[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
04 ตุลาคม 2565 00:54:54 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ในหลวงสนทนาธรรมกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ - กสิณวิญญาณ  (อ่าน 18504 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แคทรีนจังกกไข่
นักโพสท์ระดับ 5
*****

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 47


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 36.0.1985.125 Chrome 36.0.1985.125


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 04 สิงหาคม 2557 11:08:15 »

ในหลวงสนทนาธรรมกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ - กสิณวิญญาณ


ต่อไปนี้เป็นการสนทนากันระหว่างหลวงพ่อ( หลวงพ่อฤาษีลิงดำ )และในหลวงในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องการเมืองและเรื่องสงเคราะห์ช่วยเหลือคนและที่ขาดไม่ได้คือเรื่อง ธรรมะ ในระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่นี้ตอนหนึ่งเรื่องกรรมฐาน สำหรับเรื่อง "กสิณ"

ในหลวง : หลวงพ่อบันทึกเสียงมาให้ผมคาสเซ็ทเดียว กสิณ ๑๐ อย่าง คาสเซ็ทเดียว
หลวงพ่อ : ถ้าทำได้อย่างเดียว อย่างอื่นทำได้หมด
ในหลวง : แต่ว่า กสิณวิญญาณ หลวงพ่อไม่ได้บอกมาด้วย
          ล่อ กสิณวิญญาณ เข้าให้ มันมีในแบบที่ไหนล่ะ(หัวเราะ) ไม่มีในแบบ ของท่านมี เอ้อ...แปลกจริงเหมือนกัน เราก็นั่งฟัง ถามมันเป็นอย่างไร กสิณวิญญาณ นี่ไม่มี เมื่อวานมวยวัดเลยไม่รู้ใครเป็นใคร ท่านไม่ชอบใช้ราชาศัพท์
          ท่านบอก ว่า คุยแบบลูกทุ่งๆ สบายก็มีกันแค่สองคน เมื่อวานไม่มีใครขัดคอกันเลย ปิดประตูคุยกัน เพราะว่าตอนที่ไปภูพิงค์ ท่านให้นั่งไม่มีที่พิง ใช่ไหม ต่างคนต่างนั่งพรมคนละผืน ไม่มีที่พิง เราออกมาเราก็บ่น ไอ้ภูพิงค์นี่มันพิงแต่ภู (หัวเราะ)
          เข้า ไปไม่มีที่พิงเลย พวกชาววังเขาออกมา เราก็บ่นเข้าไปอีก เมื่อวานนี้มีที่พิง สวนจิตร มีที่พิง มีที่พิงให้ มีเบาะสูงกว่าพระองค์ประทับหน่อยนะ แล้วเขาจัดมีทั้งหมากทั้งน้ำร้อน มีน้ำชาแล้วก็มีน้ำเย็น แต่ไม่มีเวลากินเลย พอจ้อก็ตั้งตัวไม่ติดเลย (หัวเราะ)
          โอ้โฮ! พูดถี่ยิบ ใครบอกพระเจ้าแผ่นดินพูดช้า ที่ไหนได้ โฮ้! ตามลำพัง ล่อกันถนัด เมื่อวานออกมาเหนื่อยแฮ่กเลย นี่ความจริงปล่อยให้ท่านชกคนเดียวตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วนะ

          เมื่อกี้เล่าถึงอะไร (พุทธบริษัทตอบ กสิณวิญญาณ) เออ..ใช่! จะลืม จะไหลไปเสียแล้วนะ กสิณวิญญาณ ท่านก็ตรัสถามว่า "หลวงพ่อทำมาคาสเซ็ทเดียว ทำไมกสิณวิญญาณ ไม่บอก?" เราเอ๊ะ! กสิณวิญญาณ มันมีที่ไหนเรียนมาเยอะแล้ว ไม่เจอะ กสิณวิญญาณก็นั่งนึก ก็เลยถามท่าน บอก"พระมหาบพิตรตรัส มันเป็นอย่างไร? กสิณวิญญาณ" ท่านก็บอกว่าแหม..ท่านละเอียดมากนะ เรื่องธรรมมะละเอียด ละเอียดจัด เรียกว่าพระที่คุยมาแล้วด้วยกัน
          ที่ ผ่านพระมาแล้ว อาตมากล้าพูดว่าหลายพันองค์ที่สัมผัสมาแล้วเรื่องปฏิบัติ นักเทศน์ไม่มีความสำคัญนะ นักปฏิบัติก็มีนะที่ว่าพระหลอกๆ ไม่ใช่หมายถึงเขาเลว หมายถึงว่า"สมมติสงฆ์"ใช่ไหม พระที่ยังไม่ถึงพระโสดาบันจะเป็นขั้นไหนก็ตาม แก่แค่ไหนก็ตาม พระพุทธเจ้ายังไม่เรียกว่าพระ เรียกว่า "สมมติสงฆ์" ถ้าหากตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปท่านจึงจะเรียกได้
          นี่เคยสัมผัสกับพวก นี้มาเป็นร้อย ไม่ใช่เป็นของดี แล้วก็ยังไม่เคยมีใครพูดเรื่องกสิณวิญญาณ ไอ้เราก็อ่านพระไตรปิฎกก็ไม่มีจะนึก เอ๊ะ! พระอรหันต์รุ่นนั้นน่ากลัวจะบันทึกตก(หัวเราะ) ก็เลยถามอาการ
          พระองค์ก็ทรงอธิบายว่า "สมมติว่าผมจะจับภาพกสิณ คือภาพอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่จิตนึกอย่างพระพุทธรูปตั้งอยู่ข้างหน้านี่" ท่านก็ชี้ไปจุดใดจุดหนึ่ง เมื่อวานนี้ฉันออกท่ากันนะ
          ต่าง คนต่างออกท่ารำกันไปในตัวเสร็จไม่ใช่ร้องอย่างเดียว ว่ากันเต็มที่ เพราะไม่มีใครขัดคอ เป็นห้องส่วนพระองค์ ปิดประตูเลย ปิดประตูลงกลอนเองเลย
          ชี้ ไปที่พระพุทธรูป "อย่างผมนึกไปที่พระพุทธรูป ไอ้กระแสจิตนี่มันออกไปหาพระพุทธรูปที่มันยังไม่ถึง ไม่เอาเป็นองค์ อันนี้เขาเรียกว่าวิญญาณใช่ไหม?"
          บอก ใช่! เอาเข้าแล้ว ตัวนี้เรียกกสิณใช่ไหม บอกเขาไม่เรียกกสิณ ที่พระมหาบพิตรบอก กสิณวิญญาณ อาตมางงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้เรื่องเลย ท่านก็บอก "เขาเรียกว่าอะไรหรือครับ" หลวงพ่อ"เขาเรียกว่าวิญญาณัญจายตนฌาน" เป็นอรูปฌาน มันเลยกสิณไปแล้ว...
          ต้อง มีกสิณเป็นภาคพื้นแล้วก็จึงใช้ตัวนี้ได้ บอก อ้อ...เล่นเราเกือบแย่หาว่าไม่บอก ท่านบอก บันทึกคาสเซ็ทไม่เห็นมี กสิณวิญญาณ ไอ้เราก็งงติ้วเลย
          นี่ท่านเลยบอกถ้าจะจำอันนี้เขาเรียกว่าอะไรครับ ก็เลยบอก เขาเรียกว่า
          "วิญญาณัญจายตนฌาน" เป็น "อรูปฌาน" แต่ภาคพื้นจริงๆ ต้องมาจากกสิณก่อน ถ้าเราจับกสิณถึงฌาน ๔ แล้วค่อยมาจับวิญญาณ แต่ความจริงเขาจะไม่จับวิญญาณก่อน จะต้องจับอากาศก่อน ที่เรียกว่า "อากาสานัญจายตนฌาน"

          ไอ้ อากาสานัญจายตนฌาน แล้วก็เพิกทิ้งไป แล้วก็จับกสิณเข้ามาอีก ให้จิตตั้งฌาน ๔ ต่อไปก็จับวิญญาณัญจายตนฌาน หลังจากนั้นเมื่อจับได้แล้วก็ทิ้งไป จับกสิณขึ้นมาให้ทรงตัว ก็มาจับ อากิญจัญญายตนฌาน ที่เรียกว่าไม่มีอะไรเลย โลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ หลังจากนั้นก็ทิ้งไป ก็จับ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เป็นอรูปขั้นที่ ๔ เรียกว่าครบ "สมาบัติ ๘" อีตอนนี้ท่านก็งงบ้าง แล้วต่อไป ก็ผลัดกันงง...
          เอ...นี่ ผมไม่รู้หรอก บอกมีคาสเซ็ท มีมาให้แล้ว เรื่องสมาบัติ ๘ ผมยังไม่ได้ฟังเลย เอาเข้าแล้ว ท่านจะไม่เอา ผลัดกัน ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ก็เลยอธิบาย(เหตุผลที่)ถวายพอสมควร
          เมื่อถวายไปพอสมควรแล้วก็เรื่องนี้มา เรื่องกรรมฐานนี่นะว่ากันยาวเหยียด ว่าไปว่ามา อาตมานี่ขามันไม่ดีอยู่ข้าง ไอ้ขาขวานี่
          เวลา นี้ขัดสมาธิไม่ได้นาน พับเพียบก็ไม่ได้นาน แต่ของท่านวางแป๊ะไปด้านซ้าย ท่านอยู่ตลอด ไม่ขยับเลยเก่งจริงๆ ๕ ชั่วโมงครึ่งนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลยแล้วไม่เคยขยับเขยื้อนแสดงอาการเมื่อย สู้! ถ้าเป็นมวยก็สู้เราไม่ได้ เราเป็นมวยแย๊บ เดี๋ยวพลิกซ้าย เดี๋ยวก็พลิกขวา(หัวเราะ) ท่านสู้เราไม่ได้เด็ด อีท่าห่วย สู้เราไม่ได้ เรียกท่าห่วย..ใช่ไหม...


Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า
แคทรีนจังกกไข่
นักโพสท์ระดับ 5
*****

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 47


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 36.0.1985.125 Chrome 36.0.1985.125


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2557 11:08:59 »



          ท่านก็ถามถึงธรรมมะไปหลายๆอย่าง เรียกว่าหลายอย่างน่ะละเอียดมาก แล้วก็ย้อนกันไปย้อนกันมา แต่ละจุดนี่ท่านถามละเอียดแบบนักเทศน์ก็ไม่เคยถามแบบนั้น ถามถึงเรื่องฌาน ถามถึงเรื่องอารมณ์วิปัสสนาญาณ
          ไปๆมาๆท่านก็... ท่านพูดมาคำ
          บอกว่า “เขาพูดกันว่าผมปรารถนาพุทธภูมิ เป็นความจริงไหมครับ...?”
ก็เลยถวายพระพรบอกว่า
           “เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่ พระองค์ปรารถนามานาน เท่าที่ทราบพระองค์ปรารถนามานาน แต่เวลานี้บารมีก็เป็นปรมัตถบารมีแล้ว ก็เหลืออีกเพียง ๕ ชาติ ก็จะไปจบกิจ”
          นั่งเฉย...นั่งเฉยไปประเดี๋ยว
          บอก “โอ้โฮ! ต้อง ๕ ชาติหรือนี่” ชักหนักใจ!
          ท่านเลยบอกว่า “เอ๊ะ! นี่ผมนึกว่าชาติเดียวนี้ก็เต็มทีแล้วนะครับ ชาตินี้ชาติเดียวก็เต็มที”
          หมอเขาดูผม ผมให้หมอดู หมอเขาพยากรณ์บอกว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา และต่อไป ๓-๔ ปี บ้านเมืองก็จะอยู่ในเกณฑ์สงบเรียบร้อย ก็เป็นการดี
          ผมก็เลยถามเขาว่าถ้าบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้วก็ได้อยู่เป็นสุขเสียที ไม่เหน็ดเหนื่อยแล้วใช่ไหม หมอเขาตอบว่าไม่ใช่
          ท่านก็เลยถามหมอต่อไปอีกว่า ฉันต้องเหนื่อยจนตายใช่ไหม หมอเขานิ่ง ท่านบอกหมอเขานิ่ง
          แล้วท่านก็เลยหันมาถามว่า หลวงพ่อเห็นว่ายังไง ก็เลยตอบไปว่า ถ้าหมอเขาไม่ตอบอาตมาก็ตอบ ตอบว่าเหนื่อยยันตาย ท่านก็เลยหัวเราะ ก็เหนื่อยยันตาย! แต่วันนี้รู้สึกว่าท่านรื่นเริงมาก เห็นพวกชาววังเขาบอกว่า ตั้งแต่เสด็จไปภูพิงค์ฯนี่ท่านไม่เคยยิ้มกับใครเลย รู้สึกว่าพระพักตร์ท่านจะเครียดอยู่ตลอดเวลา แต่วันนั้นคุยกันท่านยิ้มอยู่ตลอดเวลา บางทีก็หัวเราะ ก็เล่นมวยวัดกันแล้วนี้น่ะ ท่านหัวเราะ ท่านก็เลยถามต่อ
บอกว่า “ถ้าอย่างผมนี่...”
          แต่ความจริงเคยถามมาแล้วตั้งแต่ที่ดอยอ่างขาง
           “ถ้าทำไปนี่จะสำเร็จไหม...?”
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : “ที่พระองค์ปฏิบัติมานี่มันเลยแล้ว ไม่ใช่ไม่สำเร็จ พุทธภูมินี่ต้องบำเพ็ญบารมีกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเป็นวิริยาธิกะ วิริยาธิกะนี่ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป นี่บำเพ็ญบารมีมาเกิน ๑๖ อสงไขยแล้ว ไอ้แสนกัปอาจจะยังไม่ครบ จึงต้องเกิดอีก ๕ ชาติ นี่หากว่าถ้าปรารถนาเป็นสาวกภูมิเฉยๆ ไม่ใช่อัครสาวก ก็บำเพ็ญบารมีเพียง ๑ อสงไขยกำไรแสนกัป อัครสาวกก็แค่ ๒ อสงไขยกำไรแสนกัป ทีนี้พระองค์ว่ามาตั้ง ๑๖ อสงไขยแล้ว ถ้าจะเป็นอรหันต์ชาตินี้ก็ควรจะได้ ถ้ากลับ”
          ท่านยิ้ม ท่านบอกว่า “ผมเบื่อเต็มที ไอ้โลกนี้มันเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ แต่ไอ้ที่ทำไปนี่ทำไปด้วยความเมตตา”
          ความจริงท่านมีเมตตาสูงนะ...
          ท่านก็เลยถามถึงเรื่องการปฏิบัติ ตั้งแต่พระโสดาบันขั้นต้นถึงเอกพิชี แล้วก็ไปสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ท่านถามตามลำดับ ก็เลยถวายพระพรไปตามลำดับ แล้วท่านก็ไล่ไปไล่มา บอกคนที่จะเป็นอรหันต์นี่ ต้องเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ตามลำดับหรือเปล่า
          ก็เลยบอกว่า ตามที่อ่านในพระสูตรหรือในชาติปัจจุบันนี่ เท่าที่เคยพบมาหลายองค์ บางองค์ก็ไม่รู้ตัวว่าเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เมื่อไร เพราะว่าอารมณ์จิตมีความแรง มารู้ตัวกันจริงๆ เอาเมื่อจิตเข้าถึงอรหัตผล นั่นก็หมายความจิตมันตัดกิเลสเวลาเดียวกัน ก็หมายความถึงว่าเรานั่งสมาธิเพียงแค่ ๑๐ นาที ๑๕ นาที ๒๐ นาที นี่จิตมันตัดเร็ว ตัดจนกระทั่งตัวเองไม่รู้ว่าเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เมื่อไร มันเข้าไปจนอรหันต์ทันที อย่างนี้ในสมัยพระพุทธเจ้าก็มีเยอะ หลังมาก็มีเยอะ ในสมัยที่อาตมาบวชแล้วก็มีเยอะ พระที่ได้ระดับนี้ก็ไม่รู้ตัว


บันทึกการเข้า
แคทรีนจังกกไข่
นักโพสท์ระดับ 5
*****

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 47


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 36.0.1985.125 Chrome 36.0.1985.125


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2557 11:10:01 »



การปฏิบัติธรรมของในหลวง


          “ต่อไปนี้พ่อจะขอปรารภเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นบุคคลตัวอย่างที่มีความสามารถทั้งในด้านการปฏิบัติในเรื่องส่วนพระองค์ และในด้านปฏิบัติกับปวงชนชาวไทยทั้งหมดรวมทั้งปฏิบัติกับชาวต่างประเทศด้วย แม้แต่กระทั่งกับศัตรูพระองค์ก็ทรงเห็นว่าเป็นมิตร ไม่เคยคิดที่จะเป็นศัตรูกับใคร สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดนั่นก็คือพระองค์ทรงช่วยประชาชนทรงช่วยชาวโลกด้วยและก็ทรงช่วยพระองค์เองได้ดีที่สุด
          ในด้านของธรรมะสำหรับวันนี้พ่อจะขอนำพระราชจริยาวัตรของ พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวที่ทรงประพฤติปฏิบัติให้ลูกรักทั้งหลายจะพึงรับทราบ รับทราบแล้วก็จงปฏิบัติตามด้วยเพราะว่าจะช่วยให้พวกเราดี ก่อนที่จะพูดถึงธรรมะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติได้ ก็จะขอย้อนไปถึงจริยาวัตรของพระองค์ พระราชจริยาวัตรของพระองค์นี่เราจะรู้ไม่ได้เลยว่า ทรงทำอะไรบ้าง วันทั้งวัน พระองค์ไม่มีเวลาว่าง บางวันมีพระราชภารกิจตั้งแต่เช้าจรดเย็น เวลาเย็นก็ต้องมานั่งปฏิบัติงาน รับแขกกลางคืนอีก กว่าจะทรงเซ็นหนังสือได้ก็ต้องใช้เวลา ๒๔ นาฬิกาผ่านไป
          เมื่อทรงเซ็นหนังสือแล้ว หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงเจริญพระกรรมฐาน วันที่พ่อเข้าไปพบกับพระองค์ พระองค์ตรัสว่าเวลานี้การฟังเทปรู้สึกว่า ฟังไม่ค่อยจบ นอนฟัง ฟังไป ฟังไป รู้สึกว่าหนักเข้า ความไม่ได้ยินในเทปรู้สึกว่า เคลิ้มหลับ แต่ว่าพอเทปดังแกร๊ก รู้สึกตัวตื่นขึ้น แล้วก็พลิกฟังใหม่อีกหน้าหนึ่ง คราวนี้ก็หลับไปเลย พระองค์ทรงติพระองค์เองว่า รู้สึกว่าไม่ดี แต่พ่อกลับทูลพระองค์ไปว่า นั่นเป็นความดี เพราะว่าถ้าหลับในระหว่างการฟังธรรม ชื่อว่าจิตฝังอยู่ในธรรมตลอดเวลา และการฟังค่อย ๆ เคลิ้มไปทีละน้อย ๆ พอเทปหมดหน้า รู้สึกเสียงดังแกร๊ก ก็แสดงว่านั่นไม่ได้หลับ แต่ทว่าจิตฟังธรรมเป็นฌานสมาบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังไม่ได้ยินเสียงเลยนั่นเป็นฌาน ๔ ความจริงเรื่องนี้ดีมาก ฉะนั้นขอบรรดาลูกรักทุกคนจงปฏิบัติเยี่ยงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงอย่าอ้างว่าข้าพเจ้ามีงานมาก มีภารกิจมาก ไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีโอกาสเอาจิตเข้าไปฝึกฝนธรรมะ ..
          ..การปฏิบัติธรรมะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ พระองค์ทรงปรารภให้พ่อฟังดูเหมือนว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลที่ไม่มีเวลาว่าง เวลาใดถ้ามีโอกาสว่างนิดหนึ่ง ก็ใช้เวลาฟังเทปบ้าง วินิจฉัยธรรมะบ้าง และในบางขณะที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปรอบ ๆ พระราชฐานที่พัก พระองค์จะถือเวลา ว่าจะเดินสักกี่ชั่วโมง ถ้าเดิน ๑ ชั่วโมง เอาเทปสะพายไปด้วย แล้วก็ฟัง ๒ หน้า ถ้าเดิน ๒ ชั่วโมง ก็ฟัง ๔ หน้าเทป อย่างนี้รู้สึกว่าพอดี จริยาวัตรส่วนนี้ ขอบรรดาลูกรักควรจะฝึกฝนใจให้มาก พยายามปฏิบัติตามพระองค์ให้มาก เวลาบูชาพระ พระองค์ก็ทรงสมาธิ ทำสมาธิ และวิปัสสนาญาณในระยะนั้น เวลาที่เสด็จบรรทมก็ทรงฟังเทป เป็นอันว่าพระองค์จะไม่ยอมให้เวลาที่ว่างอยู่เสียเปล่าไปในด้านของความดี จะพยายามหาทางบีบบังคับอารมณ์จิตให้อยู่ในขอบเขตของความดี คือฟังเสียงธรรมะ ขณะใดที่จิตสนใจในธรรม พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า ขณะนั้นจิตย่อมว่างจากกิเลส ลูกต้องมีความขยันหมั่นเพียร มีความสนใจให้มาก เรียกกันว่าเป็นการปฏิบัติแบบเบา ๆ
          อีกประการหนึ่งการเจริญพระกรรมฐานของพระองค์อันดับแรก คงจะตั้งพระทัยมุ่งสมาธิเป็นฌานสมาบัติบทใดบทหนึ่ง และการที่พ่อไปพบกับพระองค์ตอนนั้นพระองค์ตรัสว่า การทำสมาธิเวลานี้ ไม่มุ่งหวังจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะ ปล่อยไปตามสบาย จะถึงไหนก็ใช้ได้ เป็นที่พอใจ จริยาแบบนี้ลูกรักเป็นจริยาที่ดีที่สุด เพราะพ่อเองก็เคยตกอยู่ในความหวั่นไหวมามากแล้วทำให้ยุ่งยากใจเพราะการบังคับจิตต้องการจะให้ได้ฌานชั้นนั้นได้ฌานชั้นนี้ ..
          ..แต่ในที่สุดแทนที่มันจะดี มันก็กลับเลวสู้การปล่อยอารมณ์ใจสบายไม่ได้ การทรงสมาธิหรือพิจารณากรรมฐานในด้านสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาอย่างใดอย่าง หนึ่งก็ดี ถ้าจิตเราปล่อยไปตามสบาย มันจะถึงฌานไหนก็ช่าง เมื่อถึงไหนพอใจแค่นั้น อย่างนี้ถูก อารมณ์ฌานและวิปัสสนาญาณที่เข้าถึงใจ จะมีการทรงตัวและในที่สุดก็จะสามารถตัดกิเลสสมุจเฉทปหาน คือตัดกิเลสได้อย่างเด็ดขาดกิเลสไม่กำเริบ เรียกว่ามีอารมณ์จิตเข้าถึงพระนิพพานได้แน่นอน วิธีปฏิบัติแบบนี้ลูกรักต้องพยายามปฏิบัติให้มาก คำว่ามากก็หมายความว่า การเว้นจากการงาน เมื่อยามว่าง ไม่ควรจะให้โอกาสปล่อยไป
          ฉะนั้นการปฏิบัติ ขอบรรดาลูกรักทั้งหลาย จงพยายามปฏิบัติเอาอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลูกรักทั้งหลายจงจำไว้ว่า ความดีเกิดขึ้นกับเรามากคนเขาก็รักเรามาก แต่ถ้าความดีเกิดขึ้นกับเราน้อย คนเขาก็รักเราน้อย เมื่อคนรักน้อย คนเกลียดมาก เราก็มีความทุกข์กายทุกข์ใจมากกว่าความสุข เดินไปพบคนที่เรารัก หรือเขารักเรา เราก็ยิ้มแย้มแจ่มใสมีความชื่นบาน แต่ถ้าไปพบคนที่เกลียดเราเมื่อไร เมื่อนั้นแหละความกลุ้มใจ กำเริบใจมันก็เกิดขึ้น เราจะหาความสุขไม่ได้ ..



บันทึกการเข้า
แคทรีนจังกกไข่
นักโพสท์ระดับ 5
*****

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 47


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 36.0.1985.125 Chrome 36.0.1985.125


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2557 11:10:32 »



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสปรารภถึง เรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองยะลาในเดือนกันยายน ขณะที่พระองค์เสด็จเยี่ยมประชากรของพระองค์ที่จังหวัดยะลาปรากฏว่ามีเสียงระเบิดดังขึ้น ๒ ครั้ง แต่ความจริงพ่อได้ยินข่าว พ่อก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าในใจส่วนหนึ่งยังอดที่จะสงสารพระองค์ไม่ได้ เพราะว่าพระองค์ทรงกระทำทุกอย่างเพื่อความสันติสุขของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ เสียสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มีน้ำพระราชหฤทัยหวังอยู่อย่างเดียวว่า ทำอย่างไรคนไทยทั้งชาติจึงจะมีความสุข และถ้าสิ่งนั้นไม่เกินความสามารถของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงทำทุกอย่างรวมความแล้วพระองค์เป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้รับ
          พระองค์จึงได้ปรารภว่า วันนั้นพอได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรกเห็นคนเขาวิ่งวุ่นขวักไขว่ไปมา ก็มีความรู้สึกว่าเสียงระเบิด มันระเบิดไปแล้วก็เป็นอดีต อย่างนี้ตามภาษาบาลีเขาเรียกว่า อดีตใกล้ปัจจุบัน ถ้าเราจะเอาจิตไปคิดห่วงใยเรื่องราวในอดีต งานในปัจจุบันของเราก็ไม่เป็นผล ฉะนั้น พระองค์จึงได้ทรงวางอารมณ์เฉยเป็นอุเบกขา ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันเกิดแล้วก็แล้วกันไป เวลานี้มีหน้าที่ที่จะทำงานในปัจจุบันก็ทำ ทำไปจนกว่าจะเสร็จ และหลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงให้โอวาทแก่ลูกเสือชาวบ้าน ทรงปรารภว่าวันนั้นพูดยาวหน่อย เพราะเป็นการดับกำลังใจในความตื่นเต้นของประชาชนและลูกเสือทั้งหลาย
          ..หลังจากให้โอวาทเสร็จ จะต้องเสด็จไปเยี่ยมประชาชน ก็ทรงดำริว่า ถ้าขณะที่ไปเสียงระเบิดมันระเบิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จะเป็นอย่างไร ความจริงระเบิดที่ระเบิดขึ้นมานั้น ไกลจากที่ประทับ ลูกหนึ่ง ๕๐ เมตร อีกลูกหนึ่ง ๑๐๐ เมตร แต่ว่าถ้าพระองค์เสด็จไปเยี่ยมประชากรของพระองค์ ระเบิดทั้งสองจุดจะไกลจากพระบาทเพียง ๗ เมตรเท่านั้น พ่อทราบจากเจ้าหน้าที่ผู้มีความชำนาญในระเบิดแสวงผลประเภทนี้มีรัศมีทำการถึ ง ๒๐ เมตรที่ได้ผลและขอลูกทุกคนก็จงศึกษาไว้ว่าระเบิดแบนนี้เขาทำไว้ เขาวางไว้ หรือเขาหมกไว้ ในที่ไม่น่าจะสงสัย เขาจะมีวัตถุชิ้นหนึ่งเป็นเครื่องล่อตา เช่น ไม้ขีดจุดไฟแช็ค หรือว่าปืน หรือของที่น่ารักวางไว้ แต่มีสายล่ามไว้ ถ้าบังเอิญใครมีความสนใจในวัตถุนั้นหยิบขึ้นมา สายเชือกที่ผูกกับชนวนจะกระตุกระเบิด ระเบิดก็จะเกิดระเบิดทันที
          เรื่องนี้ลูกทั้งหลายก็ควรระวังไว้ เพราะว่าอันตรายมันจะเกิดมีเพราะสิ่งที่เรารัก ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปิยโต ชายเต โสโก ปิยโต ชายเต ภยัง ความเศร้าโศกเสียใจเกิดขึ้นจากความรัก ภัยอันตรายเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยความรักเป็นเหตุ นี่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ตรัสอย่างนี้ตรง ฉะนั้น ขอลูกทั้งหลายจงจำไว้ ระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก แต่ถ้าบังเอิญวิบากกรรมให้ผล ก็จะเป็นปัจจัยให้เราลืมได้เหมือนกัน ในตอนที่สอง พระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัย ว่าเรื่องระเบิดที่จะระเบิดขึ้นมาภายหลัง มันเป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเอาจิตใจไปยุ่งกับอนาคตเข้าแล้ว งานปัจจุบันมันจะเสีย เป็นอันว่า น้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีความมั่นคงในอุเบกขารมณ์ มีความมั่นในธรรม คนที่จิตมั่นในธรรมจริง ๆ มีความกล้าพอที่จะเอาชีวิตเข้าแลกกับความดีได้..
          ฉะนั้น ขอบรรดาลูกรักทั้งหลายจงจำพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ และจงพยายามกระทำน้ำใจของลูกให้เหมือนกับน้ำพระทัยของพระองค์ คือว่า จงเห็นว่าชีวิตมีความหมายน้อยกว่าความดี เราเกิดมาแล้วคราวนี้ เราก็ต้องตาย ไหน ๆ จะตาย ขอให้เราตายอยู่กับความดีเท่านี้เป็นพอ และถ้าความดีนี้เป็นความดีสูงสุดลูกรักทั้งหมดของพ่อก็จะไปพระนิพพานได้
          เป็นอันว่าพ่อเห็นน้ำพระทัยในความเมตตาปรานีของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าพระองค์ทรงปฏิบัติตามธรรมะขององค์สมเด็จพระบรมสุคต ในด้านพรหมวิหาร ๔ ได้อย่างครบถ้วน เห็นหรือยังลูกรัก ถ้าเห็นแล้วก็จำไว้ ทำอย่างพระองค์ ความดีไม่หนีเราไปไหน ในเมื่อเราทำความดี ใครเขาจะหาว่า เราชั่ว เราเลว ก็ช่างเขา จงจำวาจาของพระพุทธเจ้าไว้ว่า นินทา ปสังสา ขึ้นชื่อว่านินทาและสรรเสริญเป็นธรรมดาของโลก ไม่มีใครจะหนีการนินทา ไม่มีใครจะหนีการสรรเสริญได้ ถ้าลูกไปรับมันเมื่อไรลูกก็จะมีแต่ความทุกข์ใจเท่านั้น


บันทึกการเข้า
แคทรีนจังกกไข่
นักโพสท์ระดับ 5
*****

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 47


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 36.0.1985.125 Chrome 36.0.1985.125


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2557 11:11:50 »



..อีกตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสกับพ่อว่า ท่านหญิงวิภาวดีมีความห่วงใยในพระองค์มาก เพราะว่ามาเตือนอยู่เสมอ ขณะที่พระองค์ตรัส รู้สึกว่าเหลียวซ้ายแลขวา และก็ตรัสอีกว่า เวลานี้หายไป การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่า ท่านหญิงวิภาวดีมาเยี่ยมอยู่เสมอ และก็ตักเตือนเสมอ จุดนี้ขอบรรดาลูกรักจงจำให้ดี ว่าความรู้สึกอย่างนี้จะมีขึ้นมาได้ นั่นก็คือ บุคคลผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม จะต้องมีอารมณ์เข้าถึงทิพจักขุญาณ คือมีอารมณ์เป็นทิพย์ มีความรู้สึกทางใจคล้ายกับตาทิพย์ ในเมื่อท่านได้ทิพจักขุญาณ ท่านก็มีโอกาสรับสัมผัสได้
          นี่แสดงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชภารกิจ มาก เรื่องของพระองค์มีเรื่องกวนทั้งกายและก็ใจ อย่างที่บรรดาลูก ๆ ทั้งหลายจะไม่มีโอกาสประสบการรบกวนอย่างพระองค์เลย กลางวันก็ไม่ได้พักกลางคืนก็ไม่ได้พัก มีเวลาพักอยู่นิดเดียวพระองค์ทรงทำพระกรรมฐาน และก็ทรงทำได้ดี บุคคลประเภทนี้ ลูกควรจะลอกแบบเข้าไว้ การเลียนแบบ การลอกแบบ “การปฏิบัติตามท่านในด้านของความดีไม่ใช่ความเสีย เป็นผลกำไรที่เราไม่ต้องรื้อฟื้นเอง”
          ความจริงท่านหญิง วิภาวดี รังสิต นี่เป็นลูกศิษย์เจริญพระกรรมฐานกับอาตมาเป็นเวลา ๘ เดือน หลังจากที่ท่านมาเรียนพระกรรมฐานด้วยสัก ๗ วัน ไม่ใช่มานอนปฏิบัติด้วยนะ ไม่ใช่เกาะครูนะเป็นแต่เพียงมาศึกษาพอเข้าใจแล้วก็กลับไปปฏิบัติเอง ๗ วัน ผ่านไป ก็ปรากฏว่าท่านได้ธรรมปีติเป็นกรณีพิเศษ เป็นอุเพ็งคาปีติ และสามารถควบคุมสมาธิได้ตามเวลาที่ต้องการ แล้วต่อมาท่านก็ไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบทูลอาการนี้ให้ทรงทราบ
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงมีพระราชดำรัสว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านหญิงต้องไปขอหนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานมาให้ฉันเล่มหนึ่งจากหลวงพ่อ ไม่อย่างนั้นท่านหญิงจะออกหน้าฉันไป ฉันไม่ยอม” ท่านหญิงวิภาวดี รังสิต จึงมาแจ้งอาตมาทราบ อาตมาก็มอบหนังสือไปถวายแล้ว บอกกับท่านว่า “ท่านหญิงระวังจะเสียท่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้พระกรรมฐานมาตั้งแต่เด็ก ถ้าท่านหญิงสงสัยละก็ไปสอบถามท่านว่า เมื่ออายุประมาณ ๗–๘ ปี ไม่เกิน ๑๒ ปี ท่านเคยเจริญอานาปานุสสติกรรมฐานจนกระทั่งเห็นแสง มีอารมณ์จิตแน่นสนิทเป็นสมาธิดี ท่านได้มาตั้งแต่ตอนนั้นจนปัจจุบันท่านก็ไม่ได้ละ เวลานี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกำลังสมาธิสูงมาก สามารถเข้าฌานออกฌานได้ตลอดเวลา และยิ่งกว่านั้น ยังสามารถฝึกสมาธิเป็นพิเศษเป็นกีฬาสมาธิ บางส่วนได้ด้วย”
          เมื่อท่านหญิงวิภาวดี รังสิต ได้รับทราบ เมื่อเอาหนังสือไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทูลถาม ท่านก็ทรงรับว่าเป็นความจริง หลังจากนั้นมา ท่านหญิงวิภาวดี รังสิต ท่านก็เจริญพระกรรมฐานวิปัสสนาญาณ พระกรรมฐานนี่มี ๒ อย่าง คือ สมถภาวนาด้านสมาธิจิต ซึ่งต้องควบคู่กับวิปัสสนาญาณ ถ้าฝึกเฉพาะสมถภาวนาประเดี๋ยวมันก็พัง ถ้าไม่ฝึกควบคู่กับวิปัสสนาญาณ แล้วก็เอาดีไม่ได้เมื่อสมาธิดี เข้มข้นดี วิปัสสนาญาณยังอ่อน ตอนหลังก็พยายามฝึกควบวิปัสสนาญาณให้มีความเข้มแข็งเท่าสมาธิจิต ........



บันทึกการเข้า
แคทรีนจังกกไข่
นักโพสท์ระดับ 5
*****

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 47


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 36.0.1985.125 Chrome 36.0.1985.125


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2557 11:12:46 »



ฆราวาสเป็นอรหันต์


ท่านถามว่า “อย่างท่านหญิงวิภาวดีนี่ เรียกว่าพระอรหันต์ได้ไหม...?”
          ก็เลยถวายพระพรบอกว่า
           “พระสาวกไม่มีสิทธิ์พยากรณ์ พระที่จะพยากรณ์ได้ มีสิทธิ์พยากรณ์ก็คือพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว เพราะอะไร เพราะพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะพยากรณ์ใครว่าเป็นพระอรหันต์หรือไม่ แต่ว่าพระสาวกรู้ได้ เพราะตัวเองเป็นถึงอรหันต์ก็รู้ว่าคนอื่นเป็นอรหันต์ได้ แต่ว่าไม่มีสิทธิ์พยากรณ์”
แล้วท่านก็เลยถามว่า “จะเรียกว่าอะไรดี”
          ก็เลยบอกท่านว่า “เรียกว่า คนมีอารมณ์เต็มถึงพระนิพพาน”
          ท่านก็บอก “เอ๊ะ! ก็เต็มพระนิพพานก็เป็นอรหันต์”
          บอกว่า “นี่เป็นเรื่องของพระองค์จะทรงทราบเอาเอง” (หัวเราะ) ไอ้เราไม่มีสิทธิ์นี่ คำว่าอารมณ์เต็มพระนิพพานนี่จะเป็นอะไรให้รู้ไป ก็เลยกราบทูลให้ทรงทราบ บอกว่า
           “ถ้าฆราวาสเป็นพระอรหันต์ก็คือต้องบวชในวันนั้น ถ้าไม่ได้บวชในวันนั้น วันรุ่งขึ้นไม่ทันสิ้นแสงอาทิตย์ตกก็ต้องตาย การตายประเภทนี้เรื่องอื่นมาทำไม่ทัน ก็ต้องตายด้วยอุบัติเหตุ”
          อย่างสมัยพระพุทธเจ้า ก็มีนางยักษิณีแปลงเป็นวัวแม่ลูกอ่อนขวิดตาย นี้เขาเรียกว่าตายแล้วไปพระนิพพาน นี่อย่างสมัยนี้ก็ไม่ต้องไปรอนางยักษิณี รถยนต์มีเยอะแยะไป ไปเดินไปเผลอรถยนต์ก็ชนตาย นี้ก็พูดกันถึงเรื่องท่านหญิงวิภาวดี
          ท่านก็เลยบอกว่า “ผมไม่นึกเลย ท่านหญิงวิภาวดีนี่จะมีอารมณ์เข้มข้นแบบนี้”
          แต่ก็รู้เหมือนกันว่าท่านมีกำลังใจเข้มแข็ง และไม่ย่อท้อต่อการงาน และเวลาฝึกพระกรรมฐานของท่านรู้สึกว่าจะน้อยมาก ใช้เวลาจริงๆ เพียง ๘ เดือน ๘ เดือนนี่ก็ไม่ได้มานั่งอยู่กับพวกเรา รับฟังนิดหน่อยท่านก็ไปประพฤติปฏิบัติ
          ก็เลยถามท่านว่า “ท่านหญิงวิภาวดีทำความดีมาตั้งแต่เมื่อไหร่...?”
          ท่านบอกว่า “สิบปีกว่าที่สงเคราะห์ประชาชนไปนั่นก็ท่านทำ กว่าพระเจ้าแผ่นดินจะช่วย ท่านทำมาถึง ๘ ปี ใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์หรือใช้ทรัพย์ของท่านหญิงเอง และต่อมาภายหลังพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงช่วย ท่านแต่งหนังสือเก่ง ท่านแปลหนังสือได้ รายได้จากค่าซื้อลิขสิทธิ์ได้มาหนึ่งแสนสองแสนท่านก็มาใช้ ท่านชายให้ท่านบ้าง ท่านก็มาใช้ การใช้ของท่านสงเคราะห์คนทั้งหมด สงเคราะห์คนจนต่างๆ ให้ประกอบอาชีพจักสานบ้าง ทำทุกอย่างที่เขาทำได้ แกะสลักก็ตาม แล้วท่านก็มาขายให้ มาขายให้เมื่อได้สตางค์ก็ไปให้เขา แล้วเอาทุนทรัพย์นี่ไปสร้างโรงเรียน จ้างครูสอน เอาใช้เป็นส่วนสำหรับตรงนั้นของท่านหญิงเองทำอย่างนี้มา ๑๐ ปีกว่า”
          ก็เลยถามพระองค์ว่า  “ทำอย่างนี้ถ้าจิตไม่เข้มแข็งทำได้ไหม...?”
          ท่านบอกว่า “ทำไม่ได้”
           “ในเมื่อมีความเข้มแข็งในด้านนี้แล้ว เขาเรียกว่าอะไร..?”
          ถามท่านบ้าง ต่างคนต่างถาม เรามีสิทธิ์ถามเหมือนกันนี่ ใช่ไหม ไม่ใช่มานั่งมีสิทธิ์ถามคนเดียวนะ
          ท่านก็เลยบอกว่า “ต้องมีอารมณ์ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร ๔”
           “นี่หมายความว่าพรหมวิหาร ๔ นี่เป็นแกนใหญ่”
          ท่านถาม “แกนใหญ่อะไร...?”
          บอก “ศีลบริสุทธิ์ได้ก็เพราะพรหมวิหาร ๔ สมาธิจะทรงตัวได้ก็เพราะพรหมวิหาร ๔ วิปัสสนาจะทรงได้เพราะพรหมวิหาร ๔ ในเมื่อมีพรหมวิหาร ๔ อารมณ์จิตมันเย็น ไอ้คนที่มีพรหมวิหาร ๔ เป็นปกตินี่ อารมณ์ใจเขาเย็นไม่ร้อน เพราะอะไร เพราะมีความเมตตาความรักใช่ไหม ไอ้ตัวรักไม่ใช่รักในราคะ รักด้วยความปรานี กรุณา มีความสงสาร อารมณ์นี้มันไม่ร้อน มุทิตา ไม่อิจฉาริษยาใคร เห็นชาวบ้านเขาได้ดีพลอยยินดีด้วย อุเบกขา ถ้าสิ่งใดเป็นกฎธรรมดามันเข้ามาถึงเรา เช่น พ่อตายแม่ตาย ลูกตาย หลานตาย ตัวป่วยไข้ไม่สบายจวนจะตาย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา มีอารมณ์ไม่หวั่นไหว อันนี้มันก็มีอารมณ์เย็น”
          ก็กราบทูลท่านบอกว่า  “การรู้ท่านหญิงวิภาวดีทำแบบนี้ ก็เป็นการเจริญพระกรรมฐานมาโดยตรง แต่ไม่รู้ตัวว่าตัวทำ คือไม่เข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติพระกรรมฐาน แต่จิตแบบนี้เขาถือว่าทรงฌานในพรหมวิหาร ๔ เพราะการทรงฌานนี่ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาส่ง ไอ้คนที่นั่งหลับตาส่งมันไม่ใช่คนดี คือมันยังไม่ได้ดี ถ้าดีจริงๆมันต้องจิตทรงอยู่ตลอดวัน จิตเราคุมอยู่ในพรหมวิหาร ๔ ตลอดวัน เราไม่คิดจะเป็นศัตรูกับใคร เราจะมีความเมตตาปรานีสงสารสงเคราะห์เขา เราไม่อิจฉาริษยาเขา พลอยยินดีเมื่อบุคคลอื่นได้ดี และกรรมใดที่เป็นอกุศลกรรมมาสนองเราไม่หนักใจ อย่างนี้ชื่อว่าเราเป็นผู้ทรงฌานในพรหมวิหาร ๔”
          ท่านก็เลยตรัสบอกว่า  “ผมก็เคยแนะนำเขาไปยังงั้นเหมือนกัน”



บันทึกการเข้า
แคทรีนจังกกไข่
นักโพสท์ระดับ 5
*****

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 47


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 36.0.1985.125 Chrome 36.0.1985.125


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2557 11:13:18 »



เคยพูดถึงพระราชินีกับลูกสาวท่าน ท่านหญิงสิรินธร
           “หรือลูกสิรินธรของผมก็เหมือนกัน เขาก็ทำอยู่ทุกวันในด้านเมตตาปรานี ปรารถนาการสงเคราะห์คนอื่น เมื่อคืนเขาต้องการพบหลวงพ่อ ผมจึงให้ฆราวาสเขาไปนิมนต์”
          แหม...คุยกันตอนดึกก็ดีเหมือนกัน
          ถาม “ทำไมถึงต้องการพบตอนดึก...?”
          บอก “เช้าเขาต้องรีบไปเข้าโรงเรียน”
          คือท่านสอนเจ้าฟ้าหญิง ตอนเช้าท่านต้องไปเข้าโรงเรียน ไปถึงมหาวิทยาลัย ๒ โมงเช้า เมื่อท่านต้องไปเข้ามหาวิทยาลัย ๒ โมงเช้าก็อยากจะพบกลางคืน
          ก็เลยบอกว่า “คืออาตมารู้เหมือนกัน ว่าพระองค์จะไปนิมนต์ตอนดึก อาตมาก็เลยรีบนอนซะตอน ๔ ทุ่มครึ่ง”
          ท่านถามว่า “ทำไม เป็นเพราะอะไร...?”
          ก็เลยบอก “ตอนดึกหนักๆ เข้าก็คุยไปคุยมาก็จะหลับคุยกัน หลับคุยกันก็ต้องฝันคุยกัน เพราะทราบอยู่แล้วว่า ถ้ามาก็ถึงสว่าง”
          ท่านก็เลยหัวเราะ ท่านเลยคุยถึงเรื่องการเจริญกรรมฐาน บอก ผมเวลาเมื่อป่วยหมอเขาห้ามออกกำลังกาย ผมก็เอาเทปอันนี้ ไอ้เทปที่ไม่มี ที่ยาวๆ ของท่านล่ะนะ ตอนนั้นท่านขอบันทึกเสียง ผมขออนุญาตบันทึกเสียงครับ บอก เอ้า! อนุญาต บันทึกไปก็ได้คุยกันเยอะ ท่านก็บันทึกเสียงไว้ด้วย
          บอกว่า “เวลาผมเดินๆ ไปรอบๆ ที่อยู่ ผมก็เอาเทปสะพาย แล้วก็คาสเซทของหลวงพ่อใส่ไปด้วย ผมเดินไปผมก็ฟังเรื่อยไป”
          เป็นอันว่าในวังเวลานี้ ทั้งข้าหลวงทั้งพระราชินี ทั้งเจ้าฟ้าหญิงทั้งในหลวง เห็นเขาบอกว่าได้ยินเสียงฉันอยู่เสมอ ถ้าว่างเป็นเปิดฟัง
          ท่านบอกว่า “เมื่อก่อนนี้ผมชอบฟังเพลง เดี๋ยวนี้ผมไม่เอา ฟังธรรมะดีกว่า”
          เปลี่ยนเป็นฟังธรรมะไป ท่านก็ปรารภ บางทีหลวงพ่อบอกว่าไม่รู้ใครมาเอาเทปไปถวาย เทปที่เราสอนๆ กันอยู่นี่ มีคนส่งไปถวาย ท่านฟังหมวดท้าย
          ถามว่า “มหาบพิตรมีเทปเท่าไร...?”
          บอกว่า “เทปของหลวงพ่อมากที่สุด เทปของคนอื่นมีอยู่บ้าง ทั้งหมดเห็นจะมีอยู่ ๑๐๐ คาสเซทได้มั้ง”
          โอ้โฮ! ไม่ใช่ก้อยเลยนะ ถามว่า ร้อยฟังหมด บอกว่า ฟังหมดครับ ท่านบอก ฟังซ้ำๆ ของหลวงพ่อ ถาม ทำไม บอก เข้าใจง่ายดี ท่านมีของหลวงปู่ฝั้น ถวายท่านมา ท่านบอกท่านฟังๆแล้วท่านก็ไม่เข้าใจ หลวงปู่ฝั้นบอกทำจิตให้สบาย ก่อนหน้าที่หลวงปู่ฝั้นท่านตายสักสองเดือน ท่านบอกเพิ่งเข้าใจตอนนั้น ท่านฟังมาตั้งหลายหน คืออารมณ์เข้าถึงในการฟังธรรมปฏิบัตินี่ ถ้าอารมณ์มันไม่ถึง มันฟังไม่รู้เรื่อง

          ก็คุยกันไปสักพักก็พอดีพระราชินีท่านเสด็จ เสด็จมาท่านก็บอกว่า
           “ฉันไม่ค่อยมีเวลาปฏิบัติธรรม เพราะทำไม่ค่อยได้ ได้แต่สวดมนต์”
           “แต่พระราชินีนี่ไม่ใช่เล่นนะ สวดมนต์เป็นชั่วโมงเลย และก็ชอบให้ทาน และก็ชอบฟังพระสูตร ขอหลวงพ่อบันทึกคาสเซทมาให้ฟังได้ไหม”
          บอกว่า “ได้ ไม่เป็นไร”
          ขอพระสูตร ในหลวงขอจริต ๖ จริต ๖ ท่านบอกว่าต้องการยังงี้ จริตละเทป หมายความคาสเซทหนึ่งชั่วโมงนี่สองด้านจริตละหนึ่งเทป เพราะอะไร เพราะว่าเพื่อนๆของท่าน เพื่อนที่ปฏิบัติร่วมกัน ถ้าเขาเห็นว่าเขามีจริตยังงี้ ก็เอาเทปนี่ให้เขาไป ให้เขาไปฟัง ถ้ามีจริตบวกเอาเทปบวกเข้าไป
          ท่านบอกว่า “ลูกศิษย์หลวงพ่อทั้งหมด ผมวินิจฉัยแล้ว เข้าใจว่าเป็นคนที่มีศรัทธาจริตเป็นส่วนใหญ่ เห็นจะเป็นทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านหญิงวิภาวดีนี่ มีศรัทธาจริตอย่างแรงกล้า”
          ทั้งนี้ก็เลยถวายพระพร บอกว่า  “คนที่มีศรัทธาจริตแรงกล้านี่ หรือหนักไปในศรัทธาจริตนี่ เขาได้กำไร”
          ท่านถามว่า “ได้กำไรยังไง”
          บอก “ตัวนี้บรรลุง่าย เพราะว่าสอนแล้วก็จำ แล้วก็เชื่อ แต่ว่าผลก็มีอยู่ว่า แต่ต้องคนนำไปในทางที่ถูก ถ้านำไปในทางที่ผิด กลุ่มคนประเภทนี้ก็เลยหลงไปเลย พัง! สำหรับท่านหญิงวิภาวดี อาตมาว่าไม่ใช่ศรัทธาจริตอย่างเดียว เพราะเป็นพุทธจริตด้วย”
          ท่านบอกว่า “ใช่...ใช่...”
          เลยบอกท่านว่า  “อย่างนี้เขาเรียกจริตบวก คือมีกำลังกล้า จริตความจริงมันมีด้วยกัน ๖ อย่าง และว่าท่านหญิงวิภาวดีมีทั้งศรัทธาจริตและก็พุทธจริต และพุทธจริตนี่เป็นคนฉลาด ศรัทธาจริตที่มีขึ้นก็เป็นคนไม่ใช่คนหัวดื้อ ลักษณะคนหัวดื้อนี่มันเป็นพวกโมหะจริตกับวิตกจริต คนพวกนี้เอาดีไม่ได้ ให้สอนจนตายก็เอาดีไม่ได้ เพราะเป็นปทปรมะ บวชอยู่สักกี่พันพรรษาก็ตาม ตายแล้วก็มีหวังลงอเวจี เพราะว่ามีสันดานหยาบไม่รับคำสอน
          นักปฏิบัติก็เหมือนกัน ฆราวาสก็เหมือนกัน ถ้าเป็นโมหะจริตกับวิตกจริต อันนี้ไม่มีทางได้ดี เพราะพวกนี้มีสันดานหยาบ มักจะไม่รู้จักความเลวของตัว คอยจะไปมองดูคนอื่นแต่ตัวไม่ดู นี่เขาเรียกโมหะจริต ไอ้โมหะมันแปลว่าหลง หลงเข้าใจว่าตัวดี แต่ไอ้ที่ทำเลวไม่รู้ ถ้าคนมีอารมณ์ประเภทนี้ก็แสดงว่าเป็นเหยื่อของอเวจีมหานรก ทำไมรู้ไหม ก็มันไม่เอาดีก็ลงอเวจี เพราะรักษาเอาแต่ความชั่วเป็นอาจิณกรรม ได้แต่มองคนอื่นเขาว่าเขาชั่ว
          ไอ้การที่ไปมองคนอื่นว่าชั่วนี่ แต่ความจริงตัวนี่ชั่วมาก ถ้าตัวเองไม่ชั่วล่ะมันไม่มองความชั่วของคนอื่น เพราะการมองและเห็นว่าเขาชั่ว มุ่งจะดูความชั่วมันเป็นคนที่ขาดพรหมวิหาร ๔ มันเป็นความเลวของจิต แต่คนที่เขามีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจนี่ เขามองเพื่อนด้วยความเมตตา และกรุณามุทิตาพร้อมๆกันไป เพราะอะไร เพราะถ้าเห็นว่าเพื่อนทำผิด เขาจะเตือนด้วยดีใช่ไหม นี่ต้องวินิจฉัยศัพท์ให้เข้าใจ ก็มีการตักเตือนกันด้วยความหวังดี ไม่ใช่คอยจะจับผิดคิดประทุษร้าย”
          นี่ก็เลยกราบทูลบอก  “ท่านหญิงวิภาวดีก็ทรงตัวอยู่ได้ดีแบบนี้ เพราะอาศัยที่มีพรหมวิหาร ๔ มา ท่านเวลาปฏิบัติจึงใช้เวลาน้อยที่สุด ที่ ๘ เดือนนี่ ไม่ใช่มานั่งรับฟังทั้ง ๘ เดือน มานั่ง...แต่ไม่ใช่มานั่งรับฟังทุกวัน คือฟังครั้งสองครั้ง อาศัยศรัทธาจริต ศรัทธามีความเชื่อ ฟังแล้วก็เชื่อทันที พอเชื่อแล้วก็อาศัยความฉลาด พุทธจริตนี่เขาเป็นคนฉลาด พอเชื่อแล้วก็เอาไปคิด คิดแล้วก็ปฏิบัติตาม”
          เป็นอันว่าประวัติของท่านหญิงวิภาวดีนี่ รู้สึกลูกเต้าเข้าหน้าไม่ค่อยติดตามปกติ นี่ขอเล่าประวัติเก่านี่ พระเจ้าแผ่นดินท่านก็บอกเหมือนกัน บอก
           “ท่านหญิงวิภาวดีเป็นคนเจี๊ยวจ๊าว หมายความโมโหง่าย คนโมโหร้ายแสดงถึงว่าเป็นคนมีอารมณ์จิตรวดเร็ว เพียงแต่พอเริ่มไปปฏิบัติกับหลวงพ่อไม่ถึงเดือนผมเห็นแปลกไปถนัด ไอ้เรื่องเหตุที่ต้องว่าต้องดุต้องด่าใครหายไปหมด มีแต่อารมณ์ยิ้ม และก็คอยจะสงเคราะห์ คอยมองดูพวกชาววังก็ตามพวกข้างนอกก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกในวัง ถ้าใครเขาทำอะไรผิดพลาดไปนิดนึง บางทีท่านก็ไม่เตือนก่อน เรียกมากินขนมบ้างมาให้ของแจกบ้าง เขาคนนั้นรู้สึกว่าจะจิตน้อมลงมาถึง ๖ เดือน นี่เป็นลักษณะของพรหมวิหาร ๔ เตือนด้วยความหวังดี”
          และท่านก็เลย ตอนนี้พระราชินียิ้มออกมา
          พระราชินีท่านก็บอกว่า  “ท่านไม่ถนัดในการนั่งสมาธิ มีอารมณ์ชอบรักษาศีลและก็สวดมนต์ และก็ชอบในการให้ทาน”
          เรื่องทานบารมีของท่านนี่หนักมาก พระเจ้าแผ่นดินท่านบอกไม่ใช่เท่านั้นอย่างเดียว
          ถาม “อะไรอีก...?”
          บอก “บางทีได้จังหวะเปรี๊ยวปร๊าวๆ”
          นี่ขัดคอกันตอนนี้น่ะ พระราชินีท่านก็ยอมรับ ท่านบอกว่าบางทีมันเผลอเอาเหมือนกัน แต่ส่วนอื่นของท่านก็ส่วนใหญ่ ไม่ใช่โมโหโทโสคนภายใน ถ้าเรื่องของคนรักชาตินี่ แหม...พอจะช่วยชาติขึ้นมาก็ต้องตั้งท่าจะเอาอย่างโน้นตั้งท่าจะเอาอย่างนี้ ทำท่าใหญ่โตต้องลงทุนมากมาย อีตอนนี้ท่านก็เลยบอกมันอดโมโหไม่ได้ คนจะช่วยชาติมันไม่ต้องทำใหญ่ ทำคนละเล็กละน้อย ทุกคนต่างคนต่างทำมันก็มากไปเอง อีตอนนี้ท่านก็หวังดีนั่นเอง ท่านก็เปรี๊ยวปร๊าวตอนนี้ นี่ท่านก็ยอมรับ
          พระเจ้าแผ่นดินท่านก็ตรัสว่า  “นี่เขาไม่รู้หรอกว่าเขาทำดี”
          พระราชินีตรัสถามว่า  “พระองค์เห็นหม่อมฉันทำดียังไง...?”
          ท่านบอก “ที่เธอนั่งสวดมนต์น่ะ เธอรู้เรื่องไหม รู้คำสวดไหม...?”
          พระราชินีบอก “ถ้าหม่อมฉันไม่รู้ หม่อมฉันนั่งสวดไปยังไง” บอก “รู้ทุกคำ”
          ท่านบอก “รู้ทุกคำนี่มันเป็นสมาธิ”
          แน่ะ! นี่ว่ากันเองนะตอนนี้น่ะ
          ท่านบอก “นี่มันเป็นสมาธิ”
          ท่านเลยถามว่า “เวลาที่จะสวดมนต์น่ะ นึกเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไหม...?”

          พระราชินีบอก “ถ้าไม่เคารพล่ะก็ จะสวดทำไมล่ะ เพราะเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงสวด”
          บอก “นี่ นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำไมจึงว่าไม่ชอบทำสมาธิ การนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นการทำสมาธิ การติดใจในการสวดมนต์ก็เป็นการทำสมาธิ นั่นก็เป็นบุญเป็นกุศล และการให้ทาน เรื่องทานนี่ให้มาก เขาไม่มีเรื่องอื่น วันๆหนึ่งเขาก็นั่งนึก ถ้าเขาว่างจะทำอาหารไปถวายพระที่ไหน จะทำขนมถวายพระที่ไหน จะไปทำบุญที่ไหน จะสงเคราะห์ใคร ก็นั่งนึกชาวบ้านชาวช่องที่ไปเยี่ยม ไอ้คนหมู่บ้านนั้นก็ลำบาก คนหมู่บ้านนี้ก็ยากจน จะหาอะไรไปช่วย หาเงินที่ไหน หาของไปช่วยเขา อะไรเป็นที่ถูกใจของเขา นั่งนึกแบบนี้ ผมก็ว่านี่เขาก็ทำกรรมฐานอยู่เรื่อย”
          ท่านหันมาพูดนี่นะ! ก็เลยบอกว่า  “อาตมาเห็นด้วย ว่านักเจริญกรรมฐานที่ดีเขาก็ไม่มุ่งในขั้นหลับตา ถ้าหลับตาดีก็ถือว่าดีไม่ได้ ทีนี้ถ้าอารมณ์จิตคิดอยู่เป็นปกติ อย่างนี้นะจึงชื่อว่าเป็นผู้ทรงฌานในด้านกรรมฐาน เพราะว่าฌานแปลว่าการเพ่ง เพ่งก็คือนึกไว้นั่นเอง นึกว่าเราจะทำความดีส่วนโน้นส่วนนี้”



บันทึกการเข้า
แคทรีนจังกกไข่
นักโพสท์ระดับ 5
*****

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 47


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 36.0.1985.125 Chrome 36.0.1985.125


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2557 11:14:39 »



ไม่หวั่นไหวต่อคำนินทา


          หลวงพ่อสรุปว่า นี่เป็นอันว่าน้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ทรงสะเทือนในคำนินทาและสรรเสริญ ก็ทรงอุเบกขาเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นถ้าหากว่าวันนี้ อาตมาจะถวายพระพร ให้ทรงอยู่ในด้านของพรหมวิหาร ๔ ก็เห็นว่าจะไม่มีผล เพราะว่าความดี ๔ ประการนี้ พระองค์ทรงมีแล้วเรียบร้อยทุกประการ
          ตามที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมมาพุทธเจ้าตรัสว่า “นัตถิ โลเก อนินทิโต” ซึ่งแปลเป็นใจความว่า “คนไม่ถูกนินทาเลย ไม่มีในโลกนี้”
          ฉะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงแม้ว่าจะมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชานิกรของพระองค์เพียงใดก็ตามที พระราชจริยาวัตรของพระองค์ ก็ย่อมไม่เป็นที่ที่ถูกใจของบุคคลบางพวก บางคณะ อาจจะมีอยู่
          ในครั้งหนึ่ง อาตมาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ได้ปรารภกับพระองค์ถึงภารกิจที่อาตมาทำว่า
           “การทำการสงเคราะห์ ปวงชนชาวไทย ตามกำลังที่จะรวบรวมได้ จากบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ ทำการแจกอาหารการบริโภค ยารักษาโรค สร้างโรงเรียนตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ แต่การกระทำแบบนี้ กลับมีคนบางพวกบอกว่า อาตมาเป็นพระการเมือง”
          พระองค์ก็ตรัสว่า  “ผมก็ทราบเหมือนกัน เขาว่าหลวงพ่อเป็นพระการเมือง”
          แต่พระองค์ก็ทรงถามว่า  “หลวงพ่อมีความรู้สึกยังไง”
          ก็เลยถวายพระพรไปว่า  “อาตมาไม่มีความรู้สึกอะไร เพราะถือว่าอาตมาไม่เคยสมัครสภาผู้แทนราษฏร และก็ไม่เคยอยากจะเป็นรัฐมนตรี เขาจะหาว่าการเมืองหรือการบ้านก็ช่าง ถือว่าเฉย ๆ ถือตามหลักพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า “นินทา ปสังสา” ขึ้นชื่อว่า นินทาและสรรเสริญ เป็นของธรรมดาของโลก อาตมาไม่หนักใจในคำนินทาและสรรเสริญ เพราะไม่มีความสงสัย”
          ต่อนี้พระบาทมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสว่า  “ผมก็เหมือนกันแหละขอรับ เมื่อก่อนนี้เขาลือว่าผมฆ่าพี่ แต่เวลานี้เขาลือกันว่าผมฆ่าพ่อตา”
          ความจริงช่วงหลัง อาตมาไม่ทราบจึงกราบทูลว่า  “การลือที่ว่าฆ่าพ่อตานั้น มีความหมายเป็นยังไง”
          พระองค์ก็ตรัสบอกว่า  “เขาลือกันว่าพ่อตาผมเป็นไข้ ผมเอาเหล้ากรอกปาก แล้วเลยพาพ่อตาไปวิ่ง พ่อตาก็เลยตาย”

          แล้วจึงได้ทูลถามพระองค์ว่า  “แล้วมหาบพิตร มีความรู้สึกยังไง ในเมื่อคำนินทาปรากฏขึ้น”
          พระองค์ก็ตรัสว่า  “เรื่อย ๆ ขอรับ”
          ก็หมายความว่า ใครจะว่ายังไงก็ช่าง ความดีหรือความชั่วที่จะมีขึ้นได้อาศัยการกระทำเป็นสำคัญ แล้วเมื่อเราทำความดีแล้วใครจะว่าชั่ว เราก็ไม่ชั่วไปตาม ถ้าเราทำความชั่ว ใครจะสรรเสริญว่าดี เราก็ไม่ดีไปตาม
          นี่เป็นอันว่าน้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ทรงสะเทือนในคำนินทาและสรรเสริญ ก็ทรงอุเบกขาเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นถ้าหากว่าวันนี้ (ประมาณปี ๒๕๓๓) อาตมาจะถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงอยู่ในด้านของพรหมวิหาร ๔ ก็เห็นว่าจะไม่มีผล เพราะว่าความดี ๔ ประการนี้ พระองค์ทรงมีแล้วเรียบร้อยทุกประการ





ที่มาบทความทั้งหมด: pantip.com/topic/30433322
บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.35 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 28 กันยายน 2565 12:42:38