ว่าด้วยเรื่องประวัติของสมเด็จพระนางเรือล่ม นางผู้เป็นที่รักยิ่งของพระพุทธเจ้าหลวง

(1/2) > >>

Mckaforce:
Tweet

ว่าด้วยเรื่องประวัติของสมเด็จพระนางเรือล่ม
นางผู้เป็นที่รักยิ่งของพระพุทธเจ้าหลวง

พระนางเรือล่ม

ส่วนหนึ่งจาก DVD เรื่องธิราชเจ้าจอมสยาม จัดทำ โดยธนาคารกสิกรไทย
ร้อยหลายเรื่องราว รำลึกร้อยปีสวรรคตสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
บทโดยคุณหญิงทมยันตี พากษ์เสียง ร.5 โดย บัณฑูร ล่ำซำ

เรื่องราวอันน่าสลดใจที่เกิดขึ้นนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มีพระราชหัตถเลขาถึงพระมหาศรีสุริยวงศ์ความว่า

อ้างถึง


"ฉันขึ้นไปบางปะอิน เรือกลไฟปานมารุตจูงเรือสุนันทากับบุตรไปถึงบางพูด
เรือปานมารุตแล่นแข่งหน้าเรือโสรวารขึ้นไป คนถือท้ายเรือโบต เบนศีรษะเรือโบตเข้าหาเรือโสรวาร
เรือโบตโดนเรือโสรวารล่มคว่ำลอยไปพ้นเรือโสรวารจึงมีผู้ลงเรือไปช่วย
สุนันทากับบุตรหญิงกับขรัวยายเลี้ยงคนหนึ่งตายในน้ำ
ฉันได้พาศพลงเรือเวสาตรีมากรุงเทพฯ ในวันนั้น สมเด็จกรมพระ กับคุณสุรวงศ์
พร้อมกันจัดยกศพขึ้นไว้ ณ หอธรรมสังเวช ฉันเศร้าโศรกเสียใจอยู่นัก
ด้วยการไม่เคยเป็น ไม่ควรเป็น มาเป็นขึ้นดังนี้"




ในท่อนอ้างอิงคำพูด หากมีข้อผิดพลาดต้องขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ
เพราะผมถอดคำพูดมาจากในวีดีโอด้วยตนเอง เนื่องจากไม่พบว่ามีลงไว้ในเว็บอื่น ๆ ให้อ้างอิง


Mckaforce:
สมเด็จพระนางเรือล่ม นางผู้เป็นที่รักยิ่งของพระพุทธเจ้าหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาเปี่ยม ประสูติในพระบรมหาราชวัง ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2403 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานพระนามมีคำแปลดังนี้ " พระองค์เจ้าหญิงองค์นี้ ทรงนามว่า สุนันทากุมารีรัตน์อย่างดังนี้ จงอย่ามีโรค จงมีความสุข ปราศจากทุกข์และความวุ่นวายเถิด พระองค์เจ้านั้นจงมั่งคั่งด้วยทรัพย์มากมีโภคมาก มียศและบริวารไม่แปรผัน ขอพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กับทั้งอารักขาเทพดา จงช่วยอภิบาลรักษาพระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์นั้นให้พ้นไปจากอันตรายเป็นนิตย์ ขอความสัมฤทธิ์จงมีแก่พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์เทอญ "

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดและเป็นห่วงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ มากจะเห็นได้จากพระบรมราชโองการพระราชทานเงิน ขอนำมาเฉพาะบางตอนดังนี้

" สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ สุทธสมมติเทพยพงษ์วงษาดิศกรกระษัตริย์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชบรมนารถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ 4 ในพระราชวงศ์ซึ่งตั้งกรุงรัตน์โกสินทร์ มหินทรายุทธยานี้ ผู้เป็นพระบิดาของพระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์บุตรี จะขอสั่งสอนผู้บุตรไว้ว่า พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์เอ๋ย พ่อขอสั่งแก่ตัวเจ้าไว้ ทรัพย์ที่มีหางว่าวจำนวนผูกติดกับหนังสือนี้ มีตราของพ่อปิดไว้เป็นสำคัญเท่านี้พ่อให้แก่เจ้าคนเดียว ตัวเจ้าเมื่อโตใหญ่อายุได้ 16 ปีแล้วจงคิดอ่านเอาเป็นทุนทำมาหากินแลเลี้ยงตัวต่อไป แลใช้สอยตามสมควรเถิด แต่พ่อขอเสียอันขาดทีเดียว คิดถึงคำพ่อสั่งให้มากนักหนาอย่าเล่นเพื่อนกับใครเลย มีผัวเถิดอย่าให้ปอกลอกเอาทรัพย์ของเจ้าไปได้นัก จงรักษาทุนของพ่อให้ไว้นี้เป็นเกียรติยศชั่วลูกชั่วหลาน เอาแตกำไรใช้สอยเจ้าจงอย่าเล่นเบี้ยเล่ยโปเล่นหวยเป็นอันขาด แลอย่าทำสุยรุ่ยสุยร่ายใช้เงินทองง่ายไม่คิดหน้าคิดหลัง จงคิดอ่านทำมาหากินตริตรองให้ดี....."

ดังพระบรมราชโชวาทพระราชทานเงิน 100 ชั่ง ทำให้เราเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงพระราชธิดาองค์นี้ว่ามากและเมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ มีพระชนม์ได้ 8 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จสวรรคต


Mckaforce:
เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ มีพระชนม์ราว 15-17 พรรษา ได้ทรงเป็นพระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ได้ทรงมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2421 คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ โสภางคทัศนิยลักษณ์ อรรควรราชกุมารี เป็นพระราชธิดาองค์ที่ 21



สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์
ทรงอุ้มสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์


สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และ  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์  ทรงดำรงความโสมนัสเป็นที่เบิกบานพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เพียงไม่กี่ปี เหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดใจก็เกิดขึ้น ดังจากเหตุการณ์ตอนนี้จาก จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันภาคที่ 9 หน้า 122 วันจันทร์ แรม 8 ค่ำ เดือน 7 ปีมะโรง โทศกจุลศักราช 1242 ตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2424 ซึ่งมีข้อความว่า...

เวลาเช้า 2 โมง จะเสด็จพระราชดำเนินไปบางปะอินปล่อยเรือพระประเทียบไปก่อนเช้า 2 โมงเศษ เสด็จวัดพระศรีรัตนศาสดารามทอดพระเนตรแล้วเสด็จเข้าไปในพระอุโบสถทรงนมัสการ และทอดพระเนตร หม่อมราชวงศ์แจ้งขัดพื้นพระอุโบสถเป็นตัวอย่างถวายโปรดเกล้า ฯ ว่าจะจ่ายคนให้ขัด พวกหม่อมราชวงศ์นั้นให้เป็นแต่คอยชักเงา แล้วเสด็จมาตำหนักแพลงเรือพระที่นั่งโสภณภควดี สมเด็จพระองค์น้อย กรมหมื่นนเรศร์ พระองค์เจ้าเทวัญ พระองค์เจ้าวรดิศวรกุมาร พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณกับหัวหมื่น พระนายไวยสรรเพธ หลวงนายฤทธิ์ ไปเรือพระที่นั่ง พระยาประภากรวงศ์เป็นกัปตัน ออกเรือเวลาเช้า 3 โมงครึ่ง ครั้นไปถึงบางตลาดจะเข้าปากเกร็ดพบเรือราชสีห์ จมื่นทิพเสนากับปลัดวังซ้ายลงมากราบทูลว่า เรือพระนั่งพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งเรือปานมารุตจูงไปนั้นล่มที่บางพูด สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์  สิ้นพระชนม์ จึงรีบแล่นเรือพระที่นั่งขึ้นไปถึงบางพูดเช้า 5 โมง เห็นเรือไฟและเรือพระประเทียบทอดอยู่กลางน้ำที่เขาดำทราย เหนือบ้านพระยาเกียรติหน่อย ประทับเรือพระที่นั่งเข้าที่เรือปานมารุต ไล่เลียงกรมหมื่นอดิศรกับพระยามหามนตรีด้วยเรื่องเรือล่ม พระยามหามนตรีทูลว่า เรือราชสีห์ซึ่งจูงเรือพระองค์เจ้าสุขุมาลย์นั้นไปหน้าใกล้ฝั่งตะวันตก เรือโสรวารซึ่งพระยามหามนตรีไปจูงเรือพระองค์เจ้าเสาวภาตามไปเป็นที่สองแนวเดียวกัน เรือยอชสมเด็จกรมหลวงซึ่งจูงเรือกรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูรไปทางฝั่งตะวันตกแล่นตรงกันกับเรือราชสีห์แล้วเรือปานมารุตแล่นสวนขึ้นมาช่องกลางห่างเรือโสวาร สักราว 10 ศอก พอเรือปานมารุตแล่นขึ้นมาไปใกล้เรือราชสีห์ก็เบนหัวออก เรือพระประเทียบเสียท้ายปัดไปทางตะวันออก ศีรษะเรือไปโดนข้างเรือโสรวารน้ำเป็นระลอกปะทะกดศีรษะเรือพระประเทียบจมคว่ำลง พระยามนตรีว่าได้ลงน้ำดำเข้าไปในเก๋ง เชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอออกมาก็สิ้นพระชนม์เสียแล้ว แต่กรมหมื่นอดิศรซัดพระยามหามนตรีว่าเป็นเพราะเรือโสรวารหนีตื้นออกมา จึงเป็นเหตุเรือปานมารุตแล่นห่างกว่า 10 ศอก ต่างคนต่างซัดกันจึงโปรดเกล้า ฯ ให้ เจ้านายขึ้นไปไล่เลียงดูที่คนอื่น ๆ ทีละสองคนแยกกันถาม จึงได้ความว่า พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยกับพระพี่เลี้ยงอีกคน 1 ตาย และคนที่อยู่ในเก๋งออกไม่ทันบ้าง ที่สลบก็แก้ฟื้นขึ้นได้หลายคน จึงไล่เลียงได้ความว่าเมื่อเรือล่มคว่ำนั้น พระองค์เจ้าสุนันทากุมารัรัตน์ประทับอยู่ในเก๋งยังเสด็จออกไม่ได้จึงได้ช่วยกันหงายเรือขึ้น การที่หงายนั้นว่าช้ามากกว่าครึ่งชั่วโมงจึงได้สียท่วงที เมื่อเชิญพระศพขึ้นมาที่เรือปานมารุตแล้วก็ช่วยแก้ไขกันมาก ครั้งนี้เผอิญให้หลวงราโชมาในเรือปานมารุตด้วย ได้ช่วยแก้เต็มกำลังก็ไม่ฟื้น ชาวบ้านที่แก้พวกข้าหลวงรอดหลายคน เอามาแก้ก็ไม่ฟื้นได้ เมื่อได้ความดังนี้แล้วจึงได้ทราบใต้ฝ่าละออง ฯ ว่าพระองค์เจ้าสุนันทากุมารรัตน์สิ้นพระชนม์ด้วยเมื่อเรือพระที่นั่งมาประทับไล่เลียงอยู่นั้นสัก 10 มินิตกว่าก็ไม่ทราบไม่มีใครกราบบังคมทูล และกรมสมเด็จพระสุดารัตน์กับเจ้านายก็มาประชุมพร้อมอยู่ในเรือปานมารุต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จขึ้นไปประทับอยู่ในเรือปานมารุตให้ช่วยกันแก้ไข ด้วยพระองค์ยังร้อนอ่อนอยู่ จนบ่าย 2 โมงก็ไม่ฟื้นขึ้นได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเศร้าโศกพระทัยยิ่งนัก...รับสั่งให้พระองค์สายจัดเรือพระที่นั่งเวสาตรีรับพระศพ และเชิญเสด็จเจ้านายที่ไปเรือเล็กขึ้นประทับบรเรือพระที่นั่งเวสาตรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จประทับมาในเรือพระที่นั่งนั้นด้วย เชิญพระศพขึ้นจวนทุ่มไว้ที่ห้องสลูน


Mckaforce:
ครั้นในวันที่ 3 มิถุนายน " บ่ายโมง สมเด็จกรมหลวงกับสมเด็จพระองค์น้อย กรมหมื่นพิชิต กรมหมื่นภูธเรศ ไปพร้อมกันที่วังสมเด็จกรมพระชำระความเรื่อง เรือล่มถามตั้งแต่กรมหมื่นอดิศร ตลอดไปจนคนคนเลวที่ไปในเรือประเทียบ จึงได้ความว่า การที่เรือล่มนี้ถ้าช่วยกันทันทีหงายเรือขึ้นแล้ว พระองค็เจ้า และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เห็นจะไม่เป็นอันตราย ที่พระยามนตรีทำการช้าไปไม่สมควรกับเหตุด้วยเรือล่ม แล้วไม่ให้คนโดดลงไปโดยเร็ว และเรียกคนช่วยกันให้พร้อมหงายเรือให้ทันท่วงที มัวแต่เรียกสำปั้นพายไปแล้วยังมิหนำคนชาวบ้านมาช่วยห้ามเสีย ที่กราบทูลว่าลงไปดำได้ศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอองค์นั้น ( ที่จริงแล้วพระองค์เจ้าเทวัญเป็นผู้ดำได้ พระราชทานรางวัล 10 ชั่ง ) ในคำให้การบางคนก็ว่าลงน้ำ บางคนก็ว่าไม่ได้ลงแต่มีตัวคนที่ดำได้ให้การซัดหลายปาก...รับสั่งถามสมเด็จกรมพระสมเด็จกรมหลวง สมเด็จพระองค์น้อยเรื่องชำระความท่านทูลถามตามเรื่อง จึงกริ้วพระยามหามนตรีว่าแกล้งไม่ช่วยกันจริง ๆ และทูลปดและอะไรอื่นๆ ไปมาก "

ในชั้นแรกนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีพระราชดำริที่จะจัดการพระเมรุที่บางปะอิน ทั้งนี้มีปรากฎในพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาภาณุวงศ์ดังนี้

อ้างถึง


ถึง ท่านกรมท่า

" ด้วยฉันมีความเสียใจที่จะแจ้งความให้ทราบ ฉันขึ้นไปบางปะอิน สุนันทากับลูกหญิงไปในเรือโบต
เรือปานมารุตลาก ถึงบางพูดโดนเรือโสรวารซึ่งพระยามหามนตรีไปในลำนั้น ล่มจนคว่ำอยู่ช้านาน
ไม่มีผู้ช่วยทันทีสุนันทากับลูกหญิงแลขรัวยายเลี้ยงคนหนึ่งตาย ฉันมีความวิตกว่า
ถ้าจะพาศพลงมากรุงเทพฯ จะขายหน้าแก่สมเด็จพระนางโสมนัสคิดจะพาศพขึ้นไปทำทีบางปะอิน
แต่เจ้านายมีสมเด็จกรมพระฯ เป็นหัวหน้า ขุนนางมีพระยาประภากรวงศ์เป็นหัวหน้าขอให้ลงมากรุงเทพฯ
รับจะช่วยการศพให้เหมือนแต่ก่อนๆ มา ฉันจึงได้พาศพลงมากรุงเทพฯ คุณสุรวงษ์ก็ได้มีความสงสารด้วย
ได้รับช่วยการแข็งแรงเหมือนกัน ศพนั้นควรจะขึ้นอยู่ปราสาท ( พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท )
ได้ตามอย่างเจ้านายวังหลวงสำคัญที่ตายแต่ก่อน แต่ฉันกลัวว่าคนทั้งปวงจะพากันว่าเอาศพคนท้อง
ขึ้นไว้บนปราสาท จึงได้เอามาไว้ที่หอธรรมสังเวช
( เป็นที่สำหรับตั้งพระศพเจ้านาย ในปัจจุบันหอธรรมสังเวชนี้ไม่มีอีกแล้ว )
เหมือนอย่างครั้งกรมสมเด็จพระเทพสิรินทร สมเด็จกรมพระ ฯ กับคุณสุรวงษ์ได้คิดการเกนไม้
จะมาทำเมรุท้องสนามหลวงกำหนดไว้เดือน 4 ปีนี้ กงสุลต่างประเทศมี มิสเตอร์ บัลเครฟ
กงสุลเยเนราล อังกฤษ ได้แสดงความโศกเศร้าถามข่าวด้วยแทนทุกกงสุล
ชื่อที่ใช้นั้นฉันขอให้ใช้เรียกคำนำเป็น สมเด็จพระนางเธอสุนันทากุมารีรัตน์พอ
อย่าให้เป็นที่อับอายแก่ลูกต่างกรม แต่คำอังกฤษนั้นใช้ปรินเซส ใช้กวีนแต่คนเดียว
ที่กวีนนั้นนึกว่าจะให้ใช้แปลกกันเป็น สมเด็จพระนางเจ้า มีชื่อแล้วจึงใช้พระราชเทวีเติมข้างท้าย
การซึ่งเป็นขึ้นครั้งนี้ เพราะฉันเชื่อผิด คิดผิดมีความโทมนัสเสียใจยิ่งนักแทบจะถึงกับชีวิต
จึงได้จอหมายถึงเธอช้าไป มีความคิดถึงเธอเป็นที่สุด ถ้าอยู่แล้วจะเป็นที่หวังใจวางใจฉันทุกประการ
การซึ่งตกลงกันไปแล้วนี้จะเป็นการตลอดไปฤาไม่ตลอดไม่ทราบ
แต่เห็นว่าชีวิตฉันในเวลานี้จะให้ตายนั้นไม่สู้ยากนัก จะบอกอะไรอีกไม่ได้แล้ว ไม่มีเสียงพูด.... "

เขียนที่หอธรรมสังเวช ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพ ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ 2423  
( พระบรมนามาภิไธย ) สยามมินทร์

ลูกหญิงนั้นชื่อ กรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ อายุได้ 1 ปี 9 เดือน กับ 20 วัน
แม่อายุ 19 ปี 6 เดือน กับ 22 วัน มีท้องอยู่ได้ 5 เดือนเต็ม
( พระบรมนามาภิไธย )  C.R.S





Mckaforce:
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ว่า " แม่ใหญ่ " และเรียกสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวีว่า " แม่กลาง " และสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถว่า " แม่เล็ก " และแม่ใหญ่หรือหญิงใหญ่นั้น ปรากฎว่า " เป็นคนว่ายน้ำแข็ง แจวเรือพายเรือได้แข็ง "

ในหนังสือประวัติของจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในระยะนี้ว่า

" ในระหว่างนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระปริวิปโยคมีความเศร้าโศกเป็นอันมาก จนไม่มีใครจะเข้ารอพระพักตร์ได้ และมีพระกระแสรับสั่งให้ปิดพระทวารกั้นเป็นพิเศษ มิให้ข้าราชการฝ่ายในออกมาพลุพล่านรบกวนได้ มีแต่เจ้าหมื่นไววรนาถและพวกมหาดเล็กคอยตั้งเครื่องอานรับใช้อยู่แต่เพียง 6 - 7 คนเท่านั้น ก็ทรงพระกันแสงพิลารำพันไปต่าง ๆ นานา จนกระทั้งประชวรพระวาโยไป ( เป็นลม ) "

ครั้นถึงวันที่พระราชทานเพลิงศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ สมเด็จเจ้าพระยาท่านเสนาบดีกงสุลต่างประเทศเฝ้าอยู่พร้อมกันอยู่ด้านตะวันตก ครั้นเรียบร้อยแล้วพระบาทสมเด็จพระจุลจอมจุลเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปพระราชทานเพลิงพระศพทั้งสองพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการฝ่ายหน้าและกงสุลต่างประเทศพร้อมกันขึ้นไปถวายพระเพลิง และสมเด็จพระนางเจ้า พระนางเธอ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายในและคนอื่น ๆ ก็ขึ้นไปถวายพระเพลิงเป็นอันมาก เสียงร้องไห้กึกก้องไปทั้งนั้น...


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป