[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
26 มกราคม 2564 16:29:17 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะเรื่อง กรรม (ใจทำ ใจรู้) - พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร  (อ่าน 8324 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 09 มีนาคม 2554 20:06:01 »





ธรรมะเรื่อง กรรม (ใจทำ ใจรู้)
พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร

การ เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ เป็นสิ่งที่คนเราและสัตว์ทั้งหลายไม่ปรารถนา เพราะเป็นเรื่องทุกข์ทรมาน ต้องการให้หาย ต้องการความสุขความสบาย ฉะนั้นจึงมีวิธีการบริหารรักษา จะให้หายด้วยวิธีใด เช่น หมอคนรักษา หมอผีรักษา หมอเทวดารักษา หมออินทร์รักษา หมอพรหมรักษา ต้องทดลองรักษาดูว่าเขารักษาด้วยวิธีนั้นจะบรรเท่โรคได้ไหมจะหายได้ไหน ถ้ายังไม่หายก็เปลี่ยนวิธีใหม่จนกว่าจะถูกต้อง โรคภัยไข้เจ็บหายไปได้ เพราะการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ที่หมอทำกันอยู่ ก็มีทั้งหายได้และไม่หาย อย่างกินยาฉีดยาหายได้ก็มีไม่หายตายก็มี วิธีจับเส้นหายก็มี คนป่วยเป็นไข้เหมือนกันหมอใช้ยาอย่างเดียวกันรักษาคนหนึ่งหายได้ แต่คนหนึ่งตายเสีย จะว่ายังไง ตามหลักธรรมทางพุทธศาสนาท่าน เรียกว่า กรรม

กมฺมวิปากาอาพาธ ความเจ็บ เกิดแต่วิบากของกรรม คือกรรมของคนๆ นั้นที่ทำไว้แล้วในอดีต เป็นกรรมแรงกล้า ถึงอุปัจเฉทกกรรม กรรมตัดรอนชีวิตจบลงแค่นั้นอยู่ต่อไปไม่ได้ จะช่วยจะรักษาพยาบาลด้วยวิธีใดๆ ม่ได้ผลเลย ตายอย่างเดียวเท่านั้น

พูดถึงเรื่องกรรมแล้ว คนเรามีกันทุกคน เพราะกิเลสกรรมวิบากเป็นสังสารจักรทำให้ใจต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังขาร สังขารนี้แหละเป็นกรรม แยกออกเป็นบุญ เป็นบาป ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป สังขารนี้มี กิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุเป็นปัจจัยอุดหนุน กามภพ รูปภพ อรูปภพ จึงต้องมีไม่รู้จบ เมื่อใจยังไม่สิ้นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน

ทีนี้เรื่องของใจนี้แหละ เมื่อหลงอวิชชาความไม่รู้จักกรรมมีอยู่อาจทำกรรมชั่วเสียมากมายเป็นเอนกอนันต์ ทั้งๆ ที่ใจทำอยู่แต่ใจไม่รู้ ตัณหาใจทำอยู่แต่ใจไม่รู้ว่าตัณหาความอยากเป็นบาปอย่างไร ตัณหาเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดอย่างไรใจไม่รู้ เพราะหลง อวิชชาครอบงำใจ ใจทำแล้วทำอีก ทำจนชิน ทำจนเคย ทำจนคล่อง เป็นกามตัณหา เป็นภวตัณหา เป็นวิภวตัณหา เมื่อตัณหามีแล้วก็เกิดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ละตัณหา ใจละไม่ได้เพราะอุปาทานรวบรัดเอาไว้แล้วละไม่ออก มันแน่นหนาเสียเหลือเกิน อะไรๆ ก็ของเราทั้งนั้น ใจเรา ตัวเรา กายเรา เวทนาเรา สัญญาเรา สังขารเรา วิญญาณเรา ของเราทั้งนั้นจะไปละยังไง

นี้ แหละกิเลสกรรม ยึดทั้งกรรมดี ยึดทั้งกรรมชั่ว วิบากผล สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ทั้งทางกาย ทั้งทางใจ ไม่รู้เป็นกรรมอะไรบ้าง เพียงแต่กรรมปาณาติบาต คือการฆ่าสัตว์ก็มากมายก่ายกอง เคยฆ่าอะไรบ้าง ฆ่าคนไหม ฆ่าหมูไหม ฆ่าวัวไหม ฆ่าควายไหม ฆ่าเป็นไหม ฆ่าไก่ไหม ฆ่านกฆ่าหนู ฆ่าปูฆ่าปลา ฆ่ากบฆ่าเขียด ฆ่าอึ่ง ฆ่าแมลง ฆ่าปลวก ฆ่ามด ฆ่าลิ้น ฆ่ายุง เพียงแต่การฆ่าสัตว์ก็มากมาย ทำให้เราเป็นทุกข์ทรมานจนถึงตาย เอาต้ม เอาแกง เอาลาบ เอาปิ้ง เอาทอด เอาตีทุบหัว บีบหัว ปาดคอ หักเขี้ยว หักขา เอากิน เอาขาย เอาให้คน เอาให้สัตว์

เวลาทำกรรมชั่ว ปาณาติบาต หาได้นึกไม่ว่า ทำทุกข์ให้แก่ท่าน ทุกข์นั้นจะถึงเรา กรรมที่เราเบียดเบียนเขา กรรมนั้นจะย้อนมาเบียดเบียนเรา กรรมที่เราฆ่าเขา กรรมนั้นจะมาฆ่าเรา เพราะเรามีกรรมเป็นของๆ ตน เราทำกรรมชั่วเราก็ได้ชั่ว ได้ของไม่ดี ได้ความทุกข์ยากลำบาก เหมือนเราทำให้แก่เขานั้นแหละจะไปโทษใคร โทษที่กิเลสที่เราทำ โทษกรรมที่เราสร้างนี้แหละ

ยัง กรรมอย่างอื่นๆ อีกเช่น การลักทรัพย์ การเสพกาม การพูดปด การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ การพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล การดื่มสุรา การค้าขายมิจฉาวณิชชา การกินข้าวแลง การดูการฟังฟ้อนรำ ขับร้องเครื่องขับประโคมดนตรี การดีดสีตีเป่า การประดับประดาร่างกายด้วยดอกไม้ของหอมเครื่องย้อมเครื่องทาต่างๆ เพื่อหลอกลวงใจตัวเองและใจคนอื่นให้ลุ่มหลงมัวเมาอยากได้ ยินดีในการนอนเสื่อยัดด้วยนุ่นและสำลี การยินดีในเงินและทอง ทำลายศีลธรรม ทำลายกรรมอันเป็นบุญกุศล

นี่แหละ เรื่องกิเลสอกุศลกรรมนี้ ทำเสียมากมายก่ายกองเสียแล้ว มอง ไปอดีตดูซิการท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดเป็นคนบ้าง เป็นสัตว์์ดิรัจฉานบ้าง เป็นอินทร์เป็นพรหมบ้าง กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกมันก็ยังไม่รู้โทษของกิเลสของกรรม ทั้งๆทีใจอยู่ในกายนี้ ก็ยังดูกายดูใจไม่ออกเลยว่า อะไรเป็นมโนกรรม กรรมที่ทำทางใจ อะไรเป็นวจีกรรม กรรมที่ทำทางวาจา อะไรเป็นกายกรรม กรรมที่ทำทางกาย อะไรเป็นกุศลกรรม อะไรเป็นอกุศลกรรม ยังดูกรรมที่ทำทางกาย วาจา ใจไม่ออก บอกสอนใจตัวเองให้ละกรรมชั่วก็ไม่ได้ บอกสอนใจตัวเองให้ทำกรรมดีก็ไม่ได้ บอกสอนใจตัวเองให้ทำเอามรรคผลนิพานก็ไม่ได้ มองใจตัวเองเท่านี้แหละ มืดมนไปด้วยอวิชชาไม่รู้ ไม่รู้ว่าใจทำอวิชชาอย่างไร ไม่รู้ว่าใจทำตัณหาอย่างไร ไม่รู้ว่าใจทำความโกรธพยาบาทอาฆาตจองเวรอย่างไร ไม่รู้ว่าใจยึดเอาอะไร ยึดถือรูปถือนาม ยึดถือกรรมแล้วมันได้อะไร ใจยึดถือแล้วมันเป็นทุกข์เดือดร้อนใจไหม เมื่อใจเดือดร้อนเป็นทุกข์ แล้วทำไมใจไม่ละ ใจไม่ปล่อยวาง กรรม

กรรมนี้แหละ กรรมของใจแท้ๆ จึงควรจะปรับปรุงแก้ไขใจ ใจทำความหลงความไม่รู้ ความมืดมนอนธการได้ ใจก็ต้องทำความรู้จริงรู้แจ้ง ความมีจริง ความเป็นจริง เหตุของกิเลสที่ใจทำกรรมที่ใจสร้าง วิบากผลที่ใจเสวย ใจทำความหลงได้ใจทำความรู้แจ้งไม่ได้หรือ ใจไม่รู้ทุกข์ ใจไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ใจไม่รู้ความดับทุกข์ ใจไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ใจจะทำให้รู้ ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ไม่ได้หรือได้มันอยู่ที่กรรม คือ การกระทำของใจนี้แหละ

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 09 มีนาคม 2554 21:19:42 »




ฉะนั้นจึงควรศึกษากรรม คือ การกระทำของใจ ถ้าคนเราจะทำได้แต่กรรมชั่ว กรรมดีทำไม่ได้แล้ว ไม่มีคนดี ไม่มีพระอริยะ เพราะคนที่มาเกิดใจมีกิเลสคือกรรมชั่วทั้งนั้น กิเลสนี้แหละมันมีทั้งกรรมดี มีทั้งกรรมชั่ว กิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ ใจโลภก็เป็นอกุศลกรรม ใจหลงก็เป็นอกุศลกรรม ใจทำมโนกรรมใจหลง นี้แหละ หลงได้ทั้งบุญ หลงได้ทั้งบาป ใจโลภก็โลภได้ทั้งบุญโลภได้ทั้งบาป ใจโกรธก็โกรธได้ทั้งเวลาทำบุญ โกรธได้ทั้งเวลาทำบาป ใจยึดก็ยึดได้ทั้งบุญยึดได้ทั้งบาป ถ้าใจละยึด ใจละยินดี ใจละยินร้าย ใจละหลง ใจก็หลุดพ้น เหลือแต่ธรรมชาติของใจคือ ธาตุรู้เฉพาะ

เมื่อใจละกิเลสหมด กรรมอันเป็นบุญ กรรมอันเป็นบาปก็หลุดออกไปจากใจหมดไม่มีเหลือ ใจมีบุญและบาปอันละเสียแล้ว ตื่นอยู่ด้วยธรรมคือ สติ ใจมีสติเพียงสักว่ารู้ ใจมีสติเพียงสักว่าอาศัย เป็นที่ระลึกว่าเป็นธาตุ ธาตุรู้ รูปธาตุ นามธาตุ ไม่ ยึดมั่นถือมั่นว่าเรามีเราเป็นเรื่องของกิเลสกรรมวิบาก เป็นเรื่องวัฏวน วนเวียนไปมาอยู่ในวงของกิเลสกรรมวิบาก นี้เองเป็นเรื่องของกิเลสกรรมวิบาก เป็นเรื่องเหลือวิสัยของผู้มีอินทรีย์อ่อน ต้องเกิดวิจิกิจฉาความลังเลสงสัยว่าอะไรหนอ อะไรหนอ กิเลสอะไรหนอ กรรมอะไรหนอ วิบากไม่น่ามีไม่น่าเป็นเป็นได้เลย ไม่น่าเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ได้มีแล้วเป็นไปได้แล้วเพราะกรรมนั้นเอง

ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด
อย่างร่างกายนี้อาการต่างๆ ของร่างกายนี้ เช่นอาการสามสิบสอง แข้ง ขา ตีน มือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เนื้อ ใจ เกิดจากน้ำกามทั้งนั้น ทำไมไม่เหมือนกัน ทำไมจึงเป็นไปได้ มีรูปลักษณะต่างๆ กันเพราะอะไร เพราะกรรม กรรมแต่งให้เกิด ฉะนั้นกรรมนี้เป็นปัญหาอจินไตย ถ้าใจไม่ฉลาดคิดพินิจพิจารณาแล้ว เป็นบ้าแน่ๆ บ้าหลงไม่รู้จริง ไม่น่าจะเป็นจริงได้ น้ำกาม น้ำกลละแท้ๆ น้ำกามมาเกิดเป็นตาได้ น้ำกามมาเกิดเป็นหูได้ น้ำกามเกิดเป็นจมูกได้ น้ำกามเกิดเป็นปาก เป็นลิ้น เขี้ยว ฟันได้ น้ำกามเกิดเป็นเนื้อหัวใจได้ เพราะอะไร เพราะกรรม ใจจะเชื่อกรรมได้ต้องมีปัญญาเห็นกรรม ว่ากรรมนี้สามารถตกแต่งให้เป็นสิ่งต่างๆ ได้ ดีได้เพราะกรรม ชั่วได้เพราะกรรม

กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม สวย งามได้เพราะกรรม ขี้ร้าย ขี้เหร่ ได้เพราะกรรม ตาบอดได้เพราะกรรม หูดีได้เพราะกรรม หูหนวกได้เพราะกรรม จมูกดีได้เพราะกรรม จมูกชั่วเว้าแหว่งได้เพราะกรรม ปากดีได้เพราะกรรม ปากไม่ดี ปากถึก ปากเว้า ปากแหว่ง ปากเบี้ยวได้เพราะกรรม กายดีได้เพราะกรรม กายชั่วได้เพราะกรรม ใจดีได้เพราะกรรม ใจชั่วได้เพราะกรรม

ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า "กมฺมุนา วตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้ กรรมให้ผลในชาติหน้า กรรมให้ผลในชาติต่อๆ ไป กรรมหนัก กรรมชิน กรรมเมื่อจวนจะตาย กรรมสักว่าทำ กรรมแต่งให้เกิด กรรมอุดหนุน กรรมเบียดเบียน กรรมฆ่า กรรมตัดรอน ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว ใจของท่านเชื่อกรรมหรือไม่ ถ้ายังไม่เชื่อก็สอนใจด้วยปัญญา ชี้เหตุของกรรม ชี้ผลของกรรม เมื่อใจรู้เหตุผลของกรรมแล้วใจจะยอมจำนน เชื่อ เหตุผลของกรรมเป็นของจริง มีได้จริง เป็นได้จริง แล้วความเพียรพยายามทำกรรมดีก็จะมีกำลังแก่กล้าเข้มแข็ง สติ สมาธิ ปัญญา ก็จะเจริญก้าวหน้า ท่านปรารถนาบุญกุศล มรรคผล นิพพาน ก็จะสำเร็จได้ด้วยกรรม คือ การกระทำของใจเอง

ศรัทธาอยู่ที่กรรม ความเพียรอยู่ที่กรรม สติอยู่ที่กรรม สมาธิอยู่ที่กรรม ปัญญาอยู่ที่กรรม วิชชาอยู่ที่กรรม วิมุตติใจหลุดพ้นอยู่ที่มโนกรรม คือการกระทำของใจนี้เอง ใจทำกรรมอะไร ดูใจตัวเองออกไหม ถ้าดูใจไม่ออกเลย มืดมนอนธการไปเสียหมด ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นใจ ปทปรมะ มืดมน ไม่รู้ว่าอะไรประโยชน์ อะไรไม่เป็นประโยชน์ ประโยชน์ในชาตินี้คือทำอย่างไรไม่รู้ ประโยชน์ชาติหน้า คือทำอย่างไรไม่รู้ ประโยชน์อย่างยิ่งอย่างสูงทำอย่างไรไม่รู้

เมื่อไม่รู้จัก สิ่งที่เป็นประโยชนก็จะทำแต่สิ่งที่เป็นโทษทุกข์ภัยให้แก่ตัวเองก็ยิ่งเพิ่ม ทุกข์ เพิ่มโทษ เพิ่มภัย เพิ่มเวร ก่อกรรมทำชั่วจนหนาแน่น โลภมาก็โลภต่อไป โกรธมาแล้วก็โกรธต่อไป หลงมาแล้วก็หลงต่อไป เห็นผิดมาแล้วก็เห็นผิดต่อไป ยึดถึอมาแล้วก็ยึดถือต่อไป ฉะนั้นกรรมชั่วกรรมไม่ดี จึงพอกพูนหัวใจหนาแน่น มีใครไปสอนเรื่องกรรมไม่เชื่อ จะเชื่อยังไง เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ มืดมนไปด้วยอวิชชา เป็นใจปทปรมะ ไม่เป็นใจเนยยะ คือแนะนำ สั่งสอนให้รู้ได้ เมื่อสอนให้รู้กรรมไม่ได้ ปัญญาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะ กมฺมสฺสกตา ปัญญาเกิดขึ้นจากการเห็นกรรม ต้องเห็นว่าทำกรรมดีได้ดี ทำกรรมชั่วได้ชั่ว เมื่อมีปัญญาเห็นกรรมแล้วว่าอันนี้เป็นกรรมดีควรทำ อันนี้เป็นกรรมชั่วควรละใจจึงจะเชื่อกรรมว่าคนเราจะดีเพราะทำกรรมดี จะชั่วเพราะทำกรรมชั่ว ทำกรรมชั่วคือบาป กรรมบางอย่างให้ผลแรงกล้าในปัจจุบันนี้เลย เช่น การฆ่าคน ลองไปฆ่าพ่อเข้าให้ลูกหรือญาติพี่น้องเขาเห็นดูซิ อาจจะถูกฆ่าตอบตาในปัจจุบันนี้เลย หรือต่างคนก็ต่างว่ามีปืนในมือด้วยกัน คนนี้ก็ยิงคนโน้น คนนโน้นก็ยิงคนนี้ คนนี้ยิงโป้ง คนโน้นก็ยิงโป้ง ถูกหน้าอกตายทั้งสองคนเลย นี้แหละกรรมชั่วมันได้ชั่ว ได้ความทุกข์ ทุกข์จนตาย


บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 10 มีนาคม 2554 06:34:07 »




คุณเชื่อกรรมไหม ไม่เชื่อก็ลองดูก็ได้ เอาคนที่ไม่เชื่อกรรมนั้นแหละมาทดลองกันดู ให้มันเห็นกับตาใกล้ๆ นี้ ถ้าชี้ไปอนาคตหรืออดีตมันไกลมองไม่เห็นเพราะสายตาสั้น จึงไม่เชื่อว่าอบายภูมิมี นรกมี สวรรค์มี เทวดามี อินทร์พรหมมี การ ทำกรรมดีเล่า ไม่ฆ่ากัน ก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่ลักขโมยปล้นจี้ก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่เสพกามก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่พูดปดไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล พูดแต่สัมมาวาจาก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ยิ่งเพิ่มไม่ทานอาหารเย็นก็ยิ่งจะสุขเพิ่มขึ้น ไม่ไปดูหนังลิเก ละคร รำวง เครื่องขับประโคมดนตรี ดีดสีตีเป่าก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่ประดับประดาตกแต่งร่างกายยั่วยวนกิเลสให้กำเริบก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่นอนเสื่อยัดด้วยนุ่นและสำลีเพื่อเพิ่มความยินดีในการหลับการนอนก็อยู่ ด้วยกันเป็นสุข ไม่แสวงหาเงินและทองก็ยิ่งจะมีความสุขเพิ่มขึ้น

เหตุให้เกิดทุกข์เพิ่มขึ้นมากมายก็เพราะยินดีในเงินและทองนี้ เมื่อใจอยากได้เงินและทองแล้วก็เกิดการแสวงหาด้วยวิธีต่างๆ อยากได้เงินไปฆ่าสัตว์มาขาย อยากได้เงินปลักขโมย ปล้นจี้ฉกชิงวิ่งราว อยากได้เงินต้องไปขายกามขายก้น อยากได้เงินต้องพูดปดหลอกลวง อยากได้เงินต้องขายเหล้า ขายศาสตราวุธ ขายสัตวเป็น ขายเครื่องประหาร อยากได้เงินต้องแสดงหนังละคร ลิเก ร้องรำทำเพลง เล่นดนตรี อยากได้เงินต้องประดับประดาตกแต่งร่างกายเพื่อหลอกเอาเงินเขา อยากได้เงินต้องทำเสื่อยัดด้วยนุ่นและสำลีไปขาย เมื่อ ใจอยากได้เงินอยากร่ำอยากรวยแล้วก็คิดด้วยอุบายวิธีต่างๆ แสวงหาเพื่อจะให้ได้มา ต้องแย่งชิงกัน ต้องทะเลาะวิวาทผิดเถียงกัน ต้องต่อยต้องตีกัน ต้องรบราฆ่าฟันกันถึงตาย นี้แหละเป็นกรรมทั้งนั้น

กรรม ที่ทำเนื่องไปด้วยเวรห้า เวรแปด เวรสิบนี้แหละ ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเดือร้อนเป็นทุกข์อยู่ทั่วโลก ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งวาจา ทุกข์ทั้งใจ เพราะตัณหานี้แหละเป็นต้นเหตุ ใจหลงในทุกข์ว่าสุข ใจหลงในเหตุให้เกิดทุกข์ว่าเป็นเหตุให้เกิดสุข ก็เลยสร้างตัณหา ความทะเยอทะยานดิ้นรน ใจอยากได้รูปธรรม นามธรรมอันเป็นกองทุกข์แท้ๆ ไม่น่าจะไปหลงว่าเป็นสุขเลย อย่างหลงร่างกาย ชายหญิงก็ทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย แท้ๆ ร่างกายชายก็ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ร่างกายหญิงก็ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อใจอยากได้ก็แสวงหากายเก่าตายไป ใจก็ไปแสวงหากายใหม่อีก กายใหม่ก็กายชายกายหญิงอย่างเก่านั้นแหละ เกิด มาแล้วก็ แก่ เจ็บ ตายอย่างเก่านั้นแหละ ทรัพย์สิน เงินทองข้าวของต่างๆ ได้มาแล้วก็หมดไปอย่างเก่านั้นแหละ มีแต่เรื่องทุกขทั้งนั้น เรื่องภัยเรื่องเวรทั้งนั้น มันเกิดขึ้นมีขึ้นเพราะการกระทำของใจนี้เอง

ถามใจดูซิว่า เชื่อไหมว่าตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ชี้ใกล้ๆ อย่างกายนี้แหละ เกิดมาแล้วทุกข์ไหม ความแก่ชรา คร่ำคร่า ทรุดโทรมนี้ทุกข์ไหม ความเจ็บด้วยโรคภัยต่างๆ ที่เกิดในกายนี้ทุกข์ไหม ปวดหัวตัวร้อนนี้ทุกข์ไหม เจ็บตา เป็นตาต้อ ตาแดง ตาฟาง ตาบอด นี้ทุกข์ไหม เป้นหวัดคัดจมูก น้ำมูกย้อย น้ำมูกไหล เป็นริดสีดวงจมูกนี้ทุกข์ไหม เจ็บปากเจ็บลิ้น เจ็บฟันนี้ทุกข์ไหม เจ็บอวัยวะร่างกายนี้ทุกข์ไหม เจ็บคอเจ็บไหล่ เจ็บแขน เจ็บมือนี้ทุกข์ไหม เป็นโรคม้ามโต ม้ามหย่อน ม้ามยาน ม้ามอักเสบนี้ทุกข์ไหม เป็นโรเนื้อหัวใจโต เนื้อหัวใจบวมพองอักเสบ เนื้อหัวใจรั่วนี้ทุกข์ไหม ถามใจดู เป็นโรคตับไต ตับแข็ง เป็นมะเร็งในตับ นี้ทุกข์ไหม เป็นโรคปอด ปอดบวมปอดเน่า ปอดเป็นวัณโรค นี้ทุกข์ไหม เจ็บอันตังไส้ใหญ่ เป็นแผล เป็นโรคกระเพาะนี้ทุกขหม่ ปวดสมองนี้ทุกข์ไหม เจ็บน้ำเหลือกเจ็บเหงือก เจ็บมันข้นนี้ทุกข์ไหม เจ็บน้ำตา เจ็บน้ำมันเหลว เจ็บน้ำลายนี้ทุกข์ไหม เจ็บน้ำมูกเป็นหวัดคัดจมูก เจ็บไขข้อ เจ็บน้ำมูตรนี้ทุกข์ไหม

มีสติระลึกในกาย ใช้ปัญญาพิจารณาเป็นอนุโลมปฏิโลม กลับไปกลับมาให้มากๆ ถามใจดุซิว่าท่านเป็นทุกข์ไหม หรือเป็นสุข โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกายนี้มันทุกข์ไหมหรือเป็นสุข ใจอยากได้ไหม ทุกข์เจ็บนี้อยากได้เจ็บมากๆ ไหม ทุกข์จนตายนั้นแหละ ใจจะมาเอาอะไรในทุกข์ มันทุกข์จริงนะทุกข์จนตาย เผาฝังทิ้งไว้ในพื้นพสุธาในโลกนี้ เมื่อยังไม่ตายก็เป็นทุกข์ด้วยการบริหารดูแลรักษาพยาบาล ทุกข์กายนี้แหละมันเป็นผลของตัณหา ความอยาก อยากได้ทุกข์แสวงหาทุกข์ก็ได้กายอันเป็นทุกข์มาอย่างนี้ นี่แหละกรรม การกระทำ ตัณหาความอยาก ใจอยากได้ทุกข์เมื่อได้กายอันเป็นก้อนทุกข์มาแล้วก็อยากบริหารกายอันเป็นทุกข์ อยากบำรุงบำเรอกายอันเป็นก้อนทุกข์ อยากฆ่าสัตว์มาเลี้ยงร่างกายอันเป็นทุกข์ อยากลักทรัพย์มาบำรุงกายอันเป็นทุกข์ อยากเสพกามอันเป็นทุกข์ น้ำกามอันเป็นทุกข์ไหลเข้าไประคนกันเกิดกาย อันเป็นทุกข์ขึ้นมาอีก อยากพูดปด ส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้ออันเป็นทุกข์ อยากดื่มสุราอันเป็นทุกข์ อยากค้าขายอันเป็นทุกข์ อยากกินข้าวแลงอันเป็นทุกข์ อยากดูหนังละครลิเก รำวงอันเป็นทุกข์ อยากฟังเครื่องขับประโคมดนตรีดีดสีตีเป่าอันเป็นทุกข์ อยากประดับประดาตกแต่งร่างกายอันเป็นทุกข์ อยากนอนเสื่อยัดด้วยนุ่นและสำลีอันเป็นทุกข์ อยากได้เงินและทองอันเป็นกองทุกข์ต่อไป

บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 11 มีนาคม 2554 05:58:03 »



เรื่อง ทำเวรห้า เวรแปด เวรสิบ ก็เรื่องทุกข์ เรื่องบาป เรื่องตัณหาความอยากก็เหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น เพิ่มทุกข์ เพิ่มโทษ เพิ่มภัย เพิ่มเวรไม่รู้จักจบ อดีตมากมายมาถึงปัจจุบัน ปัจจุบันละไม่ได้ก็อยากต่อไปในอนาคต สร้างกิเลสกรรมวิบากเป็นสังสารจักรหมุนไปไม่รู้จบรู้สิ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่าทุกข์ต่างๆ หลายอย่างหลายประการในโลกนี้มีมาแล้วแต่ตัณหา ใจอยากได้ทุกข์ แสวงหาทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ ใจ มันหลงทุกข์ว่าสุข ก็เลยอยากได้ทุกข์ จึงแสวงหาทุกข์มัวเมาอยู่ในทุกข์ ยุ่งยากลำบากอยู่ในทุกข์ ทุกข์จนตาย ตายแล้วใจตัณหาไปเกิดอีก ไม่สิ้นสุดยุติลงได้ จะให้สิ้นทุกข์ จะให้ทุกข์ดับไปก็ต้องละตัณหา ตรงนี้เอง ใจละตัณหาทุกข์ใจดับ นิโรโธ นิพพานํ

การละตัณหานี้มันง่ายสำหรับบุคคลที่มีบารมีแก่กล้า มีอินทรีย์แก่กล้าประเภท อุคคติตัญญู บุคคลอาจรู้ธรรมในเมื่อท่านยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดง อย่างพระพุทธเจ้าแสดงอริยสัจ แก่ยสกุลบุตรว่า

"ตานิ เอตานิ ทิฏ์ฐานิ     ภวเนตฺติ สมูหตา
อุจฺฉินฺนํ มูลํ ทุกฺขสฺส      นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว"


"อริยสัจธรรมมีสี่อย่างนี้คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันบุคคลผู้ใดได้เห็นแล้วซึ่งรากเหง้าแห่งทุกข์คือตัณหา อันบุคคลผู้ใดรื้อถอนขึ้นแล้วถึงนิโรธความดับทุกข์โดยชอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่อีกย่อมไม่มี"

พระ พุทธเจ้าทรงแสดงภาษิตนี้ให้ยสกุลบุตรฟังจบลง ท่านได้บรรลุพระอรหันต์ ยสกุลบุตรท่านรู้ธรรมเมื่อพระพุทธเจ้ายกหัวข้อขึ้นแสดง ไม่ต้องอธิบายขยายเพิ่มเติม ท่านบรรลุพระอรหันต์ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นขิปปาภิญญา บุคคลประเภทนี้มีน้อยนักในโลก

ธรรมที่ทำให้ตรัสรู้เร็วคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตติ สัมมาทิฏฐิก็คือ ปัญญาอันเห็นชอบในอริยสัจตามความเป็นจริงนั้นเอง เมื่อใจเห็นจริง ใจรู้จริง ใจละตัณหาได้จริง ใจก็หลุดพ้น ที่มันเนิ่นช้าในการหลุดพ้นเพราะมิจฉาทิฏฐิ ใจเห็นผิด เห็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ว่าเป็นเหตุให้เกิดสุข ใจพอใจทำตัณหา ไม่พอใจละ ใจจึงไม่หลุดพ้น บรรลุโรธนิพพานไม่ได้ เพราะใจคาตัณหา ชอบทำไม่ชอบละ เพราะเห็นผิด อย่างพระยสะ ท่านเห็นชอบรู้ชอบ ใจท่านละชอบ ก็หลุดพ้น บรรลุความเป็นพระอรหันต์ได้โดยเร็ว

ประเภทที่สองท่านเรียกว่า วิปปจิตัญญู คืออาจรู้ธรรมเมื่อท่านอธิบายขยายเน้อความของอริยสัจออกไปว่า ทุกข์เพราะความเกิดเป็นอย่างนั้นๆ ทุกข์เพราะความแก่เป็นอย่างนั้นๆ ทุกข์เพราะความเจ็บเป็นอย่างนั้นๆ ทุกข์เพราะความตายเป็นอย่างนั้นๆ สมุทัย ตัณหาความอยากเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นมา กามตัณหาความอยากในอารมณ์ที่ใคร่ ภวตัณหาความอยากในความมีความเป็น วิภวตัณหาความอยากในความไม่มีไม่เป็น ต้องละตัณหา ปล่อยตัณหาวางตัณหา ใจไม่พัวพันอยู่ด้วยตัณหา ทุกข์จึงจะดับไปจากใจ

การจะละตัณหาได้ต้องบำเพ็ญมรรค ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อขยายเนื้อความออกไปหน่อย ก็รู้ ก็เข้าใจ ได้บรรลุพระอรหันต์เหมือนพระยามหากบิลกับอำมาตย์ ได้ฟังแล้วบรรลุพระอรหันต์ เรียก วิปปจิตัญญู อาจรู้ธรรมเมื่อท่านอธิบายขยายเนื้อความออกไป นี้เป็นประเภทที่สอง

ประเภทที่สามก็คือ เนยยะ พอจะแนะนำสั่งสอนได้ ค่อยสอนไป ค่อยอมรมไป ค่อยรู้ไป ค่อยเข้าใจไป ค่อยปฏิบัติไป ยังมีหวังในวันหนึ่งข้างหน้า ช้าหน่อยก็ยังมีหวังว่าจะตรัสรู้ได้

ประเภท ที่สี่นี้ซิ สอนอะไรก็ไม่ได้เรื่อง สอนให้รู้จักบาปก็ไม่รู้ สอนให้ละบาปก็ไม่ละ สอนให้ละตัณหา โอย...ละตัณหาแล้วจะเอาอะไรมากิน ละตัณหาแล้วจะรวยยังไง ไม่มีเงินจะเอาอะไรมาซื้อสิ่งของต่างๆ ไม่มีเงินจะเอาอะไรไปแต่งงานซื้อก้อนทุกข์ ไม่มีเงินแล้วจะเอาอะไรไปสร้างบ้านสร้างเรือน ไม่มีเงินแล้วจะเอาอะไรไปซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ต้องประสงค์ ใจมืดมนไปด้วยอวิชชา ไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ ไม่รู้ว่าตัณหาเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง สอนให้รู้ประโยชน์ชาตินี้ไม่รู้ สอนให้รู้ประโยชน์ชาติหน้าก็ไม่รู้ สอนให้รู้ประโยชน์อย่างยิ่งอย่างสูงไม่รู้ เพราะใจมันหลงมืดแปดด้าน ใจไม่รู้จักบุญ ใจไม่รู้จักคุณ ใจไม่รู้จักโทษ มืดมนอนธการ ไม่ต้องไปสอนดอก เหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์อะไร ใจทำกรรมชั่วเสียหนาแน่น ปุถุชนคนหนา ใจหนาแน่นไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ มิจฉาทิฏฐิ มานะ ใจหนาแน่นไปด้วยมัจฉริยะ ใจหนาแน่นไปด้วยตัณหายินดีในเวรห้า เวรแปด เวรสิบ ใจหนาแน่นไปด้วยนิวรณ์ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ใจหนาแน่นไปด้วยความลุ่มหลง มัวเมาในกิเลสกามและวัตถุกาม กรรม กรรมแท้ๆ กรรมชั่วทำได้ กรรมดีทำไม่ได้

นี้ แหละ บุคคลประเภทนี้เห็นจะมากเหลือเกิน ทำได้แต่บาป บุญทำไม่ได้เพราะใจไม่ชอบบุญ ใจชอบบาป พอใจในการทำบาป เรื่องบุญแม้แต่ความคิดจะทำก็ไม่เกิดขึ้น เพราะใจมันหลงคิดจะทำแต่บาป จนตัดรอนความคิดจะทำบุญ ใจหลงไม่รู้จักบาป ตัดรอนความรู้จักบุญเสีย เกิดมาเป็นคนแต่เป็นมนุษย์เนรยิโก การเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นสัตวนรก พอใจในการทำบาป ทำแต่บาปเพิ่มเติม ดูใจคุณซิว่าเป็นประเภทใด เป็นใจปทปรมะ หรือเป็นใจเนยยะ หรือเป็นใจวิปปจิตัญญู หรือเป็นใจ อุคคติตัญญู เมื่อพิจารณากรรมการกระทำภายในใจแล้วจะรู้ได้ที่ใจเอง จงสนใจศึกษาพิจารณาตนเอง ให้มันรู้จัก ถ้าไม่รู้กรรม การกระทำภายในใจแล้ว เหลือวิสัยที่จะปรับปรุงแก้ไข เพราะ ใจหนาแน่นไปด้วยอวิชชาแล้ว ตัวช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ตัวสอนตัวเองไม่ได้แล้ว ตนพึ่งตนไม่ได้แล้ว หมดทาง อวิชชาสะ อวิชชานิวรณ์ อวิชชานุสัย อวิชชาโอฆะ อวิชชาโยคะ ใจถึงอวิชชาเป็นที่พึ่งแล้ว คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ บุญกุศล มรรคผลนิพพานก็เปล่า


บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 11 มีนาคม 2554 08:03:52 »




กรรมอะไรดูใจซิ ทุกๆ คนเรามีกรรมเป็นของๆ ตนกันทั้งนั้น มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจักได้ทำกรรมอันใดไว้ ทำกรรมอันเป็นบุญหรือทำกรรมอันเป็นบาป เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป เราทุกๆ คนควรพิจารณาอย่างนี้ ทุกวัน ทุกเวลา ว่ากรรมที่เราทำอยู่ทางกาย วาจา ใจ ในปัจจุบันนี้เป็นกรรมอะไร เป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม อกุศลกรรมนั้นคืออย่างไร เช่น กายทุจริต กายฆ่าสัตว์ กายลักทรัพย์ กายเสพกาม กายทำบาปแล้ว กายทำชั่ว ทำไม่ดีแล้ว จักได้รับผลชั่วอันเป็นทุกข์ต่อไป ทางวาจาทำวจีทุจริต พูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล วาจาทำกรรมชั่วแล้ว วาจาทำไม่ดีแล้วจักได้รับผลชั่วอันเป็นทุกข์ต่อไป

ทางใจเรียกว่า มโนกรรม ใจทำชั่ว ใจโลภ ใจอยากได้ของเขา ใจพยาบาทปองร้ายเขา ใจมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดเห็นชั่วเป็นดี เมื่อใจเห็นชั่วเป็นดีแล้วก็พอใจในการทำชั่ว จะเป็นกรรมชั่ว กรรมไม่ดี เลวทราม ชั่วช้าลามก สักเพียงใด ก็ตาม เมื่อใจเห็นว่าดีก็ทำได้ง่าย ฝ่ายกรรมดีแต่เห็นว่าไม่ดีก็ทำได้ยาก กรรมชั่วปล้นจี้ฉกชิงวิ่งราวทำได้ทั้งนั้น หาอุบายวิธีทุจริตฉ้อโกง ปลิ้นปล้อน หลอกลวงต่างๆ เอาจนได้ เมื่อใจโลภอยากได้แล้ว ก็แสวงหาจะได้มาด้วยวิธีใด คิดค้นพิจารณา ขอเอาหรือแย่งชิงเอา หรือพูดปดเอา หรือรบราฆ่าฟันเอา หรือหาอุบายวิธีให้ได้มาจนสำเร็จ แม้จะทุกข์ยากลำบาก สักเพียงใดก็ตาม เอาชีวิตเข้าแลกเลย เอามันจนได้

ทุกข์ต่างๆ หลายอย่างหลายประการในโลกนี้มีมาแล้วแต่ตัณหา ความโลภ ความอยากได้ยินดี โลภอยากได้ยินดี โลภอยากได้เงินก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ทองก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้เพชรก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้พลอยก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้แร่ก็เป็นทุกข โลภอยากได้เหล็กก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ที่ดินก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ที่สวนก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ที่นาก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ที่สร้างบ้านสร้างเรือนก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ต้นไม้ต่างๆ ต้องปลูกต้องฝังต้องดูแล บริหารรักษาก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้วัวก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ควายก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ช้างก็เป็นทุกข์ โลกอยากได้ม้าก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้หมู หมาแมว เป็ดไก่ก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้รูปร่างกายชายหญิงก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้รูปธรรมนามธรรมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งนั้น มโนกรรมใจทำกรรมชั่วใจจึงต้องเป็นทุกข์เดือดร้อน ใจโลภอยากได้อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์แก่ใจทั้งนั้น แม้จะเป็นของชั่ว ไม่ดี แต่ใจเห็นว่าดีก็เกิดความโลภอยากได้ยินดี ถ้าใจเห็นว่าไม่ดีไม่พอใจก็เกิดความโกรธพยาบาทอาฆาตจองเวร

ตัวอย่างใกล้ๆ อย่างร่างกายนี้แหละ เมื่อ เห็นว่าร่างกายไม่ดีเกิดโรคภัยไข้เจ็บดูแลบริหารรักษาลำบาก ยิงให้ตายแทงให้ตาย กินยาพิษให้ตาย ผูกคอตาย กระโดดตึกตาย กระโดน้ำตาย ทำให้มันตายไปเสียจะได้หมดภาระบริหารรักษา นึกไม่ออกว่าใจที่มาโกรธพยาบาทอาฆาตกายนี้มันไม่ตาย ใจจะต้องได้รับทุกข์โทษภัยเวรต่อไป ใจตัวเองร่างกายตัวเองก็โกรธพยาบาทได้แล้วสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดโกรธได้ทั้งนั้น โกรธให้พ่อก็ได้ โกรธให้แม่ก็ได้ โกรธให้ครูบาอาจารยก็ได้ โกรธให้ศิษย์ก็ได้ โกรธให้ลูกก็ด้ โกรธให้หลานก็ได้ โกรธให้ลุงป้าน้าอาก็ได้ โกรธให้ผัวก็ได้ โกรธให้เมียก็ได้ โกรธให้ญาติพี่น้องก็ได้ โกรธให้สิ่งใดๆ ได้หมด

เมื่อไม่พอใจแม้ใจจะ เป็นทุกข์เดือดร้อนเพราะความโกรธก็โกรธได้ เพราะเคยโกรธเสียมากมายมาแล้ว โกรธให้รูปต่างๆ ก็มากมาย โกรธให้เสียงต่างๆ ก็มากมาย โกรธให้กลิ่นต่างๆ ก็มากมาย โกรธให้รสต่างๆ ก็มากมาย โกรธให้ธรรมารมณ์ ชั่วไม่ดีมันทำมาหลอก ก็โกรธเสียมากมาย แม้สิ่งเหล่านั้นจะเป็นอดีตล่วงไปแล้วนึกขึ้นมาได้ก็โกรธ โกรธจนนอนไม่หลับ โกรธจนกินข้าวไม่ลง โกรธจนหน้าบูดหน้าเบี้ยว หน้าดำ โกรธจนได้ทะเลาะวิวาทผิดเถียงกัน โกรธจนได้ต่อยได้กัน โกรธจนได้ฟันได้แทงได้ยิงกัน โกรธจนได้ทำสิ่งของต่างๆ ของกันให้พินาศฉิบหาย โกรธเผาบ้านเผาเรือนกัน โกรธเผาสวนเผานากัน โกรธทำลายได้ทั้งตนเองและผู้อื่น โกรธทำลายได้ทั้งทรัพย์สมบัติของตนเองและผู้อื่น

ทุกขํ สยติ โกธ ในใจที่มักโกรธย่อมเป็นทุกข์ โกรธ มันทำลาย หิริ โอตัปปะ ใจไม่อายบาปใจไม่กลัวบาป ใจไม่กลัวทุกข์ ใจไม่กลัวโกรธ ทั้งที่ความโกรธทำให้ใจเป็นทุกข์ ทำแล้วทำอีกใจไม่ละอาย ใจไม่กลัว ใจโลภ ใจโกรธ พยาบาทเพราะอะไร เพราะใจเห็นผิด มิจฉาทิฏฐิ ใจเห็นว่าโลภอยากได้มันดี ใจเห็นว่าโกรธพยาบาทอาฆาตจองเวรมันดี เมื่อเห็นชั่วเป็นดีแล้วก็ทำชั่วได้มากมาย เป็นกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดขึ้น เมื่อใจเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิเป็นทิฏฐิวิปลาส เห็นผิดพลาดจากความเป็นจริงแล้วโกรธก็ได้ ผูกความโกรธไว้ก็ได้ อิจฉาริษยาเกียจกันความดีของผู้อื่นก็ได้ มัจฉริยะ ตระหนี่เหนียวแน่น กัมโภ เป็นใจที่หัวดื้อถือรั้น สารัมโภ ก็คิดจะแข่งดีความดีกับผู้อื่นทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีความดี มานะ ถือตัวว่าดีกว่าเด่นกว่าผู้อื่น ใครๆ ไม่ดีเท่าเรา เรารู้ดี ทำดีได้ยิ่งกว่าผู้อื่นก็เกิด อติมานะ ดูหมิ่นท่าน เฮ้ย มันโง่เขลา มันยากจน มันเป็นเป็นคนเลว มันเกิดในตระกูลต่ำช้า

ทโม ก็เกิดความมัวเมาในลาภยศ สรรเสริญสุข มัวเมาในรูปร่างกายชายหญิง มัวเมาในร่างกายอันปฏิกูลว่าสวยงาม มัวเมาในร่างกายอันไม่เที่ยงว่าเที่ยง มัวเมาในร่างกายอันเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข มัวเมาในร่างกายอันไม่ใช่ตัวตนว่าเราว่าเป็นตัวตน เมื่อใจมัวเมาก็เกิดความประมาทปราศจากสติความระลึกได้ในใจว่าใจลุ่มหลงมัว เมาอะไร เวลาทำบุญกุศลมรรคผลก็เกิดความท้อแท้อ่อนแอ ไปอ้างเสียว่าทำบุญมามากมายเยอะแยะไม่เห็นได้บุญที่ไหน ที่แท้มันทำบาปมาเสียมากมาย ปิดกั้นทางบุญเสียหมด ขนาดความคิดว่าจะทำบุญให้ทานก็ไม่เกิดขึ้น กลัวบุญเสียแล้ว เวลาคิดจะทำบาปไม่กลัว กล้าคิดกล้าทำโลภ อยากได้ยินดีก็กล้า ทำตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหนก็กล้าทำ ยินดีในเวรห้า เวรแปด เวรสิบ กล้าทำนิวรณ์กล้าทำลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสกามและวัตุกามกล้าทำ กล้าทำบาปท้อใจในการทำบุญ อ้างว่าทำบุญมามาก เคยให้ทานถึงร้อยล้านไหม เคยรักษาศีลมาได้กี่ปี เคยทำสมาธิได้บรรลุํฌานไหม เคยเจริญวิปัสสนาพิจารณารูปเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตากี่ครั้ง ใจเคยรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคไหม ถ้าไม่เคยทำไม่รู้ ไม่เข้าใจแล้วก็ลุ่มหลงมัวเมาในการทำบาป บาปจึงได้มากมายหนาแน่น ใจคิดจะทำแต่บาปเพราะใจมันชินจนหาช่องคิดจะทำบุญไม่เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกว่า ปทปรมะ บุคคลเป็นโมฆะ ใจเปล่าจากบุญกุศล มรรคผล นิพพาน

อาลัสยัง เกียจคร้าน จะทำบุญเกียจคร้าน จะทำข้อวัตรปฏิบัติเกียจคร้านสิ่งที่ชอบที่พอใจคือ กินแล้วนอน ตื่นขึ้นก็ชอบกิน ชอบเที่ยว ชอบคุย ชอบเล่น ทุพพลัง ใจอ่อนแอ ไม่เข้มแข็งในการทำบุญให้ทานรักษาศีลภาวนา ไม่เข้มแข็ง ปาปมิตตุปปเสวิ ชอบคบคนชั่ว คนไม่ดีเป็นมิตร ชอบคบกับบุคคลที่ชักชวนให้ทำบาป เขาชักชวนให้ตระหนี่ชอบใจ เขาชักชวนทำเวรห้า เวรแปด เวรสิบชอบใจ เขาชักชวนให้ทำนิวรณ์ห้าคือ กามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ชอบใจ เขาชักชวนให้ลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสกามและวัตถุกามแล้วชอบใจ รูปัง ชอบยินดียินร้ายในรูป สัทธัง ชอบยินดียินร้ายในเสียง คันธัง ชอบยินดียินร้ายในกลิ่น รสัง ชอบยินดียินร้านในรส โผฏฐัพพัง ชอบยินดียินร้ายในสัมผัสที่มากระทบถูกต้อง ธัมมรามัง ใจชอบยินดีและยินร้ายใน ธรรมารมณ์ ขุทปาปิปาสา เห็นแก่กินแก่นอนไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้จักความพอดี ไม่รู้โภชเนมัตตัญญุตา


บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 11 มีนาคม 2554 11:37:20 »




นี้แหละ มโนกรรม เมื่อใจเห็นผิดเห็นชั่วเป็นดีแล้วก็พอใจอยู่ในการทำกรรมชั่วทั้งๆ ที่ใจทำกรรมชั่ว ใจก็ไม่รู้เสียแล้ว ความชั่วทับถมใจเสียจนมืดมน อวิชชาสวะ อวิชชาโอฆะ ความหลงท่วมทับดวงใจ ไม่รู้ใจทำอะไร ใจทำกรรมอะไรไม่รู้ จะไปสอนยังไงก็ไม่รู้ แนะนำก็ไม่รู้ อะไรเป็นกุศลกรรมไม่รู้ อะไรเป็นอกุศลกรรมไม่รู้ อะไรเป็นบุญเป็นบาปใจมืดมน มโนกรรม ตโม ตม ปรายโน มืดมาแล้วก็มืดมนต่อไปอีก

ฉะนั้นผู้ที่มารู้สึกตัวได้ต้องรีบปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ให้ศึกษาธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า น้อมนำมาพิจารณาใจตนเองว่าใจเรานี้ ทำกรรมอะไร ใจจะได้เชื่อกรรม ใจจะเกิดหิริความละอายบาป ใจจะได้เกิดโอตตัปปะเกรงกลัวบาป ใจก็จะน้อมไปในการทำบุญกุศล แล้วบุญกุศลมรรคผลก็จะเจริญขึ้นเพราะการทำ เพราะใจเชื่อกรรมว่าใจทำกรรมชั่วได้ ใจก็ต้องทำกรรมดีได้ ใจต้องการบุญใจก็ทำเอาบุญได้ ใจทำทานได้ ใจทำศีลได้ ใจทำวิปัสสนาได้ ใจทำวิชชาความรู้เท่าสังขารได้ เมื่อใจรู้เท่าสังขารว่าไม่เที่ยง ออกจากสังขารเสียได้ วิมุตติความหลุดพ้นก็จะปรากฏภายในดวงใจนั้นเอง มัน หลุดพ้นได้เร็วเพราะวิชชาความรู้เท่า ถ้าใจหลงเสียแล้วก็เนิ่นช้า ใจหลงกับสังขารนะ ถ้าใจรู้เท่าว่าสังขารไม่เที่ยง ละหลงว่าเที่ยงออกจากใจ ใจก็หลุดพ้นเท่านั้นเอง

มโนกรรมนี้แหละสำคัญมาก ถ้าดูใจไม่ออกแล้วจะไปบอกสอนยังไง ใจมีแท้ๆ แต่ไม่รู้ ใจขาดคุณธรรมเป็นเครื่องรู้คือ สติปัญญา เมื่อไม่มีสติระลึกได้ภายในใจแล้วจะรู้ใจได้อย่างไร เมื่อไม่มีปัญญาเห็นใจแล้วจะเชื่อกรรมการกระทำภายในใจได้อย่างไร เมื่อใจไม่เชื่อกรรม วิริยะ ความเพียร เพียรระวังบาป เพียรละบาป เพียรเจริญบุญกุศลจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ของไม่มีจะไปรักษาอะไร เมื่อความเพียรไม่มีสมาธิจะเกิดขึ้นแก่กล้าเข้มแข็งได้อย่างไร อินทรีย์ห้าคือ สัทธา วิระยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็จมอยู่ในกิเลส ถูกกิเลสบาปอกุศลมันกลืนกินเสียหมด อินทรีย์ห้าถูกกิเลสทำลาย กิเลสเขาเป็นใหญ่เสียแล้วใจถูกกิเลสคือ โลภ โกรธ หลง บังคับ ใจเป็นทาสของกิเลส ใจก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพต่างๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น ต้องมาม่น(ติด)กายอันเป็นก้อนน้ำกามอยู่อย่างนี้ มีก้อนน้ำกามคือกายนี้เป็นกรงขัง ขังไว้ในกายอันเป็นทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใจรุ่มร้อนไปด้วยกิเลส บาปอกุศล มันผูกมันจำจอง ใจถูกกิเลสแผดเผาย่ำยีทำลาย

                   

คุณเอ๋ย เรามาเกิดเป็นมนุษย์แล้วหนา ควรทำใจให้สูงกว่ากิเลส สมกับคำที่ว่ามนุสโส ผู้มีใจสูงด้วยบุญกุศล สูงด้วยมรรคด้วยผล สูงจนสิ้นจากกิเลส ไม่มีกิเลสบาปอกุศลย่ำยีทำลายใจให้เดือดร้อนเป็นทุกข์ มีแต่ความสุขสงบเยือกเย็นสบาย

มโน ปุพฺพํ คมา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจทำนะ บาปอกุศลสำเร็จแล้วด้วยใจทำฉันใด บุญกุศลมรรคผลก็สำเร็จแล้วด้วยใจทำเอาฉันนั้น ใจจงพอใจในบุญ ใจจงเพียรพยายามทำบุญ ใจจงมีขันติความคดทน จะมีความทุกข์ลำบากก็อดทนทำบุญให้ได้ ทำมรรคผลให้ได้ ใจทำจริงๆ เมื่อเราทำจริงแล้วบุญกุศลมรรผลต้องสำเร็จได้จริง ให้ดูซิว่าใจทำจริงอะไร ทำบาปจริงหรือบุญจริง ทำสมุทัย ตัณหาจริงหรือทำมรรคจริง มรรคคือ คีล สมาธิ ปัญญา นี้ท่านบอกสอนไว้แล้ว ว่าเป็นของจริง คือข้อปฏิบัติให้ถึงคามดับทุกข์ ถ้าท่านทำจริงปฏิบัติจริงแล้ว ใจต้องสำเร็จมรรคผลได้จริงทีเดียว

ดู ตัวอย่างพระพุทธเจ้าท่านเป็นคนจริง เวลาทำสมุทัยตัณหาท่านก็ทำจริงๆ มีเมีย มีลูก มีทรัพย์สมบัติ ยศฐาบรรดาศักดิ์ มีปราสาทวิมาน มีสนมนารี เวลาท่านสละออกบวช ท่านก็ทำมรรคจริงๆ อดนอนผ่อนอาหารเร่งความเพียรเอาชีวิตเข้าแลก ถ้าไม่ได้ตรัสรู้ก็ให้มันตายไปเสียเลย เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไปก็ตามที ท่านนั่งขัดสมาธิที่โคนต้นโพธิ์ นั่งแต่เย็นจนสว่างท่านก็ได้ตรัสรู้อริยสัจธรรม เวลาจนใกล้รุ่ง ด้วยการพิจารณาปฏิจจมุปปบาท เป็นอนุโลมและปฏิโลม เมื่อท่านตรัสรู้แล้วจึงได้แสดงธรรมรับรองมรรคเอาไว้ว่าเป็นของจริง คือข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ได้จริง เป็นข้อปฏิบัติเพื่อสลัดคืนเสียซึ่งลูกศรคือกามกิเลสที่ฝังอยู่ในใจ

ความเพียรอันเป็นเหตุ
แผดเผากิเลสให้เร่าร้อน เป็นกิจที่เราทั้งหลายจะต้องทำเอง พระตถาคตท่านได้รับรู้แล้วท่านได้บอกทางดำเนินให้เท่านั้น ชนทั้งหลายเหล่าใดดำเนินตาม ปฏิบัติตามแล้วจักมีใจให้หลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร กิเลสขาดเป็นสมุจเฉทปหาน นี้พระพุทธเจ้าท่านรับรองมรรคไว้อย่างนี้ ท่านบอกไว้แล้วว่ามรรคเป็นมรรคสัจของจริงคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ท่านได้ปฏิบัติแล้วทำมาแล้ว สามารถทำให้บรรลุ นิโรธ นิพพานได้จริง สามารถจะถอดถอนกามกิเลสที่ฝังแน่นอยู่ในใจได้จริง ความพยายามบำเพ็ญมรรคให้เจริญเพื่อแผดเผาย่ำยีทำลายกิเลสเป็นหน้าที่ที่เราทุกคนจะต้องทำเอง บุคคลผู้ใดทำตาม ปฏิบัติจริงๆ แล้ว จักหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร กิเลสขาด เป็นสมุจเฉทปหาน


บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 11 มีนาคม 2554 13:19:09 »




มรรคเป็นของจริง ศีลก็มีจริง ธรรมที่เป็นอารมณ์ของสมาธิมีจริง ธรรมที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา คือรูปนามที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็มีจริง ถ้าใจปฏิบัติตามจริงๆ แล้วต้องสำเร็จมรรคผลได้จริง เพราะมีพระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์เป็นตัวอย่างอยู่แล้วว่าท่านทำสมุทัย ตัณหา ท่านทำจริงๆ อยากได้ลาภ อยากได้ยศ อยากได้ความสุขในโลกท่านก็ทำจริงๆ ท่านมาเห็นจริงด้วยปัญญาว่าเป็นสมุทัยเหตุให้ทุกข์เกิดเป็นการแสวงหาทุกข์ เพิ่มทุกข์ เพิ่มโทษ เพิ่มภัย เพิ่มเวร ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ ดูซิกายที่เกิดมานี้ ทุกข์เกิดก็เต็มอยู่ในกายนี้ ทุกข์แก่ก็เต็มอยู่ในกายนี้ ทุกข์เจ็บด้วยโรคภัยต่างๆ ก็เต็มอยู่ในกายนี้ ทุกข์จนตาย กายนี้ไม่ได้อะไร จะเอาดีอะไรกับกายอันเป็นกองทุกข์นี้ไม่ได้

ให้พิจารณาดูซิ ในอาการสามสิบสองของกาย
ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไปถึงมุตตัง น้ำมูก พิจารณาเป็นอนุโลมปฏิโลมกลับไปกลับมาให้มากๆ ดูซิว่าจะมีของเอา ถ้าถือเอาจะได้อะไรในกายนี้ไหม ในกายเป็นที่น่ายินดีไหม ในกายนี้น่าจะลุ่มหลงมัวเมาไหม ตั้งสติกำหนดใช้ปัญญาพิจารณาหาสิ่งที่ควรเอา หาของที่เป็นประโยชน์ในกายนี้ดูซิ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ท่านสอนไว้ว่าเห็นทุกข์ เห็นทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่กายนี้ มันเป็นทุกข์จนตาย จะถือเอาอะไรเล่า จะถือผม ผมก็ตายเสีย จะถือเอาเล็บเล็บก็ตายเสีย จะถือฟันก็ตายเสีย จะถือเอาหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ล้วนแต่ตายทั้งนั้น

อาการต่างๆ ของกายตายหมด
ปัจจุบันนี้ ขณิกมรณะ มันตายอยู่แล้ว สมุจเฉทปหานมรณะ ตายด้วยการสิ้นลมหายใจเข้าออก ต้องมาถึงแน่นอนทีเดียว ความแก่ ความเจ็บ เหมือนหมาไล่เนื้อไล่กัดไม่มีถอย ต้องกัดให้ตายเลย คนมียศฐาบรรดาศักดิ์ก็ตาย เศรษฐีมีทรัพย์มากก็ตาย คนยากจนเข็ญใจอนาถาก็ตาย

เห็นไหม ที่ตายไปแล้วมากมายก่ายกอง มีป่าช้าทุกบ้านทุกเมืองเผาฝังที่ยังอยู่ก็หมุนไปสู่จุดเดียวกันคือตายตายด้วยกันหมดไม่มีเหลือ เกิดมาเท่าไหร่ก็ แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น ตายไม่ได้อะไรแม้แต่กาย ตายเผาฝังด้วยกันทั้งนั้น ตายแม้แต่ร่างกายก็เอาไม่ได้ เห็นไหม ใจเห็นว่ามันเป็นทุกข์ไหม เมื่อยังไม่ตายก็ต้องบริหารทุกข์ ทุกข์เพราะบริหารร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ทำการงานหาอยู่หากิน ยังโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นย่ำยีบีฑา ทำการเยียวยารักษาพยาบาลด้วยวิธีต่างๆ เบื้องปลายก็ช่วยอะไรไม่ได้ตายอย่างเดียวเท่านั้น ใจเห็นไหม ใจยังอยากได้ยินดีหรือเป็นทุกข์ทำไม ยินดีในทุกข์ทำไม ใจอยากได้กายอันเป็นทุกข์ ก็เพราะใจอยากได้กายอันเป็นทุกข์นี้แหละจึงเวียนตายเกิดอยู่ในกายอันเป็นทุกข์ ทุกข์เป็นเอนกอนันต์มาแล้วลืมเสียหมดเลย หรือหลง อวิชชาความมืดมนมันปิดบังในอดีต แม้ปัจจุบันมันก็ปิดทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่รู้ไม่เห็นทุกข์ใจ เพราะตัณหาความอยากทะเยอทะยานดิ้นรนขวนขวาย ทั้งๆ ที่ใจเป็นทุกข์เพราะใจอยาก ใจยังไม่รู้ว่าความอยากเป็นเหตุให้เกิดทุกข์แก่ใจ ใจทำอยู่ใจไม่รู้เพราะใจหลงมืดมนเสียแล้วใจจะไปละยังไง

พระพุทธเจ้าท่านก็สอนไว้แล้วว่าธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ จะดับสิ้นไปเพราะสิ้นแห่งเหตุ เหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นเพราะตัณหาความอยาก ใจอยากได้รูป ใจอยากได้นามอันเป็นทุกข์ ใจก็เป็นทุกข์ซิ ฉะนั้นท่านจึงสอนใจให้ละตัณหาความอยาก ใจละตัณหา ทุกข์ใจก็ดับ ตัณหานี้แหละตัวเหตุให้เกิดทุกข์อยู่ในภพต่างๆ ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ตัณหาตัวเหตุให้เกิดบาปอกุศล ตัณหามี อวิชชาก็มี อวิชชาตัณหามี อุปาทานก็มี ใจหลงใจเป็นทุกข์ ใจอยากใจเป็นทุกข์ ใจยึดใจเป็นทุกข์ ใจไม่ต้องการทุกข์ก็ละถอนปล่อยวางซิ เมื่อใจละกิเลสเหล่านี้ออกจากใจเสียแล้วใจก็เป็นสุขเยือกเย็นสบายเท่านั้นเอง

ฉะนั้นความเพียร เพียรละ เพียรบำเพ็ญมรรคให้เจริญ เป็นหน้าที่ของใจจะต้องทำ ถ้าไม่ทำแล้วไม่มีอะไรจะทำลายตัณหา เพียร เผาตัณหานี้แหละ เพียรเพ่งพิจารณา เพียรตรวจตรองเหตุผลที่ใจทำ ตัณหาใจอยากนี้มันอยากได้อะไร อยากได้กายอันเป็นทุกข์ อยากได้กายก็แสวงหากายก็ปฏิสนธิในกาย ได้กายมาแล้วก็ตริตรองพิจารณาดูซิว่ากายเกิดมาจากอะไร อะไรบ้างที่มีในกายนี้ พิจารณาอาการต่างๆ ของกาย พิจารณาเนื้อหัวใจ พิจารณากาย พิจารณาปาก ลิ้น เขี้ยว พิจารณาจมูก พิจารณาหู พิจารณาตา พิจารณาผม ขน เล็บ หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เนื้อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า สมอง ศีรษะ น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลิอง น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำมูก น้ำลาย น้ำไขข้อ น้ำมูตร ให้พิจารณาอาการสามสิบสองนี้ดูซิว่ามันปฏิกูลอย่างไร ปฏิกูลด้วยสี ปฏิกูลด้วยกลิ่น ปฏิกูลด้วยรส ปฏิกูลด้วยการสั่งสมระคนกัน ปฏิกูลด้วยการแปดเปื้อน ปฏิกูลด้วยการไหลเข้าไหลออก

เมื่อ สนใจพิจารณากลับไปกลับมาแล้วสิ่งต่างๆ เหล่านี้ย่อมปรากฏเพราะมันมีอยู่ในกายทั้งนั้น เมื่อเห็นความปฏิกูลก็จะเห็นความไม่เที่ยงความผันแปรเปลี่ยนแปลงของสิ่ง ต่างๆ ในร่างกาย เมื่อเห็นความไม่เที่ยงก็จะเห็นทุกข์ ว่าสิ่งต่างๆ ในร่างกายนี้มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์เกิด ทุกข์แก่ ทุกข์เจ็บ ด้วยโรคภัยต่างๆ ทุกข์จนตายไม่ได้อะไรเลยในกายนี้ ไม่มีอะไรเป็นของเรา ใจไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายเลย ใจไม่มีอำนาจบังคับบัญชาให้กายเป็นไปตามความประสงค์พอใจได้ ว่าอย่าแก่ก็แก่ อย่าเจ็บเลยก็เจ็บ ว่าอย่าตายเลยก็ตาย ไม่มีอะไรป้องกันต้องตายและทรัพย์สมบัติทั้งสิ้น ไปไม่ได้อะไร


บันทึกการเข้า
wondermay
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: 11 มีนาคม 2554 14:24:23 »

สาธุ


อ่านครั้งแรกยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่หนูจะอ่านจนกว่าจะเข้าใจมากขึ้น
บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 13 มีนาคม 2554 12:52:05 »




ทุกขสัจ ทุกข์จริงๆ ทุกข์จนตาย ใจอยากได้กายก็อยากได้ทุกข์ เมื่อ ยังไม่ตายก็ทุกข์ด้วยการดูแลบริหารรักษา ทุกข์ยากลำบาก มองดีๆ พิจารณาด้วยปัญญา โอ้โฮ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ทำไมจะมาหลงว่าเป็นสุข สุขที่ไหน นั่งก็ทุกข์ นอนก็ทุกข์ ยืนก็ทุกข์ เดินก็ทุกข์ ทำอะไรก็ทุกข์ เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์จนตายไม่ได้อะไรใจ จะมาหลงอะไรเป็นของเรา ทุกข์ของธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็มันเป็นธาตุเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเราเลย ใจจะมาหลงเอาอะไร ใจจะมายึดเอาอะไรถือไม่ได้ ตายเผาทิ้งไว้ในพื้นแผ่นดินนี้เอง

เพราะ ใจยึดทุกข์เป็นตัวตน ใจจึงต้องเป็นทุกข์เพราะใจยินดีในทุกข์ จึงได้แสวงหาทุกข์ เพราะใจหลงในทุกข์ว่าสุข ทั้งที่กายเป็นทุกข์แท้ๆ ใจยังหลงว่ามันเป็นสุข สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ กายสังขารก็เป็นทุกข์ วจีสังขารก็เป็นทุกข์ จิตสังขารการนึกคิดปรุงแต่งก็เป็นทุกข์ ใจน่าจะรู้ความจริงไม่น่าหลง ไม่น่ายินดีไม่น่ายึดมั่นถือมั่น ทั้งๆ ที่สังขารมีจริง เป็นจริงแสดงความจริงอยู่แล้วแต่ใจไม่รู้จริง นี้แหละใจมันหลงเสียจริงๆ ใจหลงไม่รู้ตามความเป็นจริงของสังขาร ใจจะรู้จริงได้ต้องฝึกฝนอบรมปัญญา เครื่องเห็นจริงให้มีขึ้น ใจจะมีปัญญาเห็นจริง ใจก็ต้องเชื่อกรรม การกระทำของใจ เชื่อว่าใจทำกรรมชั่วได้ ใจก็ต้องทำกรรมดีได้ ถ้าคนเราจะทำได้แต่กรรมชั่ว คือ โลภ โกรธ หลง ทำกรรมดีคือให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ไม่ได้แล้ว ก็จะไม่มีคนดี คำที่ว่าพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหันต์ก็จะไม่มีในโลก

ดูประวัติของท่านซิ อย่างนายพรานปุกกุมิต อย่างนางสิริมา อย่างนางกุณฑลเกสา อย่างพระองคุลีมาล ท่านทำกรรมชั่วกรรมไม่ดีมาทั้งนั้น เช่น การฆ่าสัตว์ การเสพกาม ในเวรห้า เวรแปด เวรสิบนี้ พระสาวก พระสาวิกา ท่านได้ทำมาทั้งนั้น เพราะใจมันยังหลงไม่รู้จริงว่าอะไรเป็นบาป เมื่อท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าสอน ท่านก็เกิดความรู้และเข้าใจ กลับแก้ตัวทำกรรมดีจนท่านบรรลุพระอรหันต์ได้

ฉะนั้นเรื่องกรรมนี้จึงต้องใช้ปัญญาขบให้แตก กรรมคือการกระทำ กายทำกรรมชั่วก็ได้ กายทำกรรมดีก็ได้ วาจาพูดชั่วเป็นวจีทุจริตก็ได้ วาจาพูดดีเป็นวจีสุจริตก็ได้ ใจทำชั่วเป็นมโนทุจริตก็ได้ ใจทำดีเป็นมโนสุจริตก็ได้ ใจเชื่อกรรมไหม ถ้าใจของทุกคนทำได้แต่โลภ พยาบาท มิจฉาทิฏฐิแล้ว ก็มีแต่คนชั่วคนไม่ดี เต็มบ้านเต็มเมืองจะไม่มีคนดี ไม่มีนักปราชญ์ บัณฑิต ไม่มีพระอริยะ

นี่พระอริยะเจ้ามีนะ บัณฑิตมีนะ นักปราชญ์มีนะ คนดีมีนะ เพราะท่านเหล่านั้น
ท่านกลับแก้ตัวนั่นเอง ท่านเชื่อกรรมว่าคนเราทำกรรมชั่วได้ก็ทำกรรมดีได้ ใช้ ปัญญาพิจารณากรรมเพื่อเลือกเฟ้นแยกแยะออก ดูเหตุผลแห่งกรรม ที่ตัวเองและบุคคลอื่นทำอยู่ว่าเมื่อทำกรรมชั่วแล้วมันได้รับผลชั่วอย่างไร เช่น ทำปาณาติบาต คือฆ่าสัตว์ เราไปฆ่าเขาถึงตาย ให้เขามาฆ่าเราถึงตายจะเป็นอย่างไรดีไหม ถ้าฆ่าแต่ยังไม่ตาย ยิงแต่ไม่ตาย แทงแต่ไม่ตาย ตีแต่ไม่ตาย เป็นเจ็บปวดทุกข์ทรมานนี้ดีไหม ก็จะมองเห็นได้ดีทีเดียวว่าไม่ดีแน่ นี้แหละตัวบาป ทำบาปมันให้ผลเป็นทุกข์อย่างนี้ จะได้ทำบาปทางกายก็ใจทำบาป ใจโลภแล้วฆ่า ใจโกรธพยาบาทแล้วฆ่า ใจเห็นผิด เห็นว่าฆ่าสัตวดีจึงได้ใช้กายไปฆ่า ใจเป็นตัวเหตุแห่งการกระทำกรรมชั่ว กรรมไม่ดีทุกประเภท

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าคนเราจะดีก็เพราะกรรม จะชั่วก็เพราะกรรม ถ้าใครทำกรรมดีก็ได้ดีมีความสุข ถ้าใครทำกรรมชั่วก็ได้ชั่วมีความทุกข์ จะชี้ให้เห็นเหตุอย่างใจโกรธพยาบาทอย่างนี้ จะเป็นใจใครก็ช่าง ใจพระราชาโกรธก็เป็นทุกข์ ใจอัครมเหสีโกรธก็เป็นทุกข์ ใจฟ้าชายโกรธก็ เป็นทุกข์ ใจฟ้าหญิงโกรธก็เป็นทุกข์ ใจนายพลโกรธก็เป็นทุกข์ ใจนายพันโกรธก็เป็นทุกข์ ใจนายร้อยโกรธก็เป็นทุกข์ ใจพ่อค้าโกรธก็เป็นทุกข์ ใจชาวนาโกรธก็เป็นทุกข์ ใจชาวสวนโกรธก็เป็นทุกข์ ใจโกรธแล้วจะเป็นใจของชนชาติไหนก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น ใจโกรธแล้วจะเป็นใจใครก็ชั่วทั้งนั้น เป็นทุกข์เดือดร้อนทั้งนั้น

ฉะนั้นในทางพุทธศาสนา ท่านจึงแสดงไว้ว่าคนจะดีก็เพราะกรรม จะชั่วก็เพราะกรรม ถ้าใจไม่โกรธแล้วใจใครก็ดีทั้งนั้น ฉะนั้นเรื่องทำกรรมนี้จึงควรจะสนใจดูให้มาก ใจทำแท้ๆ เหตุผล มันอยู่ที่ใจทำ กรรมก็ใจทำ วิบากผลสุขและทุกข์ก็ใจเป็นผู้เสวยก็น่าจะรู้ น่าจะเห็น แต่ใจไม่รู้กรรมที่ใจทำ ใจไม่เห็นกรรมที่ใจทำ เมื่อมีความทุกข์ใจขึ้นมาก็ไปโทษแต่เรื่องอื่นไม่ดี ว่าเป็นเพราะเขาด่าเรา เขาติตียนนินทาเรา เขาทำสิ่งของๆ เราให้เสียหาย ลมพัดก็ไปโทษลม เหยียบหนามก็ไปโทษหนาม ตำตอก็ไปโทษตอ ตัวเองไม่ติตัวเอง ธรรมารมณ์ดีและชั่วเป็นธรรมของโลก มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ ใจจะไปยินดี เขาก็เกิดแล้วดับไปอย่างนั้น ใจจะไปยินร้ายโกรธเกลียดชังเขา เขาก็เกิดแล้วดับไปอย่างนั้น ใจจะไปลุ่มหลงมัวเมา เขาก็เกิดขึ้นดับไปอย่างนั้น ธรรมโลก

โลก นี้เขาเป็นอย่างนี้ ใจไม่รู้เท่า ท่านจึงเรียกว่าใจหลงในสังขารอัน
ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ใจหลงในสังขารอันเป็นทุกข์ว่าสุข ใจหลงในธรรมทั้งปวงอันไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา ใจหลงไม่รู้จริงทั้งรูปทั้งนาม ใจหลงไม่รู้จริงทั้งธรรมภายในใจ ใจหลงไม่รู้จักบาปที่ใจทำ ใจหลงไม่รู้จักบุญที่ใจจะต้องทำว่าบุญคืออะไร ใจหลงไม่รู้จักทุกข์ ใจหลงไม่รู้เหตุเกิดทุกข ใจหลงไม่รู้ความดับทุกข์ ใจหลงไม่รู้ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับทุกข์ ใจหลง ใจไม่รู้ ใจมืดมนไปด้วยโมหะ อวิชชา แล้วจะไปสอนอะไร


บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 13 มีนาคม 2554 14:22:51 »





ตโม ตม ปรายโน มืดมาก็มืดไป อดีต ใจก็มืดมน ปัจจุบันใจก็มืดมน ปัจจุบันใจหลง ใจโลภ ใจโกรธ ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นบาปอย่างไร ใจทำอยู่ใจได้รับผลอยู่ ใจเป็นทุกข์เดือดร้อนอยู่เพราะกิเลสที่ใจทำกรรมที่ใจสร้าง ยังโยนเรื่องออกไปนอกใจ แล้วจะไปละอะไรนอกใจ ปหาน ละเสีย ท่านสอนให้ละกิเลส บาป อกุศลภายในใจ ใจไม่มีสติระลึกได้ภายในใจ ใจไม่อายบาป ใจไม่กลัวบาป ใจหลงลืมพลั้งเผลอ ใจก็ไม่อาย ใจหลงลืมพลั้งเผลอใจก็ไม่กลัว ใจโลภอยากได้ยินดีในรูปในนามใจก็ไม่ละอาย ใจโลภอยากได้ยินดีในรูปในนามใจก็ไม่กลัว ใจโกรธให้รูปให้นามใจก็ไม่กลัว เมื่อใจโลภ โกรธ หลงได้ไม่ละอายไม่กลัวแล้วใจก็ทำบาปได้ทุกประเภท ใจยึดถือก็ได้ ใจตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหนก็ได้ ใจยินดีในเวรห้า เวรแปด เวรสิบก็ได้ ใจทำนิวรณ์คือกามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกกุจจะ วิจิกิจฉาก็ได้ ใจลุ่มหลงมัวเมาในกิเลส กามและวัตถุกามก็ได้

เมื่อใจไม่ละอายไม่กลัวบาปแล้ว ก็สะสมกิเลสและทุกข์ เวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด เกิดมาแล้วก็แก่ เจ็บ ตาย เป็นเอนกอนันต์มาแล้วในอดีต น่าจะละอายน่าจะกลัว แต่โมหะความหลงมันครอบงำใจเสียแล้วไม่รู้จักบาปทั้งๆ ที่ใจทำอยู่ ไม่รู้ ไม่อาย ไม่กลัว เมื่อใจหลงไม่รู้จักบาปเสียแล้ว ใจจะเชื่อยังไง ทั้งๆที่ใจทำบาป ใจเป็นทุกข์ เดือดร้อนใจก็ยังไม่เชื่อว่าใจทำบาปได้บาป เพราะใจมืดบอดด้วยอวิชชาครอบงำ ใจไม่รู้ใจไม่เห็น ปัญญาเห็นใจทำบาปเป็นทุกข์เดือดร้อนไม่มี ไปโทษเสียแต่สิ่งอื่นนอกใจ
ไปโทษคนโน้นไปโทษคนนี้ ไปโทษผีสางนางไม้ ไปโทษเทวดาอารักษ์ ไปโทษกรรมเวรติดตามสนอง

                                  

ความจริงไปโทษกรรมนี้ถูก แต่ต้องดูกรรมให้ออกว่า
เรามีกรรมเป็นของๆ ตน ตนได้ทำกรรมอันใดไว้ ใจ ได้ทำความโลภไว้ไหม ใจได้ทำความโกรธไว้ไหม ใจได้ทำความหลงไว้ไหม ในอดีต โอย..หลงเสียมากมาย โลภเสียมากมาย หลงโลกลืมตายมาแล้วมากมายเป็นเอนกอนันต์ เพราะ ใจหลง ใจลืม ใจระลึกไม่ได้นี้เอง ใจจึงไม่ละอายบาป ใจจึงไม่กลัวบาป แม้จะได้รับผลของบาปประสบกับความทุกข์ต่างๆ ในอบายภูมิมาแล้ว แต่โมหะความหลงมันทำให้ลืมบาปเสีย ลืมความทุกข์ยากในอดีตเสีย หลงในปัจจุบันและหลงต่อไปในอนาคต

พระ พุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พิจารณาปัจจุบันคือเดี๋ยวนี้ ถ้าจะมองอดีตชาติแล้วมันไกล ตาไม่ดีจะมองไม่เห็น อนาคตเล่ามันก็ยังมาไม่ถึง อย่าไปมองเลยถ้าตาไม่ดีก็จะมองไม่เห็น ปัจจุบันเดี๋ยวนี้ใจโลภไหม ปัจจุบันเดี๋ยวนี้ใจโกรธไหม ปัจจุบันเดี๋ยวนี้ใจหลงไหม ใจหลงไม่รู้อะไรในปัจจุบัน ใจจึงไม่รู้จักทุกข์ว่าอะไรเป็นทุกข์

ที่ท่าน ว่าหลงไม่รู้ทุกข์
คือไม่รู้อย่างไร ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์คือไม่รู้อย่างไร ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์คือไม่รู้อย่างไร ถ้าใจรู้จริงรู้แจ้งหลงมันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ถ้าใจไม่รู้จริงแล้วก็จะหลงในทุกข์ว่าเป็นสุข หลงในเหตุให้เกิดทุกข์ ว่าเป็นเหตุให้เกิดสุข ใจก็สร้างตัณหาความอยากได้ทุกข์ แสวงหาทุกข์ต่อไปอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น อยากแล้วอยากอีกไม่รู้จักอาย ไม่รู้จักกลัว

อยากได้นามรูป
อันเป็นทุกข์ ใจก็เป็นทุกข์ ใจไม่อายใจไม่กลัว ใจจะมีความทุกข์ยากลำบากสักเพียงใดก็ยึดก็ถือ ถือมันเสียแล้วในตัณหา เป็นกามุปาทาน ถือมั่นความยินดี ยินดีได้ ถือมั่นได้ ใจไม่อายไม่กลัวเลย กล้ายินดี กล้ายึดมั่น ถือมั่น เมื่อไม่มีหิริ ความละอายบาป ใจไม่มีโอตตัปปะ ความเกรงกลัวบาปแล้ว ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาจะเจริญขึ้นได้อย่างไร

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 มีนาคม 2554 14:15:27 โดย เงาฝัน, เหตุผลที่แก้ไข: เพิ่มภาพค่ะ » บันทึกการเข้า
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7725


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 10.0.648.133 Chrome 10.0.648.133


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 13 มีนาคม 2554 16:14:07 »

สาธุ อนุโมทนาครับ
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 13 มีนาคม 2554 16:19:49 »




ศรัทธาก็แปลว่าความเชื่อ เชื่อกรรมเรียกว่า กัมมสัทธา กรรมก็คือการกระทำ ใจทำ ใจทำความโลภอยากได้ยินดีก็เป็นอกุศลกรรม เหตุให้เกิดทุกข์ภายในใจ ใจทำความโกรธพยาทอาฆาตจองเวรก็เป็นอกุศลกรรม เหตุให้เกิดทุกข์ภายในใจ ใจหลงใจและธรรมารมณ์อันเป็นธาตุเป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตาตัวตนเราเขาก็เป็น อกุศลกรรม เหตุให้เกิดผลอันเป็นทุกข์ภายในใจ
  
   หลงก็คือ โมหมูล ใจหลงว่าใจเป็นตน เมื่อหลงใจเป็นตนแล้วก็ไปหลงนามรูปว่าเป็นตน เมื่อหลงเป็นตัวตนของเราแล้วก็ไปหลงว่าเป็นตัวตนของเขาก็หลงว่าเป็นนั่นเป็น นี่ เราเป็นชาย เราเป็นหญิงนะ เราเป็นไทยนะ เราเป็นลาวนะ เราเป็นเจ๊กนะ เราเป็นแขกนะ เราเป็นฝรั่งนะ หลงว่าเรามีเราเป็นไปตามสมมุติต่างๆ มากมาย ก็สมมุติธาตุ รูปธาตุ นามธาตุ ทั้งนั้น รูปอะไรก็ไม่นอกเหนือออกไปจากรูปธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม นามธาตุก็ไม่นอกเหนือไปจากเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
  
   วิญญาณ ความรู้ก็วิญญาณธาตุ สังขารการปรุงแต่งต่างๆ ก็สังขารธาตุ สัญญาความจำต่างๆ ก็จำรูปธาตุนามธาตุ เวทนา สุข ทุกข์ อุเบกา ก็เวทนาธาตุ เมื่อย่นเข้ามาแล้วรูปนามทั้งปวงก็รูปธาตุนามธาตุ ใจหรือเรียกว่าจิตก็ธาตุรู้ บางคนไปเข้าใจว่าใจและจิตเป็นคนละอัน ไม่ใช่ ใจก็ธาตุรู้ จิตก็ธาตุรู้ ที่ท่านพูดว่าจิตแปดสิบเก้าดวงนั้นหมายถึงจิตใจที่สัมปยุตกับสังขารการนึก คิดปรุงแต่งอันแยกออกไปเป็นกุศลจิตบ้างเป็นอัพยากตจิตบ้าง จิตใจก็คือธาตุรู้ สังขารคือความคิด คิดไปทางบุญก็รู้บุญ คิดไปทางบาปก็รู้บาป คิดอย่างกลางๆ ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็รู้กลางๆ ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป
  
   สังขารคือความนึกคิดปรุงแต่งตัวนี้มีอวิชชาความไม่รู้เท่าเป็นปัจจัยอุดหนุนในปฏิจจสมุปบาท ท่าน จึงชี้ว่าอวิชชาเป็นปัจจัยให้มีสังขารการปรุงแต่ง สังขารเป็นปัจจัยให้มีวิญญาณความรู้ไปตามเรื่องของสังขารที่ปรุงแต่ง ปรุงแต่งไปมากก็รู้ไปมาก ทวนกลับ วิญญาณจะดับก็ต้องดับสังขาร สังขารจะดับต้องดับอวิชชาความไม่รู้ก็คือโมหะ หลงไม่รู้ ใจหลงไม่รู้เท่าสังขาร หลงไม่รู้ว่าเป็นธาตุเป็นอนัตตา เพราะหลงว่าใจอันเป็นธาตุเป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตาตัวตน
  
   เมื่อ ใจไม่รู้สังขารการปรุงแต่งก็ไปหลงว่าสังขารเป็นตน หลงว่าตนนึกคิดปรุงแต่งต่อไปอีก ทั้งๆ ที่สังขารเป็นทุกข์ก็ไปหลงว่าเป็นสุข ทั้งๆ ที่สังขารไม่เที่ยงก็ไปหลงว่าเที่ยง ทั้งๆ ที่กายสังขารปฏิกูลก็ไปหลงว่าเป็นสวยงาม ใจหลงแล้วหลงอีกอยู่อย่างนั้นไม่ละอายไม่กลัว แต่ใจหลงอย่างเดียวก็เป็นเอนกอนันต์ ใจหนาแน่นไปด้วยโมหะความหลง ใจดื้อด้านเพราะหลง ใจว่ายากสอนยากเพราะหลง
  
   ยิ่งท่านสอนอนัตตา สุญญตา แล้วยิ่งงงใหญ่ มืดแปดด้านเพราะมองไปที่ไหนมีแต่อัตตาตัวตน เราเขาทั้งนั้น ใจไม่รู้ไม่เห็นความเป็นธาตุเป็นอนัตตา ใจไม่รู้ใจเป็นธาตุเป็นอนัตตา ใจไม่รู้สังขารเป็นธาตุเป็นอนัตตา เพราะมืดคือโมหะความหลงใหญ่โตครอบงำใจเสียแล้ว หลงอย่างหน้าดื้อ หลงอย่างหน้าด้าน หลงอย่างไม่อาย หลงอย่างไม่กลัว หลงแล้วหลงอีก ใจหลงว่าใจเป็นตน หลงว่าสังขารเป็นตนจะละได้ด้วยอะไร จะละหลงออกจากใจได้ก็ต้องรู้อนัตตา รู้ใจเป็นธาตุเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่เป็นเราไม่มีเรา เป็นนั้นเป็นนี้มีแต่ธาตุสมมุติ ธาตุว่างเปล่าจากตัวตนเราเขา เมื่อใจรู้แจ้งเห็นจริง หลงว่ามีตัวตนเราเขาจึงจะสูญสิ้นไปจากดวงใจ สุญญตวิโมกข์ ใจว่างจากความหลง
  
   เมื่อว่างจากตัวตนเราเขาไม่มีแล้ว ใครจะโลภใครจะโกรธ ใครจะยึดมั่นถือมั่นเพราะเราไม่มี มีแต่ธรรมธาตุ ธรรมดา ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม ใจที่รู้แจ้งเห็นจริงนี้เรียกว่าใจมีวิชชา ใจเห็นจริงเรียกว่าใจมีปัญญา ปัญญาเห็นจริง เกิดขึ้นเพราะใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ ใจจะตั้งมั่นได้เพราะใจมีวิริยะ เพียรวิตกวิจารอยู่ในธรรมที่เป็นอารมณ์ของสมาธิ ใจจะมีความเพียรเพราะใจมีศรัทธาเชื่อกรรม ใจจะเชื่อว่าใจทำกรรมดีจักได้ดี ใจทำกรรมชั่วจักได้ชั่วเพราะใจมีหิริความละอายบาป ใจมีโอตตัปปะความเกรงกลัวต่อบาป
  
   เมื่อ ใจอายบาปกลับบาปแล้ว ใจก็น้อมไปในการทำบุญ ความเพียรบำเพ็ญบุญกุศลก็เกิดขึ้นเป็นลำดับ ความเพียรบำเพ็ญทานการให้ก็เจริญขึ้น ความพยายามรักษาศีลก็เจริญขึ้น ความเพียรพยายามทำใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิก็เจริญขึ้น ความพยายามฝึกฝนอบรมปัญญาพิจารณาสังขารโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นสุญญตาก็เจริญขึ้น วิชชาใจรู้อนิจจัง ใจรู้ทุกขัง ใจรู้อนัตตา ใจรู้สุญญตาก็เจริญขึ้น


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 มีนาคม 2554 22:36:02 โดย เงาฝัน, เหตุผลที่แก้ไข: จัดหน้าค่ะ » บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 16 มีนาคม 2554 14:38:57 »




  เมื่อใจรู้แจ้งหลง อวิชชาดับ วิมุตติ ใจหลุดพ้น วิสุทธิ ใจหมดจดสะอาดปราศจากอวิชชา สันติ ใจสงบ นิพพาน นิพพาน นังปรมังสุขขัง ไม่ต้องไปถามใคร ปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะใจ ใจยังหลงอยู่หรือใจสิ้นจากความหลง มีญาณความรู้เกิดแล้วภายในใจ ใจหลงอยู่ก็มีภพมีชาติ ใจสิ้นจากความหลง ก็สิ้นภพสิ้นชาติอยู่จบพรหมจรรย์
  
   ปัญหา หัวใจอันเดียวนี้แหละ เป็นปัญหาที่คนเราเป็นอันมากแก้ไม่ตกเพราะไม่สนใจในการที่จะแก้กิเลสภายในใจ จริงๆ ไม่สนใจในอุบายที่จะละกิเลส สนใจแต่จะทำกิเลสเพิ่ม ใจเคยหลงมาแล้วก็ทำความหลงในสังขารเพิ่มขึ้นไป ใจเคยโลภมาแล้วก็ทำความโลภเพิ่มขึ้นไป ใจเคยโกรธมาแล้วก็ทำความโกรธพยาบาทอาฆาตจองเวรเพิ่มขึ้นไป ใจเคยยึดถือมาแล้วก็ทำความยึดถือเพิ่มขึ้นไป ใจเคยตระหนี่มาแล้วก็ตระหนี่ขี้เหนียวเพิ่มขึ้นไป
  
   กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด ใจสร้างขึ้นใจทำขึ้นเพิ่มเติมจนหนาแน่น ใจไม่ละอายเลยใจไม่กลัวเลย ยกให้กรรม นี้ละหนอคนหนอ กรรมจริงๆ ไม่อายกรรม ไม่กลัวกรรม ใจคุณช่างกล้าเสียจริงๆ ใจคุณผู้ชายก็กล้า ใจคุณผู้หญิงก็กล้า กล้าหลงได้ทั้งๆ ที่เป็นธาตุเป็นอนัตตาก็หลงเสียว่าเป็นอัตตาตัวตนได้ หลงรูปร่างกายว่าเป็นตัวเป็นตน ทั้งๆ ที่มันตายแล้วก็เผาก็ฝังให้เห็นอยู่ หรือไม่เคยเห็น คนตายหรือสิ่งที่ตายมันตายนะ สิ่งที่ไม่ตายก็ไม่ตาย แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็เพียงสักว่าเป็นธาตุ สังขารธาตุ ไม่มีเรา ไม่เป็นเรา ว่างเปล่าตัวตนเราเขา
  
   ใจรู้ไหม ถ้าใจรู้จริงรู้แจ้งใจคงว่างจากอวิชชาความหลง ขอให้ใจว่างจากความหลงเสียเถิด อย่าไปหลงว่ามีตัวตนเราเขาเลย เพราะหลงมันทำให้ใจเป็นทุกข์ ใจหลงว่ามีตัวตนเราเขาใจก็เป็นทุกข์ขึ้นมา เมื่อใจรู้แจ้งว่าเป็นธาตุเป็นอนัตตา ละหลงว่าเป็นอัตตาออกจากใจ ใจก็จะหลุดพ้น วิมุตติ เมื่อใจพ้นจากความหลงใจก็พ้นทุกข์
  
   ใจ พ้นทุกข์กับใจเป็นทุกข์ข้างไหนดีคุณว่า ความเป็นทุกข์ก็ใจทำเอา ความพ้นทุกข์ก็ใจทำเอา ใจหลงว่าใจเป็นตนใจก็เป็นทุกข์ขึ้นมา ใจรู้ว่าใจเป็นธาตุเป็นอนัตตา ละหลงว่าเป็นอัตตาออกจากใจ ใจก็สงบใจก็สุขสันติ นิพพาน พุทโธรู้ใจ พุทโธใจรู้ ทำให้มาก กำหนดให้มาก พิจารณาให้มาก จนใจรู้แจ้งเห็นจริงภายในใจ ใจมีอยู่แต่ไม่รู้แจ้งเห็นจริงภายในใจ ใจมีอยู่แต่ไม่รู้แจ้งเห็นจริง วาจามีอยู่แต่ไม่รู้แจ้งเห็นจริง เหมือนหน้าทุกคนมีอยู่ ทั้งตาก็ดีแต่มองไม่เห็นหน้าตัวเองต้องอาศัยแว่นคือกระจกส่องจึงจะเห็นหน้า ตัวเองฉันใด ใจของคนเรามีอยู่ทั้งนั้นแต่ไม่รู้ว่าทำอกุศลกรรมคือย่างไร ใจทำกุศลกรรมคืออย่างไร ต้องอาศัยแว่นคือพระธรรมเป็นเครื่องส่อง เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้ใดเห็นตนผู้นั้นเห็นธรรม" เห็นธรรมก็เห็นตน เห็นตนก็เห็นธรรม เหมือนคนสร้างแว่นขึ้นมาแล้วก็เอาแว่นมาส่องดูตน ใจสร้างอกุศลกรรมและกุศลกรรมขึ้นมา ก็เอากุศลกรรมนั้นแหละมาพิจารณา ละอกุศลกรรมภายในใจ เพื่อละถอนปล่อยวาง ใจหลงก็ทำวิชชาความรู้ขึ้นมาเพื่อละหลงออกจากใจหลง ใจว่าเป็นตนก็สอนใจให้รู้อนัตตาขึ้นมา เพื่อละหลงว่าเป็นอัตตาออกจากใจ ใจเคยหลงมามากมายต้องสอนใจให้นึกพุทโธรู้ใจ เป็นธาตุเป็นอนัตตาให้มากๆ จนกว่าจะรู้ได้ว่าละหลงสิ้นไปแล้วจากใจ มีแต่ธรรมชาติของใจคือธาตุรู้ ไม่หลงว่าสิ่งใดๆ เป็นตนเป็นของๆ ตน
  
   บทธรรม สวากขาโต นี้เป็นแว่นที่จะส่องดูตนได้เป็นอย่างดี ถ้าตาไม่บอดแล้วรับรองต้องเห็นแน่ ท่านทรงแสดงไว้ว่า "สวากฺขาโต ภคฺวตา ธมฺโม" ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วคือกุศลธรรมทุกประเภท เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ อย่างนี้ท่านว่าดี มีความสุขความสบาย คนหรือสัตวก็อยู่เป็นสุข ถ้าไปฆ่ากันเสียแล้วไม่ดีเป็นทุกข์ถึงตาย ถ้าใครว่าฆ่าสัตว์มันดีก็ลองให้เขาฆ่าคนนั้นดูซิว่าจะดีจริงไหม ไม่ดีแน่ อย่าว่าแต่คนเลยแม้สัตว์เดรัจฉานเขาก็ไม่ปรารถนา
  
   การ ลักขโมยไม่ดี การเสพกามไม่ดี การพูดปดไม่ดี การดื่มสุราไม่ดี การกินข้าวแลงไม่ดี การดูการฟังฟ้อนรำขับร้องดนตรีดีดสีตีเป่าไม่ดี การนอนเสื่อยัดด้วยนุ่นและสำลีไม่ดี ความยินดีในเงินและทองไม่ดี คนมีศีลท่านเรียกว่าคนดี คนที่ไม่มีศีลคือคนเวรห้า เวรแปด เวรสิบ ท่านเรียกว่าคนไม่ดีเป็นคนทุศีล เป็นคนชั่ว ให้พิจารณาเทียบกันดูซิว่าคนฆ่าสัตว์กับคนไม่ฆ่าสัต์ข้างไหนดี คนลักทรัพย์กับคนไม่ลักทรัพย์ข้างไหนดี คนดื่มเหล้ากับคนไม่ดื่มเหล้าข้างไหนดี คนกินข้าวแลงกับคนไม่กินข้าวแลงข้างไหนดี คนดูหนังดูละครฟังร้องรำทำเพลงเครื่องขับประโคมดนตรีดีดสีตีเป่า กับคนไม่ดูไม่ฟังข้างไหนดี คนประดับประดาตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของหอมเครื่องย้อมเครื่องทาต่างๆ กับคนไม่ประดับประดาข้างไหนดี คนยินดีในเงินและทองกับคนไม่ยินดีข้างไหนดี ให้พิจารณาเทียบกันดูก็จะรู้ได้ว่าคนมีศีลกับคนไม่มีศีลข้างไหนดีจริง
  
   เรา จะมองเห็นได้ว่าคนไม่มีศีลมันมากเหลือเกิน คนที่ไม่มีศีลเขาต้องการเป็นคนไม่ดีอย่างนั้นหรือ ศีลอันเป็นเครื่องวัดของคนดีท่านก็สอนไว้แล้ว แต่ไม่ชอบทำตาม ไม่ชอบปฏิบัติ ต้องการเป็นคนแดีแต่ไม่ทำดี จะได้ดีเป็นที่พึ่งอย่างไร ตัวเองเป็นคนทุศีลทำไม่ดีจึงทำให้ตัวเองและสัตว์อื่นเดือดร้อนเป็นทุกข์ เพราะกรรมชั่วกรรมไม่ดีที่ตนทำ
  
   เมื่อเราต้องการเป็นคนดีแล้วก็ต้องน้อมนำศีลมาเป็นข้อปฏิบัติ เมื่อเราปฏิบัติดีในศีลแล้วต่อไปก็ปฏิบัติดีในสมาธิ หาอุบายทำจิตให้ตั้งมั่น จะกำหนดลมหายใจเข้าออกหรือพิจารณาภายในอาการสามสิบสองโดยความเป็นของปฏิกูล กลับไปกลับมาเป็นอนุโลมปฏิโลมจนกว่าจะเกิดอุคคหนิมิตในกายส่วนใดส่วนหนึ่งจน รู้แน่วแน่มั่นคง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
หรือจะกำหนดแต่ลมหายใจเข้าออกจนรู้แน่วแน่มั่นคง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 มีนาคม 2554 14:47:38 โดย เงาฝัน » บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 21 มีนาคม 2554 15:28:30 »




   การทำสมาธิก็เป็นการละนิวรณ์ห้าคือ *กามราคะ ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา *(กำหนัด ขัดเคือง เซื่องซึม ฟุ้งซ่าน สงสัย)นิวรณ์ห้าเป็นฝ่ายอกุศลจิต ทำลายสมาธิ ใจตั้งมั่นเป็นสมาธิไม่ได้ สมาธิดีแต่ใจทำไม่ได้เพราะใจไปทำชั่ว ทำไม่ดี ต้องดูใจทำให้ออก เมื่อใจมุ่งหวังสมาธิความตั้งมั่นจริงๆ ก็ต้องฉลาดในอุบาย ต้องเลือกเฟ้นอุบายต่างๆ ที่จะทำให้ใจตั้งมั่น เมื่อใจมี ฉันทะ ความพอใจในสมาธิแล้ว วิริยะ ความเพียรย่อมเป็นไป จิตก็ฝักใฝ่ในอุบายจะทำให้ใจตั้งมั่น วิมังสะ การตรวจตรองพิจารณาเหตุผลของการทำสมาธิ ก็ประพฤติเป็นไป ความตั้งมั่นแห่งจิต เมื่อมีอิทธิบาทธรรมเป็นเครื่องอุดหนุนแล้วย่อมสำเร็จ
   
   เมื่อ ใจปฏิบัติดีในสมาธิแล้วปัญญาวิปัสสนาก็เกิดขึ้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เขามีอยู่แล้วทั้งรูปธรรมและนามธรรม เมื่อใจมีปัญญาเกิดขึ้นก็เห็นได้เองเลยว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นธาตุ เป็นอนัตตา เมื่อใจเห็นใจรู้จะไปหลงอยู่ทำอะไรหนอ เมื่อใจรู้ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงก็ละหลงว่าเที่ยงออกจากใจ ใจก็หลุดพ้น เมื่อใจรู้ว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ก็ละหลงว่าเป็นสุขออกจากใจ ใจก็หลุดพ้น เมื่อใจรู้ว่าธรรมทั้งเป็นเป็นธาตุเป็นอนัตตาก็ละหลงว่าเป็นอัตตาออกจากใจ ใจก็หลุดพ้น ใจหลุดพ้นจากความหลง ไม่หลงว่ามีตัวตนเราเขาในธาตุทั้งหลาย สังขตธาตุก็รู้ รู้ว่าเป็นธาตุ สูญเปล่าจากตัวตนเราเขา
   
   ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา วิชชา วิมุตติ จะมีขึ้นได้เพราะหิริโอตตัปปะ ถ้าใจไม่ละอายบาป ไม่กลัวบาปแล้ว โมหะความหลงก็ครอบงำ ใจมืดมนไม่รู้อะไรเป็นบุญ เมื่อใจไม่รู้จักบญก็ทำบุญยาก เมื่อไม่รู้จักบาปก็ละบาปยาก ทั้งๆ ที่ใจทำบาปอยู่ แต่ไม่รู้จะไปละยังไง ใจตระหนี่เหนียวแน่นในวัตถุข้าวของเงินทองอยู่ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นบาปอย่างไร เอาทรัพย์ไปฝังไว้ตายแล้วก้ไปเกิดเป็นผีเฝ้าทรัพย์ เพราะหลงในทรัพย์ว่าเป็นของเรา ก็เกิดความตระหนี่ขี้เหนียว ก็เลยต้องตายไปเกิดเป็นผีเฝ้าเหมือนปู่โสมเฝ้าทรัพย์นั้นเอง
   
   ความ ตระหนี่เป็นอันตรายต่อการให้ทาน เป็นมลทินเครื่องเศร้าหมองของใจ ไม่พอใจในการให้ การบริจาค บุญกุศลส่วนทานบารมีจะแก่กล้าเข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร นี้แหละใจหลง ใจตระหนี่ มีแต่บาปจะเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่ใจทำบาปก็ไม่รู้ เพราะหลงตระหนี่ขี้เหนียว เป็นบาปก็ไม่รู้เพราะหลงว่าเป็นของๆ เรา เงินเราทองเรา วัตถุข้าวของๆ เรา
   
   อะไรเป็นธาตุไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันเป็นธาตุอะไร ก็ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมนั้นเอง หลงว่าเป็นของๆ ตน กล้าตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหนจนตายไปเป็นผีเฝ้าทรัพย์ นี้แหละกรรม กรรมใครทำ ใจทำไม่ใช่หรือ ใจ หลง ใจตระหนี่ ใจยินดี ใจยินร้าย ใจยึดถือ จะให้ใครละ ใจต้องละจึงจะหลุดพ้น ใจจะละได้ต้องมีสติระลึกได้ ใจจึงจะเชื่อกรรมที่ใจทำ ความเพียรระวัง เพียรละ เพียรเจริญมรรคคือ ศีล สมาธิ ปัญญาอันเป็นเครื่องปหานกิเลส ก็จะประพฤติเป็นไป คำว่า ปหาน ละ เสีย ตัวนี้จะรวดเร็วเพราะคุณธรรมสามอย่างปรากฏภายในใจ คุณธรรมสามอย่างคืออะไร คือใจเห็นชอบ ใจรู้ชอบ ใจละ วิมุตติ ใจก็หลุดพ้น วิสุทธิ์ สันติ นิพพาน
   
   ใจต้องการความ หลุดพ้นแต่ละกิเลสไม่ได้ เพราะปัญญาสัมมาทิฏฐิอ่อนไป ให้เอาสัมมาทิฏฐิ เห็นชอบกับมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดเทียบกัน ใจเห็นชอบใจเห็นผิด ใจเห็นอย่างไรเรียกว่าเห็นผิด ใจเห็นอย่างไรเรียกว่าเห็นชอบ ใจเห็นชอบ ใจละชอบ ใจรู้ชอบ ใจละชอบ วิมุตติใจหลุดพ้น ใจเห็นผิด ใจละผิด ใจรู้ผิด ใจละผิด คำว่าละผิดคือละกิเลสไม่ได้แต่เกิดความสำคัญว่าตนละได้ สำคัญว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ ใจยังมีมานะความสำคัญมั่นหมาย ใจยังไม่หลุดพ้นจากความสำคัญมั่นหมาย การละกิเลสออกจากใจนั้นมันง่ายสำหรับผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิแก่กล้า เป็นของยากยิ่งสำหรับคนที่มีกิเลสแก่กล้า จะพิจารณาเทียบกันแต่เพียงว่าคนมีศีลห้ากับคนไม่มีศีลห้า ข้างไหนมากกว่ากัน เทียบเท่านี้ก็พอจะรู้ได้
   
   ฉะนั้นเมื่อเราต้องการเป็น คนดีจริงๆ จงน้อมนำศีล สมาธิ ปัญญามาเป็นข้อปฏิบัติ ต้องทำจริงสอนใจให้รู้สอนใจให้ทำ เมื่อใจทำจริงของจริงย่อมปรากฏภายในใจ สิ่งที่จะทำให้ใจรวดเร็วในการบรรลุวิมุตติคือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบตามความเป็นจริงของสมมุตติและปรมัตถ์ สัมมาญาณ รู้ชอบตามความเป็นจริงของสมมุติและปรมัตถ์ สัมมาวิมุตติ ใจหลุดพ้นชอบจากความยึดมั่นถือมั่นว่าเรามีเราเป็น สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาที่เห็นชอบตามความเป็นจริงในสมมุติที่สมมุติว่าเป็นตัวตนเราเขา ก็คือสมมุติธาตุ สมมตุติว่าเป็นใจเราใจเขาก็ธาตุรู้ สมมุติว่ากายเรากายเขาก็ธาตุสี่ สมมุติออกไปมากมายก่ายกองเป็นเรื่องของธาตุ สมมุติธาตุ ถ้าใจรู้เท่าทันสมมุติไม่หลงก็วิมุตติหลุดพ้น สมมุติว่าเป็นใจเราใจเขาก็ธาตุรู้ ธาตุรู้คือใจเป็นธาตุเป็นอนัตตา โดยปรมัตถ์ที่ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ ก็เพื่อจะให้รู้เท่าเป็นธาตุเป็นอนัตตา เพื่อละหลงว่าเป็นอัตตาตัวตนออกจากใจ ใจเห็นชอบ ใจละชอบ ละหลงออกจากใจ ใจก็หลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นจากความหลงไม่หลงในสมมุติ ยินดี ยินร้าย ยึดถือ มันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ใจละยึด ใจหลุดพ้น ใจละยินดี ใจหลุดพ้น ใจรู้จริงรู้แจ้งในสมมุติและปรมัตถ์ ละหลง ใจก็หลุดพ้น วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน รู้ได้เฉพาะใจเลย ไม่ต้องไปถามใคร


บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 21 มีนาคม 2554 20:41:05 »




   สิ่งที่ทำให้ใจเนิ่นช้าในการบรรลุวิมุตติคือ มิจฉาทิฏฐิ เห็น ผิด รู้ผิด พ้นผิด จิตยังไม่หลุดพ้น แต่สำคัญว่าตนหลุดพ้น  ใจยังสำคัญว่ามีตัวตน สำคัญมียินดีก็มี เมื่อสำคัญมียินร้ายก็มี เมื่อยินดียินร้ายมีความเห็นว่ามีตัวตนมีเรามีเขาย่อมมี เมื่อเห็นว่ามีตัวตน เรา เขา มีความไม่รู้จริงในสมมุติและปรมัตถ์ก็ย่อมมี จุดเด่นที่สำคัญในคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าให้รู้เท่าสมมุติ อย่าไปหลงกับสมมุติ นี้แหละสอนเท่าไรก็หลงกับสมมุติว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขาอยู่อย่างนั้นแหละ
   
   ท่านสอนว่าใจก็ธาตุรู้นะ รูปก็ธาตุสี่นะ นามธรรมก็นามธาตุ เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ วิญญาณธาตุ ใจก็ธาตุรู้ เป็นธาตุ เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา ไม่เป็นเรา อย่าไปหลงธาตุว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา เมื่อใจรู้จริงรู้แจ้งไม่หลง ละหลงออกจากใจได้ใจก็หลุดพ้น เท่านั้นเอง
   
   ใจจะรู้แจ้งทั้งสมมตุติและปรมัตถ์นี้ต้องมีบุญบารมีที่ได้สร้างมาแก่กล้าสมควรจะรู้แจ้งเห็นจริงได้ ถ้าบารมีอ่อนกิเลสกล้าแล้วก็เป็นของยากยิ่งทีเดียว ทำไมบุญบารมีจึงอ่อนกิเลสบาปอกุศลจึงแก่กล้า เพราะใจคนชอบบาป พอใจทำบาป บาปมันจึงได้มาก จะให้ทานนิดหน่อยตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหนมากมาย รักษาศีลก็นิดหน่อย ยินดีในเวรห้า เวรแปด เวรสิบมากมาย ทำสมาธินิดหน่อย ทำนิวรณ์ห้าคือ กามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉานั้นมากมาย เห็นสังขารว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานั้นนิดหน่อย ความเห็นว่าสังขารเป็นสุขเป็นอัตตาตัวตนนั้นมากมาย ความรู้ว่าธรรมทั้งปวงเป็นธาตุเป็นอนัตตานั้นนิดหน่อย ความลุ่มหลงมัวเมาในธรรมทั้งหลายทั้งปวงว่าเป็นอัตตาตัวตนเราเขานั้นมากมาย
   
   ฉะนั้น คนที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้จึงมีน้อยนักเพราะใจคนชอบทำบาปมากกว่าชอบทำบุญ ใจชอบโลภอยากได้ยินดีมากกว่าชอบให้ทาน ใจชอบโกรธพยาบาทอาฆาตจองเวรมากกว่าชอบรักษาศีลและเจริญเมตตา ใจชอบลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสกามและวัตถุกามมากกว่าชอบภาวนาเจริญสมถะและ วิปัสสนา
   
   ฉะนั้นเมื่อใจคนเราชอบทำกรรมชั่วมากกว่ากรรมดีแล้ว จึงเป็นของยากที่จะทำบุญให้แก่กล้าเข้มแข็งได้ จนพระพุทธเจ้าท้อใจว่าจะไม่สอนใคร ในคราวที่พระองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ เพราะท่านพิจารณาอวิชชาความไม่รู้ความหลงตัวนี้แหละ ว่าใจคนมันหลงมัวเมาในกิเลสกามและวัตถุกามมากจริงๆ ไปสอนก็จะไม่รู้ไม่เข้าใจ จะเสียเวลาเหนื่อยเปล่าๆ จะไม่ได้ประโยชน์อะไร ต่อมามีพรหมมาอาราธนาขอให้แสดงธรรมโปรดว่าบุคคลผู้อาจรู้ธรรมได้มีอยู่ พระองค์ทรงพิจารณาแล้วรู้ว่าผู้ที่อาจรู้ธรรมได้มีอยู่จริงแต่น้อยนัก อาศัยเมตตาจึงทรงตกลงพระทัยเทศนาโปรด ซึ่งพระองค์หยิบยกเอาที่สุดสองอย่างคือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ขึ้นชี้ว่าเป็นของไม่ควรเสพเพราะ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์แก่ผู้ทำ เป็นธรรมอันเลวทรามต่ำช้า เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา ไม่ใช่ไปจากข้าศึกคือกิเลส เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ประกอบความเหน็ดเหนื่อยให้แก่ตนเปล่าๆ และชี้มรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อละกาม และทรงแสดงถึงความรู้ความเห็นในอริยสัจคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่าเป็นของจริง ความเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ทุกข์จริงๆ ทุกข์จนตายไม่ได้อะไร
   
   ตัณหาความอยากเป็นสมุทัยเหตุให้ทุกข์ เกิดขึ้นแก่ใจจริงๆ เพราะอยากได้กายอันเป็นทุกข์ ถ้าใจละตัณหาเสียได้ทุกข์ใจจึงจะดับไป ศีล สมาธิ ปัญญานี้เป็นมรรคหรือข้อปฏิบัติเพื่อละตัณหา เมื่อใจต้องการละตัณหาแล้วจงปฏิบัติตามมรรคคือศีล สมาธิ ปัญญา นั้นเถิด มรรคนี้ท่านได้รับรองเอาไว้แล้วว่าเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ได้จริง เพราะพระองค์ได้ทรงทำมาแล้ว ได้รู้แจ้งเห็นจริงภายในใจแล้ว เมื่อท่านต้องการรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว จงปฏิบัติให้จริงทำให้จริง ทุกข์จะรู้ได้จริงที่ใจ สมุทัยตัณหาจะรู้ได้จริงที่ใจ นิโรธจะรู้ได้จริงที่ใจ เมื่อใจละตัณหามรรคจะรู้ได้จริงที่ใจ เมื่อใจปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาจริงๆ ของจริงสี่อย่างนี้จะรู้แจ้งเห็นจริงภายในใจเอง ไม่ต้องลังเลสงสัยไปถามใคร มันอยู่ที่ใจทำจริงอะไร ถ้าใจทำสมุทัยตัณหาจริงผลที่ได้รับก็คือทุกข์ใจจริงๆ ถ้าใจทำมรรค ศีล สมาธิ ปัญญาจริงๆ แล้ว ผลที่ได้รับก็คือนิโรธ นิพพานต้องบรรลุได้จริง
   
   ฉะนั้นกรรมคือการกระทำมันอยู่ที่ใจ พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้แล้วว่า "ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ" ฉะนั้นเมื่อเรามีใจกันทั้งนั้น ควรจะตั้งสติระลึกได้ภายในใจมากำหนดพิจารณาใจว่า ใจทำอะไร ถ้าใจทำบุญกุศลมรรคผลจริงๆ แล้วก็ต้องรู้ได้จริงภายในใจ ถ้าใจทำบาปอกุศลจริงก็ต้องรู้ได้จริงภายในใจ เพราะผู้รู้ก็คือใจ สิ่งที่ใจทำใจก็ต้องรู้ ถ้าใจทำบาปอกุศลก็ปรับปรุงแก้ไข เช่น ใจหลงก็สอนใจให้รู้ ใจเห็นผิดก็สอนใจให้เห็นถูก เมื่อใจเห็นถูก รู้ถูก ละถูก วิมุตติใจหลุดพ้นจากอาสวกิเลสก็รู้แจ้งเห็นจริงได้ภายในใจ
   
   ทำไมพระสาวก สาวิกาบางองค์ท่านรู้ได้เร็วนัก สามารถบรรลุมรรคผลได้เพียงฟังภาษิตข้อเดียว เช่น พระยสกุลบุตร บรรลุมรรคผลได้เพราะได้ฟังอริยสัจธรรมเพียงครั้งเดียว พระอุคคเสน ได้บรรลุมรรคผลเพียงได้ฟังภาษิตข้อเดียว สันติอำมาตย์ ได้บรรลุมรรคผลเพียงได้ฟังภาษิตข้อเดียว นางเขมา ได้บรรลุพระอรหันต์เพียงได้ฟังภาษิตข้อเดียว นางปฏาจารา ได้บรรลุพระอรหันต์เพราะได้ฟังภาษิตเพียงสองข้อ สังกิจจสามเณร เห็นผมตกเวลาปลงผมบรรลุพระอรหันต์ บัณฑิตสามเณร ใช้อุบายพิจารณาน้ำ พิจารณาคนถากไม้ คนดัดลูกศร น้อมมาเป็นอุบายฝึกใจ สอนใจ บรรลุพระอรหันต์
   
   อย่างบัณฑิตสามเณรนี้ท่านสอนใจตนเองไม่ให้คนอื่นสอน นี้แสดงให้เห็นว่าท่านมีปัญญาฝึกตนสอนตน ผู้ มีปัญญาแล้วสามารถจะพิจารณา รูปธรรมนามธรรมทุกประเภทมาเป็นอุบายสอนใจได้ทั้งนั้น เพราะรูปธรรมและนามธรรมเป็นอารมณ์ของสมถะและปัสสนาได้ทั้งนั้น ถ้าปัญญาอ่อน อินทรียอ่อน กิเลสกล้าแล้ว แม้ทุกข์และสมุทัยมีอยู่ที่กายที่ใจก็มองไม่เห็น เพราะมืดมน ไปด้วยอวิชชาปิดบัง
   
   ฉะนั้นจึงควรศึกษาให้รู้จักตนว่าเราเป็นคนประเภทใด เป็นคนประเภทอุคคติตัญญูอาจรู้ธรรมเมื่อท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง หรือเป็นประเภทวิปปจิตัญญูอาจรู้ธรรมในเมื่อท่านอธิบายเนื้อความของธรรมนั้นออกไปอีก หรือเป็นประเภทเนยยะ พอสั่งสอนให้รู้และเข้าใจไปทีละน้อย หรือเป็นประเภทปทปรมะ มีบาปอย่างยิ่งไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้เพราะการฟัง คือใจมันหลงมามืดมนไปด้วยอวิชชา บาปก็ไม่รู้จัก บุญก็ไม่รู้จัก อริยสัจก็ไม่รู้จัก เมื่อใจไม่รู้จักบาปจะไปสอนให้ละบาปได้อย่างไร เมื่อใจไม่รู้จักบุญแล้วจะไปสอนให้รู้จักบุญได้อย่างไร เมื่อใจไม่รู้อริยสัจแล้วจะไปสอนให้รู้อริยสัจอย่างไร

บันทึกการเข้า
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 22 มีนาคม 2554 22:34:43 »




   คนประเภทปทปรมะนี้มีมากเหลือเกิน ฉะนั้นเราควรรู้จักตนว่าเราเป็นคนประเภทไหน จะได้ปรับปรุงแก้ไขตนเอง เรา ช่วยเรา เราฝึกเรา เราสอนเรา เราพึ่งเรา ถ้าเราช่วยเราไม่ได้แล้วหมดทาง เพราะตนก็สอนตนไม่ได้ คนอื่นสอนมันจะเอาหรือ เมื่อตนไม่รักตนไม่เมตตาตนแล้วก็ต้องเป็นคนเปล่าจากบุญกุศล มรรคผลนิพพาน
   
   พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "บุคคลผู้รักตนก็ไม่ควรประกอบตนไว้กับกรรมชั่ว ผู้ทำกรรมชั่วได้ชื่อว่าเป็นผู้เบียดเบียนตน" ทำลายความดีของตนเสียเพราะทำกรรมชั่วก็จะได้รับแต่ผลชั่ว จะไปเอาดีที่ไหน เมื่อตนไม่ทำเอาดี ไม่ทำบุญจะเอาบุญที่ไหนเป็นที่พึ่ง ไม่ทำเอากุศลมรรคผล นิพพานจะไปเอากุศลมรรคผลนิพพานที่ไหนเป็นที่พึ่ง
   
   ประเทศไทย เป็นเมืองพุทธ มีวัดวาศาสนามีพระภิกษุสามเณร มีคำสอนของพุทธศาสนา แต่แล้วคุณดูซิคนที่ปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนาจริงๆ มีกี่คน คนที่พอใจในการให้ทาน รักษาศีล ภาวนาจริงๆ มีกี่คน เมื่อจะเอาเทียบกันแล้ว คนทำบุญจริงๆ มีน้อยมาก คนทำบาปมีมากมายทั้งๆ ที่เขาอ้างว่าตนนั้นนับถือพระพุทธศาสนา คนตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหนมากกว่าคนที่พอใจทาน คนที่ยินดีทำเวรห้า เวรแปด มากกว่าคนยินดีรักษาศีล คนที่จิตใจทำนิวรณ์ห้ามีมากกว่าคนที่ทำจิตใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ คนที่ลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในกิเลสกามมากกว่าผู้เจริญวิปัสสนา พิจารณาสัขขารเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คนที่รู้จริงรู้แจ้งใจละหลงเสียได้ ใจหลุดพ้นยิ่งจะมีน้อยมาก
   
   กรรมหนอกรรมจริงๆ ชอบทำแต่กรรมชั่ว ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ต้องการเป็นคนชั่วแต่พอใจทำ ฉะนั้น กรรมชั่วจึงให้ผลเป็นทุกข์แก่บุคคลที่ทำอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง ฆ่ากัน ลักขโมย ปล้นจี้ ฉกชิงวิ่งราว ประพฤติในกาม พูดปดหลอกลวง ดื่มสุราเมรัย ทำเวรห้านี้ ทำความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น ฉะนั้นเมื่อเรานับถือพุทธศาสนา ต้องพิจารณาตนเองว่า เราทำตามคำสอนของพระพุทธศาสนาแท้จริงไหม เมื่อพิจารณาตนรู้ตน เห็นตน กรรมที่ตนทำอยู่จะปรากฏ เมื่อตนทำกรรมชั่วกรรมไม่ดีก็จะเกิดความละอายแก่ใจว่าไม่น่าเลยหนอ เราต้องการเป็นคนดีไม่น่าจะไปทำกรรมชั่วกรรมไม่ดีเลย ใจก็จะคิดเลิกละกรรมชั่ว ใจก็จะพอใจในการทำกรรมดี เพราะการทำกรรมชั่วมันให้ผลเป็นทุกขให้เห็น กลัวต่อการทำกรรมชั่วใจก็จะพอใจในการทำกรรมดี พอใจในการให้ทานรักษาศีลภาวนาบำเพ็ญบุญบารมีให้แก่กล้า เข้มแข็ง เมื่อ ใจพอใจแล้ว วิริยะความเพียร บำเพ็ญบุญกิจประพฤติเป็นไป จิตก็จะฝักใฝ่ในบุญกุศล ปัญญาตริตรองพิจารณาเหตุผลในกรรมการกระทำ ก็จะเห็นได้ภายในใจ เป็นสันทิฏฐิโกใจเห็นได้เอง ใจก็จะเชื่อกรรมมั่นคงว่าเราทำกรรมดีได้ดี จะได้ดีมีความสุขเพราะเราทำเอาทั้งนั้น เมื่อใจเชื่อกรรม ใจเชื่อผลแห่งกรรม ใจก็เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่าท่านตรัสรู้ของจริง ทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของจริงทีเดียว เกิดมาแล้วต้องแก่จริง ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จริง ตายจริงเสียด้วย เบื้องปลายต้องทอดทิ้งร่างกายไว้ในพื้นแผ่นดินนี้
   
   ทุกข์จนตายมีขึ้นมาได้เพราะตัณหานี้เอง ใจอยากได้ทุกข์ ใจจึงมาเกิดในกายนี้ ได้กายใหม่มาก็เหมือนกายเก่านั้นแหละ เกิดมาแล้วก็ต้องแก่ เจ็บ ตาย เหมือนกัน ไม่ได้อะไรในกาย เมื่อใจรู้ ใจเห็น ใจก็จะละตัณหา ความอยากออกจากใจ เมื่อใจละใจถอน ใจปล่อยวาง ตัณหาทุกข์ใจก็จะดับสิ้นไป นิโรธ นิพพานังก็จะปรากฏแจ่มแจ้งภายในใจ
   
   ฉะนั้นจงเชื่อกรรม การกระทำภายใน ใจเห็น ใจทำกรรม ทำ กรรมชั่วได้ชั่วก็สำเร็จแล้วด้วยใจ ทำกรรมดีได้ดีก้สำเร็จแล้วด้วยใจ ความรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจธรรมก็สำเร็จแล้วด้วยใจ การบรรลุพระโสดาก็สำเร็จแล้วด้วยใจ การบรรลุพระสกิทาคาก็สำเร็จแล้วด้วยใจ การบรรลุพระอนาคาก็สำเร็จแล้วด้วยใจ การบรรลุพระอรหันต์ก็สำเร็จแล้วด้วยใจ จงทำเอา เมื่อใจต้องการมรรคผลจงทำเอา ได้แน่ ไม่ต้องสงสัย ทำบุญต้องได้บุญ ทำบาปต้องได้บาป เมื่อใจต้องการบุญกุศลมรรคผล นิพพานแล้ว ตั้งอิทธิบาทธรรมคือ ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความเพียร จิตตะ ฝักใฝ่ วิมังสะ หมั่นตรวจตรองพิจารณาเหตุผลของกรรมภายในใจแล้วต้องสำเร็จได้แน่นอนโดยไม่เหลือวิสัย
   
   ฉะนั้น ขอท่านผู้ปรารถนาบุญจงได้บุญ ปรารถนากุศลจงได้กุศล เป็นผู้รู้ผู้ฉลาด ท่านปรารถนามรรคผล นิพพาน ขอจงให้สำเร็จดังความมุ่งมาดปรารถนาทุกประการเทอญ
   
   สพฺพทานํ ธมฺมมทานํ ชินาติ     ให้ธรรมเป็นทานย่อมชนะการให้ทั้งปวง
   
   สพฺพรสํ ธมฺมสโส ชินาติ          รสแห่งพระธรรมย่อมชนะซึ่งรสทั้งปวง
   
   สพฺพรติ ํ ธมฺมรติ ชินาติ           ความยินดีในพระธรรมย่อมชนะซึ่งความยินดีทั้งปวง


บันทึกการเข้า
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7725


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 10.0.648.151 Chrome 10.0.648.151


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 22 มีนาคม 2554 22:35:41 »

สาธุ อนุโมทนาครับ
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 3.6.15 Firefox 3.6.15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 22 มีนาคม 2554 23:24:49 »




   
   เย ราคารตฺตานุปตนฺติ โสตํ
   สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ
   เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา

   อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย

   
จิตของบุคคลที่ถูกราคะย้อมแล้ว ย่อมตกไปสู่กระแสแห่งตัณหา
เหมือนดังแมลงมุมตกไปที่ใยของตนทำเองฉันนั้น
ผู้มีปัญญาตัดกระแสแห่งตัณหานั้นแล้ว เป็นผู้ไม่ใยดี
ย่อมละเว้น จากทุกข์ทั้งปวง

   
นางเขมาได้ฟังภาษิตนี้แล้วได้บรรลุพระอรหันต์
 
 
   
   โย จ วสฺสสตํ ชีเว อุปสฺสํ อุทฺทยพฺพยํ
   
   บุคคลพึงมีชีวิตเป็นอยู่ได้ร้อยปี แต่ไม่เห็นความคิดเกิดขึ้น
และความดับไปของสังขาร ความมีชีวิตเป็นอยู่
เพียงวันเดียวของท่านผู้เห็น
ความเกิดขึ้นและดับไป
ของสังขาร
ประเสริฐกว่า

   
นางปฏาจารา ได้ฟังภาษิตข้อนี้แล้วบรรลุพระอรหันต์
   

 
   พาหิยะ สิ่งใดเธอได้เห็นเพียงสักว่าได้เห็น
   สิ่งใดเธอได้ยินเพียงสักว่าได้ยิน
   สิงใดเธอทราบเพียงสักว่าได้ทราบ

   
   พาหิยะ ได้ฟังเท่านี้แล้วบรรลุพระอรหันต์




   นี่ แหละท่านที่บรรลุพระอรหันต์ได้รวดเร็วนี้ล้วนแต่เป็นผู้มีบารมีอินทรีย์อัน แก่กล้า สมควรจะบรรลุพระอรหันต์ได้จึงจะได้บรรลุ ถ้าบารมีอินทรีย์อ่อนแล้วก็บรรลุไม่ได้ ต้องสร้างบารมีเพิ่มเติมต่อไปอีก และอบรมบ่มอินทรีย์ต่อไปจนกว่าจะสมควรแก่การบรรลุมรรคผล
   
   ฉะนั้นผู้มุ่งหวังการบรรลุมรรคผลนิพพานต้องใช้วิริยะความเพียรบำเพ็ญไปเถิด ความสำเร็จต้องมีแน่นอน ความเพียรเป็นทั้งวิริยะบารมี ความเพียรเป็นทั้งองค์มรรค คือสัมมาวายาโม ความเพียรเป็นทั้งองค์อิทธิบาท ความเพียรเป็นทั้งพละ ความเพียรเป็นทั้งอินทรีย์ ความเพียรเป็นทั้งโพชฌงค์องค์ตรัสรู้
   
   วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ บุคคลจะล่วงพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร ช้าหรือเร็วก็อยู่ในความเพียรนี้เอง ถ้าฉลาดในความเพียรก็อาจรวดเร็ว ถ้าไม่ฉลาดก็อาจช้าหน่อย ถ้าช้าก็มีทางเมื่อไม่ทอดทิ้งความเพียร พระพุทธเจ้าท่านรับรองเอาไว้แล้วในอิทธิบาทว่าเป็นเหตุแห่งความสำเร็จ หรือจะเพียรภาวนาพุทโธ พุทโธใจรู้ พุทโธรู้ใจ ทำให้มาก ใจรู้อะไร ใจรู้ทำอะไร เพียรพยายามภาวนาจนใจรู้จริง ใจรู้แจ้งละหลงออกจากใจได้ ใจหลุดพ้น วิสุทธิ สันติ นิพพาน ต้องรู้แจ้งเห็นจริงได้ภายในใจ
   
   สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเอาไว้ดีแล้ว
   พระองค์ตรัสเอาไว้ดีในเบื้องต้นได้แก่ศีล
   ตรัสไว้ดีแล้วในท่ามกลางได้แก่สมาธิ
   ตรัสไว้ดีแล้วในเบื้องปลาย
ได้แก่ ปัญญา วิชชา วิมุตติ
   
   สนฺทฏฐิโก  ธรรมนั้นเป็นของผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้เอง
   อกาลิโก  ธรรมนั้นให้ผลไม่อ้างกาลเวลา
   เอหิ ปสฺสิโก  ธรรมนั้นเป็นของที่ควรจะเรียกร้องผู้อื่นให้มาดูได้ ว่าท่านจงมาดูเถิด
   โอปนยิโก  ธรรมนั้นเป็นของที่ควรจะน้อมนำมาในตน น้อมธรรมนั้นมาสอนใจ
   ปจฺจตฺตํ เวทิตตฺโพ วิญฺญู หีติ  ธรรมนั้นเป็นของควรที่จะรู้ได้เฉพาะตน รู้ได้เฉพาะใจดังนี้ฯ
   
   บทธรรมสวากขาโต นี้เป็นธรรมเครื่องพิสูจน์ความจริงและเป็นธรรมเครื่องตัดสินได้ว่าดีจริง หรือไม่ดี เป็นของผู้ปฏิบัติรู้เห็นได้ด้วยใจตนเอง โดยไม่ต้องอ้างกาลเวลา ดูได้เลยที่กาย วาจา ใจ เป็นธรรมที่รู้ได้เฉพาะใจเสียด้วย จึงเป็นอันว่าไม่ต้องลังเลสงสัย จึงตัดสินกรรมคือการกระทำได้เฉพาะตนเองดังนี้ฯ
   
   
โยนิโส วิจิเน ธมฺเม   พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย
จนฺทวโร ภิกฺขุ   หลวงพ่อบุญจันทร์
     
คัดลอกจากหนังสืออัตโนประวัติ พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร



http://agaligohome.fx.gs/index.php?topic=3085.0
นำมาแบ่งปันโดย.. baby@home
Pics by : Google
ใต้ร่มธรรมดอทเน็ต * อกาลิโกโฮม
อนุโมทนาสาธุที่มาทั้งหมดมากมายค่ะ

บันทึกการเข้า
คำค้น: ธรรมโอวาท 
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
อาการป่วย : พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร
ธรรมะจากพระอาจารย์
เงาฝัน 0 1237 กระทู้ล่าสุด 03 มีนาคม 2554 12:23:59
โดย เงาฝัน
กลับสมุทัยให้เป็นมรรค- พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร
ธรรมะจากพระอาจารย์
เงาฝัน 0 2086 กระทู้ล่าสุด 03 มีนาคม 2554 12:55:22
โดย เงาฝัน
การบรรลุของพระพุทธเจ้า - พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร
ธรรมะจากพระอาจารย์
เงาฝัน 0 1162 กระทู้ล่าสุด 03 มีนาคม 2554 15:09:46
โดย เงาฝัน
คาถาเสกใบไม้กิน พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร
บทสวด - คัมภีร์ คาถา - วิชา อาคม
เงาฝัน 0 2595 กระทู้ล่าสุด 03 มีนาคม 2554 16:46:35
โดย เงาฝัน
ธรรมสุดท้าย - พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร
ธรรมะจากพระอาจารย์
เงาฝัน 0 1381 กระทู้ล่าสุด 03 มีนาคม 2554 18:27:59
โดย เงาฝัน
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.095 วินาที กับ 33 คำสั่ง

Google visited last this page 29 ธันวาคม 2563 14:15:03