โรงงาน 'กากฯ กาก' กากขยะอุตสาหกรรมใกล้คุณ มรดกยุค คสช.ที่ยังจัดการไม่ได้
<span>โรงงาน 'กากฯ กาก' กากขยะอุตสาหกรรมใกล้คุณ มรดกยุค คสช.ที่ยังจัดการไม่ได้</span>
<div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"><p>รายงาน: ณัฐพล เมฆโสภณ </p></div>
<span><span>XmasUser</span></span>
<span><time datetime="2025-10-07T11:55:21+07:00" title="Tuesday, October 7, 2025 - 11:55">Tue, 2025-10-07 - 11:55</time>
</span>
<div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"><p>สนิท มณีศรี อายุ 54 ปี ชาวบ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ใช้ชีวิตผูกพันกับสระน้ำหนองพะวามากว่า 20 ปี มันคือแหล่งทำมาหากิน ทั้งเลี้ยงปลาในกระชัง จับปู และเก็บผักเพื่อบริโภคและนำไปขายหาเงินจุนเจือครอบครัว </p><p>ปกติบ้านหนองพะวา แบ่งพื้นที่ออกเป็นที่เนินกับที่ลุ่มน้ำ คนที่อยู่ในที่เนินมักประกอบอาชีพปลูกยางพารา ส่วนที่ลุ่มน้ำประกอบอาชีพทำเกษตรกรรม ทำนา และขุดบ่อเลี้ยงปลา</p><p>จนกระทั่งปี 2556 การเข้ามาของโรงงานรับกำจัดกากอุตสาหกรรม 'วิน โพรเสส' ซึ่งตั้งห่างจากบ้านของสนิท ราว 1 กม. ทำให้เขาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของสภาพแวดล้อมบริเวณรอบๆ สระน้ำหนองพะวาส่งกลิ่นเหม็น น้ำเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปลาในกระชังที่เลี้ยงไว้ตาย ฟาร์มกบของเพื่อนบ้านที่เลี้ยงไว้ในสระมีแผลพุพองและทยอยล้มตายจนหมด ต้นยางพาราที่ชาวบ้านปลูกเพื่อหารายได้ก็ยืนต้นตายจำนวนมาก</p><p>ตั้งแต่ปี 2556
วิน โพรเสส เริ่มลักลอบประกอบกิจการบำบัดของเสียอันตราย และรีไซเคิล นำกากอุตสาหกรรมเข้าพื้นที่บ้านหนองพะวา โดยไม่มีใบอนุญาต ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากคนพื้นที่</p><p>กระทั่งปี 2560 วิน โพรเสส บ้านหนองพะวา
ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ ประเภท 40(1) และ 64(11) หรือบดอัดกระดาษ และประเภท 60 หรือธุรกิจหล่อหลอมโลหะ และได้รับใบประกอบกิจการประเภท 106 หรือกิจการรีไซเคิล แต่ในความเป็นจริง กลับไม่มีเครื่องจักรภายในพื้นที่โรงงานเลย มีเพียงแต่ถังบรรจุสารเคมีจำนวนมากถูกนำมาทิ้งไว้ในโรงงาน หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมรอบๆ โรงงานก็ยิ่งรุนแรงขึ้น </p><p>"เราเคยมีกุ้ง หอย ปู ปลากิน ถึงกับเอาไปขายจุนเจือครอบครัวยังได้ แต่หลังปี'57 แม้แต่สิ่งมีชีวิตในสระหนองพะวา ติดกับหน้าบ้านเรา ไม่มีอะไรเหลือเลย เราเคยเลี้ยงปลาในกระชังก็เสียหาย มันกลายเป็นผลกระทบทางด้านจิตใจมากกว่า ทุกวันนี้สิ่งที่เราเคยมีกิน เก็บผัก เก็บปลาธรรมชาติมากินมาขาย ทุกวันนี้ต้องไปซื้อกินทั้งหมด พื้นที่ตรงนั้นไม่สามารถที่จะกลับคืนมาเป็นเหมือน 10 กว่าปีที่แล้ว และไม่รู้ว่าจะกลับมาใช้พื้นที่ตรงนั้นเหมือนแต่ก่อนได้หรือเปล่า</p><p>"ชาวบ้านหลายคนเครียด และเหมือนการต่อสู้ไม่ได้ผล ไม่มีความคืบหน้าอะไรมากมาย หลายคนเป็นคล้ายๆ กันคือจะพูดหรือคิดอะไรไม่ค่อยออก คิดช้า พอไปตรวจร่างกายเหมือนกับหมอจะไม่ฟันธงว่าเป็นผลกระทบจากโรงงาน และชาวบ้านส่วนมากเป็นโรคลักษณะเดียวกันคือไตเสื่อม ตัวพี่เองหลังจากเหตุเพลิงไหม้ไปตรวจร่างกายก็เป็นไตวายเฉียบพลัน</p><p>"เรารู้สึกว่าเราเพลีย ร่างกายเราอ่อนแอจากที่เราเคยแข็งแรงทำนู่นทำนี่ได้ มันผิดปกติ ถึงเราอายุมากขึ้น แต่เรารู้สึกว่ามันผิดปกติกว่าแต่ก่อนมาก ส่วนมากจะเป็นคล้ายๆ กัน" สนิท กล่าว </p><p>ทั้งนี้ เมื่อประมาณ 22-25 เม.ย. 2567 เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้โกดัง 5 โรงงานวิน โพรเสส กินเวลา 3 วัน ทำให้กากสารเคมีบางส่วนที่ถูกเก็บในโกดังถูกเผาไหม้ กลายเป็นมลพิษลอยขึ้นสู่อากาศ</p><p>
ในปี 2565 ชาวบ้านหนองพะวา จำนวน 15 ราย ชนะคดีฟ้องแพ่ง บริษัท วิน โพรเสส ฐานก่อมลพิษ และทำลายพื้นที่การเกษตรและที่ทำกินเสียหายเป็นวงกว้าง โดยศาลจังหวัดระยองสั่งให้บริษัทจ่ายเงินชดเชยเยียวยาชาวบ้านจำนวน 20,823,714 บาท แต่จนถึงปัจจุบันชาวบ้านก็ยังไม่ได้เงินสักแดงเดียว</p><p>"ทุกวันนี้ชนะแล้ว ศาลตัดสินแล้ว ก็ไม่ได้มีใครได้เงินสักบาทเดียว โรงงานไม่ได้รับผิดชอบ และไม่มีหน่วยงานไหนจะเข้ามาช่วยกดดันให้ชาวบ้านได้รับตรงนั้น ทั้งต้นไม้ตาย ทั้งปลาตาย ทำมาหากินไม่ได้ รวมๆ กันแล้วยอดที่ศาลตัดสินให้ 20 ล้านเศษ ตอนนี้ผู้ฟ้องเสียชีวิต 2 รายแล้ว … เจ้าของโรงงานก็เสียชีวิตไปแล้ว ถามชาวบ้านก็ไม่รู้จะไปได้จากตรงไหนมา" ชาวบ้านวัย 54 ปี ระบุ</p><p class="picture-with-caption"><img src="
https://live.staticflickr.com/65535/54837903271_b9a7591ebb_b.jpg" width="1024" height="771" loading="lazy">สนิท มณีศรี ชาวบ้านหนองพะวา (แฟ้มภาพ เมื่อ มี.ค. 2567 ถ่ายโดย
มูลนิธิบูรณะนิเวศ)</p><p>ชะตากรรมของชาวบ้านหนองพะวาคงไม่ได้เป็นกรณีแรก และอาจไม่ใช่กรณีสุดท้าย เพราะข้อมูลจากมูลนิธิบูรณะนิเวศที่ติดตามอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมมายาวนาน เผยว่ายังมีปัญหาลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นๆ ด้วย เช่น โรงงานแวกซ์ กาเบ็จ จ.ราชบุรี, โกดังซุกกากอุตสาหกรรม ต.สามบัณฑิต อ.อุทัย จ.อยุธยา, โรงงานรีไซเคิลทุนจีน ต.คลองกิ่ว จ.ชลบุรี หรือกรณีล่าสุด หลังเปลี่ยนเป็นรัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ไม่นาน มีทุนจีนบุกตั้งโรงงานรีไซเคิลทีเดียว 6 โรงใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี</p><p>ประชาไทเชิญชวนให้ทุกคนรู้จักต้นตอของปัญหาและเบื้องหลังที่ทำให้ไทยมีโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม และโรงงานรีไซเคิล ที่ไม่ได้มาตรฐานเกิดขึ้น เรื้อรังยาวนาน และเราจะหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร </p><h2>กากอุตสาหกรรมคืออะไร </h2><p><strong>ช่วง 'รู้ไว้ใช่ว่า' </strong>เพื่อทำความเข้าใจประเด็น เราจำเป็นต้องรู้ให้ชัดว่า 'กากอุตสาหกรรม' หรือ Industrial Waste คืออะไร</p><p>กากอุตสาหกรรม คือ ของเสียหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งอาจมีได้หลายลักษณะ เช่น ของเหลว น้ำมัน ของแข็ง-ตะกรัน หรือก๊าซ โดยกากอุตสาหกรรมมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับประเภทของอุตสาหกรรม และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง</p><p>สำหรับกากอุตสาหกรรมมีด้วยกัน 2 ประเภทใหญ่ คือ</p><p>1.กากอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น กากอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องกระบวนการบำบัดแบบพิเศษ อย่างเศษเหล็ก เศษพลาสติก หรือกระดาษ เป็นต้น</p><p>2.กากอุตสาหกรรมอันตราย ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น กากแคดเมียม สารเคมีตกค้าง กรดที่เหลือจากกระบวนการชุบน้ำมัน และอื่นๆ ซึ่งการบำบัดและรีไซเคิลต้องใช้กระบวนการที่พิเศษ และมีค่าใช้จ่ายที่สูง</p><p>ส่วนตัวละครอยู่ในวงจรธุรกิจรับบำบัดกากอุตสาหกรรม มีอยู่ด้วยกัน 4 ตัวหลัก ประกอบด้วย</p><p>1. โรงงานที่ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม "Waste Generator" (WG) หรือผู้ที่ก่อให้เกิดของเสียจากการดำเนินงานประกอบกิจการของตัวเอง</p><p>2. โรงงานกลุ่มประเภทรับบำบัดและกำจัดของเสียหรือกากอุตสาหกรรม รวมถึงโรงงานรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรม “Waste Processor” (WP) คือคนที่ทำให้ของเสียหรือกากอุตสาหกรรมดำเนินการหายไปจากโลกนี้ </p><p>3. ตัวแทนรับขนย้ายกากอุตสาหกรรม "Waste Transporters" (WT) จากโรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมไปยังโรงงานบำบัดกากอุตสาหกรรม ซึ่งตัวแทนรับขนย้ายอาจเป็นตัวแทนของ WG หรือ WP ก็ได้</p><p>4. กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และอุตสาหกรรมจังหวัด กระทรวงอุตสาหกรรม เป็น "Regulator" ทำหน้าที่นอกจากการออกใบอนุญาตให้ตั้งโรงงานแล้ว ยังเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาตให้มีการขนย้ายออกจากโรงงานที่ก่อกำเนิดกากฯ ไปยังสถานที่บำบัดและกำจัดของเสียหรือกากอุตสาหกรรม
</p><p class="picture-with-caption"><img src="
https://live.staticflickr.com/65535/53865277948_b175cc336a_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy">ภาพบรรยากาศโรงงานวิน โพรเสส เมื่อปี 2567 ถ่ายโดย ณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์</p><h2>'สยามเมืองยิ้ม' สู่ 'สยามเมืองทิ้ง'</h2><p>ภาคประชาสังคม ตั้งข้อสังเกตว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดการขยายตัวของโรงงานรับบำบัดกากอุตสาหกรรมหรือโรงงานรีไซเคิลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มาจากการออกคำสั่งคณะ คสช. ที่ 4/2559 ที่ทำให้การตั้งโรงงานประเภทนี้สามารถตั้งได้ง่ายขึ้น</p><p>เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ อธิบายว่า ในช่วงแรกที่รัฐบาลของ
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นมาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557 เป็นช่วงที่ปัญหาขยะชุมชนและขยะจากภาคอุตสาหกรรมกำลังเป็นประเด็นใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม และเนื่องด้วย คสช.รับฟังข้อมูลจากภาคเอกชนเป็นหลัก ทำให้มีมุมมองว่าปัญหาขยะจัดการไม่ได้จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อม เพราะการตั้งโรงงานกำจัดขยะ โรงงานรีไซเคิล และโรงไฟฟ้าจากขยะทำได้ยาก ติดอุปสรรคที่กฎหมายผังเมือง และยังต้องทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ประชาชนมักใช้กฎหมายเหล่านี้เป็นเหตุผลประกอบการคัดค้าน </p><p>ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ออกคำสั่ง
คสช. ฉบับที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการประกอบกิจการบางประเภท คือ การสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ โรงงานคัดแยกและฝังกลบของเสีย และโรงงานรีไซเคิล </p><div class="note-box"><p><strong>รู้ไว้ใช่ว่า</strong> พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 กำหนดประเภทโรงงานทั้งหมด 107 ประเภท แต่โรงงานที่เกี่ยวข้องกับการรับกำจัดกากอุตสาหกรรม (Waste Processor - WP) มีทั้งหมด 3 ประเภท คือ กลุ่มประเภท 101 105 และ 106</p><p>ทั้ง 3 ประเภทแตกต่างกันยังไง</p><p><strong>ประเภท 101</strong> จะเป็นโรงงานรับกำจัดของเสียอันตราย หรือที่เกี่ยวกับโรงงานบำบัดน้ำเสีย และเผาทำลายกากอุตสาหกรรม</p><p><strong>ประเภท 105</strong> เป็นโรงงานคัดแยกและฝังกลบของเสีย</p><p><strong>ประเภท 106</strong> เป็นโรงงานรีไซเคิล (โรงงานที่นำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม)</p></div><p>คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 มีผลให้โรงงานกลุ่มนี้สามารถตั้งในพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เพื่อการเกษตรที่กฎหมายผังเมืองงดเว้นการสร้างโรงงานประเภทนี้ รวมถึงห้ามสร้างโรงไฟฟ้าบนพื้นที่ตามข้อห้ามของกฎหมายผังเมืองด้วย จะเห็นได้ว่า โรงงานลำดับที่ 105 และ 106 จึงเกิดขึ้นจำนวนมากในช่วงที่รัฐบาล คสช. บริหารประเทศ โรงงานพวกนี้ทำผิดกฎหมายเยอะมาก มีการลักลอบฝังกากอันตรายไว้ใต้ดิน หรือลักลอบนำไปทิ้ง โดยไม่มีการกำจัดและบำบัดจริง จนทำให้สภาพแวดล้อมในหลายพื้นที่เสียหายและกลา่ยเป็นพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษที่สร้างความเสียหายแก่พื้นที่เกษตร แหล่งน้ำผิวดิน และแหล่งน้ำใต้ดินอย่างรุนแรง</p><p>ยิ่งกว่านั้นคือ โรงงานรีไซเคิลยังเป็นกิจการอุตสาหกรรมที่ไม่อยู่ในข้อบังคับหรือประกาศของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่จะต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โรงงานรีไซเคิลจึงกลายเป็นโรงงานที่ปล่อยมลพิษรุนแรงสู่สิ่งแวดล้อมโดยไม่มีการควบคุมจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมเลย</p><p>ดังนั้น เราจึงเห็นโรงงานรูปแบบดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชนหรือในพื้นที่สีเขียว มากกว่านั้น เดิมมีเพียง 20 จังหวัดที่เปิดให้ตั้งโรงงานประเภท 105-106 แต่ภายหลังการเปิดเสรี ก็เปิดให้ตั้งได้ทุกจังหวัดแล้ว</p><p>“โรงงานประเภท 106 ไม่ต้องทำ EIA และเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่ทำให้เกิดกรณีของ ‘แวกซ์ กาเบ็จ’ ที่ราชบุรี, บ้านหนองพะวา ระยอง, นครราชสีมา, เพชรบูรณ์, อยุธยา และอื่นๆ เยอะมาก” ผอ.บูรณะนิเวศ กล่าว </p><p>จำนวนโรงงาน 105-106 ที่เพิ่มขึ้น ยังสะท้อนผ่านสถิติของบูรณะนิเวศ โดยเปรียบเทียบระหว่างปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีประกาศ คสช. และปี 2566</p><ul><li aria-level="1">ปี 2558 พบว่าอัตราส่วนระหว่างโรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม ต่อ มีโรงงานรับกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม อยู่ที่ 40 : 1</li><li aria-level="1">ปี 2566 พบว่าอัตราส่วนระหว่างโรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม ต่อ มีโรงงานรับกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม อยู่ที่ 26 : 1</li></ul><p>ในปี 2566 มีโรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม 72,846 โรงงาน ขณะที่โรงงานกลุ่มรับบำบัดและกำจัดกากอุตสาหกรรม อยู่ที่ 2,718 โรงงาน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม</p><p>ในปี 2566 ข้อมูลของมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่าในจำนวนโรงงาน 2,718 โรง แบ่งเป็น</p><p>ประเภท 101 จำนวน 144 โรงงาน</p><p>ประเภท 105 จำนวน 1,581 โรงงาน</p><p>และประเภท 106 จำนวน 993 โรงงาน</p><p>ล่าสุด ข้อมูลจาก กรอ. เมื่อ 26 ก.ย. 2568 มีจำนวนโรงงานประเภท 105 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,785 โรง และโรงงานประเภทที่ 106 มีจำนวน 1,125 โรง หรือก็คือถ้าเทียบกับปี 2566 ปัจจุบันเรายังมีจำนวนโรงงานประเภท 105-106 มากขึ้น</p><p>ความกังวลนี้ทำให้เมื่อต้นเดือน ก.ค. 2568
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยุครัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เคยออกมาบอกว่าจะออกกฎหมายระงับการตั้งและขยายโรงงานรีไซเคิลทั่วประเทศ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจากจำนวนโรงงานดังกล่าวมีมากเกินความจำเป็น และมักมีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจากการลงตรวจพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตาม มีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อนที่คำสั่งนี้จะได้เป็นผล </p><h2>ลักลอบทิ้งกากฯ แนวโน้มลดลง แต่ปัญหาอาจซับซ้อนขึ้น</h2><p>ข้อมูลจาก
มูลนิธิบูรณะนิเวศ รวบรวมข้อมูลตลอดปี 2567 เท่าที่จะหามาได้ พบว่ามีกรณีการปล่อยน้ำเสียสู่สาธารณะ 35 ครั้ง และเป็นการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 7 ครั้ง โดยประเภทโรงงาน 5 อันดับแรกที่มีการลักลอบทิ้งของเสีย ประกอบด้วย</p><p>1. โรงงานรีไซเคิลและกำจัดของเสียอุตสาหกรรม</p><p>2. โรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม</p><p>3. โรงงานผลิตพลาสติก</p><p>4. โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์</p><p>5. โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร</p><p>มูลนิธิบูรณะนิเวศ ชี้ว่าตัวเลขข้างต้นนี้ถือเป็นข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Sources) และยังไม่ครบถ้วน ประกอบกับยังไม่พบการเปิดเผยสถิติเรื่องนี้ของรอบปี 2567 จากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ดังนั้น ตามสถิติที่นำเสนอนี้จึงถือว่าเป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของปัญหา และตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีจำนวนมากกว่านี้</p><p>นอกจากนี้ ทางบูรณะนิเวศ มองว่า จำนวนการลักลอบทิ้งกากฯ ตามที่มูลนิธิได้รวบรวมมาในปี 2567 ถือว่าน้อยลงเมื่อเทียบกับในอดีต แต่อย่างไรก็ดี กรณีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในพื้นที่หนองพะวา จ.ระยอง, บริษัทเอกอุทัย สาขาในอยุธยา เพชรบูรณ์ และโคราช รวมถึงโรงงานรีไซเคิลทุนจีนใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี สะท้อนให้เห็นรูปแบบใหม่ของการซุกซ่อน ลักลอบทิ้ง และการฝังกลบในพื้นที่โรงงาน และบริเวณใกล้เคียง</p><h2>เลือกใช้ต้นทุนบำบัดต่ำ แต่ 'ค่าใช้จ่ายสิ่งแวดล้อม' สูง</h2><p>นอกจากการเปิดให้ตั้งโรงงานได้โดยง่าย ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ ยังชี้ด้วยว่า ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมถูกสั่งสมโดยไม่ได้รับการแก้ไข หนึ่งในนั้นคือการที่เจ้าของโรงงานที่ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมเลือกจะลดต้นทุน หันไปใช้บริการกับโรงงานที่คิดค่าบริการถูก แต่ไม่ได้มีกระบวนการบำบัดจริงและใช้วิธีลักลอบเอากากสารเคมีไปทิ้งตามที่ต่างๆ</p><p>เพ็ญโฉม อธิบายว่า ในอดีตปัญหาเรื่องการทิ้งกากฯ มีมาโดยตลอด และรัฐบาลก็ไม่ได้มีแผนรองรับอย่างเป็นรูปธรรม จนในปี 2548 กระทรวงการคลังร่วมกับเอกชนก่อตั้งบริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือ GENCO ขึ้นมาเพื่อรับบำบัดกากอุตสาหกรรมอย่างมีมาตรฐาน แต่เนื่องด้วยบริษัท GENCO ให้บริการในราคาที่ค่อนข้างสูง และมีมาตรการที่เข้มงวด ทำให้โรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมเริ่มหาตัวเลือกอื่นๆ เพื่อลดต้นทุน และเป็นช่องทางที่โรงงานที่รับกำจัดกากฯ ที่อาจไม่ได้มาตรฐานเข้ามา</p><p>ในเวลาเดียวกัน เอกชนและเจ้าหน้าที่รัฐก็มองว่าธุรกิจการกำจัดกากอุตสาหกรรม เป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ได้ดี จึงมีการผลักดันให้มีการแก้ไขกฎกระทรวงให้มีการผ่อนผันการดำเนินการ ส่งผลให้มีโรงงานบำบัดกากอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลเพิ่มขึ้น อีกทั้งเบื้องหลังบริษัทเหล่านี้ก็มีเจ้าหน้าที่และข้าราชการจากกรมโรงงานฯ เข้าไปนั่งเป็นผู้ถือหุ้นและที่ปรึกษาฯ</p><p>นราธิป ทองถนอม ฝ่ายสื่อของมูลนิธิบูรณะนิเวศ อธิบายให้ฟังว่า ถ้าคนที่ลงพื้นที่โกดังกักเก็บกากอุตสาหกรรม ‘วิน โพรเสส’ ที่บ้านหนองพะวา เราจะเห็นถังเบ๊าท์ หรือ IBC บรรจุสารเคมีได้จำนวน 1,000 ลิตร และถังบรรจุสารเคมีจำนวน 200 ลิตร วางอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่โรงงาน</p><p class="picture-with-caption"><img src="
https://live.staticflickr.com/65535/53865277958_27c18a9bea_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy">ลักษณะหน้าตาของถังเบาซ์ หรือ IBC จากการลงพื้นที่ หลังเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานวิน โพรเสส บ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เมื่อ เม.ย. 2567 (ถ่ายโดย ณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์)</p><p>เขากล่าวต่อว่า สารเคมีที่บรรจุในถังที่เราเห็น ข้างในมันคือ ‘กรด’ ซึ่งกรดดังกล่าวมาจากกระบวนการรีไซเคิลที่ต้องการเอาโลหะไปใช้ต่อ โดยกรรมวิธีคือต้องลอกสีของโลหะออกทั้งหมด และกรดก็คือของที่เหลือจากกระบวนการดังกล่าว</p><p>สมมติว่า
การกำจัดกรดที่ไม่มีคุณภาพเหล่านี้จำนวน 1 ตัน ต้องใช้ค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 10,000 บาท แต่บริษัทวิน โพรเสส และบริษัท ‘เอกอุทัย’ (โดย 2 บริษัทนี้เจ้าของเดียวกันคือโอภาส บุญจันทร์) อาจรับกำจัดที่ประมาณ 1,800-2,000 บาทเท่านั้น คนที่ใช้บริการก็น่าจะทราบดีว่าราคาเท่านี้ไม่ใช่การกำจัดที่มีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน</p><p>“มันมีข้อมูลของ กรอ. ที่ระบุว่า กรดที่อยู่ในบริษัทเอกอุทัย ใน อ.ภาชี จ.อยุธยา ตั้งแต่ปี 2558-2566 ซึ่งเป็นวันที่ถูกปิด มีจำนวนถึง 89,700 ตัน นี่คือกรดอย่างเดียว ถ้าคิดเป็นเงิน โอภาส จะได้รับเงินจากการรับกำจัดอยู่ที่ประมาณ 170 กว่าล้าน มูลค่ามันสูงมากเมื่อเทียบกับค่าปรับ ยังไงก็คุ้ม” นราธิป ระบุ</p><p>เพ็ญโฉม กล่าวเสริมว่า ราคาบำบัดของบริษัทวิน โพรเสส ถูกที่สุด เพราะเขาไม่ตั้งใจบำบัดตั้งแต่แรก เพราะว่ากระบวนการเหล่านี้ใช้เงินเยอะ เช่น น้ำที่มีความเป็นกรดสูง ก็ใช้วิธีการบำบัดแบบหนึ่ง น้ำที่ปนเปื้อนน้ำมันก็ใช้วิธีการบำบัดอีกแบบหนึ่ง ปรับเสถียรกากของแข็ง น้ำมันใช้แล้วต้องใช้อีกวิธี เป็นต้น มีแต่ค่าใช้จ่ายเต็มไปหมด ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมใช้บริการวิน โพรเสส เยอะมาก </p><p>ฝ่ายสื่อของบูรณะนิเวศ กล่าวว่า กรณีที่เอกอุทัย สามารถคิดราคาได้ถูก เพราะเขาตั้งใจเช่าโกดังร้างเพื่อเอาสารเคมีไปวางทิ้งไว้เหมือนเป็น ‘ถังขยะแนวตั้ง’ แต่บริษัทที่เป็นผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม (WG) เลือกที่จะส่งให้โรงงานรับกำจัดฯ (WP) แม้ว่าจะรู้เหตุผลเรื่องนี้ และเพื่อแก้ไขปัญหาจึงมีการออกกฎกระทรวง เรื่อง “
การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว” ในปี 2566 ทำให้บริษัทที่เป็นผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมจะต้องรับผิดชอบจนกว่าผู้รับดำเนินการจัดการของเสีย (WP) ดำเนินการแล้วเสร็จเท่านั้น ภาระความรับผิดของ WG ถึงจะสิ้นสุดลง</p><p>"ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศกฎกระทรวงเมื่อปี 2566 ทางการไทยจะใช้หลักการที่ว่าเมื่อกากฯ ออกจากประตูโรงงาน ก็จะถือว่าความรับผิดชอบของโรงงานดังกล่าวสิ้นสุดลง ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ส่วน waste processor จะเอากากอุตสาหกรรมไปทำอะไร ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของ waste processor" นราธิป กล่าว</p><div class="note-box"><p>อนึ่ง ประกาศ
กระทรวงอุตสาหกรรม ข้อที่ 12 ระบุถึง การขยายภาระความรับผิดของผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม โดยที่โรงงานที่รับบำบัดต้องกำจัดกากอุตสาหกรรมแล้วเสร็จ ถึงจะหมดภาระความรับผิดชอบของโรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม ถ้ากรณีที่ส่งไปแล้ว และผู้รับดำเนินการ หรือ WP จัดการของเสียไม่แล้วเสร็จ หรือเอาไปลักลอบทิ้งที่อื่นๆ โรงงานที่ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม (WG) จะโดนดำเนินคดี ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ </p></div><h2>'ตบมือข้างเดียวไม่ดัง' ลักลอบทิ้งกากฯ ปัญหาทั้งวงจร</h2><p>หลายปัจจัยที่ทำให้การขยายตัวโรงงานรีไซเคิลหรือโรงงานที่รับบำบัดหรือฝังกลบกากอุตสาหกรรมขยายตัวขึ้น หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องคอรัปชัน</p><p>เพ็ญโฉม เผยว่า โดยปกติการตั้งโรงงานรับบำบัดกากอุตสาหกรรม กฎหมายจะกำหนดให้โรงงานประเภทนี้ต้องมี ‘ห้องแล็บ’ เพื่อตรวจสอบกากอุตสาหกรรม เราจะได้แยกออกได้ว่ากากฯ ที่รับมาเป็นกากอันตราย หรือต้องใช้วิธีไหนในการบำบัด ต้องมีเทคโนโลยีการบำบัดฯ ต้องมีวิศวกรประจำบริษัท หรือมีพื้นที่ในการฝังกลบ เป็นต้น แต่เมื่อขยี้ตาดูในทางปฏิบัติ เนื่องด้วยมีกฎกระทรวงฯ ที่ผ่อนผันให้สามารถยื่นขออนุมัติตั้งโรงงานออนไลน์ ทำให้ไม่มีการตรวจสอบที่ชัดเจน</p><p>"มันเริ่มมาตั้งแต่ที่ว่าการตั้งบริษัทวิน โพรเสส ซึ่งมีอยู่สองสาขา คือที่โขดหิน (อ.มาบตาพุด จ.ระยอง) และหนองพะวา (อ.บ้านค่าย จ.ระยอง) ที่ได้รับใบอนุญาตให้มีการตั้งขึ้นมาได้ก็ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะสาขาที่โขดหิน ไม่มีพื้นที่ในการรองรับกาก ไม่มีโกดัง ไม่มีที่ฝังกลบ มีแค่อาคารและสำนักงาน ไม่มีห้องแล็บในการตรวจ เพราะฉะนั้น การออกใบอนุญาตแบบนี้ถือว่าทุจริตแล้ว" เพ็ญโฉม กล่าว</p><p>ระบบต้นทางที่ไม่มีการตรวจสอบอย่างชัดเจน ระบบขนย้ายกากอุตสาหกรรก็เป็นจุดที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ เพ็ญโฉมเผยว่า แม้ว่าจะมีกฎหมายที่ออกแบบมาว่า ให้โรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมต้องแจ้งข้อมูลการขนย้าย หรือระบบ 'Manifest' ซึ่งเป็นเอกสารสำเนา 6 ชุดที่จะระบุว่า กากฯ ที่จะทำการขนย้ายเป็นกากฯ ประเภทใด กรด ด่าง ขี้เถ้า หรือเป็นของแข็งตะกรัน มีปริมาณเท่าใด เป็นสารเคมีหรือกากอุตสาหกรรมอันตรายหรือไม่ เลขทะเบียนรถ รถบรรทุกที่ขนส่งต้องติดระบบ GPS เพื่อให้สามารถติดตามรถได้ เมื่อถึงปลายทางที่โรงงานรีไซเคิลหรือโรงงานบำบัดก็ต้องมีการแจ้งข้อมูล และชั่งน้ำหนักของกากอุตสาหกรรมอีกครั้ง แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการยังสามารถล็อกหลบกระบวนการทางกฎหมายได้อยู่ เช่น การโยก GPS ไปไว้กับรถบรรทุกที่วิ่งตามเส้นทางปกติ ส่วนรถที่ขนกากฯ อาจจะไปวิ่งออกนอกเส้นทางไปไหนก็ได้</p><p>"ทั้งหมดนี้มันทำได้ ไม่ใช่ว่ารถที่ขนกากของเสียจะไปทิ้งที่ไหนโดยไม่มีใครรู้ กรมทางหลวงรู้เห็นเป็นใจอยู่แล้ว จ่ายปลายทางได้อยู่แล้ว" เพ็ญโฉม กล่าว</p><p>หรือในกรณีที่โรงงานที่รับบำบัดฯ ถ้าไม่ได้มีการแจ้งข้อมูลกลับมา หรือแจ้งไม่ครบ เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย แสดงว่าคนที่อนุมัติไม่ทำการตรวจสอบก็ถือว่าเป็นคนที่ร่วมทุจริต</p><p>ทั้งนี้ เมื่อปี 2565
กรีนนิวส์ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงานว่า กรอ.เคยแจ้งว่ามีการดำเนินคดีกับผู้ที่ลักลอบขนย้ายกากอุตสาหกรรมกว่า 50,000 กรณี แต่ไม่มีการแจ้งรายละเอียดสถานะและผลของคดี</p><p>"เรื่องนี้มันคือวงจรการทุจริต มันจะต้องมีการจ่ายเงินให้กับท้องถิ่น เพราะส่วนท้องถิ่น อบต. ต้องมีการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร การขุดดินถมดิน</p><p>"ดังนั้น ที่อยากจะสื่อสารคือมันไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่มันเป็นการทำร่วมกันทั้งวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่ทำให้ปัญหาการลักลอบทิ้งกากฯ เรื้อรังมาอย่างยาวนาน" เพ็ญโฉม กล่าว </p><h2>'ความเบาหวิวเหลือทน' ของโทษทางกฎหมาย</h2><p>อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับการแก้ไขคือสัดส่วนโทษของการกระทำผิดที่ ‘เบาหวิว’ จนไม่อาจหยุดยั้งการกระทำผิดได้</p><p>กรณีของวิน โพรเสส ที่บ้านหนองพะวา ตัวของโอภาส บุญจันทร์ เจ้าของบริษัท ถูกดำเนินคดีอาญา และฟ้องแพ่ง ราว 4 คดี แบ่งเป็น</p><ol><li aria-level="1">
ชาวบ้าน 15 คนจากบ้านหนองพะวา ฟ้องแพ่ง 3 จำเลย ประกอบด้วย บริษัท วิน โพรเสส จำกัด โอภาส บุญจันทร์ ในฐานะกรรมการบริษัท และพวก ฐานก่อมลพิษ และทำลายพื้นที่การเกษตรและที่ดินทำกิน โดยศาลจังหวัดระยองให้บริษัทชดใช้เงินให้ชาวบ้านจำนวน 20 ล้านบาทเศษ</li><li aria-level="1">
กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชนะคดีฟ้องแพ่ง บริษัทวิน โพรเสส และโอภาส โดยศาลจังหวัดระยอง สั่งให้ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และน้ำที่ปนเปื้อน เป็นจำนวนเงิน 1.7 พันล้าน</li><li aria-level="1">
อบต.บางบุตร ชนะคดีฟ้องแพ่ง โดยศาลจังหวัดระยองสั่งให้ บริษัทวิน โพรเสส และผู้บริหาร ร่วมกันชดใช้ 39,625,301 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี </li></ol><p>ฝั่งคดีอาญา
กรมโรงงานฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินคดีบริษัท วิน โพรเสส และโอภาส บุญจันทร์ รวม 7 ข้อหา แบ่งเป็น</p><ul><li aria-level="1">ฐานครอบครองวัตถุอันตราย หรือครอบครองกากสารเคมี ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 รวม 5 ข้อหา</li><li aria-level="1">ฐานความผิดข้อหาปล่อยสารอันตราย หรือสิ่งของปนเปื้อนสารอันตรายลงสู่สระหนองพะวา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 228 และ 237 รวม 2 ข้อหา</li></ul><p>คดีนี้โอภาส รับสารภาพตั้งแต่วันสืบพยานนัดแรก ศาลจึงมีคำพิพากษาปรับเงิน บ.วิน โพรเสส จำนวน 350,000 บาท จำคุกโอภาส 5 ปี 15 เดือน</p><p>
ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม เผยว่า เดิมประกาศกฎกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทกำหนดให้ มาตรา 45 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ถ้าเป็นกากอุตสาหกรรมทั่วไปจะมีอายุคดีความเพียง 1 ปี และมีโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท</p><p>ขณะที่การลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตราย ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มีโทษทั้งจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อายุความไม่เกิน 10 ปี</p><p class="picture-with-caption"><img src="
https://live.staticflickr.com/65535/54838097073_e0d6cc05ea_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy">ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ (ถ่ายโดย คชรักษ์ แก้วสุราช)</p><p>หากพินิจดูเดิมกฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมทั้งทั่วไป และเข้าข่ายอันตราย หรือกากสารเคมี มีโทษค่อนข้างเบาถ้าเทียบกับผลกำไรที่ผู้กระทำผิดได้รับ </p><p>
อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้อภิปรายในการประชุมสภาฯ สนับสนุน 'รับหลักการ' ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับใหม่ โดยเห็นด้วยว่ากฎหมายฉบับเดิมยังมีช่องโหว่อยู่มาก อย่างที่ผ่านมามีโรงงานแห่งหนึ่งถูกดำเนินคดีอาญาด้วยการเปรียบเทียบปรับเพียง 3 แสนบาท แต่โรงงานสามารถประหยัดต้นทุนจากการทำผิดได้มากถึง 70 ล้านบาท ในเวลา 5 ปี</p><p>อย่างไรก็ดี กรณีของโอภาส เป็นกรณีที่พิเศษ และเป็นครั้งแรกที่ทางเจ้าหน้าที่กรมโรงงานฯ พยายามใช้กฎหมายอาญา มาตรา 228 และมาตรา 237 หรือกรณีทิ้งสิ่งของมีพิษลงแหล่งน้ำ และทำให้แหล่งน้ำสาธารณะนั้นใช้ประโยชน์ไม่ได้ โดยมีโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท ทำให้ตัวของโอภาส ต้องโทษจำคุกยาวนานมากขึ้น </p><p>อย่างไรก็ดี บางส่วนวิจารณ์ว่ากรณีของหนองพะวา เจ้าหน้าที่ควรถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ อย่างน้อยคือมาตรา 157 หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากปล่อยให้ปัญหาถูกปล่อยมาเรื้อรัง แต่คำตอบ ณ เวลานี้คือยังไม่มีเจ้าหน้าที่โดยดำเนินคดีจากเรื่องนี้</p><p>นอกจากโทษอันเบาหวินจนเหลือทนของกฎหมายปัจจุบันแล้ว อายุความที่น้อยก็ทำให้การเอาผิดกับผู้กระทำผิดเป็นเรื่องยาก ยกตัวอย่างคดีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่มีอายุความเพียง 1 ปี หากประชาชนพบเห็นการลักลอบทิ้งกากฯ จะต้องแจ้งให้หน่วยงานสิ่งแวดล้อมเข้ามาตรวจสอบ และถ้ามีการแจ้งผลตรวจสอบกลับมาเกินอายุความ 1 ปี ก็ไม่สามารถแจ้งดำเนินคดีได้ หรือเวลาเดียวกัน ถ้าแจ้งดำเนินคดีแล้ว พนักงานสอบสวนและอัยการ สั่งฟ้องศาลไม่ทันการณ์ ก็ทำให้คดีไปต่อไม่ได้เช่นกัน</p><p>ปัจจุบันกำ








