[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
29 กันยายน 2565 11:11:59 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อุฎฐานสูตร - สาวัชชสูตร  (อ่าน 2379 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
時々๛कभी कभी๛
สมาชิกถูกดำเนินคดี
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +9/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Nepal Nepal

กระทู้: 1921


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 21.0.1180.79 Chrome 21.0.1180.79


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 19 สิงหาคม 2555 14:15:27 »





๑. สาระของการแสดงอุฏฐานสูตร และสาวัชชสูตร

สาระของการแสดงบุคคล ต่างจำพวกซึ่งดำรงชีวิตอยู่ด้วยความหมั่นบ้าง ผลกรรมบ้าง

บุคคลมีโทษมากบ้าง น้อยบ้าง หรือบุคคลไม่มีโทษ

ชีวิตที่เกิดมาแม้เป็นมนุษย์ก็มีหลากหลาย บางคนสุขสบาย บางคนไม่ขวนขวาย

ขยันทำงานก็อยู่ไม่ได้ ทั้งหมดต้องย้อนถึงเหตุ คือการสะสมของบุญกรรม ซึ่งทำให้

บุคคลแตกต่างกันไป บางบุคคลแม้ว่ายากไร้แต่เป็นผู้อบรมเจริญปัญญามาแล้ว

สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ก็มี เช่น สุปปพุทธกุฏฐิที่กว่าจะ ได้ทานข้าวต้องเก็บ

หาจากของที่ทิ้งแล้ว หรือแม้ว่าเป็นผู้ที่มีบุญมาก เช่น ท่านพระอนุรุทธะ ผู้ไม่เคย

ได้ยินคำว่าขาดแคลน เพราะผลทานในพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งก็มีชีวิตแต่ละหนึ่ง

แล้วแต่ว่าประสบพบเห็นอะไร การสะสมที่มีมา แล้ว แม้เห็นสิ่งเดียวกัน แต่ใจก็ต่าง

กัน กุศลก็ต่างระดับกัน ซึ่งมุ่งหมายถึงการแสดงความจริงแต่ละหนึ่ง แต่ละขณะ

ซึ่งต้องเป็นไปตามเหตุและผล ซึ่งเหตุย่อมนำมา ซึ่งความหลากหลาย ตามความ

วิจิตรของจิตที่สะสมมา

๒. ฐานของกรรม

ทั้งๆ ที่สิ่งที่ได้มาก็เป็นผลกรรมเช่นเดียวกัน แต่ทำไมบางคนต้องขยัน บางคน

ไม่ต้องขยัน?

โดยละเอียดแล้ว แม้แต่เห็นก็เป็นผลของกรรม ไม่ว่าจะเป็นยาจก หรือ เศรษฐี

แม้เห็นสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว ที่จะให้ผลได้ ต้องมีฐาน

ที่ตั้ง ที่เป็นปัจจัยที่กระทำไว้แล้วสามารถให้ผลได้ โดยละเอียด คือ เห็นขณะใด

ได้ยินขณะใด ก็เป็นผลกรรม ซึ่งต้องไม่ปราศจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย

เมื่อกล่าวโดยความเป็นอยู่ของชีวิต แต่ละชีวิตก็ต่างกัน แม้จะได้ผลกรรมอย่างนี้

บางพวกต้องอาศัยความขยัน ซึ่งผลของความขยันแม้มาก อาจให้ผลเล็กน้อย

ก็เป็นได้ เพราะไม่สามารถที่จะทราบฐานของกรรม ที่ได้กระทำแล้วให้ผลมากๆ

๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา

นิรุตติปฏิสัมภิทา คือ ความแตกฉานทางภาษา ซึ่งไม่ใช่เพียงการแยกศัพท์ เช่น

ผู้ชำนาญทางภาษา ที่เข้าใจ ประธาน กิริยา เอกพจน์ พหูพจน์ เพราะถึงจะทราบ

อย่างนั้น แต่ถ้าไม่ได้เข้าใจจุดประสงค์แท้จริง ที่ทรงแสดงธรรม ด้วยทรงมุ่งหมาย

สิ่งใด นั่นก็ไม่ใช่นิรุตติปฏิสัมภิทา เพราะฉะนั้น นิรุตติปฏิสัมภิทา ต้องเป็นความ

เข้าใจโวหารของธรรมที่ทรงแสดง เพื่อส่องถึงสภาพธรรมที่กำลังมีอยู่จริง เช่น

การทรงแสดงเรื่องของจิต  ก็ต้องทราบด้วยว่า ขณะนี้มีจิตที่กำลังรู้อยู่ทุกขณะ

โดยไม่ขาดจิต ซึ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้นและดับไป เป็นต้น

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 สิงหาคม 2555 18:41:52 โดย 時々Sometime » บันทึกการเข้า

โลกเรานี้หนอช่างเหมือนความฝันเสียนี่กระไร ?

時々๛कभी कभी๛
สมาชิกถูกดำเนินคดี
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +9/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Nepal Nepal

กระทู้: 1921


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 21.0.1180.79 Chrome 21.0.1180.79


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 19 สิงหาคม 2555 14:16:45 »





๔. การเข้าใจโวหารของพระสูตร อุฏฐานสูตร สาวัชชสูตร

เมื่ออ่านพระสูตร เช่น อุฏฐานสูตร ว่ามีบุคคลที่ดำรงชีวิตอยู่ ด้วยความหมั่นบ้าง

ด้วยผลของกรรมบ้าง ซึ่งต่างกัน โดยความเป็นเทพบ้าง คนมั่งคั่งบ้าง คนที่ต้องหมั่น

ทำงาน หรือ สัตว์นรก เป็นต้น ไม่ใช่ว่าให้คิดอยากรู้ว่า เราเป็นบุคคลประเภทใด

นั่นไม่ใช่การเข้าใจโวหารของพระสูตร แต่ให้เห็นว่าบุคคลที่มีชีวิตอยู่ลำบากก็มี

ที่อยู่สบายก็มี ซึ่งเป็นผลของกรรม ซึ่งต้องทราบถึงเหตุที่ทำให้ผลเป็นอย่างนั้น

คือ ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมบถ หรือ อกุศลกรรมบถ สิ่งที่สำคัญ คือ ธรรมภายใน

คือ จิต ซึ่งขณะนั้นเป็นจิตอะไร คำพูด การกระทำก็เป็นไปตามจิตนั้น ซึ่งให้

ผลวิจิตรต่างกันไป

และใน สาวัชชสูตร ที่แสดงบุคคล ซึ่งมีโทษแตกต่างกัน (บุคคลมีโทษส่วนเดียว

บุคคลมีโทษมาก บุคคลมีโทษน้อย) และบุคคลไม่มีโทษ ก็แสดงให้เห็นว่า

ไม่ว่าจะเกิดลำบาก หรือว่าสบาย อกุศลนั้นก็เป็นโทษ ซึ่งยังมีบุคคลประเภท

ที่ไม่ได้อบรมเจริญปัญญาที่จะละอกุศลเลย และก็มีบุคคลที่แม้ว่าอกุศลมีมาก

เพราะไม่ใช่พระอริยบุคคล แต่ก็ยังมีวาระ ของการอบรมเจริญกุศล

คือ ความเข้าใจธรรม จนกว่าที่จะถึงการมีโทษน้อย เป็นพระโสดาบัน

พระสกทาคามี พระอนาคามี และไม่มีโทษเลย คือ เป็นพระอรหันต์

๕. บุคคลมีโทษโดยส่วนเดียว

ทรงแสดงความต่างของบุคคล ซึ่งในชีวิตของเขา เมื่อไม่มีโอกาสได้ฟังธรรม ไม่ได้

เข้าใจธรรม ไม่เห็นโทษของการมีชีวิตอยู่ด้วยอกุศล ก็ไม่ใช่กัลยาณปุถุชน ซึ่งไม่ใช่

ว่า ต้องคิดถึงทุกขณะจิต ว่ามีกุศลบ้างหรืออย่างไร แต่เมื่อประมาณแล้ว เทียบแล้ว

ก็คือ มีชีวิตอยู่ ด้วยความเป็นโทษ

๖. บุคคลมีโทษมาก

คือ บุคคลซึ่งส่วนใหญ่ วันหนึ่งๆ เป็นอกุศลที่ครอบงำ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าเว้นจาก

ขณะที่เป็นไปในทาน ศีล ภาวนาแล้ว ที่เหลือทั้งหมดก็เป็นอกุศล แม้ความฝัน

ก็เป็นไปกับอกุศล นี้คือ บุคคลที่มีโทษมาก ซึ่งก็คือ พวกเราเอง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 สิงหาคม 2555 18:43:02 โดย 時々Sometime » บันทึกการเข้า

โลกเรานี้หนอช่างเหมือนความฝันเสียนี่กระไร ?

時々๛कभी कभी๛
สมาชิกถูกดำเนินคดี
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +9/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Nepal Nepal

กระทู้: 1921


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 21.0.1180.79 Chrome 21.0.1180.79


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 19 สิงหาคม 2555 14:18:13 »





๗. ผลของอกุศลกรรม

ถ้าเป็นผู้ที่เกรงกลัว ผลของอกุศลกรรม ก็ไม่ควรที่จะทำอกุศลกรรม ควรเห็น

ประโยชน์ของกุศล เห็นโทษของอกุศลในชีวิตประจำวัน เพราะอกุศลแม้เพียง

เล็กน้อยก็เป็นโทษ

๘.อกุศลแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นโทษ

ผู้ที่ละเอียดศึกษาโทษของอกุศลจิต เห็นโทษ แม้โทษเพียงเล็กน้อย ว่าเป็นโทษ

เพราะอกุศลจิตเกิดเมื่อไร แม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นโทษ แม้ไม่ต้องล่วงกรรมบถ

ซึ่งก็ขึ้นกับว่าปัญญาสามารถเห็นโทษได้ระดับใด เพราะถ้าปัญญามีมาก ก็เห็น

โทษของอกุศลจิต แม้อกุศลจิตเพียงเล็กน้อย

๙. วัตถุประสงค์ของการฟังธรรม

เพื่อให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน

๑๐. สิ่งสำคัญที่สุด

จะเกิดเป็นผู้ยากไร้ ซึ่งต้องดำรงชีวิตด้วยความขวนขวายแต่ไม่ไร้ปัญญา หรือว่า

เกิดเป็นผู้สมบูรณ์ทรัพย์ ลาภ ยศ แต่ไร้ปัญญา สิ่งสำคัญที่สุด คือ ปัญญา ไม่ว่าจะ

มีชีวิตอยู่อย่างไร ยากไร้ หรือ เพียบพร้อม ถ้าไม่มีปัญญา ก็ต้องได้รับผลของกรรม

ไร้อะไรก็ไร้ได้ ถ้าหากไร้ปัญญา ก็สามารถเกิดในอบายภูมิได้ แม้จะสมบูรณ์

เพียบพร้อมในปัจจุบัน”

ได้รับประทานอาหารครบ ๓ เวลา แล้วมีปัญญาหรือไม่ ?


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 สิงหาคม 2555 18:43:22 โดย 時々Sometime » บันทึกการเข้า

โลกเรานี้หนอช่างเหมือนความฝันเสียนี่กระไร ?

時々๛कभी कभी๛
สมาชิกถูกดำเนินคดี
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +9/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Nepal Nepal

กระทู้: 1921


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 21.0.1180.79 Chrome 21.0.1180.79


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 19 สิงหาคม 2555 14:19:23 »





๑๑. ของภายนอก ของภายใน

การมีทรัพย์ ไร้ทรัพย์ การมีอำนาจ หรือเป็นขอทาน เป็นของภายนอก ของภายใน

จริง ๆ คือ จิตที่สะสมมา ซึ่งหลากหลาย  และละเอียดทุกขณะ เช่น ขณะที่กำลังฟัง

ธรรม ความละเอียดของความเข้าใจธรรมที่สะสมมา ก็ต้องแตกต่างกัน

๑๒. อายุบวร

บางคน มีอายุบวร(คำ “สวัสดี” ในประเทศศรีลังกา) คือ มีชีวิตอยู่ยาวนาน ก็จริง

ในเวลานี้เราก็มีอายุถึงวันนี้ แล้วที่ผ่านมาซึ่ง เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ถ้าไม่ได้มี

ความเข้าใจคุณค่าของชีวิต เกิดมาแล้วอยู่นานๆ เพื่ออะไร? เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืม

ว่ามีชีวิตอยู่ยาวนานเพื่อเข้าใจธรรม เพราะเมื่อเข้าใจธรรมแล้ว ชีวิตที่มีอยู่ทางกาย

ทางวาจา ทางใจ ก็เป็นไปในฝ่ายกุศล และอยู่ด้วยความเข้าใจธรรม โดยที่ไม่

หลงลืมความเข้าใจจากการฟังนั้น ๆ

๑๓. คุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์ และการได้ฟังธรรม

ต้องเห็นคุณค่าของการได้เกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งมีโอกาสได้ฟังธรรม พิจารณาเพิ่ม

ความเข้าใจถูกต้องในธรรม ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งในทุกคำที่ทรงแสดง เพราะฉะนั้น

ก็ต้องฟัง เพื่อที่จะสามารถเป็นกัลยาณปุถุชน คือ มีโอกาสที่ได้เข้าใจ ธรรมใน

ระหว่าง ๆ (มีโอกาสที่กุศลจะเกิดขึ้นได้บ้าง ในท่ามกลางปรกติที่เป็น อกุศล

เพราะความเข้าใจที่เกิดจากการฟัง)


<a href="http://www.fungdham.com/download/song/sec2/2buddhapower/09.wma" target="_blank">http://www.fungdham.com/download/song/sec2/2buddhapower/09.wma</a>

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 สิงหาคม 2555 18:43:51 โดย 時々Sometime » บันทึกการเข้า

โลกเรานี้หนอช่างเหมือนความฝันเสียนี่กระไร ?

เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 21.0.1180.79 Chrome 21.0.1180.79


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 19 สิงหาคม 2555 14:34:54 »





 ยิ้ม  ยิ้ม  ยิ้ม

บันทึกการเข้า
คำค้น: พระสูตร sometime 
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.22 วินาที กับ 31 คำสั่ง

Google visited last this page 13 กันยายน 2565 06:53:57