[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
18 กุมภาพันธ์ 2569 05:14:43 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ เรื่องที่ ๒๔๙ มหาสุตโสมชาดก : สุตโสมพระกุมารผู้มีวาจาสัตย์  (อ่าน 386 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 6349


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 109.0.0.0 Chrome 109.0.0.0


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 26 พฤศจิกายน 2568 16:27:02 »





พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ เรื่องที่ ๒๔๙ มหาสุตโสมชาดก
สุตโสมพระกุมารผู้มีวาจาสัตย์

              ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า โครพยะ ครองราชย์สมบัติอยู่ในพระนครอินทปัต แคว้นกุรุ  พระองค์ทรงเป็นพระราชาที่ตั้งตนอยู่ในธรรมตามแบบอย่างของพระมหากษัตริย์ที่ดีทั้งหลาย
              ภายหลังการขึ้นครองราชสมบัติได้ไม่นาน พระอัครมเหสีทรงตั้งพระครรภ์ เมื่อครบกำหนดแล้วทรงประสูติพระโอรสออกมา ทรงพระนามว่า สุตโสมพระกุมาร  พระกุมารสุตโสม ทรงเจริญวัยขึ้นตามลำดับ เมื่อเจริญเติบโตเต็มวัยแล้ว ได้เข้าศึกษาศิลปศาสตร์ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักสิลา
              ระหว่างทางพระองค์ได้พบกับพรหมทัตกุมาร พระโอรสของพระเจ้าพรหมทัตแห่งพระนครพาราณสี แคว้นกาสี ภายหลังจากที่ได้ทรงสนทนากันก็ทรงชอบพอกัน ก็ได้ทรงผูกมิตรเป็นพระสหายกันและกัน เสด็จไปศึกษาเล่าเรียนในสำนักของอาจารย์คนเดียวกัน
              ระหว่างการศึกษาศิลปศาสตร์ พระกุมารสุตโสม เป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสามารถล้ำเลิศยิ่งไปกว่าพระกุมารและเด็กอื่นทั่วไป ทั้งนั้นพระองค์ทรงมีความเพียรพยายามมากกว่าผู้อื่นใดทั้งหมด
              เนื่องจากสุตโสมพระกุมารทรงฉลาดและเก่งกว่าใครทั้งหมด  ดังนั้น ในช่วงพักการเรียนในแต่ละวัน พระกุมารได้ช่วยแนะนำเพื่อน ๆ ให้เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอน เข้าทำนองเป็นติวเตอร์ให้เพื่อน ๆ จึงพากันเรียกสุตโสมพระกุมารว่าอาจารย์ ภายหลังสุตโสมสำเร็จการศึกษาแล้ว จึงลาพระอาจารย์กลับสู่พระนคร โดยมีเพื่อน ๆ ตามส่งเสด็จกันมากมาย ในการนี้พระกุมารได้ทรงกล่าวลาเพื่อน ๆ ด้วยแง่คิดคติธรรมว่า
              “เพื่อน ๆ ทั้งหลาย เพื่อนจงแสดงศิลปะที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมานี้ให้บิดามารดาได้เห็นเป็นขวัญตาเถิด ท่านทั้งสองจะได้เกิดความภาคภูมิใจ และถ้าผู้ใดได้มีโอกาสขึ้นครองราชสมบัติ ขอให้ปกครองบ้านเมืองและไพร่ฟ้าโดยธรรม เมื่อถึงวันอุโบสถ พวกท่านทั้งหลายควรถือศีล ๘ จงเป็นผู้มีเมตตากรุณา อย่าได้เที่ยวเบียดเบียนให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนเลย”
              บรรดามิตรสหายฟังแล้วก็ยินดีที่จะประพฤติตามนั้น และทรงกล่าวยินดีขอให้สุตโสมนั้นทรงเดินทางโดยสวัสดิภาพ
              ส่วนพระราชกุมารองค์อื่น ๆ และกุมารทั้งหลาย ต่างกันพากันแยกย้ายกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของตน ผู้ที่เป็นลูกกษัตริย์ก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติ บรรดากษัตริย์เหล่านี้ต่างพากันส่งพระราชสาส์นไปยังสุตโสมพระกุมารว่า แต่ละพระองค์ได้ปกครองบ้านเมืองไพร่ฟ้าโดยธรรมทุกพระองค์ เมื่อถึงวันอุโบสถก็พากันไปรักษาศีล ๘ ยังความสงบร่มเย็นมาสู่บ้านเมืองเป็นอันมาก ในบรรดาพระราชาชาที่เป็นเพื่อนของสุตโสมพระกุมารนั้น ทุกพระองค์ไม่เสวยเนื้อสัตว์ มีแต่พรหมทัตกุมารนั้นที่ยังเสวยเนื้อสัตว์อยู่ แม้ในวันรักษาอุโบสถก็ยังอดไม่ได้
              แต่หลังจากนั้นมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งทำให้พรหมทัตกุมารไม่อาจเสวยเนื้อสัตว์ได้อีกเลย นั้นก็คือ มีอยู่วันหนึ่งพวกสุนัขในพระราชวังได้ลักลอบเข้าไปขโมยอาหารในห้องครัวจนหมด พ่อครัวไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรดี เพราะพรหมทัตกุมารต้องมีเนื้อเสวยทุกมื้อ เขาจึงเดินทางไปที่ป่าช้าเลือกหาเอาศพใหม่ ๆ แล้วตัดชิ้นเนื้อท่อนขาของศพมาประกอบอาหารให้พรหมทัตเสวย  พรหมทัตได้เสวยเนื้อมนุษย์นั้นก็รู้สึกติดพระทัยเพราะรสชาติซาบซ่านไปทั่วพระวรกาย ทรงนึกสงสัยว่าเนื้ออร่อยอย่างนี้ทำไมเราไม่เคยกินมาก่อน จึงเรียกพ่อครัวมาตรัสถาม พ่อครัวไม่กล้ากราบทูลว่าเป็นเนื้อมนุษย์ แต่พระองค์ตรัสเด็ดขาดว่า ถ้าเจ้าไม่บอกความจริงข้าจะสั่งประหาร พ่อครัวจำต้องกราบทูลตามความเป็นจริงว่า “เนื้อที่นำมาประกอบอาหารให้พระองค์เสวยเป็นเนื้อมนุษย์”
              พระเจ้าพรหมทัตทรงสดับแล้วไม่ทรงรู้สึกกริ้วแม้แต่น้อย กลับตรัสด้วยความพอพระทัยว่า ต่อไปเจ้านำเนื้อมนุษย์มาทำอาหารให้เรากินอีก แล้วอย่าบอกให้ใครรู้เป็นเด็ดขาด
              คนครัวได้กล่าวถึงความลำบากในการหาเนื้อมนุษย์มาประกอบอาหาร พระเจ้าพรหมทัตทรงแนะนำว่า การจะหาเนื้อมนุษย์นั้นง่ายนิดเดียว ก็หาเอาจากนักโทษในเรือนจำนั้นเอง
              นับแต่นั้นมา นักโทษในเรือนจำก็ถูกฆ่าตายไปทีละคนสองคน พวกบรรดาญาติมิตรที่อยู่ข้างนอกไม่ทราบสาเหตุว่าญาติมิตรของตนหายไปไหน ก็พากันโจษจันไปทั่วพระนครว่าบ้านเมืองเกิดโจรกินคนขึ้นแล้ว แต่พระราชาไม่สนใจจะปราบปราม เมื่อนานวันเข้าเหตุการณ์ก็รุนแรงขึ้น ชาวบ้านอดรนทนไม่ไหวจึงพากันเดินขบวนร้องทุกข์แก่เสนาบดีการหัตถี
              ท่านเสนาบดีรับปากว่าอีกเจ็ดวันจะจับโจร ขอให้ชาวบ้านไปรอฟังข่าวดีที่บ้านของตน จากนั้นท่านเสนาบดีก็วางแผนส่งคนของตนไปคอยสอดแนมตามจุดต่าง ๆ ในที่สุดก็จับได้ว่าโจรผู้ร้ายที่ฆ่าคนก็คือพ่อครัวในวังนั่นเอง พอจับตัวได้แล้วท่านเสนาบดีก็นำตัวพ่อครัวไปสารภาพผิดต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าพรหมทัต พ่อครัวสารภาพว่าที่ตนต้องฆ่าคนก็เพื่อนำเนื้อมนุษย์มาประกอบอาหารให้พระราชา  ท่านเสนาบดีทูลถามพระราชาว่านี้เป็นความจริงหรือ พระราชาได้ตรัสตอบตามความเป็นจริง
              ท่านเสนาบดีฟังแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพระราชาของตนจะเป็นเช่นนี้ จึงทูลห้ามปรามมิให้พระองค์ทรงเสวยเนื้อมนุษย์อีก พร้อมกับทูลเล่าเรื่องปลาอานนท์ให้ทรงสดับว่า
              อดีตกาลนานมาเล่ากันว่า ที่ส่วนสุดข้างหนึ่งของมหาสมุทร ได้มีปลาใหญ่ยักษ์โคตรมหึมาตัวหนึ่งชื่อ อานนท์ เป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยาวที่สุดในโลก เล่ากันว่ามีความยาวถึงแปดพันกิโลเมตร บรรดาปลาทั้งหลายต่างยกย่องปลาอานนท์ให้เป็นราชาแห่งปลา ยิ่งกว่าปลาฉลาม ยิ่งกว่าปลาวาฬ ทุกเช้าเย็นบรรดาปลาน้อยใหญ่จะพากันนำอาหาร มีสาหร่ายและพืชน้ำอื่น ๆ เป็นต้น มาบำรุงปลาอานนท์เป็นประจำสม่ำเสมอ
              วันหนึ่งปลาอานนท์กินปลาเล็กเข้าไปโดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสาหร่าย รสชาติของปลาตัวนั้นเอร็ดอร่อยเหลือหลาย แซบซ่านไปทั้งตัว ทำให้คิดว่านี่เนื้ออะไรหนอช่างอร่อยปานนี้ จึงคายออกดู พอเห็นเป็นปลาก็เกิดความคิดว่าเราน่าจะกินปลามาตั้งนานแล้วหนอ
              นับตั้งแต่ที่ปลาอานนท์รู้รสชาติความอร่อยของปลา มันก็หาทางกินปลาวันละตัวสองตัว จนปลาทั้งหลายลดจำนวนลง
              พวกปลาเหล่านั้นไม่รู้เลยว่า ญาติพี่น้องของมันหายไปไหน แต่มีปลาตัวหนึ่งเฉลียวฉลาด คอยเฝ้าดูพฤติกรรมของปลาอานนท์มาหลายวัน เห็นว่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในที่สุดก็รู้ว่าที่ญาติพี่น้องของพวกมันหายไป ก็เพราะถูกปลาอานนท์กินไปนั้นเอง จึงแนะนำฝูงปลาให้พากันหนีไปที่อื่น
              ฝ่ายปลาอานนท์อยู่ลำพังตัวเดียว ไม่มีปลาอะไรจะให้กินอีกต่อไปแล้ว แม้มีสาหร่ายมีพืชน้ำอื่น ๆ มันก็ไม่ยอมกิน เพราะติดรสในเนื้อปลา ทำให้เกิดความหิวเป็นกำลัง ในที่สุดมันทนความหิวบีบคั้นไม่ไหว จึงท่องเที่ยวหาปลาไปตามที่ต่าง ๆ จนกระทั่งถึงภูเขาใต้น้ำ คิดว่าจะมีปลาอยู่ในนั้นจึงเอาหางโอบภูเขา ยกดูข้างล่างปรากฏว่าไม่มีปลาสักตัวเดียว แต่มันมองเห็นอะไรอยู่ไหว ๆ คิดว่าจะต้องเป็นปลาชนิดใดชนิดหนึ่งแน่ ๆ จึงรีบเข้าไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตใด้ดี ทันใดนั้นมันก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง ได้รับทุกขเวทนาอย่างสาหัส เพราะสิ่งที่มันหุบเข้าไปนั้นไม่ใช่ปลาแต่เป็นหางของมันเอง บริเวณหางมันเลือดฟุ้งกระจายไปทั่ว พวกปลาน้อยใหญ่ได้พากันว่ายมาตามกลิ่นเลือดรุมกัดกินปลาอานนท์ จนกระทั่งถึงแก่ความตาย
              เสนาบดีกล่าวต่อไปว่า “พระองค์เป็นผู้ประมาท หลงติดในรสชาติ ทั้งยังทรงเป็นพาลไม่สำนึกในบาปบุญคุณโทษ พระโอรสพระมเหสีและพระบรมวงศานุวงศ์จะต้องละทิ้งไปหมดแน่ สุดท้ายแล้วพระองค์จะต้องเสวยพระองค์เอง เหมือนอย่างที่ปลาอานนท์กินหางตัวเอง  ฉะนั้น ขอพระองค์อย่าได้พอพระทัยในรสชาติของเนื้อมนุษย์อีกเลย จงทรงเลิกเสวยเนื้อมนุษย์เถิดอย่าทำให้บ้านเมืองต้องปราศจากผู้คนเลยพระเจ้าข้า”
              ฝ่ายพระเจ้าพรหมทัตทรงสดับเช่นนั้นก็ไม่ได้ทรงรู้สึกผิดแต่ประการใด ก็เนื้อมนุษย์มันอร่อยถึงปานนี้ จึงได้ยกนิยายขึ้นมาโต้กลับบ้างว่า
              ในอดีตกลางยังมีกุฎุมพีคนหนึ่ง ชื่อ สุชาติ อยู่ในเมืองพาราณสี วันหนึ่งเขานิมนต์ฤๅษีมาจากป่าหิมพานต์ ให้พักอาศัยอยู่ในสวนของตน แล้วอุปถัมภ์บำรุงด้วยปัจจัย ๔ อย่างดีเยี่ยม
              คราวหนึ่งพระฤๅษีได้ออกเที่ยวบิณฑบาตได้ผลชมพู่มาส่วนหนึ่ง แบ่งส่วนหนึ่งเอาไปฉัน แบ่งส่วนลูกชายของสุชาติกิน ลูกชายได้ติดรสของชมพู่ รบเร้าขอให้พ่อไปหามาให้กินอยู่ทุกวัน ๆ  นายสุชาติไม่รู้ว่าเอาผลชมพู่ที่ไหนมาให้กินได้ จึงนำผลมะม่วงบ้าง ขนุนบ้าน กล้วยบ้าง คลุกน้ำผึ้งให้ลูกชายกิน แต่ลูกชายก็ยังไม่ชอบ เพราะรสชาติไม่แซบเท่าผลชมพู่  ในที่สุดเด็กน้อยถึงกับยอมอดอาหารถึงเจ็ดวัน เขาอ่อนแอจนเกินไป ในที่สุดก็ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา
              พระเจ้าพรหมทัตเล่าเช่นนั้นแล้ว ก็ตรัสว่า
              “ลูกชายนายสุชาติตาย เพราะไม่ได้กินชมพู่ฉันใด ข้าก็จะตายเพราะไม่ได้กินเนื้อมนุษย์ฉันนั้น ถ้าข้าไม่ได้กินเนื้อมนุษย์อีกเห็นทีจะต้องตายไปคราวนี้แน่”  ท่านเสนาบดีฟังพระราชาตรัสเช่นนั้นก็ยกอุทาหรณ์อื่น ๆ มาสอนพระราชาอีก แต่พระราชาก็ทรงยกอุทาหรณ์โต้กลับได้จนหมดสิ้น บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งหลายยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจพระราชาของตนยิ่งนัก จึงพากันร้องให้จับพระราชาแล้วให้เนรเทศไปจากบ้านเมืองเสีย ท่านเสนาบดียังคงรู้สึกสงสารพระราชา จึงกราบทูลถามด้วยความเมตตากรุณาอีกครั้งว่า พระองค์จะทรงงดเว้นเสวยเนื้อมนุษย์ได้หรือไม่
              พระเจ้าพรหมทัตตรัสตอบว่า “ไม่ได้”
              สิ้นคำสัตย์ของพระราชา ท่านเสนาบดีก็ได้ให้เหล่าสนมกำนัล พระโอรสพระธิดา พากันมาเข้าเฝ้าทูลขอให้งดเว้นจากมนุษย์เสีย
              พระเจ้าพรหมทัตทรงสดับคำอ้อนวอนแล้ว ก็ตรัสยืนยันว่า ระหว่างให้อยู่ในพระนครกับออกไปข้างนอกพระนครแล้วยังกินเนื้อมนุษย์ เราขอเลือกอย่างหลัง เรายอมออกไปอยู่นอกพระนครดีกว่า เราขอเพียงพ่อครัวคนหนึ่งกับดาบเล่มหนึ่งเท่านั้น เมื่อท่านเสนาบดีจัดให้ตามคำขอของพระราชา จึงถือดาบและพาพ่อครัวคนหนึ่งออกไปอยู่นอกพระนคร ไปอาศัยอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ในป่า คอยดักฆ่าคนที่เดินทางผ่านไปมา เอาเนื้อมนุษย์มาปิ้งกินอย่างเอร็ดอร่อย จนผู้คนพากันขนานนามว่า “โปริสารทโจรกินคน”
              พอนานวันเข้าผู้คนรู้ว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางอันตราย ก็พากันไปใช้เส้นทางอื่นเสียหมดจนกระทั่งไม่มีใครผ่านมาแม้แต่คนเดียว จึงต้องฆ่าพ่อครัวเอาเนื้อมาย่างกินแทน เมื่อไม่มีพ่อครัวอยู่แล้ว โปริสารทก็อยู่ลำพังคนเดียวเที่ยวหาพืชผักผลไม้กินไปตามเรื่อง   วันหนึ่ง ขณะที่โปริสารทกำลังหิวคิดถึงเนื้อมนุษย์อยู่ ก็มีพราหมณ์คนหนึ่งเดินผ่านมาคุมเกวียน ๕๐๐ เล่ม จึงเข้าจับพราหมณ์ไว้ แต่ถูกผู้กองเกวียนช่วยเหลือไว้ได้ทัน คนเหล่านั้นได้เข้าทำร้ายโปริสารทจนต้องวิ่งหนี   วิ่ง ๆ ไปเท้าก็ไปเหยียบตอตะเคียนทะลุได้รับบาดเจ็บสาหัส เดินลากขาไปนอนซมซานอยู่ที่ใต้ต้นไทร กล่าวคำบนบานต่อรุกขเทวดา ว่า
              “ถ้าบาดแผลข้าหายภายใน ๗ วัน ข้าจะเอาเลือดกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์มาล้างต้นไทร จะลากลำไส้ของกษัตริย์เหล่านั้นมาล้อมรอบต้นไทร กระทำพิธีกรรมด้วยเนื้อมนุษย์รสเลิศบูชาสำหรับท่านรุกขเทวดา”
              จากการบาดเจ็บสาหัสทำให้โจรโปริสารทไม่อาจออกล่าเหยื่อได้ ต้องนอนอดอยู่ใต้ต้นไทรถึง ๗ วัน ส่งผลให้บาดแผลหายภายในเวลารวดเร็ว การที่แผลหายเร็วนี้โปริสารทคิดว่าเป็นเพราะอานุภาพของรุกขเทวดาช่วยเหลือ จึงได้ทำการแก้บนด้วยการสุ่มจับกษัตริย์เมืองต่าง ๆ ๑๐๐ พระองค์มามัดไว้ที่ใต้ต้นไทร เหลือแต่พระเจ้าสุตโสมพระองค์เดียว
              อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าสุตโสมเสด็จไปยังพระราชอุทยานได้พบกับนันทพราหมณ์ซึ่งเดินทางมาจากเมืองตักสิลา จึงได้สนทนากัน ได้ความว่าพราหมณ์นี้จะมาสั่งสอนธรรม ๔ คาถา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ เปรียบดังทะเลใหญ่ที่มีประโยชน์มากมายมหาศาล
              พระเจ้าสุตโสมเป็นพระมหากษัตริย์ที่ใฝ่ในการศึกษาอยู่แล้ว ครั้นทรงราบเช่นนั้นก็ทรงพอพระทัย แต่ตรัสให้รอเอาไว้พรุ่งนี้ก่อน จึงค่อยมาสั่งสอน จากนั้นพระองค์ก็เสด็จลงสรงน้ำในสระ
              โจรโปริสารท ซึ่งแอบมาซุ่มดักรออยู่นานแล้ว เห็นได้ช่องทางจึงปรี่เข้าจับตัวพระเจ้าสุตโสมได้อย่างง่ายดาย ระหว่างถูกพาตัวไป พระเจ้าสุตโสมทรงหลั่งน้ำพระเนตรออกมาด้วยความเสียพระทัยที่จะไม่ได้ฟังธรรมของพราหมณ์ในวันพรุ่งนี้ จึงขอร้องให้โจรโปริสารทปล่อยตัวไปก่อน ทีแรกโจรร้ายไม่ยอมปล่อยตัว แต่เมื่อพระเจ้าสุตโสมยืนยันหนักแน่นว่าจะกลับมาอีก โจรโปริสารทจึงปล่อยตัวไป
              พระเจ้าสุตโสมรีบเสด็จกลับไปหานันทพราหมณ์ในพระราชอุทยาน เพื่อสดับรับฟังธรรมอันยอดเยี่ยมของนันทพราหมณ์
              นันทพราหมณ์ได้กราบทูลว่า
              “ธรรรมที่จะแสดงให้พระองค์สดับนี้ เป็นภาษิตของพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ มีใจความดังต่อไปนี้ การคบหาสมาคมกับสัตบุรุษเพียงคราวเดียวเท่านั้น ก็ย่อมรักษาผู้นั้นไว้ได้ แต่การคบหาสมาคมกับอสัตบุรุษ ให้ความสนิทสนมกับสัตบุรุษเพราะได้รู้ทั้งสัจธรรมของสัตบุรุษ ซึ่งจะทำให้มีแต่ความเจริญไม่มีความเสื่อมเลย
              ราชรถอันวิจิตรตระการตา ยังคร่ำคร่าเก่าแก่ได้ แม้ร่างกายของเราก็ยังเข้าถึงความชรา แต่ธรรมของสัตบุรุษ ไม่มีวันวันเก่าแก่คร่ำคร่าเลย
              สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นจึงจะรู้กันได้ ฟ้าและดินไกลกันลิบลับ แม่น้ำฝั่งโน้นของมหาบุรุษเขาว่าไกล แต่ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษ ปราชญ์ท่านว่าไกลกว่านั้น”
              พระเจ้าสุตโสมทรงสดับแล้วก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก ถึงกับพระราชทานทรัพย์ให้นายนันทะไปสี่พันกหาปณะหรือหนึ่งหมื่นหกพันบาท นับว่ามากมายมหาศาลทีเดียวกับค่าเงินสมัยนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนพราหมณ์ที่นำธรรมดี ๆ มากล่าวสอน
              จากนั้นพระเจ้าสุตโสมก็เสด็จไปหาโจรโปริสารทตามคำมั่นสัญญาที่ให้กันไว้ โจรโปริสารทเห็นพระเจ้าสุตโสมเสด็จมาก็เกิดความคิดว่า ทำไมพระเจ้าสุตโสมจึงกล้าหาญนัก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าต้องมาตาย หรือจะเป็นเพราะได้ฟังธรรมดี ๆ ที่วิเศษล้ำ จงทำให้กล้าหาญชาญชัยกลับมาหาความตาย จึงตรัสถามพระเจ้าสุตโสมว่าได้ฟังธรรมวิเศษมาหรือจึงกล้ากลับมาหาความตายอีก ธรรมนั้นวิเศษขนาดไหนจะบอกให้เรารู้บ้างได้ไหม
              พระเจ้าสุตโสมตรัสว่า คนหยาบช้าอย่างท่านจะยังธรรมดี ๆ ได้ที่ไหนเล่า กษัตริย์นั้นต้องรักษาความสัตย์ เมื่อไม่รักษาความเป็นสัตย์ย่อมตกนรกโดยแน่แท้ จากนั้นพระเจ้าสุตโสมได้ท้าทายให้โจรโปริสารทจับพระองค์ฆ่าบูชายัญ โดยตรัสว่าคนอย่างพระองค์ไม่กลัวตาย เพราะชีวิตนี้ได้ทำความีมามากแล้วตายไปก็ต้องไปดี แต่เจ้าโจรโปริสารทถ้าตายไปต้องตกนรกแน่นอน โจรโปริสารทฟังแล้วก็รู้สึกหวาดหวั่น ถ้าเราฆ่าพระราชาองค์นี้ ผลร้ายรุนแรงจะตกแก่เราเป็นแน่ จึงทูลกล่าวว่าจะไม่ฆ่าพระองค์แต่ขอร้องให้พระเจ้าสุตโสมแสดงธรรมให้ฟัง พระเจ้าสุตโสมแสดงธรรมที่นันทพราหมณ์แสดง หลังจากโจรโปริสารทพอฟังจบพระคาถา โจรโปริสารทก็เกิดปิติแรงกล้า ถึงกับเปล่งวาจาออกมาว่า “ธรรมนี้ช่างมีเนื้อหาสาระวิเศษยอดเยี่ยมแล้ว ได้ถวายพระพรแก่พระเจ้าสุตโสม ๔ ข้อ แล้วแต่พระเจ้าสุตโสมจะขออะไร พระเจ้าสุตโสมขอพรข้อที่หนึ่งว่า ขอให้ศักดิ์ของพระอริยะกับพระอริยะเสมอกัน ขอให้ศักดิ์ของคนมีปัญญากับคนมีปัญญาเสมอกัน ขอให้พระองค์มีสุขภาพอนามัยดี ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนตลอดร้อยปี โจรโปริสารทหม่อมฉันขอถวายความนี้แด่พระองค์
              ข้อสอง พระเจ้าสุตโสมขอพรว่า ขออย่าให้พระมหากษัตริย์ในชมพูทวีปอย่าได้เสวยเนื้อกษัตริย์ด้วยกัน โจรโปริสารทได้ถวายพรนี้
              ข้อสาม พระเจ้าสุตโสมขอพรว่าขอให้ปล่อยกษัตริย์ ๑๐๐ พระองค์ที่จับมานั้นทันที
              โจรโปริสารทฟังแล้วก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมถวายพรนี้ให้พระเจ้าสุตโสม
              ข้อสี่ พระเจ้าสุตโสมขอพรว่า ขอให้พระองค์งดเว้นเสวยเนื้อมนุษย์ โจรโปริสารทฟังแล้วก็รีบทูลว่าเนื้อมนุษย์นี้หม่อมฉันชอบใจนัก จะให้งดเว้นเสียได้อย่างไร พระองค์จงขออย่างอื่นเถิด
              จากนั้นทั้งสองพระองค์ก็โต้ตอบกันไปมา พระเจ้าสุตโสมยกเหตุผลนานามากล่าวอ้าง เพื่อให้โจรโปริสารทเลิกกินเนื้อมนุษย์ ในขณะที่โจรโปริสารทก็ยกเหตุผลมาอ้างเพื่อจะได้กินเนื้อมนุษย์ต่อไป แต่แล้วสุดท้ายโจรโปริสารทก็ต้องพ่ายแพ้ต่อพระเจ้าสุตโสม ที่พระองค์ทรงมีน้ำพระทัยเมตตากรุณา มีความปรารถนาดีต่อตนเองอย่างแท้จริง เป็นพระสหายที่คอยชักนำให้เข้าสู่หนทางแห่งความดี เป็นเสมือนกับอาจารย์ที่คอยสั่งสอนศิษย์ด้วยความห่วงใย เห็นความดีของพระเจ้าสุตโสมเช่นนี้แล้ว โจรโปริสารทถึงกับหลั่งน้ำตานองหน้าเข้าไปถวายบังคม กราบแทบพระบาทของพระเจ้าสุตโสม ทูลรับปากว่าจะเลิกกินเนื้อมนุษย์นับตั้งแต่บัดนี้ไป
              ฝ่ายพระเจ้าสุตโสมทรงปลาบปลื้มพระทัยที่สามารถเปลี่ยนใจโปริสารทได้ พระองค์ทรงตรัสสั่งสอนให้โปริสารทรักษาศีล ๕ ทรงธรรมโปริสารทให้กลับคืนสู่ความเป็นพระเจ้าพรหมทัตอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นโจรโปริสารทหรือพระเจ้าพรหมทัตก็จะไปปล่อยกษัตริย์นับร้อยพระองค์ที่ผูกไว้ใต้ต้นไทร แต่ก็เกรงว่ากษัตริย์เหล่านั้นจะล้างแค้น พระเจ้าสุตโสมจึงให้ร้อยกษัตริย์ตั้งสัตย์ปฏิญาณตนว่าจะไม่ทำร้ายพระเจ้าพรหมทัต  เมื่อแน่ใจว่าตนเองจะปลอดภัย พระเจ้าพรหมทัตหรือโจรโปริสารทจึงใช้ดาบตัดเชือกที่มัดร้อยกษัตริย์ไว้จนขาดกระเด็น ช่วยพยาบาลกษัตริย์เหล่านั้นที่มีบาดแผลด้วยสมุนไพร หุงหาอาหารให้เสวยจนอิ่มหนำ ระหว่างเสวยพระกระยาหาร กษัตริย์เหล่านั้นได้สนทนาปราศรัยกันด้วยมิตรไมตรี ทำให้มิตรภาพกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง
              เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เป็นไปด้วยดีแล้ว พระเจ้าสุตโสมจึงชวนกษัตริย์ทั้งหลายรวมทั้งพระเจ้าพรหมทัตกลับพระนครของตน แต่พระเจ้าพรหมทัตไม่อาจกลับพระนครของพระองค์ได้ เพราะเกรงว่าประชาชนจะรุมทำร้าย จึงจะขออยู่ในป่าหาผลหมากรากไม้กินต่อไป
              พระเจ้าสุตโสมทรงเสด็จเข้าไปลูบหลังพระเจ้าพรหมทัต ตรัสปลอบโยนให้เข้าพระทัยไม่ว่าใด ๆ พระองค์จะทรงแก้ไขให้ จะทรงนำพาพระเจ้าพรหมทัตไปยังพระนครพาราณสีด้วยพระองค์เอง โดยมีกษัตริย์อีกร้อยพระองค์ตามเสด็จ เมื่อเสด็จถึงประตูเมือง พระเจ้าสุตโสมประกาศก้องว่า
               “เราพระเจ้าสุตโสม กษัตริย์แห่งอินทปัทตนคร  ขอให้ทหารจงเปิดประตูด่วน ขณะนั้นเมืองพาราณสีมีพระโอรสของพระเจ้าพรหมทัตปกครองอยู่ ส่วนเสนาบดียังคงเป็นคนเดิม  ทางเมืองพาราณสีพอรู้ว่าพระเจ้าสุตโสมเสด็จมาก็ทำการต้องรับอย่างสมเกียรติ เพราะรู้ว่ากษัตริย์พระองค์นี้เป็นผู้ทรงธรรม แต่พวกเขาไม่ยอมให้โจรโปริสารทเข้าไปด้วย ต่อเมื่อพระเจ้าสุตโสมรับรองว่า โจรโปริสารทนั้นได้สิ้นสภาพโจรไปแล้ว ได้กลับตนเป็นคนอยู่ในศีลธรรม กลายเป็นพระเจ้าพรหมทัตผู้ทรงธรรม เป็นกษัตริย์ที่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ภัยที่เกิดจากโจรโปริสารทจะไม่มีอย่างแน่แท้”
              พระเจ้าสุตโสมทรงชี้แจงให้ทุกคนยอมรับพระเจ้าพรหมทัตว่าจะเป็นพระราชาที่ดีต่อไปได้ ตรัสบอกท่านเสนาบดีให้เห็นแก่พระราชา ตรัสบอกพระเทวีให้สำนึกในพระคุณของพระเจ้าพรหมทัต ตอนหนึ่งพระองค์ได้ตรัสว่า
              “พระราชาที่ชนะคนที่ไม่ควรชนะไม่ชื่อว่าเป็นพระราชา เพื่อนที่เอาชนะเพื่อนไม่ชื่อว่าเป็นเพื่อน ภรรยาที่ไม่เกรงกลัวสามีไม่ชื่อว่าเป็นภรรยา บุตรที่ไม่เลี้ยงพ่อแม่ไม่ชื่อว่าเป็นบุตร  สภาที่ไม่มีสัตบุรุษไม่ชื่อว่าเป็นสภา คนพูดไม่เป็นธรรมไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ คนที่ละโทสะโมหะได้ แล้วพูดเป็นธรรมชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ
              บัณฑิตอยู่ปะปนกับคนพาล เมื่อไม่พูดก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นบัณฑิต เมื่อพูดแสดงธรรมใคร ๆ จึงจะรู้ว่าเป็นบัณฑิต บัณฑิตควรกล่าวคำให้แจ่มแจ้ง พึงยกธงของฤๅษี พวกฤๅษีคำสุภาษิตเป็นธง ธรรมเป็นธงของพวกฤๅษี”
              เมื่อทุกคนสดับธรรมของพระเจ้าสุตโสมแล้ว ก็ปรึกษาหารือกัน แล้วเชื้อเชิญพระเจ้าพรหมทัตให้กลับขึ้นครองราชย์ดังเดิม จากนั้นไปสั่งให้เจ้าหน้าที่ตีฆ้องร้องป่าวไปทั่วพระนคร เพื่อให้รับทราบโดยทั่วกันว่า พระเจ้าพรหมทัตได้เสด็จกลับมาครองราชสมบัติดังเดิมแล้ว
              ครั้นทำพระสหายให้ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว พระเจ้าสุตโสมพร้อมด้วยกษัตริย์อื่น ๆ ทุกพระองค์ก็เสด็จกลับสู่พระนครของตน
              พระเจ้าสุตโสมมีรับสั่งให้สร้างโรงทานขึ้น ๖ แห่ง ทรงบริจาคทานเป็นประจำทุกวัน ทรงรักษาศีล ๕ ในวันธรรมดา  ทรงรักษาศีล ๘ ในวันพระใหญ่ แม้พระราชาทั้งหลายที่เป็นพระสหายกัน ก็ทรงบำเพ็ญบุญให้ทานรักษาศีลตามอย่างพระเจ้าสุตโสมทั้งสิ้น     
 


ธรรมนิทานชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“คนมีสัจจะ ทำการใดก็สำเร็จประโยชน์ เมื่อคบคนดีก็จะดีด้วย”

พุทธศาสนสุภาษิตประจำเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
โมกฺโข  กลฺยาณิยา  สาธุ
คำพูดดีก็มีประโยชน์ (๒๗/๒๗)
สจฺจํ หเว  สาธุตรํ  รสานํ
คำสัตย์จริงเลิศกว่ารสทั้งปวง (๑๕/๕๘)


คัดจาก : หนังสือ พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ ฉบับสมบูรณ์ / จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยสถาบันบันลือธรรม

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 3.541 วินาที กับ 29 คำสั่ง