ของขลังจากสัตว์และธรรมชาติ มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก

(1/2) > >>

自由人:
Tweet

.

เครื่องขลังจากสัตว์
มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก

เครื่องรางที่มนุษย์เรานำมาจากสัตว์ ส่วนใหญ่ถือเป็นของ “ทนสิทธิ์” มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก

ครูบาอาจารย์บางท่านเล่าไว้ว่า เหตุที่สิ่งกายสิทธิ์เหล่านี้ไปเกิดอยู่กับตัวสัตว์นั้น เนื่องมาจากในอดีตชาติสัตว์เหล่านั้นผ่านการบำเพ็ญเพียรภาวนา หรือเป็นผู้มีวิชาอาคม เป็นผู้มีฤทธิ์ แต่วิบากกรรมนำพาให้ต้องมาเกิดเป็นสัตว์ในชาติภพนี้ ฤทธิ์อภิญญาที่ติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน จึงทำให้อวัยวะบางส่วน อาทิ เขี้ยว เขา กลายเป็นของขลังคุ้มครองสัตว์นั้นๆ

เรื่องนี้นำมาเล่าเพื่อบันทึกไว้ในฐานะของเรื่องราวแปลกๆ ที่นับวันจะสูญหายไปจากสังคมไทย มิได้ต้องการให้ท่านผู้อ่านไปเสาะหาสิ่งเหล่านี้มาครอบครอง เพราะนอกจากจะถูกหลอกให้ซื้อของปลอมแล้ว ของขลังประเภทนี้ หลายๆ ชนิดยังได้มาด้วยการเบียดเบียนสัตว์ อีกทั้งยังผิดกฎหมายอีกด้วย

ของขลังจากสัตว์มีหลายประเภท ดังนี้

 ไม้ไก่กุก  
      ไม้ไก่กุก  
บรรพชนของเรามีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ  ท่านจึงสังเกตเห็นพฤติกรรมของไก่ตัวผู้  นอกจากจะสามารถผสมพันธุ์กับตัวเมียได้ครั้งละเป็นฝูง ปกครองได้อย่างไม่มีปัญหาให้ยุ่งยากอย่างคนแล้ว มันยังมีเชิงเจ้าชู้ในการเกี้ยวพาราสีขั้นเทพ คือนอกจากจะตีปีกโก่งคอขันประกาศศักดาความเป็นเพศผู้แล้ว  ไอ้โต้งยังมีเล่ห์กลอีกประการหนึ่งในยามที่ตัวเมียหนีไม่ยอมให้ขึ้นทับผสมพันธุ์ มันจะแสร้งทำเป็นคุ้ยเขี่ยหาอาหาร แล้วคาบเศษไม้ขึ้นมาดั่งว่าพบเจอหนอนแมลง เมื่อตัวเมียเข้ามาใกล้หมายใจจะได้ส่วนแบ่ง  เจ้าโต้งก็จะทิ้งไม้นั้นให้ตัวเมีย

ครั้นตัวเมียเผลอตัวจิกเศษไม้  เจ้าโต้งก็จะใช้โอกาสนั้นเข้าเผด็จศึกทันที

คนโบราณท่านจึงเก็บเอาเศษไม้ที่ว่า มาทำเป็นของขลังทางด้านเสน่ห์เมตตามหานิยม  พูดง่ายๆ ก็คือทำให้สาวรักสาวหลง จีบใครก็ได้ผลดังใจทุกรายไป  บางท่านว่าหากเป็นไม้ไก่กุกของไก่แจ้จะยิ่งขลัง เพราะไก่แจ้นั้นขึ้นชื่อนักในเรื่องของความเจ้าชู้

บางตำราท่านก็ว่าไม้ไก่กุกนั้นยังมีอีกประเภท คือ ท่อนไม้หรือตอไม้ที่เจ้าโต้งใช้เป็นที่ประจำในการขึ้นไปเกาะโชว์ตัว และจิกไม้นั้นดังกุกๆ เป็นการเรียกไก่สาว  ให้นำไม้นั้นมาทำเป็นของขลัง โดยมากจะนำมาแกะสลักเป็นปลัดขิกพกคาดเอว


 เขี้ยวเสือกลวง  
     เขี้ยวเสือกลวง  
เสือเป็นเจ้าป่า  ขึ้นชื่อในเรื่องเดชะ ตบะ พละ มีอำนาจความกล้าหาญเป็นที่หนึ่ง คำโบราณท่านว่า “จะดุต้องดุให้เหมือนเสือ อยู่ในกรงคนยังกลัว”  หนังหน้าผากเสือนิยมนำไปลงยันต์ม้วนทำตะกรุด  เล็บและเขี้ยวนำไปปลุกเสกแขวนห้อยคอและเป็นของขลังเด่นทางด้านคงกระพันชาตรี  มนุษย์แลภูตผีสยบเกรงบารมี  หนวดเสือพวกไว้เป็นที่เกรงขาม นำไปปรุงเป็นยาสั่งยาพิษได้ แม้กระทั่งรูปลักษณ์ของเสือก็นิยมนำไปเขียนเป็นแผ่นยันต์หรือสักลงบนผิวหนัง ที่โด่งดังเป็นตำนานก็เช่น ยันต์เสือเผ่น ของ หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ (มรณภาพแล้ว)

ในที่นี้จะขอเล่าถึงเขี้ยวเสือ ซึ่งโดยปกติด้านในจะตัน แต่เขี้ยวเสือที่มีความพิเศษคือ ด้านในกลวงตั้งแต่รากฟันไปจนเกือบถึงปลายเขี้ยว ถือเป็นของทนสิทธิ์หายาก  ได้รับการกล่าวขวัญคู่กันกับเขี้ยวตันของหมูป่าว่า เขี้ยวหมูตัน-เขี้ยวเสือกลวง  หรือบางท่านก็เรียกว่า เขี้ยวเสือโปร่ง  ส่วนเขี้ยวหมูป่านั้นปกติด้านในจะมีรูกลวงตั้งแต่รากฟันขึ้นไปย่างน้อยครึ่งเขี้ยวหรือเกือบถึงปลายเขี้ยว หากเขี้ยวซี่นั้นด้านในตัน ก็ถือเป็นของทนสิทธิ์

ทั้งเขี้ยวเสือตันและเขี้ยวเสือกลวงนั้นมีฤทธิ์อำนาจยิ่งนัก  สัตว์นั้นย่อมฆ่าไม่ตาย ยิงไม่ออก ยิงไม่เข้า แต่หากถึงวันตายตามวิบากกรรม สัตว์นั้นก็ย่อมถูกสังหารผลาญชีวิตได้ และผู้ได้เขี้ยวนั้นมาครอบครองต้องพึงตระหนักว่าในวันตรงกับวันที่สัตว์นั้นตาย (จันทร์, อังคาร, พุธ ฯลฯ) เขี้ยวนั้นก็จะไม่ขลังในวันนั้นเช่นกัน

หรือหากเป็นผู้มีบุญวาสนาต้องพานกัน ก็อาจพบซากเสือที่มีเขี้ยวกลวงและเก็บเอาเขี้ยวเสือกลวงนั้นมาได้  ซึ่งในกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นของคู่บุญ ไม่ต้องเกรงอาถรรพณ์หรือบาปกรรมใดๆ

เขี้ยวเสือนั้นครูบาอาจารย์ท่านมักนำมาแกะสลักเป็นรูปเสือนั่ง ลงอักขระ ปลุกเสก ในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ตำบลบางเหี้ย (ตำบลคลองด่านในปัจจุบัน) สมุทรปราการ เป็นเกจิที่มีชื่อเสียงเรื่องปลุกเสกเขี้ยวเสือ มีตำนานเล่ากันว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทำพิธีเปิดประตูน้ำที่คลองบางเหี้ย หลวงพ่อปานได้นำเขี้ยวเสือที่แกะสลักเป็นรูปเสือใส่พาน แล้วให้เด็กอายุราว ๗-๘ ขวบ (บางตำนานว่าเป็นเณร)  ถือพานที่ใส่เขี้ยวเสือเดินตามหลังท่านไป เมื่อถึงที่ประทับของรัชกาลที่ ๕ หลวงพ่อได้เรียกเอาพานใส่เขี้ยวเสือ แต่เด็กบอกกับท่านว่า “เสือไม่มีแล้ว มันกระโดดน้ำไปหมดแล้ว” (บางตำนานว่าเด็กทำหล่นน้ำ)  หลวงพ่อปานจึงเอาหมูที่ทำขึ้นจากดินเหนียวเสียบไม้ (บางตำนานว่าใช้เนื้อหมูสดผูกเชือก) แกว่งล่อเอาเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์ เสือนั้นก็กัดติดหมูขึ้นมา...

และมีความอยู่ตอนหนึ่งจากพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสมณฑลปราจิณ  ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนิพนธ์ถึงหลวงพ่อปานไว้ดังนี้

“พระครูปานมาหาด้วย พระครูปานรูปนี้นิยมกันในทางวิปัสสนาและธุดงควัตร... คุณวิเศษที่คนเลื่อมใสคือ ให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากคือ เขี้ยวเสือแกะเป็นรูปเสือ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ฝีมือหยาบๆ ข่าวที่ร่ำลือกันว่า เสือนั้นเวลาจะปลุกเสกต้องใช้หมูมาล่อ ปลุกเสกเป่าเข้าไปเมื่อไรเสือนั้นจะกระโดดลงไปในเนื้อหมูได้...”

自由人:
.
  เขี้ยวหมูตัน
      เขี้ยวหมูตัน
เชื่อกันว่า เขี้ยวหมูตันนั้นจะพบได้ในหมูท่อกหรือหมูป่าโทนที่ออกหากินเพียงลำพังไม่รวมฝูง บางตำนานกล่าวขานกันพิสดารถึงขนาดว่าหมูนั้นเป็นพญาหมู ไม่ต้องออกหาอาหารกินเอง มีนางหมูป่าและบริวารคอยปรนนิบัติหาอาหารให้ ซึ่งออกจะเกินจริงไปมาก

เขี้ยวหมูตันนั้นขึ้นชื่อเรื่องมหาอุด คงกระพัน ของมีคมไม่กล้ำกราย มีผู้เลื่อมใสเสาะหากันนัก ในวงการของขลังจึงมีของปลอม ของทำเทียมออกมามากมาย ดังที่กล่าวไว้ว่าเขี้ยวหมูปกตินั้นด้านในจะกลวง (ด้านในเป็นเนื้อรากฟัน)  ช่วงกลางไปถึงปลายจะเป็นเนื้อฟัน ผู้ค้าบางรายจึงนำมาตัดช่วงโคนออก เหลือแต่ช่วงที่ตัน แล้วกุตำนานว่าหมูเขี้ยวตันนั้นดุร้าย ขวิดต่อสู้และลับเขี้ยวอยู่เป็นนิจจนเหี้ยนสั้นกว่าเขี้ยวหมูปกติ

ผู้ค้าบางรายนำสารบางอย่าง (เช่น ยิปซั่มสำหรับอุดฟัน, ผงกระดูกผสมกาว) มาอุดโพรงในเขี้ยวหมูธรรมดาให้ทึบตัน บางรายใช้วิธีเลี่ยมห่อหุ้มอุดโคนด้วยโลหะ หรือถักลวด ถักเชือกทับจนมองไม่เห็นโคนเขี้ยว แล้วทำให้ดูเก่าด้วยวิธีต่างๆ  บางรายนำสารบางอย่างที่คล้ายเนื้อฟันมาหุ้มห่อโคนเขี้ยวเป็นตุ้มตรงปลายดังดอกเห็ดตูม และอ้างว่าของแท้ต้องมีรูปลักษณ์เช่นนี้ บางรายหล่อเรซินเป็นเขี้ยวหมูตัน


ของขลังจากสัตว์และธรรมชาติ มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก
  ช้องหมู
      ช้องหมู  
มีตำนานเล่าลือกันมาก แต่น้อยนักที่จะได้เห็นของจริง หรือจะมีอยู่จริงหรือไม่ ผู้เขียนก็ไม่อาจยืนยัน  ช้องหมูนั้นกล่าวกันว่าเกิดจากการที่หมูป่าที่มีตบะอำนาจมากได้กัดเอาขนขวัญมาอมไว้ในปาก (บางตำราว่าขนเพชร หมายถึงขนลักษณะพิเศษ มีสีขาวหรือขนาดผิดปกติ ซึ่งอยู่บริเวณใดของร่างกายก็ได้ เช่น หนุมาน ก็มีกุณฑล  ขนเพชร เขี้ยวแก้ว เป็นสำคัญ  ต่อมาคำว่าขนเพชรถูกใช้เป็นศัพท์สแลง จนภายหลังใช้กันไปผิดๆ ว่าเป็นขนบริเวณอวัยวะเพศ)  

โดยขนนั้นจะเกาะตัวกันเป็นวงกลมแบบกำไล หรือเป็นก้อนกลม  หมูป่าจะอมขนขวัญนี้ไว้ในปากตลอดเวลา เว้นแต่เวลากินอาหารหรือดื่มน้ำ พรานจะล่าหมูนี้ได้แต่เฉพาะในเวลาที่หมูป่าคายช้องออกจากปาก  หรือในวันดับของหมูตัวนั้น  ซึ่งการรู้วันดับนี้ทำให้ผู้มีช้องหมูรู้ว่าวันใดช้องหมูจะไม่ขลัง ไม่พึงพกพาช้องหมูไว้คุ้มกายในวันนั้นเป็นอันขาด  ช้องหมูนี้มีอำนาจด้านป้องกันเภทภัย มหาอุด คงกระพัน แคล้วคลาด ซึ่งบางตำนานก็กล่าวว่าช้องหมูเป็นปอยขนพิเศษที่หน้าผาก หรือขนที่โหนกคอ ซึ่งยาวมากจนหมูคาบอมไว้ในปากได้ (ขนบนหลังหมูป่าทั่วไปจะแข็งชี้ตั้งขึ้นเหมือนขนแปรง) บางท่านก็ว่าหมูป่าจะพันขนช้องไว้ที่เขี้ยว

自由人:
.

เขากวางหด
      เขากวางหด
เขากวางหดหรือเขากวางคุด เป็นเขากวางที่มีลักษณะผิดปกติ ไม่เติบโตยืดยาวเป็นกิ่งก้าน แต่จะคุดเป็นก้อนปมตะปุ่มตะป่ำอยู่ที่โคนเขา อำนาจปาฏิหาริย์ของเขากวางหดนั้นอยู่ในจำพวกเดียวกับเขี้ยวหมูตัน มักนิยมเสาะหาที่มีจำนวนปุ่มปลายยอดเป็นเลขคี่ เช่น ๓ ยอดหมายถึง ตรีมูรติ  ๕ ยอดหมายถึงพระเจ้า ๕ พระองค์ ๙ ยอด หมายถึงความก้าวหน้า  

กวางนั้นผลัดเขาปีละครั้ง เขาแก่จะหลุดออกไปและมีเขางอกขึ้นมาใหม่ได้ เขากวางคุดจึงออกจะมีโอกาสพบได้ง่ายกว่าเขี้ยวเสือกลวงและเขี้ยวหมูตัน และอาจได้มาโดยไม่ต้องฆ่ากวางนั้น แต่ก็มีผู้นำเขากวางปกติมาตัดเอาเฉพาะโคนเขา ตกแต่งให้เหมือนเขาคุด และที่หล่อจากเรซินก็มีเช่นกัน


งากำจัด (งาขจัด) 
      งากำจัด (งาขจัด)
งากำจัด (งาขจัด) หมายถึงงาช้างที่หักคาอยู่กับต้นไม้ ในดินหรือหิน เนื่องจากช้างนั้นใช้งาแทงเปลือกไม้หรือดินโป่งเพื่อกินเป็นอาหาร หรือเกิดจากความคึกคะนองลองกำลังในยามตกมัน หากงานั้นหักจากการที่ช้างต่อสู้กันเรียกว่างากำจาย หรืองากระเด็น  

งาดังกล่าวนี้หากไม่ได้เก็บมาด้วยตัวเองแล้วพูดยาก ว่าเป็นของแท้หรือไม่ อาจเป็นเพียงแค่งาช้างที่เลื่อยตัดออกมาเท่านั้น งากำจัดนอกจากมีอำนาจด้านคงกระพัน เสริมบารมี แก้อาถรรพภ์ แล้วยังเชื่อว่ามีเสน่ห์อีกด้วย

自由人:
.

 นาคบาศ ประเภทกลืนหางของตนเอง

      นาคบาศ
บ่วงนาคบาศในวรรณคดีนั้นมีอยู่ในเรื่องพระสุธนมโนราห์ ในตอนที่พรานบุญใช้นาคบาศจับตัวนางกินรี และปรากฏในเรื่องรามเกียรติ์เป็นชื่อศรของอินทรชิต   สำหรับในทางไสยศาสตร์นั้น นาคบาศมีอยู่หลายประเภท ประเภทแรกคืองูที่กลืนหางของตนเองจนกลายเป็นวงกลม  

ของขลังจากสัตว์และธรรมชาติ มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก
 นาคบาศ ประเภทกลืนหางของกันและกัน

อีกประเภทหนึ่งนั้นคืองู ๒ ตัว ต่างกลืนหางของกันและกัน   ในตำราโบราณกล่าวว่า หากพบเห็นงูดังว่านี้ ให้ฆ่างูโดยบีบคอหรือใช้ของแหลมแทงยึดหัวงูไว้ให้ติดคาในลักษณะเดิม  นำงูนั้นไปทำพิธีย่างให้แห้ง อาจพันไว้ด้วยสายสิญจน์ หรือบางตำราว่าต้องไปเจองูที่ตายเองแล้วอยู่ในลักษณะกินตัวเองหรือกินกันอยู่จึงบูชาเอามา  

ทางล้านนานิยมทำนาคบาศด้วยโลหะชนิดต่างๆ ปลุกเสกเป็นของขลัง โดยยึดเอาลักษณะที่งูไม่สามารถกินตัวเองได้หมด เป็นเคล็ดว่า กินไม่หมด (ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้)  และมีฤทธิ์ในทางคุ้มครองป้องกันด้วย
งูที่คล้ายกับนาคบาศนี้มีอยู่ในตำนานของชาวอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย เรียกกันว่า Hoop Snake  เป็นงูที่ขดตัวเป็นวงกลม อมหางตัวเองไว้ในปาก และเคลื่อนที่ไปรวดเร็วเหมือนล้อรถ และในหลายอารยธรรมก็มีลักษณะงูกินหางที่เรียกว่า Ouroboros (Uroborus) หมายถึง วงจรที่หมุนเวียนไม่สิ้นสุด



 กระเบนท้องน้ำ
      กระเบนท้องน้ำ
 
กระเบนท้องน้ำ หรือหัวกระเบนท้องน้ำ หรือคดกระเบน   ของขลังที่นิยมทางภาคใต้ มีอำนาจด้านป้องกันภัยทางน้ำ คุณไสย ลมเพลมพัด หัวกระเบนท้องน้ำที่นำมาทำของขลังคือ กระดูกของปลาโรนิน ปลาโรนัน และปลากระเบน (ส่วนใหญ่จะมาจากปลาโรนัน ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่าปลากระเบนท้องน้ำ)  เป็นปลากระดูกอ่อนเช่นเดียวกับฉลาม แต่จะมีปุ่มหนามแข็งบนหัวและลำตัว  เชื่อกันว่าเมื่อนำมาทำเป็นหัวแหวน กำไล หรือจี้  ปลายแหลมของหัวกระเบนท้องน้ำจะสามารถงอกยาวขึ้นมาได้อีกเรื่อยๆ


 น้ำตาพะยูน
      น้ำตาพะยูน

น้ำตาของพะยูน หรือที่ชาวเลเรียกว่าดุหยงนั้น เป็นของขลังทางเสน่ห์อย่างแรงกล้าเช่นเดียวกับน้ำมันพราย  ซึ่งเนื้อเพลงรองเง็งพื้นบ้านของภาคใต้ก็ยังมีเรื่องราวถึงเสน่ห์จากน้ำตาพะยูนว่า
      ตันหยัง ตันหยง หยงไหรละน้อง เจ้าดอกเหมร
      บังไปไม่รอกเสียแล้วเด ถูกเหน่น้ำตาปลาดุหยง
      คดข้าวสักหวัด คิดถึงน้องรักบังกินไม่ลง
      ถูกเหน่น้ำตาปลาดุหยง บังกินไม่ลงสักคำเดียว

ในสมัยโบราณชาวพื้นเมืองกินเนื้อพะยูน เขี้ยวและกระดูกพะยูนก็มีการนำไปทำของขลัง รวมถึงนำไปปรุงเป็นยาโป๊ว  น้ำมันพะยูนเคยเชื่อกันว่าเป็นยารักษาโรคชั้นเลิศ  ในอดีตการล่าพะยูนนั้นเคยเป็นจารีตและพิธีกรรมความเชื่อของชาวเลชาวเกาะ และชนพื้นเมืองในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี  แม้พะยูนจะเป็นสัตว์สงวนของไทย แต่ในปัจจุบันก็ยังมีข่าวการพบซากพะยูนซึ่งมีรอยแผลถูกตัดเขี้ยวปรากฏให้เห็น

จาก หนังสือต่วย’ตูน พิเศษ
   
ในอดีตนั้น การล่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยังชีพและป้องกันภัยจากสัตว์ร้าย แต่ในยุคปัจจุบันวิถีชีวิตคนได้เปลี่ยนไปแล้ว  จึงขอวอนมายังผู้อ่านที่นิยมเรื่องไสยศาสตร์ว่าขอได้โปรดละเว้นการสรรหาเครื่องรางจากสัตว์มาครอบครอง เพราะสิ่งที่คุ้มภัยสร้างเสน่ห์และสร้างความสุขให้กับคนเราได้ดีที่สุดนั้น คือ การคิดดี พูดดี ทำดี ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมและตั้งอยู่ในความไม่ประมาทนั่นเอง

自由人:
.



เครื่องขลังที่ฝังอยู่ใต้ดิน
"ว่านจักจั่น"  
พืชมหัศจรรย์ที่ปรากฏกายเป็นสัตว์

ความลับที่ซ่อนอยู่ในร่างของวัตถุบูชารูปร่างประหลาดที่เรียกกันว่า ว่านจักจั่น  สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ที่จะดลบันดาลให้มีโชคลาภร่ำรวยจากการสักการะบูชา

เชื่อกันว่า ว่านจักจั่น คือ พืชมหัศจรรย์ เป็นเครื่องรางของขลังที่ฝังอยู่ใต้ดิน ปรากฏกายเป็นสัตว์คล้ายกับตัวจักจั่น หากใครนำไปบูชา จะร่ำรวย ได้โชคได้ลาภ ทำมาหากินเจริญรุ่งเรือง และมีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนดังเสียงร้องที่ก้องกังวานของจักจั่น

กระแสความเลื่อมใสศรัทธาในตัวว่านจักจั่น ยังได้รับความนิยม และลุกลามไปทั่วประเทศ ว่านจักจั่นร้อยกว่าตัวถูกส่งมาที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก เพื่อทำพิธีกรรมปลุกเสก ร่ายมนต์คาถามหานิยมให้มีความแข็งกล้ามากขึ้น จากพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ทำให้ว่านจักจั่นธรรมดากลับกลายมาเป็นพญาว่านกายสิทธิ์ ทำให้ราคาซื้อขาย พุ่งสูงขึ้น จากหลักสิบ กลายเป็นหลักพันหลักหมื่นในพริบตา

ว่านจักจั่น เกิดจากตัวอ่อนของจักจั่นกำลังลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยแต่ติดเชื้อราจนตาย จากนั้นเชื้อราก็จะเข้าไปกินน้ำเลี้ยงในตัวจั๊กจั่น ซากอัปสปอร์บริเวณหัวทำให้จั๊กจั่นมีลักษณะคล้ายกับพืชที่มีเขา เมื่อสภาพอากาศเหมาะสม สปอร์ของเชื้อราก็จะเจริญเติบโต และแพร่กระจายต่อจักจั่นตัวอื่นๆ ต่อไป

ดังนั้น ว่านจักจั่นจึงเป็นเพียงซากจักจั่นที่มาราแมลงอาศัยอยู่เท่านั้นเอง ราแมลงที่พบในว่านจักจั่นส่วนใหญ่คือ ราสายพันธุ์คอร์ไดเซพ โซโบลิเฟอรา (Cordyceps sobolifera) และพบได้ในพื้นที่ป่าดิบชื้อของไทย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ราแมลงสามารถเจริญเติบโตได้ดี

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป