไว้ที่หูของเรามีสติกำหนดจดจ่อกำหนดว่า “ได้ยินหนอๆ” เรื่อยไปจนกว่าเราจะได้สมาธิไปแต่ขอให้เราจำให้ได้ว่าเราจะเข้าสมาธิไปตอนผู้เทศน์ เทศน์ถึงคำว่าอะไรเราจึงขาดความรู้สึกไป หรือว่าขณะที่เราฟังการบรรยายธรรมไป บางครั้งเราภาวนาพองหนอยุบหนอไป บางคนบางท่านก็ถนัดกำหนดที่เสียงในขณะที่รับฟังธรรมเทศนาแต่ถ้าเรากำหนด “พองหนอยุบหนอ” ไป ขณะที่จิตของเรามันดิ่งเข้าไปๆ ก็ขอให้เราจำให้ได้ว่าดับลงไปตอนท้องพองหรือท้องยุบ ตอนเราหายใจเข้าหรือหายใจออก ตอนต้นพองกลางพองสุดพอง หรือต้นยุบกลางยุบสุดยุบ

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ถ้าผู้ใดจำการดับไปของรูปของนามได้ ท่านกล่าวว่าแม้จะเอาสมบัติของมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงมากองสูงเท่ากับภูเขาเลากาต่างๆ เมื่อไปเปรียบเทียบกับอานิสงส์ของการจำการดับไปของรูปของนามเพียงครั้งหนึ่งนั้นไม่ได้ หรือจะเอาสมบัติของเทวดาทั้ง ๖ ชั้น นับตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกาไปถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตดีมากองรวมกันอานิสงส์นั้นก็ไม่เท่ากับจำอาการเกิดดับของรูปของนาม เห็นความดับไปของรูปของนามเพียงครั้งเดียว หรือว่าเราจะเอาสมบัติของพรหมโลกของท้าวมหาพรหมต่างๆ มารวมกันสมบัติทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นก็ยังแพ้การจำความเกิดดับ เห็นความดับไปของรูปของนามเพียงครั้งเดียวเรียกว่ามีอานิสงส์มาก

          ฉะนั้นญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเดินจงกรมนั่งภาวนานี้เราประพฤติปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร เรามีจุดมุ่งหมายอย่างไรเราทั้งหลายจึงได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม คณะครูบาอาจารย์บางท่านบางคนก็อาจจะเกิดความสงสัยเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่ออะไรหนอ อะไรทำนองนี้ การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมีคุณเป็นอเนกานิสังสา มีอานิสงส์มากมายสุดที่จะนับเป็นอเนกประการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า อเนกานิสังสา มีอานิสงส์มากมายเป็นอเนกประการ

          แต่ว่าการที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ถือว่าเป็นการบำเพ็ญบารมี สร้างคุณงามความดีใส่ตัวของเรา แล้วก็สร้างคุณงามความดีให้เกิดขึ้นกับสังคม การที่พวกเราทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้วพวกเราทั้งหลายก็ประสบความทุกข์ต่างๆ นาๆ ทุกข์เพราะความโกรธ ทุกข์เพราะความโลภ ทุกข์เพราะความหลง ทุกข์เพราะราคะ ตัณหา อุปาทานต่างๆ ทุกข์เพราะกรรมที่มันให้ผล ที่เราเคยกระทำกรรมไม่ดี เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วกรรมเหล่านั้นตามให้ผล ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้คนพิกลพิการ ทำให้ต้องเป็นคนยากจนข้นแค้นอนาถาต่างๆ หาเช้ากินค่ำหาอยู่หากินฝืดเคือง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วอานุภาพของสิ่งทั้งหลายที่เราเคยกระทำมา เป็นของเก่าที่เราเคยกระทำมา มาให้ผลในปัจจุบันนี้เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรากำลังรับความทุกข์อยู่ก็ดีรับความสุขอยู่ก็ดี สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากสิ่งที่เราเคยกระทำมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมย่อมจำแนกสรรพสัตว์ทั้งหลายให้เลวบ้าง ให้ปานกลางบ้าง ให้ประณีตบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแต่กรรม กรรมใครเป็นตัวกระทำ เราเองเป็นคนกระทำ เพราะฉะนั้นการที่คณะญาติโยมสาธุชนทุกท่านคณะครูบาอาจารย์ทุกรูปที่มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมล้วนแต่มารวมกันสร้างกรรมดี สร้างบารมีใส่ตนเอง เพื่อที่จะให้เกิดความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปจนกว่าจะถึงพระนิพพาน

          ถ้าเราพิจารณาจริงๆ แล้วว่าพระพุทธศาสนาของเราเกิดขึ้นมาอย่างไร ถ้าเราพิจารณาถึงปฐมเหตุแห่งการเกิดของพระพุทธศาสนา ถ้าเราพิจารณาแล้วพิจารณาอีกตามพุทธประวัติเราก็จะทราบชัดว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มาตรัสรู้สั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลายนั้นมีอยู่ ๓ ประเภท เรียกว่า ปัญญาธิกะ ผู้ยิ่งด้วยปัญญา ประเภทหนึ่ง สัทธาธิกะ ผู้ยิ่งด้วยศรัทธาประเภทหนึ่ง วิริยาธิกะ ผู้ยิ่งด้วยความเพียรประเภทหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระโคดมที่เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรานั้นพระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ เป็นผู้ยิ่งด้วยปัญญา เมื่อเราศึกษาประวัติของพระองค์นั้นพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยกับอีกแสนมหากัปจึงได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเมื่อเราพิจารณาว่าบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยกับแสนมหากัปนั้นพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีอย่างไร ถ้าเราศึกษาพุทธประวัติเราก็จะทราบว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ บารมี ๓๐ ทัศคืออะไร คือบารมีขั้นต้น พระอุปบารมีขั้นกลางแล้วก็ปรมัตถบารมีขั้นสูงสุด บารมีแต่ละขั้นนั้น ๑๐ หัวข้อรวมกันทั้งอุปบารมี และปรมัตถบารมีก็รวมกันเป็น ๓๐ ข้อเรียกว่าเป็น ๓๐ ทัศ

          เพราะฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายได้มาร่วมกันฟังเทศน์ฟังธรรม ร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ก็ถือว่าเรามาร่วมกันบำเพ็ญบารมี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ มีทานบารมีการให้ทาน ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงมาที่วัดสามแยกโพธาราม ซึ่งพระอาจารย์คงวัตร พร้อมด้วยคณะท่านได้จัดประพฤติปฏิบัติธรรมมาประมาณ ๗ ปีแล้ว พาญาติพาโยมให้ทานมาเป็นเวลา ๗ ปีแล้ว อันนี้ถือว่าพวกเราทั้งหลายได้มาสร้างทานบารมี ขณะที่เราทั้งหลายมาฟังเทศน์ฟังธรรมเราทั้งหลายมีโอกาสได้สมาทานศีล สมาทานศีล ๕ บ้าง สมาทานศีล ๘ บ้างอันนี้ก็ถือว่าเป็นการทำศีลให้มั่นคง เป็นการบำเพ็ญสีลบารมีแล้ว คณะครูบาอาจารย์ที่มาเข้าปริวาสกรรมประพฤติวุฒฐานวิธีก็ถือว่ามากระทำศีลของตนเองให้มั่นคง เป็นการทำศีลให้บริสุทธิ์หมดจด ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นศีลบริสุทธิ์ เป็นไทไม่ตกเป็นทาสของกิเลสที่เปรอะเปื้อนด้วยราคะ ตัณหา ต่างๆ เรียกว่าเป็นผู้กระทำศีลของตนให้เป็นภาชนะทองรองรับเอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          ถ้าผู้ใดบวชเข้ามาแล้วไม่มีศีลบริสุทธิ์ เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสข้อใดข้อหนึ่งเราจะมาประพฤติปฏิบัติธรรมเดินจงกรม นั่งภาวนาอย่างไร เราก็ไม่สามารถที่จะยังฌานสมาบัติให้เกิดขึ้นมาได้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เราอยากจะให้มันเกิดทำอย่างไรมันก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ เพราะอะไร เพราะจิตใจของเราไม่บริสุทธิ์ ร่างกายของเราไม่เป็นผู้ที่ทรงศีลไม่เป็นภาชนะทองที่จะรองรับเอาพระธรรมได้ เปรียบเสมือนกับพื้นแผ่นดินที่มันแห้งมีแต่กรวด มีแต่ทราย เราจะปลูกต้นไม้ให้มันเขียวชอุ่มชุ่มชื่นมันก็เกิดยาก แม้แต่หญ้าก็ยังเกิดยาก ถ้าดินตรงนั้นเป็นดินที่แห้งไม่มีน้ำ มีแต่หินแต่กรวดเป็นลานหิน เราจะปลูกหญ้าให้มันเขียวสักเส้นหนึ่งก็ยังยาก

          บุคคลผู้ไม่มีศีลก็เหมือนกันเราจะปลูกสมาธิ เราจะปลูกวิปัสสนาญาณ เราจะปลูกวิชชา ๓ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญา ๖ เราจะปลูกการบรรลุมรรคผลนิพพานแม้แต่พระโสดาบันก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นการที่ญาติโยม คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้มาร่วมกันประพฤติวุฒฐานวิธี ปริวาสกรรมจึงถือว่าเป็นการกระทำศีลของตนเองให้มั่นคง เรียกว่าถ้าผู้ใดขาดตกบกพร่องโดยประการใดประการหนึ่ง หรือเผื่อเหนือตกใต้ เราทั้งหลายทั้งปวงก็มาประพฤติปริวาสกรรมกัน ถ้าผู้ใดประพฤติปริวาสกรรมแล้วแม้แต่เราสมาทานปริวาสเสร็จการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นก็เป็นไปเพื่อให้ได้ฌานสมาบัติ เป็นไปเพื่อให้ได้ซึ่งวิปัสสนาญาณ เป็นไปเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ถึงเราจะไม่อัพภาน เรายังอยู่ในห้วงของปริวาสกรรม เราอยู่ในห้วงของการประพฤติมานัตต์ เราอยู่ในห้วงของอัพภานารหภิกขุ ในห้วงของภิกษุผู้ควรแก่การอัพภาน เรายังไม่ได้อัพภานเราก็สามารถที่จะได้บรรลุฌานสมาบัติ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้

          เพราะฉะนั้นการประพฤติวุฒฐานวิธีนั้นจึงเป็นการบำเพ็ญสีลบารมีให้สมบูรณ์ขึ้นมา อันนี้เรียกว่าเรากระทำตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เรียกว่าเรากระทำปฐมเหตุแห่งการเกิดพระพุทธศาสนาแล้ว หรือว่าเราบำเพ็ญการบวชเนกขัมมบารมี ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงมาบวชรักษาศีล ๘ เดินจงกรมนั่งภาวนาอดอาหารเย็น คณะครูบาอาจารย์ก็มาบวช เป็นพระภิกษุภาวในพระพุทธศาสนาเรียกว่าเราบำเพ็ญเนกขัมมบารมี หรือว่าออกจากกามคุณ ออกจากการคลุกคลีด้วยรูป ด้วยเสียง ด้วยกลิ่น ด้วยรส ด้วยสัมผัสด้วยอารมณ์ต่างๆ มาถือเพศเป็นพรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์เนกขัมมะ ประพฤติเพื่อจะออกจากกามคุณทั้งหลายทั้งปวง ถือว่าเรามาบำเพ็ญเนกขัมมบารมีให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป      

          แล้วเราได้มาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เจริญสมถกัมมัฏฐาน ขณะที่เราภาวนา “พองหนอยุบหนอ” เราเห็นต้นพอง กลางพอง สุดพอง เห็นต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ เวลาเราก้าวขวาก้าวซ้ายเราเห็นต้นยก กลางยก สุดยก ต้นย่าง กลางย่าง สุดย่าง เราเห็นอาการคู้ อาการเหยียด อาการก้ม อาการเงย มีสติ มีสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี ท่านกล่าวว่าเรามาบำเพ็ญปัญญา การบำเพ็ญปัญญาเราต้องทำให้ใจของเราเป็นกลาง เราต้องทำใจของเราให้นิ่ง เราต้องทำใจของเราให้สงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตใจของเรานิ่งสงบเป็นสมาธิจิตใจของเราก็ตั้งมั่น เมื่อจิตใจของเราตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ปัญญา แสงสว่างแห่งธรรมย่อมปรากฏขึ้นมา สว่างตาด้วยแสงไฟ สว่างใจด้วยแสงธรรม เรียกว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็จะอุบัติขึ้นมาในใจของเรา ใจของเราก็จะรู้เหตุรู้ผล รู้บุญรู้บาป รู้เหตุเกิดของกิเลสตัณหาทั้งหลายทั้งปวง ปัญญามันจะเกิดขึ้นมาเพราะจิตใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมในลักษณะอย่างนี้ก็ชื่อว่าเราทั้งหลายนั้นมาบำเพ็ญปัญญาบารมี เพื่อที่เราจะได้มีบารมีแก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไปจนกว่าจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน

          แล้วเรามาประพฤติวุฒฐานวิธีเข้าปริวาสกรรมนี้เราก็ยังได้มาบำเพ็ญวิริยบารมี เรียกว่าเรายังได้มาบำเพ็ญความเพียร การที่เราอดตาหลับขับตานอน หนาวเราก็ต้องนั่งฟังธรรม หนาวเราก็ต้องเดินจงกรม หนาวเราก็ต้องนั่งภาวนา หนาวเราก็ต้องแผ่เมตตา ถึงจะมียุง ถึงเราจะรำคาญหงุดหงิดเกียจคร้านอย่างไร เราก็ฝืนอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นมาเดินจงกรมนั่งภาวนาเพื่อให้จิตใจของเรามันสงบ เพื่อให้สติของเรามันสมบูรณ์ สัมปชัญญะของเรามันสมบูรณ์ เพื่อให้เกิดศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผลพระนิพพาน เรียกว่าเรามาบำเพ็ญวิริยบารมีแล้ว ขณะที่เราบำเพ็ญวิริยะบารมีนั้นบางครั้งเราก็ต้องใช้ความอดทน นั่งไปนานๆ มันอาจจะเกิดความเจ็บอาจจะเกิดความปวด อาจจะเกิดความง่วงเหงาหาวนอนเราก็ต้องอดทน มีความอดทน มีขันติตั้งมั่น เวลาเราเดินจงกรมบางครั้งมันเกียจคร้านโดยเฉพาะเราขึ้นมานัตต์ เราเดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง ถ้าเราไม่มีความเพียรจริงๆ เราก็ไม่สามารถที่จะทำได้ต้องหลบเข้ากลดเข้าเต็นท์แล้วก็นอนสบายอะไรทำนองนี้ อันนี้เรียกว่าเราขาดความอดทน ความอดทนนั้นเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ความอดทนนั้นเป็นเครื่องประดับของนักพรต ความอดทนนั้นเป็นเครื่องประดับของบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมขาดขันติคือความอดทนแล้ว บุคคลนั้นไม่สามารถบรรลุฌาน ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เพราะความอดทนนั้นเป็นหัวใจของการประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นคณะครูบาอาจารย์ญาติโยมได้มาบำเพ็ญบารมีในการประพฤติวุฒฐานวิธีนี้ก็ถือว่าเป็นการบำเพ็ญขันติบารมีไปด้วย

          แล้วการบำเพ็ญบารมีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปในการที่พวกเราทั้งหลายเข้าปริวาสกรรมนี้เราก็บำเพ็ญสัจจบารมีไปด้วย ขณะที่เรามาประพฤติปริวาสกรรมนั้นเราต้องมีสัจจะกับตัวเองโดยเฉพาะนักประพฤติปฏิบัติธรรม สิ่งใดที่จะทำให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเราเศร้าหมอง สิ่งใดที่จะทำให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเรานั้นช้า สิ่งใดที่ทำให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเราไม่ได้ผล เราต้องมีสัจจะกับตัวเองเราต้องละสิ่งนั้นให้ได้ เราต้องเลิกสิ่งนั้นให้ได้ เราต้องทำสิ่งนั้นให้หมดไปจากจิตจากใจของเราให้ได้ อย่างเช่นเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเรามีภาระหน้าที่มากมาย โทรศัพท์ที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้วัดของเราเศร้าหมองทำอารมณ์ของเราให้ปรุงแต่งฟุ้งซ่านไปหาอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงเราต้องตัดอารมณ์นั้นออกให้หมด คือเราต้องมีสัจจะตั้งแต่เริ่มเข้าปริวาสจนถึงออกปริวาสเราจะไม่ใช้โทรศัพท์ ถ้าข้าพเจ้าใช้โทรศัพท์ขอให้ข้าพเจ้าตายทันที หรือว่าถ้าข้าพเจ้าใช้โทรศัพท์ขออย่าให้ข้าพเจ้าเจริญรุ่งเรืองเลยในพระศาสนา แต่ถ้าข้าพเจ้าทำได้ขอให้ข้าพเจ้าจงเจริญรุ่งเรือง ขอให้ข้าพเจ้าจงมีดวงตาเห็นธรรมได้สมาธิสมาบัติได้มรรคได้ผลได้พระนิพพาน ขอให้ข้าพเจ้าเป็นที่พึ่งของญาติของโยมได้อะไรทำนองนี้ สัจจบารมีเราควรกระทำให้เกิดในขณะที่เรากำลังบำเพ็ญบารมี

          แล้วก็สิ่งใดที่ทำให้เราเกิดความชักช้า อย่างเช่นเรามัวแต่คุยกับคนโน้นบ้าง มัวแต่คุยกับคนนี้บ้าง ไม่ประพฤติปฏิบัติ เราก็ต้องตั้งสัจจะว่าไม่จำเป็นเราจะไม่พูด ไม่มีคนถามเราจะไม่พูด เราตั้งสติสำรวมอยู่ตลอดเวลาตลอด ๙ คืน ๑๐ วัน ถ้าข้าพเจ้าทำได้อย่างนี้ขอให้ข้าพเจ้าจงเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนาได้บรรลุมรรคผลนิพพาน นี้เรียกว่าเป็นการบำเพ็ญสัจจบารมี หรือตลอด ๙ คืนนี้ข้าพเจ้าจะไม่หลับไม่นอน ข้าพเจ้าจะมีความเพียรอยู่ตลอดเวลา หรือตลอด ๙ คืนนี้ข้าพเจ้าจะไม่นอนกลางวันข้าพเจ้าตื่นขึ้นเวลาไหนข้าพเจ้าจะลุกขึ้นทันที หรือตลอด ๙ คืน ๙ วันนี้ข้าพเจ้าจะไม่เอนพิงพนักพิงต้นไม้ ข้าพเจ้าจะมีหลังที่ตรงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราตั้งสัจจะอย่างนี้ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเรานั้นเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เผลอ ไม่ขาดสติ ไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมก็ชื่อว่าเป็นการบำเพ็ญสัจจบารมีไปด้วย

          แล้วก็การเข้าปริวาสกรรมก็ถือว่าเป็นการบำเพ็ญอธิษฐานบารมีไปด้วย เพราะว่าการประพฤติปริวาสกรรมนั้นเราอธิษฐานว่าเราจะอยู่ปริวาส ๓ ราตรี แล้วเราก็จะอยู่มานัตต์อีก ๖ ราตรี นี้เราอธิษฐานไวในจิตในใจของเราก็อยู่ตามคำที่เราอธิษฐานไว้ เราต้องอยู่ ๓ ราตรี ประพฤติมานัตต์ ๓ ราตรีก็เป็นอธิษฐานบารมีหรือในขณะที่เราอยู่ปริวาสเราจะอธิษฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเรามั่นคงเราก็อธิษฐาน บางคนบางท่านอธิษฐานว่า ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำกิจ จะมีสติสำรวมอยู่ตลอดเวลา จะไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของกิเลสธรรมทั้งหลายทั้งปวง จะไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของนิมิต จะไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของความโกรธ จะไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของราคะ จะไม่เหม่อลอยไปตามอำนาจของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มากระทบ จะมีสติกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบันธรรมอยู่ตลอดเวลา เราอธิษฐานอย่างนั้นก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เป็นการบำเพ็ญอธิษฐานบารมีเหมือนกัน

          หรือขณะที่เราประพฤติปริวาสกรรมประพฤติวุฏฐานวิธีอยู่นี้ก็ชื่อว่าเป็นการบำเพ็ญเมตตาบารมีด้วย เพราะว่าขณะที่เราประพฤติปริวาสกรรมนั้นเราแผ่เมตตาทุกเช้าทุกบ่ายทุกเย็นก่อนที่จะพักผ่อนจำวัด ตื่นขึ้นมาเราก็มาทำวัตรเช้า เราก็มาแผ่เมตตาบ้าง ภาวนาแล้วเราก็แผ่เมตตาอีก นี้เรียกว่าเราเป็นผู้บำเพ็ญเมตตาบารมี ผู้ใดบำเพ็ญเมตตาบารมีแม้แต่มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงก็ให้ความรัก เทวดาทั้งหลายก็ให้ความรัก พรหมทั้งหลายก็เกิดความเกรงอกเกรงใจขึ้นมา อานิสงส์ของการแผ่เมตตาแม้แต่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็เกิดความรัก บุคคลที่เจริญเมตตาภาวนาอยู่เป็นประจำ ตายแล้วไปสู่ภพใดภพหนึ่ง ไปเกิดในตำบลใดตำบลหนึ่ง แห่งใดแห่งหนึ่งคนทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีความสงสาร ย่อมมีความเมตตา คนทั้งหลายทั้งปวงย่อมเกิดความสนิทสนม เกิดความรัก เกิดความเอ็นดู มีเสน่ห์ในตัวติดตามไปในสัมปรายภพข้างหน้า เรามาบำเพ็ญเมตตาบารมีร่วมกัน หรือว่าเรามาเจริญรอยตามปฐมเหตุแห่งการเกิดของพุทธศาสนาเรียกว่าบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ

          หรือว่าบุคคลผู้ที่มาประพฤติปริวาสกรรม ประพฤติวุฏฐานวิธี ชื่อว่าเป็นการบำเพ็ญอุเบกขาบารมี เพราะอะไร เพราะขณะที่เราเดินจงกรม “ขวาย่างหนอ” “ซ้ายย่างหนอ” เรามีสติกำหนด เรียกว่ามีจิตใจเป็นกลาง ถึงอารมณ์ชอบใจไม่ชอบใจมากระทบเราก็กำหนดอารมณ์นั้น ไม่เหม่อลอยไปตามอารมณ์นั้นให้ใจของเราเป็นกลางอยู่ตลอดเวลา เราได้ยินเสียงชอบใจไม่ชอบใจเราก็กำหนด “เสียงหนอๆ” ไม่เหม่อลอยไม่ให้เกิดความดีใจเสียใจกับเสียงนั้น ใจของเราเป็นกลางอยู่ตลอดเวลา เราจะคู้ จะเหยียด จะก้ม จะเงย จะนั่ง จะนอน ทุกสิ่งทุกอย่างเรากำหนดทันปัจจุบันธรรมตลอดเวลา ไม่เหม่อลอยไปตามอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง ใจของเราก็เป็นกลางอยู่ตลอดเวลาก็ชื่อว่าเป็นการบำเพ็ญอุเบกขาบารมี เรามาบำเพ็ญตามเบื้องยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาจากการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรานั้นบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ เรามาประพฤติปริวาสกรรมเราก็ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ ข้อนั้นไปด้วย เรียกว่าเรามาเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาทอย่างแท้จริง หนทางของการเกิดพุทธศาสนาก็บำเพ็ญมาในลักษณะอย่างนั้น

          เหตุเกิดของพุทธศาสนานอกจากจะบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศให้บริบูรณ์แล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา เมื่อบารมี ๓๐ ทัศสมบูรณ์แล้วพระองค์ยังพิจารณาเห็นเทวทูตทั้ง ๔ เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ แล้วก็เห็นคนตาย แล้วก็เห็นสมณะ เรามาพิจารณาความแก่ว่าความแก่นั้นมันเป็นทุกข์ คนทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาแล้วพิจารณาความแก่ว่าพ่อแม่ของเรา คุณยายโน้น คุณพ่อใหญ่โน้น แต่ก่อนนั้นร่างกายของท่านก็คงจะเป็นหนุ่ม ร่างกายของท่านก็คงจะเป็นเด็ก ร่างกายของท่านก็คงจะเป็นเด็กน้อยๆ ที่ออกจากท้องมารดามาเหมือนกัน แต่เมื่อท่านเกิดก่อนความแก่ของร่างกายมันก็แก่เข้าไปทุกวันๆ ทำให้ผมของพ่อใหญ่นั้นต้องขาว ทำให้ผมของแม่ใหญ่นั้นต้องขาว ทำให้ผิวพรรณต้องตกกระเหี่ยวย่น ทำให้ตาต้องฝ้าต้องฟาง ทำให้ฟันต้องหลุด ทำให้หูต้องตึง อันนี้เป็นลักษณะของคนแก่ คนแก่นั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย จะรับประทานอาหารต่างๆ ก็ลำบากไม่สะดวกสบายเหมือนกับตอนเป็นหนุ่ม ลักษณะของคนแก่นั้นเป็นทุกข์ในลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผู้ใดพิจารณาว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ บุคคลนั้นก็จะไม่เป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาท

          แล้วก็พิจารณาว่าเรานั้นมีความเจ็บเป็นธรรมดา ว่าเรานั้นไม่พ้นความเจ็บไปได้ เราต้องเจ็บไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่เดือนใดก็เดือนหนึ่ง ไม่ปีใดก็ปีหนึ่ง เราต้องเจ็บเป็นธรรมดา บางคนก็เจ็บเป็นโรคตับ โรคมะเร็ง โรคไตต้องฟอกไตอยู่เป็นประจำเหมือนกับพระอาจารย์คงวัตร บางคนก็เป็นโรคเบาหวานต้องหาหมอมารักษาบางครั้งก็ไม่หายต้องตัดแขนตัดขาพิกลพิการไปก็มี เรียกว่าพยาธิคือความเจ็บมันเป็นทุกข์อย่างนี้ ถ้าเราพิจารณาตามความเป็นจริงแล้วเราจะเกิดความสังเวชว่าคนทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาเพราะอะไร เกิดขึ้นมาเพื่อประสงค์อะไรในเมื่อเรามีความแก่เป็นเบื้องหน้า เรามีความเจ็บเป็นเบื้องหน้า เราจะมามัวเพลิดเพลินในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในธรรมารมณ์ ในเงิน ในทอง ในเรือกสวนไร่นา ในบุตร ในสามีภรรยาไปทำไม ในเมื่อเราจะต้องแก่ต้องเจ็บเราไม่สามารถเอาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นไปได้

          เมื่อเราพิจารณาต่อไปนอกจากเราจะแก่ นอกจากเราจะเจ็บแล้ว เรายังจะต้องตายคือเราจะต้องทิ้งสมบัติทั้งหลายทั้งปวง หนีจากลูก หนีจากภรรยา หนีจากสามี หนีจากบ้านช่องเรือนชานต่างๆ ทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้ด้วยความยากลำบากหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอาบเหงื่อต่างน้ำบ่าแบกหลังหนุนต่างๆ เราทั้งหลายเอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว เขาเอาใส่มือเราให้กำไว้อย่างดีเราก็ยังเอาไปไม่ได้ อันนี้เป็นเพราะอะไร เพราะทรัพย์สมบัติที่เป็นสมบัติภายนอกนั้นไม่สามารถติดตามบุคคลไปในสัมปรายภพข้างหน้าได้ นอกจากเราจะทำทรัพย์สมบัติภายนอกเอาเงินเอาทองมาทำบุญทำทานมาซื้ออาหารถวายพระ มาสร้างโบสถ์ สร้างศาลา ขุดบ่อน้ำ ก่อศาลาต่างๆ ทำทรัพย์ภายนอกให้เป็นทรัพย์ภายใน ทำทรัพย์ที่เป็นวัตถุให้เป็นนามธรรม ทำทรัพย์ที่ไม่เป็นบุญให้เป็นบุญกุศลติดตามเราไปในสัมปรายภพข้างหน้าได้

          เพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาว่าเราทั้งหลายมีความตายเป็นธรรมดา แม้แต่ร่างของเราก็ต้องแตก ต้องผุ ต้องพัง ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ไฟเป็นไฟ ลมเป็นลม อากาศธาตุก็ไปสู่อากาศธาตุ เอาไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว แล้วเราจะมัวเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งเหล่านั้นไปทำไม เราจะเพลินกับสิ่งเหล่านั้นไปได้กี่ปีกี่วันกี่เดือน เราก็ต้องละทิ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นไป เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะละทิ้งสิ่งทั้งปวงเหล่านั้นไป เรามาสร้างสมอบรมคุณงามความดีที่จะเป็นทรัพย์ติดตามเราไปในสัมปรายภพข้างหน้าเหมือนเงาติดตามตัวนั้นไม่ดีกว่าหรือ หรือว่าเราจะมัวเมากับสิ่งเหล่านั้น ถ้าเรามัวเมากับสิ่งที่เป็นสมบัติของโลก ของกลางสำหรับโลก ท่านอุปมาอุปไมยเหมือนคนบ้าหอบฟาง คนบ้านั้นคิดว่าฟางมีคุณค่าก็หอบฟางคิดว่าฟางนั้นมันมีประโยชน์ มีค่าเหมือนกับทองคำก็หอบไปๆ ไม่รู้จักวาง เกิดความลำบากอย่างไรก็หอบไปอยู่อย่างนั้น เหมือนกับพวกเราทั้งหลายผู้ที่ไม่รู้ว่าทรัพย์สมบัติ จะเป็นรถก็ดี จะเป็นบ้านก็ดี จะเป็นเงินเป็นทองก็ดีเป็นสมบัติกลางของโลกไม่สามารถจะเอาไปได้ ถ้าเราไม่รู้ว่ามันเป็นสมบัติกลางของโลก เราก็หวงแหน หอบอยู่อย่างนั้นแหละ หวงอยู่อย่างนั้น ยึดอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าหอบฟาง พอตายไปแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งเหมือนกับคนบ้าหอบฟางนั้นแหละ คนที่มีปัญญาก็คิดว่าคนบ้านั้นไม่มีอะไรเป็นแก่นสารฟางนั้นก็ไม่มีค่าเอาไปแลกเป็นอาหาร เอาไปแลกซื้อโน้นซื้อนี้ก็ไม่ได้

          ทรัพย์สมบัติของเราก็เป็นเหมือนกันที่เราสั่งสมมาเอาไปไม่ได้ เราจะเอาทรัพย์สมบัตินั้นไปจ้างนายนิรยบาลไม่ให้ตกนรก ไม่ให้เราไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานเราก็เอาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไปจ้างไม่ได้ ไปแลกไปเปลี่ยนไม่ได้ เพราะบุคคลผู้ตายไปเกิดในสัมปรายภพข้างหน้าแล้วไม่มีการกระทำการกสิกรรม การเลี้ยงโค การทำไร่ไถนา การปลูกพืชปลูกสวนไม่มีในสัมปรายภพข้างหน้า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นอยู่ได้ด้วยบุญ เป็นอยู่ได้ด้วยกุศล ถ้าผู้ใดไม่มีบุญกุศล ไม่ได้สร้างสมอบรมคุณงามความดีตายไปแล้วบางครั้งก็ไปสู่นรก อย่างเช่นนายจุนทสูกริก ที่ฆ่าหมูมาเป็นเวลา ๕๕ ปี วัดเชตวันอยู่ใกล้ๆ แต่ก็ไม่เคยทำบุญทำทาน น้ำส้มผักก็ไม่เคยถวายพระ ข้าวทัพพีเดียวก็ไม่เคยถวายพระ แม้แต่ดอกไม้ก็ไม่เคยบูชาพระ แม้แต่ความเลื่อมใสแห่งจิตแห่งใจที่จะยกมือไหว้พระที่เดินไปเดินมาผ่านหน้าบ้านของตนก็ยังไม่เคยมี องค์สมเด็จพระชินสีห์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์เทวดามารพรหมทั้งหลายผ่านหน้าบ้านทุกวันก็ยังไม่เกิดศรัทธา นี่เรียกว่าคนบาป คนประมาท เมื่อสิ้นชีพวายชนม์ทำกาละตายไปก็ไปเกิดในอเวจีมหานรกเพราะฆ่าหมูอยู่ตั้ง ๕๕ ปี คนประมาทมันเป็นอย่างนั้น เป็นคนแท้ๆ ตายไปแล้วก็ไปสู่อบายภูมิ เป็นคนประมาท

          เพราะฉะนั้นบุคคลใดเป็นผู้ประมาทก็ไม่ต่างจากบุคคลผู้ตายแล้ว เย ปมตฺตา ยถา มตา บุคคลใดเป็นผู้ประมาทบุคคลนั้นก็เปรียบเสมือนกับบุคคลผู้ตายแล้ว ตายจากคุณงามความดี ตายจากศีล ตายจากสติ ตายจากสมาธิ ตายจากปัญญา ตายจากมรรคจากผล ตายจากพระนิพพาน หรือว่าตายจากคุณธรรมอันพึงได้พึงถึง เมื่อเราพิจารณาความเกิดก็ดี ความแก่ก็ดี ความเจ็บก็ดี ความตายก็ดี ที่จะมาครอบคลุมสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความตายด้วยกันทั้งนั้น แล้วเราจะมัวเพลิดเพลินอยู่ทำไม หนาวเราก็ต้องอด ร้อนเราก็ต้องทน หิวเราก็ต้องสู้ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าขนาดไหนเราต้องประพฤติปฏิบัติธรรม อันนี้เรียกว่าปฐมเหตุแห่งการเกิดพระพุทธศาสนา

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยที่พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นความแก่ เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ และเห็นคนตาย แล้วเห็นสมณะ ว่าสมณะนั้นเป็นหนทางอันสงบเป็นผู้มีอินทรีย์ผ่องใสไม่มีหน้าสยิ้ว มีหน้าที่เบิกบาน มีหน้าที่ไม่มีริ้วรอยแห่งความทุกข์เป็นผู้ที่ปล่อยวางอารมณ์ ปล่อยวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวง พ้นไปจากเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด คงจะเป็นพระอรหันต์รูปใดรูปหนึ่งปรากฏอยู่ในโลก เรียกว่าเป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์ พระองค์ทรงเกิดปัญญาในลักษณะอย่างนี้ พวกเราทั้งหลายก็ให้พิจารณาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยเฉพาะบุคคลผู้จะประพฤติปฏิบัติธรรม บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นอย่างน้อยๆ เราต้องเห็นรูป เห็นกลิ่น เห็นรส เห็นสัมผัส เห็นอารมณ์ต่างๆ เป็นอนิจจังคือเป็นของไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงบรรดาที่มีอยู่ในโลกมนุษย์ก็ดี โลกของเทวดาก็ดี โลกของพรหมก็ดีเป็นของไม่เที่ยง แล้วก็เป็นทุกขังทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แล้วก็เป็นอนัตตาบังคับบัญชาอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ได้ ของทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในบรรดามนุษย์โลกก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดีเป็นของไม่เที่ยง

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 ธันวาคม 2564 13:11:31 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 844


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 96.0.4664.45 Chrome 96.0.4664.45


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 09 ธันวาคม 2564 13:11:01 »

.

การบำเพ็ญบารมี (จบ)

          ดังโบราณจารย์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า การที่เรามาเกิดในมนุษย์ก็ดี เกิดเป็นเทวดาก็ดี เกิดเป็นพรหมก็ดี ก็เหมือนกับเรานั้นไปเช่าบังกะโล ไปเช่าโรงแรมอยู่ถ้าเราหมดเงินหมดสิ่งของที่เป็นเครื่องจ้างรางวัลแล้วเขาก็ไล่เราออกจากบังกะโล ไล่เราออกจากโรงแรม เพราะอะไร เพราะว่าเราหมดเงินแล้ว ค่าเช่าของเราหมดแล้ว เขาก็ไล่เราออกเหมือนเรามาเกิดเป็นมนุษย์นี้แหละเมื่อบุญของเราหมด เราไม่อยากตายเราก็ต้องตายเราก็ต้องออกจากความเป็นมนุษย์ไปเกิดอยู่ในภพภูมิใหม่ เราไปเกิดบนสวรรค์เมื่อเราหมดบุญแล้วเราก็ต้องตกจากสวรรค์เราต้องมาจุติมาเกิด เมื่อเราเกิดเป็นพรหมเราหมดอานิสงส์ของฌานก็ต้องมาเกิดอีก แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า เมื่อบุคคลมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ดี ไปเกิดเป็นเทวดาแล้วก็ดี มนุษย์นั้นจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกยาก เทวดานั้นจะกลับมาเกิดเป็นเทวดาอีกยาก เพราะอะไร เพราะคนทั้งหลายทั้งปวงนั้นลุ่มหลงอยู่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในอารมณ์ต่างๆ ตายไปแล้วก็ไปเกิดในอบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานเป็นส่วนมาก บุคคลผู้ตายจากมนุษย์มาสู่มนุษย์อีกนั้นเหมือนกับเขาโค ส่วนที่ตายจากมนุษย์ไปสู่อบายภูมินั้นเหมือนกับขนโค เทวดาทั้งหลายทั้งปวงที่ตายจากเทวดาแล้วไปเกิดเป็นเทวดาเป็นเทพไท้เทวานั้นอีกเหมือนกับเขาโค บุคคลผู้ที่ตายจากเทวดาแล้วไปสู่อบายภูมิคือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานนั้นเหมือนกับขนโค คิดดูสิว่าเราจะอันตรายขนาดไหน แม้แต่ตัวของเราเองบางครั้งเราอยู่ดีๆ ก็เกิดความโกรธ ขณะที่เราเกิดความโกรธบางครั้งเราตายไปด้วยอำนาจของความโกรธ ก็อาจจะไปเกิดในนรกก็ได้ บางครั้งเราเกิดตัณหา ราคะ หมกมุ่นอยู่ในจิตในใจตายด้วยไฟคือราคะเผาสุมจิตใจเราอาจจะไปเกิดในนรกก็ได้ หรือว่าเราเกิดความโลภอย่างใดอย่างหนึ่ง มีความหวงแหนในทรัพย์สินเงินทอง มีความห่วงใยในบุตรภรรยาต่างๆ มีความโลภอยากได้อย่างโน้นอยากได้อย่างนี้ ตายไปด้วยความโลภก็อาจจะไปเกิดเป็นเปรตเป็นอสุรกาย ร่างกายอาจจะเป็นมนุษย์แต่ใจของเราอาจจะเกิดเป็นภูมิเปรตแล้วก็ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ถ้าผู้ใดโกรธบ่อยๆ โลภบ่อยๆ บุคคลนั้นก็เท่ากับแย้มประตูนรก แย้มประตูแห่งเปรตนั้นให้เรานั้นเดินไปสู่ประตูอบายภูมิแล้ว เราเป็นผู้แย้มเองเราเป็นผู้เปิดเอง ประตูแห่งนรกก็ดี ประตูแห่งสวรรค์ก็ดี ประตูแห่งพรหมโลกตัวเราเป็นผู้เปิดเองไม่ใช่คนอื่นมาเปิดให้เรา

          เพราะฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายได้มาประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมนั้น ท่านให้เราพิจารณาให้เห็นความแก่นั้นเป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ จึงจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บารมีของเรามันเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป แล้วการที่เหตุเกิดแห่งพุทธศาสนาของเรานอกจากจะบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ นอกจากจะพิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตายแล้วก็สมณะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญมรรคมีองค์ ๘ ประการ พระองค์ทรงหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์ ไปศึกษาอยู่กับอาฬารดาบสและอุทกดาบสแล้ว ได้ฌาน ๔ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ได้สมาบัติทั้ง ๘ ข้อ นับตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นี้เป็นรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ก็มี อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ครบทั้ง ๘ เมื่อได้ครบทั้ง ๘ แล้วก็เหาะเหินเดินอากาศได้แต่ไม่สามารถที่จะพ้นทุกข์ เพราะมัชฌิมาฏิปทามรรคมีองค์ ๘ ก็ยังไม่อุบัติขึ้นในขันธสันดานของพระองค์ ต่อเมื่อพระองค์ได้บำเพ็ญทางจิต เหมือนกับพวกเราทั้งหลายกำลังบำเพ็ญอยู่นี้เรียกว่าบำเพ็ญทางจิต เราเดินจงกรมเพื่ออะไร เพื่อที่จะฝึกจิต เรานั่งภาวนากำหนด “พองหนอ” “ยุบหนอ” เพื่ออะไร เพื่อที่จะอบรมจิตพัฒนาจิตฝึกจิตของเรา ให้จิตของเรานั้นเกิดการรู้การแจ้งการแทงตลอด ให้จิตของเรานั้นได้บรรลุคุณธรรมต่างๆ อะไรเป็นตัวบรรลุก็จิตของเราคือตัวบรรลุ ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจเป็นนายกายเป็นแหล่ง ใจเป็นผู้แต่งกายเป็นผู้กระทำ กายของเราเป็นผู้เดินจงกรมแต่ว่าใจของเราเป็นผู้ได้สมาธิ กายของเราเป็นผู้นั่งภาวนาเดินจงกรมใจของเราเป็นตัวเกิดวิปัสสนา กายของเราเป็นตัวเดินจงกรมกายของเราเป็นตัวนั่งภาวนาแต่การบรรลุมรรคผลรู้แจ้งแทงตลอดคือใจของเรา พระโสดาบันปรากฏขึ้นที่ใจของเรา พระสกทาคามีปรากฏขึ้นที่ใจของเรา พระนาคามีปรากฏขึ้นที่ใจของเรา พระอรหันต์ปรากฏขึ้นที่ใจของเรา การบรรลุมรรคผลนิพพานบรรลุที่ใจของเรา เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมท่านจึงกล่าว เพียงมีมัชฌิมาปฏิปทา มีมรรคมีองค์ ๘ คณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมตามหลักที่คณะครูบาอาจารย์พาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ เรียกว่าเรามาพอกพูนมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมาวายาโม สัมมากัมมันโต เป็นต้น เรียกว่าเรามาบำเพ็ญบารมีมัชฌิมาปฏิปทานั้นให้เกิดขึ้นในขันธสันดาน เรียกว่าเราเจริญรอยตามมรรคมีองค์ ๘ เราเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

          การที่พระพุทธศาสนาปรากฏขึ้นมาได้ก็เพราะการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสัมมาสัมพุทโธ พระองค์ทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง เป็นสยัมภู เป็นผู้รู้เอง เป็นโลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก เรียกว่าเป็นสัพพัญญู เป็นผู้รู้ทั่วไป เปรียบใบไม้หมดทั้งป่าแต่เลือกเอามาสอนชี้นำกำมือเดียว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงรู้มากมายมหาศาลแต่ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่พระองค์ทรงมาสอนพระสาวกของพระองค์นั้น เปรียบเสมือนกับป่าไม้ทั้งป่า ป่าหิมพานที่ยาวสุดลูกหูลูกตากว้างใหญ่ไพศาลนั้นเปรียบเสมือนกับความรู้ของพระองค์ แต่ความรู้ที่พระองค์เอามาสอนเรานั้นเปรียบเสมือนกับพระองค์ทรงหยิบเอามาจากป่าแค่กำมือเดียว เพราะฉะนั้นความรู้ที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้นจึงมีมากมายเป็นอนันต์ ประมาณมิได้พระองค์ทรงเอามาสอนเหมาะสมแก่อายุของสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงว่า ในยุคปัจจุบันนี้คนทั้งหลายทั้งปวงมีอายุแค่ ๑๐๐ ปี เมื่ออายุของพระศาสนาผ่านไป ๑๐๐ ปีคนเราก็จะมีอายุสั้นลดลงอีก ๑ ปี ขณะนี้พระพุทธศาสนาล่วงเลยมา ๒,๕๕๗ ปี อายุของคนทั้งหลายทั้งปวงก็ลดลง ๒๕ ปี อายุขัยของคนจึงอยู่ที่ ๗๕ ปี ถ้าผู้ใดมีอายุ ๗๕ ปีก็ชื่อว่าบุคคลนั้นมีอายุ ๑ กัปแล้วควรทำบุญฉลองอายุให้แก่ตนเอง ถ้าผู้ใดมีอายุเกิน ๗๕ ปี เรียกว่ามีอายุเกินกัปแล้ว ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายอย่าได้ประมาท พยายามเดินจงกรมนั่งภาวนาให้ปรากฏ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นเป็นของหายาก เราเกิดกี่ภพกี่ชาติกี่กัปกี่กัลป์เราจึงจะได้รู้ปฏิปทาแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน

          ครูบาอาจารย์ที่จะสอนบุคคลอื่นให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นก็เป็นของหายาก เพราะอะไร เพราะว่าการที่จะรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นมันก็เป็นของหายากแล้วจะมาสอนบุคคลอื่นให้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นก็ยาก แต่ถ้าคณะครูบาอาจารย์ไม่รู้แจ้งซึ่งการบรรลุมรรคผลนิพพานมาสอนบุคคลอื่นให้รู้แจ้งบรรลุมรรคผลนิพพานมันก็ไม่ได้ ก็เหมือนกับตาบอดจูงตาบอด เราไม่รู้ว่าหนามมันอยู่ตรงไหน โคนมันอยู่ตรงไหน ตรงไหนมันเป็นป่า มันเป็นโคลน เป็นตม เป็นเลน ตาบอดจูงตาบอด จะไปได้โดยวิธีใด ถ้าผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่รู้แจ้งแทงตลอด เหมือนกับบุคคลผู้เตี้ยอุ้มค่อม เหมือนกับตาบอดพายเรือในหนอง พายเรือทั้งวันนึกทั้งคืนนึกว่าไปไกลแล้วที่ไหนได้ก็วนอยู่ในหนองนั้นแหละ เหมือนกับตาบอดอุตริไปลักวัวลักควายชาวบ้าน เข้าไปจับเอาไปแต่จูงไปในรั้วของบ้านนั้นจูงทั้งคืนแต่ก็ไปไหนไม่ได้ บุคคลทั้งหลายทั้งปวงที่ไม่รู้แจ้งแทงตลอดเวลาไปแนะนำพร่ำสอนบุคคลอื่นเราก็ไม่สามารถจะแนะนำให้บุคคลอื่นรู้แจ้งแทงตลอดได้เลย เพราะอะไร เพราะเราก็ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอด เหมือนกับตาบอดไม่รู้ว่าท้องฟ้ามันเป็นอย่างไร เราจะไปชี้บอกคนอื่นว่าท้องฟ้ามันมีดวงจันทร์ วันนี้เป็นวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๒ ดวงจันทร์เต็มดวงมีแสงนวลสวยงามเราบอกไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าตาของเราก็ยังมองไม่เห็น แต่ว่าขณะนี้คณะครูบาอาจารย์มีสายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชปริยัตยากรวัดพิชโสภาราม ท่านได้เป็นผู้บุกเบิกเป็นปฐมแห่งสายของการประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านประพฤติปฏิบัติธรรมจนรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งการบรรลุมรรคผลนิพพานพิสูจน์มาแล้วท่านสอนอยู่ในสำนักนั้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๗ ก็เป็นเวลา ๔๐ กว่าปีมาแล้ว อาตมภาพอยู่กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อประมาณ ๒๕ ปี ๒๔ ปี ช่วยสอนกัมมัฏฐานจนท่านให้เป็นรองเจ้าอาวาส จนเป็นรักษาการเจ้าอาวาสทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะว่าได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตามท่าน คนทั้งหลายทั้งปวงมาประพฤติปฏิบัติก็หมดความสงสัยในเรื่องการบรรลุมรรคผลนิพพาน

          เพราะฉะนั้นญาติโยมทั้งหลายที่มาพบมาเจอหนทางแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรมที่แท้จริงก็ขอให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ถ้าเรายังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานตราบใดความทุกข์ก็ย่อมเกิดอยู่ตราบนั้น ไม่อยากจะให้ความทุกข์เกิดมันก็ต้องเกิด เพราะอะไร เพราะเชื้อแห่งความทุกข์มันอยู่ในจิตในใจ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ราคะ มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทาน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ให้เกิดความทุกข์มันอยู่ในจิตในใจ ญาติโยมคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงน้ำตามันร่วงตอนหนุ่มดีกว่ากลุ้มใจตอนแก่ ลำบากตอนหนุ่มดีกว่าไม่มีที่พึ่งในตอนแก่ เรามีกำลังในการประพฤติปฏิบัติธรรมในขณะนี้ดีกว่าเราจะเสียใจในภายหลัง ในเมื่อร่างกายมันทุพลภาพ เราประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ได้สติมันฟั่นเฟือน สติมันไม่สมบูรณ์แล้วเราจะเจริญสมณธรรมให้สมบูรณ์ได้อย่างไร เหมือนกับเศรษฐีสองผัวเมียเป็นผู้ประมาท เศรษฐีฝ่ายสามีนั้นมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ เศรษฐีฝ่ายภรรยาก็มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มารวมกันก็เป็น ๑๖๐ โกฏิ เงินจำนวน ๑๖๐ โกฏินั้นเป็นจำนวนมากมาย สิบแสนเป็นหนึ่งล้าน สิบล้านเป็นหนึ่งโกฏิ ๑๖๐ โกฏิก็เท่ากับ ๑,๖๐๐ ล้าน คิดดูว่าสามีภรรยามีเงินมากมายขนาดนั้นแต่ว่าสามีภรรยานั้นเป็นผู้ประมาท ไปคบนักเลงสุรา ไปกินเหล้าแล้วก็เที่ยวเล่นผู้หญิง กินเหล้าเมาสุรา ขับร้องดีดสีตีเป่าแล้วก็เพลิดเพลินไปวันๆ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทรัพย์สินทั้งหมดทั้งปวงฝ่ายสามีนั้นหมดไป ก็ใช้เงินของฝ่ายภรรยาใช้ไปๆ เงินของภรรยาก็หมดไป เมื่อสามีภรรยาหมดเงินแล้วทำอย่างไร ก็ขายทรัพย์สมบัติ ก็ขายถ้วยขายชาม ขายผ้าขายผ่อน ขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้าน เมื่อขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้านหมดแล้ว เงินมันก็หมดทำอย่างไรต่อไป ในที่สุดก็ขายบ้าน ขายที่ดินให้แก่คนอื่น เมื่อขายบ้านขายที่ดินให้แก่คนอื่นหมดแล้วเงินมันก็หมด ยังกลับตัวกลับใจไม่ได้ ผลสุดท้ายก็ต้องระเหเร่ร่อน มีมือถือกระเบื้องมีร่างกายห่มด้วยผ้าเก่าๆ มีรองเท้าเก่าๆ เพื่อที่จะไปขอทานหาอยู่หากินอาศัยฝาเรือนของบุคคลอื่นเป็นที่อยู่

          วันหนึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงประทับอยู่พระเชตวัน พระองค์ทรงเสด็จเข้าไปบิณฑบาต โดยมีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ เป็นผู้ติดตาม ขณะที่ดำเนินไปแล้วพระองค์ทรงเห็นเศรษฐีสองผัวเมียนั้นพระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์เห็นผิดสังเกตก็เลยกราบทูลองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์เพราะเหตุอะไรหนอแล” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เศรษฐีสองสามีภรรยานี้เป็นผู้มีบุญมาแต่ภพก่อนชาติก่อน แต่เพราะเขาประมาทในชาตินี้เขาจึงเสื่อมจากประโยชน์ทางโลกและทางธรรม ดูก่อนอานนท์ สองสามีภรรยานี้เป็นผู้บำเพ็ญทานมามากจึงได้เป็นเศรษฐี จึงเป็นเศรษฐีในภพนี้ สองสามีภรรยาบำเพ็ญบารมีทางธรรมมามาก ถ้าเขาไม่ประมาทในปฐมวัย สามีมาประพฤติปฏิบัติธรรมสามีก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในปฐมวัย ถ้าภรรยามาประพฤติปฏิบัติธรรมในปฐมวัยก็จะได้บรรลุเป็นพระอนาคามี แต่ถ้าปฐมวัยสองสามีภรรยาเขาประมาท เขามาประพฤติปฏิบัติในมัชฌิมวัย สามีก็จะได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ภรรยาก็จะได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี แต่สองสามีภรรยานั้นก็ประมาท แต่ถ้าสองสามีภรรยานั้นมาประพฤติปฏิบัติธรรมในปัจฉิมวัย สามีก็จะได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี ส่วนภรรยาก็จะได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ดูก่อนอานนท์ บัดนี้สองสามีภรรยานั้นประมาททั้งปฐมวัย ประมาททั้งมัชฌิมวัย วัยท่ามกลางและปัจฉิมวัย วัยสุดท้าย สองสามีภรรยานั้นประมาท สติฟั่นเฟือนไม่สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมได้ เป็นผู้เสื่อมจากทรัพย์ภายนอกแล้วก็เป็นผู้เสื่อมจากทรัพย์ภายใน เปรียบเสมือนกับนกกระเรียนตัวแก่ มีขนอันหลุดลุ่ย ขนปีกก็หลุดออกหมดแล้ว แล้วก็อยู่ในหนองน้ำที่มีน้ำอันแห้งเป็นเปลือกตมที่แห้ง ปลาก็ไม่มี จะหาปลากินในหนองน้ำก็ไม่มี จะบินไปสู่ที่อื่นก็บินไปไม่ได้ บุคคลผู้มีความประมาทก็อย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเศรษฐีสองสามีภรรยานี้จึงเป็นผู้เสื่อมจากทรัพย์ภายนอกและทรัพย์ภายใน ย่อมซบเซาอยู่ ตายไปแล้วก็ไปเกิดในอบายภูมิ เพราะฉะนั้นญาติโยมที่ได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมจนสุดความสามารถ

          วันนี้กระผมอาตมภาพได้กล่าวธรรมะมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ไม่มากจนเกินไป ไม่ยาวจนเกินไป ในท้ายที่สุดนี้ก็ขอน้อมเอาบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงที่คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงได้บำเพ็ญมาดีแล้วจงได้มารวมกันเป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัยส่งเสริมให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นจงเจริญรุ่งเรืองในศีลในธรรม จงเจริญรุ่งเรืองในฌาน ในสมาบัติ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ.
บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
การอุทิศส่วนบุญ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 1 627 กระทู้ล่าสุด 22 ธันวาคม 2563 14:14:10
โดย Maintenence
อปัณณกปฏิปทา โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 1 831 กระทู้ล่าสุด 01 กุมภาพันธ์ 2564 16:28:09
โดย Maintenence
การสำรวมอินทรีย โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 1 691 กระทู้ล่าสุด 15 กรกฎาคม 2564 16:07:16
โดย Maintenence
ลำดับญาณ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 2 631 กระทู้ล่าสุด 07 สิงหาคม 2564 19:54:30
โดย Maintenence
การพิจารณาโดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 0 488 กระทู้ล่าสุด 06 กันยายน 2564 16:00:25
โดย Maintenence
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.724 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 12 พฤษภาคม 2565 15:32:00