[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
25 มิถุนายน 2565 23:13:55 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชาติสุดท้าย เพชรน้ำหนึ่งในวงการกรรมฐาน โดย หลวงตามหาบัว  (อ่าน 22337 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.126 Chrome 5.0.375.126


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 12 สิงหาคม 2553 18:20:55 »

หลวงปู่คำดี ปภาโส
วัดถ้ำผาปู่ จ.เลย


ท่าน (หลวงปู่คำดี) ก็ยอมรับเหมือนกันนะ “ โอ้ ผมเสียดายว่าอย่างนั้น เวลาจิตมันค่อยเป็นไป ๆ จึงมา
ระลึกคำที่ท่านมหา (หลวงตามหาบัว) เทศน์ให้ผมฟัง พูดให้ฟัง สนทนาธรรมะกัน เวลาธรรมไม่เป็นในใจแล้ว
มันระลึกไม่ได้นะ เวลาท่านมหาพูดนั้นผมไม่ค่อยเข้าใจนะ ” ท่านว่า

“ พอพูดถึงธรรมขั้นสูงขึ้นไปผมไม่เข้าใจ ผมงงไปเรื่อย ๆ ” ท่านว่าอย่างนี้นะ “ แต่ผมก็ไม่อาจพูดอะไรตอนนั้น
มีแต่ฟังท่านมหาพูดไป ผมไม่ค่อยรู้เรื่อง ” ท่านว่าอย่างนี้นะ “ พูดธรรมะอันละเอียดแล้ว เวลามันมาเป็นขึ้นมา ๆ นี้
ธรรมะที่ท่านมหาพูดนั้นพอมันเป็นขึ้นมาทีไร อันนี้ขึ้นมาพับ ขึ้นมารับกัน ๆ ๆ ยอมรับ ๆ เออน่ะ ” ท่านว่าอย่างงั้น

ที่ท่านมาพักอยู่หนองแซงนั้น ท่านจำพรรษาหนองแซงนี้ ก็พูดถึงเรื่องธรรมะท่านมหานี่แหละ “ การแจงเรื่อง
ขันธ์ ๕ ตลอดถึงอวิชชา ที่ผ่านมานี้ ผมไม่เห็นหนังสือเล่มใดที่จะไปเหมือนจะแจงได้อย่างละเอียดลออถูกต้อง
ไม่มีที่แย้งภายในจิตใจ เหมือนหนังสือที่ท่านมหานะ ผมเอานี่แหละเป็นแว่นส่องใจผม ” ท่านว่างั้นนะ “ เวลา
ผมติดขัด ผมมาค้นดูหนังสือท่านมหา ”

ตอนที่ท่านไปผ่าตัดต่อมลูกหมากโต ไปผ่าตัดที่กรุงเทพฯ กลับมา ดร.เชาวน์ มาส่ง ตามส่งมาถึงจังหวัดเลย
แล้วก็ทางนั้นมานี้ก็ฝากคำ ที่ผมไม่เคยลืมนะ “ นี่ฝากความคิดถึงไปถึงท่านมหาบัวด้วยนะ ท่านมหาบัวนั้นนะ
เป็นอาจารย์ของอาตมานะ ” ท่านว่าฝากคำว่า ก็มาพูด อุ๊ย ทำไมมาพูดแบบนี้ ก็ท่านพูออย่างนั้นนี่นา จะให้ผม
ว่ายังไง ท่านสั่งมาอย่างนั้นผมก็ว่าอย่างนั้น โอ เราก็สะดุ้งทันทีเลย ท่านมหาบัวนั้นเป็นอาจารย์ของอาตมานะ
ว่าอย่างนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องธรรมก็ถูก ถ้าพูดถึงอายุพรรษาอาวุโสภันเต เราไม่อยากให้ท่านพูดอย่างนั้น

ด้านธรรมะนี้ก็เป็นอันว่า เราเคยสนทนากันมาพอแล้ว ไปคราวที่แล้ว ปี ๒๕๒๐ หรือไงนะที่เขียนหนังสือน้อย
ถามท่านไป ถามปัญหาไป ท่านตอบได้ดี จึงแน่ใจว่าท่านผ่านเรียบร้อยแล้ว (บรรลุธรรมอัศจรรย์) เราแน่ใจผ่าน
เพราะถามจุดอย่างงั้น ถ้าจิตไม่เป็น ตอบไม่ได้ ไม่มีในพระไตรปิฎกนี่ มีในผู้ปฏิบัติ หลักปฏิบัติเท่านั้นเอง


ด้วยเหตุนี้เองที่พูดไว้ในธรรมะว่า

กัลยาณปุถุชน ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระโสดาบันได้
พระโสดาบัน ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระสกิทาคามีได้
พระสกิทาคามี ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระอนาคามีได้
พระอนาคามี ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระอรหันต์ได้
แม้พระอรหันต์ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระอัครสาวกได้
ซ้ายขวา คือ พระสารีบุตร กัยพระโมคคัลลานะ ได้
แม้พระสารีบุตร กับ พระโมคคัลลานะก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระพุทธเจ้าได้

นั้นเป็นขั้น ๆ เลย
คือตามภูมนี้มีอยู่นธรรม เพราะมันเป็นเคล็ดอยู่นี่ ถามได้จิตไม่ผ่าน จิตไม่รู้ มันตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้น
การปฏิบัติจึงมีความจำเป็นกับครูกับอาจารย์มากมาย มันเป็นช้างประจำควาญกันอยู่จะว่ายังไง สอนผิดนิดหนึ่งไม่ได้ มันเป็นการประกาศภูมิของผู้สอนให้เห็นให้รู้นี่ สอนผิดนิดหนึ่งก็แสดงว่าผู้นั้นไม่รู้นี่ สอนสุ่มเดามา
ได้หรือ หือ ภูมิขนาดนี้ยังมาสอนเราได้ นั้นมันรู้แล้วนะ

นี่ธรรมปฏิบัติขั้นละเอียดขึ้นไปเท่าใดแล้ว ผู้สอนต้องเป็นผู้รู้เหนือผู้ได้รับการอบรมมันถึงจะยอมรับกันได้ ถ้าผู้สอน
ความรู้ต่ำกว่าผู้มาอบรมนี้มันสอนไม่ได้ ทางภาคปฏิบัติมันเฉพาะจริง ๆ นี่ ตอบผิดนิดหนึ่งไม่ได้ ผู้ปฏิบัติรู้ผ่าน
ไปแล้วนี่มันจะผิดได้อย่างไง พอพูดมาปั๊บ ใส่ปั๊บเดียวเท่านั้น นั่นก็ผ่านไปแล้ว รู้นี่ปั๊บ ๆ เลยเชียวไม่มีเคลื่อนคลาด
ภูมิปฏิบัติมันภูมิจำเพาะ จะเอาภูมิปริยัติกว้าง ๆ มาพูดนี้ มันก็เหมือนกับทุ่มยาลงทั้งตู้ใส่คนไข้ตาย แทนที่
จะหายโรคเลยตาย ทุ่มไปทั้งตู้ยาได้ยังไง ภูมิปฏิบัติเป็นอย่างนั้น พูดขึ้นแง่ไหนมันรู้หมดนี่ เพราะมันผ่านมาแล้วทั้งนั้น


บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.126 Chrome 5.0.375.126


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 12 สิงหาคม 2553 18:27:09 »

หลวงตามหาบัว
น้ำตาร่วงจากธรรมอัศจรรย์


เราพูดอย่างนี้แล้ว มันก็กระเทือนถึงที่ว่าหลังเขา วัดดอยธรรมเจดีย์ ตอนเช้าก่อนจังหันอย่างนี้ จิตมันอัศจรรย์
อย่างว่านั่นแหละ อัศจรรย์บ้าอะไรก็ไม่รู้ เจ้าของอัศจรรย์เจ้าของน่ะซี โอ้โห ทำไมจิตของเราถึงได้สว่างไสว
อัศจรรย์เอาขนาดนี้เชียวนา รำพึง เดินจงกรมยืนอยู่ มันจ้าไปหมดเลย ทำไมถึงได้อัศจรรย์ขนาดนี้ จิตดวง นี้ ๆ
นั่นละตัวมหาภัย คือตัวที่ว่าอัศจรรย์นั่น เห็นไหมล่ะ

นั่นละธรรมท่านกลัวไปหลงน่ะซี ก็เราติดอยู่แล้ว หลงอยู่แล้วว่าไง ไม่มีอะไร ๆ ก็เอามาจุดสุดท้าย นั่นละวัฏจักร
เรียกว่า อวิชชา ตรงนั้นเอง นั่นละยอดอวิชชา ยอดวัฏจักรวัฏจิต คือ อวิชชา มันไม่มีอะไรแล้วก็ไปชมเชย
ตรงนั้น สักเดี๋ยวขึ้นละซี ธรรมท่านเตือนขึ้นมา เพราะว่าที่ว่าสว่างไสวมันมีจุดของมันอยู่นั้น เหมือนตะเกียง
เจ้าพายุ ไส้ตะเกียงเจ้าพายุ มันจ้าอยู่นั้น ออกไปข้างนอก มันก็ออกจากไส้ตะเกียงที่สว่างจ้านั่นละตัวสำคัญ

เราก็อัศจรรย์ตัวนั้นเอง ขึ้นอุทานในใจเทียวนะ โอ้โห จิตของเราทำไมถึงสว่างไสวอัศจรรย์เอาเสีย เหมือน
ถึงว่าเหนือโลกเหนือสงสาร นั่นเห็นไหม อวิชชาแผลงฤทธิ์เวลาสุดท้าย เห็นไหม เรารู้มันเมื่อไร ไม่รู้จะไปหลง
อัศจรรย์มันหาอะไร สักเดี๋ยวธรรมะท่านกลัวหลง ท่านก็ผุดขึ้นมาเป็นคำ ๆ เราลืมเมื่อไร ถ้ามีจุด จุดไส้ตะเกียง
นั่นเองสว่าง นี่จุดกับต่อมเป็นไวพจน์ของกันและกัน ใช้แทนกันได้ ถ้ามีจุดหรือต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแล
คือตัวภพ นั่นเห็นไหมบอกตรงนี้ ตัวนี้ตัวภพ ถึงขนาดนั้น ยังจับไม่ได้นะ งงไปเลย มีจุดมีต่อม คือตัวนี้เอง

ถึงได้คิดถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านมรณภาพจากไปแล้วนั้น เราไปติดปัญหานี้อยู่บนหลังเขา วัดดอยธรรมเจดีย์
ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ พอกราบเรียนอย่างนี้เท่านั้น ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ก็จุดนั้นเอง ท่านก็ใส่
เปรี้ยงเข้าไปนั้น มันก็พังทันที พอรู้ปั๊บ เห็นโทษของมัน คอยจะไปอยู่แล้วนี่นะ แต่เราประคองมันไว้นั่นซี นั่นละมหาภัย
แท้ตรงนั้นทีเดียว จุดที่รวมแห่งมหาภัย อยู่จุดที่สว่างกระจ่างแจ้งอัศจรรย์เต็มที่ของวัฏจักร ของแดนสมมุติ
อยู่จุดนั้นหมด เราไม่ลืม

ตอนเดือนกุมภาฯ เผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นเสร็จแล้วก็ขึ้นบนเขา ติดปัญหาอันนี้งงไปเลยนะ ไม่เกิดประโยชน์
อะไรเลย ธรรมที่ท่านเตือนขึ้นมาแทนที่จะให้เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในเวลานั้น กลับเป็นความหลงมหาศาล
เหมือนกัน เอ๊ จุดต่อมที่ไหนนา ๆ ก็จุดนั้นน่ะ นั่นละเดือนกุมภาฯ เดือน ๓ เผาศพท่านเสร็จแล้วขึ้นบนเขา
ไปติดปัญหาอันนี้ไม่คิดไม่คาดว่าอันนี้เป็นตัวมหาภัยยังว่าเป็นมหาคุณอยู่ เห็นไหมกิเลสหลอก ขนาดว่าตัวมหาภัย
มันเสกว่าเป็นมหาคุณ เห็นไหม ก็แบกปัญหานี้ไปลืมเมื่อไร ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์ปั๊บ ขึ้นไปทาง อ.บ้านผือ
ศรีเชียงใหม่ แต่ก่อนศรีเชียงใหม่ยังไม่มีอำเภอ มีแต่ อ.ท่าบ่อ อ.บ้านผือ เข้าไปอยู่โน้นลึก ๆ เขาเรียกถ้ำผาดัก
จนกระทั่งย้อนกลับมา ถึงเวลานี้เข้าอีกก็เป็น ๓ เดือน ๖ กลับมาเป็นเวลา ๓ เดือน กลับมาก็ขึ้นที่เก่าอีก แบกปัญหา
นี้ไป ๓ เดือนกลับลงมาหลังเขานั่นแหละ แต่ที่ติดปัญหาอยู่ทางจงกรมข้างกันนั้นกับด้านตะวันตก
ปัญหานี้
จบลงก็อยู่บนหลังเขาในภูเขาลูกเดียวกัน วัดดอยธรรมเจดีย์ บทเวลาจะม้วนเสื่อกันนั้น มันไม่มีละ เรื่องกาลเวลา
สถานที่ เวล่ำเวลา จะมายุ่งไม่ได้นะ มีเฉพาะธรรมชาตินี้ เวลามันจะประมวนลงมา คือมันไม่มีที่พิจารณาแล้ว
อะไรมันก็หมดทุกอย่าง ปล่อยหมดแล้ว ยังเหลืออยู่อันเดียวนี้เท่านั้น โลกธาตุนี้ว่างไปหมด ปล่อยไปหมด
วางไปหมดเลย ยังเหลืออันจุดอันต่อมนี้ เห็นไหมล่ะ จึงเรียกว่ามหาภัยอยู่จุดนี้

ทีนี้มันก็ประมวลมาซิที่นี่ อะไร ๆ มันก็ไม่มีแล้วจิตใจก็มาพิจารณาอยู่จุดนี้ ลงถึงที่ว่า จิตดวงเดียวนี้ทำไมเป็นได้
หลายอย่างนักน้า แผ่ทั่วโลกธาตุก็จิตดวงนี้ คือมันถอนเข้ามาหมดแล้วมาอยู่จุดเดียวนี้ มันก็พูดได้สนิทละซี
อะไร ๆ มันก็รู้ไปหมด ๆ แล้วรู้ไปตรงไหน เปลี่ยนแปลงไปตรงนั้น เดี๋ยวว่าอันนั้นดีอันนี้ชั่ว มันพรรณนามา
ม้วนเข้ามา ๆ จิตดวงเดียวนี้ทำไมจึงเป็นได้หลายอย่างนักหนาน้า ไม่อยู่เป็นสุข มันจับจุดได้นะ มันหากรู้ พลิก
อย่างนั้นพลิกอย่างนี้ ตามความละเอียดของมัน จับจนได้ ๆ ถึงขั้นมันละเอียดพอ ๆ กัน ขั้นนั้นก็คือมหาสติมหา
ปัญญานั่นเองจะเป็นอะไรไป มันก็ประมวลเข้ามา ๆ จับจุดของจิต กำลังเอาจิตนี้เป็นผู้ต้องหาที่นี่นะ

จิตดวงนี้ทำไมเป็นได้หลายอย่างนักน้า เดี๋ยวว่าดีแล้วเดี๋ยวว่าชั่ว พลิกออกจากนี้ละ แน่มันจับนะที่นี่ เดี๋ยวว่าสุข
เดี๋ยวว่าทุกข์ คือธรรมดาสมมุติถ้ามีอยู่มากน้อย จะมีสิ่งเหล่านี้ ประกอบอยู่กับจิตเป็นประจำ ทีนี้มันไม่มีที่พิจารณา
มันก็เข้ามาตรงนี้ละซี เดี๋ยวว่าสุข แล้วเดี๋ยวว่าทุกข์ เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าเศร้าหมอง คือคำว่าสุข ว่าทุกข์
ว่าผ่องใส เศร้าหมอง มันเป็นพอจับได้เท่านั้นนะ ไม่ได้มาก พอรู้สึกจับได้ เพราะสติก็เป็นมหาสตินี่ มันก็ทันกัน
ตลอดเวลา มันทำไมถึงเป็นได้หลายอย่างนักจิตนี้

ทีนี้เข้ามาหาผู้ต้องหาที่นี่ ปล่อยหมดแล้ว เข้ามาหาผู้ต้องหา มาวินิจฉัย คือมันวินิจฉัยจริง ๆ ว่าอะไรมันถึงกัน ๆ
เพราะมหาสติมหาปัญญาอย่างละเอียดซึมซาบทีเดียว มหาสติมหาปัญญาขั้นสุดยอดกลายเป็นซึมซาบไปเลยซ่าน
ไปหมด ไม่เป็นวรรคเป็นตอนเหมือนเรายำลาบเหมือนสติปัญญาอัตโนมัตินะ สติปัญญาอัตโนมัติมันเป็นวรรคเป็นตอน
มันหมุนของมันไปเอง อันนี้ก็หมุนไปเอง แต่พอถึงขั้นซึมซาบ ซึมซาบไปเอง

มันก็มาจับจุดนี้ มาวินิจฉัยจิตนี้ มันหมดที่พิจารณาแล้วอะไรก็ปล่อยหมดแล้ว เหลือแต่อันนี้นิดเดียวที่ปรากฎ
อยู่กับความรู้นั้น มันก็มาวินิจฉัยเหล่านี้ เดี๋ยวว่าสุข แล้วเดี๋ยวว่าทุกข์ออกจากอันนี้ เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าเศร้าหมอง
มันก็ออกจากนี้ทำไมมันเป็นหลายอย่างนักจิตดวงนี้น่ะ สักเดี๋ยวธรรมท่านก็ผุดขึ้นมาแน่ะอย่างนั้นนะ นี่เรียกว่า
ธรรมเกิด กิเลสเกิดเป็นเรื่องผูกมัด ธรรมเกิดเปิดออก กิเลสเกิดมันแทรกอยู่ด้วยกัน สักเดี๋ยวขึ้นมาเป็นคำ ๆ
เหมือนเราพูดขึ้นมาเป็นคำ ๆ

คำว่าเศร้าหมองก็ดี นั่นเวลาจะขึ้นนะ คำว่าผ่องใสก็ดี คำว่าสุขก็ดี คำว่าทุกข์ก็ดี ธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตานะ
นั่นเวลาตัดกันจริง ๆ ลงในขั้นอนัตตา ในไตรลักษณ์นี้จะเป็นอะไรขึ้นได้ทั้งนั้น ขึ้นบทสุดท้ายขึ้นได้ไตรลักษณ์นี่
แต่นี้สำหรับนิสัยเราขึ้นบทอนัตตา ปล่อยให้หมด ความหมายว่างั้น ธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตานะ

คือความเศร้าหมองก็ดี ความผ่องใสก็ดี ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี รวมลงมาแล้วเรียกว่าธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตา
พอว่าเป็นอนัตตา จิตมันก็ตั้งจ่อนิ่งเลย เพราะมันลงในอนัตตาแล้วไม่มีที่ไปแล้ว อันนี้เปิดให้หมดหัวอกเลยวันนี้นะ
พอเท่านั้นแหละ จิตจะว่ามันทำงานอะไรอยู่ก็ไม่ใช่ เป็นวางเฉยในธรรมขั้นนี้ไม่ทำการทำงานอะไรเลย จะไปสนใจ
กับว่าอัตตาก็ดี อนัตตาก็ดี หรือสนใจว่าสุข ว่าทุกข์ เศร้าหมอง ผ่องใสก็ดีอไม่ไป อยู่จุดศูนย์กลางเลย เฉยด้วย
มหาสติมหาปัญญานะ ไม่ได้เฉย ๆ แบบเซ่อ ๆ ทั้งอ้าปากอย่างพวกเรานะ

นั่นละถ้าเราจะพูดเป็นแบบโลกก็เรียกว่า ปล่อยบทเผลอ แต่นี้มันไม่ใช่เผลอ เป็นแต่เพียงวางเฉย ๆ ไว้ มันไม่เผลอ
ไม่ทำอะไร มันก็ผางขึ้นมาเลย อันนี้ก็ว่า อัตตาก็ดี อนัตตาก็ดี เรียกว่ามันพรึบคว่ำลงไปเลย ปัดอันนี้ทั้งหมด
ที่ว่าจุดว่าต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือภพ นี่คือตัวนี้ ก็มารวมกันแล้ว เศร้าหมอง ผ่องใสอะไร ลงในอนัตตา
อันเดียว ผางนี้ขาดสะบั้นไปหมดเลยนี่เวลามันลบนะ มันลบหมดเลย ผางขึ้นมานี้เหมือนฟ้าดินถล่ม นู่นนะ ฟังซินะ
กระเทือกทั่วแดนโลกธาตุ อวิชชาตัวเดียวนี่คว่ำลงจากจิต กระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ

เพราะอวิชชาตัวนี้พาเที่ยวแดนโลกธาตุเข้าใจไหม พอคว่ำอันนี้ลงแล้วก็เหมือนกับว่าแดนโลกธาตุนี้คว่ำลง
พร้อมกันหมด ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่มเลยนะ ทีนี้พอมันพรึบทีเดียวเท่านั้น อันนี้ไม่ได้มีอันใดที่จะเข้าไปตัดสิน
หลักธรรมชาติตัดสินเองเป็นเองขึ้นมา ฟ้าดินถล่ม ก็เป็นเองทั้งนั้นเลย ไม่ได้มีอะไรตั้งสติสตัง ตอบรับกันเลย
เป็นลักษณะกลาง ๆ ขึ้นมา ผางทีเดียวนี้ เหมือนกันกับว่าโลกธาตุนี่คว่ำหมดเลย พรึบทีเดียวหมดเลย ทีนี้จ้าเลยที่นี่

อู๋ย อัศจรรย์จริง ๆ นี่เห็นไหมขันธ์ทำงาน พี่น้องทั้งหลาย ดูเอาความอัศจรรย์ที่มาสอนโลกเวลานี้พิลึกพิลั่น
แหม ดูซิ น้ำตานี่พังเลย (หลวงตาน้ำตาร่วงขณะเทศน์) เดี๋ยวนี้ก็ยังพังเห็นไหม นี่ละขันธ์ทำงาน ธรรมชาติ
นั้นไม่มีเข้าใจไหม นี่ละผางเท่านี้ โถ อัศจรรย์จริง ๆ ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นยังไง
อยากถามผู้มันตอนตายอยู่นี้ว่างั้นนะ โอ๊ย อัศจรรย์จริง ๆ แหม น้ำตานี้พังพราก ๆ ๆ โถ ๆ ขึ้นมาเลยเทียวนะ
พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละหรือ ๆ ๆ ย้ำอยู่นั่นน่ะ ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละหรือ ๆ ไม่เคยคาดเคยคิดนะ มันผาง
ขึ้นมา อู๊ย อัศจรรย์พูดไม่ถูก คิดดูซิเดี๋ยวนี้ยังเป็น มันสด ๆ ร้อน ๆ ทำไมเป็นไม่ได้วะ

จากนั้นแล้วมีตั้งแต่ความอัศจรรย์ เรียกว่า กายนี้ไหวเลยเทียวนะ มันเป็นอะไรก็ไม่รู้แหละ เป็นพร้อมกันหมดเลย
เวลานั้น ฟ้าดินถล่ม แดนโลกธาตุดับพรึบลงหมดเลย จากนั้นก็ย้ำทีเดียวว่า เหอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ๆ อย่างนี้
ละเหรอ ถามท่านหาอะไร มันเจออยู่นั้นแล้วจะว่าไง พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ ๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้
ละเหรอ ๆ รวมเป็นอันเดียวกันหมดแล้ว เรียกว่าธรรมอัศจรรย์เลิศเลอ หรือว่าธรรมธาตุแล้วเท่านั้น

เหอ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง แต่ก่อนเราเคยคิดเมื่อไรว่าพระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ จะมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนะ พุทโธก็พุทโธ ธัมโมก็ธัมโม สังโฆก็สังโฆ ติดหัวใจมาตั้งแต่
รู้เดียงสา แล้วมาจ้าขึ้นเวลานั้นแล้ว ธรรมชาติอันนี้มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไงเป็นอันเดียวกันแล้วนะนั่น
โอ้โห เป็นอย่างนี้เหรอธรรมอัศจรรย์ นั่น ทีนี้เวลามันจ้าหมดแล้ว สิ่งไม่เคยรู้มันรู้ไปหมดนี่ทำไงล่ะ

นี่เหรอเอามาสอนโลกหลอกโลกน่ะ หลอกอย่างนี้เหรอ โห เราพูดเราอัศจรรย์ พิลึกพิลั่นจริง ๆ ธรรมอันนี้นะ
ทีนี้ดูธรรมชาตินี้แล้วมันครอบโลกธาตุหมดแล้วนี่นะ มันจ้าไปหมดเลย ไม่ได้มีอะไรปิดบังลี้ลับ บาป บุญ นรก
สวรรค์ มันตีหน้าผากอยู่นี่ มีหรือไม่มีอยากว่าอย่างนั้นนะ มันอยากฟาดหน้าผากนั่นนะ ให้กิเลสมันหลอกมาเท่าไร
ว่าบาปไม่มี บุญไม่มี นรก สวรรค์ไม่มี มันจ้าครอบอยู่หมดตั้งแต่กัปไหนกัลป์ไหน มันไม่เห็น เฉย ๆ เข้าใจไหมละ
มันมีอยู่กี่กัปกี่กัลป์สิ่งเหล่านี้ ที่เผาสัตว์ทั้งหลายด้วยความงมงาย ด้วยความมืดความบอด ที่กิเลสหลอกไม่ให่เห็นไม่ให้รู้

อะไรจะร้อนยิ่งกว่าไฟนรก ในแดนสมมุตินี้ไฟนรกที่ประเภทกรรม ๕ อย่าง อนันตริยกรรม ๕ ฆ่าบิดาหนึ่ง
ฆ่ามารดาหนึ่ง ฆ่าพระอรหันต์หนึ่ง ทำลายพระพุทธเจ้า แม้ไม่ตายหนึ่ง แล้วก็สังฆเภท ยุยงให้สงฆ์แตกจากกันหนึ่ง
กรรมทั้งห้าประการลงในนี้หมดเข้าใจไหม มันจ้าอยู่ด้วยกันนี่ จะว่าไง แล้วไปถามหาที่ไหนนรกสวรรค์นะ พระพุทธเจ้า
องค์ไหนมาโกหกไม่มี จ้าอย่างเดียวกันนี้ บอกอย่างเดียวกันนี้หมด

พวกเรามันโง่ชะมัดนี่นะ โอ๋ย มันพิลึกพิลั่นนะ ไม่ว่าอะไร มันครอบอยู่ในหัวใจนี้หมด มันจ้าไปหมดแล้วจะไป
ถามหาที่ไหนอีกละ ก็มันพร้อมอยู่บนหัวใจนี้หมด มันจ้าไปหมดแล้วนี่ จะไปถามหาอะไร ก็มันจ้าอยู่นี่แล้ว
ทีนี้เวลาขนาดนั้นแล้ว ก็พิจารณาซิที่นี่ พอหลังจากนั้นมาพิจารณาดูโลก
โถ...โลกนี้
ทำไมเราสยดสยองความเป็นมาของเรา ความเกิดความตาย ความตกนรกหมกไหม้ ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม ลงนรกนี้
เหมือนไปขึ้นบันไดนะ จิตแต่ละดวง ๆ จิตดวงนี้มันไม่ตาย เข้าใจไหม จิตดวงนี้มันไม่ตาย กรรมฝังอยู่ในมันนั้นนะ
กรรมดีก็พาขึ้น พอหมดกรรมดี อ้าว กรรมชั่วมันก็มีมันก็ดึงลงขึ้นสวรรค์พรหมโลก ลงแดนนรกนี้ เหมือนขึ้นบันได
ลงบันไดเข้าใจไหม นี่ละขนาดนั้น ให้พากันตื่นเสีย ถ้าจะตื่นนะ

วันนี้เปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟังเต็มที่ จนกระทั่งน้ำตาร่วงให้เห็นต่อหน้าต่อตา บ้าหรือดีดูเอานะ ฟังเสียวันนี้ ขนาดนั้นนะ
ธรรมมาสอนโลก เพราะฉะนั้นจึงตัดคอขาดไว้เลยว่าอะไรไม่มี คำว่ากล้าว่ากลัว จะมีอะไรก็มันเหนือทุกอย่างแล้วนี่
ทีนี้ก็พออย่างนั้นมันดูโลก มาดูตัวเอง กำหนดพิจารณาภพชาตนี้ แหม ศพของเราคนเดียวทั้งประเทศไทย
นี้ไม่มีที่วาง คนเดียวนี้นะ นานหรือไม่นาน มันเกิดตายอยู่นี้ เวลามันจับตรงนี้ได้แล้วมันกระจายออกไปหมด
โอ๊ย ถ้าจะนับ นับไม่ได้ อย่าไปนับ เท่านั้นแหละ มันเลยเถิด นี่ละศพแต่ละศพ คนแต่ละคน จิตแต่ละดวง
ของบุคคลแต่ละคน ของสัตว์แต่ละตัวเป็นแบบเดียวกันหมด ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่าใคร ความหนาแน่น ความ
มากมายนี้เหมือนกันหมดเลย แล้วดูโลกมันดูไม่ได้ที่นี่ ดูภพชาติเจ้าของที่เคยเป็นมานี้ขยะแขยง ย้อนละที่นี่นะ
โอ้โห... มันเกิดมาขนาดนี้ มันก็ยังบึกบึนเกิดมาได้ ถ้าไม่มีอันนี้ตัดสิน มันจะไปอีกอย่างเดียวกันนี้ มันพิจารณา
ออกจากนี้แยกดูโลกละซิ ดูโลกยิ่งดูไม่ได้อีกละ มันก็แบบเดียวกันหมด ทั่วแดนโลกธาตุเป็นแบบเดียวกับเรานี้หมด
ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน

อู๊ย จะสอนไปยังไงโลกสอน อ่อนใจนะ มันเป็นเองของมัน สอนไปหาอะไร ธรรมประเภทนี้ใครจะรู้ได้เห็นได้
สอนไปให้เสียเวล่ำเวลาไปทำไม อยู่ไปกินไปพอถึงวันตายแล้วก็ไปเสียเท่านั้น นั่นเห็นไหมลงแล้วนะ พระพุทธเจ้า
เรียกว่า ท้อพระทัย เราก็ท้อใจ มีความขวนขวายน้อย แล้วเหมือนว่าตัดช่องแล้วไปแต่ผู้เดียว อยู่ทำไม สอนทำไม
ไม่เกิดประโยชน์อะไร ไปแล้วนะ เราเอาเรื่องนี้มาเทียบ โถ ๆ แต่มันไม่แล้วนะ อันนี้มันไม่แล้ว มันว่าของมัน
เป็นพัก ๆ ของมัน

สักเดี๋ยวก็ผุดขึ้นมาอีกนะ นี่แหละที่จะให้มีแก่ใจ ผุดขึ้นมาอีก ถ้าว่าธรรมเป็นของวิเศษเลิศเลอไม่มีใครสามารถ
จะรู้ได้แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหน เอาตรงนี้นะ ขึ้นตรงนี้ขึ้นในจิต เราเป็นเทวดามาจากไหนทำไมจึงรู้ได้
รู้ได้เพราะเหตุใด คำว่าเพราะเหตุใด มันก็จับสายทางนั่นซี เรารู้ได้เพราะอะไร

มันก็มีสายทางมา ตามทางที่พระพุทธเจ้าสอนว่า การให้ทาน รักษาศีล ภาวนา นี้คือทางเดินเข้ามา เข้าใจไหมละ
เข้ามาจุดนี้ ทางอื่นไม่มี นี้รู้ได้เพราะเหตุใด มันก็วางย้อนหลังมา เป็นทางที่เราเดินมาแล้งทั้งนั้น ๆ มาถึงจุดนี้
อ๋อ ขึ้นยอมรับที่นี่ อ๋อ ได้ ถึงไม่มากก็ได้ นั่นมีแล้วนะที่นี่ปฏิเสธไม่ได้เลย บอกว่าได้ไม่มากก็ได้ ถึงไม่มาก
ก็ได้อยู่ มีแก่ใจเริ่มที่จะแนะนำสั่งสอนผู้ที่สมควรจะสอน อยู่ในป่าในเขา พระเณรก็รุม ๆ อยู่นั้นแหละ

จากนั้นก็ค่อยแย็บออกมา สอนออกมา ๆ กว้างออกมา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ดูเอาซิ ทั่วแดนโลกธาตุ ประเทศไทย
เมืองนอกอะไร ได้ฟังธรรมจากหลวงตาบัวทั้งนั้น ใช่ไหมละ หนึ่งออกทางปากสด ๆ ร้อน ๆ เทศน์สอนพระ
พูดธรรมะขั้นเด็ด จากนั้นก็ออกจากเทป จากเทปก็ออกจากวิทยุ ออกทางอินเตอร์เน็ต เวลานี้กระจายทั่วประเทศไทย

ธรรมะที่หลวงตาแสดงนี้รับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ ไม่มี เคลื่อนคลาดจากหลักความจริงที่รู้ที่เห็นมาเลย เข้าใจไหม
พระพุทธเจ้าสอนโลกก็สอนแบบเดียวนี้ จึงพูดแล้ว สาธุ ตัวเท่าหนูก็ตาม เครื่องยืนยันมีอยู่ในหัวใจ รู้สิ่งใด
ค้านพระพุทธเจ้าไม่ได้ เห็นสิ่งใดค้านพระพุทธเจ้าไม่ได้ ยอมรับหมด เมื่อยอมรับหมดแล้ว ก็เต็มหัวใจ ที่จะนำออก
แสดงตามหลักความจริงที่ยอมรับเรียบร้อยแล้ว เข้าใจไหมละ

นี่แหละมันถึงผาง ๆ สอนโลก จากนั้นก็กระจายออกมา เดี๋ยวนี้ก็ทั่วประเทศไทยแล้วเราสอน เราจึงกล้าหาญชาซชัย
ถ้าพูดแบบโลกสงสาร แต่หลักธรรมแล้วไม่มี คำว่ากล้าก็ไม่มี กลัวไม่มี คำว่าได้ว่าเสียไม่มี คำว่าแพ้ว่าชนะ
ไม่มีในธรรม สอนด้วยความเมตตาล้วน ๆ


บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:14:20 »

พระอริยเวที
(พระมหาเขียน ฐิตสีโล)
วัดป่ารังสีปาลิวัน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์


ท่านเจ้าคุณเขียน วัดบ้านโพน เห็นแต่ท่านเขียนจดหมายนำพระมาฝากเรา มาเรื่อย ๆ มาฝากเรื่อย ๆ ฝากองค์นี้
เสร็จแล้วเอาคืนไป แล้วเอาองค์นั้นมาฝากเรื่อย อย่างท่านบุญมีอยู่ถ้ำเต่าก็ใช่ ท่านมาฝาก มาเรื่อย ๆ เงียบ ๆ ละ
ท่านลงมาอย่างเงียบ ๆ เราไม่รู้นะ บทเวลาท่านมรณภาพไปแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ทีนี้เราก็ซักเหตุผล
กลไกละทีนี้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ลงอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้วนั้น คือพระอรหันต์ ทีนี้เราก็ซักตามย้อนหลัง
โอ้โหย เทปเราอยู่ในกุฏิท่านกองพะเนิน มีแต่แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋ว ๆ ทั้งนั้น ท่านฟัง เงียบ ๆ อยู่นั้น ท่านปฏิบัติ
ของท่านเงียบ ๆ

เห็นแต่ท่านส่งพระมาหาเราเรื่อย เอามาฝากกับเราแล้วก็เอาคืนไป แล้วเอาองค์นั้นมาอยู่เรื่อย ๆ อย่างนั้นไม่ขาด
จนกระทั่งท่านมรณภาพถึงได้ทราบว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ตีตราแล้วว่าเป็นพระอรหันต์ล้วน ๆ เราจึง
ซักไปซักมา ที่ไหนได้เทปเราอยู่..แต่ก่อนก็เห็นท่านติดต่อเราเงียบ ๆ อย่างนั้นละ เราไม่ได้ซัก พออัฐิกลายเป็น
พระธาตุ เราซักย้อนหลัง ที่ไหนได้ เทปเราเต็มอยู่ในนั้นหมดเลย มีแต่แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋ว ๆ เต็มอยู่ในกุฏิท่าน
ท่านฟังเป็นประจำว่างั้นนะ พระเล่าให้ฟัง ท่านฟังอยู่คนเดียวท่านเงียบ ๆ ว่า กลางคืนได้ยินเสียงอ๊อด ๆ อยู่ตลอด
ท่านฟังเทปเรา อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ เป็นอย่างนั้นละ

ท่านเป็นพระที่เรียบร้อยมาก ท่านเจ้าคุณเขียนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนหนังสือด้วยกัน ท่านได้ถึง ๙ ประโยค
เราแค่ ๓ ประโยคเปิดเลย ไม่เอา เอาแค่นั้น พอเป็นปากเป็นทางแห่งการปฏิบัติเท่านั้นเอง เราไม่ได้มุ่งมากกว่านั้น
เรียนเพื่อเป็นปากทางในการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจึงได้เพียงแค่ ๓ ประโยคนั่นละเรียนปริยัติก็แค่ ๓ ประโยคพอ
จากนั้นก็ออกปฏิบัติ ตอนปฏิบัตินี้ มันเน้นหนักมากนะ เอาหนักเอาจริงเอาจังมาก ภาคปฏิบัติเป็นภาคที่ทุ่มกัน
เลยเชียว ภาคเรียนก็เรียนเพื่อปฏิบัติ มันยังมีทางผ่านอยู่ พอถึงภาคปฏิบัติแล้วทีนี้ใส่เลยตูมเลย ไปหาพ่อแม่
ครูจารย์มั่น ท่านก็ใส่ตูมเลย เต็มเหนี่ยวเราก็ดี

ท่านเจ้าคุณเขียนนี่ละองค์หนึ่งที่อัฐิกลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว วันที่ ๓ เราก็จะได้ไป ค้างนั่นคืนหนึ่ง วันที่ ๔
กลับมา เรื่องแจ้งเรื่องจิตตภาวนาเราพูดตรง ๆ เราไม่ได้คุยนะ พูดเรียงลำดับของจิตตภาวนาเป็น ขั้น ๆ นี้ละเอียด
มากสุดยอดเลย ท่านได้ไว้หมดเลยธรรมะที่เราเทศน์อัดเทป ๆ เอาไว้ คงเต็มอยู่ในกุฏิท่าน

 
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:16:59 »

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท
วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี

อาจารย์เจี๊ยะนี้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองนะนิสัยของท่านเป็นกิริยาผ้าขี้ริ้ว แต่ใจของท่าน “ มีดี ” นะ มันเคยกันแล้ว
พูดกันไม่ผิด ว่าอย่างนั้นเลยนักปฏิบัติพูดกันนี่ ดูหัวใจกันเลย เอาหัวใจกัน ถอดหัวใจมาคุยกันเลย แม่นยำ ๆ
เลย ไม่ลูบ ๆ คลำ ๆ กิริยาอย่างนี้ นิสัยไม่เหมือนกันคนเรา นิสัยนี้
ผู้ที่นิ่มนวล
ก็นิ่มนวล ทางพระเราก็เหมือนโยม เป็นพระก็ออกมาจากโยม นิสัยกิริยาอย่างไร เคยไปบวชเมื่อคราวเป็น
ฆราวาสเป็นยังไงเวลาไปบวช กิริยานิสัยนั้น ก็คล้ายอย่างเดิม เป็นแต่เพียงว่า กิริยาจะขัดต่อธรรมต่อวินัย
อันนี้เฉพาะอย่างยิ่งต่อวินัย อันนี้ท่านงดเหมือนกันไม่ผิดกัน แต่กิริยานอก ๆ ที่เป็นนิสัยประจำตัวแล้ว แบบ
ของใครของเราทั้งนั้นละ ไม่ได้เอาแบบอื่นมาใช้

เมื่อเช้านี้เราก็พูดถึงเรื่องนิสัยอาจารย์เจี๊ยะ ที่ว่าพูดถึงเรื่องราชสีห์นะเราเลยระลึกได้แล้ว นิสัยอาจารย์เจี๊ยะ
หลวงปู่มั่นรักมากนะ เมตตาสงสารมากทีเดียว เหมือนพ่อกับลูก เราเคยไปอยู่ ตอนนั้นท่านไปอยู่ก่อนเรามาหลายปี
ไปอยู่เชียงใหม่ อาจารย์เจี๊ยะก็ไปอยู่กับท่านในป่าในเขาไม่ทราบว่านานเท่าไรทีนี้เวลาท่านถูกเจ้าคุณธรรม
เจดีย์ท่านอุปัชฌาย์ของเรา อยู่อุดร มานิมนต์ท่านไปอุดร อาจารย์เจี๊ยะก็ติดตามท่านไปอยู่อุดรธานี ไปอยู่นั้น ๒ ปี
แล้วก็ไปสกลนครอีกปี

เพราะฉะนั้นท่านจึงสนิทเมตตามากกับอาจารย์เจี๊ยะ กิริยาท่านเป็นอย่างนั้น บ๊งเบ๊ง ๆ นะ กับหลวงปู่มั่นนี่เถียงกัน
ตาดำตาแดงเลย คือนิสัยเจ๊ก เข้าใจไหม? คือใส่กันเปรี้ยง ๆ แต่ทีไรก็หน้าผากเจ๊กแตกทุกที (หัวเราะ) ถูกกำปั้น
ท่านฟาดเอาละซิเสียงบ๊งเบ๊ง ๆ หน่อยนึง เสียงเงียบคือถูกกบาลแตกแล้วนั่น เสียงบ๊งเบ๊ง ๆ คือเหมือนพ่อกับลูก
นะอาจารย์เจี๊ยะกับหลวงปู่มั่น เราสังเกตดูท่านสนิทกันมาก ดูท่านเมตตามากนะ แต่เวลาเถียงกัน ท่านก็ใส่เปรี้ยง ๆ
คือทางนี้ก็นิสัยเจ๊ก (หัวเราะ) แต่อย่างนี้ทีไรก็หน้าผากแตกทุกที ไม่เคยว่าจะ หือ อย่างนั้นหรือ? ไม่เคยมีเพราะว่า
ท่านไม่ทำอย่างนั้นไว้นี่นา ก็มีแต่เปรี้ยงเอาแล้วก็มีแต่หงาย ๆ (หัวเราะ)

คือกิริยาท่านเป็นอย่างนั้นแต่ไหนแต่ไรมา นิสัยท่านตรงไปตรงมาเป็นธรรมเป็นจริง ๆ เลย เวลาดูข้างนอกแล้ว
ดูนี้กิริยาท่าทางขวางหูขวางตา ฟังเสียงก็โฮกฮาก ๆ นะ แต่เวลาให้ท่านทำงานอะไร เราจะเห็นความละเอียดอ่อน
ของท่าน อย่างเช่นการเย็บการอะไร เป็นงานละเอียดเหล่านี้ ไม่มีใครเกินอาจารย์เจี๊ยะนะ การทำความสะอาด
ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องระเบียบวินัย ท่านละเอียดลออมากทีเดียว นี่ละเป็นผู้อุปัฏฐาก เป็นผู้ดูแลบริขาร
รักษาบริขารของหลวงปู่มั่นตลอดมาเลย

เพราะท่านละเอียดลออมาก หลวงปู่มั่นก็ไม่เคยได้ดุท่านสักทีนะ ว่าทำอันนั้นไม่ถูก ทำอันนี้ไม่ดี นี้ไม่เคยมี
คือท่านทำดี เรียบ ๆ ภายในท่านละเอียดมาก แต่ภายนอกกิริยาบ๊งเบ๊งอย่างนั้นแหละ อย่าไปถือสานะ ให้หา
เอาของดี นี้เตือนด้วยความจริง เราจึงบอกตรง ๆ “ ท่านอาจารย์เจี๊ยะเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง ” กิริยาภายนอก
ก็บอกยอมรับว่าเป็นอย่างนั้น แต่กิริยาภายในนี่ เป็นอย่างหนึ่ง ต่างกันนะ รู้สึกว่า “ เป็นพระหายากอยู่องค์หนึ่ง ”
ในเรื่องความสัตย์ความจริง เอาจริงต่อหลักต่อธรรมนี้ ท่านไม่เอนไม่เอียงเลย พุ่ง ๆ เลย กิริยาเรื่องโลกเรื่องสงสาร
ท่านไม่มี มีแต่เรื่องความมุ่งมั่นต่อหลักต่อธรรม เป็นความสัตย์ ความจริงล้วน ๆ ไป

ก็ยังเหลือเท่านี้แหละ นี่หลวงปู่มั่นมรณภาพไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่หลวงตาบัว กับหลวงตาเจี๊ยะเท่านั้นละ เวลานี้
ยังเหลืออยู่ ๒ องค์ นอกจากนั้นก็ร่วงโรยไปไม่ค่อยปรากฎ ก็เป็นพวกลูกพวกหลานไปละ เวลานี้หมด ไป ๆ




บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:19:17 »

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ
วัดป่าเขาน้อย จ.บุรีรัมย์

วันนี้ทั้งวันเป็นมหามงคล และเป็นวันวิปโยคพลัดพรากจากกันระหว่าง ความเป็นกับความตาย วันนี้พี่น้องทั้งหลาย
ได้รวมกันมาเพื่อได้มาปลงธรรมสังเวช คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ใช่เป็นความสุข ความเจริญรื่นเริงพอที่จะ
ให้ใคร ๆ ก็ตาม ดีอกดีใจไปตามความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีตั้งแต่ความกระวนกระวายระส่ำระส่าย

วันนี้พี่น้องทั้งหลาย ก็ได้มาปลงธรรมสังเวช แล้วจะได้ปลงศพหรือเผาศพท่านอาจารย์สุวัจน์ ซึ่งเป็นพระปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบองค์หนึ่ง สมควรจะเป็นเจดีย์ของพี่น้องชาวไทยเราได้ โดยไม่ต้องสงสัย เพราะท่านผู้นี้เป็นลูกศิษย์
ของท่านอาจารย์ฝั้นก็เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ได้ติดสอยห้อยตามหลวงปู่ฝั้นมาตลอด เวลาหลวงปู่ฝั้นเข้ากราบ
ฟังธรรมจากหลวงปู่มั่น ท่านก็ติดตามมาด้วยโดยสม่ำเสมอ

การปฏิบัติองค์ท่าน เป็นที่น่ายินดีตลอดมา ไม่มีความด่างพร้อยในเรื่องต่าง ๆ ที่เคยมีเสมอในแดนแห่งพุทธศาสนา
ของชาติไทยเรา อยากจะพูดว่ามีอยู่ทั่วไป บวชมาเพื่อความสงบสงัด อบรมศีลธรรมเข้าสู่ใจให้ได้รับความชุ่มเย็น
แก่ตนเองและประโยชน์สส่วนรวม กลับกลายเป็นเรื่องบวชเข้ามาส่งเสริมความชั่วช้าลามกหาความสงบไม่ได้ กวนจิต
กวนใจประชาชนญาติโยม เพราะเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากพระหาความหิริโอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาปไม่ได้

แต่สำหรับอาจารย์สุวัจน์นี้นั้น ท่านเป็นพระที่สงบเสงี่ยมเจียมตัว สมกับชื่อนามของท่านว่า สุวัจน์ แปลว่า ผู้บอกนอน
สอนง่าย เป็นภาษาบาลี ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตลอดมา ทั้งภายนอกคือการปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยก็
ไม่มีความคลาดเคลื่อน เป็นที่อบอุ่นในองค์ของท่านว่ามีศีลเต็มองค์ ทางด้านจิตใจท่านก็อบรมตลอดมากับ
ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จนปรากฎเด่นขึ้นภายในจิตท่าน ถึงกับท่านได้พูดออกมาด้วยความพอใจ ในการ
ตะเกียกตะกายเสาะแสวงหาคุณงามความดี มีมรรคผลนิพพานเป็นสำคัญ ท่านก็เป็นที่แน่ใจในการปฏิบัติองค์
ของท่าน เหตุกับผลเข้ากลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

ดังที่ท่านแสดงไว้ในบทสังฆคุณว่า สุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติดี อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรงต่ออรรถต่อธรรมต่อวินัย
สามีจิปฏิปนฺโน เป็นผู้ที่ปฏิบัติน่ากราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาของชาวพุทธเราได้ อญฺชลิกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การ
กราบไหว้ตลอดถวายทักษิณาทาน ไม่เกิดความเดือดร้อนว่าถวายพระผู้ทุศีล ศีลขาดศีลทะลุ ไม่มีศีลติดตัว
แต่ท่านสมบูรณ์แบบในเรื่องธรรมที่กล่าวเหล่านี้ อญฺชลิกรณีโย

ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ แปลออกแล้วว่า ธรรมทั้งหลายที่ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเอง ทรงไว้ธรรม
อันเลิศเลอเป็นลำดับขึ้นไป จากการปฏิบัติและเห็นโดยลำพังตนเอง ผู้ไม่ปฏิบัติก็ไม่มีทางเห็น ถึงศาสนาเรา
จะมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองตลอดมาอย่างนี้ ถ้ามีตั้งแต่การศึกษาเล่าเรียนเฉย ๆ ไม่สนใจประพฤติปฏิบัติตนเพื่อ
อรรถเพื่อธรรม มรรคผลนิพพานที่พระพุทธเจ้าประกาศมา ตั้งแต่วันประทานพระโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็
เป็นโมฆะไปหมดสำหรับผู้เช่นนั้น แต่สำหรับผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ก็เป็น ปุญญักเขต ของตนด้วย เป็น ปุญญักเขต
ของโลกทั้งหลาย

ท่านจึงเรียกว่า ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส แปลว่า พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติที่น่ากราบไหว้
บูชาควรแก่การทักษิณาทานของพี่น้องทั้งหลายเหล่านั้น เรียกว่าเป็นปุญญักเขต คือ เนื้อนาบุญของโลก ด้วย
ความอบอุ่นในน้ำใจของท่านผู้บริจาคทานมากน้อย ท่านเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมประเภทนี้โดยไม่อาจสงสัย เพราะ
ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเรื่อยมา



บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:20:28 »

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

เจ้าคุณพุธ เสียแล้ว เผาศพเรียบร้อยแล้วก่อเจดีย์เป็นอนุสรณ์ของท่าน เขาจะหาเงินมาก่อเจดีย์ให้มีงานขึ้น
งานทอดผ้าป่าเพื่อสร้างเจดีย์วัดป่าสาลวัน โดยอาจารย์มหาบัวเป็นองค์แสดงธรรม เขามานิมนต์เรา เรารับ นั่นละ
ไปแสดงธรรม ทอดผ้าป่าคราวนั้นก็ได้เงินตั้งหลายล้านนะ ดูว่า ๒ ล้าน ๗ แสน สองล้านกว่า ที่เราไปเทศน์ให้
วันนั้น ก่อเจดีย์เจ้าคุณพุธได้เงิน ๒ ล้าน ๗ แสน

เจ้าคุณพุธก็เป็นพระปฏิบัติดี คุ้นกันมากับเรา โอ๋ย คุ้นกันมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่สมัยเป็นมหาเปรียญด้วยกัน
ท่านก็สนใจทางปฏิบัติเรื่อยมาจนกระทั่งท่านจากไป เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่
ท่านเทศน์
ก็มีคมคาย เราฟัง พูดให้ฟังเสียจริง ๆ กรรมฐาน อ่านภูมิธรรมกันนี้ ไม่ได้อ่านยากนะ ขึ้นเทศน์แม้จะเทศน์
ประชาชนก็ตาม มันหากมีแย็บออกมาจับจนได้นั่นแหละ แสดงว่าเทศน์มีภูมิ อยู่ในภูมิไหน ๆ มันจะค่อยบอก
ไปเรื่อย ๆ แย็บออกมาตรงไหน ๆ ออก จะจับไปเรื่อย ๆ คือไม่รู้ ออกไม่ได้ ความจริงว่าอย่างนั้น



บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:28:39 »

ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร
วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล จ.สกลนคร

ท่านสิงห์ทองเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มออกบวชใหม่ ๆ และสนใจทางด้านปฏิบัติเรื่อยมา
แล้วก้มาอยู่กับหลวงปู่มั่นด้วยกัน พอหลวงปู่มั่นมรณภาพแล้วก็ติดสอยห้อยตามเราเรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงวาระ
ที่โยมแม่มาอยู่ด้วย ก็พอดีกับคณะศรัทธาทางบ้านชุมพลนี้ไปนิมนต์ท่านมาอยู่สถานที่นี่ ท่านก็เลยได้พาโยมแม่
ท่านมาอยู่ที่นี่ จนกระทั่งถึงกาลอวสานแห่งชีวิตของท่าน

ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เอาจริงเอาจัง เรื่องความเพียรนี้ยกให้ว่าเก่ง เดินจงกรมนี้ทางจงกรมจะเป็นโสก
เป็นเหว ท่านสิงห์ทองเดินจงกรมขนาดนั้น แต่นิสัยชอบตลกหน่อย เวลาพูดมีตลกนิด ๆ เป็นนิสัยอย่างนั้น
มาดั้งเดิม แต่ท่านเอาจริงเอาจังมาก นี่ท่านมรณภาพ หรือท่านเสียลงไป ตายลงไปแล้ว ก็ยังแสดงให้เราทั้งหลาย
ได้เห็นความปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือผลแห่งการปฏิบัติดีของท่านได้ปรากฎขึ้นมา เวลานี้อัฐิของท่านเริ่มกลายเป็น
พระธาตุไปโดยลำดับลำดาแล้ว ถ้าลงอัฐิได้กลายเป็นพระธาตุในเบื้องต้นแล้ว จะต้องกลายเป็นพระธาตุเรื่อย ๆ ไป
ใครเก็บไว้ในสถานที่ใดจะเริ่มกระจายและแปรเป็นพระธาตุเรื่อย ๆ ไป พระธาตุนี่หมายถึงว่า อัฐินั้นนะได้แปรสภาพ
ออกจากความเป็น จากอัฐิ แล้วกลายเป็นพระธาตุขึ้นมาเป็นเม็ดกลม ๆขนาดเม็ดข้าวโพดนี้เป็นส่วนมาก ท่านเรียกว่าพระธาต
ท่านสิงห์ทองก็เริ่มอัฐิกลายเป็นพระธาตุมาโดยลำดับแล้วนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นเรื่องมรรค เรื่องผล ของ
พระุพุทธศาสนาที่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้รับมา ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันถ้ายังมีท่านผู้ปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบ สนใจในการบำเพ็ญจิตตภาวนา รักษาสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่ไว้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ศาสนธรรม
ของพระพุทธเจ้าก็คือ ตลาดแห่งมรรคผลนิพพานเราอย่างสด ๆ ร้อน ๆ นั้นเองไม่ผิดอะไรกับครั้งพุทธกาล
เลยเพราะคำว่าสวากขาตธรรม ที่ว่าตรัสไว้ชอบแล้วนั้น ชอบตั้งแต่ขณะที่พระพุทธเจ้ารับสั่ง คือตรัสเทศนา
ว่าการออกมา จนกระทั่งพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ธรรมะที่ทรงสอนไว้แล้วอย่างไรก็เป็นความชอบธรรม
อยู่โดยลำดับลำดา

เพราะฉะนั้นผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามหลักศาสนธรรมจึงเป็นผู้จะได้ทรงมรรคทรงผลเป็นอย่างดี ตามกำลัง
ความสามารถของตน นับตั้งแต่กัลยาณปุถุชน กัลยาณภิกษุ ขึ้นไป พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์
นี้อยู่ในห่วงแห่งศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าที่ครอบไว้หมดแล้ว




บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:30:51 »

หลวงปู่ลี กุลสลธโร
วัดถ้ำผาแดง จ.อุดรธานี

วัดภูสังโฆก็ดี วัดผาแดงก็ดี นี่เป็นวัดทองคำ เพชรน้ำหนึ่งทั้งสองวัดนะ เป็นแต่เพียงนิสัยวาสนาที่มาใช้ในแดนสมมุตินี้
ต่างกันเท่านั้นส่วนวิมุตินั้นเหมือนกัน ลูกศิษย์ของเราทั้งสองเลยนะ ธรรมลี จะไม่พูดเต็มปากได้ยังไง ท่านวันชัย
ก็มาพูดต่อปากต่อคำ เรื่องการภาวนาเป็นยังไง ๆ ขัดข้องตรงไหนเราเป็นผู้แก้ไขให้ทั้งนั้น ๆ จนกระทั่งทะลุ
นี่อันหนึ่ง แล้วธรรมลีก็ตั้งแต่วันบวชแล้ว บวชวันถวายเพลิงหลวงปู่มั่น บวชวันนั้นที่วัดป่าสุทธาวาส ตั้งแต่บวชแล้ว
ติดสอยห้อยตามเราตลอดเหมือนเด็กนะ ธรรมลีนี้เหมือนเด็ก ไม่มีธรรมวินัยอะไรเลย เอาพ่อแม่กับลูกเข้าเลย
เป็นใหญ่กว่า เราจะไปไหนติดตาม คือไม่ต้องขออนุญาตนะ เห็นไหมไปกรุงเทพฯด้วย ด้อมตาม ถ้าไปขออนุญาต
ท่านจะไม่ให้ไป ต้องขโมยไปแบบนี้แหละ เห็นไหมละ เป็นอย่างนั้นไปทีไร อยากไปไปเลยนะ ปั๊บ ขโมยไปเลย
เป็นอย่างนั้น นี่เป็นนิสัยอันหนึ่ง เราก็ทราบ นี่ก็ตั้งแต่ต้นมา เราสอนตั้งแต่ ก.ไก่ ก.กา เรื่อยมา...



บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:32:40 »

หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก

วัดทุ่งสามัคคีธรรม จ.สุพรรณบุรี


หลวงพ่อสังวาลย์ เป็นผู้มีบุญญาภิสมภารอันกว้างขวางลึกซึ้งมาก ยากที่จะมีใคร ๆ เสมอเหมือนได้ เพราะ
ท่านมีน้ำใจกว้างขวาง แสดงออกให้เห็นจากบริษัทบริวารศรัทธาทั้งหลายที่มาจากทุกทิศทุกทางคนเราต้องมา
ด้วยน้ำใจ น้ำใจเป็นของลึกซึ้งมากทีเดียว ถ้าลองน้ำใจได้ไหลลงไปที่ใดแล้ว เป็นได้ไหลตลอดไม่มีถอยนี่น้ำใจ
ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศีลไปด้วยธรรมของพี่น้องทั้งหลาย ซึ่งเกิดจากความเชื่อความเลื่อมใสในหลวงพ่อสังวาลย์
แม้องค์ท่านเองจะทุพพลภาพ ไปไหนมาไหนนอนสั่งอยู่บนเตียงก็ตาม แต่วาสนาบารมีของท่าน ไม่ได้นอนอยู่
บนเตียงเหมือนเรือนร่างของท่าน แต่เต็มไปด้วยความเมตตาต่อพี่น้องทั้งหลาย เช่นเวลานี้ท่านจะต้องคิดอยู่ตลอด
เวลาตั้งแต่เริ่มงานมาจนกระทั่งบัดนี้ วันนี้เป็นวันที่ท่านคิดมากห่วงใยกับชาติบ้านเมือง กับศาสนา กับจิตใจ
ของพี่น้องชาวไทยเราว่าคราวนี้เป็นคราวที่ท่านเป็นผู้นำผู้หนึ่ง แม้ร่างกายจะทุพพลภาพ แต่ส่วนจิตใจและวาจา
ของท่านที่จะแสดงต่อพี่น้องทั้งหลาย ด้วยน้ำใสใจเมตตาจริง ๆ ว่า วันนี้งานเราจะเป็นอย่างไรบ้างนาแล้วก็
หลวงตามหาบัว ท่านก็มาที่นี่ด้วย เพื่อช่วยชาติบ้านเมือง อันเป็นเจตนาอย่างเดียวกัน แล้วงานของเราเพื่อรับ
ชาติบ้านเมืองและรับจิตใจของเราขึ้นสู่ธรรมนี้ จะเป็นอย่างไรนะ จะบกพร่องอะไรหรือไม่ ท่านต้องเป็นกังวล
มากมาย พี่น้องทั้งหลายทราบตามนี้ก็แล้วกันเพราะท่านเป็นผู้มีบุญญาภิสมภารอำนาจวาสนามากทีเดียวองค์หนึ่ง
น่าชมเชยสรรเสริญเป็นอย่างมาก ที่ท่านอยู่นี่ท่านเป็นเหมือนแม่เหล็กเป็นเครื่องดึงดูดจิตใจของประชาชน
ให้ระลึกถึงท่านมากน้อยเพียงไร ย่อมเกิดเป็นกุศลมหากุศลขึ้นที่ใจของตน ไม่มีการเฉื่อยชา ไม่มีการจืดจาง
ตลอดมา นี่เพราะอำนาจแห่งเมตตาธรรม วาสนาบารมีของท่านที่เคยเกี่ยวโยงกับพี่น้องทั้งหลายเคยเป็นลูกศิษย์
ลูกหาเป็นบริษัทบริวารกันมา เมื่อพูดคำใดออกมาย่อมมีน้ำมีเนื้อมีรสมีชาติทุกสิ่งทุกอย่างต่อจิตใจของบริษัท
บริวารทั้งหลายให้มีความอุตส่าห์พยายามใน

ทางคุณงามความดีทั้งหลาย ท่านก็ได้ข้อคิดเต็มหัวใจวันนี้ พี่น้องทั้งหลายกรุณาตอบแทนท่านด้วยอำนาจแห่ง
การให้ทาน การรักษาศีลการเจริญเมตตาภาวนาเดินตามรอยครูนี้แหละ จะเป็นผู้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดไป



บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:35:02 »

หลวงปู่คำตัน ฐิตธัมโม
วัดป่าดานศรีสำราญ จ.หนองคาย

หลวงพ่อตันนี้ เป็นลูกศิษย์ของหลวงตาเอง อยู่ห้วยทรายด้วยกัน อำเภอคำชะอี ท่านเป็นตาปะขาวมาภาวนาด้วย
เห็นว่าภาวนาดี มาเล่าเรื่องภาวนาให้ฟังน่าฟังดี เราเลยจัดบริขารให้ไปบวชที่จังหวัดมุกดาหาร แต่ก่อนเป็นอำเภอ
เดินด้วยเท้าไปบวช เสร็จแล้วก็มาอยู่ห้วยทรายด้วยกัน หลังจากนั้นก็พลัดพรากจากกันไป พบกันเป็นบางครั้ง
บางคราว จนกระทั่ง ท่านมาอยู่นี่ จนท่านเสียไป

การภาวนาของท่านดีมาตั้งแต่เป็นตาปะขาว เราถึงได้จัดบริขารบวชให้ จากนั้นการภาวนาก็ก้าวหน้าเรื่อย ๆ ไปจน
ควรแก่การก่อเจดีย์ให้ วันนี้ได้มากราบเจดีย์ของหลวงพ่อตันเป็นพระสำคัญองค์หนึ่ง ได้ติดสอยห้อยตามกันมา
ตลอดตั้งแต่เริ่มแรกเป็นลูกศิษย์มา

บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #30 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:35:54 »

หลวงปู่แนน สุภัทโท
วัดซำขาวถ้ำยาว จ.ขอนแก่น

หลวงพ่อแนน ท่านก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านช่วยเหลือชาติบ้านเมืองน้อยเมื่อไร เป็นล้าน ๆ ล้าน ๆ ทั้งเงินสด
ทั้งทองคำ รวมศรัทธาญาติโยมทั้งหลายแถวใกล้แถวไกลมาเป็นกำลังกันแล้วก็ยกมาถวายวัดบ้านตาด เพื่ออุ้ม
ชาติไทยของเรา ท่านบำเพ็ญมามากต่อมากนะ นี่ทราบว่าท่านยังสั่งเสียกับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาศรัทธาญาติ
เวลาท่านตายไปแล้วก็ให้พยายามขวนขวายช่วยหลวงตาต่อไป เราก็ขออนุโมทนาด้วย เมื่อวานนี้ก็ไปพบเจ้าคุณสมาน
อยู่ที่วัดโพธิฯ บอกว่าหลวงพ่อนี่เพียบเต็มที่แล้ว พอมาก็ทราบข่าวว่าเสีย

เรื่องการเป็นการตายนี้มีทั่วไปในโลกธาตุ เกิดกับตายเป็นอันเดียวกัน เกิดจากร่างกายอันเดียวกัน เกิดแล้ว
ความตายมาพร้อมกันเรียบร้อยแล้ว จึงไม่เป็นของแปลก มันแปลกตั้งแต่ตายดีหรือตายชั่วเท่านั้น ถ้าคนดีแล้ว
ตายดีไปดี ถ้าคนชั่วตายแล้วจม ต่างกันเท่านี้เอง


บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #31 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:37:19 »

ท่านพระอาจารย์วันชัย วิจิตโต
วัดป่าภูสังโฆ จ.อุดรธานี

ท่านวันชัยนี้ก็มาอยู่กับเราหลายปี เวลาท่านอยู่ที่มูลนิธิหลวงปู่มั่นที่ฝั่งธนฯ พอดีเราไปนวดเส้น ก็ไปเจอท่านวันชัย
ที่นั่น ถามเหตุถามผล จะไปไหนมาไหนหลักเกณฑ์ไม่ค่อยมี เราก็ไม่เคยได้บอกใครให้มาอยู่กับเรา นี่ได้บอกเลย
พอได้ความว่าเหมือนว่าหลักลอย ว่างั้นเถอะนะ จะไปไหนมาไหน พูดยาก ๆ ตอบยาก ๆ ลำบากการตอบ นี่แสดง
ให้เห็นว่าหลักลอย เราก็ตอบว่า ถ้างั้นให้ไปอยู่วัดป่าบ้านตาดกับผมที่วัด พอเรามาท่านก็ตามมา มาอยู่ที่นี่แล้วเข้า ๆ
ออก ๆ จากนี้ก็ไปตั้งที่วัดนั้น เราก็ให้ไปอยู่ที่วัดภูสังโฆเรื่อยมา สักเท่าไรปีแล้ว มาอยู่กับเราตั้งแต่ปี ๒๕๒๓
มันก็ ๒๓ ปีแล้วตั้งแต่เกี่ยวข้องกันมา ใกล้ชิดติดพันจริง ๆ ๒๓ ปี

นี่เราก็สอนมาตั้งแต่ต้นเหมือนกันกับท่านลี ต่อปากต่อคำเราเอง เราเป็นคนสอนเอง เล่าเรื่องอะไรมาให้เราฟังเอง ๆ
เพราะฉะนั้นเราถึงพูดได้เต็มปาก นี่เราฟังแล้ว ว่าทั้งสองนี้เป็นเพชรน้ำหนึ่งด้วยกัน ต่างกันแต่นิสัยวาสนาที่ใช้
ในแดนสมมุตินี้เท่านั้น ส่วนวิมุตตินั้นเหมือนกันหมด กรุณาทราบเอาไว้

 
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #32 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:39:17 »

พระอาจารย์เสถียร สมาจาโร
วัดวาชูคุ จ.กาญจนบุรี

องค์หนึ่งที่ไปมรณภาพอยู่เมืองกาญจน์ (ชื่ออาจารย์เสถียรครับ) เออ พระเสถียรที่อยู่ติดต่อกับพม่า เมืองกาญจน์นะ
นี่ท่านสั่งไว้เลย เห็นไหมละ ความแน่ใจของท่าน ก่อนที่ท่านจะตายท่านสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว อัฐิของท่านจะเป็น
พระธาตุแน่นอน บอกไว้เลย แล้วก็เป็นพระธาตุ แล้วเป็นพระธาตุมีแปลก ๆ ไหม (เป็นครับใสเป็นกระจกเลยครับ)
ก็อย่างนั้นแหละ เราสืบทราบและสืบเสาะมานี้ ท่านอยู่อุดรนะฟังว่า แล้วท่านไปยังไง ๆ จึงไปอยู่ที่เมืองกาณจน์
(ธุดงค์ไปแหละครับ) แต่ครั้นรวมแล้วก็ไม่พ้นที่อยู่ของท่านมีแต่เทปเรา อย่างนั้นแหละ เทปเราทั้งนั้น มีตั้งแต่
เทปหม้อเล็กหม้อจิ๋ว อย่างนั้นละท่านปฏิบัติ ท่านสั่งเสียไว้เลยว่า เวลาท่านตาย สั่งเสียเกี่ยวกับร่างกายของท่าน
เวลาท่านตายแล้ว อัฐิของท่านจะเป็นพระธาตุ ดูว่าเป็นแก้วเป็นอะไรก็มี นี่องค์หนึ่ง


บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #33 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:41:51 »

อัฐิของลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่มั่นเรานี้ ที่เวลาล่วงลับไปแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุไม่น้อยนะ เอา
ลองนับดูซิ ผู้กำกับ นับให้ชัดเจนออกทางนี้ นับเรื่อยมา เราจะคอยฟังไ ม่น้อยนะที่ท่านจะตักตวงเอามรรคผล
นิพพานที่เลิศเลอประกาศอกมาทางร่างกายของท่าน คืออัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ธรรมที่ท่านสอนโลก
ก็สอนไปแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่ในส่วนหยาบ ก็คืออัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุมีจำนวนไม่น้อยนะองค์ไหนเอาว่าไปซิ

(หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่ตื้อ อันนี้เชียงใหม่นะครับ หลวงปู่หล้า หลวงปู่คำดี ท่านอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านอาจารย์สุวันจน์ ท่านอาจารย์จวน หลวงปู่ตัน ฝ่ายผู้หญิงคุณแม่แก้ว) ฝ่ายผู้ชายยังไม่หมดน้า เอะอะไปคว้า
ผู้หญิงมาแล้ว ผู้หญิงเดียวนี้มันขี้เกียจภาวนาจะตาย อย่าด่วนเอามาตีไว้ก่อน เอาทางนี้ขึ้นก่อน เอาว่าไป
(หลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย ไม่ทราบว่า....) ใช่ ๆ แน่เลย แน่ร้อยเปอร์เซ็นต์หลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย
ท่านผางองค์หนึ่ง ท่านผางลูกหลานหลวงปู่พรหมดงเย็น นี่เป็นพระธาตุเงีบย ๆ นะ องค์นี้เป็นพระธาตุ

กี่องค์แล้วหละ (๑๗ แล้วครับ) นี่ละที่เพชรน้ำหนึ่งแสดงไว้ในท่านมกลางแห่งกรุงสยามของเราซึ่งเป็นชาวพุทธ
ได้เห็นชัด (หลวงปู่ฝั้น) เออ หลวงปู่ฝั้น (เร็ว ๆ นี้ก็อาจารย์เจี๊ยะรับรองไหมครับ) เอาไว้ก่อน ให้เห็นชัดเจน
เสียก่อน ค่อนข้างแน่ละ แต่เราอยากเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์เราถึงจะออกประกาศ เราโกหกใครไม่เป็น ภาษาธรรม
ว่ายังไงเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นใครจะมาว่าอะไรให้เรา โจมตีเรา โจมตีไปว่างั้นเลย ของจริงเป็นของจริง
ของปลอมเป็นของปลอม โจมตีมาเท่าไรก็ปลอมมาเท่านั้น เข้าใจไหมละ ของจริงมีอันเดียวจริงตลอด ของปลอม
มีกี่หมื่นกี่แสนกี่ร้อยพันจมไปหมด เพราะเป็นของปลอม

เพราะฉะนั้นเราจึงพูดได้เต็มปาก อาจารย์เจี๊ยะนี้เราก็ค่อนข้างเชื่ออยู่แล้วนะ แต่ยังไม่ประกาศโจ่งแจ้ง ให้เห็น
ของท่านเสียก่อน เพราะท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้ว เราก็บอกเป็นพระสำคัญ แต่ยังไม่เห็นพยานนั้นออกมา
เราจึงเรียกว่ารอ ๆ นิดหน่อย ที่ให้รอก็รอ ที่ไม่แน่ใจก็ให้รอ ที่แน่แล้วอย่างนี้ออกได้เลย (อาจารย์ชาครับ)
เออ อาจารย์ชาองค์หนึ่ง นี่ละลูกศิษย์ ท่านอาจารย์มั่นนะ อาจารย์ชานี่ก็ลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่น สายพ่อแม่
ครูอาจารย์มั่นทั้งนั้น

กี่องค์ละ (๑๘ แล้วครับ) นั่นฟังซิ (รุ่นเก่าหลวงปู่สิงห์) หลวงปู่สิงห์ได้ทราบว่าเป็นพระธาตุแล้วนะ ก็สมชื่อสมนาม
ที่ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่อยู่ที่วัดสาลวัน โคราช ท่านเป็นลูกศิษย์เรียกว่าต้นปีละ (ถ้านับก็ ๑๙ ครับ ถ้านับ
หลวงปู่สิงห์ก็ ๑๙ หลวงปู่ปิ่นครับ) อันนี้ไม่ค่อยชัดนะ หลวงปู่สิงห์นี่ชัดแล้วเป็นพระธาตุ คือวัดส่วนหยาบต้องเอา
พระธาตุวัดกันตามหลักเกณฑ์ของตำหรับตำราบอกไว้อย่างชัดเจน อัฐิที่จะกลายเป็นพระธาตุได้นั่นคืออัฐิของ
พระอรหันต์เท่านั้น ฟังแต่ว่าเท่านั้น ชี้ขาดเลย เมื่อออกมาอย่างนี้ก็ประกาศป้างเลยชัดเจน ธรรมดาผู้ที่จะออกมา
นี้ท่านทราบก่อนแล้วแหละ ตั้งแต่ยังไม่ตาย ครูบาอาจารย์องค์ไหนองค์ไหนเป็นยังไงในวงปฏิบัติลูกศิษย์ลูกหา
ท่านทราบมาชัดเจนตลอด

อันนี้ประกาศตอนสุดท้ายของท่านที่ล่วงไปแล้วเท่านั้นเอง สำหรับภายในที่ท่านอยู่ด้วยกัน ศึกษาอบรมมาด้วยกัน
ท่านทราบกันมาตลอด ๆ เลย เพราะวิถีจิตวิถีธรรมอาจารย์กับลูกศิษย์ไม่พูดต่อกันจะพูดต่อใคร การเทศนา
ว่าการเรื่องจิตใจการดำเนินก้าวเดินเป็นยังไง ๆ เพื่อมรรคเพื่อผลขั้นใดภูมิใด ท่านจะชี้แจงแสดงเหตุผล
ท่านไม่ได้บอกว่าท่านได้บรรลุธรรมขั้นนั้น ๆ ก็ตาม แต่ธรรมชาติที่ท่านนำออกนี้คือธรรมล้วน ๆ ออกเป็นขั้น
เป็นภูมิไปเลย นั่น ใครจะไม่ยอมรับ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ใกล้ชิดติดพันท่านทราบกันหมด เป็นแต่ว่าท่าน
ไม่พูดเฉย ๆ เงียบ ๆ เท่านั้นเอง อันนี้ออกมาเปิดเผยแล้วจึงประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบ


บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:43:52 »

เมื่อสองสามวันนี้เราก็ได้พูดนี่นะ อันนี้จะเป็นองค์ท่านเองรู้ชัดในธาตุขันธ์ของท่านเอง ครอบธาตุขันธ์นี้แล้ว
เราก็บอกชัดเจนแล้วว่าจิตตั้งแต่บรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมาแล้ว นี่ละที่ว่าฟอกธาตุขันธ์ที่เป็นเรือนร่างของจิตที่บริสุทธิ์นั้น
ฟอกมาโดยลำดับกระแสของจิตที่บริสุทธิ์นี้กระจายออกทั่วสรรพางค์ร่างกายเรียกว่าฟอกธาตุขันธ์ที่เป็นส่วหยาบ
เหมือนคนทั่ว ๆ ไปนี้ให้กลายเป็นส่วนละเอียดเข้าไป ๆ ท่านรู้ของท่าน จิตของท่านผู้ที่หลุดพ้นแล้วท่านรู้

คือร่างกายนี้เป็นเรือนร่างของจิตที่บริสุทธิ์ ทีนี้เวลาจิตบริสุทธิ์แล้วนั้นการฟอกจิตนี้ฟอกโดยหลักธรรมชาติ
ตั้งแต่วันบรรลุมา ฟอกนี้เรียกว่าหลักธรรมชาติอย่างละเอียดลออเรื่อย ๆ ที่เด่นที่สุดก็คือเวลาท่านเข้าสมาธิ
สมาบัติภาวนาของท่าน นั่นละกระแสของจิตเข้ามานี้หมด ทีนี้พอเข้านี้หมดกระจายฟอกธาตุขันธ์ได้อย่างเต็มเม็ด
เต็มหน่วย ทีนี้ท่านมองดูธาตุขันธ์ของท่านถ้าพูดเทียบกับโลกนี้เรียกว่าเป็นทองทั้งแท่ง ๆ อยู่ในนี้ แต่สายตา
ของเราก็เป็นคนเหมือนท่าน ๆ เรา ๆ แต่สายตาของธรรมท่านเห็นของท่านเอง เป็นเหมือนทองคำทั้งแท่ง
พากันเข้าใจเสียนะ พูดอย่างนี้เคยได้ยินไหมท่านทั้งหลาย

นี่ละเรื่องธรรมที่บริสุทธิ์ดูเรือนร่างของตัวเอง เป็นส่วนหยาบก็รู้ชัด ๆ เป็นโดยลำดับอย่างนี้ละ เวลาท่านมรณภาพ
ไปแล้วจะกลายเป็นพระธาตุได้ยังไง ก็กระจ่างอยู่ภายในตั้งแต่ท่านยังไม่ตายอยู่แล้ว ธาตุขันธ์ถูกซักฟอก
เป็นธาตุขันธ์ที่ละเอียดลออจนกลายเป็นธาตุขันธ์ที่บริสุทธิ์ของพระอรหันต์ แต่สายตาของโลก ก็เป็นธาตุขันธ์ธรรมดา
เหมือนเรา แต่สายตาของธรรมที่เป็นผู้รับผิดชอบคือ จิตที่บริสุทธิ์ของท่านครองร่างอยู่นี้ ท่านดูกระจ่างของท่าน
อยู่ตลอดเวลา เห็นชัดเจนหมด

ท่านทั้งหลายไม่ได้ฟังให้ฟังเสียนะ เราจะเปิดให้เต็มเหนี่ยว เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งที่มันโจมตีนั้นนี้มีแต่มูตรแต่คูถ
อย่าเอามาป็น สรณํ คจฺฉามินะ ให้เอา พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ มากราบไหว้บูชาและปฏิบัติตามนั้น ท่านทั้งหลาย
จะค่อยไต่เต้าขึ้นไป ๆ อย่างนี้นะ ถ้าเชื่อตามกองมูตรกองคูถนั้นก็มีแต่มันจะฟาดลงพวกนี้ให้เป็นกองมูตรกองคูถ
ทั้งหมด ธรรมนี้ดึงออกจากกองมูตรกองคูถ ถ้าฟังเสียงธรรมไม่ได้หมดค่าหมดราคามนุษย์เราฟังให้ชัดเสียนะ
วันนี้เกี่ยวกับเรื่องอัฐิของพระอรหันต์กลายเป็นพระธาตุ

(ขอนแก่นหลวงปุ่ผาง) เออ หลวงปู่ผางองค์หนึ่ง (เจ้าคุณอริยเวทีเร็ว ๆ นี้ครับ) เออ ๆ เจ้าคุณอริยเวที มหาเขียน
๙ ประโยค ทีแรกเราสงสัย ท่านก็อยู่ของท่าน แต่มีที่สำคัญอยู่คือว่าท่านส่งพระท่านมหาเราเรื่อย มาอยู่กับเรา
ส่งองค์นั้นไปแล้วขอองค์นี้กลับคืนไปนู้น แล้วส่งของท่านออกมาเรื่อยหาเรา เราไม่ทราบว่าท่านสนใจธรรมะ
ของเรามากน้อยเพียงไร เวลาพอทราบว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ เอ๊ ท่านเป็นยังไง ยังงง ๆ อยู่
ท่านก็อยู่เงียบ ๆ ของท่าน บทเวลามาทราบจากพระทีหลังนี้เทปของเราอยู่กับท่านหมดเลย ท่านฟังอย่างเงียบ ๆ
เพราะฉะนั้นเวลาส่งพระมา ท่านจึงส่งจากวัดท่านมาหาเรา มาขอฝาก บางทีก็เขียนจดหมายมา บางทีก็ฝากคำ
มาพร้อมกับผู้มา ท่านเขียนจดหมายมาเองมาฝากเราให้มาอยู่เรื่อย ๆ


บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #35 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:44:51 »

เวลาย้อนหลังไปนี้เทปของเรานี้มีทุกขั้นทุกภูมิของธรรม ท่านเก็บไว้หมดท่านฟังโดยตลอดผู้เดียว เงียบ ๆ
เราจึง อ๋อ ยอมรับและอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุแล้วนะ เป็นแล้ว เป็นเงียบ ๆ อย่างนั้น เพราะท่านฟังท่าน
ปฏิบัติเงียบ ๆ อยู่อย่างนั้น ตัวเราเองก็ไม่รู้ว่าท่านเอาธรรมของเราไปเป็นแนวทางอย่างไรหรือไม่ที่ชัดเจนออกมา
ก็คือว่าพระของท่านจะส่งมาเรื่อย ส่งมาวัดเรานะ เงียบ ๆ แล้วก็ขอกลับคืนไปแล้วส่งมาใหม่ แล้วขอกลับคืนไป
เรื่อยอย่างนั้นละ

กี่องค์แล้วละ (๒๑ แล้วครับ) นู่นละเห็นไหม ปัจจุบันนี้อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ๒๑ องค์แล้ว นี่คือพระอรหันต์
๒๑ องค์ ท่านทั้งหลายยังไม่เคยเห็นศาสนาของพระพุทธเจ้าให้ดูเสียบ้าง อย่าดูแต่กองมูตรกองคูถที่มันหลอกลวง
โลกอยู่นั้นเหยียบนั้นเหยียบนี้ ถ้าผู้ใดสร้างความดิบความดีแล้วมันไปหาเหยียบย่ำทำลาย จุดเผาไปเรื่อย ๆ
เพราะมันไม่มีความดีจะสร้าง มันมีตั้งแต่ความชั่วชาลามก คอยทำลายทางนั้นคอยทำลายทางนี้ คอยโจมตี
ที่นั่นโจมตีที่นี่ นี่คือพวกนี้ไม่มีชิ้นดี ไม่มีความดีติดตัว จึงแสดงออกตั้งแต่ความชั่วช้าลามก ทำลายความดี
คนดีทั่วทุกหย่อมหญ้าไปแล้ว เวลานี้ จิตใจมันต่ำเท่าไรมันขึ้นเหยียบธรรมให้แหลกเหลวไปหมดให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้


บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7798


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 5.0.375.127 Chrome 5.0.375.127


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #36 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2553 14:47:31 »









จาก

http://buddhismthailand.com/index.php

อีกเวอชั่น

http://www.watpa.com/article_layman_detail.asp?cid=3



บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 2.0.0.20 Firefox 2.0.0.20


ดูรายละเอียด
« ตอบ #37 เมื่อ: 30 มกราคม 2554 13:14:23 »




ยิ้ม  ยิ้ม  ยิ้ม



บันทึกการเข้า
คำค้น: ชาติสุดท้าย เพชรน้ำหนึ่ง วงการ กรรมฐาน หลวงตามหาบัว ธรรมะ ธรรม 
หน้า:  1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
เสียงอ่าน ชีวประวัติหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เสียงธรรมเทศนา
หมีงงในพงหญ้า 18 11998 กระทู้ล่าสุด 01 ตุลาคม 2553 01:22:44
โดย หมีงงในพงหญ้า
เห็นด้วยปัญญา หลวงตามหาบัว
ธรรมะจากพระอาจารย์
เงาฝัน 0 1757 กระทู้ล่าสุด 04 มกราคม 2554 13:32:13
โดย เงาฝัน
มิจฉาสมาธิ-สัมมาสมาธิ หลวงตามหาบัว
ธรรมะจากพระอาจารย์
เงาฝัน 5 9357 กระทู้ล่าสุด 18 มกราคม 2554 08:44:25
โดย หมีงงในพงหญ้า
POST เพลินไปเลย{ชาติสุดท้าย}หลวงตามหา(บัว)
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
時々๛कभी कभी๛ 0 1374 กระทู้ล่าสุด 15 เมษายน 2554 20:24:04
โดย 時々๛कभी कभी๛
การ์ตูน ทศชาติชาดก 10 ชาติสุดท้าย เพื่อบำเพ็ญบารมี 10 ประการ ของพระโพธิสัตว์
จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม
มดเอ๊ก 0 1829 กระทู้ล่าสุด 28 มิถุนายน 2559 03:29:56
โดย มดเอ๊ก
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.354 วินาที กับ 33 คำสั่ง

Google visited last this page 21 พฤษภาคม 2565 21:53:06