[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
18 กันยายน 2562 08:57:11 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ใครคือพระเมสสิอาห์ ปาฏิหารย์แม่พระแห่งฟาติมา คำทำนาย โหรเทวดาเอดการ์ด เคซี  (อ่าน 11674 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Mckaforce
I'm Mckaforce
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7602


• McGaR •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 06 มิถุนายน 2553 22:28:05 »

[ คัดลอกจากบทความที่ อ.มดเอ็กซ์ โพสท์ไว้ในบอร์ดเก่า ]




*ภาพ พระเมตไตรย
 
 
 
ใครคือพระเมสสิอาห์ ?

 
ภายหลังที่ผมเขียน มังกรจักรวาล ตอน " สมาธิหมุน " ' ลงใน จุดประกาย ' ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ตั้งแต่ตอนกลางเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2538 ไปได้ไม่นานนัก ลูกศิษย์คนหนึ่งของภิกษุรูปนั้นที่ผมไปได้เรียนสมาธิหมุนจากท่านในช่วงต้นเดือน มีนาคม ก็ได้ส่งสำเนา " พระพุทธทำนาย " ที่ถอดความจากศิลาจารึกเขตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย มาให้โดยเธอบอกว่าหลวงพ่อ ( ภิกษุรูปนั้น ) ฝากมาให้ ผมเคยสอบถามใจความ " พระพุทธทำนาย " ฉบับที่ผมได้รับนี้จากอาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก แห่งราชบัญฑิตยสถาน แต่ว่าอาจารย์เสฐียรพงษ์ได้บอกกับผมว่าไม่เคยทราบมาก่อนว่ามี อาจจะเป็นฉบับที่แต่งขึ้นมาทีหลังก็ได้ อย่างไร ก็ตามขอให้เราลอมาอ่านและตีความ " พระพุทธทำนาย " ที่มีความยาวเพียง 1 หน้านี้กันก่อนที่จะใช้ดุลพินิจของแต่ละคนตัดสินใจที่จะเชื่อ หรือไม่เชื่อกันเองก็แล้วกันนะครับ

" พระพุทธทำนาย "

สาธุ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสัพพัญญูรู้แจ้งโลกทั้งในอดีตและอนาคต ทรงมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกเป็นล้นพ้น เมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่ ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า
ดูก่อนอานนท์ เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดขึ้นในยุคนั้น จะพบแต่ความลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลกที่หมุนไปใกล้ความแตกทำลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัด ทั่วทุกทิศ
คนในสมัยนั้น ( คือสมัยนี้ ) จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วนเวไนยสัตว์ ผู้ขนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคตก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฏธรรมชาติไม่พ้น

เริ่มแต่พุทธศาสนาล่วงเลย 2 , 500 ปีเป็นต้นไป ไฟจะลุกลามมาทางทิศตะวันออกไหม้วัดวาอาราม สมณะชีพราหมณ์จะอดอยากยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงผลาญ เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ มหาสมุทรจะชอกช้ำ สงครามจะทั่วทิศ ศึกจะติดเมือง ข้าวจะขาดแคลน ทั่วแคว้นจะอดอยาก ผีขโมดจะเข้าเมือง พระเสื้อเมืองพระทรงเมืองจะหนีเข้าไพร ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจจะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว มาปล่อยไข่เป็นไฟผลาญ ยักษ์หินที่ถูกสาบให้หลับใหลมาเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลก ดินฟ้าอากาศจะแปรปรวน ตลิ่งจะพัง แผ่นดินอธรรมจะถล่มเป็นทะเล โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ

ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม เชื่อคำของคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพหลักธรรมนิยม คนประจบสอพอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้ที่มีศีลธรรมประพฤติดีประพฤติชอบกลับไม่มีใครเคารพยำเกรง

พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อมี ธรรมิกราชโพธิสัตว์ บังเกิดขึ้นอยู่ในความอุปถัมภ์ของ พระเถรผู้ทรงธรรมฤทธิ์ ทั้ง 2 พระองค์ พระองค์สถิตอยู่ ณ เบื้องทิศตะวันออกของมัชฌิมประเทศจะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนา ของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปถึง 5 , 000 พระวรรษา

ดูก่อนอานนท์ เวลานั้น พลโลกเหลือน้อย คำทำนายของตถาคตนี้ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรมของสัตว์โลกที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีล 5 ประการ เจริญเมตตากรุณาประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษรู้จักพอ ไม่โป้ปดคดโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ ตั้งใจประพฤติตนตาม คำสอนของตถาคตให้มั่นคง จึงจะพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล

ถ้าหาก พระพุทธทำนายอันนี้เป็นของโบราณจริงต่อให้ไม่ได้มาจากปากของพระพุทธเจ้าโดยตรงเหมือนกับคัมภีร์ส่วนใหญ่ของ สายมหายาน แต่ก็เขียนโดยอัจฉริยะหรือพระเถระผู้ทรงธรรมในระดับสูง ผมจะถือว่าคำทำนายอันนี้ใกล้เคียงกับความจริงที่กำลังเกิดขึ้น ในโลกปัจจุบันมากเลย
เหล็กกล้า ( จรวดขีปนาวุธ ) จะทะยานจากน้ำก็มีแล้ว มหาสมุทรจะชอกช้ำ ( มลภาวะ ) ก็เกิดขึ้นแล้ว ยักษ์หิน ( แผ่นดินไหว ) ที่ตื่นขึ้นอาละวาดโลกก็มีแล้ว ดินฟ้าอากาศแปรปรวนก็กำลังเกิดอยู่ ที่ยังไม่เกิดก็เห็นจะเป็น " แผ่นดินอธรรมจะถล่มเป็นทะเล " กับ " ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงผลาญ " เท่านั้น แต่มีหลักประกันอะไรบ้างว่าสิ่ง 2 สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ?
หาก " พระพุทธทำนาย " ฉบับนี้เป็นสิ่งที่แต่งขึ้นในสมัยนี้เล่า ? ผมก็เห็นว่าไม่ได้เสียหายอะไร เพราะคำทำนายฉบับนี้ต้องการจะเสนอ " ทางรอด " ให้แก่คนทั่วไป โดยเรียกร้องให้ " รักษาศีล 5 เจริญเมตตากรุณาประกอบสัมมาชีพ มีใจสันโดษรู้จักพอ ไม่โป้ปดคดโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ " ซึ่งการปฏิบัติตามคำเรียกร้องอันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วที่ผู้คนในสังคมสมัยนี้จะทำได้ โดยเฉพาะผู้อยู่ ในอำนาจบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน

ปัญหาจึงอยู่ที่การทำนายเชิงอนาคตว่าจะมี " ธรรมิกราชโพธิสัตว์ " บังเกิดขึ้นอยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ธรรมฤทธิ์ โดยทั้งสอง จะอยู่ ณ เบื้องทิศตะวันออกของมัชฌิมประเทศ ซึ่งจะมาช่วยทำนุบำรุงศาสนาพุทธให้รุ่งเรืองสืบไปจนถึงห้าพันปี ใครคือ " ธรรมมิกราชโพธิสัตว์ " กับ " พระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ " ที่จะมาเป็น " ทางรอด " สำหรับศาสนาพุทธ ? จะเป็นองค์เดียวกับ " พระเมสสิอาห์ " ( พระผู้ช่วยโลก ) ของศาสนาคริสต์ ตามคำทำนายของนอสตราดามุสในโคลงบท 43 เล่ม 5 ที่กล่าวว่า

" วิชาของดวงอาทิตย์กับวิชาของดาวศุกร์จะแย่งกัน เพื่อเอา แก่นแท้ ( esprit ) ของคำพยากรณ์ มาเป็นของตน ทั้ง 2 ฝ่าย จะไม่ฟังซึ่งกันและกัน แต่วิชาของพระเมสสิอาห์ ( พระผู้กู้โลก ) จะได้รับการรักษาโดยดวงอาทิตย์ " หรือไม่ ?

ผมได้ส่งศิษย์คนที่หนึ่งของสำนักยุทธธรรมของผมไปฝึก " สมาธิหมุน " กับภิกษุรูปนั้นอีกในตอนต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2538 เผื่อได้ร่องรอยคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้อความต่อไปนี้คือบางส่วนบันทึกรายงานการฝึก " สมาธิหมุน " ของเขา ที่เขายื่นให้แก่ผมหลังจาก ไปฝึกกลับมาแล้ว

( 1 ) ... ผมได้ทราบเรื่องราวของสมาธิหมุนเป็นครั้งแรกเมื่อข้อเขียนชุด มังกรจักรวาล ของครูสุวินัยเริ่มตีพิมพ์ลงในหนังสือกรุงเทพธุรกิจ เมื่อลองฝึกดูด้วยตนเอง ปรากฏว่ามีแรงหมุนเหมือนกันแต่ไม่มากนัก ในขณะที่หมุนครั้งแรกรู้สึกวูบขึ้นในศีรษะ และมีลูกกลม ๆ ร้อน ๆ วิ่งออกจากเอวลงไปตามขาข้างขวาซึ่งกำลังปวดอยู่ ทำให้ความปวดนั้นหายไป และขาขวาที่ชาอยู่นั้นคลายไปในทันที

ผมลองฝึกสมาธิหมุนอยู่พักหนึ่งก็ปรากฏว่า การหมุนนั้นมีอยู่ในระดับหนึ่งไม่สามารถผ่านระดับนี้ไปได้ ผมจึงหันกลับมาฝึกลมปราณซึ่งฝึก อยู่เป็นประจำแทน เมื่อมาเจอกับครูสุวินัยได้สอบถามท่าน ท่านก็แนะนำให้ขึ้นไปพบหลวงพ่อจะดีกว่า

จากข้อเขียนของครูสุวินัยนั้น สมาธิหมุนและสมาธิกระตุ้นเซลล์นอกจากจะช่วยในการรักษาโรคต่าง ๆ เช่นที่หลวงพ่อทำอยู่คือการใช้รักษา ผู้ป่วยโรคเอดส์ให้มีอาการบรรเทาเบาบางลงก็ยังสามารถขับเอา " อนุสัย " หรือกิเลสที่เก็บกดนอนเนื่องอยู่ภายในใจหรือในสมองออกมาได้ และถ้าหากแรงเหวี่ยงมีมากพอและใจของผู้ปฏิบัติสามารถ " ปล่อย " แรงเหวี่ยงนั้นได้ " จิต " ของผู้นั้นก็จะเข้าสู่ " สภาวะเดิม " คือดวงตา เห็นธรรมได้

ประโยชน์ อันมากมายนี้เองจะทำให้ผู้ที่มาฝึกสมาธิหมุนคงมาด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ส่วนหนึ่งมาเพราะความจำเป็นทาง โรคภัยไข้เจ็บ บ้างก็คงอยากหาที่สงบพักกายพักใจสักช่วงหนึ่ง บ้างก็คงมาเพื่อเป็นการศึกษาหาความรู้ในเรื่อง " สมาธิ " .. บ้างก็คงมาเพื่อ " การหลุดพ้น " หรือ " มีดวงตาเห็นธรรม " ถ้าถามผมว่าไปหาหลวงพ่อเพื่อฝึกสมาธิหมุนทำไมหรือ เพื่ออะไร คำตอบที่มีก็คือ " ผมไม่รู้ " มันเหมือน " การบ้าน " ข้อหนึ่งที่ผมยังทำไม่เสร็จและต้องไปทำให้เสร็จ ส่วนจะได้อะไรจากการไปครั้งนี้บ้างนั้น ผมไม่หวัง เลยแม้แต่น้อย

( 2 ) ... จากคืนวันที่ 3 สู่เช้าวันที่ 7 พฤศจิกายน หลวงพ่อได้ถ่ายทอดหลักการและ " เคล็ด " ในการทำสมาธิต่าง ๆ ให้แก่ผู้ที่มาอบรม อย่างหมดสิ้น ไม่เพียงแต่เรื่องการอบรมสมาธิเท่านั้น หลวงพ่อยังเล่าถึง " สิ่ง " ที่ท่านเห็น เหมือนกับจะเป็นการฝากข่าวเพื่อ " เตือน " คนที่มาอบรมให้อยู่ในความไม่ประมาท ก่อนที่ผมจะเล่าถึงสิ่งที่หลวงพ่อท่านได้เล่าให้ฟัง ผมคงต้องบันทึกเกี่ยวกับสมาธิหมุนไว้สักนิดหนึ่ง

เกี่ยวกับ " แรงหมุน " นั้นหลวงพ่อท่านอธิบายว่าเป็นแรงดูดและผลักที่ดวงอาทิตย์ดวงแม่ ( ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ของโลกเรา ) ที่อยู่ทางทิศเหนือ ส่งแรงมากระทำต่อทุก ๆ อนุภาค ซึ่งจังหวะการดูด และผลักนี้จะมีจังหวะเท่ากับ 1 วินาทีของโลก ซึ่งผมได้ถามท่าน ในภายหลังว่าทำไมเวลาปกติคนเราถึงไม่รู้สึกถึงแรงอันนี้ ท่านตอบว่าผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถรับรู้แรงอันนี้ได้ ตามความเข้าใจของผมจิตของคนธรรมดาจะมี อวิชชาหรือกิเลสคือ โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นเหมือนแรงยึดเหนี่ยวหรือสิ่งกีดขวางกำบัง ไม่ให้สมองของคนเราใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านยังเล่าอีกว่า ในสมองของคนนั้นมีข้อมูลทุกอย่างที่คนอยากรู้ ดังนั้นผู้ที่สามารถ ทำลายพันธะหรือสนามพลังของกิเลสลงไปได้ก็จะสามารถรู้ทุกอย่างโดยไม่ต้องนึกคิด ซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถรับรู้แรงนี้ได้เพราะ ยังตกอยู่ในสนามพลังของกิเลสนั่นเอง การที่หลวงพ่อพูดถึงเรื่องความสามารถที่พิเศษของสมองทำให้ผมนึกไปถึงข้อเขียนของ นายแพทย์ประสาน ต่างใจ ที่ได้พูดถึงพัฒนาการของสมองไว้ว่า

" สมองยังมีเนื้อที่เหลือเฟืออีกมากมายเพื่อการพัฒนาอย่างน้อย 60 - 70 เปอร์เซ็นต์ มนุษย์เรานั้นในช่วงอายุขัยจะใช้สมองใน การทำงานปรับพฤติกรรมสติปัญญาก็เพียงไม่กี่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น การที่ธรรมชาติได้สรรสร้างทุกสิ่งมาให้อย่างพร้อมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะไหนส่วนใดนั้นย่อมจะมีเป้าหมายทั้งนั้น ... แล้วทำไมธรรมชาติถึงสรรค์สร้างให้สมองมีเหลือใช้อย่างมากมายเช่นนั้น ? "

และยังไปคล้าย ๆ กับหลักการของ ท่านคูไค อริยสงฆ์ชาวญี่ปุ่นในอดีตผู้เห็นว่าพุทธศาสนาเป็นสิ่งลึกล้ำเข้าใจยาก ท่านจึงอุทิศกายและใจ ฝึกฝน " วิชา " เพื่อพัฒนาสมองให้มีความสามารถจนถึงที่สุดเพื่อจะนำมาศึกษาพุทธศาสนา ผิดกับผู้รู้ของบ้านเราซึ่งไม่รู้ว่าเคยฝึกฝนพัฒนา สมองกันหรือไม่ แต่เห็นออกมาอ้างว่ารู้คัมภีร์นั้น รู้คัมภีร์นี้กันเป็นแถว

จากข้อเขียนของศิษย์คนที่ 1 แห่งสำนักยุทธธรรมของผมข้างต้นเป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งภิกษุรูปนั้นและนายแพทย์ประสาน ต่างใจ รวมทั้งตัวผม ต่างให้ความสำคัญกับบทบาทของ " สมอง " ในฐานะเป็นทาง " รอด " เพื่อช่วยมนุษยชาติกันทั้งสิ้น แม้จะด้วยมุมมองที่ต่างกันไปบ้างก็ตาม ผมได้เคยกล่าวไปแล้วใน หนังสือ " มังกรจักรวาล " ( ภาค 1 ) ของผมว่า ผมเห็นว่าวิชาพัฒนาสมองคือ วิชาแห่งดาวศุกร์ ในบททำนาย แห่ง " ทางรอด " บทที่ 43 เล่ม 5 ของนอสตราดามุส ดังนั้นจงอย่าแปลกใจถ้าผมจะให้เนื้อที่ในข้อเขียนอันนี้เพื่อกล่าวถึง " การอภิวัฒน์สมอง " ในบทต่อ ๆ ไป แต่ตอนนี้เราจะต้องมาดูกันก่อนว่าภิกษุรูปนั้นได้บอกอะไรกับศิษย์คนที่ 1 ของผมเกี่ยวกับสิ่งที่ท่าน " เห็น "



Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

Mckaforce : น้าแม๊ค @ สุขใจ
Mckaforce
I'm Mckaforce
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7602


• McGaR •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2553 22:28:50 »


* ภาพ พระอาจารย์รัตน์ แห่งสมาธิหมุน
 
 
 
( 2.2 ) ลูกศิษย์คนที่หนึ่งของผมได้รายงานให้ผมทราบเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้รับฟังมาจากภิกษุรูปนั้นดังนี้ว่า


( 3 ) เป็นที่น่าแปลกที่ตั้งแต่กลางปี ค.ศ. 1995 เป็นต้นมา ผมเองต้องมาได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น บนโลกในอีกไม่ช้านี้อย่างบังเอิญและต่อเนื่อง ต้องเข้าใจว่าโดยสันดานผมไม่ใช่ไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องอย่างนี้เลยจุดมุ่งหมายของผมใน ช่วงนั้นก็คือเที่ยวหาประสบการณ์ฝึกมวยจีน เขียนบันทึกให้ดี ๆ อ่านหนังสือ บทกวี วิทยาศาสตร์ ดูหนังฟังเพลง ไปตามภาษา " คนเดียว " โลกจะเป็นอย่างไร ผมไม่สนใจด้วยซ้ำ ผมไม่ใช้นักอนุรักษ์ธรรมชาติ และผมไม่ใช่นักกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ความต่อเนื่องของข้อมูลค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้น ทำให้ผมไม่หยุดคิดไม่ได้ อาจเป็นเพราะผมอยู่ใกล้กับ " ครูสุวินัย " ก็เป็นได้ ผมจึงง่ายต่อการรับรู้ข่าวสารต่าง ๆ แต่ครูสุวินัย ไม่ใช่คนที่จะยัดเยียดให้ศิษย์ทั้งหลายคิดเหมือนกัยท่าน ท่านเพียงหวังให้คนในสำนัก " มุ่งฝึกฝนตนเอง " และ " ศึกษาอารยธรรมใหม่อย่างเป็นองค์รวม " ซึ่งเป็นปณิธานข้อที่ 1 กับข้อที่ 2 ของสำนักยุทธธรรมอยู่แล้ว ส่วนใครเลือกที่จะเป็นอะไร ท่านไม่เคยบังคับ

" คุณจะไปในทางของคุณเองหรือมาช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นสิทธิ์ของคุณที่จะเลือกเอง แต่เมื่อมาเป็นศิษย์สำนักยุทธธรรม คุณก็ต้องปฏิบัติ ตามปฏิญาน 2 ข้อแรกของสำนักให้ได้ " ครูสุวินัยเคยกล่าวเอาไว้
ครูสุวินัยท่านมีลางสังหรณ์เกี่ยวกับ " การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น " ผมไม่อยากจะใช้คำว่า ' หายนะ ' เพราะถ้ามันเกิดขึ้นจริงก็ต้องยิ่งกว่า " หายนะ " เสียอีก ผมเองไม่มีลางสังหรณ์ แต่จากการประมวลข้อมูลจากการอ่านหนังสือหลาย ๆ เล่มประกอบกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ผมมีภาพของสังคมที่กำลังอยู่ในสภาวะที่ง่อนแง่นอยู่ในใจ สภาพการณ์ทางการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ ภัยธรรมชาติที่ คุกคามอย่างต่อเนื่อง ความเสื่อมของบุคลากรในสถาบันศาสนา ความปริแตกของครอบครัวในสังคมยุคใหม่ รวมทั้งปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ทำให้ผมไม่สามารถปฏิเสธว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ในความรู้สึกของผมนั้น ระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงน่าจะเป็นไป อย่างต่อเนื่องอย่างน้อยก็ประมาณ 10 - 20 ปี และเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อไปพบกับหลวงพ่อมา ผมก็เริ่มไม่แน่ใจ ว่าที่ผมคิดอยู่นั้นถูกต้องนัก เพราะที่หลวงพ่อท่านได้พูดออกมาเองโดยที่ไม่มีใครถามท่านนั้น ในความรู้สึกของผมจะเป็นการเปลี่ยนแปลง อย่างฉับพลัน และจะเกิดในอีก 4 - 5 ปีข้างหน้านี้แล้วด้วย !


 
( 4 ) คืนหนึ่งภายหลังจากการฝึกสมาธิหมุนจบสิ้นลง

หลวงพ่อมักจะเปิดโอกาสให้ถามคำถามต่าง ๆ ที่ผู้มาฝึกเกิดสงสัยขึ้น หากไม่มีคำถามหลวงพ่อก็มักจะเล่าประสบการณ์ของท่านให้ฟังกัน คืนนั้นท่านพูดถึงการขึ้นไปเผยแพร่ธรรมะบนดอยของท่านรวมไปถึงการประกอบพิธีสมโภชพระธาตุที่สร้างขึ้นบนดอย ซึ่งขณะที่กำลัง บรรจุพระธาตุเข้าองค์เจดีย์นั้น ฟ้าที่ขมุกขมัวก็เปิดเป็นแสงสว่างจ้าส่องลงมาเป็นลำ สร้างความแปลกใจแก่คนที่อยู่ในพิธี หลวงพ่อบอกว่า ท่านถึงกับขนลุก ซึ่งผมเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ยังอดแปลกใจไม่ได้

จากนั้นท่านเล่าว่า ขณะที่ท่านจะแผ่เมตตานั้น ท่านไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะว่าวิญญาณบนดอยไม่ยอมรับการแผ่เมตตานั้น เนื่องจากถึง เวลาที่พกวเขาจะได้ลงมาเกิดแล้ว ท่านได้อธิบายต่ออย่างละเอียดว่า แต่เดิมชาวเขาไม่ได้อยู่บนดอย แต่อยู่ในที่ลุ่มเป็นเจ้าแผ่นดินเดิม พระของพวกเขาจะกินเจคล้าย ๆ กับพระจีน แต่เมื่อพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยสุโขทัย พระของลัทธิลังกาวงศ์นั้น ฉันเนื้อได้ และมีลักษณะเหมือนพระในปัจจุบัน พวกเจ้าถิ่นเดิมก็ถูกทำลายล้าง จนต้องหนีขึ้นไปอยู่บนดอยนับตั้งแต่นั้นจนเหลือชาวเขา ในปัจจุบัน ซึ่งบัดนี้วิญญาณที่ถูกทำลายล้างไปนั้นได้เวลาที่จะกลับลงมาแล้ว พวกเขาจึงไม่ยอมรับการแผ่เมตตาที่ได้แผ่ไปให้

" มันเป็นกรรมของพวกเขา เคยทำอย่างไรกับพวกเขาก็จะต้องโดนกลับคืนบ้าง อีกหน่อยพระทั้งหลายจะต้องถูกยึดเงินจนหมด และก็ไม่สามารถอยู่ในสภาพพระเช่นนี้ได้เมื่อพระหมดไป หลังจากนั้นอีกประมาณปีครึ่งก็จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 "

ผมถึงกับตะลึงที่ท่านพูดถึงเรื่องนี้ออกมาโดยไม่มีใครถามท่านเลย และเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินกับหูที่ท่านได้พูดถึงเรื่องอนาคต ท่านบอกว่า จริง ๆ แล้วไม่ค่อยอยากเล่านัก เพราะจะทำให้คนตื่นกลัวกัน แต่ที่ท่านเล่าให้ฟังก็เพื่อไม่ให้พวกเราประมาท และเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นอยู่ในวิสัยของท่านที่จะรู้ได้

" โยมก็จำเอาไว้เล่น ๆ ก็แล้วกัน ถ้าหากเหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นก็จะนึกได้ว่า อ๋อ พลวงพ่อเคยพูดไว้ "
ท่านกล่าวอย่างติดตลก

ในคืนถัดมา เมื่อผมได้มีโอกาสซักถามกับท่านโดยตรง ท่านได้เล่าเกี่ยวกับรายละเอียดของเรื่องที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน มีการระบุถึงบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ด้วย แต่ผมคงจะขอข้ามส่วนนี้ไป เพราะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยเกินไป และโดยส่วนตัวแล้ว ผมสนใจในภาพรวมที่จะเกิดขึ้นมากกว่า

" ถ้าเกิดสงครามโลกแล้วเราจะทำอย่างไรดีครับ ? " มีคนถามขึ้น

" ไม่ต้องกลัวหรอกโยม " ท่านตอบ

แต่แทนที่คำตอบของท่านจะทำให้หายกลัว สำหรับผมแล้วกลับตะลึงหนักเข้าไปอีก เพราะท่านได้พูดต่อว่า
" ไม่รู้ว่าพวกเราจะได้อยู่ทันดูสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือเปล่า "
 
( 5 ) หลายคนอาจดีใจว่า สงครามโลกอาจจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะเกิดซึ่งตัวเองก็คงตายไปเสียก่อนอะไรทำนองนั้น แต่ในความคิดของผม คนเราอาจมีสิทธิ์ตายจากภัยพิบัติอย่างอื่นได้ก่อนเกิดสงคราม ซึ่งหลังจากนั้นหลวงพ่อได้เล่าต่อไปว่า การใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลืองจะทำให้ ธาตุต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นโลกแปรปรวนในแกนกลางของโลกซึ่งเอียงอยู่ประมาณ 23 องศาครึ่ง จะมีมโนธาตุมากขึ้น คือมันจะกลวง และเบาขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดมันจะพลิกตัวลงอย่างกระทันหัน ( หลวงพ่อทำมือให้ดู ) ทำให้เกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรงแก่มนุษย์ทั้งหลาย คนจะลอยเคว้งคว้างไปทั่ว บ้างหาที่เกาะแต่ไม่อยู่ คนที่จะรอดได้ก็คือคนที่สามารถตัด " จิตใจ " ออกจากร่างกายที่เจ็บปวดได้เท่านั้น ( ท่ายยกตัวอย่างคนที่ถูกผ่าตัดแล้วไม่เจ็บ ) และท่านยังบอกว่าการทดลองนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสจะทำให้เหตุการณ์นั้นเกิดเร็วยิ่งขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าที่ท่านแกนโลกจะพลิกนั้นเป็นอย่างเดียว ' Pole Shift ' หรือเปล่า ?

หลวงพ่อท่านกล่าวต่ออีกว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะมากขึ้น อากาศแปรปรวน แผ่นดินไหว น้ำท่วมจะรุนแรงขึ้นตามลำดับ ( จากกรุงเทพ ฯ ถึงนครสวรรค์จะจมน้ำหมด และศูนย์กลางจะย้ายมาอยู่ที่ลำพูน )

สำหรับสงครามโลกครั้งที่ 3 นั้น ท่านบอกว่าอาวุธนิวเคลียร์จะไม่น่ากลัวเท่า " อาวุธแสง " ซึ่งขณะนี้นักวิทยาศาสตร์สหรัฐที่ได้รับรางวัล โนเบลในปี ค.ศ. 1995 ได้ค้นพบอนุภาคที่เป็นต้นกำเนิดของอาวุธแสงแล้ว เพียงแต่เขายังไม่รู้ว่ามันสามารถนำมาใช้เป็นอาวุธได้เท่านั้นเอง ซึ่งอนุภาคตัวนี้หลวงพ่อท่านบอกว่าเป็นตัวที่ทำให้แรงชนิดที่ 6 ( พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่าแรงมี 7 ชนิด ) ซึงสามารถทะลุทะลวงผ่านทุกสิ่ง ไปได้ ตัวอนุภาคนี้เองที่เป็นตัวเดียวกับที่หลวงพ่อเรียกว่า " เส้นแสง " ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของจักรวาล

ท่านยังให้ข้อสังเกตว่า 1 ปีก่อนเกิดสงครามโลก คนสามารถขึ้นไปสร้างบ้านเรือนอยู่บนอากาศและสามารถทำกลางคืนให้เป็นกลางวันได้ คู่ครามที่จะเกิดในครั้งนี้คือเอเชีย ( จีน ? ) กับยุโรป การทำลายล้างนั้นจะใช้อาวุธแสงยิงมาจากอวกาศ ไล่ยิงกันเป็นแนวไปสิ้นสุดที่พีรามิด ฟังดูแล้วไม่ต่างจากทฤษฎีการล่มสลายของแอตแลนติสที่ครูสุวินัยเคยเขียนไว้ใน " มังกรจักรวาล " ( ภาค 1 ) เลย

บรรยากาศหลังจากที่หลวงพ่อพูดจบ มันเงียบอย่างบอกไม่ถูก จนหลวงพ่อต้องถามขึ้นว่า

" ใครอยากช่วยไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้ ( ภัยธรรมชาติ ) เกิดขึ้นบ้าง ? " หลายคนยกมือ ( แต่ผมไม่ยก )

" ถ้าไม่อยากให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ก็ต้องเลิกใช้นำมันกันให้หมดจะทำได้ไหมล่ะ ? "

ไม่มีใครตอบท่านเลย ...

 
( 6 ) สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือสัญญาณเวลาที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านั้น ซึ่งพอสรุปได้ว่าก่อนเกิดสงครามโลก 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งจะมีเหตุการณ์ เหล่านี้เป็นสัญญาณคือ ... ในไทยพระจะถูกยึดเงิน ในระดับโลกจะมีการสร้างบ้านเรือนบนอวกาศ แต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะเกิดขึ้นก่อน หน้านั้น ซึ่งมีทางเป็นไปได้ โดยตรรกะว่าเมิ่อเกิดภัยธรรมชาติจะเกิดความแร้นแค้น ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งต่าง ๆ อันจะเป็น ชนวนให้เกิดสงครามขึ้นมาได้ แต่ที่สำคัญก็คือระยะเวลาเหลืออีกเท่าไร เดือนสิงหาคใมใช่หรือไม่ ? หลวงพ่อท่านบอกว่าระบุไม่ได้ ขนาดนั้น ผมจึงต้องถามท่านใหม่ว่า

" อีกประมาณ 4 - 5 ปีข้างหน้านี้ใช่ไหมครับ " ท่านตอบว่า " ประมาณนั้น "

 
( 7 ) เช้าวันรุ่งขึ้น หลังการฝึกในช่วงเช้ามืดจบลง หลวงพ่อท่านได้บอกเคล็ดลับของการฝึกสมาธิหมุนให้แก่ผู้อบรมที่ยังเหลืออยู่ จากนั้นท่านก็ให้พรและกล่าวลากับทุกคน ผมจากวัดของหลวงพ่อมาหลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ ริม 2 ข้างทางนั่นสงบเงียบเหลือเกิน

แต่ในจิตใจของผมล่ะ ...

ผมเองไม่รู้สึกตื่นกลัวมากนัก ถ้าหากเหตุการณ์ต่าง ๆ จะเกิดขึ้นจริง อาจเป็นเพราะผมเองก็มีภาพเหล่านั้นอยู่บ้างแล้ว แต่ไม่คิดว่ามันจะร้าย แรง และรวดเร็วอย่างที่หลวงพ่อท่านบอก โดยส่วนตัวของผมบัดนี้ได้พบคำตอบแล้วว่า ทำไมความรู้สึกก่อนมาที่วัดนี้ของผมจึงเป็น ต้องไปมากกว่าควรไป

สิ่งที่ผมได้รับรู้นั้นมันทำให้คล้ายความยินดีในเรื่องความสำเร็จทางการงานที่เพิ่งได้รับมาหมาด ๆ ลงอย่างหมดสิ้น สิ่งที่ผมนึกออกตอนนั้น ก็คือ

" ต่อไปนี้เราจะไม่ประมาทไม่ได้แล้ว "

ไม่ใช่ผมจะเชื่อว่าเหตุการณ์ทุกอย่างต้องเกิดหรอก เพียงแต่ผมอยากได้สัญญาณอะไรอีกบางอย่างที่จะมั่นใจได้ว่า " ผมจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว "

มันไม่ใช่เวลาที่จะมาครวญคร่ำรำพันอย่างกวี มันไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งถกเถียงเพื่อเอาชนะกันอีกแล้ว มันไม่ใช่เวลาที่มานั่ง ๆ นอน ๆ รอให้สิ่งเหล่านั้นเกิดโดยไม่ทำอะไร

ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ผมคิดว่าคงต้องทำอะไรขึ้นมาบ้างล่ะ

บนถนนสายที่มุ่งสู่ตัวเมือง ผมหยุดยืนบนสะพาน ข้างล่างเป็นสายน้ำเล็ก ๆ ไหลผ่าน อากาศหนาวขึ้นกว่าเมื่อวาน ผมยืนอยู่คนเดียว ตามองไปยังสายน้ำที่ทอดตัวไปยังหุบเขาเบื้องหน้า ในหัวของผม ได้ยินเสียงของหลวงพ่อที่พูดในคืนก่อนวันสุดท้ายว่า

" ก็ให้ช่วยกันก็แล้วกัน พยายามให้คนทั่วไปหันมาสนใจธรรมะหรือปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบสมาธิหมุนหรอก แบบไหนก็ได้ นั่นอาจจะช่วยให้ยึดเวลาการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ออกไปได้มากขึ้น "


" แต่หลวงพ่อครับ ลำพังผมคนเดียว ผมคงทำได้ แต่สำหรับคนอื่นนั้น ผมไม่รู้จะทำอย่างไรให้เขาเห็นความสำคัญของการฝึกฝนจิตใจ โดยเฉพาะคนใกล้ตัวครับ " ผมบอกท่าน


" นั่นสินะ บางทีมันก็ยากเหมือนกัน " เสียงนั้นเลือนหายไป แม้ไม่ชัดเจนนัก ผมพอมองเห็นแนวทางที่จะเดินไปข้างหน้าลาง ๆ แล้ว ผมออกเดินไปตามลำพัง บนถนนสายใหญ่ หูผมแว่วได้ยินเสียงน้ำไหลในลำธารเบื้องล่างที่ไหลผ่านวัดของหลวงพ่อ นั่นเป็นน้ำเสียงที่ นุ่มนวลและอบอุ่นที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา

ภายในอนาคตที่ภิกษุรูปนั้นบอกกับศิษย์คนที่ 1 ของสำนักยุทธธรรมของผมชัดกว่าตอนที่ท่านเคยพูดกับผมเสียอีก บางทีภายหลังจากที่ ผมนำเรื่องของท่านมาเขียนลงใน " มังกรจักรวาล " ( ภาค 1 ) อาจทำให้ท่านตัดสินใจพูดถึงสิ่งที่ " เห็น " ออกมาตรง ๆ อย่างเปิดเผย มากกว่าแต่ก่อนก็เป็นได้แม้ว่าผมจะไม่ได้รับคำตอบเรื่องธรรมิกราชโพธิสัตว์จากการไปของศิษย์ผมในครั้งนี้ แต่การที่ท่านบอกว่า " คนที่จะรอดได้ก็คือคนที่สามารถตัดสินใจออกจากร่างกายที่เจ็บปวดได้เท่านั้น " มันตรงกับความคิดของผมอย่างบังเอิญอีกแล้ว เพราะใน ช่วงระหว่างนั้นผมกำลังสนใจเรื่อง " ราชาโยคะ " อยู่พอดี และหัวใจของการฝึกราชาโยคะนั้นก็คือ ให้ละทิ้งจิตสำนึกของความเป็น " ร่างกาย " ( Body Conscious ) เสีย และให้สำนึกว่าตัวเราเองคือจิตวิญญาณที่สามารถรวมเป็นหนึ่งกับพระผู้เป็นเจ้า ( พระศิวะ ) ได้แทน และเพื่อการนี้ผมได้เตรียมที่จะเดินทางไปฝึก " ราชาโยคะ " ที่ภูเขาอาบูประเทศอินเดีย ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 ( ขณะที่ผมกำลังเขียนตรงนี้เป็นอีก 3 วันก่อนที่ผมจะบินไปอินเดีย )
บันทึกการเข้า

Mckaforce : น้าแม๊ค @ สุขใจ
Mckaforce
I'm Mckaforce
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7602


• McGaR •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2553 22:29:49 »


*ภาพแม่พระฟาติมา กับ เด็ก 3คน และ ภาพอัศจรรย์ดวงอาทิตย์
 
 
( 2.3 ) ภายหลังจากที่ผมไปออกรายการ " ขอคิดด้วยคน " ของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เรื่อง " อาทิตย์ดับ ... โลกดับ " ในช่วงปลายเดือน ตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1995 ไม่นานนัก ผมก็ได้รับเอกสารชิ้นหนึ่งจากบาทหลวงยอร์จ ประวิตร วิริยะสิริมงคล ซึ่งส่งมา ให้ผมในช่วงที่ผมเดินทางไป " วิจัย " ในต่างประเทศ เอกสารบาทหลวงยอร์จได้กรุณาส่งมาให้ผมนั้นมีชื่อว่า " เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นใน 8 ปีข้างหน้า ( ค.ศ. 1995 - 2003 ) ตามสารของพระบิดา พระเยซู และพระแม่ " ลงวันที่ 15 สิงหาคม 1995 ซึ่งมีใจความดังต่อไปนี้
 
( 1 ) จงไปแพร่ธรรมและให้มนุษย์กลับใจ
 
" หลังจากเกือบสองพันปีแห่งการประกาศพระวรสาร มนุษย์ชาติกลายเป็นคนไม่มีศาสนา จงแพร่ธรรมและให้มนุษย์กลับใจมาหาพระเจ้า จงทำลายรูปปฏิมากรต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยมือของเขา คือความสุขสบาย ความรื่นเริง เงินทอง ความจองหอง บาปผิดต่อความ บริสุทธิ์ การขาดความเชื่อในพระเจ้า ความเห็นแก่ตัวที่ไม่มีขอบเขต ความเกลียดและความรุนแรง " ( พระแม่โดยทางคุณพ่อกอบบี 27 มีนาคม 1992 )
 
ทุกคนที่มีชีวิตอยู่มีใครใหมที่บอกได้ว่าเขาไม่ได้ไหว้นมัสการรูปปฏิมากรเหล่านี้บ้าง ? กี่ครั้งที่เราเลือกเงินทองความสุขสบายตามอำเภอใจ ของตนเองแทนหน้าที่ของเราต่อพระเจ้าและมนุษย์ ? กี่ครั้งที่เราทรยศพระองค์โดยแสวงหากำไรสูงหรือเอาเปรียบผู้อื่นในธุรกิจของตน ? ... ขอให้เรากลับใจเป็นคนของพระเจ้า มิฉะนั้นเราจะไม่เข้าไปในพระอาณาจักรของพระคริสต์ ( พระเมสสิอาห์ ? - สุวินัย ) ที่จะตั้งขึ้นใน ปี พ.ศ. 2003 ตามที่ปรากฏอยู่ในคำเผยของพระบิดา พระเยซู และพระแม่ของเรา
 
" ยุคนี่มีไว้เพื่อนักบุญ " ( พระวจนะจากพระเจ้า ) บุคคลที่ไม่เป็นนักบุญจะถูกชำระล้างไปหลังปี ค.ศ. 2003 เหลือคนดีของพระเจ้า ไว้เท่านั้น
 
( 2 ) เราจะเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างไร ?
 
" ลูก ๆ ของเราอย่าตัดสินตัวเอง จงไปรับศีลอภัยบาปเป็นประจำ จงพลีกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต่อเนื่อง จงต่อสู้กับมารผจญ เราไม่ได้ขออะไรที่เกินกำลังของลูก นี่คือสิ่งที่เราขอจากลูก " ( ข้อ 251 พระวจนะจากพระเจ้า )
 
" ทุก ๆ คน จะต้องปรับหนทางชีวิตของเขาให้ตรง เราส่งนักบุญยวง บัปติสตา เพื่อเตรียมทางให้พระเยซูคริสต์ และบัดนี้เราส่งพระวจนะ ของเรา เป็นการตักเตือน เพื่อเป็นกำลังใจ และเพื่อชี้นำทางให้ลูก ๆ เพื่อบอกให้มนุษย์กลับใจ เพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินชีวิตของพวกเขา ให้พร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 ของพระคริสต์ ซึ่งอยู่ใกล้มาก " ( ข้อ 194 พระวจนะจากพระเจ้า )
 
( 3 ) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 เป็นต้นมา อุบัติภัยและภัยธรรมชาติจะเกิดบ่อยขึ้น และร้างแรงขึ้น
 
" พายุใหญ่ น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว และการเปลี่ยนแปลงในสภาพอากาศกำลังมาสู่โลกแล้ว " ( พระแม่ 1992 อาโกโอ ประเทศฟิลิปปินส์ )
 
ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1995 ไม่มีสัปดาห์ใดที่ไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหว พายุใหญ่ คลื่นความร้อน อุบัติเหตุ และภัยธรรมชาติอื่น ๆ อุบัติขึ้นใน ส่วนใดส่วนหนึ่งของโลก
 
" ปี ค.ศ. 1995 จะเป็นปีแห่งความทุกข์ ลูก ๆ ของเรา เด็กเล็ก ๆ จะตายโดยโรคที่ไม่มีใครรู้นี่ไม่ใช่เป็นการลงโทษแต่เป็นความเมตตา เพราะ พวกเขาจะได้ไม่ต้องรับโทษมหันต์ที่จะตามมา " ( พระแม่ 4 เมษายน 1992 อาโกโอ ประเทศฟิลิปปินส์ )
 
( 4 ) การครองโลกของปรปักษ์พระคริสต์ ( Anti - Christ ) ( 1997 - 2000 โดยประมาณ )
 
" 666 เขียนครั้งที่ 3 หมายถึงปี 1998 ในช่วงเวลานี้ ลัทธิฟรีเมซัน ( Freemasonary ) จะสำเร็จในแผนการของเขาที่จะแทนพระคริสต์และ พระศาสนจักรปลอม ดังนั้นรูปสักการะที่สร้างขึ้นเพื่อเทอดพระเกียรติของสัตว์ร้ายตัวแรกด้วยจุดประสงค์ที่จะให้มนุษย์ทั่วโลกนมัสการมัน และสัตว์ร้ายตัวนั้นจะประทับทุกคนที่ต้องการซื้อขายด้วยเครื่องหมายของปรปักษ์พระคริสต์ "
 
" การละทิ้งความเชื่อจะเผยแพร่ไปทั่วโลก เพราะเกือบทุกคนจะติดตามพระคริสต์และศาสนจักรปลอม ในเวลานั้นทุกอย่างพร้อมสำหรับ การปรากฏของบุคคลที่เป็นปรปักษ์พระคริสต์อย่างแท้จริง " ( พระแม่โดยทางคุณพ่อกอบบี 17 มิถุนายน 1989 )
 
" ในปี ค.ศ. 1964 ลูซิเฟอร์พร้อมกับปีศาจมากมายจะถูกปล่อยจากนรก พวกมันจะทำลายความเชื่อจากจิตใจของมนุษย์ทีละน้อย ถึงแม้ทั้งพระสงฆ์และนักบวช บุคคลเหล่านี้จะรับเอาจิตวิญญาณของปีศาจ ... "
" พระเจ้าจะปล่อยให้มนุษย์ชาติประสบผลบาปกรรมของเขา การลงโทษของพระเจ้าจะลงมาสู่มนุษย์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 35 ปี " ( สารของพระแม่ที่ลาซาเล็ต )
 
" เราอยู่ในช่วงเวลาเร่งด่วน มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นทั่วโลกเพื่อส่งเสริมการขึ้นครองของมารปีศาจ เขาขออำนาจและเวลามากขึ้น ในขณะที่ดูเหมือนว่าทุกสิ่งตกอยู่ภายใต้อำนาจของมารปีศาจ ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีตลอดนิรันดร์ " ( พระเยซู ข้อ 141 พระวจนะจากพระเจ้า )
 
 
วันที่ 13 เดือนตุลาคม ค.ศ. 1884 สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 13 ได้เห็นนิมิต ในนิมิตนั้นพระองค์ได้ยิน ซาตานขอเวลา 100 ปี เพื่อทำลายพระศาสนจักรและนำมนุษย์โลกสู่นรก ตามข้อมูลข้างต้น ' ยุคของปีศาจ ' จะจบสิ้นในปี ค.ศ. 1990 หรือ ปี ค.ศ. 2000 ( ปี 1864 + 100 + 35 = 1990 )
 
( 5 ) สงครามโลกครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1999 ถ้ามนุษย์ไม่กลับใจใช้โทษบาป
 
" แผ่นดินโลกที่จะถูกลงโทษอย่างหนัก จะมีสงครามอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสงครามสุดท้ายซึ่งนำโดยกษัตริย์ ( ประเทศ ) 10 องค์ ของปราปักษ์พระคริสต์ ผู้ซึ่งมีแผนการอย่างเดียวคือต้องการที่จะเป็นผู้ครองโลกแต่ผู้เดียว ..... " ( สารของพระแม่ที่ลาซาเล็ต )
 
หลังสงครามโลก ( สงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ. 1914 - 1918 ) กำลังจะสิ้นสุด ( สารของพระแม่ที่ฟาติมา )
 
ความลับข้อ 3 ของพระแม่ที่ฟาติมาได้พูดถึงสงครามครั้งสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 คือระหว่างปี ค.ศ. 1950 - 2000 นอสตราดามุสและโหรมากมายก็ได้ทำนายไว้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1999 ซึ่งตรงกับความลับข้อ 3 ของพระแม่ที่ ฟาติมา พระแม่ของเราได้สำแดงประจักษ์กว่า 300 แห่งทั่วโลก ในยุคของเราในรูปของพระแม่ที่หลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดในประเทศต่าง ๆ ที่จะมาสู่เราก่อนปี ค.ศ. 2000
 
พวกเราจะไม่ฟังการเตือนภัยของพระแม่ พระเยซู พระบิดา และทั้งสวรรค์หรือ ? เราจะให้พี่น้องของเราเกือบ 3000 ล้านค้น ( ครึ่งหนึ่งของประชากรโลกในปัจจุบัน ) ถูกสงครามโลกครั้งที่ 3 และภัยธรรมชาติต่าง ๆ ชำระล้างไปเช่นนั้นหรือ ? อย่าประวัติศาสตร์ เกิดซ้ำอีก ซึ่งครั้งนี้ใหญ่หมันต์กว่าครั้งก่อน ๆ มากมายนัก
( 6 ) การทำลายตึกสูง เมืองใหญ่ และชาติที่ร่ำรวย ( ปี ค.ศ. 1995 - 2000 )
 
" น้ำและไฟจะทำให้แผ่นดินโลกสั่นคลอนไปมา ซึ่งจะทำให้ภูเขา เมือง และประเทศ ถูกกลืนลงไปใต้ดินและมหาสมุทร ..... "
 
" หลายเมืองจะถูกกลืนลงไปในดินด้วยแผ่นดินไหวที่ไม่เคยมีมาก่อน .... " ( สารของพระแม่ที่ลาซาเล็ต )
" เราจะให้สัญญาณยืนยันถึงการเสด็จมาครั้งที่ 2 ของเราสู่แผ่นดินโลกนี้ แผ่นดินโลกจะมีภัยธรรมชาติมากมาย ภัยธรรมชาติบางอย่าง จะทำลายทั้งเมือง แม้กระทั่งประเทศ เราจะทำลายทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างมาโดยปราศจากเรา " ( ข้อ 194 พระวจนะจากพระเจ้า )
 
" การชำระครั้งใหญ่จะมาถึง คนที่กินอยู่ร่วมเพศเดียวกัน และชุมชนที่สำส่อนอนาจาร ประเทศที่ยังปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์จะต้อง ทนทรมาณอย่างอนาถ ประเทศพัฒนาแล้วที่ร่ำรวยและไม่เมตตาสงสารประเทศที่จนกว่าจะประสบพระพิโรธหรือพระยุติธรรมของเรา " ( ข้อ 217 พระวจนะจากพระเจ้า )
 
" ในไม่ช้าการครองอำนาจของเขา ( มารปีศาจ ) จะมีเหลืออยู่เพียงกองซากของตึกที่หักพังและอำนาจของเขาจะถูกทำลาย " ( สารของพระแม่โดยทางคุณพ่อกอบบี 1 มกราคม 1992 )
 
" แผ่นดินโลกจะสั่นสะเทือน และความชั่วร้ายต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ในตึกสูง ๆ จะพังทลายทับถมเป็นกองเศษหินปูนและจะถูกฝังในขี้ฝุ่น แห่งบาป .... " ( สารของพระเยซู โดยทางวาสสุลา ไรเด็น 15 กันยายน 1991 )
 
" ความทรมาณของเราสุดจะพรรณาได้ แต่เรามีหนมางอื่นใดที่จะขับไล่พวกพ่อค้าออกจากพระศาสนจักรของเรา ? เราจะไล่งูพิษร้ายออก ไปจากรังของพวกมันในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราได้อย่างไร ถ้าหากเราไม่ได้มาด้วยเปลวไฟและเพลิงใหม้อันใหญ่หลวง ? " ( สารของพระเยซู โดยทางวาสสุลา ไรเด็น 13 พฤศจิกายน 19991 )
 
" แม่ขอบอกแก่ลูก ๆ ว่าตราบเท่าที่ลูกยังยอมเป็นทาสของซาตานคนมากมายจะถูกฝังกลบดินในฝุ่นแห่งบาป ..... " ( สารของพระแม่ โดยทางวาสสุลา ไรเด็น 7 มิถุนายน 1992 )
 
 
( 7 ) ทางรอด
 
" ถึงแม้ว่าบาปของวิญญาณจะมากมายเท่าเม็ดทรายทั่วโลก แต่บาปทั้งมวลจะอันตรธานไปสิ้นในบ่ออันสุดจะหยั่งถึงได้แห่งพระเมตตา ของเรา "
 
" คำภาวนา การอดอาหาร และการพลีกรรมสามารถยุติสงครามและภัยพิบัติตามธรรมชาติได้ " ( สารของพระแม่ที่เมดจูกอเร )
 
" จงเผยแพร่กลุ่มภาวนาไปทุกแห่งหนตามที่แม่ได้ขอร้องลูก ๆ ในท่ามกลางเด็ก ๆ หนุ่มสาว พระสงฆ์ และสัตบุรุษ เหนือทุกสิ่ง แม่ขอให้ลูก ๆ เผยแพร่กลุ่มภาวนาในทุกครอบครัว ซึ่งจะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการช่วยให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายในยุคนี้ " ( พระแม่โดยคุณพ่อกอบบี 27 มีนาคม 1992 )
 
" ในวาระสุดท้ายนี้ เราเรียกลูก ๆ ทุกคนคือพระสงฆ์ นักบวช และฆราวาสรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อทำภารกิจนี้ " ( ข้อ 206 พระวจนะจากพระเจ้า )
 
" ลูก ๆ จะต้องดำเนินชีวิตตามพระวารสารท่ามกลางมนุษย์ในปี ค.ศ. 1993 - 1999 และเมื่อถึงปี ค.ศ. 2000 หลายคนจะกลับใจสู่ความรัก ของเรา แต่แผนการของเราอยู่ที่การกระทำของลูก ๆ แต่ละคนจะต้องทำหน้าที่เฉพาะตัวให้สมบูรณ์ " ( ข้อ 216 พระวจนะจากพระเจ้า )
 
" เราจะจัดหาบุคคลากร แท้จริงแล้วลูก ๆ ก็เป็นบุคลากรบางคนที่เราได้ตระเตรียมไว้ ... " ( ข้อ 216 พระวจนะจากพระเจ้า )
 
 
เป็นที่น่าสังเกตนะครับว่าบทบาทเหตุการณ์ในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้านี้ของชาวงคริสต์คาทอลิกช่างคล้ายคลึงกับสิ่งที่ " ภิกษุรูปนั้น " ได้เห็นด้วยญาณทัศนะของท่านมากทีเดียว แม้จะมีรายละเอียดบางอย่างไม่เหมือนกันก็ตามรวมทั้งทางรอดด้วย เป็นไปได้หรือไม่ว่า ทางรอดมีได้หลายวิธีตามถนัดตามศรัทธาของแต่ละคน แต่ละทางล้วนมุ่งไปในทิศทางเดียวคือการยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ อนึ่ง ตัวผมเองสนใจเรื่องความลับข้อ 3 ของพระแม่ที่ฟาติมาเป็นพิเศษ จึงขอกล่าวถึงเรื่องนี้ในหัวข้อถัดไปตามข้อมูลที่ผมได้รับมาจากคุณสนธิ สารธรรม
บันทึกการเข้า

Mckaforce : น้าแม๊ค @ สุขใจ
Mckaforce
I'm Mckaforce
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7602


• McGaR •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2553 22:30:30 »

http://i263.photobucket.com/albums/ii159/VISAGE_photo/UFOs/MIRACLEOFTHESUN-Fatima.jpg
ใครคือพระเมสสิอาห์ ปาฏิหารย์แม่พระแห่งฟาติมา คำทำนาย โหรเทวดาเอดการ์ด เคซี


 
*ภาพ ประวัติศาสตร์ เหตุการณ์จริง มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ แห่งแม่พระฟาติมา พยานเป็นแสน
 
 
( 2.4 ) ..... หลังจากประจักษ์มาแล้ว 6 ครั้ง ในวันที่ 13 เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1917 แม่พระพรหมจารีก็ได้ประจักษ์ให้เด็ก 3 คนในตำบล ฟาติมา คือ ลูซีอา ยาชินทา และฟรังซิสโกอีกเป็นครั้งสุดท้าย พอเหตุการณ์ " มหัศจรรย์ของดวงอาทิตย์ " ยุติลงแม่พระก็ทรงรับสั่งฝาก สาสน์พิเศษแก่ลูซีอาตามข้อความซึ่งทอนเอาเฉพาะที่เกี่ยวกับกรณีเท่านั้นมาลงดังนี้

" อย่ากลัวลูก คนที่พูดนี้เป็นแม่ของพระเอง แม่ขอให้ลูกประกาศให้ทั่วโลกรู้ถึงสาสน์นี้ งานชิ้นนี้ลูกจะได้รับการทัดทานอย่างหนัก ตั้งใจฟังตามที่แม่บอกดี ๆ นะ ... มนุษย์ต้องเปลี่ยนใจ พวกเขาต้องมาขอขมาบาปที่ได้ทำและอาจจะทำด้วยความนอบน้อมถ่อมตน ลูกคงอยากมีอะไรไปแสดงให้มนุษย์เห็น เขาจะได้เชื่อตามคำทีแม่ฝากมากับลูกใช่ไหม ? ลูกได้เห็นอัศจรรย์ของดวงอาทิตย์แล้ว มีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ ชาวชนบท ชาวกรุง นักวิทยาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ ฆราวาส พระสงฆ์ ต่างได้เห็นทั่วกันหมด นี่แหละลูกอาจเอาชื่อแม่ไปอ้างได้เลย "
" มนุษย์จะต้องได้รับอาญาหนัก ไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้แต่ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 แม่ได้เผยเรื่องนี้ให้หนูเมลานีและมักซีมินที่ลาซาเล็ต รู้มาก่อนแล้ว และวันนี้แม่ขอย้ำกับลูกอีก เพราะมนุษย์ทำบาปเหยียดหยามบุญคุณที่แม่มีต่อ จะหามุมไหนสักแห่งในโลกที่ว่าเรียบร้อย ไม่มีเลย "

" ซาตานเข้ายึดตำแหน่งสูง ๆ ไว้บริหารควบคุมงานเองหมด ดูมันไปถึงยอดสุดของพระศาสนจักรทีเดียว มันสามารถปั่นหัวนักวิทยาศาสตร์ คนสำคัญ ๆ ให้ประดิษฐ์อาวุธร้ายซึ่งอาจทำลายล้างมนุษย์ส่วนใหญ่ให้พินาศไปในชั่วสองสามนาที เจ้านายซึ่งปกครองประชาชนจะ ย่อนระย่อต่ออำนาจของซาตาน มันจะขู่เข็ญให้สร้างสมอาวุธมหาศาล ถ้ามนุษย์ไม่รวมใจกันต้านเปลี่ยนนิสัยแม่ก็จำเป็นจะต้องปล่อยแขน ลูกชายของแม่ ... แม่เองจะบอกพระบิดาของแม่ลงโทษมนุษย์ให้หนักจะได้รู้เสียทีว่าพระองค์ทรงพิโรธแค่ไหน ขนาดคราวน้ำมหาวินาศ ท่วมก้ยังไม่ร้ายเท่า "

" เวลาของจุดอวสานจะมาถึงแน่ถ้ามนุษย์ไม่ยอมเปลี่ยนใจ หากยังรั้นอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปหรือกลับไปเลวร้ายลงแล้วไซร้ คนใหญ่ ๆ โต ๆ คนมีอิทธิพลนั่นแหละจะต้องพลอยฉิบหายไปด้วยพร้อมกับมนุษย์กระจ้อยร่อยอ่อนแออย่างไม่ต้องสงสัย .... พระองค์จะมาลงโทษ ตามแผนการของพระยิดาเจ้าของแม่ ... สงครามใหญ่จะระเบิดขึ้นในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ไฟกับควันจะตกลงจากฟ้า น้ำในมหาสมุทร ระเหยเป็นไอ และคลื่นซัดฟองกระจายโถมกลืนทุกสิ่งบรรดามีราบเรียบ คนจำนวนล้าน ๆ จะสูญเสียชีวิตไปในไม่กี่ชั่วโมง คนที่รอดชีวิต จะอิจฉาคนที่ตายแล้ว มองไปทางไหนใจหดหู่น่าอเนจอนาถทุกแห่งพินาศแหลกลาญคนดีจะตายไปพร้อมกับคนชั่ว ... ความตายจะแผ่คลุม ไปทั่วเพราะความผิดพลาดของคนบ้าและพลพรรคของพวกปีศาจซึ่งเวลานั้น และเวลานั้นหนเดียวเท่านั้นที่มันจะครองโลก "


ความสนใจของผมที่มีต่อเรื่อง " ความลับข้อ 3 ของพระแม่ฟาติมา " นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือทราบเรื่องราวการจี้เครื่องบิน โดยอดีตบาทหลวงคนหนึ่งในวันที่ 2 เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1981 เพื่อเรียกร้องวาติกันให้เปิดเผยความลับข้อ 3 ของพระแม่ที่ฟาติมา แม้ว่าจุดจบของเหตุการณ์นี้จะลงเอยว่าผู้จี้เครื่องบิน ( บาทหลวงลอเรนซ์ เจ ดาวนี ) ถูกรวบตัวได้และถูกส่งเข้าโรงพยาบาลโรคจิตไปก็ตาม แต่นัยเหตุการณ์มีความสำคัญสำหรับผู้คนในยุคเรามากเหลือเกิน เพราะจนบัดนี้ก็ยังไม่เคยมีการเปิดเผย " ความลับข้อ 3 ของพระแม่ฟาติมา " อย่างเป็นทางการจากวาติกันแต่ประการใด ข้อความที่ผมยกมาข้างต้นก็ยังไม่ใช่สิ่งวาติกันยอมรับอย่างเป็นทางการไม่

การเปิดฉากของเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับ " ความลับข้อ 3 ของพระแม่ที่ฟาติมา " เป็นดังนี้ในตอนบ่ายของวันที่ 13 เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1917 ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จะสิ้นสุดลงมีหญิงสาวสวยนางหนึ่ง ( พระแม่มาเรีย ) ปรากฏตัวขึ้นจากเมฆที่เปล่งประกายแสง ต่อหน้าเด็กเลี้ยงแกะ 3 คนในหมู่บ้านฟาติมา ประเทศโปรตุเกส หญิงสาวผู้นั้นได้สั่งเด็กทั้ง 3 คนในหมู่บ้านฟาติมา ประเทศโปรตุเกส หญิงสาวผู้นั้นได้สั่งเด็กทั้ง 3 คนนั้นให้มาที่สถานที่นี้ในเวลาเดียวกันนี้ของทุกวันที่ 13 ของแต่ละเดือนเป็นเวลา 6 ครั้ง ติดต่อกันจนถึง เดือนตุลา นางจะมาปรากฏตัวให้เห็น ในการปรากฏตังครั้งที่ 3 หรือวันที่ 13 เดือนกรกฎาคม หญิงสาวสวยผู้นั้นได้ฝากสาสน์หรือ คำทำนาย 3 ฉบับให้แก่เด็กหญิงที่ชื่อลูซีอาสาสน์ทั้ง 3 ฉบับนี้แหละที่ต่อมาเรียกกันว่าเป็นคำทำนาย 3 ข้อของฟาติมา และในการปรากฏ ตัวครั้งที่ 3 นี้แหละที่หญิงสาวสายผู้นั้นได้ปล่อยแสงออกจากมือ ( จากคำบอกเล่าของเด็กทั้ง 3 คน ) ให้เห็นภาพ นรกบนดินที่จะเกิดขึ้น กับโลกนี้ในอนาคต และยังใด้ให้สัญญากับเด็กทั้ง 3 คนว่าจะสำแดง " มหัศจรรย์ของดวงอาทิตย์ " ต่อหน้าผู้คนจำนวนมากให้ดูใน การปรากฏตัวครั้งที่ 6 หรือวันที่ 13 เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1917

พอถึงบ่ายวันนั้น ผู้คนที่ฟังข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้แห่มาชุมนุมเพื่อชม " มหัศจรรย์ของดวงอาทิตย์ " ร่วม 1 แสนคนดังที่หนังสือพิมพ์ของ โปรตุเกสได้ถ่ายรูปภาพผู้คนร่วมแสนในวันนั้นเอาไว้เป็นเป็นหลักฐานสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมีวัตถุใหญ่เปล่งแสงจ้าเป็นสีรุ้ง 7 สี ปรากฏตัว แหวกก้อนเมฆ วัตถุใหญ่นี้มีลักษณะเหมือนดวงอาทิตย์สีเงินที่กำลังหมุนด้วยความเร็วสูง วัตถุใหญ่นี้หยุดชะงักอยู่กลางอากาศราว ๆ 3 ครั้งพร้อมกับเคลื่อนไหวซิกแซกในอากาศก่อนที่จะร่อนดิ่งลงมาหาฝูงชนที่กำลังชมอยู่ ในตอนนั้นผู้คนนึกว่านี่คือวาระสุดท้ายของโลก แล้วต่างสวดอาเมนกันเป็นแถว ๆ แต่แล้ว " ดวงอาทิตย์สีเงินจ้า " ดวงนั้นก็บินซิกแซกลอยขึ้นลับไปในหมู่เมฆใหม่ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้กิน เวลาราว ๆ 10 นาทีเศษ ผู้คนในรัศมี 50 กิโลเมตร ต่างเห็นปรากฏการณ์ " มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ " นี้ เหมือนกันหมด

คำทำนายข้อ 1 กับข้อ 2 ของฟาติมาได้รับการเปิดเผยโดยวาติกัน ในปี ค.ศ. 1942 โดยมีใจความว่าคำทำนายข้อ 1 บอกว่าสงครามโลก ครั้งที่ 1 ใกล้จะยุติแล้ว ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น คำทำนายข้อที่ 2 บอกว่าจะเกิดแสงออร่าเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังได้กล่าวถึงภัยจากโซเวียต และการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ด้วยซึ่งก็เกิดจริงตามนั้น ส่วนคำทำนายข้อ 3 " หญิงสาวสวย " คนนั้นได้สั่ง ลูซีอาว่าห้ามเปิดเผยจนกว่าจะถึงปี ค.ศ. 1960 วาติกันกลับมิได้เปิดเผยความลับหรือคำทำนายข้อที่ 3 ของฟาติมาออกมา แต่อย่างใด ว่ากันว่าในสมัยนั้นสมเด็จพระสันตปาปาปีโอที่ 12 เมื่อได้ทรงอ่านคำทำนายข้อที่ 3 นี้แล้วถึงกับเป็นลมหมดสติและสั่งเด็ดขาด ห้ามเผยแพร่ออกไป

ถ้าพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเราจะเห็นถึงความสำคัญของมันที่มีต่อคนรุ่นเราอย่างได้อย่างชัดเจน

ประการที่ 1 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนร่วมแสนคนจนยากที่ปฏิเสธได้ว่าเป็นเรื่องตาฝาดหรือประสาทหลอน มันจะต้องเป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน

ประการที่ 2 จากคำทำนายทั้งหมด 3 ข้อ ได้ทายถูกไปแล้ว 2 ข้อ ล้วนเกี่ยวกับสงครามโลกทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะทำนายถูกใน เรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 จึงมีอยู่สูงมากทีเดียว ขณะนี้ ( ปี ค.ศ. 1996 ) ยังเหลือเวลาพิสูจน์อีก 4 ปี ก่อนปี ค.ศ. 2000 ว่าคำทำนายข้อที่ 3 นี้จะถูกต้องจริงหรือไม่

ประการที่ 3 เนื้อหาของคำทำนายข้อที่ 3 นี้ สอดคล้องกับคำทำนายของคัมภีร์ไบเบิล ด้วยเหตุผลข้างต้นเหล่านี้แหละที่ทำให้ คำทำนายข้อที่ 3 ของฟาติมามีความสำคัญพอ ๆ กับคำทำนายของนอสตราดามุสเลยทีเดียวในทัศนะของชาวตะวันตก

ผมจะไม่เปิดประเด็นในที่นี้ว่าผู้ที่สร้าง " มหัศจรรย์ของดวงอาทิตย์ " นี้คือพระเจ้าและพระแม่มาเรียจริง ๆ หรือเป็นมนุษย์ต่างดาวกันแน่ เพราะตีความได้ทั้ง 2 แง่คามความศรัทธาของแต่ละคน และถึงจะเป็นอันไหนผลสรุปก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปเลย นั่นคือได้มีการส่งสาร เตือนภัยให้แก่ชาวโลกเกี่ยวกับหายนะก่อนสิ้นศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 แล้วจาก ' ฟ้า ' หรือ ' ผู้ที่อยู่นอกโลก ' ตรงนี้แหละที่มี ความหมายสำคัญอย่างยิ่งเหลือเกินสำหรับผู้คนในยุคนี้ที่กำลังเผชิญกับการสิ้นศตวรรษที่ 20 ในอีกไม่ถึง 4 ปีข้างหน้านี้แล้ว

อนึ่ง ผมได้รับเอกสารอีกชิ้นหนึ่งจากคุณสนธิ สารธรรม จ่าหน้าว่า " สาสน์ข้อที่ 3 ของแม่พระที่ฟาติมา " ผมจะขอคัดข้อความส่วนที่ กล่าวถึงการทำนายมาลงในที่นี้เพื่อเปรียบเทียบกับข้อความชิ้นแรกที่ผมได้อ้างมาแล้วในตอนต้น

" หลังจากที่สมเด็จพระสันตะปาปายอร์น ปอล ได้ทรงอ่านทำนายข้อที่ 3 แล้วก็เช่นเดียวกัน พระองค์ทรงโทมนัสมากจากข้อความใน สาสน์นั้นและทรงอนุญาตให้เปิดเผยข้อความบางส่วนให้โลกได้รับทราบในช่วงปี ค.ศ. 1983 - 1985 พระองค์ทรงทำดังนี้เพราะมีเวลาเหลืออยู่น้อยแล้ว "

" เสียงจากพระแม่ได้ตรัสกับลูซีอาว่า ... ลูกรักของเราจงไปและบอกให้โลกรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1950 และ 2000 มนุษย์ไม่ฟังคำสั่งที่พระเป็นเจ้าทรงวางไว้ต่อหน้าพวกเขา ปีศาจปกครองโลกและมันกำลังทำให้คนทั้งหลายเกลียดชังกัน อาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นก็สามารถทำลายโลกได้ในเวลาเพียงนาที ครึ่งหนึ่งของมนุษย์ชาติจะถูกทำลาย พระศาสนจักรจะเข้าสู่ช่วงเวลา แห่งความชั่วร้ายจนไม่มีมนุษย์ผู้ใดเข้ากันได้ดีและมนุษย์สูญเสียความเชื่อ ... แผ่นดินไหวจะทำลายแนวเส้นแบ่งของโลก ( เส้นศูนย์สูตรของโลก ) ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าจะตาย บุคคลเหล่านี้เป็นพวกที่ชีวิตของเขามีรากฐานอยู่บนวัตถุสิ่งของ คนหลายล้านคน จะเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่วินาที ส่วนผู้ที่มีชีวิตรอดก็ปรารถนาให้ตัวเองได้อยู่ในหมู่ผู้ตาย ( อยากตาย ) สภาพของโลกที่อยู่เบื้องหน้าเรานั้น เป็นสภาพที่ไม่อาจจินตนาการได้ แต่สิ่งนี้จะมาอย่างแน่นอน พระเป็นเจ้าจะทรงลงโทษผู้ที่ไม่ต้องการที่จะยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อและ สัตย์ซื่อต่อพระองค์จะมีชีวิตรอดและจะมีความเชื่อเพิ่มมากขึ้น "

" ลูซีอา เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เธอได้กลายเป็นแม่ชี และเคยกล่าวเอาไว้ว่า

" ... แม่ทรงโทมนัสมาก เพราะไม่มีใครสนใจในสาสน์ปี ค.ศ. 1917 ของพระแม่จงเชื่อเถิดว่าการลงโทษกำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้และวิญญาณ มากมายจะประสบความพินาศ หลายชาติจะหายไปจากโฉมหน้าของเขา ในระหว่างนี้ถ้ามนุษย์กลับตัวกลับใจโลกก็จะปลอดภัย ... ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะเริ่มภาวนาและทำการใช้โทษบาปและส่งสาสน์นี้ให้แพร่หลายต่อไปยังครอบครัวญาติมิตร "


" การลงโทษจะมาอย่างแน่นอน เมื่อบุรุษผู้หนึ่งซึ่งมีตำแหน่งสำคัญถูกฆาตกรรม เหตุการณ์นี้จะก่อให้เกิดมติที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหา นั่นคือ กองทัพที่มีพลังมหาศาลจะบุกเข้าสู่ยุโรป แล้วสงครามนิวเคลียร์จะเริ่มขึ้น มันจะทำลายทุกสิ่ง ความมืดจะครอบคลุมโลกเป็นเวลา 72 ชั่วโมง และ 1 ใน 3 ของมนุษยชาติซึ่งจะมีชีวิตรอดจากช่วงเวลาแห่งความมืด 72 ชั่วโมงนั้น จะเข้าสู่ ชีวิตยุคใหม่และเป็นคนดี "


" ในคืนที่มีอากาศหนาวจัด เมื่อเวลา 10 นาทีก่อนเที่ยงคืน แผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะทำให้โลกสั่นสะเทือนเป็นเวลา 8 ชั่วโมง นี่คือสัญญาณที่ 3 ซึ่งแสดงว่าพระเป็นเจ้าทรงเป็นผู้ครอบครองโลก คนดีและผู้ที่ได้เผยแพร่สาสน์ของพระแม่จะไม่ต้องหวาดกลัวเลย จะต้องทำอะไรเล่าจงคุกเข่าและภาวนาวอนขอพระเมตตาจากพระเป็นเจ้า จงอย่าออกไปข้างนอกจงอย่ายอมให้ใครก็ตามเข้าไปในบ้าน ของท่าน คนดีเท่านั้นจึงจะมีชีวิตรอดจากหายนะครั้งนี้ ส่วนคนชั่วจะตกอยู่ในเงื้อมมือของปีศาจ "


แม่ชีลูซีอาได้แนะ " ทางรอด " ให้แก่ผู้ที่เตรียมตัวพร้อมเอาไว้ดังนี้ว่า


" ดิฉันขอให้เครื่องหมายเหล่านี้คือ คืนนั้นจะหนาวมาก ลมจะพัดและในช่วงเวลาอันสั้นโลกจะเริ่มสั่นสะเทือน ที่บ้านของท่าน จงปิดหน้าต่างทุกบานและอย่าพูดกับคนหนึ่งคนใดนอกจากคนในบ้าน อย่ามองออกไปภายนอก อย่าอยากรู้อยากเห็น เพราะนี่เป็น พระพิโรธของพระเป็นเจ้า จงจุดเทียนเสก เพราะจะไม่มีแสงสว่างในรูปแบบยืนส่องแสงได้เป็นเวลา 3 วัน คุกเข่าต่อหน้าไม้กางเขน และภาวนา ... เมื่อโลกหยุดสั่นสะเทือนแล้วท่านจะมองออกไปภายนอกได้ แต่อย่าได้นำหรือสิ่งใดก็ตามที่ได้สัมผัสกับสิ่งที่เป็นพิษ มิฉะนั้นตัวท่านจะได้รับพิษนั้นด้วย ทุกคนที่ไม่เชื่อและไม่ฟังจะตาย ลมจะพัดเอาอากาศธาตุ ( ก๊าซ ) มาและแผ่กระจายไปทั่วโลก ในคืนที่ 3 แผ่นดินจะหยุดสั่นสะเทือน มันจะอยู่ในสภาพนิ่ง ดวงอาทิตย์จะปรากฏมา บรรดาทูตสวรรค์จะมาจากฟ้า และอวยพรแผ่นดินโลกอีกครั้งหนึ่ง "
บันทึกการเข้า

Mckaforce : น้าแม๊ค @ สุขใจ
Mckaforce
I'm Mckaforce
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7602


• McGaR •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2553 22:30:53 »


* ภาพอัศจรรย์ ร่ำไห้ หยาดน้ำตาแห่งพระแม่
 
 
( 2.5 ) ไหน ๆ ผมก็จะได้กล่าวถึง " ความลับข้อ 3 ของพระแม่ที่ฟาติมา " แล้ว จึงอยากจะกล่าวถึง ปรากฎการณ์ เรื่อง " แม่พระ " ( รูปปั้น พระแม่มาเรีย ) ตามประเทศต่าง ๆ ที่หลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายเลือดด้วย เพราะผมมองว่ามีความเกี่ยวเนื้องกันนั่นเอง
 
" ปาฏิหารย์ของแม่พระ " ที่เกิดขึ้นตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ในศตวรรษที่ 20 นี้มีจำนวนเกินกว่า 300 ครั้งขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเกิดในชนบท หรือที่ ๆ ห่างไกลจากเมืองใหญ่ มีทั้งแบบทุกคนเห็นหมดกับแบบที่เห็นได้เฉพาะบางคนเท่านั้น ผู้ที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นเด็กหรือสตรีที่ ร่างกายอ่อนแอ แม่พระจะปรากฏตัวพร้อมกับแสงและบอกข่าวสารเตือนภัยเกี่ยวกับหายนะครั้งใหญ่ที่กำลังมาเยือนมนุษยชาติในไม่ช้านี้ มีหลายกรณีที่มีเหงื่อหรือโลหิตไหลออกมาจากดวงตาของแม่พระและกลิ่นหอมที่ระเหยออกมาเป็นกลิ่นคล้ายกลิ่นกุหลาบ ที่สำคัญ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น แต่เกิดขึ้นในขอบเขตระดับโลก โดยไม่เลือกชาติพันธุ์และความเชื่อ พระแม่ต้องการจะบอกอะไรแก่พวกเรา น้ำตาที่เป็นสายเลือดของแม่พระมีความหมายอย่างไร ?
 
กรณีพระแม่เมดจูกอเรียที่หลั่งน้ำตาเป็นโลหิตหลาย 10 ครั้งในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 1995 เป็นต้นมาหลายเดือน นอกจากเป็นกรณีล่าสุดแล้วยังน่าสนใจ เพราะก่อนหน้านี้แม่พระเมดจูกอเรียได้มอบความลับ 10 ข้อ ให้กับเด็ก 2 คน ที่ชื่อมีร์ยานา กับอีวานก้า อีกด้วย ความลับ 10 ข้อนี้แบ่งออกได้เป็น 3 หัวข้อใหญ่คือ ( 1 ) การเตือน ( 2 ) หมายสำคัญที่ปรากฏ และ ( 3 ) การลงทัณฑ์ ความลับบ้างข้อก็เป็นสิ่งดี บางข้อก็เป็นเรื่องร้าย โดยมีลำดับตรงกับที่แม่พระได้เคยบอกไว้แล้วที่คาราบันดัล นั่นคือจะมีเหตุการณ์ที่จะเขย่า ขวัญคนที่ไม่เชื่อแล้วจะเกิดปาฏิหารย์ ก่อนที่จะมีการลงทัณฑ์ตามมา มีการเน้นว่าการลงทัณฑ์จะมีในหลายรูปแบบ พวกเด็กเมื่อได้รู้ ความลับข้อที่ 9 ถึงกับร้องไห้และวิงวอนแม่พระให้ลดการลงทัณฑ์ให้เบาบางลง
 
 
มีร์ยากล่าวว่าความลับ 3 ข้อแรกเป็นสัญญาณเตือน ข้อที่ 1 เป็นการเตือนที่มาจากธรรมชาติเป็นภับพิบัติที่ไม่ใหญ่โตอะไรนัก แต่เป็นเครื่อง พิสูจน์ว่าพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่จริง แต่ภัยพิบัติที่ใหญ่กว่าจะตามมาสัญญาณเตือนครั้งที่ 1 จะไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่คนทั้งโลกมองเห็น พร้อมกันนอกจากดูทางจอทีวี ระหว่างสัญญาณเตือนครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ของข้อ 2 จะเป็นช่วงเวลาแห่งพระกรุณาที่เปิดโอกาสมนุษย์ ให้กลับใจ และไม่มีใครรู้ว่าจะทิ้งห่างกันนานเท่าไร ส่วนความลับข้อที่ 3 จะเป็นเครื่องหมายเหนือธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ว่า พระเจ้ามีอยู่จริง มีร์ยานากล่าวว่าความลับข้อที่ 3 จะเป็นเครื่องหมายที่ถาวร สูญสลาย และสวยงาม ในระหว่างนั้น จะเกิดความวสับสน วุ่นวาย ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว และการทำลายล้างกัน แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเวลาแห่งพระกรุณา ซึ่งสวรรค์กำลังพยายามเปลี่ยนชีวิต ของพวกเรา แต่ทว่าเวลาแห่งพระกรุณาจะหดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ สัญญาณเตือนนี้จะเป็นเสมือนการชำระล้างก่อนที่จะสิ้นยุคของซาตาน
 
ส่วนความลับข้อที่ 4 ข้อที่ 5 และข้อที่ 6 คะเนกันว่าคงจะเกี่ยวข้องกับศาสนจักรหรือไม่ก็เป็นลักษณะส่วนบุคคล แต่ความลับข้อ 7 ถึง ข้อที่ 10 จะเกี่ยวกับการลงทัณฑ์ ขณะนี้การลงทัณฑ์ในความลับข้อที่ 7 ได้ถูกทำให้เบาบางลงแต่ไม่ได้ถูกยกเลิกหมดอย่างสิ้นเชิง การภาวนา อย่างสม่ำเสมอและการถือศีลอดอาหาร จะสามารถลดหย่อนการลงทัณฑ์ได้บ้าง แต่จะไม่มีทางยกเลิกได้หมดอย่างสิ้นเชิง ส่วนความลับ ข้อ 8 นั้นเด็ก ๆ ที่เห็นแม่พระต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า " ฉกรรจ์ยิ่งยวด " หนักกว่าข้อที่ 7 มากนัก และความลับข้อที่ 9 ยิ่งหนักกว่าข้อ 8 เสียอีกส่วนความลับข้อที่ 10 นั้น ไม่ต้องพูดถึงมันจะน่ากลัวแบบสุด ๆ และไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงได้มันจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
 
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นความรู้ที่ผมได้มาจากคุณสนธิ สารธรรม แต่เดิมทีนั้นแม่พระเมดจูกอเรียได้มาปรากฏตัวครั้งแรกในวันที่ 24 เดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1981 ที่ประเทศยูโกสลาเวีย ต่อหน้าเด็กสาว 2 คนคือมีร์ยานา ( อายุ 16 ปีในขณะนั้น ) และอีวานก้า ( อายุ 15 ปี ในขณะนั้น ) ในขณะที่เด็กสาวทั้งสองกำลังเดินเล่นแถวเชิงเขา Podbrdo เด็กทั้งสองเห้นหญิงามมีแสงสุกใสออกมาจากร่าง ไม่นานเพื่อน อีก 2 คน ของเด็กทั้งสองก็เห็นแม่พระด้วย แม่พระได้กวักมือเรียกพวกเด็ก ๆ ให้เข้าไปใกล้ แรกทีเดียวพวกเด็ก ๆ ก็รู้สึกหวาดหวั่น แต่ในที่สุดพวกเขาก็ได้สัมผัสสันติสุขและความปีติอย่างสุดประมาณ พวกเด็ก ๆ ได้เห็นแม่พระเป็นเวลาทั้งหมด 45 นาทีด้วยกัน
วันรุ่งขึ้น พวกเด็ก ๆ ยังรู้สึกติดใจในความงามของแม่พระและอยากไปพบแม่พระที่เชิงเขาอีก คราวนี้พวกเขาชวนเพื่อนไปอีก 2 คนรวม เป็น 6 คน พวกเขาสนทนากับแม่พระเป็นเวลา 15 นาทีแล้วแม่พระก็กล่าวอำลาเด็กทั้งหกว่า " จงไปในสันติสุข ของพระผู้เป้นเจ้าเถิด " หลังจากนั้น แม่พระก็มาปรากฏพบพวกเด็กเหล่านี้เป็นประจำทุก ๆ เย็น ก่อนที่แม่พระจะปรากฏมา พวกเขาจะเห็นแสงสุกใสนำมาก่อน คล้ายสายฟ้าแลบ สาสน์ของแม่พระที่สำคัญ ๆ ก็คือจงสวดภาวนา ถือศีล อดข้าว ศรัทธามั่นคง กลับตัว กลับใจ และสันติสุข แม่พระย้ำ ว่าจะมีสันติสุขได้ก็ต้องกลับตัวกลับใจ และคืนดีกับพระ ( ไม่ทำบาปอีก ) กับคืนดีกับเพื่อนบ้าน
 
การมาปรากฎของแม่พระที่เมดจูกอเรียถือว่าเป็นการย้ำเตือนเรื่องเก่า ๆ ตั้งแต่คราวที่แม่พระมาปรากฎที่ฟาติมาในปี ค.ศ. 1917 ในขณะนั้น แม่พระได้เน้นให้มีความเชื่อมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะแม่พระรู้ล่วงหน้าว่าในปลายปี ค.ศ. 1917 นั้นเองจะเกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ในรัสเซีย ซึ่งจะพยายามยัดเยียดให้มนุษย์เลิกนับถือพระเจ้า และที่เมดจูกอเรียนั้น แม่พระได้ย้ำเตือนให้ " คืนดีกับพระเจ้า และเพื่อนบ้าน " แต่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อฟังคำเตือนของแม่พระ จึงเกิดการสู้รบกันในสงครามแย่งชิงพื้นที่ระหว่างเซอร์เบีย โครเอเชีย สโลวีเนีย และบอสเนีย เพราะในอดีตยูโกสลาเวียมีความแตกต่างกันในเรื่องเผ่าพันธุ์และศาสนา
 
นอกจากแม่พระแห่งฟาติมากับแม่พระแห่งเมดจูกอเรียแล้ว คุณสนธิยังได้บอกให้ผมสนใจเรื่องแม่พระแห่งคาราบัล ประเทศสเปนด้วย ในวันที่ 18 เดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1961 อัครเทวฑูตไมเคิลได้ปรากฏมาพบเด็กหญิง 4 คน คือคอนชิต้า อายุ 12 ปี จาซินต้า อายุ 12 ปี มารี อายุ 11 ปี และมารี - โลลี อายุ 12 ปี เด็กทั้งสี่มิได้เป็นญาติกัน อัครเทวฑูตได้ปรากฏมาพบเด็กทั้งสี่ 8 ครั้ง ใน 12 วันโดยไม่ได้ เอ่ยปากพูดอะไร แล้วในวันที่ 1 เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1961 ก็ได้แจ้งแก่เด็กทั้งสี่ ว่าในวันรุ่งขึ้นแม่พระจะปรากฏมาหาพวกเขา คาราบันดัลเป็นตำบลเล็ก ๆ มีประชาชนประมาณ 300 คน ในจังหวัดซานตานเดร์ ประเทศสเปน บนเทือกเขากันดาเบรียน ในหมู่บ้านนี้จะ มีต้นสนขึ้นเรียงราย 9 ต้นเป็นจุดที่แม่พระมาปรากฎพบเด็กหญิง 4 คนนี้ระหว่างปี ค.ศ. 1961 - 1965 แม่พระได้ปรากฎมาประมาณสองพันครั้ง พวกเด็กได้บรรยายถึงแม่พระว่า
 
 
" เป็นหญิงงามอายุราว ๆ 18 ปี แม่พระสวมเสื้อชุดขาว มีผ้าคลุมสีน้ำเงิน และถือสายจำพวกเหรียญห้อยคอ แต่ใช้แถบผ้าแทนสร้อยสีน้ำตาล ในมือขวา แม่พระสวมมงกุฎประดับด้วยดาว 12 ดวง แม่พระมีผมสีน้ำตาลเข้มและแสกผมตรงกลางศีรษะ ใบหน้ารูปไข่ มีจมูกเรียวงาม ไม่มีหญิงใดสวยเท่าแม่พระ " พวกเด็ก ๆ บรรยายเสริมเช่นนั้น
 
 
การมาปรากฏของแม่พระทุก ๆ ครั้งจะเป็นไปโดยเด็กทุกคนจะได้ยินเสียงเรียกภายในใจ ซึ่งพวกเขาจะรู้สึกปีติยินดี แล้วแม่พระจะเรียก เป็นครั้งที่ 3 แล้วต่างคนต่างออกจากบ้านของตัวเองวิ่งมาพบแม่พระที่จุดเดียวกันตามที่แม่พระจะบอกว่าไปที่ไหน แล้วทุกคนจะคุกเข่าลง และรู้สึกแน่นิ่งเข้าสู่ภวังค์ ใครจะเอาไฟส่องหน้าหรือเอาเข็มหมุดจิ้มก็จะไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
 
 
ในวันที่ 4 เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1961 แม่พระได้มอบสาสน์ฉบับแรกแก่โลก แม่พระบอกเด็ก ๆ ให้แจ้งแก่โลกในวันที่ 16 เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1961 มีใจความว่า
 
 
" มนุษย์จะต้องทำกิจใช้โทษบาปและทำพลีกรรมให้มาก ๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดพวกมนุษย์จะต้องประกอบกรรมดี มิฉะนั้น การลงทัณฑ์จะคอยอยู่ข้างหน้าแน่นอน ถ้วยแห่งพระพิโรธเต็มแล้ว หากเรายังไม่เปลี่ยนก็จะต้องถูกลงโทษ "
 
 
ในวันที่ 1 เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1965 แม่พระได้บอกคอนชิต้าว่าเทวดาไมเคิลจะปรากฎมาพบเธอในวันที่ 18 เดือนมิถุนายน เพื่อแจ้ง สาสน์สุดท้ายของแม่พระแก่โลกทั้งมวล เพราะเหตุว่าสาสน์ฉบับแกรของแม่พระไม่ได้รับความสนใจ แล้วอัครเทวฑูตไมเคิลก็มาพบ คอนชิต้าจริง และได้มอบสาสน์ฉบับสุดท้ายของ แม่พระคาราบันดัล ให้เธอเพื่อประกาศให้โลกรู้ มีใจความดังนี้
 
 
" ก่อนหน้านี้ ถ้วยกำลังเต็มแต่เดี๋ยวนี้มันกำลังล้นออกมาแล้ว มีพระสงฆ์มากมายที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งหายนะ พวกเขานำวิญญาณ มากมายไปด้วย ... เราจะต้องหลีกเลี่ยงพระพิโรธของพระเจ้าที่มาสู่เราด้วยความพยายามอย่างสุดกำลังของเรา "
 
 
จากสาสน์สุดท้ายของพระแม่คาราบันดัล ได้เตือนว่าเหตุการณ์สำคัญ 4 ประการกำลังมาถึงคือ
 
 
( 1 ) สัญญาณเตือน เหตุการณ์แรกจะเป็นการเตือนที่มาจากพระเจ้ามาสู่มนุษย์ทุกคนบนโลก แม่พระบอกว่าการเตือนนี้จะมีไปถึงมนุษย์ ทุกคนบนโลก ก่อนจะเกิดอัศจรรย์เพื่อโลกจะได้ปรับปรุงตัวเอง สัญญาณเตือนนี้จะมาโดยตรงจากพระผู้เป็นเจ้า และจะมองเห็นได้ทั่วโลก อาจเกิดบนท้องฟ้า เช่น ดาว 2 ดวงเกิดชนกันจะก่อให้เกิดเสียงกัมปนาทก้องไปทั่วโลก เกิดแสงจ้าสว่างไสว แต่มันจะไม่ตกลงมา และจะไม่ทำอันตรายผู้ใด แต่ทุกคนจะเห็นมันและสำนึกถึงบาปบุญคุณโทษ ไม่มีผู้ใดจะไปยับยั้งสัญญาณเตือนนี้ได้ ขณะที่เกิด ทุกสิ่งทุกอย่างจะหยุดชะงักชั่ว 2 - 3 วินาที แม้กระทั่งเครื่องบิน ที่กำลังบินบนท้องฟ้า การเตือนนี้เป็นเหมือนการลงโทษ มันเป็นสิ่งน่ากลัวทั้งสำหรับคนดีและสำหรับคนชั่ว มันเป็นการดึงคนดีให้ขยับเข้าไกล้พระ และเตือนคนชั่วให้รู้ว่าเวลาเหลือน้อยแล้ว การเตือนนี้เป็นเหมือนการชำระล้างชนิดหนึ่งเพื่อเตรียมรับอัศจรรย์ เมื่อการเตือนผ่านไปแล้วเราก็จะเข้าไกล้สิ้นยุคซาตาน มนุษย์แต่ละคนจะมีประสบการณ์ภายในใจด้วยแสงสว่างของพระเจ้า และก็จะรู้ว่าตัวเองมีบุญมีบาปมากน้อยเพียงใด ไม่ว่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าหรือผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็จะรู้ซึ้งถึงการเตือนอันนี้ เราจะเห็นสัญญาณเตือนด้วยตัวเราเอง และจะรู้สึกภายในตัวเราเอง เพราะมันจะกระจ่างแจ้งเลยทีเดียวว่ามาจากพระผู้เป็นเจ้า การเตือนนี้เป็นอะไรที่จะเห็น ในอากาศก่อนอื่นหมดทุก ๆ แห่งทั่วโลกและในทันทีทันใดก็ส่งต่อเข้าไปภายในจิตวิญญาณของเรา การเตือนนี้จะคงอยู่ไม่นานนัก แต่มันดูเหมือนจะเป็นอยู่นานทีเดียว ทั้งนี้เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกภายในใจเรา มันจะเป็นสิ่งดีสำหรับจิตวิญญาณของเรา เพื่อว่าเราจะได้เห็นมโนธรรมของเราด้วยตัวของเราเอง เพระฉะนั้นทุกคนจะต้องเตรียมตัวสำหรับวันนั้น แต่จะต้องไม่คอยมันด้วยความกลัว พระเจ้าไม่ต้องการส่งอะไรที่เป็นเหตุแห่งความกลัว แต่พระองค์จะส่งอะไรมาเพราะความรักและ ความยุติธรรม พระองค์กระทำสิ่งนี้ก็เพื่อความดีของลูก ๆ ทุกคนของพระองค์ เพื่อว่าลูก ๆ เหล่านี้จะได้เสวยสุขตลอดกาลนิรันดร มิใช่พินาศไปชั่วนิรันดร
 
 
( 2 ) มหัศจรรย์ แม่พระได้สัญญาว่ามหัศจรรย์จะเกิดที่สวนสน มันจะเกิดในวันพฤหัสบดี เวลา 2 ทุ่มครึ่ง ระหว่างวันที่ 8 - 16 ระหว่าง เดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม อัศจรรย์นี้จะเกิดขึ้น 1 ปี หลังจากสัญญาณเตือน ( ผมสันนิษฐานว่าสัญญาณเตือนจะเกิดในปี ค.ศ. 1997 และมหัศจรรย์จะเกิดในปี ค.ศ. 1998 )
 
 
( 3 ) เครื่องหมายถาวร เครื่องหมายถาวรนั้นจะคงอยู่ตลอดไปอันเป็นผลอัศจรรย์นั้น มันจะเป็นเครื่องหมายที่มีกำเนิดเหนือธรรมชาติและ เป็นอะไรที่ไม่มีใครเห็นมาก่อนในโลก เครื่องหมายอัศจรรย์นี้ เราจะสามารถถ่ายภาพหรือถ่ายวีดีโอได้ มันจะคงอยู่ที่ต้นสนเหล่านั้น แต่ไม่มีใครสามารถจับต้องมันได้ มันจะเป็นเหมือนกลุ่มควันรูปร่างคล้ายเล่า ซึ่งจะเป็นเครื่องหมายที่จะคงอยู่ตลอดไปบนต้นสน
 
 
( 4 ) การลงทัณฑ์ ถ้ามนุษย์ไม่เปลี่ยนหลังการเตือนและอัศจรรย์เกิดขึ้นแล้ว การลงทัณฑ์ของพระเจ้าจะมาแน่ มันจะแย่ยิ่งกว่ามีไฟสุมหัวเราอีก ไฟข้างใต้ ไฟรอบตัวเรา ต่อให้หนีไฟไปที่ทะเลก็หนีไม่พ้น
ที่จะกล่าวทั้งหมด ผมพยายามเสนอให้เห็นภาพรวมของ " โปรแกรมของพระเจ้า " ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนสิ้นศตวรรษที่ 20 นี้ในมุมมอง ของชาวคาทอลิก ต่อไปผมจะตรวจสอบคำทำนายของเอ็ดการ์ เคซี ผู้เป็นยอดโหรคนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 และมีผลงานโดดเด่นไม่แพ้ นอสตราดามุสเลย
บันทึกการเข้า

Mckaforce : น้าแม๊ค @ สุขใจ
Mckaforce
I'm Mckaforce
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7602


• McGaR •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2553 22:31:42 »


 
 
คัดบางส่วนจาก มังกรจักรวาล ฉบับ เทพอวตาร จะมีส่วนย่อยอยู่ 3 ส่วน


1.ส่วนพุทธทำนาย พระอาจารย์รัตน์แห่งสมาธิหมุนทำนาย
2. คำพยากรณ์ของแม่พระฟาติมา คำทำนายแนวคริสต์
3. เจาะคำทำนาย ของหมอเทวดาเอ็ดการ์ด เคซี


ฝ่ายไหนก็ตาม คำทำนายกระแสใดก็ตาม มันจะพ่วงด้วยประโยคที่ว่า ถ้าหมู่มวลมนุษย์ จะเป็นลูกพุทธะ หรือลูกพระเจ้าก็ตามไม่ทำดี กลับใจ ภัยจะมาแน่ ยิ่งทำชั่วยิ่งเร่งให้ภัยพิบัติ มาไว ยิ่งทำดีจะช่วยยืดระยะภัยพิบัติ ชะลอ บรรเทาภัยพิบัติให้เบาบางลง
 
ที่ ครายออน และจิตจักรวาลบอกไว่้ว่า เมื่อมนุษย์ในโลกยิ่งกลัวมากเท่าใด ตื่นกลัวในภัยพิบัติขนาดไหน ความกลัวภัย อันตราย จะยิ่งทำให้ชาวโลกมีสติ หันมาทำดี ปรับเปลี่ยนคลื่นควา่มถี่แห่งจิตร่วมแห่งหมู่ดาว จะพลิกโลก พลิกฟ้าดินได้ การปรับสนามแม่เหล็กโลกครั้งล่าสุดของครายออน ครายออนถึงกับตะลึงในพลังแห่งแสงสว่างที่เเพิ่มขึ้นของดาวเคราะห์โลก ถึงอย่างไรอย่้าดีใจ อย่าประมาทคิดว่าพอแล้ว ยังไม่พอหรอก ทุกอย่างกำลังดำเนินต่อไป มันคือวัฏจักรแห่งดวงดาว ซึ่งหนีไม่พ้นพระไตรลักษณ์ อารยธรรมแห่งหมู่ดาว ความเจริญแห่งโลก แท้ที่จริงแล้วมันสั้นเพียงแค่ อาการของโลกกระัพริบตา บนสายธารแห่งเวลา เคยได้ยินพระสูตรบทหนึ่ง กล่าวไว้ว่า เมื่อพระมหาไวโรจนะพุทธะบนปุณฑริกครรภ์โลกธาตุ กระพริบตาเพียง ชั่วขณะเดียว ในช่วงแค่ท่านกระพริบตานั้น อาณาจักรแห่้งหมู่ดาว หมื่นแสนล้านโลกธาตุ พุทธเกษตรเรือนโกฏิ เกิดดับนับประมาณมิได้ โลกธาตุเกิดดับมากมาย อารยธรรมแห่งหมู่ดาว เป็นเพียงแค่อณูเล็ก ๆ ในเม็ดทราย หนึ่งเมล็ดท่ามกลางผืนทรายอันกว้างใหญ่ 7 คาบสมุทรสุดประมาณได้
 
เข้าเรื่องต่อ เราเคยมานั่งหัวเราะคำทำนาย ภัยพิบัติมากมาย ว่าจะเกิดฟันธงว่า เวลานี้ วันนี้ ปีนี้ แต่ก็ไม่เกิดนะ ถึงขั้นเราดูถูกคำทำนายเลย สุดท้ายเรามีคำตอบในใจเราว่า คำทำนายเป็นเพียงแค่ศาสตร์แห่งเหตุปัจจัย เพื่อหยั่งวัดเหตุปัจจัยอันอจินไตย กรรมวิสัยก็อจินไตย โลกก็อจินไตย กรรมร่วมแห่งโลก กรรมร่วมแห่งสรรพสัตว์มากมาย มันก็อจินไตย สุดคาดเดา หยั่งวัดได้แม่น แบบเป๊ะ ๆ ศาตร์แห่งจิต ศาสตร์แห่งวิทยาการ ก็หยั่งวัดได้แค่ประมาณหนึ่ง ขึ้นอยู่กับอาณุภาพแห่งผู้หยั่งวัดด้วย เรื่องอานุภาพนี้แห่งการวัด ต้องยกให้พุทธวิสัยแห่งพระตถาคตเจ้า่ สาธุ
 
เคยอ่านชาดกเรื่้องหนึ่งนะ เทวดาผู้มีฤทธิ์มาทำนาย ว่ากองทัพฝ่ายพระโพธิสัตว์จะแพ้ แก่ฝ่ายตรงข้าม พอคำทำนายนี้รู้ถึงหูทั้งสองฝ่าย ฝ่ายข้าศึกก็ย่ามใจประมาทศึก มองดูอาวุทธยุทโธปกรณ์ กำลังคนก็ได้เปรียบ บวกคำทำนายของเทวดาด้วยแล้ว ชนะเห็น ๆ ฝ่ายพระโพธิสัตว์เมื่อรู้คำทำนาย กลับไม่ประมาท ยิ่งวางกลศึก ฝึกซ้อมหนักยิ่งขึ้น ทำเหตุปัจจัยใหม่ ๆ ดี ๆ มากขึ้น พอรบเข้าจริง ๆ ฮ่า ๆๆๆๆๆ เทวดาหน้าแตก ฝ่ายพระโพธิสัตว์ชนะศึก ดวงจิตแห่งทวยเทพ ยิ่งทวยเทพที่มีฤทธิ์นะุ ทำนายแม่นมากในระดัีบหนึ่งเลย แต่แม่นยังไง ก็ ยังหยาบกว่า ความละเอียดอ่อนแห่งกรรมวิสัย ยิ่งกรรมร่วมยิ่งละเอียดมาก คำทำนายแค่การวัดกระแสแห่งเหตุปัจจัยในอดีต ถ้าเราทำเหตุปัจจัย สิ่งใหม่ ๆ ในปัจจุบันให้ดี เยอะ ๆๆๆๆๆๆ เราสามารถเอาชนะคำทำนายได้



 
โปรดจงเอาชาดกเรื่องนี้ เป็นบทเรียนสอนโลกเลย


 
เราเป็นหนี้บุญคุณคำทำนาย คำพยากรณ์เกี่ยวกับภัยพิับัตินะ เพราะมันกระตุ้นเตือนให้เราเร่งทำดี ทำสิ่งใหม่ ๆ ให้กับโลกใบนี้ คำทำนายก็แม่นในระดับหนึ่ง แต่ถ้ามันไม่เกิดขึ้นจริง ๆ ก็แปลว่า เหตุปัจจัย กรรมร่วมแห่งโลก มันเปลี่ยนไปแล้ว อาจชะลอเวลา การเกิดให้ช้าลง เบาลง เมื่อมันไม่เกิดจริง ๆ ตามที่เขาทำนายกัน ก็อย่าประมาท ผมถือว่า ให้ถือว่าแค่มันชะัลอช้าลง ให้เราได้พักหายใจบ้าง ให้เร่งทำดี พลิกจิตร่วมแห่งโลกเยอะ ๆ ๆๆๆๆๆ กันเถอะ
 
อย่าได้คลั่งคำทำนาย และ อย่าได้ประมาทในคำทำนาย เราได้ประโยชน์อะไรบ้างในคำทำนายล่ะ ประโยชน์ในทางจิตวิญญา๊ณ จะเป็นเรื่องจริง เรืืองแต่ง เรื่องเท็จ ใด ๆ ในโลก เราสามารถผันแปรมันมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น อย่าตีกรอบตัวเ้อง เปิดดวงตา เปิดดวงใจ เปิดดวงจิตให้่กว้าง ๅ ดุจห้วงอากาศร้องรับ ทุกปรมาู๊ณูเทอญ สาธุ


ยังลงไม่จบเจอกันคราวหน้า
บันทึกการเข้า

Mckaforce : น้าแม๊ค @ สุขใจ
Mckaforce
I'm Mckaforce
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7602


• McGaR •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2553 22:32:54 »

90ปี แม่พระแห่งฟาติมา




เทวดาและหนูน้อยทั้งสาม

 
 
ก่อนหน้าที่แม่พระจะประจักษ์มา เด็กทั้งสาม คือ ลูซีอา ยาชินทา และฟรังซิสโก ได้รับการประจักษ์จากเทวดาอารักขา ประเทศโปรตุเกส 3 ครั้ง เทวดาสอนเด็กให้สวดบทภาวนาต่างๆ
ครั้งแรก เทวดาประจักษ์มาในฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.1916 ขณะที่เด็กทั้งสามนำแกะไปเลี้ยงที่ถ้ำ "กาเบโซ" เทวดาสอนให้สวดว่า

"ข้าแต่พระเจ้า ลูกเชื่อ ลูกขอนมัสการ ลูกไว้วางใจและรักพระองค์ ลูกขอโทษพระองค์สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ ไม่นมัสการ ไม่ไว้วางใจ และไม่รักพระองค์"
[INDENT]"สวดอย่างนี้นะ แล้วดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าและแม่พระ จะโอนอ่อนลงตามคำสวดของหนู"

ครั้งที่ 2 เป็นเวลาบ่าย กลางฤดูร้อนปี 1916 ใกล้บ่อน้ำข้างบ้านของลูซีอา เทวดาบอกให้พวกเขาสวดมากๆ เพราะดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าและแม่พระ มีพระมหากรุณาสำหรับพวกเขา พวกเขาจะต้องถวายคำภาวนาและพลีกรรมจากทุกสิ่งที่พวกเขากระทำ เพื่อชดเชยใช้โทษบาปมากมายที่มนุษย์ทำผิดต่อพระองค์ และเพื่อวอนขอให้คนบาปกลับใจ หลังจากการประจักษ์ในครั้งนี้แล้ว เด็กทั้งสามแทนที่จะใช้เวลาในการเล่นกันทั้งวัน ดังที่เคยกระทำ ก็เลิกเล่น และใช้เวลานานนับชั่วโมง หมอบกราบอยู่ที่พื้นดิน และสวดภาวนาตามที่เทวดาสอน

ครั้งที่ 3 ฤดูใบไม้ร่วงที่ถ้ำ "กาเบโซ" ปี 1916 เทวดาถือถ้วยศีลมหาสนิท ขณะที่ยกแผ่นศีลขึ้น มีพระโลหิตหยดจากแผ่นศีลลงในถ้วย เทวดาสอนให้สวดบทต่อไปนี้ 3 จบ ก่อนจะส่งศีลให้


"ข้าแต่พระตรีเอกภาพ พระบิดา พระบุตรและพระจิต ลูกขอนมัสการพระองค์อย่างสุดซึ้ง และขอถวายพระกาย พระโลหิต พระวิญญาณ และพระเทวภาพของพระเยซูคริสตเจ้า ผู้สถิตอยู่ในตู้ศีลทั่วสากลโลก เพื่อชดเชยการสบประมาทการทุราจารและความเฉยเมยของผู้ทำผิดแสลงพระทัยพระองค์ เดชะพระบารมีหาขอบเขตมิได้แห่งดวงพระหฤทัยอันศักดิ์สิ่งยิ่ง และดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์ ขอให้คนบาปได้กลับใจด้วยเถิด"


จากนั้นเทวดาส่งศีลให้ลูซีอารับ และส่งถ้วยกาลิกษ์ให้ฟรังซิสโก และยาชินทาดื่ม พลางพูดว่า "จงรับและดื่มพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า ผู้ถูกสบประมาทโดยมนุษย์อกตัญญู" หลังจากการส่งศีลแก่เด็กทั้งสามแล้ว เทวดาก็อันตรธานหายไป

การประจักษ์ครั้งแรก





เมื่อเด็กทั้งสามได้รับการเตรียมจากเทวดาแล้ว แม่พระก็ประจักษ์มาหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน คือวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1917 หลังจากเด็กทั้งสามไปฟังมิสซาตอนเช้าแล้ว พวกเขาก็พาแกะไปเลี้ยงที่ลาโควา ดาอิรีอาหลังจากกินอาหารที่เตรียมเอาไปแล้ว พวกเขาก็สวดลูกประคำพร้อมกัน จากนั้นก็เอาก้อนหินและกิ่งไม้เล็กๆ มาสร้างเป็นบ้านเล่นกัน

ฉับพลันนั้น มีแสงสว่างจ้าเกิดขึ้น ทั้งสามตกใจคิดว่าพายุจะมา จึงรีบต้อนแกะ เพื่อจะกลับบ้าน แสงจ้ากว่าเดิมวาบขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้วปรากฏแสงจ้าบนต้นโอ๊ก และตรงกลางดวงสว่างจ้านั้น เด็กๆ เห็น สตรีงามวิไลในชุดสีขาว รังสีเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ ทั้งสามตกใจกลัว จะวิ่งหนี แต่สตรีงามผู้นั้นตรีงเขาไว้ด้วยรอยยิ้มน่ารัก พร้อมกับกล่าวว่า

"อย่ากลัว ฉันไม่ทำร้ายหรอก....." ลูซีอาได้ยินดังนั้น ก็กล่าวตอบว่า "ท่านมาจากไหนคะ?"

"ฉันมาจากสวรรค์"

"ท่านต้องการอะไรจากหนูคะ?"

"ฉันมาขอให้หนูมาที่นี่ 6 ครั้งติดต่อกันเวลาเดียวกัน ในวันที่ 13 ของทุกเดือน และในเดือนตุลาคม ฉันจะบอกว่า ฉันเป็นใคร และต้องการอะไรจากหนู"

เมื่อเห็นสตรีผู้ประจักษ์กล่าวถึงสวรรค์ ลูซีอาจึงถามว่าเธอและเพื่อนทั้งสองจะได้ไปสวรรค์หรือไม่ สตรีผู้นั้นก็ตอบว่าจะได้ไป แต่สำหรับฟรังซิสโก มีเงื่อนไขข้อหนึ่งว่า "เขาต้องสวดลูกประคำมากๆ เสียก่อน" หลังจากนั้น สตรีผู้นั้นก็ถามทั้งสาม
ว่า "หนูเต็มใจถวายพลีกรรม และความยากลำบากต่างๆ แด่พระเป็นเจ้า เพื่อใช้โทษบาปมากมายไหม"

ลูซีอาตอบในนามของทุกคนว่า "หนูทั้งสามเต็มใจค่ะ"

"หนูจะต้องประสบความยุ่งยากลำบากมากในไม่ช้านี้ แต่พระหรรษทานของพระเจ้าจะช่วยเหลือจุนเจือเสมอ จงสวดสายประคำทุกวันเพื่อสันติภาพในโลก และการสิ้นสุดของสงคราม"

แล้วสตรีงามก็ค่อยๆ ลอยขึ้นและอันตรธานหายไปในแสงอาทิตย์





เด็กทั้งสามพูดคุยกันอยู่นานถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ลูซีอาคนเดียวที่ได้สนทนา ยาชินทาแลเห็นและได้ยินทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนฟรังซิสโกแลเห็น แต่ไม่ได้ยินอะไรเลย ลูซีอาและยาชินทา จึงช่วยกันเล่าถึงการสนทนาทั้งหมดให้ฟรังซิสโกฟัง และก่อนจะแยกย้ายกัน ลูซีอาก็กำชับมิให้ฟรังซิสโกและยาชินทาเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้ใด
อย่างไรก็ตาม ยาชินทา ไม่สามารถเก็บความลับได้ ทันทีที่พบหน้าแม่ ก็วิ่งไปกอดและเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟังอย่างละเอียด แม่ก็ตอบว่า "เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นแม่พระ คงเป็นนักบุญองค์หนึ่งที่มีใบหน้าที่งดงามมากกว่า!" ฟรังซิสโก น้องชายจึงช่วยพูดยืนยัน วันรุ่งขึ้น ผู้เป็นแม่ได้ไปถามลูซีอา ซึ่งเป็นญาติของฟรังซิสโกและยาชินทา แม่ก็ยังคงไม่เชื่อ แต่บิดาของฟรังซิสโกและยาชินทาเชื่อ และพูดว่า "ฉันว่าเด็กๆ พูดความจริง คิดดูสิ พวกเขาไม่เคยได้เรียนหนังสือเลย หากไม่ได้รับพระญาณสอดส่องช่วย พวกเขาคงไม่สามารถเล่าเรื่องเช่นนี้ได้เป็นแน่ ส่วนที่ว่าพวกเขาโกหกน่ะหรือ เราก็รู้อยู่แล้วว่า ทั้งฟรังซิสโกและยาชินทาเกลียดการโกหก!"
จากนั้นแม่ของทั้งสองก็เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนบ้านฟัง โดยกำชับให้เก็บไว้เป็นความลับ แต่ไม่นานต่อมา ทั้งหมู่บ้าน รวมทั้งหมู่บ้านข้างเคียงก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี เด็กทั้งสามเริ่มผจญกับความยุ่งยากลำบากดังที่สตรีงามได้แจ้งไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะทุกคนที่เด็กพบเห็นต่างพูดจาเยาะเย้นว่า เป็น "เด็กเลี้ยงแกะ" พวกเขาได้แต่ถวายพลีกรรมที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการอดอาหารมือเที่ยงด้วย

วันที่ 13 มิถุนายน 1917 เป็นวันฉลองนักบุญอันตน มีงานฉลองรื่นเริงที่วัด แต่เด็กทั้งสามไม่อยู่ร่วมสนุก กลับไปที่ลาดควา ดาอิรีอา เมื่อไปถึงก็ต้องประหลาดใจที่มีผู้คนประมาณ 50 คน รออยู่ที่นั่นด้วย ราวเที่ยงวัน ก็เกิดการประจักษ์ขึ้น ลูซีอาถามสตรีงามผู้นั้นทันทีว่า

"ท่านให้หนูมาที่นี่ โปรดบอกหนูถึงสิ่งที่ท่านต้องการด้วยค่ะ"
"ฉันอยากให้หนูมาที่นี่ โปรดบอกหนูถึงสิ่งที่ท่านต้องการด้วยค่ะ"
"ฉันอยากให้หนูมาที่นี่วันที่ 13 เดือนหน้า ให้หนูสวดลูกประคำทุกวัน และให้หัดอ่านหนังสือ แล้วฉันจะบอกว่าต้องการอะไร"
"หนูอยากให้ท่านรับพวกเราไปสวรรค์ค่ะ"
"ฉันจะรับยาชินทาและฟรังซิสโกไปในไม่ช้านี้แหละ ส่วนหนูนั้นต้องอยู่อีกนาน พระเยซูเจ้าต้องการให้หนูนำคนอื่นมารู้จักและรักฉัน พระองค์ประสงค์จะให้โลกศรัทธาภักดีต่อดวงหทัยนิรมลของฉัน"
"หนูต้องอยู่คนเดียวหรือคะ?"
"ไม่หรอก ฉันจะไม่ทิ้งหนูเลย ดวงหทัยนิรมลของฉันจะเป็นที่หลบภัยของหนู และเป็นหนทางนำหนูไปหาพระเจ้า"


ขณะที่สตรีงามกำลังลอยห่างออกไป ผู้คนที่มาสังเกตการณ์ได้ยินเหมือนเสียงหวีดจากการปะทุของดินปืน และเห็นกลุ่มเมฆเล็กๆ กิ่งไม้ของต้นโอ๊กนั้นก็ปลิวสู่ไปในทิศทางเดียวกันกับกลุ่มเมฆนั้น






วันที่ 13 กรกฎาคม 1917 มีผู้คนประมาณสองสามพันคนมาที่ลาโควา ดาอิรีอา มารดาทั้งสองของเด็กก็มาด้วย โดยแอบอยู่หลังพุ่มไม้ ส่วนบิดาของฟรังซิสโกและยาชินทา ยืนอยู่ใกล้เด็กทั้งสามลูซีอาลังเลใจที่จะมา เพราะเกรงว่าจะเป็นแผนการของปีศาจ แต่ทันทีที่สตรีงามประจักษ์ เธอก็สิ้นความสงสัย

"ขอให้สวดสายประคำต่อไปทุกวัน เพื่อโลกจะได้เกิดสันติภาพ เพราะมีแต่ฉันเท่านั้น ที่จะช่วยเหลือได้ ขอให้หนูให้มาที่นี่ต่อไปทุกเดือน และในเดือนตุลาคม ฉันจะบอกว่า ฉันคือใคร และต้องการอะไร และฉันจะทำอัศจรรย์ให้ทุกคนเห็นและเชื่อพวกหนู"


"หนูจะได้เห็นนรก ที่อยู่ของวิญญาณคนบาปที่น่าสงสาร พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้มีการถวายความศรัทธาเพื่อดวงหทัยนิรมลของฉัน เพื่อความรอดของคนบาป" แม่พระแจ้งให้ทราบว่าสงครามโลกครั้งแรกกำลังจะยุติลงในไม่ช้า แต่ถ้าหากยังขืนกระทำการให้เป็นที่ขัดเคืองต่อพระเจ้ากันอยู่ ก็จะมีสงครามโลกที่เลวร้ายกว่าเดิม
"เพื่อขัดขวางการเกิดสงครามนี้ ฉันขอให้ถวายรัสเซียแก่ดวงหทัยนิรมลของฉัน" (เด็กทั้งสามไม่รู้จักประเทศรัสเซีย และคิดว่าเป็นชื่อของผู้หญิงคนหนึ่ง!) "ให้มีการรับศีลในวันเสาร์ต้นเดือน เพื่อชดเชยการทำบาป หากฟังคำขอของฉัน รัสเซียก็จะกลับใจ และจะเกิดสันติภาพ มิฉะนั้นรัสเซียจะแพร่กระจายความชั่วร้ายไปในโลก จะก่อสงครามและการเบียดเบียนพระศาสนา คนดีจะเป็นมรณสักขี สมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงเป็นทุกข์หลายชาติจะสูญหายไป แต่ที่สุดดวงหทัยนิรมลของฉันจะได้รับชัยชนะ..."

การประจักษ์สิ้นสุดลงด้วยเสียงฟ้าร้อง และทันทีฝูงคนก็เข้าห้อมล้อมเด็กทั้งสาม เพราะอยากทราบถึงสิ่งที่แม่พระกล่าวถึง ซึ่งลูซีอาก็ได้ตอบว่า "เป็นความลับ" เนื่องจากเธอไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยก่อนปี 1927 อย่างน้อยก็สองเรื่องแรก (คือการเห็นนรก และการกล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่สอง)

13 และ 19 สิงหาคม 1917


หลังจากการประจักษ์ในเดือนกรกฎาคมแล้ว เด็กทั้งสามต้องตอบคำถามแก่ผู้คนทุกประเภทตั้งแต่ผู้สื่อข่าว คนที่ชอบพูดจาเสียดสี พระสงฆ์ที่ต้องการรู้ความจริง และคนที่อยากรู้อยากเห็นสำหรับลูซีอานั้น คนที่พูดจาเยาะเย้ยเธอมากที่สุด คืนคนในครอบครัว โดยเฉพาะจากแม่และน้องสาว หนังสือพิมพ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนาก็ได้เขียนบทความกล่าวโจมตี นายอำเภอเขตวิลา ดนวาเดอูเรม เป็นพวกเชื่อในลัทธิฟรัง-มาซอง ได้นำตัวเด็กมาสอบสวนและกักขังตัวไว้


ดังนั้น ในวันที่ 13 สิงหาคม ฝูงชนที่ชุมนุมกันที่ลาโควา ดาอิรีอา จึงผิดหวังที่ไม่พบเด็กทั้งสามราวเที่ยงวันพวกเขาได้ยินเสียงฟ้าร้อง และที่บริเวณเหนือต้นไม้ มีก้อนเมฆลอยขึ้นไปในอากาศ พร้อมกับมีรัศมีแสงสีต่างๆ กระจายออกครอบคลุมบริเวณที่มีผู้คนชุมนุมกันอยู่ ขณะนั้น นายอำเภอกำลังขู่เด็กว่าจะโยนพวกเขาลงไปในหม้อน้ำมันที่กำลังเดือดพล่าน เด็กทั้งสามคิดว่า จะต้องเสียชีวิตแล้ว จึงพากันสวดสายประคำ เมื่อนายอำเภอไม่สามารถคาดคั้นให้เด็กเปิดเผยความลับได้ ก็ได้ปล่อยตัวพวกเขาในวันที่ 15 สิงหาคม


บ่ายวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม เด็กทั้งสามนำแกะไปเลี้ยงที่ "วาลินโฮส" และเย็นวันนั้น พระนางมารีย์ก็ได้ประจักษ์มาหา โดยบอกให้พวกเขาไปที่ลาโควา ดาอิรีอาในวันที่ 13 เดือนหน้า และให้สวดลูกประคำทุกวัน แม่พระได้ยืนยันว่าจะทำอัศจรรย์ในวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งจะเป็นอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่




แม่พระบอกให้พวกเขา "สวดภาวนามากๆ และทำพลีกรรมเพื่อคนบาป เพราะมีวิญญาณจำนวนมากต้องตกนรก เนื่องจากไม่มีใครพลีกรรม และสวดภาวนาให้พวกเขา"


เด็กได้นำกิ่งมะกอกเขียน ที่แม่พระประทับยืน ขณะที่ประจักษ์กลับไปบ้าน และเมื่อลูซีอานำไปให้แม่ดู แม่ของเธอก็ได้กลิ่นหอมที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นกลิ่นอะไร และนับจากนั้นมา เธอก็เริ่มคิดว่า สิ่งที่ลูกสาวและหลานทั้งสองพูดนั้นคงจะเป็นเรื่องจริง


วันที่ 13 กันยายน 1917


มีผู้จาริกแสวงบุญมาชุมนุมเป็นจำนวนมาก แม่พระประจักษ์มา และกล่าวย้ำให้เด็กสวดสายประคำทุกวัน เพื่อสงครามโลกจะได้สิ้นสุดลง แม่พระบอกพวกเขาว่า "พระเจ้าทรงพอพระทัยการพลีกรรมของพวกหนู" แม่พระสัญญาว่าจะรักษาคนเจ็บป่วย และยืนยันสัญญาการทำอัศจรรย์ในวันที่ 13 ตุลาคม


อัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่


วันที่ 13 กันยายน นอกจากมีผู้จาริกแสวงบุญมาชุมนุมในบริเวณที่มีการประจักษ์แล้ว ยังมีฤาษีชื่อฟอร์มีโก (Formigo) ซึ่งเป็นอาจารย์สอนที่บ้านเณร อยู่ ณ ที่นั้นด้วย วันที่ 27 กันยายน ท่านฤาษีได้สอบถามเด็กอยู่เป็นเวลานาน และแน่ใจว่าเด็กทั้งสามพูดความจริงอย่างแน่นอน แต่ท่านก็ไม่แน่ใจว่า เด็กถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือของจิตวิญญาณอื่นหรือไม่ ดังนั้น ท่านฤาษีจึงตั้งใจอยู่ในที่ประจักษ์ในวันที่ 13 ตุลาคม


ในวันนั้น เป็นวันที่ชาวโปรตุเกสทั้งประเทศรอคอย เพราะเป็นวันชี้ขาดว่า การประจักษ์ของแม่พระเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ขณะที่บิดามารดาของลูซีอา และชาวเมืองอัสฮูสเตรส คาดคิดไว้ว่า คงจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น และฝูงชนที่ผิดหวังคงจะทำร้ายเด็กทั้งสาม


วันที่ 13 ตุลาคม 1917 อากาศไม่ดีตั้งแต่เช้า ฝนตกหนัก มีผู้คนมาจากทั่วทุกสารทิศ ประมาณ 40,000-70,000 คน หลายคนเป็นผู้ที่ไม่มีศาสนา หรือไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขามาเพื่อเยาะเย้ยผู้ที่มีความเชื่อ ราวเที่ยงวัน มีฟ้าแลบเช่นทุกครั้งที่แม่พระประจักษ์มา และมีเมฆปกคลุมเด็กทั้งสาม ลูซีอาเริ่มสนทนากับแม่พระดังนี้
[INDENT]"ท่านต้องการอะไรจากหนูคะ"

"ฉันอยากให้สร้างวัดหลังหนึ่งที่ตรงนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ฉัน ฉันคือแม่พระแห่งสายประคำให้เราสวดสายประคำต่อไปทุกวัน! สงครามจะยุติลงในไม่ช้า และทหารจะได้กลับบ้านในเร็ววันนี้"

"หนูอยากขอให้ท่านช่วยรักษาบำบัดคนเจ็บป่วย ขอให้มีการกลับใจ ท่านจะช่วยหนูได้ไหมคะ"

"ฉันจะบำบัดให้หายเป็นบางคน มิใช่ทุกคนพวกเขาต้องแก้ไขความประพฤติของตน ต้องขอโทษเพราะบาปที่ได้กระทำ เราต้องไม่ทำสิ่งที่เป็นที่ขัดเคืองพระเจ้ามากไปกว่านี้ เพราะมนุษย์ได้ล่วงเกินพระองค์มากเกินไปแล้ว หนูต้องการอะไรจากฉันอีกไหม"

"ไม่แล้วค่ะ"
"ฉันก็ไม่มีเรื่องอื่นอีกแล้วเช่นกัน"
[/INDENT]การประจักษ์สิ้นสุดลง ฝนหยุดตก เมฆที่ครื้มแต่เช้าจางหายไป ดวงอาทิตย์ฉายแสงอีกครั้งหนึ่งเด็กๆ แลเห็นครอบครัวศักดิ์สิทธิ์อยู่ข้างๆ ดวงอาทิตย์ จากนั้นก็แลเห็นพระเยซูคริสตเจ้าทรงอวยพรแก่ฝูงชน ที่สุดก็แลเห็นแม่พระในภาพลักษณ์ของแม่พระมหาทุกข์ และต่อมาก็เปลี่ยนเป็นแม่พระแห่งภูเขาคาร์แมล ต่อจากนั้น ทุกคนสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ตรงศรีษะเหมือนรูปจานเงิน มองด้วยตาเปล่าได้โดยไม่เคืองตา แล้วฉับพลันนั้นดวงอาทิตย์ก็เริ่มหมุนรอบตัวเองประดุจล้อไปแสงพวยพุ่งไปรอบทิศ เปลี่ยนเป็นสีต่างๆ .... บัดดลนั้นเอง ฝูงชนก็เห็นดวงอาทิตย์หลุดลอยจากท้องฟ้าหมุนเคว้งคว้งอยู่เหนือพวกเขา ทุกคนอกสั่นขวัญแขวน และร้องเสียงดังลั่นด้วยความกลัว ปรากฏการณ์นี้ แม้ผู้ที่อยู่ห่างไกลประมาณ 20 กม. ก็สามารถมองเห็นได้


หลังจากหายตกใจกันแล้ว ทุกคนยังต้องประหลาดใจอีกครั้ง เพราะเสื้อผ้าที่เปียกปอนด้วยน้ำฝนก่อนหน้านั้น กลับแห้งสนิท... หลังจากวันที่ 13 ตุลาคม ผู้คนเริ่มพากันมาแสวงบุญและใช้โทษบาปในบริเวณที่แม่พระประจักษ์ มีการสร้างวัดน้อยขึ้นที่นั่น แต่ไม่มีพระสงฆ์องค์ใดเสกวัดให้



การยืน

ยันการประจักษ์มาของแม่พระ


โดลีวัล อัครสงฆ์เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นคง และหลักแหลม ท่านได้ให้กำลังใจและให้คำแนะนำฝ่ายวิญญาณแก่เด็กทั้งสาม ยาชินทาได้รับการประจักษ์จากแม่พระอีกหลายครั้ง ส่วนฟรังซิสโกมีแต่ความต้องการจากโลกนี้เพื่อไปสวรรค์ ต่อมาเขาป่วยเป็นไข้หวัด และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 เมษายน 1919 และอีกไม่ถึงหนึ่งปีต่อมา ยาชินทาพี่สาวก็เสียชีวิตในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1920

ในวันที่ 3 พฤษภาคม 1922 พระสังฆราชองค์ใหม่แห่งเลรีอา คือพระคุณเจ้า ดาซิลวา ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ตามประมวลกฏหมายพระศาสนจักร วันที่ 26 มิถุนายน 1927 เป็นครั้งแรกที่พระสังฆราชได้มาเป็นประธาน แสดงการคารวะต่อแม่พระในบริเวณที่แม่พระประจักษ์และที่สุด 13 ปีผ่านไปหลังจากการประจักษ์ครั้งสุดท้ายในวันที่ 13 ตุลาคม 1930 พระศาสนจักรจึงได้ประกาศรับรองการประจักษ์ของแม่พระอย่างเป็นทางการ และอนุญาตให้มีการประกอบคารวกิจถวายแด่แม่พระฟาติมาได้โดยเปิดเผย


วันที่ 13 พฤษภาคม 1931 พระสมณฑูตเป็นประธานการจากริกแสวงบุญแห่งชาติ และในโอกาสเดียวกัน พระคาร์ดินัลเซเรเฮอีราแห่งกรุงลิสบอน ได้ถวายประเทศโปรตุเกสแด่ดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีย์ ในโอกาสฉลองครบรอบการประจักษ์ฯ 25 ปี สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอที่ 12 ได้ทรงส่งสาสน์ออกอากาศทางวิทยุ เพื่อถวายโลกแด่ดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีย์ มีการถวายมงกุฏแด่พระรูปแม่พระแห่งฟาติมาในวันที่ 13 พฤษภาคม 1946 ท่ามกลางฝูงชน 700,000 คน


ในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี นับจากการประจักษ์ครั้งแรก สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ได้เสด็จมายังฟาติมา โดยให้ลูซีอาผู้ได้รับการประจักษ์เพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ อยู่ร่วมพิธีเฉลิมฉลองด้วย สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์นปอล ที่ 2 ได้เสด็จมายังลาโควา ดาอิรีอา และได้ทรงรื้อฟื้นการถวายโลกแด่ดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีย์อีกครั้งหนึ่ง


สิ่งที่ได้รับจากฟาติมา





การประจักษ์ของแม่พระมีรูปแบบที่เรียบง่ายเช่นเดียวกับการประจักษ์ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ลูร์ด หรือที่ลาซาแล็ต พระนางมารีย์ประจักษ์มาที่ฟาติมา เพื่อช่วยคนบาปให้กลับใจ และขอให้มีการสวดภาวนาและทำพลีกรรมเพื่อพวกเขา โดยให้ยึดมั่นต่อการสวดสายประคำ พระนางมารีย์เสนอให้มีการถวายความศรัทธาต่อดวงหทัยนิรมลของพระนาง ตามพระประสงค์ของพระบุตรของพระนาง ดังนั้น ฟาติมา จึงเป็นการประจักษ์เพื่อดวงหทัยของพระนางพรหมจารี ในลักษณะเดียวกับการประจักษ์ที่ปาเรย์-เลอ-โมนีอัล (Paray-le-Monial) ซึ่งเป็นการประจักษ์เพื่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า


"การเเผยแสดง" เหล่านี้ มีลักษณะเช่นเดียวกับการเผยแสดงของพระเจ้าในพระคัมภีร์ พระนางพรหมจารีทรงกล่าวว่า "หากท่านฟังและทำตามสิ่งที่ฉันขอ ท่านก็จะมีสันติสุข" คำสัญญานี้ยังมีผลอยู่เสมอ เช่นเดียวกับถ้อยคำแห่งความหวังของแม่พระที่ฉายแสงสว่าง ในวันที่มนุษยชาติประสบความมืดมน "ที่สุด ดวงหทัยนิรมลของฉันจะได้รับชัยชนะ"


[/INDENT]</SPAN>
http://www.geocities.com/kularptip/fatima.html
บันทึกการเข้า

Mckaforce : น้าแม๊ค @ สุขใจ
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 5.0 Firefox 5.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2554 09:41:16 »



   







และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความบาปทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้
โดยในขณะที่ฑูตสวรรค์เหล่านี้ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
ได้เกิดสิ่งนี้ขึ้นครับซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของมนุษยชาติทั้งมวลตั้งแต่นั้นมาคือ

ปฐมกาล บทที่ 6 ความชั่วของมนุษยชาติ

6:1 ต่อมาเมื่อมนุษย์เริ่มทวีมากขึ้นบนพื้นแผ่นดินโลก และพวกเขาให้กำเนิดบุตรสาวหลายคน
Wickedness of Man
6:1 And it came to pass, when men began to multiply on the face of the earth, and daughters were born unto them,

6:2 บุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าเห็นว่าบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์สวยงาม และพวกเขารับเธอทั้งหลายไว้เป็นภรรยาตามชอบใจของพวกเขา
6:2 That the sons of God saw the daughters of men that they were fair; and they took them wives of all which they chose.

คำเตือนของพระเจ้าถึงการพิพากษา
6:3 พระเยโฮวาห์ตรัสว่า "วิญญาณของเราจะไม่วิงวอนกับมนุษย์ตลอดไป เพราะเขาเป็นแต่เนื้อหนัง อายุของเขาจะเพียงแค่ร้อยยี่สิบปี"
God's Warning of the Coming Judgment
6:3 And the LORD said, My spirit shall not always strive with man, for that he also is flesh: yet his days shall be an hundred and twenty years.

6:4 ในคราวนั้นมีพวกมนุษย์ยักษ์บนแผ่นดินโลก แล้วภายหลังเมื่อบุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าเข้าหาบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์ และเธอทั้งหลายคลอดบุตรให้แก่พวกเขา บุตรเหล่านั้นเป็นคนมีอำนาจมาก ตั้งแต่สมัยโบราณเป็นคนมีชื่อเสียง
6:4 There were giants in the earth in those days; and also after that, when the sons of God came in unto the daughters of men, and they bare children to them, the same became mighty men which were of old, men of renown.

จากพระธรรมเอโนค 7:2:11

Note:
หนังสือที่ถูกตัดออกจากการเป็นพระคัมภีร์เมื่อประมาณช่วงศตวรรษที่ 2 โดยรีบบีชื่อ Simeon ben Jochai เพราะซาตานไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องราวของมัน มันมักแอบทำอะไรแบบลับๆล่อเสมอ เช่น พฤติกรรมของบรรดาสมาชิกของสมาคมลับต่างๆที่บูชาซาตานนั่นเอง

"....2. เหล่าฑูตสวรรค์ มองดูพวกนาง จึงเกิดความลุ่มหลงในพวกนาง และกล่าวแก่กันและกัน: 'มา ให้พวกเราเลือกบุตรหญิงในหมู่มนุษย์มาเป็นภริยา และ.ให้กำเนิดลูกของเรากันเถิด'
3. และ Samyaza ที่เป็นผู้นำของพวกเขากล่าวแก่พวกเขาว่า: 'ฉันกลัวพวกเจ้าจะไม่เต็มใจที่จะกระทำการเช่นนี้
4. และฉันคนเดียวจะต้องถูกลงโทษในความผิดอันใหญ่หลวง.'
5. และพวกเขาทั้งหมดตอบเขาและกล่าวว่า'เราทั้งหมดสาบาน
6. และผูกมัดตัวเองโดยทั้งสองฝ่ายโดยกระทำการอันชั่วช้าร่วมกัน ไม่ละทิ้งแผนนี้แต่ให้ทำสิ่งนี้. '
7. แล้วพวกเขาทั้งหมดสาบานและผูกพันด้วยตนเองโดยทั้งสองฝ่าย กระทำการอันชั่วช้าร่วมกัน พวกเขาทั้งหมดมีจำนวนสองร้อย ผู้ที่ได้ลงมาสู่อาร์ดีส ที่อยู่บนยอดเขาอาร์โมน (เฮอร์โมน)
8. และพวกเขาจะเรียกภูเขาอาร์โมน(เฮอร์โมน) เนื่องจากพวกเขาได้สาบานและผูกพันด้วยตนเองโดยทั้งสองฝ่ายที่นั่น
9. และเหล่านี้คือชื่อของผู้นำ: Samyaza ผู้นำของพวกเขา, Urakabarameel, Akibeel, Tamiel, Ranuel, Danel, Azkeel, Saraknyal, Asael, Armers, Batraal, Anane, Zavebel, Samsaveel, Ertael, Turel, Yomyael, Arayal. ทั้งหมดมีครบถ้วนในจำนวนสองร้อย
10. พวกเขาก็ได้เลือกภริยาสำหรับตนเอง และพวกเขาได้เริ่มเข้าหาพวกเธอ หา และพวกเขาก็สอนวิชาหมอผี เวทมนต์คาถา การปลุกเสก รวมทั้งวิชาการทำลายล้าง(การทำสงครามในปัจจุบัน-ผู้เรียบเรียง) ให้กับภริยาที่พวกเขาอยู่ร่วมนั้น
11. และพวกผู้หญิงก็ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรเป็นมนุษย์ร่างยักษ์
12. แต่ละคนมีรูปร่างสูง 300 ศอก คนยักษ์เหล่านี้กินอาหารทั้งหมดของมนุษย์ที่มีอย่างตะกละตะกลาม จนกระทั่งมนุษย์ไม่สามารถเลี้ยงพวกเขาได้
13. แล้วพวกมันจึงต่อสู้กับมนุษย์ เพื่อจะได้มากินมนุษย์.
14. และพวกเขาเริ่มทำร้ายนกและสัตว์ และสัตว์เลื้อยคลาน และปลา แล้วก็ฆ่ากันเอง "

โพสต์โดย What's going on in America
นำมาแบ่งปันโดย k.kwan
:http://board.palungjit.com

บันทึกการเข้า
คำค้น: เมสสิอาห์ ปาฏิหารย์ แม่พระ ฟาติมา คำทำนาย โหรเทวดา เอดการ์ด เคซี สุขใจ Mckaforce 
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
คำทำนาย และสัญญาณวันสิ้นโลกของ ศาสนาอิสลาม
คำทำนายภัยพิบัติที่จะเกิด
Mckaforce 1 4449 กระทู้ล่าสุด 05 มิถุนายน 2553 22:34:21
โดย Mckaforce
คำทำนาย ภัยพิบัติ โดย อ.คนเมืองบัว
คำทำนายภัยพิบัติที่จะเกิด
Mckaforce 0 7569 กระทู้ล่าสุด 05 มิถุนายน 2553 22:43:42
โดย Mckaforce
คำทำนาย คู่ ชาย-หญิง ตามตำรา ธาตุสมพงษ์
ดูดวง ทำนายทายทัก
Compatable 0 2100 กระทู้ล่าสุด 02 พฤษภาคม 2554 11:37:40
โดย Compatable
คำทำนาย ทายนิสัยจากช็อคโกแลต ที่ชอบ
ดูดวง ทำนายทายทัก
▄︻┻┳═一 0 1429 กระทู้ล่าสุด 30 มกราคม 2555 14:15:33
โดย ▄︻┻┳═一
คำทำนาย หมอดูอีที ฉบับ Uncensor ภัยพิบัติประเทศไทยปี 2012-2013
คำทำนายภัยพิบัติที่จะเกิด
-NWO- 6 19380 กระทู้ล่าสุด 21 พฤษภาคม 2555 01:34:30
โดย 【ツ】ต้นไม้ความสุข ♪
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.789 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 01 กันยายน 2562 00:28:55