[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
01 ตุลาคม 2563 02:59:03 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงปู่จันทา ถาวโร พระอริยะ ที่ได้สนทนา กับ ยมทูต  (อ่าน 1267 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มดเอ๊ก
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +8/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 4640


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 50.0.2661.273 Chrome 50.0.2661.273


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 08 ตุลาคม 2559 00:17:25 »




หลวงปู่จันทา ถาวโร พระอริยะที่ได้สนทนากับยมทูต



ครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2494 เมื่อออกพรรษาเป็นฤดูแล้ง ได้ไปพักอยู่ที่วัดเฉลียงลับ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์และได้ตั้งใจฝึกจิตภาวนาตามที่ครูบาอาจารย์คือหลวงปู่ทับได้สั่งสอนเอาไว้ โดยได้ให้คำสัตย์มั่นเอาไว้ว่าจะไม่ถือนอนเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน ไม่ถือฉันอาหารใดๆ จะทำความเพียรอยู่ในอิริยาบถ 3 คือ เดิน ยืน นั่ง เท่านั้น แล้วก็ตั้งใจมั่นอธิษฐานจิตว่า  “ถ้านรก สวรรค์ นิพพานมีจริง ก็ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงทรงบันดาลให้ได้เห็นในวันนี้หรือคืนนี้ จะได้สิ้นสงสัยว่า พระรัตนตรัยเป็น “นายะโก” ผู้นำโลกสามารถนำหมู่สัตว์ออกจากวัฏสงสารและทุกข์ได้จริง” จากนั้นหลวงปู่ก็ออกเดินจงกรม ก้าวขวาว่า “พุทโธ” ก้าวซ้ายว่า “ธัมโม” ก้าวขวาว่า “สังโฆ” เมื่อครบสามรอบแล้วก็ย่นคำบริกรรมเป็น ก้าวขวาว่า “พุท” ก้าวซ้าย “โธ” ทำอยู่อย่างนั้นไม่ได้กำหนดเวลา มีแต่เดินกับยืนวันยังค่ำ

พอจิตยึดมั่นกับพุทโธได้ไม่นานจิตก็ปล่อยวางพุทโธ เหลือแต่ผู้รู้อยู่กับสติพอจิตรวมลงไปนั้นจิตของท่านก็ได้วางกาย วางลม วางขันธ์ทั้งหมดลงจนได้ระดับสมาธิที่เรียกว่า “อุปจารสมาธิ” ขึ้นมาจนกระทั่งเวลาได้ล่วงไปถึงประมาณ ตี 2 กับ 30 นาที

ท่านก็ได้พบเห็นนิมิตผ่านเข้ามาเป็น “นายนิรยบาล 8 คน” เดินออกมาจากบ้านเฉลียงลับ รูปร่างสูงใหญ่มหึมาขนาดมนุษย์ธรรมดาถึงหกเท่า ทั้งหมดมีผิวเนื้อดำแดง สวมเสื้อผ้าสีแดง และมีผ้าแดงเคียนที่ศีรษะมือถือง้าวปลายแหลม เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าห่างประมาณ 2-3 วาเท่านั้น



นายนิรยบาลที่เป็นหัวหน้ากล่าวว่า

“ท่านอาจารย์ พวกข้าพเจ้าทั้งแปดคน เป็นนายนิรยบาลมาจากเมืองนรกจะมาเอาบุคคลผู้สิ้นอายุสังขาร ซึ่งเป็นหญิงสาวอายุ 16 ปี เขาหมดเกษียณภพชาติแล้ว พวกข้าพเจ้าได้ไปทำลายธาตุขันธ์เขาให้สิ้นลมแล้ว เดี๋ยวเขาจะตามมาภายหลัง”

หลวงปู่จันทาได้ถามออกไปว่า “พวกท่านคือนายนิรยบาลมาจากนรกจริงหรือ”

“จริงสิท่าน ผู้ที่ทำงานอยู่ในเมืองนรกเหมือนกับพวกข้าพเจ้านี้ เรียกว่า “นายนิรยบาล” นายนิรยบาลก็เปรียบเหมือนกับพลตำรวจ และมีจ่ายมบาลซึ่งเปรียบเสมือนท่านอธิบดีกรมตำรวจมีหน้าที่คอยควบคุมบัญชาการอีกที”

หลวงปู่จึงถามต่อไปอีกว่า “พวกท่านที่ได้ไปทำงานอยู่ในเมืองนรกนั้น ได้ทำคุณงามความดีหรือความชั่วอย่างไร”

นายนิรยบาลตอบว่า “ความดีทั้งหลายก็ทำความชั่วทั้งปวงก็ทำ ทำเอาหมดทั้งนั้นไม่เลือก เมื่อสิ้นชีวิตแล้วกรรมดีและกรรมชั่วนั้นจึงนำพาไปอุบัติบังเกิดเป็นนายนิรยบาล ผู้มีหน้าที่ต้องทำงานอยู่ในเมืองนรกอันหฤโหด”

หลวงปู่ได้โอกาสจึงถามต่อทันที “นรกนั้นอยู่ที่ไหน” นายนิรยบาลจึงคลายความสงสัยให้ฟังว่า

“เมืองนรกอันร้อนระอุนั้นอยู่ใต้ภูเขาเทวดาลงไป เป็นอีกเมืองหนึ่งต่างหากตั้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางของทั้งสามจังหวัด คือ เลย ชัยภูมิ และเพชรบูรณ์นรกนั้นเป็นสถานที่ที่ทุกข์ล้วนๆ หาความสุขไม่มีแม้แต่น้อยหนึ่งทุกข์เพราะสัตว์นรกจะถูกต้มด้วยน้ำร้อนและถูกสังหาร ด้วยหอกด้ามกล้า พร้าด้ามคม ของนายนิรยบาล เป็นทุกข์อย่างนั้น หาสุขไม่มีเลยแม้เศษเสี้ยววินาที”



หลวงปู่จึงได้ตั้งคำถามหนึ่งขึ้นมา เป็นคำถามที่แสดงให้เห็นถึงพลานุภาพของพระพุทธศาสนาที่จะช่วยให้คนพ้นนรกได้โดยท่านได้เริ่มว่า “คนเมืองไทยนี่คงจะไปนรกกันหมดใช่ไหม”

นายนิรยบาลตอบว่า “เปล่าหรอกท่าน คนที่มี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลธรรมอันดีงามนั้นจะไม่ได้ไปนรกถึงไปแล้วก็ไม่ได้ลงนรกหรอก”

หลวงปู่ถามต่อไปว่า “คนไทยนี้ไม่ว่าอยู่ใกล้ไกลเมื่อตายแล้ว พวกท่านต้องไปนำเขามาทั้งหมดใช่หรือไม่”

นายนิรยบาลตอบว่า “ใช่ คนในเมืองไทยนี้ไม่ว่าชาติใด ภาษาใด ศาสนาใดก็ล้วนมีรายชื่ออยู่ในบัญชีทิพย์ของจ่ายมบาลทั้งหมดเป็นระบบสากลเขาไปจดไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในที่ลี้ลับซับซ้อนอย่างไรก็ตามจะโกหกพกลมไม่ได้ทั้งนั้น”

หลวงปู่ได้รับทราบคำตอบถึงจำนวนนรกในเมืองไทยนี้ว่ามีมากมายรวมมี 4 ภาคก็ประมาณ 4 ขุมใหญ่ๆ และการที่คนต้องไปลงนรกกันก็เพราะมีความเห็นผิดในความเชื่อที่ผิดในทางศาสนา เพราะต่างคนต่างอวดว่า ศาสนาของตัวนั้นเป็นของดีเลิศประเสริฐแท้โดยมีความเชื่อและการปฏิบัติที่ผิดความจริง เช่นการเชื่อว่าฆ่าสัตว์ไม่บาป และจะมีผู้ที่คอยรับผลกรรมแทนให้

นายนิรยบาลจึงได้แจ้งแถลงไขเรื่องนี้ว่า

 “การพูดอย่างนั้นก็เป็นเรื่องของคนหูหนวก ตาบอดพูด พูดหลอกลวงโลกและคนอื่นให้หลงตามกันเท่านั้น เพราะเมื่อทำความชั่วลงไปแล้วก็ต้องได้รับผลของความชั่วนั้น และเมื่อทำความดีลงไปแล้วก็ต้องได้รับผลของความดีนั้นเช่นกัน

 เรื่องของกรรมดีหรือบุญนั้น จะส่งผลให้เห็นคนที่กระทำความดีจะเห็นเส้นทางที่เป็นความจริง คือเห็นว่าทางไปยังโลกมนุษย์และโลกสวรรค์มันจะเป็นเส้นทางที่สะอาดเตียนโล่งดีเหมือนกับเขาถางไว้ให้เรียบร้อยดีแล้วเส้นทางก็จะเป็นไปตามนั้นไม่มีผิดเพี้ยน  ส่วนเรื่องของคนที่ทำบาปหรือกรรมชั่วนั้น จะส่งผลให้เห็นไปว่าทางไปนรกนั้นเป็นของที่สวยงามแต่แท้จริงแล้วเป็นของที่อันตราย เส้นทางที่ดูสะอาดเตียนดี เขาก็จะเห็นเป็นเปลวไฟ เห็นสัตว์ทั้งหลายที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญมีเลือดอาบตัวอยู่ ก็สำคัญว่าเป็นกิจกรรมสนุกสนานรื่นเริงบันเทิง นั่นก็เป็นเพราะบาปกรรมทำให้เห็นเป็นอย่างนั้น ส่วนทางไปมนุษย์หรือไปสวรรค์นั้น เขาจะกลับมองเห็นว่าเป็นป่ารกชัฏ เป็นขวากหนาม”

หลวงปู่ได้ซักถามนายนิรยบาลต่อไปอีกด้วยคำถามที่น่าสนใจว่า

 “สัตว์ทั้งหลายต่างศาสนากัน เมื่อตายไปและถูกท่านนำไปสู่เมืองนรกอันหฤโหดแล้วท่านทำอย่างไรต่อไปกับพวกเขา”

นายนิรยบาลตอบว่า “เมื่อได้ไปถึงสถานที่นั้นแล้ว จ่ายมบาลจะถามว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ทำงานใดเลี้ยงชีพบ้าง สุจริตหรือไม่ บางคนก็ตอบว่าค้าขายบ้างก็ว่าทำไร่ ทำนา บ้างก็ว่ารับราชการต่างๆ กันไปโดยจะไม่สามารถโกหกได้เลย จากนั้นจ่ายมบาลจะถามต่อไปอีกว่า นับถือศาสนาอะไร

ซึ่งบางพวกก็ตอบว่า ศาสนาพุทธ บางพวกก็ตอบว่า ศาสนาคริสต์ อิสลาม ซิกส์ และ ฮินดู แตกต่างไป ทีนี้จ่ายมบาลจะถามถึงเทวทูตทั้ง 5 คือ ชาติ (ความเกิด) ชรา (ความแก่)  พยาธิ (ความปวดไข้) มรณะ (ความตาย) และ เหล่านักโทษในเรือนจำในนรกนั้นแต่ละคนพิจารณาเห็นเป็นไปอย่างไร โดยคำถามนั้นจะถามไปทีละศาสนา ตอนแรกก็จะถามศาสนาพุทธก่อน ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธทั้งหญิงชายก็ตอบว่า “เป็นทุกข์” ทั้งนี้เพราะอำนาจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นฝังอยู่ในใจของเขา จึงดลบันดาลจิตใจของคนเหล่านั้นให้เป็นปราชญ์ คนเหล่านี้มีความฉลาดรู้สิ่งทั้งปวงนั้น ตอบคำถามโดยไม่เก้อเขิน ไม่เดือดร้อนอาทรใจ องอาจกล้าหาญ ต่อจากนั้นจ่ายมบาลท่านก็จะถามอีกเรื่องข้อธรรมเรื่องการทำสมถะวิปัสสนากรรมฐาน และ ศีล สมาธิ ปัญญามีหลักพิจารณาเป็นอย่างไร”

นายนิรยบาลดูจะต้องการชี้ว่า หากเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาด้วยการยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ด้วยอำนาจของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่ฝังอยู่ในใจและเป็นสิ่งที่เขาปฏิบัติอยู่ เขาก็จะตอบได้โดยทุกๆ สรรพสิ่งในโลกเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และได้ตั้งคำถามที่น่าสงสัยอยู่ 4 ประการเป็นปริศนาว่า วัตร 6 คืออะไร วัตร 7 คืออะไร และสีมา 8 คืออะไร คนที่สำรวมกายวาจาใจไว้ได้และสร้างคุณงามความดีอยู่เป็นประจำก็จะตอบได้

จากนั้นจ่ายมบาลจึงว่า

“พวกท่านเป็นนักปราชญ์ฉลาดรู้จริง ได้รู้จักศาสนาที่ดี เป็นศาสนาที่ล้างบาปได้ เป็นศาสนาที่กลั่นกรองกิเลสได้จริง เป็นศาสนาที่บำเพ็ญบุญกุศลคุณงามความดีให้เกิดมีขึ้น เป็นศาสนาที่ป้องกันโลกคือหมู่สัตว์ไม่ให้ไปถึงอบาย ถึงไปก็ไม่ได้เสวยทุกข์วิบากในอบายนั้น ฉะนั้น พวกท่านจึงไม่ต้องไปตกนรก แต่จะได้กลับไปเกิดในเมืองมนุษย์อีก”

หลวงปู่จึงนึกถึงคำสอนที่ปฏิบัติมาได้ว่า

“นี่แหละคือเพราะอำนาจของ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า และศีลธรรมที่ได้ประพฤติปฏิบัติหมั่นเพียรอุตสาหะ ด้วยละเว้นความชั่วทั้งทางกาย วาจา ใจ ด้วยความเคารพศรัทธาเลื่อมใสนั้นติดตามรักษาอยู่เป็นนิจจะป้องกันให้ไม่ตกไปสู่โลกที่ชั่วได้ ดังพุทธภาษิตที่ว่า “ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะ จาริง แปลว่าผู้ประพฤติธรรม ธรรมย่อมรักษาไม่ให้ตกไปในโลกที่ชั่ว ธัมโม สุจิณโณ สุขะมาวะหิต ธรรมที่ประพฤติปฏิบัติมั่นคงดีแล้ว ทั้งกาย วาจา ใจ อบายไม่ได้ไปแน่นอน ไฟนรกไม่ได้ไหม้ จะมีแต่สุคติเป็นที่ไปล้วนๆ”

จ่ายมบาลเล่าต่อไปว่าหากผู้ใดรู้แจ้งเช่นนี้ก็จะสั่งให้นายนิรยบาลนำผู้ที่เคารพนับถือศาสนาที่รู้แจ้งเช่นนี้ได้กลับไปเกิดยังเมืองมนุษย์อีก ต่อมาจ่ายมบาลก็หันมาซักถามผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ ว่า “ศาสนาของท่านสอนอย่างไร” ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ศาสนาที่ดีหรือไม่ได้สอนให้พ้นทุกข์ ไม่ได้สอนให้เป็นคนดีนั้นก็ตอบว่า “ไม่รู้” จ่ายมบาลก็ถามเรื่องปริศนาธรรมอีกและหลักสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวกับคำสอนของศาสนาที่ดีทั้งหมด ก็ไม่มีใครตอบได้เลย จากนั้นจ่ายมบาลก็จะเรียกให้ยมทูตพาคนเหล่านั้นไปลงนรก ซึ่งก็แล้วแต่กรรมของสัตว์เหล่านั้นว่ามีมากน้อยเพียงใด บางจำพวกก็หมื่นปี บางจำพวกก็แสนปี ต่างถูกต้มด้วยน้ำร้อน และถูกสังหารด้วยหอกด้ามกล้า พร้าด้ามคมของนายนิรยบาล เป็นทุกข์ไปจนกว่าจะพ้นจากสถานที่นั้น เมื่อพ้นจากนรกแล้วก็จะต้องไปเป็นเปรต พ้นจากเปรตแล้วไปเป็นอสุรกายแล้วไปเป็นเดรัจฉานต่างๆ ท่องเที่ยวเกิดดับในภพน้อยภพใหญ่ ใช้กรรมใช้เวรอยู่อย่างนั้นไม่มีวันจบสิ้นได้ เป็นทุกข์ยากแสนลำบากไร้ทรัพย์ อับปัญญา เพราะความดีของตนไม่มี

นายนิรยบาลได้เล่าเรื่องต่างๆ ในเมืองนรกให้หลวงปู่ได้ฟังอย่างนั้น และก่อนจะจากไปนายนิรยบาลก็ได้กล่าวกับหลวงปู่ทิ้งท้ายไว้ “ท่านอาจารย์ บวชในพุทธศาสนาแล้วก็จงไปเทศน์แนะนำพร่ำสอนพี่ป้าน้าอา ให้เขาทั้งหลายเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง บำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา อย่าได้ลดละ ชีวิตร่างกายล้วนแต่เสื่อมสลาย พิจารณาธาตุขันธ์ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่เสมอ จึงจะเกิดความเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในโลกสงสารอีกต่อไป จิตใจจะเห็นว่าธาตุขันธ์ไม่พอกับความต้องการ ไม่นานก็จะพลัดพรากกันไปเท่านั้น แล้วจงบอกให้คนเหล่านั้นให้เร่งรีบสร้างบุญอย่าผัดวันประกันพรุ่ง รีบสะสมแต่บุญกุศล ทาน ศีล ภาวนากอบโกยเอาบุญกุศลใส่ตนไว้ จะมากจะน้อยประณีตปานใดก็เป็นของเราหมด ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ด้วยน้ำใสใจจริง แม้เพียงน้อยนิด ถึงไปแล้วก็ไม่ได้ตกนรกเป็นแน่นอน”

จากนั้นพวกนายนิรยบาลก็ลาจากไป



ต่อมาไม่นาน หลวงปู่ก็ได้เห็นว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกจากบ้านเฉลียงลับ เมื่อเดินมาถึงก็กราบหลวงปู่แล้วพูดว่า

“ท่านอาจารย์ ดิฉันหมดเกษียณภพชาติมนุษย์ จะได้ไปสู่เมืองนรก ใจร้อนเหมือนไฟ ขออนุโมทนาส่วนบุญกับท่านบ้างเถอะ”

หลวงปู่ก็เลยอุทิศส่วนบุญให้ว่า “แม่หนูน้อยจงตั้งใจยินดีในการโมทนารับส่วนบุญกับหลวงพ่อนะ บุญกุศลทั้งปวงที่ได้บำเพ็ญมา ขอแบ่งครึ่งให้นะแม่หนูน้อยจงตั้งใจโมทนารับเอาไปเถิด” เมื่อเธอได้รับบุญนั้นไปแล้วก็กล่าวว่า

“ใจร้อนๆ เมื่อสักครู่เมื่อได้รับส่วนบุญจากหลวงปู่แล้วใจก็เย็นสบายดี จะไปตกนรกไหม”

หลวงปู่จึงปลอบใจว่า

“ไม่ตกหรอกแม่หนูน้อย จงบริกรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ เสมอ อย่าได้ลดละ อย่าได้ประมาท เมื่อไปถึงนรกแล้ว จ่ายมบาลเขาจะซักไซ้ไต่ถามเรื่องเทวทูต ๕ และอำนาจของพุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่ฝังอยู่ที่จิตใจของแม่หนูน้อยนั้นจะตอบได้โดยเร็วพลัน สมบัติทั้งหลาย ทั้งปวงนั้นล้วนเกิดขึ้นจาก พุทโธ ธัมโม สังโฆ ทั้งนั้น”

เธอก็รับคำว่า “เจ้าค่ะ” จากนั้นก็กราบเสียสามครั้งแล้วขอลาออกเดินทางตามนายนิรยบาลไป หลวงปู่ก็จดจำรูปร่างลักษณะของสาวน้อยคนนั้นไว้ เป็นคนผิวขาว ไว้ผมยาว ใบหน้ารูปใบโพธิ์ สวมเสื้อผ้ากลางเก่ากลางใหม่ มีผ้าขาวเฉลียงบ่า นุ่งผ้าซิ่นมีลวดลายที่ปลายทั้งสอง

ในขณะนั้นเป็นเวลาตีสามกว่าแล้ว จิตก็เลยถอนออกจากสมาธิ พอจิตถอนออกแล้วได้ยินเสียงร้องไห้มาจากบ้านเฉลียงลับ ซึ่งวัดกับบ้านอยู่ไม่ไกลกัน พอตื่นเช้าก็ออกบิณฑบาต พอกลับมาถึงวัด ก็มีโยมที่เป็นผู้ชายนำอาหารอันประณีตมาถวาย แล้วจึงพูดว่า

“ท่านอาจารย์ครับ เมื่อคืนลูกสาวของข้าพเจ้า เธอได้ขาดใจตายเสียแล้ว เมื่อเวลาประมาณตีสาม”

ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเมื่อคืนนี้ตอนที่หญิงสาวคนนั้นไปหาหลวงปู่ในนิมิตนั้น ก็เป็นช่วงระยะเวลาตีสาม พอดีก็เลยพูดกับโยมด้วยความถ่อมตนไปว่า “อาตมาเพิ่งมาอยู่ใหม่ ไม่เคยพบเห็นลูกสาวของโยม แต่ก็จะแถลงไขให้ทราบ ลูกของโยมคนนั้นหมดเกษียณภพชาติเพียงแค่นั้นเพราะบุญเก่าเขาเอามาน้อย มีนายนิรยบาลแปดคน มาเอาตัวไปพวกนายนิรยบาลก็มาสนทนากับอาตมาอยู่ที่วัดนี้แหละ เขาบอกว่ามีหญิงสาวอายุแค่ 16  ปี หมดเกษียณภพชาติเพียงแค่นั้น แล้วทีนี้ลูกสาวของโยมเป็นคนผิวขาว ไว้ผมยาว ใบหน้ารูปใบโพธิ์ สวมเสื้อกลางเก่ากลางใหม่ มีผ้าเฉลียงบ่า นุ่งผ้าซิ่นมีลายคล้ายงูเหลือมใช่ไหม ”

“ใช่แล้วครับ มันไม่ผิดหรอก ลักษณะถูกต้องตรงทุกอย่าง”

“ลูกของโยม เป็นคนมีกิริยามารยาทดูงดงาม เรียบร้อย สุภาพ มีท่าทางเป็นนักปราชญ์ใช่ไหม”

“ใช่แล้วครับ ลูกของข้าพเจ้าเมื่อเกิดมาพอรู้เดียงสาแล้ว ถ้าเขาไม่ได้ทำบุญแล้วจะไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่ว่าจะมีงานบุญบวช บุญกฐิน หรือบุญอะไรที่ไหนใกล้หรือไกล ที่บ้านน้อยเมืองใหญ่ เป็นต้องไปร่วมทั้งนั้น บางทีก็ไปนานเป็นสิบวันหรือยี่สิบวัน แล้วกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ”

พอหลวงปู่ได้ฉันเช้าเสร็จแล้ว โยมผู้เป็นทายกก็นิมนต์ไปทำพิธีเพื่อเผาศพลูกสาวของเขาตั้งแต่เช้า เมื่อไปถึง หลวงปู่เปิดฝาโลงดูก็เห็นศพมีรูปร่างหญิงสาวเหมือนอย่างที่เขาไปหาในนิมิตเมื่อคืน พอทำกิจพิธีทุกอย่างเสร็จแล้วก็เผาศพเป็นการเสร็จสิ้น

เรื่องนี้หลวงปู่จันทา ถาวโรท่านได้เห็นด้วยตนเองว่านรกนั้นมีแน่นอน เพราะได้เห็นทูตานุทูตคือนายนิรยบาล เป็นผู้ส่งข่าวสารให้ทราบ พร้อมทั้งมีคนตายให้เห็นเป็นพยานอีกด้วยท่านก็สิ้นสงสัยที่ในเรื่องนรกสวรรค์ที่เคยมีมาทั้งหมด

ในเรื่องเล่าของหลวงปู่นั้นไม่ได้ระบุว่าหญิงสาวที่ท่านได้พบจะมีสุคติหรือทุคติเป็นที่ไป แต่เมื่อพิจารณาจากกรรมของหญิงสาวแม้เธอจะมีอายุสั้นแต่ก็มีข้อปฏิบัติในขณะที่ยังมีชีวิตเป็นอย่างดี และมีความเย็นใจในตอนสุดท้ายที่ได้มาขอส่วนบุญกับหลวงปู่ไป เชื่อได้ว่าเธอน่าจะไปเกิดในภพภูมิที่ดีได้

แม้ในเรื่องเล่านั้นจะมีแต่การเผชิญหน้าของหลวงปู่กับ นายนิรยบาล เป็นการถามตอบปัญหาธรรมซึ่งกันและกัน แต่เราก็จะเห็นได้ว่า “ทัศนคติ” หรือ  “จิต” ที่ถูกตั้งเอาไว้ดีแล้วจะเป็นเหตุให้มีภพภูมิที่ดีเป็นที่ไป คนที่จะตกนรกในแง่มุมจากเรื่องเล่าของหลวงปู่ก็น่าจะเป็น คนที่ไม่เชื่อเรื่องบุญบาป ไม่เชื่อผลของกรรม ทำให้ขาดความรู้ในการดำรงชีวิตที่ถูกต้อง

จาก http://panyayan.tnews.co.th/contents/200546/

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

ทิ นัง มิไฮ นัง มิจะนัง ทิกุนัง แปลว่า
ที่นั่ง มีให้นั่ง มึงจะนั่ง ที่กูนั่ง ทิ้งไว้เป็น
ปริศนาธรรม นะตะเอง
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
หลวงปู่จันทา ถาวโร เห็นทูตนรก
เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ
【ツ】ต้นไม้ความสุข ♪ 0 2453 กระทู้ล่าสุด 24 มกราคม 2555 01:23:17
โดย 【ツ】ต้นไม้ความสุข ♪
โทษของกาม - กรรมที่ไม่เจตนา โดย หลวงปู่จันทา ถาวโร
เสียงธรรมเทศนา
หมีงงในพงหญ้า 0 1610 กระทู้ล่าสุด 14 มิถุนายน 2555 00:03:37
โดย หมีงงในพงหญ้า
บุพเพชาติปางก่อน หลวงปู่จันทา ถาวโร
กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ
Maintenence 0 18633 กระทู้ล่าสุด 27 พฤศจิกายน 2557 16:29:33
โดย Maintenence
หลวงปู่จันทา ถาวโร - นรกตั้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางของทั้ง ๓ จังหวัด
เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ
แคทรีนจังกกไข่ 0 644 กระทู้ล่าสุด 13 เมษายน 2563 18:56:14
โดย แคทรีนจังกกไข่
แยกให้ชัด ระหว่าง “พระอริยะ” กับ “ผู้วิเศษ”
เกร็ดศาสนา
Kimleng 0 51 กระทู้ล่าสุด 09 สิงหาคม 2563 15:11:50
โดย Kimleng
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.513 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 06 กันยายน 2563 19:55:11