ศูนย์การเรียน 'Star Flower' การศึกษากับความหวังให้เด็กพิการผู้อพยพดูแลตัวเองได้
<span>ศูนย์การเรียน 'Star Flower' การศึกษากับความหวังให้เด็กพิการผู้อพยพดูแลตัวเองได้</span>
<div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"><p>ภาพประกอบทั้งหมด โดยคชรักษ์ แก้วสุราช </p></div>
<span><span>XmasUser</span></span>
<span><time datetime="2026-01-10T18:28:06+07:00" title="Saturday, January 10, 2026 - 18:28">Sat, 2026-01-10 - 18:28</time>
</span>
<div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"><p>เวลา 5.00 น.ของทุกวัน ภาพประจำสำหรับอาจารย์จากศูนย์การเรียนรู้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ “สตาร์ ฟลาวเวอร์” (Star flower Education Centre - ပန်းခရေကျောင်း) อ.แม่สอด จ.ตาก คือการขับรถ 2 แถวคันใหญ่ ออกไปรับนักเรียน</p><p>“การรับส่งนักเรียนเราต้องไปรับตั้งแต่หกโมง คือที่อำเภอแม่สอดมันกว้าง เด็กพิการบางคนอยู่ไกลถึงห้วยกะโหลก ตำบลแม่ปะ บางคนอยู่ในตำบลแม่กุ หรืออยู่ที่สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 </p><p>“ถ้าเราไม่ไปรับ อาจจะไม่มีนักเรียนสักคนมาเรียนได้เลย เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเอกสาร ไม่มีเงินหรือมอเตอร์ไซค์ที่จะมารับส่งนักเรียนด้วยตัวเอง” <strong>นอธูมวยพอ</strong> หรือที่ศูนย์การเรียนมักเรียกว่า ‘<strong>ซะยามะพอ</strong>’ (คำว่า ‘ซะยามะ’ (ဆရာမ) ภาษาพม่า แปลว่าอาจารย์หรือครูหญิง) ในฐานะของครูใหญ่ศูนย์การเรียนสตาร์ ฟลาวเวอร์ เล่าให้ฟัง</p><p>หมู่บ้านที่รถวิ่งผ่านมีทั้งไกล และใกล้ บางครอบครัวอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ บางครอบครัวอาศัยอยู่ในที่พักที่นายจ้างจัดไว้ให้ บางคนอาศัยใกล้ทุ่งนา </p><p>พอรถรับ-ส่งมาถึงบ้านของนักเรียนยามเช้า ผู้ปกครองบางคนก็จะจูงบุตรหลานมาส่งให้กับคุณครูถึงรถ หรือบางกรณีครูก็จะเข้าไปช่วยอุ้มนักเรียนขึ้นมาบนรถรับ-ส่ง </p><p class="picture-with-caption"><a href="
https://www.flickr.com/photos/prachatai/albums/72177720331363550" data-flickr-embed="true" title="ศูนย์การเรียน ‘Star Flower’ การศึกษาเด็กพิการผู้อพยพ เพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองได้">

[/url]<script async src="//embedr.flickr.com/assets/client-code.js" charset="utf-8"></script></p><p class="picture-with-caption">ชมภาพชุด โดยการคลิกลูกศรซ้าย-ขวา</p><p>ศูนย์การเรียนรู้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติคือสถานศึกษาสำหรับเด็กนักเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติ การสอนในศูนย์การเรียนแต่ละแห่งไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับศักยภาพการสอน และจุดมุ่งหมายของศูนย์การเรียน แต่เราพอจำแนกออกมาได้หลักๆ 3 หลักสูตร ได้แก่ </p><p>1. หลักสูตรการเรียนพม่า </p><p>2. หลักสูตร กศน. (การศึกษานอกระบบ) </p><p>3. การติวหลักสูตรการสอบ ‘GED’ (General Educational Development) ซึ่งเป็นการสอบเทียบวุฒิระดับมัธยมฯ (ไฮสคูล) ของสหรัฐฯ </p><p>ส่วนเหตุผลหลักๆ พ่อแม่ผู้ปกครองชาวพม่ามักจะพาลูกๆ มาเรียนที่ศูนย์การเรียน เพราะนอกจากจะได้เป็นการเรียนฝึกทักษะความรู้ให้ลูกแล้ว ราคาค่าเทอมสามารถเข้าถึงง่ายระดับผู้ใช้แรงงาน ‘หาเช้ากินค่ำ’ ยังเอื้อมถึง สมัครเข้าเรียนง่ายเหมาะกับวิถีชีวิตของแรงงานข้ามชาติที่อาจจะต้องโยกย้ายถิ่นฐานบ่อย และทำให้แรงงานข้ามชาติมีความสบายใจ ทำงานได้เต็มที่ เพราะไม่ต้องพะวงหลังเรื่องความปลอดภัยของลูกหลาน หากต้องปล่อยไว้ในบ้านหรือชุมชนตามลำพัง </p><p>ข้อมูลของ
ศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว (MECC) ภายใต้ สพป.ตาก เขต 2 บอกเราด้วยว่า ปัจจุบัน จ.ตาก มีจำนวนศูนย์การเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติอย่างน้อย 62 ศูนย์ และมีนักเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เรียนในศูนย์ฯ ทั้งหมด 18,171 คน </p><p>อย่างไรก็ดี ภายใน 62 ศูนย์การเรียนฯ มีเพียงศูนย์การเรียนฯ เดียวที่ให้การศึกษาสำหรับเด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้พิการโดยเฉพาะคือ ศูนย์การเรียน <strong>"สตาร์ ฟลาวเวอร์" </strong></p><p>'<strong>สตาร์ ฟลาวเวอร์</strong>' เริ่มงานบริการด้านการศึกษาลูกหลานแรงงานข้ามชาติผู้พิการ มาตั้งแต่ปี 2552 เนื่องจากครูรุ่นก่อตั้งมองว่าในอำเภอแม่สอด ยังไม่มีศูนย์การเรียนฯ สำหรับเด็กที่พิการ ประกอบกับศูนย์การเรียนต่างๆ ก็สะท้อนปัญหาในลักษณะเดียวกันว่า ในศูนย์ฯ มีเด็กที่มีความพิการและไม่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ </p><p><strong>"เด็กพิการ"</strong> ที่ศูนย์ฯ สตาร์ ฟลาวเวอร์ รับมาเรียน จะเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ที่มีความพิการ หรือความบกพร่องด้านสติปัญญา มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ช้ากว่าเด็กในระดับเดียวกัน </p><p>หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือเด็กบางคนภายนอกเหมือนเป็นเด็กปกติทุกอย่าง สามารถพูดได้คล่องแคล่ว อ่านออกเขียนได้ แต่มีพัฒนาการเรียนรู้ที่ช้า คิดช้า หรือทำช้า จนไม่สามารถเรียนรวมกับนักเรียนปกติได้ นักเรียนบางคนมีภาวะความพิการทางด้านสมอง หรือที่เรียกว่า “Cerebral palsy” (CP) มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวลำบาก บางคนเดินไม่ได้ ใช้มือหยิบจับสิ่งของไม่สะดวก หรือบางคนเป็นเด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม </p><p>ดังนั้น ศูนย์การเรียนของสตาร์ ฟลาวเวอร์ ก็เข้าไปช่วยฝึก และสอน เด็กๆ ที่มีความพิการต่างๆ เหล่านี้ให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงใคร หรือถ้าต้องพึ่งพิงก็ต้องน้อยที่สุดนั่นเอง </p><p>รายงาน "ศูนย์การเรียน 'Star Flower' การศึกษากับความหวังให้เด็กพิการผู้อพยพดูแลตัวเองได้" จาก “<strong>ประชาไท</strong>” ร่วมกับเว็บไซต์
Thisable.me พาไปสำรวจการทำงานการเรียนการสอนเด็กพิการที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติของศูนย์การเรียน "สตาร์ ฟลาวเวอร์" ทัศนคติของผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติต่อเด็กกลุ่มนี้ ปัญหาและอุปสรรคที่พวกเขาต้องเผชิญ รวมถึงจุดมุ่งหมายการสอนของศูนย์การเรียนที่เรียกว่ามีความแตกต่างจากการสอนทั่วไป </p><h2>ศูนย์การเรียนเด็กพิการแห่งเดียวในแม่สอด </h2><p>ศูนย์การเรียน "สตาร์ ฟลาวเวอร์" เป็นศูนย์การเรียนขนาดเล็กกะทัดรัด ประเมินด้วยสายตา ประมาณไม่เกิน 2 ห้องเรียน ตั้งอยู่ภายในศูนย์การเรียน "ซาทูเหล่" </p><p>ภายในห้องเรียน ประกอบด้วย ห้องเรียนใหญ่ 1 ห้องเรียน ห้องเรียนเดี่ยวขนาดเล็ก 2-3 ห้อง มีห้องพักอาจารย์และห้องครัวเป็นห้องเดียวกัน ไม่ได้ใหญ่นัก และมีห้องน้ำแยกหญิง กับชาย ซึ่งนักเรียนจะได้ฝึกเข้าห้องน้ำด้วยตัวเอง </p><p>ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM)
เปิดเผยว่า ในปี 2566 มีประชากรเด็กโยกย้ายถิ่นฐานในจังหวัดตาก อาจสูงถึง 74,000 ราย แต่ไม่มีการเจาะจงลงไปว่ามีจำนวนเด็กพิการที่เป็นเด็กโยกย้ายถิ่นฐานมีจำนวนทั้งสิ้นกี่ราย </p><p>ขณะที่<strong>ซะยามะพอ</strong> ให้ข้อมูลที่เธอเคยพบเห็นว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว หรือในช่วงปี 2557-2558 อาจมีเด็กผู้พิการอาจจะสูงอยู่เป็นร้อยคนเดียว และปัจจุบันเธอคิดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย </p><p>แม้จากการประมาณการณ์ว่าเด็กพิการที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติอาจสูงเป็นร้อยคน แต่ทางศูนย์การเรียนสตาร์ ฟลาวเวอร์ มีข้อจำกัด ทั้งในด้านพื้นที่ เงินทุน และบุคลากร โดยมีอาจารย์ 8 คน เพียงพอที่จะรองรับนักเรียนพิการได้ไม่เกิน 35 คนเท่านั้น ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากในช่วงแรกที่รับเพียง 15 คน และเคยรับจำนวนสูงสุด 28 คน </p><p>ส่วนเด็กที่มาศูนย์การเรียนไม่ได้ <strong>ซะยามะพอ</strong> บอกว่าก็จะมีการไปเยี่ยมเยียนที่บ้าน เพื่อดูแลการใช้ชีวิตว่าเป็นอย่างไร คุยกับผู้ปกครอง รับฟังเรื่องราว ให้คำปรึกษา และให้กำลังใจผู้ปกครองด้วยกัน</p><p class="picture-with-caption"><img src="
https://live.staticflickr.com/65535/55033331636_a62a2fa58c_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy">ซะยามะพอ หรือนอธูมวยพอ </p><h2>ชีวิตของครอบครัวเด็กพิการข้ามชาติที่ไม่ง่าย</h2><p><strong>ซะยามะพอ</strong> กล่าวว่า ด้วยความที่เธอเปิดศูนย์การเรียนสอนสำหรับเด็กที่พิการ ทำให้เธอได้รับฟังเสียงความกลัดกลุ้ม และให้คำปรึกษากับผู้ปกครองของเด็กพิการหลายโอกาส</p><p>เธอเล่าว่า เด็กพิการก็จะเผชิญปัญหาการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนธรรมดา หางานยากกว่าคนอื่นๆ หรือผู้ปกครองที่มีลูกหลานที่พิการเขาจะเผชิญกับความเครียด เพราะว่าเขาเดินทางมาไทย เพื่อหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว และส่งเงินกลับบ้าน พอมีเด็กที่ไม่สมบูรณ์เขาก็ไม่รู้ว่าจะดูแลยังไง งานหาเช้ากินค่ำก็ไม่ได้รายได้สูงอยู่แล้ว ถ้าเป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารสำหรับทำงานในประเทศไทย ก็หางานยากขึ้นไปอีก แล้วต้องมาดูแลลูกที่พิการเขาก็รู้สึกสิ้นหวังมากๆ</p><p>เรื่องนี้สะท้อนผ่านการจ่ายค่าเล่าเรียนของผู้ปกครองที่สตาร์ ฟลาวเวอร์ โดยศูนย์การเรียนฯ จะเก็บค่าเล่าเรียนเดือนละ 700 บาท ซึ่งในจำนวน 35 คน มีเพียง 70% ที่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ ดังนั้น ถ้าประสบปัญหาลักษณะนี้ ทางศูนย์ฯ ก็จะคุยผู้ปกครอง เพราะว่าเด็กต้องการการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เขาก็ไม่อยากให้เด็กยุติการเรียนกลางคัน ดังนั้น ก็จะมีการอะลุ่มอล่วยเรื่องค่าใช้จ่าย</p><p><strong>ซะยามะพอ</strong> กล่าวต่อว่า อีกผลกระทบตามมาก็คือ พอเขามีลูกที่ไม่สมบูรณ์เขาไม่อยากให้ลูกออกมาเจอสังคมเลย กลัวลูกโดนล้อเลียน เวลาอาจารย์ไปเยี่ยมเด็กที่บ้าน บางครอบครัวจะไม่กล้าให้ลูกออกมา เพราะว่าเขาอาย ไม่อยากให้ลูกถูกล้อ นอกจากนี้ ในสังคมของพม่า ซึ่งยึดถือศาสนาพุทธเป็นสรณะ เขาจะมองว่าครอบครัวนี้มีเด็กพิการ เพราะชาติที่แล้วเขาทำอะไรไม่ดีแน่ๆ เลย ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ในชาตินี้ </p><p>บางครอบครัวเขาก็จะปล่อยลูกไว้ที่บ้านไม่ได้ เพราะว่าลูกพิการ ครั้นจะจ้างคนอื่นๆ มาดูแลลูกก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เขาก็ต้องเอาลูกไปที่ทำงานด้วย แต่คนที่ทำงานเขาจะไม่ชอบ เขารำคาญ เด็กๆ ที่พิการเขาไม่ค่อยอยู่นิ่งๆ บางทีมารบกวนเพื่อนร่วมงาน ทำให้ไม่มีสมาธิทำงาน ซึ่งครอบครัวก็จะเอาเด็กพิการไปทำงานด้วยไม่ได้ หรือถ้าคนอื่นเขาฟ้อง ผู้ปกครองของเด็กพิการก็จะไม่ได้ทำงาน พอไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ </p><p>“ความไม่เข้าใจของคนรอบข้างมันก็เลยกลายเป็นความเครียด ความกดดันของผู้ปกครองที่สะสมขึ้นมาเรื่อยๆ ประกอบกับ ถ้าไม่มีศูนย์การเรียนหรือโรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ก็ทำให้ผู้ปกครองไม่ทราบว่าเขาจะทำอย่างไร” ซะยามะพอ เล่าให้ฟัง </p><p><strong>ซะยามะพอ</strong> เสริมว่า พอมีศูนย์การเรียนฯ มันก็ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าไม่ใช่ฉันคนเดียว ครอบครัวอื่นๆ เขาก็ประสบปัญหาแบบเดียวกัน ก็ได้มาคุยแลกเปลี่ยนกัน ที่ศูนย์การเรียนฯ ก็พยายามให้คำปรึกษาและความตระหนักรู้ด้วยว่า เด็กแบบนี้เป็นเหมือนเด็กคนอื่นๆ แค่เขาไม่ได้เป็นแบบปกติ แต่เด็กมีความสามารถ มีโอกาส มีสิทธิที่เด็กคนหนึ่งควรจะได้รับ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราพยายามทำให้ผู้ปกครองเห็นว่า เด็กไม่สมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องน่าอาย </p><h2>สิทธิการรักษาที่ยังจำกัด</h2><p>เด็กพิการลูกหลานแรงงานข้ามชาติยังประสบปัญหาไม่สามารถซื้อ “หลักประกันสุขภาพ” ทำให้เวลาเจ็บป่วยมักจะต้องไปรักษาที่แม่ตาวคลินิก หรือโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งในกรณีหลังแรงงานข้ามชาติต้องมี “เอกสาร” และราคาค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างสูง ซึ่งแรงงานข้ามชาติมักจ่ายไม่ไหว </p><p><strong>ซะยามะพอ </strong>กล่าวว่า เหตุที่เป็นแบบนี้เนื่องจากภาพจำว่าเด็กพิการจะต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย และกลายเป็นภาระต้นทุนด้านประกันสุขภาพตามมา แต่ในความเป็นจริงเด็กจะหาแพทย์ในเวลาที่จำเป็น หรือโรคที่ต้องเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลเท่านั้น เธอเลยอยากสื่อสารให้เข้าใจด้วยว่าคนที่พิการไม่ใช่โรค เขาแค่ไม่สมบูรณ์ แต่กลายเป็นว่าคนอื่นมองว่าเป็นเด็กพิการแล้ว ต้องหาหมอบ่อย เธอคิดว่าเป็นไปได้อยากให้เด็กพิการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ เหมือนกับแรงงานข้ามชาติคนอื่นๆ </p><p>ทั้งนี้ มีข้อกังวลเพิ่มเติมด้วยว่า บางความพิการมักพ่วงมากับสภาวะภายในของโรคอื่นๆ ด้วย เช่น เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม ก็จะมีปัญหาเรื่องโรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแล หรือต้องดูแลเป็นพิเศษ เด็กก็จะอายุสั้น </p><h2>'ดูแลตัวเองได้โดยไม่พึ่งพิงใคร'</h2><p>“<strong>ซอมูกะป่อเซแหว่</strong>” หรือที่ศูนย์การเรียนจะเรียกว่า “<strong>ซะยาเซ</strong>” (คำว่า “ซะยา” (ဆရာ) ภาษาพม่าแปลว่า “ครูผู้ชาย”) เล่าให้ฟังว่า วิธีการสอนของสตาร์ ฟลาวเวอร์ เรียกว่ามีการออกแบบเพื่อรองรับการพัฒนาของเด็กพิการ โดยจะแบ่งวิธีเรียนออกเป็น 3 รูปแบบ ประกอบด้วย </p><ol><li aria-level="1"><strong>เรียนรวมแบบกลุ่ม</strong> ก็ช่วยเสริมทักษะด้านการใช้ชีวิต อย่างการฝึกแปรงฝัน ล้างมือ หรือเสริมสมรรถภาพทางร่างกาย</li><li aria-level="1"><strong>เรียนแบบตัวต่อตัว </strong>เพราะว่าเด็กแต่ละคนมีปัญหาการพัฒนาทางด้านทักษะที่ไม่เท่ากัน เด็กบางคนสามารถเรียนรู้ได้เยอะ เขาก็จะเรียนไปได้เร็วกว่า แต่เด็กบางคนพัฒนาการช้ากว่า ก็ต้องใช้เวลานานในการสอน ดังนั้น การสอนเด็กตัวต่อตัว ก็ช่วยเสริมทักษะให้กับเด็กได้ตรงจุด บางคนอาจจะมีปัญหาด้านการพูด การเรียนตัวต่อตัวครูก็จะเข้าไปช่วยเสริมทักษะในด้านนั้นๆ ให้ดีขึ้น </li></ol><p>“ทำไมเราต้องเน้นให้เด็กๆ เรียนตัวต่อตัว เพราะว่าเหมือนขวดน้ำเยอะๆ และเราให้น้ำขวดน้ำที่มีรูกว้าง เขาจะรับน้ำได้เยอะกว่า แต่ขวดเล็กจะได้น้อยกว่า การสอนตัวต่อตัวเหมือนเราเอาขวดทีละขวดเติมน้ำให้” ซะยาเซ อดีตวิศวกรโยธาฯ เล่าให้ฟัง </p><ol start="3"><li aria-level="1"><strong>การเรียนทางด้านวิชาชีพ</strong> เพราะว่าเด็กพิการบางคนอาจจะไม่ได้ไปทำงานข้างนอก แต่ช่วงเวลาที่อยู่ที่บ้าน เขาสามารถทำงานได้ เช่น การจัดดอกไม้ เย็บทอผ้า หรือทำกระเป๋าขาย เป็นต้น</li></ol><p class="picture-with-caption"><img src="
https://live.staticflickr.com/65535/55032430092_4f4ef61866_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy">บรรยากาศการสอนตัวต่อตัว</p><p>จินตภาพของคนทั่วไปอาจมองว่าการเรียนจะต้องเป็นการเรียนในระดับชั้นต่างๆ เช่นในหลักสูตรระบบการศึกษาของไทย เด็กเริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษา ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา แต่เป้าหมายการสอนของ “สตาร์ ฟลาวเวอร์” คือ <strong>“เด็กพิการต้องดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร”</strong> </p><p>“เขาดูแลตัวเองได้ เข้าสังคมได้ ไม่สร้างความวุ่นวายให้แก่คนอื่น และก็ไม่เป็นภาระให้กับครอบครัว ก็เป็นเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เป้าหมายของเราอาจจะไม่ใหญ่โต แต่ว่าอยากให้เด็กเหล่านี้ดูแลตัวเองได้ ครอบครัวก็ภาระเบาลง และเมื่อถึงเป้าหมายที่เราตั้งเป้าไว้แล้ว เป้าหมายที่ 2 คือการเรียน ก็เขาอาจจะสามารถไปเรียนที่โรงเรียนปกติได้ ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน" <strong>ซะยาเซ</strong> กล่าว</p><p>ซะยามะ “<strong>เนเนโมหาน</strong>” ครูสอนร้องเพลง ให้ความเห็นทำนองเดียวกันว่า การสอนเด็กให้พึ่งพาตัวเองได้เป็นเรื่องจำเป็น เพราะพ่อแม่ของเด็กพิการจะไม่ได้อยู่กับพวกเขาตลอดชีวิต ทางศูนย์การเรียนฯ พยายามสอนให้เด็กอยู่ได้ด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด และนอกจากการสอนที่ศูนย์การเรียนแล้ว เราก็มีการคุยกับผู้ปกครองด้วยว่า ควรมีวิธีคุยหรืออบรมดูแลเด็กพิการเหล่านี้อย่างไร เป็นพัฒนาการทั้งในบ้านและโรงเรียนควบคู่กันไป ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตเด็กจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง </p><p>“สุดท้ายเด็กเหล่านี้จะสามารถสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ด้วยเช่นกัน และก็เวลาครูกินข้าวเสร็จ พอเด็กมีพัฒนาการเขาก็จะแย่งกันชงกาแฟให้ครู และมีความฝันว่าอยากจะแบบเปิดร้านกาแฟ ทำให้เราเห็นว่าเด็กเขามีพัฒนาการ อนาคตถ้ามันได้รับการพัฒนาเรื่อยๆ เด็กเขาก็จะมีอนาคตเป็นของตัวเองได้ ถึงแม้จะเป็นเด็กพิเศษ แต่เขาสามารถหาเงิน รายได้ให้ตัวเองได้” <strong>ซะยามะ เนเนโมหาน</strong> กล่าว </p><h2>กระตุ้นการคิด และตัดสินใจ</h2><p>นอกจากทักษะการดูแลตัวเอง ซึ่งศูนย์การเรียน "<strong>สตาร์ ฟลาวเวอร์</strong>" จะมีการสอนให้เป็นประจำทุกวันพุธ ทางศูนย์ฯ ยังฝึกให้เด็กได้ตัดสินใจด้วยตัวเองด้วย ยกตัวอย่างจากการสังเกต เวลาที่เด็กต้องการเข้าห้องน้ำ อาจารย์มักจะถามนักเรียนก่อนเสมอว่า อยากเล่นอยู่ที่เดิม หรืออยากไปเข้าห้องน้ำ เด็กจะหยุดคิดสักครู่หนึ่ง และก็จะบอกความต้องการ</p><p>บางกรณีเด็กบางคนจะทานเฉพาะข้าวขาว ไม่ทานกับข้าวอย่างอื่นเลย ทำให้มีข้อกังวลว่าเด็กอาจจะมีปัญหาทางด้านสุขภาพขาดโภชนาการ อาจารย์จะค่อยๆ ปรับให้เด็กทานอาหารที่หลากหลายขึ้น สมมติว่ามีอาหารมาให้ ถ้าเด็กไม่ยอมทาน อาจารย์จะเริ่มจากการเปลี่ยนสีของจานให้สดใส ถ้าเปลี่ยนสีของจานแล้วเด็กยังไม่ยอมทาน อาจารย์จะเอาอาหารที่เด็กชอบกลับมาให้ทาน และวันหลังค่อยลองปรับเมนูใหม่ </p><p><strong>ซะยามะ เนเนโมหาน </strong>เล่าว่า ที่ศูนย์การเรียนฯ จะไม่ได้ใช้ไม้ตี หรือทำโทษเด็ก แต่ใช้วิธีการสื่อสารย้ำบ่อยๆ หรืออาจจะเป็นการใช้เสียงที่หนักแน่นขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เขาคิด และเขาก็จะมีพัฒนาการในการจดจำเรื่องต่างๆ </p><p>"ครูเชื่อว่าเด็กตัดสินใจเองได้ และเราพยายามสอนให้เด็กตัดสินใจเอง" ครูสอนดนตรี กล่าว </p><p class="picture-with-caption"><img src="
https://live.staticflickr.com/65535/55033666170_30be98101a_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy">การสอนพูดข้อกำหนดในห้องเรียนช่วงเช้า เรื่องควรทำ หรือไม่ควรทำ</p><p><strong>ซะยามะพอ</strong> กล่าวด้วยความดีใจว่า ปี 2567-2568 มีเด็ก 2 คนที่ไปเรียนในศูนย์การเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติปกติ และก็ที่นี่เราปูพื้นฐานก็คือภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ และวิชาคณิตศาสตร์ และพอออกไปเรียนที่ศูนย์การเรียนฯ ปกติ เขาก็จะได้เรียนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม </p><p>อีกกรณีที่<strong>ซะยามะพอ</strong> ภูมิใจมากก็คือ ครูผู้ช่วยที่ศูนย์การเรียนสตาร์ฟลาวเวอร์ ปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นนักเรียนของศูนย์ฯ มาก่อน โดยสามารถทำงานและเรียนรู้หน้าที่ได้เหมือนครูเลย แต่จริงๆ เด็กคนดังกล่าวเขาอยากทำงานรับจ้างซ่อมรถยนต์ และจักรยาน แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านเอกสาร และการสื่อสารที่ไม่สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้ ทำให้เป็นเรื่องยากที่เขาจะหางานทำ</p><h2>เด็กพิการก็คือ 'มนุษย์คนหนึ่ง'</h2><p>เมื่อสอบถามกับอาจารย์พอ ว่าเคยเจอความเห็นทำนองว่า ทำไมถึงต้องดูแลหรือให้การศึกษาหรือดูแลเด็กพิการ อาจารย์พอ เผยว่า "อันนี้พูดได้เต็มปากคือเป็นมนุษย์ จะเป็นเด็กที่สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ เขาควรได้รับสิทธิอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับ ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ ก็ควรได้อยู่เหมือนมนุษย์คนหนึ่ง จะต้องได้เรียนรู้และก็ได้กินอาหารที่ดี การเติบโต มีสิทธิที่เขาควรได้รับ ถ้าพูดถึงก็คือเราต้องดูแล ทำไมเด็กเหล่านี้สำคัญ ทำไมเราต้องให้โอกาสก็คือ เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง" </p><p>ส่วนเหตุผลที่ใช้ชื่อว่า <strong>สตาร์ ฟลาวเวอร์</strong> หรือหากแปลเป็นภาษาไทย ก็คือ “ดอกไม้แห่งดวงดาว” ? ซะยามะพอ เล่าให้ฟังว่า เดิมชื่อนี้มาจากครูใหญ่คนแรก เธอชื่อว่า "<strong>ยูซะนะเตง"</strong> โดยพวกเขาเปรียบเด็กพิการทุกคนว่าเป็น<strong>ดอกไม้</strong> (Flower) ที่สวยงาม และ<strong>ดวงดาว</strong> เปรียบเสมือนข้อความที่ว่า เด็กๆ ทุกคนสามารถเปล่งประกายได้เหมือนดวงดาว นั่นเอง</p></div>
<div class="node-taxonomy-container">
<ul class="taxonomy-terms">
<li class="taxonomy-term"><a href="
https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th">รายงานพิเศ
https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2" hreflang="th">การศึกษ
https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th">สิทธิมนุษยช
https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95" hreflang="th">คุณภาพชีวิ
https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2" hreflang="th">พม่
https://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%94" hreflang="th">แม่สอ
https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81" hreflang="th">ตา
https://prachatai.com/category/star-flower-centre" hreflang="th">Star Flower Centre[/url]</li>
<li class="taxonomy-term"><a href="
https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" hreflang="th">เด็กพิกา
https://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4" hreflang="th">แรงงานข้ามชาต
https://prachatai.com/journal/2026/01/116193 







