[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
02 มีนาคม 2569 15:27:31 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วัดศาลเจ้า ต.นางกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี  (อ่าน 304 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 6364


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 109.0.0.0 Chrome 109.0.0.0


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 02 ธันวาคม 2568 13:56:30 »



วัดศาลเจ้า
ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
------------------------------

วัดศาลเจ้า เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในหมู่ที่ ๓ บ้านมะขาม ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี มีอาณาเขตติดต่อกับวัดมะขาม แม่น้ำเจ้าพระยา และคลองเชียงราก

ประวัติวัดศาลเจ้า
วัดศาลเจ้า ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันออก ตรงปากคลองเชียงรากด้านเหนือ (แม่น้ำเจ้าพระยา เก่า) ในหมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัด ปทุมธานี  วัดนี้เดิมเป็นศาลเจ้ามาแต่ครั้งโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีในราวแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีเจ้าน้อยมหาพรหมเชื้อสายเจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้พาไพร่พลยังหัวเมืองฝ่ายใต้เลยมาถึงปากคลองเชียงราก ลองแพลงมายังหัวเมืองฝ่ายใต น้ำไหลเชี่ยวเป็นวังน้ำวน มีจระเข้ชุกชุมลอยตัวขึ้นเหนือน้ำ น่ากลัวมาก และเข้าหนุนแพจะทำร้าย เพราะจระเข้ในวังน้ำวน นี้ได้เคยทำร้ายกินผู้คนมาแล้วเป็นจำนวนไม่น้อย เป็นที่หวาดเกรงของคนทั่วไป แต่เจ้าน้อยมหาพรหมเป็นผู้ที่มีคุณวิเศษทางไสยศาสตร์ ได้ทำสมาธิร่ายเวทมนต์จนจระเข้เชื่อง ไม่ทำร้าย

กล่าวกันว่าเจ้าน้อยมหาพรหมทรงคุณวิเศษเก่งมาก สามารถเรียกจระเข้ให้ขึ้นมาจากน้ำได้ ถากหน้าแข้งทำเป็นฟืนหุงข้าวได้ เมื่อจระเข้สงบแล้ว ได้จอดแพพักผ่อนที่ปากคลองเชียงราก ได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งปลูกกุฏิหลังเล็กอาศัยอยู่เพียงองค์เดียว พระภิกษุรูปนี้ชื่อ รุ มีความรู้ความสามารถในทางวิชาไสยศาสตร์เช่นเดียวกัน มีประชาชนนับถือมาก ซึ่งสามารถเสกใบมะขามให้เป็นตัวต่อ เสกกิ่งไม้สด ๆ ให้ติดไฟได้ และสามารถสะกดจิตบุคคลทั่วไปได้ด้วย ได้เกิดลองวิชาอาคมกันขึ้น โดยเจ้าน้อยมหาพรหม ได้ทำการถากหน้าแข้งของพระองค์เองเป็นพื้นให้บ่าวไพร่หุงข้าว แต่กลับกลายเป็นถากเสากุฏิ พระภิกษุมอญจึงได้เสกใบมะขามเป็นตัวต่อเข้าต่อย บ่าวไพร่แตกกระเจิงเป็นที่เดือดร้อน เจ้าน้อยมหาพรหมเกิดความเลื่อมใสพระภิกษุมอญ จึงได้เดินเข้าไปในกุฏิเพื่อจะนมัสการ พอก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเกิดยืนตัวแข็งจะเดินหน้าก็ไม่ได้และจะถอยหลังก็ไม่ได้ยืนอยู่เป็นนาน พระภิกษุมอญจึงเรียกให้เข้าจึงเข้าได้ เจ้าน้อยมหาพรหม จึงได้นำไม้แพมาสร้างเป็นศาลเจ้า เพื่อบูชาคุณพระภิกษุมอญและให้เป็นที่สิงสถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อให้ผู้สัญจรไปมาเคารพบูชากราบไหว้  ฉะนั้น เมื่อเรือแพจะผ่านบริเวณหน้าวัด ศาลเจ้าจะต้องมีการเซ่นไหว้ด้วยมะพร้าวอ่อนและเครื่องสังเวยอื่นๆ แล้วตักน้ำประพรมหัวเรือเสยผมและดื่มกินเสียก่อน แล้วจึงจะเดินทางต่อไปได้โดยปลอดภัย ซึ่งกระทำกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้

จระเข้ที่หน้าวัดศาลเจ้าถือกันว่าเป็นจระเข้เจ้าพ่อ วันดีคืนดีหรือฝนตกพรำๆ จะลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำให้เห็นกลางแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัดศาลเจ้าอยู่เสมอ เมื่อครั้งเจ้าเมืองปทุมธานีคนก่อน ๆ เชื่อว่าน้ำที่หน้าวัดศาลเจ้านี้ศักดิ์สิทธิ์ ได้มาทำพิธีตักน้ำที่หน้าวัดศาลเจ้าไปประกอบพิธีศรีสัจจปานกาล คือถือน้ำพิพัฒน์สัตยาปีละ  ๒ ครั้ง เช่น พระอารักษ์ประชาราษฎร์ (จำปี) หม่อมเจ้าขจรศุภสวัสดิ์ และพระยาพิทักษ์ทวยหาญ (ทองคำ กฤษณะมระ) ซึ่งนำไปประกอบพิธีในอุโบสถ วัดบางหลวง เอาน้ำใส่ในขันสาครทองเหลืองขนาดใหญ่ ๒ หู มีผู้อ่านโองการ เสร็จแล้วคณะกรมการเมืองกระทำพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ และดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาโดยทั่วหน้ากัน เหตุที่ต้องประกอบพิธีในอุโบสถวัดบางหลวง เพราะในเวลานั้นวัดบางหลวงเป็นวัดใหญ่และเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่ง เพราะในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระมอญมาเป็นสมภารเจ้าวัดฝ่ายรามัญ ซึ่งมีปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารฉบับกรม สมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสว่า

“อนึ่ง พระราชาคณะฝ่ายรามัญนั้นยังหาตัวมิได้ จึงทรงพระกรุณาให้จัดพระมหาเถระฝ่ายรามัญ ซึ่งรู้พระวินัยปริยัติได้ ๓ รูป ทรงตั้งเป็นพระมหาสุเมธาจารย์องค์หนึ่ง พระไตรสรณธัชองค์หนึ่ง พระสุเมธน้อยองค์หนึ่ง เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงสร้างวัดตองขึ้นใหม่ โปรดให้พระสงฆ์รามัญมาอยู่วัดตองปุ และให้พระสุเมธาจารย์เป็นเจ้าอาวาส พระไตรสรณธัชนั้น มีพระราชโองการให้อยู่วัดบางหลวง เป็นเจ้าคณะรามัญ แขวงเมืองนนทบุรีและสามโคก พระสุเมธน้อยนั้นโปรดให้ครองวัดบางยี่เรือ…”

สมัยหม่อมเจ้าขจรศุภสวัสดิ์เป็นเจ้าเมืองปทุมธานี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงรับพญาช้างเผือกที่วัดศาลเจ้า โดยเอาลงแพเข้ากรุงเทพมหานคร มีขบวนเรือแห่แหนแน่นท้องน้ำ เจ้าพระยาเป็นที่ครึกครื้นในสมัยนั้น

วัดศาลเจ้าแต่เดิมมีเพียงกุฏิหลังเล็ก ๆ หลังเดียวเท่านั้น ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช ๒๓๓๐ จึงได้สร้างเป็นวัดใหญ่โตขึ้น และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๓๓ วัดนี้มีเนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๕๐ ตารางวา อาณาเขตติดต่อ

ทิศเหนือ ยาว ๒๐๐ เมตร ติดกับคลองวัดมะขาม

ทิศใต้ ยาว ๒๐๐ เมตร ติดกับคลองเชียงราก

ทิศตะวันออกยาว ๑๕๐ เมตร ติ เมตร ติดกับคลองวัดมะขาม

ทิศตะวันตก ยาว ๒๐๐ เมตร ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา

ตัวศาลเจ้าสมัยโบราณสร้างด้วยไม้อยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช …..ได้สร้างศาลขึ้นใหม่เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๓ ชั้น และ มีกำแพงล้อมรอบ

ประวัติเจ้าอาวาส
๑.พระอาจารย์รุ เป็นพระภิกษุมอญที่ทรงคุณทาง ไสยศาสตร์วิเศษ อายุยืนถึง ๑๐๐ ปีเศษ ฟันไม่หัก

๒. พระอาจารย์แป้น สมัยท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงรับพญาช้างเผือกที่วัดนี้ พระครูนนทมุนี เจ้าอาวาสวัดสังลาน เป็นผู้กล่าวถวายการต้อนรับเสด็จ

๓. พระอธิการหงษา จิตตธมฺโม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ๑ กรกฎาคม ๒๕๐๓ ได้สืบหาราชวงศ์เจ้าน้อยมหาพรหมที่จังหวัดเชียงใหม่จนพบและให้มาช่วยบูรณะปฏิสังขรณ์โบสถ์จนเสร็จเรียบร้อย 

๔. พระครูขันติธรรมรัต (สอน ขนฺติธมโม) มา ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อ......พ.ศ. ๒๕๒๒

๕.พระครูรัตนธรรมรักษ์ ปัจจุบัน

โบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ คือ
๑. โบสถ์ ที่เจ้าน้อยมหาพรหมสร้างถวาย บูรณะปฏิสังขรณ์เรียบร้อยสวยงาม

๒. เจดีย์ทรงรามัญ

๓. พระพุทธรูป สมัยเจ้าน้อยมหาพรหม ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาการเปรียญ 

๔. พระพุทธรูปเกศทองคำสมัยเชียงแสน หน้าตักกว้าง ๑๐ นิ้ว สูงประมาณ ๑๕ นิ้ว

๕. ตู้ลายรดน้ำสมัยโบราณ มีจำนวน ๗ ตู้

๖. หอไตร สร้างประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ นรบ อายุประมาณ ๗๙ ปี (ถึง พ.ศ. ๒๕๓๔)

๗. หอระฆัง สร้างสมัยเจ้าน้อยมหาพรหม

นอกจากนี้ วัดศาลเจ้ายังมีศาลเซียนแปะ ฆราวาสชาวจีนผู้เรืองเวท ส่วนใหญ่นิยมมาขอพรเรื่องการเงินการงาน การทำธุรกิจการค้าให้เจริญรุ่งเรือง

บริเวณวัดมีตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้า เปิดทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
....เพจ วัดศาลเจ้า ปทุมธานี (ที่มา ประวัติวัดศาลเจ้า)








ศาลเซียนแปะโรงสี อยู่ภายใน วัดศาลเจ้า จังหวัดปทุมธานี









Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 2.475 วินาที กับ 27 คำสั่ง