โขน นาฏศิลป์ประจำชาติ และ “รามเกียรติ์” จากวรรณคดีอมตะสู่ นาฏกรรมไทย

<< < (3/3)

Kimleng:

ภาพจาก : งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์
ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
ถ่ายภาพ : Mckaforce แอ็ดมิน สุขใจดอทคอม

‘โขนไทย-โขนกัมพูชา’
เป็นพิธีกรรมดึกดำบรรพ์ของอุษาคเนย์

โขน นับเป็นประเภทหนึ่งของการแสดงหน้ากาก (masked play) ซึ่งพบอยู่ทั่วไปในอุษาคเนย์ ทั้งบนผืนแผ่นดินใหญ่และในภาคหมู่เกาะ

เพียงแต่ว่า โขน จะเล่นเฉพาะรามเกียรติ์ เช่นเดียวกับ “ลฺโขน โขล” (Lakorn Khol) ของกัมพูชา

ที่เล่นเฉพาะมหากาพย์ที่อิมพอร์ตมาจากอินเดียเรื่องนี้เหมือนกัน หมายความว่า ถึงเรื่องที่เล่นจะเอามาจากอินเดีย แต่ก็เอามาเฉพาะเรื่องที่เล่นเท่านั้น ส่วนการแสดงหน้ากากเป็นของพื้นเมือง

และถึงแม้ว่าการแสดงหน้ากากน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยก่อนรับวัฒนธรรมศาสนาจากชมพูทวีป ที่เราเรียกว่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว หลักฐานที่เขาจดกันเป็นลายลักษณ์ไว้ว่า มี “หน้ากาก” (ส่วนจะเล่นอย่างไร? เล่นเรื่องไหน? และใช้แสดงอะไรอย่างโขนหรือเปล่านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เก่าแก่ที่สุด มีอยู่ในจารึก K.๑๒๒๙ กำหนดอายุอยู่ในช่วงระหว่าง พ.ศ.๑๓๕๐-๑๔๕๐ (คริสต์ศตวรรษที่ ๙) ซึ่งพบในประเทศกัมพูชา แต่ก็ไม่มีรายละเอียดอะไรนัก

หลักฐานที่บอกชัดๆ ว่ามีการสวมหน้ากากแล้วร่ายรำ มีอยู่ในเอกสารที่อายุอ่อนกว่านั้นมากคือ หนังสือโบราณ ทำนองเป็นพงศาวดารของราชวงศ์มัชปาหิต ในภาคตะวันออกของเกาะชวา ที่ชื่อ “นาครเกียรตาคม” ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อราวๆ พ.ศ.๑๘๐๐

เรื่องของเรื่องก็คือในหนังสือนาครเกียรตาคมได้บันทึกเอาไว้ว่า กษัตริย์พระองค์หนึ่งในราชวงศ์นี้ ที่ทรงพระนามว่า หะยัม วูรุค ทรงสวมหน้ากากทองคำ และร่ายรำโตเป็ง (Topeng)

“โตเป็ง” ที่ว่านี่ก็คือระบำหน้ากาก บางทีก็เรียกว่า วาหยัง เกด็อก (wayang gedok) หรือ วาหยัง โตเป็ง ปัจจุบันในชวาก็ยังมีการละเล่นชนิดนี้อยู่

แต่เรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ ทำไมกษัตริย์ชวาถึงต้องมารำหน้ากาก?

เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงธรรมเนียมในสยามประเทศ อย่างการที่พระมหากษัตริย์จะทรงพระแสงของ้าว รำพัดชา บนกระพองช้างพระที่นั่ง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาต่อพระพุทธบาท (ก็พระพุทธบาท ที่สระบุรีนั่นแหละ) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แต่ดั้งเดิมนั้นสิ่งที่เราในปัจจุบันเรียกว่า “การละเล่น” หรือ “การแสดง” นั้น มันเป็น “พิธีกรรม” ต่างหาก

ร่องรอยที่เห็นอยู่ชัดๆ ก็มาจากเกาะชวาอีกนั่นแหละ เพราะเรื่องเล่าเก่าแก่ที่ผู้คนคงจะหลงลืมไปนานแล้วถ้ามันไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในใบลาน ทางภาคตะวันออกของเกาะชวา (อีกแล้ว) มีเรื่องทำนองอภินิหาริย์ตำนานเทพ ซึ่งมีใจความโดยย่อว่า

พระศิวะกับพระอุมาต้องคำสาปจนถูกเนรเทศลงมายังโลกมนุษย์ในรูปของปีศาจ โดยที่พระอุมากลายเป็นปีศาจที่ชื่อว่า “ทุรคา” (ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นชื่อ พระภาคที่ดุร้ายพระภาคหนึ่งของพระแม่อุมา ไม่ใช่ปีศาจ) และให้กำเนิดบุตรอีกหลายตนที่ล้วนแล้วแต่มีรูปร่างผิดปกติและผิดสัดส่วน (เหมือนรูปร่างบนตัวหนังตะลุงของไทย)

พระพรหม พระวิษณุ และพระอิศวร (ในคัมภีร์นี้ดูเหมือนว่าพระศิวะ กับพระอิศวร จะเป็นเทพคนละองค์กัน แต่โดยปกติแล้วหมายถึงเทพเจ้าองค์เดียวกัน) ต้องการที่จะช่วยพระศิวะ และพระแม่อุมาให้พ้นคำสาปจึงสร้างการแสดง “วาหยัง กุลิต” ซึ่งก็คือการเล่นเงา (แบบหนังตะลุง หนังใหญ่ของเรานั่นเอง) ขึ้นมาบนโลก โดยเทพทั้งสามองค์ เป็นองค์ประกอบหลักของการแสดง

พระอิศวรทำหน้าที่เป็น “ดาหลัง” คือผู้เชิดตัวหนัง พระพรหมเป็นตะเกียงให้แสงสว่างขณะแสดง ส่วนพระวิษณุเป็นดนตรี ซึ่งในการแสดงจะต้องมีการเซ่นสังเวยให้แก่ปีศาจด้วย

ตำนานเล่าต่อไปว่า มหาเทพทั้งสามไม่ประสบความสำเร็จในการแสดงครั้งแรกนี้ พระศิวะและพระแม่อุมายังคงต้องคำสาปอยู่ไม่คลาย

ทวยเทพทั้งสามจึงต้องจัดการแสดงขึ้นใหม่อีกรอบ และคราวนี้เองที่มีการแสดง “ระบำ” กับ “หน้ากาก” เพิ่มเติมเข้าไปด้วย

และเมื่อมหาเทพทั้งสามอุตส่าห์จัดเต็มกันขนาดนี้แล้ว พระศิวะและพระอุมาจึงหลุดพ้นออกจากคำสาปได้ในที่สุด เรียกได้ว่าจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง
 
แต่ตำนานเรื่องนี้ไม่มีในอินเดีย เป็นเรื่องแต่งใหม่ในท้องถิ่น ที่นำเอาความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เข้ามาผนวกเข้ากับเรื่องผีพื้นเมือง ดังจะเห็นได้จากการที่ต้องทำการเซ่นสรวงเหล่าปีศาจไปด้วย

ในกรณีนี้ การละเล่นจึงเป็นพิธีกรรมที่เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระบำ การละเล่นหน้ากาก หรือการเล่นเงา เพราะมีลักษณะของตัวละครเป็นอภิมนุษย์เหมือนกัน

ศิลาจารึกเก่าแก่จากประเทศกัมพูชาอีกหลักหนึ่งคือจารึก K.๕๖๖ ซึ่งมีอายุอยู่ระหว่าง พ.ศ.๑๔๕๐-๑๕๕๐ (คริสต์ศตวรรษที่ ๙) ดูจะเป็นหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับกรณีนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะมีข้อความระบุในทำนองที่ว่า พระอีศาน (พระภาคหนึ่งของพระอิศวร) เป็นองค์ประธานของหน้ากากทั้งหลาย นี่แสดงให้เห็นว่า หน้ากากเคยถูกใช้งานในฐานะของเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์

และก็ไม่เห็นจะน่าแปลกที่ตรงไหนเมื่อนึกถึงฐานะอันสูงส่ง และศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่งของ “หน้ากากพรานบุญ” ในพิธีไหว้ครูละคร และดนตรีการต่างๆ

จิตสำนึกแต่เดิมของอุษาคเนย์ “หน้ากาก” จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเปลี่ยนผ่านสภาวะจากมนุษย์ธรรมดา อย่างคุณ หรือผม ไปเป็นร่างทรงของความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างในพิธีกรรม

ไม่ใช่การละเล่นของเด็ก หรือว่าใครที่ไหนก็เล่นได้หรอกนะครับ

ในกรณีของประเทศไทย โขนมีตั้งแต่ในยุคอยุธยาแล้ว (ซึ่งก็ร่วมสมัยกับราชสำนักกัมพูชา ที่เมืองอุดงมีชัย ซึ่งมีหลักฐานการแสดงละโขน โขล ซึ่งสวมหน้ากาก และเล่นเฉพาะรามเกียรติ์เหมือนกับโขนของสยาม) แต่ที่เก่าแก่ไปกว่านั้นก็คือ พิธีกรรมที่ปรากฏอยู่ในกฎมณเฑียรบาล กฎหมายตราสามดวง ที่เรียกว่า การชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษก ที่เก่าไปถึงยุคต้นอยุธยา ในช่วงราวๆ พ.ศ.๑๙๐๐ หรือก่อนหน้านั้น

คำว่า ดึกดำบรรพ์ ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าเก่าแก่โบร่ำโบราณ แต่เขียนเลียนเสียงคำว่า “ตึ๊กตะบัน” ในภาษาเขมร ที่แปลว่าการ “ตำน้ำ”

รวมความแล้วการชักนาคดึกดำบรรพ์ ก็คือการจำลองเรื่องราวในเทพปกรณัมของพราหมณ์ ที่หมู่เทวดาและอสูรมาช่วยกันจับนาคพันไว้รอบภูเขากลางทะเลจักรวาลที่ชื่อ เกษียรสมุทร แล้วคั้นเอา “น้ำอมฤต” ที่กินแล้วเป็นอมตะไม่ตาย

กษัตริย์อยุธยาก็อยากดื่มน้ำอมฤต (แน่ล่ะ ก็กินแล้วมันไม่ตายนี่ครับ) แต่ไม่รู้จะไปหาเกษียรสมุทร พญานาค เทวดา หรืออสูรที่ไหน ก็ต้องจำลองเหตุการณ์ด้วยการทำภูเขาจำลอง พญานาคจำลอง ส่วนเทวดาและอสูร ก็จับเอาตำรวจเล็กมาแต่เป็นอสูร และเอาพวกมหาดเล็กมาแต่งเป็นเทวดาและบรรดาลิงนับร้อยๆ ตัว

(ในอินเดีย เรื่องกวนเกษียรสมุทรนี่ไม่ได้มีลิงจากรามายณะ ไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อตอนเขากวนน้ำกันนะครับ มีเฉพาะในอุษาคเนย์ โดยเฉพาะที่ไทยกับกัมพูชา เห็นได้จากภาพสลักที่ปราสาทนครวัด กับเนื้อความในรามเกียรติ์ฉบับกัมพูชาเขานี่แหละ)

และคำถามที่สำคัญก็คือ เวลาที่พวกมหาดเล็กกับตำรวจเล็ก เขาแต่งเป็นอสูรกับลิงนี่เขาแต่งกันอย่างไร?

ถ้าต้องใส่ “หน้ากาก” ก็นี่แหละชัดเลยว่าเป็นต้นกำเนิดโขน ที่เล่นเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์อย่างในปัจจุบัน ส่วนหน้ากากนั่นก็ไปลอกแบบมาจากภาพสลักปราสาทขอมนั่นไง สังเกตง่ายๆ ว่าศีรษะโขนไทย เอาหน้าเยอะๆ ของทศกัณฐ์และยักษ์ตนอื่นซ้อนสูงไว้ข้างบนหัวตนเอง เหมือนภาพสลักขอม ไม่แยกออกมาด้านข้างเหมือนของออริจินอลในอินเดีย

แน่นอนว่า การเอาสารพัดหน้าของบรรดายักษ์ไปกองรวมกันไว้ข้างบน ย่อมสวมใส่ง่ายสบายดีกว่าให้การแผ่ออกทางด้านข้างเหมือนของแขก นั่นแปลว่าในอารยธรรมของชาวเขมรในสมัยที่ยังสร้างปราสาทหินอยู่นั้น ก็อาจจะมีหน้ากาก หรือศีรษะโขนแบบนี้อยู่ด้วย ซึ่งก็ไม่เห็นจะแปลก ก็ขนาดชื่อพิธีชักนาคดึกดำบรรพ์ยังเลียนเสียงเขมรเขามากันทื่อๆ อย่างนั้น

คำว่า “โขน” และ “ละคร” ของไทยก็เอามาจาก “ลฺโขน โขล” ของเขมรนี่เหมือนกัน เพียงแต่เราแยกต่างหากออกจากกันว่า ใส่หน้ากาก (หรือศีรษะโขน) เล่นเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ เรียกว่าโขน ไม่สวมหน้ากาก เล่นสารพัดเรื่องอื่นๆ เรียกว่าละคร แต่เขมรเองก็เอาคำนี้มาจากคำว่า “เลกอง” (legong) ในภาษาชวา ซึ่งก็หมายถึง ละคร ที่เล่นกันในชวาตะวันออกและเกาะบาหลี

โขน จึงเป็นแขนงหนึ่งของการแสดงหน้ากาก ที่เป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของคนทั่วทั้งอุษาคเนย์ในยุคดึกดำบรรพ์

เรื่อง : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : ‘โขนไทย-โขนกัมพูชา’
เป็นพิธีกรรมดึกดำบรรพ์ของอุษาคเนย์




ภาพจาก : งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์
ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
ถ่ายภาพ : Mckaforce แอ็ดมิน สุขใจดอทคอม

Kimleng:
โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงการเล่นโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทางเข้ากับเสียงซอและเครื่องดนตรีอื่นๆ ผู้เต้นสวมหน้ากากและถืออาวุธ  โขนเป็นที่รวมของศิลปะหลายแขนงคือ โขนนำวิธีเล่นและวิธีแต่งตัวบางอย่างมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์  โขนนำท่าต่อสู้โลดโผน ท่ารำท่าเต้นมาจากกระบี่กระบอง  และนำศิลปะการพากย์การเจรจา หน้าพาทย์เพลงดนตรี   การแสดงโขน ผู้แสดงสวมศีรษะคือหัวโขน ปิดหน้าหมด ยกเว้น เทวดา มนุษย์ และมเหสี ธิดาพระยายักษ์  มีต้นเสียงและลูกคู่ร้องบทให้และมีคนพากย์และเจรจาให้ด้วย เรื่องที่แสดงนิยมแสดงได้แก่ เรื่องรามเกียรติ์และอุณรุฑ  ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงโขนใช้วงปี่พาทย์

ประเภทของโขนแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ
๑.โขนกลางแปลง
๒.โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว
๓.โขนหน้าจอ
๔.โขนโรงใน
๕.โขนฉาก

๑.โขนกลางแปลง คือ การเล่นโขนบนพื้นดิน ณ กลางสนาม ไม่ต้องสร้างโรงให้เล่น นิยมแสดงตอนยกทัพรบกัน โขนกลางแปลงได้วิวัฒนาการมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เรื่องกวนน้ำอมฤต เรื่องมีอยู่ว่า เทวดาและอสูรใคร่จะเป็นอมตะ จึงไปทูลพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงแนะนำให้กวนน้ำอมฤต โดยใช้เขามนทคิรีเป็นไม้กวน เอาพระยาวาสุกรีเป็นเชือกพันรอบเขา เทวดาชักทางหาง หมุนเขาไปมา พระยาวาสุกรีพ่นพิษออกมา  พระนารายณ์เชิญให้พระอิศวรดื่มพิษนั้นเสีย พระอิศวรจึงมีศอสีนิลเพราะพิษไหม้  ครั้นกวนต่อไป เขามนทคิรีทะลุลงไปใต้โลก พระนารายณ์จึงอวตารเป็นเต่า ไปรองรับเขามนทคิรีไว้  ครั้นได้น้ำอมฤตแล้ว เทวดาและอสูรแย่งชิงน้ำอมฤตกันจนเกิดสงคราม พระนารายณ์จึงนำน้ำอมฤตไปเสีย พวกอสูรไม่ได้ดื่มน้ำอมฤตก็ตายในที่รบเป็นอันมาก เทวดาจึงเป็นใหญ่ในสวรรค์  พระนารายณ์เมื่อได้น้ำอมฤตไปแล้ว ก็แบ่งน้ำอมฤตให้เทวดาและอสูรดื่ม พระนารายณ์แปลงเป็นนางงามรินน้ำอมฤตให้เทวดา แต่รินน้ำธรรมดาให้อสูร  ฝ่ายราหูเป็นพี่น้องกับพระอาทิตย์และพระจันทร์แต่ราหูเป็อสูร  ราหู เห็นเทวดาสดชื่นแข็งแรงเมื่อได้ดื่มน้ำอมฤต แต่อสูรยังคงอ่อนเพลียอยู่ เห็นผิดสังเกต จึงแปลงเป็นเทวดาไปปะปนอยู่ในหมู่เทวดา จึงพลอยได้ดื่มน้ำอมฤตด้วย  พระอาทิตย์และพระจันทร์ จึงแอบบอกพระนารายณ์ พระนารายณ์โกรธมากที่ราหูตบตาพระองค์ จึงขว้างจักรไปตัดกลางตัวราหู ร่างกายท่อนบนได้รับน้ำอมฤตก็เป็นอมตะ แต่ร่างกายท่อนล่างตายไป ราหูจึงเป็นยักษ์มีกายครึ่งท่อน ราหูโกรธและอาฆาตพระอาทิตย์และพระจันทร์มาก พบที่ไหนก็อมทันที เกิดเป็นราหูอมจันทร์หรือจันทรคราสและสุริยคราส ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้ามาเทศนาให้ราหูเลิกพยาบาทจองเวร ราหูจึงได้คลายพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ออก  

การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เล่นในพิธีอินทราภิเษก มีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา  โขนกลางแปลงนำวิธีการแสดงคือการจัดกระบวนทัพ การเต้นประกอบหน้าพาทย์ มาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ แต่เปลี่ยนมาเล่นเรื่องรามเกียรติ์ และเล่นตอนฝ่ายยักษ์และฝ่ายพระรามยกทัพรบกัน  จึงมีการเต้นประกอบหน้าพาทย์ และอาจมีบทพาทย์และเจรจาบ้างแต่ไม่มีบทร้อง

๒.โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว เป็นการแสดงบนโรงมีหลังคา ไม่มีเตียงสำหรับตัวโขนนั่ง แต่มีราวพาดตามส่วนยาวของโรงตรงหน้าฉาก (ม่าน)  มีช่องทางให้ผู้แสดงเดินได้รอบราวแทนเตียง มีการพากย์และเจรจา แต่ไม่มีการร้อง ปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ มีปี่พาทย์ ๒ วง เพราะต้องบรรเลงมาก ตั้งหัวโรงท้ายโรง จึงเรียกว่าวงหัวและวงท้ายหรือวงซ้ายและวงขวา วันก่อนแสดงโขนนั่งราวจะมีการโหมโรง และให้พวกโขนออกมากระทุ้งเส้าตามจังหวะเพลง  พอจบโหมโรงก็แสดงตอนพิราพออกเที่ยวป่า จับสัตว์กินเป็นอาหาร พระรามหลงเข้าสวนพวาทองของพราพ แล้วก็หยุดแสดง พักนอนค้างคืนที่โรงโขน รุ่งขึ้นจึงแสดงตามเรื่องที่เตรียมไว้ จึงเรียกว่า "โขนนอนโรง"

๓.โขนหน้าจอ  คือ โขนที่เล่นตรงหน้าจอ ซึ่งเดิมเขาขึงไว้สำหรับเล่นหนังใหญ่ ในการเล่นหนังใหญ่นั้น มีการเชิดหนังใหญ่อยู่หน้าจอผ้าขาว การแสดงหนังใหญ่มีศิลปะสำคัญ คือการพากย์และเจรจา มีดนตรีปี่พาทย์ประกอบการแสดง  ผู้เชิดตัวหนังต้อง เต้นตามลีลาและจังหวะดนตรี นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ต่อมามีการปล่อยตัวแสดงออกมาแสดงหนังจอ แทนการเชิดหนังในบางตอน เรียกว่า "หนังติดตัวโขน" มีผู้นิยมมากขึ้น เลยปล่อยตัวโขนออกมาแสดงหน้าจอตลอด ไม่มีการเชิดหนังเลย จึงกลายเป็นโขนหน้าจอ และต้องแขวะจอเป็นประตูออก ๒ ข้าง เรียกว่า "จอแขวะ"

๔.โขนโรงใน คือโขนที่นำศิลปะของละครในเข้ามาผสม โขนโรงในมีปี่พาทย์บรรเลง ๒ วงผลัดกัน  การแสดงก็มีทั้งออกท่ารำเต้น ทีพากย์และเจรจาตามแบบโขน กับนำเพลงขับร้องและเพลงประกอบกิริยาอาการของดนตรีแบบละครใน และมีการนำระบำรำฟ้อนผสมเข้าด้วย เป็นการปรับปรุงให้วิวัฒนาการขึ้นอีก การผสมผสานระหว่างโขนกับละครในสมัยรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒  ทั้งมีราชกวีภายในราชสำนักช่วยปรับปรุงขัดเกลา และประพันธ์บทพากย์บทเจรจาให้ไพเราะสละสลวยขึ้นอีก  โขนที่กรมศิลปากรนำออกแสดงในปัจจุบันนี้ ก็ใช้ศิลปะการแสดงแบบโขนโรงใน ไม่ว่าจะแสดงกลางแจ้งหรือแสดงหน้าจอก็ตาม

๕.โขนฉาก เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีผู้คิดสร้างฉากประกอบเรื่องเมื่อแสดงโขนบนเวที คล้ายกับละครดึกดำบรรพ์ ส่วนวิธีแสดงดำเนินเช่นเดียวกับโขนโรงใน แต่มีการแบ่งเป็นชุดเป็นตอน เป็นฉาก และจัดฉากประกอบตามท้องเรื่อง จึงมีการตัดต่อเรื่องใหม่ไม่ให้ย้อนไปย้อนมา เพื่อสะดวกในการจัดฉาก กรมศิลปากรได้ทำบทเป็นชุดๆ ไว้หลายชุด เช่น ชุดปราบกากนาสูร ชุดมัยราพณ์สะกดทัพ ชุดชุดนางลอย ชุดนาคบาศ ชุดพรหมาสตร์ ชุดศึกวิรุญจำบัง ชุดทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์ ชุดสีดาลุยไฟและปราบบรรลัยกัลป์ ชุดหนุมานอาสา ชุดพระรามเดินดง ชุดพระรามครองเมือง

การแสดงโขน โดยทั่วไปนิยมแสดงเรื่อง "รามเกียรติ์" กรมศิลปากรเคยจัดแสดงเรื่องอุณรุฑ แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่าเรื่องรามเกียรติ์  เรื่องรามเกียรติ์ที่นำมาแสดงโขนนั้นมีหลายสำนวน ทั้งที่ประพันธ์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์  โดยเฉพาะบทในสมัยรัตนโกสินทร์ นิยมแสดงตามสำนวนของรัชกาลที่ ๒ ที่กรมศิลปากรปรับปรุงเป็นชุดเป็นตอน เพื่อแสดงโขนฉาก ก็เดินเรื่องตามสำนวนของรัชกาลที่ ๒  รัชกาลที่ ๖ ก็เคยทรงพระราชนิพนธ์บทร้องและบทพากย์ไว้ถึง ๖ ชุด คือ ชุดสีดาหาย ชุดเผาลงกา ชุดพิเภกถูกขับ ชุดจองถนน ชุดประเดิมศึกลงกา และชุดนาคบาศ

การแต่งกายโขน แบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายมนุษย์เทวดา(พระ นาง) ฝ่ายยักษ์ ฝ่ายลิง ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล...เว็บไซต์ กรมศิลปากร



สุดยอดศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย
โขน
งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
ถ่ายภาพ : Mckaforce แอ็ดมิน สุขใจดอทคอม

















นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[*] หน้าที่แล้ว