[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
30 กันยายน 2563 07:06:52 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 3 คำสาป ขัดขวางเส้นทางแห่งความรัก (พระริวโนะสุเกะ โคอิเกะ)  (อ่าน 1175 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มดเอ๊ก
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +8/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 4640


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 50.0.2661.271 Chrome 50.0.2661.271


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 26 สิงหาคม 2559 05:29:44 »




3 คำสาป ขัดขวางเส้นทางแห่งความรัก

พระริวโนะสุเกะ โคอิเกะ แนะนำว่า มีคำสาปอยู่ 3 ประการ ที่ขัดขวางเส้นทางความรัก หากแก้ไขได้แล้ว คุณจะไม่อกหักทั้งชีวิต

1. คำสาปเรื่องโลภะ

ในทางพุทธศาสนา โลภะ คือ พลังงานทางจิตที่รู้สึกพอใจต่อสิ่งเร้าที่เข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้งหก ได้แก่ ตา หู จมูก ปาก กาย และความคิด และพยายามจะดึงเข้ามาเพราะต้องการสิ่งนั้นอีก

เช่น การที่หัวใจพองโตเมื่อมีคนบอกว่า “ชุดนั้นน่ารักจัง” เป็นเพราะเสียงของอีกฝ่ายซึ่งเป็นคลื่นเสียงนั้นมากระทบกับประสาทสัมผัสที่เรียกว่า การได้ยิน เข้า แล้วคำสาปที่เป็นโลภะก็เริ่มทำงานและเกิดปฏิกิริยาขึ้นว่า “อ๊ะ ช่างเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้รู้สึกดีจริงๆ เอาอีกๆ เพิ่มสิ่งเร้าด้วยการชมฉันอีกสิ” นั่นเอง

ในเวลานั้นคงจะสงสัยว่าการถูกความโลภควบคุมมีอะไรไม่ดีหรือ

หากเราได้ลองตอบสนองต่อ “การได้รับคำชม” ด้วยความโลภสักครั้งหนึ่งแล้ว การวางเงื่อนไขก็จะจารึกลงไปในจิตใต้สำนึกว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ “อยากให้ชม อ๊ะ ไม่ใช่สิ ต้องชมนะ” กล่าวคือเป็นการหว่านเมล็ดให้เรา “รู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อไม่ได้รับคำชม”

โลภะ คือ การวางเงื่อนไขของใจที่ทำให้เราต้องการสิ่งเร้าที่ถูกป้อนเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่ได้รับ จะเกิดความทุกข์อย่างแสนสาหัส

 

2.คำสาปเรื่องโทสะ

เมื่อสักครู่ ได้กล่าวไปแล้วว่า “โลภะ” เป็นพลังงานที่ดึงข้อมูลซึ่งถูกป้อนเข้ามาให้เกิดขึ้นซ้ำๆในทางตรงกันข้าม พลังงานที่คอยปฏิเสธ ผลักไส ทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากเห็นหรือไม่อยากรับฟังข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามานั้น ชื่อว่า “โทสะ”

ตัวอย่างเช่น เราคงไม่รู้สึกดีใจ หากเห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าเบื่อหน่าย และเมื่อนำมาวิเคราะห์ตามหลักพุทธศาสนาแล้ว มันคือการรับภาพที่อีกฝ่ายไม่ได้หันมาทางเรา ไม่แสดงสีหน้าความรู้สึกใดๆ ผ่านเข้ามาทางตา แล้วนำมาตัดต่อข้อมูลภายในสมองว่า “เป็นข้อมูลที่ไม่ชอบ”

กล่าวคือ โทสะ ไม่ใช่เฉพาะสภาพที่เป็นความโกรธปุดๆ เท่านั้น แต่รวมถึงพลังงานที่ผลักไสข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งของหัวใจเรา แม้เพียงเล็กน้อยก็ตามเมื่อเราถูก “โทสะ” เล่นงาน เราจะนึกอยากตำหนิอีกฝ่ายขึ้นมาว่า “นี่ ทำไมดูเบื่อขนาดนั้น” ทว่า นั่นเป็นเพียงการวางเงื่อนไขของใจที่เกิดขึ้นมาควบคุมให้รู้สึกอยากผลักไส ปฏิเสธภาพ “สีหน้าเบื่อหน่าย” ที่อยู่ตรงหน้าออกไปเท่านั้น

ลักษณะเด่นของ “โทสะ” คือ นอกจากใจจะเกิดความเครียดอย่างรุนแรงขึ้นมาในทันทีที่คิดว่า “อยากปฏิเสธ” แล้ว ภายในร่างกายยังหลั่งสารพิษที่ทำให้รู้สึกไม่สบายออกมาด้วย

ต่อไปมาดูกันว่า พลังงานกิเลสที่เป็น “โทสะ” นี้จะปรากฏออกมาในรูปแบบใดบ้าง

อันที่จริงการผลักไสสภาพที่ไม่เป็นไปตามที่ใจคิด เช่น “ความเหงา” “ความอิจฉา” “ความเสียใจในภายหลัง” ล้วนเกิดจากวัตถุดิบที่ผลิตพลังงานประเภทเดียวกันออกมา นั่นคือพลังงานโทสะ ยิ่งมีพลังงานโทสะมากเท่าใด เรายิ่งตกลงไปในความรู้สึกแง่ลบได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น

 

3.คำสาปเรื่องโมหะ

 ในบรรดากิเลสที่เป็นรากเหง้าทั้ง 3 นั้น กิเลสที่แข็งแกร่งที่สุดคือความหลง หรือที่เรียกว่า โมหะ

กิเลสที่รู้สึกดีกับข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และพยายามดึงข้อมูลนั้นเข้ามาคือ “โลภะ” กิเลสที่รู้สึกไม่ดีกับข้อมูลนั้นและพยายามผลักไสออกไปคือ “โทสะ” แต่หากเป็นสภาพใจลอย ไม่สนใจต่อสิ่งเร้าทั้งที่ทำให้รู้สึกดี และที่ทำให้รู้สึกไม่ดีนั้นคือ “กิเลสที่เป็นโมหะ”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร แต่หากเป็นช่วงที่ยังใหม่อยู่ เราจะมีความสนใจเป็นพิเศษ แต่หากเคยชินขึ้นมา เช่น ทิวทัศน์ที่เห็นทุกวัน หน้าของคนที่เจอทุกวัน ความสนใจก็ค่อยๆ จางไป เป็นพลังงานซึ่งเกิดขึ้นในใจที่พยายามเมินเฉยสิ่งเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ

เนื่องจากโดยปกติแล้ว ใจเราจะต้องการสิ่งเร้าที่มีพลังรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นแง่บวกหรือแง่ลบก็ตาม จึงชอบแล่นไปตามโลภะหรือโทสะ ดังนั้นเมื่อไม่มีสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดโลภะหรือโทสะมาอยู่ตรงหน้า เราก็จะเมินเฉยต่อความจริงที่อยู่ตรงหน้า แล้วหนีเข้าไปอยู่ในความคิดภายในสมอง ที่เรียกว่า ความทรงจำ เมื่อเราไม่รู้สึกสนใจเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังพูด รู้สึกว่าไม่มีสิ่งเร้า เราก็จะคิดล่องลอยไปถึงเรื่องในอดีตหรืออนาคตที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย

ข้อมูลจากหนังสือ ไม่อกหักทั้งชีวิต ]
โดย พระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ  สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ


จาก http://www.secret-thai.com/article/dharma/5836/reunosuke-book/

<a href="https://www.youtube.com/v/AfmqAB-IieE" target="_blank">https://www.youtube.com/v/AfmqAB-IieE</a>

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

ทิ นัง มิไฮ นัง มิจะนัง ทิกุนัง แปลว่า
ที่นั่ง มีให้นั่ง มึงจะนั่ง ที่กูนั่ง ทิ้งไว้เป็น
ปริศนาธรรม นะตะเอง
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.264 วินาที กับ 31 คำสั่ง

Google visited last this page 10 กันยายน 2563 03:15:53