[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
22 เมษายน 2567 10:44:07 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: the art of use sense episode 1  (อ่าน 4890 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
sometime
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 01 เมษายน 2553 12:52:46 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 1

<table class="maeva" cellpadding="0" cellspacing="0" border="0" style="width: 800px" id="sae1"> <tr><td style="width: 800px; height: 576px" colspan="2" id="saeva1"><script type="text/javascript"><!-- // --><![CDATA[ var oldLoad = window.onload; window.onload = function() { if (typeof(oldLoad) == "function") oldLoad(); if (typeof(aevacopy) == "function") aevacopy(); } // ]]></script><embed type="application/x-mplayer2" src="http://www.fungdham.com/download/song/allhits/18.wma" width="800px" height="576px" wmode="transparent" quality="high" allowFullScreen="true" allowScriptAccess="never" ShowControls="True" autostart="false" autoplay="false" /></td></tr> <tr><td class="aeva_t"><a href="http://www.fungdham.com/download/song/allhits/18.wma" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.fungdham.com/download/song/allhits/18.wma</a></td><td class="aeva_q" id="aqc1"></td></tr></table>


...............................ความหมายอันถูกต้องของคำว่า ศิลปะ.....................................


ขอให้ท่านทำความเข้าใจ ในความมุ่งหมายของการบรรยายนี้ให้ถูกต้อง เพราะมีความกำกวมบางอย่างที่อาจจะเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือคำว่า ศิลปะ นั้นเอง ในภาษาไทย คำนี้มันกำกวม ไม่ใช่รัดกุม เพราะไม่มีคำรัดกุม อาตมาจึงต้องจำกัดความของคำว่า ศิลปะ ให้เป็นที่แน่นอน อย่าให้กำกวมมากเกินไป ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในครั้งก่อน ๆ ว่า ศิลปะ นั้น ความหมายสำคัญอยู่ที่ ความงาม แล้วก็ ความเป็นสิ่งที่ต้องใช้ฝีมือ คือ ทำยาก แล้วก็ให้สำเร็จประโยชน์จนถึงที่สุดในความมุ่งหมายแห่งเรื่องนั้น ๆ คำว่า ศิลปะ บริสุทธิ์ต้องเป็นอย่างนี้
แต่เดี๋ยวนี้ในภาษาไทย คำว่า ศิลปะนี้ เขาไปใช้ในความหมายหลอกลวงก็ได้ คือโกงเป็นเพียงศิลปะไม่ใช่ของจริง นี่เพราะภาษามันกำกวม ศิลปะโกง ศิลปะทำปลอม ศิลปะผิดนั้น มันเป็นศิลปะเทียม หรือจะต้องเรียกว่าเทียมศิลปะ ไม่ใช่ศิลปะ มันเป็นของทำขึ้นเพื่อเทียมศิลปะ หลอกตาว่างามว่ายากว่าประณีต ว่ามีประโยชน์
เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านเอาความหมายให้ถูกต้อง ถ้าเป็นภาษาอังกฤษมันง่าย เพราะมันจำกัดไว้ชัด คำว่า art แปลว่า ศิลปะที่มีความหมายดี คือ มีความงามมีความยาก และมีประโยชน์ ถ้า เทียมศิลปะ นั้น เขามีคำว่า artificial ถ้า artificial นั่นคือเทียมศิลปะ ทำเทียมศิลปะ ไม่ใช่ศิลปะ นี้ถ้ามันเป็น ศิลปะสูงสุด ถึงขนาดสูงสุด เขาก็มีคำว่า artistic นี่ ถึงขนาดแห่งความมีศิลปะ คือมันสูงสุด
เมื่อเขามีคำใช้จำกัดตายตัวกันอยู่อย่างนั้น มันไม่ปนกัน ภาษาไทยเราอะไรก็ศิลป์ อะไรก็ศิลปะ แล้วเปิดไว้กว้าง คือจริงก็ได้ ปลอมก็ได้ แล้วโดยมากเดี๋ยวนี้คนมักจะมองไปในทางที่ว่ามันเป็นของปลอม คือเทียมศิลปะ...........................................

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2553 13:27:48 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 01 เมษายน 2553 12:57:12 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 1


ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า คำว่า ศิลปะ นี้ ไม่ใช่เรื่องหลอกเรื่องลวง เรื่องตบตา เรื่องคดโกง เรื่องปลอมเทียมอะไร มันให้สำเร็จประโยชน์
แต่มันยิ่งกว่าธรรมดา คือต้อง งาม ด้วย ถ้าเราเอากันตามธรรมดา ไม่ต้องการความงามก็ได้และถ้าเป็นศิลปะจริงมันต้องประณีตละเอียดและทำยากยิ่งด้วย เราก็เลยมีปัญหาเช่นว่า จะทำไม้ตับปิ้งปลา เดี๋ยวก็จะเอากระดาษทรายมาขัดเพื่อว่าให้มันงาม ให้มันเป็นศิลปะ อย่างนี้มันก็บ้า เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำถึงขนาดนั้น ถ้าศิลปะที่ทำไม้ตับปิ้งปลามันก็ผ่าออกมาพอให้ปิ้งปลาได้ มันก็เป็นศิลปะพออยู่ตัวแล้วไม่ต้องเอากระดาษทรายขัดหรือไม่ต้องเอาน้ำมันทา
ฉะนั้น ขอให้จำกัดขอบเขตแห่งความหมายของคำว่า ศิลปะ ไว้ให้พอดี ๆ หรือว่าเรามองกันในแง่ธรรมดา ๆ ก็ให้เห็นว่า มันมีความงามชนิดที่ทำความพอใจ ไม่ต้องเป็นไปในทางรูปร่างสีสันอะไรนัก แต่มันทำความพอใจ ทำความสำเร็จประโยชน์แล้วก็ทำด้วยฝีมือ
ยกตัวอย่างเช่นว่า ศิลปะการทำฟัน การทำฟันนี้ เดี๋ยวนี้ไม่เป็นเรื่องของหมอเสียแล้ว แต่กลายเป็นเรื่องของศิลปินเสียแล้ว เพราะว่าทำฟันนั้นต้องทำให้ดีถึงขนาดที่เรียกว่าไม่เจ็บเลย ไม่เป็นอันตราย นั้นแน่นอน แล้วยังต้องทำให้ไม่เจ็บจนเด็ก ๆ ก็ไม่ต้องร้องไห้ ฉะนั้นการทำฟันนั้น ก็เลยกลายเป็นศิลปะ เลยไปกว่าเป็นเรื่องของหมอล้วน ๆ ฉะนั้นแทนที่จะเรียกหมอฟัน ก็กลายเป็นเรียกว่า ทันตศิลปินไปเสียโน่น
นี้เราก็ดูเถอะว่า อะไรเป็นศิลปะอย่างยิ่ง? อาตมาก็จะระบุไปยังสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือพระธรรม พระธรรมนี้งามอย่างยิ่ง มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละ หรือจะอยู่ในพุทธบริษัทเรานี้ก็ได้ ที่ไม่มองเห็นว่าพระธรรมเป็นของงาม เพราะคนมีหัวใจหยาบ กระด้าง ต่ำ มาแต่กำเนิด คนชนิดนี้แม้จะมาบวชเป็นพระเป็นเณรแล้วก็ยังไม่เห็นว่าพระธรรมเป็นของงามเพราะไม่มีหัวศิลปะเอาเสียเลยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พระธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในเบื้องปลายไม่มีความหมายสาหรับคนชนิดนี้ แต่ถ้าว่า เขามีสติปัญญาเต็มตามความหมายของคำว่า พุทธบริษัทคือกลุ่มชนผู้มีความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน พระธรรมก็จะมีความหมายไปในทางความงาม ยิ่งกว่าสิ่งใด ขอให้สนใจหน่อยว่า ยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่มีอะไรจะงดงามเท่ากับพระธรรม หรือความมีพระธรรม เดี๋ยวก็จะได้ดูกันเป็นเรื่อง ๆ ไปว่างามอย่างไรทีนี้นอกจากงามแล้ว พระธรรมเป็นของละเอียดอ่อน ต้องทำอย่างมีฝีไม้ลายมือ เช่นว่า จะทำสมาธิบังคับจิตให้ได้ อย่างนี้มันต้องละเอียดอ่อน ต้องมีฝีมือยิ่งกว่าหมอฟัน หรือทันตศิลปินเป็นอันมาก เพราะว่ามันเป็นเรื่องทางจิตใจ มันละเอียดอ่อนกว่าเรื่องทางวัตถุ
ที่ว่า สำเร็จประโยชน์นี้ สำเร็จประโยชน์ยิ่งกว่าสิ่งใด บรรดาสิ่งที่ให้สำเร็จประโยชน์แก่มนุษย์เราแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2553 13:21:11 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 01 เมษายน 2553 13:04:21 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 1


ไม่มีสิ่งใดที่จะให้สำเร็จประโยชน์มากเท่าธรรมะหรือพระธรรม ดังนั้น พระธรรมจึงมีความงาม มีความละเอียดอ่อนในการประพฤติ และมีความสำเร็จประโยชน์สูงสุด พระธรรมก็คือศิลปะ ศิลปะแท้จริงก็คือพระธรรม เรารู้จักพระธรรมกันในแง่นี้หรือเปล่า ?
ที่แล้ว ๆ มาก็สนใจกันแต่เรื่องว่ามีประโยชน์ดับทุกข์ได้ แต่ไม่ค่อยคำนึงถึงความงาม ดังนั้น มันจึงโง่และไม่คำนึงถึงความละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงทำไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ เพราะว่าทำหยาบ ๆ มีนิสัยทำหยาบ ๆ หวัด ๆ มาตั้งแต่เกิด มันก็มาทำกันไม่ได้กับพระธรรม แล้วก็ไม่รู้จักมุ่งหมายความงดงามด้วย มันก็เข้ารูปกันยาก มันไม่เข้ารูป มันไม่ถูกฝาถูกตัวกันอย่างนี้ ธรรมะก็ไม่สำเร็จประโยชน์แก่
บุคคลชนิดนี้ ซึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจหรือความพอใจในสิ่งที่เรียกว่า ศิลปะ เมื่อพระธรรมเป็นศิลปะอย่างเต็มตัว คนที่ไม่รู้เรื่องศิลปะมันก็รู้เรื่องพระธรรมไม่ได้ ฉะนั้นขอให้สนใจคำว่า ศิลปะกันให้ถูกต้องและเต็มที่
เดี๋ยวนี้อาตมายังเติมคำว่า ปรมัตถะ เข้าไปข้างหน้าด้วย เป็น ปรมัตถศิลปะ ก็คือ ศิลปะที่มีความหมายอย่างยิ่ง มีประโยชน์อย่างยิ่ง คือยิ่งถึงที่สุด แล้วก็ระบุเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับการครองชีวิต ไม่ใช่เรื่องการขีดเขียน การระบายสี การตกแต่ง การกระทำอย่างวัตถุภายนอก เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องในจิตใจ ในภายในนี่สรุปความว่า ถ้าไม่งาม ก็ไม่ใช่ศิลปะ แม้จะดีมีประโยชน์อย่างไร ก็ไม่ใช่ศิลปะ ต้องงามจึงจะเป็นศิลปะเพราะว่าใจความสำคัญมันจะอยู่ที่นั่น
คำว่า งดงาม มันหมายถึงค่าที่เป็นไปในทางความสุขด้วยเหมือนกัน เพราะว่าสิ่งใดงามย่อมทำความพอใจ สบายใจให้แก่บุคคลนั้น ๆ เพราะว่ามันจะเป็นสัญชาตญาณก็ได้อาตมาคาดคะเนเอาว่า ความรู้สึกว่างาม และเป็นสุขนี้ มันเป็นสัญชาตญาณ โดยไม่ต้องมาศึกษาอะไรกันอีก แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันยังรู้จักชอบงาม เมื่อได้สถานที่ที่งดงาม มันก็โลดเต้นกันใหญ่ แม้แต่ไก่นี่ได้ที่ที่สะดวกสบาย งดงาม มันก็คึกคะนองกันใหญ่ บินขึ้นบินลง ขันแล้วขันอีก เรียกว่า ความงามทางจิตใจนี่มันเป็นเรื่องที่ต้องการของจิตใจ ถ้าได้มาก็เป็นเรื่องประเล้าประโลมใจที่ดีมีประโยชน์............................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2553 13:23:08 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 01 เมษายน 2553 13:06:35 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 1


จิตใจของคนเราต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจ นี้ขาดไม่ได้ ถ้าขาดแล้วมันเหงา มันไม่สมบูรณ์ คือมันไม่มีความสุขนั่นแหละ มันต้องมีสิ่งประเล้าประโลมใจ ทีนี้คนโง่เขาก็ไปเอาอบายมุข ดื่มน้ำเมา เล่นมหรสพอะไรกันไปตามเรื่องที่เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ มันก็ประเล้าประโลมไปตามแบบนั้น ผลที่ได้มันก็ไม่ใช่ความสงบสุข เพราะมันประเล้าประโลมใจไปในทาง ยั่วยุให้มันสงบไม่ลงทีนี้พุทธบริษัทเรา ต้องการความงามอย่างแท้จริงมาเป็นเครื่องประเล้าประโลมใจ เช่น คุณค่าของพระธรรมที่มีความงามในทางศิลปะอย่างที่กล่าวแล้ว มาเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ พุทธบริษัทจึงสบายใจ สงบสุขอยู่ได้ด้วยธรรมะ โดยไม่ต้องไปดูหนังดูละคร ไม่ต้องกินเหล้าเมายา ไม่ต้องลุกขึ้นเต้นรำ หรือไม่ต้องทำอะไรอย่างที่อวิชชาพาไป เหมือนคนส่วนมากในโลก
นี้เป็นการชี้ให้เห็นในแง่ที่ว่า ชีวิตมันต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจในทางความงาม แล้วความงามนั้นต้องเป็นไปในทางที่ถูกต้อง คือเป็นไปเพื่อความสงบสุข ถ้ามันประเล้าประโลมใจไปในทางให้ฟุ้งซ่าน ให้กำเริบแล้วมันก็ผิด คือมันได้ผลไปในทางยุ่งยากลำบากไม่มีความสงบ ฉะนั้น ความสงบนั้นแหละกลับเป็นความงาม เราดูคนที่มีความสงบเสงี่ยมเรารู้สึกว่างาม คนที่แต่งเนื้อแต่งตัวสวย หาความสงบเสงี่ยมไม่ได้ เราก็ดูเป็นคนบ้าหรือคนที่ไม่น่าไว้ใจ นี้เป็นเรื่องของธรรมชาติแท้ ๆ
ถ้ามีความผิดพลาดอย่างใด ๆ ที่เรียกว่าเป็นบาป เป็นอกุศลปรากฏอยู่ พุทธบริษัทก็จะเห็นว่ามันไม่งาม แต่คนโง่ปุถุชนคนธรรมดาสามัญอาจจะเห็นเป็นงามไปก็ได้ เดี๋ยวนี้เราเอาพุทธบริษัทเป็นหลักกันดีกว่า อะไรผิดพลาดไม่ถูกต้อง หรือเป็นกิเลส นี่มันไม่งาม ต่อเมื่อมันตรงกันข้าม คือเมื่อไม่มีกิเลส มันมีความถูกต้อง เราก็เห็นว่ามันงาม หรือมันมีศิลปะ เมื่อเวลามีกิเลสก็คือไม่มีศิลปะเพราะไม่มีความงาม เมื่อเวลาไม่มีกิเลสมันก็มีศิลปะเพราะว่ามันงาม
นี่งามในทางธรรมเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่งามทางวัตถุรูปร่างภายนอก หรืองามเพราะกิเลสชวนให้เห็นว่างามนี้เราต้องการ ความงามที่แท้จริง คือธรรมะ ธรรมะคือความงาม ความงาม คือธรรมะ เราต้องมีวิธีการที่จะกระทำให้ได้ตามนั้น ความไม่มีกิเลสเป็นความงาม การทำให้ไม่มีกิเลสก็เป็นศิลปะ
วิธีที่จะทำให้ไม่มีกิเลส มันเป็นศิลปะ เพราะว่ามันทำยาก และมันมีความงามอยู่ในตัวมันเอง ฉะนั้นเราจึงหลีกสิ่งที่เรียกว่าศิลปะนี้ไม่พ้น
ไม่ว่าเราจะรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัว..........................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2553 13:23:33 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 01 เมษายน 2553 13:09:10 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 1


เราไม่รู้สึกตัวเราก็ไม่สนใจกับสิ่งที่เรียกว่าศิลปะอย่างที่ท่านทั้งหลายโดยมากก็เป็นอย่างนั้น ยกเอาเรื่องของศิลปะไว้เป็นเรื่องหลอกลวง เป็นเรื่องหลอกคนเอาสตางค์เป็นอย่างนั้นไปเสีย นี่มันเข้าใจผิดกันอยู่ ถ้าเข้าใจถูกจับใจความของพระธรรมให้ได้ตรงที่มีความงามแล้วคนก็จะมีความพอใจในศิลปะคือการทำให้มันงาม โดยการใช้พระธรรมให้ถูกต้อง เรื่องนี้มันสำคัญอยู่ที่ความมีสติ ถ้ามีสติพอ ก็สามารถจะทำได้ในการที่จะรักษาไว้ ซึ่งความงามในทุกแง่ทุกมุมของธรรมะที่เกี่ยวกับชีวิตของเราในทุก ๆ กรณี ในทุก ๆ ขั้นตอน และในทุก ๆ คนด้วย
อาตมาพูดอย่างนี้ว่า ทุก ๆ คนด้วย ไม่ว่าคฤหัสถ์ บรรพชิต ไม่ว่าเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า มีความจำเป็นที่จะต้องรู้จักทำให้ชีวิตนี้ประกอบไปด้วยความงาม คือมีพระธรรม เหมือนกับว่าพระธรรมนี้จำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขาทีเดียว
เอาละ เป็นอันจำกัดความได้ว่า ถ้าศิลปะแล้วก็ต้องงาม ต้องเป็นงานฝีมืออันละเอียด แล้วก็สำเร็จประโยชน์ถึงที่สุด ในความหมายนั้น ๆ ฉะนั้นถ้าไม่งามก็ไม่ใช่ศิลปะ เช่น กินข้าวมูมมาม ซูดซาด นี้งามหรือไม่งาม? ตามธรรมดาก็จะถือว่ามันไม่งาม นั่นก็เพราะว่ามันไม่มีศิลปะในการกินอาหารนั่นเองถ้าว่ากินได้เรียบร้อยเหมือนอย่างพระที่ถือวินัย นั่นก็งาม นั่นก็คือมีศิลปะ หรือมีธรรมะ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เรียกว่าศิลปะ ฉะนั้น เรามาพิจารณาดูกันในข้อนี้
ว่าทำอย่างไรจึงจะรักษาไว้ได้ซึ่งความงาม?
บางคนอาจจะคิดว่า อาตมาหมายความว่า ความงามมันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างขึ้นมา เราเพียงแต่รักษาอย่างนั้นหรืออย่างไร? อาตมาก็จะพูดว่าอย่างนั้นแหละ ยืนยันว่าอย่างนั้นแหละ ความถูกต้องนี้มันมีอยู่โดยธรรมชาติ ความสงบมีอยู่โดยธรรมชาติ ความวุ่นวายความไม่ถูกต้องนี้เพิ่งมา
ถ้าเรารู้จักธรรมชาติของจิต เราจะรู้ตามพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ว่า จิตนี้มีปรกติประภัสสร คือ ใส ผ่อง ใสอยู่ตามธรรมชาติ แล้วก็เศร้าหมองเมื่ออุปกิเลสจรเข้ามา เหมือนกะว่า เพชรนี้มันมีนาที่ใส น้ำเพชรที่สวยงามอยู่ในเพชร ถ้ามีอะไรมาปิดบังเสีย มันก็ไม่ปรากฏ มันก็ไม่งาม แม้ว่าธรรมชาติเดิมของมันจะงาม เช่น ความที่ไม่ได้เจียระไน ยังมีผิวขรุขระ นี่มันก็ไม่งาม เพราะความที่ไม่ได้เจียระไนนั้นมันบังเอาไว้เสีย หรือว่าเจียระไนแล้วแต่ถ้ามันเปื้อนโคลน เปื้อนสี เปื้อนของสกปรก มันก็ไม่งามเหมือนกัน ฉะนั้นเราถือว่าโดยธรรมชาตินี้ จิตนี้เป็นประภัสสร(งาม)แล้วก็เสียความงามไปเมื่อมีกิเลส
คือความเศร้าหมองเข้ามาปกปิด ฉะนั้น ความมีกิเลสจึงไม่งาม ความไม่มีกิเลสจึงเป็นความงามอยู่โดยธรรมชาติ...........................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2553 13:23:56 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: 01 เมษายน 2553 13:12:28 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 1


ใคร ๆ ก็ลองไปคิดดู ไม่ต้องลึกซึ้งอะไรนัก ว่าเมื่อจิตมีกิเลสเป็นอย่างไรบ้าง? และเมื่อจิตไม่มีกิเลสนั้นมันต่างกันอย่างไร? พอจะสังเกตได้ด้วยกันว่า เมื่อจิตแจ่มใส สะอาด สว่าง สงบ เย็น นี้มันเป็นความงามอย่างยิ่ง พอมันสกปรก มืดมัวและเร่าร้อน มันก็หาความงามมิได้เลย ฉะนั้น เรารักษาอย่าให้มันสกปรกมืดมัวเร่าร้อนขึ้นมา ให้มันคงสภาพปรกติ ประภัสสร สะอาด สว่าง สงบ อยู่ตามธรรมชาติเดิม
ที่ว่าอบรมจิตนั้น คือ อบรมจิตชนิดที่อย่าให้มันให้โอกาสแก่กิเลสเกิดขึ้น อบรมเรื่อยไปให้จิตนี้สามารถป้องกันไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น ความเป็นประภัสสรของจิตก็ตายตัวลงเป็นพระนิพพาน เพราะว่ามันประภัสสรตลอดกาลโดยประการทั้งปวง
เราถือว่าความสงบเป็นของเดิม ความวุ่นวายโกลาหลนี้เป็นของใหม่ แล้วก็ไม่งาม ก็รักษาสภาพเดิมที่งดงามเอาไว้ให้ได้ ก็คือมีธรรมะ การใช้สตินี้ ก็ใช้เพื่อรักษาสภาพปรกติไว้ได้ รักษาสภาพที่ถูกต้องไว้ได้ ถ้าเราไม่มีสติ มันก็ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องรักษา นี้เป็นหลักสำคัญตายตัวสั้น ๆ ว่า สติเป็นเครื่องรักษา ถ้าไม่มีสติแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องมือสำหรับการรักษาคำว่า รักษา ในที่นี้หมายถึง ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับให้คงสภาพเดิม เดี๋ยวนี้ถ้าว่าเรารักษาไว้ได้มันก็งาม ฉะนั้น ความงามมันก็มีได้ เพราะว่ามีสติในการรักษา ภิกษุสามเณรจะมีศีลาจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใส ก็เพราะมีสติในการรักษา การที่มีศิลปะอยู่ได้ ก็เพราะว่ามีสติในการรักษา ดังนั้นเราควรจะได้พูดกันเสียให้ละเอียดลออกันสักครั้งหนึ่งว่า จะใช้สติอย่างไร ดังหัวข้อที่ได้ยกมาตั้งไว้ข้างต้นสำหรับวันนี้ว่า ศิลปะการใช้สติในทุกกรณี
การใช้สติก็เพื่อให้มีศิลปะ มันก็เป็นศิลปะแห่งการใช้สติ แล้วเราก็จะสามารถควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ ทุกอย่างในชีวิตของเรา ให้เป็นไปอย่างมีความงาม ตามความหมายของคำว่า ธรรมะหรือศิลปะ นั่นเอง




........................................วิธีสร้างความงาม.....................................



พูดถึงความงาม ก็จะแยกออกไปได้หลายอย่างหลายประการ ที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตของคนเรา ซึ่งในที่นี้ใช้คำว่า ทุกกรณี ทุกขั้นตอน หรือทุกคนจะต้องทำอย่างไรจึงจะมีความงาม?
ข้อแรกที่สุด อยากระบุไปยังความไม่มีลักษณะแห่งอบาย หรือจะเรียกว่าไม่มีอบายมุข ็ได้เหมือนกัน คำว่า อบายมุข แปลว่า ปากทางแห่งความเสื่อม แล้วก็มีคาประกอบเข้ามาว่า เสื่อมแห่งอะไร? ถ้าเสื่อมแห่งทรัพย์สมบัติ ก็เป็นคำธรรมดา ภาษาคนธรรมดา อบายมุขคือปากทางแห่งความเสื่อมของทรัพย์สมบัติ แต่ถ้าเป็นภาษาพิเศษที่สูงขึ้นไป ที่เรียกว่า ภาษาธรรม ก็จะระบุไปยังความเสื่อมแห่งการเป็นมนุษย์ คือความเป็นมนุษย์นั้นมันร่อยหรอไป มันเสื่อมไป หรือมันหายไป แล้วมันงามหรือไม่งาม? ขอให้ลองคิดดู เรามีสติในการจะรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ไม่ให้เสื่อม ก็คือมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แล้วมันจะงามหรือไม่งาม ก็ขอให้ลองคิดดู? พร้อมกันนั้นก็จะรู้ความหมายของคำว่า งามในทางธรรม หรือทางภาษาธรรมด้วย พร้อมกันไปในตัว
คำว่า อบายที่แปลว่า ความเสื่อม แล้วเล็งถึงความเสื่อมแห่งความเป็นมนุษย์นั้น ก็ถือเอาตามหลักที่รู้กันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า อบายทั้ง 4 คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ลำดับนี้ไม่แน่ อาจจะเรียงอย่างอื่นก็ได้ แต่อาตมาถนัดที่จะเรียงอย่างนี้ว่า นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกายนรก คือความร้อนใจ ทุกข์ร้อนอยู่ในใจเหมือนกับไฟเข้าไปลุกอยู่ในอกในใจ มันงามหรือไม่งาม?เดรัจฉาน นั้นคือความโง่ โง่จนเหลือประมาณโง่ โง่จนไม่รู้จะโง่อย่างไร เมื่อมันโง่อย่างนี้ มันงามหรือไม่งาม.............................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2553 13:24:33 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: 01 เมษายน 2553 13:17:56 »

http://img258.imageshack.us/img258/2079/b9ab7a531c95a34032f1ddd.gif
the art of use sense episode 1



เปรต คือความหิว มีกิเลสตัณหาสำหรับจะหิว มีจิตมีวิญญาณอันหิว หิวเหมือนจะขาดใจ ก็ดูเถอะว่ามันงามหรือไม่งาม?
อสุรกาย คือความขี้ขลาด ขี้ขลาดเหลือประมาณ เนื่องมาจากความโง่มันเหลือประมาณ ก็ขี้ขลาดเหลือประมาณ แล้วก็คิดไปได้มากจน
ไปขลาดในสิ่งที่ไม่ควรจะขลาด อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นอสุรกาย คิดดูเถอะว่ามันงามหรือไม่งาม ?ที่ว่าเราจะมีสติแก้ไขความไม่งาม
ทำให้มันงามนี้เรียกว่าศิลปะแห่งการใช้สติในกรณีอันเกี่ยวกับอบายทั้ง 4
ไม่ทำผิด ไม่ประกอบกรรมชั่วให้เกิด นรกเป็นความร้อน ไม่ให้ความโง่ครอบงำ จนมีลักษณะแห่งสัตว์เดรัจฉาน และไม่หิวที่จะได้สิ่งตามที่ตนหวังด้วยความโง่ ความหวังนี้ทำไปด้วยความโง่ ไม่ได้ทำไปด้วยสติปัญญา ฉะนั้น มันจึงหิวชนิดแผดเผาจิต แผดเผาวิญญาณ เป็นเรื่องกิเลสตัณหา เรื่องกามารมณ์น่ะ มันหิวอย่างไร? มันหิวอย่างไร ก็พอจะเข้าใจกันได้ เรียกว่ามันไม่งาม เป็นเปรตแล้วมันจะงามได้อย่างไร เป็นอสุรกายคือขลาด มันก็แสดงอาการแห่งคนขลาดออกมา น่าเกลียดน่าชัง น่าหัวเราะ น่าตำหนิ น่าดูหมิ่น มันงามไม่ได้
ฉะนั้น มีสติให้ดีให้พอ คือให้ถูกต้อง และให้เพียงพอ ไม่ทำจิตถึงกับร้อนใจเหมือนไฟเผา หรือถ้าหากว่าความร้อนเหมือนไฟเผานั้น มันจับพลัดจับผลูเข้ามาโดยบังเอิญ เพราะว่าเราไม่ได้ทำ เราก็ยังมีธรรมะที่จะสลัดออกไป ไม่เอามาร้อนอกร้อนใจโดยเห็นว่า โอ๊ะ...มันเช่นนั้นเองในโลกนี้ ก็ไม่ต้องตกนรก มันก็ไม่สูญเสียความงามของจิตใจในข้อแรก
ทีนี้เรื่องเกี่ยวกับความโง่นั้น มันลำบากสักหน่อยถ้าการศึกษาไม่พอมันก็โง่ แต่ในทางธรรมะนี้ มันไม่มากมายเหมือนกับเรื่องทางโลกแล้วมันต้องการแต่จะดับทุกข์เท่านั้นแหละ ถ้าดับทุกข์ได้ก็เรียกว่า มันมีความรู้พอ ฉะนั้นเราก็รู้แต่พอจะดับทุกข์ได้ เราก็พ้นจากความโง่ในความเป็นพุทธบริษัทแล้วก็เปรต คือความหิวนี้ มันรู้ว่า มันไม่มีอะไรที่จะต้องหิว ถ้าต้องการอะไร ก็ไม่ต้องหิว ไม่ต้องหวัง ทำไปด้วยสติปัญญา ทำทุกอย่างด้วยสติปัญญา อย่าทำด้วยความหวัง นั่นแหละเป็นเคล็ดที่สำคัญอย่างยิ่ง ขอทุกคนช่วยกำหนดจดจำใส่ใจไว้ว่า อย่าทำด้วยความหวัง อย่าทำด้วยความหิว จงทำด้วยสติปัญญาเท่านั้นเอง ทำไปพราง สนุกไปพลาง ไม่ต้องหิว ไม่ต้องหวังต่อผลสำเร็จ นี่ศิลปะแห่งการขจัดเสียซึ่งความเป็นเปรต ให้มันหมดสิ้นไปมันจะได้งดงามทีนี้สำหรับความขลาดนั้น ถ้าความรู้เรื่องตัวตนมันไม่พอ มันจะยึดถือตัวตนของตนมากเกินไป มันก็กลัวไปหมดทุกอย่าง ของเล็กนิดเดียวมันก็มากลัวได้มากมายเป็นเรื่องใหญ่โต แสดงความขลาดออกมาให้คนอื่นหัวเราะเยาะ แต่ถ้าเรารู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร รู้ว่าตัวตนเป็นเรื่องของความยึดถืออย่างนี้แล้ว เราก็ไม่ขลาดเป็นแน่ ก็จะดำรงตัวอยู่ได้ในลักษณะที่พอดี คือไม่ต้องขลาด



...............................พระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาส อินทปัญโญ...............................


..................................THE END CHAPTER ONE................................



สลึมสลือ สลึมสลือ สลึมสลือ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2553 13:29:40 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7493


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 01 เมษายน 2553 13:35:36 »




 ยิ้ม   ยิ้ม   ยิ้ม
บันทึกการเข้า
sometime
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: 01 เมษายน 2553 13:51:24 »



สลึมสลือ สลึมสลือ สลึมสลือ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2553 15:09:27 โดย บางครั้ง » บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7493


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 01 เมษายน 2553 14:07:40 »




 รัก   รัก   รัก
บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
the art of use sense episode 2
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
sometime 14 6437 กระทู้ล่าสุด 02 เมษายน 2553 11:27:56
โดย sometime
ปาย ปาย ชอปปิ้งกัน episode 1
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
時々๛कभी कभी๛ 2 2301 กระทู้ล่าสุด 08 ธันวาคม 2553 17:41:26
โดย หมีงงในพงหญ้า
บทสวดองค์เทพต่าง ๆ episode 3
จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม
時々๛कभी कभी๛ 0 3641 กระทู้ล่าสุด 02 สิงหาคม 2554 10:07:19
โดย 時々๛कभी कभी๛
Sense Zen ธนูโพชฌงค์ ยิงธนูดูจิต ฝึกปัญญาสามฐาน(คิด กาย ใจ)
จิตอาสา - พุทธศาสนาเพื่อสังคม
มดเอ๊ก 3 3840 กระทู้ล่าสุด 02 กรกฎาคม 2559 03:06:07
โดย มดเอ๊ก
[ไลฟ์สไตล์] - ดินเนอร์หรูบนเครื่องบินลำใหญ่ Na-Oh Bangkok ชมเรื่องราว Episode ใหม่ที่น่าติดตาม
สุขใจ ร้านน้ำชา
สุขใจ ข่าวสด 0 285 กระทู้ล่าสุด 01 กุมภาพันธ์ 2565 14:19:01
โดย สุขใจ ข่าวสด
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.332 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 19 กุมภาพันธ์ 2567 23:52:49