[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
18 กุมภาพันธ์ 2569 15:43:14 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  

หน้า:  1 ... 10 11 [12]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระเครื่อง  (อ่าน 274429 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ใบบุญ
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 2771


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #220 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2568 10:03:43 »



รูปหล่อใหญ่หลวงพ่อชุ่ม วัดราชคาม

เหรียญแสตมป์ พ.ศ.2484 หลวงพ่อชุ่ม วัดราชคาม

“หลวงพ่อชุ่ม พุทธสโร” วัดราชคาม อ.เมือง จ.ราชบุรี พระเกจิอาจารย์ที่ชาวราชบุรี ให้ความนับถือ เพราะมีเมตตากรุณา ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีทุกข์ร้อนป่วยไข้

ทรงภูมิความรู้และวิทยาคมหลายอย่าง เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นพระอาจารย์ เป็นคณาจารย์การปกครอง เป็นพระอาจารย์สอนปริยัติธรรมและกัมมัฏฐาน

สร้างวัตถุมงคลไว้ได้แก่ เช่น ผ้ายันต์ ตะกรุด แหวน ฯลฯ อันเป็นที่นิยมและหวงแหนมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เหรียญแสตมป์”

สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2484 เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่ช่วยเหลือกิจการของวัด และตอบแทนผู้บริจาคทรัพย์สร้างพระอุโบสถวัดใหม่ต้นกระทุ่ม

ลักษณะเป็นแผ่นภาพอะลูมิเนียมสกรีนรูปเหมือน 2 แผ่น ขนาดเล็กประกบกันมีหูในตัว โดยสั่งทำจากประเทศญี่ปุ่น ชาวบ้านมักเรียกว่า เหรียญแสตมป์ หรือ เหรียญจับเงา จำนวนการสร้างไม่ได้ระบุแน่ชัด บ้างก็ว่าสร้างจำนวนไม่เกิน 2,000 เหรียญ

ด้านหน้า เป็นลักษณะตะแกรงลงถมเป็นรูปหน้าตรงครึ่งองค์ มีอักษรขอม 4 ตัวที่มุมเหรียญอ่านว่า นะ มะ พะ ทะ (หัวใจธาตุ) ด้านล่างองค์ท่าน เขียนคำว่า “ชุ่ม”

ด้านหลัง ผูกเป็นยันต์ตารางมงคลเก้าตามแบบที่เป็นเอกลักษณ์ (ยันต์ครู) มุมทั้ง 4 ด้านของแผ่นภาพเขียนอ่านได้ ว่า อุด อัด ปัด ปิด

ด้านล่างของตารางยันต์มีภาษาขอม อ่านได้ว่า กิริมิทิ กึรึมึทึ กุรุมุทุ เกเรเมเท

จัดเป็นวัตถุมงคลหายากและเป็นที่นิยมของวงการพระเครื่องและชาวราชบุรี


หลวงพ่อชุ่ม พุทธสโร

อัตโนประวัติ ถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ จุลศักราช 1241 อันตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน 2422 ที่ ต.คุ้งน้ำวน อ.เมือง จ.ราชบุรี บิดา-มารดาชื่อ นายทุ้ม และนางลำใย กลิ่นเทพเกษร เป็นบุตรคนโต ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 9 คน

อายุ 9 ปี บิดานำมาฝากเรียนหนังสือขอมและไทยกับหลวงปู่โต๊ะ วัดราชคาม กระทั่งอายุ 16 ปี จึงบรรพชา

อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดท่าสุวรรณ อ.เมือง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2441 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ จุลศักราช 1260 มีพระอธิการพู่ วัดราชคาม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า พุทธสโร

อยู่ศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจากพระอธิการพู่ และพระอธิการอินทร์

ปี พ.ศ.2448 เมื่อพระอธิการพู่มรณภาพลง ก็ได้รับการนิมนต์ให้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดสืบแทน

สําหรับวัดราชคาม เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ต.คุ้งน้ำวน อ.เมือง จ.ราชบุรี บางตำราว่าสร้างปี พ.ศ.2409

ภายในวัดมีพระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง ชื่อหลวงพ่ออู่ทอง ถือเป็นพระศักดิ์สิทธิ์คู่วัด เป็นพระพุทธรูปเนื้อสำริดปางมารวิชัย สร้างขึ้นในสมัยอู่ทอง (ราวประมาณ พ.ศ.1300-1897) ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่ออู่ทอง” วัดนิมนต์มาจากวัดตากแดด ซึ่งสมัยนั้นเป็นวัดร้าง จัดเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ หาชมได้ยากยิ่งในพื้นที่แม่กลอง

หลังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้ดำเนินการทำนุบำรุงวัดสุดความสามารถ บูรณปฏิสังขรณ์ทั้งในด้านถาวรวัตถุ ตลอดจนการศึกษาพระปริยัติธรรม

นอกจากนั้น ยังได้จัดสร้างโรงเรียน เพื่อเป็นสถานศึกษาของลูกหลานชาวบ้านในละแวกวัด มีชื่อว่า โรงเรียนประชาบาลชุ่มประชานุกูล

ลําดับงานปกครองและสมณศักดิ์ พ.ศ.2458 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชคาม

พ.ศ.2467 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2473 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลคุ้งน้ำวน (เจ้าคณะหมวด)

พ.ศ.2479 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูชั้นประทวน

มีความสามารถทั้งด้านการพัฒนาถาวรวัตถุและจิตใจของทุกคน นำความเจริญมาสู่วัดราชคาม มากด้วยความเก่งกล้า มีคาถาอาคม ช่วยเหลือชาวบ้านในทุกทาง ชำนาญด้านการแพทย์แผนโบราณ วิชาทำน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ปลุกเสกลงเลขยันต์และอื่นๆ

ตามคำบอกเล่าของหลวงพ่อป้อม เจ้าอาวาสรูปถัดมา เล่าถึงประวัติการเดินธุดงค์ซึ่งได้รับฟังจากปากหลวงพ่อชุ่มเองว่า เมื่อบวชได้ 3 พรรษา เริ่มสนใจในวิทยาคม พยายามศึกษาเล่าเรียนและเริ่มออกเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ คราวละ 3 ปี บางครั้งก็ธุดงค์ไปพม่าบ้าง

ครั้งหนึ่งเดินธุดงค์จนถึงวัดมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท ขณะนั้นราวปี พ.ศ.2446 หลวงปู่ศุข ปกครองวัดมะขามเฒ่า ศึกษาวิชาจากหลวงปู่ศุข หลายแขนงเกี่ยวกับวิชาด้านคาถาอาคม จนครั้งหนึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จมายังวัดราชคาม เนื่องด้วยเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน และเมื่อหลวงพ่อชุ่มกลับมาอยู่วัดราชคาม จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ขณะนั้นชื่อเสียงของท่านเป็นที่เลื่องลือมาก

จากการที่ธุดงค์จนเป็นกิจวัตร ทำให้ได้รู้จักกับหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ เมื่อคราวออกธุดงค์ไปศึกษาวิชากับหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า ทำให้ท่านทั้ง 2 เป็นสหธรรมิกกันเรื่อยมา

เริ่มอาพาธ ประกอบกับย่างเข้าวัยชราไม่ได้พักผ่อนเพียงพอ จึงทรุดหนักลงในเร็ววัน คณะศิษย์และผู้เคารพนับถือ ร่วมกันรักษาพยาบาลอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่สามารถทำให้อาการทุเลาลงได้

กระทั่งวันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2498 เวลาตีสี่ครึ่ง จึงมรณภาพด้วยอาการสงบ

สิริอายุ 77 ปี พรรษา 57 และมีพิธีประชุมเพลิง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2500




พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ หลวงปู่เหรียญ


พระสมเด็จหลังยันต์อุ หลวงปู่เหรียญ

พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่หลังอุ หลวงปู่เหรียญ สุวัณณโชติ วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี

“พระโสภณสมาจาร” หรือ “หลวงปู่เหรียญ สุวัณณโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม (วัดหนองบัว) และอดีตเจ้าคณะอำเภอเมืองกาญจนบุรี

ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกใกล้ชิดและได้รับการสืบทอดวิทยาคมจากหลวงปู่ยิ้ม เจ้าอาวาสรูปสำคัญของวัดหนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี อันเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีวิทยาคมสูง

ที่สำคัญ ยังเคยถ่ายทอดวิทยาคม สั่งสอนศิษยานุศิษย์ให้เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในด้านไสยเวทในยุคต่อมาอีกหลายรูป

นอกจากหลวงปู่เหรียญ วัดหนองบัวแล้ว ยังมี หลวงปู่ดี วัดเหนือ, หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ, หลวงพ่อสอน วัดลาดหญ้า, หลวงพ่อแช่ม วัดจุฬามณี, หลวงพ่อหัง วัดเหนือ, หลวงพ่อดอกไม้ วัดดอนเจดีย์, หลวงพ่อเหมือน วัดกลางเหนือ เป็นต้น

สร้างวัตถุมงคลและเครื่อรางไว้มากมาย อาทิ ตะกรุด ลูกอม ลูกอมแผง แหวนพิรอด พระปิดตา ซึ่งสร้างตามแบบของหลวงปู่ยิ้ม แต่มีขนาดย่อมกว่า สันนิษฐานว่าได้สร้างมาเรื่อยๆ ตามแต่จะมีผู้เลื่อมใสศรัทธาขอและแจกเรื่อยมา

จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงบั้นปลายชีวิต บรรดาลูกศิษย์เห็นว่าวัตถุมงคลที่ได้รับแจกมามีประสบการณ์ ประกอบกับเห็นว่า หลวงปู่ชราภาพมากแล้ว จึงกราบขอให้จัดสร้างพระเครื่องวัตถุมงคล เพื่อไว้เป็นที่ระลึกและแจกให้ผู้ที่มาร่วมบุญ

วัตถุมงคลทุกรุ่น ล้วนแต่ได้รับความนิยม

โดยเฉพาะ พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ สร้างในปี พ.ศ.2497

ลักษณะเป็นพระพิมพ์สมเด็จสี่เหลี่ยมแบบทั่วไป องค์พระเป็นเนื้อผงมีสีขาวอมเหลือง จัดเป็นพระเนื้อผงพิมพ์มาตรฐานอีกพิมพ์ จำนวนการสร้างไม่ได้จดบันทึกไว้

ด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิบนฐาน 3 ชั้นแบบพระสมเด็จทั่วไป องค์พระเป็นแบบสมเด็จทั่วไปแต่มือจะชนกันเป็นรูปตัววี

ด้านหลังเรียบ ไม่มีอักขระยันต์ใดๆ

นอกจากนี้ ยังมี “พระสมเด็จหลังยันต์อุ” สร้างขึ้นในปีเดียวกัน ลักษณะเป็นพระพิมพ์สมเด็จสี่เหลี่ยมปลายมน เป็นพระเนื้อผงมีสีขาวอมเหลือง จำนวนการสร้างไม่ได้มีการจดบันทึกไว้เช่นกัน

ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิบนฐาน 3 ชั้นแบบพระสมเด็จทั่วไป โดยองค์พระจะตัดขอบล้อไปกับเส้นซุ้มระฆังครอบ เป็นแบบสมเด็จอกร่อง

ด้านหลังเรียบ มีอักขระยันต์ “อุ” จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์

พระสมเด็จหลวงปู่เหรียญ เป็นวัตถุมงคลพิมพ์มาตรฐานยอดนิยมที่ชาวเมืองกาญจน์ นิยมหวงแหนมาก



หลวงปู่เหรียญ สุวัณณโชติ

มีนามเดิมว่า เหรียญ รัสสุวรรณ เป็นบุตรของชาวไทยเชื้อสายจีน เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2419 ตรงกับวันเสาร์ แรม 7 ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด ที่บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี บิดา-มารดาชื่อ นายโผ และนางแย้ม รัสสุวรรณ มีพี่น้องรวมกันทั้งหมด 7 คน

ถึงแม้จะเกิดมาในตระกูลชาวนา-ชาวไร่ มีอาชีพที่เรียกว่าหาเช้ากินค่ำ ต้องช่วยบิดา มารดา หาเลี้ยงชีพตามวิสัยชาวชนบทในสมัยที่บ้านเรือนยังไม่เจริญรุ่งเรือง

แต่กระนั้น ก็ยังสามารถเสาะแสวงหาความรู้ ด้วยความเอาใจใส่กับวิชาที่เล่าเรียน จนสามารถอ่านออกเขียนได้ มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญยิ่งทั้งภาษาไทย และภาษาขอม เป็นที่พึ่งแก่คนทั่วไป นับได้ว่าควรแก่การสรรเสริญ

จากนั้นจึงได้กลับมาช่วยเหลือบิดา มารดา ทำไร่ไถนา เป็นการแบ่งเบาภาระตามความจำเป็นในยุคนั้น

อายุย่าง 22 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดศรีอุปลาราม (วัดหนองบัว) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2440 มีเจ้าอธิการยิ้ม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสิงคิบุรณคณาจารย์ (คง ทองสุด) วัดเทวสังฆาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์อยู่ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “สุวัณณโชติ”

อยู่จำพรรษาอยู่วัดศรีอุปลารามตลอดมา ครั้นมีพรรษาพอสมควร ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ มอบกิจการต่างๆ ให้ช่วยดูแล และเป็นพระกรรมวาจาจารย์ในญัตติกรรมบวชนาค

ระหว่างที่ปรนนิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์และศึกษาวิทยาคมจากหลวงปู่ยิ้มจนหมดสิ้น

เป็นพระนอบน้อมถ่อมตน ไม่ชอบโอ้อวดว่าท่านมีดี ให้เกียรติและยกย่องเชิดชูพระอุปัชฌาย์และศิษย์รุ่นพี่ร่วมสำนักอยู่เสมอ

พ.ศ.2454 หลวงปู่ยิ้ม ถึงแก่มรณภาพลง พระครูวิสุทธิรังษี (เปลี่ยน อินทสโร) วัดชัยชุมพลชนะสงคราม เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยพระครูสิงคิบุรคราจารย์ (สุด) วัดเทวสังฆาราม รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองบัวสืบมา

ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2458 เป็นเจ้าคณะแขวงเมือง

พ.ศ.2473 เป็นพระอุปัชฌาย์

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2461 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระครูนิวิฐสมาจาร

พ.ศ.2490 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2496 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระโสภณสมาจาร

มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2503

สิริอายุ 84 ปี พรรษา 63 •



ที่มา มติชนออนไลน์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 ธันวาคม 2568 10:22:12 โดย ใบบุญ » บันทึกการเข้า
ใบบุญ
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 2771


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #221 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2568 15:15:52 »


พระสมเด็จพิมพ์คะแนน-หลวงปู่หยอด

พระสมเด็จ-พิมพ์คะแนน หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ พระเกจิชื่อดังลุ่มน้ำแม่กลอง

“หลวงปู่หยอด ชินวังโส” หรือ “พระครูสุนทรธรรมกิจ” อดีตเจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม นักบุญลุ่มน้ำแม่กลอง ศูนย์รวมศรัทธา

วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมสูง คือ ไหมเบญจรงค์ 5 สี ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ

เชื่อว่ามีอานุภาพทางเมตตาและแคล้วคลาดจากภยันตราย นอกจากนี้ ยังมีวัตถุมงคล เช่น พระสมเด็จ พระปิดตา เหรียญกว่า 100 รายการ

ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน คือ “พระสมเด็จพิมพ์คะแนน”

สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2497 เพื่อออกให้บูชาหารายได้สร้างศาลาการเปรียญของทางวัด จัดเป็นพระเครื่องยุคแรกๆ สร้างด้วยเนื้อผงสีขาวอมเหลือง และเนื้อผงยา ซึ่งมีส่วนผสมของผงวิเศษต่างๆ ที่รวบรวมเอาไว้ นอกจากนี้ ยังมีผงพุทธคุณที่ลบผงเอง เป็นส่วนผสมหลัก

ลักษณะเป็นพระสมเด็จเนื้อผง พิมพ์สี่เหลี่ยมขนาดเล็ก แบบพระคะแนนทั่วไป

ด้านหน้า จำลองเป็นรูปพระสมเด็จของพระครูมูล วัดสุทัศน์ ขนาดเล็กฐาน 3 ชั้น องค์พระมีซุ้มระฆังครอบสวยงาม แต่ไม่ปรากฏอักษรในองค์พระ

ด้านหลังเรียบ ไม่ปรากฏอักขระอักษรไทยใดๆ จัดเป็นพิมพ์หายาก จำนวนการสร้างไม่ได้บันทึกไว้



หลวงปู่หยอด ชินวังโส

มีนามเดิมว่า สุนทร ชุติมาศ ถือกำเนิดเมื่อวันอังคารที่ 16 พฤษภาคม 2454 ที่บริเวณตลาดบางน้อย (ตรงข้ามศาลเจ้าพ่อโรงโขน) ต.ตาหลวง อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย

ในวัยเยาว์ ศึกษาหาความรู้จากบิดา จนอ่านออกเขียนได้ เมื่อเติบโตได้เป็นกำลังช่วยมารดาค้าขาย แบ่งเบาภาระให้ครอบครัว

เมื่ออายุ 18 ปี ฝากตัวเข้าบรรพชากับพระครูเปลี่ยน สุวัณณโชโต เจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2472

อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2474 มีพระราชมงคลวุฒาจารย์ (ใจ) วัดเสด็จ เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูสุทธิสารวุฒาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อเปลี่ยน สุวัณณโชโต วัดแก้วเจริญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูอุดมสุตกิจ (พลบ) วัดปราโมทย์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้รับฉายานาม ชินวังโส มีหมายความว่า ผู้สืบวงศ์แห่งพระพุทธเจ้า

ศึกษาพระปริยัติธรรม เป็นผู้มีวิริยอุตสาหะสนใจใฝ่ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง จนได้รับวิทยฐานะความรู้สามัญ สอบไล่ได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (สมัครสอบ)

พ.ศ.2478 สอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ

ดูแลปรนนิบัติพระอุปัชฌาย์ ซึ่งอาพาธอย่างใกล้ชิด ด้วยกตัญญูกตเวทิตา จวบจนถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2484

วันที่ 17 สิงหาคม 2484 พระราชมงคลวุฒาจารย์ (หลวงปู่ใจ) เจ้าคณะอำเภออัมพวา จึงแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญและรักษาการแทนเจ้าคณะตำบลเหมืองใหม่

วัดแก้วเจริญ เป็นวัดโบราณของชาวรามัญ สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาและรกร้างมาเป็นเวลานาน

มีเรื่องเล่าว่า ชาวบ้านท่าใหญ่กรุงศรีอยุธยา อพยพหลบภัยพม่า เมื่อเสียกรุง พ.ศ.2310 มาถึงสถานที่แห่งนี้แล้วเห็นว่ามีทำเลเหมาะสม จึงช่วยกันแผ้วถางป่าลึกเข้าไปประมาณ 3 เส้น พบวัดร้าง มีซากอุโบสถ พระพุทธรูปศิลาแลงปางต่างๆ มากมาย และพระพุทธรูปสร้างด้วยแก้ว มีใบเสมารอบอุโบสถ พระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดไม่มีผ้าพาด

บริเวณวัดยังมีเจดีย์รามัญ 2 องค์ ชำรุดหักพังอยู่ ชาวบ้านเห็นว่าคงไม่เหมาะกับการสร้างที่อยู่อาศัยเพราะมีวัดร้างอยู่ จึงไปแผ้วถางสถานที่แห่งใหม่ ห่างจากวัดประมาณ 5 เส้น ตั้งเป็นหมู่บ้านท่าใหญ่ตามชื่อเดิมของผู้อพยพ

กระทั่งปี พ.ศ.2340 พระอธิการต่าย ปฏิสังขรณ์ให้มีสภาพดีขึ้น โดยพระพุทธรูปที่สร้างด้วยแก้วเป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญ ประชาชนจึงเรียกวัดนี้ว่า วัดแก้ว

ต่อมาพระพุทธรูปแก้วองค์นี้ เนื่องจากมีขนาดเล็กมาก เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และเห็นว่าควรจะเก็บไว้ในที่ปลอดภัย จึงฝังไว้ที่ใต้ฐานชุกชีของพระประธาน ปัจจุบันอยู่ภายนอกฐานชุกชี

วัดประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ.2375 ชื่อว่า “วัดแก้วเจริญ” และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2529

พ.ศ.2487 หลวงปู่หยอด ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะตำบลเหมืองใหม่-วัดประดู่

หลังจากรับตำแหน่ง พัฒนาวัดอย่างสุดความสามารถ จนวัดเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ ทั้งการจัดการให้วัดเป็นสถานพยาบาล รักษาผู้ที่เจ็บป่วยเดือดร้อนต่างๆ

แต่ที่โด่งดังมาก คือ การต่อกระดูก ประสานกระดูก เรียกว่าสมัยก่อนใครแขนหักขาหัก ไม่มีชาวบ้านคนไหนไปโรงพยาบาล แต่มารักษาที่วัดแก้วเจริญแทบทั้งสิ้น

ลําดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2491 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่ พระครูสุนทรธรรมกิจ

พ.ศ.2499 เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2507 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2517 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

ผลงานด้านการศึกษา เป็นเจ้าสำนักเรียนธรรมชั้นตรี-โท-เอก และเป็นกรรมการสงฆ์องค์การเผยแผ่ อำเภออัมพวา

งานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นพระอุปัชฌาย์ในการบรรพชาและอุปสมบท ปกครองสงฆ์สำนักวัดแก้วเจริญ ในการอบรมสั่งสอนสามเณรและภิกษุในเรื่องจริยาวัตร กิจวัตรและศาสนพิธี จัดเทศนาอบรม สั่งสอนคฤหัสถ์ให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

ผลงานด้านสาธารณูปการ เป็นผู้นำบรรพชิตและคฤหัสถ์ ดำเนินการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ บำรุงรักษาวัดและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเจริญรุ่งเรืองตามลำดับ สืบทอดตามเจตนารมณ์ของเจ้าอาวาสในอดีต

มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2541

สิริอายุ 86 ปี พรรษา 66 •





เหรียญหลวงพ่อฉ่ำ วัดท้องคุ้ง รุ่น 2

วัตถุมงคลดังวัดท้องคุ้ง เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อฉ่ำ-พระประแดง

“วัดท้องคุ้ง” วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บริเวณคุ้งน้ำ ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ สันนิษฐานว่าจะสร้างราวต้นกรุงรัตนโกสินทร์

สมภารเจ้าวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากรูปหนึ่ง คือ “หลวงพ่อฉ่ำ คังคสุวัณโณ” พระเกจิดังเรืองวิทยาคม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธา

เป็นพระเกจิร่วมสมัยกับพระเกจิชื่อดังของปากน้ำหลายรูป อาทิ หลวงพ่ออยู่ วัดบางหัวเสือ, หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว, หลวงพ่อบุตร วัดใหญ่บางปลากด, หลวงพ่อเชย วัดบางกระสอบ, หลวงพ่อแย้ม วัดด่านสำโรง เป็นต้น

สร้างวัตถุมงคลมากมาย เน้นตะกรุด เครื่องรางของขลัง และพระปิดตาคลุกรักผสมว่านยา ซึ่งล้วนปรากฏเลื่องลือและได้รับความนิยมกว้างขวาง

ล้วนเป็นที่นิยมสะสมในสมัยนั้น โดยเฉพาะพระปิดตา นับเป็นสุดยอดวัตถุมงคลที่หาดูหาเช่ายากมากปัจจุบัน

นอกเหนือไปจากพระปิดตาแล้ว กล่าวได้ว่า เหรียญรุ่นแรก ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2482 โดยมีผู้ว่าจ้างให้ร้านปวโร ย่านประตูผี กรุงเทพฯ จัดสร้างเพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานฌาปนกิจ สร้างเป็นเนื้อเงิน 82 เหรียญ และเนื้อทองแดง 1,000 เหรียญ

ได้รับการปลุกเสกโดยพระอาจารย์มา วัดโมก, หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว, หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ และหลวงพ่อสุดใจ วัดจวนดำรงค์ราชพลขันธ์



      เหรียญหลวงพ่อฉ่ำ วัดท้องคุ้ง รุ่นแรก
       ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปเสมาแบบมีหูในตัว

ด้านหน้า เป็นรูปจำลองครึ่งองค์ห่มจีวรลดไหล่พาดผ้าสังฆาฏิ ใต้รูปมีอักขระภาษาไทยเขียนว่า “หลวงพ่อฉ่ำ วัดท้องคุ้ง พ.ศ.๒๔๘๒” ขอบเหรียญแกะลวดลายกนกพญานาค

ด้านหลัง มีอักขระยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ อ่านได้ว่า นะ โม พุท ธา ยะ ตรงกลางยันต์ห้ามีอักขระยันต์ตัวเฑาะห์

นอกจากนี้ ยังมีเหรียญรุ่น 2 ที่ได้รับความสนใจเช่นกัน สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2494 เพื่อแจกให้เป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่บริจาคทรัพย์ทำบุญ

ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปเสมาแบบมีหูในตัว สร้างด้วยเนื้อทองแดง จำนวนการสร้างไม่ได้จดบันทึกไว้

ด้านหน้า เป็นรูปจำลองนั่งลักษณะมารวิชัยเต็มงองค์บนตั่ง ห่มจีวรลดไหล่พาดผ้าสังฆาฏิรัดประคต ใต้รูปมีอักขระภาษาไทยเขียนว่า “หลวงพ่อฉ่ำ” ขอบเหรียญแกะลวดลายกนก

ด้านหลัง มีอักขระยันต์สาม ซึ่งใช้บล็อกเดียวกับเหรียญพระพุทธหลวงพ่อสาย วัดกระโจมทอง สมุทรสาคร คาดว่าน่าจะสร้างในโรงงานเดียวกันและสร้างในปีเดียวกัน คือ พ.ศ.2494

ถึงแม้จะเป็นเหรียญตาย ที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพในปี พ.ศ.2482 แต่ก็เป็นที่เสาะแสวงหา



หลวงพ่อฉ่ำ คังคสุวัณโณ

มีนามเดิม ฉ่ำ ฉิมเจริญ เกิดเมื่อวันจันทร์ แรม 8 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ.2399 เป็นชาวบ้านท้องคุ้ง ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง บิดา-มารดา ชื่อนายฉิม นางคล้าย ฉิมเจริญ ท่านเป็นบุตรคนโต

วัยเด็กได้เรียนหนังสือไทยกับพระที่วัดท้องคุ้ง พออ่านออกเขียนได้ และมักติดตามบิดา-มารดาเข้าวัดฟังเทศน์อยู่เป็นประจำ บางครั้งก็นอนที่วัด เพื่อศึกษาวิทยาคมกับหลวงพ่อสุขและหลวงพ่อจันทร์ ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญวิปัสสนากัมมัฏฐานในขณะนั้น

ต่อมาเมื่ออายุครบบวช ในปี พ.ศ.2420 เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดท้องคุ้ง มีหลวงพ่อสุข วัดท้องคุ้ง เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อจันทร์ วัดท้องคุ้ง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อปาน วัดท้องคุ้ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “คังคสุวัณโณ”

ศึกษาพระปริยัติธรรมและรับการถ่ายทอดวิทยาคมต่างๆ จากหลวงพ่อสุขและหลวงพ่อจันทร์ จนหมดสิ้นและแตกฉาน

สร้างวัตถุมงคลมากมาย อาทิ ตะกรุด เครื่องรางของขลัง และพระปิดตาคลุกรักผสมว่านยา อันได้แก่ พระปิดตาหลังเบี้ย พิมพ์เข่าบุ๋มและเข่าตัน พระพิมพ์บัวฟันปลา พระปิดตาพิมพ์เล็ก พระผงกลีบบัว พระผงพิมพ์ลำพูนปรกโพธิ์ และพระปิดตาเนื้อชินตะกั่ว เป็นต้น

เป็นพระที่มีเมตตา จากคำบอกเล่าของศิษย์ผู้ใกล้ชิดว่ามักจะกำข้าวสารเดินลงจากกุฏิมาที่ลานวัด พอท่านแบมือออก จะมีนกป่าบินมาจิกกินข้าวสารในมือจนอิ่มแล้วจึงบินจากไป

มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งมีเรือกลไฟของฝรั่งแล่นผ่านมาทางหน้าวัด ชาวบ้านไม่ค่อยได้เห็นเรือกลไฟขนาดใหญ่บ่อยนัก ก็มายืนดูกันที่หน้าวัด พอดีกับหลวงพ่อฉ่ำอยู่ตรงบริเวณท่าน้ำพอดี จึงชี้มือไปที่เรือกลไฟนั้น เรือก็หยุดอยู่กับที่ ทำอย่างไรก็ไม่สามารถแล่นเรือออกไปได้ เครื่องดับสนิท แล้วก็เดินกลับเข้ากุฏิไป ชาวบ้านต่างก็มามุงดูกันใหญ่ หลังจากนั้นอีกพักใหญ่ ก็มีคนไทยพาฝรั่งขึ้นมากราบหลวงพ่อที่กุฏิ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หลวงพ่อฟัง

หลวงพ่อก็บอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเครื่องก็ติด ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นเรือกลไฟใหญ่ๆ กัน ให้เขาดูหน่อย” แล้วท่านก็สนทนาอยู่ด้วยสักพักก็บอกว่า “ไปได้แล้ว ไม่เป็นไรหรอก” พอฝรั่งไปถึงเรือเครื่องก็ติดได้เป็นปกติ จนเป็นที่เลื่องลือกันไปทั่ว

เป็นพระเกจิผู้มีความเยือกเย็น เคร่งครัดพระธรรมวินัย ถือสันโดษ มีเมตตากรุณา และโอบอ้อมอารี เป็นที่รักเคารพศรัทธาอย่างมาก

มรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2481 สิริอายุ 82 ปี พรรษา 62

ทุกวันนี้ เกียรติคุณยังเป็นที่กล่าวขวัญในพื้นที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ สืบมาจนถึงบัดนี้

รวมถึงด้านวัตถุมงคลแทบทุกชนิด ล้วนแต่หายากยิ่งในปัจจุบัน •





พระสมเด็จหลวงพ่อวัดไร่ขิง

พระพิมพ์เนื้อผงรุ่นแรก สมเด็จหลวงพ่อวัดไร่ขิง วัตถุมงคลชื่อดังยอดนิยม

“หลวงพ่อวัดไร่ขิง” เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานให้เคารพกราบไหว้ ณ วัดไร่ขิง มาเป็นเวลานาน คนในท้องถิ่นต่างเชื่อและมักบนบานเมื่อมีทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ

สำหรับ “เหรียญหลวงพ่อวัดไร่ขิง ปี 2467” นับเป็นเหรียญรูปเหมือน สร้างขึ้นเป็นครั้งแรก (รุ่นแรก) และได้รับความนิยมมาก

ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน คือ “พระสมเด็จหลวงพ่อวัดไร่ขิง รุ่นแรก หลังลายนิ้วมือ”

สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2496 โดยพระครูมงคลวิลาส (หลวงพ่อเฉย กิตติสาโร) เจ้าอาวาสรูปที่ 6 (พ.ศ.2478-2500) มอบเป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่บริจาคทรัพย์ให้วัด

ลักษณะเป็นพระเนื้อผงพิมพ์สมเด็จสี่เหลี่ยม มีพระอาจารย์เจียม แถบทอง เป็นเจ้าพิธีในการเตรียมการต่างๆ ทุกอย่าง นับตั้งแต่สะสมสรรพสิ่ง ผงเลขยันต์ว่านยาอาถรรพ์ วัตถุมงคลร้อยแปด ไปจนถึงการว่าจ้างช่างแกะแม่พิมพ์และให้หลวงพ่อเฉย เจ้าอาวาส กดแม่พิมพ์เป็นปฐมฤกษ์

วันประกอบพิธีกรรมครั้งแรก มีขึ้นเมื่อวัน 9 ค่ำ เดือน 11 ปี มะเส็ง พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ 11 รูป หลวงพ่อเฉย เป็นประธานศาสนพิธีกรรม บัดพลีพิธีกรรม มีหมอหนู หมอสวน ครูเห และกำนันถมหิรัญ ร่วมพิธี

ส่วนการพิมพ์พระ พระอาจารย์เจียมเป็นผู้ควบคุมโดยตลอด องค์พระสร้างจากผงพุทธคุณที่หลวงพ่อเฉยได้รวบรวมไว้ จำนวนการสร้างไม่ทราบ

ลักษณะเป็นผงพิมพ์สมเด็จเหมือนทั่วไป รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ด้านหน้า จำลองเป็นรูปองค์หลวงพ่อวัดไร่ขิง ประทับนั่งบนฐานชุกชี องค์พระมีครอบระฆังแบบพระสมเด็จ

ด้านหลังเรียบไม่ปรากฏอักขระ แต่มีรอยนิ้วมือของผู้ที่กดพิมพ์พระ

มีพุทธลักษณะงดงามและมากด้วยพุทธคุณ สมกับที่ได้รับการยกย่องและเป็นที่นิยม

“วัดไร่ขิง” หรือ “วัดมงคลจินดาราม” เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม

เดิมเป็นวัดราษฏร์ ต่อมาจึงยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2533

เรียกชื่อวัดตามชื่อตำบล เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ได้อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดศาลาปูน ประดิษฐานไว้ด้วย ปัจจุบันชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระประธานในพระอุโบสถ

เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้ว สูง 4 ศอก 16 นิ้ว ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี 5 ชั้น มีผ้าทิพย์ปูทอดลงมา ผินพระพักตร์สู่ทิศเหนือ องค์พระงดงาม เป็นการผสมผสานงานพุทธศิลป์ 3 สมัย คือ เชียงแสน อู่ทอง และสุโขทัย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานใครสร้างขึ้นเมื่อไหร่



หลวงพ่อวัดไร่ขิง

จากหนังสือประวัติของวัด ระบุว่า เรื่องราวของหลวงพ่อวัดไร่ขิง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมราชานุวัตร ตั้งแต่ครั้งเป็นวัดศาลาปูนวรวิหาร อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) พื้นเพเป็นชาวนครชัยศรี เล่ากันเป็นสองนัยว่า เป็นผู้สร้างวัดไร่ขิง เมื่อปี พ.ศ.2394 อาราธนาพระพุทธรูปจากพระนครศรีอยุธยามาเป็นพระประธาน

กับอีกความหนึ่งว่า วัดไร่ขิงเดิม มีพระประธานอยู่แล้วแต่องค์เล็ก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) จึงให้ไปนำพระพุทธรูปจากวัดของท่าน ซึ่งผู้คนจากวัดไร่ขิงก็พากันขึ้นไปรับ เชิญลงแพไม้ไผ่ล่องลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าแม่น้ำท่าจีนจนถึงวัด ก่อนอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในพระอุโบสถ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ตรงกับวันสงกรานต์ในปีนั้นพอดี

ขณะที่อัญเชิญหลวงพ่อวัดไร่ขิงขึ้นจากน้ำสู่ปะรำพิธี เกิดความมหัศจรรย์ แสงแดดที่แผดจ้ากลับพลันหายไป ความร้อนระอุในวันสงกรานต์กลางเดือนห้า บังเกิดมีเมฆดำทะมึน ฝนโปรยลงมา ทุกคนในที่นั้นเกิดความยินดี พากันอธิษฐานจิต

“ขอหลวงพ่อจักทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ดับความร้อนคลายความทุกข์ให้หมดไป ดุจสายฝนที่เมทนีดลทำให้ชุ่มฉ่ำ เจริญงอกงามด้วยธัญญาหาร”

จึงถือเป็นวันสำคัญ จัดให้มีงานเทศกาลนมัสการปิดทองประจำปีสืบต่อมาถึงทุกวันนี้

เรื่องราวความเป็นมาดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับน้ำอยู่ตามสมควร ในประวัติพระพุทธรูปหลายสำนวน นับรวมอยู่ในพระพุทธรูปห้าองค์พี่น้องที่ลอยน้ำมาจากทางเหนือ ประกอบด้วย หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา, หลวงพ่อบ้านแหลม วัดเพชรสมุทรวรวิหาร จ.สมุทรสงคราม

บางแห่งก็เพิ่มหลวงพ่อวัดเขาตะเครา จ.เพชรบุรี และหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน จ.สมุทรปราการ และขึ้นประดิษฐาน ณ ที่ต่างๆ กันด้วย

ชาวบ้านเชื่อศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ว่าสามารถปัดเป่าทุกข์โรคภัยไข้เจ็บทั้งปวงได้อย่างอัศจรรย์ ทั้งยังอำนวยโชคลาภให้แก่ผู้ที่เดินทางมาสักการะ

โดยเฉพาะในงานประจำปีวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 มีมหรสพ 9 วัน 9 คืน ชาวบ้านต่างมาไหว้นมัสการสักการะ และบนบานด้วย “ว่าวจุฬา”

ที่เป็นพิเศษ รองลงมาคือประทัดและละครรำ •





ที่มา มติชนออนไลน์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ธันวาคม 2568 15:25:26 โดย ใบบุญ » บันทึกการเข้า
ใบบุญ
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 2771


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #222 เมื่อ: 18 มกราคม 2569 13:54:01 »



เหรียญหยดน้ำ หลวงพ่อทองอยู่


เหรียญหว่านมะนาว หลวงพ่อทองอยู่

เหรียญหยดน้ำ-หว่านมะนาว หลวงพ่อทองอยู่ วัดเกยไชย อำเภอชุมแสง

หลวงพ่อทองอยู่ ปัญญาวัฑฒโณ” หรือ “พระครูนิรภัยวิเทต” อดีตเจ้าอาวาสวัดเกยไชยเหนือ (บรมธาตุ) ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เป็นพระเถระผู้ทรงวิทยาคุณ มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธา

เป็นศิษย์พระเกจิชื่อดังหลายรูป อาทิ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน, หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ, พระปลัดนิ่ม วัดบางศาลา อ.ไชโย จ.อ่างทอง, พระครูฉ่ำ วัดบางตะเคียน ต.โตนด อ.ไชโย จ.อ่างทอง เป็นต้น

วัตถุมงคลสร้างมาหลายรุ่น อาทิ เหรียญหยดน้ำ เหรียญรูปเสมา เหรียญเกลียวเชือก ตะกรุดโทน แหวนอัลปาก้า พระเนื้อดิน ล็อกเกต ภาพถ่ายหลังตะกรุดสามกษัตริย์ ทุกรุ่นล้วนแต่ได้รับความนิยม

ในปี พ.ศ.2505 วัดเกยไชยเหนือ จัดสร้างเหรียญหยดน้ำ ที่ระลึกในคราวฉลองเปิดโรงเรียนวัดเกยไชย เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2505

ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปหยดน้ำแบบมีหูในตัว สร้างด้วยเนื้ออัลปาก้าลงยาเพียงชนิดเดียวเท่านั้น จำนวนการสร้างไม่ได้บันทึกไว้

ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนครึ่งองค์ หันหน้าตรง ห่มจีวรลดไหล่ พาดผ้าสังฆาฏิ ใต้รูปมีอักขระภาษาไทยเขียนว่า “พระครูนิรภัยวิเทต”

ด้านหลังเป็นรูปพระเจดีย์

นอกจากนี้ ยังมีอีกรุ่น ที่ได้รับความนิยมเช่นกัน คือ “เหรียญรุ่นหว่านมะนาว”

สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2506 แจกเป็นที่ระลึกในงานประจำปีของวัด โดยนำเหรียญยัดเข้าไปในลูกมะนาวแล้วหว่านแจกให้ผู้ที่มาร่วมงาน

ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปวงกลมแบบมีหูในตัว สร้างด้วยเนื้ออัลปาก้าลงยาเพียงชนิดเดียวเช่นกัน จำนวนสร้างไม่ได้บันทึกไว้

ด้านหน้า เป็นรูปเหมือนนั่งสมาธิเต็มองค์ ห่มจีวรลดไหล่ พาดผ้าสังฆาฏิ ขอบเหรียญมีอักขระภาษาไทยเขียนว่า “พระครูนิรภัยวิเทต ทองอยู่”

ด้านหลัง เป็นรูปพระเจดีย์ มีอักขระยันต์ บนรูปเจดีย์มีอักขระภาษาไทย เขียนว่า “หลวงพ่อบรมธาตุ วัดเกยไชยเหนือ”

เป็นเหรียญที่บรรดานักสะสมวัตถุมงคลต้องการ



หลวงพ่อทองอยู่ ปัญญาวัฑฒโณ

อัตโนประวัติเกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 6 ปีมะเมีย พ.ศ.2437 ที่บ้านเกยไชย ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เป็นบุตรของนายสุ่มและนางจั่น

โยกย้ายตามครอบครัวมาอยู่ที่บ้านหนองขอน ต.ท่าไม้ อ.ชุมแสง

อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดหนองขอน มีพระครูสวรรค์วิจิตร (สถ) เจ้าคณะอำเภอชุมแสงในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์

จากนั้นไปจำพรรษาที่วัดบ้านบึง ต.หนองกรด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ได้รับนิมนต์ให้มาช่วยสร้างศาลาการเปรียญที่วัดหนองเต่า แล้วย้ายมาจำพรรษาที่วัดหนองขอนอีก 2 พรรษา ก่อนจะย้ายมาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดเกยไชยเหนือ

ต่อมา เดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรมและหาความรู้ด้านวิทยาคมกับพระอาจารย์นิ่ม วัดบางศาลา ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณกับพระครูฉ่ำ วัดบางตะเคียน

ในสมัยนั้น หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน เป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จึงเดินทางไปหาและฝากตัวเป็นศิษย์เรียนการฝึกสมาธิ และแนวทางการปฏิบัติธรรม

เดินทางกลับมาที่วัดเกยไชยเหนือ ช่วยสอนพระปริยัติธรรมจนวัดเกยไชยเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียง

ต่อมาตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเกยไชยเหนือ ว่างลง จึงรับหน้าที่เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส พรรษาที่ 9 จึงได้เป็นเจ้าอาวาส รับภาระสร้างถาวรวัตถุ ทำนุบำรุงวัดเป็นอย่างดี

สําหรับ วัดเกยไชยเหนือ (บรมธาตุ) ตั้งอยู่ที่เลขที่ 1/1 หมู่ 4 ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำยม เป็นที่บรรจบกันของแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย อายุกว่า 600 ปี

เดิมชื่อวัดพระบรมธาตุ ต่อมา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จเยี่ยมวัดพระบรมธาตุและเปลี่ยนชื่อวัดใหม่ตามการปกครองของบ้านเมือง ว่า วัดเกยไชยเหนือ (บรมธาตุ)

ทั้งนี้ ด้วยความขยันและความสามารถ พระครูนิภากรโสภณ (นิ่ม) เจ้าคณะอำเภอชุมแสง จึงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลเกยไชย ในพรรษาที่ 12

ในปี พ.ศ.2475 วัดหนองขอน ที่เคยเข้าพิธีอุปสมบท ชำรุดทรุดโทรมลง จึงกลับไปช่วยพัฒนาวัดหนองขอน พระครูนิภากรโสภณ (นิ่ม) เจ้าคณะอำเภอชุมแสง เห็นความสามารถได้ทำเรื่องขอให้ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ แต่ท่านไม่รับ จนกระทั่งพระนิภากรโสภณ มรณภาพ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ในพรรษาที่ 29 เมื่อปี พ.ศ.2486

ทุ่มเทกายใจเพื่อพระศาสนา มีความตั้งใจว่า “ชาตินี้ขอยอมมอบชีวิตไว้กับผ้ากาสาวพัสตร์” จึงนำปัจจัยทั้งหมดที่ได้จากการถวาย สร้างถาวรวัตถุ สร้างวัด สร้างโรงเรียน บำรุงกิจการคณะสงฆ์

วันที่ 5 ธันวาคม 2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในราชทินนามที่ พระครูนิรภัยวิเทต

วันที่ 5 ธันวาคม 2509 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2515 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

วันที่ 19 ตุลาคม 2524 ถึงแก่มรณภาพลงด้วยอาการอันสงบ

สิริอายุ 87 ปี พรรษา 67




แหนบรูปวงกลมหลวงพ่อแก้ว วัดช่องลม


แหนบพัดยศหลวงพ่อแก้ว

แหนบวงกลม-พัดยศ พระเทพสาครมุนี(แก้ว) วัดช่องลม ท่าฉลอม

“พระเทพสาครมุนี” หรือ “หลวงพ่อแก้ว สุวัณณโชโต” อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทธิวาตวราราม ต.ท่าฉลอม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และอดีตเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร

สร้างวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังเอาไว้หลายรุ่น ล้วนได้รับความนิยม นำไปคล้องคอติดตัว เพื่อความเป็นสิริมงคล

แต่ที่โด่งดังเป็นอย่างสูง คือ “แหนบรูปวงกลม” สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2509 ที่ระลึกงานผูกพัทธสีมา ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปวงกลม แล้วเชื่อมติดกับแหนบ สร้างด้วยเนื้อทองคำ เนื้อนาก และเนื้ออัลปาก้าชุปนิกเกิล จำนวนการสร้างไม่ได้บันทึกไว้

ด้านหน้า เป็นรูปจำลองครึ่งองค์ เหนือรูปมีอักขระภาษาไทย เขียนคำว่า “พระราชสาครมุนี” ใต้รูป มีอักขระภาษาไทย เขียนคำว่า “ในงานผูกพัทธสีมาวัดช่องลม ๐๙”

ด้านหลัง มีอักขระยันต์อุณาโลม ไม่ปรากฏอักขระภาษาไทยใดๆ

นอกจากนี้ ยังมี “แหนบพัดยศ” ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2512 ที่ระลึกในงานฉลองสมณศักดิ์พัดยศ พระราชาคณะ ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปพัดยศหรือหยดน้ำ แล้วมาเชื่อมติดกับแหนบ สร้างด้วยเนื้อทองคำ เนื้อนาก เนื้อทองแดง และเนื้ออัลปาก้าชุปนิกเกิล จำนวนการสร้างไม่ได้บันทึกไว้เช่นเดียวกัน

ด้านหน้า เป็นรูปจำลองครึ่งองค์ ห่มจีวรลดไหล่ พาดสังฆาฏิ ใต้รูปมีอักขระภาษาไทย เขียนคำว่า “พระเทพสาครมุนี”

ด้านหลัง มีอักขระภาษาไทย เขียนคำว่า “วัดสุทธิวาตวราราม ๒๕ ธ.ค.๑๒”

ปัจจุบันค่อนข้างหาได้ยาก



หลวงพ่อแก้ว สุวัณณโชโต

อัตโนประวัติ มีนามเดิม แก้ว ธนสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2446 ตรงกับวันศุกร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 2 ปีเถาะ เวลา 21.00 น. ที่ ต.กระสัง อ.กระสัง จ.พระตะบอง ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นอาณาจักรของประเทศไทย บิดา-มารดา ชื่อนายกัน และนางวงษ์ ธนสุวรรณ

อายุ 12 ปี บรรพชาที่วัดจำบกมาศ อ.กระสัง จ.พระตะบอง เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2458 เพื่อศึกษาเล่าเรียนชั้นสามัญ จนมีความรู้อ่าน-เขียนภาษาไทย และภาษาขอมเป็นอย่างดี

อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2466 ที่พัทธสีมาวัดจำบกมาศ อ.กระสัง จ.พระตะบอง มีพระปัญญาสุธรรม เจ้าอาวาสวัดจำบกมาศ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์เผือก พรหมสโร วัดกระสัง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เกตุ วัดชำนิหัตถการ กรุงเทพฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุวัณณโชโต

อยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดจำบกมาศ ช่วงหนึ่งจึงเดินทางไปจำพรรษาที่วัดมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อ

พ.ศ.2480 สอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ

พ.ศ.2481 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค

ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2482 เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พ.ศ.2488 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดคลองตันราษฎร์บำรุง

พ.ศ.2489 เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2495 เจ้าอาวาสวัดช่องลม หรือ วัดสุทธิวาตวราราม จ.สมุทรสาคร ว่างลง คณะสงฆ์จึงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส และในปีเดียวกัน ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาครด้วยอีกตำแหน่ง

พัฒนาวัดช่องลม สร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ โรงครัว ซุ้มประตูหน้าวัด ศาลาท่าน้ำ และพระอุโบสถหลังใหม่

สร้างวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ เพื่อมอบให้ชาวสมุทรสาครที่ร่วมบริจาคเงินในการก่อสร้างทั้งหมด โดยไม่ได้ใช้งบประมาณจากทางราชการ

ให้ความสำคัญกับการศึกษาของกุลบุตรและกุลธิดาของชาวบ้านในพื้นที่ จึงส่งเสริมและเป็นผู้อุปการะโรงเรียนเทศบาลวัดช่องลม (เปี่ยมวิทยาคม) ด้วยการจัดตั้งทุนการศึกษาประจำสำนักเรียน จัดส่งนักเรียนไปศึกษาต่อเพิ่มเติม จัดพิมพ์หลักสูตรทั้งบาลีและนักธรรมใช้ในสำนักเรียน ซึ่งหลักสูตรที่แพร่หลาย คือ หลักสูตรย่อนักธรรมตรี

นอกจากนี้ ยังบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ สร้างสะพานสาครบุรี สร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างตำบลท่าจีน-ตำบลบางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

สร้างสถานีตำรวจภูธรชั่วคราว และโครงการสร้างสถานีอนามัย ต.ท่าฉลอม เป็นผู้อุปถัมภ์ในการปรับปรุงวัดใหญ่บ้านบ่อ เป็นผู้วางแผนผังการก่อสร้างวัดบางหญ้าแพรกอ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ความสามารถในการพัฒนาวัด ตลอดจนเสนาสนะอย่างต่อเนื่อง จนมีเจ้าอาวาสวัดต่างๆ เดินทางมาดูตัวอย่างการก่อสร้างที่วัดอยู่เสมอๆ

ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินทรงทอดพระกฐินต้น เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2508

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถ พระราชทานฉัตรขาว 9 ชั้น ตั้งสองข้างพระประธาน และพระราชทานนามวัดช่องลมให้ใหม่ว่า “วัดสุทธิวาตวราราม”

เคยเล่าว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินวัดช่องลมเป็นการส่วนพระองค์หลายครั้ง มีพระราชปฏิสันถารจนพลบค่ำ จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ หลังจากนั้นวัดช่องลมเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวไทยทั้งประเทศ กรมการศาสนายกวัดช่องลม เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่นของประเทศไทย

ปกครองวัดเรื่อยมา กรำงานหนักมาตลอดชีวิต เริ่มเจ็บป่วยอาพาธ กระทั่งมรณภาพลงอย่างสงบ เมื่อตอนเช้าตรู่วันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2526 เวลา 04.45 น.

สิริอายุ 79 ปี พรรษา 59 •





บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า:  1 ... 10 11 [12]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.528 วินาที กับ 26 คำสั่ง